แผนการจดั การเรยี นรู้
ภาษาไทย ๑ (ท๓๑๑๐๑)
หน่วยท่ี ๑ อภิปูชนยี กานท์
ภาคเรยี นที่ ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๕
นางสาวเฌอณฏั ฐ์ชา หลิมพลอย
ตาแหน่ง ครู
โรงเรยี นรตั นราษฎรบ์ ารงุ
สานกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษาราชบรุ ี
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๑
กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย วชิ าภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๔
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ ๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕
เรื่อง หลักการอา่ นวรรณคดี เวลา ๑ ชัว่ โมง ผสู้ อน ครเู ฌอณฏั ฐช์ า หลมิ พลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า
และนาประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตจริง
ตวั ช้วี ัด
ท ๕.๑ ม.๔-๖/๑ วิเคราะหแ์ ละวิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักวิจารณ์เบอื้ งตน้
๒. จุดประสงค์การเรียนรู้
๒.๑ นักเรยี นบอกหลักการวจิ ักษ์และวิจารณ์วรรณคดีได้ถกู ตอ้ ง (K)
๒.๒ นกั เรยี นวิจารณ์วรรณคดไี ดถ้ กู ตอ้ ง (P)
๒.๓ นกั เรียนเหน็ คุณค่าของวรรณคดไี ทย (A)
๓. สาระสาคญั
การอ่านวรรณคดีจะทาให้มองเห็นแง่มุมเรื่องราวชีวิตของผู้คนท่ีหลากหลายต่างยุคต่างสมัย
พฤติกรรมของตัวละครในวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ ท่ีจัดเป็นบทเรียนชีวิตจาลองท่ีท้าทายให้ผู้เรียนได้รู้จักขบคิด
ติดตาม ผู้เรียนจะได้ทดลองใช้ทัศนะและแนวคิดของตนในการไตร่ตรอง ใคร่ครวญ เพื่อพัฒนาความรู้โดย
จะต้องใช้ทักษะในการอ่าน คือ การอ่านเอาเรื่อง อ่านเก็บความรู้ อ่านตีความ และอ่านวิเคราะห์ จึงจะได้
ประสิทธิภาพในการอา่ น
๔. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
๔.๑ ความสามารถในการสอื่ สาร
๔.๒ ความสามารถในการคิด
๔.๓ ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
๕. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
๕.๑ มุ่งม่นั ในการทางาน
๕.๒ ใฝเ่ รยี นรู้
๕.๓ รกั ความเป็นไทย
๖. สาระการเรยี นรู้
๖.๑ ความรู้
- จดุ มุ่งหมายในการอา่ นวรรณคดี
- ความหมายของการวจิ ักษ์และวิจารณ์
- การพิจารณารปู แบบของวรรณคดี
๖.๒ ทกั ษะ/กระบวนการ
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
- กระบวนการทางานกลุ่ม
๗. ชนิ้ งาน/ภาระงาน
- นกั เรียนทาแบบทดสอบเร่อื ง “การวิเคราะห์และประเมินคุณคา่ ของวรรณคดี”
๘. กจิ กรรมการเรียนรู้ (เทคนคิ TGT ((Team - Games – Tournament))
ขั้นนา
๑) ครยู กตวั อย่างคาประพันธต์ ่อไปนใี้ ห้นกั เรยี นอ่าน
ถึงบางพงั น้าพงั ลงตลิง่ โอ้ช่างจริงเหมอื นเขาวา่ นจิ จาเอ๋ย
พจี่ รจากดวงใจมาไกลเชย โอ้อกเอ๋ยแทบพังเหมอื นฝั่งชล
ถึงวังวัดเทียนถวายบ้านใหม่ขา้ ม ก็รบี ตามเรือทีน่ งั่ มากลางหน
ทงุ่ ละล่ิวทิวเมฆเปน็ หมอกมน สะพร่ังตน้ ตาลโตนดอนาถครนั
เจ้าของตาลรักหวานขน้ึ ปนี ต้น ระวังตนตนี มอื ระมัดมัน่
เหมอื นคบคนคาหวานราคาญครนั ถ้าพลั้งพลันเจบ็ อกเหมอื นตกตาล
(นริ าศพระบาท : สุนทรภ)ู่
จากนัน้ ครสู มุ่ นักเรยี นถามถงึ สิง่ ทส่ี ังเกตไดจ้ ากบทประพันธ์ข้างตน้ แล้วนาสนทนาเข้าสูบ่ ทเรยี น
ขั้นสอน
๒) ครูแจกใบความรู้เร่ือง “การวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของวรรณคดี” จากน้ันจึงอธิบาย
ประกอบการซักถามเกี่ยวกับการวิเคราะห์คุณค่าด้านเนื้อหา ด้านวรรณศิลป์ และด้านสังคมวัฒนธรรม
โดยยกตัวอย่างบทประพนั ธใ์ หน้ กั เรยี นสงั เกตทล่ี ะลักษณะ โดยใช้โปรแกรมนาเสนอภาพนิง่
๓) ครูให้นักเรียนแบง่ กล่มุ กลุ่มละ ๔-๕ คน แบบคละความสามารถ แล้วแจกบทประพันธ์ ให้นักเรียน
แตล่ ะกลมุ่ วเิ คราะห์คุณคา่ ในแตล่ ะด้าน โดยใชเ้ วลา ๑๕ นาที
๔) ครูสุ่มนักเรียนออกมานาเสนอคุณค่าท้ัง ๓ ด้าน ตามที่แตล่ ะกลุ่มวิเคราะห์ โดยให้นกั เรียนกลุม่ อื่น
อธิบายเสริม จากน้ันครอู ธบิ ายเพ่ิมเติม
๕) นักเรียนแตล่ ะกล่มุ ทากจิ กรรมการแข่งขนั แบบทีม โดยมขี ัน้ ตอนการทากจิ กรรมดังนี้
๕.๑ ครทู าหน้าท่เี ปน็ ผ้จู ัดการหอ้ งเรยี น โดยแบง่ ตามความสามารถของนักเรียน เชน่
- โต๊ะท่ี ๑ เปน็ โตะ๊ แขง่ ขันสาหรบั นกั เรียนทม่ี คี วามสามารถเกง่ มาก
- โตะ๊ ที่ ๒ และ ๓ เป็นโต๊ะแขง่ ขันสาหรับนักเรียนทม่ี คี วามสามารถปานกลาง
- โตะ๊ ที่ ๔ เป็นโต๊ะทีแ่ ข่งขันสาหรับนักเรียนท่ีมคี วามสามารถออ่ น
๕.๒ ครูวางซองคาถามจานวน ๑๐ คาถามไว้บรเิ วณโตะ๊ กลาง
๕.๓ นักเรียนเปลย่ี นกนั หยิบซองคาถามทลี ะ ๑ ซอง แลว้ วางลงกลางโตะ๊ โดยครูจะเปน็
ผูอ้ า่ นคาถาม
๕.๔ นกั เรียนเขยี นคาตอบลงกระดาษตนเองแลว้ สง่ ครู โดยมีกติกาการให้คะแนน ดังนี้
- ผู้ที่ตอบถูก ได้ ๑ คะแนน
- ผู้ท่ีตอบผิด ได้ ๐ คะแนน
๕.๕ เม่อื ตอบคาถามครบทุกข้อ ให้นักเรยี นทกุ คนรวมคะแนนของตวั เอง แลว้ นาคะแนน
มาจัดลาดับของคะแนนทีไ่ ด้ ทีมใดทมี่ ีแต้มคะแนนสงู สดุ จะใหร้ างวัลจากครู
๖) ครูแจกแบบทดสอบเรื่อง “การวเิ คราะห์และประเมินคุณค่าของวรรณคดี” ให้นกั เรียนทาในเวลา
เรยี น โดยใช้เวลาทา ๕ นาที เพอื่ ทบทวนความร้อู ีกครงั้
ข้นั สรุป
๗) ครูและนักเรียนสรปุ บทเรียนเรื่อง การวเิ คราะหค์ ุณค่าวรรณคดี ร่วมกนั โดยครเู ป็นผูต้ งั้ คาถาม
ใหน้ ักเรยี นตอบ
๙. สอ่ื อุปกรณ์และแหล่งการเรียนรู้
๙.๑ ใบความรู้ “การวเิ คราะห์และประเมนิ คณุ คา่ ของวรรณคดี”
๙.๒ โปรแกรมนาเสนอภาพนง่ิ
๙.๓ บทประพนั ธต์ า่ งๆ
๙.๔ แบบทดสอบเรอื่ ง “การวเิ คราะห์และประเมินคณุ คา่ ของวรรณคดี”
๑๐. การวดั และการประเมินผล
รายการวดั และ วิธีวดั และประเมนิ ผล เครอื่ งมอื วัดและ เกณฑ์การวัดและ
ประเมนิ ผล ประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ ประเมนิ ผล ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน
ระดับดี
ด้านทกั ษะ สังเกตจากการตอบคาถาม แบบประเมนิ การตอบ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
กระบวนการ ระดบั ดี
ของนกั เรียน คาถาม
ดา้ นเจตคติ ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
ตรวจแบบทดสอบเรอื่ ง เฉลยแบบทดสอบเร่ือง ระดับดี
“การวเิ คราะหแ์ ละ “การวิเคราะหแ์ ละ
ประเมนิ คุณค่าของ ประเมนิ คุณคา่ ของ
วรรณคดี” วรรณคด”ี
สังเกตการปฏิบตั ิงานของ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการ
นกั เรียน เรียนเปน็ รายบคุ คล
แบบการประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน
รายบคุ คล
ช่ือ..................................................นามสกลุ .................................................ชั้น...............เลขที่...............
คาชี้แจง : ให้ผู้สอนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียน และขีด ลงในชอ่ งที่ตรงกบั คะแนน
ระดบั คุณภาพ
สมรรถนะด้าน รายการประเมนิ ดีมาก ดี พอใช้ ปรบั ปรุง
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มีความสามารถในการรบั -สง่ สาร
ในการส่อื สาร ๑.๒ มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคดิ
ความเข้าใจของตนเอง โดยใชภ้ าษาอยา่ งเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ ีการสื่อสารท่เี หมาะสม มปี ระสทิ ธิภาพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพอื่ ขจัดและลดปญั หาความ
ขัดแยง้ ต่าง ๆ ได้
๑.๕ เลอื กรับและไมร่ บั ขอ้ มูลขา่ วสารดว้ ยเหตุผล
และถูกตอ้ ง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ สงั เคราะห์
ในการคิด ๒.๒ มที ักษะในการคิดนอกกรอบอยา่ งสร้างสรรค์
๒.๓ สามารถคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ
๒.๔ มคี วามสามารถในการสร้างองคค์ วามรู้
๒.๕ ตัดสินใจแก้ปัญหาเกี่ยวกบั ตนเองไดอ้ ยา่ ง
เหมาะสม
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรียนร้ดู ้วยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวัย
ในการใชท้ ักษะ ๓.๒ สามารถทางานกลุ่มร่วมกบั ผูอ้ ่นื ได้
ชวี ติ ๓.๓ นาความร้ทู ่ีได้ไปใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน
๓.๔ จัดการปัญหาและความขดั แย้งได้เหมาะสม
๓.๕ หลีกเลีย่ งพฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงคท์ สี่ ง่ ผล
กระทบตอ่ ตนเอง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
แบบประเมิน คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ๘ ประการ
ช่อื -สกลุ นักเรยี น.....................................................................ห้อง..............................เลขท่ี…….
คาชแ้ี จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงใน
ช่องว่างทตี่ รงกบั ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดับคะแนน
๓๒๑
อนั พึงประสงค์ดา้ น
๑. ใฝ่เรยี นรู้ ๑.๑ ตัง้ ใจเรียน
๑.๒ เอาใจใสใ่ นการเรยี น และมีความเพียรพยายามในการเรียน
๑.๓ เขา้ ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตา่ งๆ
๑.๔ ศกึ ษาค้นคว้า หาความรู้จากหนงั สอื เอกสาร ส่ิงพมิ พ์ สอ่ื เทคโนโลยี
ต่างๆ แหล่งการเรียนรทู้ ้งั ภายในและภายนอกโรงเรียน และเลอื กใช้ส่อื ได้
อย่างเหมาะสม
๑.๕ บนั ทึกความรู้ วเิ คราะห์ ตรวจสอบบางสิง่ ท่เี รยี นรู้ สรุปเป็นองค์
ความรู้
๑.๖ แลกเปลย่ี นความรู้ ดว้ ยวิธีการต่างๆ และนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั
๒. มุ่งมน่ั ในการ ๒.๑ มคี วามต้งั ใจและพยายามในการทางานท่ไี ด้รับมอบหมาย
ทางาน ๒.๒ มคี วามอดทนและไมท่ อ้ แท้ต่ออปุ สรรคเพอ่ื ใหง้ านสาเร็จ
๓.๑ มีจิตสานึกในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภมู ิปัญญาไทย
๓. รักความเป็นไทย ๓.๒ เหน็ คุณค่าและปฏบิ ัติตนตามวฒั นธรรมไทย
ลงชอื่ ...................................................ผปู้ ระเมิน
............../.................../................
แบบประเมินการตอบคาถาม
คาช้ีแจง ทาเคร่ืองหมาย ลงในชอ่ งระดบั คะแนนพฤตกิ รรมท่นี กั เรียนปฏิบัติดังน้ี
ระดับ ๓ หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เหน็ มาก
ระดับ ๒ หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ หน็ ปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ ห็นน้อย
ลาดบั พฤติกรรม/ การ
ท่ี ระดบั คะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเด็น อยา่ งสม่าเสมอ คะ
แนน เมนิ หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ชื่อ-สกลุ ๓๒๑ ผา่ น ไม่
ผา่ น
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
เกณฑ์การประเมิน ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑ์การผา่ น
คะแนนอย่ใู นระดับดขี ้ึนไป ถือว่าผา่ นเกณฑ์
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบคุ คล
คาช้ีแจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในช้ันเรียนเป็นรายบุคคล สร้างขึ้นเพื่อให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤติกรรมนักเรยี นเป็นรายบุคคล โดยทาเครื่องหมาย / ในชอ่ งใหค้ ะแนนท่เี ห็นสมควรตามความเป็นจริง
เลขท่ี พฤติกรรม ความตรงตอ่ พฤติกรรมและระดับคะแนน รวม
เวลาและความ ม่งุ มั่นในการ ความสนใจ มคี ุณธรรมใน
รายชอื่ นักเรียน พร้อมในการ
ทางาน กระตอื รือรน้ ใน การเรยี น เช่น
๑ เรยี น การเรยี น ความมวี นิ ัย
๒
๓ ๓๒๑ ๓ ๒ ๑ ๓๒๑๓๒๑
๔
๕
....
ขอ้ สงั เกตเพ่มิ เตมิ
........................................................................................................................................ ...........................
...................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................
ลงชอื่ ................................................ ผูป้ ระเมิน
(................................................)
.........../............/..........
