98
รูป สโตลอนหรือลำต้นเลื้อยขนำนกับผิวดนิ ของสตรอเบอรี
2. ลำต้นเล้ือยขั้นสูง (Climbing stem หรือ Climber) พืชพวกนี้มีลาต้นอ่อนเช่นเดียวกับพวก
แรก แต่ไตข่ ึ้นสูง โดยขึน้ ไปตามหลกั หรือต้นไมท้ ีอ่ ยู่ตดิ กัน วิธีการไตข่ น้ึ สงู น้ันมอี ย่หู ลายวธิ ี คือ
2.1 ใช้ลำต้นพันหลักเป็นเกลียวขึ้นไป (Twining stem หรือ Twiner) การพันอาจเวียนซ้าย
หรอื เวยี นขวา เชน่ ตน้ ถ่วั ฝอยทอง เถาวัลย์ชนดิ ตา่ ง ๆ ผกั บุ้งฝรงั่ บอระเพ็ด
2.2 ลำต้นเปลี่ยนเป็นมือเกำะ (Stem tendril หรือ Tendril climber) มือเกาะจะบิดเป็น
เกลยี วคล้ายสปรงิ เพือ่ ใหม้ ีการยืดหยนุ่ เมอื่ ลมพดั ผ่านมือเกาะจะยดื หดได้ ตวั อย่างเชน่ ต้นบวบ นา้ เต้า ฟักทอง
องุ่น แตงกวา ตาลึง พวงชมพู กะทกรก ลัดดา ลน้ิ มังกร เสาวรส โคกกระออม เปน็ ต้น (บางคร้งั Tendril
อาจเกิดจากใบที่เปลย่ี นแปลงไป จะทราบจากการสงั เกต เช่น ใบถวั่ ลันเตา บริเวณปลายใบเปล่ียนไปเป็นมอื เกาะ)
รูป แสดงลำต้นเหนือดินทเี่ ปลีย่ นแปลงไปเปน็ มอื เกำะ (Stem tendril)
2.3 ใชร้ ำกพนั (Root climber) เป็นลาตน้ ทไี่ ต่ขึ้นสูงโดยงอกรากออกมาบริเวณข้อ ยึดกับ
หลักหรอื ตน้ ไม้ตน้ อื่น ตัวอย่างเชน่ ต้นพลู พลูด่าง พริกไทย รากพืชเหล่านหี้ ากยดึ ตดิ กับตน้ ไมจ้ ะไมแ่ ทงรากเข้า
ไปในลาตน้ ของพชื ท่ีเกาะ ไมเ่ หมอื นพวกกาฝากหรอื ฝอยทองซง่ึ เป็นพืชปรสติ ท่แี ทงรากเข้าไปในมัดท่อลาเลยี งของ
พืชท่เี กาะ
2.4 ลำต้นเปล่ียนเป็นหนำม (Stem spine หรือ Stem thorn) หรือขอเกี่ยว (Hook)
บางทีเรยี กลาตน้ ชนดิ นว้ี า่ สแครมเบลอร์ (Scrambler) เพ่ือใช้ในการไต่ขน้ึ ท่ีสูง และยงั ทาหนา้ ท่ีป้องกนั อนั ตราย
อกี ดว้ ย เช่น หนามของต้นเฟอื่ งฟา้ หรอื ตรุษจีน มะนาว มะกรดู และส้มชนิดตา่ ง ๆ หนามเหล่านี้จะแตกออกมา
จากตาท่ีอยู่บริเวณซอกใบ หนามบางชนิดเปล่ียนแปลงมาจากใบ หนามบางชนิดไม่ใช่ท้ังลาต้น ใบและก่ิงท่ี
99
เปลี่ยนแปลงไป แต่เกิดจากผวิ นอกของลาต้นงอกออกมาเปน็ หนาม เชน่ หนามกหุ ลาบ ส่วนต้นกระดังงาและกา
ระเวก มีขอเก่ยี วที่เปลยี่ นแปลงมาจากลาตน้ แล้วยงั มีดอกออกมาจากขอเกีย่ วได้ดว้ ย
รปู ลำตน้ ทีเ่ ปลย่ี นเป็นหนำม
3. ลำต้นที่เปล่ียนแปลงไปมีลักษณะคล้ำยใบ (Cladophyll หรือ Phylloclade หรือ
Cladode) ลาต้นทเี่ ปลี่ยนไปอาจแผแ่ บนคล้ายใบ หรอื เป็นเสน้ เลก็ ยาว และยังมีสีเขียวทาให้เข้าใจผิดว่าเป็นใบ
เชน่ สนทะเล หรือ สนประดพิ ทั ธ์ ท่มี สี เี ขยี วต่อกนั เปน็ ท่อน ๆ นนั้ เปน็ สว่ นของลาต้นที่เปลีย่ นแปลงไป ส่วนใบท่ี
แทจ้ รงิ เป็นแผ่นเล็ก ๆ ตดิ อยรู่ อบ ๆ ข้อ เรยี กวา่ ใบเกล็ด(Scale leaf) เชน่ เดียวกับตน้ โปร่งฟา้ (Asparcus) ทเ่ี หน็
เป็นเส้นฝอยแผก่ ระจายอยเู่ ป็นแผงและมสี เี ขยี วนัน้ เป็นลาต้น สว่ นใบเป็นใบเกล็ดเลก็ ๆ ตดิ อยตู่ รงขอ้
นอกจากนัน้ ยังมีลาต้นอวบน้า (Succulent) เปน็ ลาตน้ ของพชื ท่ีอยใู่ นที่แห้งแล้งกันดารน้า จึงมกี ารสะสม
น้าไวใ้ นลาตน้ เชน่ ตน้ กระบองเพชร สลดั ได และพญาไรใ้ บ
ลาตน้ บางชนิดอาจเกิดจากตาหรือหนอ่ เล็ก ๆ ที่อยเู่ ป็นยอดอ่อนหรือใบเล็กๆ ประมาณ 2-3 ใบท่ีแตก
ออกบริเวณซอกใบกับลาตน้ หรือแตกออกจากยอดลาต้นแทนดอก เมื่อหลุดออกจากต้นเดิมร่วงลงดินสามารถ
เจริญไปเปน็ ต้นใหม่ได้ ตัวอย่างเชน่ หอม กระเทยี ม ตะเกยี งสบั ปะรด ศรนารายณ์ เปน็ ตน้
ลำต้นใตด้ นิ
ลาต้นใต้ดิน สว่ นใหญม่ กั เขา้ ใจผิดว่าเป็นราก เน่ืองจากมีรากแตกออกมาจากลาต้นเหล่านั้น ลักษณะ
เหมอื นกบั รากแขนงแตกออกมาจากรากแกว้ ลกั ษณะของลาต้นใตด้ นิ ทแี่ ตกตา่ งจากรากคือมขี อ้ และปล้องเห็นได้
ชัดเจนบางคร้งั มตี าอยู่ด้วย ต้นไม้ท่ีมีลาต้นใต้ดินมักมีอายุยืน ในแต่ละปีจะส่งหน่อ ท่ีเป็นส่วนของลาต้นหรือก่ิง
ขนึ้ มาเหนือพนื้ ผวิ ดนิ เพื่อออกดอกและใหผ้ ล แล้วส่วนนี้ก็ตายไปเหลอื แต่ลาต้นใต้ดนิ เอาไว้
รปู ร่างลักษณะของลาตน้ ใตด้ ินตา่ งจากลาตน้ เหนอื ดนิ ทพ่ี บเหน็ ท่วั ไป อาจมีรูปร่างลักษณะกลมหรือเป็น
แทง่ ยาว เป็นแงง่ หรอื เปน็ หวั เช่นเดยี วกบั รากสะสมอาหาร จากรูปร่างของลาตน้ ใตด้ นิ ทีแ่ ตกตา่ งกันจงึ มชี ื่อเรียก
แตกตา่ งกันออกไป
ชนดิ ของลาต้นใต้ดนิ จาแนกจากรปู รา่ งลกั ษณะดังน้ี
1. แง่งหรอื เหงำ้ (Rhizome) ลาต้นใต้ดนิ จะอยขู่ นานกบั ผิวดนิ เห็นข้อปลอ้ งได้ชดั เจน ตามข้อมี
ใบสีนา้ ตาลทไ่ี มม่ คี ลอโรฟลิ ล์ มีลักษณะเปน็ เกล็ด เรียกว่า ใบเกล็ด ห้มุ ตาเอาไว้ มรี ากงอกออกจากเหงา้ หรือแง่ง
นนั้ ๆ ตาอาจแตกแขนงเป็นใบอยเู่ หนือดนิ หรือเปน็ ลาตน้ อยู่ใตด้ ินกไ็ ด้ เชน่ หญ้าแห้วหมู ขิง ข่า ขมิ้น มันฝรั่ง
ว่าน สาระแหน่ หญา้ แพรก พทุ ธรักษา กลว้ ย เป็นต้น สาหรับตน้ กลว้ ยท่เี ราเห็นสว่ นทอ่ี ยู่เหนอื ดนิ ขึ้นมานั้นเป็น
ก้านใบที่แผ่ออกเป็นกาบ (Sheath) ซ้อนรวมกันเหมือนเป็นมัดน่ันเอง โดยลาต้นจริงเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน
เช่นเดยี วกบั พทุ ธรกั ษา ขงิ ข่า ที่มีลกั ษณะเปน็ แง่ง บางคนแบง่ แยกว่าลาตน้ กลว้ ยงอกส่วนทีเ่ ปน็ กาบใบขึ้นมาใน
แนวต้ัง จึงเรียกลาต้นใต้ดินของกล้วยว่า รูทสตอก (Rootstock ) ส่วนลาต้นใต้ดินท่ีงอกขนานไปกับพื้นดิน
เรียกว่า ไรโซม (Rhizome)
2. ทเู บอร์ (Tuber) เปน็ ลาต้นใตด้ นิ ทงี่ อกออกมาจากปลายไรโซมมีปล้องเพียง 3-4 ปลอ้ ง ตามข้อไม่
มีใบเกล็ดและราก สะสมอาหารเอาไวม้ ากในลาต้นสว่ นใตด้ นิ จงึ ดูอว้ นใหญก่ ว่าหัวชนิดไรโซม แต่บรเิ วณที่เป็นตา
100
จะบมุ๋ ลงไป ตัวอยา่ งเช่น มันฝร่งั เหนือดนิ มลี าตน้ และใตด้ ินมไี รโซม ซ่งึ บรเิ วณปลายพองออกเป็นทูเบอร์ ดังใน
รูปท่ีชวี้ ่าเปน็ “Eye” น้นั คือตาน่นั เองถา้ มคี วามชืน้ พอเพยี ง ต้นใหมจ่ ะงอกออกมาจากบรเิ วณตา ซ่งึ ผิดกับหัวมัน
