The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hyper_plumber, 2023-12-19 00:04:07

รวมเล่มหนังสือปทุมสิโรวาท

หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร

Keywords: หลวงปู่บัวเกตุ

“ สิงใดที่เกิดแล้ว... ่ เกิดความฉลาดแก่บุคคล สิ่ งนั ้นชื่อว่า...ปัญญา สิงใดที่เกิดขึ ่ นแล้ว้ ให้ความรู้แจ้งแทงตลอด รู้เห็นตามความเป็นจริง ตามสภาวะของบุคคล ชื่อว่า..ปัญญา ” ปัญญาจึงเป็น... สิงที่น่าปรารถนาของบุคคลทั ่ ่ วไป จึงเป็นแก้วอันวิเศษ ที่คนทั้ งหลายพึงปรารถนา เพราะเมื่อบุคคลใด สมความปรารถนาในปัญญาแล้ว ไม่ว่าอะไรทั้ งสิน ้ สามารถที่ขจัดได้ทั้ งหมด พระราชวัชรปทมคุณ ๙๓


ปัญญานั้ นสังเกตทั่ วๆ ไปจะเห็นได้ว่า... มักจะมีมาคู่กับศรัทธาอยู่เสมอ ที่จริงศีล ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ธรรม ๕ ประการนี้ เรียกว่า..ธรรมพละ ธรรมที่เป็นพลัง ศรัทธา...ก็ต้องพึงปัญญา่ ความเพียร...ก็ต้องอาศัยปัญญา สมาธิ...ก็ต้องอาศัยปัญญา สติ....ก็ต้องอาศัยปัญญา แต่โดยหลักแล้ว..ปัญญาก็จะเป็นหัวหน้า ในการตัดสินใจเด็ดขาดลงไป เหมือนมีดเล่มหนึ่ง..มีคมมีสัน ถ้าจะมีเพียงคม ไม่มีสัน ก็จะไม่มีกําลังแล้วจะอ่อนแอ ฟันอะไรไปก็จะหักเป็นต้น ปัญญาก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องอาศัยเครื่องประกอบเหมือนกัน ๙๔ ปทุมสิโรวาท


เราทํานาเห็นรวงข้าวแก่...แล้วมีรวง เวลาข้าวแก่มีรวงแล้ว เวลาสุก...รวงข้าวนั้ นไม่ชี้ตั้ ง มันอ่อนโค้งมาคล้ายๆ กับรูปของเคียว คือโค้งคล้ายลูกกล้วย แล้วก็ย้อยลงมา ช่อข้าวที่โค้งอ่อนช้อยลงมานั้ น ทําให้งาม ทําให้น่ามอง ทําให้เห็นเป็นธรรมชาติ ที่อ่อนโยนฉันใด นํามาเทียบกับชีวิตของคน คนเราเป็นเด็กต้องอ่อนโยน คนเราเป็นผู้น้อยต้องอ่อน กิริยาที่อ่อนโยนนอบน้อมเคารพ เป็นกิริยาที่น่ารัก น่านับถือน่าเชื่อถืออย่างนี้เป็นต้น พระราชวัชรปทมคุณ ๙๕


ศีล สมาธิ ปัญญาทั้ งสามประการ เมื่อผู้ใดปฏิบัติแล้ว...เป็นบุญทั้ งนั ้ น ปฏิบัติได้ประณีตเพียงใด คือ สม�าเสมอได้มากเพียงใด บุญก็ย่อมเกิดอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เพราะฉะนั้ น... พึงตั้ งใจปลูกฝังกาย วาจาใจ ของตนให้มั่ นคงอยู่ในศีล รักษาศีลให้ดี รักษาศีลให้มั่ นคง รักษาศีลให้สะอาด พระราชวัชรปทมคุณ ๙๗ รักษาศีลให้ดี รักษาศีลให้มั่ นคง รักษาศีลให้สะอาด


