The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hyper_plumber, 2023-12-19 00:04:07

รวมเล่มหนังสือปทุมสิโรวาท

หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร

Keywords: หลวงปู่บัวเกตุ

ปทุมสิโรวาท พระราชวัชรปัทมคุณ (หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร) เจ้าอาวาสวัดป่าปางกึ๊ดกิตติธรรม ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จัดทําโดย : พระเทพวชิราธิบดี (ฤทธิรงค์ ญาณพันธุ์) วัดป่าดาราภิรมย์ พระอารามหลวงชั้ นตรี ชนิดสามัญ ตําบลริมใต้ อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รวบรวมโดย : พรเทพ ศุภราภรณ์, ขรินทร์ทิพย์ โฮสูงเนิน ภาพประกอบ : สันติ ปานทอง (ณเดช ทากามูระ), นายสิทธิโชค พาละพล ออกแบบ : กฤษ วิรัชจันทร์ดากุล, กรวรรณ รินต๊ะ พิสูจน์อักษร : ขวัญเรือน ปานต๊ะระษี พิมพ์ครั้ งที่ ๑ : ๒,๐๐๐ เล่ม ๒๒ กันยายน ๒๕๖๖ พิมพ์ที่ : บริษัท นันทพันธ์พริ้ นติ้ ง จํากัด ๓๓/๔-๕ หมู่ ๖ ถนนเชียงใหม่-หางดง ตําบลแม่เหียะ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ ๐๕๓-๘๐๔๙๐๘-๙, ๐๘๒-๑๙๕๖๖๕๖ E-mail: [email protected] Website: www.nuntapun.com


พระราชวัชรปัทมคุณ (หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร) วัดป่าปางกึ๊ดกิตติธรรม ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่


พระเทพวชิราธิบดี เจ้้าคณะจัังหวััดเชีียงใหม่่ ลำำ พููน แม่่ฮ่่องสอน ธ.


ปทุมสิรบูชา หนังสือปทุมสิรบูชา ของ พูระราชีวััชีรปทม่คุณ หรือที่ทานสาธุชนรูจักกันในนาม หลำวังปูบัวัเกตุ ปทุม่สิโร เลมนี้ จัดทําขึ้นเพื่อแจกเปนธรรมบรรณาการ แดทานสาธุชน พุทธบริษัท เพื่อนําไปพินิจพิจารณาในหลักธรรม ก็จะเกิดประโยชนอยางสูงยิ่ง ในวโรกาสที่องคหลวงปูไดรับพระราชทานสมณศักดิ์ จากพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ใหเปนพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พูระราชีวััชีรปทม่คุณ สุนทรสีลำาจ้ารนิวัิฐ ยติคณิสสรบวัรสังฆาราม่ คาม่วัาสี สถิต ณ วัดปาปางกึ๊ดกิตติธรรม จ.เชียงใหม นําความปติโสมนัส และความภาคภูมิใจอยางยิ่ง แกคณะสงฆและคณะศิษย ขอนอมกราบพระพรชัยมงคล และถวายความจงรักภักดีตอพระองคทาน ขอจงทรงพระเจริญมายุยิ่งยืนนาน ขอใหหลวงปูของพวกเรามีธาตุขันธแข็งแรง อยูเปน มิ่งขวัญกําลังใจใหคณะศิษยตราบนานเทานาน พูระเทพูวัชีิราธิบดี เจาคณะจังหวัดเชียงใหม ลําพูน แมฮองสอน ธ. ในนามคณะศิษย ๒๒ กันยายน ๒๕๖๖ พระราชวัชรปทมคุณ ๑ พูระเทพูวัชีิราธิบดี เจาคณะจังหวัดเชียงใหม ลําพูน แมฮองสอน ธ. ในนามคณะศิษย ๒๒ กันยายน ๒๕๖๖


...ถ้าใจไม่เป็นกลาง... ต้องอาศัยความข่มหรือความปลอบ ก็ต้องพึงพิจารณาดูให้เหมาะสม เมื่อใจเป็นกลางแล้วจึงภาวนา กรรมฐานปกติหรือกรรมฐานหลักของจิต คือ พุทโธ มีสติคุมจิตให้สม�าเสมอไป...จิตก็สงบ ทําสมาธิ จะต้องพยายาม ทําจิตใจของตน ให้อยู่ในความเป็นกลาง พระราชวัชรปทมคุณ ๓ กรรมฐานปกติหรือกรรมฐานหลักของจิต คือ พุทโธ มีสติคุมจิตให้สม�าเสมอไป...จิตก็สงบ