เกณฑ์การประเมนิ
๓ = ดีมาก ๒ = ดี ๑ = พอใชห้ รอื ควรปรับปรุง
เกณฑก์ ารผา่ น
ผ่านการประเมนิ ที่ระดบั ดี หรอื ๒ คะแนนข้นึ ไป
เกณฑก์ ารประเมินผลแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรายบุคคล
คาช้แี จง : เกณฑก์ ารประเมนิ น้ีสรา้ งขึน้ เพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ในการให้คะแนน โดยครเู ลอื กตามรายการ
ประเมินพรอ้ มท้งั เกณฑก์ ารให้คะแนนในแตล่ ะหัวขอ้ ทตี่ รงกับพฤติกรรมของนักเรยี นตามความเป็นจริงและครู
จะประเมิน ลงในแบบสังเกตพฤตกิ รรมการมีสว่ นร่วมในชน้ั เรยี น
รายการประเมิน เกณฑก์ ารประเมิน
๓ (ดีมาก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช)้ ๐ (ปรบั ปรุง)
๑. ความตรงตอ่ เวลา เขา้ เรียนตรงเวลา เขา้ เรยี นชา้ กวา่ เขา้ เรยี นเช้าเกิน เขา้ เรยี นช้ากวา่
กาหนดเกนิ ๑๕
กาหนด แตไ่ ม่เกนิ ๕ กว่ากาหนด แตไ่ ม่ นาที
นาที เกนิ ๑๐ นาที
๒. มุ่งมน่ั ในการ กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือร้นทางาน กระตอื รือร้นทางาน ไม่กระตอื รอื ร้นใน
ทางาน
ทุกคร้ังท่ีได้รับ ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ทไี่ ด้รับมอบหมาย การทางาน และ
มอบหมาย และส่ง ตงั้ แต่ ๑ ครงั้ ข้ึนไป และส่งงานเกนิ เวลา ส่งงานเกนิ เวลาที่
งานตรงตามเวลาท่ี และส่งงานเกินเวลา ท่ีกาหนด ๒-๓ วนั กาหนดมากกวา่ ๓
กาหนด ที่กาหนด ๑ วัน วนั
๓. ความมวี นิ ัย นง่ั อยู่กับท่ี ไมค่ ยุ ไม่ นงั่ อย่กู บั ท่ี คยุ เลน่ น่ังอยกู่ บั ท่ี แต่ ลกุ จากทนี่ ่ังโดย
เลน่ บ้าง พดู คยุ เสยี งดงั ไมไ่ ด้รับอนญุ าต
รบกวนผูอ้ น่ื
๔. ความรว่ มมอื ใหค้ วามร่วมมือใน ใหค้ วามรว่ มมือใน ใหค้ วามร่วมมือ ไมใ่ หค้ วามรว่ มมอื
การตอบคาถามและ การตอบคาถามและ ในการตอบคาถาม ในการตอบคาถาม
ทากจิ กรรมตา่ งๆ ทากิจกรรมต่างๆ และทากิจกรรม และทากจิ กรรม
เป็นอยา่ งดที กุ คร้ัง เปน็ อย่างดบี างครง้ั ตา่ งๆน้อย ใดๆเลย
เกณฑก์ ารตัดสนิ /ระดับคณุ ภาพ
ระดับคะแนน ผลการประเมิน
๑๐ - ๑๒ ดีมาก
๗–๙ ดี
๔–๖ พอใช้
๐–๓
ควรปรับปรุง
เกณฑ์การผ่าน ไดค้ ะแนนในระดับดีข้ึนไป จงึ ถือว่าผ่านเกณฑ์
รายละเอยี ดเนอื้ หาสาระ/ความร้เู พ่มิ เติม
การวิเคราะห์และประเมนิ คณุ ค่าของวรรณคดี
๑. คุณค่าด้านเนื้อหา คือ การให้ความรู้ด้านต่างๆ ซึ่งเนื้อหาสาระที่ดีน้ันอาจเป็นการให้ความรู้
ให้ความคิดเห็น คตคิ าสอน ขอ้ เตือนใจ ช้ีให้เห็นความจริง ความดี ชท้ี างแก้ปัญหา แนะนาส่ิงท่ีควรปฏิบัติหรือ
สง่ิ ทค่ี วรละเว้น แบ่งเป็น ๒ ดา้ น ไดแ้ ก่
๑.๑ ด้านความรู้ เชน่ การให้ความรูเ้ กยี่ วกบั เทพและพาหนะของเทพองคน์ น้ั ๆ ดังตัวอยา่ ง
“ฤาอิศเรศประเวศทรงอสุ ุภา ลกั สดุ าเหินเหาะไปหมิ พานต์
ฤๅจักรกฤษณฤ์ ทธริ งคท์ รงครฑุ มาลกั นุชพ่ไี ปร่วมภริ มยส์ มาน
ฤๅธาดาทรงมหาหงส์ทะยาน ลักสมรไปสมานวมิ านพรหม
ฤๅอนิ ทร์องคท์ รงพระยาไอยเรศ ลักดวงเนตรพ่ไี ปดาวดงึ สส์ ม”
(เจ้าพระยาพระคลงั (หน))
๑.๒ ด้านขอ้ คดิ เชน่ ให้ขอ้ คดิ เรื่อง อนจิ จงั หรือความไม่เทีย่ งของสง่ิ ตา่ งๆ ดังตวั อย่าง
“ทงั้ องค์ฐานรานรา้ วถึงเก้าแฉก เผยอแยกยอดทรุดกห็ ลุดหกั
โอเ้ จดีย์ท่ีสรา้ งยังร้างรัก เสยี ดายนักนึกหนา้ นา้ ตากระเดน็
กระนีห้ รือชอื่ เสยี งเกยี รติยศ จะมหิ มดลว่ งหนา้ ทนั ตาเห็น
เปน็ ผูด้ มี ีมากเลวยากเยน็ คิดก็เป็นอนิจจงั เสียท้งั น้ัน”
๒. คณุ ค่าด้านวรรณศลิ ป์ คือ คณุ ค่าด้านการแต่ง ซ่ึงผู้ประพนั ธ์ทีกลวธิ รการแตง่ ทน่ี ่าสนใจ ถ้อยคาท่ี
ใช้ไพเราะสละสลวยให้อารมณ์สะเทอื นใจ และให้สารท่คี วามสร้างคดิ สร้างสรรค์ ซง่ึ แบ่งออกเป็น
๒.๑ การใช้คา คือ การเลอื กใช้คาให้ส่ือความคิด ความเขา้ ใจ ความรู้สกึ และอารมณไ์ ดอ้ ย่าง
งดงามโดยคานึงถงึ ความงามด้านเสียง โวหาร และรูปแบบคาประพนั ธ์ การใช้คาได้แก่
๑) การหลากคา คอื การที่ใชค้ าที่มรี ูปตา่ งกัน แตม่ คี วามหมายเหมอื นกนั หรอื เรียกวา่
การใชค้ าไวพจน์ นัน้ เอง เชน่ การใช้คาท่ีมีความหมายถงึ ผู้หญิง ดงั ตวั อยา่ ง
“ ครฑุ ลมื ลงเลน่ อโนดาต วรนาฏลืมม่ิงมไหศวรรย์
ครุฑลืมลงเล่นสัตภณั ฑ์ สดุ าจันทร์ลืมพระพักตร์พระภสั ดา
ครฑุ ลืมรอ่ นเล่นโพยมบน นฤมลลืมสนมสนิทหนา้
ครุฑลืมไลค่ าบนาคา กัลยาลืมเล่นอุทยาน”
(เจ้าพระยาพระคลงั (หน))
๒) การซ้าคา คอื คาๆ เดียวกันท่ีอยู่ใกล้ๆ กนั แตม่ ีความหมายแตกตา่ งกนั ออกไป
ซ่ึงสว่ น ใหญแ่ ลว้ จะไม่ใช้เครอ่ื งหมายไม้ยมกในการแทน เปน็ ต้น เชน่
“งามทรงวงดังวาด งามมารยาทนาดกรกราย
งามพริ้มยม้ิ แยม้ พราย งามคาหวานลานใจถวลิ ”
๓) การใช้คาซ้า คอื การซ้าคาเดมิ ใหม้ คี วามหมายชัดเจนข้ึน หรือเนน้ ยา้ ให้ความหมาย
หนกั แน่นขึน้ ดงั ตัวอย่าง
“หัวอกเจ้าแม่เอ๋ย นี่หรือเอาแต่เต้นๆ อยู่ ตึ้กๆๆๆๆๆ นึกกาปะนาทหวาดแต่ทางลางร้ายๆ น่ีหรือ
ระย่อๆ ฝอ่ หวั ใจอยู่นีห่ รอื ...”
๔) การเล่นคา คือ การใช้คาเดียวกนั แตค่ วามหมายหลายความหมาย (ต่างกัน)
ก่อใหเ้ กิดจังหวะทไี่ พเราะ เช่น จาก๑พรากจบั จาก๒จานรรจา เหมือนจาก๓นางสการะวาตี
(จาก๑ = นก, จาก๒ = ต้นไม้, จาก๓ = กริยา)
๕) การเลน่ เสียงสมั ผัสพยัญชนะ เป็นการใชพ้ ยญั ชนะเสยี งเดยี วกันต่อๆ กันหลายคา
เชน่ จาใจจาจากเจา้ จาจร อยา่ หย่ิงเย่อยกย่องลาพองพษิ เคาะแคะคะคกึ ครึกโครมฯ
๖) การเลน่ เสยี งสมั ผัสสระ ทเ่ี ป็นเสียงเสนาะอันเกดิ จากการเล่นเสยี งสระ
เชน่ “เจ้าเคยเคยี งเรียง หมอนนอน แนบขา้ งทกุ ราตรี”
ดหู นูส่รู ูงู งสู ดุ สหู้ นสู ู้งู
หนูงสู ู้ดูอยู่ รปู งทู ู่หนูมูทู
๗) การเลน่ เสยี งวรรณยุกต์ คือการไล่เสียงวรรณยุกตก์ อ่ ใหเ้ กิดเสยี งดนตรที ไี่ พเราะ
เชน่ จะจบั จองจ่องจอ้ งส่ิงใดน้ัน ดูสาคัญค่นั ค้ันอย่างันฉงน
๘) การใชค้ าอพั ภาส คือ คาซา้ ชนดิ หน่ึง แต่คาหนา้ จะถกู กรอ่ นเสยี งจนเหลือเพียง
เสียงประวสิ รรชนยี ์ เช่น วะวบั ระรืน่
ยะแย้มย้ิมพิมพใ์ จให้วาบหวาม วะวาววับตามงามทรามสงวน
๙) การใชค้ าทีเ่ พอื่ ใหเ้ กดิ การเคลื่อนไหว (นาฏการ) เช่น ฝงู สตั วจ์ ัตุบาทก็ตื่นเตน้
เผน่ โผน โจนด้นิ
๑๐) การใช้สานวนไทย เชน่
ถึงเจา้ จะหยกิ เลบ็ ก็เจบ็ เนอ้ื เสยี แรงเชอื่ วา่ ตรงไมส่ งสยั
วา่ พลางเฉยเชอื นเบอื นไป พระมณีพชิ ัยก็วอนตาม
๒.๒ การใชโ้ วหารภาพพจน์ (นักเรียนสามารถศกึ ษาจากใบความร้เู รื่อง โวหารภาพพจน)์
๓. คุณดา้ นสงั คม คอื คณุ คา่ ท่ีแสดงถึงสภาพสงั คม ความเช่อื ประเพณี วัฒนธรรมค่านยิ ม ในยคุ สมัย
ของวรรณกรรมและวรรณคดีเล่มน้นั โดยผ่านทางเนอื้ เร่ือง โดยสามารถแบ่งออกได้ดงั นี้
๓.๑ ด้านสังคม คือ การสะท้อนสภาพวถิ ีชีวิตของคนในยุคนนั้ ๆ ผา่ นทางเนอ้ื เร่อื ง เชน่
อาหาร การกิน การแตง่ กาย การประกอบอาชีพ เป็นต้น ดงั ตวั อย่าง
“สาวปราโมทยโ์ สรจสรงศริระกาย ขม้นิ ละลายชโลมชะลดู ผดุ ผ่อง
ลา้ งสบูถ่ ูผงมะตูมรอง งามเหมือนทองเน้ือสีศ่ รนี วลตรู
ทาน้าอบปรบแป้งสารภี น่งุ ซน่ิ ศรโี ศกสพักชมพูหรู
เสือ้ หลวมบางอยา่ งใหมล่ ูกไม้พรู เขม็ กลดั กลัดอุระดูลออตา”
(สาวเครือฟ้า : กรมนราธปิ ประพนั ธพ์ งศ)์
๓.๒ ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี คือ การสะท้อนถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรม พิธีกรรม ผ่านทางเนื้อเร่ือง เช่น งานแต่งงาน งานศพ ประเพณี วันเข้าพรรษา เป็ นตน้ เช่น การ
เซ่นผบี รรพบุรษุ ของชาวเหนอื ดงั ตัวอยา่ ง
“เซน่ ผสี างตามอยา่ งธรรมเนียมลาว ยกเจ้าสาวแสนสวยอานวยให้
ผูกดา้ ยขวญั พนั มอื บรรมอื ชยั ท่านผใู้ หญ่ชน่ื ช่วยอวยศีลพรฯ”
(สาวเครือฟ้า : กรมนราธปิ ประพนั ธ์พงศ)์
๓.๓ ด้านความเช่อื คอื การสะท้อนความเช่อื ของคนในยคุ สมยั น้ันๆ ผา่ นทางเนอ้ื เรอื่ ง เชน่
ความเชอื่ ในเรื่องผีสาง นรก สวรรค์ ชาตภิ พ เปน็ ตน้ เชน่ ความเช่ือเรือ่ งชาติภพ ดังตวั อยา่ ง
“คอยดอู ยกู่ ับพ่อรอพี่ เพราะชาตนิ ว้ี าสนาหาไม่ถงึ
จวบลุพระอมฤตสุราลัย เกิดชิตไหนขออยู่เป็นค่กู นั ”
(สาวเครอื ฟา้ : กรมนราธปิ ประพันธพ์ งศ์)
๓.๔ ดา้ นคา่ นิยม คือ การสะทอ้ นคา่ นยิ มของคนยคุ นน้ั ผา่ นทางเน้อื เรอื่ ง เช่น ค่านิยมท่ีสามี
มภี รรยาได้หลายคน ค่านิยมท่ีภรรยาต้องให้ความเคารพสามี เปน็ ตน้ เช่น การที่ผ้ชู ายมภี รรยาหลายคนได้
ดังตวั อยา่ ง
“ดง่ั หทัยนยั น์เนตรกรงุ กษตั รยิ ์ พนู สวสั ดสิ์ ังวาสเกษมศานต์
เปน็ เอกองค์ในอนงคบ์ รพิ าร ประมาณหม่นื หกพนั กัลยา”
(เจา้ พระยาพระคลงั (หน) พ.ศ.๒๕๑๕ : หนา้ ๑)
ใบความรู้
การวิเคราะหแ์ ละประเมนิ คุณคา่ ของวรรณคดี
๑. คุณค่าด้านเน้ือหา คือ การให้ความรู้ด้านต่างๆ ซึ่งเน้ือหาสาระที่ดีน้ันอาจเป็นการให้ความรู้
ให้ความคิดเห็น คตคิ าสอน ข้อเตือนใจ ชี้ให้เห็นความจริง ความดี ช้ที างแกป้ ัญหา แนะนาสิ่งท่ีควรปฏิบัติหรือ
สิ่งทคี่ วรละเว้น แบง่ เปน็ ๒ ดา้ น ไดแ้ ก่
๑.๑ ดา้ นความรู้ เชน่ การให้ความรู้เกย่ี วกบั เทพและพาหนะของเทพองค์น้นั ๆ ดงั ตวั อย่าง
“ฤาอศิ เรศประเวศทรงอสุ ุภา ลกั สุดาเหนิ เหาะไปหิมพานต์
ฤๅจักรกฤษณฤ์ ทธริ งค์ทรงครฑุ มาลกั นชุ พไี่ ปรว่ มภริ มย์สมาน
ฤๅธาดาทรงมหาหงสท์ ะยาน ลกั สมรไปสมานวมิ านพรหม
ฤๅอินทร์องคท์ รงพระยาไอยเรศ ลักดวงเนตรพ่ไี ปดาวดงึ สส์ ม”
(เจ้าพระยาพระคลัง (หน))
๑.๒ ดา้ นข้อคิด เชน่ ให้ขอ้ คดิ เรอื่ ง อนจิ จังหรอื ความไม่เท่ียงของส่งิ ต่างๆ ดังตวั อยา่ ง
“ทั้งองคฐ์ านรานรา้ วถงึ เกา้ แฉก เผยอแยกยอดทรดุ กห็ ลุดหกั
โอเ้ จดีย์ท่ีสร้างยังรา้ งรกั เสยี ดายนักนกึ หนา้ นา้ ตากระเดน็
กระนหี้ รอื ชอ่ื เสยี งเกียรติยศ จะมหิ มดล่วงหนา้ ทันตาเห็น
เป็นผู้ดีมีมากเลวยากเยน็ คดิ ก็เป็นอนจิ จงั เสยี ทง้ั นนั้ ”
๒. คณุ ค่าดา้ นวรรณศลิ ป์ คือ คณุ คา่ ด้านการแต่ง ซง่ึ ผู้ประพันธ์ทีกลวิธรการแต่งทนี่ ่าสนใจ ถ้อยคาที่
ใช้ไพเราะสละสลวยให้อารมณ์สะเทือนใจ และให้สารทม่ี ีความคดิ สร้างสรรค์ ซ่ึงแบ่งออกเป็น
๒.๑ การใช้คา คือ การเลือกใช้คาใหส้ ื่อความคดิ ความเขา้ ใจ ความรสู้ กึ และอารมณไ์ ด้อยา่ ง
งดงามโดยคานงึ ถึงความงามด้านเสยี ง โวหาร และรปู แบบคาประพนั ธ์ การใช้คาไดแ้ ก่
๑) การหลากคา คอื การทใ่ี ชค้ าทมี่ ีรปู ตา่ งกัน แตม่ คี วามหมายเหมอื นกนั หรือเรียกว่า
การใชค้ าไวพจน์ นนั้ เอง เช่น การใช้คาทม่ี ีความหมายถงึ ผ้หู ญิง ดงั ตวั อย่าง
จะกลบั กลา่ วชาวบา้ นด่านสมุทร เปน็ ทีส่ ดุ นับถือพระฤาษี
นางโฉมยงนงลักษณอ์ ัคนี ขึ้นอยู่ที่ปอ้ มปนื ทกุ คนื วัน
ทั้งพเี่ ลีย้ งเคยี งอาสนต์ ่างคาดว่า นายด่านกล้าขึน้ ไปถงึ ไอศวรรย์
เห็นทีท้าวเข้าพาราจะฆ่าฟนั เมอ่ื วันนัน้ นึกจะหา้ มก็ขามใจ
๒) การซ้าคา คือ คาๆ เดยี วกนั ท่ีอยู่ใกลๆ้ กัน แตม่ ีความหมายแตกตา่ งกันออกไป
ซ่ึงส่วน ใหญแ่ ลว้ จะไม่ใช้เครื่องหมายไม้ยมกในการแทน เป็นต้น เชน่
“งามทรงวงดงั วาด งามมารยาทนาดกรกราย
งามพริ้มยมิ้ แยม้ พราย งามคาหวานลานใจถวิล”
(กาพย์เห่เรือ : เจา้ ฟา้ ธรรมธเิ บศไชยเชษฐส์ รุ ิยวงศ์)
๓) การใช้คาซา้ คือ การซา้ คาเดิมให้มคี วามหมายชดั เจนขึ้น หรือเนน้ ย้าให้ความหมาย
หนกั แน่นขน้ึ ดังตวั อยา่ ง
“หัวอกเจ้าแม่เอ๋ย น่ีหรือเอาแต่เต้นๆ อยู่ ตึ้กๆๆๆๆๆ นึกกาปะนาทหวาดแต่ทางลางร้ายๆ นี่หรือ
ระยอ่ ๆ ฝอ่ หัวใจอยู่น่ีหรอื ...”