“เขาว่ามา เขาด่ามา เราไม่ด่าตอบ ไม่ว่าตอบ คําที่เขาว่านั้ น... ก็เป็นของเขาเอง” จิตใจของเขาโกรธ...จึงด่า จิตใจของเขาไม่ดี...จึงว่า ถ้าใจของเราดีแล้ว อย่าไปด่าตอบ...อย่าไปว่าตอบ รักษาความดีของใจไว้ อันนี้เป็นสําคัญ พระพุทธศาสนาสอนอย่างนี้ ๙๘ ปทุมสิโรวาท


“ บุคคลจะล่วงพ้นทุกข์ได้... เพราะความเพียร ทุกข์นั้ นเกิดขึนแล้ว....ก็ดับไป ้ ถ้าเกิดขึนแล้ว้ ยังไม่ทันดับไป...เราไปแพ้ก่อน ทุกข์...ก็ไม่ดับ” การทําสมาธิ....ต้องอาศัยความเพียร ความเพียรเพื่อขจัดกิเลส ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า... สิงใดสิ ่งหนึ่ ่งเกิดขึนสิ้งนั่ ้ นย่อมดับไป ความปวดเมื่อยเกิดขึน...ความปวดเมื่อยนั ้ ้ นก็ดับไป เมื่อความเพียรไม่ท้อถอย ความง่วงเกิดขึน...้ เมื่อความเพียร...ไม่ท้อถอยหาอุบายให้ ความง่วงนั ้นก็หายไป พึงจับความง่วงกับความสงบให้ได้ พระราชวัชรปทมคุณ ๙๙


จิตเมื่อรู้ว่ามีของดีอยู่ในใจแล้ว จะเกิดปิติความอิ่ มขึนได้้ เมื่อปิติเกิดความอิ่ มขึนแล้วนั้ ่ น รู้ว่าจิตของเรารับรสแห่งความปิติซึงควรแก่การภาวนา่ ปิติจึงเหมือนสัญลักษณ์สัญญาณ บอกว่า...จิตของเรา จะถึงซึงความสงบได้แล้ว่ จึงนึกว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ พยายามนึกเบาๆ หายใจเข้าออกเบาๆ แต่หายใจเป็นปกติจะสั้ นจะยาวให้เป็นปกติ อย่าให้เหนื่อย แต่ว่าให้เบาๆ เวลาหายใจเบาๆ จิตสงบง่ายด้วย แล้วความปวดเมื่อยก็ลดน้อยลงด้วย และเมื่อหายใจเบาๆ สติคุมอยู่ สติย่อมแน่นขึน้ การหายใจย่อมเบาลงๆ นั่นเป็นสัญลักษณ์หรือสัญญาณ บอกว่า....ใกล้จะถึงซึงความสงบ่ จนในที่สุด...จิตสงบลง มีลมหายใจเหมือนไม่มีลมหายใจ มีสติรู้อยู่ที่จิต เหมือนกับว่า “เรามองดวงไฟด้วยสายตา...แล้วก็หลับตา ดวงไฟนั้ นก็มาติดอยู่ที่ตาหรือที่ใจ นึกที่ใจดวงไฟก็เกิดอยู่ที่ใจ จิตที่สงบจากอารมณ์อื่นๆ...แล้วมีสติอยู่ที่ใจ เช่นเดียวกันฉันนั้ น” ๑๐๐ ปทุมสิโรวาท


เมื่อภาวนาพุทโธ พุทโธไป จิตที่มีปิตินั้ น... ก็จะรวมตัวเป็นอันเดียว คือ ความสงบ อันนี้ไม่เผลอไม่หลับ สรุปความสั ้ นๆ ว่า “จิตที่ภาวนาไป เผลอสติหลับ ไม่ใช่...สมาธิ จิตที่ภาวนาไปสติไม่เผลอ กําหนดรู้อยู่... นั่ นเป็นทาง... แห่งความสงบของจิต” พระราชวัชรปทมคุณ ๑๐๑