คําว่า...ทําดี เป็นของมีอยู่จริง ทําไม่ดี...ก็เป็นของมีจริง ทั ้ งทําดีและไม่ดีจะให้ผลแก่ผู้ทํา สิ่ งที่บุคคลทําดีให้ผลแก่ผู้ทําดี ก็มีความสุข สิ่ งที่ไม่ดีให้ผลกับผู้ที่ทําไม่ดี ก็ให้ผล คือ ความทุกข์ สภาวะความเป็นจริงเป็นอยู่อย่างนี้ ๔ ปทุมสิโรวาท


นั่ งสมาธิแล้วทุกครั้ ง... สงบก็ตาม ไม่สงบก็ตาม เมื่อเวลาจะเลิกจากสมาธิ พึงตั้ งใจไว้อย่างนี้.... ๑. ดูจิตของตนว่าขณะนั้ นสงบหรือไม่สงบ สงบอิ่ มแล้วหรือยัง หรือยังไม่อิ่ ม หรือไม่สงบ ๒. เมื่อรู้วาระจิตของตนแล้วก็ค่อยค่อยผ่อนจิตถ้าสงบให้เป็นจิตธรรมดา จิตก็จะค่อยค่อยคิดเรื่องราวต่างต่างและมีสติดูไว้อย่างเสมอ เพื่อจะให้จิต นั้ นเกิดจําทาง ถ้าหากว่าพอถึงเวลาเลิกก็ลุกขึ้นเลยหรือเลิกทีเดียวปล่อยจิต ว่างไปเลย วันหลังมาก็จะเริ่ มต้นใหม่ เริ่ มต้นใหม่อยู่เรื่อย จําของเก่าไม่ได้ จะเสียเวลาในการต่อธรรมของจิต พยายามฝึกไว้อย่างนี้ เวลาเลิกถ้าหาก หลับตาอยู่ค่อยค่อยมีสติดูจิตแล้วค่อยค่อยลืมตา แล้วค่อยค่อยกําหนดรู้ ตามของจิตอย่าปล่อยให้ลืมหรือเลิกเลยทีเดียว เพราะจะเป็นเหตุให้เกิด ความล่าช้าในการปฏิบัติ สงบก็เหมือนกันเกิดสงบครั้ งคราวใดก็จําทางความสงบไว้ ว่าเราตั้ งจิตไว้อย่างนี้ คิดอย่างนี้จิตจึงสงบหรือมีอาการอย่างนี้ พระราชวัชรปทมคุณ ๕ สงบก็เหมือนกันเกิดสงบครั้ งคราวใดก็จําทางความสงบไว้ ว่าเราตั้ งจิตไว้อย่างนี้ คิดอย่างนี้จิตจึงสงบหรือมีอาการอย่างนี้


แท้จริงคนภาวนานั้ น...สมาธิย่อมเกิดขึนเรื่อย ้ แต่เกิดแล้วดับ...เกิดแล้วดับ เพราะรักษาอารมณ์คือความเป็นกลางไม่อยู่ ต่อเมื่อรักษาอารมณ์ คือ ความเป็นกลางอยู่ครั้ งใด สมาธิก็จะนานหน่อยลักษณะเป็นอย่างนี้ ๖ ปทุมสิโรวาท


แม้ความสงบจะอยู่ในจิตของเราเองก็ตาม ถ้าปฏิบัติไม่ถึงก็จะยังไม่พบเป็นสภาพอย่างนี้ จึงต้องอาศัยปัญญา อาศัยความเพียร คือ อย่าเบื่อหน่าย ความอดทนกับความเพียรนั้นต่างกัน ความอดทนนั้น คือ ต่อสู้ทุกขเวทนา ความเพียรนั้น คือ ไม่ย่อท้อต่อข้อปฏิบัติ ตรงไหนว่ายากแสนยากก็ไม่ย่อท้อ มุ่งปฏิบัติในข้อนั้นให้ได้ศึกษาให้ได้ พระราชวัชรปทมคุณ ๗ ตรงไหนว่ายากแสนยากก็ไม่ย่อท้อ มุ่งปฏิบัติในข้อนั้นให้ได้ศึกษาให้ได้


การภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ ที่ทํากันอยู่นั้ น ต้องมีสติกําหนดไว้อยู่เสมอ ถ้าภาวนาโดยไม่มีสติ ถึงแม้ทํามากเพียงใด ก็ไม่ได้ผลภาวนา ต้องมีสติ...ไม่ว่าภาวนาบทใดทั้ งสิ ้ น สตินั่ นเองเป็นตัวมั่ นคงแล้วก็ทําให้เกิดความมั่ นคง เพราะสติเท่านั ้ นควบคุมจิตได้ ภาวนาบทใดก็ต้องมีสติควบคุมไว้ อย่าพลั้ ง อย่าเผลอ จนหายไปเองคือสงบ อยู่กับจิตนิ่ งกับจิตจึงดูอยู่เฉยเฉยได้ ๘ ปทุมสิโรวาท อย่าพลั้ ง อย่าเผลอ จนหายไปเองคือสงบ อยู่กับจิตนิ่ งกับจิตจึงดูอยู่เฉยเฉยได้


แก้ถีนมิทธะ...ต้องให้จิตเกิดปิติ แก้กามฉันท์..ต้องให้เห็นปฏิกูล แก้พยาบาท...ต้องจิตว่างจากความโกรธมีเมตตาธรรมเกิดขึ้น แก้อุทธัจจะ..ต้องให้เกิดความสังเวช แก้วิจิกิจฉา...ต้องให้เกิดความรู้จริง รู้แจ้ง เห็นจริง จนหายความสงสัยลักษณะอย่างนี้ นิวรณ์จึงจะไม่เป็นกําลังกั้ นจิตขวางทางของจิต จิตก็จะเดินเข้าสู่ความสงบ พระราชวัชรปทมคุณ ๙ นิวรณ์จึงจะไม่เป็นกําลังกั้ นจิตขวางทางของจิต จิตก็จะเดินเข้าสู่ความสงบ


จงตั ้ งใจภาวนาด้วยความมีสติ ใช้ปัญญาแก้ไขอารมณ์ต่างต่าง เพื่อให้จิตของเราเข้าสู่ความสงบ เพราะจิตเข้าสู่ความสงบแล้ว จิตจะได้รับการอบรมให้สงบให้ผ่องแผ้ว อันจะเป็นเหตุจะให้เกิดคุณธรรม คือ ปัญญาจะได้เป็นกําลัง ในการกําจัดกิเลสขั้ นละเอียดต่อไป ๑๐ ปทุมสิโรวาท ในการกําจัดกิเลสขั้ นละเอียดต่อไป


เมื่อจิตลงสู่ความสงบมีสติรู้อยู่ก็จะคุมใจนิ่ งอยู่ กิริยาที่คุมใจนิ่ งอยู่ชั่ วขณะหนึ่งเหมือนกับไม่หายใจ ก็เป็น...ขณิกสมาธิ ถ้าคุมใจได้เหมือนไม่หายใจเบาอยู่เป็นพักพัก ก็เป็น...อุปจารสมาธิ ถ้าคุมใจได้โดยสนิทไม่มีความรู้สึกอยู่ทั้ งหนักทั้ งเบา รู้อยู่ที่จิตดวงเดียวหรือไม่รู้สึกร่างกาย ก็เป็น...อัปปนาสมาธิ ถ้าหายใจหยาบจิตใจจะหวั่ นไหว หายใจเบาเบาอ่อนอ่อน จิตจะเบาความหวั่ นไหวลง มีสติคุมได้ง่ายและเมื่อคุมได้ เมื่อจิตเบาเบาแล้วนั้ น ทําให้เกิดความสงบ พระราชวัชรปทมคุณ ๑๑ ก็เป็น...อัปปนาสมาธิ


สมาธิเป็นธรรมะที่สําคัญที่จะส่งให้ถึงภูมิปัญญาสิกขาได้ ต้องเป็นสมาธิที่เกิดขึ้นบ่อยบ่อยด้วยความชํานาญ ชํานาญในการนึก ชํานาญในการเข้าสมาธิ ชํานาญในการรักษาองค์ของสมาธิ ชํานาญในการออกจากสมาธิ ให้ทําได้อย่างคล่องแคล่วปัญญาจึงจะเกิดขึน้ สมาธิที่เกิดขึ้นในขณะจิตแต่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ปัญญาก็จะอ่อน ต่อเมื่อมีสมาธิแก่กล้าจึงจะกระจ่างกว้างขวาง และเห็นอรรถเห็นธรรมได้ง่าย ๑๒ ปทุมสิโรวาท