เทศซึ่งเป็นรากไมส่ ามารถงอกตน้ ใหมจ่ ากบริเวณหวั ที่มรี อยบุ๋มได้ เพราะไม่ใชต่ า
ตวั อย่างอ่ืน ๆ ของหัวชนดิ ทูเบอร์ ไดแ้ ก่ หญา้ แหว้ หมู หวั มันมอื เสือ มันกลอย
รปู หัวมนั ฝร่ัง
3. หวั กลีบ หรอื บัลบ์ (Bulb) เป็นลาตน้ ใต้ดินทีต่ ้ังตรง อาจมสี ่วนพ้นดินขนึ้ มาบา้ งกไ็ ด้ ลาต้นมขี นาด
เล็กท่ีมีปล้องที่สั้นมาก บริเวณปล้องมีใบเกล็ดท่ีซ้อนกันหลายช้ันจนเห็นเป็นหัว เช่น หัวหอม หัวกระเทียม
อาหารสะสมอยูใ่ นใบเกลด็ ในลาต้นไมม่ อี าหารสะสม บริเวณส่วนล่างของลาตน้ มีรากเสน้ เลก็ ๆ แตกออกมาหลาย
เส้น เมือ่ นาหัวหอมมาผา่ ตามยาว จะพบใบเกล็ดเป็นชน้ั ๆ ชั้นนอกสดุ เปน็ แผ่นบาง ๆ เน่ืองจากไม่มีอาหารสะสมชน้ั
ถัดเข้าไปมีอาหารสะสม จงึ มคี วามหนากว่าแผ่นนอก ช้ันในสุดของลาต้นเป็นส่วนยอด ถ้าเอาหัวชนิดนี้ไปปลูก
ส่วนยอดจะงอกออกมาเป็นใบสีเขียว
รูป หัวหอมเป็นลำต้นใต้ดนิ ชนดิ บัลบ์ เม่ือผำ่ แลว้ เหน็ ใบเกลด็ สว่ นของใบท่ีเหน็ นัน้ งอกออกมำจำกลำต้น
4. คอรม์ (Corm) ลักษณะของลาต้นใต้ดินท่ีต้ังตรงเช่นเดียวกับหวั กลีบ ลักษณะท่ีแตกต่างกันคือเก็บ
อาหารไวใ้ นลาตน้ แทนทจี่ ะเกบ็ ไวใ้ นใบเกลด็ ลาตน้ จึงมีลกั ษณะอวบใหญ่ ทางด้านล่างของลาต้นมีรากเส้นเล็ก ๆ
101
หลาย ๆ เส้น ที่ข้อมีใบเกล็ดบาง ๆ หุ้ม ตาแตกออกมาจากข้อเป็นใบชูขึ้นสูงหรืออาจเป็นลาต้นใต้ดินต่อไป
ตวั อย่างเชน่ เผือก ซ่อนกลิน่ ฝร่งั และแหว้ เป็นตน้
รูป ลำตน้ ใต้ดินชนดิ คอร์ม ( เผอื ก)
102
แผนกำรจดั กำรเรียนรูท้ ี่ 5
รำยวชิ ำ ว 30243 ชวี วทิ ยำ 3 ระดับช้นั มัธยมศกึ ษำปีท่ี 5
เร่อื ง กำรคำยน้ำของพชื เวลำ 2.00 ชวั่ โมง
ผูส้ อน นำงสำวปวณี ำ งำมชดั
********************************
สำระชีววทิ ยำ ขอ้ 3
เขา้ ใจส่วนประกอบของพชื การแลกเปลีย่ นแกส๊ และคายน้าของพชื การลาเลียงของพืช การ
สังเคราะหด์ ้วยแสง การสืบพนั ธข์ุ องพชื ดอกและการเจริญเตบิ โต และการ ตอบสนองของพืช รวมทั้งนา
ความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
ผลกำรเรียนรู้
สืบคน้ ขอ้ มลู สังเกต และอธบิ ายการแลกเปลีย่ นแกส๊ และการคายน้าของพชื
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.สารวจตรวจสอบ สืบค้น อภปิ รายและสรปุ ถงึ กลไก ปจั จยั ตา่ งๆ ทม่ี ผี ลต่อการคายนา้ ของพชื
และอธิบายถงึ ความสมั พันธข์ องการคายนา้ และการลาเลยี งธาตุอาหารของพชื
2. ทากิจกรรมเพือ่ ตรวจสอบจานวนของปากใบท่บี รเิ วณผวิ ใบดา้ นล่างและผวิ ใบด้านบน ลักษณะเซลล์คุม
ปากใบ และเซลลเ์ อพิเดอร์มสิ
3. มคี วามรับผิดชอบ สนใจ กระตือรอื รน้ ในการสบื ค้นข้อมลู จนเกิดความเขา้ ใจเกยี่ วกบั การคายน้า
ของพชื
เนอื้ หำ/สำระกำรเรียนรู้ (รายละเอยี ดของเนื้อหาอยใู่ นใบความรู้ท่ี 5)
- การคายนา้ ของพืช (การเปิดปดิ ของปากใบ)
- ปัจจัยบางประการทเ่ี กย่ี วข้องกบั การคายนา้ ของพืช
กำรจัดกระบวนกำรเรยี นรู้
1. ขั้นสรำ้ งควำมสนใจ
ครูอภิปรายเกี่ยวกับการทากิจกรรมเร่ืองโครงสร้างภายในของพืช ท่ีได้ศึกษาผ่านมา แล้วใช้คาถาม
เกยี่ วกับเซลล์คุมมีความสาคญั และหน้าทีอ่ ย่างไร เพ่ือจะเช่อื มโยงถงึ หน้าท่ขี องปากใบเก่ยี วกบั เร่อื งการคายน้าของ
พชื แลว้ จึงรว่ มกบั นกั เรียนสืบคน้ หัวขอ้ ปากใบและการคายน้าของพชื
2. ขน้ั สำรวจและคน้ หำ
1. ครนู าเขา้ สูบ่ ทเรียนโดยการทบทวนความรเู้ ดมิ ถึงการคายน้าของพชื ทนี่ กั เรียนเคยเรียนมาแล้วในช่วง
ชนั้ ท่ี 3 หรืออาจนาการทดลองท่เี ตรยี มไว้ลว่ งหน้า โดยนาใบใส่ในถุงพลาสติกและปิดปากถุงไว้ 2 ชั่วโมง มาให้
นัดเรียนสงั เกต แลว้ ตง้ั คาถามแลว้ นาเข้าสู่การอภปิ ราย ดงั น้ี
- ในถุงพลาสตกิ นอกจากใบไม้แลว้ นักเรยี นสังเกตเหน็ อะไรบ้าง
- ละอองนา้ ท่เี กาะอยทู่ ่ถี ุงพลาสติกมาจากไหน
- นักเรยี นเคยสังเกตไหมว่าในช่วงเช้าอากาศมีความชื้นสูง ขอบใบและปากใบของพืชบางชนิดจะมี
หยดนา้ เลก็ ๆ มาเกาะอยู่ด้วย ดงั ภาพที่ 12-17 (ในหนังสอื เรยี น) หยดน้าเล็กๆ นม้ี าจากไหน
103
จากประสบการณ์ จากความรเู้ ดมิ และจากการสืบคน้ ของนกั เรียนควรอภปิ รายได้วา่ พืชมีการคายน้าทาง
ปากใบ ไอนา้ ทีพ่ ืชคายออกมาเม่อื กระทบความเย็นของถุงพลาสตกิ ทคี่ ลมุ อยูก่ ็จะกลายเปน็ ละอองน้า การสูญเสีย
น้าดังภาพที่ 12-17 (ในหนงั สอื เรยี น) เรียกว่า กัตเตชัน
2. ครูให้นกั เรยี นสงั เกตเลนทเิ ซลจากตน้ ไมใ้ นบริเวณโรงเรียน และสบื คน้ เรื่องการคายน้าทางเลนทิเซลใน
หนังสือเรยี น และในใบความรู้ที่ 5 แลว้ ตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
- ตอนเชา้ ชว่ งทีอ่ ากาศมคี วามชนื้ สัมพทั ธ์สูง จะสงั เกตเห็นหยดน้าอยู่ที่ปลายใบของพืชตระกูลหญ้า
หรอื ใบบอน หรือที่ขอบหยกั ๆ ของใบกุหลาบ นกั เรยี นทราบหรอื ไม่ว่าน้า นีม้ าจากไหน
(ออกมาจากรเู ล็กๆ ปลายเส้นใบที่เรียกวา่ ไฮดาโทด การสญู เสียน้าลกั ษณะเชน่ นีเ้ รียกวา่ กตั เตชนั )
3. จากการอภิปรายและการสืบค้นนักเรียนควรสรปุ ไดว้ า่ พืชนอกจากจะสูญเสียน้าในรูปหยดน้าและไอ
น้าแล้ว พชื ยงั สามารถสูญเสียน้าออกทางเลนทิเซล ซงึ่ เป็นรอยแตกท่ีผิวลาต้น ต้นไม้ที่เห็นเลนทิเซลได้ง่าย คือ
ลาตน้ โมกซง่ึ เป็นพชื ที่พบไดท้ ั่วไป
4. ครูถามใหน้ ักเรียนคดิ ตอ่ ไปวา่ “ถ้าเปน็ ไมต้ า่ งชนิดกันจะมีการคายนา้ เทา่ กันหรือไม่เพราะเหตใุ ด” จาก
การทากิจกรรมท่ี 12.5 เรอื่ งปากใบจะชว่ ยใหน้ กั เรียนเขา้ ใจและตอบคาถามได้
5. ครใู ห้นักเรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 4-5 คนแลว้ จึงนาเขา้ สู่กิจกรรมท1ี่ 2.5
กจิ กรรมที่ 12.5 ปำกใบ
จุดประสงคข์ องกจิ กรรม เพือ่ ใหน้ ักเรียนสามารถ
1. สารวจ ตรวจสอบจานวนของปากใบท่บี รเิ วณผิวใบดา้ นล่างและผวิ ใบด้านบน
2. สบื ค้น อภปิ ราย และอธบิ าย ลักษณะเซลล์คุม ปากใบ และเซลลเ์ อพิเดอรม์ สิ