(สาวเครือฟ้า : กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ)์
๔) การเล่นคา คอื การใช้คาเดยี วกันแตค่ วามหมายหลายความหมาย (ต่างกัน)
กอ่ ใหเ้ กิดจังหวะท่ีไพเราะ เชน่
หัวลิงหมากลางลงิ ต้นลางลงิ แลหลู ิง
ลิงไต่กระไดลงิ ลิงโลดควา้ ประสาลิง
(หวั ลิง หมายถงึ ไมเ้ ถาชนดิ หนงึ่ ผลขนาดส้มจนี มีสันตรงกลางคลา้ ยหวั ลงิ ,- หมากลางลิง หมายถึง ช่ือปาล์ม
ชนิดหนึง่ ,- ลางลิง กระไดลงิ หมายถงึ ไม้เถาเน้อื แข็งชนิดหนึง่ เถาแบนยาว, หูลิง หมายถงึ ชอ่ื พรรณไมช้ นิด
หนงึ่ )
๕) การเลน่ เสียงสมั ผสั พยญั ชนะ เปน็ การใช้พยัญชนะเสียงเดยี วกันตอ่ ๆ กนั หลายคา
เชน่
พลบรุ ีสห่ี มนื่ ตายดาษดืน่ กล้งิ เกล่ือนกลาดกลางทุ่งจนรุง่ สาง
บ้างหลบลี้หนีจนวนอยู่กลาง บา้ งเจ็บบา้ งตายล้มไม่สมประดีฯ
(พระอภยั มณี : สุนทรภู่)
๖) การเลน่ เสียงสัมผสั สระ ทเี่ ปน็ เสยี งเสนาะอนั เกิดจากการเล่นเสียงสระ เช่น
ดูหนูสู่รงู ู งสู ดุ สู้หนูสงู้ ู
หนูงสู ู้ดอู ยู่ รูปงูทหู่ นมู ูทู
(กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง: เจา้ ฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐส์ ุรยิ วงศ์ )
๗) การเลน่ เสียงวรรณยุกต์ คอื การไลเ่ สียงวรรณยุกตก์ ่อใหเ้ กดิ เสียงดนตรี
ท่ไี พเราะ เช่น
จะจับจอง จอ่ งจอ้ ง สิง่ ใดนนั้ ดสู าคญั คั่นคั้น อยา่ งนั ฉงน
อยา่ ลามลวง ล่วงล้วง ดเู ลศกล คอ่ ยแคะคน คน่ ค้น ให้ควรการ
(ตรีประดบั (กลบทสภุ าษติ ): หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถกึ จติ รกถกึ ) )
๘) การใชค้ าอัพภาส คอื คาซา้ ชนดิ หน่ึง แต่คาหนา้ จะถกู กร่อนเสียงจนเหลือเพยี ง
เสียงประวิสรรชนีย์ เชน่
พอประจวบจวนพญาพาฬมฤคราช สะดงุ้ พระทัยไหวหวาดวะหวีด
วงิ่ วนแวะเข้าข้างทาง พระทรวงนางส่ันระรัวรกิ เตน้ ดงั ตปี ลา
(มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มทั รี)
๒.๒ การใช้โวหารภาพพจน์ (นกั เรียนสามารถศกึ ษาจากใบความรู้เร่ือง โวหารภาพพจน์)
๓. คณุ ดา้ นสงั คม คอื คุณคา่ ท่ีแสดงถงึ สภาพสังคม ความเชอื่ ประเพณี วัฒนธรรมคา่ นยิ ม
ในยุคสมัยของวรรณกรรมและวรรณคดเี ลม่ นั้น โดยผ่านทางเน้อื เรือ่ ง โดยสามารถแบง่ ออกไดด้ งั น้ี
๓.๑ ดา้ นสภาพสังคม คือ การสะท้อนสภาพวถิ ชี ีวิตของคนในยคุ นนั้ ๆ ผ่านทางเนอื้ เรอ่ื ง เช่น
อาหาร การกิน การแตง่ กาย การประกอบอาชพี เปน็ ต้น ดงั ตัวอย่าง
“สาวปราโมทย์โสรจสรงศรริ ะกาย ขม้นิ ละลายชโลมชะลูดผุดผ่อง
ล้างสบูถ่ ูผงมะตมู รอง งามเหมอื นทองเนอื้ ส่ีศรนี วลตรู
ทาน้าอบปรบแป้งสารภี นุ่งซนิ่ ศรีโศกสพกั ชมพูหรู
เสอื้ หลวมบางอย่างใหม่ลกู ไมพ้ รู เขม็ กลัดกลัดอรุ ะดลู ออตา”
(สาวเครอื ฟ้า : กรมนราธิปประพนั ธ์พงศ์)
จากบทร้องข้างต้นเป็นการแสดงถึงการอาบน้าแต่งตัวของสาวเครือฟ้าท่ีมีการใช้เคร่ืองสาอาง
เช่น ขมิ้น ผงมะตูม เป็นต้น เพื่อทาให้ผวิ ของตนสวย การใช้น้าอบและแป้งเพอ่ื ทาใหเ้ กดิ กลนิ่ หอมและผิวนวล
การแต่งตัวใส่เสื้อผา้ และเครอ่ื งประดับตา่ งๆ เปน็ ต้น
๓.๒ ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี คือ การสะท้อนถึงภาพประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ
พิธีกรรม ผ่านทางเนื้อเร่ือง เช่น งานแต่งงาน งานศพ ประเพณี วันเข้าพรรษา เป็นต้น เช่น การเซ่นผีบรรพ
บุรุษของชาวเหนอื ดังตวั อย่าง
“เซน่ ผสี างตามอยา่ งธรรมเนยี มลาว ยกเจ้าสาวแสนสวยอานวยให้
ผูกด้ายขวญั พันมือบรรมอื ชยั ทา่ นผใู้ หญ่ช่นื ช่วยอวยศีลพรฯ”
(สาวเครือฟ้า : กรมนราธปิ ประพันธ์พงศ)์
๓.๓ ด้านความเชื่อ คอื การสะท้อนความเช่ือของคนในยคุ สมยั น้ันๆ ผ่านทางเนื้อเรื่อง เชน่
ความเชื่อในเร่อื งผีสาง นรก สวรรค์ ชาติภพ เป็นต้น เชน่ ความเชอ่ื เรอ่ื งชาติภพ ดังตวั อยา่ ง
“คอยดอู ยู่กับพอ่ รอพี่ เพราะชาตินว้ี าสนาหาไมถ่ ึง
จวบลุพระอมฤตสุราลยั เกิดชติ ไหนขออย่เู ปน็ คกู่ นั ”
(สาวเครอื ฟา้ : กรมนราธปิ ประพนั ธพ์ งศ)์
๓.๔ ด้านคา่ นิยม คือ การสะทอ้ นค่านยิ มของคนยุคนัน้ ผ่านทางเนื้อเร่อื ง เชน่ คา่ นยิ มที่สามี
มภี รรยาไดห้ ลายคน ค่านิยมทภ่ี รรยาต้องใหค้ วามเคารพสามี เป็นต้น เชน่ การทีผ่ ู้ชายมีภรรยาหลายคนได้
ดังตัวอย่าง
“ด่ังหทัยนยั น์เนตรกรงุ กษตั ริย์ พนู สวัสด์สิ งั วาสเกษมศานต์
เปน็ เอกองคใ์ นอนงคบ์ ริพาร ประมาณหม่ืนหกพันกัลยา”
(เจา้ พระยาพระคลงั (หน))
แบบทดสอบ เรือ่ ง “การวิเคราะห์และประเมนิ คุณค่าของวรรณคดี”
คาชแ้ี จง จงเลอื กคาตอบทีถ่ กู ต้องทีส่ ุดเพยี งคาตอบเดียว
๑. “จะวา่ โศกโศกอะไรทีใ่ นโลก กไ็ มโ่ ศกใจหนักเหมอื นรักสมร
จะว่าหนักหนักอะไรในดนิ ดอน ถึงสิงขรกไ็ มห่ นักเหมือนรกั กนั ”
บทประพันธ์ข้างตน้ ปรากฏคณุ ค่าด้านวรรณศิลป์ในขอ้ ใด
ก. การหลากคา ข. การซ้าคา
ค. การเล่นคา ง. การเลน่ เสยี งสระ
๒. “สลัดไดใดสลัดน้อง แหนงนอน ไพรฤา
เพราะเพ่ือมาราญรอน เศกิ ไสร้
สละสละสมร เสมอช่ือ ไม้นา
นึกระกานามไม้ แม่นแมน้ ทรวงเรยี ม”
บทประพนั ธข์ า้ งตน้ ปรากฏคณุ คา่ ด้านวรรณศิลป์ในขอ้ ใด
ก. การใช้โวหาร ข. การเลน่ เสยี งพยัญชนะ
ค. การเล่นเสยี งสระ ง. การเล่นเสยี งสระวรรณยุกต์
๓. “เรยี นร้คู ัมภีร์ไสย สุขมุ ไวอ้ ยา่ งแพรง่ พราย
ควรกล่าวจ่งึ ขยาย อย่าย่นื แกว้ แก่วานร”
บทประพนั ธข์ ้างต้นปรากฏคุณค่าด้านวรรณศลิ ปใ์ นข้อใด
ก. การใช้สานวนไทย ข. การใชโ้ วหาร
ค. การใชค้ าอัพภาส ง. การหลากคา
๔. “ไมม่ ีใครเห็น ไมม่ ใี ครรู้จกั ไม่มีใครรัก ไม่มีใครอาลัย เป็นการลงเอยอย่างมดื แห่งชีวิตท่ีมดื ไม่มีสาระ”
จากข้อความข้างต้นปรากฏคณุ ค่าด้านวรรณศิลปใ์ นข้อใด
ก. การเล่นคา ข. การซา้ คา
ค. การหลากคา ง. ถกู ทกุ ข้อ
๕. “จ่ึงตรัสวา่ เจ้าดวงมณฑาทองทง้ั คู่ ของแมเ่ อ๋ย หรอื ว่าเจา้ ทง้ิ ขว้างวางจติ ไป เกิดอื่น เมอื่ คนื น้ีแล้วแล”
จากขอ้ ความข้างตน้ ปรากฏความเช่ือในใด
ก. ความเชื่อเร่อื งโชคลาง ข. ความเช่อื เร่อื งบาปบุญ
ค. ความเช่ือเรอ่ื งความฝัน ง. ความเชอื่ เรอื่ งผีสาง
๖. “ฝา่ ยท่านครผู ู้ถอื ศลี ซ่ือสตั ย์ จง่ึ ทานทัดหน่อนาถเหมอื นมาดหมาย
ผลาญแม่พอ่ ทรชนไม่พน้ อาย ถึงตวั ตายแลว้ ชื่อคงลือชา”
บทประพนั ธ์ขา้ งตน้ ปรากฏข้อคดิ เรื่องใด
ก. ความซอ่ื สัตย์ ข. ความกตัญญู
ค. ความมนี ้าใจ ง. ความมีสติ
๗. “พระหว่ งแต่ศกึ เสย้ี น อสั ดง
เกรงกระลบั กอ่ รงค์ รวั่ หล้า
คอื ใครจกั คมุ คง ควรคู่ เข็ญแฮ
อาจประกันกรงุ ถ้า ทัพขอ้ ยคืนถึง”
บทประพันธ์ขา้ งต้นปรากฏข้อคดิ ใด
ก. ความรอบคอบ ข. ความกตญั ญู
ค. ความมีเมตตากรุณา ง. ความกล้าหาญ
๘. “ครัน้ เตบิ ใหญจ่ ะไปเสียจากอก แม่วติ กอยู่ด้วยเจ้าจะเล้ียงผวั
ฉวยขุกคาทาผิดแม่คดิ กลัว อย่าทาชวั่ ช้ันเชงิ ให้ชายชงั
เน้ือเย็นจะเป็นซึ่งแม่เรอื น ทาใหเ้ หมอื นแมส่ อนมาแต่หลัง
เข้านอกออกในใหร้ ะวัง ลุกนั่งนอบนบแก่สามี
อย่าหึงหวงจ้วงจาบประจานเจิน่ อย่ากอ่ เกินกอ่ นผวั ไม่พอที่
แม่เลย้ี งมาหวงั ว่าจะให้ดี จงเปน็ ศรีสวัสดิ์สขุ ทกุ เวลา”
บทประพันธข์ ้างตน้ สะทอ้ นคา่ นิยมดา้ นใด
ก. ผู้ชายสามารถมภี รรยาได้หลายคน ข. ผู้ชายมีหนา้ ที่เปน็ ผดู้ ูแลคนในครอบครัว
ค. ภรรยาตอ้ งรักเดยี วใจเดยี วต่อสามี ง. ภรรยาทดี่ ีต้องปรนนิบัติดูแลสามี
๙. “..เขาตอบว่าเขาเปน็ ผู้ท่ีไดร้ ับความศกึ ษามาจากโรงเรยี นแล้ว ไม่ควรจะเสยี เวลาไปทางานชนดิ ซ่งึ คนท่ี
ไม่ร้หู นงั สอื กท็ าได้ และเพราะเขาไม่อยากจะลมื วชิ าที่เขาไดเ้ รียนรมู้ าจากโรงเรยี นน้นั ดว้ ย เพราะเหตุนีเ้ ขาสู้
สมคั ร อดอยากอยู่ในกรงุ เทพฯ ไดเ้ งนิ เดือนเพยี งเดือนละ ๑๕ บาทหรือ ๒๐ บาท ยิ่งกวา่ ที่จะกลับไป
ประกอบการเพือ่ เพ่ิมพนู ความสมบูรณ์แห่งประเทศในภมู ิลาเนาเดมิ ของเขา..”
จากขอ้ ความข้างตน้ สะท้อนใหเ้ หน็ คุณคา่ ด้างสังคมข้อใดโดดเดน่ ท่ีสุด
ก. ความเชอ่ื ข. คา่ นิยม ค. วฒั นธรรม ง. ประเพณี
๑๐. “ฤาอศิ เรศประเวศทรงอุสภุ า ลักสุดาเหนิ เหาะไปหมิ พานต์
ฤๅจกั รกฤษณ์ฤทธริ งคท์ รงครุฑ มาลกั นุชพไ่ี ปร่วมภริ มยส์ มาน
ฤๅธาดาทรงมหาหงสท์ ะยาน ลักสมรไปสมานวมิ านพรหม
ฤๅอนิ ทรอ์ งค์ทรงพระยาไอยเรศ ลักดวงเนตรพ่ไี ปดาวดึงส์สม”
จากบทประพันธ์ข้างต้นให้ความร้ใู นเร่อื งใด
ก. โรคและการรกั ษาโรค ข. โชคลางและการทานายฝัน
ค. เทพและพาหนะของเทพ ง. ทศิ และตาราพิชยั สงคราม
เฉลยแบบทดสอบเรอื่ ง “การวิเคราะหแ์ ละประเมินคุณค่าของวรรณคดี”
คาช้แี จง จงเลือกคาตอบทีถ่ กู ตอ้ งทส่ี ุดเพยี งคาตอบเดยี ว
๑. “จะวา่ โศกโศกอะไรทใ่ี นโลก กไ็ มโ่ ศกใจหนักเหมือนรกั สมร
จะวา่ หนกั หนักอะไรในดนิ ดอน ถงึ สงิ ขรก็ไม่หนักเหมือนรกั กัน”
บทประพันธ์ข้างต้นปรากฏคณุ ค่าด้านวรรณศิลปใ์ นขอ้ ใด
ก. การหลากคา ข. การซา้ คา ค. การเลน่ คา ง. การเลน่ เสยี งสระ
๒. “สลดั ไดใดสลดั นอ้ ง แหนงนอน ไพรฤา
เพราะเพอื่ มาราญรอน เศิกไสร้
สละสละสมร เสมอชื่อ ไม้นา
นกึ ระกานามไม้ แม่นแม้นทรวงเรยี ม”
บทประพนั ธข์ ้างต้นปรากฏคณุ คา่ ด้านวรรณศิลป์ในข้อใด
ก. การใชโ้ วหาร ข. การเล่นเสยี งพยญั ชนะ
ค. การเล่นเสียงสระ ง. การเล่นเสียงสระวรรณยุกต์
๓. “เรียนร้คู ัมภีรไ์ สย สขุ ุมไว้อยา่ งแพรง่ พราย
ควรกล่าวจ่ึงขยาย อย่ายื่นแก้วแก่วานร”
บทประพนั ธ์ข้างต้นปรากฏคุณค่าด้านวรรณศิลปใ์ นข้อใด
ก. การใช้สานวนไทย ข. การใช้โวหาร
ค. การใช้คาอัพภาส ง. การหลากคา
๔. “ไมม่ ใี ครเห็น ไม่มใี ครรจู้ กั ไมม่ ีใครรัก ไมม่ ีใครอาลยั เป็นการลงเอยอยา่ งมืดแหง่ ชีวิตทม่ี ืดไมม่ สี าระ”
จากข้อความข้างต้นปรากฏคุณคา่ ดา้ นวรรณศิลป์ในข้อใด
ก. การเลน่ คา ข. การซ้าคา
ค. การหลากคา ง. ถูกทกุ ขอ้
๕. “จึ่งตรัสวา่ เจา้ ดวงมณฑาทองทง้ั คู่ ของแมเ่ อ๋ย หรอื วา่ เจ้าท้ิงขวา้ งวางจติ ไป เกิดอ่ืน เม่อื คนื น้แี ล้วแล”
จากข้อความข้างต้นปรากฏความเช่อื ในใด
ก. ความเชอื่ เรือ่ งโชคลาง ข. ความเชื่อเร่ืองบาปบุญ
ค. ความเช่อื เร่อื งความฝัน ง. ความเช่ือเรื่องผีสาง
๖. “ฝา่ ยทา่ นครผู ู้ถอื ศลี ซ่อื สัตย์ จงึ่ ทานทดั หน่อนาถเหมอื นมาดหมาย
ผลาญแม่พ่อทรชนไม่พน้ อาย ถึงตวั ตายแลว้ ชื่อคงลือชา”
บทประพนั ธ์ขา้ งตน้ ปรากฏขอ้ คิดเรอ่ื งใด
ก. ความซอื่ สตั ย์ ข. ความกตัญญู
ค. ความมีนา้ ใจ ง. ความมสี ติ
๗. “พระหว่ งแต่ศึกเส้ียน อัสดง
เกรงกระลับกอ่ รงค์ รั่วหล้า
คือใครจักคมุ คง ควรคู่ เข็ญแฮ
อาจประกนั กรงุ ถ้า ทพั ข้อยคืนถึง” \
บทประพันธข์ า้ งต้นปรากฏขอ้ คิดใด
ก. ความรอบคอบ ข. ความกตัญญู
ค. ความมีเมตตากรณุ า ง. ความกล้าหาญ
๘. “คร้ันเตบิ ใหญจ่ ะไปเสียจากอก แม่วติ กอย่ดู ้วยเจ้าจะเลีย้ งผวั
ฉวยขกุ คาทาผดิ แม่คดิ กลวั อยา่ ทาชั่วชนั้ เชิงให้ชายชัง
เนือ้ เยน็ จะเป็นซึง่ แมเ่ รือน ทาใหเ้ หมอื นแมส่ อนมาแต่หลัง
เขา้ นอกออกในใหร้ ะวัง ลุกนั่งนอบนบแกส่ ามี
อย่าหึงหวงจ้วงจาบประจานเจิน่ อย่ากอ่ เกนิ ก่อนผวั ไม่พอที่
แมเ่ ล้ียงมาหวังวา่ จะให้ดี จงเปน็ ศรสี วัสดิ์สขุ ทกุ เวลา”
บทประพนั ธข์ ้างต้นสะท้อนคา่ นยิ มด้านใด
ก. ผชู้ ายสามารถมีภรรยาไดห้ ลายคน ข. ผู้ชายมหี น้าท่ีเป็นผู้ดูแลคนในครอบครัว
ค. ภรรยาต้องรกั เดยี วใจเดยี วตอ่ สามี ง. ภรรยาท่ดี ีตอ้ งปรนนิบัติดูแลสามี
๙. “..เขาตอบว่าเขาเปน็ ผู้ที่ไดร้ บั ความศกึ ษามาจากโรงเรียนแล้ว ไม่ควรจะเสียเวลาไปทางานชนดิ ซ่งึ คนท่ี
ไม่รู้หนังสือก็ทาได้ และเพราะเขาไมอ่ ยากจะลืมวชิ าทเ่ี ขาได้เรียนรู้มาจากโรงเรียนนั้นด้วย เพราะเหตุนีเ้ ขาสู้
สมคั ร อดอยากอยู่ในกรงุ เทพฯ ไดเ้ งินเดือนเพยี งเดอื นละ ๑๕ บาทหรือ ๒๐ บาท ย่ิงกว่าท่ีจะกลับไป
ประกอบการเพอ่ื เพ่มิ พนู ความสมบูรณ์แห่งประเทศในภมู ิลาเนาเดิมของเขา..”
