The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอน ว30243 ชีววิทยา 3 ม.5 ส่วน 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ปวีณา งามชัด, 2020-05-19 03:14:34

แผนการสอน ว30243 ชีววิทยา 3 ม.5 ส่วน 1

แผนการสอน ว30243 ชีววิทยา 3 ม.5 ส่วน 1

คำนำ

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว30243 ชีววิทยา 3 เล่มนี้จัดทาข้ึนเพ่ือเป็นแนวทางในการจัด
กระบวนการเรยี นรู้ในระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 ประจาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ในการจดั การศึกษาท่ีมุ่ง
พัฒนาผู้เรียนให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรโดยยึดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ันที่ 4 เป็น
แนวทางมุ่งพฒั นาผเู้ รยี นตามศักยภาพ และจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนให้บรรลุเจตนารมณ์ของหลักสูตร
การศึกษาขัน้ พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์แลเทคโนโลยี ซง่ึ ประกอบดว้ ย บทนา เป้าหมายของ
วทิ ยาศาสตร์ เรยี นรอู้ ะไรในวทิ ยาศาสตร์ สาระและมาตรฐานการเรียนรรู้ ายวิชาพ้นื ฐาน คณุ ภาพผู้เรียน
สาระการเรยี นรู้รายวชิ าเพิม่ เติม คาอธบิ ายรายวิชา ตารางแสดงเค้าโครงรายวิชา กาหนดการจัดการเรียนรู้
ตารางแสดงอตั ราสว่ นคะแนน และแผนการจดั การเรียนรู้

หวังเป็นอย่างย่ิงว่าเอกสารเล่มน้ีคงเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจตามสมควร และขอขอบคุณท่าน
ผูอ้ านวยการโรงเรยี นโคกโพธิไ์ ชยศกึ ษา และคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีให้
คาแนะนาในการจัดทาเอกสารฉบบั นีใ้ ห้สาเรจ็ ด้วยดี

ปวณี า งามชัด

สารบญั หน้ำ

เรือ่ ง 1
2
บทนา 3
เป้าหมายของวทิ ยาศาสตร์ 5
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ 9
คณุ ภาพผู้เรยี น 37
ผลการเรียนรู้และสาระการเรยี นรเู้ พ่มิ เติม 40
คาอธิบายรายวชิ า 42
กาหนดการจดั การเรยี นรู้ 44
ตารางแสดงอตั ราส่วนคะแนน 68
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 โครงสรา้ งและหน้าที่ของราก 73
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 โครงสร้างและหน้าท่ขี องราก (ตอ่ ) 88
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 3 โครงสรา้ งและหน้าทข่ี องลาต้น 102
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 4 โครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องใบ 114
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 5 การคายนา้ ของพชื 125
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 6 การลาเลยี งน้าและการคายน้า 139
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 7 การลาเลยี งแร่ธาตขุ องพืช 146
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 8 การลาเลียงสารอาหารของพืช 162
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 9 การคน้ ควา้ ทเ่ี กยี่ วข้องกบั กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง 171
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 10 โครงสรา้ งของคลอโรพลาสต์
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 11 รงควัตถุในปฏิกริ ยิ าสังเคราะหแ์ สง



บทนำ

ตัวชว้ี ดั และสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.
๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ นี้ ได้กาหนดสาระการเรียนรู้
ออกเป็น ๔ สาระ ได้แก่ สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระท่ี ๓
วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ และสาระท่ี ๔ เทคโนโลยี มีสาระเพ่ิมเติม ๔ สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยา สาระ
เคมี สาระฟิสกิ ส์ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซ่ึงองค์ประกอบของหลักสูตร ท้ังในด้านของเน้ือหา
การจดั การเรียนการสอน และการวดั และประเมินผลการเรียนรนู้ นั้ มคี วามสาคญั อย่างยิง่ ในการวางรากฐาน
การเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ของผเู้ รยี นในแต่ละระดบั ช้นั ให้มีความตอ่ เนอ่ื งเชือ่ มโยงกัน ตงั้ แตช่ น้ั ประถมศึกษาปี
ที่ ๑ จนถงึ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๖ สาหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้กาหนดตัวช้ีวัดและสาระการ
เรียนรู้แกนกลาง ท่ีผเู้ รยี นจาเป็นต้องเรียนเปน็ พนื้ ฐาน เพ่ือให้สามารถนาความรนู้ ้ไี ปใชใ้ นการดารงชีวิตหรือ
ศึกษาตอ่ ในวิชาชพี ท่ีต้องใชว้ ทิ ยาศาสตร์ได้ โดยจดั เรียงลาดับความยากง่ายของเน้ือหาแต่ละสาระในแต่ละ
ระดับช้ันใหม้ ีการเชื่อมโยงความรกู้ ับกระบวนการเรียนรู้ และการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน
พฒั นาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะท่ีสาคัญทั้งทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วย
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปญั หาอย่างเปน็ ระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ขอ้ มูลหลากหลาย
และประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถงึ
ความสาคัญ ของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธ์ิต่อผู้เรียนมากที่สุด จึงได้จัดทา
ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ขึน้ เพ่อื ให้สถานศึกษา ครผู สู้ อน

ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสือเรียน คู่มือครู ส่ือประกอบการ
เรยี นการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการ
เรียนร้วู ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ ทีจ่ ัดทาข้ึนนไี้ ดป้ รับปรุง เพื่อให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกัน
และระหว่างสาระการเรียนร้ใู นกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตรก์ ับคณิตศาสตรด์ ้วย นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเพ่ือให้มีความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลง และ
ความเจริญก้าวหนา้ ของวทิ ยาการต่าง ๆ และทัดเทยี มกับนานาชาติ กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ สรุป
เปน็ แผนภาพได้ ดงั นี้



เปำ้ หมำยของวิทยำศำสตร์
ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มงุ่ เนน้ ใหผ้ เู้ รียนได้ค้นพบความรูด้ ว้ ยตนเองมากทสี่ ดุ เพอ่ื ใหไ้ ดท้ ั้ง

กระบวนการและความรู้ จากวธิ กี ารสงั เกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แลว้ นาผลทไ่ี ดม้ าจดั ระบบเป็น
หลกั การ แนวคิด และองคค์ วามรู้

การจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรจ์ ึงมเี ป้าหมายท่สี าคญั ดังน้ี
๑. เพือ่ ใหเ้ ขา้ ใจหลกั การ ทฤษฎี และกฎที่เป็นพื้นฐานในวชิ าวิทยาศาสตร์
๒. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจากัดในการศึกษาวิชา
วิทยาศาสตร์
๓. เพอื่ ใหม้ ีทกั ษะทสี่ าคญั ในการศกึ ษาค้นคว้าและคดิ คน้ ทางเทคโนโลยี
๔. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และ
สภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอทิ ธพิ ลและผลกระทบซง่ึ กนั และกัน



เรียนรู้อะไรในวทิ ยำศำสตร์

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์มงุ่ หวังให้ผเู้ รียนไดเ้ รยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ท่ีเนน้ การเช่ือมโยงความรู้
กับกระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหา
ความรู้ และแก้ปัญหาทห่ี ลากหลาย ให้ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการเรียนร้ทู ุกขั้นตอน มีการทากิจกรรมด้วยการ
ลงมอื ปฏิบัตจิ ริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับช้ัน โดยกาหนดสาระสาคญั ดังน้ี

วทิ ยำศำสตร์ชวี ภำพ เรียนรู้เกี่ยวกบั ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตการดารงชีวิต
ของมนุษย์และสัตว์ การดารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของ
สง่ิ มีชีวติ

วทิ ยำศำสตรก์ ำยภำพ เรียนรู้เก่ียวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสารการเคลื่อนท่ี
พลงั งาน และคล่ืน

วิทยำศำสตร์โลกและอวกำศ เรียนรู้เก่ียวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบ
สรุ ยิ ะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ยี นแปลงทางธรณวี ทิ ยา กระบวนการเปล่ยี นแปลงลมฟ้าอากาศ
และผลตอ่ ส่ิงมีชวี ติ และส่ิงแวดลอ้ ม

เทคโนโลยี
กำรออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการ
เปลีย่ นแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยคานึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชวี ติ สังคม และสิง่ แวดล้อม
วิทยำกำรคำนวณ เรยี นรู้เกีย่ วกบั การคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนและ
เป็นระบบ ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ดา้ นวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ในการ
แกป้ ัญหาที่พบในชีวิตจริงไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

สำระและมำตรฐำนกำรเรยี นรู้

สำระที่ ๑ วิทยำศำสตรช์ วี ภำพ
มำตรฐำน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต

และความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอด
พลังงาน การเปลย่ี นแปลงแทนท่ีในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ
ผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์

ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ้ ขปัญหาสง่ิ แวดล้อม รวมทั้งนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

มำตรฐำน ว ๑.๒ เขา้ ใจสมบัติของสง่ิ มีชีวติ หนว่ ยพน้ื ฐานของส่งิ มชี ีวติ การลาเลียงสารเขา้ และออกจาก

เซลล์ ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสตั วแ์ ละมนษุ ยท์ ี่
ทางานสมั พนั ธ์กนั ความสมั พันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพชื ที่
ทางานสมั พันธก์ นั รวมท้งั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์



มำตรฐำน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพนั ธกุ รรมทม่ี ผี ลต่อสิง่ มีชวี ติ ความหลากหลายทางชวี ภาพ
และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทัง้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

สำระท่ี ๒ วทิ ยำศำสตร์กำยภำพ
มำตรฐำน ว ๒.๑ เขา้ ใจสมบตั ิของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมบัติของ

สสารกบั โครงสร้างและแรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งอนภุ าค หลกั และธรรมชาติของการ
เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี
มำตรฐำน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชวี ติ ประจาวัน ผลของแรงทก่ี ระทาตอ่ วตั ถุ ลกั ษณะการ
เคลอ่ื นท่ีแบบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมทง้ั นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
มำตรฐำน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปล่ียนแปลงและการถา่ ยโอนพลงั งาน
ปฏสิ ัมพันธร์ ะหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชวี ิตประจาวนั ธรรมชาตขิ องคลน่ื

ปรากฏการณท์ เี่ ก่ียวข้องกับเสียง แสง และคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมทัง้ นาความรู้ไปใช้
ประโยชน์

สำระที่ ๓ วิทยำศำสตรโ์ ลก และอวกำศ
มำตรฐำน ว ๓.๑ เข้าใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และวิวัฒนาการของเอกภพ

กาแล็กซี
ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏสิ มั พนั ธ์ภายในระบบสรุ ิยะทสี่ ่งผลตอ่

สงิ่ มีชวี ิต
และการประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ

มำตรฐำน ว ๓.๒ เข้าใจองคป์ ระกอบและความสมั พันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลย่ี นแปลง
ภายในโลก และบนผวิ โลก ธรณีพิบัตภิ ัย กระบวนการเปลยี่ นแปลงลมฟา้ อากาศ

และ
ภมู อิ ากาศโลก รวมทัง้ ผลตอ่ ส่งิ มีชีวติ และสง่ิ แวดล้อม

สำระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มำตรฐำน ว ๔.๑ เขา้ ใจแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยีเพือ่ การดารงชีวิตในสงั คมที่มกี ารเปลย่ี นแปลงอยา่ ง

รวดเรว็ ใช้ความรู้และทกั ษะทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และศาสตร์อน่ื ๆ เพอ่ื
แก้ปญั หาหรือพฒั นางานอย่างมีความคิดสรา้ งสรรคด์ ้วยกระบวนการออกแบบเชงิ
วิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยคานึงถึงผลกระทบตอ่ ชีวติ สังคม และ
สิง่ แวดลอ้ ม
มำตรฐำน ว ๔.๒ เขา้ ใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจรงิ อย่างเป็นขัน้ ตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารในการเรียนรู้ การทางาน
และการแกป้ ญั หาได้อย่างมีประสิทธภิ าพ รเู้ ท่าทัน และมีจรยิ ธรรม



คณุ ภำพผเู้ รยี น

จบช้ันมัธยมศกึ ษำปที ี่ ๓
❖ เขา้ ใจลกั ษณะและองคป์ ระกอบทส่ี าคญั ของเซลลส์ ่งิ มีชีวติ ความสมั พนั ธ์ของการทางานของระบบ

ต่าง ๆ ในรา่ งกายมนษุ ย์ การดารงชวี ติ ของพชื การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลีย่ นแปลงของยนี
หรอื โครโมโซม และตวั อยา่ งโรคทเ่ี กดิ จากการเปลย่ี นแปลงทางพันธกุ รรม ประโยชนแ์ ละผลกระทบของสง่ิ มชี วี ติ
ดดั แปรพันธุกรรม ความหลากหลายทางชวี ภาพ ปฏิสมั พันธข์ ององคป์ ระกอบของระบบนิเวศและการถา่ ยทอด
พลังงานในสิง่ มชี วี ิต

❖ เข้าใจองค์ประกอบและสมบตั ขิ องธาตุ สารละลาย สารบรสิ ทุ ธิ์ สารผสม หลกั การแยกสาร การ
เปลี่ยนแปลงของสารในรูปแบบของการเปล่ียนสถานะ การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี และ
สมบัตทิ างกายภาพ และการใชป้ ระโยชนข์ องวัสดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ ส์ และวสั ดผุ สม

❖ เขา้ ใจการเคลอ่ื นที่ แรงลพั ธ์และผลของแรงลพั ธก์ ระทาตอ่ วัตถุ โมเมนตข์ องแรงแรงท่ีปรากฏใน
ชวี ิตประจาวัน สนามของแรง ความสัมพนั ธ์ของงาน พลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถว่ ง กฎการอนรุ กั ษ์
พลงั งาน การถา่ ยโอนพลังงาน สมดลุ ความรอ้ น ความสัมพันธข์ องปรมิ าณทางไฟฟา้ การต่อวงจรไฟฟา้ ใน
บ้าน พลงั งานไฟฟ้า และหลักการเบอ้ื งต้นของวงจรอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์

❖ เข้าใจสมบตั ขิ องคล่ืน และลกั ษณะของคล่ืนแบบต่าง ๆ แสง การสะท้อน การหกั เหของแสงและ
ทศั นอุปกรณ์

❖ เขา้ ใจการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทติ ย์ การเกิดฤดู การเคลื่อนทปี่ รากฏของดวงอาทติ ย์
การเกดิ ขา้ งขึ้นขา้ งแรม การขน้ึ และตกของดวงจันทร์ การเกิดนา้ ขน้ึ นา้ ลง ประโยชน์ของเทคโนโลยอี วกาศ
และความก้าวหนา้ ของโครงการสารวจอวกาศ

❖ เข้าใจลักษณะของช้นั บรรยากาศ องค์ประกอบและปจั จัยท่ีมผี ลตอ่ ลมฟา้ อากาศ การเกิดและ
ผลกระทบของพายุฟา้ คะนอง พายหุ มนุ เขตร้อน การพยากรณ์อากาศ สถานการณก์ ารเปลีย่ นแปลงภูมิอากาศ
โลก กระบวนการเกิดเชอื้ เพลิงซากดกึ ดาบรรพแ์ ละการใชป้ ระโยชน์ พลังงานทดแทนและการใชป้ ระโยชน์
ลกั ษณะโครงสรา้ งภายในโลก กระบวนการเปลยี่ นแปลงทางธรณวี ทิ ยาบนผิวโลก ลกั ษณะชนั้ หน้าตดั ดิน
กระบวนการเกดิ ดิน แหลง่ น้าผวิ ดิน แหลง่ นา้ ใตด้ ิน กระบวนการเกดิ และผลกระทบของภัยธรรมชาติ และธรณี
พบิ ัติภยั

❖ เขา้ ใจแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยี ไดแ้ ก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยี
ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อ่ืน โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ วิเคราะห์
เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพ่ือเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคานึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม
ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และทรัพยากรเพื่อออกแบบและสร้างผลงานสาหรับการแก้ปัญหาใน
ชีวิตประจาวันหรือการประกอบอาชีพ โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม รวมท้ังเลือกใช้วัสดุ
อปุ กรณ์ และเคร่ืองมือไดอ้ ยา่ งถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภยั รวมทง้ั คานึงถงึ ทรพั ย์สินทางปัญญา

❖ นาข้อมลู ปฐมภมู เิ ข้าส่รู ะบบคอมพวิ เตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นาเสนอข้อมลู และสารสนเทศได้
ตามวตั ถปุ ระสงค์ ใช้ทักษะการคดิ เชิงคานวณในการแกป้ ัญหาท่พี บในชวี ติ จรงิ และเขียนโปรแกรมอยา่ งง่าย
เพื่อชว่ ยในการแก้ปญั หา ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารอยา่ งรเู้ ท่าทนั และรบั ผิดชอบต่อสังคม

❖ ต้ังคาถามหรือกาหนดปญั หาทเ่ี ชือ่ มโยงกบั พยานหลกั ฐาน หรอื หลกั การทางวทิ ยาศาสตรท์ ่ีมกี าร
กาหนดและควบคมุ ตัวแปร คิดคาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สรา้ งสมมตฐิ านท่สี ามารถนาไปสูก่ ารสารวจ
ตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสารวจตรวจสอบโดยใชว้ สั ดุและเคร่อื งมือทเ่ี หมาะสม เลอื กใช้เครื่องมอื และ



เทคโนโลยสี ารสนเทศท่เี หมาะสมในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ทง้ั ในเชงิ ปรมิ าณและคุณภาพทไี่ ดผ้ ลเท่ียงตรงและ
ปลอดภัย

❖ วิเคราะห์และประเมนิ ความสอดคล้องของข้อมูลท่ีไดจ้ ากการสารวจตรวจสอบจาก
พยานหลกั ฐาน โดยใช้ความรู้และหลักการทางวิทยาศาสตรใ์ นการแปลความหมายและลงขอ้ สรปุ และสือ่ สาร
ความคดิ ความรู้ จากผลการสารวจตรวจสอบหลากหลายรปู แบบ หรอื ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อใหผ้ ูอ้ น่ื
เขา้ ใจไดอ้ ย่างเหมาะสม

❖ แสดงถึงความสนใจ มงุ่ มนั่ รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสตั ย์ ในสิง่ ท่ีจะเรียนรู้ มคี วามคิด
สรา้ งสรรคเ์ กี่ยวกบั เรอ่ื งทจี่ ะศกึ ษาตามความสนใจของตนเอง โดยใชเ้ คร่อื งมอื และวิธกี ารทใ่ี หไ้ ด้ผลถูกตอ้ ง
เช่อื ถอื ได้ ศกึ ษาค้นควา้ เพ่ิมเตมิ จากแหลง่ ความรตู้ า่ ง ๆ แสดงความคดิ เห็นของตนเอง รับฟังความคิดเห็นผู้อ่ืน
และยอมรบั การเปล่ียนแปลงความรทู้ คี่ ้นพบ เมื่อมีขอ้ มลู และประจกั ษพ์ ยานใหมเ่ พมิ่ ขึ้นหรอื โต้แย้งจากเดมิ

❖ ตระหนักในคณุ ค่าของความรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีทใี่ ช้ในชีวิตประจาวนั ใชค้ วามรแู้ ละ
กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีในการดารงชีวติ และการประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ยกยอ่ ง
และเคารพสทิ ธใิ นผลงานของผคู้ ดิ ค้น เข้าใจผลกระทบทัง้ ดา้ นบวกและดา้ นลบของการพฒั นาทางวิทยาศาสตร์
ต่อสงิ่ แวดล้อมและตอ่ บรบิ ทอนื่ ๆ และศึกษาหาความรเู้ พมิ่ เตมิ ทาโครงงานหรอื สรา้ งชิ้นงานตามความสนใจ

❖ แสดงถึงความซาบซง้ึ ห่วงใย มพี ฤติกรรมเกย่ี วกบั การดูแลรกั ษาความสมดลุ ของระบบนเิ วศ
และความหลากหลายทางชวี ภาพ
จบชั้นมธั ยมศึกษำปที ่ี ๖

❖ เข้าใจการลาเลยี งสารเข้าและออกจากเซลล์ กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกันใน
รา่ งกายของมนษุ ยแ์ ละความผิดปกติของระบบภมู ิคุ้มกัน การใช้ประโยชนจ์ ากสารต่าง ๆ ท่ีพืชสร้างข้ึน การ
ถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการท่ีทาให้เกิดความหลากหลาย
ของส่ิงมีชีวติ ความสาคญั และผลของเทคโนโลยที างดีเอ็นเอต่อมนุษย์ สง่ิ มีชีวติ และสงิ่ แวดลอ้ ม เขา้ ใจความ
หลากหลายของไบโอมในเขตภมู ิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปลี่ยนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ ปัญหาและ
ผลกระทบทีม่ ีต่อทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการ
แกไ้ ขปญั หาสิ่งแวดลอ้ ม

❖ เขา้ ใจชนดิ ของอนภุ าคสาคญั ทเี่ ป็นสว่ นประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัตบิ างประการของ
ธาตุ การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งอนุภาคและสมบตั ติ า่ ง ๆ ของสารท่มี ี
ความสมั พนั ธ์กบั แรงยึดเหน่ยี ว พันธะเคมี โครงสร้างและสมบัตขิ องพอลเิ มอร์ การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี ปจั จัยท่ี
มผี ลต่ออัตราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี และการเขียนสมการเคมี

❖ เขา้ ใจปริมาณทเี่ กยี่ วกบั การเคล่อื นที่ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างแรง มวลและความเรง่ ผลของ
ความเร่งทม่ี ีต่อการเคล่อื นที่แบบต่าง ๆ ของวตั ถุ แรงโน้มถว่ ง แรงแมเ่ หลก็ ความสัมพันธ์ระหวา่ ง
สนามแมเ่ หล็กและกระแสไฟฟ้า และแรงภายในนิวเคลียส

❖ เข้าใจพลงั งานนวิ เคลยี ร์ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมวลและพลังงาน การเปล่ียนพลงั งานทดแทน
เปน็ พลังงานไฟฟา้ เทคโนโลยดี า้ นพลงั งาน การสะทอ้ น การหักเห การเลยี้ วเบนและการรวมคล่ืน การไดย้ นิ
ปรากฏการณท์ ่ีเก่ียวข้องกับเสยี ง สกี บั การมองเห็นสี คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าและประโยชนข์ องคลน่ื
แม่เหล็กไฟฟา้

❖ เข้าใจการแบง่ ช้นั และสมบตั ิของโครงสรา้ งโลก สาเหตุ และรปู แบบการเคล่ือนที่ของแผน่ ธรณีที่
สัมพนั ธก์ บั การเกดิ ลกั ษณะธรณสี ัณฐาน สาเหตุ กระบวนการเกดิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ
ผลกระทบ แนวทางการเฝา้ ระวงั และการปฏบิ ตั ติ นใหป้ ลอดภัย



❖ เข้าใจผลของแรงเนือ่ งจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอรอิ อลิส ทม่ี ตี อ่ การหมนุ เวียน
ของอากาศ การหมนุ เวียนของอากาศตามเขตละตจิ ดู และผลทีม่ ตี อ่ ภูมอิ ากาศ ความสัมพันธข์ องการหมนุ เวียน
ของอากาศ และการหมุนเวยี นของกระแสน้าผวิ หนา้ ในมหาสมทุ ร และผลต่อลักษณะลมฟา้ อากาศ สงิ่ มชี ีวิตและ
สงิ่ แวดล้อม ปัจจัยตา่ ง ๆ ท่มี ผี ลตอ่ การเปลยี่ นแปลงภมู อิ ากาศโลก และแนวปฏบิ ัตเิ พ่อื ลดกจิ กรรมของมนุษยท์ ี่
สง่ ผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมอิ ากาศโลก รวมทัง้ การแปลความหมายสัญลกั ษณ์ลมฟา้ อากาศที่สาคญั จากแผนที่
อากาศ และขอ้ มลู สารสนเทศ

❖ เขา้ ใจการกาเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพ หลักฐานท่ี
สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทางช้างเผือก
กระบวนการเกิดและการสร้างพลังงาน ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความส่องสว่างของดาวฤกษ์ และความสัมพันธ์
ระหว่างความส่องสว่างกบั โชตมิ าตรของดาวฤกษ์ ความสมั พนั ธ์ระหว่างสี อุณหภมู ผิ วิ และสเปกตรัมของดาว
ฤกษ์ ววิ ัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การ
แบง่ เขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะหท์ ี่เออ้ื ต่อการดารงชีวิต การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะ
และผลทีม่ ตี อ่ โลก รวมทงั้ การสารวจอวกาศและการประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีอวกาศระบปุ ญั หา ตั้งคาถามที่จะ
สารวจตรวจสอบ โดยมีการกาหนดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง
ตัง้ สมมตฐิ านทีเ่ ปน็ ไปได้หลายแนวทาง ตดั สนิ ใจเลือกตรวจสอบสมมตฐิ านทีเ่ ป็นไปได้