รักษาความเบาของจิตใจให้สม�าเสมอ ความสงบก็จะเกิดขึ้นได้ “เหมือนน�าในภาชนะ ถ้าถืออยู่เสมอก็จะแกว่ง...สงบยาก ถ้าวางไว้นิ่ งเฉยเฉยก็จะสงบเอง” จิตนี้ก็เหมือนกันวางไว้ให้ก็สงบ แต่มีสติตัวตามรู้ตามระลึกไม่ให้เผลอ คอยควบคุมอยู่รักษาสติควบคุมอยู่นั้ นให้สม�าเสมอ ความสงบนั้ นเป็นธรรมชาติที่จะเกิดขึนเอง้ พระราชวัชรปทมคุณ ๑๓ คอยควบคุมอยู่รักษาสติควบคุมอยู่นั้ นให้สม�าเสมอ ความสงบนั้ นเป็นธรรมชาติที่จะเกิดขึนเอง้


ครั้ นเมื่ออารมณ์อะไรเกิดขึ้นก็จะใช้วิจารณญาณคือมีสติปัญญา พิจารณาดูให้รู้เห็นตามความเป็นจริงเพื่อรักษาจิตใจของตน เมื่อมีสติปัญญาเป็นเครื่องยับยั้ งและคอยขจัดให้เป็นปกติอยู่อย่างนี้ ใจก็จะเป็นกลางใจก็จะเกิดความสงบได้ง่าย ๑๔ ปทุมสิโรวาท


ถ้าใจเราถึง... พระรัตนตรัยอย่างแท้จริงแล้ว แม้กราบที่ไหนก็โดนพระ ตรงกันข้าม ถ้าหากใจเราไม่ถึงพระรัตนตรัยแล้ว แม้กราบพระที่ไหนไหน ก็ไม่โดนพระ ที่สุด...แม้กราบที่ตักพระ ก็ไม่โดนพระ ไม่ถึงพระ เพราะทุกสรรพสิ่ งทั่ วไตรโลกธาตุนี้ มีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสรรพสิ ่ ง ย่อมสําเร็จแล้วได้ด้วยใจ พระราชวัชรปทมคุณ ๑๕


วิธีการทําสมาธิสองอย่างนี้ อย่างแรกเพ่งให้สงบแล้วเกิดปัญญา เขาเรียกว่าสมาธิอบรมปัญญาหรือสมาธินําปัญญา บางอย่างใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงแล้วจึงสงบ เป็นปัญญาอบรมสมาธิหรือปัญญานําสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่งก็เหมือนกัน ๑๖ ปทุมสิโรวาท เป็นปัญญาอบรมสมาธิหรือปัญญานําสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่งก็เหมือนกัน


“จิตที่เป็นสมาธิเป็นกําแพงป้องกันนิวรณ์เช่นเดียวกับ นครที่มีกําแพงป้องกันข้าศึกฉันใดก็ฉันนั้ น” ดังนั้ นต่อไปนี้...พึงพยายามฝึกฝนอบรมจิตของตนให้สงบ และใช้ปัญญาพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง อันจะเป็นเครื่องส่งเสริมจิตให้แกล้วกล้ามั่ นคง ป้องกันอันตราย คือ นิวรณ์และอกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึนในจิต ้ การทําสมาธิ ทําให้จิตใจตั้ งมั่ น จึงเกิดเป็นการฝึกฝน อบรมกุศลของจิต ให้เกิดคุณงามความดี ให้เกิดความตั้ งมั่ น เพื่อป้องกันอันตราย พระราชวัชรปทมคุณ ๑๗ ป้องกันอันตราย คือ นิวรณ์และอกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึนในจิต ้


จิตพอตื่นขึ้นก็ทํางานคู่กับสังขารปรุงแต่งกันเรื่อยไป เหมือนช่างทําดอกไม้เข้าไปในสวนเก็บดอกไม้ แล้วก็เอามารวมกันไว้ เลือกสีสันต่างต่างจัดเป็นพุ่มเป็นพวงแต่งกันเรื่อยไป ....จิตก็เช่นเดียวกัน.... แต่การแต่งของจิตเป็นกุศลบ้างเป็นอกุศลบ้าง ที่เป็นกุศลก็แต่งให้งาม ที่เป็นอกุศลก็ให้เกิดความเร่าร้อน มีผลเกิดขึนก็คือโทสะเป็นต้น ้ ๑๘ ปทุมสิโรวาท ที่เป็นอกุศลก็ให้เกิดความเร่าร้อน มีผลเกิดขึนก็คือโทสะเป็นต้น ้


ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า สมาธิก็ดี โลกุตรธรรมแต่ละอย่างก็ดี “อยู่ลึก อยู่ไกล อยู่สูง” สิงที่ลึกต้องค้นคว้าต้องบากบั ่ ่ นอยู่นาน สิงที่ไกลต้องพยายามฝึกฝนอยู่นาน ่ ผู้ที่เข้ามาฝึกจิตจึงต้องพร้อม ถ้าเป็นแต่เพียงทดลองดูก็ดี จะได้กุศลแต่เพียงชั่ วคราวเท่านั้ น แต่การทําสมาธินั้ นเป็นความดี แม้ไม่สงบก็ได้บุญนั้ นเสมอ พระราชวัชรปทมคุณ ๑๙ แต่การทําสมาธินั้ นเป็นความดี แม้ไม่สงบก็ได้บุญนั้ นเสมอ


หลักการทําสมาธินั้ นไม่มีอะไรมาก แต่ที่ยากคือต้องแก้ไขตามจริตของบุคคล ถ้าทําวิธีนี้ไม่ถูกกับจริตไม่สบายก็เปลี่ยนวิธีอื่น แต่การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของจิตนั้ นไม่มีอะไรมากเช่นเดียวกันมีอยู่สองอารมณ์ คือ หนึ่งเพ่งอย่างเดียวไม่ต้องพิจารณา สองไม่ได้เพ่งแต่พิจารณากายนี้เป็นอารมณ์ พิจารณาร่างกายนี้ภายนอกให้เห็นว่าไม่งามก่อนแล้ว พิจารณาร่างกายภายในมังสังคือเนื้อก็ไม่งาม ต้องทิ้ ง ต้องปล่อย ต้องวาง ให้เห็นว่าเป็นปฏิกูลจนจิตเป็นกลางดีแล้ว ภาวนาไปจึงจะสงบได้ ๒๐ ปทุมสิโรวาท


ถ้าจิตยังไม่สงบ...พิจารณากายนี้ ธาตุนี้ ขันธ์นี้ ก็จะเกิดความสงบขึน ้ ครั ้ นเมื่อเกิดความสงบขึ้นแล้วพิจารณาซ�า สิ่ งที่เห็นในความสงบแล้วนั้ นแยกออกเป็นส่วนส่วน ให้เห็นความไม่เที่ยงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่เป็นหลักของวิปัสสนา คือ ให้ความรู้แจ้ง การใช้ปัญญาพิจารณา มีอยู่สองประการ พิจารณาให้สงบ กับพิจารณา เพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง พระราชวัชรปทมคุณ ๒๑ นี่เป็นหลักของวิปัสสนา คือ ให้ความรู้แจ้ง


ระวังใจ...อย่าให้กําหนัด ระวังใจ...อย่าให้ขัดเคือง ระวังใจ...อย่าให้ลุ่มหลง ระวังใจ...อย่าให้มัวเมา รักษาสภาพนี้ไว้ให้สม�าเสมอคงที่ยั่ งยืน จิตมีโอกาสที่สงบได้ง่าย ๒๒ ปทุมสิโรวาท


สมาธิการเพ่งและสมาธิการพิจารณา ทั้ งสองประการนี้มักจะช่วยเหลือซึงกันและกัน่ ถ้าเพ่งแล้วสงบ...เพ่งไป ถ้าเพ่งไปนานนานเข้าสงบแล้วเกิดความหยุดตัวดื้อไม่ไปต่อ ไม่เดินหน้าต่อไปอีก พึงใช้ปัญญาพิจารณา พิจารณาให้มากมาก แล้วกลับไปเพ่งใหม่ จิตจะพุ่งต่อไปอีก...ต้องอาศัยการพิจารณากายนี้ ให้เห็นเป็นปฏิกูลเป็นเครื่องแก้ พระราชวัชรปทมคุณ ๒๓


กายคตาสติเป็นกุศลธรรม ขจัดกามฉันท์หรือราคะ ให้เบาบางให้หยุดระงับไป เมื่อสมาธิเกิดขึน ้ .................................................... ความจริงสมาธิที่เกิดขึนแล้ว ้ จิตในขณะนั้ นเหมือนไม่มีกิเลส แต่สมาธิยังเป็น...โลกียะ เมื่อสมาธิจิตเสื่อมไปแล้ว กิเลสต่างต่าง นิวรณ์ต่างต่าง ก็เกิดขึนมาได้อีก ้ เป็นแต่เพียงว่า... ผู้ที่ทําจนชํานาญแล้ว เกิดมาเมื่อไร ก็รู้ได้ ดับได้ทันที .......................................................... ๒๔ ปทุมสิโรวาท ..........................................................


