The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเเล้วได้ม้ายว่ะ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2023-11-19 02:22:16

รวมเเล้วได้ม้ายว่ะ

รวมเเล้วได้ม้ายว่ะ

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านที่สนับสนุนวรรณสารฉบับวันภาษาไทยแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่อง วรรณสารฉบับพิเศษใน โอกาสพิเศษ คือ วันภาษาไทยแห่งชาติ ฉบับที่ ๗๒ ประจำเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม ๒๕๖๖ มุ่งนำเสนอในประเด็น “วัจนลีลาภาษาสื่อสังคม” ให้สอดรับกับการใช้ภาษาที่มีชั้นเชิงลีลาในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ และการจดจำ เนื้อหาสาระของวรรณสารฉบับนี้ประกอบด้วย คอลัมน์สืบเนื่องจากปก บทความสัมภาษณ์พิเศษ เสริมสร้างประสบการณ์กับโครงการดี ๆ ปลูกต้นกล้านักวิจัย กด Like วรรณกรรม มุมคำร้องมองอย่าง นักวิจารณ์ ไขภาษากับไทยศิลปศาสตร์ ชวนกินชวนเที่ยว เจ้าบทเจ้ากลอน เกร็ดความรู้ บันทึกภาพ ในความทรงจำ และข่าวประชาสัมพันธ์ ทุกเรื่องราวที่นำเสนอเป็นผลงานของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยที่ใช้ เวทีแห่งนี้ในการรังสรรค์ผลงานมีความหลากหลาย เต็มไปด้วยอรรถรส และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวรรณสารฉบับนี้ จะสามารถเติมเต็มให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย สุดท้ายนี้กองบรรณาธิการขอขอบคุณสมาชิกผู้จัดทำวรรณสาร อาจารย์ที่ปรึกษา รวมทั้งผู้อ่านทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า ขอบคุณครับ ที่ปรึกษา บรรณาธิการ จัดพิมพ์ ผศ.ดร.รุ่งรัตน์ ทองสกุล นายวิทวัส หนูริง นางสาวชุติมณฑน์ นุชสมัย ผศ.ดร.วรพงศ์ ไชยฤกษ์ นางสาวสาวิกา สงรักษ์ ผศ.จุฬารัตน์ เสงี่ยม นางสาวเกศินี เสียรวงศ์ ผศ.ปรีดา เกื้อก่ออ่อน นางสาวพรรณสิริ เชาว์ช่าง ดร.พัชราภรณ์ คชินทร์ นางสาวอัซมานี ปูเตะ อ.สุริยา ทองคำ นางสาวจันทร์นภา สาหมีด พิสูจน์อักษร กองบรรณาธิการ ศิลปกรรมปก นางสาวภัทราวดี ขวัญเซ่ง นายกามาลุดดีน อัสนีย์ นางสาวนัดดา มณีสุวรรณ์ นางสาวสุนิสา เพชรกำเนิด นายจิตติพัฒน์ ฤทธิ์ดี นางสาวจิตรานุช สมศรี นางสาวอภิสรา ชูเงิน นางสาววรัญญา ชูอ่อน นางสาวแวอัซมัตร์ ลอนา นางสาวบุศราวดี ทองสกุล นางสาวสุภนิดา ลอยลม นางสาววรินทร สุขสวัสดิ์ บอกกล่าวเล่าเรื่อง บรรณาธิการ


วรรณสารฉบับที่ ๗๒ ฉบับวันภาษาไทยแห่งชาติ เดือนมิถุนายน - กรกฎาคม ๒๕๖๖ ........................................................................................................................................... เรื่อง หน้า สืบเนื่องจากปก พระมหากรุณาธิคุณพระนวมราช ๑ กำเนิดวันภาษาไทยแห่งชาติ ๒ พระอัจฉริยภาพด้านภาษา : สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ๓ ปฐมบท อักษราภาษาไทย ๕ คิดดี พูดดี... “มงลง” ๘ ภาษาเฉพาะกลุ่ม LGBTQ ๑๐ “ภาษาปราศรัย” ประเทศไทยต้องไปต่อ ๑๒ บทสัมภาษณ์พิเศษ บิว กัลยาณี เจียมสกุล ๑๕ พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์ ๑๘ อบเชยเฉาก๊วย PHEKET (เฉาก๊วยอบเชย ลองเลยจะติดใจ) ๒๐ บางบาดใจ ไส้ตู้ม ตู้ม ๒๔ สุดเจ๋ง ! นักศึกษา PKRU ฝีมือดี สรรค์สร้างงานวาด ดังไกลไปหอศิลป์ ๒๗ สารบัญ


สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า เสริมสร้างประสบการณ์กับโครงการดี ๆ เตรียมความพร้อมเพื่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์นักศึกษา ทศศ.๖๖ ๓๐ กิจกรรมแข่งขันโต้วาทีเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ๒๕๖๖ ๓๕ โครงการเสริมสร้างภูมิรู้คู่คุณธรรมนักศึกษา ทศศ. ๓๗ ปลูกต้นกล้านักวิจัย เนื้อหา และกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีในเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” ๓๙ กด Like วรรณกรรม การเดินทางอันเดียวดายของฉัน...กับคุณค่าที่แท้จริง ๕๒ ในเวลา ๕๙ ไม่เลือกที่ ๖๔ ไปสองกลับหนึ่ง ๖๗ ไขภาษากับไทยศิลปศาสตร์ คำราชาศัพท์ ๖๙ ศัพท์ยุคใหม่ถูกใจวัยรุ่น ๗๓ คำศัพท์จอมป่วน ๗๕ มุมคำร้องมองอย่างนักวิจารณ์ ภาพพจน์ในบทเพลง “รักแรก” ๗๙ ดอกไม้กับแจกัน ๘๑ กลิ่นดอกไม้ ๘๔


สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ศิษย์เก่าเล่าเรื่อง ฝึกความรู้ ฝึกประสบการณ์ สร้างงานเป็น ๘๗ เก็บความรู้ฝึกทักษะ สร้างคนจากประสบการณ์ ๘๙ เริ่มด้วยความกลัว จบลงด้วยความผูกพัน ๙๒ หล่อหลอมจนเกิดเป็น...ความรัก ๙๔ ชวนชิม ชวนเที่ยว ตะลุยเที่ยว ๗ วัน ๗ คาเฟในภูเก็ต รวมร้านเด็ด กาแฟอร่อย บรรยากาศดี ๙๗ วัดบางโทง ๑๐๒ เที่ยวกระบี่...ที่ไหนดี ๑๐๔ จุดชมวิวผาหินดำ ๑๐๖ คาเฟในสวน...ไร่ชุติกาญจน์ ๑๐๘ เจ้าบท เจ้ากลอน แซ่ซ้องพระราชา ๑๑๐ พระคุณบิดามารดา ๑๑๐ บุพการี ๑๑๑ คนตงห่อ ๑๑๑ ใครคนนั้น ที่รักเรา ๑๑๑ ธรรมชาติที่งดงาม ๑๑๒ ศาลเจ้าแห่งศรัทธา ๑๑๒ ยอสะดุ้งกุ้งกระโดด ๑๑๓ ตันหยงจำปี ๑๑๓ เพลงสอนน้อง... โวหารภาพพจน์ ๑๑๔


สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า เกร็ดความรู้ เปิดเคล็ดลับตำรับปลายจวัก ๑๑๕ สกินแคร์อย่างไรให้เห็นผลไว ๑๑๘ ขมิ้นชัน ป้องกันสารพัดโรค ๑๒๐ ผักแว่น ประโยชน์ดี...สรรพคุณเด่น ๑๒๒ “กะเพรา” มีดีอย่างไร ๑๒๔ บันทึกภาพในความทรงจำ ก้าวแรกกับครอบครัว ทศศ. ๑๒๖ เสวนาประสาไทยศิลปศาสตร์ ๑๒๙ เรื่องราวที่ผ่านมาของกันและกัน ๑๓๑ เสริมสร้างภูมิรู้คู่คุณธรรม ๑๓๓ “ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” ไทยศิลปศาสตร์ ๑๓๕ ข่าวประชาสัมพันธ์ ๑๓๗ ผู้เรียบเรียง ๑๓๙


พระมหากรุณาธิคุณพระนวมราช รำลึก ภูวนาทไท้ ภูมิพล พระ เกียรติทั่วสกล เกริกกล้า นวม ที่เก้าดล ไทยรุ่ง เรืองแฮ ราช พระเสด็จสู่ฟ้า แหล่งหล้าเสวยสวรรค์ ปราชญ์ ปรีชายิ่งแล้ว พระราชัน ภาษา พระเสกสรร ประดิษฐ์ถ้วน สง่า ค่าคำอัน พระดำรัส ศิลป์ ศาสตร์พิลาสล้วน เลิศด้วยพระปัญญา ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า สุริยา ทองคำ ผู้ประพันธ์ สืบเนื่องจากปก พระมหากรุณาธิคุณพระนวมราช/ กำเนิดวันภาษาไทยแห่งชาติ/ พระอัจฉริยภาพด้านภาษา : สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี/ ปฐมบท อักษราภาษาไทย/ คิดดี พูดดี... “มงลง”/ ภาษาเฉพาะกลุ่ม LGBTQ/ ภาษาปราศรัยประเทศไทยต้องไปต่อ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑


กำเนิดวันภาษาไทยแห่งชาติ “...เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะ ในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียง ให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่ง ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบ เป็นประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือความร่ำรวยในด้านของภาษาไทยซึ่งพวกเรานึกว่า ไม่ร่ำรวยพอจึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้...” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาส ทรงร่วมประชุมทางวิชาการ ของชุมนุมภาษาไทย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕ “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ถือกำเนิดขึ้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน และทรงร่วมอภิปรายในการ ประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ทรงเปิดการอภิปรายในหัวข้อ “ปัญหาการใช้คำไทย” แสดงถึงพระปรีชาสามารถ ความสนพระราชหฤทัย และความห่วงใยในภาษาไทย นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทยที่ได้รับ พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะรัฐมนตรีจึงมีประกาศให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคมเป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” วิทวัส หนูริง วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒


พระอัจฉริยภาพด้านภาษา : สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มา : thejournalistclub.com สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิรา ลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เป็นสมเด็จพระเจ้า ลูกเธอพระองค์ที่ ๓ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ ที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็น พระราชวงศ์พระองค์แรกที่ทรงเรียนหนังสืออย่างประชาชนทั่วไป พระองค์โปรดการอ่านหนังสืออย่างมาก ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ดังหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง คือ ทรงเปิดงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ รวมทั้งพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดหนังสือดีเด่นประจำปี นอกจากนี้ยังโปรดการเขียน มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ รวมกับพระปรีชาสามารถด้านภาษา และภาษาต่างประเทศ ร้อยแก้ว และร้อยกรอง พระองค์จึงทรงพระราชนิพนธ์หนังสือประเภทต่าง ๆ อย่างหลากหลายมากกว่า ๑๐๐ เล่ม ทั้งสารคดีท่องเที่ยว เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ เช่น มนต์รักทะเลใต้ เกล็ดหิมะในสายหมอก ทัศนะจากอินเดีย ย่ำแดนมังกร ประเภทวิชาการ และประวัติศาสตร์ เช่น บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยา และต้นรัตนโกสินทร์กษัตริยานุสรณ์หนังสือสำหรับเยาวชน เช่น แก้วจอมแก่น แก้วจอมซน หนังสือที่เกี่ยวกับ พระบรมวงศานุวงศ์ไทย เช่น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับพระราชกรณียกิจพระราชจริยาวัตร ด้านการศึกษา พระราชนิพนธ์แปล เช่น หยกใสร่ายคำ ความคิดคำนึง เก็จแก้วประกายกวี นิทานโกหก เยอรมัน หนังสือบันทึกภาพถ่าย เช่น ควงกล้องท่องโลก หนังสือทั่วไป เช่น เรื่องของคนแขนหัก นอกจากนี้ทรง อรยา โดงกูล วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓


พระราชนิพนธ์เพลงไทยเดิมด้วย เช่น บทร้องสำหรับ เพลงเต่าเห่ เพลงปลาทองเถา เพลงตับชมสวนขวัญ บทเพลงที่โด่งดัง และนำมาขับร้องบ่อยครั้ง ได้แก่ เพลงส้มตำ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงใช้พระนาม "สิรินธร" ในงานพระราชนิพนธ์เป็นหลัก แต่ทรงใช้นามปากกาอื่น ๆ ด้วย เช่น “บันดาล” “ก้อนหิน ก้อนกรวด” “แว่นแก้ว” “หนูน้อย” ที่มา : www.goodreads.com ที่มา : my.dek-d.com ที่มา : m.se-ed.com อ้างอิง sirindhorn. (๒๕๕๘). กองงานในพระองค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. [ออนไลน์], เข้าถึงจาก https://www.sarakadeelite.com. เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔


ปฐมบท อักษราภาษาไทย “เมื่อก่อนลายสือไทนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจ ในใจ แลใส่ลายสือไทนี้ ลายสือไทนี้จึงมีเพื่อพ่อขุนนั้นใส่ไว้” (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) จากข้อความข้างต้นที่กล่าวมาสื่อได้ว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษรไทยดังที่จารึกไว้ในศิลา จารึกหลักที่ ๑ เมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๒๖ หากคำนวณแล้วเท่ากับว่าเรามีอักษรไทยใช้กันมา ๗๔๐ ปี กระผมภาคภูมิใจมากที่เกิดในแผ่นดินสยาม แผ่นดินที่มีภาษาเป็นของตนเอง จึงนับเป็นพระมหา กรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่สำหรับพสกนิกรไทยทุกคน ที่มีพระมหากษัติรย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐที่ทรงประดิษฐ์ อักษรไทยขึ้น และนับเป็นคุณูปการจากเหล่าบรรพชนไทยทุกท่านที่สามารถธำรงรักษาภาษาให้คงอยู่ คู่ลูกหลานมาตราบจนถึงทุกวันนี้ อักษรไทยเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย และเมื่อพิจารณาหลักฐานความเจริญในยุคนี้ พบว่า เจริญรุ่งเรือง ในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการค้า การเมืองการปกครอง กฏหมาย รวมถึงศาสนาด้วย สังเกตได้จากหลักศิลาจารึก ที่จารึกไว้ด้วยสำนวนภาษาที่ผู้อ่านสามารถจินตนาการถึงความเจริญรุ่งเรืองได้ เช่น ด้านการค้า สมัยสุโขทัยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะค้าขายสิ่งใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องผูกมัดกับผู้ใด ดังตัวอย่างข้อความต่อไปนี้ “ในน้ำ มีปลา ในนา มีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่าง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า” (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) ด้านกฎหมาย สมัยสุโขทัยมีความยุติธรรมในด้านกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาหรือคนมีศักดิ์ มีศรีหากกระทำความผิดจริงก็ว่ากันไปตามผิด โดยมีการสั่นกระดิ่งร้องทุกข์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ “ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิแล้ผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล้ จึงแล่งความแก่ขาด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พีน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด” (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) วิทวัส หนูริง วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๕


ด้านการเมืองการปกครอง สมัยสุโขทัยมีการปกครอบในระบอบพ่อปกครองลูก โดยเปรียบกษัตริย์ เสมือนพ่อ เปรียบประชาราษฎรเสมือนลูก ยุคสมัยสุโขทัยจึงเปรียบดั่งครอบครัวใหญ่ที่พ่อของแผ่นดิน เป็นผู้ปกครองดูแลความสงบสุขของลูก ๆ และบ้านเมือง สมัยสุโขทัย กล่าวได้ว่าเป็นต้นกำเนิดแห่งวรรณกรรมที่สะท้อนมุมมองในสังคม ทั้งด้านสุภาษิต คำสอน ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมต่าง ๆ มีหลากหลายเรื่องเป็นที่กล่าวขานจนมาจนถึง ยุคปัจจุบัน เช่น สุภาษิตพระร่วง ไตรภูมิพระร่วง นางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สุภาษิตพระร่วง เป็นพระราชนิพนธ์ของพ่อขุนรามคำแหง โดยเชื่อกันว่าแท้จริงแล้วพระร่วงก็คือ พระองค์เอง สังเกตได้จากเนื้อหาที่มีความสอดคล้องคล้ายคลึงกับที่ถูกบันทึกไว้ในศิลาจารึก เพียงแต่ดัดแปลง ให้มีความไพเราะ มีสัมผัสกันจนกลายเป็นโคลง และร่าย ในบทประพันธ์จะเป็นลักษณะคำโดด เนื้อหาว่าด้วย หลักคำสอนในเชิงสุภาษิต ดังตัวอย่างบทประพันธ์ต่อไปนี้ อย่าขุดคนด้วยปาก อย่าถากคนด้วยตา อย่าพาผิดด้วยหู อย่าเลียนครูเตียนด่า อย่าริกล่าวคำคด คนทรยศอย่าเชื่อ อย่าเผื่อแผ่คนผิด อย่าผูกมิตรคนจร (สุภาษิตพระร่วง) จากบทประพันธ์ข้างต้น ความหมายว่า อย่าพูดจาเสียดสีผู้อื่นจนต้องได้รับความอับอาย อย่ามอง ความผิดพลาดของผู้อื่นโดยที่ไม่ได้ช่วยเหลือ อย่าฟังผิดมิเช่นนั้นจะทำให้เราคิดผิด พูดผิดจนกลายเป็นปัญหา อย่าล้อเลียนคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ไม่พูดปด อย่าไว้ใจคนที่เคยหักหลัง ไม่เข้าข้างคนผิด หากผิดให้ว่า ไปตามผิด อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยก็ย่อมมีคนที่ประพฤติตนแบบนี้ ไตรภูมิพระร่วง เป็นพระราชนิพนธ์ของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพญาลิไท เป็นบทประพันธ์ ประเภทร้อยแก้ว มีความเรียงสำนวน พรรณนา ใช้เพื่อแสดงธรรมเทศนา กล่าวถึงภพภูมิต่าง ๆ สอนให้เชื่อ เรื่องการทำความดี เกรงกลัวต่อบาป ดังตัวอย่างบทประพันธ์ต่อไปนี้ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖


สัตว์ที่ในนรกนั้น เกิดขึ้นด้วยรูปกายโตใหญ่ทันใด โดยมีรูปธรรม ๒๘ อย่างครบบริบูรณ์ ๒๘ อย่างนั้น คืออะไร คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เพศหญิง เพศชาย หัวใจ ชีวิต เครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต ความว่าง การบอกกล่าวด้วยท่าทาง การบอกกล่าวด้วยวาจา ความเบา (ลหุตา) ความอ่อน (มุทุตา) ความสามารถในการงาน (กัมมัญญตา) ความเจริญเติบโต (อุปจยะ) ความสืบต่อ (สันตติ) ความเสื่อมแห่งรูป (รูปปัสสชรตา) ความไม่เที่ยงแห่งรูป (รูปัสสอนิจจตา) (ไตรภูมิพระร่วง) นางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นพระราชนิพนธ์ของนางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ นางนพมาศ คือ สนมเอกของพระร่วง เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทงใบตองรูปดอกบัว เนื้อหามีการเล่าเรื่องราววิถี ชีวิต สังคม บ้านเมือง และวัฒนธรรมประเพณีคนสมัยสุโขทัยผ่านเรื่องราวชีวิตของนางนพมาศตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก จนเข้ารับการศึกษาและเข้าถวายตัวทำงาน สุปาณี พัดทอง (๒๕๖๐, หน้า ๓๒๙) กล่าวถึงลักษณะคำประพันธ์ว่า หนังสือนางนพมาศเขียนด้วยภาษาความเรียง อ่านเข้าใจง่าย มีโคลง และกลอนแทรกอยู่อย่างละบท คือ โคลงสี่สุภาพบทแรกในบานแผนก และกลอนเพลงขับยอเกียรตินางนพมาศ ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ อันตัวข้าน้อยนี้ ก็มีความผาสุกด้วยพระคุณสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตาชุบเลี้ยง พระราชทาน ยศถาบรรดาศักดิ์ให้งามหน้าบิดามารดา ทั้งใช้สอยกิจราชการใหญ่น้อยสนิทชิดชม เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ในพระราชดำริทุกประการ แม้นจะมีที่เสด็จพระราชดำเนินแห่งใด จะค้างแรมใกล้ไกลกันดารแลมิกันดารก็ดี ข้าน้อยก็ได้โดยเสด็จทุกครั้งประดุจเกือกทอง หนึ่งเล่ายามเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมิสบายพระสกลกาย ด้วยเหตุกำเริบพระโรค ข้าน้อยก็ได้ถนอมบาทบงกชมาศบำเรอรัก โดยใจสวามิภักดิ์มิได้เป็นกินเป็นนอน ผ่อนสบายอันความจงรักภักดีของข้าน้อยนี้ ควรจะเป็นแบบอย่างไปได้ในแผ่นดินชั่วกัลปาวสานฯ (นางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์) ภาษามิใช่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสาร แต่ภาษายังเป็นสื่อที่สืบสานเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่น เช่นเดียวกับ ภาษาไทยที่ใช้เป็นเครื่องมือบันทึกข้อมูลเพื่อสืบสานเรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบัน นับว่าคนไทยโชคดีที่มี ภาษาไทยไว้บันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งสมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันสมัยรัตนโกสินทร์ ทุกเหตุการณ์และทุกเรื่องราว ล้วนแทรกแง่คิด คำสอน สร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยรู้คิด รู้ผิด รู้ถูก โดยใช้ข้อมูลในอดีตสะท้อนวิธีคิด ในปัจจุบัน เพื่อให้อยู่เท่าทันอย่างมีความสุข และสิ่งสำคัญคือรากเหง้าทางภาษาอันเป็นจุดเริ่มต้น ของภาษาไทย หรือที่กระผมเรียกว่า “ปฐมบท อักษราภาษาไทย” อ้างอิง วรรณกรรมสมัยสุโขทัย. (๒๕๖๔). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก https://elfhs.ssru.ac.th. เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๗


คิดดี พูดดี... “มงลง” เมื่อพูดถึงสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นภาษาไทยหนึ่งในนั้นก็คงเป็นเรื่องการพูด การใช้วาทศิลป์ เพื่อทำให้ ผู้คนสนใจในคำพูดของเรา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพไหนก็ตามต้องมีการพูดคุยติดต่อสื่อสารกันตลอดเวลา เช่น อาชีพ แม่ค้า พูดอย่างไรให้คนสนใจในตัวสินค้าที่เราขาย และพูดอย่าไรให้ลูกค้าติดใจการขาย และกลับมาซื้อสินค้าซ้ำ เช่นเดียวกับแวดวงการประกวดนางงามที่จำเป็นต้องใช้ภาษาเพื่อสร้างความสนใจ ดึงดูดใจกรรมการเพื่อเรียก คะแนนจนนำไปสู่การได้รับตำแหน่ง หรือ “มงลง” นั่นเอง ประเทศไทยมีการประกวดนางงามหลากหลายเวที ตั้งแต่เวทีระดับท้องถิ่นจนถึงเวลาระดับประเทศ ที่คัดเลือกเพื่อส่งต่อสู่เวทีระดับโลก การตอบคำถามของผู้เข้าประกวดที่แต่ละคนล้วนมีการเตรียมตัว การซักซ้อมการถาม - ตอบ โดยใช้ไหวพริบ ลีลา หรือชั้นเชิงที่เรียกความสนใจจากคณะกรรมการ และผู้ชม ดังตัวอย่างการตอบคำถามของมิสแกรนด์ที่ทำเอาทั้งคณะกรรมการรวมถึงกองเชียร์ติดใจ เช่น ๓ คำ สวย มั่นใจ ไม่กลัว พีเรียส ที่ยังคงติดหูติดใจ และยังคงเป็นตำนานของการตอบคำถาม หรือ ณ ตอนนี้ได้กลายเป็น ประโยคประจำตัวของมิสแกรนด์หนองบัวลำพูนไปแล้ว การพูดของเธอนั้นจะเห็นว่าใช้คำสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ทำเอาหลายคนจำได้ขึ้นใจ ทำให้เธอเป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงอีกมากมายที่คิดว่าตัวเองไม่สวย ไม่มั่นใจ และยังไม่กล้าที่จะพาตัวเองออกมาจากความกลัว ๓ คำนี้จึงเป็นแรงจูงใจให้พวกเธอเหล่านั้น จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าคำพูดเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เพราะสามารถเปลี่ยนความคิด หรือเป็นกำลังใจให้ใครหลายคนได้ อีกประโยคที่เป็นตำนานเช่นเดียวกัน คือ “อย่าด้อยค่าตัวเอง เพียงเพราะ ไม่พอดีกับมาตรฐาน” คำพูดของมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ที่ทำเอาสาว ๆ ที่ไม่มั่นใจเรื่องรูปร่างของตัวเอง ประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนเป็นการปลุกหรือเปลี่ยนความสวยของผู้หญิงทุกคนที่มีอยู่ในตัวให้แสดง ออกมา การพูดใช่ว่าจะมีแต่สิ่งที่ดีงามเสมอไป เพราะคำพูดอาจเป็น “ดาบสองคม” ที่กลับมาทำร้ายเราทีหลัง ด้วยเพราะบางครั้งการพูดไม่คิด หรือไม่รู้กาลเทศะว่าสมควรที่จะพูดหรือไม่คำพูดเหล่านั้นอาจกลับมาทำร้าย ผู้พูดได้ยิ่งการประกวดนางงามแล้วนอกจากรูปร่างหน้าตา บุคลิกภาพ ความสง่างาม สิ่งำสคัญที่คณะกรรมการ จะพิจารณาก็คือการตอบคำถามที่ต้องคิดแล้วตอบให้เร็ว ใช้ไหวพริบปฏิภาณในการพูด และการเรียบเรียง ถ้อยคำที่พูดออกไป รุ่งกานต์ ภูมิพงษ์ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘


ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา (สุนทรภู่, นิราศภูเขาทอง) บทกวีนี้คงเหมาะสมที่สุดสำหรับเปรียบเทียบการพูดของคน ถ้าพูดดีก็มีผู้คนสรรเสริญเยินยอ มีผู้คนรัก ผู้คนชอบ แต่ถ้าพูดผิดไปแม้แต่ครั้งเดียวคำพูดนั้นจะกลับมาทำร้ายเรา การพูดจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสุดท้าย อยากฝากไว้สำหรับสาว ๆ ทุกคนว่า สวยหรือไม่สวยไม่สำคัญ สิ่งสำคัญ คือ คุณเลือกใช้คำพูดเพื่อสร้างมูลค่า และสร้างคุณค่าให้ตัวเองหรือไม่ หากพูดได้ พูดเป็น พูดดี ไม่ว่าเวทีเล็กหรือเวทีใหญ่อาจเป็นคุณก็ได้ที่ “มงลง” วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๙


ภาษาเฉพาะกลุ่ม LGBTQ โลกมีมนุษย์ที่มี “เพศ” หรือ “เพศสรีระ” แค่เพียง ๒ เพศเท่านั้น คือ “เพศชาย” และ“เพศหญิง” แต่ถ้าเรามองให้พ้นจากเพศสรีระ และมองให้ลึกถึงอารมณ์ความรู้สึกทางเพศ รสนิยมทางเพศ และอัตลักษณ์ ทางเพศ เราจะค้นพบว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ ๒ เพศ แต่มีความหลากหลายที่ลึกล้ำ และงดงาม สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม การให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ถือเป็นเรื่องสำคัญในสังคมปัจจุบัน ทุกคนต่างมองหา ความเท่าเทียมกันตลอดเวลา รอให้สังคมยอมรับ เคารพ และเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเป็น นั่นคือกลุ่ม LGBTQ หรือกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่ออกมาเรียกร้องถึงความเท่าเทียมในสังคมให้ตัวเองตลอดเวลา ถึงแม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้หลาย ๆ ประเทศเริ่มยอมรับกลุ่มคนเหล่านี้มากขึ้น แต่ในทางกฎหมายบุคคล เหล่านี้ยังไม่ได้รับความเท่าเทียมเหมือนเพศหญิง เพศชายทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการแต่งงาน หรือการยอมรับทางด้านจิตใจ ซึ่งมนุษย์ทุกคนสมควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน และไม่ควรมีมนุษย์ผู้ใดที่จะ กีดกันหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งมิให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน และมิได้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลุ่ม LGBTQ ส่วนใหญ่มีการสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษา โดยรุ่นน้องจะได้รับอิทธิพลภาษาเฉพาะ กลุ่มมาจากรุ่นพี่ หรือจากเพื่อนสู่เพื่อนซึ่งเป็นคนในกลุ่มคนหรือแวดวงเดียวกัน เหตุผลของการใช้ภาษาเฉพาะ กลุ่มก็เพื่อหลีกหนีจากคนหมู่มากในสังคม และเพื่อความเป็นส่วนตัวในการสนทนา โดยจะเข้าใจกันได้ภายใน กลุ่มวัฒนธรรมเดียวกันหรือบุคคลที่รู้และเข้าใจภาษานี้จึงทำให้เกิดการประยุกต์ดัดแปลงภาษาให้แตกต่างไป จากเดิม ซึ่งภาษาของกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นตัวกลางในการสร้างความสนุกสนาน และเพิ่มอรรถรส ให้บทสนทนา รวมทั้งมีการผสมผสานน้ำเสียง จริตจะก้าน ท่าทางที่ใช้แสดงออกช่วยเพิ่มสีสันในการสนทนา ทำให้เกิดความสนุกสนาน และสร้างความสนิทสนมกันมากขึ้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑๐ ภัทราวดี ขวัญเซ่ง


ที่มา : www.tiktok.com/@hiwwheefanclub_/video “ปังมากพี่นัท” ข้อความนี้เกิดจากบิวตี้บล็อกเกอร์ที่ชื่อว่า “นัท นิสามณี” ถามว่าแต่งหน้าออกมาเป็นอย่างไร สวยหรือไม่และเมื่อเพื่อนเห็นว่าสวยมากเลยตอบไปว่า “ปังมากพี่นัท” ภาษาเฉพาะกลุ่มจึงเปรียบเสมือนพื้นที่ในการแสดงตัวตนของกลุ่ม LGBTQ การสนทนาที่สะท้อนถึง ความต้องการของกลุ่ม ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงความเป็นอัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมในสังคม โดยภาษา เป็นผลผลิตที่มาจากประสบการณ์ร่วมกันของกลุ่ม LGBTQ ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งถือเป็นหน้าที่ พื้นฐานที่เด่นชัดที่สุดของภาษา ช่วยเชื่อม และลดช่องว่างของการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคล เข้าร่วมสังคมของกลุ่มได้ และมีการพัฒนาความสัมพันธ์กันได้อย่างรวดเร็วผ่านภาษาที่มีลักษณะไม่เป็นทางการ ดังนั้น ผู้พูดจึงแสดงออกถึงตัวตน ความคิด หรือคำพูดได้อย่างเต็มที่ และเปิดเผย รวมทั้งสามารถสะท้อน ถึงตัวตนในกลุ่มดังกล่าวอีกด้วย อ้างอิง ปุณยาพร รูปเขียน. (๒๕๖๓). ภาษาลูกับการสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่มกระเทย. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก http://www.sure.su.ac.th/ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๖ อัญมณี สัจจาสัย. (ม.ป.ป.). ความหลากหลายทางเพศ. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.parliament.go.th เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑๑


“ภาษาปราศรัย” ประเทศไทยต้องไปต่อ ทักษะทางภาษาทั้ง ๔ ประกอบด้วย การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน การพูดเป็นทักษะ การแสดงออก การฟังเป็นทักษะการรับสาร ทั้งสองทักษะนับเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เพื่อสื่อความหมายควบคู่กันไป เนื่องจากมนุษย์ต้องใช้ทักษะทั้งสองเพื่อสื่อความหมายในการสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ผู้พูดสามารถ ใช้การเปล่งถ้อยคำออกมาเป็นภาษาพูด และใช้กิริยาท่าทางเพื่อประกอบการพูดให้สื่อความหมายไปยังผู้ฟัง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ทำให้ผู้พูดสื่อความหมายที่ตนต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้สึกนึกคิด ความเข้าใจ ความปรารถนา และอารมณ์ ไปยังผู้ฟังได้อย่างตรงไปตรงมา กล่าวคือ การพูด เป็นเครื่องมือสำหรับส่งสารไปยังผู้รับสาร และผู้รับสารสามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้พูดต้องการสื่อความหมาย โดยการตอบสนอง หรือมีปฏิกิริยาต่อสารที่ได้รับในทางใดทางหนึ่ง เช่น พยักหน้า หัวเราะ ปรบมือ ส่ายศีรษะ (ศิริรัตน์ กลยะณี, ๒๕๕๘, หน้า ๑๗) การปราศรัยเป็นหนึ่งในทักษะการพูด และการฟังในการสื่อสาร เนื่องด้วยการปราศรัยนั้นเป็นวิธีที่ใช้ ในการหาเสียงเพื่อเรียกคะแนนเสียงให้แก่พรรค นอกจากต้องพูดนำเสนอสารที่ต้องการแล้ว ยังต้องพูดเพื่อ โน้มน้าวใจผู้คนที่กำลังฟังอยู่อีกด้วย สุภาพ กริ่งรัมย์ (๒๕๕๕, หน้า ๘) กล่าวถึงกลวิธีการโน้มน้าวใจ ในการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งไว้ว่า หมายถึง วิธีการทางภาษาที่ผู้ปราศรัยเลือกใช้เพื่อพยายามชักจูงใจผู้ฟัง เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้าง และดำรงทัศนคติหรือพฤติกรรมเพื่อนำไปสู่การลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้ปราศรัย และพรรคของตน พรรคก้าวไกลเป็นหนึ่งในพรรคที่ลงสมัครเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่าได้รับคะแนน เสียงอย่างล้นหลามกว่า ๑๔ ล้านเสียง ประกอบด้วย ส.ส.เขต ๑๑๒ คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ๓๙ คน อีกทั้ง พรรคก้าวไกลยังเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นการหาเสียงตลอดจนจบการหาเสียง อ้างอิงจากการที่มีชาวเน็ตในโลกออนไลน์และประชาชนในประเทศให้ความสนใจ อย่างไรก็ตาม ความชื่นชอบ ของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับพรรคก้าวไกลที่มีทั้งคนชอบและคนที่ไม่ชอบ ทั้งนี้ กลยุทธ์ สำคัญที่พรรคก้าวไกลใช้ คือ เทคนิคหรือกลยุทธ์การพูดในจูงใจผู้ฟัง ศิรินทิพย์ สงวนไถ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑๒


“มีเราไม่มีลุง” เป็นหนึ่งในประโยคยอดฮิตของพรรคก้าวไกล เนื่องด้วยเป็นการแสดงออกถึงการ ให้ประชาชนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นการพูดที่ทำให้เกิดความประทับใจต่อพรรค เนื่องด้วยรัฐบาลชุดเก่า ที่ถูกแทนชื่อเรียกโดยคำว่า “ลุง” เป็นรัฐบาลที่มาจากการเกิดรัฐประหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ประโยคนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงพรรคกับประชาชนหรือผู้พูดกับผู้ฟัง ในการแสดงจุดยืนความคิด ที่อาจมีตรงกัน ถือเป็นเทคนิคการพูดที่มีความชัดเจน และสามารถเชื่อมโยงผู้พูดกับผู้ฟังได้ดี เพราะหาก มีความคิดตรงกันแล้ว การพูดเรื่องต่อ ๆ ไป ก็มีความลื่นไหลและเป็นไปได้ง่ายกว่าเดิม “พวกจีนสีเทาทั้งหลาย เราจะไม่เรียกมันว่าจีนสีเทานะครับ แต่เราจะเรียกว่าจีนเตอ” ประโยคนี้ ใช้กลยุทธ์คำผวน คือ คำว่า “จีนเตอ” แปลได้ว่า “เจอตีน” ถือเป็นการให้ข้อมูลเชื่อมโยงสารระหว่างผู้พูด กับผู้ฟัง โดยจีนสีเทาเป็นคนจีนที่แอบแฝงมาประเทศไทยในคราบนักท่องเที่ยว ก่อนผันตัวเพื่อทำธุรกิจ ในประเทศไทย การพูดประโยคนี้เปรียบเสมือนการบอกสารต่อคนที่โดนผลกระทบจากการกระทำของจีนสีเทา เพื่อบ่งบอกว่าทางพรรคพร้อมช่วยเหลือในเรื่องนี้ และมีนโยบายที่จะทำให้เรื่องนี้หมดไป “เป็นจะไดผ่อง สบายดีก่อ?” “หรอยแรง” “ฮักหลายเด้อ” เป็นการพูดภาษาถิ่นของภูมิภาคต่าง ๆ ของพรรคก้าวไกล ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน เป็นการแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นการ เชื่อมโยงพรรคกับประชาชนในการแสดงออกถึงการไม่ละเลยที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก เพราะถือเป็นการแสดงออกว่าพร้อมที่จะเข้าถึง และเข้าหาไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของประเทศไทย โดยน้ำเสียง และกิริยาขณะพูดนั้นมีความจริงใจ และตั้งใจสื่อสารภาษาของประชาชนกับประชาชนอย่างแท้จริง “สวัสดิการก้าวหน้า คืออนาคตของประเทศไทย” “มีคนบอกว่าสวัสดิการจะทำให้คนไทยขี้เกียจ แต่ใครจะรู้ว่าคนไทยในหนึ่งสัปดาห์ทำงานเฉลี่ยกว่า ๕๐ ชม.” ประโยคข้างต้นเป็นการบ่งบอกถึงนโยบาย ที่พรรคมอบให้ประชาชน เป็นอีกกลยุทธ์การปราศรัยที่ชักจูงใจ สื่อสารว่าพรรคก้าวไกลสามารถพาอนาคต ของประเทศให้ก้าวหน้าได้ โดยอ้างอิงว่าคนไทยทำงานหนักมากแต่ผลตอบแทนที่ได้รับไม่คุ้มค่า ดังนั้นสิ่งที่ ปราศรัยจะเป็นส่วนหนึ่งในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และทางพรรคก้าวไกลได้บอกประชาชนอยู่เสมอ ว่าจะทำให้ได้ตามที่ปราศรัยไว้ ซึ่งการปราศรัยเหล่านี้เป็นการใช้เทคนิคแบบบอกกล่าวอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้ เข้าใจในสิ่งที่ต้องการจะสื่ออย่างตรงไปตรงมา “คนพิการไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่เขาต้องการชีวิตที่เหมือนทุกคน” เป็นการกล่าวถึงนโยบาย อีกข้อของพรรคก้าวไกล เพราะการเห็นทุกคนอยู่ในสายตาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงเจตนาของการรักษา ความเท่าเทียม “เข้าคูหากาให้คนไทยเท่ากัน” การปราศรัยประโยคนี้สามารถซื้อใจประชาชนได้ อย่างที่ได้กล่าวมา ก่อนหน้าว่าใคร ๆ ก็ต้องการความเท่าเทียม การปราศรัยนี้พรรคก้าวไกลต้องการเชื่อมโยงประชาชนกับพรรค ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อก่อสร้างความเท่ากันในสังคม วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑๓


ตัวอย่างที่กล่าวมาเป็นการสื่อสารของพรรคก้าวไกลที่ส่งสารไปยังประชาชน เป็นเทคนิคการสื่อสาร ที่ตรงจุด และตรงใจหลาย ๆ คน จนทำให้มีคนลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่พรรคนี้เป็นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า เทคนิคการใช้ภาษาในการพูดนำไปสู่ความสำเร็จจนชนะใจคนจำนวนมากได้อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษาแม้จะโดนใจ - ถูกใจ แต่หากความรู้สึกส่วนตัวไม่ชอบใจ ภาษาเหล่านั้นอาจไร้ความหมายก็ได้ ดังนั้น การใช้ภาษาในการส่งสารจึงขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้รับสารด้วย ซึ่งบทความเรื่องนี้มิได้มีเจตนาสะท้อน ความคิดเห็น รัก – ชอบ – เกลียด - ชัง ในทางการเมือง แต่เขียนขึ้นเพื่อแสดงทัศนะการใช้ภาษาเพื่อ “ปราศรัย” ในการหาเสียงเท่านั้นเอง อ้างอิง ศิริรัตน์ กลยะณี. (๒๕๕๘). ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการพูด. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://so๐๓.tcithaijo.org. เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๖ สุภาพ กริ่งรัมย์. (๒๕๕๕). กลวิธีการโน้มน้าวใจในการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปปี ๒๕๕๔ ของนางสาว ยิ่งลักษณ์ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://ir.swu.ac.th/jspu.ac.th. เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑๔


บิว กัลยาณี เจียมสกุล “บิว กัลยาณี เจียมสกุล” เป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความสามารถ รอบด้าน จึงทำให้เป็นที่โด่งดัง และมีคนรู้จัก ณ เวลานั้น และเพลงของ “บิว กัลยาณีเจียมสกุล” ยังคงโด่งดังจนถึง ปัจจุบัน บทความต่อไปนี้ จะทำให้ทุกคนรู้จักตัวตนของ “บิว กัลยาณีเจียมสกุล” มากขึ้น ก่อนเข้าสู่วงการเพลงควรมีพื้นฐานอะไรบ้าง เริ่มจากการมีใจรัก และพร้อมที่จะโอบรับสิ่งเหล่านี้จากนั้นจึงเริ่มเรียนรู้ควบคู่กับการฝึกซ้อม อย่างสม่ำเสมอ เตรียมตัวให้พร้อม ทั้งการออกกำลังกาย การพักผ่อน เพราะการฝึกปอดให้แข็งแรงจะทำให้ เราบังคับลมได้ดี และออกเสียงได้แบบที่เราตั้งใจ ควรหาประสบการณ์อยู่เสมอ เรียกว่า การสะสมชั่วโมงบิน เพราะมันจำเป็นอย่างยิ่ง นี้คือสิ่งที่จะสะท้อนกลับมาเป็นตัวชี้วัดในความสำเร็จของเรา และเมื่อได้มีโอกาสแสดง บนเวทีบ่อย ๆ ครั้งต่อ ๆ ไปก็จะไม่ประหม่า บิว กัลยาณี เจียมสกุล/ พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์/ อบเชยเฉาก๊วย PHEKET (เฉาก๊วยอบเชย ลองเลย จะติดใจ)/ บางบาดใจ ไส้ตู้ม ตู้ม/ สุดเจ๋ง ! นักศึกษา PKRU ฝีมือดี สรรค์สร้างงาน ดังไกลไปหอศิลป์ บทสัมภาษณ์พิเศษ กามาลุดดีน อัสนีย์ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑๕


มีวิธีการที่จะเข้าถึงเนื้อร้อง และอารมณ์เพลงอย่างไร หลักการง่าย ๆ ที่ใช้เป็นประจำ คือ การสมมุติบทบาทตัวเราเป็นตัวละครตัวนั้น ทำความเข้าใจ สถานการณ์เนื้อหาเพื่อซึมซับอารมณ์และความรู้สึก จนเราสามารถที่จะเข้าถึง และถ่ายทอดมันออกมาได้ โดยอัตโนมัติเหมือนเราประสบอยู่กับสถานการณ์นั้นจริง ๆ หากมีการร้องเพลงคู่บนเวที มีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้โชว์บนเวทีลื่นไหล สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดการกับตัวเอง โดยการรับผิดชอบในส่วนของเราก่อนเป็นหลัก เช่น จำเนื้อร้อง และท่อนที่เราจะร้องให้แม่น จากนั้นจึงทำความเข้าใจบุคคลที่จะมาร้องคู่กับเราว่าเขาถนัดเพลงแนวไหน มีโทนเสียง แนวไหน หากในแนวเดียวกันก็จะปรับกันง่าย แต่ถ้าคนละแนวกันก็ต้องหมั่นฝึกฝนเพื่อให้เกิดความลงตัว จากนั้น ก็มาเริ่มซ้อมด้วยกัน จนจับจังหวะได้โดยอัตโนมัติ การทำให้คนดูอินไปกับบทเพลงต้องสื่อสารอย่างไร ทำความเข้าใจในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น สังเกตสิ่งที่คนดูให้ความสนใจ โดยพิจารณาว่าช่วงวัยไหน ที่กำลังดูเราแสดง และวัยนั้นนิยมเพลงแนวไหน เราจึงเริ่มเอาใจเขา เช่น สบตาผู้ฟังเป็นช่วง ๆ ในขณะที่เราร้องเพลง การชวนคุย เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าเรากำลังสนใจในตัวคนดู เมื่อมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ มีวิธีการสื่อสารอย่างไร ก่อนอื่นเราต้องตั้งใจฟังคำถามให้ชัดเจน หากเราฟังผิดเราก็จะเข้าใจผิดคำตอบก็จะผิด แน่นอนสิ่งที่ ตามมาคือเกิดกระแสดรามาหรือการวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชน พูดง่าย ๆ คือฟังผิดชีวิตเปลี่ยน และที่สำคัญ ตอบให้ตรงประเด็น ไม่ควรพาดพิงถึงบุคคลอื่น หากคำถามไหนเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรตอบก็บอกไปตามตรง ว่าไม่สะดวกตอบ เมื่อเจอกระเเสดรามา มีวิธีการรับมืออย่างไร เมื่อมีคำพูดเชิงลบ หรือเจอเรื่องที่ไม่โอเคก็จะเงียบและไม่คิดมาก แต่เก็บคำพูดนั้นเอาไว้ว่าเรายังไม่ดี ตรงไหน แล้วนำไปพัฒนาต่อ และจะไม่โต้ตอบกลับไป เพราะแน่นอนว่าเราหากโต้ตอบกลับไปเรื่องก็จะไม่จบ และกลายเป็นเรื่องเลยเถิดจนเกิดผลกระทบต่ออนาคตในวงการของเราได้ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑๖


รู้สึกอย่างไรกับอาชีพนี้ ความโชคดีของอาชีพนี้คือ ผู้ประกอบอาชีพได้ทำในสิ่งที่รัก และได้ค่าตอบแทนที่เยอะพอสมควร ได้รับความรัก ได้รับเกียรติในสังคม สิ่งสำคัญเวลางานคือเวลาที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ตัวเราเองก็มีความสุขด้วย มันเลยแฮปปี้มาก ๆ ในฐานะที่ผู้เขียนชื่นชอบในบทเพลงของ “บิว กัลยาณี เจียมสกุล” จึงอยากฝากมุมมอง แง่คิดคิดถึงคนรุ่นหลัง อยากให้เปิดใจเลือกฟังเพลงของ “บิว กัลยาณี เจียมสกุล” เนื่องจากปัจจุบันมีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้บทเพลงของ “บิว กัลยาณี เจียมสกุล” ไม่ค่อยมีคนร้องหรือไม่เป็นที่รู้จัก ก็อยากฝากให้คนรุ่นหลังนำบทเพลง ของ “บิว กัลยาณี เจียมสกุล” มาร้องเพื่อให้เป็นที่ติดหู ติดใจผู้ฟังอีกครั้ง สัมภาษณ์ : บิว กัลยาณี เจียมสกุล ผู้สัมภาษณ์ : นายกามาลุดดีน อัสนีย์ วันที่สัมภาษณ์ : ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑๗


พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์ อภิสรา ชูเงิน หลายคนสงสัยว่า “พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์” ดาราเจ้าบทบาทคนนี้เป็นใคร มีชื่อเสียงได้อย่างไร บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้จึงพาทุกคนมารู้จักกับ “พิม พิมพ์พรรณ ชลาบนคุปต์” ผู้ที่หลงใหล และชื่นชอบในการแสดง ลองมาติดตามกันดูนะคะ ก่อนเข้าสู่วงการบันเทิงมีพื้นฐานอะไรบ้าง เริ่มต้นมาจากความชอบส่วนตัว เราได้เห็นคนในวงการมากหน้าหลายตา จนเกิดความคิดความสนใจ ที่จะเข้าสู่วงการนี้ ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่าเราจะทำได้หรือไม่ เราต้องการจะทำอะไร แล้วเร่งพัฒนาศักยภาพ และหาช่องทางที่จะมุ่งไปสู่ความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ มีวิธีการที่จะเข้าถึงบทบาทตัวละครนั้น ๆ อย่างไร ทำการบ้านโดยการทำความเข้าใจบทว่าเริ่มต้นอย่างไร จนถึงบทสรุปอย่างไร จากนั้นจึงค่อย ๆ อ่านบท และตีความให้ชัดเจน ทั้งเรื่องราวในบทและตัวละคร มองภาพรวมให้ออกก็จะทำการแสดงได้ง่าย เช่น เล่นเป็น นางร้ายฉันจะร้ายอย่างไรให้คนหมั่นไส้ เราก็ต้องเริ่มทำความเข้าใจมัน วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑๘ อภิสรา ชูเงิน