จากข้อความข้างตน้ สะท้อนใหเ้ ห็นคุณค่าด้างสงั คมขอ้ ใดโดดเดน่ ทส่ี ุด
ก. ความเช่อื ข. ค่านิยม ค. วัฒนธรรม ง. ประเพณี
๑๐. “ฤาอิศเรศประเวศทรงอสุ ภุ า ลกั สุดาเหินเหาะไปหิมพานต์
ฤๅจักรกฤษณ์ฤทธิรงคท์ รงครุฑ มาลักนชุ พ่ไี ปร่วมภิรมยส์ มาน
ฤๅธาดาทรงมหาหงส์ทะยาน ลกั สมรไปสมานวิมานพรหม
ฤๅอนิ ทรอ์ งคท์ รงพระยาไอยเรศ ลักดวงเนตรพ่ีไปดาวดึงส์สม”
จากบทประพนั ธข์ ้างต้นให้ความรู้ในเรื่องใด
ก. โรคและการรกั ษาโรค ข. โชคลางและการทานายฝัน
ค. เทพและพาหนะของเทพ ง. ทศิ และตาราพชิ ัยสงคราม
บนั ทกึ ผลหลงั การเรยี นรู้
ผลการจัดการเรยี นรู้ตามตวั ชี้วัด / ผลการเรยี นรู้
- นกั เรียนบอกหลกั การวิจักษแ์ ละวิจารณ์วรรณคดไี ด้ถกู ต้อง และสามารถวิจารณว์ รรณคดไี ด้ถกู ตอ้ ง
- นกั เรียนเหน็ คุณค่าและความงามของวรรณคดไี ทย
สมรรถนะในการเรียนแตล่ ะดา้ น
- นักเรียนไดใ้ ชค้ วามสามารถด้านการส่ือสาร และการคดิ ในการทากิจกรรมที่ไดร้ ับมอบหมาย
- นกั เรียนได้ใชค้ วามสามารถดา้ นการใช้ทักษะชวี ิตและความสามารถในการแก้ปัญหาในการแก้ปัญหา
ทเี่ กิดขน้ึ ระหวา่ งทากจิ กรรม
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์แต่ละดา้ น
. - นกั เรียนมคี วามมงุ่ ม่นุ ในการทางานที่ได้รบั มอบหมาย มีความใฝ่ร้ใู ฝ่เรียนและรบั ผดิ ชอบตอ่ งานที่
ไดร้ บั มอบหมายอยา่ งเตม็ ความสามารถ
ปัญหา / อปุ สรรค
- นักเรียนบางคนไม่สามารถวิเคราะห์ วจิ ารณ์วรรณคดีได้ เพราะแปลความไมถ่ ูกตอ้ ง
ข้อเสนอแนะ / แนวทางการแก้ปัญหา
- สามารถใชก้ ิจกรรมกลุ่มในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรไู้ ด้ เพื่อให้นกั เรียนไดช้ ่วยเหลือกัน
ข้อคน้ พบ
-
ลงชื่อ …………… …………………..ผู้สอน
(นางสาวเฌอณฏั ฐ์ชา หลมิ พลอย)
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๒
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย วชิ าภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๔
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ ๑ ภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๕
เรอ่ื ง โวหารภาพพจน์ เวลา ๑ ชวั่ โมง ผู้สอน ครูเฌอณัฏฐ์ชา หลมิ พลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระท่ี ๑ การอ่าน
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ : ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพ่ือนาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา
ในการดาเนินชวี ิต และมีนสิ ยั รกั การอ่าน
ตัวช้วี ัด
ท ๑.๑ ม.๔ – ๖/๓ วิเคราะหแ์ ละวิจารณ์เรอ่ื งทอี่ ่านในทกุ ๆ ดา้ นอยา่ งมีเหตุผล
๒. จุดประสงค์การเรียนรู้
๒.๑ นกั เรยี นอธบิ ายความหมายของโวหารภาพพจนป์ ระเภทตา่ ง ๆ ได้ (K)
๒.๒ นกั เรยี นสามารถวิเคราะห์โวหาร ภาพพจน์ท่ีปรากฏในวรรณคดีร้อยแกว้ ร้อยกรอง ตามบรบิ ท
ตา่ ง ๆ ไดถ้ กู ตอ้ ง (P)
๒.๓ นกั เรยี นตระหนกั ในคุณค่าของวรรณคดีไทย (A)
๓. สาระสาคัญ
การใช้โวหาร ภาพพจน์ในวรรณคดีทุกเร่ือง เป็นส่วนหนึ่งที่ทาให้วรรณคดีเรอ่ื งนั้น ๆ มีความไพเราะ
และสามารถทาให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกและอารมณ์สะเทือนใจในคาประพันธ์นั้น ๆ ในการศกึ ษาวรรณคดีไทย
นักเรียนจึงต้องเข้าใจเร่ืองการใช้โวหารภาพพจน์ เพ่ือให้สามารถวิเคราะห์คาประพันธ์ที่อ่านมีการใช้โวหาร
ภาพพจนใ์ นลักษณะใด
๔. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
๔.๑ ความสามารถในการสอ่ื สาร
๔.๒ ความสามารถในการคิด
๔.๓ ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
๕. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
๕.๑ ใฝเ่ รียนรู้
๕.๒ ม่งุ ม่นั ในการทางาน
๕.๓ รกั ความเปน็ ไทย
๖. สาระการเรียนรู้
๖.๑ ความรู้
- โวหาร ภาพพจน์
๖.๒ ทักษะ/กระบวนการ
- ทกั ษะการอา่ น
- ทกั ษะการคิดวิเคราะห์
- ทกั ษะการแตง่ คาประพันธ์
๗. ชนิ้ งาน/ภาระงาน
- แบบทดสอบเรื่อง “โวหาร ภาพพจน์”
๘. กิจกรรมการเรียนรู้ (เทคนิคการสอนแบบอปุ นยั )
ข้ันนา
๑) ครูกล่าวทกั ทายนกั เรยี นจากน้ันให้นักเรยี นเปรยี บเทียบตวั เองกบั สิ่งต่าง ๆ พร้อมบอกเหตผุ ลที่
เปรยี บเทยี บตวั เองกับส่งิ นนั้ ๆ (ครกู าหนดใหเ้ ปรียบเทยี บในด้านบวกเท่านัน้ ) จากนั้นจงึ เชอ่ื มโยงเขา้ สู่เนอื้ หา
ขัน้ สอน
๒) ครูอธิบายเรื่องโวหารภาพพจน์โดยครูนาแถบข้อความที่มีการใช้ภาพพจน์แต่ละประเภทติดบน
กระดานพร้อมท้ังแจกใบความรูเ้ รื่อง “โวหาร ภาพพจน์” ให้นกั เรยี นศึกษา
๓) ครูให้นักเรียนวิเคราะห์ว่าตัวอย่างเป็นภาพพจน์ชนิดใดจากนั้นครูสรุปหลักเกณฑ์ของภาพพจน์
แต่ละประเภท
๔) ครูใหน้ กั เรียนแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ ๔-๕ คน จากน้นั มอบหมายให้แตล่ ะกลุม่ กิจกรรม แรลลี่ ภาพพจน์
โดยให้นักเรียนตามหาหมายเลขให้ครบ ๑๒ หมายเลข และตามหาคาตอบว่าเพลงในแต่ละข้อเป็นภาพพจน์
ประเภทใด
ขน้ั สรุป
๕) ครูและนักเรยี นสรุปบทเรยี นร่วมกนั โดยครูยกขอ้ ความให้นกั เรียนตอบวา่ เป็นโวหาร และ
ภาพพจน์ชนิดใด พร้อมใหน้ ักเรยี นบอกคณุ ค่าท่ไี ด้จากการเรียนเรอื่ งโวหารภาพพจน์
๙. สื่ออปุ กรณแ์ ละแหลง่ การเรียนรู้
๙.๑ แถบขอ้ ความทีม่ กี ารใชภ้ าพพจน์
๙.๒ ใบความร้เู รื่อง “โวหาร ภาพพจน์”
๙.๓ กจิ กรรม แรลล่ี ภาพพจน์
๑๐. การวดั และการประเมนิ ผล
รายการวัดและ วิธีวัดและประเมนิ ผล เครอื่ งมอื วัดและ เกณฑก์ ารวัดและ
ประเมินผล ประเมนิ ผล
ประเมนิ ผล ผ่านเกณฑก์ ารประเมิน
ด้านความรู้ ระดบั ดี
สังเกตจากการตอบคาถาม แบบประเมนิ การตอบ
ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
ของนกั เรียน คาถามของนักเรียน ระดบั ดี
ดา้ นทักษะกระบวนการ สังเกตการปฏบิ ัติงานของ แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
นักเรยี น การการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ระดบั ดี
กล่มุ
ด้านเจตคติ สังเกตการปฏิบัติงานของ
นักเรียน แบบสงั เกตพฤติกรรม
การเรยี นรายบุคคล
แบบการประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
รายบุคคล
ชือ่ ..................................................นามสกลุ .................................................ชน้ั ...............เลขที่...............
คาชแ้ี จง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี น และขีด ลงในช่องทตี่ รงกับคะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
สมรรถนะดา้ น รายการประเมนิ ดมี าก ดี พอใช้ ปรับปรงุ
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มีความสามารถในการรบั -สง่ สาร
ในการส่อื สาร ๑.๒ มคี วามสามารถในการถา่ ยทอดความรู้ ความคดิ
ความเขา้ ใจของตนเอง โดยใชภ้ าษาอยา่ งเหมาะสม
๑.๓ ใช้วิธกี ารสอ่ื สารทเ่ี หมาะสม มีประสิทธภิ าพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพ่ือขจดั และลดปัญหาความ
ขดั แย้งตา่ ง ๆ ได้
๑.๕ เลือกรบั และไม่รับขอ้ มลู ข่าวสารด้วยเหตุผล
และถกู ต้อง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ สังเคราะห์
ในการคดิ ๒.๒ มที ักษะในการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์
๒.๓ สามารถคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ
๒.๔ มคี วามสามารถในการสรา้ งองค์ความรู้
๒.๕ ตดั สนิ ใจแก้ปญั หาเกย่ี วกบั ตนเองได้อยา่ ง
เหมาะสม
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรยี นรูด้ ว้ ยตนเองได้เหมาะสมตามวัย
ในการใชท้ กั ษะ ๓.๒ สามารถทางานกลุม่ รว่ มกบั ผู้อน่ื ได้
ชวี ติ ๓.๓ นาความร้ทู ่ไี ดไ้ ปใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวัน
๓.๔ จัดการปญั หาและความขัดแย้งไดเ้ หมาะสม
๓.๕ หลกี เลย่ี งพฤติกรรมไมพ่ งึ ประสงค์ที่ส่งผล
กระทบตอ่ ตนเอง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
แบบประเมิน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ๘ ประการ
ชอื่ -สกลุ นกั เรยี น.....................................................................หอ้ ง..............................เลขที่…….
คาชแี้ จง : ให้ ผสู้ อน สังเกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงใน
ช่องว่างที่ตรงกบั ระดบั คะแนน
คุณลักษณะ รายการประเมิน ระดับคะแนน
๓๒๑
อันพึงประสงคด์ า้ น
๑. ใฝเ่ รียนรู้ ๑.๑ ตั้งใจเรยี น
๑.๒ เอาใจใส่ในการเรยี น และมคี วามเพียรพยายามในการเรียน
๑.๓ เขา้ ร่วมกิจกรรมการเรยี นรู้ต่างๆ
๑.๔ ศึกษาคน้ ควา้ หาความรู้จากหนังสือ เอกสาร ส่ิงพมิ พ์ สอ่ื เทคโนโลยี
ตา่ งๆ แหล่งการเรยี นรทู้ ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใช้สื่อได้
อย่างเหมาะสม
๑.๕ บันทกึ ความรู้ วเิ คราะห์ ตรวจสอบบางส่งิ ท่ีเรยี นรู้ สรปุ เป็นองค์
ความรู้
๑.๖ แลกเปลี่ยนความรู้ ดว้ ยวิธกี ารตา่ งๆ และนาไปใช้ในชีวติ ประจาวัน
๒. มงุ่ ม่ันในการ ๒.๑ มีความตง้ั ใจและพยายามในการทางานทไี่ ด้รับมอบหมาย
ทางาน ๒.๒ มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคเพือ่ ใหง้ านสาเรจ็
๓.๑มจี ติ สานึกในการอนุรักษว์ ัฒนธรรมและภมู ปิ ญั ญาไทย
๓. รกั ความเปน็ ไทย ๓.๒เห็นคุณคา่ และปฏิบตั ิตนตามวฒั นธรรมไทย
ลงช่ือ...................................................ผปู้ ระเมิน
............../.................../................
แบบประเมนิ การตอบคาถาม
คาช้ีแจง ทาเครือ่ งหมาย ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมที่นกั เรยี นปฏบิ ัตดิ ังนี้
ระดับ ๓ หมายถึง แสดงพฤติกรรมให้เห็นมาก
ระดบั ๒ หมายถึง แสดงพฤติกรรมใหเ้ หน็ ปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ ห็นนอ้ ย
ลาดับ พฤตกิ รรม/ การ
ที่ ระดบั คะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเด็น อยา่ งสม่าเสมอ คะ
แนน เมิน หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ช่อื -สกุล ๓๒๑ ผา่ น ไม่
ผา่ น
เกณฑ์การประเมิน ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑก์ ารผ่าน
คะแนนอย่ใู นระดบั ดีขึน้ ไป ถือว่าผา่ นเกณฑ์
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรายบคุ คล
คาชี้แจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล สร้างข้ึนเพื่อให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤติกรรมนกั เรยี นเปน็ รายบุคคล โดยทาเครื่องหมาย / ในช่องให้คะแนนทีเ่ หน็ สมควรตามความเปน็ จริง
เลขที่ พฤตกิ รรม ความตรงต่อ พฤติกรรมและระดบั คะแนน รวม
รายชือ่ นักเรียน เวลาและความ มงุ่ ม่นั ในการ ความสนใจ มีคุณธรรมใน
พร้อมในการ
ทางาน กระตอื รอื รน้ ใน การเรยี น เชน่
เรยี น การเรียน ความมีวินัย
๓๒๑ ๓ ๒ ๑ ๓๒๑๓๒๑
ขอ้ สังเกตเพ่ิมเตมิ
............................................................................................................................. ......................................
..................................................................................................................................... ..............................
...................................................................................................................................................................
เกณฑ์การประเมนิ ลงชอ่ื ................................................ ผ้ปู ระเมนิ
(................................................)
๓ = ดีมาก ๒ = ดี .........../............/..........
๑ = พอใช้หรือควรปรับปรุง
เกณฑ์การผา่ น
คะแนนอยูใ่ นระดับดขี นึ้ ไป ถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมินผลแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรายบุคคล
คาช้แี จง : เกณฑก์ ารประเมนิ น้ีสรา้ งขึน้ เพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ในการให้คะแนน โดยครเู ลอื กตามรายการ
ประเมินพรอ้ มท้งั เกณฑก์ ารให้คะแนนในแตล่ ะหัวขอ้ ทตี่ รงกับพฤติกรรมของนักเรยี นตามความเป็นจริงและครู
จะประเมิน ลงในแบบสังเกตพฤตกิ รรมการมีสว่ นร่วมในชน้ั เรยี น
รายการประเมิน เกณฑก์ ารประเมิน
๑. ความตรงตอ่ เวลา
๓ (ดีมาก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช)้ ๐ (ปรบั ปรงุ )
๒. มุ่งมน่ั ในการ เขา้ เรยี นช้ากวา่
ทางาน เขา้ เรียนตรงเวลา เขา้ เรยี นชา้ กวา่ เขา้ เรยี นเช้าเกิน กาหนดเกนิ ๑๕
นาที
๓. ความมวี นิ ัย กาหนด แตไ่ ม่เกนิ ๕ กว่ากาหนด แต่ไม่ ไม่กระตือรือร้นใน
การทางาน และ
๔. ความรว่ มมอื นาที เกนิ ๑๐ นาที ส่งงานเกนิ เวลาที่
กาหนดมากกวา่ ๓
กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือร้นทางาน กระตอื รอื ร้นทางาน วนั
ลกุ จากท่ีน่งั โดย
ทุกคร้ังท่ีได้รับ ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ทไี่ ด้รับมอบหมาย ไมไ่ ด้รบั อนญุ าต
มอบหมาย และส่ง ตงั้ แต่ ๑ ครงั้ ข้ึนไป และส่งงานเกินเวลา ไมใ่ หค้ วามร่วมมอื
งานตรงตามเวลาท่ี และส่งงานเกินเวลา ท่ีกาหนด ๒-๓ วนั ในการตอบคาถาม
และทากิจกรรม
กาหนด ที่กาหนด ๑ วัน
ใดๆเลย
นง่ั อยู่กับท่ี ไมค่ ยุ ไม่ นงั่ อย่กู บั ท่ี คยุ เลน่ น่ังอยกู่ บั ท่ี แต่
เลน่ บ้าง พดู คยุ เสียงดัง
รบกวนผูอ้ น่ื
ใหค้ วามร่วมมือใน ใหค้ วามรว่ มมือใน ใหค้ วามร่วมมือ
การตอบคาถามและ การตอบคาถามและ ในการตอบคาถาม
ทากจิ กรรมตา่ งๆ ทากิจกรรมต่างๆ และทากิจกรรม
เป็นอยา่ งดที กุ คร้ัง เปน็ อย่างดบี างครง้ั ตา่ งๆน้อย
เกณฑก์ ารตัดสนิ /ระดับคณุ ภาพ
ระดับคะแนน ผลการประเมิน
๑๐ - ๑๒ ดีมาก
๗–๙ ดี
๔–๖ พอใช้
๐–๓
ควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การผ่าน ไดค้ ะแนนในระดับดีข้ึนไป จงึ ถือว่าผ่านเกณฑ์
แบบสงั เกตพฤติกรรมการปฏิบัตกิ ิจกรรมกลุ่ม
คาช้ีแจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นรายกลุ่ม สร้างขึ้นเพื่อให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤตกิ รรมนกั เรียนเปน็ รายกล่มุ โดยทาเครอ่ื งหมาย / ในชอ่ งใหค้ ะแนนที่เหน็ สมควรตามความเป็นจริง
พฤติกรรม ความถูกตอ้ ง ความคดิ การมี
ชดั เจนของ สรา้ งสรรค์ ส่วนรว่ ม
เลขท่ี สร้างสรรค์ การตรง รวม
ชื่อ-สกุล เนอื้ หา ในการ งานกลุ่ม ตอ่ เวลา คะแนน
นาเสนอ
๓ ๒๑ ๓๒๑ ๓๒๑ ๑๒
๓๒๑
ข้อสงั เกตเพิม่ เตมิ
...................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................
เกณฑก์ ารประเมนิ ๒ = ปานกลาง ลงชือ่ ................................................ ผู้ประเมิน
๓ = ดีมาก (................................................)
.........../............/..........