❖ ตัง้ คาถามหรอื กาหนดปัญหาที่อยบู่ นพน้ื ฐานของความรแู้ ละความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ ท่ี
แสดงใหเ้ หน็ ถงึ การใชค้ วามคดิ ระดบั สูงท่สี ามารถสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษาคน้ ควา้ ไดอ้ ยา่ งครอบคลุมและ
เช่ือถอื ได้ สร้างสมมติฐานท่มี ที ฤษฎีรองรบั หรอื คาดการณ์สง่ิ ทจ่ี ะพบ เพื่อนาไปสกู่ ารสารวจตรวจสอบ
ออกแบบวธิ ีการสารวจตรวจสอบตามสมมตฐิ านท่กี าหนดไวไ้ ด้อยา่ งเหมาะสม มหี ลักฐานเชิงประจักษ์ เลอื ก
วัสดุ อปุ กรณ์ รวมทง้ั วธิ ีการในการสารวจตรวจสอบอย่างถกู ตอ้ งทง้ั ในเชงิ ปรมิ าณและคุณภาพ และบนั ทกึ
ผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

❖ วเิ คราะห์ แปลความหมายข้อมลู และประเมนิ ความสอดคลอ้ งของข้อสรปุ เพอ่ื ตรวจสอบกบั
สมมติฐานที่ตง้ั ไว้ ให้ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื ปรบั ปรงุ วิธกี ารสารวจตรวจสอบ จัดกระทาข้อมลู และนาเสนอขอ้ มลู
ด้วยเทคนคิ วิธที เ่ี หมาะสม สื่อสารแนวคิด ความรู้จากผลการสารวจตรวจสอบ โดยการพดู เขียน จดั แสดง
หรือใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื ใหผ้ ู้อืน่ เข้าใจโดยมีหลกั ฐานอา้ งอิงหรือมที ฤษฎรี องรบั

❖ แสดงถงึ ความสนใจ มุ่งม่นั รบั ผิดชอบ รอบคอบ และซือ่ สตั ย์ ในการสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้
เครื่องมือและวธิ ีการที่ให้ไดผ้ ลถูกตอ้ ง เชอ่ื ถือได้ มเี หตผุ ลและยอมรบั ไดว้ ่าความรทู้ างวิทยาศาสตรอ์ าจมกี าร
เปล่ยี นแปลงได้

❖ แสดงถงึ ความพอใจและเหน็ คุณคา่ ในการค้นพบความรู้ พบคาตอบ หรอื แกป้ ญั หาได้ ทางาน
รว่ มกับผู้อ่ืนอย่างสรา้ งสรรค์ แสดงความคดิ เห็นโดยมีข้อมลู อา้ งองิ และเหตุผลประกอบ เก่ียวกับผลของการ
พฒั นาและการใชว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ย่างมีคุณธรรมตอ่ สงั คมและสงิ่ แวดลอ้ ม และยอมรบั ฟงั ความ
คดิ เหน็ ของผู้อื่น

❖ เข้าใจความสมั พันธข์ องความร้วู ทิ ยาศาสตรท์ ีม่ ผี ลตอ่ การพัฒนาเทคโนโลยปี ระเภทต่าง ๆ และ
การพฒั นาเทคโนโลยีทส่ี ่งผลให้มกี ารคิดคน้ ความรทู้ างวิทยาศาสตรท์ ่กี า้ วหน้า ผลของเทคโนโลยตี อ่ ชีวติ
สังคม และส่งิ แวดลอ้ ม

❖ ตระหนกั ถงึ ความสาคญั และเหน็ คณุ คา่ ของความร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยที ีใ่ ชใ้ นชวี ิตประจาวนั
ใช้ความรู้และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยใี นการดารงชวี ติ และการประกอบอาชพี แสดงความ



ชน่ื ชม ภูมใิ จ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิน้ งานทีเ่ ป็นผลมาจากภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่ิน และการพัฒนาเทคโนโลยที ่ี
ทันสมัย ศกึ ษาหาความรู้เพมิ่ เติม ทาโครงงานหรอื สร้างชน้ิ งานตามความสนใจ

❖ แสดงความซาบซ้ึง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่งิ แวดลอ้ มอย่างรูค้ ณุ ค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดลอ้ มของทอ้ งถ่ิน

❖วเิ คราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยที ซ่ี บั ซอ้ น การเปล่ียนแปลงของ
เทคโนโลยี ความสมั พันธ์ระหว่างเทคโนโลยกี บั ศาสตร์อนื่ โดยเฉพาะวทิ ยาศาสตร์ หรอื คณติ ศาสตร์
วิเคราะห์ เปรยี บเทยี บ และตดั สนิ ใจเพอื่ เลอื กใชเ้ ทคโนโลยี โดยคานึงถึงผลกระทบตอ่ ชีวติ สงั คม เศรษฐกิจ
และสงิ่ แวดลอ้ ม ประยกุ ต์ใช้ความรู้ ทักษะ ทรัพยากรเพื่อออกแบบ สร้างหรอื พฒั นาผลงาน สาหรบั
แกป้ ญั หาทมี่ ผี ลกระทบตอ่ สงั คม โดยใชก้ ระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม ใช้ซอฟต์แวรช์ ว่ ยในการ
ออกแบบและนาเสนอผลงาน เลอื กใชว้ ัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมอื ได้อย่างถกู ตอ้ ง เหมาะสม ปลอดภัย
รวมท้งั คานงึ ถงึ ทรพั ยส์ ินทางปญั ญา

❖ ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจทิ ลั เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร เพ่ือ
รวบรวมขอ้ มูลในชีวติ จรงิ จากแหล่งตา่ ง ๆ และความร้จู ากศาสตร์อน่ื มาประยุกต์ใช้ สรา้ งความรู้ใหม่ เข้าใจ
การเปล่ยี นแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการดาเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใช้อย่างปลอดภัย มี
จริยธรรม



วิทยำศำสตร์เพมิ่ เตมิ

สำระวทิ ยำศำสตร์เพมิ่ เตมิ
สำระชีววทิ ยำ

๑. เขา้ ใจธรรมชาติของสง่ิ มีชวี ิต การศึกษาชวี วทิ ยาและวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ สารท่ีเปน็
องคป์ ระกอบของสิ่งมชี วี ติ ปฏกิ ิรยิ าเคมใี นเซลลข์ องสง่ิ มีชีวติ กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหนา้ ทข่ี องเซลล์
การลาเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ การแบง่ เซลล์ และการหายใจระดบั เซลล์

๒. เขา้ ใจการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม การถา่ ยทอดยนี บนโครโมโซม สมบัติและหนา้ ทข่ี องสาร
พันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ หลกั ฐานข้อมูลและแนวคิดเกยี่ วกับววิ ฒั นาการของส่งิ มชี วี ิต
ภาวะสมดลุ ของฮารด์ ี-ไวนเ์ บริ ์ก การเกดิ สปชี สี ์ใหม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนดิ ของสิง่ มีชวี ติ ความ
หลากหลายของสิง่ มีชวี ติ และอนกุ รมวธิ าน รวมทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

๓. เข้าใจส่วนประกอบของพชื การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายนา้ ของพืช การลาเลียงของพืช การ
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง การสบื พนั ธขุ์ องพืชดอกและการเจรญิ เติบโต และการตอบสนองของพืช รวมทง้ั นา
ความรู้ไปใช้ประโยชน์

๔. เข้าใจการย่อยอาหารของสตั ว์และมนุษย์ รวมทง้ั การหายใจและการแลกเปลีย่ นแกส๊ การ
ลาเลียงสารและการหมนุ เวียนเลือด ภมู ิคุม้ กนั ของร่างกาย การขับถ่าย การรบั รู้และการตอบสนอง การ
เคล่อื นท่ี การสบื พันธ์แุ ละการเจรญิ เตบิ โต ฮอรโ์ มนกบั การรกั ษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทง้ั นา
ความร้ไู ปใช้ประโยชน์

๕. เขา้ ใจแนวคดิ เกี่ยวกบั ระบบนเิ วศ กระบวนการถา่ ยทอดพลงั งานและการหมนุ เวียนสารในระบบ
นเิ วศ ความหลากหลายของไบโอม การเปล่ยี นแปลงแทนทข่ี องสง่ิ มชี ีวติ ในระบบนเิ วศ ประชากรและ
รูปแบบการเพม่ิ ของประชากร ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ปญั หา และผลกระทบทเี่ กิดจากการใช้
ประโยชน์ และแนวทางการแกไ้ ขปัญหา

สำระเคมี
๑. เขา้ ใจโครงสร้างอะตอม การจดั เรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัตขิ องธาตุ พันธะเคมแี ละสมบัติของ

สาร แกส๊ และสมบตั ขิ องแกส๊ ประเภทและสมบัตขิ องสารประกอบอนิ ทรยี ์ และพอลเิ มอร์ รวมทง้ั การนา
ความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

๒. เข้าใจการเขยี นและการดุลสมการเคมี ปรมิ าณสัมพันธใ์ นปฏิกริ ยิ าเคมี อัตราการเกดิ ปฏิกริ ิยา
เคมี สมดลุ ในปฏกิ ริ ิยาเคมี สมบัติและปฏิกริ ยิ าของกรด-เบส ปฏกิ ิริยารดี อกซแ์ ละเซลลเ์ คมไี ฟฟา้ รวมทงั้ การ
นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

๓. เข้าใจหลักการทาปฏิบตั กิ ารเคมี การวดั ปรมิ าณสาร หนว่ ยวัดและการเปลยี่ นหนว่ ย การคานวณ
ปรมิ าณของสาร ความเขม้ ข้นของสารละลาย รวมทัง้ การบรู ณาการความรแู้ ละทกั ษะในการอธบิ าย
ปรากฏการณใ์ นชีวติ ประจาวนั และการแก้ปญั หาทางเคมี

สำระฟสิ ิกส์
๑. เขา้ ใจธรรมชาตทิ างฟสิ กิ ส์ ปรมิ าณและกระบวนการวัด การเคลือ่ นที่แนวตรง แรงและกฎการ

เคลือ่ นทข่ี องนวิ ตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทาน สมดลุ กลของวัตถุ งานและกฎการอนรุ ักษพ์ ลงั งาน
กล โมเมนตัมและกฎการอนรุ ักษโ์ มเมนตัม การเคลื่อนทีแ่ นวโค้ง รวมทง้ั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

๑๐

๒. เขา้ ใจการเคล่อื นท่แี บบฮารม์ อนิกสอ์ ยา่ งงา่ ย ธรรมชาติของคลืน่ เสียงและการไดย้ นิ
ปรากฏการณ์ที่เกีย่ วข้องกับเสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณท์ ีเ่ กี่ยวขอ้ งกับแสง รวมทงั้ นาความรไู้ ปใช้
ประโยชน์

๓. เขา้ ใจแรงไฟฟ้าและกฎของคลู อมบ์ สนามไฟฟา้ ศักยไ์ ฟฟา้ ความจไุ ฟฟา้ กระแสไฟฟา้ และกฎของ
โอหม์ วงจรไฟฟา้ กระแสตรง พลงั งานไฟฟา้ และกาลงั ไฟฟา้ การเปลย่ี นพลงั งานทดแทนเปน็ พลังงานไฟฟา้
สนามแม่เหลก็ แรงแม่เหลก็ ท่กี ระทากบั ประจไุ ฟฟา้ และกระแสไฟฟ้า การเหนย่ี วนาแม่เหลก็ ไฟฟา้ และกฎ
ของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ และการสอ่ื สาร รวมท้ังนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

๔. เข้าใจความสมั พันธ์ของความรอ้ นกบั การเปลี่ยนอณุ หภมู แิ ละสถานะของสสาร สภาพยดื หยุน่
ของวสั ดุ และมอดลุ สั ของยัง ความดนั ในของไหล แรงพยุง และหลักของอาร์คิมีดสี ความตงึ ผิวและแรงหนืด
ของของเหลว ของไหลอุดมคติ และสมการแบรน์ ลู ลี กฎของแกส๊ ทฤษฎจี ลน์ของแก๊สอุดมคตแิ ละพลังงาน
ในระบบ ทฤษฎอี ะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอเิ ล็กทรกิ ทวิภาวะของคล่นื และอนุภาค
กมั มันตภาพรงั สี แรงนวิ เคลียร์ ปฏิกิรยิ านิวเคลียร์ พลงั งานนวิ เคลยี ร์ ฟิสกิ สอ์ นุภาค รวมทง้ั นาความรูไ้ ปใช้
ประโยชน์

สำระโลก ดำรำศำสตร์ และอวกำศ
๑. เข้าใจกระบวนการเปล่ียนแปลงภายในโลก ธรณีพิบตั ิภัยและผลตอ่ สง่ิ มชี วี ติ และสิง่ แวดล้อม

การศึกษาลาดบั ชั้นหิน ทรพั ยากรธรณี แผนท่ี และการนาไปใชป้ ระโยชน์
๒. เขา้ ใจสมดุลพลงั งานของโลก การหมุนเวยี นของอากาศบนโลก การหมุนเวยี นของนา้ ใน

มหาสมทุ ร การเกดิ เมฆ การเปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศโลกและผลต่อส่ิงมชี ีวติ และสง่ิ แวดลอ้ ม รวมทงั้ การ
พยากรณอ์ ากาศ

๓. เข้าใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และววิ ัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์
และระบบสรุ ยิ ะ ความสัมพันธข์ องดาราศาสตรก์ บั มนุษยจ์ ากการศึกษาตาแหนง่ ดาวบนทรงกลมฟ้าและ
ปฏสิ มั พนั ธภ์ ายในระบบสุริยะ รวมทั้งการประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยอี วกาศ

ผลกำรเรียนรแู้ ละสำระกำรเรียนรู้เพมิ่ เติม

สำระชีววิทยำ
๑. เข้ำใจธรรมชำติของสงิ่ มชี ีวิต กำรศกึ ษำชีววทิ ยำและวธิ ีกำรทำงวิทยำศำสตร์ สำรที่เปน็

องค์ประกอบของส่งิ มชี วี ติ ปฏิกิริยำเคมใี นเซลลข์ องส่งิ มีชวี ติ กล้องจลุ ทรรศน์ โครงสร้ำงและหนำ้ ท่ีของ
เซลล์ กำรลำเลยี งสำรเขำ้ และออกจำกเซลล์ กำรแบง่ เซลล์ และกำรหำยใจระดับเซลล์

ช้ัน ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้เพิ่มเตมิ

ม.๔ ๑. อธิบาย และสรปุ สมบตั ิที่สาคญั ของส่งิ มีชีวิต และ • ส่งิ มชี ีวิตทกุ ชนิดตอ้ งการสารอาหารและพลงั งาน มกี าร

ความสัมพันธ์ของการจัดระบบในสิ่งมีชีวิตที่ทาให้ เจรญิ เตบิ โต มกี ารตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ มกี ารรักษาดุลยภาพ

ส่ิงมีชีวิตดารงชีวิตอยู่ได้ ของร่างกาย มีการสบื พันธุ์ มีการปรับตัวทางววิ ัฒนาการ และ

มีการทางานรว่ มกนั ขององคป์ ระกอบต่าง ๆ อยา่ งเปน็ ระบบ

ส่งิ เหล่านี้จัดเปน็ สมบตั ิท่สี าคญั ของสง่ิ มีชีวติ

• การจดั ระบบในสิ่งมีชีวิตเริม่ จากหน่วยเลก็ ไปหน่วยใหญ่

ไดแ้ ก่ เซลล์ เนือ้ เยื่อ

๑๑

๒. อภปิ ราย และบอกความสาคัญของการระบปุ ัญหา • วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการค้นหาคาตอบเกี่ยวกบั

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปัญหา สมมตฐิ าน และวิธกี าร สิ่งมชี วี ิต เร่มิ จากการตัง้ ปญั หาหรือคาถาม ต้ังสมมตฐิ าน

ตรวจสอบสมมตฐิ าน รวมท้งั ออกแบบการทดลองเพื่อ ตรวจสอบสมมตฐิ าน เกบ็ รวบรวมข้อมูล วเิ คราะห์ข้อมลู และ

ตรวจสอบสมมติฐาน สรปุ ผล

• การศกึ ษาสงิ่ มีชีวิตต้องอาศยั ความรู้จากแขนงวิชาต่าง ๆ ของ

ชวี วทิ ยาและสาขาวชิ าอื่นทเ่ี กย่ี วข้องและควรคานึงถงึ ชีวจริย

ธรรมและจรรยาบรรณการใชส้ ตั ว์ทดลอง

๓. สบื ค้นขอ้ มลู อธิบายเกีย่ วกับสมบัตขิ องน้าและบอก • สง่ิ มีชวี ติ ประกอบด้วย ธาตแุ ละสารประกอบ ในรา่ งกายของ

ความสาคัญของน้าทีม่ ีต่อสิ่งมชี ีวิต และยกตวั อยา่ งธาตุ ส่ิงมชี ีวิตมีน้าเป็นองค์ประกอบมากที่สุด น้าประกอบดว้ ยธาตุ

ชนิดตา่ ง ๆ ท่มี คี วามสาคญั ต่อรา่ งกายสง่ิ มีชีวติ ไฮโดรเจนและออกซเิ จน มสี มบัติในการเป็นตวั ทาละลายทีด่ ี
เกบ็ ความร้อนไดด้ ี และมีความจคุ วามร้อนสูง ซ่ึงชว่ ยรักษา
ดลุ ยภาพของเซลล์ได้

• ธาตทุ ีส่ ิ่งมชี ีวติ ต้องการจะอยใู่ นรปู ของไอออน ในมนุษย์
และสตั ว์ ธาตจุ ะช่วยใหก้ ารทางานของระบบตา่ ง ๆ ในรา่ งกาย

ดาเนนิ ไปตามปกติ นอกจากนใ้ี นกระดกู ฟนั และกลา้ มเน้ือจะ

มธี าตเุ ปน็ องคป์ ระกอบดว้ ย

ช้นั ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้เพม่ิ เตมิ

๔. สืบค้นขอ้ มูล อธิบายโครงสรา้ งของคารโ์ บไฮเดรต • คารโ์ บไฮเดรตประกอบด้วย ธาตคุ ารบ์ อน ไฮโดรเจน

ระบุกลุ่มของคารโ์ บไฮเดรต รวมท้งั ความสาคัญของ และออกซเิ จน แบ่งตามขนาดโมเลกุล ออกได้เป็น ๓ กลุม่

คาร์โบไฮเดรตที่มีตอ่ สิง่ มชี ีวติ คือ มอโนแซ็กคาไรด์ ไดแซ็กคาไรด์ และพอลิแซ็กคาไรด์

๕. สืบค้นขอ้ มลู อธิบายโครงสร้างของโปรตีน และ • โปรตนี มกี รดอะมโิ นเป็นหน่วยย่อย ประกอบด้วยธาตุ
ความสาคัญของโปรตีนที่มีต่อส่ิงมชี ีวติ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน บางชนดิ อาจ
มี ธาตุฟอสฟอรสั เหล็ก และกามะถัน เปน็ องคป์ ระกอบ

๖. สืบคน้ ข้อมลู อธบิ ายโครงสร้างของลพิ ิด และ • ลพิ ดิ ประกอบดว้ ย ธาตคุ าร์บอน ไฮโดรเจน และ
ความสาคัญของลพิ ิดทีม่ ตี ่อสิง่ มีชีวิต ออกซิเจน เปน็ สารประกอบทีล่ ะลายไดด้ ี ในตัวทาละลายท่ี
เป็นสารอินทรีย์ ลิพดิ กลมุ่ สาคัญ ทีพ่ บในส่ิงมีชีวิต เช่น กรด
๗. อธบิ ายโครงสรา้ งของกรดนิวคลิอิก และระบชุ นิด ไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟลิพิด สเตอรอยด
ของกรดนิวคลิอิก และความสาคญั ของกรดนิวคลิอิกที่
มตี อ่ สิง่ มีชีวติ • กรดนิวคลิอิกประกอบด้วย หน่วยยอ่ ย เรยี กว่า นวิ คลีโอ
ไทด์ โมเลกุลของนวิ คลีโอไทด์ประกอบด้วย หมฟู่ อสเฟต
๘. สืบค้นขอ้ มูล และอธิบายปฏิกริ ิยาเคมีทเ่ี กดิ ขึ้นใน น้าตาลที่มีคาร์บอน ๕ อะตอม และเบสท่ีมีไนโตรเจนเป็น
สงิ่ มีชวี ติ องคป์ ระกอบ
๙. อธิบายการทางานของเอนไซมใ์ นการเร่งปฏกิ ริ ิยา
เคมใี นส่ิงมีชีวิต และระบปุ ัจจัยท่ีมผี ลต่อการทางาน • กรดนิวคลิอกิ เป็นองค์ประกอบของสารพันธุกรรมทา
ของเอนไซม์ หนา้ ทีเ่ กบ็ และถ่ายทอดข้อมูลทางพันธกุ รรม มี ๒ ชนดิ คือ
DNA และ RNA

• เมแทบอลิซมึ เปน็ ปฏิกิรยิ าเคมที เี่ กดิ ขึ้นภายในเซลล์
ของส่งิ มีชวี ติ ปฏกิ ิรยิ าเคมี ประกอบดว้ ยปฏิกริ ยิ าคาย
พลงั งาน และปฏกิ ิรยิ าดูดพลังงาน ปฏิกิริยาเคมีเหลา่ น้จี ะ
ดาเนินไปได้อย่างรวดเร็วจาเป็นตอ้ งอาศยั เอนไซม์ช่วยเร่ง
ปฏิกริ ยิ า

• เอนไซม์ส่วนใหญเ่ ปน็ สารประเภทโปรตนี ทาหนา้ ท่ี
เรง่ ปฏิกิรยิ าเคมี ในขณะท่ีเกดิ ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ สารต้ัง

๑๒

ตน้ จะเข้าไปจบั กบั เอนไซมท์ บ่ี รเิ วณจาเพาะของเอนไซมท์ ่ี

เรียกว่า บรเิ วณเรง่ ถา้ สารต้งั ต้นมีโครงสร้างเข้ากบั บรเิ วณ

เร่งได้ สารต้ังตน้ น้นั จะถูกเปล่ยี นเป็นสารผลติ ภัณฑ์
• อุณหภมู ิ สภาพความเปน็ กรด-เบส และตวั ยับยั้งเอนไซม์

เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการทางานของเอนไซม์

ช้ัน ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรเู้ พิ่มเตมิ

๑๐. บอกวิธีการ และเตรียมตวั อย่างสิ่งมชี ีวิตเพื่อ • กล้องจุลทรรศน์เป็นเครอ่ื งมือท่ใี ช้ศึกษาสิ่งมชี ีวติ ขนาดเลก็
ศกึ ษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ใชแ้ สง วัดขนาด ท่ีไมส่ ามารถเห็นไดด้ ว้ ยตาเปล่าและรายละเอียดโครงสรา้ ง

โดยประมาณ และวาดภาพท่ีปรากฏภายใตก้ ล้อง บอก ของเซลล์

วธิ ีการใช้ และการดูแลรักษากล้องจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สงที่ • กล้องจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สงเชงิ ประกอบ และกล้องจุลทรรศน์ใช้
ถูกตอ้ ง แสงแบบสเตอริโออาศยั เลนส์ในการทาใหเ้ กดิ ภาพขยาย
• กล้องจลุ ทรรศน์อเิ ลก็ ตรอนทาใหเ้ กดิ ภาพขยายโดยอาศัย
เลนส์แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมลาอเิ ล็กตรอน ซงึ่ มีอยดู่ ว้ ยกัน ๒
ชนิด คอื ชนดิ สอ่ งผ่านและชนิดส่องกราด
• ตวั อย่างสิง่ มชี ีวิตที่นามาศกึ ษาภายใตก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์ ใช้

แสงตอ้ งมีวธิ ีการเตรยี มที่ถกู ต้องและเหมาะสมกบั ชนดิ ของ

สิ่งมชี วี ิต เพือ่ ให้เกิดประสิทธภิ าพในการศึกษา
• กล้องจลุ ทรรศน์ใช้แสงเป็นเคร่อื งมือที่มคี วามละเอยี ด
ซบั ซ้อน และราคาค่อนขา้ งสงู จึงควรใชอ้ ย่างถูกวธิ ี มีการ
เกบ็ และดูแลรกั ษาทถี่ ูกต้อง เพ่อื ให้สามารถใช้งานไดน้ าน

