ภาพที่ ๓ พรมแดง ที่มา : เพจ คนกลมคนเหลี่ยม ๗ ตุลาคม ๒๕๖๕ ภาพข้างต้นเป็นการนำเสนอเนื้อหาล้อเลียนหน่วยงานราชการ จากการลงพื้นที่เกิดเหตุของตัวแทนผู้บริหาร คณะรัฐบาล และหน่วยงานราชการ จากเหตุการณ์กราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดหนองบัวลำภู โดยนำเสนอเนื้อหาผ่านภาพและข้อความแยก เป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นภาพการถ่ายทอดสดการลงพื้นที่ของตัวแทนผู้บริหาร คณะรัฐบาล และหน่วยงานราชการ โดยอ้างถึง เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๕ ที่มีการถ่ายทอดสดจาก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ สถานที่เกิดเหตุ “กราดยิง หนองบัวลำภู” (ไทยรัฐออนไลน์, ๒๕๖๕) ในภาพจะเห็นว่าหน่วยงานราชการที่สวมใส่ชุดขาวมีการปูพรมแดงพร้อมต้อนรับคณะที่มาเยือน ส่วนภาพที่สองเป็นภาพของผู้ชายแสดงอาการตกใจ พร้อมกับข้อความว่า “ปูพรมแดง ! เฮ้ย ! นั่นมันสถานที่เกิดเหตุ” สื่อความหมายว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของหน่วยงานราชการที่ปูพรมแดงเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนในสถานที่เกิดเหตุ เพราะสถานการณ์ลักษณะนี้ อยู่ในภาวะโศกเศร้าเสียใจกับการสูญเสีย การให้ความสำคัญกับผู้มาเยือนโดยยึดพิธีการมากเกินไปอาจไม่เหมาะสม ภาพดังกล่าวจึง เป็นการเสียดสีเพื่อนำเสนอเนื้อหาล้อเลียนหน่วยงานราชการ ๒. ด้านกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีเป็นศิลปะการใช้ถ้อยคำในการล้อเลียน เยาะเย้ย เพื่อให้เรื่องที่กำลังกล่าวถึง ลดความสำคัญหรือลดความรุนแรงลงจนกลายเป็นเรื่องขำขัน พบจำนวน ๖ กลวิธี ดังนี้ ๒.๑ การใช้ถ้อยคำเชิงคำถามวาทศิลป์คือ การใช้ภาษาเสียดสีด้วยการใช้ถ้อยคำที่บ่งชี้ข้อผิดพลาด ความบกพร่อง หรือจุดอ่อนของผู้อื่นโดยถ้อยคำนั้น ๆ เป็นประโยคคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบใด ๆ เช่น การใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ของนายกรัฐมนตรี ในการตอบคำถามของนักข่าว การตอบโต้กันของกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกัน มีการใช้ถ้อยคำบ่งชี้ เช่น กูไม่ออกออกไปแล้ว จะเอาอะไรแดก นักรบในห้องแอร์น่ะรู้จักไหม แล้วตอนอัศวินเป็นน้ำไม่ท่วมหรือไงวะ พบจำนวน ๖๗ โพสต์ ดังตัวอย่าง วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔๔
ภาพที่ ๔ น่าปลาบปลื้ม ที่มา : เพจ คนกลมคนเหลี่ยม ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ ภาพข้างต้นพบการใช้ภาษาเสียดสีด้วยกลวิธีการใช้ถ้อยคำเชิงคำถามวาทศิลป์ ด้วยคำว่า “นี่เป็นเรื่องที่น่าปลาบปลื้มนะทำไม ทำหน้าช็อตฟีลกันแบบนั้นล่ะ” เป็นการใช้ถ้อยคำว่า “ทำไม” โดยไม่ต้องการคำตอบ ข้อความดังกล่าวมีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์สีหน้า ของผู้ที่มารับถุงยังชีพ โดยคำว่า “ช็อตฟีล” หมายถึง อารมณ์ที่ถูกระงับ การชะงัก หรืออาการหน้าชา ขัดใจ ขัดจังหวะการกระทำ ที่เหนือความคาดหมายไม่เหมือนที่คิดไว้ (Modify, ๒๕๖๖) เป็นการบ่งบอกถึงสีหน้ากังวลใจของผู้ที่มารับสิ่งของบริจาคซึ่งขัดแย้ง กับความเป็นจริงที่ควรจะเกิดขึ้น เพราะการที่มีหน่วยงานมาให้ความช่วยเหลือก็ควรจะปลาบปลื้มดีใจมากกว่ากังวลใจ ทั้งนี้ สืบเนื่อง จากเหตุการณ์ทุจริตถุงยังชีพที่เคยเกิดขึ้นในสังคม รวมถึงเหตุการณ์สิ่งของที่อยู่ในถุงยังชีพไม่มีคุณภาพ หมดอายุใช้งาน เช่น เหตุการณ์ จากข่าวเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ป.ป.ช. ชี้นายกเทศมนตรีตำบลหนองจิก ทุจริตถุงยังชีพ จ.ปัตตานี (ห้องข่าวภาคเที่ยง, ๒๕๖๕) ทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อสิ่งที่ได้รับจึงแสดงสีหน้าตามที่ปรากฏในภาพ ๒.๒ การใช้ถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ คือ การใช้ภาษาเสียดสีด้วยการใช้ถ้อยคำเพื่อเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งที่โดย ธรรมชาติแล้วมีสภาพที่แตกต่างกัน แต่มีลักษณะเด่นร่วมกันและใช้คำที่มีความหมายว่าเหมือนหรือคล้ายกัน หรือเปรียบเหตุการณ์สอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เปรียบเทียบบุคคลที่แสดงจุดยืนทางความคิดที่แตกต่างกัน เปรียบเทียบเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันแต่เกิดใน ช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เปรียบเทียบพฤติกรรมของคนดังกับมุมมองของสังคม พบจำนวน ๑๗ โพสต์ ดังตัวอย่าง ภาพที่ ๕ มาแป๊ปเดียว ที่มา : เพจ คนกลมคนเหลี่ยม ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๕ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔๕
ภาพข้างต้นพบการใช้ภาษาเสียดสีด้วยกลวิธีการใช้ถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบจากสองเหตุการณ์ จากข้อความว่า “บางคนอยู่มา ๘ ปี บอกจะคืนความสุขแต่ไม่เห็นจะได้” และ “บางคนมาแป๊ปเดียวคืนความสุขให้คนเกือบทั้งประเทศ” คำว่า “บางคน” ที่ปรากฏ ในข้อความแรก หมายถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีมาเป็นเวลา ๘ ปี แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชน มีความสุขได้ เมื่อเปรียบเทียบกับคำว่า “บางคน” ที่ปรากฏในข้อความที่สอง หมายถึง นายวีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล ที่กระทำการ โดยใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ในการเข้าไปทำร้าย นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย บริเวณหน้าทางเข้า อาคารสอบสวน เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๕ พฤติกรรมดังกล่าวได้สร้างความสุขให้แก่ประชาชนจำนวนมาก ภาพดังกล่าว จึงเป็นการเสียดสีด้วยการใช้ถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ ๒.๓ การใช้ถ้อยคำล้อเลียน คือ การใช้ภาษาเสียดสีด้วยการใช้ถ้อยคำล้อเลียนพฤติกรรมของผู้อื่น โดยการกล่าวซ้ำ ในสิ่งที่ผู้อื่นพูดมาแล้ว หรือกล่าวถึงพฤติกรรมซ้ำกับที่ผู้อื่นกล่าวมาแล้ว เช่น กล่าวถึงพฤติกรรมของนักการเมืองบางคนที่แอบงีบหลับ ในสภา พฤติกรรมฉ้อโกงของนักการเมือง พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ล้อเลียนคำพูดของป้ารัตนา เช่น “ขอให้พระลงโทษอย่างหนัก” ล้อเลียนคำพูดจากภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ ต่อผลงานรัฐบาลว่า “ตลอดไป” พบจำนวน ๒๑ โพสต์ ดังตัวอย่าง ภาพที่ ๖ นั่งหลับขยับเซ ที่มา : เพจ คนกลมคนเหลี่ยม ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ ภาพข้างต้นพบการใช้ภาษาเสียดสีด้วยกลวิธีการใช้ถ้อยคำล้อเลียน คือ “นั่งเป็นหลับ” และ “ขยับเป็นเซ” เป็นการล้อเลียน พฤติกรรมของ นายประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่นั่งหลับขณะที่กำลังประชุมสภา และด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงมากนัก เมื่อท่านลุกไปไหนจะมีคนคอยช่วยพยุง ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ทั้งนี้ มีเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ดังกล่าว เช่น เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๒ นายประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ล้มขณะกำลังลงบันได เพื่อออกจากห้องประชุมสภา ผู้แทนราษฎร หลัง ส.ส. ลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๔๖๓ (PPTVHD๓๖, ๒๕๖๒) และเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ที่มีการอภิปรายและชี้แจงในสภาอย่างดุเดือด ขณะที่อีกมุมหนึ่งมีการเผยแพร่ภาพ ของท่าน ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยท่านพักสายตาหรือนั่งหลับในช่วงเวลาดังกล่าว (VOICE TV, ๒๕๖๒) ภาพข้างต้นจึงเป็นการเสียดสีด้วยการใช้ถ้อยคำล้อเลียน วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔๖
๒.๔ การใช้ถ้อยคำกระทบ คือ การใช้ภาษาเสียดสีด้วยการใช้ถ้อยคำที่มีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่ ๓ ผ่านบุคคลที่ ๒ โดยการบ่งชี้ข้อผิดพลาด ความบกพร่อง หรือจุดอ่อนของผู้อื่น เช่น การใช้ถ้อยคำกระทบความคิดเห็นของคนสองกลุ่ม ที่มีต่อบุคคลสำคัญ การสร้างสถานการณ์จำลองการนินทาว่าร้ายของประชนที่มีต่อนักการเมือง การใช้ถ้อยคำกระทบการทำรัฐประหาร พบจำนวน ๒๙ โพสต์ ดังตัวอย่าง ภาพที่ ๗ ไม่สวมอะไร ที่มา : เพจ คนกลมคนเหลี่ยม ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ภาพข้างต้นพบการใช้ภาษาเสียดสีด้วยกลวิธีการใช้ถ้อยคำกระทบ โดยกล่าวถึงพฤติกรรมของบุคคลสำคัญ ๒ คน ได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยใช้สถานการณ์การตรวจพื้นที่ ก่อสร้างของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กระทบไปยังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังข้อความการสนทนาระหว่างครูกับนักเรียนตามที่ปรากฏ ในภาพว่า “เป็นถึงผู้ว่า ฯ ไปไซต์งานก่อสร้างแต่ไม่ยอมสวมหมวกเซฟตี้” ในขณะที่นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นต่อจากครูว่า “ลุงตู่” เป็นนายกก็ไม่เคยสวมเหมือนกันครับ” คำตอบของนักเรียนนำไปสู่การถามของครูว่า “นายกไม่สวมอะไร” นักเรียนจึงตอบว่า “นายก ไม่เคยสวมสมองมาทำงานเลยครับ” เป็นการใช้ถ้อยคำที่มีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีว่าทำงานได้ไม่ดีเสมือนว่าไม่ได้ ใช้สมองในการทำงานเป็นการใช้ถ้อยคำที่มีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์โดยใช้พฤติกรรมของผู้ว่าราชการกรุงเทพ ฯ กระทบไปยังนายกรัฐมนตรี ๒.๕ การใช้ถ้อยคำประชดประชัน คือ การใช้ภาษาเสียดสีด้วยการใช้ถ้อยคำที่ตรงข้ามกับความหมายประจำรูปของถ้อยคำ เช่น การประชดประชันคำแถลงการณ์ของนักการเมืองที่ไม่เป็นไปตามนั้น การประชดประชันต่อแถลงการณ์ความเสียหายจากเหตุการณ์ การแพร่ระบาดของโควิด - ๑๙ การประชดประชันการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด - ๑๙ ประชดประชันแกนนำผู้ชุมนุม กปปส. พบจำนวน ๑๑ โพสต์ ดังตัวอย่าง วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔๗
ภาพที่ ๘ ไม่คณามือ ที่มา : เพจ คนกลมคนเหลี่ยม ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๕ ภาพข้างต้นพบการใช้ภาษาเสียดสีด้วยกลวิธีการใช้ถ้อยคำประชดประชัน จากข้อความว่า “ไม่คณามือ” โดยอ้างถึงเหตุการณ์ เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๕ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ถูกทำร้ายบริเวณหน้าทางเข้า อาคารสอบสวน เหตุการณ์ในครั้งนี้เขาได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมไม่อยากสวน ถ้าผมสวนมันจะไม่ใช่การทำร้ายร่างกายแต่มันคือ การทะเลาะวิวาท ผมสวนได้ ถ้าผมจะสวนมันไม่คณามือผมหรอก...” (BRIGHT TO DAY, ๒๕๖๕) คำพูดดังกล่าวสื่อความหมายตรงข้าม กับสิ่งที่ปรากฏออกมาเชิงประจักษ์ เพราะเขาถูกทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียวจนเสียหลักหงายหลัง สถานการณ์ดังกล่าวอีกฝ่ายเข้ามาโดยไม่ทัน ตั้งตัว ภาพข้างต้นจึงเป็นการเสียดสีด้วยการใช้ถ้อยคำประชดประชันคำพูดของ นายศรีสุวรรณ จรรยา ๒.๖ การใช้ถ้อยคำเหน็บแนม คือ การใช้ภาษาเสียดสีด้วยการใช้ถ้อยคำที่มีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดี กับถ้อยคำผ่านผู้สนทนาโดยตรง เช่น เหน็บแนมการกระทำหรือคำพูดของผู้นำ นักการเมือง การตอบโต้การกระทำที่ขัดกับค่านิยมของ สังคม พบจำนวน ๔๒ โพสต์ ดังตัวอย่าง ภาพที่ ๙ ไม่รู้เลย ที่มา : เพจ คนกลมคนเหลี่ยม ๗ สิงหาคม ๒๕๖๕ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔๘
ภาพข้างต้นพบการใช้ภาษาเสียดสีด้วยกลวิธีการใช้ถ้อยคำเหน็บแนม เป็นคำพูดของหญิงสาวที่อยู่ในภาพด้านล่างว่า “อะไรมันบังตาอยู่ล่ะค่าาาาาคุณตำรวจ” เป็นคำพูดที่เหน็บแนมคำพูดของตำรวจดังปรากฏอยู่ในภาพด้านบนว่า “ไม่รู้เลยว่าเป็นผับ” โดยอ้างถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๕ ผกก.พลูตาหลวง ปัดไม่รู้พื้นที่ เมาท์เทนบี เปิดเป็นผับ (๓PLUSNEW, ออนไลน์) จากเหตุการณ์ ลงพื้นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงเมาน์เทน บี (Mountain B) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตำรวจกล่าวว่าไม่ทราบว่า มีสถานบันเทิงตั้งอยู่ ซึ่งเป็นข้อความที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะสถานบันเทิงตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เห็นได้ชัดเจน และมีผู้คนเข้าออกเป็นจำนวนมาก การปฏิเสธว่าไม่ทราบสังคมรับรู้ว่าเป็นคำแก้ตัวที่ไม่น่าเชื่อถือ จึงเกิดเป็นการเหน็บแนมว่าอะไรที่ทำให้มองไม่เห็นดังข้อความ จากภาพข้างต้น จึงเป็นการเสียดสีด้วยการใช้ถ้อยคำเหน็บแนมคำพูดของตำรวจ สรุปและอภิปรายผล การศึกษาเรื่อง เนื้อหา และกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีในเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” ผู้วิจัยจะนำเสนอ ๒ ประเด็นตามที่กำหนด ไว้ในวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ ๑. ด้านเนื้อหา มีจำนวนที่พบตามลำดับ คือ การล้อเลียนบุคคล พบจำนวน ๘๙ โพสต์ การล้อเลียนทางด้านสังคม พบจำนวน ๔๗ โพสต์ และการล้อเลียนหน่วยงานราชการ พบจำนวน ๑๕ โพสต์ เมื่อนำผลการศึกษาไปเปรียบเทียบกับผลงานวิจัยของ สุนทรี ดวงทิพย์ (๒๕๖๐) เรื่อง การวิเคราะห์เนื้อหาในคอลัมน์การ์ตูน ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งศึกษาเนื้อหา ทั้ง ๓ ประเด็นเช่นเดียวกัน ผลการศึกษา เนื้อหาในคอลัมน์การ์ตูน ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน พบว่าการล้อเลียนทางสังคม และหน่วยงาน ราชการมากที่สุด และการล้อเลียนบุคคลพบน้อยที่สุด จึงแตกต่างจากการศึกษาในครั้งนี้ที่พบการล้อเลียนบุคคลมากที่สุด รองลงมา คือ การล้อเลียนสังคม และหน่วยงานราชการ แสดงให้เห็นว่าผู้โพสต์ เพจคนกลมคนเหลี่ยม มุ่งเป้าไปที่บุคคลที่ต้องการนำมา เป็นตัวละครในการล้อเลียนมากกว่าสังคม และส่วนราชการ ๒. ด้านการใช้ภาษาเสียดสี มีจำนวนที่พบตามลำดับ คือ การใช้ถ้อยคำเชิงคำถามวาทศิลป์ พบจำนวน ๖๗ โพสต์ การใช้ถ้อยคำเหน็บแนม พบจำนวน ๔๒ โพสต์ การใช้ถ้อยคำกระทบ พบจำนวน ๒๙ โพสต์ การใช้ถ้อยคำล้อเลียน พบจำนวน ๒๑ โพสต์ การใช้ถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ พบจำนวน ๑๗ โพสต์ และการใช้ถ้อยคำประชดประชัน พบจำนวน ๑๑ โพสต์ เมื่อนำผลการศึกษาไปเปรียบเทียบกับผลงานวิจัยของ อุมาภรณ์ สังขมาน (๒๕๕๙) เรื่อง “กลวิธีทางภาษาในวัจนกรรมเสียดสีเพื่อสร้าง ความตลกขบขันของไทย” พบว่าประเด็นการศึกษาทั้ง ๖ ประเด็นมีความสอดคล้องกัน แต่ไม่มีการจัดลำดับจำนวนที่พบ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการใช้ภาษาในการเสียดสีมีความแตกต่างกันทั้งนี้เพราะแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาแตกต่างกัน กล่าวคือ การศึกษา ครั้งนี้เป็นการศึกษาการ์ตูนที่มีภาพและข้อความประกอบซึ่งเป็นการนำเสนอข้อมูลของผู้โพสต์ในเพจเฟซบุ๊กเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่ อุมาภรณ์ สังขมาน ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเพลงฉ่อยการแสดงจำอวดหน้าม่านรายการคุณพระช่วย ที่จำลองสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อโต้ตอบกัน นอกจากนี้ยังมีผู้ศึกษาเกี่ยวกับประเด็นการเสียดสีที่พบจำนวนกลวิธีมากกว่า และผลการศึกษาแตกต่างกับงานวิจัย เรื่องนี้ เช่น นัฐริกา คงเมือง และนนทชา คัยนันทน์ (๒๕๖๓) ศึกษาเรื่อง “กลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีของตัวละคร “แนนโน๊ะ” ในละครโทรทัศน์เรื่อง เด็กใหม่ (Girl From Nowhere)” พบกลวิธีการใช้ภาษาเสียดสี ๘ กลวิธี ได้แก่ ๑) การใช้ถ้อยคำนัยผกผัน ๒) การใช้ความหมายแฝง ๓) การใช้คำไม่เจาะจงเป้าหมาย ๔) การใช้ความเปรียบ ๕) การใช้คำเรียกบุคคล ๖) การใช้รูปประโยคเงื่อนไข ๗) การยกคำกล่าวของบุคคล และ ๘) การใช้คำซ้ำ โดยมีกลวิธีที่สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องนี้เพียงกลวิธีเดียว คือ การใช้ความเปรียบ เป็นการเปรียบที่ใช้ทัศนคติตนเองในการมองหรือประเมินบุคคล หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความเหมือนและความต่างจากการ ศึกษาวิจัยเรื่องอื่น ๆ นั้น เป็นเพราะการศึกษาครั้งนี้มีเจตนาใช้ภาพและข้อความเสียดสีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นข่าวหรือเป็น วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๔๙
เหตุการณ์ที่เป็นกระแสในสังคม เช่น พฤติกรรมของนักการเมือง ผู้นำ รัฐบาลข่าวดังที่ผู้คนให้ความสนใจการนำเสนอผ่านการ์ตูนที่มี ข้อความ และภาพประกอบถือเป็นกลวิธีทางภาษาเพื่อเสียดสีรูปแบบหนึ่งที่สะท้อนเจตนา และทัศนคติผ่านเพจเฟซบุ๊ก “คนกลมคนเหลี่ยม” ที่สร้างการรับรู้ของผู้คนต่อความเป็นไปในสังคม อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจเรื่องราวจากการ์ตูน ผู้อ่านต้องเข้าใจบริบทที่เกิดขึ้นในสังคมเพื่อช่วยให้ทำความเข้าใจได้ง่าย และชัดเจนขึ้น ข้อเสนอแนะ ๑. การศึกษาเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจการวิเคราะห์เนื้อหา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวความเป็นไปในสังคม ทำให้เข้าใจทัศนคติการนำเสนอเรื่องราวดังกล่าวทั้งเชิงบวกหรือเชิงลบรวมทั้งทำให้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของผู้โพสต์ที่นำเสนอ ความคิดผ่านภาพ และข้อความที่สะท้อนเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคม ๒. ควรมีการศึกษาวิจัยการเสียดสีในประเด็นอื่น ๆ และในสื่ออื่น ๆ เพื่อให้เห็นความเหมือน และความต่างของการเสียดสี อันจะนำไปสู่การวิเคราะห์และเปรียบเทียบในเชิงลึกต่อไป เอกสารอ้างอิง จริวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์. (2562). คนกลมคนเหลี่ยม. [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://www.facebook.com/ profile.php?id=100067865484477. (2565, 3 ธันวาคม) จันทิมา อังคพณิชกิจ. (2562). การวิเคราะห์ข้อความ (Discourse Analysis). (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 7HDร้อนออนไลน์. (2565, 27 พฤษภาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://news.ch7.com/detail/571965. (2566, 20 มกราคม) นัฐริกา คงเมือง และนนทชา คัยนันทน์. (2563). กลวิธีการใช้ภาษาเสียดสีของตัวละคร “แนนโน๊ะ” ในละครโทรทัศน์ เรื่อง เด็กใหม่ (Girl From Nowhere). วิวิธวรรณสาร. 4(2), 85-108. สืบค้น 18 มกราคม 2566, จาก https://so06.tcithaijo.org › article. อ้างถึงจาก Abrams, M.H. (1995). A glossary of literary terms (T. Ketroj, Trans.). Bangkok: Office of the Welfare Promotion Commission for Teachers and Education Personnel ไทยรัฐออนไลน์. (2565, 10 พฤษภาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://www.thairath.co.th/news/crime/2389047. (2566, 18 มกราคม) ไทยรัฐออนไลน์. (2565, 7 ตุลาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://www.facebook.com/thairath?__tn__=-]C-R. (2566, 18 มกราคม) ปัทมา ประสารทรัพย์ และสุนทรี โชติดิลก. (2563). การศึกษาเนื้อหาและกลวิธีการเสียดสีในการ์ตูนเพจ Jod 8Riew. วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 8(2), 21-41. [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://so03.tci-thaijo.org /index.php/husoarujournal/article/view/256713/170927. (2566, 20 มกราคม) สมเกียรติ ลิลิตประพันธ์. (2558). ปันความรู้ การค้า การตลาดออนไลน์ และการใช้ชีวิต. [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: KruBoy - MaximumBOY.com. (2566, 19 มกราคม) วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๕๐
3PLUSNEW. (2565, 6 สิงหาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://ch3plus.com/news/social/morning/304482?fbclid =IwAR3qAe1RZatJeAarESKCyzDDq3aZSfnypqgC9tGumU1gtzvYCrq-diKAMIg. (2566, 18 มกราคม) สุนทรี ดวงทิพย์. (2560). การวิเคราะห์เนื้อหาในคอลัมน์การ์ตูน ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. วารสาร สักทอง : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 23(3), 83-93. [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://so05.tcithaijo.org/index.php/tgt/article/view/110879/86808. (2566, 20 มกราคม) ห้องข่าวภาคเที่ยง. (2565, 25 พฤษภาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://news.ch7.com/detail/571671. (2566, 18 มกราคม) อุมาภรณ์ สังขมาน. (2559). กลวิธีทางภาษาในวัจนกรรมเสียดสีเพื่อสร้างความตลกขบขันของไทย. วารสารมนุษยศาสตร์ วิชาการ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 23(1), 154-178. [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://so04.tcithaijo.org/index.php/abc/article/view/57890. (2566, 17 มกราคม) BRIGHT TO DAY. (2565, 18 ตุลาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://www.brighttv.co.th/social-news/sisuwan-talk. (2566, 19 กุมภาพันธ์) DAILY NEWS. (2565, 12 กรกฎาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://www.dailynews.co.th/news/1243075/. (2566, 19 กุมภาพันธ์) DAILY NEWS. (2565, 18 ตุลาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://www.dailynews.co.th/news/1589922/. (2566, 19 กุมภาพันธ์) MGR ONLINE. (2565, 20 ตุลาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก:https://mgronline.com/onlinesection./ detail/9650000100446. (2566, 19 กุมภาพันธ์) MODIFY. (2566, 27 มกราคม). ช็อตฟีล คืออะไร แปลว่าอะไร มีที่มาอย่างไร. [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://www.modify.in.th/33475. (2566, 19 กุมภาพันธ์) PPTVHD36. (2562, 19 ตุลาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://www.pptvhd36.com/news/112534. (2566, 20 มกราคม) S.Dixon. (2566 , 13 เมษายน). Facebook: จ านวนรายไตรมาสของ MAU (ผู้ใช้งานรายเดือน) ทั ่วโลกระหว่างปี 2551- 2565. ออนไลน์, เข้าถึงจาก: https://www.statista.com/statistics/264810/number-of-monthly. (2566, 18 เมษายน) VOICE online. (2562, 17 มกราคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://voicetv.co.th/read/NqTkxvl1P. (2566, 19 มกราคม) VOICE TV. (2562, 25 กรกฎาคม). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://www.youtube.com/watch?v=Fc0Hl9_uiz0. (2566, 19 มกราคม) --------------------------------------------------------- บทความวิจัยเรื่องนี้ผ่านการคัดเลือกให้น าเสนอในงาน การประชุมวิชาการระดับชาติ นานาชาติ คณะศิลปศาสตร์ ครั้งที่ ๒ (NICLA 2023) มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชครินทร์ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๕๑
การเดินทางอันเดียวดายของฉัน...กับคุณค่าที่แท้จริง เรื่องสั้น “การเดินทางอันเดียวดายของฉัน” เป็นผลงานของ จิรภัทร คงถนอมธรรม ซึ่งได้รับรางวัล ชนะเลิศ การประกวดงานเขียนเยาวชนธรรมวรรณศิลป์ครั้งที่ ๑๐ อาจเป็นเพราะผู้เขียนใช้ตัวละครหลักที่เป็น “หนังสือ” มาเป็นผู้ดำเนินเรื่อง โดยการใช้อติพจน์ได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือการใส่จิตวิญญาณให้หนังสือเล่มนี้ กลายเป็นสิ่งมีชีวิต มีความรู้สึกขึ้นมา อีกทั้งผู้เขียนได้บรรยายเหตุการณ์ลักษณะของเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อมรอบบรรยากาศ ด้วยการใช้ภาษาที่สละสลวย แต่ผู้อ่านยังคงสามารถเข้าใจ และเกิดจินตนาการภาพ ตามได้ง่าย แสดงให้เห็นว่า ผู้เขียนมีศิลปะในการเขียนรู้จักเลือกสรรคำมาใช้อย่างประณีต และไพเราะ ดังนั้นผู้วิจารณ์จึงเลือกนำเอาทฤษฎีโครงสร้าง (stucturalism) มาประกอบการวิจารณ์ในมิติต่าง ๆ ที่จะวิเคราะห์ ในส่วนขององค์ประกอบทั้งหมดของเรื่องสั้นเรื่องนั้น ได้แก่ การเปิดเรื่อง ตัวละคร ฉาก บทสนทนา การปิดเรื่อง และแก่นเรื่อง เรื่องย่อ เป็นการบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของหนังสือเล่มหนึ่ง โดยมี “หนังสือ” เป็นตัวละครผู้ดำเนิน เรื่องเองที่เริ่มต้นตั้งแต่อยู่โรงพิมพ์ถูกประกอบหลอมรวมเป็นหนังสือที่การันตีด้วยรางวัลวรรณกรรมดีเด่นประจำเมือง ระหว่างการเดินทางเขาได้พบเจอ และจากลากับเพื่อนหนังสือประเภทต่าง ๆ มากมายก่อนที่จะถูกขนส่งเพื่อไปวาง บนแท่นหนังสือชั้นดีประจำร้าน ความภูมิอกภูมิใจตนเองว่าเหนือกว่าผู้อื่นจึงเกิดขึ้น แต่ใครจะรู้ว่าหนังสือที่การันตี ด้วยรางวัลเล่มนี้ จะเป็นหนังสือที่ถูกผู้คน คนแล้วคนเล่าเปิดอ่าน แต่ไม่มีใครเลยที่จะซื้อหนังสือเล่มนี้กลับไป กลับกันเพื่อนหนังสือที่ดูสุดแสนจะธรรมดากลับถูกนักอ่านหยิบติดมือซื้อกลับไป เหลือเพียงแต่เขาที่ยังคงถูกวาง ตั้งอยู่บนแท่นหนังสือชั้นดีเช่นเดิม วันเวลาผ่านไปสภาพของเขาชำรุดจนดูไม่คู่ควรกับแท่นหนังสือชั้นปี อีกต่อไปแล้ว เสกสรร แก้วมณี กด Like วรรณกรรม วรรณสารฉบับที่ ๗๒ การเดินทางอันเดียวดายของฉัน...กับคุณค่าที่แท้จริง/ ในเวลา/ ไม่เลือกที่/ ไปสองกลับหนึ่ง หน้า ๕๒