สุขที่ได้จากลาภสักการะยศถาบรรดาศักดิ์ เขาเรียกว่า...สุขที่อิงอามิส พออามิสนั้ นหมดไป...ความสุขก็หายไป อามิสนั้ นเสื่อมได้ อามิสนั้ นเป็นอนิจจัง...เป็นสิงที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ่ ความสุขนั้ นก็เลยพลอยเป็นอนิจจังด้วย เหมือนคนลงเรือรัว เมื่อลอยไปกลางแม่น�าหรือในทะเล ่ เรือก็รัวก็จมคนก็ต้องจมด้วย ่ สุขที่เกิดจากอามิสก็เช่นเดียวกัน ๑๐๒ ปทุมสิโรวาท


ใจเป็นนาม สรีระร่างกายเป็นรูป ทั้ งสองอย่างคือ นามด้วย รูปด้วย เป็นอนิจจัง รูปเราเห็นชัดแล้วว่า...เกิดมาแล้วเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอไม่เที่ยงไม่ยั่ งยืน ส่วนนามในที่นี้ท่านก็ว่าเป็นอนิจจัง คือความหมายว่า ความรู้สึกนึกคิดนั้ น สรุปง่ายๆ ก็คือ เดี๋ยวคิดเป็นกุศล เดี๋ยวความคิดนั้ นเป็นอกุศล เดี๋ยวใจดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวมีเมตตาเดี๋ยวโกรธ แปรปรวนไปอยู่เสมอ นี้เรียกว่า อนิจจัง และยิงนามรูป...รูปนั่ ้ นแตกกายทําลายขันธ์พังตายไปแล้วก็สลายไป ส่วนนามนั้ นยังถือไปสนธิอีกด้วยอํานาจแห่งกรรมและก็ไม่แน่นอน ย่อมเป็นไปตามอํานาจของกรรม พระราชวัชรปทมคุณ ๑๐๓ อีกด้วยอํานาจแห่งกรรมและก็ไม่แน่นอน ย่อมเป็นไปตามอํานาจของกรรม


สังขารทั ้ งหลายทั ้ งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั ้ งปวงเป็นอนัตตา สรีระร่างกายคือสังขารนี้ก็คือธรรม เป็นอนัตตา “ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน” ที่ว่า...ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ถ้าจะแยกออกจากสรีระนี้ในเบื้องต้น ก็จะแยกออกเป็นธาตุ ๔ คือ เป็นดิน เป็นน�า เป็นไฟ เป็นลม ต่างต่างมาประกอบกัน ๑๐๔ ปทุมสิโรวาท


บุญกุศลหรือบาปที่ทําไว้จากภพนี้ ถ้าบุญทําไว้ได้จุติใหม่ก็คือไปสู่สุคติ ถ้าทําบาปไว้...แม้ในชาตินี้เป็นใหญ่เป็นโตสูงศักดิ์ มั่ งคั่ งสมบูรณ์เพียงใดก็ตาม แต่เมื่อร่างกายนี้แตกพังทลายไปแล้วก็ไปสู่ทุคติ จิตก็ไปสู่ทุคติ เพราะใครไม่รู้...เราก็รู้ตัวของเราเองว่าเป็นอย่างไรย่อมไปสู่ทุคติ และการสู่สุคติทุคตินั้ น...เป็นไปตามกําหนดของกรรมที่บุคคลได้ทําไว้ ไม่เป็นไป...ตามอํานาจของใครทั้ งสิน ้ ย่อมเป็นไปตามหลักแห่งกรรม พระราชวัชรปทมคุณ ๑๐๕ ไม่เป็นไป...ตามอํานาจของใครทั้ งสิน ้ ย่อมเป็นไปตามหลักแห่งกรรม


อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้ งสามประการนี้เป็นหนทางแห่งด้านปัญญา ทําให้เกิดความสว่าง ทําให้เกิดความรู้จริง เพราะคนเราเกิดมาทุกทุกคน ย่อมมีความยึดถือในความเป็นไป เฉพาะอย่างยิง...่ ยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน นั่ นเป็นของเรา นี่ตัวของเรา นี่แขนเรา นี่มือเรา นี่รูปร่างเรา อะไรต่ออะไรของเราอย่างนี้ ความยึดถืออยู่อย่างนี้ ฝังอยู่ในจิตสันดาน ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ เพราะฉะนั ้ น.... พอเกิดมาก็ไม่ต้องสอนแห่งความยึดถือ...ก็ความยึดถือมีขึนทันที้ มีแต่สอนให้ละให้ปล่อยยังไม่ไหว ยังมีการยึดถืออยู่อย่างนั้ น เพราะยังไม่ตัด... รากเหง้าของความยึดถือ ๑๐๖ ปทุมสิโรวาท


สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้ งหลายทั้ งปวงทั้ งสินทั้ ้ งหมดเป็นอนัตตาหมด เมื่อเป็นอนัตตาหมด...ไม่มีความยึดถือ อุปาทานกิเลสต่างต่างที่มีรากเหง้าหยั่ งลงในความยึดเหนี่ยวไว้ ก็ขาดหมดถอนออกหมดจากจิตใจ เพราะไม่มีความยึดถือแล้ว ไม่มีความยึดถือ...ก็ไม่มีทุกข์ ไม่มีความเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป พระราชวัชรปทมคุณ ๑๐๗ ไม่มีความยึดถือ...ก็ไม่มีทุกข์ ไม่มีความเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป


จิตของพระพุทธเจ้า ถึงนิพพานแล้ว จิตของพระอริยะสาวก ถึงนิพพานแล้ว แต่ร่างกายของท่านยังเสื่อมไปตาม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพียงแต่จิตของท่านไม่หวั่ นไหวไปตาม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ร่างกายของท่าน ต้องแตกผ่านกายทําลาย ต้องเผา ต้องฝังเช่นเดียวกัน ๑๐๘ ปทุมสิโรวาท


เมื่อขาดสติปัญญา ทําอะไรไปพูดอะไรไปก็เกิดเป็นทุกข์เป็นโทษ “ทุกข์โทษที่เกิดแล้วเกิดความร้อนใจ ทุกข์ที่เกิดเพราะความไม่รู้ ทุกข์ที่เกิดเพราะความเขลา ทุกข์ที่เกิดเพราะไร้ปัญญา” ในการทําการพูดที่เป็นเหตุให้ทุกข์นั้น ก็รวมแล้วก็มาเผาอยู่ที่ใจ ให้ใจเร่าร้อนด้วยประการต่างๆ พระราชวัชรปทมคุณ ๑๐๙ ในการทําการพูดที่เป็นเหตุให้ทุกข์นั้น ก็รวมแล้วก็มาเผาอยู่ที่ใจ ให้ใจเร่าร้อนด้วยประการต่างๆ


ราคะ โทสะ โมหะ ไฟทั้งสามประการนี้ ร้อน แต่ไม่มีควัน ร้อน แต่ไม่มีแสง ร้อน แต่ไม่มีถ่าน ร้อน แต่ไม่ลุกโชนออกมา ความร้อนชนิดนี้ อาจทําลายโลกได้ ส่วนไฟป่าหรือไฟอื่นเป็นต้น ถึงแม้จะร้ายแรงเพียงใดก็ตาม เมื่อสินเชื้อก็หมดไปเองโดยธรรมชาติ ้ แต่ไฟที่เกาะกุมอยู่กับจิต คือ ราคะ โทสะ โมหะนี้ ถ้ามิได้สดับตรับฟังพระธรรม เทศนาของพระพุทธเจ้า ไม่มีโอกาสที่จะปลดเปลื้องไฟ คือ ความเร่าร้อนอย่างนี้ได้เลย ๑๑๐ ปทุมสิโรวาท