ใจเป็นอย่างนั้ นก็มีอยู่เพียงสองประการเท่านั้ นเอง คราวใดที่เป็นพรหม...มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็เพราะใจดี ใจเป็นกุศล ใจสงบ ในบางครังเป็นมาร...คิดเบียดเบียนผู้อื่น ้ เป็นยักษ์โกรธเคืองขัดแค้นอาฆาตพยาบาทไม่พอใจด่าว่าให้ร้ายผู้อื่น ก็เพราะใจเป็นอกุศล ไม่สงบ ไม่ตั้ งอยู่ในความดี ใจของเรานั่ นเอง บางเวลาเป็นพรหม บางอารมณ์เป็นมาร บางกาลเป็นยักษ์ พระราชวัชรปทมคุณ ๒๕ ก็เพราะใจเป็นอกุศล ไม่สงบ ไม่ตั้ งอยู่ในความดี


ศีลมีแล้ว...แต่ยังไม่ต่อเนื่อง ก็พยายามรักษาให้ต่อเนื่อง สมาธิมีแล้ว...แต่ยังไม่มั่ นคงยังไม่หนักแน่น ก็พึงปฏิบัติให้มั่ นคงและหนักแน่น ปัญญามีแล้ว...แต่ยังไม่ถึงขั้ นรู้แจ้งแทงตลอด ก็พยายามฝึกไปในส่วนต่างต่างนั้ น ทุกสิ่ งทุกอย่างเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการปฏิบัติทั้ งสิ ้ น ๒๖ ปทุมสิโรวาท ทุกสิ่ งทุกอย่างเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการปฏิบัติทั้ งสิ ้ น


อดีต...ก็ล่วงไปแล้ว อนาคต...ก็ยังไม่มา ดูอยู่ตรงกลาง ตรงกลาง..คือ..อะไร ตรงกลางก็คือ...ปัจจุบัน ดูจิตของตน ด้วยความมีสติอยู่ที่จิต อย่าพลั ้ ง...อย่าเผลอ เพียงเท่านี้จิตก็สงบได้ พระราชวัชรปทมคุณ ๒๗


คนจะข้ามน�าได้... ก็ต้องมีเรือฉันใด มนุษย์ปุถุชนจะข้ามฝั่งไปได้ ก็ต้องอาศัยบุญฉันนั้ น คําว่า “บุญ” นี่ยิงใหญ่ ่ บุญคือกุศล คือความดี ที่จะอุปถัมภ์ค�าชู ให้ไปถึงฝั่งต่อไป ในภายภาคหน้า ต่อให้เราสุขภาพดีแค่ไหน หากไม่หมั่ นทําความดี ไม่สะสมบุญ ย่อมไม่มีวันไปถึงฝั่ง ๒๘ ปทุมสิโรวาท


ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีเหตุมีผลต่อเนื่องกัน.................................................................... เป็นผลเกิดขึ้น พึงสืบสาวไปหาเหตุว่ามาจากเหตุอะไร และเมื่อทําเหตุนี้เกิดขึ้นผลจะเป็นอย่างไรต่อไป ในพระพุทธศาสนาให้ใช้ปัญญาพิจารณาดูเหตุดูผล หาเหตุหาผลให้เข้าใจโดยถ่องแท้และถูกต้อง จะเป็นเหตุให้เกิดความสิ้ นสงสัยหรือความเห็นผิด อันจะเป็นไปเพื่อหนทางแห่งความพ้นทุกข์ .................................................................... พระราชวัชรปทมคุณ ๓๑ จะเป็นเหตุให้เกิดความสิ้ นสงสัยหรือความเห็นผิด อันจะเป็นไปเพื่อหนทางแห่งความพ้นทุกข์ ....................................................................


...................................................................................................................... พระผู้มีพระภาคเจ้าได้วางหลักธรรม ให้เหมาะสมกับความเป็นไปในชีวิตของคน เช่น ฆราวาสผู้ครองเรือน ก็ได้ทรงแสดงธรรมของฆราวาสผู้ครองเรือน ไว้ให้มีคุณธรรมและเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขไม่มีเวรไม่มีภัย ฆราวาสธรรม ก็คือ... ...สัจจะจากความจริง.. ...ทมะความข่มใจ... ...ขันติความอดทน... ...จาคะรู้จักปล่อยวางอารมณ์... เห็นได้ชัดชัดว่าธรรม ๔ ประการนี้ ถึงแม้ไม่ใช่ธรรมะที่จะก้าวไปสู่การตรัสรู้พ้นจากกิเลสก็ตาม แต่ธรรมะดังกล่าวมาแล้วนี้เป็นคุณธรรมแก้ปัญหาชีวิตในความเป็นไป ...................................................................................................................... ๓๒ ปทุมสิโรวาท เห็นได้ชัดชัดว่าธรรม ๔ ประการนี้ ถึงแม้ไม่ใช่ธรรมะที่จะก้าวไปสู่การตรัสรู้พ้นจากกิเลสก็ตาม แต่ธรรมะดังกล่าวมาแล้วนี้เป็นคุณธรรมแก้ปัญหาชีวิตในความเป็นไป ......................................................................................................................