๑ = พอใช้หรือควรปรับปรุง
เกณฑ์การผ่าน
คะแนนอยูใ่ นระดับดีข้ึนไป ถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
เกณฑ์การประเมนิ ผลแบบสงั เกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมกลมุ่
คาช้แี จง : เกณฑก์ ารประเมนิ นี้สรา้ งขนึ้ เพือ่ ใช้เป็นเกณฑใ์ นการให้คะแนน โดยครเู ลอื กตามรายการ
ประเมนิ พร้อมทงั้ เกณฑ์การใหค้ ะแนนในแตล่ ะหวั ขอ้ ทีต่ รงกบั พฤติกรรมของนักเรียนตามความเป็นจริงและครู
จะประเมนิ ลงในแบบสงั เกตพฤติกรรมการมสี ่วนร่วมในช้นั เรียน
รายการประเมิน ๓ (ดีมาก) เกณฑ์การให้คะแนน ๑ (พอใช้หรือปรับปรุง)
๑. ความถกู ต้อง ชัดเจนของ เนื้อหาท่ีนาเสนอมคี วาม ๒ (ปานกลาง) เน้อื หาท่ีนาเสนอ
เน้ือหาทีน่ าเสนอ ถกู ตอ้ ง ชดั เจน เน้ือหาท่ีนาเสนอมี ขาดความถูกตอ้ ง ชดั เจน
ในทุกประเด็นมี ความถูกต้อง ชัดเจน และมีข้อผดิ พลาด
รายละเอยี ดครบถว้ น แต่มีขอ้ ผิดพลาดบ้าง ๓ ประเดน็ ขน้ึ ไป
๑ - ๒ ประเดน็
๒. ความคดิ สร้างสรรค์ใน มคี วามคิดสร้างสรรค์ ขาดความคิดสรา้ งสรรค์ใน ขาดความคดิ สร้างสรรคใ์ น
การนาเสนอ ในการนาเสนอผลงาน
ทแี่ ปลกใหม่ ดึงดดู ใจ การนาเสนอผลงาน การนาเสนอผลงาน
และมีคุณค่า
ทแี่ ปลกใหม่ ดึงดูดใจ ทแ่ี ปลกใหม่ ดึงดดู ใจ
แตเ่ ป็นผลงานที่มีคุณคา่ และผลงานไม่มีคณุ ค่า
๓. การมสี ่วนร่วมสรา้ งสรรค์ สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วม สมาชิกสว่ นใหญ่ สมาชิกส่วนใหญ่
งานกลุม่ ในการสรา้ งสรรค์งาน มีส่วนรว่ มในการ มสี ว่ นร่วมในการ
สร้างสรรคง์ านกลุม่ สรา้ งสรรคง์ านกลมุ่
กลุ่ม โดยยอมรับฟงั แต่มสี มาชกิ ในกล่มุ ทีไ่ มม่ ี แตม่ ีสมาชิกในกลุ่มที่ไม่มี
ความคดิ เห็นของผอู้ น่ื ส่วนรว่ มสรา้ งสรรคง์ าน ส่วนร่วมสรา้ งสรรค์งาน
บา้ ง ๑ - ๒ คน ๓ คนขึน้ ไป
และแสดงความคิดเหน็
ทกุ ครง้ั
๔. การตรงต่อเวลา งานของกลุ่มเสรจ็ ตาม งานของกลมุ่ เสรจ็ ตาม งานของกลมุ่ เสร็จ
กาหนดเวลาและงาน กาหนดเวลาแตง่ านไมม่ ี ไมท่ ันเวลาท่ีกาหนดและ
มีคุณภาพดี คุณภาพ งานไมม่ ีคุณภาพ
เกณฑก์ ารตัดสนิ /ระดับคณุ ภาพ
ระดับคะแนน ผลการประเมนิ
๙ - ๑๒ ดมี าก
๕-๘ ดี
๐–๔
ควรปรบั ปรงุ
เกณฑ์การผ่าน ได้คะแนนในระดับดีขึ้นไป จงึ ถอื ว่าผ่านเกณฑ์
รายละเอียดเนอ้ื หาสาระความรูเ้ พิ่มเติม
โวหาร
โวหาร หมายถึง ถ้อยคาท่ีใช้ในการสอ่ื สารท่ีเรยี บเรียงเปน็ อย่างดี มีวธิ ีการ มชี ้นั เชงิ และมศี ลิ ปะ
เพือ่ สอื่ ให้ผู้รับสารรับสารได้อยา่ งแจม่ แจง้ ชัดเจนและลกึ ซง้ึ รับสารไดต้ ามวตั ถุประสงคข์ องผู้สง่ สาร
ประเภทของโวหาร
๑. บรรยายโวหาร คือ โวหารท่ีใช้บอกกล่าว เล่าเร่ือง อธบิ าย หรือบรรยายเรือ่ งราว เหตุการณ์
ตลอดจนความรู้ต่าง ๆ อย่างละเอียด เป็นการกล่างถึงเหตุการณ์ท่ีต่อเน่ืองกัน โดยชใ้ี ห้เห็นถึงสถานที่ท่ีเกิด
เหตุการณ์ สาเหตุที่ก่อให้เกิด เหตุการณ์ สภาพแวดล้อม บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่เกิดจากเหตุการณ์
นน้ั เพ่อื ใหผ้ ู้รบั สารเข้าใจเนอื้ หา สาระอย่างชัดเจน เน้ือหา
ตัวอยา่ งบรรยายโวหาร
ฉันยืนต้นอยใู่ นปา่ ลึก ฉันมีลาต้นสงู ใหญ่ ก่ิงกา้ นใบแน่นหนาและแผ่กว้าง แสงอาทิตย์ ไมอ่ าจส่องลอด
ได้ เบ้ืองล่างจึงร่มร่ืน ลาธารน้อย ๆ ไหลผ่านใกล้ลาต้นฉันไป น้าในลาธาร ใสจนเห็นกรวดทราย
ท้องธารและปลาว่ายเวียน ทุกวันจะมีสัตว์ป่านานาชนิดมากินน้า ท่ีลาธารสายน้ี บางตัวจะอาศัยใต้ร่มใบ
ของฉันนอนหลบั อย่างเปน็ สขุ
(ไมตรี ลิมปิชาติ: ฉนั คือต้นไม)้
๒. พรรณนาโวหาร คือ โวหารที่ใช้กล่าวถึงเรือ่ งราว สถานท่ี บุคคล สิ่งของ หรืออารมณ์อย่าง
ละเอียด สอดแทรกอารมณ์ความรู้สึกลงไปเพื่อโน้มน้าวใจให้ผู้รับเกิดอารมณ์คล้อยตามไปด้วย
การใช้พรรณนาโวหาร ควรเลือกใช้ถ้อยคาสานวนท่ีไพเราะเพราะพริ้ง เลน่ คา เลน่ อักษร ใช้ถ้อยคาท้ังเสียง
และความหมายใหต้ รงกบั ความรูส้ กึ ทตี่ อ้ งการพรรณนา ใชโ้ วหารเปรยี บเทียบให้เห็นภาพชัดเจน
ตัวอยา่ งพรรณนาโวหาร
เขาใช้แขนยันพ้นื ดนิ อาการเหนื่อยอ่อน กลิ่นนา้ ฝนบนใบหญ้าและกลิ่นไอดินโซนเข้าจมูกวาบหวิว
อยากใหม้ ีใครซักคนผ่านมาพบ เพือ่ พาเขากลับไปหาหมอในหมู่บ้าน มดหลายตัวเดินสวนขบวนผ่านไปมา มัน
ไม่มีทที า่ จะสนใจเขาเลยแมแ้ ต่น้อย เขามองดูมันอย่างเลอ่ื นลอยทาไมมัน จึงเฉยเมยกบั ฉัน มนั คงร้แู น่ ฉันอยาก
ให้มันเป็นคนจริงๆ ฉันจะต้องกลับบ้านให้ได้ เขาคิดพลางเหม่งมองดูยอดสนของหมู่บ้าน หาดเส้ียวเห็นอยู่ไม่
ไกล ดวงอาทิตยส์ แี ดงเขม้ กาลงั คล้อยลงเหนือยอดไมท้ างทศิ ตะวันตก
(นิคม รายวา: คนบนต้นไม)้
๓. อุปมาโวหาร คือ โวหารที่กลา่ วเปรียบเทยี บ เพื่อให้ผู้รบั สารเขา้ ใจความหมาย อารมณค์ วามรสู้ ึก
หรือเห็นภาพชัดเจนยิง่ ข้ึน มักใชป้ ระกอบโวหารประเภทอ่ืน โดยเฉพาะพรรณนาโวหาร เพราะจะช่วยให้รส
ของถ้อยคาและรสของเน้ือความไพเราะสละสลวยย่ิงข้นึ การใช้อปุ มาโวหารควรเลือกใชถ้ ้อยคาที่เข้าใจง่าย
และสละสลวย เปรียบเทยี บไดถ้ กู ต้อง เหมาะสมกับเน้อื หา และจงั หวะ ลีลา
ตวั อยา่ งอุปมาโวหาร
…ดงั นีเ้ จ้าจะเห็นไดว้ ่าเมยี ทีพ่ อ่ จดั หาให้มีตระกูล สมชาติ สมเช้ือกันดี เพราะตระกลู ของเราก็มงั่ มี มีคน
นบั หน้าถือตา ญาติพี่น้องทั้งฝ่ายบิดามารดาของนางก็บริบูรณ์ รูปร่างงามหาตาหนิมิได้ ผมดาราวกับแมลงผ้ึง
หน้าเปล่งปล่ังด่ังดวงจันทร์ เนตรประหนึ่งตากวาง จมูกแมน้ ดอกงา ฟันเทียบไข่มุก ริมฝีปากเพียงผลตาลงึ สุก
เสียงหวานปานนกโกกิลา ขาคือลากล้วย เอวเหมาะเจาะไม่อ้วนเกิน เวลาย่างเดินแคล่วคล่องมีสง่าเสมอช้าง
ทรง เพราะฉะนัน้ เจา้ จะหาทางตาหนขิ ัดขอ้ งมิได้เลย...
(เสฐียรโกเศศ: กามนติ )
๔. สาธกโวหาร คือ โวหารท่ีมุ่งให้ความชัดเจนโดยการยกตัวอย่างหรือเร่ืองราวประกอบ
การอธิบาย เนื้อหาสาระ เพ่ือสนับสนุน ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ให้หนักแน่น สมเหตุสมผล ทาให้ผู้รับสารเข้าใจ
เนื้อหา สาระในสิ่งที่พูด หรือเขียนอย่าง ชัดเจน ดูสมจริง หรือน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ตัวอย่างหรือเร่ืองราว ที่ยก
ประกอบอาจเปน็ เร่ืองสั้น ๆ หรือเรือ่ งราวยาว ๆ กไ็ ดต้ ามความเหมาะสม
เป็นมนษุ ย์สดุ ดีท่ีทาชอบ จงประกอบกรรมดีไวไ้ ม่สญู หาย
มเี ร่อื งจะทาดีได้มากมาย อย่าเหน่อื ยหนา่ ยท้อใจใฝ่ทาดี
วรี ชนของไทยใจกล้าหาญ ไดต้ ่อสศู้ ตั รูพาลสมศักดศ์ิ รี
แมย่ ่าโมท้าวสรุ นารี ยอดสตรนี ามระบือลือท่วั ไทย
๕. เทศนาโวหาร คือ โวหารท่ีมุ่งโน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกคล้อยตาม เป็นการกล่าวในเชิง
อบรม แนะนาส่ังสอน เสนอทัศนะ ชี้แนะ หรอื โน้มน้าว ชักจูงใจโดยยกเหตุผล ตัวอย่าง หลักฐาน ข้อมูล
ข้อเท็จจริง สุภาษิต คติธรรมและสัจธรรม ต่าง ๆ มาแสดงเพ่ือให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจท่ีกระจ่างจนยอมรับ
เชื่อถือมีความเห็น คล้อยตาม และปฏิบัติตาม โวหารประเภทนี้มักใช้ ในการให้โอวาท อบรมส่ังสอน อธิบาย
หลักธรรม และคาชีแ้ จงเหตผุ ล ในเร่อื งใดเร่อื งหนึ่ง การเสนอทัศนะ เป็นตน้
แลว้ สอนวา่ อย่าไวใ้ จมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้าเหลือกาหนด
ถึงเถาวัลยพ์ ันเกี่ยวท่ีเลยี้ วลด กไ็ ม่คดเหมือนหนึ่งในนา้ ใจคน
มนษุ ยน์ ่ีทร่ี กั อย่สู องสถาน บิดามารดารักมักเป็นผล
ท่พี ่ึงหนึง่ พง่ึ ได้แตก่ ายตน เกดิ เปน็ คนคดิ เห็นจึงเจรจา
แมน้ ใครรักรักมัง่ ชังชงั ตอบ ใหร้ อบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
ร้สู ่ิงไรไม่สูร้ ู้วิชา รรู้ กั ษาตวั รอดเป็นยอดดี
(สนุ ทรภู่: พระอภยั มณี)
ภาพพจน์
ภาพพจน์ คือ ถ้อยคาทท่ี าให้เกิดภาพในใจ โดยใช้กลวิธหี รือชัน้ เชงิ ในการเรียบเรียงถ้อยคาให้มีพลังท่ี
จะสัมผัสอารมณ์ของผู้อ่านจนเกิดความประทับใจ เข้าใจลึกซ้ึง และเกิดอารมณ์สะเทือนใจมากกว่าถ้อยคาที่
กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ภาพพจน์มีอยู่หลายชนิดดังต่อไปนี้
๑. อปุ มา (simile) คือการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอกี ส่ิงหนง่ึ ท่ีโดยธรรมชาตแิ ล้วมสี ภาพที่แตกตา่ งกัน
แต่มีลักษณะเด่นร่วมกัน และใช้คาท่ีมีความหมายว่า เหมือนหรือคล้ายเป็นคาแสดงการเปรียบเทียบ
เพื่อเน้นให้เห็นจริงว่า เหมือนอย่างไร ในลักษณะใด อุปมาจะมีการใช้คาว่า เสมือน เหมือน เปรียบเหมือน
ดุจ ประดุจ ดง่ั ดจุ ดงั เพียง เพย้ี ง ประหนึ่ง ราว กล เฉก เช่น
ดวงหน้านางนวลกระจ่างดจุ ดวงจันทร์
ดวงหน้านางกับดวงจันทร์เป็นสง่ิ ทตี่ ่างกันโดยธรรมชาติแต่มีลักษณะเด่นร่วมกันคือความนวลกระจา่ ง
ฉะนน้ั เมือ่ ตอ้ งการจะอธบิ ายให้เห็นวา่ ดวงหนา้ นางนวลอย่างไรก็นาไปเปรียบเทียบกับดวงจนั ทร์ ซ่งึ เปน็ ส่งิ ที่
ยอมรับแล้วว่ามีลักษณะเด่นคือความนวลกระจ่าง ดวงจันทร์เป็นคาอุปมา ส่วนดวงหน้านาง เป็นส่ิงที่
นาไปเปรียบเทียบเรยี กวา่ อปุ ไมย
ตวั อย่างอปุ มาอน่ื ๆ
- เพลงนไ้ี พเราะราวกบั เพลงจากสวรรค์ - สวยเหมือนนางฟ้า
-ร้องไห้ปานใจจะขาด - เธอวา่ ยนา้ เก่งเหมือนปลา
- ลกู คนน้ีละมา้ ยพ่อ -ดวงหน้านวลกระจา่ งดุจดวงจนั ทร์
๒. อุปลักษณ์ (metaphor) คือการเปรียบเทียบด้วยการกล่าวว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยใช้คา
แสดงการเปรียบเทียบว่า “เป็น” หรือ “คอื ” ความหมายจึงลกึ ซงึ้ กว่าอปุ มา เช่น
-ปญั ญาคือดาบสดู้ ัสกร -ครเู ปน็ แสงประทีปสอ่ งทางให้ลูกศิษย์
-อูฐเปน็ เรอื ของทะเลทราย -กฬี าเป็นยาวเิ ศษ
อุปลักษณ์อีกประเภทหนึ่งที่ใช้กันมากในวรรณคดีและสานวนไทย คือ อุปลักษณ์โดยนัย
(implicit metaphor) ซ่ึงเป็นการเปรียบเทียบคล้ายอุปลักษณ์ แต่ว่าไม่มีคาว่าเป็นหรือคือปรากฏอยู่ใน
ข้อความยกมาแต่ส่ิงท่ีนาไปเปรียบให้ผู้อ่านตีความไปเองว่าส่ิงท่ีนาไปเปรียบน้ันคืออะไร โดยสังเกตจาก
เน้อื ความในบริบทนั้น เช่น
และกูสติ กล่อง ละก็ซดั ชวาลา
พิโรธและจบั ปา บ่มทิ นั จะใคร่ครวญ
ตะเกียงวินาศแลว้ เคหะมดื สิจึงหวน
คะนึงบ่มคิ วร จะทลายประทีปนั้น
ข้อความตอนน้ีมาจากเรื่องมัทนะพาธา เป็นเหตุการณ์ตอนท่ีท้าวชัยเสนทราบว่าตนได้ส่ังประหาร
นางมัทนาด้วยความเข้าใจผิด จึงได้แต่เสียใจและกล่าวโทษตนเองโดยใช้ชวาลา ตะเกียง และประทีป
เป็นอปุ ลักษณ์โดยนยั หมายถงึ นางมัทนา และใช้บา้ น (เคหะ) เปน็ อุปลกั ษณโ์ ดยนยั หมายถงึ ตนเอง
๓. สัญลักษณ์ (symbol) คอื การเปรยี บเทียบท่เี รยี กสง่ิ หนง่ึ สิง่ ใดโดยใชค้ าอ่ืนแทน คาท่ีใชเ้ รียกนน้ั
เกิดจากการเปรยี บเทียบและตีความซง่ึ ใช้กันมานานจนเป็นทเ่ี ข้าใจกันโดยทัว่ ไป
สงิ โต,สงิ ห์ หมายถึง ผู้มีอานาจ
ตราชู หมายถงึ ความยุติธรรม
สขี าว หมายถงึ ความบรสิ ุทธ์ิ
๔. นามนัย (metonymy) คือ การใช้คาหรอื วลีซึ่งบ่งลักษณะหรอื คณุ สมบตั ขิ องสง่ิ หน่ึงสิ่งใดมาแทน
ความหมายสงิ่ นน้ั ท้งั หมด เช่น
เวที หมายถงึ การแสดงละคร