พระศาสดาทรงสอน... ให้ดับไฟกองนี้ ด้วยการบําเพ็ญธรรมะ ที่ตรงกันข้าม โดยใจความก็คือ ราคะคือกําหนัด ก็ต้องเจริญธรรมะ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน คือ อสุภกรรมฐาน กายคตาสติ มรณะสติ โทสะก็ต้องรักษาศีล เจริญเมตตา โมหะต้องเจริญวิปัสสนา จึงจะทําลาย ราคะ โทสะ โมหะนี้ได้ พระราชวัชรปทมคุณ ๑๑๑


ราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นประดุจเครื่องถ่วงเรือ ให้แล่นช้าหรือจม ในบางแห่งเปรียบราคะ โทสะ เหมือนน�าเข้าในลําเรือ ซึงจะทําให้เรือจม่ สอนให้วิดน�าเรือเสีย ทรงแสดงว่าภิกษุทั ้ งหลาย... เธอจงวิดเรือลํานี้ เรืออันเธอวิดแล้วจะพลันถึงฝั่ง ผู้ใดละราคะ โทสะ โมหะ ละราคะ โทสะได้จะถึงนิพพาน ๑๑๒ ปทุมสิโรวาท


เมื่อตาเห็นรูปแล้วไม่ยินดี ไฟคือราคะ...ก็ไม่เกิดขึน ้ หูฟังเสียงแล้วไม่ยินดี ไฟคือราคะ...ก็ไม่เกิดขึน ้ จมูกได้กลิ่ นแล้วไม่ยินดี ไฟคือราคะ...ก็ไม่เกิดขึน ้ แม้โทสะ โมหะก็เช่นเดียวกัน เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงอย่างนั้ น ก็ย่อมดับความร้อน เพราะรู้เห็นตามความเป็นจริงจึงหน่าย เมื่อหน่ายก็คลายความติด เมื่อคลายความติดจิตก็หลุดพ้น พระราชวัชรปทมคุณ ๑๑๓


ราคะปรารถนาอยากได้ โทสะปรารถนาอยากทําลาย โมหะปรารถนาคือมัวเมา ราคะ โทสะ โมหะ จึงเป็นอกุศล พยายามอย่าให้จิตของตนเป็นทาสของ...ราคะ โทสะ โมหะ ถึงแม้จะยังไม่สามารถข้ามพ้นหรือขจัดไปได้ ก็ต้องมีสติปัญญาหยั่ งรู้ตามความเป็นจริง อย่าปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้ นท่วมจับใจจนมืดมน เพราะถ้าท่วมจับใจจนมืดมนแล้ว ก็จะไม่เห็นอรรถไม่เห็นธรรม ๑๑๔ ปทุมสิโรวาท อย่าปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้ นท่วมจับใจจนมืดมน เพราะถ้าท่วมจับใจจนมืดมนแล้ว ก็จะไม่เห็นอรรถไม่เห็นธรรม


“การภาวนานั ้ น เป็น ยอดบุญ เพราะ...อบรมใจ” “การภาวนานั ้ น ใจของคนเรานั้ น ถ้าอบรมให้...สงบ... อย่างหนึ่ง ให้...รู้แจ้ง...อย่างหนึ่ง ทั้ งสองประการนี้ประเสริฐที่สุด คือ สามารถชําระกิเลสทุกสิงทุกอย่างให้หมดสิ ่ นไปได้ ้ พระราชวัชรปทมคุณ ๑๑๕ คือ สามารถชําระกิเลสทุกสิงทุกอย่างให้หมดสิ ่ นไปได้ ้