๑๑. อธิบายโครงสรา้ งและหน้าทีข่ องส่วนทหี่ ่อหุ้ม • เซลล์เปน็ หน่วยพ้ืนฐานท่เี ล็กที่สุดของสง่ิ มีชีวติ โครงสรา้ ง

เซลล์ของเซลลพ์ ืชและเซลล์สตั ว์ พ้นื ฐานของเซลล์ประกอบดว้ ย สว่ นทีห่ อ่ หมุ้ เซลล์ ไซโทพลา

๑๒. สบื ค้นข้อมลู อธบิ าย และระบชุ นดิ และหน้าท่ีของ ซึม และนิวเคลียส

ออรแ์ กเนลล์ • ส่วนท่หี อ่ หุ้มเซลลท์ พ่ี บในเซลล์ทุกชนดิ คือ เยอื่ หุ้มเซลล์

๑๓. อธิบายโครงสรา้ งและหน้าที่ของนิวเคลียส แตใ่ นแบคทเี รีย สาหรา่ ย ฟงั ไจ และพชื จะมีผนังเซลล์เป็น
สว่ นห่อหุ้มเซลลเ์ พิ่มเติมขนึ้ มาอกี ชั้นหนงึ่

• โครงสรา้ งของเยื่อหุ้มเซลลป์ ระกอบดว้ ยโมเลกลุ ของฟอส
โฟลพิ ิดเรียงเปน็ สองช้ัน และมโี ปรตีนแทรกหรอื อยูท่ ่ผี วิ ทง้ั
สองด้านของฟอสโฟลิพิด
• ไซโทพลาซมึ อย่ภู ายในเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบดว้ ยไซโทซอล

และออรแ์ กเนลล์

• นิวเคลยี สเป็นศนู ย์กลางควบคมุ การทางานของเซลลย์ คู าริ
โอต ประกอบด้วยเย่อื หมุ้ ซึ่งภายในมี DNA RNA และ
โปรตีนบางชนิด

ชั้น ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้เพ่มิ เติม

๑๔. อธบิ าย และเปรยี บเทยี บการแพร่ ออสโมซสิ การ • สารต่าง ๆ มกี ารเคล่อื นท่เี ข้าและออกจากเซลล์ อยู่

แพร่แบบฟาซิลิเทต และแอกทฟี ทรานสปอร์ต ตลอดเวลาโดยกระบวนการต่าง ๆ ไดแ้ ก่ การแพร่ ออสโม

๑๕. สบื ค้นข้อมูล อธิบาย และเขยี นแผนภาพการ ซิส การแพร่แบบฟาซิลเิ ทต แอกทฟี ทรานสปอร์ต
ลาเลียงสารโมเลกลุ ใหญ่ออกจากเซลลด์ ว้ ย กระบวนการเอกโซไซโทซิส กระบวนการเอนโดไซโทซสิ
กระบวนการเอกโซไซโทซสิ และการลาเลยี งสาร
• แก๊สต่าง ๆ เข้าหรอื ออกจากเซลล์โดยการแพร่ ส่วนน้า

โมเลกุลใหญ่เข้าสเู่ ซลล์ด้วยกระบวนการ เอนโดไซโท เขา้ หรอื ออกจากเซลล์ผ่านเยื่อหุม้ เซลล์โดยออสโมซสิ

ซสิ • ไอออนและสารบางอยา่ งที่ไมส่ ามารถลาเลียงผ่านเย่อื
หุ้มเซลล์โดยตรงได้ จาเป็นต้องอาศยั โปรตีนท่ีอยูบ่ นเยอื่ หุ้ม

๑๓

เซลลเ์ ปน็ ตวั พาสารนนั้ เข้าและออกจากเซลล์ เรียกว่า การ

แพร่แบบฟาซิลิเทต

• แอกทฟี ทรานสปอรต์ เป็นการลาเลยี งสารจากบรเิ วณท่ี

มีความเขม้ ขน้ ต่าไปยงั บริเวณที่มคี วามเขม้ ข้นสงู

• สารบางอยา่ งท่ีไม่สามารถแพรผ่ ่านเย่ือหุ้มเซลลห์ รือ

ลาเลยี งผา่ นโปรตีนทเี่ ปน็ ตัวพาได้จะถูกลาเลยี งออกจาก

เซลล์ ด้วยกระบวนการเอกโซไซโทซิส

• สารทม่ี ขี นาดใหญจ่ ะสามารถลาเลยี งเข้าสู่เซลล์ด้วย

กระบวนการเอนโดไซโทซิส ซ่งึ แบ่งเป็น ๓ แบบ ได้แก่ พิโน

ไซโทซิส ฟาโกไซโทซิส และการนาสารเข้าสู่เซลลโ์ ดยอาศัย

ตวั รับ

๑๖. สังเกตการแบง่ นิวเคลยี สแบบไมโทซิสและแบบไม • การแบ่งเซลล์ของส่ิงมีชีวิตเปน็ การเพม่ิ จานวนเซลล์ ซ่ึง

โอซิสจากตัวอย่างภายใตก้ ล้องจุลทรรศน์ พรอ้ มท้ัง เปน็ กระบวนการท่ีเกิดขึน้ ต่อเน่อื งกนั เป็น วัฏจักร โดยวัฏ

อธิบายและเปรยี บเทียบการแบง่ นวิ เคลียสแบบไมโท จกั รของเซลล์ ประกอบด้วยอินเตอรเ์ ฟส การแบง่ นวิ เคลยี ส

ซสิ และแบบไมโอซิส แบบไมโทซิสและการแบง่ ไซโทพลาซึม

• การแบ่งนิวเคลียสมี ๒ แบบ คือ การแบ่งนิวเคลยี สแบบ

ไมโทซสิ และการแบ่งนิวเคลยี สแบบไมโอซิส

• การแบง่ นิวเคลียสแบบไมโทซิส ประกอบด้วย

ระยะโพรเฟส เมทาเฟส แอนาเฟส และเทโลเฟส

การแบง่ นิวเคลียสแบบไมโอซสิ ประกอบดว้ ยระยะโพรเฟส I

เมทาเฟส I แอนาเฟส I เทโลเฟส I ระยะโพรเฟส II เมทา

เฟส II แอนาเฟส II และเทโลเฟส II

• การแบ่งนิวเคลยี สแบบไมโทซสิ ทาใหเ้ ซลล์ร่างกายเพิม่

จานวนเพ่ือการเจรญิ เตบิ โต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

จะมีการคอดเว้าเข้าหากนั ของเย่ือหุ้มเซลล์

ชัน้ ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้เพิม่ เตมิ

๑๗. อธิบาย เปรยี บเทียบ และสรุปขั้นตอน การ • การหายใจระดับเซลลเ์ ป็นการสลายสารอาหารท่ี

หายใจระดับเซลล์ในภาวะที่มีออกซเิ จนเพียงพอ และ มพี ลังงานสูง โดยมีออกซเิ จนเป็นตัวรบั อเิ ล็กตรอนตวั

ภาวะทม่ี ีออกซเิ จนไมเ่ พียงพอ สดุ ทา้ ย ประกอบด้วย ๓ ข้นั ตอน คอื ไกลโคลิซสิ วฏั

จักรเครบส์ และกระบวนการถา่ ยทอดอิเล็กตรอน

• การหายใจระดบั เซลล์ พลงั งานส่วนใหญ่ได้จาก

ขน้ั ตอนการถ่ายทอดอเิ ล็กตรอน พลังงานน้ีจะถกู เกบ็

ไวใ้ นพันธะเคมีในโมเลกลุ ของ ATP

• ในภาวะท่มี ีออกซิเจนไมเ่ พียงพอ ทาให้การหายใจ

ของเซลล์ไมส่ มบรู ณ์ จึงเกิดได้เฉพาะไกลโคลิซสิ ผลท่ี

ไดจ้ ากการหายใจในสภาวะนใ้ี นสัตวจ์ ะได้กรดแลกติก

ในจลุ ินทรียแ์ ละพืชอาจได้กรดแลกติก หรือ

เอทิลแอลกอฮอล์

ม.๕  

ม.๖  

๑๔

สำระชวี วิทยำ

๒. เขำ้ ใจกำรถ่ำยทอดลักษณะทำงพันธกุ รรม กำรถำ่ ยทอดยนี บนโครโมโซม สมบตั ิ และหน้ำท่ขี องสำร

พนั ธกุ รรม กำรเกดิ มิวเทชัน เทคโนโลยีทำงดีเอ็นเอ หลกั ฐำน ขอ้ มลู และแนวคิดเกี่ยวกบั วิวฒั นำกำรของ

สง่ิ มชี วี ิต ภำวะสมดลุ ของฮำรด์ -ี ไวน์เบริ ก์ กำรเกดิ สปีชสี ใ์ หม่ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ กำเนดิ ของ

สงิ่ มชี วี ิต ควำมหลำกหลำย ของส่ิงมีชีวิต และอนกุ รมวิธำน รวมทั้งนำควำมรู้ไปใชป้ ระโยชน

ชั้น ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พิ่มเตมิ

ม.๔ ๑. สบื คน้ ข้อมูล อธบิ าย และสรปุ ผลการทดลอง ของ • เมนเดลศกึ ษาการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมโดยการ

เมนเดล ผสมพันธุถ์ ่ัวลันเตา จนสรปุ เป็นกฎแหง่ การแยกและกฎแห่ง

๒. อธิบาย และสรปุ กฎแห่งการแยก และกฎแหง่ การ การรวมกลุม่ อยา่ งอิสระ

รวมกลุ่มอย่างอิสระ และนากฎของเมนเดลนี้ ไป • กฎแห่งการแยกมใี จความวา่ แอลลลี ที่อยูเ่ ปน็ คู่ จะแยก

อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมและใชใ้ น ออกจากกันในระหว่างการสรา้ งเซลลส์ ืบพันธ์ุ โดยเซลล์

การคานวณโอกาสในการเกิดฟโี นไทป์และจโี นไทป์ สืบพันธแ์ุ ตล่ ะเซลลจ์ ะมีเพยี งแอลลีลใดแอลลีลหนง่ึ

แบบต่าง ๆ ของรุ่น F1 และ F2 • กฎแหง่ การรวมกลมุ่ อยา่ งอิสระมใี จความว่า หลงั จากคู่ของ

แอลลีลแยกออกจากกัน แต่ละแอลลลี จะจัดกลุ่มอย่างอิสระ

กบั แอลลีลอื่น ๆ ท่ีแยกออกจากคเู่ ชน่ กันในการเขา้ ไปอยูใ่ น

เซลลส์ บื พันธ์ุ

ชัน้ ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้เพม่ิ เติม

๓. สบื คน้ ขอ้ มลู วิเคราะห์ อธิบาย และสรุปเกยี่ วกบั • การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมบางลกั ษณะให้

การถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม ท่เี ป็นส่วนขยาย อตั ราส่วนทแี่ ตกตา่ งจากผลการศึกษาของเมนเดล เรียก

ของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ลกั ษณะเหล่าน้วี ่า ลักษณะทางพนั ธุกรรมทีเ่ ป็นส่วนขยายของ

๔. สืบคน้ ข้อมูล วเิ คราะห์ และเปรียบเทียบลกั ษณะ พันธุศาสตร์เมนเดล เชน่ การข่มไมส่ มบรู ณ์ การข่มร่วมกนั

ทางพันธกุ รรมที่มีการแปรผนั ไมต่ ่อเน่ืองและลกั ษณะ มัลตเิ ปิลแอลลีล ยีนบนโครโมโซมเพศ และพอลิยีน

ทางพนั ธกุ รรมท่ีมีการแปรผันตอ่ เนื่อง • ลกั ษณะพันธุกรรมบางลักษณะมีความแตกต่างกันชดั เจน

เชน่ การมีต่งิ หหู รอื ไมม่ ีตงิ่ หู ซ่งึ เปน็ ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมที่มี

การแปรผนั ไมต่ ่อเน่ือง

• ลกั ษณะทางพันธุกรรมบางลักษณะมคี วามแตกตา่ งกัน

เลก็ น้อยและลดหลั่นกันไป เชน่ ความสงู และสีผิวของมนุษย์

ถูกควบคุมโดยยนี หลายค่ซู ึง่ เปน็ ลักษณะทางพนั ธุกรรมที่มีการ

แปรผนั ต่อเน่ืองและสงิ่ แวดลอ้ มอาจมีผลตอ่ การแสดงลักษณะ

น้ัน

๕. อธบิ ายการถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม และ • โครโมโซมภายในเซลล์รา่ งกายแบง่ เป็นออโตโซมและ

ยกตวั อย่างลกั ษณะทางพันธุกรรมท่ถี ูกควบคมุ ด้วยยีน โครโมโซมเพศ ลกั ษณะทางพันธุกรรมสว่ นใหญ่ถูกควบคุมด้วย

บนออโตโซมและยีนบนโครโมโซมเพศ ยนี บนออโตโซม บางลกั ษณะถูกควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซม

เพศซึ่งสว่ นมากเปน็ ยีนบนโครโมโซม X

• เมอ่ื มกี ารสรา้ งเซลลส์ ืบพันธ์ุ ยีนบน โครโมโซม

เดียวกันท่ีอยูใ่ กล้กนั มักจะถูก ถ่ายทอดไปด้วยกัน

แต่การเกิดครอสซงิ โอ เวอร์ในการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิสอาจ

ทาใหย้ ีน บนโครโมโซมเดียวกันแยกจากกันได้ สง่ ผลให้

รูปแบบของเซลลส์ ืบพันธท์ุ ่ีได้แตกตา่ งไปจาก กรณีทไ่ี มเ่ กดิ ค

รอสซงิ โอเวอร์

๖. สบื ค้นขอ้ มูล อธบิ ายสมบตั แิ ละหนา้ ทีข่ องสาร • DNA เปน็ พอลเิ มอร์ของนวิ คลีโอไทด์ แตล่ ะ นิวคลีโอไทด์

พนั ธุกรรม โครงสรา้ งและองค์ประกอบทางเคมขี อง ประกอบดว้ ย นา้ ตาลดีออกซไี รโบส หม่ฟู อสเฟต และไนโตร

DNA และสรุปการจาลอง DNA จนี ัสเบส คอื A T C และ G

๑๕

๗. อธิบาย และระบุขั้นตอนในกระบวนการสงั เคราะห์ • โมเลกลุ ของ DNA เป็นพอลินิวคลโี อไทด์ ๒ สาย เรยี งสลบั

โปรตีนและหน้าทีข่ อง DNA และ RNA แต่ละชนดิ ใน ทศิ และบิดเป็นเกลียวเวียนขวา โดยการเขา้ คกู่ ันของสาย DNA

กระบวนการสังเคราะห์ โปรตีน เกดิ จากการจับคู่ของเบสคู่สม คอื A คกู่ บั T และ C ค่กู ับ G

๘. สรปุ ความสัมพันธ์ระหว่างสารพันธุกรรม แอลลีล

โปรตีน ลักษณะทางพนั ธุกรรม และเช่อื มโยงกบั

ความรูเ้ รอ่ื งพันธุศาสตรเ์ มนเดล

ชน้ั ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พม่ิ เตมิ

เอนไซม์ และอื่น ๆ มีผลทาให้เซลล์และสง่ิ มีชวี ิตปรากฏลักษณะ

ตา่ ง ๆ ได้

• DNA จาลองตวั เองไดโ้ ดยใช้สายหนึ่งเปน็ แม่แบบและสร้าง

อกี สายขน้ึ มาใหม่ ซึ่งจะมโี ครงสรา้ งและลาดับนิวคลโี อไทด์

เหมือนเดมิ

• DNA ควบคมุ ลักษณะทางพันธุกรรมของสง่ิ มชี ีวติ ได้ โดยการ

สรา้ ง RNA ๓ ประเภท คอื mRNA tRNA และ rRNA ซึ่ง

รว่ มกันทาหน้าทีใ่ นกระบวนการสงั เคราะห์โปรตนี

• RNA เป็นพอลิเมอรข์ องนิวคลโี อไทดส์ ายเดยี่ ว แต่ละนวิ คลี

โอไทด์ประกอบด้วย น้าตาลไรโบส หมฟู่ อสเฟต และไนโตร

จีนสั เบส คอื A U C และ G

๙. สบื คน้ ข้อมลู และอธบิ ายการเกิดมิวเทชันระดบั ยนี • มวิ เทชนั เป็นการเปลี่ยนแปลงของลาดบั หรือจานวนนิวคลี

และระดับโครโมโซม สาเหตุการเกิดมวิ เทชัน รวมทง้ั โอไทด์ใน DNA ซ่ึงอาจนาไปสู่ การเปลีย่ นแปลงโครงสรา้ งและ

ยกตวั อย่างโรคและกลุ่มอาการท่ีเป็นผลของการเกดิ มิว การทางานของโปรตนี ซง่ึ ถา้ การเปล่ยี นแปลงดังกลา่ วเกดิ ใน

เทชนั เซลล์สืบพนั ธ์ุ จะสามารถถ่ายทอดไปยงั ร่นุ ต่อ ๆ ไปได้ และทา

ใหเ้ กิดความแปรผันทางพนั ธุกรรมของสิง่ มีชีวิต การเกดิ มวิ เท

ชันมีสาเหตุมาจากปัจจยั ต่าง ๆ เชน่ รังสี และสารเคมี

• การขาดหายไปหรือเพ่มิ ข้ึนของนิวคลีโอไทด์และการ

แทนท่ีคเู่ บส เป็นการเกิดมวิ เทชันระดับยีน เชน่ โรคโลหติ จาง

ชนิดซิกเคิลเซลล์ เปน็ ผลมาจาก การแทนที่คูเ่ บส

• การเปล่ยี นแปลงโครงสร้างของโครโมโซม เช่น หายไป

หรือเพิม่ ขึ้นบางส่วน และการเปล่ียนแปลงจานวนโครโมโซม

เช่น การลดลงหรอื เพ่ิมขึ้นของโครโมโซมบางแทง่ หรอื ทั้งชุด

เปน็ สาเหตุของการเกิดมิวเทชันระดบั โครโมโซม เชน่ กล่มุ

อาการคริดูชาต์และกลุ่มอาการดาวน์ กล่มุ อาการเทอร์เนอร์

และกลุ่มอาการไคลนเ์ ฟลเตอร์

๑๐. อธิบายหลกั การสร้างสิง่ มีชีวิตดัดแปรพนั ธุกรรม • การใชเ้ ทคโนโลยที างดีเอ็นเอ ในการสร้างดีเอน็ เอรีคอม
โดยใช้ดเี อ็นเอรคี อมบิแนนท์ บแิ นนท์ สามารถนาไปใชใ้ นการสรา้ งส่ิงมีชีวิตดดั แปร
พันธุกรรม โดยนายนี ท่ตี ้องการมาตดั ตอ่ ใส่ในสิ่งมีชีวติ ทาให้
สง่ิ มีชีวติ นั้นมีสมบตั ิตามต้องการ

๑๖

ชั้น ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรเู้ พมิ่ เตมิ

๑๑. สบื คน้ ข้อมูล ยกตวั อย่าง และอภปิ รายการนา • เทคโนโลยที างดีเอ็นเอ สามารถนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นดา้ น

เทคโนโลยที างดีเอ็นเอไปประยุกตใ์ ช้ทงั้ ในด้าน ตา่ ง ๆ เชน่ ส่งิ แวดล้อม นิตวิ ิทยาศาสตร์

สิ่งแวดล้อม นิติวทิ ยาศาสตร์ การแพทย์ การเกษตร การแพทย์ การเกษตร และอตุ สาหกรรม โดยการใช้

และอุตสาหกรรม และขอ้ ควรคานงึ ถงึ ด้านชวี จริย เทคโนโลยีทางดีเอน็ เอต้องคานึงถึงความปลอดภัยทาง

ธรรม ชวี ภาพ ชวี จริยธรรม และผลกระทบตอ่ สงั คม

๑๒. สบื ค้นข้อมลู และอธิบายเกีย่ วกบั หลกั ฐานท่ี • หลกั ฐานที่ทาใหเ้ ช่อื ว่าสงิ่ มีชีวติ มีวิวัฒนาการ เช่น ซาก
สนับสนุนและข้อมูลท่ใี ช้อธบิ ายการเกดิ วิวฒั นาการ ดึกดาบรรพ์ กายวิภาคเปรียบเทียบ วทิ ยาเอ็มบริโอ การ
ของสง่ิ มีชวี ิต แพร่กระจายของส่ิงมีชีวิตทางภมู ศิ าสตร์ การศึกษาทางชีว
ภูมศิ าสตร์ และด้านชวี วิทยาระดบั โมเลกุล

• มนษุ ย์มีการสบื สายวิวัฒนาการมาเป็นเวลานาน โดย
มีหลกั ฐานท่ีสนบั สนุนจากซากดึกดาบรรพ์ของบรรพบุรุษ
มนษุ ยท์ ีค่ ้นพบ และจากการเปรยี บเทยี บลาดบั เบสบน
DNA ระหว่างมนุษยก์ ับไพรเมตอื่นๆ

๑๓. อธิบาย และเปรยี บเทยี บแนวคิดเกย่ี วกับ • ฌอง ลามาร์ก ไดเ้ สนอแนวคิดเพ่ืออธบิ ายเกี่ยวกับ

วิวฒั นาการของส่ิงมชี ีวติ ของฌอง ลามาร์ก และทฤษฎี วิวฒั นาการของสง่ิ มชี ีวิตว่า สง่ิ มีชีวติ มีการเปล่ียนแปลง

เกีย่ วกบั ววิ ฒั นาการของส่งิ มีชีวิตของชาลส์ ดาร์วิน โครงสรา้ งให้เขา้ กบั สภาพแวดล้อม โดยอาศัยกฎการใช้
และไมใ่ ช้ และกฎแหง่ การถา่ ยทอดลกั ษณะทีเ่ กิดข้นึ มา
ใหม่

• ชาลส์ ดาร์วนิ เสนอทฤษฎเี กีย่ วกับววิ ฒั นาการของ

สงิ่ มีชีวิตวา่ เกิดจากการคดั เลือกโดยธรรมชาติ โดย
สง่ิ มชี ีวติ มแี นวโน้มท่ีจะให้กาเนิดลกู ที่มลี ักษณะแตกตา่ ง
กันจานวนมาก แตม่ เี พียงจานวนหนง่ึ ท่เี หมาะสมกับ
สภาพแวดล้อม สามารถมชี ีวติ รอด และถา่ ยทอดลักษณะ

ท่ีเหมาะสมไปยงั รนุ่ ต่อไปได

๑๔. ระบสุ าระสาคญั และอธิบายเงื่อนไขของภาวะ • เมอ่ื ประชากรอยู่ในภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิรก์

สมดุลของฮารด์ ี-ไวนเ์ บิรก์ ปจั จยั ท่ที าให้เกดิ การ โดยประชากรมขี นาดใหญ่ ไม่มกี ารถ่ายเทยนี ระหว่าง

เปลี่ยนแปลงความถข่ี องแอลลีล ในประชากร พร้อม ประชากร ไมเ่ กดิ มิวเทชัน สมาชกิ ทุกตวั มีโอกาสผสมพันธุ์
ทง้ั คานวณหาความถ่ีของแอลลลี และจโี นไทป์ของ ไดเ้ ทา่ กัน และไม่เกดิ การคดั เลอื กโดยธรรมชาติ จะทาให้

ประชากรโดยใชห้ ลกั ของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ก์ ความถ่ขี องแอลลลี ของลักษณะนั้นไม่เปล่ยี นแปลงไมว่ ่าจะ

ผา่ นไปกี่รุ่นก็ตาม เป็นผลให้ลกั ษณะนน้ั ไมเ่ กดิ วิวฒั นาการ

• การเปล่ยี นแปลงความถขี่ องยีนหรือแอลลีล ใน
ประชากร เกิดจากปจั จัยหลายประการ นาไปสู่ การเกดิ
ววิ ัฒนาการ

ช้นั ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรูเ้ พมิ่ เติม

๑๕. สืบค้นข้อมลู อภปิ ราย และอธิบายกระบวนการ • สปชี ีส์ใหม่จะเกิดข้ึนได้เมอื่ ไมม่ ีการถ่ายเทเคลื่อนยา้ ย

เกิดสปชี ีส์ใหม่ของส่งิ มชี วี ิต ยีนระหว่างประชากรหน่งึ กบั อีกประชากรหน่ึง ในรนุ่

บรรพบรุ ษุ ทาให้ประชากรท้งั สอง มโี ครงสร้างทาง

พันธุกรรมทแี่ ตกต่างกันและววิ ัฒนาการเกดิ เป็นสปชี ีสใ์ หม่
• ปัจจยั ท่ีทาใหเ้ กดิ สปีชสี ใ์ หม่อาจเกิดได้ ๒ แนวทาง