มอื ขวา หมายถึง คนสนทิ ท่ไี ว้วางใจ
๕. อตพิ จน์ (hyperbole) คือ การกลา่ วเกนิ จรงิ ซง่ึ เปน็ ความรสู้ กึ หรอื ความคดิ ของผู้กล่าวที่ต้องการ
ย้าความหมายให้ผู้ฟังรสู้ ึกวา่ หนกั แน่นจรงิ จัง ท้ังผู้กล่าวและผู้ฟังก็เข้าใจวา่ มิใช่เปน็ การกล่าวเท็จ เชน่
ฉนั หิวไสจ้ ะขาดแล้วนะ
ชาตหิ น้าตอนบ่าย ๆ จงึ จะได้พบคนดเี ชน่ นอ้ี กี
คอแหง้ คอแหง้ เปน็ ผง แม่โฉมยงขอนา้ กินที
ถงึ ตายแล้วเกดิ ใหม่สกั แสนชาติ ท่ีจะให้ละความจงรักภักดนี ้ันอย่าหวงั เลย
๖. บุคลาธิษฐาน หรือบุคคลวัต (personification) คือ การสมมตใิ ห้สงิ่ ทไี่ มม่ ชี ีวติ ไมม่ ีความคิด
สง่ิ ท่ีเปน็ นามธรรม หรือสตั วใ์ หม้ ีสตปิ ัญญา อารมณห์ รือกริ ยิ าอาการเหมือนมนุษย์
ซงุ หลายท่อนนอนร้องไห้ทช่ี ายป่า
ดาวกะพรบิ ตาเยาะเราหรอื ดาวเอ๋ย
จานและชอ้ นวง่ิ กนั ขวกั ไขวไ่ ปทั่วหอ้ งครวั
พระจันทรย์ ิม้ ทักทายกับหมูด่ าวบนทอ้ งฟา้
๗. ปฏิพากย์ ( Paradox ) คือ การใช้คาที่มีความหมายตรงกันข้ามกันหรือขัดแย้งกันมารวมไว้
ดว้ ยกันเพ่ือใหม้ คี วามหมาย ใหม่ หรือให้ความรสู้ กึ ขดั แยง้ กนั หรือเพ่ิมน้าหนกั ใหแ้ ก่ความหมายของคาแรก
เธอกาลังหาขอ้ เท็จจริงในเรอ่ื งน้ีอยู่ (หมายถงึ ข้อมลู ทเ่ี ป็นจริง)
คูห่ ม้ันของหล่อนดีเป็นบา้ (หมายถงึ ดมี าก)
เขาไม่เคยยินดียนิ ร้ายฉันเลย (หมายถึง เอาใจใส่)
๘. คาถามเชิงวาทศิลป์ (rhetorical question) คือการตั้งคาถามแต่มิได้หวังคาตอบ หรือถ้ามี
คาตอบก็เป็นคาตอบท่ีทั้งผู้ถามและผู้ตอบรู้ดีอยู่แล้ว เพ่ือเร้าอารมณ์ผู้อ่านหรือส่ือความหมายและข้อคิดท่ี
ตอ้ งการ เช่น
เราจะยอมใหม้ กี ารฉ้อราษฎร์บงั หลวงตอ่ ไปอีกหรือ
ถา้ เหตุการณภ์ ายหนา้ มแี ต่รา้ ย ฉนั จะทนทรมานอยู่ได้อยา่ งไร
๙. การเลยี นเสียงธรรมชาติ (onomatopoeia) คอื การใช้คาที่เลียนเสยี งธรรมชาติ เรยี กอีกอย่าง
หนง่ึ ว่าสทั พจน์ เชน่ เสยี งดนตรี เสยี งรอ้ งของสัตว์ หรือเลียนเสียงกิรยิ าอาการต่างๆ ของคน
- เสียงระฆงั หงา่ งเหงง่ วังเวงแวว่ (เลยี นเสียงของระฆัง)
- มันร้องดงั กระโต้งโฮง มนั ดงั ก๊อก ๆ กอ๊ ก ๆ กระโตง้ โฮง (เลียนเสยี งรอ้ งของนกยงู )
๑๐. การกล่าวอ้างถึง (allusion) คือ การกล่าวอ้างองิ ถึงบุคคล สถานท่ี เหตกุ ารณ์ในวรรณคดีเร่ือง
อื่นๆ หรือการกล่าวอ้างถงึ ข้อความตอนหนึง่ ตอนใดจากวรรณคดเี รื่องนนั้ ๆ ทง้ั โดยตรงและดดั แปลงมา เช่น
พดู พลอดกอดเคล้าเล่านทิ าน พระอวตารตามนางมากลางปา่
ข้ามฝั่งมายงั เกาะลงกา ผลาญโคตรยกั ษาให้ตายเปลอื ง
แสนยากลาบากดว้ ยนางงาม พระรามทกุ ข์ตรอมจนผอมเหลอื ง
สิบส่ีปีจงึ ไดน้ างมาคืนเมอื ง พอสนิ้ เรือ่ งกพ็ อหลับลงดว้ ยกัน
(ขุนช้างขนุ แผน)
ใบความรู้ เรื่อง โวหาร ภาพพจน์
โวหารการเขยี น
โวหาร หมายถงึ ถ้อยคาท่ใี ชใ้ นการสอ่ื สารทีเ่ รยี บเรยี งเปน็ อย่างดี มวี ิธีการ มชี ั้นเชิงและมีศิลปะ
เพอ่ื สอื่ ให้ผู้รับสารรับสารได้อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจนและลกึ ซ้ึง รบั สารได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ของผู้ส่งสาร
ประเภทของโวหาร
๑. บรรยายโวหาร คือ โวหารท่ีใช้บอกกล่าว เล่าเรื่อง อธบิ าย หรือบรรยายเรอ่ื งราว เหตุการณ์
ตลอดจนความรู้ต่าง ๆ อย่างละเอียด เป็นการกล่างถึงเหตุการณ์ท่ีต่อเนื่องกัน โดยชี้ให้เห็นถึงสถานท่ีท่ีเกิด
เหตุการณ์ สาเหตุท่ีก่อให้เกิด เหตุการณ์ สภาพแวดล้อม บุคคลที่เก่ียวข้อง ตลอดจนผลท่ีเกิดจากเหตุการณ์
น้นั เพอื่ ใหผ้ ู้รบั สารเข้าใจเนอื้ หา สาระอย่างชดั เจน เน้ือหา
ตัวอย่างบรรยายโวหาร
ฉนั ยืนตน้ อยู่ในป่าลกึ ฉันมีลาต้นสงู ใหญ่ กิ่งกา้ นใบแน่นหนาและแผก่ ว้าง แสงอาทิตย์ ไม่อาจส่องลอด
ได้ เบื้องล่างจึงร่มร่ืน ลาธารน้อย ๆ ไหลผ่านใกล้ ลาต้นฉันไป น้าในลาธาร ใสจนเห็นกรวดทราย
ท้องธารและปลาว่ายเวียน ทุกวันจะมีสัตว์ป่านานาชนิดมากินน้า ที่ลาธารสายนี้ บางตัวจะอาศัยใต้ร่มใบ
ของฉนั นอนหลับอย่างเปน็ สุข
(ไมตรี ลมิ ปิชาติ: ฉนั คือต้นไม้)
๒. พรรณนาโวหาร คือ โวหารที่ใช้กล่าวถึงเรือ่ งราว สถานที่ บุคคล ส่ิงของ หรืออารมณ์อย่าง
ละเอียด สอดแทรกอารมณ์ความรู้สึกลงไปเพื่อโน้มน้าวใจให้ผู้รับเกิดอารมณ์คล้อยตามไปด้วย
การใช้พรรณนาโวหาร ควรเลือกใช้ถ้อยคาสานวนท่ีไพเราะเพราะพร้ิง เลน่ คา เลน่ อักษร ใช้ถ้อยคาท้ังเสียง
และความหมายให้ตรงกบั ความร้สู กึ ทตี่ ้องการพรรณนา ใชโ้ วหารเปรียบเทียบใหเ้ หน็ ภาพชัดเจน
ตัวอยา่ งพรรณนาโวหาร
เขาใชแ้ ขนยันพน้ื ดนิ อาการเหนอ่ื ยอ่อน กลนิ่ นา้ ฝนบนใบหญา้ และกลนิ่ ไอดินโซนเข้าจมูกวาบหวิว
อยากใหม้ ีใครซักคนผ่านมาพบ เพ่อื พาเขากลับไปหาหมอในหมู่บ้าน มดหลายตัวเดินสวนขบวนผ่านไปมา มัน
ไมม่ ที ที า่ จะสนใจเขาเลยแม้แต่นอ้ ย เขามองดูมนั อย่างเลอ่ื นลอยทาไมมัน จงึ เฉยเมยกบั ฉัน มันคงรแู้ น่ ฉันอยาก
ให้มันเป็นคนจริงๆ ฉันจะต้องกลับบ้านให้ได้ เขาคิดพลางเหม่งมองดูยอดสนของหมู่บ้าน หาดเสี้ยวเห็นอยู่ไม่
ไกล ดวงอาทติ ย์สีแดงเข้มกาลังคล้อยลงเหนือยอดไมท้ างทิศตะวันตก
(นิคม รายวา: คนบนตน้ ไม้)
๓. อุปมาโวหาร คือ โวหารทกี่ ลา่ วเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้รบั สารเข้าใจความหมาย อารมณ์ความรูส้ ึก
หรือเห็นภาพชัดเจนย่งิ ขึน้ มักใชป้ ระกอบโวหารประเภทอ่ืน โดยเฉพาะพรรณนาโวหาร เพราะจะชว่ ยให้รส
ของถ้อยคาและรสของเนื้อความไพเราะสละสลวยย่ิงขน้ึ การใช้อปุ มาโวหารควรเลือกใชถ้ ้อยคาที่เข้าใจง่าย
และสละสลวย เปรียบเทียบได้ถกู ตอ้ ง เหมาะสมกับเน้ือหา และจังหวะ ลีลา
ตวั อย่างอปุ มาโวหาร
…ดงั น้ีเจ้าจะเหน็ ได้วา่ เมยี ทพ่ี ่อจัดหาให้มีตระกูล สมชาติ สมเช้ือกนั ดี เพราะตระกลู ของเราก็มัง่ มี มีคน
นบั หน้าถือตา ญาติพ่ีน้องท้ังฝ่ายบิดามารดาของนางก็บริบูรณ์ รูปร่างงามหาตาหนิมิได้ ผมดาราวกับแมลงผึ้ง
หน้าเปล่งปลั่งดั่งดวงจันทร์ เนตรประหนึ่งตากวาง จมูกแม้นดอกงา ฟันเทียบไขม่ ุก ริมฝีปากเพียงผลตาลึงสุก
เสียงหวานปานนกโกกิลา ขาคือลากล้วย เอวเหมาะเจาะไม่อ้วนเกิน เวลาย่างเดินแคล่วคล่องมีสง่าเสมอช้าง
ทรง เพราะฉะน้ันเจา้ จะหาทางตาหนขิ ดั ขอ้ งมไิ ดเ้ ลย...
๔. สาธกโวหาร คือ โวหารท่ีมุ่งให้ความชัดเจนโดยการยกตัวอย่างหรือเร่ืองราวประกอบ
การอธิบาย เนื้อหาสาระ เพื่อสนับสนุน ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ให้หนักแน่น สมเหตุสมผล ทาให้ผู้รับสารเข้าใจ
เน้ือหา สาระในสิ่งที่พูด หรือเขียนอย่าง ชัดเจน ดูสมจริง หรือน่าเช่ือถือยิ่งขึ้น ตัวอย่างหรือเร่ืองร าว ที่ยก
ประกอบอาจเป็นเร่ืองสั้น ๆ หรอื เรอ่ื งราวยาว ๆ ก็ไดต้ ามความเหมาะสม
ตัวอยา่ งสาธกโวหาร
เป็นมนษุ ยส์ ุดดที ี่ทาชอบ จงประกอบกรรมดีไวไ้ ม่สูญหาย
มเี รอ่ื งจะทาดไี ดม้ ากมาย อย่าเหนือ่ ยหน่ายท้อใจใฝ่ทาดี
วีรชนของไทยใจกล้าหาญ ได้ตอ่ สูศ้ ตั รูพาลสมศกั ด์ิศรี
แมย่ า่ โมทา้ วสุรนารี ยอดสตรนี ามระบอื ลือทวั่ ไทย
๕. เทศนาโวหาร คือ โวหารที่มุ่งโน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกคล้อยตาม เป็นการกล่าวในเชิง
อบรม แนะนาสั่งสอน เสนอทัศนะ ชี้แนะ หรือโน้มน้าว ชักจูงใจโดยยกเหตุผล ตัวอย่าง หลักฐาน ข้อมูล
ข้อเท็จจริง สุภาษิต คติธรรมและสัจธรรม ต่าง ๆ มาแสดงเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจที่กระจ่างจนยอมรับ
เช่ือถือมีความเห็น คล้อยตาม และปฏิบัติตาม โวหารประเภทนี้มักใช้ ในการให้โอวาท อบรมส่ังสอน อธิบาย
หลักธรรม และคาชแ้ี จงเหตผุ ล ในเร่อื งใดเรื่องหนง่ึ การเสนอทศั นะ เปน็ ต้น
ตวั อยา่ งเทศนาโวหาร
แลว้ สอนวา่ อย่าไว้ใจมนษุ ย์ มันแสนสดุ ลึกล้าเหลอื กาหนด
ถงึ เถาวัลย์พันเก่ียวทเ่ี ล้ียวลด กไ็ ม่คดเหมือนหน่งึ ในน้าใจคน
มนุษย์นี่ทรี่ กั อยสู่ องสถาน บดิ ามารดารักมักเป็นผล
ทพ่ี ง่ึ หนง่ึ พง่ึ ไดแ้ ต่กายตน เกดิ เปน็ คนคดิ เห็นจึงเจรจา
แมน้ ใครรกั รักมงั่ ชังชังตอบ ให้รอบคอบคิดอา่ นนะหลานหนา
รู้สงิ่ ไรไม่สู้รวู้ ิชา ร้รู กั ษาตวั รอดเปน็ ยอดดี
(สนุ ทรภู่: พระอภยั มณ)ี
ภาพพจน์
ภาพพจน์ คือ ถ้อยคาที่ทาให้เกิดภาพในใจ โดยใช้กลวิธหี รือชัน้ เชิงในการเรียบเรยี งถอ้ ยคาให้มพี ลังท่ี
จะสัมผัสอารมณ์ของผู้อ่านจนเกิดความประทับใจ เข้าใจลึกซ้ึง และเกิดอารมณ์สะเทือนใจมากกว่าถ้อยคาท่ี
กลา่ วอยา่ งตรงไปตรงมา
ภาพพจนม์ ีอยูห่ ลายชนดิ ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. อปุ มา (simile) คือการเปรียบเทียบส่ิงหนงึ่ กับอกี ส่ิงหนง่ึ ที่โดยธรรมชาตแิ ลว้ มสี ภาพทีแ่ ตกตา่ งกัน
แต่มีลักษณะเด่นร่วมกัน และใช้คาที่มีความหมายว่า เหมือนหรือคล้ายเป็นคาแสดงการเปรียบเทียบ
เพื่อเน้นให้เห็นจริงว่า เหมือนอย่างไร ในลักษณะใด อุปมาจะมีการใช้คาว่า เสมือน เหมือน เปรียบเหมือน
ดุจ ประดจุ ดง่ั ดุจดงั เพียง เพีย้ ง ประหนึ่ง ราว กล เฉก เช่น
- เพลงนี้ไพเราะราวกับเพลงจากสวรรค์ - สวยเหมอื นนางฟ้า
-ร้องไห้ปานใจจะขาด - เธอว่ายน้าเก่งเหมือนปลา
- ลกู คนนี้ละม้ายพอ่ -ดวงหนา้ นวลกระจา่ งดจุ ดวงจนั ทร์
๒. อุปลักษณ์ (metaphor) คือการเปรียบเทียบด้วยการกล่าวว่าส่ิงหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยใช้คา
แสดงการเปรยี บเทียบวา่ “เปน็ ” หรอื “คือ” ความหมายจึงลกึ ซ้ึงกว่าอปุ มา เชน่
-ปัญญาคอื ดาบสดู้ สั กร -ครเู ป็นแสงประทีปสอ่ งทางให้ลูกศษิ ย์
-อฐู เป็นเรือของทะเลทราย -กีฬาเป็นยาวเิ ศษ
อุปลักษณ์อีกประเภทหนึ่งที่ใช้กันมากในวรรณคดีและสานวนไทย คือ อุปลักษณ์โดยนัย
(implicit metaphor) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบคล้ายอุปลักษณ์ แต่ว่าไม่มีคาว่าเป็นหรือคือปรากฏอยู่ใน
ข้อความยกมาแต่ส่ิงท่ีนาไปเปรียบให้ผู้อ่านตีความไปเองว่าสิ่งที่นาไปเปรียบนั้นคืออะไร โดยสังเกตจาก
เน้ือความในบรบิ ทนนั้ เช่น
และกสู ิตกล่อง ละก็ซดั ชวาลา
พโิ รธและจับปา บ่มทิ นั จะใครค่ รวญ
ตะเกียงวินาศแล้ว เคหะมดื สิจงึ หวน
คะนงึ บม่ ิควร จะทลายประทีปนั้น
๓. สัญลกั ษณ์ (symbol) คือ การเปรียบเทียบที่เรยี กส่ิงหนึ่งส่งิ ใดโดยใช้คาอื่นแทน คาท่ีใช้
เรียกน้ันเกดิ จากการเปรียบเทยี บและตคี วามซึง่ ใชก้ ันมานานจนเปน็ ท่ีเขา้ ใจกนั โดยทั่วไป
สขี าว หมายถึง ความบริสทุ ธิ์
หงส์ หมายถงึ คนชน้ั สูง
กา หมายถงึ คนตา่ ต้อย
๔. นามนยั (metonymy) คือ การใช้คาหรอื วลซี ่ึงบ่งลกั ษณะหรอื คุณสมบัติของส่งิ หน่งึ สิง่ ใดมา
แทนความหมายส่งิ นนั้ ทง้ั หมด เช่น
มือขวา หมายถงึ คนสนิทท่ไี วว้ างใจ
เมอื งโอ่ง หมายถงึ จังหวดั ราชบุรี
เมืองยา่ โม หมายถึง จงั หวัดนครราชสมี า
๕. อติพจน์ (hyperbole) คือ การกลา่ วเกนิ จริง ซึ่งเป็นความรสู้ กึ หรอื ความคิดของผู้กลา่ วที่ตอ้ งการ
ย้าความหมายให้ผ้ฟู งั รสู้ ึกว่าหนกั แนน่ จริงจงั ทัง้ ผกู้ ล่าวและผู้ฟังกเ็ ขา้ ใจวา่ มิใช่เปน็ การกลา่ วเท็จ เชน่