การที่จะอบรมตัวเราให้ถูกต้อง...จึงต้องอบรมที่ใจ เมื่อใจดีแล้ว ศีลก็เกิดมีขึนได้ สมาธิก็เกิดมีขึ ้ นได้ ทานก็เกิดมีขึ ้นได้้ ด้วยอํานาจของใจที่ดีแล้ว ใจเป็นบุญ ใจเป็นกุศลเรียกว่า...ใจดี การที่จะทําให้ใจของเราดี หลักสําคัญทั้ ง ๒ ประการ คือ ให้สงบและให้รู้แจ้ง ใจของคนเราเป็นสิงสําคัญ่ เพราะเป็นนาย เหนือกาย เหนือวาจา กายจะทําอะไร ก็นึกคิดมาจากใจก่อน วาจาจะพูดอะไร ก็นึกมาจากใจก่อน “กายกับวาจา จึงเป็นเหมือนกับ บริวารหรือผู้รับใช้ของใจ” ๑๑๖ ปทุมสิโรวาท หลักสําคัญทั้ ง ๒ ประการ คือ ให้สงบและให้รู้แจ้ง


บุญ...ทั ้ งทาน บุญ...ทั ้ งศีล บุญ...ทั ้ งภาวนา ให้เกิดขึนมีในชีวิ ้ ต ชีวิตนี้จะไม่เป็นหมัน...ไม่ว่าง ชีวิตนี้จะมีสาระประโยชน์มีคุณค่า จิตวิญญาณของเรา... เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว จะได้ผู้อุปถัมภ์คือบุญนั ้ น ไปสู่สุคติดังประสงค์ พระราชวัชรปทมคุณ ๑๑๗


“เทพยดา ทั้ งหลายจํานวนมาก ที่เขาไปสู่ภพภูมิอันนั้ น เขาได้ไป... เพราะปฏิบัติธรรม ของพระตถาคตจากมนุษย์โลกนี้เอง ไม่ได้ขึนไปบําเพ็ญธรรม ้ ในชั้ นเทวดาชั้ นพรหม ปฏิบัติธรรม อยู่ในชั้ นมนุษย์โลกนี้ ” คนที่เกิดมาในโลกมนุษย์นี้ จัดว่าเป็นผู้มีบุญ คือ ได้เห็นทั้ งสิ่ งไม่ดี...ควรละเสีย เช่น ความชั่ ว เห็นทั้ งสิ่ งดีที่เป็น...บุญ ควรทําให้เกิดมีในชีวิตของตน เมื่อได้มีความดีนี้แล้ว...ก็มีสุคติเป็นที่ไป ๑๑๘ ปทุมสิโรวาท


หลักสําคัญ ในการภาวนา (สมาธิ) นั้ น...ก็มีไม่มาก ให้คํานึงถึงจิต... ...ถึงอารมณ์...ถึงสติ สามประการนี้คือหลักของการทําสมาธิ จิต คือได้แก่ ผู้นึกผู้คิด อารมณ์ คือ จิตที่ไปนึกถึงอะไร สิงนั่ ้ นเป็นอารมณ์ แล้วผู้ดูอารมณ์หรือผู้ดูจิต คือ สติระลึกได้ พระราชวัชรปทมคุณ ๑๑๙


...แต่ความดีที่บุคคลทํา... ไม่มีสูญสิ้ นไป..เหมือนกับสรีระร่างกายนั้ น ความดีจึงเป็นสิ่ งที่มั่ นคง...เป็นสิ่ งที่ยั่ งยืนพร้อมทั้ งให้ผล คือ ความดีเป็นเครื่องตอบแทนได้แก่ความสุข ...แต่ความดีที่บุคคลทํา... การทําความดี เป็นสิ่ งที่สําคัญของมนุษย์ เราทุกคนเกิดมาแแล้ว ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสาร ที่จะให้เกิดความยั่ งยืน หรือเป็นอนุสรณ์ในชีวิต... เพราะสรีระร่างกายต่างๆ ประกอบด้วยธาตุ ๔ คือ ดิน น�า ลม ไฟ ในที่สุดก็ต้องสลาย... ๑๒๐ ปทุมสิโรวาท คือ ความดีเป็นเครื่องตอบแทนได้แก่ความสุข


Click to View FlipBook Version