คอื การเกิดสปีชีสใ์ หม่จากการแบ่งแยกทางภูมิศาสตร์และ

การเกิดสปีชสี ์ใหม่ในเขตภมู ศิ าสตร์เดียวกนั

๑๗

ม.๕  

ม.๖ ๑. อภิปรายความสาคัญของความหลากหลายทาง • ความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบดว้ ย ความ

ชวี ภาพ และความเช่ือมโยงระหว่าง ความหลากหลาย หลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายของสปีชสี ์

ทางพันธกุ รรม ความหลากหลายของสปีชีส์ และความ และความหลากหลายของระบบนเิ วศ

หลากหลายของระบบนเิ วศ • การแปรผันทางพนั ธุกรรมทาให้เกิดความหลากหลาย

ทางพนั ธุกรรม ซึ่งส่งิ มีชีวติ ใดทม่ี คี วามหลากหลายทาง

พนั ธุกรรมมากยอ่ มทาให้มีโอกาสอยู่รอดเพม่ิ ขน้ึ และสบื

ทอดลกู หลานต่อไปได้

• ส่ิงมชี วี ิตทด่ี ารงชีวติ อยใู่ นส่งิ แวดล้อมต่าง ๆ ได้ผา่ น

กระบวนการคัดเลอื กโดยธรรมชาติหรอื โดยมนษุ ยม์ าเป็น

ระยะเวลายาวนานหลายชั่วรุ่นซึ่งอาจเกดิ เป็นสปีชีสใ์ หม่

สง่ ผลให้เกิดความหลากหลายของสปชี สี ์

• แหลง่ ทอี่ ยู่อาศัยแตล่ ะแหลง่ ที่สงิ่ มีชีวิตอาศัยอยู่น้ันจะ

มีองค์ประกอบของปัจจัยทางกายภาพและปัจจยั ทาง

ชวี ภาพทีแ่ ตกต่างกัน ทาใหเ้ กิดความหลากหลายของ

ระบบนเิ วศ

๒. อธบิ ายการเกิดเซลลเ์ ริม่ แรกของส่ิงมีชีวติ และ • จุดเริ่มต้นของวิวฒั นาการของเซลล์เกดิ จาก โมเลกลุ

ววิ ัฒนาการของส่ิงมีชีวิตเซลล์เดียว ของสารอินทรีย์ โดยเซลล์รูปแบบแรกทเ่ี กิดข้นึ คอื เซลล์

โพรคารโิ อต และมวี วิ ฒั นาการขึน้ มาเป็นเซลลย์ ูคารโิ อต

และจากส่งิ มีชีวติ เซลล์เดยี ว เปน็ ส่ิงมชี ีวิตหลายเซลล์ทม่ี ี

โครงสร้างแบบง่าย ๆ จนกลายมาเป็นสิง่ มชี วี ติ หลายเซลล์

ท่มี ีโครงสรา้ งซับซ้อนมากขน้ึ ตามลาดบั

ช้ัน ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นร้เู พ่มิ เตมิ

๓. อธบิ ายลกั ษณะสาคัญ และยกตัวอย่างสิ่งมชี ีวิต • แบคทีเรียเป็นส่ิงมชี ีวิตพวกโพรคารโิ อต ผนงั เซลลม์ ี

กลมุ่ แบคทีเรีย ส่งิ มชี วี ิตกลุม่ โพรทิสต์ สง่ิ มชี ีวิตกลุ่มพืช เพปทิโดไกลแคนเปน็ องค์ประกอบสาคัญ แบคทเี รยี ทัว่ ไป

สงิ่ มชี ีวิตกลมุ่ ฟังไจ และสิ่งมีชวี ิตกลุม่ สตั ว์ สรา้ งอาหารเองไมไ่ ด้ ดารงชวี ติ แบบผู้สลายสารอนิ ทรยี ์

หรอื แบบปรสติ แตแ่ บคทเี รยี บางกลมุ่ เชน่ ไซยาโน

แบคทีเรยี สรา้ งอาหารเองได้จากกระบวนการสงั เคราะห์

ดว้ ยแสง

• โพรทสิ ตเ์ ปน็ สิง่ มีชีวิตพวกยคู าริโอต มีลกั ษณะ

หลากหลาย ทั้งทีเ่ ปน็ สงิ่ มีชวี ิตเซลล์เดยี วหรือสงิ่ มีชวี ิต

หลายเซลล์ท่ียงั ไม่พัฒนาไปเป็นเนอื้ เยอ่ื อาจมีหรือไม่มี

ผนังเซลล์เป็นส่วนประกอบของเซลล์

• พืชเปน็ สง่ิ มีชีวติ หลายเซลลพ์ วกยูคาริโอต มผี นังเซลล์

ซง่ึ มีเซลลโู ลสเป็นองคป์ ระกอบ มีวฏั จักรชวี ติ แบบสลับ

และมีระยะเอม็ บริโอในการสืบพันธ์แุ บบอาศัยเพศ พชื

สรา้ งอาหารเองได้จากกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง

• ฟงั ไจเปน็ สิง่ มีชีวติ พวกยูคาริโอต มีทงั้ สงิ่ มีชีวิตเซลล์

เดยี วและหลายเซลล์ เซลล์ของฟังไจยังไมพ่ ฒั นาไปเปน็

เนอ้ื เยื่อ ผนงั เซลล์มไี คทินเป็นองคป์ ระกอบสาคัญ ฟังไจ

สร้างอาหารเองไมไ่ ดแ้ ละดารงชีวติ แบบผสู้ ลาย

สารอินทรียห์ รอื แบบปรสติ

• สตั ว์เปน็ สิง่ มชี วี ติ หลายเซลล์พวกยคู าริโอต ไมส่ ามารถ

๑๘

ชั้น ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรูเ้ พิ่มเติม

สร้างอาหารเองได้ต้องได้รบั อาหาร จากส่งิ มีชวี ิตอื่น สว่ น

ใหญ่มรี ะบบย่อยอาหาร บางชนิดอาจเปน็ ปรสติ สัตวม์ ี

ระยะเอ็มบรโิ อ ในการสบื พันธ์แุ บบอาศัยเพศ

• สตั ว์อาจแบง่ เป็นกลุ่มย่อยโดยพิจารณาลักษณะตา่ ง ๆ

คอื เนอื้ เยือ่ สมมาตร การเปลี่ยนแปลงของ บลาสโทพอร์

การเจริญในระยะตวั อ่อน ทาให้ อาจแบ่งสัตว์เป็นกลุม่

ย่อย เชน่ กลมุ่ ฟองน้า กลุ่มไฮดรา กลมุ่ หนอนตัวแบน

กลมุ่ หอยและหมึก กลมุ่ ไสเ้ ดือนดนิ กลุ่มหนอนตัวกลม

กล่มุ สตั ว์ทีม่ ขี าเป็นปล้อง กลุ่มดาวทะเลและปลิงทะเล

และกลุ่มสัตว์ท่มี ีโนโทคอร์ด

ชั้น ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้เพ่ิมเติม

๔. อธิบาย และยกตวั อย่างการจาแนกสง่ิ มีชีวติ จาก • การจาแนกสงิ่ มีชีวิตออกเปน็ หมวดหมเู่ ปน็ ลาดบั ข้นั

หมวดหม่ใู หญ่จนถึงหมวดหมู่ยอ่ ย และวิธีการเขยี นช่ือ ตา่ ง ๆ เริ่มจากหมวดหมู่ใหญแ่ ล้วแบ่งเป็นหมวดหมู่ย่อย มี

วิทยาศาสตร์ในลาดับข้ันสปชี สี ์ ดังน้ี คิงดอม ไฟลัม คลาส ออรเ์ ดอร์ แฟมิลี จีนสั และสปี

๕. สร้างไดโคโทมัสคยี ์ในการระบุส่งิ มีชวี ติ หรือตัวอย่าง ชสี ์

ทก่ี าหนดออกเป็นหมวดหม • ชอื่ วิทยาศาสตรข์ องสงิ่ มชี ีวิตในลาดับขน้ั สปีชีส์

ทตี่ ง้ั ข้ึนตามระบบทวนิ ามเพ่อื ใช้ในการระบถุ งึ ส่ิงมีชีวติ

แตล่ ะชนิดให้มีความเข้าใจถกู ต้องตรงกันประกอบด้วย

๒ ส่วน โดยส่วนแรกเปน็ ช่อื สกุล สว่ นหลังเป็นคาท่ี

ระบลุ กั ษณะพเิ ศษของสงิ่ มีชวี ติ ชนดิ นั้น หรือเปน็ คาที่

มีความหมายเฉพาะ โดยท้ัง ๒ สว่ นนีต้ ้องเป็นภาษา

ละติน

• ไดโคโทมสั คยี ์เปน็ เครอ่ื งมือทีใ่ ชเ้ พอื่ ระบหุ มวดหมูข่ อง

สงิ่ มชี ีวติ ลาดบั ขัน้ ต่าง ๆ โดยมหี ลักเกณฑใ์ นการนา

ลกั ษณะท่ีตา่ งกนั ของส่ิงมีชวี ติ มาพิจารณาเปน็ คู่

• วทิ เทเกอร์ เสนอแนวความคดิ ที่วา่ สิ่งมีชีวิตพวกยูคาริ

โอตมวี ิวัฒนาการมาจากส่ิงมีชีวติ พวกโพรคาริโอต และ

จาแนกสง่ิ มชี ีวติ เปน็ ๕ คิงดอม ประกอบดว้ ย มอเนอรา

โพรทสิ ตา พืช ฟงั ไจ และสตั ว์

• โวสซ์ และคณะ จาแนกส่ิงมีชีวิตเปน็ ๓ โดเมน

ประกอบด้วย แบคทเี รีย อาร์เคยี และยคู ารีอา โดย

แนวความคิดการจาแนกสงิ่ มชี ีวิตแต่ละโดเมนเป็นกลุ่ม

ยอ่ ยจะใชห้ ลักที่ว่า สง่ิ มชี วี ติ ในกลุ่มเดยี วกัน มีสาย

วิวฒั นาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน

๑๙

สำระชวี วทิ ยำ

๓. เขำ้ ใจส่วนประกอบของพชื กำรแลกเปลยี่ นแก๊สและคำยนำ้ ของพชื กำรลำเลียงของพชื กำร

สังเครำะหด์ ว้ ยแสง กำรสบื พันธข์ุ องพืชดอกและกำรเจริญเตบิ โต และกำร ตอบสนองของพชื รวมท้ังนำ

ควำมรู้ไปใช้ประโยชน์

ชัน้ ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรูเ้ พมิ่ เตมิ

ม.๔

ม.๕ ๑. อธบิ ายเกย่ี วกับชนดิ และลกั ษณะของเนื้อเยอื่ พชื • เนอ้ื เย่ือพชื แบ่งเปน็ ๒ กล่มุ ใหญ่ คอื เน้อื เยื่อ

และเขียนแผนผังเพ่ือสรุปชนดิ ของเนื้อเยือ่ พืช เจริญและเนือ้ เย่ือถาวร

• เน้อื เย่ือเจริญแบ่งเปน็ เน้ือเย่ือเจริญส่วนปลาย

เน้ือเยอ่ื เจรญิ เหนอื ข้อ และเน้อื เย่ือเจริญดา้ นข้าง

• เนอื้ เยื่อถาวรเปลย่ี นแปลงมาจากเนอ้ื เยอ่ื เจรญิ

เนื้อเย่อื ถาวรอาจแบ่งได้เปน็ ๓ ระบบ คือ ระบบ

เนอ้ื เยื่อผิว ระบบเน้อื เยื่อพืน้ และระบบเนอ้ื เยอ่ื ทอ่

ลาเลยี ง ซง่ึ ทาหน้าที่ต่างกัน

๒. สังเกต อธบิ าย และเปรียบเทยี บโครงสร้างภายใน • ราก คอื ส่วนแกนของพชื ทโ่ี ดยทัว่ ไปเจริญอยูใ่ ต้

ของรากพืชใบเลย้ี งเด่ียวและรากพืช ใบเลี้ยงคจู่ ากการ ระดบั ผวิ ดิน ทาหน้าทย่ี ึดหรอื ค้าจุนใหพ้ ชื เจริญเติบโต

ตัดตามขวาง อย่กู ับท่ีได้ และยงั มีหนา้ ท่ีสาคญั ในการดูดน้าและธาตุ

อาหารในดนิ เพ่ือส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช

• โครงสร้างภายในของปลายรากทต่ี ัดตามยาว

ประกอบด้วย เนอื้ เยื่อเจริญ แบ่งเป็นบริเวณต่าง ๆ คอื

บรเิ วณหมวกราก บริเวณเซลล์กาลังแบง่ ตัว บริเวณ

เซลลข์ ยายตวั ตามยาว และบริเวณทเ่ี ซลลม์ ีการ

เปล่ยี นแปลงไปทาหน้าทเ่ี ฉพาะและเจรญิ เตบิ โตเตม็ ที่

• โครงสร้างภายในของรากระยะการเตบิ โตปฐมภมู ิ

เมอ่ื ตดั ตามขวางจะเหน็ โครงสร้างแบ่งเปน็ ๓ ชน้ั เรียง

จากดา้ นนอกเข้าไป คือ ชั้นเอพิเดอร์มสิ ชน้ั คอรเ์ ทกซ์

และชัน้ สตลี ในชั้นสตีลจะพบมดั ท่อลาเลียงทีม่ ี

ลักษณะแตกต่างกันในพืชใบเลี้ยงเด่ยี วและพชื ใบเลย้ี ง

คู่

• โครงสร้างภายในของรากระยะการเตบิ โตทุตยิ ภมู ิ

ชัน้ เอพิเดอร์มิสจะถูกแทนท่ดี ้วยช้ันเพรเิ ดิรม์ ซง่ึ มี

คอรก์ เปน็ เน้ือเย่ือสาคญั ช้นั คอรเ์ ทกซ์อาจมีการ

เปลย่ี นแปลงเกดิ เซลลท์ ที่ าให้มีความแขง็ แรงเพิม่ ข้ึน

หรือเกดิ เซลล์ทีส่ ะสมอาหารเพิ่มขึ้น

ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พิม่ เตมิ

๓. สงั เกต อธบิ าย และเปรียบเทยี บโครงสรา้ งภายใน • ลาตน้ คอื ส่วนแกนของพืชท่โี ดยทว่ั ไปเจรญิ อยู่

ของลาต้นพืชใบเลี้ยงเดีย่ วและลาต้นพืชใบเลีย้ งคู่จาก เหนือระดับผวิ ดนิ ถดั ข้ึนมาจากราก ทาหน้าที่สรา้ งใบ

การตัดตามขวาง และชใู บ ลาเลียงน้า ธาตุอาหาร และอาหารทพี่ ชื สร้าง

ขึน้ ส่งไปยังส่วนต่าง ๆ

• โครงสรา้ งภายในของลาตน้ ระยะการเติบโตปฐม

๒๐

๔. สังเกต และอธบิ ายโครงสร้างภายในของใบพชื จาก ภูมิ เม่อื ตดั ตามขวางจะเห็นโครงสร้างแบ่งเป็น ๓ ชน้ั
การตดั ตามขวาง เรียงจากดา้ นนอกเข้าไป คอื ชัน้ เอพิเดอรม์ สิ ชนั้ คอร์
เทกซ์ และชัน้ สตีล ซ่ึงชัน้ สตีลจะพบมดั ทอ่ ลาเลียงท่ีมี
๕. สืบคน้ ข้อมลู สังเกต และอธิบายการแลกเปลี่ยน ลกั ษณะแตกต่างกนั ในพชื ใบเลี้ยงเดีย่ ว และพชื ใบเล้ยี ง
แกส๊ และการคายน้าของพืช คู่

๖. สบื ค้นข้อมูล และอธิบายกลไกการลาเลียงน้าและ • ลาตน้ ในระยะการเติบโตทตุ ิยภูมิ จะมีเส้นรอบวง
ธาตุอาหารของพืช เพม่ิ ขน้ึ และมีโครงสรา้ งแตกต่างจากเดมิ เน่อื งจากมี
๗. สืบคน้ ขอ้ มูล อธิบายความสาคญั ของธาตุอาหาร การสรา้ งเนื้อเย่อื เพรเิ ดิรม์ และเนอ้ื เย่อื ทอ่ ลาเลยี งทตุ ิย
และยกตวั อย่างธาตุอาหารท่สี าคัญท่มี ผี ลต่อการ ภูมเิ พ่มิ ขึ้น
เจรญิ เตบิ โตของพชื
• ใบมีหนา้ ที่สังเคราะหด์ ว้ ยแสง แลกเปลยี่ นแก๊ส
และคายน้า ใบของพชื ดอกประกอบด้วย ก้านใบ แผ่น
ใบ เส้นกลางใบ และเส้นใบ พชื บางชนิดอาจไมม่ ีกา้ น
ใบ ทีโ่ คนกา้ นใบอาจพบหรอื ไมพ่ บหใู บ
• โครงสรา้ งภายในของใบตัดตามขวาง ประกอบด้วย
เนอื้ เยื่อ ๓ กล่มุ ไดแ้ ก่ เอพิเดอรม์ สิ มีโซฟลิ ล์ และ
เนอ้ื เยื่อท่อลาเลยี ง

• ความชื้นในอากาศ ลม อุณหภมู ิ สภาพน้าในดิน
ความเขม้ ของแสง เปน็ ปัจจัยท่ีมผี ลตอ่ การคายนา้ ของ
พชื

• พืชดูดนา้ และธาตุอาหารต่าง ๆ จากดิน โดยเซลล์
ขนรากแล้วลาเลยี งผา่ นช้ันคอรเ์ ทกซเ์ ขา้ สู่เนอื้ เยอ่ื
ลาเลยี งน้าในชั้นสตีล ซงึ่ เปน็ การดูดน้าจากดินสู่
เน้อื เยื่อลาเลยี งน้าในแนวระนาบ และลาเลียงไปยัง
ส่วนต่าง ๆ ของพชื ในแนวดิง่

• ในสภาวะปกตกิ ารลาเลียงน้าจากรากสู่
ยอดของพืชอาศยั แรงดึงจากการคายน้า รว่ มกบั แรง
โคฮชี ัน แรงแอดฮชี นั

น ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้เพิ่มเติม

๘. อธิบายกลไกการลาเลยี งอาหารในพืช • พืชแต่ละชนิดต้องการปริมาณและชนิด
ของธาตอุ าหารแตกตา่ งกนั สามารถนาความรเู้ ก่ียวกับ
๙. สืบคน้ ข้อมูล และสรุปการศึกษาที่ได้จากการ สมบตั ขิ องธาตุอาหารชนดิ ต่าง ๆ ทม่ี ีผลต่อการ
ทดลองของนักวทิ ยาศาสตร์ในอดตี เกีย่ วกบั ระบวนการ เจริญเตบิ โตของพชื ในสารละลายธาตุอาหาร เพือ่ ให้
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง พชื เจรญิ เตบิ โตได้ตามท่ีต้องการ

อาหารทไี่ ด้จากกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วย
แสงจากแหลง่ สรา้ ง จะถกู เปลีย่ นแปลงเป็นซูโครส
และลาเลยี งผา่ นทางทอ่ โฟลเอ็ม โดยอาศัยกลไก การ
ลาเลียงอาหารในพชื ซ่ึงเก่ียวข้องกับแรงดนั น้า ไปยัง
แหล่งรบั

• การศกึ ษาค้นคว้าของนกั วทิ ยาศาสตรใ์ น
อดีตทาให้ไดค้ วามรู้เกยี่ วกบั กระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสงมาเป็นลาดบั ข้ันจนไดข้ อ้ สรปุ ว่า
คารบ์ อนไดออกไซด์ และนา้ เป็นวัตถดุ บิ ทีพ่ ชื ใช้ใน

๒๑

น ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนร้เู พ่ิมเตมิ
๑๐. อธิบายข้นั ตอนทเ่ี กิดขน้ึ ในกระบวนการ
สงั เคราะห์ด้วยแสงของพืช C3 กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง และผลผลติ ท่ไี ด้ คอื
น้าตาล ออกซเิ จน
น ผลการเรยี นรู้
๑๑. เปรียบเทยี บกลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซดใ์ น • กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงมี ๒
พชื C3 พืช C4 และ พืช CAM ขน้ั ตอน คือ ปฏิกริ ยิ าแสง และการตรงึ CO2

๑๒. สืบค้นข้อมูล อภปิ ราย และสรปุ ปัจจยั ความเข้ม • ปฏิกริ ิยาแสงเป็นปฏกิ ิรยิ าทเี่ ปลยี่ นพลังงาน
ของแสง ความเข้มข้นของคารบ์ อนไดออกไซด์ และ แสงเปน็ พลงั งานเคมี โดยแสงออกซไิ ดซโ์ มเลกุลสารสี
อุณหภมู ิ ท่ีมีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื ทไ่ี ทลาคอยดข์ องคลอโรพลาสต์ ทาให้เกิดการ
ถา่ ยทอดอเิ ล็กตรอน ได้ผลติ ภัณฑเ์ ปน็ ATP และ
NADPH+ H+ ในสโตรมาของคลอโรพลาสต์

• การตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ เกิดในสโตรมา
โดยใช้ RuBP และเอนไซมร์ ูบิสโก ไดส้ ารที่
ประกอบดว้ ยคาร์บอน ๓ อะตอม คอื PGA โดยใช้
ATP และ NADPH ทไ่ี ด้จากปฏิกริ ยิ าแสงไปรีดวิ ซ์
สารประกอบคารบ์ อน ๓ อะตอม ไดเ้ ปน็ น้าตาล

สาระการเรียนรู้เพมิ่ เติม

• พืช C4 ตรึงคารบ์ อนอนินทรยี ์ ๒ ครงั้ ครงั้
แรกเกดิ ขน้ึ ที่เซลล์มีโซฟิลล์ โดย PEP และเอนไซม์
เพบคารบ์ อกซเิ ลส ไดส้ ารประกอบท่ีมคี าร์บอน ๔
อะตอม คอื OAA ซึ่งจะมีการเปลย่ี นแปลงทางเคมไี ด้
สารประกอบทีม่ คี ารบ์ อน ๔ อะตอม คอื กรดมาลิก
ซ่งึ จะถกู ลาเลยี งไปจนถึงเซลล์บันเดลิ ชีทและปล่อย
คาร์บอนไดออกไซดใ์ นคลอโรพลาสตเ์ พอื่ ใชใ้ นวัฏจักร
คลั วนิ ต่อไป

• พชื CAM มีกลไกในการตรึงาร์บอนได
ออกไซด์คล้ายพชื C4 แต่มีการตรงึ คารบ์ อนอนินทรยี ์
ทัง้ ๒ ครง้ั ในเซลลเ์ ดียวกัน โดยเซลลม์ ีการตรึง
คาร์บอนอนินทรยี ์ครั้งแรกในเวลากลางคนื และปล่อย
ออกมาในเวลากลางวันเพื่อใชใ้ นวัฏจักรคัลวินต่อไป

• ปัจจยั ทมี่ ีผลต่อการสังเคราะห์ดว้ ยแสง
เชน่ ความเข้มของแสง ความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิ ปรมิ าณน้าในดิน ธาตุ
อาหาร อายุใบ

๑๓. อธิบายวฏั จกั รชีวิตแบบสลับของพืชดอก • พชื ดอกมวี ฏั จักรชีวิตแบบสลับ
ประกอบดว้ ย ระยะทส่ี ร้างสปอร์ เรยี ก ระยะสปอโร
๑๔. อธบิ าย และเปรยี บเทียบกระบวนการสร้างเซลล์ ไฟต์ (2n) และระยะทสี่ ร้างเซลล์สบื พันธุ์ เรียก ระยะ
สบื พนั ธเุ์ พศผแู้ ละเพศเมียของพืชดอก และอธบิ ายการ แกมโี ทไฟต์ (n)

• สว่ นประกอบของดอกที่เก่ียวขอ้ งกบั การ
สบื พันธโุ์ ดยตรงคือชั้นเกสรเพศผแู้ ละชั้นเกสรเพศเมยี
ซง่ึ จานวนรงั ไข่เกี่ยวขอ้ งกบั การเจริญเป็นผล

• พืชดอกสรา้ งไมโครสปอร์และเมกะสปอร์
ซึ่งอาจสร้างในดอกเดียวกันหรอื ต่างดอกหรือต่างต้น

๒๒

น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรูเ้ พิม่ เตมิ
ปฏสิ นธิของพชื ดอก
กนั
ชนั้ ผลกำรเรียนรู้ • การสรา้ งไมโครสปอรข์ องพืชดอกเกิดข้ึนโดย