น�าที่ขุ่นตักใส่แก้วไว้ ตั้ งไว้เฉยเฉยไม่กระเพื่อม ตะกอน ตมต่างต่างก็จะค่อยค่อยตกตะกอนลงก้น น�าข้างบนก็จะใส “จิตก็เหมือนกัน มีสภาพเป็นอย่างนั้ น” เมื่อนึกอยู่แต่อย่างเดียวไม่สงบเพราะใจหวั่ นไหวมาก นาทีหนึ่งสองนาทีอาจจะนึกอะไรร้อยแปดพันประการ ใจไม่สงบเหมือนกับน�าที่กระเพื่อมอยู่...น�าก็จะไม่ใส น�ากับใจก็เช่นเดียวกัน พระราชวัชรปทมคุณ ๓๓ ใจไม่สงบเหมือนกับน�าที่กระเพื่อมอยู่...น�าก็จะไม่ใส น�ากับใจก็เช่นเดียวกัน


เมื่อจิตอยู่กับคําภาวนามากเข้า มากเข้า บ่อยเข้า บ่อยเข้า ความสงบก็เกิดขึ้นเหมือนกับว่าเสื้อผ้าของเรา แม้จะเลอะเทอะสกปรกปานใดก็ตาม หมั่ นซัก หมั่ นถู หมั่ นล้าง หมั่ นฟอก หมั่ นขยี้ มันก็ต้องสะอาดขึ้นตามลําดับ “จิตนี้ก็เหมือนกัน ฟอกด้วยปัญญา ซักด้วยความมีสติ ขยี้ซักฟอกอยู่นานนานให้หมดไปด้วยสมาธิ” จิตเมื่อถูกฝึกฝนมากเข้า มากเข้าย่อมเกิดผล คือ ความสงบขึ้น ได้เหมือนกันหมด ๓๔ ปทุมสิโรวาท


จิตของคนเรานั ้ น ก็เหมือนลูกตุ้มนาฬิกา มันจะแกว่งไปมา แกว่งไปแกว่งมาอยู่เสมอ ถ้าเวลาจับมันหยุดอยู่เฉยเฉยมันก็จะไม่แกว่ง จิตนี้ก็เหมือนกัน เมื่อถูกอบรม มีสติคุมมากเข้าอย่างสม�าเสมอได้ ก็จะเกิดความสงบและความสงบที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะเดี๋ยวเดียวก็ตาม ทําให้บ่อยบ่อยเข้า...จิตก็จะได้พบทางแห่งความสงบ พระราชวัชรปทมคุณ ๓๕


“น�าขุ่นออกไป น�าใสเข้ามา” เมื่อรู้ตามความเป็นจริงแล้ว พิจารณาตามความเป็นจริงแล้วว่า.... เป็นโทษ พอรู้เห็นว่าเป็นโทษ เป็นของไม่ดี จิตนั ้ นมันก็จะปล่อยวางเอง ไม่ต้องไปบังคับให้วาง ไม่ต้องไปบังคับให้เชื่อ เห็นด้วยจิตที่พิจารณา ซึ่งมีปัญญาเข้าประกอบ เมื่อเห็นแล้วความโกรธก็หายไป เมตตาธรรมเมื่อพิจารณาก็จะเกิดขึ้น เมื่อเจริญขึ้นก็จะเกิดขึ้น ๓๖ ปทุมสิโรวาท “น�าขุ่นออกไป น�าใสเข้ามา


“จิตที่เบาเป็นจิตที่ใกล้สมาธิ จิตที่ยังหนักยังมืดห่างสมาธิ” จิตอืดอาดมืดมนก็ทําให้รวมยาก จึงต้องหาวิธีการชําระในส่วนหยาบเสียก่อน เหมือนกับไม้ที่นายช่างเขาเอามาแต่ง ถ้าไม้นั้ นขรุขระมาก เขาก็จะใช้เครื่องมือหยาบ ขวานบ้าง กบบ้าง ถากตกแต่งเพื่อให้มีผิวเรียบ ถ้าไม้นั้ นมีผิวเรียบสมควรแล้วดีแล้ว เขาก็จะแต่งอีกเพียงเล็กน้อย คือ ใช้กระดาษทรายแล้วก็ลงน�ามันน�ายาก็จะเกิดความสวยงาม พระราชวัชรปทมคุณ ๓๗