6. กอ่ นทาการทดลอง ครูแนะนาหรือสาธติ วธิ กี ารลอกเยอื่ เอพิเดอร์มิสออกจากใบไม้เพ่ือใช้ศึกษารูปร่าง
ลกั ษณะเซลล์คุม แนะนาใหฉ้ ีกใบไม้ตามแนวทแยงจะได้ผิวเอพิเดอร์มิสเปน็ เย่อื บางๆ ใส ใช้กรรไรตดั ผวิ ท่ลี อกแล้ว
วางใส่สไลด์ พชื ทนี่ ามาลอกเย่ือเอพเิ ดอรม์ ิส ไดแ้ ก่ วานกาบหอย หวั ใจสีมว่ ง ซ่ึงเป็นพืชใบอวบน้า ใบจะเปราะ
หักง่ายควรพบั ในแนวเฉียงเบาๆ จะทาให้ลอกเย่อื ได้ง่ายขึ้นกวา่ เกา่ ใบทบ่ี างและออ่ น ถ้าเป็นไปได้น่าจะใช้พืช C4
ใบบานไม่รู้โรย เปรียบเทียบกับพืช C3 เกี่ยวกับจานวนเซลล์คุมของพืชท้ังสองแบบว่ามีมากน้อยแตกต่างกัน
อย่างไร
7. นักเรียนออกแบบการทดลองและทากิจกรรมที่12.5 ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน/ ใบงาน
และบันทึกผลการทดลอง
8. หลงั จากทาปฏบิ ตั กิ ารจบแล้ว ครคู วรใช้คาถาม ถามนักเรียน ดังนี้
- เซลล์คุมแตกต่างจากเซลล์อื่นๆ อย่างไร ในชั้นเอพิเดอร์มิส (เซลล์คุมเป็นเซลล์เอพิเดอร์มิส ที่
เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทาหน้าที่เฉพาะอย่าง จะเกิดเป็นคู่ๆ มีรูปร่างโค้งคล้ายเมล็ดถั่ว 2 อัน มาแตะติดกัน
ทางด้านเว้า ทาใหเ้ กิดเปน็ ชอ่ งตรงกลางเรยี กช่องน้ีว่า รูปากใบ ส่วนภายในเซลล์คุมมี คลอโรพลาสต์ แต่เซลล์
เอพิเดอรม์ สิ ทัว่ ๆ ไปไมม่ คี ลอโรพลาสตแ์ ละจะมลี กั ษณะคอ่ นขา้ งเหล่ียม หรือบางเซลล์มีลกั ษณะคอ่ นข้างกลม มี
รอยหยัก เอพเิ ดอรม์ ิสบางเซลลเ์ ปลยี่ นแปลงไปเปน็ ขน)
- ความหนาแนน่ ของปากใบทเี่ อพเิ ดอร์มิสดา้ นบน และเอพเิ ดอร์มสิ ด้านลา่ งแตกต่างกันหรอื ไม่ ความ
หนาแนน่ ของปากใบบอกอะไรแก่นักเรยี น (ขน้ึ อยกู่ ับชนิดของพชื ทีน่ ามาศึกษา ถา้ เป็นพืชบกโดยท่ัวๆ ไปมีจานวน
ปากใบอยูท่ ผ่ี ิวใบด้านบน เช่น ชบา หัวใจสีม่วง มะมว่ ง ประดู่ ส่วนพชื ท่ีมใี บปรม่ิ นา้ เชน่ บัวสาย แพงพวย
น้า มีปากใบที่ผิวใบด้านบน ด้านล่างไม่มีปากใบ ส่วนพืชที่เจริญใต้น้า เช่น สาหร่ายหางกระรอก สันตะวา
สาหร่ายฉัตรจะไม่มปี ากใบแต่สามารถแลกเปล่ยี นแก๊สไดท้ างลาต้น สว่ นความหนาแนน่ ของปกใบในพชื บกบ่งบอก
ถงึ อตั ราการแลกเปลีย่ นแกส๊ และการคายนา้ ของพชื และยงั บอกถงึ สภาพแวดลอ้ มทีพ่ ชื อาศัยอยู่ เช่น พืชท่ีขึ้น
ในท่ีชมุ ชน้ื จะมจี านวนปากใบมกกวา่ พืชท่ขี น้ึ ในท่ีแหง้ แล้ง)
104
9. ครนู าอภปิ รายต่อไปถงึ ลักษณะปากใบทมี่ ีผลต่ออตั ราการคายน้า ครูให้นักเรียนสงั เกตปากใบจากภาพ
ท่ี 12-20 ในหนงั สอื เรยี น แล้วตอบคาถามในหนังสอื เรียนซึ่งมีแนวคาตอบดังน้ี
- ปากใบของพชื ท้งั 2 ต้น แตกตา่ งกันอย่างไร (ต้นไม้ที่ได้รับน้าอย่างเพียงพอ ปากใบจะเปิดกว้าง
กว่าต้นพืชทีข่ าดนา้ )
- ความแตกตา่ งท่ีปรากฏขึ้นน้เี น่ืองมาจากอะไร (ปรมิ าณนา้ ภายในตน้ พืชท้ัง 2 ต้น ไมเ่ ท่ากนั ต้นพืช
ท่ไี ดร้ บั นา้ อย่างเพยี งพอ เซลลค์ ุมจะเต่ง ดา้ นในของเซลล์คุมจะโค้งออกจากกันทาให้เกิดรูปากใบ ส่วนต้นพืชท่ี
ขาดน้า เซลลค์ ุมจะสูญเสยี ความเต่ง ดา้ นในของเซลลค์ มุ จะไม่โคง้ ออกจากกนั ทาใหป้ ากใบปิด)
- การเปลี่ยนแปลงของปากใบจากภาพ ก และ ข เก่ียวข้องกับการควบคุมระดับน้าภายในต้นพืช
อย่างไร (ปากใบเปน็ ทางคายนา้ ของพชื เม่อื ปากใบเปิดพืชจะคายน้าออกมา เม่ือปากใบปิดก็จะไม่มีการคายน้า
ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า เม่อื พืชได้รบั นา้ อยู่ตลอดเวลาปากใบจะเปิดกว้าง มีการคายน้ามาก เม่ือพืชได้รับ
น้านอ้ ยหรือไม่ได้รับน้า ปากใบจะปดิ ไมม่ ีการคายน้าซ่งึ เป็นกลไกในการควบคุมระดับน้าภายในต้นพืชให้มีปริมาณ
เหมาะสม)
10. ครูเชื่อมโยงเก่ียวกับการปิดเปิดปากใบในภาพท่ี 12-20 กับการคายน้าโดยตั้งคาถามนาไปสู่การ
อภิปรายวา่
“นอกจากปรมิ าณน้าท่ีพชื ไดร้ บั มผี ลต่อการปิดเปดิ ของปากใบซงึ่ จะมผี ลตอ่ การคายน้าแล้วนกั เรยี นคดิ ว่ามี
ปจั จยั อะไรบ้าง เพราะเหตุใดจึงคิดเช่นนั้น”
11. ครใู หน้ ักเรียนสืบคน้ จากหนังสือเรียนหรอื ใบความร้ทู ่ี 5 แล้วอภิปรายร่วมกันซึ่งนักเรียนควรสรุปได้
วา่ ปัจจยั หรือส่ิงแวดล้อมภายนอก เช่น อณุ หภูมิ ความชนื้ ลม สภาพนา้ ในดนิ รวมทงั้ ความเขม้ ของแสง จะมี
ผลต่อการคายน้าของพชื อาจจะรวมไปถึงโครงสรา้ งภายในของตน้ พืชดว้ ย ที่ทาใหพ้ ืชแตล่ ะชนิดมกี ารปิดเปิดของ
ปากใบในเวลาท่ีแตกต่างกนั ไป ดังเช่น พวกกระบองเพชร
12. ครนู าอภปิ รายเพื่อใหน้ กั เรยี นลองยกตัวอยา่ งพชื ชนิดอ่ืนๆ ที่นักเรียนรู้จักแต่ไม่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
เรยี นว่ามปี ากใบเหมือนหรือต่างตา่ งไปจากพชื ท่ีกล่าวมาแล้วบา้ ง เพ่อื นกั เรยี นจะไดเ้ ขา้ ใจสภาพการทางานเกีย่ วกบั
เมแทบอลิซึมของพืชได้ดีข้ึน ซึ่งจะอภิปรายออกไปได้กว้างขวางจนนักเรียนได้เห็นถึงความหลากหลายและ
ววิ ัฒนาการของพชื ที่จะทาให้มีการปรบั สภาพโครงสรา้ งเพื่อความอยรู่ อดของพืชแตล่ ะชนิด ทาใหใ้ บพืชบางชนิดมี
ปากใบอยู่ระดับตา่ กวา่ ระดบั ผวิ ใบ บางชนดิ มีปากใบอย่รู ะดับผิวใบ หรอื พชื บางชนดิ มปี ากใบอยู่สงู กว่าระดบั ผิวใบ
เปน็ ตน้
11. ครนู าอภิปรายและใหค้ วามรู้ เก่ียวกบั การคายนา้ ของพชื (เพม่ิ เตมิ ) ตามรายละเอยี ดใน ใบความรู้ที่
5
12. ครเู ปดิ โอกาสให้นกั เรียนสอบถามเน้อื หา เรือ่ ง การคายน้าของพืช และการทากิจกรรมท่ี 12.5 ว่ามี
สว่ นไหนทไ่ี มเ่ ข้าใจและใหค้ วามรู้เพม่ิ เติมในส่วนนัน้
3. ขั้นลงข้อสรุป
1. ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นสรปุ ความคดิ รวบยอดเกยี่ วกบั เน้ือหาที่ได้เรยี นในวันนี้
2. ครมู อบหมายใหน้ ักเรยี น ไปศกึ ษาเน้ือหา เรอื่ ง การลาเลียงน้าของพชื ที่จะเรยี นในคาบเรียนต่อไป มา
ลว่ งหนา้
สอ่ื กำรเรยี นกำรสอน
1. หนงั สอื เรยี นวชิ าชวี วทิ ยา 4 ของ สสวท.