๑๕. อธบิ ายการเกดิ เมล็ดและการเกิดผลของพืชดอก ไมโครสปอรม์ าเทอรเ์ ซลลแ์ บ่งเซลลแ์ บบไมโอซิสได้ไม
โครงสร้างของเมลด็ และผล และยกตวั อย่างการใช้ โครสปอร์ โดยไมโครสปอร์นี้แบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสิ ได้
ประโยชนจ์ ากโครงสร้างตา่ ง ๆ ของเมล็ดและผล ๒ เซลล์ คอื ทิวบเ์ ซลล์และเจเนอเรทฟิ เซลล์ เม่ือมกี าร
ถา่ ยเรณูไปตกบนยอดเกสรเพศเมยี ทวิ บเ์ ซลล์จะงอก
หลอดเรณู

สำระกำรเรียนร้เู พิม่ เตมิ

• การปฏสิ นธขิ องพืชดอกเป็นการปฏสิ นธคิ ู่ โดย คู่
หน่งึ เปน็ การรวมกันของสเปริ ์มเซลลห์ นง่ึ กบั เซลลไ์ ข่
ได้เปน็ ไซโกต ซึ่งจะเจรญิ และพัฒนาไปเป็นเอม็ บรโิ อ
และอกี คหู่ นึ่งเปน็ การรวมกนั ของสเปริ ม์ อกี เซลลห์ น่งึ
กบั โพลารน์ ิวคลีไอ ได้เป็นเอนโดสเปิร์มนิวเคลียส ซง่ึ
จะเจริญและพฒั นาต่อไปเปน็ เอนโดสเปริ ม์

• ภายหลงั การปฏสิ นธิ ออวุลจะมีการเจริญและพฒั นา
ไปเป็นเมล็ด และรังไขจ่ ะมีการเจรญิ และพัฒนาไปเป็น
ผล
• โครงสรา้ งของเมล็ดประกอบดว้ ย เปลือกเมล็ด
เอม็ บริโอ และเอนโดสเปริ ์ม โครงสรา้ งของผล
ประกอบดว้ ย ผนังผล และเมลด็ ซึ่งแตล่ ะสว่ นของ
โครงสร้างจะมีประโยชน์ตอ่ พชื เองและต่อสง่ิ มีชีวติ อื่น

๑๖. ทดลอง และอธบิ ายเกยี่ วกับปจั จยั ตา่ ง ๆ ท่มี ีผล • เมล็ดท่เี จรญิ เต็มทจ่ี ะมีการงอกโดยมีปัจจัยต่าง ๆ ที่

ต่อการงอกของเมลด็ สภาพพักตวั ของเมล็ด และบอก มีผลตอ่ การงอกของเมลด็ เชน่ นา้ หรือความชื้น

แนวทางในการแกส้ ภาพพักตัวของเมลด็ ออกซิเจน อุณหภูมิ และแสง เมล็ดบางชนดิ สามารถ

งอกได้ทันที แต่เมลด็ บางชนิดไม่สามารถงอกไดท้ นั ที

เพราะอยู่ในสภาพพกั ตวั

• เมล็ดบางชนิดมสี ภาพพักตัวเน่ืองจากมปี ัจจยั บาง

ประการทม่ี ีผลยับย้งั การงอกของเมลด็ ซึ่งสภาพพกั ตวั

ของพืช

๑๗. สบื คน้ ข้อมูล อธบิ ายบทบาทและหน้าท่ขี องออก • พชื สรา้ งสารควบคุมการเจริญเตบิ โตหลายชนิด ที่

ซนิ ไซโทไคนนิ จิบเบอเรลลิน เอทลิ นี และกรดแอบไซ สว่ นต่าง ๆ ซึง่ สารน้เี ป็นสิง่ เรา้ ภายในท่มี ีผลตอ่ การ

ซิก และอภิปรายเกี่ยวกบั การนาไปใช้ประโยชน์ทาง เจริญเติบโตของพืช เช่น ออกซิน ไซโทไคนิน จิบเบอ

การเกษตร เรลลนิ เอทิลนี และกรดแอบไซซิก

๑๘. สบื ค้นข้อมลู ทดลอง และอภปิ รายเกีย่ วกบั สงิ่ เร้า • แสงสว่าง แรงโน้มถว่ งของโลก สารเคมี และน้า

ภายนอกทีม่ ีผลตอ่ การเจรญิ เติบโตของพชื เป็นสงิ่ เรา้ ภายนอกที่มผี ลต่อการเจริญเติบโตของพชื

• ความรเู้ กยี่ วกบั การตอบสนองต่อสง่ิ เร้าภายใน

และสงิ่ เร้าภายนอกที่มีผลตอ่ การเจริญเตบิ โตของพืช

สามารถนามาประยกุ ตใ์ ชค้ วบคุมการเจรญิ เตบิ โตของ

พชื เพม่ิ ผลผลิต และยดื อายุผลผลิตได้

๒๓

สำระชีววทิ ยำ

๔. เข้ำใจกำรยอ่ ยอำหำรของสัตวแ์ ละมนษุ ย์ กำรหำยใจและกำรแลกเปลีย่ นแกส๊ กำรลำเลยี งสำรและ

กำรหมนุ เวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของรำ่ งกำย กำรขับถ่ำย กำรรบั รู้ และกำรตอบสนอง กำรเคลือ่ นที่ กำร

สืบพนั ธแ์ุ ละกำรเจรญิ เตบิ โต ฮอรโ์ มนกับ กำรรักษำดลุ ยภำพ และพฤติกรรมของสตั ว์ รวมทง้ั นำควำมรู้

ไปใชป้ ระโยชน์

ช้ัน ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พิม่ เติม

ม.๔  

ม.๕ ๑. สืบคน้ ข้อมูล อธบิ าย และเปรยี บเทยี บโครงสร้าง • รา มกี ารปลอ่ ยเอนไซม์ออกมาย่อยอาหารนอก

และกระบวนการยอ่ ยอาหารของสตั ว์ทไี่ ม่มีทางเดนิ เซลล์ สว่ นอะมบี าและพารามเี ซยี มมีการย่อย

อาหาร สัตวท์ มี่ ที างเดินอาหารแบบไม่สมบูรณ์ และ อาหารภายในฟดู แวคิวโอลโดยเอนไซมใ์ นไลโซโซม

สัตว์ทม่ี ที างเดนิ อาหารแบบสมบูรณ์ • ฟองน้า ไมม่ ที างเดินอาหารแต่จะมีเซลลพ์ ิเศษ

๒. สังเกต อธบิ าย การกนิ อาหารของไฮดรา ทาหน้าท่ีจับอาหารเข้าส่เู ซลลแ์ ล้วยอ่ ยภายในเซลล์

และพลานาเรีย โดยเอนไซม์ในไลโซโซม

• ไฮดราและพลานาเรีย มีทางเดินอาหารแบบ

ไม่สมบูรณ์ จะกนิ อาหารและขบั กากอาหารออก

ทางเดยี วกัน

• ไส้เดือนดนิ แมลง สตั วไ์ มม่ ีกระดูกสันหลงั

ส่วนใหญ่ และสตั วม์ ีกระดกู สนั หลังจะมที างเดนิ

อาหารแบบสมบรู ณ์

๓. อธิบายเกย่ี วกับโครงสรา้ ง หนา้ ท่ี และ • การย่อยอาหารของมนุษยป์ ระกอบด้วย การ

กระบวนการยอ่ ยอาหาร และการดูดซึมสารอาหาร ยอ่ ยเชิงกลโดยการบดอาหารใหม้ ขี นาดเลก็ ลง

ภายในระบบย่อยอาหารของมนุษย์ และ การย่อยทางเคมโี ดยอาศัยเอนไซม์ในทางเดิน

อาหาร ทาใหโ้ มเลกลุ ของอาหารมขี นาดเล็กจน

เซลล์สามารถดดู ซมึ และนาไปใช้ได้

• การยอ่ ยอาหารของมนุษยเ์ กิดข้นึ ทช่ี ่องปาก

กระเพาะอาหาร และลาไสเ้ ล็ก

• สารอาหารท่ีย่อยแล้ว วติ ามนิ บางชนิด และ

ธาตุอาหารจะถูกดดู ซมึ ท่ีวิลลสั เข้าสู่หลอดเลือด

ฝอยแลว้ ผ่านตับกอ่ นเข้าสู่หัวใจ สว่ นสารอาหาร

ประเภทลพิ ดิ และวิตามนิ ท่ลี ะลายในไขมันจะถกู

ดูดซึมเข้าสู่หลอดนา้ เหลืองฝอย

• อาหารที่ไม่ถูกย่อยหรอื ย่อยไม่ไดจ้ ะเคลื่อน

ตอ่ ไปยังลาไสใ้ หญ่ น้า ธาตุอาหาร และวติ ามิน

ชัน้ ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พิม่ เติม

๔. สืบคน้ ขอ้ มูล อธบิ าย และเปรียบเทียบโครงสร้าง • ไส้เดือนดินมีการแลกเปลีย่ นแก๊สผ่านเซลล์
ทท่ี าหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้า ไฮดรา พลา บรเิ วณผิวหนังที่เปียกชืน้
นาเรยี ไสเ้ ดือนดิน แมลง ปลา กบ และนก • แมลงมีการแลกเปลย่ี นแก๊สโดยผา่ นทางท่อลม
ซ่งึ แตกแขนงเป็นท่อลมฝอย

๒๔

ช้ัน ผลกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นร้เู พิม่ เติม

๕. สงั เกต และอธิบายโครงสร้างของปอดในสัตว์ • ปลาเปน็ สัตว์น้ามีการแลกเปลย่ี นแก๊สทล่ี ะลาย
เลยี้ งลกู ด้วยนา้ นม อย่ใู นน้าผ่านเหงือก
• สัตว์สะเทินน้าสะเทนิ บกใชป้ อดและผิวหนงั ใน
๖. สบื ค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างทใ่ี ชใ้ นการ การแลกเปลีย่ นแก๊ส
แลกเปลีย่ นแก๊ส และกระบวนการแลกเปล่ยี นแกส๊
ของมนุษย์ สัตว์เลอื้ ยคลาน สตั วป์ ีก และสัตว์เลี้ยง
๗. อธิบายการทางานของปอด และทดลองวดั ลกู ด้วยน้านมอาศัยปอดในการ
ปรมิ าตรของอากาศในการหายใจออกของมนุษย์ แลกเปลยี่ นแกส๊

๘. สบื ค้นข้อมูล อธบิ าย และเปรียบเทียบระบบ • ทางเดินหายใจของมนุษย์ประกอบด้วย ชอ่ ง
หมนุ เวียนเลอื ดแบบเปดิ และระบบหมุนเวยี นเลือด จมกู โพรงจมูก คอหอย กล่องเสียง ทอ่ ลม
แบบปดิ หลอดลม และถุงลมในปอด

๙. สงั เกต และอธิบายทิศทางการไหลของเลือด • ปอดเป็นบริเวณทีม่ ีการแลกเปลีย่ นแกส๊
และการเคลือ่ นที่ของเซลลเ์ มด็ เลือดในหางปลา และ ระหวา่ งถงุ ลมกับหลอดเลอื ดฝอย และบริเวณ
สรุปความสัมพนั ธร์ ะหว่างขนาดของหลอดเลอื ดกบั เซลลข์ องเนอื้ เยื่อตา่ ง ๆ มกี ารแลกเปลี่ยนแกส๊
ความเรว็ ในการไหลของเลอื ด โดยการแพรผ่ ่านหลอดเลอื ดฝอยเช่นกนั

• การหายใจเข้าและการหายใจออกเกิดจากการ
เปล่ียนแปลงความดันของอากาศภายในปอด โดย
การทางานร่วมกันของกล้ามเน้อื กะบังลมและ
กล้ามเน้ือระหว่างกระดูกซี่โครง และควบคมุ โดย
สมองส่วนพอนส์และเมดลั ลาออบลองกาตา

• สิง่ มชี วี ิตเซลล์เดียวและสัตวท์ ่ีมีโครงสรา้ ง
รา่ งกายไมซ่ บั ซ้อนมีการลาเลยี งสารต่าง ๆ โดย
การแพร่ระหว่างเซลล์กับส่ิงแวดล้อม

• สตั วท์ ี่มโี ครงสรา้ งร่างกายซับซ้อนจะมกี าร
ลาเลยี งสารโดยระบบหมุนเวียนเลอื ด ซ่งึ
ประกอบดว้ ย หัวใจ หลอดเลือด และเลือด

• ระบบหมนุ เวยี นเลือดมี ๒ แบบ คอื ระบบ
หมนุ เวยี นเลือดแบบเปิดและระบบหมนุ เวยี นเลือด
แบบปิด

• ระบบหมนุ เวียนเลือดแบบเปดิ พบในสตั ว์
จาพวกหอย แมลง กุ้ง สว่ นระบบหมนุ เวยี นเลือด
แบบปดิ พบในไส้เดือนดินและสัตว์มกี ระดกู สันหลงั

๒๕

ช้ัน ผลกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พม่ิ เติม

๑๐. อธบิ ายโครงสร้างและการทางานของหัวใจและ • หวั ใจมเี อเตรียมทาหน้าทร่ี ับเลือดเขา้ สหู่ วั ใจ

หลอดเลอื ดในมนุษย์ และ เวนตรเิ คิลทาหน้าท่ีสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจ

๑๑. สังเกต และอธิบายโครงสรา้ งหัวใจของสตั ว์ โดยมีลนิ้ ก้ันระหว่างเอเตรยี มกับเวนตรเิ คิล และ

เลยี้ งลกู ดว้ ยน้านม ทิศทางการไหลของเลือดผา่ น ระหวา่ งเวนตรเิ คลิ กับหลอดเลือดท่ีนาเลอื ดออก

หัวใจของมนษุ ย์ และเขยี นแผนผังสรปุ การ จากหัวใจ

หมุนเวียนเลือดของมนุษย์ • เลือดออกจากหัวใจทางหลอดเลือดเอออตาร์

๑๒. สบื คน้ ข้อมลู ระบคุ วามแตกตา่ งของเซลล์เมด็ อารเ์ ตอรี อาร์เตอรโิ อล หลอดเลอื ดฝอย เวนลู

เลือดแดง เซลล์เมด็ เลือดขาว เพลตเลต และ เวน และเวนาคาวา แลว้ เข้าสหู่ ัวใจ

พลาสมา • ขณะทห่ี ัวใจบบี ตัวสบู ฉดี เลือด ทาใหเ้ กดิ ความ

๑๓. อธบิ ายหมูเ่ ลือดและหลกั การใหแ้ ละรับเลอื ดใน ดนั เลอื ดและชพี จร สภาพการทางานของรา่ งกาย

ระบบ ABO และระบบ Rh อายุ และเพศของมนุษย์ เป็นปจั จัยที่มีผลต่อความ

ดนั เลือดและชีพจร

• เลอื ดมนษุ ย์ประกอบดว้ ยเซลล์เมด็

เลือดชนิดตา่ ง ๆ เพลตเลต และ

พลาสมา ซึ่งทาหนา้ ที่แตกตา่ งกัน

• หม่เู ลือดของมนษุ ย์จาแนกตามระบบ ABO

ได้เปน็ เลอื ดหมู่ A B AB และ O ซ่งึ เรยี กช่ือตาม

ชนิดของแอนตเิ จนท่เี ยื่อหุม้ เซลลเ์ ม็ดเลือดแดง

และจาแนกตามระบบ Rh ไดเ้ ป็น เลือดหมู่ Rh+

และ Rh- การให้และรับเลอื ดมหี ลักว่า แอนตเิ จน

ของผูใ้ ห้ต้องไมต่ รงกับแอนติบอดขี องผู้รบั และ

การให้และรบั เลือดทเี่ หมาะสมทสี่ ดุ คือ ผใู้ หแ้ ละ

ผรู้ บั ควรมเี ลอื ดหมู่ตรงกัน

๑๔. อธบิ าย และสรุปเกีย่ วกับส่วนประกอบและ • ของเหลวทซี่ ึมผ่านผนังหลอดเลือดฝอย

หนา้ ที่ของน้าเหลอื ง รวมทง้ั โครงสร้างและหน้าทขี่ อง ออกมาอยู่ระหว่างเซลล์ เรยี กวา่ นา้ เหลือง ทา

หลอดนา้ เหลือง และต่อมนา้ เหลือง หนา้ ทห่ี ล่อเลีย้ งเซลลแ์ ละสามารถแพร่เข้าสหู่ ลอด

นา้ เหลืองฝอย ซง่ึ ต่อมาหลอดน้าเหลืองฝอยจะ

รวมกันมขี นาดใหญข่ ึ้นและเปดิ เข้าสรู่ ะบบ

หมนุ เวยี นเลือดทหี่ ลอดเลือดเวนใกลห้ ัวใจ

• ระบบนา้ เหลอื งประกอบด้วย น้าเหลือง

หลอดน้าเหลือง และต่อมน้าเหลือง โดยทาหน้าที่

นาน้าเหลอื งกลบั เข้าสูร่ ะบบหมุนเวียนเลอื ด ตอ่ ม

นา้ เหลืองเปน็ ท่ีอยูข่ องเซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาว

๒๖

ช้ัน ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้เพ่มิ เติม

๑๕. สืบค้นข้อมลู อธบิ าย และเปรยี บเทียบกลไก • กลไกทรี่ ่างกายต่อต้านหรอื ทาลายสง่ิ
การต่อตา้ นหรือทาลายสง่ิ แปลกปลอมแบบไม่ แปลกปลอมมีอยู่ ๒ แบบ คือ แบบจาเพาะและ
จาเพาะและแบบจาเพาะ แบบไมจ่ าเพาะ
๑๖. สบื ค้นข้อมลู อธิบาย และเปรยี บเทียบ การ
สรา้ งภูมคิ มุ้ กันก่อเองและภมู คิ มุ้ กันรบั มา • ต่อมไขมัน ตอ่ มเหงื่อ ทผ่ี วิ หนงั ชว่ ยป้องกนั
๑๗. สืบคน้ ข้อมูล และอธิบายเก่ยี วกับความผิดปกติ และยับย้ังการเจริญของจลุ ินทรีย์บางชนดิ และ
ของระบบภูมิคุ้มกันท่ีทาให้เกดิ เอดส์ ภูมแิ พ้ การ เมื่อเชื้อโรคหรอื สงิ่ แปลกปลอมเข้าสู่รา่ งกาย เซลล์
สรา้ งภมู ติ ้านทานต่อเน้ือเยือ่ ตนเอง เมด็ เลือดขาวชนดิ นิวโทรฟลิ และโมโนไซต์จะมีการ
ต่อต้านและทาลายส่ิงแปลกปลอมโดย
กระบวนการฟาโกไซโทซิส สว่ นอีโอซิโนฟิล
เกีย่ วข้องกบั การทาลายปรสติ เบโซฟลิ เก่ียวข้อง
กบั ปฏิกิริยาการแพ้ ซง่ึ เป็นการตอ่ ตา้ นหรือทาลาย
สิ่งแปลกปลอมแบบไมจ่ าเพาะ

• การตอ่ ตา้ นหรอื ทาลายสิง่ แปลกปลอมแบบ
จาเพาะจะเกี่ยวขอ้ งกับการทางานของลิมโฟไซต์
ชนิดเซลลบ์ ีและเซลลท์ ี

• อวยั วะทเ่ี กีย่ วข้องกบั การสร้างและ
ตอบสนองของลมิ โฟไซต์ประกอบดว้ ย ต่อม
น้าเหลือง ทอนซลิ มา้ ม ไทมัส และเนอ้ื เย่อื
นา้ เหลอื งท่ีผนังลาไสเ้ ล็ก
• การสรา้ งภูมคิ มุ้ กันแบบจาเพาะของร่างกาย มี ๒
แบบ คือ ภมู ิคุม้ กันก่อเองและภูมคิ ุม้ กันรับมา
• การได้รับวัคซีนหรอื ทอกซอยด์เปน็ ตวั อยา่ งของ
ภมู ิคมุ้ กันกอ่ เอง โดยการกระตุ้นใหร้ ่างกายสร้าง
ภมู คิ ุม้ กันข้ึน ดว้ ยวิธีการให้สารท่ีเปน็ แอนตเิ จนเขา้
สู่ร่างกาย สว่ นภมู คิ ุ้มกันรบั มาเปน็ การรบั
แอนตบิ อดีโดยตรง เชน่ การได้รบั ซีรมั การได้รบั
น้านมแม่

๑๘. สืบค้นข้อมลู อธิบาย และเปรียบเทยี บ • อะมบี า และพารามเี ซียมเป็นสิง่ มีชีวิตเซลลเ์ ดยี ว
โครงสรา้ งและหน้าที่ในการกาจัดของเสยี ออกจาก ท่ีมคี อนแทรกไทลแ์ วคิวโอลทาหนา้ ที่ในการกาจดั
รา่ งกายของฟองน้า ไฮดรา พลานาเรยี ไสเ้ ดือนดนิ และรกั ษาดุลยภาพของน้าและแร่ธาตุในเซลล์
แมลง และสัตวม์ ีกระดกู สนั หลัง • ฟองน้าและไฮดรามเี ซลล์ส่วนใหญ่สมั ผัสกับน้า
โดยตรง ของเสียจึงถูกกาจดั ออกโดยการแพรส่ ู่
สภาพแวดล้อม

๒๗

ชัน้ ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นร้เู พิ่มเตมิ

๑๙. อธิบายโครงสรา้ งและหน้าที่ของไต และ • พลานาเรยี ใชเ้ ฟลมเซลล์ซึง่ กระจายอยู่ ๒ ขา้ ง
โครงสร้างท่ีใชล้ าเลียงปัสสาวะออกจากรา่ งกาย ตลอดความยาวของลาตวั ทาหน้าท่ีขับถา่ ยของเสีย
๒๐. อธิบายกลไกการทางานของหนว่ ยไต ในการ • ไสเ้ ดือนดินใชเ้ นฟรเิ ดียม แมลงใช้มัลพิเกยี น
กาจัดของเสยี ออกจากร่างกาย และเขียนแผนผงั ทวิ บูล และสตั ว์มีกระดูกสนั หลังใช้ไตในการ
สรปุ ขน้ั ตอนการกาจดั ของเสีย ออกจากรา่ งกายโดย ขบั ถา่ ยของเสยี
หนว่ ยไต
๒๑. สืบคน้ ข้อมูล อธบิ าย และยกตวั อยา่ งเก่ียวกบั • ไตเป็นอวัยวะทท่ี าหนา้ ทเ่ี กีย่ วกับการขบั ถา่ ยและ
ความผิดปกตขิ องไตอันเน่ืองมาจากโรคต่าง ๆ รักษาดุลยภาพของน้าและแรธ่ าตุในร่างกาย
• ไตประกอบด้วยบริเวณส่วนนอก ท่ีเรียกวา่ คอร์
เท็กซ์ และบริเวณส่วนใน ทเ่ี รยี กว่า เมดลั ลา และ
บรเิ วณส่วนปลายของเมดัลลาจะยืน่ เขา้ ไปจรดกบั
ส่วนท่เี ป็นโพรงเรียกว่า กรวยไต โดยกรวยไตจะ
ต่อกบั ท่อไตซึ่งทาหนา้ ท่ีลาเลยี งปัสสาวะไปเกบ็ ไว้
ท่กี ระเพาะปสั สาวะเพ่อื ขบั ถ่ายออกนอกรา่ งกาย
• ไตแตล่ ะขา้ งของมนุษย์ประกอบด้วยหนว่ ยไต
ลกั ษณะเปน็ ท่อ ปลายข้างหน่ึงเปน็ รูปถ้วย เรยี กว่า
โบวแ์ มนสแ์ คปซลู ล้อมรอบกลุ่มหลอดเลอื ดฝอย
ทีเ่ รยี กวา่ โกลเมอรูลสั
• กลไกในการกาจัดของเสยี ออกจากรา่ งกาย
ประกอบดว้ ยการกรอง การดดู กลับ และการหล่ัง
สารทเ่ี กินความต้องการออกจากร่างกาย
• โรคนว่ิ และโรคไตวายเป็นตัวอย่างของโรคท่ีเกิด
จากความผิดปกติของไต ซึ่งส่งผลกระทบตอ่ การ
รกั ษาดุลยภาพของสารในร่างกาย
• นอกจากไตท่ที าหน้ารักษาดลุ ยภาพของน้าแร่
ธาตุ และกรด-เบส ผิวหนงั และระบบหายใจ ยงั มี
สว่ นช่วยในการรกั ษาดลุ ยภาพเหลา่ นีด้ ้วย

ชั้น ผลกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นร้เู พมิ่ เติม

ม.๖ ๑. สบื ค้นข้อมูล อธบิ าย และเปรียบเทียบโครงสร้าง • สตั ว์ส่วนใหญ่มีระบบประสาททาใหส้ ามารถรบั รู้
และหนา้ ท่ีของระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรยี และตอบสนองต่อส่ิงเรา้ ได้ เชน่ ไฮดรา มรี ่างแห