-ร้อนตบั จะแตก -คิดถงึ ใจจะขาด
-เขาโกรธเธอจนอกระเบดิ -เหน่ือยสายตัวแทบขาด
๖. บคุ ลาธษิ ฐาน หรอื บุคคลวัต (personification) คือ การสมมตใิ ห้สง่ิ ท่ไี มม่ ีชีวิต ไมม่ คี วามคิด
สิ่งท่ีเปน็ นามธรรม หรอื สตั วใ์ หม้ ีสตปิ ัญญา อารมณ์หรอื กริ ิยาอาการเหมือนมนษุ ย์
-ซุงหลายทอ่ นนอนร้องไหท้ ่ีชายป่า -ดาวกะพรบิ ตาเยาะเราหรือดาวเอย๋
-จานและช้อนวิ่งกันขวักไขวไ่ ปทัว่ ห้องครวั -พระจันทร์ยมิ้ ทักทายกบั หมู่ดาวบนท้องฟ้า
๗. ปฏิพากย์ ( Paradox ) คือ การใช้คาท่ีมีความหมายตรงกันข้ามกันหรือขัดแย้งกันมารวมไว้
ดว้ ยกันเพือ่ ใหม้ คี วามหมาย ใหม่ หรือใหค้ วามร้สู กึ ขัดแยง้ กนั หรอื เพิ่มน้าหนกั ให้แกค่ วามหมายของคาแรก
-เธอกาลงั หาข้อเทจ็ จรงิ ในเร่ืองนี้อยู่ (หมายถงึ ข้อมูลทเ่ี ป็นจรงิ )
-เขาไมเ่ คยยินดยี ินรา้ ยฉันเลย (หมายถึง เอาใจใส่)
๘. คาถามเชิงวาทศิลป์ (rhetorical question) คือการตั้งคาถามแต่มิได้หวังคาตอบ หรือถ้ามี
คาตอบก็เป็นคาตอบท่ีท้ังผู้ถามและผู้ตอบรู้ดีอยู่แล้ว เพื่อเร้าอารมณ์ผู้อ่านหรือสื่อความหมายและข้อคิดที่
ต้องการ เช่น
- เราจะยอมใหม้ ีการฉอ้ ราษฎร์บงั หลวงต่อไปอกี หรือ
- ถา้ เหตุการณ์ภายหนา้ มีแตร่ า้ ย ฉนั จะทนทรมานอยไู่ ดอ้ ยา่ งไร
๙. การเลยี นเสยี งธรรมชาติ (onomatopoeia) คือ การใช้คาทเ่ี ลียนเสยี งธรรมชาติ เรยี กอกี อย่าง
หนึง่ ว่าสัทพจน์ เช่น เสยี งดนตรี เสยี งรอ้ งของสัตว์ หรอื เลียนเสียงกริ ิยาอาการตา่ งๆ ของคน
- เสยี งระฆงั หง่างเหงง่ วังเวงแว่ว (เลยี นเสยี งของระฆัง)
- มนั ร้องดงั กระโต้งโฮง มนั ดังก๊อก ๆ กอ๊ ก ๆ กระโต้งโฮง (เลียนเสียงรอ้ งของนกยงู )
๑๐. การกล่าวอ้างถงึ (allusion) คือ การกล่าวอ้างองิ ถึงบุคคล สถานท่ี เหตกุ ารณ์ในวรรณคดีเร่ือง
อน่ื ๆ หรือการกล่าวอา้ งถึงขอ้ ความตอนหนง่ึ ตอนใดจากวรรณคดเี รอื่ งนนั้ ๆ ทั้งโดยตรงและดัดแปลงมา เชน่
พูดพลอดกอดเคลา้ เลา่ นิทาน พระอวตารตามนางมากลางป่า
ข้ามฝัง่ มายังเกาะลงกา ผลาญโคตรยกั ษาให้ตายเปลอื ง
แสนยากลาบากด้วยนางงาม พระรามทุกข์ตรอมจนผอมเหลือง
สิบสีป่ ีจงึ ไดน้ างมาคืนเมือง พอสิน้ เร่ืองกพ็ อหลับลงดว้ ยกัน
(ขนุ ช้างขนุ แผน)
แบบทดสอบ เรอ่ื ง โวหารภาพพจน์
ตอนท่ี ๑ จงเลือกคาตอบทถี่ ูกต้องท่สี ุดเพียงคาตอบเดียว
๑. ขอ้ ใดใช้โวหารภาพพจน์สัทพจน์
ก. ผเี สอ้ื บินเยา้ หยอกกับดอกไม้ เพลงลองไนพล้วิ พรมลมออ่ นโยน
ข. ฟังสาเนยี งเสียงคล่ืนดงั ครื้นโครม ยิง่ ทกุ ข์โทมนสั ในฤทัยทวี
ค. สตั ว์ในนา้ จาแพแ้ กผ่ เี สอ้ื เปรยี บเหมือนเห็นพยัคฆใ์ หช้ กั หลัง
ง. เสยี นา้ ใจในอารมณไื ม่สมประดี สองมือตีอกตมู ฟมู น้าตา
๒. "พอ่ แมข่ องธนามอี าชีพเลยี้ งเปด็ พนั ธไ์ุ ขค่ ราวละหลายรอ้ ยตวั เป็ดเหล่าน้ีกาลังออกไขท่ กุ วนั ธนาจงึ ต่นื แต่
เชา้ เกบ็ ไข่เป็ดในเล้า ใหแ้ มน่ าไปขายที่ตลาด" ข้อความนเ้ี ป็นโวหารชนดิ ใด
ก. พรรณนาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. สาธกโวหาร ง. อปุ มาโวหาร
๓. “ผิวนา้ สขี ่นุ ท่ถี กู สายลมเยน็ ปลายเดือนกุมภาพนั ธุ์โชยพัดผ่าน ทาใหน้ ้าเป็นระลอกทยอยเขา้ กระทบฝั่งครั้ง
แลว้ ครง้ั เล่า ดงดอกหญ้ารมิ ฝ่งั ท่เี ห่ยี วแห้งจนกลายเปน็ สีน้าตาลปะทะลมดงั หวีดหวิว” ข้อความเป็นโวหารใด
ก. พรรณนาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. อุปมาโวหาร ง. สาธกโวหาร
๔. “ความพยายามและความต้งั ใจที่จะกา้ วหน้า เป็นพลังสาคญั สาหรับตอ่ สูอ้ ปุ สรรค และส่งเสรมิ บุคคลให้ทา
การต่างๆได้สาเรจ็ ยง่ิ ผ้นู ั้นมคี วามรู้สงู มจี ิตใจดีเป็นพนื้ ฐาน ผลงานท่ีทายิ่งมผี ลกวา้ งขวาง ปราศจากโทษและ
อานวยประโยชน์แก่ตนและสว่ นรวมเป็นอยา่ งยงิ่ ” ข้อความนเี้ ป็นโวหารชนดิ ใด
ก. เทศนาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. พรรณนาโวหาร ง. สาธกโวหาร
๕. “เขารกั ษาความดีประดุจเกลอื รักษาความเค็ม ทาให้มีแตค่ นนับถือ” ข้อความน้ีเปน็ โวหารชนดิ ใด
ก. บรรยายโวหาร ข. อุปมาโวหาร
ค. เทศนาโวหาร ง. สาธกโวหาร
๖. “ผูค้ นชอบท่ีจะยอ้ นคดิ ถึงอดตี ยกตวั อย่างเช่น เมื่อเราย้ายบ้านใหม่ ไมว่ า่ บา้ นใหมข่ องเราจะดีอยา่ งไรเราก็
มักจะคิดถึงท่เี ก่าและอยากกลบั ไปดู เม่ือเราซอ้ื สิ่งอนั ใหม่ เรามักยังคงจาของชนิ้ เก่าทมี่ ีคุณภาพดีได้ เรารสู้ ึก
เชน่ นก้ี บั สิง่ ของ และยิ่งไปกว่าน้ันแมก้ บั ผคู้ น เราทักจะคิดถงึ เพือ่ นรว่ มชนั้ เรียนเก่าๆ กลมุ่ เพอื่ นเกา่ และหวังให้
ทกุ คนมีโอกาสได้มารวมกนั อีกครั้ง การย้อนคิดถึงอดีตเปน็ ส่งิ ท่ีดี และยงั เปน็ จติ สานกึ ของการไมล่ มื รากฐาน
ความเป็นมาของเราดว้ ย” ขอ้ ความนีเ้ ปน็ โวหารชนดิ ใด
ก. บรรยายโวหาร ข. พรรณนาโวหาร
ค. อุปมาโวหาร ง. สาธกโวหาร
๗. ข้อใดใช้พรรณนาโวหาร
ก. ฝนตกกระหนา่ จนลืมหูลืมตาไม่ขึน้ เสื้อผ้าเปียกปอนลีบเขา้ แนบลาตวั
ข. ไฟฟ้าดับมดื ตลอดแนวถนนเนื่องจากเสาไฟฟ้าล้มเอียงลงมาตามๆ กนั รว่ ม ๑๐ ต้น
ค. กิง่ ไมห้ ักเกลอ่ื นถนนหลายสายหลงั จากพายุฝนสงบลง
ง. รถยนต์จอดนิ่งอยหู่ ลายคัน แล่นตอ่ ไปไมไ่ ด้ต้องรอให้พายุสงบกอ่ น
๘. ข้อใดใชบ้ รรยายโวหาร
ก. นกั ร้องประสานเสียงเปล่งเสียงพรอ้ มเพรียงกนั เปน็ สามระดบั ตามทานองท่ีฝึกฝนมาอย่างดี
ข. เพลงเอกของรายการดงั กระห่มึ กอ้ งหอประชมุ สะกดคนฟงั ใหเ้ คลิบเคลิ้ม
ค. เสยี งเปยี โนไล่เรียงขึน้ ลงอย่างแจ่มใสชวนให้นึกถึงละอองน้าท่ีโปรยปรายลงมา
ง. ทานองเพลงตอนท้ายเบาหววิ วบู หายจนคนฟงั ต้องกล้ันหายใจตามไปดว้ ย
๙. ข้อใดไม่ใชภ้ าพพจน์
ก. หน่งึ ส้มเทพรส หวานปรากฏรสแนบเนียน
ส้มเหมน็ หล่นอาเกียรณ์ เปลือกบางอ่อนหนอนชอบใจ
ข. อย่างหน่ึงส้มสนั ดาน หมอใช้การยาสาคัญ
เรียกชื่อส้มเหมือนกนั กินบได้ใชท้ ายา
ค. ส้มหนงึ่ สีผวิ เหลือง มาแตเ่ มืองตรังกานู
รสชาตกิ ็พอดู รสสนทิ หวานปานตาลชมิ
ง. พรรณหน่งึ เรยี กส้มจกุ ผลห่ามสกุ ดูสลอน
เปลอื กบางคิดบังอร โฉมแบบบางรา่ งอย่างเขยี น
๑๐. คาประพนั ธต์ อ่ ไปน้ใี ช้ภาพพจน์กี่แหง่
พระนกั สิทธ์พิ ิศดูเปน็ ครู่พัก หวั รอ่ หนักรปู ร่างมนั ช่างขนั
เม่ือตัวเดียวเจียวกลายเป็นหลายพันธุ์ กาลังมนั มากนักเหมอื นยกั ษม์ าร
กนิ คนผปู้ ปู ลาหญา้ ใบไม้ มันทาไดห้ ลายเลห่ ์อา้ ยเดรฉาน
เข้ียวเปน็ เพชรเกล็ดเปน็ นิลลน้ิ เปน็ ปาน ถงึ เอาขวานฟันฟาดไม่ขาดรอน
ก. ๑ แหง่ ข. ๒ แห่ง
ค. ๓ แห่ง ง. ๔ แห่ง
๑๑. ขอ้ ใดมคี าเลยี น
ก. บา้ งแออัดจัดการประสานเสียง
ข. ตื่นสะดุ้งเขาประดงั ระฆงั ก้อง
ค. บ้างกอบปรายเบีย้ โปรยอยโู่ กรยกราว
ง. ชาวบา้ นนอกตกใจร้องไหด้ งั
๑๒. ข้อใดใช้ภาพพจน์
ก. จะแวะหาถ้าท่านเหมอื นเม่อื เปน็ ไวย ก็จะไดร้ บั นมิ นต์ขึ้นบนจวน
ข. อายยุ ืนหมืน่ เท่าเสาศิลา อยู่คฟู่ ้าดินได้ดงั ใจปอง
ค. โอ้เช่นน้ีสีกาได้มาเหน็ จะลงเลน่ กลางทงุ่ เหมอื นมุ่งหมาย
ง. จนดกึ ดาวพราวพร่างกลางอมั พร กระเรยี นร่อนร้องกอ้ งเมือ่ สองยาม
๑๓. คาประพันธข์ ้างต้นใช้ภาพพจนต์ ามขอ้ ใด
งานกต็ อ้ งถูกงด นา้ ตาท่วมรถท่ีผอ่ นมาหลายปี
มองปกิ๊ อัพถกู ยึด รถเคร่ืองถกู ยึดบา๊ ยบายเพือ่ นซี้
วันหลงั ถา้ มีเวลา จะซ้ือเอ็งกลบั มาอกี ที
ก. อติพจน์ และ บคุ คลวตั ข. สัญลกั ษณ์ และ อปุ ลกั ษณ์
ค. บุคคลวตั และ สัญลักษณ์ ง. อปุ ลักษณ์ และ อตพิ จน์
๑๔. ข้อใดไมใ่ ช้ภาพพจน์
ก. นีจ่ นใจไม่มเี ท่าขี้เล็บ ขเ้ี กยี จเก็บเลยทางมากลางหน
ข. ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล คงคาใสปลาว่ายคลา้ ยคล้ายเหน็
ค. เสียงสนิ ธุดดุ ้นั ลนั่ พลิ ึก สะท้านสะทึกโถมฟาดฉาดฉาดฉาน
ง. เหมอื นนกฟ้องดวงจนั ทรใ์ ห้ผนั ดู คนมาสู่ซ่องพกั มนั รกั ษา
๑๔. ขอ้ ใดปรากฏภาพพจน์ประเภทคาถามเชิงวาทศลิ ป์
ก. ตะแลกแตก๊ แตก๊ ตะแลกแตก๊ แต๊ก กระเดื่องดังแทรกสารวลสรวลสนั ต์
ข. ขอเป็นเกือกทองรองบาทา ไปจนกว่าชีวันจะบรรลยั
ค. เสยี งสินธดุ ุดั้นลน่ั พิลึก สะทา้ นสะทึกโถมฟาดฉาดฉาดฉาน
ง. เห็นแก้วแวววับท่จี บั จิต ไยไมค่ ดิ อาจเอือ้ มให้เต็มที่
๑๖. “คิดถึงสาโรชสรอ้ ย เสาวมาลย์ แมน่ า
ภุชเคนทรสาราญ แหลง่ ลน้
สระสวรรค์นิราศสนาน ไฉนนาฏ เรยี มเอย
สรงเกษมสระสมรเฟน้ ฝง่ั ฟ้าฝันถึง” ปรากฏภาพพจนช์ นดิ ใด
ก. อุปมา ข. อตพิ จน์
ค. สัญลักษณ์ ง. บุคคลวตั
๑๗. ประเพณีตีงูใหห้ ลงั หัก มันกม็ ักทาร้ายเมอื่ ภายหลงั
จระเขใ้ หญไ่ ปถงึ นามีกาลัง เหมอื นเสือขงั เข้าถึงดงก็คงร้าย
จากคาประพนั ธ์ขา้ งตน้ ปรากฏภาพพจน์ชนิดใด
ก. การเลยี นเสยี งธรรมชาติ ข. การกล่าวอา้ งถึง
ค. การเปรยี บเทียบ ง. การใชค้ าถามเชงิ วาทศิลป์
๑๘. “ดวงจิตคือกระษัตริย์ ผา่ นสมบัติอันโอฬาร์
ข้าศึกคอื โรคา เกดิ เขน่ ฆ่าในกายเรา” ปรากฏภาพพจน์ชนดิ ใด
ก. อุปมา ข. สัญลักษณ์
ค. อุปลกั ษณ์ ง. นามนัย
๑๙. “เอียงอกเทออกอา้ ง อวดองค์ อรเอย
เมรชุ บุ สมุทรดนิ ลง เลขแต้ม
อากาศจกั จานผจง จารึก พอฤา
โฉมแมห่ ยาดฟ้าแย้ม อย่รู ้อนฤาเห็น” ปรากฏภาพพจนช์ นิดใด
ก. นามนัย ข. บุคคลวตั
ค. ปฏพิ ากย์ ง. อตพิ จน์
๒๐. “คนเขาชังวา่ เป็นนางกลางเมือง ฉนั ไม่เคยเคอื งถือเปน็ เรือ่ งหมองใจ
ฉันรตู้ วั เหมอื นคนชั่วทั่วไป ดชู ่างเลวร้าย โรคภัยไหน จะเบยี ดเบียน”
ข้อความข้างตน้ ปรากฏภาพพจนช์ นดิ ใด
ก. อตพิ จน์ ข. บุคคลวัต
ค. ปฏพิ ากย์ ง. นามนยั
ตอนท่ี ๒ จงระบปุ ระเภทของภาพพจน์ให้ถูกต้อง
ขอ้ ขอ้ ความ ภาพพจน์
เพยี นทองงามดั่งทอง ไม่เหมือนนอ้ งหม่ ตาดพราย
๑ กระแหแหห่างชาย ดงั่ สายสวาทคลาดจากสม
๒ ลมหนาวเร่ิมล่องมาจากฟ้าแลว้ พรมจูบแผว่ เจ้าพระยาโรยฟ้าฝัน
๓ แมเ้ น้ือเยน็ เปน็ ห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวสั ด์ิเปน็ มัจฉา
๔ แอดออดออดแอดแอดออด ลมลอดไลเ่ ลีย้ วเรยี วไผ่
๕ กาลวงวา่ หงสใ์ หป้ ลงใจ ดว้ ยมไิ ด้ดูหงอนแตก่ ่อนมา
๖ น้าร้อนปลาเปน็ น้าเย็นปลาตาย
ตราบขนุ คิรขิ ัน ขาดสลาย ลงแม่
รกั บห่ ายตราบหาย หกฟา้
๗ สรุ ยิ จันทรขจาย จากโลก ไปฤา
ไฟแล่นล้างส่หี ลา้ ห่อนล้างอาลยั
๘ เราจะยอมใหม้ ีการฉ้อราษฎร์บังหลวงตอ่ ไปอกี หรอื
๙ ทนตแ์ ดงดง่ั แสงทับทมิ เพริศพร้ิมเพรารบั กบั ขนง
กม้ เกลา้ เคารพอภวิ าท พระปิ่นภพภูวนาถนาถา
๑๐ ยบั ยง้ั คอยฟงั พระวาจา
จะบัญชาใหย้ กโยธี
เฉลยแบบทดสอบ เร่ือง โวหารภาพพจน์
คาชี้แจง จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งที่สุดเพยี งคาตอบเดียว
๑. ๑. ข้อใดใชโ้ วหารภาพพจนส์ ัทพจน์
ก. ผีเสื้อบินเยา้ หยอกกบั ดอกไม้ เพลงลองไนพลิว้ พรมลมออ่ นโยน
ข. ฟังสาเนยี งเสยี งคลน่ื ดงั คร้นื โครม ยง่ิ ทกุ ขโ์ ทมนสั ในฤทยั ทวี
ค. สัตว์ในนา้ จาแพ้แก่ผเี สือ้ เปรยี บเหมอื นเห็นพยคั ฆ์ให้ชักหลงั
ง. เสยี น้าใจในอารมณไื มส่ มประดี สองมือตีอกตมู ฟมู นา้ ตา
๒. "พอ่ แม่ของธนามอี าชพี เลีย้ งเป็ดพนั ธุ์ไขค่ ราวละหลายรอ้ ยตวั เปด็ เหลา่ น้กี าลงั ออกไข่ทุกวัน ธนาจึงต่ืนแต่