2. ใบความรู้ที่ 5 เรื่อง การคายนา้ ของพชื
3. อปุ กรณ์การทดลองกิจกรรมท่ี 12.5 / ใบบันทึกกิจกรรม
4. วัตถตุ วั อยา่ งประกอบการสอน
105
5. ชดุ การทดลองล่วงหน้า โดยนาใบพชื ใส่ในถงุ พลาสตกิ และปดิ ปากถงุ ไว้ 2 ชวั่ โมง
กำรวดั ผลประเมนิ ผล
การวัดผลประเมินผล วธิ ีการวดั เครือ่ งมอื วัด เกณฑก์ ารผ่าน
ดา้ น 1.การสรุปความคดิ รวบยอด
1.การสรปุ ความคดิ รวบ 1. ทาไดถ้ ูกต้อง 70 % ขน้ึ
1. ด้านความร้คู วาม ยอด ไป
เขา้ ใจ
2. ดา้ นทักษะ สงั เกตจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ได้คะแนนในระดับ 2 ขึน้ ไป
กระบวนการ ที่ 12.5 ในชนั้ เรยี น ทากิจกรรม/ทักษะ ได้คะแนนในระดับ 2 ข้นึ ไป
วิทยาศาสตร์
3. ด้านคุณลกั ษณะที่ การสังเกตพฤตกิ รรมความ
พงึ ประสงค์ สนใจ และตงั้ ใจเรยี น แบบสงั เกตพฤตกิ รรมความ
สนใจและตั้งใจเรียน
106
ควำมคดิ เหน็ ของผู้บงั คบั บญั ชำ
หวั หนำ้ กลุ่มสำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตร์
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงชอื่ )
(นางดารณี พงษส์ บาย)
หวั หน้ากลุ่มสาระฯวิทยาศาสตร์
หวั หน้ำกล่มุ บริหำรวชิ ำกำร
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงชื่อ)
(นางพรพิรุณ แจ้งใจ)
หัวหน้ากลุ่มบริหารวชิ าการ
ควำมเห็นของผูบ้ รหิ ำรโรงเรยี น
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงชอ่ื )
(นางลดั ดา ผาพันธ)์
ผ้อู านวยการโรงเรียนโคกโพธิไ์ ชยศึกษา
107
ใบควำมรู้ ท่ี 5 กำรคำยน้ำของพืช
ประกอบแผนกำรจัดกำรเรยี นร้ทู ่ี 5 เรอ่ื ง กำรคำยน้ำของพชื
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----
12.7 กำรคำยนำ้ ของพืช
พืชนาน้าเพียงส่วนน้อยจากท่ีดูดขึ้นมาจากดินไปใช้ในกระบวนการเมแทบอลิซึม เมื่อเปรียบเทียบกับ
ปรมิ าณน้าท้งั หมดท่นี าเขา้ สพู่ ชื เช่น ขา้ วโพดตน้ หนึ่งเม่ือเจริญจนครบวงชีวิต ต้องใช้น้าท้ังส้ินประมาณ 243
ลิตร ส่วนใหญ่พืชสูญเสียน้าไปมากถึง 98% ออกไปในรูปของไอน้าสู่บรรยากาศ โดยการคายน้า
(Transpiration) ผ่านปากใบเป็นสว่ นใหญ่ และผา่ นผิวใบไดเ้ ล็กนอ้ ย
หลงั จากฝนตกหนักใหม่ ๆ ความชน้ื ของอากาศอย่ใู นสภาพเกอื บอิ่มตวั อณุ หภูมลิ ดลง หากไม่มีแสงสว่าง
ดว้ ยแล้ว พชื ไม่สามารถคายน้าไดอ้ ย่างปกติ แต่ภายในพืชมีแรงดันรากท่ีสามารถดันน้าจากรากไปยังส่วนอื่น ๆ
ของพชื ได้เสมอ แต่ใบไม่สามารถปล่อยนา้ ออกทางปากใบได้ดว้ ยการคายน้า น้าจึงถกู ปลอ่ ยออกทางรเู ล็ก ๆ ที่ผิว
ใบท่ีเรียกว่า ไฮดาโทด (Hydathode) ซึ่งอยู่บริเวณปลายสุดของเส้นใบ การเสียน้าในรูปของหยดน้าเช่นน้ี
เรียกว่า กตั เตชัน (Guttation) การเกดิ เหตุการณเ์ ชน่ นเี้ กดิ ไม่บ่อยนัก
เน่ืองจากทผี่ ิวใบมีสารคิวทินเคลือบทาใหก้ ารระเหยของนา้ ออกทางผวิ ใบเกดิ ไดน้ อ้ ย แตก่ ย็ งั มีการเสียนา้ ออก
ทางเลนทิเซล (Lenticel) ซงึ่ เป็นรอยแตกท่ผี ิวลาต้นซงึ่ พบในพืชบางชนิดเทา่ น้ัน การสญู เสยี น้าทางผวิ ใบและ
108
เลนทิเซลมเี พยี ง 10% เทา่ น้ัน ส่วนใหญน่ ้าในพืชจะระเหยออกทางปากใบโดยวิธีการคายนา้ ถงึ 80-90 %
โดยเฉพาะพบมากทส่ี ุดท่ีผวิ ใบด้านล่าง พืชจะคายนา้ ออกทางปากใบมากท่ีสดุ เนอื่ งจามีทางออกสะดวก
พชื ต่างชนิดกันมีความสามารถในการคายนา้ ได้ไม่เทา่ กนั ถงึ แมจ้ ะอยใู่ นสภาพแวดลอ้ มเดียวกนั เนอ่ื งจากมี
ความแตกตา่ งของโครงสร้างและสว่ นประกอบของพืช เช่น ลกั ษณะและขนาดของใบ สารเคลือบผิวใบ และ
ปริมาณปากใบไม่เท่ากัน
รปู ปำกใบถ่ำยจำกกลอ้ งจลุ ทรรศน์อเิ ล็กตรอน
กำรปิดเปดิ ของปำกใบข้ึนกบั ปจั จยั ต่ำง ๆ ดงั น้ี
การปดิ เปิดของปากใบขึ้นกับเซลล์คมุ ท่อี ยูข่ ้าง ๆ ปากใบ ซ่ึงมผี นังดา้ นทีต่ ิดกบั ปากใบหนากว่าด้านอื่น ๆ
เม่อื มีแสง โพแทสเซยี มไอออนในเซลลค์ ุมเพ่ิมขน้ึ จึงมีความเข้มข้นของสารละลายมากขึ้น นา้ จากเซลลท์ ี่อยตู่ ดิ ๆ
กันจงึ ออสโมซิส เขา้ สูเ่ ซลลค์ ุม ทาใหเ้ ซลล์คุมเตง่ มากข้ึน พร้อม ๆ กับมีแรงดันเต่งไปดันผนังเซลล์ด้านบางโป่ง
ออกไป พร้อม ๆ กบั ดึงผนงั เซลล์ด้านหนาใหโ้ คง้ ตาม ชอ่ งวา่ งท่ีเปน็ ปากใบจะเปิด ยิ่งเซลล์คุมมีแรงดันเต่งมาก
ปากใบยิ่งเปิดกว้าง การปิดเปิดของปากใบขึ้นอย่กู ับแสงสว่างและปจั จัยอนื่ ๆ อีกหลายประการ คอื
1. แสงสว่ำง เนื่องจากเซลล์คุมมีคลอโรพลาสต์ทาให้เกิดการสังเคราะห์ด้วยแสง ปริมาณน้าตาลใน
เซลล์คมุ เพมิ่ ความเขม้ ข้นของไซโทพลาซมึ เพม่ิ น้าจากเซลล์ขา้ งเคยี งจงึ เกดิ การออสโมซิสเข้ามาทาให้เซลลค์ มุ เตง่
ปากใบจงึ เปดิ สาหรับเวลากลางคืนหรือเวลาไม่มีแสงไมม่ ีการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง นา้ ตาลในเซลล์คุมถูกส่งออกไป
นอกเซลล์คุมแล้ว หรือถ้ามีอยู่ในเซลล์คุมบางส่วนจะเปล่ียนเป็นแป้งซ่ึงไม่ละลายน้า ความเข้มข้นของเซลล์คุม
ลดลง น้าจงึ ออสโมซิสออกสู่เซลลข์ ้างเคียง แรงดนั เตง่ ของเซลล์คมุ ลดลงปากใบจึงปิด
2. ปริมำณคำร์บอนไดออกไซด์ พบว่าปากใบจะปิดเม่ือปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพ่ิมขึ้น เช่น ใน
อากาศปกติมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 300 ส่วนในล้านส่วน ปากใบจะเปิด แต่ถ้าปริมาณคาร์บอนได้
ออกไซดเ์ พ่ิมเป็น 1000 ส่วนในล้านส่วน ปากใบจะปิด อาจใช้การอธิบาย การปิดปากใบตอนกลางคืนได้ว่า
เน่อื งจากปรมิ าณการสะสมคาร์บอนได้ออกไซด์ ที่เกิดการหายใจของเซลล์ในใบมาก
3. อณุ หภูมทิ ี่เหมำะสม อณุ หภมู ิไม่ต่าและไมส่ งู จนเกินไป (25- 30 องศาเซลเซียส) ทาให้ปากใบเปิด
ถา้ อุณหภูมสิ ูงกวา่ น้ปี ากใบจะปิดแคบลง และถ้าอณุ หภูมติ ่ามาก ๆ ปากใบกจ็ ะปิดดว้ ย
4. ปริมำณน้ำภำยในใบ หากใบคายน้าออกมาก เช่น ในเวลาบา่ ยทาใหเ้ ซลลใ์ นใบขาดนา้ แรงดันเต่ง
ในเซลลข์ องใบลดลงทาให้ปากใบปิด
5. ฮอร์โมนบำงชนิด ฮอร์โมนบางชนิดของพืชช่วยให้ปากใบปิดได้ เช่น กรดแอบไซซิก (Abscisic
acid) ซึ่งพบวา่ มมี ากในใบแกห่ รือในใบท่ขี าดแคลนนา้ จึงทาใหก้ ารคายน้าลดลง
พืชทะเลทรายประเภทกระบองเพชร ปากใบจะอยบู่ รเิ วณลาตน้ พชื บกหลายชนดิ มเี ลนทเิ ซล (Lenticel)
ซ่งึ มีลกั ษณะคล้ายรอยแตกของลาต้นมีกระจายอย่ทู ่ัวไป อากาศจะผ่านเขา้ ออกทางเลนทเิ ซลไดเ้ ชน่ เดยี วกับไอน้า
109
รูป ควำมแตกต่ำงกนั ของเซลล์คุมของพืชใบเลี้ยงคู่ (ซ้ำย) รูปร่ำงคล้ำยเมล็ดถ่ัว แต่ใบเลี้ยงเดี่ยว
(ขวำ) รูปร่ำงยำว ๆ หนำบริเวณหัวท้ำยเซลล์ และมีเซลล์ประกอบ (Subsidiary cell)
ชว่ ย
ลักษณะท่ัว ๆ ไปของใบดา้ นบนและดา้ นลา่ งมคี วิ ทินเคลอื บอยเู่ พ่ือป้องกนั ความชื้นภายในใบไม้ไม่ให้
กระจายออกสูส่ งิ่ แวดลอ้ ม แตเ่ นื่องจากมปี ากใบเป็นช่องทางตดิ ตอ่ กับภายนอก จงึ ไมส่ ามารถปอ้ งกันความช้ืนออก
จากใบไดเ้ ต็มท่ี อากาศและความชืน้ จึงผา่ นเข้าออกได้ โดยทัว่ ไปพชื บกปากใบจะมีอยทู่ ้งั ทางดา้ นบนและด้านลา่ ง
ของใบ แตจ่ ะมปี รมิ าณปากใบดา้ นลา่ งมากกวา่ ดงั ตาราง
ตำรำงแสดงจำนวนปำกใบตอ่ เนือ้ ท่ี 1 ตำรำงเซนตเิ มตรของพืชบำงชนดิ
ชนดิ ของพชื ดำ้ นบนของใบ ดำ้ นล่ำงของใบ
กะหล่า (Brassica oleracea) 14,000 22,600
ก้ามปูหลดุ (Zebrina pendula) 0 1,400
ข้าวโพด(Zea mays) 5,200 6,800
ขา้ วสาลี (Triticum sativum) 3,300 1,400
ข้าวโอต๊ (Avena sativa) 2,500 2,300
ดาดตะกัว่ (Begonia coccinea) 0 4,000
ชนดิ ของพชื ด้านบนของใบ ดำ้ นล่ำงของใบ
ถั่วแขก (Phaseolus vulgaris) 4,000 28,100