ไสเ้ ดือนดิน กุ้ง หอย แมลง และสัตว์มีกระดกู สันหลัง ประสาท พลานาเรยี ไส้เดือนดนิ ก้งุ หอย และ

๒. อธบิ ายเกย่ี วกบั โครงสร้างและหนา้ ท่ขี องเซลล์ แมลงมีปมประสาทและเส้นประสาท ส่วนสตั วม์ ี

ประสาท กระดกู สันหลงั มสี มอง ไขสนั หลงั ปมประสาท

๓. อธบิ ายเกี่ยวกับการเปล่ยี นแปลงของศกั ย์ไฟฟา้ ท่ี และเสน้ ประสาท

เยือ่ ห้มุ เซลล์ของเซลลป์ ระสาท และกลไกการ • หน่วยทางานของระบบประสาท คอื เซลล์

ถา่ ยทอดกระแสประสาท ประสาท ซงึ่ ประกอบดว้ ยตัวเซลล์ และเส้นใย

ประสาทท่ีทาหน้าท่ีรบั และสง่ กระแสประสาท

เรียกว่า เดนไดรตแ์ ละแอกซอน ตามลาดับ

• เซลล์ประสาทจาแนกตามหน้าท่ี ได้เป็น เซลล์

๒๘

ประสาทรับความรสู้ ึก เซลลป์ ระสาทส่งั การ และ

เซลล์ประสาทประสานงาน

• เซลลป์ ระสาทจาแนกตามรปู ร่างได้เป็นเซลล์

ประสาทข้ัวเดยี ว เซลลป์ ระสาทขัว้ เดยี วเทยี ม

เซลลป์ ระสาทสองขัว้ และเซลลป์ ระสาทหลายขั้ว

• กระแสประสาทเกิดจากการเปล่ยี นแปลง

ศักยไ์ ฟฟา้ ทเ่ี ยื่อหุ้มเซลลข์ องเดนไดรต์และแอก

ซอน ทาใหม้ ีการถา่ ยทอดกระแสประสาทจาก

เซลลป์ ระสาทไปยงั เซลล์ประสาท หรอื เซลล์อื่น ๆ

ผา่ นทางไซแนปส์

• ระบบประสาทของมนุษยแ์ บง่ ได้เปน็ ๒ ระบบ

ตามตาแหน่งและโครงสร้าง คือ ระบบประสาท

ส่วนกลาง ได้แก่ สมองและไขสันหลัง และระบบ

ประสาทรอบนอก ไดแ้ ก่ เสน้ ประสาทสมองและ

เสน้ ประสาทไขสันหลงั

๔. อธิบาย และสรปุ เก่ยี วกับโครงสร้างของระบบ • สมองแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ สมองส่วนหนา้

ประสาทสว่ นกลางและระบบประสาทรอบนอก สมองส่วนกลาง และสมองส่วนหลงั สมองแต่ละ

๕. สบื ค้นขอ้ มูล อธบิ ายโครงสร้างและหนา้ ทข่ี อง ส่วนจะควบคมุ การทางานของรา่ งกายแตกตา่ งกัน

ส่วนตา่ ง ๆ ในสมองส่วนหนา้ สมองส่วนกลาง สมอง โดยมเี ส้นประสาทท่ีแยกออกจากสมอง ๑๒ คู่ ไป

ส่วนหลัง และไขสันหลงั ยังอวัยวะตา่ ง ๆ ซง่ึ บางคทู่ าหน้าทรี่ ับความรู้สึก

๖. สบื ค้นข้อมลู อธบิ าย เปรยี บเทยี บ และ เข้าส่สู มอง หรอื นาคาสัง่ จากสมองไปยงั หนว่ ย

ยกตัวอย่างการทางานของระบบประสาท โซมาติก ปฏิบัติงาน หรือทาหน้าทท่ี ้ังสองอยา่ ง

และระบบประสาทอตั โนวัติ

ช้นั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พมิ่ เตมิ

• ไขสนั หลังเป็นส่วนทีต่ ่อจากสมองอยภู่ ายใน
กระดูกสนั หลัง และมเี สน้ ประสาทแยกออกจากไข
สนั หลังเป็นคู่ ซง่ึ ทาหน้าทปี่ ระมวลผลการ
ตอบสนองโดยไขสันหลัง เช่น การเกิดรีเฟล็กซ์
ชนดิ ตา่ ง ๆ และการถ่ายทอดกระแสประสาท
ระหวา่ งไขสันหลงั กับสมอง
• เส้นประสาทไขสันหลงั ทุกคู่จะทาหน้าท่ีรบั
ความร้สู ึกเข้าสู่ไขสนั หลังและนาคาส่ังออกจาก ไข
สันหลัง

• ระบบประสาทรอบนอกส่วนท่สี ่ังการแบง่ เปน็
ระบบประสาทโซมาตกิ ซ่งึ ควบคมุ การทางานของ
กลา้ มเน้อื โครงรา่ ง และระบบประสาทอัตโนวตั ิ ซึ่ง
ควบคุมการทางานของกล้ามเน้อื หัวใจ กล้ามเนอ้ื
เรยี บ และต่อมต่าง ๆ
• ระบบประสาทอัตโนวตั ิแบง่ การทางานเป็น ๒
ระบบ คือ ระบบประสาทซมิ พาเทติก และระบบ
ประสาทพาราซิมพาเทติก ซึง่ ส่วนใหญ่ทางาน
ตรงกันข้ามเพื่อรกั ษาดุลยภาพของกระบวนการ
ต่าง ๆ ในรา่ งกาย

๒๙

๗. สบื คน้ ข้อมลู อธิบายโครงสรา้ งและหนา้ ที่ ตา หู จมกู ลน้ิ และผวิ หนงั เป็นอวัยวะรบั

ของ ตา หู จมกู ล้ิน และผิวหนงั ของมนษุ ย์ ความรู้สึกทร่ี ับส่งิ เรา้ ทีแ่ ตกต่างกันจึงมคี วามสาคัญ
ยกตวั อยา่ งโรคต่าง ๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง และบอก ที่ควรดแู ล ปอ้ งกัน และรกั ษาให้สามารถทางานได้
แนวทางในการดูแลป้องกัน และรกั ษา เป็นปกติ
• ตาประกอบด้วย ชัน้ สเคลอรา โครอยด์และเรติ
๘. สังเกต และอธบิ ายการหาตาแหนง่ ของจดุ นา เลนสต์ าเปน็ เลนส์นูนอยูถ่ ดั จากกระจกตา ทา
บอด โฟเวีย และความไวในการรบั สมั ผสั ของ หนา้ ท่ีรวมแสงจากวตั ถุไปท่ีเรตินาซึ่งประกอบด้วย

ผิวหนงั เซลลร์ ับแสง และเซลลป์ ระสาทที่นากระแส

ประสาทสูส่ มอง

• หปู ระกอบด้วย ๓ ส่วน คือ หสู ว่ นนอก หู

สว่ นกลาง และหูสว่ นใน ภายในหสู ว่ นในมีคอเคลยี

ซงึ่ ทาหน้าทรี่ บั และเปล่ยี นคล่ืนเสียงเป็นกระแส

ประสาท นอกจากนย้ี งั มเี ซมเิ ซอร์ควิ ลาร์แคเเนล

ทาหนา้ ท่รี ับรูเ้ ก่ียวกับการทรงตวั ของร่างกาย

ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ

๙. สืบค้นข้อมลู อธิบาย และเปรียบเทยี บโครงสร้าง จมูกมีเซลลป์ ระสาทรบั กล่ินอยภู่ ายในเยื่อบุ
และหนา้ ทข่ี องอวยั วะท่ีเกยี่ วข้องกบั การเคลือ่ นท่ี จมกู ทีเ่ ป็นตัวรับสารเคมีบางชนดิ แล้วเกดิ กระแส
ของแมงกะพรนุ หมึก ดาวทะเล ไส้เดอื นดิน แมลง ประสาทสง่ ไปยงั สมอง
ปลา และนก
• ลิน้ ทาหน้าที่รับรส โดยมตี ุ่มรบั รสกระจายอยู่
ทัว่ ผิวล้ินด้านบน ตุม่ รบั รสมเี ซลลร์ บั รสอยู่ภายใน
เมอ่ื เซลล์รบั รสถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีจะกระตนุ้
เดนไดรต์ของเซลล์ประสาทเกิดกระแสประสาท
สง่ ไปยังสมอง

• ผิวหนงั มหี น่วยรบั สิ่งเรา้ หลายชนิด เช่น
หน่วย รับสัมผสั หน่วยรับแรงกด หน่วยรับความ
เจบ็ ปวด หน่วยรับอุณหภมู ิ

• สิ่งมชี ีวติ เซลลเ์ ดียวบางชนิดเคล่ือนที่โดยการไหล
ของไซโทพลาซึม บางชนดิ ใช้แฟลเจลลัมหรือซิเลีย
ในการเคลือ่ นที่
• สตั ว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เชน่ แมงกะพรุน
เคลื่อนทโี่ ดยอาศัยการหดตวั ของเนื้อเยอื่ บริเวณ
ขอบกระดงิ่ และแรงดันน้า
• หมึกเคล่ือนท่ีโดยอาศยั การหดตัวของกล้ามเน้ือ
บรเิ วณลาตัว ทาใหน้ ้าภายในลาตัวพน่ ออกมาทาง
ไซฟอน ส่วนดาวทะเลใชร้ ะบบท่อน้าในการ
เคลื่อนท่ี
• ไส้เดือนดินมกี ารเคลื่อนที่ โดยอาศยั การหดตัว
และคลายตวั ของกล้ามเน้ือวงและกล้ามเนอ้ื
ตามยาวซงึ่ ทางานในสภาวะตรงกันขา้ ม
• แมลงเคลอ่ื นท่ีโดยใช้ปีกหรือขา ซง่ึ มกี ล้ามเน้ือ
ภายในเปลือกหมุ้ ทางานในสภาวะตรงกันขา้ ม
• สัตว์มีกระดูกสันหลัง เช่น ปลา เคลอ่ื นทโ่ี ดย
อาศยั การหดตัวและคลายตัวของกลา้ มเนื้อที่ยึดติด

๓๐

อยกู่ ับกระดกู สันหลงั ท้ัง ๒ ข้าง ทางานในสภาวะ

ตรงกนั ขา้ ม และมีครบี ท่ีอยู่ในตาแหน่งตา่ ง ๆ ชว่ ย

โบกพัดในการเคล่อื นที่ ส่วนนกเคล่ือนทีโ่ ดยอาศยั

การหดตวั และคลายตัวของกล้ามเน้ือกดปีกกบั

กลา้ มเนอื้ ยกปกี ซ่งึ ทางานในสภาวะตรงกันข้าม

ชน้ั ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พ่มิ เตมิ

๑๐. สืบคน้ ข้อมูล และอธิบายโครงสร้างและหนา้ ที่ • มนุษยเ์ คลื่อนทีโ่ ดยอาศัยการทางานของกระดูก
ของกระดกู และกลา้ มเน้ือทเ่ี ก่ียวข้องกับการ และกลา้ มเน้ือซ่งึ ยึดกันด้วยเอ็นยึดกระดกู
เคลอ่ื นไหวและการเคล่อื นที่ของมนุษย์ • บริเวณที่กระดูกตงั้ แต่ ๒ ช้นิ มาตอ่ กนั เรยี กว่า
๑๑. สังเกต และอธิบายการทางานของข้อต่อชนดิ ข้อตอ่ และยึดกนั ดว้ ยเอ็นยดึ ข้อ
ต่าง ๆ และการทางานของกลา้ มเนอื้ โครงร่างท่ี • กระดูกเปน็ เนื้อเยอ่ื ที่ใชค้ ้าจุนและทาหน้าทใ่ี น
เก่ยี วขอ้ งกบั การเคลอ่ื นไหวและการเคล่ือนที่ของ การเคลื่อนไหวของร่างกาย แบง่ ตามตาแหน่งได้
มนษุ ย์ เป็นกระดูกแกนและกระดกู รยางค์
• กลา้ มเน้ือในร่างกายมนุษย์แบ่งออกเป็น
๑๒. สบื ค้นขอ้ มลู อธบิ าย และยกตวั อย่าง กล้ามเนอ้ื โครงร่าง กล้ามเน้อื หัวใจ และกล้ามเนอ้ื
การสบื พันธแ์ุ บบไมอ่ าศัยเพศและการสบื พนั ธ์ุ เรยี บ กล้ามเน้อื ท้งั ๓ ชนดิ พบในตาแหน่งที่
แบบอาศัยเพศในสัตว์ ตา่ งกันและมีหน้าที่แตกตา่ งกนั
• กล้ามเนื้อโครงร่างส่วนใหญท่ างานร่วมกันเป็นคู่
๑๓. สบื ค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของ ๆ ในสภาวะตรงกันขา้ ม
อวยั วะในระบบสืบพันธุ์เพศชายและระบบสบื พนั ธ์ุ
เพศหญิง • การสืบพันธแุ์ บบไมอ่ าศัยเพศของสัตวเ์ ป็นการ
๑๔. อธบิ ายกระบวนการสร้างสเปริ ม์ กระบวนการ สบื พันธ์ทุ ี่ไมม่ ีการรวมของเซลล์สืบพันธ์ุ เช่น การ
สร้างเซลล์ไข่ และการปฏิสนธิในมนุษย์ แตกหนอ่ และการงอกใหม่
• การสบื พันธุ์แบบอาศัยเพศของสตั ว์เป็นการ
สืบพนั ธ์ุทเ่ี กิดจากการรวมนิวเคลียสของเซลล์
สบื พันธุ์ ซึ่งมีทัง้ การปฏิสนธภิ ายนอกและการ
ปฏสิ นธิภายใน สัตว์บางชนิดมี ๒ เพศในตัว
เดียวกนั แตก่ ารผสมพันธ์ุส่วนใหญ่จะผสมข้ามตัว

• การสืบพันธ์ุของมนษุ ย์มกี ระบวนการสรา้ งสเปิร์ม
จากเซลลส์ เปอร์มาโทโกเนียมภายในอัณฑะ และ
กระบวนการสร้างเซลลไ์ ข่จากเซลล์โอโอโกเนียม
ภายในรงั ไข่
• อวัยวะสืบพันธข์ุ องเพศชายประกอบดว้ ย อัณฑะ
ทาหนา้ ที่สรา้ งสเปริ ์มและฮอรโ์ มนเพศชาย และมี
โครงสร้างอน่ื ๆ ท่ที าหนา้ ท่ีลาเลียงสเปิร์ม สร้าง
นา้ เล้ียงสเปริ ม์ และสารหล่อลื่นทอ่ ปัสสาวะ
• อัณฑะประกอบด้วยหลอดสรา้ งสเปิร์ม ซงึ่ ภายใน
มีเซลล์สเปอรม์ าโทโกเนยี มท่เี ป็นเซลลต์ ้ังตน้ ของ
กระบวนการสรา้ งสเปริ ์ม

๓๑

ชั้น ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พิ่มเติม

๑๕. อธบิ ายการเจริญเตบิ โตระยะเอ็มบริโอและ • อวยั วะสืบพันธข์ุ องเพศหญิง ประกอบด้วย รังไข่
ระยะหลังเอ็มบริโอของกบ ไก่ และมนษุ ย์ ทอ่ นาไข่ มดลกู และชอ่ งคลอด รังไข่ทาหน้าท่ี
สรา้ งเซลลไ์ ขแ่ ละฮอร์โมนเพศหญิง
ช้นั ผลกำรเรยี นรู้ • กระบวนการสร้างสเปริ ์มเริม่ ต้นจากสเปอรม์ าโท-
โกเนยี มแบง่ เซลล์แบบไมโทซิสได้ สเปอรม์ าโท- โก
๑๖. สืบค้นข้อมลู อธิบาย และเขยี นแผนผงั สรปุ เนียมจานวนมาก ซ่งึ ตอ่ มาบางเซลล์พัฒนา
หนา้ ทข่ี องฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและเนื้อเยอ่ื ท่ี เป็นสเปอร์มาโทไซตร์ ะยะแรก โดยสเปอรม์ าโท
สร้างฮอรโ์ มน ไซตร์ ะยะแรกจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ I ได้สเปอร์
มาโทไซต์ ระยะท่ีสองซ่งึ จะแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ
II ได้สเปอร์มาทิดตามลาดับ จากนั้นพฒั นาเป็น
สเปริ ม์
• กระบวนการสร้างเซลล์ไขเ่ รม่ิ จากโอโอโกเนยี ม
แบ่งเซลล์แบบไมโทซสิ ได้โอโอโกเนียม ซงึ่ จะ
พัฒนาเป็นโอโอไซตร์ ะยะแรก แลว้ แบง่ เซลลแ์ บบ
ไมโอซิส I ได้โอโอไซตร์ ะยะทีส่ องซ่งึ จะเกิดการตก
ไข่ตอ่ ไป เม่ือไดร้ ับการกระต้นุ จากสเปิร์ม โอโอไซต์
ระยะทส่ี องจะแบ่งแบบไมโอซิส II แล้วพฒั นาเป็น
เซลลไ์ ข่
• การปฏสิ นธิเกิดข้ึนภายในท่อนาไขไ่ ดไ้ ซโกต ซง่ึ
จะเจริญเปน็ เอ็มบรโิ อและไปฝงั ตัวท่ีผนังมดลูก
จนกระทงั่ ครบกาหนดคลอด

• การเจรญิ เติบโตของสัตว์ เชน่ กบ ไก่ และสัตว์
เลย้ี งลกู ด้วยน้านม จะเริม่ ตน้ ด้วยการแบง่ เซลล์
ของไซโกต การเกดิ เนื้อเยือ่ เอ็มบรโิ อ ๓ ชน้ั คอื
เอกโทเดริ ม์ เมโซเดริ ์ม และเอนโดเดริ ม์ การเกิด
อวยั วะ โดยมกี ารเพ่ิมจานวน ขยายขนาด และการ
เปลีย่ นแปลงรูปรา่ งของเซลล์เพื่อทาหน้าที่เฉพาะ
อย่าง ซึง่ พฒั นาการของอวยั วะต่าง ๆ จะทาให้มี
การเกิดรูปรา่ งที่แนน่ อนในสัตว์แตล่ ะชนิด
• การเจรญิ เตบิ โตของมนุษย์จะมีขั้นตอนคล้ายกบั
การเจรญิ เตบิ โตของสตั ว์เล้ียงลูกด้วยน้านมอ่นื ๆ
โดยเอม็ บริโอจะฝงั ตัวที่ผนังมดลูก

สำระกำรเรยี นรู้เพ่มิ เตมิ

• ฮอรโ์ มนเปน็ สารท่คี วบคมุ สมดลุ ตา่ ง ๆ ของ
ร่างกาย โดยผลิตจากตอ่ มไร้ทอ่ หรอื เนอื้ เยื่อ โดย
ต่อมไร้ทอ่ นจ้ี ะกระจายอยูต่ ามตาแหน่งต่าง ๆ ทวั่
ร่างกาย
• ต่อมไร้ท่อท่สี รา้ งหรือหลั่งฮอรโ์ มน ไม่มีท่อในการ
ลาเลยี งฮอร์โมนออกจากต่อมจึงถูกลาเลยี งโดย
ระบบหมุนเวยี นเลือดไปยงั อวัยวะเปา้ หมายท่ี
จาเพาะเจาะจง

๓๒

ชั้น ผลกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พม่ิ เตมิ

• ตอ่ มไพเนียลสร้างเมลาโทนินซง่ึ ยบั ย้ังการ

เจรญิ เติบโตของอวัยวะสบื พันธุ์ช่วงก่อนวยั เจริญ

พันธ์ุ และตอบสนองต่อการเปล่ียนแปลงของแสง

ในรอบวัน

• ตอ่ มใตส้ มองส่วนหน้าสรา้ งและหล่ังโกรท

ฮอร์โมน โพรแลกทนิ ACTH TSH FSH LH

เอนดอรฟ์ ิน ซึง่ ทาหน้าที่แตกต่างกัน

• ต่อมใต้สมองส่วนหลังหลงั่ ฮอร์โมนซง่ึ สร้างจาก

ไฮโพทาลามัส คือ ADH และออกซโิ ทซิน ซ่ึงทา

หนา้ ทแ่ี ตกตา่ งกัน

• ต่อมไทรอยดส์ รา้ งไทรอกซินซงึ่ ควบคมุ อตั ราเม

แทบอลซิ ึมของร่างกาย และสร้างแคลซิโทนินซึ่ง

ควบคมุ ระดับแคลเซียมในเลือดให้ปกติ

• ต่อมพาราไทรอยดส์ รา้ งพาราทอรโ์ มนซง่ึ ควบคุม

ระดับแคลเซียมในเลือดให้ปกติ

• ตบั ออ่ นมีกล่มุ เซลล์ท่ีสร้างอินซูลินและกลูคากอน

ซึง่ ควบคมุ ระดับน้าตาลในเลือดให้ปกติ

• ตอ่ มหมวกไตส่วนนอกสรา้ งกลโู คคอร์ติคอยด์

มเิ นราโลคอร์ตคิ อยด์ และฮอรโ์ มนเพศ ซ่ึงมหี น้าที่

แตกตา่ งกัน สว่ นตอ่ มหมวกไตส่วนในสรา้ งเอพิเนฟ

รินและนอรเ์ อพิเนฟริน ซึง่ มหี น้าทีเ่ หมอื นกัน

• อณั ฑะมีกลุ่มเซลล์สร้างเทสโทสเทอโรน สว่ นรงั ไข่

มกี ล่มุ เซลลท์ ่ีสร้างอีสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน

ซึ่งมหี น้าทีแ่ ตกต่างกัน

ชน้ั ผลกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้เพ่มิ เตมิ

๑๗. สืบคน้ ข้อมลู อธิบาย เปรียบเทยี บ และ • เนอื้ เยอ่ื บางบรเิ วณของอวัยวะ เชน่ รก ไทมสั
ยกตัวอย่างพฤติกรรมทีเ่ ป็นมาแต่กาเนดิ และ กระเพาะอาหาร และลาไสเ้ ล็ก สามารถสร้าง
พฤติกรรมที่เกิดจากการเรยี นรู้ของสตั ว์ ฮอรโ์ มนไดห้ ลายชนิด ซ่งึ มหี น้าที่แตกต่างกัน
๑๘. สบื ค้นข้อมลู อธบิ าย และยกตวั อยา่ ง • การควบคุมการหลงั่ ฮอรโ์ มนจากต่อมไรท้ ่อ มที ัง้
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งพฤตกิ รรมกบั วิวฒั นาการของ การควบคุมแบบป้อนกลบั ยบั ยั้ง และการควบคุม
ระบบประสาท แบบป้อนกลับกระตุ้น เพอ่ื รักษาดุลยภาพของ
๑๙. สบื ค้นข้อมลู อธบิ าย และยกตัวอยา่ งการ ร่างกาย
• ฟีโรโมนเปน็ สารเคมีที่ผลิตจากต่อมมที ่อของสัตว์
ซึ่งสง่ ผลต่อสตั วต์ ัวอื่นทเ่ี ปน็ ชนดิ เดยี วกัน

• พันธุกรรมและส่ิงแวดล้อมมีผลต่อการแสดง
พฤตกิ รรม
• พฤตกิ รรมท่เี ปน็ มาแต่กาเนดิ แบง่ ออกได้เป็น
หลายชนิด เช่น โอเรียนเตชัน (แทกซสิ และไคนี
ซิส) รีเฟลก็ ซ์ และฟิกแอกชนั แพทเทิรน์
• พฤตกิ รรมที่เกดิ จากการเรียนรู้ แบ่งไดเ้ ป็นแฮบบิ
ชเู อชัน การฝังใจ การเช่อื มโยง (การลองผดิ ลอง

๓๓

สอื่ สารระหว่างสตั วท์ ี่ทาใหส้ ตั วแ์ สดงพฤตกิ รรม ถูกและการมีเงื่อนไข) และการใช้เหตุผล
• ระดับการแสดงพฤติกรรมทสี่ ัตวแ์ ตล่ ะชนดิ
แสดงออกจะแตกต่างกันซึ่งเป็นผลมาจาก
วิวฒั นาการของระบบประสาททแ่ี ตกตา่ งกัน
• การสื่อสารเปน็ พฤติกรรมทางสังคมแบบหน่งึ ซึง่
มหี ลายวิธี เช่น การสอ่ื สารดว้ ยทา่ ทาง การสื่อสาร
ด้วยเสยี ง การสือ่ สารดว้ ยสารเคมี และการส่ือสาร
ด้วยการสมั ผัส

สำระชีววิทยำ

๕. เขำ้ ใจแนวคดิ เก่ียวกับระบบนิเวศ กระบวนกำรถ่ำยทอดพลงั งำนและ กำรหมนุ เวียนสำรใน