ท้ายที่สุดเขาก็ต้องบอกลาจากแท่นวางหนังสือเนื่องจากสภาพที่ชำรุดจากการถูกเปิดอ่านนับครั้งไม่ถ้วน ยากที่จะขายต่อได้ ท้ายที่สุดหนังสือที่การันตีด้วยรางวัลเล่มนี้ก็ถูกนำมาทิ้งในที่สุด เขารู้สึกว่าตนเองไร้ค่าเหลือเกิน รางวัลที่การันตีนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่บ่งบอกเลยว่าตัวของเขาจะดีกว่าใคร แต่แล้วก็มีผู้ที่ทำให้เขาได้กลับมาเห็นคุณค่าของตัวเองอีกครั้ง โดยการนำเขากลับมาซ่อมแซม ดูแลอย่างทะนุถนอม ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองกลับมามีคุณค่า โดยการเปิดอ่านเขาอีกครั้ง การเปิดเรื่อง เรื่องสั้นเรื่องนี้ผู้แต่งต้องการสร้างความฉงนสงสัย ความใคร่รู้ให้เกิดขึ้นกับผู้อ่านในตอนเริ่มเรื่อง ด้วยการบรรยายการเกิดขึ้นของสิ่งหนึ่งที่ผู้อ่านก็คาดเดาไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าผู้เขียนกำลังกล่าวถึงสิ่งใด ดังปรากฏ ในข้อความ “กระดาษซึ่งถูกเติมเต็มจิตวิญญาณ ชีวิต เรื่องราวหลายต่อหลายแผ่นนำมาวางทับซ้อนกัน สันกาว คือ สิ่งที่ปะติดปะต่อชิ้นส่วนร่างกายอันสะเปะสะปะให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ก่อนเรือนร่างเปลือยเปล่าของฉันจะถูก เสื้อผ้าอาภรณ์หนังนุ่มสีมะฮอกกานีสลักเสลาอักษรสีทองสดสวยเป็นถ้อยคำสวมใส่ปกปิด เป็นตอนนั้นเองที่ฉัน ได้ลืมตาทัศนาโลกโดยสมบูรณ์” จากข้อความข้างต้นเห็นได้ว่าผู้แต่งจงใจใช้การอุปลักษณ์โดยมี “สันกาว” แทนอวัยวะหลักที่หลอมรวม อวัยวะอื่น ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งผู้อ่านคงจะคาดเดาว่าน่าจะเปรียบได้กับกระดูกสันหลัง ที่ถูกประกอบหลอมรวมทุกสิ่ง ทุกอย่างเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นร่างกายอันสมบูรณ์ และผู้แต่งก็ยังอุปลักษณ์ต่ออีกว่า “หน้าปก” คือ เสื้อผ้าอาภรณ์ การเปิดเรื่องเช่นนี้น่าสนใจตรงที่ผู้แต่งใช้กลวิธีในการอธิบายเรียบเรียงข้อความเสมือนกับการใส่จิตวิญญาณให้แก่ หนังสือ ซึ่งเป็นสิ่งของที่ไม่มีชีวิตราวกับว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิต ตัวละคร “หนังสือ” คือตัวละครหลักที่ผู้เขียนต้องการให้เป็นผู้ดำเนินเรื่องโดยการเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่หนังสือเล่มนี้ได้พบเจอ ตั้งแต่ยังเป็นกระดาษเปล่า ถูกเติมเต็มจิตวิญญาณ ซึ่งน่าจะหมายถึง การที่ถูกพิมพ์ ใส่เนื้อความแต่งเติมตัวอักษรลงไป และนำมาปะติดต่อกับส่วนต่าง ๆ จนเกิดเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “การเดินทางอันเดียวดายของฉัน” ความรู้สึกว่าตนเองเหนือ และสูงส่งกว่าหนังสือเล่มอื่นเกิดขึ้นในความคิด ของเขา เพียงเพราะเขาได้รับการการันตีด้วยรางวัลวรรณกรรมดีเด่นประจำเมือง แต่เขาไม่รู้เลยว่าเขากำลัง จะได้รับบทเรียนครั้งใหญ่ในอนาคต ว่าการทะนงตนว่าเหนือกว่าผู้อื่น และตัดสินผู้อื่นจากปัจจัยภายนอกนั้นเป็นสิ่ง ที่ไม่ถูกต้องเอาเสียเลย วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๕๓
ฉาก ฉากโดยส่วนมากที่ปรากฏในเรื่องสั้นเรื่องนี้มักจะเป็นภาพจากมุมมองของตัวละครหลักคือ “หนังสือ” ที่ตนได้ถูกผู้คนหยิบย้ายไปในที่ต่าง ๆ ทำให้ในบางฉากที่ผู้แต่งเขียนมีเพียงคำอธิบายลักษณะสภาพโดยรอบ ที่ตัวละครหลักได้สะท้อนมุมมองออกมาเท่านั้น ซึ่งผู้อ่านอาจจะคาดเดาได้ยากว่าคือสถานที่ใด ดังปรากฏในข้อความ “ภาพแรกที่เห็นคือแสงเจิดจ้าส่องกระทบกับผงฝุ่นซึ่งละล่องละลอยคล้อยคว้างพร่างพราวราวกากเพชร ระยิบระยับ แสงดังกล่าวทอดทอลอดลงผ่านหน้าต่างพร่ามัวบานเล็กบนเพดานสีหม่นหมอง เพียงแค่นั้น และฉันก็ ไม่เห็นวิวทิวทัศน์ใดอื่น จะเรียกว่าเห็นโลกกว้างไม่ได้กระมัง” จากข้อความที่ปรากฏเห็นว่าผู้เขียนไม่ได้ระบุชื่อของสถานที่เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้อย่างชัดเจน มีเพียงแค่ ข้อความที่อธิบายภาพจากมุมมองของตัวละครหลักเท่านั้น แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็แสดงในเห็นถึงความสามารถ ในการใช้ภาษาของผู้เขียนที่สามารถเลือกสรรคำโดยใช้การสัมผัสอักษร และสัมผัสสระ มาช่วยในการอธิบาย ได้อย่างสละสลวย นอกจากนั้นก็มีฉากอื่น ๆ ที่ผู้แต่งได้ระบุไว้คร่าว ๆ ไม่ชัดเจนให้ผู้อ่านได้ลองนึกภาพตามได้ ดังปรากฏในข้อความ “เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นเมื่อประตูของรถชนสินค้าถูกปิดลง ฉันรับรู้ได้ทันทีว่าการเดินทางกำลัง จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว รถบรรทุกแล่นไปโดยไม่อาจคาดเดาจุดสิ้นสุดได้ หนังสือหลายเล่มทยอยถูกยกออกไป ความแออัด ทุเลาเคล้าความว้าเหว่แทนที่ ฉันได้แต่ฝ้ามองเพื่อนตัวเองลาจาก” จากข้อความข้างต้นผู้เขียนได้บรรยายให้ผู้อ่านได้เห็นสภาพบรรยากาศภายในรถบรรทุกระหว่าง การขนส่งหนังสือที่ตอนแรกมีหนังสือจำนวนมากจนแออัด หนังสือแต่ละเล่มถูกแยกส่งออกไปยังร้านหนังสือต่าง ๆ เขาได้แต่บอกลาเพื่อนหนังสือที่หายกันไปทีละเล่ม เหลือเพียงตัวเขาและความรู้สึกที่ว้าเหว่ จนถึงคราวของหนังสือ เล่มนี้ที่จะได้ลงจากรถบรรทุกเพื่อไปยังร้านหนังสือจริง ๆ เสียที ในตอนที่เป็นฉากร้านหนังสือนี้กลับกัน ผู้เขียน ได้อธิบายลักษณะและบรรยากาศโดยรอบของร้านได้ชัดเจนพอสมควร เพื่อให้ผู้อ่านได้จินตนาการภาพตามได้ง่ายขึ้น ดังปรากฏในข้อความ “หน้าร้านหนังสือแห่งหนึ่งในเมืองที่กำลังโปรยปรายด้วยสายสีขาวของหิมะน้อยใหญ่ มันเป็นร้านหนังสือ ขนาดกะทัดรัด ดูจากภายนอกแล้วเก่ากึก แสนจะธรรมดา แต่ภายในกลับทันสมัย ออกแนวโมเดิร์น บ่งบอก ได้อย่างชัดเจนเลยว่าร้านดังกล่าวเพิ่งถูกสร้างได้ไม่นาน” วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๕๔
จากข้อความที่ผู้เขียนได้อธิบายลักษณะและบรรยากาศโดยรอบของร้านหนังสือ ทำให้ผู้อ่านแต่ละคน สามารถจินตนาการภาพได้แตกต่างกันตามความคิดและภาพในจินตนาการของผู้อ่าน เพราะความเก่า ความธรรมดา ความทันสมัย และแนวโมเดิร์น ร้านหนังสือร้านนี้จึงมีความแตกต่างกันในความคิดของผู้อ่านแต่ละคน รวมถึงความคิดในจินตนาการของผู้วิจารณ์เองด้วย เช่นเดียวกับอีกฉากหนึ่งในตอนที่หนังสือเล่มนี้ถูกนำมาทิ้ง ดังปรากฏในข้อความ “พายุหิมะที่จู่ ๆ ก็โหมกระหน่ำราวกับปีศาจร้าย ภาพทุกอย่างตรงหน้าละม้ายภาพฝัน ความหนาวเหน็บ เริ่มเกาะกุมเสื้อผ้าหนังที่มีหิมะโปรยปราย ลามหนักจนส่วนในซึ่งประกอบไปด้วยแผ่นกระดาษของฉันเริ่มเปื่อยยุ่ย ความรู้สึกต่าง ๆ ค่อยจางหายไป ไฟที่ประดับประดาตามท้องถนนดับลงที่ละดวง นาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน พอดิบพอดี” จากข้อความข้างต้นนอกจากที่ผู้เขียนได้จะบรรยายบรรยากาศโดยรอบแล้วผู้เขียนยังสอดแทรกอารมณ์ ความรู้สึกที่สอดคล้องกับฉากนั้น เพื่อให้ผู้อ่านได้มีความรู้สึกร่วมในขณะที่อ่าน คือ ความรู้สึกหว่าเว้เงียบเหงา และรู้สึกไร้ค่า เหมือนหนังสือเล่มนี้ที่ถูกทิ้งอยู่ท่ามกลางพายุหิมะที่หนาวเหน็บ และในฉากสุดท้ายก็เช่นกัน ดังปรากฏในข้อความ “ก่อนจะย้ายตัวเองไปนั่งลงบนเก้าอี้หน้าเตาผิง ความอบอุ่นบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากฝ่ามือเหี่ยวย่น จนฉันรับรู้ได้เพียงฉันกับหล่อนใต้แสงไฟสลัวราง ผ่านค่ำคืนอันหนาวเหน็บไปอย่างเงียบงัน เพียงเสียงฟู่ ฟู่ ของไฟ และอาจเสียงพายุหิมะข้างนอกคลอเคล้าไปด้วยนั้นอย่างน้อยความหนาวเหน็บจากทั้งพายุหิมะ และพายุในใจฉัน ก็ได้เหือดหายไปบ้าง” จากข้อความข้างต้นผู้แต่งยังคงอธิบายและบรรยายลักษณะสภาพโดยรอบพร้อมกับไม่ลืมที่จะใส่ ความรู้สึกมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ความรู้สึกนั้นตามไปด้วย โดยฉากนี้เป็นฉากที่หญิงชราได้เข้ามาในบ้าน มีเตาผิงที่คอย ให้ความอบอุ่นจากความหนาวเหน็บภายนอก ผู้เขียนยังมีการใช้สัทพจน์ เพื่อบรรยายเสียงของกองไฟในเตาผิง ให้ผู้อ่านได้เห็นภาพมายิ่งขึ้นด้วย วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๕๕
บทสนทนา บทสนทนาในเรื่องสั้นเรื่องนี้ผู้แต่งไม่ได้ระบุว่าตัวละครชื่ออะไร เป็นเพศไหน แต่จะให้คำบางคำที่จะบอก ให้ผู้อ่านได้ทราบเอง โดยจะมีตัวละครหลักคือ “หนังสือ” ที่คอยเป็นผู้อธิบายลักษณะต่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้พอรับรู้บ้าง ดังปรากฎในข้อความที่จะยกตัวอย่างมาให้พอเห็นภาพ เช่น “เสร็จแล้วพี่” ใครบางคนเอ่ยเอื้อนคำพูดบอกกับคนอีกคน “เอาไปรวมกับเล่มอื่น ๆ เลยไหม” จากข้อความข้างต้นเห็นได้ว่าผู้เขียนไม่ได้ระบุรายละเอียดอะไรไว้เลย มีเพียงคำอธิบายสั้น ๆ ว่าเป็นการสนทนากันระหว่างคนสองคนเท่านั้น “ผมนำหนังสือมาส่งครับ” เขาเอ่ย มีเสียงแหลมใสกังวานตอบรับ “คะ หนังสือ?” หล่อนน่าจะเป็นผู้หญิง ในตอนนี้ผู้เขียนตั้งใจให้ผู้อ่านรู้เพศของผู้พูดโดยใช้คำลงท้าย “ครับ , คะ” มาเป็นตัวบอก และคำอื่น ๆ เช่นคำว่า “หล่อน” ดังปรากฏในคำอธิบายบทสนทนา “ใกล้เวลาแล้วสินะ” จู่ ๆ ก็มีใครบางคนมายืนพูดอยู่ทางด้านหลัง ฉันสะดุ้งโหยงแต่หล่อนไม่น่าจะเห็น นอกจากผู้แต่งจะใช้คำที่ทำให้ผู้อ่านได้ทราบเพศของตัวละครแล้ว ยังมีการใช้คำที่พอจะบอกให้ผู้อ่าน ได้ทราบอายุและสถานะของตัวละครอีกด้วย ดังปรากฏในข้อความ “ลูกลองอ่านหนังสือเล่มนั้นไหม” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งแทรกความคิดฉัน ดังมาจากด้านหลังราวกับว่า ห่างแค่เพียงเอื้อมมือ คำว่า “ลูก” ที่ปรากฏในบทสนทนาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้พูดนั้นมีสถานะเป็นผู้ปกครอง ประกอบกับ คำอธิบายว่า 'เสียงผู้หญิงคนหนึ่ง' และเมื่อนำข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มาประกอบรวมกันผู้อ่านสามารถคาดเดาได้ว่า ผู้พูดบทสนทนานี้น่าจะเป็น “แม่” “ไม่เอาหรอก หนังสือนี่ดูน่าเบื่อจะตาย หนูอยากได้การ์ตูน หนังสือพรรค์นี้ไม่มีใครเขาอ่านกันแล้ว” วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๕๖