สติเป็นธรรมะที่สําคัญและเป็นธรรมะที่คุมจิตได้ เมื่อสติเหนือกว่าคุมจิตได้เมื่อใด เมื่อนั้น...จิตก็สงบ และเมื่อจิตสงบแล้ว สติกับสมาธินั ้นอยู่ด้วยกันแล้ว สติกับสมาธินั่ นแหละไปคุมปัญญา คือ ใช้ปัญญาพิจารณา สมาธิ สติ ปัญญาอยู่ด้วยกัน ก็จะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริง จะถึงซึ่งปัญญานั้ นต้องผ่าน สมาธิให้แคล่วคล่องว่องไว หนักแน่น มั่ นคงดีเสียก่อน ๓๘ ปทุมสิโรวาท สมาธิให้แคล่วคล่องว่องไว หนักแน่น มั่ นคงดีเสียก่อน


การดัดใจเหมือนนายช่างผู้เหลาลูกศร นายช่างเขาเหลาลูกศรให้กลม ให้ได้ตามความต้องการ ตรงไหนมันคดซึ่งจะทําให้มันลัดแล่นไป ไม่ตรงเป้าหมาย เขาก็ดัดด้วยมือบ้างด้วยไฟบ้าง ให้มันตรง พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบใจนี้ก็เช่นเดียวกัน พึงระวังใจของตนให้ตรง ก็คือ ความตั้ งมั่ น และความตั้ งมั่ น หมายถึง เอาทางที่ดี “การทําใจให้สงบ ต้องอาศัยความเพียร คือ ความขยันทําบ่อยบ่อย นึกถึงอารมณ์แห่งสมาธิไว้บ่อยบ่อย เพราะใจถ้าไม่นึกถึงอารมณ์ของสมาธิ ไม่นึกถึงพุทโธไว้ เขาก็ชอบเที่ยว ชอบส่งส่ายไปตามอาการของใจ” พระราชวัชรปทมคุณ ๓๙


...การเพิ่ มความสว่างของปัญญา... คนเราที่เกิดมา...ย่อมมีสติปัญญา ติดตามตัวเรามาด้วยซึ่งเรียกว่า... “สหชาติกปัญญา” ปัญญาที่เกิดมาแต่ดั้ งเดิม ปัญญาที่เกิดมาแต่เดิม...ดวงนี้ไม่ดับ และได้อาศัยการศึกษา, การสดับตรับฟัง, การพิจารณาเพิ่ มเติม ก็ทําให้ปัญญาดวงนี้... สว่างมากขึ้นเพิ่ มมากขึ้น ปัญญาความสว่างจากการฟัง ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ความมีสติของบุคคล ตลอดจนการเอาใจใส่ นําไปพินิจวิเคราะห์ พิจารณาให้รอบคอบ เพราะเมื่อนําไปพินิจพิจารณาให้มากแล้ว ปัญญาก็จะเกิดความสว่างมากขึ้น, มากขึ้นตามลําดับ ๔๐ ปทุมสิโรวาท ปัญญาก็จะเกิดความสว่างมากขึ้น, มากขึ้นตามลําดับ


การฟังธรรมเทศนา...เป็นบ่อเกิด ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ในคําสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้มีสติระลึกได้ว่า... พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนั้ น... ให้ทําอย่างนั้ น, ห้ามอย่างนั้ น และจะเป็นเครื่องเพิ่ มพูน ปัญญาของตนให้มากยิ่ งขึ ้ น ก็ทําให้ปัญญาดวงนี้ สว่างมากขึ้นเพิ่ มมากขึ้น “ปัญญามีมากแก่บุคคลใด ทําให้บุคคลนั้นเป็นผู้ประเสริฐสุด” พระราชวัชรปทมคุณ ๔๑ ทําให้บุคคลนั้นเป็นผู้ประเสริฐสุด”


การมาวัด เพื่อบําเพ็ญกุศล คือทาน, ศีล, ภาวนา ด้วยการสดับรับฟัง พระธรรมเทศนาและอื่นๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ .......... อันเป็นไปเพื่อฝึกฝน กาย, วาจา, ใจ และความเห็นของตน ให้เกิดความดีงาม การได้ฟังพระธรรมเทศนา ตามกาลเวลา...ย่อมเป็น มงคลอันสูงสุด..ในชีวิต ๔๒ ปทุมสิโรวาท


Click to View FlipBook Version