ระบบนเิ วศ ควำมหลำกหลำยของไบโอม กำรเปล่ยี นแปลงแทนท่ี ของส่ิงมชี วี ติ ในระบบนเิ วศ ประชำกร

และรูปแบบกำรเพ่ิมของประชำกร ทรพั ยำกรธรรมชำตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม ปัญหำและผลกระทบทเี่ กิดจำก

กำรใชป้ ระโยชน์ และแนวทำงกำรแกไ้ ขปญั หำ

ช้ัน ผลกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พ่ิมเตมิ

ม.๔  

ม.๕  

ม.๖ ๑. วเิ คราะห์ อธบิ าย และยกตัวอย่างกระบวนการ • ระบบนิเวศจะดารงอยู่ได้ต้องมีกระบวนการตา่ ง
ถ่ายทอดพลงั งานในระบบนิเวศ ๆ เกดิ ขึ้น กระบวนการทสี่ าคัญ ได้แก่ การ

๒. อธิบาย ยกตวั อยา่ งการเกดิ ไบโอแมกนฟิ เิ คชนั ถา่ ยทอดพลงั งาน และการหมุนเวียนสาร การ

และบอกแนวทางในการลดการเกดิ ไบโอแมกนิฟเิ ค ถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนเิ วศสามารถแสดงได้

ชนั ด้วยแผนภาพท่ีเรยี กว่า โซอ่ าหาร สายใยอาหาร

๓. สบื ค้นขอ้ มูล และเขยี นแผนภาพ เพ่ืออธิบายวฏั และพีระมิดทางนเิ วศวิทยา

จกั รไนโตรเจน วฏั จกั รกามะถัน และวฏั จักร • พลงั งานท่ีถา่ ยทอดไปในแตล่ ะลาดบั ขัน้ การกิน

ฟอสฟอรสั อาหารมีปริมาณทไี่ มเ่ ท่ากัน พลงั งานส่วนใหญ่จะ

สูญเสียไปในรูปความร้อนระหว่างการถา่ ยทอด

จากสงิ่ มชี ีวิตหนึ่งไปยังสงิ่ มีชีวติ อีกชนิดหน่ึง

• การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศบางครัง้ อาจ

ทาใหม้ ีสารพิษสะสมอย่ใู นส่งิ มชี ีวติ ดว้ ย เรยี กว่า

การเกิดไบโอแมกนฟิ เิ คชนั ซ่งึ อาจมรี ะดบั ความ

เขม้ ขน้ ของสารพิษมากข้ึนตามลาดบั ข้ันของการ

กนิ จนอาจกอ่ ให้เกิดอันตรายต่อสิง่ มชี ีวติ

• สารต่าง ๆ ในระบบนิเวศมกี ารหมุนเวียนเกดิ ข้ึน

ผา่ นท้งั ในสง่ิ มชี วี ิตและส่ิงไมม่ ีชีวิต กลบั คืนสู่ระบบ

อยา่ งเปน็ วัฏจักร เชน่ วฏั จักรไนโตรเจน วฏั จกั ร

กามะถัน และวฏั จักรฟอสฟอรัส

๔. สืบคน้ ข้อมูล ยกตัวอย่าง และอธิบายลักษณะ • ไบโอมคือระบบนิเวศขนาดใหญ่ท่ีกระจายอยู่

ของไบโอมที่กระจายอยู่ตามเขตภูมศิ าสตรต์ ่าง ๆ ตามเขตภูมิศาสตรต์ ่าง ๆ บนโลก เช่น ไบโอม

บนโลก ทนุ ดรา ไบโอมสะวนั นา ไบโอมทะเลทราย โดยแต่

ละไบโอมจะมีลักษณะเฉพาะของปัจจัยทาง

กายภาพ ชนดิ ของพืช และชนิดของสัตว์

๓๔

ช้ัน ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้เพ่มิ เตมิ

๕. สบื ค้นข้อมลู ยกตัวอยา่ ง อธบิ าย และ • ระบบนิเวศมกี ารเปล่ียนแปลงได้ การ
เปรยี บเทียบการเปลยี่ นแปลงแทนท่ีแบบปฐมภูมิ เปลีย่ นแปลงท่ีเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ทาให้ระบบนิเวศ
และการเปล่ยี นแปลงแทนท่ีแบบทตุ ยิ ภูมิ สามารถปรบั สมดุลได้ แตก่ ารเปล่ียนแปลงที่
เกิดขนึ้ อย่างรวดเร็วอาจส่งผลกระทบต่อ
องค์ประกอบทางชีวภาพในระบบนเิ วศทาใหเ้ กิด
การเปลยี่ นแปลงแทนท่ขี องส่งิ มชี วี ิตขึ้น
• การเปลย่ี นแปลงแทนทท่ี างนเิ วศวิทยา มที งั้ การ
เปล่ยี นแปลงแทนท่ีแบบปฐมภมู ิและการ
เปลย่ี นแปลงแทนทแ่ี บบทุติยภมู ิ

๖. สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ าย ยกตวั อย่าง และสรปุ • ประชากรของสง่ิ มชี ีวิตทุกชนดิ มลี ักษณะหลาย
เก่ยี วกับลักษณะเฉพาะของประชากรของสงิ่ มีชีวติ ประการทีเ่ ปน็ ลักษณะเฉพาะ เชน่ ขนาดของ
บางชนิด ประชากร ความหนาแน่นของประชากร การ
๗. สืบค้นขอ้ มูล อธบิ าย เปรียบเทยี บ และ กระจายตวั ของสมาชิกในประชากร โครงสรา้ งอายุ
ยกตัวอย่างการเพม่ิ ของประชากรแบบเอ็กโพเนน ของประชากร อตั ราสว่ นระหวา่ งเพศ อัตราการ
เชียลและการเพิม่ ของประชากรแบบลอจิสติก เกิดและอัตราการตาย การอพยพเขา้ การอพยพ
๘. อธิบาย และยกตวั อยา่ งปัจจยั ทีค่ วบคมุ การ ออกของประชากร และการรอดชีวติ ของสมาชิกที่
เติบโตของประชากร มอี ายตุ า่ งกัน
• ลกั ษณะเฉพาะของประชากรมีอิทธิพลต่อ การ
เปลี่ยนแปลงขนาดของประชากรซึ่งเป็น
กระบวนการทเ่ี กดิ ขึ้นอยูเ่ สมอ
• การเพม่ิ ประชากรแบบเอ็กโพเนนเชยี ลเป็นการ
เพมิ่ จานวนประชากรอยา่ งรวดเรว็ แบบทวีคณู
• การเพิ่มประชากรแบบลอจิสติกเป็นการเพิ่ม
จานวนประชากรที่ขน้ึ อยู่กับสภาพแวดล้อมหรือมี
ตวั ตา้ นทานในส่งิ แวดลอ้ มมาเกย่ี วข้อง
• การเตบิ โตของประชากรข้ึนกบั ปัจจยั ตา่ ง ๆ ซงึ่
แบง่ ได้เปน็ ปัจจัยท่ีขน้ึ กับความหนาแน่นของ
ประชากร และปจั จัยท่ีไมข่ ึ้นกับความหนาแน่น
ของประชากร
• ประชากรมนุษย์มีอัตราการเตบิ โตอย่างรวดเร็ว
แบบเอก็ โพเนนเชยี ลหลงั จากการปฏวิ ตั ิ ทาง
อุตสาหกรรมเป็นตน้ มา

๓๕

ชั้น ผลกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พมิ่ เติม

๙. วเิ คราะห์ อภปิ ราย และสรปุ ปัญหา การขาด • ปัญหาท่ีเกดิ กับทรพั ยากรน้า ส่วนใหญเ่ กดิ จาก
แคลนน้า การเกิดมลพษิ ทางน้า และผลกระทบทมี่ ี การปลอ่ ยนา้ ท่ีผ่านการใช้ประโยชน์จากกิจกรรม
ตอ่ มนุษย์และส่งิ แวดลอ้ ม รวมท้ังเสนอแนวทางการ ต่าง ๆ ของมนุษย์และยงั ไม่ได้รับการบาบัดลงสู่
วางแผนการจัดการน้าและการแก้ไขปญั หา แหล่งนา้ ทาให้เกิดมลพิษทางนา้
• การตรวจสอบคุณภาพน้านิยมใช้การหาค่า
๑๐. วเิ คราะห์ อภปิ ราย และสรปุ ปญั หามลพิษทาง ปริมาณออกซเิ จนทีล่ ะลายน้า และค่าปรมิ าณ
อากาศ และผลกระทบทีม่ ีต่อมนษุ ย์และสิ่งแวดล้อม ออกซเิ จนทีจ่ ลุ ินทรีย์ในน้าใช้ในการยอ่ ยสลาย
รวมท้งั เสนอแนวทางการแกไ้ ขปัญหา สารอินทรีย์ในน้า
• การจดั การทรพั ยากรน้า เพือ่ ให้เกิดประโยชน์
สงู สุดควรมกี ารวางแผนการใช้นา้ การแก้ไขปัญหา
คุณภาพน้า รวมทัง้ การปลูกจติ สานึกในการใช้นา้
อยา่ งถูกตอ้ ง

• การปนเป้ือนของสารเคมี ฝนุ่ ละออง และ
จุลนิ ทรียต์ า่ ง ๆ ทาใหเ้ กิดมลพิษทางอากาศ ซึ่ง
เกิดได้ทั้งจากธรรมชาติและจากการกระทาของ
มนุษย์
• การเกิดมลพษิ ทางอากาศทเ่ี กดิ ขึ้นเองตาม
ธรรมชาติ เช่น การเกิดพายุ การเกดิ ไฟป่า และ
การเกดิ แก๊สพษิ จากการยอ่ ยสลายของจุลินทรยี ์

๑๑. วเิ คราะห์ อภปิ ราย และสรุปปัญหาที่เกิดกบั • การเกดิ มลพษิ ทางอากาศท่เี กดิ จากการกระทา
ทรพั ยากรดิน และผลกระทบที่มีต่อมนษุ ยแ์ ละ ของมนุษย์ เชน่ การใช้เชอ้ื เพลิงฟอสซิลในรปู แบบ
สิ่งแวดล้อม รวมท้ังเสนอแนวทางการแก้ไขปญั หา ต่าง ๆ
• การจดั การทรพั ยากรอากาศควรประกอบดว้ ย
การกาหนดนโยบาย และวางแผนงานเพือ่ ป้องกัน
และแกไ้ ข รวมทั้งการปลูกจติ สานึกในการดแู ล
รกั ษาคุณภาพอากาศ

• มลพษิ ทางดนิ และปญั หาความเสื่อมโทรมของดิน
สว่ นใหญม่ ีสาเหตจุ ากการกระทาของมนุษย์
• การจดั การทรพั ยากรดินเพอื่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์
สูงสุดควรมีการปอ้ งกนั และการแก้ปัญหาการเกิด
มลพิษและความเสื่อมโทรมของดิน รวมทงั้ การ
ปลกู จติ สานึกในการใช้ดนิ อยา่ งถูกต้อง

ชั้น ผลกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรเู้ พิ่มเตมิ

๑๒. วิเคราะห์ อภิปราย และสรปุ ปญั หา ผลกระทบ • พน้ื ทป่ี า่ ไมท้ ี่ลดลงอาจมสี าเหตุมาจากธรรมชาติ
ที่เกิดจากการทาลายป่าไม้ รวมทัง้ เสนอแนวทางใน เชน่ ไฟปา่ แผน่ ดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบดิ หรืออาจมี
การปอ้ งกันการทาลายป่าไม้และการอนุรักษป์ ่าไม้ สาเหตมุ าจากการกระทาของมนุษย์ เช่น การตดั

ไม้ทาลายป่า การบกุ รุกพ้ืนท่ีปา่ เพ่ือครอบครองท่ดี ิน
การเผาป่า การทาเหมอื งแร่

• พ้ืนท่ีปา่ ไม้ท่ีลดลงทาใหภ้ ูมปิ ระเทศมีสภาพแหง้

๓๖

๑๓. วิเคราะห์ อภิปราย และสรปุ ปญั หา ผลกระทบ แลง้ เกดิ อุทกภัย เกดิ การพงั ทลายของดนิ
ท่ีทาให้สตั ว์ป่ามีจานวนลดลง และแนวทางในการ ตลอดจนการเพิม่ ขึ้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
อนุรักษ์สัตวป์ ่า ซึ่งเปน็ แก๊สเรือนกระจกชนิดหน่งึ นอกจากนี้ทาให้
สตั ว์ปา่ และพชื พรรณธรรมชาตลิ ดจานวนลงหรือ
สญู พนั ธ์ุได้

• การจดั การทรัพยากรปา่ ไม้ควรจัดการ
ให้มีทรัพยากรป่าไม้คงอยู่อยา่ งย่ังยืน
หรือเพิม่ ข้ึน เชน่ การกาหนดพืน้ ท่ีป่า
อนรุ ักษ์ ส่งเสริมการปลกู ป่า ปอ้ งกนั การ
บุกรกุ ปา่ การใช้ไม้อย่างมคี ณุ ค่าและมี
ประสทิ ธภิ าพ รวมถงึ การปลูกจิตสานกึ
เร่ืองการอนุรกั ษป์ ่าไม้
พ้นื ท่ปี ่าไมท้ ลี่ ดลงอาจมีสาเหตุมาจากธรรมชาติ
เช่น ไฟป่า แผน่ ดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิด หรอื อาจมี
สาเหตมุ าจากการกระทาของมนุษย์ เชน่ การตัด
ไม้ทาลายป่า การบกุ รุกพ้ืนทป่ี ่าเพ่ือครอบครอง
ท่ดี ิน การเผาป่า การทาเหมืองแร่
• พื้นทป่ี ่าไมท้ ี่ลดลงทาใหภ้ ูมปิ ระเทศมีสภาพแห้ง
แล้ง เกดิ อุทกภัย เกดิ การพงั ทลายของดนิ
ตลอดจนการเพ่ิมข้ึนของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกชนดิ หนง่ึ นอกจากนีท้ าให้
สัตว์ปา่ และพชื พรรณธรรมชาติลดจานวนลงหรอื
สูญพันธุ์ได้
• การจดั การทรพั ยากรปา่ ไมค้ วรจดั การ
ใหม้ ีทรพั ยากรปา่ ไม้คงอยู่อยา่ งยงั่ ยืน

• การลดจานวนลงของสตั ว์ปา่ เป็นผลเนื่องมาจาก
การกระทาของมนษุ ย์เป็นส่วนใหญ่ คอื การทาให้
แหลง่ ท่ีอยอู่ าศัยลดลงและการลา่ สตั ว์ป่า

๓๗

คำอธิบำยรำยวิชำ

รำยวิชำ ว30243 ชวี วทิ ยำ 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ี่ 5 ภำคเรยี นท่ี 1
จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต 3 ชัว่ โมง/สปั ดำห์

อธิบายชนดิ และลักษณะเน่ือเยอ่ื พชื โครงสร้างภายในราก ลาตน้ ใบ ของพืช การแลกเปลีย่ นแก๊ส

และการคายนา้ ของพชื กลไกการลาเลียงอาหาร การสงั เคราะห์แสง การตงึ คาร์บอนไดค์ออกไซค์ของพืช C3
C4 CAM ปัจจยั ท่ีมผี ลตอ่ การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพชื กระบวนการสร้างเซลลส์ บื พนั ธข์ องพืชดอก ปจั จัย
ท่มี ผี ลตอ่ การงอกของเมล็ด ฮอร์โมนพืชและการนาไปใชป้ ระโยชน์ทางการเกษตร

ทง้ั น้โี ดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบคน้
ข้อมูลและการอภิปราย เพอื่ ให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่อื สารสิง่ ทีเ่ รียนรู้ มีความสามารถ
ในการตัดสินใจ นาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมท่ี

เหมาะสม นาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งมาประยกุ ต์ใชใ้ นการจัดกิจกรรม เพื่อให้เกดิ ความรคู้ วามคิด
ความเข้าใจ สามารถส่อื สารส่งิ ที่เรยี นรู้ มีความสามารถในการตดั สินใจ นาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน
มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านยิ มทเี่ หมาะสม

การวดั ผลและประเมนิ ผล ใชว้ ธิ กี ารท่หี ลากหลายตามสภาพจริง สอดคล้องกบั เนื้อหาสาระ ทักษะ/
กระบวนการ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความหมาย และสมรรถนะ
สาคัญของผูเ้ รยี นทีต่ อ้ งการวัด มีจติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ มทเี่ หมาะสม

ผลกำรเรียนรู้ ม.5/1 ม.5/2 ม.5/3 ม.5/4 ม.5/5 ม.5/6 ม.5/7 ม.5/8 ม.5/9
สำระชวี วิทยำขอ้ 3
ม.5/10 ม.5/11 ม.5/12 ม.5/13 ม.5/14 ม.5/15 ม.5/16
ม.5/17 ม.5/18

38

ตำรำงแสดงเค้ำโครงรำยวิชำ ว30243 ชีววิทยำ 3
ชน้ั มัธยมศกึ ษำปีท่ี 5 ภำคเรยี นท่ี 1

เวลำเรียน 60 ช่ัวโมง/ภำคเรียน จำนวน 1.5 หน่วยกิต
อตั รำสว่ นคะแนนระหวำ่ งภำค : คะแนนกลำงภำค : คะแนนปลำยภำค = 50:20:30

ลาดับท่ี ช่ือหนว่ ย จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลาเรยี น คะแนน
(ชม.) (100)
การเรียนรู้ 16 28

1 โครงสรา้ ง 1.สืบค้นข้อมูล อธิบาย ทดลอง - เน้ือเยอ่ื พืช 19 31

และหนา้ ที่ การศึกษาโครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ อง - อวยั วะและหน้าที่ของ

ของพืชดอก ราก ลาต้นใบ ของพืช อวัยวะของพชื

2.สืบค้นข้อมูล อธบิ าย ทดลอง - การแลกเปล่ยี นแกส๊ และ

ศกึ ษาการเจรญิ เตบิ โตของเนอ้ื เยื่อ การคายน้าของพืช

เจรญิ และอธิบายวงชวี ิตของพืช -การลาเลียงนา้ ของพืช

3.สืบคน้ ข้อมลู อธิบาย ทดลอง -การลาเลยี งสารอาหารของ

การแลกเปล่ยี นก๊าซของพชื พืช

4.สืบค้นข้อมลู อธบิ าย ทดลอง -การลาเลียงอาหารของพชื

การศกึ ษาการคายน้าและการลาเลียง

แร่ธาตุ

5.สบื ค้นขอ้ มลู อธบิ าย ทดลอง

การลาเลียงอาหารของพชื

2 การ 6.สบื คน้ ข้อมูล อธบิ าย ทดลอง -การค้นควา้ ทเ่ี ก่ยี วกบั การ

สงั เคราะห์ และเปรยี บเทยี บผลการคน้ คว้าที่ สงั เคราะห์ด้วยแสง

ดว้ ยแสง เกยี่ วกบั กระบวนการสงั เคราะห์แสง -กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วย

7. สืบคน้ ขอ้ มลู อธบิ าย ทดลอง แสง

ปฏิกริ ิยาและรงควัตถุท่ีใช้ใน -โฟโตเรสไพเรชนั

กระบวนการสงั เคราะห์แสง -กลไกการเพมิ่ ความเขม้ ข้น

ของคารบ์ อนไดออกไซดใ์ น

พชื C4

-กลไกการเพิม่ ความเขม้ ขน้

8. สืบค้นข้อมลู อธบิ าย ทดลอง ของคารบ์ อนไดออกไซดข์ อง

ศกึ ษาเกยี่ วกบั ปจั จัยท่เี ก่ียวข้องกบั พชื CAM

การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง -ปจั จยั บางประการทมี่ ีผลตอ่

อัตราการสงั เคราะห์ด้วยแสง

-การปรบั ตัวของพืชเพอ่ื รบั

แสง

39

ลาดบั ที่ ชื่อหนว่ ย จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลาเรียน คะแนน
3 การเรยี นรู้ (ชม.) (100)
การสบื พันธ์ุ 9. สบื คน้ ขอ้ มลู อธบิ าย ทดลอง - วัฏจักรชวี ติ และโครงสรา้ ง 16 26
4 ของพืชดอก การศึกษาโครงสรา้ งของดอก ของดอก
10.สืบค้นขอ้ มูล อธบิ าย ทดลอง - การสืบพันธแุ์ บบอาศยั เพศ 9 6
การ ระบคุ วามสาคญั ของการสรา้ งเซลล์ ของพชื ดอก
ตอบสนอง สบื พนั ธข์ องพืชดอก การถา่ ยละออง - การสบื พันธุแ์ บบไมอ่ าศัย
ของพืช เรณแู ละการปฏิสนธิ การเกดิ ผลและ เพศของพืชดอกและการ
เมลด็ การกระจายพนั ธพ์ ืชและการ ขยายพนั ธ์พุ ชื
ขยายพนั ธพ์ ืช - การวดั การเจริญเตบิ โต
11.อธบิ ายและทากิจกรรมระบุ ของพชื
ความสาคัญของการงอกของเมลด็
การเจรญิ เตบิ โตภายหลงั การงอกของ - สารควบคมุ การ
พชื ดอกได้ เจริญเตบิ โตของพืช
12.สบื คน้ ขอ้ มูล อธิบาย ทดลอง - การตอบสนองของพชื ตอ่
การระบุความสาคัญการตอบสนอง สง่ิ แวดล้อม
ของพืชตอ่ สิง่ แวดลอ้ มและต่อ
สารเคมีของพืช

40

กำหนดกำรจดั กำรเรียนรู้

รำยวิชำ ว 30243 ชีววิทยำ 3 ช้นั มธั ยมศึกษำปที ี่ 5 ภำคเรยี นที่ 1
เวลำเรยี น 60 ช่ัวโมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.5 หน่วยกติ

สัปดาหท์ ี่ ช่ัวโมงที่ จานวน สาระการเรยี นรู้ จุดประสงค์การเรยี นรู้
1-2 1-4
2-3 5-7 ช่วั โมง
3-4 8-10
4-5 11-13 4 - เน้อื เยอ่ื พืช 1. สบื คน้ ขอ้ มลู อธิบาย ทดลอง
5-6 14-16
6-8 17-22 การศกึ ษาโครงสรา้ งและหนา้ ทข่ี องราก
8-10 23-29
ลาตน้ ใบ ของพชื
10-12 30-35
3 - อวยั วะและหนา้ ที่ของ 2.สืบคน้ ข้อมูล อธิบาย ทดลอง

อวัยวะของพชื ศึกษาการเจรญิ เตบิ โตของเนอื้ เยอื่ เจรญิ

และอธบิ ายวงชวี ติ ของพชื

3 - การแลกเปลยี่ นแกส๊ และ 3.สบื ค้นข้อมลู อธบิ าย ทดลอง การ

การคายน้าของพชื แลกเปลยี่ นก๊าซของพชื

3 - การลาเลยี งนา้ ของพชื 4.สืบค้นขอ้ มลู อธิบาย ทดลอง

การศึกษาการคายนา้ และการลาเลียง

แรธ่ าตุ

3 - การลาเลียงสารอาหาร 5.สืบคน้ ข้อมลู อธิบาย ทดลอง การ

ของพชื ลาเลยี งอาหารของพชื

-การคน้ ควา้ ท่ีเกีย่ วกับการ 6.สบื ค้นข้อมลู อธิบาย ทดลอง และ

6 สงั เคราะห์ด้วยแสง เปรยี บเทียบผลการคน้ คว้าทเ่ี กยี่ วกบั

กระบวนการสังเคราะหแ์ สง

-กระบวนการสงั เคราะห์ 7. สืบค้นข้อมลู อธบิ าย ทดลอง

7 ดว้ ยแสง ปฏกิ ิริยาและรงควัตถทุ ใี่ ชใ้ น

-โฟโตเรสไพเรชัน กระบวนการสงั เคราะห์แสง

-กลไกการเพม่ิ ความเขม้ ขน้

ของคารบ์ อนไดออกไซด์ใน

พืช C4
-กลไกการเพิม่ ความเขม้ ข้น

ของคาร์บอนไดออกไซด์

ของพชื CAM

-ปจั จัยบางประการทม่ี ีผล 8. สืบคน้ ข้อมลู อธิบาย ทดลอง

6 ตอ่ อัตราการสงั เคราะห์ด้วย ศกึ ษาเกยี่ วกับปจั จัยที่เกยี่ วข้องกับการ

แสง สงั เคราะห์ด้วยแสง

-การปรบั ตวั ของพืชเพอ่ื รบั

แสง

41

สปั ดาหท์ ่ี ช่ัวโมงท่ี จานวน สาระการเรยี นรู้ จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
12-14 36-40
14-16 41-46 ช่วั โมง