ถั่วลนั เตา (Pisum sativum) 10,100 21,600
ทานตะวัน (Helianthus annus) 8,500 15,600
ทอ้ (Prunus persica) 0 22,500
บัวสายดอกขาว (Nympheae lotus) 46,000 0
ฝ้าย (Gossypium) 8,900 13,200
ฟกั ทอง (Cucurbita moschata) 2,800 26,900
มะเขอื เทศ (Lycopersicon esculentum) 1,200 13,000
มนั ฝรงั่ (Solanum tuberosum) 5,100 16,100
110
ยางอนิ เดีย (Ficus elasica) 0 14,500
0 14,100
ฤๅษผี สม (Coleus blumei) 6,400 17,600
ละหงุ่ (Ricinus communis) 0 0
สาหร่ายหางกระรอก (Hydilla verticillata) 0 4,500
16,900 13,800
สม้ กบ (Oxalis acetosella) 0 48,000
หญา้ อลั ฟาฟา่ (Medicago sativa) 0 29,400
หม่อน (Morus alba)
แอปเปิ้ล(Pyrus malus)
จากตารางจะเหน็ ได้วา่ พชื น้าไม่มปี ากใบ และบัวปากใบอย่ดู ้านบนพืชบก ปากใบสว่ นใหญ่จะอยูท่ างด้านลา่ ง
การที่ปากใบปดิ หรือเปดิ มผี ลกบั อตั ราการคายน้าของพืช ปากใบจึงเปรยี บเสมือนประตูน้าของพืชนั่นเอง
มกี ารทดลองปลกู พืชชนิดเดียวกนั ขนาดตน้ เท่ากนั รูปร่างตน้ คลา้ ยคลึงกัน จานวนใบเท่ากัน ปลูกในกระถางท่ี
เหมือนกนั ขนาดกระถางเท่า ๆ กัน ใสด่ นิ ชนิดเดยี วกนั ในปรมิ าณเทา่ ๆ กนั วางท้งั สองกระถางไว้ในท่ีใกล้ๆ กัน
ต้นหนง่ึ รดน้าตลอดเวลา อีกตน้ หน่ึงไมร่ ดน้าเลยตลอดเวลา 24 ชั่วโมง จากนน้ั จงึ นาใบของท้งั สองต้นมาตรวจดู
ปากใบดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ปรากฏผลดังรปู
ผลทีไ่ ด้จากการทดลอง จะเหน็ ได้ว่าการปดิ เปดิ ของปากใบมคี วามสาคญั ต่อการดารงชีวติ ของพชื เปน็
อยา่ งมาก เน่อื งจากเกยี่ วขอ้ งกบั การสญู เสยี น้าออกไปจากพืชไม่ใหส้ ูญเสยี มากเกนิ ไป เมื่ออย่ใู นสภาพทีแ่ ลง้ นา้
เพอื่ ใหพ้ ืชเก็บความชน้ื ภายในเอาไวใ้ นระดบั ทเี่ หมาะสมให้นานที่สดุ เทา่ ท่ีจะทาได้ เนื่องจากเมอ่ื พบกบั ความแหง้
แลง้ นาน ๆ พืชไมส่ ามารถรกั ษาความชื้นภายในไวไ้ ดต้ ลอดไป
การปิดเปดิ ปากใบของพชื จะเกิดมาไดม้ ากนอ้ ย ชา้ หรือเร็วย่อมขน้ึ อยูก่ ับปจั จยั ของสภาพแวดล้อมทงั้
ภายนอกและภายในหลายประการ ตวั อย่างปัจจยั ของสภาพแวดล้อมท่มี ีผลต่อการปดิ เปิดของปากใบ ไดแ้ ก่ แสง
สวา่ ง อุณหภูมิ แกส๊ คาร์บอนได้ออกไซด์ ลม สภาพความชุม่ ชืน้ ของดนิ เป็นตน้
สภาพแวดล้อมภายนอกมผี ลต่อการปิดเปดิ ของปากใบ ปจั จยั ตา่ ง ๆ เหลา่ นน้ั เชน่ แสงสวา่ ง ถ้า
ความเข้มของแสงสว่างมาก ปากใบจะเปดิ กวา้ งเพราะเซลลค์ มุ ซง่ึ มคี ลอโรพลาสตม์ ีกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
ทาใหค้ วามเข้มข้นของสารละลายในเซลล์สงู ข้นึ เซลลข์ า้ งเคยี งจงึ มกี ารออสโมซสิ นา้ ออกและนา้ จะออสโมซิสเขา้ สู่
เซลล์คุม ทาให้เซลลค์ มุ เตง่ ปากใบจงึ เปดิ อุณหภูมเิ ปน็ ปัจจยั หนง่ึ สาหรับพชื บางชนดิ เชน่ ที่อณุ หภูมิ 25-30
องศาเซลเซยี ส ปากใบจะเปดิ กว้าง แตถ่ า้ อุณหภมู ิสงู กว่าน้ี ปากใบจะเปิดนอ้ ยลง หรอื ท่อี ุณหภมู ติ ่าปากใบจะปิด
เป็นต้น
111
ปจั จยั บำงประกำรที่เกี่ยวขอ้ งกับกำรคำยนำ้ ของพชื
อัตราการคายน้าของพืชจะเกดิ มากหรือน้อยนัน้ นอกจากจะขน้ึ อย่กู ับการปิดเปิดของปากใบแลว้ ยงั
ขน้ึ กับสภาวะแวดล้อมอ่นื ๆ อกี หลายประการ เชน่ ความแตกต่างของความเขม้ ข้นไอนา้ ภายในและภายนอกใบ
เปน็ ต้น
1. รังสีความร้อนของดวงอาทติ ย์ เมือ่ ใบไดร้ บั ความรอ้ นจากดวงอาทิตยเ์ พมิ่ ขึน้ อัตราการคายน้าจะ
เพิ่มขึน้ ทกุ 10 องศาเซลเซยี ส ที่อุณหภูมเิ พ่มิ ข้นึ อตั ราการคายนา้ จะเพิม่ ขึ้นสองเทา่ เพราะเม่ืออุณหภมู ิใบสงู ขึน้
ไอนา้ ในใบและไอน้าในบรรยากาศมีความแตกต่างกันมากขึ้น การคายน้ากจ็ ะเพ่มิ มากตามไปดว้ ย ในพืชท่ัว ๆ ไป
เมอื่ อณุ หภูมเิ กนิ 30 องศาเซลเซยี สปากใบจะปดิ
2. ความช้นื ในอากาศ อากาศภายในปกตมิ ีไอน้าเขม้ ข้นในขณะทบ่ี รรยากาศภายนอกปริมาณไอนา้
คอ่ นข้างตา่ อัตราการคายน้าค่อนขา้ งสงู แต่ในกรณกี ลับกนั เม่อื ไอน้าหรอื ความชืน้ ในอากาศเพิม่ ขึ้น อตั ราการ
คายน้าจะลดลงดงั กราฟ
3. ลม เมอื่ ลมพดั แรงมากข้ึน อตั ราการคายน้ายงิ่ เพ่ิม
4. ปริมาณคารบ์ อนไดออกไซด์ โดยทั่วไปปากใบเปดิ เม่อื ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ภายในช่องวา่ ง
ของใบลดลงกวา่ จุดวิกฤต แตเ่ ม่อื ใบขาดความช้นื ปากใบจะปดิ ไม่วา่ ปริมาณคารบ์ อนไดออกไซด์จะเปน็ เชน่ ใด
หมายความว่าพชื ทนต่อการขาดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นานกว่าการขาดนา้
ส่วนสภาพแวดล้อมภายในของพืช กม็ ีผลตอ่ การเปดิ ปดิ ของปากใบด้วยเช่นกนั เน่อื งจากพืชแต่ละชนดิ
มกี ารตอบสนองตอ่ สภาพแวดลอ้ มชนดิ เดยี วกันไดไ้ มเ่ ทา่ กัน ขึ้นอยกู่ บั โครงสรา้ งของพชื และความสามารถในการ
ปรับตวั ใหเ้ ข้ากบั สง่ิ แวดลอ้ มทแ่ี ตกตา่ งกนั ตวั อยา่ งของพืชทอี่ ยใู่ นท่ีแล้งนา้ ปากใบจะจมลึกลงไปในเนอื้ ใบ
(Sunken stoma) และมีอยู่เฉพาะดา้ นลา่ งของใบ ส่วนเอพเิ ดอร์มสิ บนไม่มีปากใบ เปน็ การลดอตั ราการคายน้า
ไดร้ ะดับหน่ึง พชื บางชนดิ ท่เี ปน็ พืชอวบน้า (Succulent) เชน่ ตน้ โคมญปี่ ุ่น กุหลาบหิน การปดิ เปดิ ของปากใบ
จะแตกตา่ งจากพชื ชนดิ อน่ื คือ ปากใบจะเปิดเวลากลางคนื และปดิ ในตอนกลางวัน เพื่อลดการคายน้า
112
ใบงำน
กิจกรรมท่ี 12.6 อัตรำกำรคำยน้ำของพชื
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -----
วสั ดอุ ุปกรณ์
1. หลอดคะปลิ ลารีหรอื ปเิ ปต
2. ทอ่ พลาสตกิ
3. กง่ิ ไม้
4. วาสลิน
5. อา่ งนา้ และกล่องพลาสตกิ
6. โคมไฟ
7. ไมบ้ รรทัด
8. ชุดขาตัง้
วธิ กี ำรทดลอง
1. เสียบหลอดคะปลิ ลารหี รือปเิ ปต ข้างหนง่ึ ใสเ่ ข้าไปในท่อพลาสตกิ
2. นากงิ่ ไมท้ ท่ี ีม่ ใี บสดแช่ในนา้ มาตดั โคนออกอกี เล็กนอ้ ย การตดั นี้จะตอ้ งทาใต้ผวิ น้าเพ่อื มิให้มี
ฟองอากาศเกดิ ข้นึ ในก่ิงไม้
3. เสยี บกงิ่ ไมเ้ ขา้ กบั ท่อพลาสตกิ ขณะท่อี ยู่ในนา้ ดงั ภาพ กง่ิ ไมน้ ี้จะตอ้ งกระชบั พอดกี ับทอ่ พลาสติก เพอ่ื
ไม่ให้อากาศเขา้ ไปได้ ควรทาบริเวณรอยต่อดว้ ยวาสลินเพ่ือป้องกนั การร่ัว
4. ยกทง้ั กิ่งไมแ้ ละทอ่ พลาสติกกบั หลอดแกว้ ข้นึ มาจากนา้ ใชก้ ระดาษเย่อื ซบั นา้ จากปลายหลอดออก
เล็กน้อย เพื่อใหม้ ฟี องอากาศ
5. หนีบหลอดคะปลิ ลารีใหต้ ดิ กับไมบ้ รรทดั เมือ่ เตรยี มเรยี บร้อยแลว้ จะมลี ักษณะดงั ภาพ
6. วัดระยะทีฟ่ องอากาศเคล่อื นทไ่ี ปโดยวดั จากจดุ เรม่ิ ต้นทกุ ๆ 3 นาที นานประมาณ 18 นาที
บันทึกผล
7. เม่อื ทาการทดลองขอ้ 1-6 แลว้ แบง่ นักเรียนออกเปน็ 2 กล่มุ
กลมุ่ ท่ี 1 ตงั้ การทดลองเชน่ เดยี วกับครง้ั แรก แตเ่ ดด็ ใบไม้ออกให้เหลอื จานวนใบเพยี ง ¼ ของจานวน
เดิม ใชว้ าสลนิ ทาตรงรอยเดด็ แลว้ ตง้ั เครือ่ งมอื ไวท้ เ่ี ดมิ วดั ระยะท่ีฟองอากาศเคลือ่ นที่ไปเชน่ เดยี วกบั ขอ้ 6
113
กลมุ่ ที่ 2 ตง้ั การทดลองเช่นเดียวกบั ครงั้ แรก แต่มโี คมไฟตง้ั อย่ใู กลๆ้ เพือ่ ใหแ้ สงไฟส่องถูกใบอยู่
ตลอดเวลา วดั ระยะท่ีฟองอากาศเคลอื่ นทีเ่ ชน่ เดียวกับขอ้ 6
8. นาข้อมลู ท่ีไดจ้ ากข้อ 6 กบั ข้อมูลของกลมุ่ ที่ 1 และกลมุ่ ท่ี 2 มาเขยี นกราฟเพ่ือเปรียบเทยี บอัตรา
การเคล่ือนที่ของฟองอากาศเมื่อกง่ิ ไมม้ ใี บมากกับมีใบนอ้ ยและอตั ราการเคลอ่ื นทขี่ องฟองอากาศเมอื่ ใบไมไ้ ดร้ บั
ความเขม้ ของแสงมากกับความเข้มของแสงนอ้ ย
o นกั เรียนทราบไดอ้ ยา่ งไรวา่ มีการลาเลยี งน้าเกดิ ขน้ึ