มีวิธีส่งต่อบทให้นักเเสดงที่ร่วมเเสดงอย่างไร ทำความเข้าใจบทบาทของเรา จากนั้นทำความเข้าใจบทบาทของผู้ร่วมแสดงที่จะโต้ตอบกลับมา แล้วจึงเริ่มเล่นตามบท เมื่อส่งอารมณ์ไปแล้ว รอรับอารมณ์เค้ากลับมา เล่นตามอารมณ์ที่รับส่งกันไปมาให้ลื่นไหล ไม่เล่นคนเดียว และที่สำคัญต้องเล่นกับผู้ร่วมแสดงด้วยความเต็มใจ มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถเล่นได้อย่างเต็มที่ การทำให้คนดูอินไปกับบทบาทตัวละครต้องทำอย่างไร เราต้องสวมบทตัวละครนั้น ๆ ให้มาอยู่ในตัวเรา เมื่ออินเนอร์หรืออารมณ์ความรู้สึกมา เราจึงเริ่มเล่นตาม ความรู้สึกของตัวละครตามบทจริง ๆ สิ่งสำคัญคือเล่นโดยตัดความเป็นตัวเราออกไป เมื่อมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ มีวิธีการสื่อสารอย่างไร เต็มใจที่จะตอบ และตอบด้วยความจริงใจ ไม่ตะกุกตะกัก มิฉะนั้นเราก็จะไม่มีความน่าเชื่อถือ และต้อง ตอบบนพื้นฐานกาลเทศะที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ก้าวล้ำในเรื่องที่เป็นส่วนตัวมากเกินไป เมื่อเจอกระเเสดรามา มีวิธีการรับมืออย่างไร เปิดใจรับฟังดรามาแต่ไม่เอาไปคิดมากจนขนาดกินไม่ได้นอนไม่หลับ หากเรื่องจริงเราก็ควรที่จะแก้ไข ปรับปรุงพัฒนา และยอมรับโดยไม่มีการโต้ตอบเพราะหากโต้ตอบไปอาจจะเกิดผลเสียกับตัวเราเอง รู้สึกอย่างไรกับอาชีพนี้ “อาชีพที่ฝัน ความฝันเป็นจริงเพราะความพยายาม ความมีวินัย และใจรัก” ในฐานะที่เป็นผู้ชื่นชอบในผลงานการแสดงของ “พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์” อยากฝากข้อคิดอะไร ถึงคนรุ่นใหม่ อยากให้คนรุ่นใหม่เปิดใจ และรับชมการแสดงของ “พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์” ที่ถือว่า เป็นนักแสดงรุ่นเก่าว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าตอนนี้คนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักตัวตนของ “พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์” และไม่เคยได้รับชมการแสดงของ “พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์” ว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากปัจจุบันมีนักแสดง รุ่นใหม่จำนวนมากที่โด่งดัง จนทำให้ชื่อเสียงของ “พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์” ลดลงเรื่อย ๆ จากเดิม อยากให้ คนรุ่นใหม่เปิดใจรับชมละครของ “พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์” เพื่อเป็นกำลังใจและจะได้เป็นที่รู้จักอีกครั้ง สัมภาษณ์ : พิม พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์ ผู้สัมภาษณ์ : นางสาวอภิสรา ชูเงิน วันที่สัมภาษณ์ : ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๑๙


อบเชยเฉาก๊วย PHEKET (เฉาก๊วยอบเชย ลองเลยจะติดใจ) นายเกษม ก่อสกุล (เจ้าของกิจการร้านอบเชยเฉาก๊วย) ของกินอร่อย ๆ มีมากมายให้เลือกรับประทาน วรรณสารฉบับนี้นำของกินที่เหมาะกับอากาศของเมืองไทย มาฝากผู้อ่าน นั่นคือ เฉาก๊วย ส่วนเป็นเฉาก๊วยที่ไหน มีที่มาที่ไปอย่างไร ลองติดตามดูนะคะ คำว่า “อบเชย” มาจากนามสกุลของแม่ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการผลิตเฉาก๊วย ต่อมาผมได้พัฒนาสูตร โดยใส่อบเชย หรือ Cinnamon ผสมในเนื้อเฉาก๊วย เพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ เหนียว หนึบ และดีต่อสุขภาพ ของผู้บริโภค เพราะทุกแก้วต้องดีที่สุด เปรียบเสมือนผู้บริโภคเป็นคนในครอบครัว สวัสดีค่ะ…แนะนำตัวให้เพื่อน ๆ รู้จักกันหน่อยค่ะ สวัสดีครับ ผมนายเกษม ก่อสกุล เจ้าของกิจการร้าน อบเชยเฉาก๊วยครับ ผู้ซึ่งชื่นชอบ หลงรัก และสืบทอดกิจการ ต่อจากแม่ “อบเชยเฉาก๊วย” ชนิสรา รักเหมือน วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒๐


การเริ่มต้นกิจการอบเชยเฉาก๊วย ผมเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ประกอบอาชีพค้าขาย โดยแม่มีพรสวรรค์ในเรื่องการทำอาหาร ซึ่งอาหาร ทั่วไปจะดูธรรมดาแต่ถ้าแม่ผมทำจะมีความอร่อยพิเศษขึ้นมาทันทีเช่น สูตรแป้งกล้วยทอด ที่มีความกรอบมาก กรอบนาน และไม่อมน้ำมัน น้ำราดกล้วยปิ้ง ที่มีความหอมมัน เข้มข้น กินได้ไม่เบื่อ เกลือเคยภูเก็ต ที่มีรสชาติ เข้มข้น ถึงเครื่องสไตล์คนใต้และเฉาก๊วยโบราณ ที่มีเนื้อเฉาก๊วยเหนียว นุ่ม ทานคู่กับน้ำเชื่อมสูตรเฉพาะที่แม่ คิดขึ้นเองเข้ากันสุด ๆ ตอนแรกผมตั้งใจจะประกอบอาชีพศิลปินสร้างงานศิลปะอย่างที่เรียนมา ซึ่งช่วงนั้นได้ลอง ทำงานศิลปะงานออกแบบ แต่เสียงในใจก็ดังขึ้นว่า “ถ้าแค่ทำงานสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง อยู่เพื่อตัวเอง มันดูธรรมดาเกินไป” แต่ถ้าสิ่งที่เราทำแล้วสามารถช่วยแก้ปัญหาให้คนอื่น และสามารถสร้างอาชีพให้คนอื่นได้ ผมรู้สึกว่าชีวิตจะมีความหมายมากขึ้น จึงเริ่มเรียนรู้จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวแล้วนำมาพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่แม่สร้างไว้ นี่คือที่มาของแบรนด์อบเชยครับ แหล่งผลิตอบเชยเฉาก๊วย สถานที่ผลิตตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆของอำเภอถลางชื่อว่า บ้านเหรียง ใกล้กับอนุสรณ์สถานผู้กล้าเมืองถลาง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ทุ่งถลางชนะศึก ความโดดเด่นของอบเชยเฉาก๊วย “เคยได้ยินคำนี้ไหมครับ ของอร่อยมักไม่มีประโยชน์ของมีประโยชน์ มักไม่อร่อย แล้วของอร่อยที่มาพร้อมประโยชน์มีไหม....” ผมบอกเลยว่ามีครับ ขอยกตัวอย่างสมุนไพรสีดำที่มาพร้อมกับสรรพคุณทางยา คือ เฉาก๊วย เป็นหญ้าตระกูล เดียวกับสะระแหน่ ใบมิ้นต์ลำต้น และเถาเป็นแบบกิ่งเลื้อยมีขนาดเล็ก ใบมีปลายแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย มีสรรพคุณแก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ ขับเสมหะ แก้คลื่นไส้ ลดอุณหภูมิร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น นอกจากประโยชน์ที่ผู้บริโภค จะได้รับตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผมได้คัดเฉพาะหญ้าเฉาก๊วยสายพันธุ์ที่เป็นที่สุด ของเฉาก๊วย โดยนำเข้าจากประเทศเวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ผมใส่ใจ ทุกรายละเอียด พิถีพิถันทุกขั้นตอนการผลิต จึงได้เนื้อเฉาก๊วยที่มีความเหนียว หนึบ เด้งสู้ฟัน และสะอาดถูกหลักอนามัย ประโยชน์ที่มาพร้อมความอร่อยต้องเฉาก๊วยอบเชย ลองเลยจะติดใจ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒๑


สภาวะเศรษฐกิจกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจโลกต้องชะงักเพราะพิษจากโรคระบาดโควิด ๑๙ ภูเก็ตก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับ ผลกระทบโดยตรงจากมาตรการปิดเมืองปิดประเทศ เพราะรายได้ของภูเก็ตกว่า ๙๐% มาจากการท่องเที่ยว เมื่อไม่มีเมล็ดเงินจากข้างนอกมาเติม ภูเก็ตเมืองที่ไม่เคยหลับไหล ทุกอย่างกลับเงียบเหงาคนต่างจังหวัดที่เข้ามา ทำงานต่างก็พากันกลับภูมิลำเนา คนมีกำลังซื้อน้อย รายได้ของร้านลดลงกว่า ๖๐% แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กดให้ผม ยอมแพ้แต่กลับเป็นความท้าทายที่ผมจะนำพาร้านของพวกเรา ความหวังของทีมงานทุกคนที่จะมีเงิน มีงาน มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ผมจึงต้องปรับตัวเปิดสมุดบัญชีดูรายรับ ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มช่องทางการขาย มีแบบรถพ่วงข้างไว้บริการลูกค้าถึงที่ เข้าร่วม partner platform สั่งอาหารออนไลน์ ใช้ช่องทางออนไลน์ สร้างความสัมพันธ์ให้คนที่อยู่ต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัด ได้รู้จักเรา และบอกพวกเขาว่าเรามีความตั้งใจในการผลิต เฉาก๊วย และเฉาก๊วยของเราดีอย่างไร โดยแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปพัฒนาอุปกรณ์ผลิต และห้องผลิต ให้พร้อมในวันที่ พายุร้ายนี้ผ่านไป แสงเรืองรองรอส่องสว่างขับไล่ความหนาวเหน็บนี้อยู่ไม่ไกล และที่สำคัญ คือ ความจริงใจที่เรา มีต่อลูกค้า รักษาคุณภาพ รับฟังความเห็นของลูกค้า เพื่อพัฒนาให้สินค้าของเราดีขึ้น เป็นกำลังใจให้ ผู้ประกอบการ ที่ยังสู้อยู่ หากคุณผ่านช่วงนี้ไปได้คุณอยู่ได้ทุกสถานการณ์ไม่ว่าวิกฤตใดจะเข้ามา “คุณคือ ผู้ชนะ” สถานที่จำหน่ายอบเชยเฉาก๊วย หลัก ๆ ขายอยู่หน้าแม็คโคร สาขาถลาง ร้านเปิดทุกวัน และแบบรถพ่วงข้างวิ่งขายอยู่อำเภอเมืองภูเก็ต และอำเภอถลาง ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมากครับ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒๒


ฝากร้านอบเชยเฉาก๊วย เข้ามาร้านเรารับประกันว่า คุณลูกค้าจะไม่ผิดหวังกับความเหนียวหนึบ เด้ง ของเนื้อเฉาก๊วย ทานคู่กับน้ำ เมนูโปรดของคุณลูกค้า โดยเรามีความตั้งใจที่จะเป็นของดีประจำเมืองภูเก็ต ที่เป็นของคนภูเก็ตเชิญทุกท่าน มาสนับสนุนมาลองชิมได้ที่สาขาถลางอยู่ห้างแม็คโครถลาง เปิดทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๙.๐๐ น. สาขาเมืองภูเก็ต หน้าโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย เปิดเวลา ๑๕.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.และปลายแหลมสะพานหิน เปิดเวลา ๑๗.๐๐ – ๒๑.๐๐ น. ทุกวันติดตามเราได้ที่เพจ facebook เฉาก๊วยอบเชย ลองเลยจะติดใจ หรือโทร. ๐ ๘๐๕๒ ๒๗๔๖ ๔ สัมภาษณ์ : นายเกษม ก่อสกุล ผู้สัมภาษณ์ : นางสาวชนิสรา รักเหมือน วันที่สัมภาษณ์ : ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒๓


บางบาดใจ ไส้ตู้ม ตู้ม ขนมเบื้องเป็นอีกหนึ่งขนมไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นมรดก ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะตามงานต่าง ๆ และในตลาด ขนมเบื้องมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งที่บางกรอบ มีไส้หวาน และไส้เค็ม รสชาติหวานหอม ทำให้เป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้คน และเจ้าของ ขนมเบื้องที่ให้สัมภาษณ์ คือ ป้าปราวดี วันนี้เราได้ไปสัมภาษณ์เจ้าของร้าน ปราวตีขนมเบื้อง ถังแตกกู้กูรัษฎา ในเมืองภูเก็ตว่ามีเคล็ดลับอย่างไรที่ทำให้ ผู้คนติดใจ ทำไมถึงตั้งชื่อร้านว่า “ร้านปราวตีขนมเบื้อง ถังแตกกู้กูรัษฎา” ปราวตีเป็นชื่อของป้าเอง และป้าก็ขายขนมเบื้อง ขนมถังแตก อยู่ในบ้านกู้กู ตำบลรัษฎา เลยเป็นที่มาของชื่อร้านนี้ ป้าขายขนมเบื้องมากี่ปีแล้วคะ เมื่อก่อนป้าขายที่ข้างเซเว่นใหญ่แล้วย้ายมาขายตรงนี้รวม ๆ แล้วประมาณ ๒ ปีค่ะ ป้ามีเคล็ดลับหรือวิธีการอย่างไรที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำคะ ที่ร้านก็จะขายราคาถูก ขนมอร่อย ถูกสุขอนามัย บรรจุภาชนะที่สะอาด ของทุกอย่างจะทำให้สะอาด แม้กระทั่งร้าน อรยา โดงกูล วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒๔


ป้าขายไส้อะไรบ้างคะ ไส้ฝอยทองที่ทำเอง ไส้เค็มที่ทำจากกุ้งฝอย และไส้มะพร้าว ขนมที่ลูกค้าชอบก็จะเป็นขนมเบื้อง ตัวสด จะขายดีเป็นอันดับ ๑ ของร้าน อันดับที่ ๒ จะเป็นขนมถังแตก ขนมถังแตกจะใช้แป้งนุ่ม ลูกค้ามาซื้อก็จะพยายาม ทำให้ร้อน ๆ แล้วก็จะรักษาเรื่องของความสะอาด ขนมถังแตกจะมีไส้มะพร้าว ไส้ถั่ว ไส้สังขยา ไส้ฝอยทอง และไส้ไข่เค็ม ป้ามีสูตรทำไส้อย่างไรถึงทำให้ลูกค้าติดใจคะ ขนมเบื้องตัวสดก็จะพยายามรักษาความกรอบให้ลูกค้า แต่ถ้าเป็นขนมเบื้องตัวกรอบจะนำเข้าตู้อบ เพื่อรักษาความกรอบ ใส่ภาชนะที่ปิดสนิท และขายราคาไม่แพงเกินไป ไส้ครีมสีขาว ป้าทำมาจากอะไรคะ ไส้ครีมนั้นทำมาจากไข่ขาวกับน้ำตาล จะเลือกน้ำตาลที่เป็นเกรดเอ เกรดที่ดี ส่วนไข่ขาวจะเป็นไข่ที่แยก จากไข่แดง ไข่แดงจะนำมาทำเป็นฝอยทอง ไข่ขาวจะนำมาทำเป็นครีมจะไม่หวานมากเกินไป การทำไส้ขนมเบื้องมีขั้นตอนอย่างไรบ้างคะ ไส้ฝอยทองก็จะตอกไข่แล้วคัดแยกระหว่างไข่แดงแล้วก็ไข่ขาว ไข่แดงจะเอามาทำฝอย ตั้งกระทะให้เดือด แล้วใส่น้ำลงไป ใส่น้ำตาลให้เป็นฟองถึงจะโรยไข่ โดยใช้ผ้าขาวกรองไข่แดง ๒ รอบแล้วเอาไข่แดงมาหยอด เมื่อน้ำตาลเป็นฟองเอาไข่แดงมาหยอดจะทำให้เกิดเป็นเส้นสวย รอดูสักพักเมื่อสุกแล้วใช้น้ำเปล่าที่สะอาดเทรอบ ๆ จนได้ที่ฝอยทองสุก แล้วปิดแก๊ส ตักฝอยทองใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ส่วนไส้ครีมจะใช้มะพร้าวสดที่ขูดใหม่ ๆ นำมาผัดในกระทะ ใส่กุ้งฝอย ใส่เกลือแล้วก็ผัด ใส่น้ำตาล สูตรการทำไส้ของร้านป้าแตกต่างจากร้านทั่ว ๆ ไปอย่างไรคะ แตกต่างกัน คือ ฝอยทองป้าจะทำเอง โดยใช้วัตถุดิบที่ดี สด สะอาด ช่วยฝากร้านหน่อยค่ะ ตอนนี้ร้านปราวตีมีร้านเดียวอยู่ในกู้กู เป็นร้านเล็ก ๆ อยู่ใกล้กับซุปเปอร์ชิป ฝากทุกคนว่าอย่าลืม มาอุดหนุนกันเยอะ ๆ นะคะ รับรองติดใจ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒๕


ร้านปราวตีขนมเบื้อง ถังแตกเป็นที่รู้จักของคนในกู้กู ร้านนี้เปิดขายมาประมาณ ๕ ปี ลักษณะที่ตั้งของร้าน จะอยู่ใกล้กับซุปเปอร์ชีป เปิดให้บริการตั้งแต่ ๑๖.๐๐ – ๒๑.๐๐ น. ผู้ประกอบการมี ๒ คน เป็นเพศหญิง และเพศชาย บุคลิกที่โดดเด่นของเจ้าของร้าน คือ มีความเป็นกันเอง พูดจาไพเราะ ยิ้มแย้ม และพร้อมทักทาย ลูกค้าทุกคน สัมภาษณ์ : ปราวดี ผู้สัมภาษณ์ : นางสาวอรยา โดงกูล สัมภาษณ์วันที่ : ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๕ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒๖


สุดเจ๋ง ! นักศึกษา PKRU ฝีมือดี สรรค์สร้างงานวาด ดังไกลไปหอศิลป์ ภาพจากเพจ : ที่มา เพจของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต แสดงความยินดีกับ นายณัฐวุฒิ แซ่เล่า นักศึกษาชั้นปีที่ ๓ สาขาวิชาทัศนศิลป์ในโอกาสที่ผลงานได้รับคัดเลือกจาก White Canvas Thailand / Eastern Culture Foundation องค์กรวัฒนธรรมตะวันออกจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับ Palette Artspace คาเฟแกลอรี่ จัดแสดงผลงานในระบบ Virtual และจัดแสดงผลงานจริงในงานนิทรรศการศิลปะภาพเด็ก และเยาวชน ครั้งที่ ๓ White Canvas Thailand ๒๐๒๒ ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๕ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่ง กรุงเทพมหานคร (BACC) จากข่าวที่ประชาสัมพันธ์โดยคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เราจึงนัด สัมภาษณ์ นายณัฐวุฒิ แซ่เล่า ตัวแทนนักศึกษาที่มีโอกาสร่วมโชว์ภาพวาดอันงดงาม ในนิทรรศการศิลปะ ภาพเด็ก และเยาวชนครั้งที่ ๓ White Canvas Thailand ๒๐๒๒ ว่ามีความรู้สึกอย่างไรกับผลงานของ ตนเอง ณัฐวิมล นุภักดิ์ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒๗


คิดว่าเป็นเพราะเหตุใดภาพวาดชิ้นนี้จึงได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงนิทรรศการ White Canvas Thailand ๒๐๒๒ “ตอนทำงานพี่ก็ไม่ได้หวังว่าจะถูกเลือกหรือเข้ารอบอะไรเลย สิ่งที่ต้องการจริง ๆ คือ หวังให้คนเข้าใจ ในสิ่งที่เราสื่อสารออกไป และทำผลงานออกมาอย่างเต็มที่ ทำตั้งแต่ค่ำถึงเช้า วน ๆ ไปแบบนี้จนเสร็จ อันไหนไม่ดี กลับมาแก้ ปรึกษาอาจารย์บ้าง รุ่นพี่บ้าง เพื่อนบ้าง” ใช้เวลาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้มากน้อยแค่ไหน “เรื่องของเวลาในการทำผลงานนี้เนื่องจากเป็นรายวิชาเรียนก็นานอยู่ เพราะอาจารย์ไม่ให้ผ่านสเก็ต ก็ต้องกลับมาแก้ กว่าจะทำงานจริง ทั้งเรื่องการจัดวาง ระยะ สี รูปทรง สัญลักษณ์ สำคัญก็เป็นเรื่องของหัวข้อที่เรา อยากจะสื่อสารว่าทำไปเพื่ออะไร ประมาณนี้ รวม ๆ ก็นานอยู่” เมื่อทราบว่าภาพวาดชิ้นนี้ได้รับการคัดเลือกรู้สึกอย่างไร “ตอนที่รู้ก็รู้สึกเฉย ๆ ไม่ใช่ว่าตอบเพื่อให้ดูดีนะ แต่รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ เพราะตอนทำไม่ได้หวังอะไรเลย แค่คนเข้าใจในผลงานก็พอแล้ว ไม่ขออะไรมาก รางวัลพี่ก็ไม่ได้ไปรับถึงกรุงเทพ ฯ แต่อาจารย์อยากให้ไป แต่วันนั้น พี่ไม่ว่าง อาจารย์เลยถามถึงสาเหตุที่ไม่ไปรับ แต่พี่คิดว่าถึงไม่ได้ไปรับรางวัลด้วยตัวเอง แต่ส่วนตัวพี่คิดว่าการที่ พี่ทำงานศิลปะเหล่านี้ สร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมา ส่วนตัวพี่คิดว่าก็ถึงจุดสำเร็จและภาคภูมิใจกับผลงานแล้ว” วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒๘


แม้ผลงานของ นายณัฐวุฒิ แซ่เล่า ได้รับการคัดเลือก และได้รับรางวัลในครั้งนี้ แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ในความภาคภูมิใจ เพราะสิ่งที่เขาหวังอยากให้เกิดขึ้นมากกว่าการได้รับรางวัล คือ การที่ผู้ชมชมผลงานแล้วเข้าใจ ในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อออกมาผ่านผลงานที่ตั้งใจสรรค์สร้าง และในตอนนี้ผลของความตั้งใจนั้นประสบ ความสำเร็จแล้ว ดังนั้น เราเชื่อว่าหากคนคนหนึ่งตั้งใจ ทุ่มเท ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความรัก และความเชื่อมั่น ผลที่ออกมาย่อมคุ้มค่าเสมอ สัมภาษณ์ : ณัฐวุฒิ แซ่เล่า ผู้สัมภาษณ์ : ณัฐวิมล นุภักดิ์ วันที่สัมภาษณ์ : ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๒๙


เตรียมความพร้อมเพื่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์นักศึกษา ทศศ.๖๖ เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏภูเก็ต จัดกิจกรรม “เตรียมความพร้อมเพื่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์นักศึกษา ทศศ.๖๖” ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๖ ณ ห้องปฏิบัติการภาษาไทย (ห้อง ๗๔๔) อาคาร ๗ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ภูเก็ต โดยมีกิจกรรมย่อยเป็นฐานความรู้ และการฝึกปฏิบัติในด้านต่าง ๆ จำนวน ๔ ฐาน ได้แก่ ๑) ฐานหลักภาษาพาเพลิน ณ ห้องคุณหญิงมุก ๒) ฐานกานต์กวี…ว่าที่กวีเอก ณ ห้อง ๗๔๔ ๓) ฐานวาทะ วาทีณ ห้อง ๑๓๔ ๔) ฐานเขียนเป็น เห็นเรื่อง ณ ห้อง ๓๑๔ ซึ่งมีนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ และคณาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย เข้าร่วมในกิจกรรมนี้ เสริมสร้างประสบการณ์กับโครงการดี ๆ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓๐


๑) ฐานหลักภาษาพาเพลิน ณ ห้องคุณหญิงมุก ฐานนี้เป็นฐานหลักภาษาพาเพลิน มีอาจารย์สุริยา ทองคำ เป็นผู้ดูแลและให้ความรู้เกี่ยวกับหลักภาษา อาจารย์อธิบายหลักภาษาเพื่อเป็นความรู้พื้นฐาน และบรรยายเกี่ยวกับการสร้างคำ คำวิเศษณ์ คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา เสียงพยัญชนะ โครงสร้างพยางค์ คำบุพบท คำสันธาน และให้นักศึกษายกตัวอย่างคำตามความรู้ ตามที่ ตนเองเข้าใจ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓๑


๒) ฐานกานต์กวี…ว่าที่กวีเอก ณ ห้อง ๗๔๔ ฐานนี้เกี่ยวกับบทกวีหรือกวีนิพนธ์ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งรัตน์ ทองสกุล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา กิจกรรมฐานเป็นการทำความเข้าใจฉันทลักษณ์ของบทประพันธ์ อาทิ จำนวนพยางค์ สัมผัสนอก สัมผัสใน อารมณ์ ของบทประพันธ์ และมีการแบ่งน้อง ๆ เป็นกลุ่ม ๆ แต่ละกลุ่มต้องแต่งคำประพันธ์ตามหัวข้อที่กำหนดให้จากนั้น จึงฝึกอ่านทำนองเสนาะ ฐานนี้ทำให้น้อง ๆ ทราบถึงองค์ประกอบของกวีนิพนธ์ และนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ในรายวิชา กวีนิพนธ์ในตอนเปิดเรียนต่อไป วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓๒


๓) ฐานวาทะ วาทีณ ห้อง ๑๓๔ ฐานนี้มีรุ่นพี่ คือ พี่อิสมัต ดาวเรือง เป็นวิทยากรประจำฐาน กิจกรรมภายในฐานประกอบด้วยการอธิบาย องค์ประกอบของการพูด การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งการพูดที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ จากนั้นให้นักศึกษาได้ ลองพูดหลากหลายรูปแบบ เช่น การพูดแนะนำตนเอง การเป็นพิธีกร การพูดสุนทรพจน์ แนวทางการลด ความประหม่า ความตื่นเต้น และการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง โดยหวังว่ากิจกรรมนี้จะทำให้นักศึกษากล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ในการเรียนทุกรายวิชา วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓๓


๔) ฐานเขียนเป็น เห็นเรื่อง ณ ห้อง ๓๑๔ ฐานนี้มีวิทยากรประจำฐาน คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จุฬารัตน์ เสงี่ยม กิจกรรมในฐานกล่าวถึงความหมายของ การเขียน ความมุ่งหมายของการเขียน รูปแบบ และประเภทของการเขียน ระดับภาษาที่ใช้ในการเขียน การใช้ภาษา ในการเขียน การเขียนเล่าแนวทางการสร้างงานเขียนให้น่าสนใจ กิจกรรมทั้ง ๔ ฐานข้างต้น ทำให้นักศึกษาน้องใหม่ ชั้นปีที่ ๑ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเรียน และได้รู้ ว่าตนเองมีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร เพื่อให้การเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นในชั้นเรียนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่คือ อีกหนึ่งโครงการดี ๆ ที่สาขาวิชาภาษาไทยได้จัดให้แก่นักศึกษา วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓๔


กิจกรรมแข่งขันโต้วาทีเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ๒๕๖๖ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ภูเก็ต เข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันโต้วาทีเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ๒๕๖๖ หัวข้อ “อาหารวิศวพันธุกรรม ล้ำคุณค่า กว่าแบบธรรมชาติ” ณ ห้องประชุมขุนเลิศโภคารักษ์ ศูนย์ประชุมอันดามันพรรณราย มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต การแข่งขันการโต้วาทีครั้งนี้มีนักศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์ เป็นฝ่ายเสนอ และนักศึกษาคณะครุศาสตร์ เป็นฝ่ายค้าน โดยมี ผศ.จุฬารัตน์ เสงี่ยม เป็นประธานกรรมการการจัดการแข่งขัน ผศ.ดร.รุ่งรัตน์ ทองสกุล เป็นรองประธานการจัดการแข่งขัน และผศ.ปรีดา เกื้อก่ออ่อน เป็นกรรมการเลขานุการการจัดการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีคณาจารย์ นักศึกษา ครู และนักเรียนจากโรงเรียนในเขตพื้นที่อันดามัน เข้าชมนิทรรศการวิชาการของสาขาวิชา ต่าง ๆ ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การแข่งขันโต้วาทีถือว่าเป็นเวทีของการใช้วาทะ และการนำเสนอสาระเพื่อให้ผู้ชมเชื่อถือและคล้อยตาม ดังนั้นผู้เข้าแข่งขันทั้งสองฝ่ายจึงต้องหาข้อมูล หาหลักฐานมานำเสนอให้ถูกต้อง และใช้ภาษาที่เชือดเฉือนให้อีกฝ่ายดู ด้อยกว่า เวทีการโต้วาทีจึงเป็นเวทีที่แสดงออกถึงปฏิภาณไหวพริบของแต่ละฝ่ายได้เป็นอย่างดี สำหรับการแข่งขันใน ครั้งนี้ได้รับเกียรติจากกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านวาทะ และสาระที่เกี่ยวกับหัวข้อการแข่งขัน จำนวน ๓ ท่าน ได้แก่ อาจารย์สุริยา ทองคำ อาจารย์ประเสริฐ จริยะเลอพงษ์ และอาจารย์ ดร.วชิราภรณ์ ชนะศรี วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓๕


ผลการแข่งขันปรากฏว่า ฝ่ายเสนอ ประกอบด้วย นางสาวอัจฉรา กาญจนา นักศึกษาชั้นปีที่ ๒ และนายธนากร ยาวะโนภาส นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ สาขาวิชาภาษาไทย รวมถึงผู้เข้าร่วมทีมจากสาขาอื่น ได้แก่ นายยงยศ ยอดแก้ว คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ ๑ โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.รังสรรค์ พลสมัคร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้มอบเกียรติบัตร และเงินรางวัลให้แก่นักศึกษา วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓๖


โครงการเสริมสร้างภูมิรู้คู่คุณธรรมนักศึกษา ทศศ. เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๖ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ภูเก็ต จัดโครงการ “เสริมสร้างภูมิรู้คู่คุณธรรมนักศึกษา ทศศ.” ให้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ โดยในโครงการมีกิจกรรมที่ เป็นฐานความรู้และฝึกปฏิบัติในด้านต่าง ๆ จำนวน ๔ ฐาน ได้แก่ ๑) ฐานบันไดชีวิต ๒) ฐานพูดเป็นเรื่อง ๓) ฐานมารยาทไทยใครทำ และ ๔) ฐานคนค้นคุณธรรม วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓๗


สำหรับดิฉันหนึ่งในรุ่นพี่ที่จัดทำโครงการนี้มีความรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่สาขาวิชาภาษาไทย จัดโครงการ ดี ๆ นี้ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกัน มีความรักสามัคคี การให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยัง ได้รับความรู้ที่สอดแทรกอยู่ในฐานต่าง ๆ ด้วย บรรยากาศในการจัดโครงการเป็นไปด้วยความสนุกสนาน ความอบอุ่น โดยช่วงเช้าเป็นกิจกรรมฐาน ช่วงค่ำ เป็นการรับประทานอาหารร่วมกัน และมีกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญ ทศศ. เป็นพิธีผูกข้อมือให้แก่นักศึกษาใหม่ ซึ่งถือเป็น ธรรมเนียมปฏิบัติของทุก ๆ ปี นอกจากนี้ยังมีการมอบเข็มสัญลักษณ์ของสาขาวิชา เพื่อสื่อถึงความเป็นครอบครัวของ พวกเรา “ครอบครัว ทศศ.” วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓๘


เนื้อหา และกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีในเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหา และกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีในเฟซบุ๊กแฟนเพจ คนกลม คนเหลี่ยม เก็บข้อมูลที่โพสต์ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม – ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ จำนวน ๑๕๑ โพสต์ และนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ตามประเด็นที่กำหนดไว้ ผลการวิจัยพบว่า ๑. ด้านเนื้อหา มีจำนวนที่พบตามลำดับ คือ (๑) การล้อเลียนบุคคล เป็นการล้อเลียนพฤติกรรมของ ผู้มีชื่อเสียง ผู้นำ นักการเมือง จำนวน ๘๙ โพสต์ คิดเป็นร้อยละ ๕๘.๙๔ (๒) การล้อเลียนสังคม เป็นการล้อเลียนปัญหาสังคม ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน จำนวน ๔๗ โพสต์ คิดเป็นร้อยละ ๓๑.๑๓ และ (๓) การล้อเลียนหน่วยงานราชการ เป็นการล้อเลียน การทำงานหน่วยงานภาครัฐ รัฐบาล จำนวน ๑๕ โพสต์ คิดเป็นร้อยละ ๙.๙๓ และ ๒. ด้านกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสี มีจำนวนที่พบ ตามลำดับ คือ (๑) การใช้ถ้อยคำเชิงคำถามวาทศิลป์ เป็นการตั้งคำถามที่เจตนาวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นโดยไม่ต้องการคำตอบ จำนวน ๖๗ ข้อความ คิดเป็นร้อยละ ๓๕.๘๒ (๒) การใช้ถ้อยคำเหน็บแนม เป็นการใช้ภาษาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดีกับถ้อยคำนั้น ๆ จำนวน ๔๒ ข้อความ คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๔๕ (๓) การใช้ถ้อยคำกระทบ เป็นการใช้ภาษาที่เจตนาวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่สามผ่านบุคคล ที่สอง จำนวน ๒๙ ข้อความ คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๕๑ (๔) การใช้ถ้อยคำล้อเลียน เป็นการใช้ภาษาที่เลียนแบบถ้อยคำหรือพฤติกรรมผู้อื่น จำนวน ๒๑ ข้อความ คิดเป็นร้อยละ ๑๑.๒๓ (๕) การใช้ถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ เป็นการใช้ภาษาเพื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในสังคม นโยบายทางการเมือง จำนวน ๑๗ ข้อความ คิดเป็นร้อยละ ๙.๐๙ และ (๖) การใช้ถ้อยคำประชดประชัน เป็นการใช้รูปภาษา ไม่ตรงกับเจตนาที่ต้องการสื่อความหมาย จำนวน ๑๑ ข้อความ คิดเป็นร้อยละ ๕.๘๘ คำสำคัญ: เนื้อหา_๑, การใช้ภาษาเสียดสี_๒, เพจ “คนกลมคนเหลี่ยม”_๓ ปลูกต้นกล้านักวิจัย สุทธิญาณ์ ธนทรัพย์เกษม วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๓๙