16-17 47-51 - วฏั จักรชีวิตและโครงสร้าง 9. สบื คน้ ข้อมลู อธบิ าย ทดลอง
18-20 52-60
5 ของดอก การศึกษาโครงสร้างของดอก

- การสืบพนั ธ์แุ บบอาศัย 10.สืบค้นข้อมลู อธบิ าย ทดลอง

6 เพศของพืชดอก ระบคุ วามสาคญั ของการสรา้ งเซลลส์ บื

- การสืบพนั ธุแ์ บบไมอ่ าศยั พันธ์ของพชื ดอก การถา่ ยละอองเรณู

เพศของพืชดอก และการปฏสิ นธิ การเกดิ ผลและเมลด็

การกระจายพันธพ์ ืชและการขยายพันธ์

พืช

- การขยายพันธพ์ุ ืช 11.อธิบายและทากิจกรรมระบุ

- การวัดการเจรญิ เตบิ โต ความสาคัญของการงอกของเมลด็ การ

5 ของพืช เจรญิ เตบิ โตภายหลังการงอกของพชื

ดอกได้

- สารควบคุมการ 12.สบื คน้ ข้อมูล อธิบาย ทดลอง

9 เจรญิ เตบิ โตของพชื การระบุความสาคญั การตอบสนองของ

- การตอบสนองของพชื ตอ่ พชื ตอ่ ส่ิงแวดลอ้ มและต่อสารเคมีของ

ส่ิงแวดล้อม พชื

ตำรำงแสดงอัตรำส่วนคะแนน 42

รำยวิชำ ว 30243 ชีววทิ ยำ 3 ชน้ั มัธยมศึกษำปที ่ี 5
เวลำเรียน 60 ชัว่ โมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต
อตั รำส่วนคะแนนระหวำ่ งเรยี น : คะแนนสอบปลำยภำค = 70: 30

คะแนนวัดผล

ลาดับ ช่อื หน่วยการ ผลการเรยี นรู้ เวลาเรียน คะแนน คะแนนระห ่วางภาค(50)
ท่ี เรยี นรู้ (60 ชม.) (100) คะแนนกลางภาค (20)
คะแนนปลายภาค (30)

1. โครงสรา้ งและ 1) อธบิ ายเก่ยี วกับชนิดและลักษณะของเน้อื เยื่อพชื
หนา้ ที่ของพืช และเขียนแผนผงั เพื่อสรปุ ชนดิ ของเน้ือเยอ่ื พชื
2) สงั เกต อธบิ าย และเปรียบเทยี บโครงสร้างภายใน 5-
ของรากพืชใบเลยี้ งเด่ียวและรากพืช ใบเล้ียงคจู่ าก
ดอก

การตดั ตามขวาง 16 28 5 -
19
3) สังเกต อธิบาย และเปรยี บเทยี บโครงสรา้ งภายใน

ของลาต้นพืชใบเล้ียงเดี่ยวและลาตน้ พชื ใบเลี้ยงค่จู าก

การตัดตามขวาง

4) สงั เกต และอธบิ ายโครงสรา้ งภายในของใบพชื จาก 5- -
25 -
การตดั ตามขวาง 15 -

5) สบื คน้ ข้อมูล สังเกต และอธบิ ายการแลกเปลยี่ น

แกส๊ และการคายน้าของพืช

6) สบื คน้ ข้อมูล และอธบิ ายกลไกการลาเลียงนา้ และ

ธาตุอาหารของพชื

7) สืบค้นขอ้ มูล อธบิ ายความสาคัญของธาตุอาหาร

และยกตัวอย่างธาตุอาหารที่สาคัญทม่ี ีผลต่อการ

เจรญิ เติบโตของพชื

8) อธิบายกลไกการลาเลียงอาหารในพืช

2 การสงั เคราะห์ 1) สบื ค้นข้อมลู และสรุปการศึกษาที่ได้จากการ

ด้วยแสง ทดลองของนักวิทยาศาสตรใ์ นอดีตเก่ียวกับระบวน 25 4
การสงั เคราะหด์ ้วยแสง 31

2) อธบิ ายข้ันตอนท่ีเกิดข้ึนในกระบวนการสังเคราะห์ 43 5

ด้วยแสงของพืช C3 22 4

3) เปรียบเทยี บกลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซดใ์ น

พชื C3 พชื C4 และ พืช CAM

43

คะแนนวัดผล

ลาดับ ชอ่ื หน่วยการ ผลการเรยี นรู้ เวลาเรยี น คะแนน คะแนนระห ่วางภาค(50)
ที่ เรยี นรู้ (60 ชม.) (100) คะแนนกลางภาค (20)
คะแนนปลายภาค (30)

4) สบื คน้ ข้อมลู อภิปราย และสรปุ ปจั จัยความเข้ม

ของแสง ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ และ
อุณหภูมิ ทีม่ ีผลตอ่ การสังเคราะหด์ ้วยแสงของพืช

3 การสบื พนั ธุข์ อง 1) อธบิ ายวฏั จักรชีวติ แบบสลบั ของพชื ดอก 16 54
พชื ดอก 2) อธบิ าย และเปรียบเทยี บกระบวนการสร้างเซลล์ 54
26 -
สบื พนั ธุ์เพศผู้และเพศเมยี ของพืชดอก และอธิบาย
การปฏิสนธิของพชื ดอก 53
3) อธิบายการเกดิ เมลด็ และการเกดิ ผลของพืชดอก
โครงสรา้ งของเมลด็ และผล และยกตัวอยา่ งการใช้
ประโยชนจ์ ากโครงสร้างตา่ ง ๆ ของเมล็ดและผล
4) ทดลอง และอธบิ ายเกี่ยวกับปจั จยั ต่าง ๆ ทมี่ ผี ล
ต่อการงอกของเมลด็ สภาพพกั ตัวของเมล็ด และบอก
แนวทางในการแกส้ ภาพพักตวั ของเมลด็

4 การตอบสนอง 1) สืบคน้ ขอ้ มูล อธิบายบทบาทและหน้าทข่ี องออก
ซนิ ไซโทไคนิน จบิ เบอเรลลนิ เอทิลีน และกรดแอบ
ของพชื ไซซิก และอภิปรายเกย่ี วกับการนาไปใช้ประโยชน์ 9 15 9 - 6

ทางการเกษตร

2) สืบคน้ ข้อมูล ทดลอง และอภปิ รายเกี่ยวกับส่ิงเรา้

ภายนอกท่มี ผี ลต่อการเจริญเตบิ โตของพืช

44

แผนกำรจัดกำรเรียนร้ทู ี่ 1

รำยวิชำ ว 30243 ชวี วิทยำ 3 ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 5

เร่อื ง โครงสร้ำงและหนำ้ ทขี่ องรำก เวลำ 2.00 ชวั่ โมง

ผูส้ อน นำงสำวปวณี ำ งำมชดั

********************************

สำระชีววทิ ยำ ขอ้ 3

เข้าใจสว่ นประกอบของพืช การแลกเปลีย่ นแกส๊ และคายน้าของพชื การลาเลยี งของพชื การ

สังเคราะห์ด้วยแสง การสบื พนั ธ์ขุ องพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการ ตอบสนองของพืช รวมทั้งนา

ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ผลกำรเรียนรู้
อธบิ ายเก่ียวกับชนิดและลกั ษณะของเนอ้ื เย่ือพืช และเขยี นแผนผังเพื่อสรปุ ชนดิ ของเนอื้ เย่ือพชื

จดุ ประสงคก์ ำรเรียนรู้
1. สืบค้น อภปิ ราย และอธบิ ายโครงสร้างและหน้าทขี่ องราก
2. ทากิจกรรมศึกษาการเจรญิ เติบโตของรากและโครงสร้างปลายรากพชื ใบเล้ียงเดยี่ วและใบเลย้ี งคู่

3. มีความรบั ผดิ ชอบ สนใจ กระตือรอื ร้นในการสบื ค้นขอ้ มูลจนเกิดความเขา้ ใจเกี่ยวกบั โครงสร้าง
และหน้าที่ของราก

เนื้อหำ/สำระกำรเรยี นรู้ (รายละเอยี ดของเน้ือหาอยู่ในใบความรทู้ ี่ 1)
- เนื้อเย่อื ของพชื ( เน้ือเยือ่ เจริญ / เน้ือเยือ่ ถาวร)

- โครงสร้างและหนา้ ทีข่ องราก

กำรจัดกระบวนกำรเรยี นรู้

1. ข้นั สรำ้ งควำมสนใจ

1. ครูถามกระตุ้นนักเรียนให้เกิดความสนใจ โดยให้นักเรียนเปรียบเทียบว่าพืชหรือสัตว์เหมือนหรือ
แตกตา่ งกันอย่างไร

2. ครูนาอภิปรายเพ่ือทบทวนความรู้เร่ืองเซลล์และเน้ือเย่ือของส่ิงมีชีวิต เพ่ือให้นักเรียนได้เห็นความ
แตกตา่ งระหว่างเซลล์พืช และเซลลส์ ตั ว์ และสรปุ ได้ถงึ โครงสร้างบางอย่างของเซลลท์ พ่ี บเฉพาะในเซลล์พืช เช่น

ผนังเซลล์ คลอโรพลาสต์ และใหน้ ักเรียนลองคดิ ต่อไปวา่ การท่ีมีโครงสร้างบางชนดิ แตกต่างจากสัตว์ โครงสร้าง

ดังกลา่ วมคี วามสาคญั ตอ่ พืชอย่างไร เพ่อื เป็นการกระตุ้นใหน้ กั เรยี นไดเ้ ห็นความสาคญั ของหนา้ ที่ของโครงสร้างท้ัง
สองทท่ี าให้พชื มีลกั ษณะเป็นเอกลักษณท์ แี่ ตกตา่ งไปจากสง่ิ มชี ีวติ อน่ื ๆ

3. ถ้าพอมเี วลาควรหาโอกาสพานักเรียนไปศึกษาต้นไมต้ ่างๆ ภายในโรงเรยี น ครอู าจถามความรู้พื้นฐาน

เกี่ยวกบั เรอ่ื งพชื ทน่ี ักเรยี นเคยเรียนมาบ้างแล้ว เช่น ช่ือและประโยชน์ของพืชชนิดนั้นๆ รวมท้ังให้นักเรียนลอง
แยกประเภทพืชว่าพืชชนิดใดเป็นพืชใบเล้ียงคู่ หรือพืชใบเล้ียงเด่ียว ใช้อะไรเป็นเกณฑ์การจาแนกซ่ึงเป็นการ

ทบทวนความรูเ้ ดมิ ของนกั เรียน

45

2. ข้นั สำรวจและคน้ หำ
1. ครูใหน้ ักเรียนชว่ ยกนั สรปุ ประโยชนข์ องพืช โดยใชค้ าถามนาจนได้ข้อสรปุ ทสี่ าคญั คือ พืช เป็นปัจจัย

4 ในการดารงชีวิตของคน (คอื อาหาร เครอ่ื งนงุ่ หม่ ยารกั ษาโรค ทอี่ ยู่อาศัย) เพือ่ ให้นกั เรียนไดป้ ระจกั ษว์ ่าการ
ท่ีนกั เรยี นมาศึกษาเก่ยี วกับพชื เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตท่ีใกล้ตัวเรา และยังเป็นประโยชน์ต่อสรรพส่ิงมีชีวิตทั้งหลาย
ถา้ ขาดส่งิ มีชวี ติ ทั้งหลายจะไมส่ ามารถมีชีวติ อยู่ตอ่ ไปได้

2. ครูทบทวนโครงสรา้ งส่วนตา่ งๆ เช่น ราก ใบ ลาตน้ ซ่งึ นักเรยี นได้เรียนมาแล้วในช่วงช้ันท่ี 2 และ
3 แลว้ นกั เรยี นศึกษาภาพนาบท และอภปิ รายในประเดน็ ต่อไปน้ี

- พืชเจริญอยูใ่ นสภาพแวดลอ้ ม 2 สภาพทีแ่ ตกตา่ งกนั พร้อมๆ กนั ได้อย่างไร
- พืชมกี ารปรบั ตวั อยา่ งไร เพื่อให้เหมาะสมต่อการดารงชวี ติ ทอ่ี ยใู่ นสภาพแวดลอ้ มท่ีแตกต่างกัน
3. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแลกเปล่ียนความคิดเห็น และแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คนแล้วจึงนาเข้าสู่
กจิ กรรมท่ี 12.1

กจิ กรรมท่ี 12.1 กำรเจรญิ เตบิ โตของรำกและโครงสรำ้ งปลำยรำก
จุดประสงค์ของกิจกรรม เพ่อื ให้นักเรียนสามารถ

1. สารวจตรวจสอบ อภปิ ราย และบันทกึ เก่ียวกบั ลกั ษณะของราก
2. ตัง้ คาถามเกีย่ วกับส่ิงมีชวี ิตท่นี กั เรียนสังเกต
3. เปรยี บเทยี บการงอกของรากของพืชใบเลยี้ งค่แู ละพชื ใบเลย้ี งเดยี่ ว
4. ในการทากิจกรรมท่ี 12.1 ควรเตรียมการล่วงหนา้ ดงั นี้
1) ครูทบทวนการใช้กล้องจลุ ทรรศน์ตามทนี่ ักเรยี นเคยศกึ ษามาแลว้ จากช้ัน ม. 4
2) การทากิจกรรมเร่ืองน้ี ตอนที่ 1 ครูต้องเตรียมให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเพาะเมล็ดถั่วเขียวและ
เมลด็ ขา้ วโพด โดยนาเมลด็ ท้ัง 2 ชนดิ แช่น้าไว้กอ่ น 6-12 ช่ัวโมง สาหรับการเลือกซ้ือเมล็ดพันธุ์ท้ัง 2 ชนิด มา
เพาะควรเลอื กเมลด็ ใหมๆ่ โดยสังเกตของเปลือกหมุ้ เมล็ด ถ้าเปน็ เมล็ดถ่ัวใหม่ๆ เมล็ดจะเต่งและมีผิวมัน ไม่มีรอย
ตาหนิทีผ่ วิ ของเมล็ด เมลด็ ข้าวโพดเช่นเดยี วกนั ถา้ เป็นเมล็ดใหมๆ่ ไมค่ ้างปีโอกาสในการงอกจะสงู อีกวิธีหน่ึงท่ีจะ
ตรวจสอบเมล็ดว่ามีคุณภาพดหี รือไม่โดยการนามาแช่นา้ ถา้ เม็ดจมนา้ จะสมบรู ณด์ ี สว่ นเมล็ดท่ีลอยน้าเป็นเมล็ดท่ี
ไมส่ มบรู ณน์ าไปเพาะมักงอกนอ้ ยหรือลาตน้ ไมแ่ ข็งแรง
5. นกั เรยี นทาการออกแบบการทดลองและทาการทดลองตอนท่ี 1 ตามรายละเอียดในหนังสือเรยี นและ
บันทกึ ผลการทดลอง
6. หลงั จากนกั เรยี นทากจิ กรรมแลว้ ครูให้นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายจากการสังเกตการงอกของเมล็ดของ
แต่ละกล่องวา่ สว่ นใดงอกออกมากอ่ น ส่วนที่งอกออกมาจากเมล็ดส่วนใหญ่เจริญไปเปน็ รากหรอื ลาต้น

กำรงอกของเมลด็ ถ่ัวเขยี วและเมลด็ ขำ้ วโพด

46

7. นกั เรียนทาการออกแบบการทดลองและทาการทดลองตอนที่ 2 ตามรายละเอียดในหนงั สือเรียนและ
บันทึกผลการทดลอง โดยการทากิจกรรมตอนที่ 2 เป็นการตัดปลายรากเพ่ือนามากดให้แตกแผ่ออกให้เห็น
ลักษณะของเซลล์ ก่อนจะดัดปลายราก ครูควรแนะนาให้นักเรียนดูลักษณะของราก และบริเวณท่ีจะตัด โดยให้
นกั เรียนสังเกตสีของรากบรเิ วณปลายรากและโคนรากจะตา่ งกัน คอื จากบรเิ วณปลายรากยาวข้ึนมาประมาณ 3-
5 มิลลิเมตร ซึ่งเปน็ บริเวณที่กาลังแบ่งเซลล์และถ้าต้องการให้นักเรียนเห็นบริเวณท่ีเซลล์กาลังแบ่งกับเซลล์ที่ได้
จากการแบ่งเซลล์แล้ว ควรตัดรากให้ยาวกว่าประมาณ 5 มิลลิเมตร เพื่อเปรียบเทียบขนาดเซลล์รูปร่างทั้ง 2
บรเิ วณวา่ แตกต่างกนั อย่างไร บริเวณท่เี ซลล์แบ่งเสรจ็ แล้วพรอ้ มทจ่ี ะเกดิ การเปลย่ี นแปลงไปเปน็ เนือ้ เย่อื ต่างๆ

8. เม่ือนักเรียนทากิจกรรมแล้วให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายหลังจากทากิจกรรม และตอบคาถามท้าย
กิจกรรม ซึง่ มีแนวคาตอบดังน้ี

- ส่วนใดของเมล็ดทีง่ อกออกมาก่อน และงอกออกมาจากตาแหนง่ ใดของเมล็ด และ ตาแหนง่ ท่งี อก
ของเมลด็ ถั่วเขียว และเมล็ดข้าวโพดเหมอื นกนั หรอื แตกตา่ งกันอย่างไร (สว่ นท่ีงอกออกมากอ่ น คอื สว่ นท่ีเจริญไป
เปน็ รากและงอกออกมาจากรูเล็กท่ีอยู่ใต้ร้อยแผลเป็นซ่ึงเกิดจากก้านของออวุลหลุดออกไป เช่นเดียวกันทั้งสอง
เมล็ดถวั่ เขยี วและเมลด็ ขา้ วโพด)

- กลมุ่ เซลล์บริเวณปลายรากแต่ละบริเวณมีลักษณะเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร (เม่ือศึกษา
เนอื้ เยื่อจากบริเวณปลายรากสุด เซลล์มลี กั ษณะค่อนขา้ งกลม ขนาดเซลล์ใหญ่กว่าเซลลท์ ่อี ยู่ถดั ข้นึ ไป เซลลบ์ รเิ วณ
นเ้ี ป็นส่วนหมวกราก สว่ นเซลลท์ ี่อยถู่ ัดจากเซลล์หมวกรากขึน้ มา เซลลจ์ ะมขี นาดเลก็ ใกล้เคียงกัน บริเวณนี้มีการ
แบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสี อาจเห็นลกั ษณะโครโมโซมใน นิวเคลียสเปลี่ยนแปลงไปบางเซลล์ ส่วนเซลล์ถัดข้ึนมา
จากบริเวณท่ีมีการแบง่ เซลล์จะมีขนาดใหญ่และยาวกวา่ เหน็ ได้ชัดเจนจงึ เปน็ บริเวณท่ีเซลล์จะยืดตัวยาว และอาจ
พบเซลล์ทเี่ ปลย่ี นแปลงไปทาหน้าท่ีเฉพาะ เช่น มีขนราก ทาหน้าที่ดูดน้า ธาตุอาหารไปสู่ลาต้นจึงเป็นบริเวณที่
เซลลเ์ ตบิ โตเตม็ ที่)

- นกั เรยี นจะสรุปการศึกษาครั้งน้ีอย่างไร (การที่รากมีการเจริญเติบโตยืดยาวออกไปได้ เนื่องจาก
เซลล์ท่ีอยู่ถัดจากหมวกรากข้ึนมาแบ่งเซลล์แบบไมโทซีสเพ่ิมจานวนเซลล์ เซลล์ท่ีได้รับจากการแบ่งเซลล์มีการ
เจริญเตบิ โตและเพม่ิ ขนาดและมีการเปลย่ี นแปลงรูปรา่ งไปทาหน้าทตี่ า่ งๆ เช่น เซลลช์ ้นั นอกสดุ จะมีขนรากยืนยาว
ออกไป เซลลท์ ีอ่ ยู่ถัดเข้ามาขา้ งในจะเปล่ียนแปลงไปเปน็ เน้อื เยือ่ ช้ันคอรเ์ ทกซ์ มัดทอ่ ลาเลยี ง ซึง่ ทาหนา้ ที่ลาเลียง
น้าและสารอาหาร นอกจากน้ียังพบมีรากแขนงแตกออกมาจากรากเดิมในรากพืชใบเลี้ยงคู่ ส่วนในพืชใบเล้ียง
เด่ียวระยะน้ียังไม่รากใหม่แตกเพ่ิมขึ้นจากขนราก เพราะฉะน้ัน บริเวณปลายรากพืชท่ีศึกษาจะแบ่งออกเป็น 4
บรเิ วณ โดยนับจากปลายรากขนึ้ ไป คือ หมวกราก บริเวณเซลล์กาลังแบ่งตัว บริเวณเซลล์ยืดตัวตามยาว และ
บริเวณเซลลท์ ่ีมกี ารเปลี่ยนแปลงไปทาหนา้ ที่เฉพาะและเจรญิ เตบิ โตเต็มที่)

- การงอกและการเจริญเติบโตของรากถั่วเขียวและรากข้าวโพดหรือข้าวมีความแตกต่างหรือความ
คลา้ ยคลึงกนั อยา่ งไรหรอื ไม่ (ถั่วเขียว จะมรี ากงอกออกมาจากเมลด็ รากเดยี ว สว่ นขา้ วโพดเมือ่ งอกออกมาแล้วจะมี
รากอนื่ ๆ งอกออกจากจดุ เดมิ อีก)

9. ครูนาอภิปรายและให้ความรู้ เก่ียวกับเนื้อเยื่อเจริญและเนื้อเย่ือถาวร โครงสร้างและหน้าที่ของราก
ตามรายละเอยี ดในใบความร้ทู ่ี 1

10. ครูเปดิ โอกาสให้นักเรยี นสอบถามเน้ือหา เรื่อง โครงสรา้ งและหน้าท่ขี องราก และการทากจิ กรรมที่
12.1 ว่ามสี ่วนไหนท่ไี ม่เข้าใจและให้ความรเู้ พม่ิ เติมในสว่ นน้นั

3. ข้ันลงขอ้ สรุป
1. ครมู อบหมายให้นักเรียนสรปุ ความคิดรวบยอดเกย่ี วกับเน้ือหาทไ่ี ด้เรียนในวนั นี้
2. ครมู อบหมายใหน้ กั เรยี น ไปศึกษาเน้ือหา เรื่อง โครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องราก (ตอ่ ) และ เตรยี มทา

กจิ กรรมท่ี 12.2 โครงสรา้ งภายในของราก ท่จี ะเรียนในคาบเรยี นตอ่ ไป มาล่วงหน้า

47

สอื่ กำรเรยี นกำรสอน
1. หนงั สอื เรยี นวิชาชวี วิทยา 4 ของ สสวท. 3. อปุ กรณก์ จิ กรรมท่ี 12.1/ใบบันทกึ กจิ กรรม

2. ใบความรู้ท่ี 1 เรือ่ ง โครงสรา้ งและหนา้ ทข่ี องราก

กำรวดั ผลประเมนิ ผล

การวดั ผลประเมนิ ผลดา้ น วิธีการวัด เครอ่ื งมอื วดั เกณฑก์ ารผ่าน
1.การสรุปความคดิ รวบยอด 1.การสรุปความคดิ รวบยอด
1. ด้านความรู้ความเขา้ ใจ 1. ทาไดถ้ ูกตอ้ ง 70
สงั เกตจากการปฏบิ ัติกจิ กรรมที่ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทา % ขนึ้ ไป
2. ดา้ นทักษะกระบวนการ ได้คะแนนในระดับ 2
12.1 ในช้นั เรียน กจิ กรรม/ทกั ษะวิทยาศาสตร์ ขน้ึ ไป
3. ด้านคณุ ลกั ษณะท่ีพงึ ไดค้ ะแนนในระดับ 2
ประสงค์ การสงั เกตพฤติกรรมความสนใจ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมความ ขึน้ ไป

และตง้ั ใจเรยี น สนใจและตง้ั ใจเรียน

ควำมคดิ เหน็ ของผบู้ ังคบั บัญชำ

หัวหนำ้ กลมุ่ สำระกำรเรียนร้วู ทิ ยำศำสตร์
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงช่ือ)
(นางดารณี พงษ์สบาย)

หัวหน้ากลมุ่ สาระฯวทิ ยาศาสตร์
หวั หน้ำกลุ่มบรหิ ำรวิชำกำร
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงชอ่ื )
(นางพรพิรุณ แจง้ ใจ)

หัวหน้ากลุ่มบรหิ ารวิชาการ

ควำมเหน็ ของผู้อำนวยกำรโรงเรยี น
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ
(นางลดั ดา ผาพันธ์)

ผ้อู านวยการโรงเรยี นโคกโพธไ์ิ ชยศกึ ษา


Click to View FlipBook Version