o จานวนใบและความเขม้ ของแสงมีผลต่อการคายนา้ อยา่ งไร
o การคายนา้ นา่ จะมีความสัมพันธ์กับการลาเลยี งน้าอยา่ งไร
o ถา้ ต้องการทราบวา่ ความช้ืนและกระแสลมมีส่วนเกย่ี วขอ้ งกบั การลาเลียงน้าและการคายน้า
หรือไมจ่ ะวางแผนการทดลองอย่างไร
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -----
ข้อเสนอแนะ
การทดลองเกย่ี วกบั โพโตมเิ ตอร์ สามารถเปรียบเทียบการเคล่ือนท่ีของฟองอากาศภายในเวลา 18-21
นาที กบั การทดลองเดด็ ใบออกใหเ้ หลอื เพยี ง ¼ ของใบท้งั หมด แลว้ จดั เครอื่ งมือใหมใ่ หเ้ หมือนเดมิ วัดระยะทาง
การเคลอ่ื นทีข่ องฟองอากาศภายในเวลา 18-21 นาที เท่ากัน จะพบว่าระยะทางที่ฟองอากาศในเคร่ืองมือชุด
หลังเคล่ือนท่ีไปนอ้ ยกวา่ เดมิ
การทดลองน้ี หากใช้โคมไฟส่องไปทใ่ี บ แลว้ เปรยี บเทียบกับการทดลองท้ังสองครั้งแรก จะพบว่าหากมี
การเคลื่อนที่ของฟองอากาศไปไกลกวา่ ชว่ งทไ่ี ม่ใชแ้ สงสวา่ งจากโคมไฟ แสดงว่าเมอ่ื ความเข้มของแสงเพ่มิ อัตราการ
คายนา้ จะเพิม่ ตามดว้ ย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
114
แผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ี่ 6
รำยวิชำ ว 30243 ชีววทิ ยำ 3 ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษำปที ี่ 5
เรื่อง กำรลำเลียงน้ำและคำยนำ้ ของพชื เวลำ 2.00 ชว่ั โมง
ผ้สู อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด
********************************
สำระชวี วทิ ยำ ข้อ 3
เขา้ ใจสว่ นประกอบของพืช การแลกเปลีย่ นแกส๊ และคายน้าของพืช การลาเลยี งของพืช การ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสง การสบื พนั ธขุ์ องพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการ ตอบสนองของพืช รวมทงั้ นา
ความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้
สืบคน้ ข้อมลู สงั เกต และอธบิ ายการแลกเปลยี่ นแกส๊ และการคายนา้ ของพืช
จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้
1. สืบค้นข้อมูลอภปิ ราย และอธบิ ายเกี่ยวกับกระบวนการลาเลยี งน้าของพืช
2. ทากจิ กรรมเพ่อื ศึกษาอตั ราการคายนา้ ของพชื
3. มคี วามรับผดิ ชอบ สนใจ กระตือรือรน้ ในการสบื คน้ ข้อมูลจนเกดิ ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การลาเลยี ง
น้าและการคายน้าของพชื
เนอื้ หำ/สำระกำรเรยี นรู้ (รายละเอยี ดของเนื้อหาอยู่ในใบความรทู้ ี่ 6 )
- การลาเลยี งน้าของพืช -โครงสรา้ งทท่ี าหน้าท่ใี นการลาเลยี ง
- การดูดน้าของราก - กลไกในการลาเลยี งนา้ ของพชื
กำรจดั กระบวนกำรเรียนรู้
1. ขนั้ สร้ำงควำมสนใจ
ครนู าเข้าส่กู ารเรยี นรู้ เรื่อง การลาเลยี งนา้ และการคายนา้ ของพชื โดยอภิปรายขอ้ ซกั ถามถงึ พชื ขนาดเล็ก
เช่น มอส (ถา้ ครมู ีมอส สามารถนามาเป็นตัวอยา่ งในหอ้ งเรียนก็จะดี ถ้าไม่มีใช้ภาพอภิปรายแทน) มอสมีลาต้น
ขนาดเล็กมาก การลาเลียงน้าเปน็ การแพร่จากเซลล์หนง่ึ ไปยงั อกี เซลลห์ น่งึ กเ็ พยี งพอ แตถ่ ้าต้นไม้ท่ีมีขนาดใหญ่ใช้
การแพรแ่ บบออสโมซสี ในการลาเลียงนา้ จะทาไดช้ า้ และไม่เพยี งพอต่อการดารงชีวติ จึงจาเปน็ ตอ้ งมรี ะบบลาเลียง
เพอ่ื ชว่ ยในการลาเลียงมปี ระสทิ ธภิ าพย่งิ ข้นึ
2. ขน้ั สำรวจและค้นหำ
1. ครนู าภาพหรือสไลดถ์ าวรมาใหน้ ักเรยี นดู เม่ือทบทวนโครงสรา้ งของเนอ้ื เยอื่ ภายใน ราก ลาต้น ของ
พืชใบเล้ียงเดย่ี ว และพืชใบเลีย้ งคู่ โดยเนน้ ถึงมดั ทอ่ ลาเลยี งน้า เอนเดอร์มิส ครูสรา้ งคาถามเพอ่ื นาไปสูก่ ารสบื ค้น
วา่
- น้าและธาตุอาหารเข้าสไู่ ซเลมไดอ้ ย่างไร
- เมอื่ นา้ และธาตุอาหารเขา้ สูไ่ ซเลมมีการลาเลยี งน้าไปยังปลายยอด และปลายรากอย่างไร
115
2. จากการสืบค้นนักเรยี นควรจะอธิบายถึงการลาเลียงเข้าสู่รากพืช ด้วยวิธีซิมพลาสและ อโพพลาสได้
สว่ นการลาเลียงนา้ เขา้ สปู่ ลายยอดและปลายราก นักเรยี นควรจะอธิบายถึงความสมั พนั ธข์ องแรงดันราก การคาย
นา้ และแรงดึงจากการคายนา้ ซงึ่ มผี ลต่อการลาเลียงนา้ ได้
3. ครตู ้งั คาถามเพอื่ นาเข้าสูก่ ิจกรรมท่ี 12.6 วา่ “นักเรยี นคดิ วา่ เวลาเชา้ และเวลาแดดจา้ เวลาใดพืชจะ
คายน้าไดม้ ากกวา่ กนั เพราะเหตใุ ด” เมื่อนกั เรียนอภิปรายแล้วครูให้นักเรียนตรวจสอบความคิดเห็นของนักเรียน
โดยให้นกั เรียนทากจิ กรรมที่ 12.6
4. ครใู ห้นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คนแล้วใหน้ ักเรียนทากิจกรรมท่ี 12.6 อัตราการคายนา้ ของพืช
กจิ กรรมที่ 12.6 อตั รำกำรคำยน้ำของพืช
จุดประสงคข์ องกจิ กรรม เพอ่ื ให้นกั เรยี นสามารถ
1. สารวจ ตรวจสอบอตั ราการคายน้าของพชื โดยใชเ้ คร่อื งโฟโตมิเตอร์
2. ออกแบบการทดลองเพื่อตรจสอบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
- จานวนใบกบั ความเข้มของแสงมีผลต่อการคายน้า
- การคายน้ามคี วามสัมพันธ์กบั การลาเลยี งนา้
- ความชื้นมีความสมั พันธก์ ับการคายนา้
5. นักเรียนออกแบบการทดลองและทากิจกรรมที่12.6 ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน/ ใบงาน
และตอบคาถามในหนังสือเรียน
6. หลังทาการทดลองครแู ละนกั เรยี นร่วมกันอภปิ ราย จนได้ขอ้ สรปุ ดงั นี้
1) ในการทากจิ กรรมนีม้ กี ารลาเลยี งนา้ เกิดขึน้ ทราบไดจ้ ากการเคล่อื นที่ของฟองอากาศ
ในหลอดแกว้ เคล่อื นไปทางกง่ิ ไม้
2) จานวนใบ และความเข้มของแสงมผี ลตอ่ การคายน้า ถา้ พชื มจี านวนใบมาก จะมปี าก
ใบจานวนมากดว้ ย ทาให้การคายนา้ เกดิ มาก ในทานองเดยี วกันถ้าความเขม้ ของแสงมีมากปากใบเปิด ทาให้พืช
คายนา้ ได้มากด้วย
3) การคายน้ามคี วามสมั พนั ธ์กับการลาเลยี งนา้ คอื ถา้ ใบมีการคายน้ามาก จะมีแรงดึงน้าจากท่อ
ลาเลียงใหเ้ คล่ือนที่ไปตามท่อไดต้ ลอดเวลา เพอ่ื ไปทดแทนน้าในใบทคี่ ายออกไป น่นั คือ ถา้ พชื คายนา้ มาก พชื จะ
ดูดนา้ ขึน้ มามากด้วย
4) หากต้องการทราบว่าความช้ืนและกระแสลมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลาเลียงน้าและการคายน้า
หรอื ไม่ อาจวางแผนทดลองไดห้ ลายวิธีแตว่ ิธหี นึง่ ที่ทดสอบวา่ ความช้ืนมผี ลตอ่ อัตราการคายน้า หรือ ไม่น้ันให้ใช้
ถุงพลาสตกิ ครอบกิ่งไม้ทที่ ดลองในเคร่ืองมือโพโตมิเตอร์ ซ่ึงวัดอัตราการคายน้าและบันทึกผลไว้แล้ว เม่ือครอบ
ถุงพลาสติกแล้วใชท้ ่ีฉดี ละอองนา้ ฉดี เข้าไปในถุงพลาสตกิ น้นั แล้วบนั ทกึ ผลอัตราการคายน้าเปรียบเทียบกับเม่ือไม่
ครอบถงุ พลาสตกิ
5) การทดสอบเร่อื งกระแสลมมสี ว่ นเกยี่ วข้องกบั การลาเลยี งน้าและการคายนา้ น้นั ใหใ้ ช้พัดลมเป่าไป
ที่กง่ิ ไม้แทนการใช้โคมไฟส่อง แล้วบันทกึ ผลของระยะทางการเคล่ือนทข่ี องฟองอากาศ เปรียบเทียบกับการไม่ใช้
พดั ลมเปา่
7. ครนู าอภปิ รายและใหค้ วามรู้ เรื่อง การลาเลียงน้าและการคายนา้ ของพืช (เพมิ่ เตมิ ) ตามรายละเอยี ดใน
ใบความรทู้ ่ี 6
8. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหา เรื่อง การลาเลียงน้าและการคายน้าของพืช และการทา
กิจกรรมท่ี 12.6 ว่ามีส่วนไหนทไ่ี ม่เข้าใจและใหค้ วามร้เู พ่มิ เตมิ ในสว่ นนั้น
116
3. ขั้นลงขอ้ สรุป
1. ครมู อบหมายให้นักเรียนสรปุ ความคดิ รวบยอดเก่ียวกับเน้อื หาทไ่ี ดเ้ รยี นในวันนี้
2. ครมู อบหมายใหน้ กั เรยี น ไปศึกษาเนอื้ หา เร่อื ง การลาเลยี งแรธ่ าตุของพชื ทจี่ ะเรียนในคาบเรียนตอ่ ไป
มาล่วงหนา้
สอ่ื กำรเรียนกำรสอน
1. หนังสอื เรยี นวิชาชีววทิ ยา 4 ของ สสวท.
2. อุปกรณก์ ิจกรรมท่ี 12.6 / ใบบันทกึ กจิ กรรม
3. ใบความร้ทู ่ี 6 เรือ่ ง การลาเลยี งนา้ ของพชื
4. วตั ถตุ ัวอยา่ งประกอบการสอน (ตัวอยา่ งมอส หรอื แผนภาพมอส และสไลดถ์ าวร)
กำรวัดผลประเมนิ ผล
กำรวดั ผลประเมินผล วิธกี ำรวดั เครอื่ งมอื วัด เกณฑก์ ำรผ่ำน
ด้ำน
1.การสรุปความคดิ รวบยอด 1.การสรปุ ความคดิ รวบยอด 1. ทาไดถ้ กู ตอ้ ง 70 % ขึ้นไป
1. ด้านความรู้ความ
เขา้ ใจ สังเกตจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทา ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ขนึ้ ไป
ที่ 12.6 ในชั้นเรียน กิจกรรม/ทักษะวทิ ยาศาสตร์ ไดค้ ะแนนในระดับ 2 ข้นึ ไป
2. ด้านทักษะ
กระบวนการ การสังเกตพฤติกรรมความ แบบสงั เกตพฤติกรรมความ
สนใจ และตง้ั ใจเรยี น สนใจและต้งั ใจเรยี น
3. ด้านคณุ ลกั ษณะท่ี
พงึ ประสงค์
กิจกรรมเสนอแนะ การลดอตั ราการหายใจของดอกเยบีรา
จุดประสงค์ของกจิ กรรมเพอ่ื
1. ศึกษาปจั จัยตา่ ง ๆ ท้งั ภายนอก และภายในทมี่ ผี ลต่ออตั ราการหายใจของพชื
2. สามารถออกแบบทดลอง ทาการทดลอง พรอ้ มกับวเิ คราะหผ์ ลการทดลอง ซงึ่ เกีย่ วขอ้ งกับปัจจยั ที่มี
ผลตอ่ การลดอัตราการหายใจของเซลล์
117
ควำมคดิ เห็นของผบู้ ังคบั บญั ชำ
หัวหน้ำกลุ่มสำระกำรเรยี นรู้วทิ ยำศำสตร์
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงชอื่ )
(นางดารณี พงษส์ บาย)
หัวหนา้ กล่มุ สาระฯวทิ ยาศาสตร์
หัวหน้ำกลุม่ บริหำรวชิ ำกำร
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงชอ่ื )
(นางพรพริ ุณ แจง้ ใจ)
หวั หน้ากลมุ่ บรหิ ารวิชาการ
ควำมเห็นของผบู้ ริหำรโรงเรยี น
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงชื่อ)
(นางลดั ดา ผาพนั ธ์)
ผู้อานวยการโรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศกึ ษา
118
ตัวอย่ำงกำรทำกิจกรรมสำหรบั ศึกษำกำรลดอตั รำกำรหำยใจของดอกเยบรี ำ
สมมตฐิ ำน ถา้ อณุ หภูมติ า่ ช่วยลดอตั ราการหายใจของดอกเยบีราไดจ้ รงิ ดงั นน้ั ดอกเยบรี าทเี่ กบ็ ไวใ้ นท่ีท่ีมี
อุณหภูมิต่า จะบานช้ากวา่ ดอกเยบรี าทีเ่ กบ็ ไวใ้ นอณุ หภูมหิ อ้ ง
การวดั การบานของดอกเยบีรา - จากการสงั เกตการบานของเยบรี า
ชว่ งเวลาที่ใช้ในการศึกษา - ไม่ควรเกิน 3 วัน
อณุ หภูมิตา่ - อุณหภูมทิ ตี่ า่ กว่าอุณหภมู ิห้อง เชน่ อณุ หภมู ภิ ายในต้เู ยน็
ตวั แปรอิสระ - อุณหภมู ิ
ตัวแปรตาม - การบานของดอกเยบรี า
ตวั แปรทต่ี ้องควบคุมใหค้ งที่ - ขนาดและรูปร่างของดอกเยบรี าเม่ือเริ่มทดลอง
.............................................................................................................................................................
วิธที ดลอง
จดั ดอกเยบีราเป็น 2 ชุดโดยแต่ละชุดบรรจุไว้ในถุงพลาสติก รัดยางปากถุงให้แน่น จากน้ันชุดหน่ึง
นาไปวางไว้ในตเู้ ย็น อกี ชุดหน่ึงวางไว้นอกตเู้ ย็น วดั และบนั ทึกอณุ หภมู ิท้ัง 2 บริเวณ สงั เกตแล้วบันทึกการบาน
ของดอกเยบรี าท้งั สองชุดลงในตารางบนั ทึกผล นอกจากอุณหภูมหิ อ้ งแล้วยงั มปี จั จัยภายนอกและภายในอ่ืน ๆ อกี ท่ี
เก่ียวข้องกับการหายใจของพืช เช่น แก๊สออกซิเจน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งสารเคมีท่ีกระตุ้นการ
เจรญิ เตบิ โตของพืชล้วนเป็นปัจจัยภายนอก ส่วนปัจจัยภายในได้แก่ ชนิดของเนื้อเยื่อ ขนาดของพืช อายุการ
เจริญเตบิ โตของเซลล์
119
ใบควำมรู้ ท่ี 6 กำรลำเลยี งนำ้ ของพืช
ประกอบแผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง กำรลำเลียงนำ้ และกำรคำยน้ำของพชื
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
12.8 กำรลำเลยี งน้ำของพืช
การลาเลยี งสารเข้าออกจากเซลล์ โดยเฉพาะสง่ิ มชี ีวติ ที่เปน็ เซลล์เดยี ว ส่วนใหญ่ใชห้ ลักการแพรข่ องสาร
(Diffusion)
หากเปน็ สง่ิ มีชีวติ หลายเซลล์ การแพร่ของสารกว่าจะถงึ เซลล์ซ่งึ อยูช่ ้นั ในสุดได้ เซลลอ์ าจจะตาย
เสียกอ่ น เพราะเซลลช์ ้ันในสดุ น้นั มไิ ด้สัมผัสโดยตรงกบั สิ่งแวดล้อม ตวั อย่างเชน่ ในพืชมีการลาเลยี งน้า และแร่
ธาตทุ างรากสง่ ผ่านลาตน้ ไปยงั ใบ หากเปน็ พชื ขนาดเล็กเชน่ พวกมอส ยังไมม่ โี ครงสรา้ งเกย่ี วกับการลาเลียงนา้
แตพ่ ชื พวกน้ีมขี ้อจากดั อยทู่ ีข่ นาดของตน้ จะใหญ่ไม่ได้ และจาเปน็ ต้องเจรญิ อย่ใู นบริเวณที่มีความช่มุ ช้นื อยู่
ตลอดเวลา สาหรบั พชื ทม่ี ที ่อลาเลยี งมที อ่ ท่ใี ชใ้ นการลาเลยี งน้าและแร่ธาตุโดยเฉพาะ ทาให้มขี นาดใหญแ่ ละสงู
มากได้ บางต้นอาจสงู นับรอ้ ยเมตร หากเปรยี บเทยี บกับตึกสูงในระดับเดยี วกัน คนที่อยบู่ นตกึ ตอ้ งใช้เครื่องสูบนา้
จงึ สามารถส่งน้าไปใช้ได้ แต่สาหรบั พชื แลว้ ไม่จาเปน็ ตอ้ งใชเ้ ครอื่ งสูบน้า แตม่ ีความสามารถสง่ น้าจากรากข้ึนไป
จนถงึ ใบทอี่ ยบู่ นยอดนั้นได้ การลาเลยี งน้าของพชื มปี จั จยั สาคญั ทีเ่ กี่ยวข้องอยู่ 2 ประการ คอื การดดู น้า และ
การคายน้า
12.8.1 กำรดดู น้ำของรำก
สาหรับพืชทว่ั ๆ ไป ที่เจรญิ เตบิ โตอยูบ่ นบกนน้ั ได้น้าจากดนิ โดยใชร้ ากดดู น้าและแร่ธาตจุ ากดิน
รากมีการแตกแขนงชอนไชไปในอนุภาคของดินไดม้ าก
120
การลาเลยี งนา้ และแร่ธาตุระหวา่ งเน้ือเยอื่
การที่นา้ และแร่ธาตุทรี่ ากดดู ซมึ จากดินจะผา่ นเซลล์ชนั้ นอกคือ เอพเิ ดอร์มิสเขา้ สูเ่ ซลล์ชนั้ ใน ๆ คอื