เช้าเก็บไขเ่ ปด็ ในเล้า ใหแ้ ม่นาไปขายท่ีตลาด" ขอ้ ความน้ีเป็นโวหารชนดิ ใด
ก. พรรณนาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. สาธกโวหาร ง. อุปมาโวหาร
๓. “ผิวนา้ สีขุ่นทถ่ี ูกสายลมเย็นปลายเดอื นกุมภาพนั ธโุ์ ชยพดั ผา่ น ทาใหน้ า้ เป็นระลอกทยอยเขา้ กระทบฝัง่ คร้ัง
แลว้ คร้งั เล่า ดงดอกหญา้ รมิ ฝัง่ ทเ่ี หี่ยวแห้งจนกลายเปน็ สนี ้าตาลปะทะลมดงั หวีดหวิว” ข้อความนี้เป็นโวหาร
ชนิดใด
ก. พรรณนาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. อุปมาโวหาร ง. สาธกโวหาร
๔. “ความพยายามและความตง้ั ใจทจ่ี ะกา้ วหน้า เปน็ พลงั สาคัญสาหรับต่อสอู้ ปุ สรรค และส่งเสรมิ บุคคลให้ทา
การตา่ งๆไดส้ าเร็จ ยิ่งผ้นู ้ันมีความรูส้ งู มจี ิตใจดีเป็นพ้นื ฐาน ผลงานท่ที าย่งิ มผี ลกว้างขวาง ปราศจากโทษและ
อานวยประโยชน์แกต่ นและสว่ นรวมเป็นอยา่ งยง่ิ ” ข้อความนีเ้ ป็นโวหารชนิดใด
ก. เทศนาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. พรรณนาโวหาร ง. สาธกโวหาร
๕. “เขารกั ษาความดีประดุจเกลือรกั ษาความเค็ม ทาใหม้ ีแต่คนนบั ถือ” ขอ้ ความน้เี ปน็ โวหารชนดิ ใด
ก. บรรยายโวหาร ข. อุปมาโวหาร
ค. เทศนาโวหาร ง. สาธกโวหาร
๖. “ผู้คนชอบที่จะยอ้ นคิดถึงอดตี ยกตัวอยา่ งเช่น เม่ือเราย้ายบ้านใหม่ ไมว่ า่ บา้ นใหม่ของเราจะดอี ยา่ งไรเราก็
มักจะคดิ ถึงท่เี กา่ และอยากกลับไปดู เมอ่ื เราซ้อื สิ่งอันใหม่ เรามกั ยงั คงจาของชนิ้ เก่าทม่ี ีคุณภาพดไี ด้ เราร้สู ึก
เชน่ นก้ี บั สงิ่ ของ และย่ิงไปกวา่ นั้นแมก้ ับผูค้ น เราทักจะคิดถงึ เพื่อนรว่ มชัน้ เรียนเกา่ ๆ กลมุ่ เพอ่ื นเก่า และหวังให้
ทกุ คนมีโอกาสได้มารวมกนั อีกครง้ั การยอ้ นคดิ ถึงอดีตเป็นสิง่ ท่ดี ี และยงั เป็นจติ สานกึ ของการไม่ลืมรากฐาน
ความเปน็ มาของเราด้วย” ขอ้ ความนเ้ี ป็นโวหารชนดิ ใด
ก. บรรยายโวหาร ข. พรรณนาโวหาร
ค. อุปมาโวหาร ง. สาธกโวหาร
๗. ข้อใดใช้พรรณนาโวหาร
ก. ฝนตกกระหนา่ จนลมื หลู ืมตาไม่ข้นึ เส้ือผ้าเปียกปอนลบี เข้าแนบลาตวั
ข. ไฟฟา้ ดบั มดื ตลอดแนวถนนเนื่องจากเสาไฟฟา้ ล้มเอียงลงมาตามๆ กนั รว่ ม ๑๐ ต้น
ค. กงิ่ ไมห้ กั เกลอ่ื นถนนหลายสายหลังจากพายุฝนสงบลง
ง. รถยนตจ์ อดนงิ่ อยู่หลายคนั แลน่ ตอ่ ไปไม่ไดต้ ้องรอให้พายุสงบกอ่ น
๘. ข้อใดใชบ้ รรยายโวหาร
ก. นกั รอ้ งประสานเสียงเปล่งเสียงพรอ้ มเพรยี งกนั เป็นสามระดบั ตามทานองที่ฝกึ ฝนมาอยา่ งดี
ข. เพลงเอกของรายการดังกระห่มึ ก้องหอประชมุ สะกดคนฟงั ใหเ้ คลิบเคล้มิ
ค. เสยี งเปยี โนไล่เรียงข้นึ ลงอย่างแจ่มใสชวนให้นึกถึงละอองนา้ ทโี่ ปรยปรายลงมา
ง. ทานองเพลงตอนทา้ ยเบาหวิววูบหายจนคนฟงั ตอ้ งกลัน้ หายใจตามไปดว้ ย
๙. ขอ้ ใดไม่ใชภ้ าพพจน์
ก. หนึ่งสม้ เทพรส หวานปรากฏรสแนบเนยี น
สม้ เหม็นหล่นอาเกยี รณ์ เปลอื กบางอ่อนหนอนชอบใจ
ข. อย่างหนงึ่ สม้ สันดาน หมอใชก้ ารยาสาคญั
เรียกชื่อส้มเหมอื นกนั กินบได้ใช้ทายา
ค. สม้ หนงึ่ สผี ิวเหลือง มาแตเ่ มอื งตรังกานู
รสชาติก็พอดู รสสนทิ หวานปานตาลชิม
ง. พรรณหนง่ึ เรยี กส้มจุก ผลหา่ มสกุ ดูสลอน
เปลอื กบางคิดบังอร โฉมแบบบางร่างอยา่ งเขียน
๑๐. คาประพันธต์ ่อไปนีใ้ ช้ภาพพจนก์ ่แี หง่
พระนักสทิ ธิ์พศิ ดูเป็นครพู่ ัก หวั รอ่ หนักรูปรา่ งมนั ช่างขัน
เม่อื ตัวเดียวเจียวกลายเปน็ หลายพนั ธ์ุ กาลงั มันมากนักเหมอื นยกั ษ์มาร
กนิ คนผู้ปูปลาหญ้าใบไม้ มนั ทาได้หลายเล่ห์อา้ ยเดรฉาน
เขี้ยวเปน็ เพชรเกลด็ เปน็ นิลลิ้นเปน็ ปาน ถึงเอาขวานฟันฟาดไม่ขาดรอน
ก. ๑ แห่ง ข. ๒ แห่ง
ค. ๓ แห่ง ง. ๔ แห่ง
๑๑. ข้อใดมีคาเลียนเสียง
ก. บ้างแออัดจัดการประสานเสียง
ข. ตื่นสะดุ้งเขาประดังระฆงั กอ้ ง
ค. บ้างกอบปรายเบยี้ โปรยอยโู่ กรยกราว
ง. ชาวบา้ นนอกตกใจร้องไหด้ งั
๑๒. ข้อใดใช้ภาพพจน์
ก. จะแวะหาถา้ ท่านเหมอื นเมอื่ เปน็ ไวย ก็จะไดร้ บั นมิ นตข์ ึ้นบนจวน
ข. อายุยืนหมืน่ เท่าเสาศลิ า อยคู่ ู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง
ค. โอเ้ ช่นนีส้ ีกาไดม้ าเหน็ จะลงเล่นกลางทงุ่ เหมือนมุง่ หมาย
ง. จนดึกดาวพราวพรา่ งกลางอัมพร กระเรยี นร่อนร้องก้องเมอื่ สองยาม
๑๓. คาประพนั ธข์ า้ งต้นใช้ภาพพจนต์ ามขอ้ ใด
งานก็ตอ้ งถูกงด นา้ ตาทว่ มรถท่ีผ่อนมาหลายปี
มองป๊ิกอพั ถูกยดึ รถเครื่องถกู ยึดบา๊ ยบายเพ่อื นซี้
วนั หลังถ้ามีเวลา จะซื้อเอ็งกลบั มาอกี ที
ก. อติพจน์ และ บุคคลวตั ข. สัญลักษณ์ และ อปุ ลักษณ์
ค. บุคคลวตั และ สัญลกั ษณ์ ง. อุปลกั ษณ์ และ อตพิ จน์
๑๔. ข้อใดปรากฏภาพพจนป์ ระเภทคาถามเชิงวาทศิลป์
ก. ตะแลกแต๊กแตก๊ ตะแลกแต๊กแตก๊ กระเด่ืองดังแทรกสารวลสรวลสันต์
ข. ขอเปน็ เกือกทองรองบาทา ไปจนกว่าชวี ันจะบรรลยั
ค. เสียงสนิ ธุดุดั้นลัน่ พลิ ึก สะท้านสะทึกโถมฟาดฉาดฉาดฉาน
ง. เหน็ แก้วแวววบั ทจ่ี บั จิต ไยไม่คิดอาจเออื้ มใหเ้ ต็มที่
๑๕. ข้อใดมีโวหารภาพพจนเ์ หมือนขอ้ ความทว่ี ่า " เธอเปน็ ทาสผซู้ ื่อสัตยข์ องฉัน "
ก. เธอเหมอื นศรมาปักใจฉัน ข. เธอสวยราวนางฟ้า
ค. เธอคอื สายน้าฉา่ ใจ ง. เธอรักเขาจนยอมตายแทนได้
๑๖. “คิดถึงสาโรชสรอ้ ย เสาวมาลย์ แม่นา
ภุชเคนทรสาราญ แหลง่ ลน้
สระสวรรคน์ ริ าศสนาน ไฉนนาฏ เรียมเอย
สรงเกษมสระสมรเฟน้ ฝงั่ ฟ้าฝันถงึ ” ปรากฏภาพพจนช์ นิดใด
ก. อุปมา ข. อติพจน์ ค. สัญลกั ษณ์ ง. บุคคลวตั
๑๗. ประเพณีตีงใู ห้หลงั หกั มนั กม็ ักทาร้ายเมอื่ ภายหลงั
จระเข้ใหญไ่ ปถงึ นามกี าลงั เหมอื นเสอื ขังเข้าถงึ ดงก็คงรา้ ย
จากคาประพันธ์ขา้ งต้นปรากฏภาพพจนช์ นิดใด
ก. การเลียนเสยี งธรรมชาติ ข. การกล่าวอา้ งถึง
ค. การเปรยี บเทียบ ง. การใชค้ าถามเชิงวาทศิลป์
๑๘. “ดวงจิตคอื กระษัตริย์ ผา่ นสมบัติอันโอฬาร์
ข้าศกึ คอื โรคา เกิดเขน่ ฆา่ ในกายเรา” ปรากฏภาพพจน์ชนดิ ใด
ก. อปุ มา ข. สัญลกั ษณ์
ค. อปุ ลักษณ์ ง. นามนัย
๑๙. “เอียงอกเทออกอา้ ง อวดองค์ อรเอย
เมรชุ ุบสมุทรดินลง เลขแต้ม
อากาศจกั จานผจง จารึก พอฤา
โฉมแม่หยาดฟ้าแยม้ อยู่รอ้ นฤาเหน็ ” ปรากฏภาพพจนช์ นดิ ใด
ก. นามนัย
ค. ปฏิพากย์ ข. บุคคลวตั
ง. อติพจน์
๒๐. “คนเขาชังว่าเปน็ นางกลางเมือง ฉันไมเ่ คยเคืองถือเปน็ เรื่องหมองใจ
ฉันรตู้ ัว เหมอื นคนชั่วทวั่ ไป ดูชา่ งเลวรา้ ย โรคภัยไหน จะเบียดเบียน”
ข้อความขา้ งต้นปรากฏภาพพจนช์ นิดใด ข. บุคคลวัต
ก. อติพจน์ ง. นามนยั
ค. ปฏิพากย์
ตอนท่ี ๒ จงระบปุ ระเภทของภาพพจน์ให้ถกู ตอ้ ง
ขอ้ ข้อความ ภาพพจน์
อุปมา
เพยี นทองงามด่งั ทอง ไม่เหมือนน้องหม่ ตาดพราย บคุ ลวัต
๑ กระแหแหห่างชาย ดง่ั สายสวาทคลาดจากสม
อุปลกั ษณ์
๒ ลมหนาวเร่ิมลอ่ งมาจากฟา้ แลว้ พรมจูบแผ่วเจ้าพระยาโรยฟ้าฝนั สัทพจน์
นามนัย
๓ แม้เนือ้ เย็นเป็นหว้ งมหรรณพ พ่ีขอพบศรีสวสั ด์เิ ปน็ มจั ฉา ปฎพิ ากษ์
๔ แอดออดออดแอดแอดออด ลมลอดไลเ่ ลี้ยวเรียวไผ่ อติพจน์
๕ กาลวงวา่ หงส์ให้ปลงใจ ดว้ ยมิไดด้ หู งอนแตก่ อ่ นมา คาถามเชิงวาทศิลป์
อุปมา
๖ นา้ รอ้ นปลาเป็น น้าเยน็ ปลาตาย
อุปลกั ษณ์
ตราบขุนคริ ิขนั ขาดสลาย ลงแม่
รกั บห่ ายตราบหาย หกฟา้
๗ สุรยิ จันทรขจาย จากโลก ไปฤา
ไฟแลน่ ลา้ งส่หี ล้า ห่อนลา้ งอาลยั
๘ เราจะยอมให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงตอ่ ไปอีกหรือ
๙ ทนตแ์ ดงดัง่ แสงทบั ทมิ เพรศิ พรม้ิ เพรารับกบั ขนง
ก้มเกลา้ เคารพอภวิ าท พระป่ินภพภูวนาถนาถา
๑๐ ยบั ยง้ั คอยฟงั พระวาจา
จะบัญชาใหย้ กโยธี
บนั ทึกผลหลังการเรยี นรู้
ผลการจัดการเรียนรูต้ ามตวั ชวี้ ัด / ผลการเรียนรู้
- นกั เรียนอธบิ ายความหมายของโวหารภาพพจน์ประเภทต่าง ๆ ได้
- นกั เรียนสามารถวเิ คราะห์โวหาร ภาพพจน์ที่ปรากฏในวรรณคดรี ้อยแก้ว ร้อยกรอง ตามบรบิ ท
ต่าง ๆ ไดถ้ กู ต้อง
- นกั เรยี นเหน็ คุณคา่ และความงามของวรรณคดีไทย
สมรรถนะในการเรียนแตล่ ะดา้ น
- นกั เรียนได้ใชค้ วามสามารถดา้ นการสื่อสาร และการคิดในการทากิจกรรมทไี่ ดร้ ับมอบหมาย
- นกั เรียนได้ใช้ความสามารถดา้ นการใชท้ กั ษะชวี ิตและความสามารถในการแก้ปัญหาในการแกป้ ัญหา
ท่ีเกดิ ขึ้นระหว่างทากจิ กรรม
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์แตล่ ะดา้ น
. - นักเรียนมีความมงุ่ มนุ่ ในการทางานที่ได้รบั มอบหมาย มคี วามใฝ่รู้ใฝเ่ รียนและรับผิดชอบต่องานที่
ไดร้ ับมอบหมายอยา่ งเต็มความสามารถ
ปญั หา / อปุ สรรค
- นักเรยี นอาจเกิดความสับสนในประเภทของภาพพจน์แตล่ ะประเภท
ข้อเสนอแนะ / แนวทางการแก้ปญั หา
- ครสู ามารถนาเกมมาใชใ้ นการจดั การเรียนรู้ เพือ่ ให้นักเรียนเกิดความสนกุ สนานมากขนึ้
ขอ้ คน้ พบ
-
ลงชอ่ื …………… …………………..ผ้สู อน
(นางสาวเฌอณฏั ฐช์ า หลิมพลอย)
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ ๓
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย วชิ าภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๔
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี ๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๕
เรอื่ ง อภิปชู นียกานท์ เวลา ๑ ชั่วโมง ผสู้ อน ครูเฌอณฏั ฐ์ชา หลมิ พลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ : เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมอยา่ งเหน็ คณุ ค่า
และนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตจริง
ตวั ชี้วัด
ท ๕.๑ ม.๔ – ๖/๑ วิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวจิ ารณเ์ บ้ืองต้น
ท ๕.๑ ม.๔ – ๖/๓ วิเคราะหแ์ ละประเมนิ คณุ ค่าด้านวรรณศิลป์ของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะ
ที่เป็นมรดกทางวฒั นธรรม
ท ๕.๑ ม.๔ – ๖/๖ ท่องจาและบอกคุณค่าบทอาขยานตามทีก่ าหนด และบทร้อยกรองท่ีมคี ุณคา่ ตาม
ความสนใจและนาไปใชอ้ า้ งอิง
๒. จุดประสงค์การเรียนรู้
๒.๑ นกั เรียนบอกลกั ษณะคาประพนั ธ์ประเภทอนิ ทรวเิ ชียรฉันท์ ๑๑ ได้ถกู ตอ้ ง (K)
๒.๒ นักเรยี นอ่านออกเสยี งเรื่องนมสั การมาตาปติ ุคณุ และนมสั การอาจริยคุณได้ถูกต้องตามหลักการ
อา่ นทานองเสนาะแบบสรภัญญะ (P)
๒.๓ นกั เรียนวิเคราะห์คาครุ-ลหุ ไดถ้ ูกตอ้ ง (P)
๒.๔ นักเรยี นตระหนกั ถึงคุณคา่ ของผู้มีพระคุณ (A)
๓. สาระสาคัญ
บทนมัสการมาตาปิตุคุณและบทนมัสการอาจาริยคุณ เป็นวรรณกรรมร้อยกรองท่ีมีเนื้อหาแสดง
พระคุณของบิดามารดาและครูอาจารย์ โดยใช้ภาษาท่ีงดงามมีวรรณศิลป์ และเป็นบทอ่านที่มีเนื้อหาไพเราะ
ซาบซึง้ การอ่านบทประพันธ์นี้ดว้ ยทานองเสนาะและทานองสรภัญญะ การศึกษาฉันทลกั ษณ์คาประพันธ์ จะ
ช่วยให้นักเรียนเหน็ ถึงความไพเราะและชว่ ยให้จดจาเน้ือหาของบทประพันธไ์ ด้ขึน้ ใจ นาไปสคู่ วามด่ืมดา่ ซาบซ้ึง
กับความหมายอนั กนิ ใจของบทประพันธ์
๔. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
๔.๑ ความสามารถในการสอ่ื สาร
๔.๒ ความสามารถในการคดิ
๔.๓ ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต