ชีวิตที่ได้ เกิดมาเป็นมนุษย์ นั ้ นหมายความว่า... ทําดีไว้แล้ว จึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ยิ่ งเกิดมามีร่างกายสมบูรณ์ สติปัญญามีกําลัง ก็ได้ชื่อว่า... สมบูรณ์ในการบําเพ็ญคุณงามความดีแล้ว ต้องรักษาความดีนั ้ นไว้สืบต่อไป เพื่อให้คุณความดีนั้ นยั่ งยืนต่อไป พระราชวัชรปทมคุณ ๔๓
ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นแสงสว่างนั้ น... ทั้ งที่มืด ทั้ งที่สว่าง ...สายตาของบุคคลที่ดี... จะเห็นอะไรได้ในที่สว่างเท่านั้ น แต่ปัญญาของบุคคล เห็นได้ในทุกๆ สถานที่ “ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก ผู้มีปัญญาเท่านั ้ น... ที่จะพ้นทุกข์ ผู้จะพ้นจากกิเลสทั ้ งปวงได้ ก็เพราะ...อาศัย ความเป็นผู้มีปัญญา” ๔๔ ปทุมสิโรวาท
“สิงที่ต�านั ่ ้ น...คนเข้าใจง่าย สิงที่สูงนั ่ ้ น...คนทําได้ยาก” ..มนุษย์เรายังมีความเสื่อม ต�าลงมาต�าลงมา จนในที่สุดคนไม่มีสัจจะก็มากขึ้น, คนที่มีสัจจะก็จะน้อยลง สัจจะน้อยลงไป... มีแต่อสัตย์ คือ ความไม่จริง เกิดมีมากขึ้นมากขึ้น เมื่ออสัตย์ธรรมมีมากขึน้ สัจธรรมที่แท้จริงก็น้อยลงไป ผู้เป็นพุทธศาสนิกชนผู้รู้ดี และรู้ชอบ...ใจถูกต้องแล้ว พยายามรักษาอบรมสั่ งสอนคนใกล้ชิดของตน ให้รู้เหตุแห่งความเป็นจริง แห่งความดีงาม เพราะฉะนั้ นสัจจะในการพูดในความเป็นไป มีคุณลึกล�า, มีคุณเป็นอเนกประการ หาประมาณมิได้เลย ความไม่มีสัจจะ เอาตัวรอดอิ่ มไปวันหนึ่งวันหนึ่งนั้ น มีผลน้อยมาก....เสียเวลาแห่งชีวิต พระราชวัชรปทมคุณ ๔๕ เอาตัวรอดอิ่ มไปวันหนึ่งวันหนึ่งนั้ น มีผลน้อยมาก....เสียเวลาแห่งชีวิต
ใจที่สงบแล้ว... ย่อมขจัดอกุศลธรรม คือนิวรณ์ต่างต่างให้เบาบางและหมดไป... ใจจึงสงบขึนได้้ เหมือนกับว่าตาของเรามีอยู่.... เรามองเห็นอะไรได้ ก็เมื่อสว่างหรือไฟเครื่องส่อง จิตของเราจะสงบก็ฉันนั้ น ต้องขจัดความมืด คืออกุศลวิตกนิวรณ์ อันเป็นกิเลสต่างต่างเหล่านี้ให้หมดไป จิตที่ปราศจากกิเลสนิวรณ์ เป็นจิตที่เป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลแล้ว... ก็คิดแต่ที่จะทําดี พูดดี คิดดี มีพากเพียรดี มีการปฏิบัติดี ๔๖ ปทุมสิโรวาท
ท่านจึงสอน...ให้เจริญเมตตาไว้เป็นวิหารธรรม ส่วนอสุภะพิจารณาร่างกายของตน ว่าเห็นว่าไม่งาม หรือพิจารณาซากศพที่ตายไปแล้ว มีอาการต่างต่างกัน มีน�าเลือดน�าเหลืองไหล มีหนอนชอนไชเป็นต้น เพื่อกําจัดอารมณ์ คือ ราคะ นี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องสอนมันก็เกิดขึน้ แสดงว่าจิตของเรานั้ น...ในชาติปางก่อนเคยมีเรื่องเหล่านี้มาแล้ว มีอารมณ์อย่างนี้มาแล้ว เคยชอบอย่างนี้มาแล้ว จึงติดมาในชาตินี้ ชาตินี้ได้ร่างใหม่เป็นชายก็ตามเป็นหญิงก็ตาม ในสกุลใดก็ตาม ก็เอากิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน มาใช้อีก ใช้แล้วใช้อีก เกิดทีไรก็ใช้อยู่อย่างนี้ ถ้าไม่ละเป็นไม่หมด พระราชวัชรปทมคุณ ๔๗ มาใช้อีก ใช้แล้วใช้อีก เกิดทีไรก็ใช้อยู่อย่างนี้ ถ้าไม่ละเป็นไม่หมด
คนเรา ถ้านึกถึงว่า... เราเกิดมาแล้ว ต้องตาย มีความรู้ว่า... เราต้องตายเป็นอารมณ์ไว้เสมอ จะทําอะไร พูดอะไร คิดอะไร ก็จะตั้ งอยู่ในความไม่ประมาท แต่ต้องมีปัญญา คือ มีโยนิโสมนสิการ บุคคลผู้นึกถึงความตายแล้ว... กลัวตาย หวาดหวั่ นต่อการตาย ไม่ชื่อว่ามีโยนิโสมนสิการ คือ ไม่มีปัญญา เมื่อไม่มีปัญญานึกถึงความตาย ก็ยิงกลัว ยิ่ งหวาดผวา เที่ยวหลง ่ เที่ยวซ่อน หรือใครว่าอะไรดีที่ไหน มีใครที่จะช่วยได้ก็ไปหาเขาทําอย่าง งมงาย ๔๘ ปทุมสิโรวาท
“แท้จริงแล้วความตายเป็นสิงที่หนีไม่พ้น” ่ แต่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้....ก็จะได้รู้คู่กันว่า... “เมื่อความตายมี...ความดีของเรามีหรือยัง” “เมื่อความตายมี...เรามีศีลแล้วหรือยัง” “เมื่อความตายมี...เรามีสมาธิแล้วหรือยัง” “เมื่อความตายมี...เรามีปัญญาแล้วหรือยัง” “เมื่อความตายมี...เราพ้นจากกิเลสด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ได้บ้างแล้วหรือยัง” พระราชวัชรปทมคุณ ๔๙ พ้นจากกิเลสด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ได้บ้างแล้วหรือยัง”
มีตาอยู่...แต่มืดมองไม่เห็น คือ ไม่มีจักษุ ปัญญาจักษุ ต้องอาศัยการเปิดปัญญาจักษุ ด้วยธรรมะ จึงจะเกิดแสงสว่างเห็นจริง คนตาบอดด้วยตาฝ้าฟาง มีต้อต่างต่างมาปิดบังดวงตาดํา เขาต้องอาศัยแพทย์ลอก ขจัดออกไปเสีย ตาก็สว่างได้ฉันใด พระพุทธเจ้าเป็นธรรมจักษุ คือแสดงธรรมให้ผู้ที่มีตาเพียงนอก ไม่มีตาใน ไม่มีปัญญาจักษุนั้ น ให้รู้ให้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงแล้ว... ก็จะเห็นแจ้ง ๕๐ ปทุมสิโรวาท
การนึกถึง...พระพุทธเจ้า นึกถึง...พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ให้เกิดความปลื้มใจเสียก่อน นั่ นคือ... อารมณ์กัมมัฏฐาน หรืออารมณ์ของ... พุทธานุสติ เมื่อทําให้มากมาก ทําให้บ่อยบ่อย และควรทําทุกวัน ควรนึกถึงทุกวัน เพราะพระพุทธเจ้า เป็นศาสดาของเรา พระราชวัชรปทมคุณ ๕๑
พระศาสดาทรงสั่ งสอนธรรมทั้ งปวงมีเหตุทั้ งในขั้ นศีลธรรม ทั้ งในขั้ นสัจธรรม ปรมัตถธรรม มีมากมายทีเดียว ในเบื้องต้นทรงสั่ งสอนพระพุทธศาสนิกชน ที่ไม่สามารถจะอยู่จะออกบวชได้ ก็ทรงสั่ งสอนให้มีการครองเรือน มีฆราวาสธรรม มีศีล ๕ และอื่นอื่นอีกมากมาย ให้ตั้ งอยู่ในคุณงามความดี...ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุ ให้ทําดี พูดดี คิดดี และมีความเห็นดีเป็นที่สุด ๕๒ ปทุมสิโรวาท
ธรรมทั ้ งปวง เกิดแต่เหตุ เมื่อสิงนั่ ้ นจะดับ ก็ดับเพราะเหตุ ดูเหตุดูผล.... ความทุกข์เกิดขึน ความเดือ้ดร้อนเกิดขึนเพราะอะไร้ หาเหตุพิจารณาไปก็เพราะประพฤติชั่ วด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ และการประพฤติชั่ วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ มาจากอะไรเป็นต้นเหตุ ก็จะมาจากโลภะ โทสะ โมหะ มีขึนใจก็เศร้าหมองจึงเป็นเหตุ ้ ให้ทําชั่ ว พูดชั่ ว คิดชั่ ว เมื่อทําชั่ ว พูดชั่ ว คิดชั่ ว ก็มีผลคือเป็นทุกข์...แล้วก็เสวยทุกข์แห่งนั้ นต่อเนื่องมาเป็นลําดับ ไม่ใช่ว่าสิงใดสิ ่งหนึ่ ่งเกิดขึนผู้นั้ ้ นบันดาลผู้นี้สั่ งให้เป็นอย่างนั้ นสั่ งให้เป็นอย่างนี้ ด้วยอิทธิวิสัยอย่างใดอย่างหนึ่งหาใช่เช่นนั้ นไม่ พระราชวัชรปทมคุณ ๕๓
คุณธรรมเหล่านี้เป็นความดีอยู่กับโลก แต่ไม่มีใครนํามาสอน เป็นความจริงอยู่ไม่เสื่อมคลาย แต่ไม่มีคนนํามาสอนคน จึงมิได้รู้และมิได้ปฏิบัติ ทรงสั่ งสอนในขั้ นปรมัติ...ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง โดยพิจารณากาย ธาตุขันธ์ต่างต่าง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน มีสภาพความเป็นจริงอยู่อย่างนี้ อย่ายึดมั่ นถือมั่ นเพื่อทําให้จิตให้พ้นจาก...อาสวกิเลสได้ สัจจะ...ความจริง ทมะ...ความข่มใจ จาคะ...ความรู้จักเสียสละ ขันติ...ความอดทน ๕๔ ปทุมสิโรวาท อย่ายึดมั่ นถือมั่ นเพื่อทําให้จิตให้พ้นจาก...
ก็เช่นเดียวกันที่ว่า...ทรงสั่ งสอนเป็นอัศจรรย์ ผู้ปฏิบัติตามย่อมรับผลสมควรแก่การปฏิบัติผู้มีบารมีมากแค่ไหน บารมีเพียงทาน...ก็ได้ผลเพียงทาน บารมีเพียงศีล...ก็ได้ผลของศีล มีบารมีถึงภาวนา...ก็ได้ผลแห่งภาวนา ผลที่เกิดขึนย่อมเกิดขึ้นแก่การปฏิบัติได้ทุกครั้ง้ ไม่มีกาลเวลา คือหมายความว่า...พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า นําไปปฏิบัติเป็นอกาลิโก...ไม่ประกอบด้วยกาล ศีล สมาธิ พระราชวัชรปทมคุณ ๕๕ นําไปปฏิบัติเป็นอกาลิโก...ไม่ประกอบด้วยกาล
สิงต่างๆ มีผล เช่น มะม่วงเป็นต้น ่ มันจะออกลูกออกผลในฤดูกาลของมัน ถ้าไม่ใช่ฤดูกาลของมันมันไม่ออกลูกออกผล ส่วนพระธรรมเทศนาของพระพุทธเข้าไม่เป็นเช่นนั้ น ปฏิบัติเมื่อไร รับศีลเมื่อไร...มีศีลเมื่อนั้ น ปฏิบัติอบรมสมาธิเมื่อไรชื่อว่าทําสมาธิเมื่อนั้ น มีผลเมื่อนั้ น ไม่เลือกว่าต้องปฏิบัติฤดูร้อนจึงจะเกิด ฤดูฝนจึงจะเกิด ฤดูหนาวจึงจะเกิดฤดูร้อนไม่เกิด หรือปฏิบัติกลางวันไม่เกิดต้องปฏิบัติกลางคืน หรือปฏิบัติกลางคืนไม่เกิดต้องเกิดกลางวันไม่ใช่อย่างนั้ น คือ ปฏิบัติเมื่อไรได้ผลเมื่อนั้ นและสามารถรู้ด้วยตนเองว่าสิงนี้มีอยู่แก่เรา ่ ไม่ต้องมีสิงศักดิ่สิทธิ์หรือผู้มีอํานาจอย่างหนึ์ ่งอย่างใด ที่ต้องไปอ้อนวอน ขอร้อง บวงสรวงประการต่างๆ สิงทั่ ้ งปวงมีอยู่ในจิตใจของตนเองทั้ งสิน้ ๕๖ ปทุมสิโรวาท ไม่ต้องมีสิงศักดิ่สิทธิ์หรือผู้มีอํานาจอย่างหนึ์ ่งอย่างใด ที่ต้องไปอ้อนวอน ขอร้อง บวงสรวงประการต่างๆ สิงทั่ ้ งปวงมีอยู่ในจิตใจของตนเองทั้ งสิน้
พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ที่ได้ทรงเผยแพร่พระศาสนาด้วยการสั่ งสอนนั้ น คือ ๑. ทรงสั่ งสอนให้รู้ยิง เห็นจริง ในสิ ่ งที่ควรรู้ ควรเห็น ่ ๒. ทรงสั่ งสอนมีเหตุ ผู้ฟังอาจไตร่ตรอง เห็นตามความเป็นจริงได้ ๓. ทรงสั่ งสอนเป็นอัศจรรย์ คือ ผู้ฟังย่อมนําไปปฏิบัติย่อมรับผลสมควรแก่การ ปฏิบัตินั้ นนั้ น ไม่สูญเปล่า ไม่ว่างเปล่า เมื่อนําไปปฏิบัติย่อมเกิดผลขึน้ พระราชวัชรปทมคุณ ๕๗
จงตั ้ งใจภาวนาพุทโธ พุทโธ... ด้วยความมีสติ เราจะภาวนาหรือทําสมาธิในที่ใด นึกถึงจิตผู้นึกผู้คิด แล้วเราจะเอาอะไรเป็นอารมณ์... สิงที่เป็นอารมณ์ที่ดีที่สุด คือ พระพุทธเจ้า ได้แก่ พุทโธ ่ เพราะพุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้เบิกบาน ผู้ตื่นแล้ว ผู้พ้นภัย นึกถึงพุทโธ จิตของเราก็จะตรึกถึง พุทโธ เรียกว่า จิตมีพุทโธเป็นอารมณ์ ระวังอย่าให้เผลอด้วยความมีสติ นึกถึงพุทโธย�าย�า ซ�าซ�า มากมากไว้อย่างนี้ ทําให้มากได้เท่าไรก็ยิงเป็นความดี... ่ ยิงเป็นบุญกุศล ่ สงบหรือไม่สงบก็ไม่เป็นไร ขณะที่จิตของเรานึกว่าพุทโธนี้ จิตของเราเบิกบาน จิตของเราเป็นกุศล จงตั้ งใจภาวนา...พุทโธ พุทโธ...ด้วยความมีสติ รักษาอารมณ์คือจิตของตนให้สงบอยู่กับพุทโธ ก็จะเป็นกุศลในชีวิตของตน ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ๕๘ ปทุมสิโรวาท
“ความดีที่บุคคลทําไว้แล้ว คงเป็นความดีอย่างยั่ งยืน ไม่เสื่อมไป... ไม่สูญไป....ไม่สลายไป ต้นไม้ ภูเขาที่ว่าใหญ่โตเพียงใด ในที่สุดก็สลายไป ตายไป ภูเขาก็ทลายลงไป เมื่อกาลเวลานานๆ เข้า แต่ความดีที่ทําไว้แล้ว ไม่มีเสื่อมสูญสิ้ นสลายไป ความดีคงเป็นความดีอยู่เช่นนั้ น” พระราชวัชรปทมคุณ ๖๑
ผู้ที่เกิดมาแล้ว.. ปรารถนาความดี ต้องทําความดีให้เกิดขึ้น ความดีที่จะให้เกิดขึ้น ไม่ใช่ต้องไปหาเมล็ดพืชพันธุ์มาเพาะมาปลูก พึงทําขึ้นที่... กาย วาจา ใจของตน โดยหลักสําคัญก็คือ... ใจ เป็นต้นเหตุ.. แห่งการทําดีและพูดดี ความที่ที่ว่ามานี้ก็คือ ความสุจริตธรรม ได้แก่การกระทําทางกาย ด้วยความสุจริตซื่อสัตย์สุจริต พูดทางวาจา ก็พูดด้วยความซื่อสัตย์สุจริต นึกคิดอะไรทางใจ ก็คือนึกคิดด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ต้องไปหาเมล็ดพืชพันธุ์มาเพาะมาปลูก ๖๒ ปทุมสิโรวาท
ความสุข...ที่เกิดจาก ราคะ โทสะ โมหะนั้ น ไม่มีจบ...ไม่มีสิน ้ ไม่มีอิ่ ม...ไม่มีพอ ไม่ว่าในวัยไหนทั้ งสิน ้ เพราะฉะนั ้ น... เมื่อสิงใดไม่อิ ่ ่ ม... ...หามีความสุข... ที่แท้จริงไม่ ...ย่อมมีความทุกข์... ตามมาอยู่เสมอ ความสุข...ที่เกิดจาก ราคะ โทสะ โมหะนั้ น ไม่มีจบ...ไม่มีสิน ้ ไม่มีอิ่ ม...ไม่มีพอ ไม่ว่าในวัยไหนทั้ งสิน ้ เพราะฉะนั ้ น... เมื่อสิงใดไม่อิ ่ ่ ม... ...หามีความสุข... ที่แท้จริงไม่ ...ย่อมมีความทุกข์... ตามมาอยู่เสมอ พระราชวัชรปทมคุณ ๖๓
ความไม่พอ...ในความเป็นอยู่ของตน จะทําให้เกิดความดิ้ นรน เมื่อเกิดการดิ้ นรนก็เป็นทุกข์ ดิ้ นรนมากเท่าไหร่ ก็เป็นทุกข์มากเท่านั้ น เพราะฉะนั้ น..ความเป็นผู้รู้จักบุคคลในความเป็นไปของตน เป็นเหตุให้สํารวมระวังรักษาจิตใจของตนให้เกิดความมั่ นคง สร้างความดีให้เกิดขึน เป็นสิ ้ ่ งที่ดีที่สุด เพราะความดีเป็นความเย็น ความดีเป็นความสุข ๖๔ ปทุมสิโรวาท
บุคคลจะบริสุทธิได้ด้วยปัญญา ์ “เราเดินไปบนสะพานข้ามแม่น�า สะพานตรงไหนไม่ดี เราสามารถมองเห็นได้ด้วยสายตา ถ้าไม่เหม่อมองไปทางอื่น ถ้าเหม่อมอง...ไปทางอื่น ไปเหยียบตรงไม่ดีเข้า ก็อาจตกสะพานได้ คนผู้ที่ไม่ใช้ปัญญาก็เช่นเดียวกัน ย่อมตกหลุมพรางของความทุกข์ได้” ปัญญาจึงเป็นสิ่ งที่สําคัญอย่างยิ่ ง ในความเป็นไปทุกสิ่ งทุกอย่าง อะไรย่อมเกิดขึ้นได้ทุกขณะ และปัญญาย่อมแก้ไขได้ทุกขณะ ทุกสิ่ งทุกอย่างจะพ้น หรือถึงซึ่งความบริสุทธิได้ ์ ต้องอาศัยปัญญา พระราชวัชรปทมคุณ ๖๕
การทําสมาธิ ภาวนา คือ การทําให้จิตใจตั้ งมั่ น ที่เป็นหลักสําคัญก็คือ ประการที่ ๑ ต้องมีความตั้ งใจ ในการปฏิบัติให้แน่วแน่จริงจัง ประการที่ ๒ ปล่อยวางอารมณ์อื่นอื่นทั้ งปวง ประการที่ ๓ มีสติปัญญากําหนดรู้วาระจิต และคอยแก้ไขให้ถูกต้อง การทําสมาธิ ภาวนา การทําให้จิตใจตั้ งมั่ น ที่เป็นหลักสําคัญก็คือ ประการที่ ๑ ต้องมีความตั้ งใจ ในการปฏิบัติให้แน่วแน่จริงจัง ประการที่ ๒ ปล่อยวางอารมณ์อื่นอื่นทั้ งปวง ประการที่ ๓ มีสติปัญญากําหนดรู้วาระจิต และคอยแก้ไขให้ถูกต้อง ๖๖ ปทุมสิโรวาท
จิตนั้ นไม่มีอะไรที่จะควบคุมได้ นอกจากธรรมะ คือ สติ สติ...จึงเป็นธรรมะที่สําคัญในการปฏิบัติ ถ้าภาวนาครั้ งใดขาดสติมาก ปล่อยเผลอมาก ปล่อยเลื่อนลอยไปมาก ความสงบนั้ น...จะไม่ค่อยมี หาความสงบได้ยาก สติจึงเป็นองค์สําคัญในการปฏิบัติเรื่องสมาธิภาวนา พระราชวัชรปทมคุณ ๖๗ หาความสงบได้ยาก สติจึงเป็นองค์สําคัญในการปฏิบัติเรื่องสมาธิภาวนา
“ สติอย่างหนึ่ง จิตอย่างหนึ่ง คําภาวนาอย่างหนึ่ง ” ทั้ งสามประการนี้ ต้องรวมเป็นตัวรู้ รวมกันไว้อยู่แห่งเดียว นึกว่าพุทโธ พุทโธ จิตเป็นผู้นึกผู้คิดว่าพุทโธ ก็ต้องมีสติคุมจิตไว้ในคําพุทโธ พุทโธนั้ นให้ถูกต้อง และให้เกิดความชํานาญ ที่ว่าว่าพุทโธ ด้วยความมีสติให้ถูกต้อง อยู่ในความชํานาญนั้ น คือ ชํานาญความพร้อมด้วยสติ ไม่เพียงนึกว่าพุทโธ พุทโธด้วยความคล่องปาก ต้องมีสติคุมไว้ด้วยสม�าเสมอ ๖๘ ปทุมสิโรวาท
สติ ถ้ามีพลังเหนือจิต จิตก็สงบ...ไม่ไปไหน ถ้าสติอ่อนกว่าจิต ก็จะทําให้เผลอได้ง่าย และเลื่อนลอยไปได้ง่าย ความสงบ ก็จะห่าง ออกไป สติ ถ้ามีพลังเหนือจิต สงบ...ไม่ไปไหน อ่อนกว่าจิต ก็จะทําให้เผลอได้ง่าย และเลื่อนลอยไปได้ง่าย ความสงบ ก็จะห่าง ออกไป พระราชวัชรปทมคุณ ๖๙
คนที่ภาวนา คือทําสมาธิ แล้วเบื่อ ทําแล้วเบื่อ... เพราะเห็นว่าทําทีไร ไม่เห็นสงบเสียที นอกจากจะทําน้อยแล้ว ก็เพราะ... ตัวสตินั ้ นคุมจิตไม่อยู่ ควบคุมไว้ไม่อยู่ จึงเกิดความเผลอด้วยประการต่างๆ เพราะฉะนั ้ นผู้ปฏิบัติธรรม จึงต้องมีสติให้มาก ๗๐ ปทุมสิโรวาท
ถ้าใจยังไม่พร้อม ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พึงหาอุบายให้ใจเป็นผู้ถึงพร้อม ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะรู้ว่าพร้อมหรือไม่พร้อม เมื่อนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วเกิดความอิ่ มใจ นั่นหมายความว่า... พร้อมเพื่อที่จะปฏิบัติ ถ้านึกแล้วจิตใจยัง... หวั่ นไหว รวนเร ไม่แน่นอน ขาดขาด เกินเกิน ติดติด ต่อต่อ อะไรทํานองนี้เป็นต้น ไม่มั่ นคงไม่อิ่ มใจ พึงหาอุบายแก้ไข ทําให้จิตใจมั่ นคงเสียก่อน พระราชวัชรปทมคุณ ๗๓
ธรรมะต่างๆ เหล่านี้...ที่จะเกิดมีขึ้ น ความจริงแล้วไม่ได้มีอยู่ที่กาย ไม่ได้มีอยู่ที่วาจา แต่มีอยู่ที่ใจ และใจเป็นผู้บ่งผู้ชี้ เป็นนายสั่ งให้กายทํา วาจาพูด การทําการพูดจากใจที่มีคุณธรรม...ก็จะทําด้วยคุณภาพคุณธรรม ส่วนใจไม่มีคุณธรรม...ก็จะเป็นเหตุให้เกิดโทษทุจริตและผิดพลาด เกิดความเดือดร้อนเป็นทุกข์แก่ตนเองด้วยแก่ผู้อื่นด้วย ซึงเป็นสิ ่ ่ งที่ไม่ต้องการของชาวโลก ๗๔ ปทุมสิโรวาท ซึงเป็นสิ ่ ่ งที่ไม่ต้องการของชาวโลก
การศึกษาธรรม การฟังธรรมอยู่เป็นนิจอยู่เป็นประจํา จึงมีโอกาสที่จะอบรมจิตใจของตนให้อยู่ในคุณธรรม ถึงแม้ผู้ที่ไม่เคยคิดว่าจะประพฤติธรรม แต่เมื่อมาได้รับการอบรมธรรมก็จะเห็นคุณธรรมความดีเกิดขึ้น มะขามที่ว่าเปรี้ยว มะม่วงที่เปรี้ยว เขาก็เอาไปดองไปแช่อิ่ ม มันก็เปลี่ยนรสเปลี่ยนชาติ จากเปรี้ยวเป็นหวาน จากไม่อร่อยเป็นอร่อย จากไม่มีราคาเป็นมีราคา จากความไม่นิยมเป็นที่นิยมฉันใด บุคคลก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้รับการอบรมดีแล้ว จะมีคุณค่า มีประโยชน์แก่ชาวโลกแก่สังคม พระราชวัชรปทมคุณ ๗๕
ส่วนมากคนเราไม่ได้มองในตัวเรา หรือมองรู้บางทีก็ไม่สนใจ คือไม่ได้พิจารณาแยกแยะ ให้เห็นปรากฎจริงใจกับสภาพของทางจิตใจ เพียงแต่รู้ได้ยินได้ฟัง แต่ไม่ได้นํามาพินิจพิเคราะห์ให้ละเอียดละออถี่ถ้วน จิตจึงไม่สามารถถอนจากอุปาทาน ความที่ยึดมั่ นถือมั่ นไว้ได้ ๗๖ ปทุมสิโรวาท ความที่ยึดมั่ นถือมั่ นไว้ได้