เช่นเดียวกัน คำว่า “หนู” ที่ปรากฏจากข้อความข้างต้น ผู้เขียนได้บอกให้ผู้อ่านได้ทราบสองอย่าง คือ “หนู” ในที่นี้เป็นตัวละครผู้หญิง และมีบทบาทเป็น “ลูก” นั่นเอง การปิดเรื่อง “อย่างน้อยความหนาวเหน็บจากทั้งพายุหิมะ และพายุในใจฉันก็ได้เหือดหายไปบ้างในที่สุด ฉันก็ได้อยู่ใน ที่ที่เป็นที่ของฉันและฉันก็รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า...อีกครั้ง” ดูเหมือนว่าจะเป็นประโยคปิดเรื่องที่กินใจผู้อ่านหลาย ๆ คน ให้ได้ย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง หลังจากที่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้จบว่า “แล้วตอนนี้พายุหิมะ และพายุในใจของฉันได้เหือดหายไปบ้างแล้วหรือยัง?” “ฉันได้อยู่ในที่ที่เป็นที่สำหรับฉันจริง ๆ แล้วหรือไม่?” ถือได้ว่าเป็นการจบเรื่องแบบสุขนาฎกรรมที่ผู้เขียน ได้สอดแทรกทั้งแง่คิดในการใช้ชีวิต คติสอนใจให้ผู้อ่านได้ตรึกตรองหันกลับมาทบทวนชีวิตของตัวเองอีกครั้ง แก่นเรื่อง “หนังสือ” ตัวละครหลักในเรื่องนี้ เปรียบเสมือนมนุษย์ทุกคน ต่างเกิดมาจากสิ่งเดียวกัน คือ ความไม่มี ความว่างเปล่าเหมือนกันทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างกัน คือ รูปร่างหน้าตา ฐานะทางสังคม ความคิด จิตใจ สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เรากลายเป็นเรา เป็นมนุษย์คนหนึ่งบนโลกใบนี้ ที่ต้องมีทุกข์มีสุขบ้างเป็นธรรมดาของชีวิต เราทุกคนล้วนแล้วแต่มีคุณค่าในตัวเอง แต่หลายครั้งการอยู่ผิดที่ผิดเวลาอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรายากที่จะ ค้นหาคุณค่าในตัวเองเจอ ดังนั้น การรู้จักคุณค่าในตัวเองถือเป็นสิ่งสำคัญ และเราไม่ควรตัดสินคุณค่าของผู้อื่นเพียง เพราะเขาดูด้อยกว่าเรา การเดินทางของหนังสือในเรื่องสั้น “การเดินทางอันเดียวดายของฉัน” เป็นการเดินทางของ ชีวิตที่มนุษย์ทุกคนต้องพบเจอ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งจากโลกใบนี้ไป เราต้องพบเจอผู้คนมากมาย บ้างก็รู้จักกัน บ้างก็แค่ เดินผ่านกันไป ท้ายที่สุดเราก็หนีไม่พ้นที่จะต้องจากลา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลายครั้งเรามักจะตัดสินผู้อื่นเพียงเพราะ ปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ฐานะทางสังคม การศึกษา ที่ผู้อื่นอาจด้อยกว่าเรา แต่เรื่องสั้นเรื่องนี้ให้ แง่คิดกลับกัน คือ ปัจจัยภายนอกดังกล่าว ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีคุณค่าและความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นได้ ดังนั้น เราจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินคุณค่าของใคร รวมถึงคุณค่าในตัวเองด้วยเช่นกัน อ้างอิง จิรภัทร คงถนอมธรรม. (๒๕๖๔). การเดินทางอันเดียวดายของฉัน. โครงการประกวดงานเขียนเยาวชน รางวัลธรรมวรรณศิลป์ ประจำปี ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๑๐. สถาบันธรรมวรรณศิลป์. วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๕๗
หนังสือเรื่อง “เวลา” เป็นผลงานการเขียนของ ชาติ กอบจิตติ ได้รับรางวัลนวนิยายรางวัลดีเด่น ปี ๒๕๓๗ และนวนิยายรางวัลซีไรต์ปี ๒๕๓๗ เล่มนี้เป็นงานเขียนเล่มที่สองถัดจากเรื่องคำพิพากษา ในปี ๒๕๒๔ เป็น นักเขียนคนแรกที่ได้รับรางวัลซีไรต์ถึงสองครั้ง เวลานำเสนอเกี่ยวกับการเดินของเวลาที่บอกเล่าเรื่องราวมนุษย์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต มีตัวละครหลักคือผู้กำกับภาพยนตร์คนหนึ่งที่สูญเสียภรรยา และลูกสาวไปให้กับการทำงาน ของตนเอง เขาตั้งใจไปดูละครเวทีเรื่อง “เวลา” จากกระแสที่ว่าเป็นละครเวทีที่ “น่าเบื่อที่สุดในรอบปี” และเป็น ละครเวทีที่เกี่ยวกับคนแก่ในบ้านพักคนชรา ทั้ง ๆ ที่กลุ่มผู้สร้างเป็นเพียงนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ เรื่องย่อ “เวลา” เรื่องทุกอย่างเริ่มต้นในตอนเช้าของวันที่ยายจันทร์ทำเงินหายเลยทำให้เกิดความวุ่นวาย แกจึงต้องสลับเตียงกับยายสอนเพื่อเป็นการแก้ปัญหา ตอนเที่ยงก็มีคุณยายคนหนึ่ง และลูกหลานของเธอมาทำบุญ เลี้ยงอาหารคนชราที่อาศัยอยู่ในเรือนพยาบาลแห่งนี้ หลังจากนั้นหลานของยายนวลก็มาเยี่ยมยายนวลแกแจกขนม ที่แกคอยเก็บไว้ในตู้อย่างดีให้กับหลานทั้งสาม และยังฝากข้าวของเครื่องใช้มากมายกลับไปที่บ้านพร้อมด้วยเงิน อีกจำนวนหนึ่ง ต่อมาลูกคนเล็กของยายทับทิมก็ได้กลับมาเยี่ยมยายทับทิม จึงทำให้แกดีใจมากรวมทั้งคุณยาย คนอื่น ๆ ที่เห็นใจยายทับทิมต่างก็พลอยยินดีกับแกไปด้วย เขาเล่าเรื่องดอกบัวสีขาวกับเงาสีเงินให้ทุกคนภายใน เรือนพยาบาลฟัง แต่เพราะเขาเป็นคนสติไม่ดีจึงไม่ค่อยมีใครใส่ใจกับเรื่องที่เขาเล่ามากนัก แต่หลังจากที่ยายบุญเรือน ฟังเรื่องเล่าเรื่องนี้ยายบุญเรือนก็รู้สึกไม่สบายจึงเป็นลมล้มพับไป และหลังจากนั้นก็ดีขึ้น จนเวลาร่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็น ทุกคนรับประทานอาหารเย็นด้วยกันรวมทั้งยายทับทิมกับลูกชายของแก หลังจากทานข้าวเสร็จเขาก็กลับไป ทุกคนเตรียมตัวกลางมุ้งเข้านอนจึงทำให้ยายจันทร์รู้ว่าเงินของแกไม่ได้หายไปไหน แต่แกลืมไว้ในมุ้งของตัวเอง หลังจากนั้นไม่นาน ยายอยู่ก็สิ้นลมจากไปด้วยความสงบ และรอยยิ้มบนหน้าของแก ทุกคนเสียใจกับการจากไป ของยายอยู่ เพราะอย่างน้อยยายอยู่ก็เคยเป็นสมาชิกคนหนึ่งในเรือนพยาบาลแห่งนี้ ในขณะที่ทุกคนกำลังไปร่วม ขบวนแห่ศพของยายอยู่นั้น ยายสอนก็ได้รู้ว่าภายในห้องลูกกรงข้างเตียงที่แกเฝ้าสงสัยอยู่นั้นไม่มีอะไรจริง ๆ แล้ว ละครเวทีเรื่องนี้ก็จบลง ในเวลา นาดา หมาดสตูล วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๕๙
นวนิยายเรื่อง “เวลา” ชี้ให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนแก่ที่อยู่ในบ้านพักคนชรา รวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึง สภาพสังคมที่บุตรไม่ดูแลเอาใจใส่ ผ่านฉากที่เป็นภาพของละครเวทีทำให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของคนแก่โดยการ สอดแทรกความคิดของตัวเองลงไปผ่านตัวละครที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เช่นตอนที่ผู้กำกับภาพยนตร์ได้ดูฉาก ที่คนดูแลต้องคอยป้อนข้าวป้อนน้ำคนแก่ที่นอนอยู่บนเตียงก็ได้บรรยายความรู้สึกของตัวเองออกมาว่าเมื่อตัวเองแก่ตัว ไปจะไม่มีคนดูแล ซึ่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงชีวิตได้อีกแง่มุมหนึ่งว่าในวันที่เราแก่ตัวลงจะมีใครคอยดูแลเราบ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกคนเมื่อเดินมาถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตจะพบว่าสิ่งที่ตนเองหามาทั้งชีวิตนั้นแท้จริงแล้วมัน “ไม่มีอะไร” ฉันได้นำเอาเรื่องเวลามานำเสนอโดยใช้ทฤษฎีโครงสร้างในประเด็นของ แก่นเรื่อง โครงเรื่อง การเปิดเรื่อง การดำเนินเรื่อง การปิดเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา ฉาก และการเล่าเรื่อง แก่นเรื่อง แก่นเรื่องของนวนิยายเรื่องเวลา เป็นการสะท้อนว่าทุกอย่างในโลกล้วนเป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น สมมุติขึ้นมาสนองกิเลสแค่นั้น ทุกอย่างนั้นมันไม่ใช่ของเราเลย แม้กระทั่งร่างกายมนุษย์เองที่เป็นแค่การรวมกัน ขึ้นมาของธาตุทั้งสี่ มองในระดับสูงสุดคือการค้นพบสัจธรรมแห่งชีวิตที่ว่าชีวิตเรานี้ “ไม่มีอะไรเลย” โครงเรื่อง นวนิยายเรื่อง เวลา มีโครงเรื่องที่ไม่ซับซ้อน เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะดำเนินไปตามเวลา ของนาฬิกา ผู้กำกับภาพยนตร์เป็นผู้ทำหน้าที่เล่าเรื่องทั้งหมดในนวนิยายเรื่องนี้ เมื่อการแสดงบนเวทีหยุด หรือไม่น่าสนใจ ผู้กำกับภาพยนตร์จะเล่าประสบการณ์ในอดีตของตัวเองที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์บนเวที รวมทั้ง จะแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ โดยใช้การเล่าเรื่องสลับกันไปมาจนเหมือนเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงบนเวทีตลอดทั้งเรื่อง การเปิดเรื่อง เปิดเรื่องด้วยการบรรยายสภาพแวดล้อมที่ตัวละครในเรื่องก็คือ ผู้กำกับภาพยนตร์นั้นเห็น “ม่านเปิดเปิด ขึ้นในความมืด” มีแต่ความมืดดำไม่เห็นสิ่งใด ไม่มีเสียงเคลื่อนไหว ข้อความดังกล่าว ทำให้ผู้อ่านเกิดความสงสัย ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นหลังจากนี้ทำให้เรื่องน่าติดตามมากขึ้น วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖๐
การดำเนินเรื่อง ผู้แต่งได้ดำเนินเรื่องตามลำดับเวลาของการแสดงละครเวที ซึ่งเหตุการณ์ในเรื่องจะดำเนินให้ถึง กิจวัตรประจำวันของคนแก่ ที่พบเห็นเรือนพยาบาลเห็นได้จากฉากที่คนแก่เดินไปอาบน้ำ บางคนก็อาบเองได้ แต่บางคนก็ต้องให้คนดูแลอาบให้ตลอดเรื่องจะมีการสร้างปมปัญหาให้เกิดขึ้น พร้อมทั้งผู้แต่งได้แสดงแนวคิด ผ่านตัวละครที่เป็นผู้กำกับภาพยนต์ที่ได้นั่งดูละครเวทีเรื่องนี้อยู่ เช่น ฉากตอนที่มีเสียงในห้องลูกกรงตะโกนว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริง ๆ” อยู่ตลอดเวลา การดำเนินเรื่องผู้อ่านจะเห็นการนำเสนอผ่านการแสดงใน ๒ แบบคือ การแสดงแบบละครเวที และแบบที่ทำเป็นภาพยนตร์ การปิดเรื่อง เป็นการปิดเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านไม่ทันคิด คือตลอดทั้งเรื่องทุกคนจะได้ยินเสียงตะโกนว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริง ๆ ” อยู่ตลอดเวลาในห้องลูกกรง แต่พอตอนจบกลับพบว่าไม่มีใครอยู่ในห้องนั้นเลย “เวลา” เป็นนวนิยายที่อ่านแล้วสามารถสะท้อนชีวิตของผู้อ่านได้ทำให้ผู้อ่านได้ย้อนกลับมามองชีวิตของ ตัวเองว่าตัวเองทำให้เรารู้จักคุณค่าของเวลา เพราะเมื่อเวลาล่วงเลยไปเราก็ไม่สามารถที่จะย้อนเวลากลับคืนมา แก้ไขกับเรื่องต่าง ๆ ที่เราเคยทำผิดพลาดลงไปได้ ตัวละคร การนำเสนอตัวละคร ผู้เขียนนำเสนอตัวละครทุกตัวคล้ายกับการเล่าเรื่องโดยผ่านบทสนทนา กำหนดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาแล้วค่อยเปิดตัวละครแต่ละตัว ทำให้ได้ทราบอุปลักษณะนิสัยของตัวละครแต่ละตัว โดยอัตโนมัติบทบาทของตัวละครในเรื่องเวลาประกอบด้วยตัวละครดังนี้ - ผู้กำกับภาพยนตร์ เป็นคนที่ขยันทำงาน ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ทำงานทุ่มเทกับงานจนลืมดูแลตัวเอง และคนในครอบครัวสุดท้ายไม่เหลือใคร - อุบล หญิงสาวที่คอยดูแลคนแก่ในเรือนพัก เป็นคนที่มีนิสัยเสมอต้นเสมอปลาย มีความผูกพันกับทุกคน จนตัดสินใจไม่ไปทำงานที่อื่น วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖๑
- ลำเจียก คนดูแลคนแก่อีกคนหนึ่ง ที่มีความเมตตาคิดว่าการทำงานกับคนแก่คือการทำบุญ - คนงานชาย เป็นกำลังสำคัญอีกคนหนึ่งในการดูแลคนแก่ ทำงานทุกอย่างที่ผู้ชายที่ทำได้ -ยายจันทร์ เป็นคนมีจิตใจดี ชอบขี้หลงขี้ลืม ทำเงินหาย เป็นเหตุให้ยายบุญเรือนกับยายอยู่มองหน้ากันไม่ติด - ยายทับทิม มีลูกชายคนเล็กที่เป็นบ้า เป็นแม่ที่รักลูกมาก - ยายอยู่ หญิงพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เป็นคนใจบุญชอบทำบุญ - ยายเอิบ ชอบเสี่ยงโชคด้วยการเล่นหวย หวังว่าถ้ารวยจะไปจากที่แห่งนี้ - ยายสอน หญิงที่ปลงตกกับชีวิต ไม่ห่วงใด ๆ ทั้งสิ้น อยู่เพื่อรอวันตาย - ยายนวล เป็นคนที่เจ้าระเบียบ ละเอียดอ่อน นอกจากนี้ยังมีตัวละครอีกหลายตัว เช่น ยายบุญเรือน เด็กขายน้ำ หลานชาย และหลานสาวยายนวล ลูกยายทับทิม หญิงท้องแก่ สาวใช้ เด็กหนุ่ม เด็กสาว ย่า คนขายล็อตเตอร์รี่ บทสนทนา นวนิยายเรื่อง เวลา มีการใช้บทสนทนาซึ่งเหมาะสมกับบทบาท ลักษณะนิสัย ความคิดของตัวละคร ทำให้เรื่องมีความสมจริง น่าสนใจ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ บทสนทนาอุบลให้กำลังใจยายจันทร์ที่ทำเงินหาย อุบล “ยายลองนึกค่อย ๆ นึกดูให้แน่อีกที หนูว่ามันคงไม่หายไปไหนหรอก” (หน้า ๓๒) บทสนทนายายจันทร์เจอเงิน ยายจันทร์“อิฉันเจอเงินแล้วค่ะ คุณแม่” ลำเจียก “ปัดโธ่ ตกใจหมด เจอที่ไหนล่ะ ?” ยายจันทร์“เจอในมุ้งค่ะ” (หน้า ๒๔๕) วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖๒
ฉาก โรงละครเวที “แสงจากภายนอกเริ่มเรืองเรื่อเข้ามาในฉาก เข้ามาทางกระจกฝ้าเหนือบานหน้าต่าง และช่องระบายลม เข้ามาทางประตูกลางทางเดินที่เปิดทิ้งไว้ มองออกไปเห็นพุ่มไม้ขึ้นอยู่ด้านข้างของตัวตึกอีกหลังหนึ่ง” (หน้า ๓๕) ฉากเวทีการแสดง “เรือนพักแห่งนี้มีทางเดินอยู่สองทาง คือทางเดินใหญ่กลางห้อง ซึ่งแบ่งเสียงออกเป็นสองฟาก แถวซ้ายห้าเตียง แถวขวาหกเตียง ส่วนทางเดินเล็กทอดคั่นระหว่างหัวเตียงแถวขวากับห้องแบ่งเล็ก ๆ ซึ่งติดแนบ อยู่กับผนังด้านขวาเวที” (หน้า ๑๓) การเล่าเรื่อง นวนิยายเรื่องเวลาผู้เขียนเล่าเรื่องในฐานะเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่อง เป็นการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นั้นผ่านประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่านวนิยายเรื่องนี้ผู้เขียนนิยมใช้สรรพนามบุรุษที่ ๑ “ผม” แทนตัวละครใน การเล่าเรื่อง ดังข้อความดังต่อไปนี้ “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพยามใช้ความอึดอัดยัดเข้าไปในหนังของผมเท่าที่จำเป็นจริง ๆ และนี่เป็น อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมอยากมาดูละครเรื่องนี้ เพราะบทวิจารณ์สรุปไว้สั้น ๆ ว่าเป็นละครที่น่าเบื่อในรอบปี” (หน้า ๑๕) จากการอ่านนวนิยายเรื่อง เวลา ได้ทราบแนวคิดมากมายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้ การเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราไม่มีอะไรเลย แม้กระทั่งร่างกายเราก็ไม่ใช่ของเรา และทำให้เรารู้จักคุณค่า ของเวลาใช้เวลาทุก ๆ นาทีที่เรามีอยู่อย่างคุ้มค่า และมีประโยชน์มากที่สุด เพราะเมื่อเวลาล่วงเลยไป เราก็ไม่สามารถที่จะย้อนเวลากลับคืนมาแก้ไขกับเรื่องต่าง ๆ ที่เราเคยทำผิดพลาด อ้างอิง ชาติ กอบจิตติ. (๒๕๕๓). เวลา. พิมพ์ครั้งที่ ๒๐. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์หอน. วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖๓
ไม่เลือกที่ เรื่องครอบครัวกลางถนน เป็นผลงานของนายวินัย บุญช่วย หรือที่รู้จักในนามปากกาว่า "ศิลา โคมฉาย" เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ผลงานที่ได้รับรางวัล อาทิ เรื่องสั้นแล้วเมล็ดพันธุ์มิหยั่งราก ได้รับรางวัลชมเชย งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและยังได้รับรางวัลซีไรต์ประเภทเรื่องสั้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ซึ่งเป็นเรื่องครอบครัว กลางถนนนั่นเองโดยเรื่องสั้นครอบครัวกลางถนนจะมีการเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ และสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน การดำเนินเรื่องจะเกิดขึ้นตามเข็มนาฬิกา และการปิดเรื่องจบแบบมีความสุข และมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ด้วยเรื่องราวจะกล่าวถึงสามี - ภรรยาคู่หนึ่ง เมื่อสามีต้องไปทำงานไกล ๆ ภรรยาจะคอยบอกให้เผื่อเวลา ในการเดินทางด้วย เพราะอยู่ในเมืองกรุงมีจราจรติดขัดอยู่หลายที่ และบางที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุทำให้รถติด จึงต้องเผื่อเวลาเดินทางสำหรับการทำงาน ภรรยายังคอยเตรียมอาหาร และผลไม้ต่าง ๆ เพื่อให้สามีได้กินระหว่าง เดินทางอีกด้วย ภายในรถสามารถรับประทานอาหารได้พูดคุย และทำให้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นอีกด้วย เช่น สามีมอง ภรรยาว่าสวย เพราะเมื่ออยู่บ้านไม่มีเวลากลับถึงบ้านก็ค่ำแล้วจึงทำให้ไม่ได้มองภรรยาแบบชัดเจน ภายในรถยัง สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วย (เกมปริศนาอักษรไขว้) และรวมไปถึงการร่วมรักกันบนรถ เมื่อสามีมีอารมณ์ก็ ยากที่จะหยุดมัน จึงทำให้สามี - ภรรยาได้มีเวลาร่วมกันภายในรถ วันถัดมาสามีได้ต้องการร่วมรักกับภรรยาอีก แต่ภรรยาปฏิเสธ สามีจึงรู้สึกเบื่อขณะที่รถติดสามีจึงลงไปทักทายรถข้าง ๆ และได้พูดคุยกัน สามีได้ช่วยปลูกต้นกล้วย กลางถนนอีกด้วยเพื่อลดความเบื่อ เมื่อกลับถึงรถอาการของภรรยาไม่สู้ดีทั้งปวดหัว และอ้วก ภรรยาได้บอกสามีว่า “เมนไม่มาสองเดือนแล้ว” สามีดีใจมากที่จะกำลังเป็นพ่อคนซึ่งรอมานาน แต่ระหว่างที่รอลูกนั้นทั้งคู่ก็ได้ทำงานหาเงิน เพื่อสักวันจะได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ ฝันของทั้งคู่เป็นจริงแล้ว ครอบครัวกลางถนนมีจุดเด่นในเรื่อง โดยมีการสะท้อนชีวิตของคนกรุง ซึ่งแต่ละคนจะมีความคิดที่แตกต่าง กันออกไป การใช้ชีวิตในเมืองกรุงที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ต้องแลกกับการเสียสละเวลา ในการเดินทางเพื่อไปทำงานให้ตรงเวลา กิติมา พิกุลผล วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖๔
การสะท้อนชีวิตของคนกรุงที่สามารถทนสภาพการจราจรติดขัดได้จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนกรุง คนกรุงจึงต้องจำเป็นปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ แต่การที่รถติดนาน ๆ นั้นก็ทำให้ผู้คนรู้จักพูดคุย ทักทาย วิพากษ์ วิจารณ์ และรวมไปถึงการมีสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจเพิ่มมากขึ้น และสิ่งที่เกิดถัดไป คือ การเสียสละ เวลาในการเดินทางนั่นเอง การใช้ชีวิตในเมืองกรุงต้องมีการเสียสละ เสียสละในที่นี้ หมายถึง เสียสละเวลาในการเดินทางไปทำงาน ก่อนเวลา เพราะต้องเผื่อเวลาจราจรติดขัดหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้รถติดได้ ดังตัวอย่างในเรื่อง "ภรรยาของผม แสนรอบคอบ พอบอกว่ามีนัดสำคัญตอนบ่ายสามโมง เธอบอกว่าต้องออกจากบ้านตอนเก้าโมงเช้า" ซึ่งทำให้เห็นว่า การเผื่อเวลาในการเดินทางสำหรับคนกรุงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่ไม่ใช่เพียงคนกรุงเท่านั้นที่เวลา เป็นสำคัญ แต่เวลาเป็นเรื่องสำคัญกับทุกคนไม่ว่าจะทำงานหรือไม่ทำงานก็ตาม ควรเผื่อเวลาหรือไปก่อนเวลา เมื่อมีงาน และธุระสำคัญ ตัวละครในเรื่องสั้นครอบครัวกลางถนน มีตัวละครหลัก คือ สามี และภรรยา ซึ่งลักษณะนิสัยของ ตัวละครหลัก มีดังนี้ สามี เป็นคนทำงานเก่ง ทำงานหาเงินเพื่อซื้อรถยนต์คันใหม่เตรียมที่จะมีครอบครัว เป็นคนรักครอบครัว สามารถเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ให้เกียรติภรรยา เป็นห่วงภรรยา และคอยดูแลภรรยา ภรรยา เป็นคนรอบคอบมันเรื่องเวลาในการเดินทางไปทำงาน รอบคอบเรื่องทั่วไป เช่น การเตรียมอาหาร เตรียมผลไม้ต่าง ๆ ให้สามีไปกินระหว่างทาง เป็นห่วงสามีกลัวว่าสามีจะหิวระหว่างทางจึงเตรียมอาหาร และผลไม้ ให้สามี ภรรยาเป็นคนสวย และหุ่นดี ครอบครัวกลางถนนมีฉาก และสถานที่ในเรื่อง โดยส่วนใหญ่ตัวละครจะใช้ชีวิตภายในรถเป็นหลัก ไม่ว่า จะเป็นการทานข้าว เล่นเกมต่าง ๆ รวมไปถึงการร่วมรักกันภายในรถ ซึ่งทำพวกเขาทำเช่นนั้น เพราะเมื่อพวกเขา อยู่บ้านพวกเขาไม่มีเวลาใกล้ชิดกันเลย เนื่องจากถึงบ้านก็ดึกแล้ว จึงทำให้พวกเขาร่วมรักกันภายในรถขณะที่รถติด ด้านกลวิธีการประพันธ์ และการใช้ภาษาในเรื่องสั้นเรื่องนี้ ผู้ประพันธ์ใช้กลวิธีการประพันธ์ คือ การตั้งชื่อ ตามเหตุการณ์ของเรื่อง และตามลักษณะของเรื่อง โดยตั้งชื่อว่า “ครอบครัวกลางถนน” ที่สื่อความหมาย ตรงไปตรงมา หมายถึง การใช้ชีวิตบนรถ และสามีภรรยาได้มีลูกอย่างที่ใจปรารถนาในตอนท้ายเรื่อง เรื่องราวที่มี ความยุ่งยากในการเดินทางก่อให้เกิดความสมบูรณ์ในชีวิต ผู้ประพันธ์ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนตรงไปตรงมา เป็นภาษาที่คนทั่วไปสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖๕
น้ำเสียงของผู้ประพันธ์ เป็นน้ำเสียงที่ทำให้ตื่นเต้น น่าค้นหา เช่น "หลับตาเสีย" น้ำเสียงดังกล่าว เป็นน้ำเสียงที่น่าค้นหาว่าจะให้หลับตาทำไม จากการศึกษาเรื่องสั้นครอบครัวกลางถนน ฉันไม่เห็นว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้มีคุณค่า และมีจุดเด่นสะท้อนชีวิต ความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่ต้องพบเจอกับปัญหารถติด และทำให้รู้ว่าเมื่อผู้ชายเกิดอารมณ์แล้วจะหยุดได้ยากมาก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ยังสะท้อนให้เห็นอีกว่าไม่ว่าจะมีลูกตอนไหนก็ย่อมดีเสมอถ้าเรามีพร้อมทุกอย่าง เมื่อได้อ่าน แล้วก็ทำให้เข้าใจชีวิต เข้าใจโลกมากขึ้น อ้างอิง ศิลา โคมฉาย. (๒๕๔๗). ครอบครัวกลางถนน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สายธาร. วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖๖
เสียแล้วเสียไป ตีพิมพ์ครั้งแรก “คลื่นเจ้าพระยา” ธันวาคม ๒๕๒๐ เป็นหนึ่งใน ๑๓ เรื่องจากวรรณกรรม เรื่องสั้น ซีไรต์ประจำปี ๒๕๒๔ ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง โดยอิศศิริ ธรรมโชติ ซึ่งเขาเป็นชาวอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เขาเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัว อาชีพหลัก ของครอบครัวเป็นชาวประมง ส่วนเรื่องสั้นเรื่องแรกที่อิศศิริเขียน คือ “สำนึกของพ่อเฒ่า” ได้รับคัดเลือก เป็นเรื่องสั้นอันดับที่ ๓ จากการประกวดเรื่องสั้นชิงรางวัลพลับพลามาลี ของชุมนุมวรรณศิลป์ จุฬาฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ อีกทั้งเขาเคยฝากผลงานด้วยการเขียนบทละครโทรทัศน์ไว้หลายเรื่อง เช่น ขุนเดช นายฮ้อยทมิฬ เป็นต้น ต้องยอมรับว่านอกจากอิศศิรินั้นจะมีความสามารถในการเขียนข่าวและบทความแล้ว งานเขียนเรื่องสั้น ของเขายังได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีร้อยแก้วอีกด้วย เพราะการใช้ภาษาสอดคล้องกับเนื้อหาได้เป็นอย่างดี จนเขา ได้เป็นนักเขียนไทยคนที่ ๓ ที่ได้รับรางวัลซีไรต์จากรวมเรื่องสั้น “ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง” ซึ่งเสียแล้วเสียไป เป็นเรื่องที่สะท้อนสภาพสังคมได้เป็นอย่างดี อย่างที่ได้บอกไปแล้วนั้นว่า “เสียแล้วเสียไป” เป็นเรื่องสั้นที่มีแนวคิดเกี่ยวกับสภาพปัญหาสังคมชนบท สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของคนในชนบท อันเนื่องมาจากผู้คนจะสนใจวัตถุนิยมอย่าง “เงิน” มากกว่า จิตใจของผู้อื่นอย่าง “นาง” เสียแล้วเสียไปดำเนินเรื่องโดย “นาง” ที่กลับมาบ้านพร้อมเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งผู้คนในบ้านจะให้ ความสำคัญกับเงินก้อนนั้น โดยไม่มีใครสนใจความรู้สึกของนางเลยว่าแท้จริงแล้วเงินก้อนนั้น คือ เงินชดเชยจาก แขนของนางที่เสียไป นอกเสียจากปู่ของนาง ส่วนพ่อ แม่ และน้องสาวนั้นคิดแต่จะนำเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพื่อสนองความสุขตนเอง “เงินมันไม่ใช่น้อยเราจะซื้ออะไรได้หลายอย่าง อย่างที่เราไม่เคยมี ไม่เคยได้ เราจะต้อง ซื้อเก็บเหลือนั้นค่อยว่ากันอีกที” (หน้า ๗๔) โดยในเรื่องจะมีตัวละครหลักที่ดำเนินเรื่อง คือ นาง นาง เป็นตัวละครที่แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูต่อคนในครอบครัว ที่ต้องไปเป็นคนงานในกรุงเทพฯ ก็เพื่อครอบครัวที่ยากไร้ของนาง ไปสองกลับหนึ่ง สุชาดา กล่ำมาศ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖๗
“นางมีความรัก ความคิดถึง ตามประสาคนไกลบ้านต่อครอบครัวและเพื่อนบ้านที่อยู่หลัง” (หน้า ๗๘) ต้องยอมรับว่านางเป็นตัวแทนแห่งความแข็งแกร่ง ที่ต้องพบเจอกับความโศกเศร้า เสียใจ จนสูญสลาย แต่นางก็ ยังคงมีชีวิตอยู่ถึงแม้ว่าภายในใจจะไม่ไหวก็ตาม “มันตัดข้อมือขวาของนางขาดกระเด็นด้วยเขี้ยวเล็บแหลมคม คล้ายคมดาบ ยังไม่สาใจมันยังล้วงหัวใจ ล้วงความรู้สึก ล้วงชีวิตวิญญาณของนางที่เหลือจนหมดสิ้น” (หน้า ๗๘) หากจะกล่าวว่าเงินไม่ใช่สิ่งที่แลกเปลี่ยนแล้วได้กลับมา แต่เงินเป็นสิ่งที่ทำให้สูญเสียได้ก็เห็นจะเป็นจริง อย่างที่ทราบกันว่าไม่เพียงแต่ในปัจจุบันที่เงินแทบจะเป็นปัจจัยหลักในการการดำเนินชีวิต แต่เสียแล้วเสียไป ก็แสดงให้เห็นว่าเงินก็สำคัญมากเช่นกันในสมัยนั้น เพียงเพราะเงินเป็นสิ่งที่สามารถบันดาลทุกสิ่งอย่างได้ตามแต่ ผู้มีเงินต้องการ หากจะไม่กล่าวถึงเรื่องนี้คงจะไม่ได้ เพราะว่าเสียแล้วเสียไปนั้นมีการใช้สัญลักษณ์ตามทฤษฎี แนวนววิจารณ์โดยใช้ “ปีศาจจักรกล” แทนความเจริญในสังคมเมืองใช้ “เงิน” แทนสิ่งที่สังคมเมืองทำให้นางต้อง สูญเสียความอบอุ่นภายในบ้าน “เมื่อเข้าปีศาจจักรกลตัวนั้น มันตัดข้อมือของนางให้ขาดออกจากกันแล้ว นางกลายเป็นคนพิการที่กลับบ้านมาอย่างว้าเหว่ท้อแท้ ซ้ำเงินก้อนมหึมาที่นางได้รับเป็นค่าตอบแทนมือข้าง ที่ขาดหายไปนั้นยังทำให้นางได้พบว่าสูญเสียทุกอย่างอันเคยมีในชีวิต ที่แท้มันคือเงาของเจ้าปีศาจร้ายที่ตามมา ทำลายนางจนถึงบ้าน มันไม่ได้ทำลายมือของนาง ไม่เพียงแต่อย่างเดียวเท่านั้น… “เจ้าปีศาจจักรกล”(หน้า ๗๖) ซ้ำยังต้องสูญเสีผู้ที่รักและเคารพ พร้อมด้วยสุนัขของตน “บนทางเล็ก ๆ ที่ทอดยาวไปสู่ประตูรั้วบ้านร่างของปู่ และเจ้าด่างนอนจมกองเลือดแน่นิ่งเคียงกันตรงนั้น ร่างของปู่ยังอุ่น แม้ดวงตาปิดสนิท นางกอดและซบหน้าลงกับ บ่าปู่…”(หน้า ๘๐) กล่าวคือในเสียแล้วเสียไปแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมที่จะก้าวผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบเจอ แม้นว่าภายในใจต้องเจ็บปวดกับความสูญเสีย แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตที่จะคอย ย้ำเตือนคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังแสดงให้เห็นว่ามีเงินมากใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป ที่สำคัญ “เงิน” ก็สามารถมอบความตายแก่คนได้เช่นกันอย่างในเสียแล้วเสียไป อ้างอิง อัศศิริ ธรรมโชติ. (๒๕๔๕). ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มิ่งมิตร. วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖๘
คำราชาศัพท์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงปกครองบ้านเมือง มีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ทำนุบำรุงศาสนา และมีประชาราษฎรเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง แต่ละฐานะหรือแต่ละระดับ ของกลุ่มคนมีวิธีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันออกไปเพื่อความเหมาะสม เรียกว่า “คำราชาศัพท์” ดังตัวอย่างต่อไปนี้ คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : เสื้อ คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์: ฉลองพระองค์ คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ : อังสะ ภาพจาก : https://www.google.com คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : รองเท้า คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์: ฉลองพระบาท คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์: - ภาพจาก : https://www.google.com บุศราวดี ทองสกุล ไขภาษากับไทยศิลปศาสตร์ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๖๙ คำราชาศัพท์/ คำศัพท์ยุคใหม่ถูกใจวัยรุ่น/ คำศัพท์จอมป่วน
คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : กิน คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์: เสวย คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ : ฉัน ภาพจาก : https://www.google.com คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : นอน คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์: บรรทม คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ : จำวัด ภาพจาก : https://www.google.com คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : อาบน้ำ คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์: ประพรม คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ : สรงน้ำ ภาพจาก : https://www.google.com คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : ที่นั่ง คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ : พระราชอาสน์ คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ : อาสนะ ภาพจาก : https://www.google.com วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๗๐
คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : อาหาร คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์: พระกระยาหาร คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ : ภัตตาหาร ภาพจาก : https://www.google.com คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : คิ้ว คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ : พระขนง คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ : คิ้ว ภาพจาก : https://www.google.com คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : ยารักษาโรค คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ : พระโอสถ คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ : โอสถ ภาพจาก : https://www.google.com คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : จดหมาย คำราชาศัพท์ที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ : พระราชหัตถเลขา คำราชาศัพท์ที่ใช้กับพระภิกษุสงฆ์ : ลิขิต ภาพจาก : https://www.google.com วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๗๑
คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับคนทั่วไป : ป่วย คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ : ประชวร คำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ : อาพาธ ภาพจาก : https://www.google.com คำราชาศัพท์สำหรับหลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้ที่จริงแล้ว ราชาศัพท์ ก็คือคำที่ใช้สำหรับชั้นสุภาพชน เป็นการเลือกสรรถ้อยคำให้เหมาะสมกับบุคคล ตลอดจนผู้ที่อาวุโสกว่า หาก ใช้ได้ถูกต้อง เหมาะสมก็สื่อให้เห็นว่าผู้ใช้เป็นผู้มีวัฒนธรรมทางภาษาตามแบบอย่างภาษาไทยนั่นอง อ้างอิง ทีมงานทรงปลูกปัญญา. (๒๕๖๔). คำราชาศัพท์. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.trueplookpanya. com. เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๗๒
ปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำว่า “LGBTQ+” หรือกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศอยู่บ่อยครั้ง หากพูดถึงกลุ่มคนเหล่านี้ เรามักนึกถึงคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ตามยุคตามสมัย โดยพูดกันในกลุ่ม “LGBTQ+” และแพร่หลายจนเป็นศัพท์ฮิตพูดกันติดปากในวงกว้าง นอกจากนี้ยังมีภาษาลู ซึ่งไม่มีที่มาอย่าง แน่ชัด บ้างก็ว่ามีต้นกำเนิดมาจากภาษาที่ใช้กันในคุก เพื่อเลี่ยงไม่ให้ผู้คุมรู้ ปัจจุบันเป็นภาษาฮิตในหมู่ LGBTQ+ เอาไว้ใช้สื่อสารกันในพาะกลุ่ม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ คำศัพท์ ความหมาย คำศัพท์ ความหมาย ฟ้อนเล็บ การตบตี บ้ง พังไม่รอด ไม่ได้ ๑. มุนินมุตา กาสะล้อง ซ้องปีบ เหมือนกันจนแยกไม่ออก แก่นแปด แก่แดด รวบตึง จัดมาเลยทีเดียว จกตา ปลอมไม่จริง เฟค นอนมง ชนะแน่นอน ตั้งเตา ตั้งวงนินทาคนอื่น นาตาชา คนที่สืบเรื่องคนอื่นเก่ง พาราดะ การทำอะไรพลาดพลั้งไป แล้วนึกขึ้นได้ ยั่วเพศ มีเสน่ห์ดึงดูดต่อเพศตรงข้าม โลอู เลคู โอเคร ซองลูง ซักรุก ลองรัก ล่อกู้ แซ้วลู้ แหล่ตู่ ก็แล้วแต่ หลุกสิก สุก ลำขู้ ขำ หลู หนี ไล่มู่ ซู้รี้ หนูไม่รู้ ไลปู เลี่ยวทู่ว ลันกุน ไปเที่ยวกัน สุนิสา เพชรกำเนิด นัดดา มณีสุวรรณ์ ศัพท์ยุคใหม่ถูกใจวัยรุ่น วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๗๓
คำศัพท์ ความหมาย คำศัพท์ ความหมาย ซ่อลู่ลากมูก หล่อมาก ลายบุย บาย ลากยูกไล่ดู่ อยากได้ ไลปูหล่อนกุ่นนะ ไปก่อนนะ ซู๊รูหลักจุกเหล้าคูไล่มุย รู้จักเค้ามั้ย ไล่มุยลอบชูบ ไม่ชอบ ลูดู ลีดู ลากมูก ดูดีมาก แล่งตู่งล่ะคู่ แต่งค่ะ ซำรูนลาญคูญ รำคาญ โลดสูดลีบจูบไล้ดู้ โสดจีบได้ หล่าอยู่เลอะยุ อย่าเยอะ ลีมู แลนฟูน ลังยู มีแฟนยัง อ้างอิง Sale Here Editor. (๒๕๖๕). อัปเดตศัพท์เทยติดปากกะเทยไม่ใช่เพศแต่คือไลฟ์สไตล์จ้ะพี่สาว. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://salehere.co.th/articles/update-bisexual-words. เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๖ Wongnai Beauty. (๒๕๖๔). ภาษาลูสุดจึ้งรู้ไว้เมาท์มันแน่เรียนภาษาลูง่าย ๆ เข้าใจได้ใน ๕ นาที. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.wongnai.com/articles/lou-language . เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๗๔
คำศัพท์จอมป่วน ภาษาไทยมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนไทยในฐานะที่เป็นวัฒนธรรม และเอกลักษณ์ฺ ประจำชาติไทย ภาษาไทยมีความซับซ้อน ทั้งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ จนเกิดความสับสนให้แก่ผู้สื่อสาร เเละพบความผิดพลาดจนเกิดความเปลี่ยนเเปลงทางภาษาที่เป็นข้อถกเถียงมาจนถึงปัจจุบัน การเขียนคำผิด เป็นสิ่งที่เราพบเห็นตามป้ายโฆษณาหรือตามร้านค้าต่าง ๆ คำผิดเหล่านี้หากปล่อยให้ มีการใช้นาน ๆ ไป ผู้ที่พบเห็นอาจเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าคำผิดเหล่านี้เป็นคำถูก เเละใช้ต่อ ๆ กัน จน กลายเป็นความสับสนในวงกว้าง ดังนั้นเรามาช่วยรณรงค์การเขียนคำให้ถูกต้องกันค่ะ กระเพรา กะเพรา เซรามิค เซรามิก จิตรานุช สมศรี วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๗๕
มั้ย ไหม นะค่ะ นะคะ เพ๊ชร เพชร วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๗๖
บุฟเฟ่ต์ บุฟเฟต์ ซีฟู๊ด ซีฟู้ด ฮาลาล์ฟูดส์ ฮาลาลฟู้ด วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๗๗
หน้า ๗๘ การเขียนรายงาน บทความหรือข้อความต่าง ๆ ควรคำนึงถึงการใช้คำศัพท์ที่ถูกต้องเป็นสำคัญ เพราะคำบางคำเมื่อเขียนผิดอาจทำให้ความหมายเปลี่ยนไปได้ ดังนั้นผู้เขียนควรตรวจสอบคำให้ถูกต้องก่อนใช้ เสมอ และหากไม่มั่นใจให้ตรวจได้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานทั้งจากเอกสารและจากเว็บไซต์ อ้างอิง ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๖). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๖. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : นามมีบุ๊คส์พับบลิเคชั่น. ชุป ชุบ วรรณสารฉบับที่ ๗๒
หากกล่าวถึงคำว่า รักแรก บางคนอาจจะคิดว่าเป็นรักครั้งแรก หรือแฟนคนแรก แต่สำหรับบางคนแล้วนั้น อาจจะเป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกชอบ หรือหลงใหลแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน เป็นคนที่ทำให้เรากล้าทำในสิ่งที่ เราไม่เคยทำ และนำพาเราไปสู่การใช้ชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งเป็นคนเดียวที่ทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาดี ๆ ที่เคยใช้ร่วมกัน เพลง : รักแรก ศิลปิน : ธนนท์ จำเริญ (นนท์) เพลง “รักแรก” เป็นเพลงรักแนวโรแมนติกที่มีเนื้อหากินใจ มีการใช้ภาพพจน์ที่ก่อให้เกิดจินตนาการ อย่างลึกซึ้ง ดังตัวอย่าง อุปมา ส่วนฉันก็คิดถึงเธออยู่ซ้ำ ๆ ก็หวังแค่เพียงเธออยู่ตรงนั้น จะสุขใจกว่าฉัน อยากให้เธอยิ้มได้เหมือนเก่า เหมือนตอนเรารักกัน (รักแรก) จากเนื้อเพลงข้างต้นมีการใช้ภาพพจน์ประเภทอุปมา โดยใช้คำว่า เหมือน ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบถึงคน รักเก่าที่เขาอยากให้เธอกลับมายิ้มได้เหมือนเมื่อก่อนตอนที่พวกเขาสองคนยังรักกันอยู่ ถึงแม้วันนี้เขาจะทำได้แค่ คิดถึงเธอ แต่เขาก็ยังหวังให้เธอมีความสุข และยิ้มได้เยอะ ๆ มากกว่าที่เป็นอยู่ ภาพพจน์ในบทเพลง “รักแรก”/ ดอกไม้กับแจกัน/ กลิ่นดอกไม้ ชุติมณฑน์ นุชสมัย มุมคำร้องมองอย่างนักวิจารณ์ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๗๙ ภาพพจน์ในบทเพลง “รักแรก”
อุปลักษณ์ จะเป็นยังไงถ้าฉันไม่ทำเหมือนเก่า เราจะยังรักกันหรือเปล่า ถ้าไม่ปล่อยมือกัน เธอกับฉันวันนี้จะเป็นอย่างไร (รักแรก) จากเนื้อเพลงข้างต้นมีการใช้ภาพพจน์ประเภทอุปลักษณ์เป็นการเปรียบเทียบถึงตนเองว่าถ้าเขาไม่ทำ การกระทำแบบเดิม ๆ เหมือนวันเก่า ๆ ตอนนี้เธอกับเขายังจะรักกันเหมือนเดิมอยู่ไหม ถ้าหากวันนั้นไม่ปล่อยมือ กันวันนี้จะยังรักกันเหมือนเดิมไหม ปฏิปุจฉา วันนี้ในปีที่เราได้ใช้ชีวิตด้วยกัน เธอจำได้ไหมอะไรที่เราเคยผ่าน ยิ้มและหัวเราะด้วยกัน ทะเลาะกันบางครั้ง แต่มันก็ดีเธอว่าไหม (รักแรก) จากเนื้อเพลงข้างต้นมีการใช้ภาพพจน์ประเภทปฏิปุจฉา สังเกตจากประโยค เธอจำได้ไหมอะไรที่เราเคยผ่าน เป็นการใช้คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ โดยกล่าวถึงรักแรก หรือคนรักเก่าของเขาที่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ยิ้มและ หัวเราะด้วยกัน ผ่านอะไรมาด้วยกันมากมาย อาจมีทะเลาะกันบ้างบางครั้ง แต่ช่วงเวลานั้นมันดีมากเหลือเกิน เธอสบายดีไหม เป็นคำถามที่ยังคงวนอยู่ซ้ำ ๆ อยากรู้แค่เพียงเธออยู่ตรงนั้น ที่ไม่มีฉัน ชีวิตเธอเป็นไง คิดถึงกันบ้างไหม (รักแรก) จากเนื้อเพลงข้างต้นมีการใช้ภาพพจน์ประเภทปฏิปุจฉา สังเกตได้จากเนื้อเพลงข้างต้น เป็นการใช้คำถามที่ ไม่ต้องการคำตอบ โดยที่เขานั้นได้รำพึงถึงคนรักเก่า ที่ยังคงมีความรู้สึกห่วงใย และคิดถึงเธอ อยากรู้เพียงแค่ว่าเธอ นั้นสบายดีไหม ชีวิตที่ไม่มีเขาเธอเป็นยังไงบ้าง คิดถึงเขาเหมือนที่เขานั้นคิดถึงเธอไหม อ้างอิง K@POOK!. (๒๕๖๖). เนื้อเพลง รักแรก นนท์ ธนนท์. [ออนไลน์], เข้าถึงจาก : https://musicstation.kapook.com/รักแรก_นนท์%๒๐ธนนท์.html. (๒๕๖๖, ๒๔ พฤษภาคม) วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘๐
ดอกไม้กับแจกัน บทเพลงช่วยถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก เรื่องราว ประสบการณ์ของผู้ประพันธ์ผ่านเนื้อหาของ บทเพลง ผสมผสานท่วงทำนองทำให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมหรือรู้สึกคล้อยตามไปกับบทเพลง ดังเช่นบทเพลง “ดอกไม้กับแจกัน” ขับร้องโดย ใหม่ เจริญปุระ ที่นำเสนอมุมมองการใช้ชีวิตว่า บางครั้งการที่เราไม่ได้เป็นตัว ของเราเอง มันก็น่าอึดอัด เคยมีคนบอกว่า การที่เราอยู่กับใครแล้วเราสบายใจ นั่นแหละคือที่ที่เราสามารถ ฝากเศษเสี้ยวหัวใจอันบิด ๆ เบี้ยว ๆ เอาไว้ได้และหวังว่าที่ตรงนั้นจะทำให้เราทำอะไรก็ได้แต่ในความเป็น จริงทุกที่ย่อมมีกฎเกณฑ์ของมันเรายอมรับได้ เราก็อยู่ต่อได้แต่หากเรารู้สึกอึดอัด เราก็ต้องเดินออกมา แค่อยากเป็นตัวเอง อยากเป็นตัวฉันคนเดิม อย่าเติมอะไรลงไป ฉันเคยเหนื่อย ใช้ชีวิตหนักหนัก มีรักก็อยากให้ผ่อนคลาย อยากให้รักฉัน แบบที่เป็นฉันจริงจริง อย่าทำให้เป็นใครใคร รักเธอมาก รักเธอมากที่สุด แต่มันก็ต้องเปลี่ยนไป วันนี้ฉันจะจากไป ฉันขอไปเป็นตัวเอง อย่าคิดว่าฉันไม่แคร์ไม่รักไม่ห่วงใย แค่ขอไปใช้ไปมองชีวิตในแบบลำพัง วันหนึ่งหากพบตัวเอง วังเวงหมดหนทาง วันนั้นดอกไม้จะกลับมาหาแจกัน ใจจริงก็รักเธอ ทั้งรักและผูกพัน แต่ว่าใจมันทนทำตามต่อไปไม่ไหว แค่อยากเป็นตัวเอง อยากเป็นตัวฉันคนเดิม อย่าเติมอะไรลงไป ฉันเคยเหนื่อย ใช้ชีวิตหนักหนัก มีรักก็อยากให้ผ่อนคลาย อยากให้รักฉัน แบบที่เป็นฉันจริงจริง อย่าทำให้เป็นใครใคร รักเธอมาก รักเธอมากที่สุด แต่มันก็ต้องเปลี่ยนไป วันนี้ฉันจะจากไป ฉันขอไปเป็นตัวเอง กิตติยา ชัยยารักษ์ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘๑
ฉันเคยเหนื่อย ใช้ชีวิตหนักหนัก มีรักก็อยากให้ผ่อนคลาย อยากให้รักฉัน แบบที่เป็นฉันจริงจริง อย่าทำให้เป็นใครใคร รักเธอมาก รักเธอมากที่สุด แต่มันก็ต้องเปลี่ยนไป วันนี้ฉันจะจากไป ฉันขอไปเป็นตัวเอง จากนี้และวันต่อไป ฉันขอไปเป็นตัวเอง การสื่อความหมาย บทเพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักที่ไม่มีความสุข โดยกล่าวถึงการรักใครสักคนก็อยากให้เขารัก ที่เราเป็นเรา ไม่ใช่รักเราในแบบที่เขาต้องการให้เป็น ทั้งนี้การที่ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่มันทำให้อึดอัด จึงควรถอยออกมาจากพื้นที่ที่ไม่ใช่ของเรา สุดท้ายรักของเราจะมีความสุขหรือความทุกข์ก็อยู่ที่ตัวเราเลือกเอง การประพันธ์คำร้อง เป็นการประพันธ์คำร้องที่ไม่เคร่งครัดฉันทลักษณ์มากนัก แต่มีการใช้คำเพื่อสื่อความหมายอย่าง ชัดเจน รวมถึงมีการใช้สัมผัสนอก สัมผัสใน และการเล่นคำซ้ำ ที่แสดงถึงลีลาการใช้ภาษาที่มีวรรณศิลป์ มีความงาม เช่น สัมผัสนอก แค่อยากเป็นตัวเอง อยากเป็นตัวฉันคนเดิม อย่าเติมอะไรลงไป ฉันเคยเหนื่อยใช้ชีวิตหนักหนัก สัมผัสใน วันนี้ฉันจะจากไป ฉันขอไปเป็นตัวเอง อย่าคิดว่าฉันไม่แคร์ไม่รักไม่ห่วงใยใคร แค่ขอไปใช้ไปมองชีวิตในแบบลำพัง วันหนึ่งหากพบตัวเอง วังเวงหมดหนทาง วันนั้นดอกไม้จะกลับมาหาแจกัน การเล่นคำซ้ำ อยากให้รักฉัน แบบที่เป็นฉันจริงจริง อย่าทำให้เป็นใครใคร รักเธอมาก รักเธอมากที่สุด แต่มันก็ต้องเปลี่ยนไป วันนี้ฉันจะจากไป ฉันขอไปเป็นตัวเอง วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘๒
การใช้ภาษา มีการใช้ภาษาที่สวยงาม สามารถสื่ออารมณ์ความเศร้าได้ดีและมีการใช้ท่วงทำนองที่ลึกซึ้ง เป็นการเตือนสติคนที่กำลังหลงทาง เพราะความรักไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อวันหนึ่งเรารักใครมาก มากจน สูญเสียความเป็นตัวเองไป เราก็ควรคิดให้ดีว่ารักครั้งนี้มันทำให้เรามีความสุขจริงหรือไม่ ดังเนื้อเพลงว่า แค่อยากเป็นตัวเอง อยากเป็นตัวฉันคนเดิม อย่าเติมอะไรลงไป ฉันเคยเหนื่อย ใช้ชีวิตหนักหนัก มีรักก็อยากให้ผ่อนคลาย อยากให้รักฉัน แบบที่เป็นฉันจริงจริง บทเพลงดอกไม้กับแจกันเป็นอีกบทเพลงที่สื่อความหมายได้ตรงใจใครหลายคน โดยเฉพาะการเลือกใช้ ชีวิต การเลือกหนทางเดินที่มีความสุขให้ตัวเอง เลือกอยู่ในที่ที่ตัวเองมีความสุข เพราะบางครั้งการหลงรักใคร สักคนมักจะสูญเสียความเป็นตัวเองไป เมื่อสูญเสียความเป็นตัวเองไปแล้วการใช้ชีวิตก็ไม่มีความสุข ดังนั้นเรา ควรรู้ว่าที่ที่เราอยู่นั้น มันใช่ที่ของเราแล้วหรือยัง ถ้าหากยังไม่ใช่ก็รีบตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินใหม่ก่อนที่จะ สายเกินไป อ้างอิง ใหม่ เจริญปุระ. (๒๕๔๖). ดอกไม้กับแจกัน. [ออนไลน์], เข้าถึงจากhttps://www.youtube.com. เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘๓
กลิ่นดอกไม้ บทเพลงเป็นสื่อสร้างความบันเทิง สร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ฟัง ซึ่งบทเพลงมีหลากหลายรูปแบบ และหลากหลายอารมณ์เช่น เพลงรัก เพลงเศร้า เพลงสนุกสนาน ดังเช่นเรื่องราวของบทเพลงที่จะนำเสนอ ดังต่อไปนี้ เพลง : กลิ่นดอกไม้ ศิลปิน : วิศรุต ณ นคร (นิว) หากพูดถึงคำว่า กลิ่นดอกไม้ ต้องนึกถึงดอกไม้ที่ให้ความรู้สึกหอมจนประทับใจ เช่น ดอกจำปี ดอกราชาวดี ดอกบุหงาส่าหรี ดอกสายน้ำผึ้ง ดอกสายหยุด แต่ในที่นี้กลิ่นดอกไม้หมายถึง กลิ่นของดอกไม้ ที่อยู่กับหญิงสาวที่ตนเองรัก ทำให้กลิ่นของดอกไม้ให้ความรู้สึกที่หอมเป็นพิเศษ และให้ความรู้สึกคำนึงหาอยู่ ตลอดเวลา รักฝังตรึงใจในหัวใจยังห่วงหา คิดถึงเธอในทุกวันที่อ่อนล้า แม้ไกลจนสุดฟ้ายังคงรอพบเธอ ฉันยังจดจำวันที่ได้เจอเธอ กลิ่นจากกายพาให้ใจพร่ำเพ้อ พาให้ใจยังละเมอถึงเธอในความฝัน ในวันนี้เหลือแค่เพียงตัวฉัน เมื่อถึงคราวต้องห่างกันไม่พบเจอ กลิ่นดอกไม้พลันล่องลอยจางหาย วอนสายลมช่วยพัดหวนคืนกลับมา รักฝังตรึงใจในหัวใจยังห่วงหา คิดถึงเธอในทุกวันที่อ่อนล้า แม้ไกลจนสุดฟ้ายังคงรอพบเธอ กลิ่นดอกไม้หอมเย้ายวน ชวนให้ใจยังใฝ่หา คิดคำนึงนานเท่าไรยิ่งสั่นไหว เมื่อเธอช่างห่างไกล กลัวจากลาหายไป ไม่กลับคืนมา ฉันยังจดจำรอยยิ้มในวันวาน จุฑามาศ เกลี้ยงเกลา วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘๔
ความอบอวลพลันค่อยค่อยสลาย ทุกเรื่องราวทุกสัมผัส เหลือเพียงแค่ความหลัง ในวันนี้เหลือแค่เพียงตัวฉัน เมื่อถึงคราวต้องห่างกันไม่พบเจอ กลิ่นดอกไม้พลันล่องลอยจางหาย วอนสายลมช่วยพัดหวนคืนกลับมา รักฝังตรึงใจในหัวใจยังห่วงหา คิดถึงเธอในทุกวันที่อ่อนล้า แม้ไกลจนสุดฟ้ายังคงรอพบเธอ กลิ่นดอกไม้หอมเย้ายวน ชวนให้ใจยังเพรียกหา คิดคำนึงนานเท่าไรยิ่งสั่นไหว เมื่อเธอช่างห่างไกล กลัวจากลาหายไป ไม่กลับคืนมา ความเป็นมาของเพลง บทเพลงนี้ วิศรุต ณ นคร (นิว) แต่งขึ้นจากความบังเอิญซึ่งตนเองได้เล่นเปียโนอยู่แต่กลับมีทำนอง ที่ตนเองรู้สึกประทับใจเข้ามาในความคิด จึงเริ่มคิดทำนองจากท่อนฮุกจนกระทั่งจบบทเพลง โดยเน้น ผสมผสานกับกลิ่นอายดนตรีของจีนและไต้หวันที่ตนเองกำลังชื่นชอบ ณ ขณะนั้น ความหมายของเนื้อเพลง เนื้อเพลงนี้มีการเปรียบผู้หญิงกับดอกไม้ ที่มีกลิ่นหอมจนสามารถทำให้นึกถึงคนที่เคยรัก เคยผูกพัน แต่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ เมื่อห่างไกลกันก็กลัวการจากลาที่ไม่กลับคืนมาได้ ดังท่อนหนึ่งในเพลง กลิ่นดอกไม้หอมเย้ายวน ชวนให้ใจยังใฝ่หา คิดคำนึงนานเท่าไรยิ่งสั่นไหว เมื่อเธอช่างห่างไกล กลัวจากลาหายไป ไม่กลับคืนมา การใช้ภาษา เพลงกลิ่นดอกไม้ มีการใช้ภาษาเพื่อสื่ออารมณ์ของบทเพลง โดยสื่อถึงความรู้สึกของผู้หญิงที่หลงใหล ในกลิ่นของดอกไม้ และมีความรู้สึกคิดถึงคนรักของตนเอง เป็นความรู้สึกที่ดีที่ยังคงมีความผูกพันต่อคนรักแต่ ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ ได้แต่นึกถึงและยังรอวันที่ได้พบเจอ ดังท่อนหนึ่งในเพลง กลิ่นดอกไม้พลันล่องลอยจางหาย วอนสายลมช่วยพัดหวนคืนกลับมา รักฝังตรึงใจในหัวใจยังห่วงหา คิดถึงเธอในทุกวันที่อ่อนล้า แม้ไกลจนสุดฟ้ายังคงรอพบเธอ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘๕
บทเพลงนี้มีความน่าสนใจเกี่ยวกับการกล่าวถึงความรู้สึกของคนรักที่มีความผูกพันกัน แต่ด้วย ระยะทางหรือเวลาที่ทำให้ต้องไกลกันจนไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้จึงได้แต่รอให้ชีวิตรักกลับมาเป็นเหมือนเดิม ผู้ประพันธ์ใช้ภาษาสื่อความงามของดอกไม้ และความงามอันเกิดจากความรักได้อย่างลงตัว รวมทั้งมีการ เปรียบเทียบให้ผู้ฟังเห็นภาพของความรัก และคนรัก ตลอดจนการใช้ภาพพจน์บุคลาธิษฐานให้ดอกไม้ มีความรู้สึก สามารถสื่อสาร ส่งต่อความรักถึงคนรักได้ จึงไม่แปลกใจที่บทเพลงนี้เป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่ได้รับ กระแสตอบรับจากผู้ฟังเป็นอย่างมาก อ้างอิง Newery. (๒๕๖๓). เพลงกลิ่นดอกไม้. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.youtube.com. เข้าถึงเมื่อ วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘๖
ฝึกความรู้ ฝึกประสบการณ์ สร้างงานเป็น นักศึกษาชั้นปีที่ ๔ (ทศศ.๖๒) สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏภูเก็ต จำนวน ๑๙ คน เข้ารับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพประจำปีการศึกษา ๒๕๖๕ ณ หน่วยงานภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการเพิ่มทักษะ และประสบการณ์ เพื่อนำมาพัฒนาตนเอง ในปี๒๔๖๕ มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนให้ความสนใจ และให้ความอนุเคราะห์รับนักศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย ทศศ.๖๒ เข้าฝึกงาน ซึ่งหลังจากอาจารย์ในสาขาวิชาได้ออกนิเทศการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ของนักศึกษาตามหน่วยงานต่าง ๆ พบว่า หลายหน่วยงานชื่นชมนักศึกษา เพราะนักศึกษาทำงานเป็น ทำงานเก่ง เรียนรู้งานได้เร็ว จนบางหน่วยงานแจ้งความประสงค์ต้องการรับนักศึกษาเข้าทำงานต่อหลังฝึกงานเสร็จ พี่เหมียน หรือนางสาวจิราภรณ์ คล่องเเคล่ว เป็นนักศึกษาอีกคนหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกให้ทำงานต่อใน สถานที่ฝึกงานเดิม โดยพี่เหมียนฝึกงานหรือฝึกประการณ์วิชาชีพภายในมหาวิทยาลัยที่สถาบันวิจัย และพัฒนา ภายนอกมหาวิทยาลัยที่เทศบาลตำบลวิชิต ทั้งนี้ พี่เหมียนได้แสดงศักยภาพให้หน่วยงานเห็นถึงความตั้งใจ และความมุ่งมั่น จึงได้เข้าทำงานทันทีหลังฝึกงานเสร็จ ศิษย์เก่าเล่าเรื่อง ฝึกความรู้ ฝึกประสบการณ์ สร้างงานเป็น/ เก็บความรู้ ฝึกทักษะ สร้างคนจากประสบการณ์/ เริ่มด้วยความกลัว จบลงด้วยความผูกพัน/ /หล่อหลอมจนเกิดเป็น... ความรัก สาวิกา สงรักษ์ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘๗
เมื่อรู้ว่าได้ทำงานในหน่วยงานหลังจากฝึกงานแล้วเสร็จ รู้ว่าได้ไปทำงานในหน่วยงานที่เราฝึกงานก็ต้องบอกเลยว่ารู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ แล้วความรู้สึกที่มีต่อมา จากนั้นก็คือความรู้สึกประหม่าในการทำงาน เพราะว่าการที่เราฝึกงานกับการทำงานค่อนข้างแตกต่างกัน แล้วการที่หน่วยงานจะรับเราเข้าทำงาน เราต้องคิดว่าเขาต้องเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา การฝึกงานสมมุติว่า เราทำได้ ๕๐% การทำงานจริงเราต้องทำได้ ๑๐๐% เพราะการทำงานเป็นการพิสูจน์หรือแสดงศักยภาพในตัวเรา ออกมาให้ได้เยอะที่สุดว่าเขาจะไม่ผิดหวังที่เลือกเราเข้ามาในหน่วยงานของเขา เหตุผลที่หน่วยงานรับเข้าทำงาน คิดว่าเป็นการพิสูจน์ตัวเองมากกว่า หน่วยงานไม่ได้ต้องการคนที่เก่งที่สุดแต่ต้องการคนที่รู้จักเรียนรู้งาน รู้จักปรับตัว มีทัศนคติที่ดีต่องาน การใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ รายละเอียดต่าง ๆ หรือความรอบคอบในตัวงาน สิ่งสำคัญสำหรับตัวเอง คือ มีทัศนคติที่ดีสู้งาน เพราะโดยปกติไม่ได้เป็นคนเก่งอยู่แล้วแต่เป็นคนกล้าที่จะเรียนรู้ สิ่งรอบตัว พยายามเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลา เพื่อให้เขาพยายามสอนงานเรา แล้วเราก็เก็บเกี่ยวสิ่งที่เขาสอนไว้ แล้วก็ปรับปรุงตัว การเป็นคนเหมือนน้ำครึ่งแก้วเป็นสิ่งที่ดีต่อหน่วยงาน เพราะเขาจะรู้สึกว่าเราพร้อมที่จะพัฒนา ตัวเองตลอดเวลา สิ่งที่อยากฝากถึงน้อง ๆ มีประสบการณ์การฝึกงานอยู่ ๒ แห่ง แล้วก็ได้ทำงานในหน่วยงานทั้ง ๒ จากประสบการณ์การฝึกงานแล้ว ได้งาน อยากบอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรา อยากให้เราเตรียมตัวให้พร้อม เพราะการที่เราไปทำงานตาม หน่วยงานต่าง ๆ กฎระเบียบของเขาหรือมาตรฐานการทำงานของเขาอาจไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเคยรับรู้ เราจึงต้อง เปลี่ยนทัศนคติของเราให้เข้ากับหน่วยงานนั้น ๆ และสิ่งที่จำเป็นอีกหนึ่งอย่างคือการเรียนรู้คน เพราะต่างคนต่าง ความคิด เราจึงต้องเป็นคนช่างสังเกตว่าคนนี้เขาเป็นอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร สำหรับน้อง ๆ ทุกคนขอให้ ตั้งใจทำให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรก็ถือว่าเราได้ทำเต็มที่แล้ว วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘๘
เก็บความรู้ฝึกทักษะ สร้างคนจากประสบการณ์ สาขาวิชาภาษาไทยสำหรับบางคนแล้วคงเกิดคำถามอยู่ในใจว่าเรียนไปทำไม เพราะเป็นภาษาที่ใช้ ในชีวิตประจำวัน เรียนจบออกมาจะทำงานอะไร แท้จริงแล้วในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยนั้นสามารถทำงานได้ หลาย ๆ ด้าน ทั้งงานด้านวิชาการ งานด้านบันเทิง แต่คงไม่มีใครจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีนอกจากนักศึกษาที่ สำเร็จการศึกษาจากสาขาวิชาภาษาไทย พี่ฟิล์ม หรือนางสาวสโรชา สมมาต ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต บอกเล่าถึงการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่ต้องปรับเปลี่ยนหลายอย่าง โดยเฉพาะ การเป็นนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยที่จะต้องมีความขยันอย่างมาก เหตุผลสำคัญกับการตัดสินใจเรียนสาขาวิชาภาษาไทย ตอนแรกที่ตัดสินใจเรียนสาขาวิชาภาษาไทย คิดแค่ว่าอยากหนีจากภาษาอังกฤษ หนีจากวิชาคณิตศาสตร์ เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่ทางของเรา และไม่ถนัด แล้วคำว่าภาษาไทยก็อยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดเลยคิดว่าไม่น่าจะเรียนยาก และไม่น่าจะมีอะไรซับซ้อนเหมือนกับวิชาคณิตศาสตร์ และวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาไทยใคร ๆ ก็เรียนได้ ตอนนั้น คิดง่าย ๆ แค่นี้เลย ชาลิสา ภาสกรกุล วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๘๙
ประสบการณ์ในการเรียน เข้ามาเรียนปั๊บเจอวิชาภาษาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ยากที่สุด เรียนไปถึงแหล่งกำเนิดเสียง แหล่งกำเนิดภาษา แหล่งกำเนิดตัวอักษร การออกเสียง การเขียน ถ้าใช้คำว่า “งงในงง” ก็คงจะไม่แปลก ยากยิ่งกว่าวิชาภาษาอังกฤษ และวิชาคณิตศาสตร์ที่หนีมาอีก ส่วนวิชาการเขียนเชิงวิชาการ ถือว่าเป็นวิชาที่ท้าทายมากที่สุด ท้าทายตั้งแต่ การตั้งชื่อวิจัย และกว่าจะปิดเล่มได้ต้องพิสูจน์ความอดทน ความขยันอย่างมาก เมื่อเวลาผ่านไปลองย้อนกลับมาดู และถามตัวเองว่า ทำไมตอนนั้นเราไม่เข้าใจ เรียนไปเรียนมาก็ไม่ได้ยากอะไร แค่มีความมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเป็นสำคัญ เคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน หากให้แนะนำเคล็ดลับความสำเร็จคิดว่าไม่มีอะไร เพราะโดยส่วนตัวไม่ใช่คนเรียนเก่ง เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียน ถึงเวลาสอบก็อ่านหนังสืออย่างเต็มความสามารถที่สุด เพื่อให้สอบได้คะแนนดี ๆ นอกจากนั้นก็ทำกิจกรรม ช่วยกิจกรรม มีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ ขอแค่ความกล้าที่จะพัฒนา กล้าเรียนรู้ ทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลา พร้อมรับสิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลา ความประทับใจ/ความทรงจำ ประทับใจความเป็นครอบครัว เมื่อก่อนไม่ค่อยเข้าใจความเป็นไปของสาขาจนกระทั่งเรียนชั้นปีที่ ๔ จนกระทั่งถึงตอนนี้ที่เรียนจบแล้วจึงเข้าใจว่า สาขาให้อะไรเยอะมาก โดยเฉพาะให้ความเป็นครอบครัว เพราะทุกครั้งที่มีปัญหาอะไรอาจารย์ก็ช่วยแก้ปัญหา คอยหาทางออก แต่พอเข้าสู่วัยทำงานกลายเป็นสังคมอีกแบบ ไม่ได้อยู่เป็นครอบครัว ทุกคนมีการแข่งขันกัน ปัญหาใครปัญหามัน บางครั้งก็ยังมองย้อนกลับไปคิดถึงสิ่งที่ได้ จากสาขา ทุกอย่างมันคือความประทับใจ มันสอนให้เราแข็งแกร่งขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๙๐
ความรู้สึกต่ออาจารย์ คงจะไม่มีคำไหนแทนสิ่งดี ๆ ที่อาจารย์มอบให้ อาจารย์แต่ละท่านมีความรู้ความสามารถ ท่านถ่ายทอด ความรู้ต่าง ประสบการณ์ การใช้ชีวิต การสอนให้เรารับมือกับสิ่งต่าง ๆ สอนให้เราแข็งแกร่ง เรียกได้ว่าใครจบจาก สาขาวิชาภาษาไทยมีภูมิคุ้มกันดีกันทุกคน หลาย ๆ คนพอพูดแบบนี้คิดว่าอวยสาขาเกินไปมั้ย เราอาจต้องดูตอนเรา ฝึกงาน ตอนที่เราทำงาน เราจะเข้าใจกับสิ่งที่พูดในวันนี้ทั้งหมด โดยไม่มีคำถามเลย มิตรภาพระหว่างเพื่อน มีคนเคยบอกเสมอว่าเพื่อนมหาวิทยาลัยไม่จริงใจ มันไม่จริงเสมอไป ถ้าให้พูดถึงความประทับใจที่เห็นได้ ชัดเจน คือ การจัดงานสัมมนาของปี ๔ มันทำให้รู้ว่าเรารักกันมากแค่ไหน เราต้องทำงานร่วมกัน อยู่ด้วยกัน จัดงานออกมาให้สำเร็จ มันทำให้เรารู้ว่าเราไม่มีทางปล่อยมือใคร ถึงเราจะแล้วเสร็จในส่วนของหน้าที่ของเรา เราก็ ต้องช่วยในส่วนอื่น ๆ ด้วย แล้วด้วยความที่จำนวนคนในห้องน้อย คนหนึ่งคนจึงต้องทำหลายหน้าที่ เป็นการทำงาน ที่เหนื่อยมาก ๆ แต่ก็มีความสุขมาก ๆ เมื่อเราได้เห็นผลลัพธ์ของงานที่ออกมาในวันนั้น มันคือความประทับใจ มาก ๆ ที่เห็นว่าเราทุกคนโตแล้วจริง ๆ ภาพที่ทุกคนใส่สูท มันชัดเจนมากว่าเราทำได้ เราทุกรักกัน และพร้อม ช่วยเหลือกัน อยากฝากอะไรถึงน้อง ๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ อยากให้มีความตั้งใจ บางสิ่งบางอย่างการฟังจากคนอื่นกับเรามาเจอด้วยตัวเองอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอยากให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้ และเก็บเกี่ยวทุกสิ่งอย่างไว้ให้มากที่สุด เพื่อวันหนึ่ง...วันที่เรา เดินจากไป...เราจะได้ไม่เสียใจกับวันเวลาที่ผ่านมา วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๙๑
เริ่มด้วยความกลัว จบลงด้วยความผูกพัน พี่ลูกแพร นางสาวศรัณญา พรหมห้อง สาวสวยผู้มาดมั่นที่เริ่มต้นชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยด้วยการเลือกเรียน สาขาวิชาภาษาไทย เพราะคิดว่าใช่ที่สุดสำหรับเธอ ประสบการณ์การเรียน สาขาวิชาภาษาไทยไม่ได้สอนในเรื่องภาษาไทยอย่างเดียว เเต่จะสอนในเรื่องต่าง ๆ ค่อนข้างเยอะ โดยจะนำเอาภาษาไทยไปเเทรกอยู่ในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำงานประชาสัมพันธ์ งานต้อนรับ การจัดค่ายรักษ์ ภาษาไทย เคล็ดลับในการเรียน ในเเต่ละคนก็จะมีเคล็ดลับวิธีการที่เเตกต่างกันออกไป เเต่เราจะใช้ความพยายาม พยายามถาม พยายาม คุยกับอาจารย์ เปิดใจถามทุกครั้งเมื่อเกิดความสงสัย เพราะถ้าเราปล่อยไว้ก็จะเกิดผลเสียกับเรา อีกอย่างหนึ่ง คือให้เราเลือกวิชาที่เราถนัดมากที่สุด ทุ่มเทให้กับวิชาที่เราถนัด เพื่อที่จะทำให้เกรดของเราสูงขึ้น เเต่อย่าทิ้งวิชา ที่เราไม่ถนัด ให้เราใช้ความพยายาม ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ทำให้ผ่านทุกวิชา ความสำเร็จในการเรียน มองว่าความสำเร็จในการเรียน คือการเรียนจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ ๒ ซึ่งเกินความคาดหมาย เพราะเริ่มจากตัวเองที่ปรับตัวไม่ได้ แต่พอปี ๒ ปี ๓ ก็เริ่มปรับตัวได้ จึงคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเรียนดีขึ้น ผลงานที่โดดเด่น มีผลงานโดดเด่นในเรื่องของกิจกรรม ได้รับตำเเหน่งดาวคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีผลงาน การถ่ายทำโฆษณา การประชาสัมพันธ์ของคณะ เเละของสาขาวิชา สุภนิดา ลอยลม วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๙๒
ความประทับใจ ความประทับใจที่เกิดขึ้นในสาขาวิชาภาษาไทยมีเยอะมาก ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ อาจารย์ เพื่อน ๆ เเต่สิ่งที่ทำให้ เราจดจำมากที่สุดในสาขาก็คือ ความเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นครอบครัว มีการทะเลาะกันบ้าง เเต่สามารถปรับ ความเข้าใจกันได้ จนเกิดความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น เกิดความสามัคคีกันในสาขามากยิ่งขึ้น ความรู้สึกต่ออาจารย์ ถ้าเป็นสาขาอื่น ก็คงจะอยู่ในความสัมพันธ์รูปเเบบนักศึกษากับอาจารย์ที่มีหน้าที่ให้เกรดในวิชาต่าง ๆ เเต่สาขานี้เราอยู่กันเเบบครอบครัว ทำอะไรก็ปรึกษากัน คอยช่วยเหลือ ช่วยกันเเสดงความคิดเห็น โดยไม่ต้องกลัว ว่าจะส่งผลกระทบต่อตัวเอง อาจารย์ในสาขาเป็นเหมือนพ่อ เเม่ เพื่อน และอาจารย์ ความรู้สึกดี ๆ จึงเกิดขึ้น ได้ทุกวันมีเรื่องก็ปรึกษากัน ทำเรื่องดี ๆ ร่วมกันเยอะเเยะ อาจารย์เเต่ละถนัดก็มีความถนัดที่เเตกต่างกันออกไป เมื่อเราจะปรึกษา เราควรเลือกว่าจะรับคำปรึกษาจากอาจารย์ท่านใด จึงทำให้เรารู้สึกว่า เรามีพ่อมีเเม่หลาย ๆ ท่าน มิตรภาพเกี่ยวกับเพื่อน ก่อนที่จะมีความประทับใจก็ต้องมีการปรับในหลาย ๆ เรื่อง เพื่อที่จะทำให้เกิดความเข้าใจกัน ทะเลาะกัน บ่อยเเต่ก็ปรับความคิดเข้าหากัน ส่วนมิตรภาพที่ประทับใจที่สุด คือ เมื่อมีคนว่าร้ายหรือทำร้ายเพื่อนในห้อง หรือทำให้เพื่อนไม่สบายใจ ทุกคนจะช่วยกันปลอบ ช่วยกันต่อสู้เเทนเพื่อนโดยพร้อมเพรียงกัน ถึงแม้เราจะทะเลาะ กันบ้างเเต่ห้ามมีคนนอกมาทะเลาะเรา สิ่งที่อยากฝากถึงรุ่นน้อง ๑. เรื่องการเรียน อยากให้ทุกคนพยายามฝึกฝน พยายามเข้าหาอาจารย์ คุยกับอาจารย์ คุยกับเพื่อน สื่อสารให้เยอะ ๆ เพื่อให้ทุกอย่างกระจ่างแจ้ง และเข้าใจตรงกัน ๒. เรื่องกิจกรรม สาขานี้กิจกรรมเยอะ ลองเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับเรา บางทีเราอาจมองไม่เห็น แต่อาจารย์มองเห็น ให้เราลองก่อนว่าเราถนัดไหม ถ้าไม่ถนัดก็ให้เก็บไว้เป็นประสบการณ์ว่าเราได้ลองทำแล้ว เเค่เราทำในสิ่งที่ชอบ ทำในสิ่งที่เราถนัดให้ดีที่สุด ๓. การทำงาน มีคนกลุ่มใหญ่เลือกที่จะทำงานพาร์ทไทม์ เพราะพื้นฐานของเเต่ละครอบครัวเเตกต่างกัน เราต้องเเบ่งเวลาให้ถูกต้อง และสิ่งที่ควรคำนึง คือ เรามาเรียน ห้ามลืมว่าเรามาเรียนหนังสือ เเม้เงินเป็นส่วนหนึ่ง ในการเรียน ในชีวิตประจำวัน เเต่เราก็ไม่ควรทิ้งการเรียน วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๙๓
หล่อหลอมจนเกิดเป็น...ความรัก เหตุผลครั้งเเรกกับการตัดสินใจเรียนสาขาวิชาภาษาไทย จากการสัมภาษณ์ พี่เนย นายอนันต์ อาดหาญ ขอตอบตามความจริงว่า...สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ไม่ใช่สาขาแรกที่เลือกเรียน ก่อนหน้านี้เคยคิดที่จะเรียนครู แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ ด้าน ทำให้ไม่สามารถเรียนครูได้ตามที่ตั้งใจ อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้เดินทางมาถึงทางแยกบนเส้นทางชีวิตเรายังคง ต้องเดินต่อไป นั่นหมายความว่ามันไม่สำคัญว่าเราจะเดินไปยังเส้นทางไหน แต่สำคัญตรงที่เราต้องห้ามหยุดเดิน แต่ท้ายที่สุดเส้นทางที่เลือกเดินกลับเกิดความโชคดีขึ้นมากมายระหว่างการเดินทาง ถนนเส้นนี้เป็นถนนที่สามารถ ต่อยอดไปยังสายงานที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ นั่นคือการเป็น “ครู” ประสบการณ์ในการเรียน ระยะเวลา ๔ ปี มีประสบการณ์เกิดขึ้นมากมาย หลายคนอาจมองว่าการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยคงเรียน เพียงศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยโดยตรงเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วการเรียนในสาขาวิชาภาษาไ ทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไม่ใช่แค่เพียงการเรียนภาษาไทยโดยตรง แต่สาขามอบประสบการณ์ ให้นักศึกษามากมาย โดยการนำเอาภาษาไทยมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบทเรียนที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต โดยเน้นทักษะทางภาษาไทยในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เคล็ดลับในการเรียน เชื่อว่าเคล็ดลับในการเรียน หรือการใช้ชีวิตของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน อย่างแรกเลยการที่เราก้าวผ่าน ชีวิตในการเรียนระดับมัธยม สู่ชีวิตในการเรียนระดับมหาวิทยาลัย สำหรับหลาย ๆ คนชีวิตสองช่วงนี้ค่อนข้างที่จะ เป็นจุดเปลี่ยน และแตกต่างกัน ดังนั้นต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ มิติของชีวิต ไม่ว่า จะเป็นสถานที่ สังคม หรือการใช้ชีวิตในด้านอื่น ๆ นอกจากนี้จำเป็นที่จะต้องฝึกฝนตนเองในหลาย ๆ ด้าน พยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ทั้งในด้านการเรียน กิจกรรม และงานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย หมั่นฝึกฝนตนเอง มีน้ำใจมากขึ้น มีจิตอาสาช่วยเหลือเพื่อน พี่ น้อง และอาจารย์อย่างเต็มที่ และตั้งใจ ฟาติณฑ์ปาโอะมานิ๊ วรรณสารฉบับที่ ๗๒ หน้า ๙๔