บทนำ สื่อสังคมออนไลน์หลากหลายประเภทเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น โดยสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับ ความนิยมสูงสุด คือ เฟซบุ๊ก ด้วยจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือนประมาณ ๒.๙๖ พันล้านราย ณ ไตรมาสที่สี่ของปี ๒๕๖๕ เฟซบุ๊ก จึงเป็น เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก (S. Dixon, ๒๕๖๖) จากผู้ใช้งานจำนวนมากทำให้เกิดแฟนเพจเฟซบุ๊ก สมเกียรติ ลิลิตประพันธ์ (๒๕๘๘, ออนไลน์) กล่าวถึงเฟซบุ๊กแฟนเพจว่า มีหลากหลายประเภทการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเพจธุรกิจหรือสถานที่ในท้องถิ่น เพจประเภทบริษัทองค์กรหรือสถาบัน เพจประเภท แบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ เพจประเภทศิลปินวงดนตรีหรือบุคคลสาธารณะ เพจประเภทการกุศลหรือชุมชน รวมไปถึงเพจประเภทความ บันเทิง ทั้งนี้ เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลผ่านเครือข่ายสังคมผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะเพจประเภทความบันเทิงที่ได้รับ ความนิยมอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ ปัจจุบันเพจเฟซบุ๊กที่นำเสนอเกี่ยวกับความบันเทิง เช่น การ์ตูนประเภทเสียดสีที่กำลังได้รับความนิยม ปัทมา ประสานทรัพย์ และสุนทรี โชติดิลก (๒๕๖๓) กล่าวถึงการใช้ภาพการ์ตูนเสียดสี สรุปได้ว่า การใช้ภาพการ์ตูนเสียดสีมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนไปตามยุค สมัย จากอดีตมีการเผยแพร่จากทางหนังสือพิมพ์ เอกสาร ปัจจุบันยุค ๔.๐ สื่อมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีการนำการ์ตูนมาอยู่ใน โทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้การ์ตูนได้รับความนิยมมากขึ้น การเสียดสีเป็นวัจนกรรมประเภทหนึ่งที่บ่งเจตนาบางอย่างโดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือ นัฐริกา คงเมือง และนทชา คัยนันทน์ (๒๕๖๓) อ้างถึงจาก Abrams (๑๙๙๕) กล่าวถึงการเสียดสีว่า เป็นเรื่องล้อเลียน เยาะเย้ย ซึ่งเป็นศิลปะการเขียนที่ทำให้เรื่องที่เขียน ลดความสำคัญลงจนกลายเป็นเรื่องขำขัน โดยกลุ่มเป้าหมายอาจเป็นบุคคล กลุ่มคน หรือหน่วยงานก็ได้ อุมาภรณ์ สังขมาน (๒๕๕๙) กล่าวถึงวัจนกรรมเสียดสี สรุปได้ว่า วัจนกรรมเสียดสีเป็นการใช้ภาษาด้วยวัจนกรรมอ้อมซึ่งผู้รับสารจำเป็นต้องตีความ กล่าวคือ วัจนกรรมเสียดสีโดยทั่วไปมีความหมายต่างกับความหมายที่ปรากฏตามรูปภาษา ทั้งนี้ ผู้แต่งมีเจตนาเพื่อตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ ข้อบกพร่องของผู้อ่านหรือฟัง สำหรับวัจนกรรมเสียดสีเพื่อสร้างความตลกขบขันนั้น แม้ผู้แสดงจะใช้วัจนกรรมประเภทนี้เพื่อ สร้างความบันเทิงแก่ผู้อ่านหรือฟังเป็นสำคัญ แต่ในบริบทของการแสดงก็ยังคงเป็นการกล่าวถ้อยคำเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ข้อผิดพลาด หรือข้อบกพร่องของผู้อื่นเช่นเดียวกับการเสียดสีในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป แต่ที่วัจนกรรมเสียดสีสามารถสร้างความตลกขบขันแก่ผู้ชม ก็น่าจะเป็นเพราะมีกลวิธีทางภาษาที่ทำให้เกิดความตลกขบขัน สื่อออนไลน์ประเภทแฟนเพจเฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความบันเทิงประเภทเสียดสี เช่น เพจมีมแมว เพจ Pasulol เพจ อีเจี๊ยบ เลียบด่วน เพจ THE CLOUD เพจการเมืองไทยในกะลา เพจคนกลมคนเหลี่ยม ในแต่ละเพจมีการใช้กลวิธีการสร้าง ความบันเทิงรวมถึงวิธีการเสียดสีที่แตกต่างกันไป ดังเช่นเพจคนกลมคนเหลี่ยม ที่สร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ โดย นายจริวัฒน์เอกอัครนุวัฒน์ มียอดผู้ติดตามกว่า ๙๔,๐๐๐ คน (ข้อมูล ณ วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๖) เป็นเพจที่นำเสนอเรื่องราว สังคมในรูปแบบของการ์ตูนที่นำเสนอเนื้อหาเพื่อความตลกขบขัน มีการใช้กลวิธีในการนำเสนอเนื้อหาผ่านวัจนกรรมเสียดสีเพื่อให้ผู้อ่าน ตีความ โดยอาศัยบริบทของข้อความ และภาพประกอบที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม จึงต้องอาศัยตัวบทในการวิเคราะห์ ตีความ จันทิมา อังคพณิชกิจ (๒๕๖๒) กล่าวว่า ตัวบทมีหลายประเภทและหลายรูปแบบด้วยกัน การจะทำความเข้าใจตัวบท เพื่อวิเคราะห์ข้อความนั้นจะต้องเข้าใจบริบทด้วย แนวคิดเกี่ยวกับบริบทอาจมีหลายแนวคิด และแตกต่างกันไป แต่สามารถสรุปกว้าง ๆ เป็น ๒ ประเภทหลัก ได้แก่ บริบทภายใน เกี่ยวข้องกับตัวบทที่เป็นรูปภาษาที่ปรากฏในข้อความเดียวกัน หรือข้อความอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกัน ระหว่างตัวบท และบริบทภายนอก เกี่ยวข้องกับบริบททางสถานการณ์ของการใช้ภาษา และบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่ช่วยให้เกิด การตีความหมายและการสื่อความหมายของข้อความได้ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔๐


“คนกลมคนเหลี่ยม” เป็นเพจเฟซบุ๊กที่นำเสนอผ่านข้อความ และภาพประกอบที่มีชั้นเชิง ชวนให้คิดวิเคราะห์ และตีความว่า ผู้โพสต์ต้องการนำเสนอสิ่งใด ด้วยเจตนาใด โดยอาศัยบริบทจากสิ่งที่นำเสนอ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงเห็นความน่าสนใจของการศึกษา เนื้อหา และกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีในเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหา และกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีที่ มีความสัมพันธ์กับข้อความ และภาพประกอบว่ามีลักษณะอย่างไร วัตถุประสงค์การวิจัย ๑. เพื่อศึกษาเนื้อหาล้อเลียนในเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” ๒. เพื่อศึกษากลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีในเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” ขั้นตอนการวิจัย ๑. สำรวจ และเก็บรวบรวมข้อมูลจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” ที่โพสต์ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม – ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ จำนวนทั้งหมด ๑๕๑ โพสต์ ๒. บันทึกข้อมูลภาพการ์ตูนที่ปรากฏในเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” ตามช่วงเวลาที่กำหนด ๓. นำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหา และกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสี โดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์เนื้อหา การใช้ภาษา และกลวิธีการเสียดสี ๔. เขียนรายงานผลการวิจัยโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษา การศึกษาเรื่อง เนื้อหา และกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีในเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” แบ่งประเด็นที่ศึกษาเป็น ๒ประเด็นหลัก ได้แก่ ด้านเนื้อหา และด้านกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสี ผลการศึกษาปราฏดังต่อไปนี้ ๑. ด้านเนื้อหา เป็นการนำเสนอสาระสำคัญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ปรากฏจากภาพหรือข้อความประกอบการ์ตูน พบจำนวน ๓ ลักษณะ ดังนี้ ๑.๑ การล้อเลียนสังคม คือ ภาพหรือข้อความประกอบการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ ของคนในสังคมในลักษณะที่ขัดต่อระเบียบซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชน เช่น ล้อเลียนการใช้ความรุนแรงในสังคม การไม่ลุกขึ้นยืนเพื่อ ทำความเคารพ เมื่อเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้นในโรงภาพยนตร์ เสรีภาพเรื่องทรงผมนักเรียน พบจำนวน ๔๗ โพสต์ ดังตัวอย่าง วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔๑


\ ภาพที่ ๑ ป่าเถื่อน ที่มา : เพจ คนกลมคนเหลี่ยม ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๕ ภาพข้างต้นเป็นการนำเสนอเนื้อหาการล้อเลียนสังคมในประเด็นของการใช้ความรุนแรง โดยนำเสนอเนื้อหาผ่านภาพ และข้อความแยกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นการนำเสนอผ่านภาพของผู้หญิงสองคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ชายคนหนึ่งที่กำลัง ใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง พร้อมกับข้อความว่า “ฮ่า ฮ่า ฮ่า สมน้ำหน้ายัยเป้าน่าจะโดนตั้งนานแล้ว!” สื่อความหมายว่า เห็นด้วยกับ การใช้ความรุนแรงในการทำร้ายร่างกาย “ยายเป้า” เป็นการล้อเลียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕ นายคเณศ พิศณุเทพ จักรภพมหาเดชา หรือ เค ร้อยล้าน ทำร้ายร่างกาย นางวรวรรณ แซ่อั้ง หรือ ป้าเป้า ขณะร่วมกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง บริเวณสกายวอล์กแยกปทุมวัน (ไทยรัฐออนไลน์, ๒๕๖๕) เนื้อหาส่วนที่สองเป็นการ นำเสนอภาพของผู้หญิงคู่เดิมที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ผู้ชายสองคนที่กำลังทะเลาะวิวาทกัน พร้อมกับข้อความว่า “เลว! ป่าเถื่อน! ใช้ความรุนแรง นี่นะเหรอคนรักประชาธิปไตย” สื่อความหมายว่า ผู้หญิงทั้งสองไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการล้อเลียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๕ ที่มีชายปริศนาบุกเข้าทำร้ายร่างกาย นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย บริเวณด้านหน้าทางเข้าอาคารสอบสวน (เดลินิว ออนไลน์, ๒๕๖๕) ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองเหตุการณ์เป็นการใช้ความรุนแรงเหมือนกันแต่คนกลุ่มเดิมกลับแสดงความคิดเห็นที่ต่างกัน แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยของคนในสังคมเกิดจากความชอบส่วนตัวเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันขึ้น การตัดสินว่าถูกต้องหรือไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้ตัดสิน ภาพดังกล่าวจึงเป็นการเสียดสีเพื่อนำเสนอเนื้อหาล้อเลียนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในสังคม ๑.๒ การล้อเลียนบุคคลคือ ภาพหรือข้อความประกอบการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการล้อเลียนพฤติกรรมของบุคคล โดยเฉพาะผู้นำ นักการเมือง และบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ล้อเลียนนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดารานักแสดง พบจำนวน ๘๙ โพสต์ ดังตัวอย่าง วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔๒


ภาพที่ ๒ ยังไม่รู้ตัว ที่มา : เพจ คนกลมคนเหลี่ยม ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๕ ภาพข้างต้นเป็นการนำเสนอเนื้อหาล้อเลียนบุคคล คือ นายศรีสุวรรณ จรรยา โดยนำเสนอเนื้อหาผ่านภาพและข้อความแยก เป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นการนำเสนอผ่านภาพของ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย พร้อมกับ ข้อความว่า “ดาราว่ายน้ำช่วย รพ. ออกมาด่า แต่พอมีคนออกมาต่อยพี่ศรี เสือกยกย่องให้เป็นฮีโร่ แห่โอนเงินบริจาค… สังคมแม่งป่วยหนัก” สื่อความหมายว่า เหตุการณ์ที่ศิลปินดารา คือ โตโน่ - ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ออกมาจัดโครงการช่วยเหลือโรงพยาบาลด้วยการว่ายน้ำ ข้ามแม่น้ำโขงฝั่งประเทศไทยไปยังฝั่งประเทศลาว กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ แต่เหตุการณ์ที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ถูกทำร้าย ร่างกายคนในสังคมไทยกลับยกย่องคนที่ลงมือก่อเหตุ เป็นการล้อเลียนบุคคลจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๕ นายศรีสุวรรณ จรรยา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กดังที่ปรากฏในภาพการ์ตูนข้างต้น (mgronline, ๒๕๖๕) ส่วนที่สอง เป็นภาพของเด็ก ที่มีลักษณะกำลังครุ่นคิด พร้อมกับข้อความว่า “ขนาดนี้แล้วพี่เขายังไม่รู้ตัวอีกเหรอวะ” สื่อความหมายว่าการโพสต์ของ นายศรีสุวรรณ จรรยา แสดงว่ายังไม่รู้ว่าตนเองไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนในสังคม เพราะแม้เกิดเหตุการณ์ถูกนายวีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล ทำร้าย ก็ยังมีคนชื่นชมยินดีถึงกับบริจาคเงินให้ ภาพดังกล่าวจึงเป็นการเสียดสีเพื่อนำเสนอเนื้อหาล้อเลียนบุคคล ๑.๓ การล้อเลียนหน่วยงานราชการ คือ ภาพหรือข้อความประกอบการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการล้อเลียนเหตุการณ์ หรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับระบบราชการ นโยบาย หน่วยงานราชการ และข้าราชการ เช่น นโยบายของภาครัฐที่ส่อเจตนาทุจริต การคอรัปชั่นของข้าราชการ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล การแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล พบจำนวน ๑๕ โพสต์ ดังตัวอย่าง วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔๓


Click to View FlipBook Version