คนเราเกิดมาแล้ว เมื่อรู้ว่า...เป็นอนิจจังไม่เที่ยง จะต้องแตกกายทําลายขันธ์ เมื่อรู้แล้ว...ประกอบด้วยสติปัญญา สร้างสมกุศลคือทาน ศีล ภาวนาให้เกิดมีขึน ้ ก็จะเป็นเครื่องอบอุ่นใจ ว่าเราเกิดมาทั ้ งทีได้ทําความดี ให้เกิดขึ้นในสกุล ในถิ่ นฐานที่อยู่ในประเทศนั้ นนั้ น จะเป็นเครื่องอบอุ่นใจแก่เรา ทั้ งวันนี้วันหน้าและชาติหน้า จะมีสุคติไปเป็นที่ดังปรารถนา พระราชวัชรปทมคุณ ๗๗
สัตว์ทั้ งหลายเกิดมาแล้ว ไม่พ้นจากความทุกข์ไปได้ มีความทุกข์เป็นเจ้าเรือน เรียกว่าทุกข์ประจํา หนีไม่พ้นทุกๆ คน คือเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เขาเรียกว่าสภาวะทุกข์คือทุกข์ประจํา สัตว์ทั้ งหลายทั้ งปวงเกิดมาแล้ว ไม่มีใครหนีสภาวะทุกข์เหล่านี้ไปได้ ย่อมถูกสภาวะทุกข์เหล่านี้ครอบงํา เกิดมาแล้ว... ถูกความแก่ต้อนเข้าไปหาความเจ็บ ความเจ็บต้อนเข้าไปมากมากเข้า ก็หาความตาย ...ล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์ที่หนีไม่พ้น ๗๘ ปทุมสิโรวาท
อนิจจัง ทุกขัง สังขาร ทั้ งหลายทั้ งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้ งหลายทั้ งปวงเป็นทุกข์คือทนได้ยาก และทุกข์อีกแปลหนึ่งคือต้องแตกสลายไม่มีอะไรยั่ งยืนอยู่ได้ ต้องแตกสลายพังทลายไปหมด ภูเขาเลากาก็เป็นทุกข์คือต้องพังทลาย ต้นไม้ก็ต้องทุกข์คือต้องตายต้องสลายไป ไม่มีอะไรตั้ งมั่ นอยู่ได้แม้แผ่นดิน ก็ยังต้องแตกยังถล่มทลาย ล้วนแล้วแต่ทุกข์คือต้องแตกสลายทั้ งสิน ้ ไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ที่จะมีความยั่ งยืนเที่ยงแท้ พระราชวัชรปทมคุณ ๗๙ ไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ที่จะมีความยั่ งยืนเที่ยงแท้
เหมือนนักเล่นกีฬาที่ฝึกอยู่เป็นประจํา แม้จะทําอย่างไรก็เป็นกิริยาของกีฬา หรือเช่นตัวอย่าง...ผู้เขียนหนังสือเขียนจนคล่อง แล้วจะจับปากกาในลักษณะใด ก็สามารถเขียนหนังสือได้ให้เป็นตัวหนังสือได้เพราะความคล่อง “เมื่อบุคคลรักษาศีลมาจนเคยชินจนเป็นนิสัย เมื่อมีอะไรขึ้นที่ทําผิดก็รู้ทันทีโดยอัตโนมัติ ไม่ทําไม่พูดในสิ่ งนั้ น กลับทํากลับพูดในสิ่ งที่ถูกต้อง” ศีลแปลว่า...ปกติ คือรักษากาย วาจา ที่เว้นจากการ..ทําบาป เว้นจากการพูดไม่ดีจนเป็นปกติ คือหมายความว่า... แม้ไม่ได้ตั้ งใจ การทําการพูดก็เป็นปกติ เพราะรักษาจนช�าของ ๘๐ ปทุมสิโรวาท ไม่ทําไม่พูดในสิ่ งนั้ น กลับทํากลับพูดใน
ผู้ที่มีศีล ทําอะไรก็ประกอบไปด้วยใจเย็น ผู้ที่มีศีลพูดอะไรก็ประกอบไปด้วยใจเย็น ความเยือกเย็นความรอบคอบ เป็นเหตุให้เกิด คือ ความดีงาม ไม่เป็นไปเพื่อความเดือดร้อนของตนเองและผู้อื่น ศีลจึงแปลว่าเย็น พระราชวัชรปทมคุณ ๘๓
ศีล มีพระคุณเป็นอเนกประการ ศีลจึงเป็น...ประดุจเกราะป้องกัน ไม่ให้อาวุธคือ บาป นั ้ น มาแตะต้องกับผู้ที่มีศีล ทําให้เกิดความอบอุ่นใจ ความสบายใจ จะอยู่ในที่ไหนก็ปลอดภัย เพราะความมีศีลเป็นเกราะป้องกัน จะอยู่ในที่ใดก็ปลอดภัย เพราะความมีศีลเป็นเกราะป้องกัน และยิ่ งไปกว่านั้ น... ศีลยังพาให้ สุคติในภพหน้า ต่อไปอีกด้วย ๘๔ ปทุมสิโรวาท
ในองค์อริยมรรคแสดงถึง สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ความประพฤติชอบในทางวาจาเป็นต้น จัดว่าเป็น...ศีล บุคคลผู้รักษาศีลดีแล้ว ก็ย่อมจะได้รับผลดังกล่าวมา บุคคลผู้ที่จะบําเพ็ญสมาธิ ต้องมีศีลเป็นพื้นฐานเบื้องต้น อิ่ มอกอิ่ มใจดีใจในความมีศีลดีแล้ว เมื่อได้บําเพ็ญสมาธิ สมาธิก็เกิดขึ้ นง่าย เพราะพื้นฐานสะอาดดีแล้ว พระราชวัชรปทมคุณ ๘๕
ผู้ที่จะให้ศีลเป็นมัชฌิมาปฏิปทาได้ ต้องรักษาอย่างไร ต้องทําให้ต่อเนื่องและสม�าเสมอ จนไม่มีอะไรตะขิดตะขวงใจ ในการที่ความเป็นผู้ไม่มีศีล หรือศีลไม่งดงาม อันจะเป็นเหตุ ทําให้จิตใจเกิดความผ่องแผ้ว เกิดความยินดี เป็นจุดกระตุ้นให้เกิดจิตสิกขา คือ สมาธิภาวนาต่อไป ๘๖ ปทุมสิโรวาท เป็นจุดกระตุ้นให้เกิด คือ
นึกอธิษฐานในใจว่า ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต ปะริสุทโธติ มัง สังโฆ ธาเรตุ ศีลของข้าพเจ้าบริสุทธิ ์ ควรแก่...วิปัสสนา ควรแก่...กรรมฐาน ควรแก่... สมาธิ เพื่อจะทําให้จิตใจเกิดความตั้ งมั่ นขึน้ สมาธิย่อมเป็นผลมาจากศีล เมื่อศีลดีแล้ว ตั้ งมั่ นเป็นพื้นฐานมัชฌิมาดีแล้ว สมาธิก็จะเป็นมัชฌิมาปฏิปทาต่อไป สมาธิการภาวนาทําใจให้สงบ ต้องอาศัยศีลเป็นพื้นฐานเบื้องต้น พระราชวัชรปทมคุณ ๘๗
ทานขจัดความโลภ ศีลขจัดความโกรธ และความไม่เรียบร้อย ฟังธรรมเป็นเหตุ...ให้เกิด ปัญญากําจัดโมหะ สมาธิกําจัดนิวรณ์ให้สงบ ๘๘ ปทุมสิโรวาท
ศีลเป็นพื้นฐานที่มั่ นคงที่ดี เมื่อบุคคลใดอยู่บนศีล บุคคลนั้ นก็ย่อมได้รับความอยู่เย็นเป็นสุข เหมือนคนอยู่ในที่สูง น�าท่วมมาที่ต�าท่วมหมด คนอยู่ที่ต�าก็เดือดร้อนน�าท่วมบ้านท่วมคน คนอยู่ในที่สูงก็ปลอดภัยฉันใด ศีลซึงเป็นของสูง หมายความว่า... ่ ทําให้จิตของบุคคลให้สูง ให้เกิดความดีความงาม นี่เป็นเพียงศีล ๕ ยังมีคุณมีประโยชน์มากมายถึงระดับนี้ ท่านกล่าวว่าผู้ที่มีศีล ๕ เป็นพื้นฐาน... นั่ นคือองค์คุณธรรมของพระโสดาบัน พระราชวัชรปทมคุณ ๘๙ ท่านกล่าวว่าผู้ที่มีศีล ๕ เป็นพื้นฐาน... นั่ นคือองค์คุณธรรมของพระโสดาบัน
พระโสดาบันอยู่ในขั้ นโลกุตรธรรมเบื้องต้น ผู้ที่จะมีจิตถึงวาระนั้ นได้ ต้องมีศีล ๕ เป็นพื้นฐาน ศีล ๕ จึงเป็นองค์คุณของพระโสดาบัน คือเป็นองค์คุณของโลกุตรธรรมเบื้องต้น เพราะฉะนั้ น...บุคคลผู้มีศีลดีแล้ว จึงมีความอุ่นใจ มีความมั่ นใจ มีความสุขใจ ถึงชีวิตจะมีความเดือดร้อน นั่ นเกิดจากเหตุจากผล ไม่ใช่เกิดจากการเสียศีล ๙๐ ปทุมสิโรวาท