คอรเ์ ทกซ์ เอนโดเดอร์มิสและไซเลมของราก โดยอาศยั การลาเลยี งทางด้านขา้ ง (Lateral transport) ซงึ่ อย่ใู น
แนวรศั มขี องตน้ พืช และเป็นระยะทางส้นั ๆ
นา้ และแร่ธาตจุ ากดนิ จะถกู ดดู ซมึ โดยขนรากผ่านช้ันคอร์เทกซ์ จนถึงเอนโดเดอรม์ ิสโดย 2 วิธี คือ วิธี
อะโพพลาสต์ (Apoplast) คอื การท่ีน้าและแรธ่ าตผุ า่ นจากเซลล์หน่งึ ไปยงั เซลล์หนง่ึ โดยผ่านเซลลท์ ีต่ ดิ ต่อกนั และ
ชอ่ งว่างภายนอกเซลล์ อกี วิธหี นง่ึ คอื ซมิ พลาสต์ (Simplast) คอื การท่นี ้าและแรธ่ าตผุ า่ นจากเซลล์หน่ึงไปยงั อกี
เซลลห์ นงึ่ โดยผ่านทางไซโทพลาซึมทเี่ ชอื่ มต่อกนั และทะลุไปอกี เซลลห์ นึ่งโดยผา่ นทางพลาสโมเดสมาตา
(Plasmodesmata) ดังนนั้ การทส่ี ามารถผ่านไปจึงเปน็ การผา่ นช้นั เยอื่ ห้มุ เซลลเ์ ทา่ น้นั
เมื่อนา้ และแร่ธาตเุ คลอ่ื นมาถึงเอนโดเดอรม์ สิ ซง่ึ มีแคสพาเรยี นสตริปกนั้ อยู่ทีผ่ นงั เซลล์ น้าและแรธ่ าตุ
จะผ่านไปตามผนงั เซลลไ์ ม่ได้ ดงั นน้ั น้าและแร่ธาตุจงึ ตอ้ งผา่ นไปทางไซโทพลาซมึ ของเซลลเ์ อนโดเดอร์มิส น่นั คือ
วธิ อี ะโพพลาสต์ จะผา่ นชั้นเอนโดเดอร์มสิ ไปไมไ่ ด้ จงึ ตอ้ งใชว้ ิธซี ิมพลาสต์ผา่ นเย่ือหมุ้ เซลลข์ องเอนโดเดอร์มสิ เขา้ สู่
ไซโทพลาซึมของเอนโดเดอรม์ สิ แลว้ จึงเข้าสสู่ ตลี จนถึงไซเลม แร่ธาตทุ ี่ผ่านเย่ือห้มุ เซลล์จงึ ถูกคัดเลอื ก (Select)
โดยเยอ่ื หุม้ เซลล์
121
สรปุ ข้ันตอนการลาเลียงน้าและแร่ธาตุผา่ นทางดา้ นขา้ งของราก
1. เมื่อน้าและแรธ่ าตผุ า่ นขนรากของชัน้ เอพเิ ดอร์มสิ ของราก ซงึ่ เขา้ ไดท้ งั้ 2 วิธี คอื วิธีอะ
โพพลาสต์ ผ่านผนงั เซลล์ของแต่ละเซลล์ และวธิ ีซมิ พลาสต์ ผา่ นเยอื่ หุ้มเซลล์เขา้ สไู่ ซโทพลาซมึ
2. ถ้าการลาเลยี งนน้ั เข้าทางอะโพพลาสต์ น้าและแร่ธาตุบางสว่ นจะลาเลยี งเขา้ เซลลข์ องเอพิ
เดอร์มสิ และคอร์เทกซ์โดยวธิ ีซมิ พลาสต์
3. นา้ และแรธ่ าตทุ เี่ ขา้ สเู่ อนโดเดอร์มสิ ทางผนงั เซลล์ (วธิ ีอะโพพลาสต)์ จะไม่สามารถผ่านแค
สพาเรียน สตริปของเอนโดเดอรม์ ิสไปได้โดยวิธอี ะโพพลาสต์ จงึ ใช้วิธซี ิมพลาสตเ์ พ่อื ผ่านเยือ่ หมุ้ เซลลข์ องเอนโด
เดอร์มิส
4. เซลลข์ องเอนโดเดอร์มสิ และเซลลใ์ นช้ันสตีล สง่ นา้ และแรธ่ าตเุ ข้าสู่ไซเลม
ไซเลมประกอบดว้ ยเทรคดี และเวสเซลซงึ่ เปน็ เซลลท์ ตี่ ายแลว้ ไม่มโี พรโทพลาซึม เหลือแต่ผนงั เซลล์และช่องวา่ ง
(Lumen) เมอ่ื นา้ และแรธ่ าตุเขา้ สูไ่ ซเลมจงึ เปล่ียนจากวธิ ซี มิ พลาสตเ์ ปน็ อะโพพลาสต์ หลงั จากนน้ั จะลาเลียงขึ้นสู่
ลาต้นตอ่ ไป
ในช้ันเอพิเดอร์มิสของรากมีบางเซลล์ ท่มี สี ่วนของเซลลย์ ่ืนออกมา เรยี กวา่ ขนราก (Root hair) ขน
รากนอกจากจะซอนไซไปในดินเป็นบรเิ วณกว้างแล้วยงั เพ่มิ พน้ื ทผ่ี ิวให้รากได้สัมผัสกบั นา้ และอากาศ ในดินมากขนึ้
อีกดว้ ย เนื่องจากขนรากเป็นส่วนหน่ึงของเซลลเ์ อพิเดอร์มสิ และมีขนรากอยเู่ ฉพาะบางช่วงของรากเทา่ น้นั การจะ
ดวู า่ เซลลท์ ี่มีขนรากมีอายุมากหรอื น้อยดูได้จากแวคิวโอลที่อยู่ในเซลล์ คือ เซลลท์ ่มี ีอายนุ อ้ ย ๆ แวคิวโอลจะมี
ขนาดเลก็ และมีอย่หู ลาย ๆ อนั เมอ่ื เซลล์อายุมากขนึ้ แวควิ โอลเลก็ ๆ เหล่านน้ั จะรวมกันเปน็ แวควิ โอลขนาดใหญ่
จานวนแวควิ โอลในเซลลจ์ ึงนอ้ ยลง แวควิ โอลเหล่านจี้ งึ เปน็ ทเี่ กบ็ นา้ ท่ีเข้าสู่เซลลข์ องรากไดเ้ ปน็ อย่างดี
การท่นี ้าจะออสโมซิสเข้าหรือออกจากเซลล์ราก อยทู่ ีค่ วามแตกตา่ งระหว่างความเขม้ ข้นของ
สารละลายในดนิ กบั เซลลข์ องราก ซง่ึ ในสภาวะปกติความเข้มขน้ ของสารละลายในดนิ รอบ ๆ ราก มักมีความ
เขม้ ข้นนอ้ ยกวา่ ความเข้มขน้ ของโพรโทพลาซึมของเซลลร์ าก นา้ ในดนิ จึงออสโมซิสเขา้ สเู่ ซลลข์ องราก ในกรณี
กลบั กนั หากความเข้มขน้ ของสารละลายในดนิ รอบๆ รากมีความเข้มขน้ สงู กว่าความเขม้ ข้นของโพรโทพลาซมึ ของ
เซลล์ราก นา้ ในเซลล์รากจะออสโมซิสออก
เหตทุ ี่ใสป่ ยุ๋ ในปรมิ าณมากลงไปทโี่ คนตน้ พืช จะทาใหพ้ ชื ตายไดเ้ พราะความเข้มขน้ ของสารละลายใน
ดนิ จะมมี ากข้ึน เนื่องจากปุ๋ยเคมลี ะลายน้าไดด้ ี ทาให้มคี วามแตกต่างระหวา่ งความเขม้ ขน้ ของสารละลายในดินกับ
ความเข้มขน้ ของโพรโทพลาซมึ ในเซลลร์ ากมีค่าน้อยลง รากจะดดู น้าจากดินได้น้อยกวา่ ปกติ หากเหตกุ ารณน์ เ้ี กิด
ตดิ ต่อกนั นาน ๆ พืชจะได้รบั นา้ นอ้ ยลงจนไมเ่ พียงพอกบั ความตอ้ งการของพชื พชื อาจถงึ ตายได้ และยงิ่ ความ
เข้มข้นของสารละลายในดนิ ทมี่ ปี ยุ๋ เคมอี ยใู่ นปริมาณมากมคี วามเขม้ ข้นสูงกวา่ ความเขม้ ขน้ ของโพรโทพลาซมึ แล้ว
รากจะสูญเสยี นา้ ด้วยกระบวนการพลาสโมไลซสิ (Plasmolysis)
โครงสร้างของขนรากเหมาะสมกับการดูดซึมนา้ จากส่งิ แวดลอ้ มคือ ขนรากมีพื้นทผ่ี ิวสัมผสั กบั
สารละลายในดนิ ไดม้ ากกวา่ ส่วนอ่นื ๆ ของราก รวมทัง้ ภายในเซลลท์ มี่ ีขนรากมีแวคิวโอลขนาดใหญท่ ีส่ ามารถบรรจุ
น้า สารละลาย แร่ธาตแุ ละสารต่าง ๆ ได้มากกอ่ นทจ่ี ะสง่ ไปยงั ไซเลม
น้าจากดนิ เขา้ สรู่ ากและเขา้ สู่เซลลต์ า่ ง ๆ ภายในรากได้ เนือ่ งจากเซลล์ต่าง ๆ ในรากตดิ ต่อกันอย่าง
ต่อเนื่อง เม่อื นา้ จากดนิ ออสโมซสิ เขา้ สเู่ ซลล์ราก ทาใหค้ วามเขม้ ขน้ ของสารละลายภายในเซลลท์ ม่ี ขี นรากมีความ
เขม้ ข้นน้อยกว่าเซลล์ท่อี ยู่ใกลเ้ คยี งซง่ึ อยตู่ ดิ ๆ กนั ทาให้เกดิ การออสโมซิส นา้ จากเซลล์ทม่ี ขี นรากจงึ ออสโมซิสเข้าสู่
เซลล์ใกลเ้ คยี ง ทาให้เซลล์ใกลเ้ คยี งกนั มีความเขม้ ขน้ ของสารละลายภายในเซลล์นอ้ ยกวา่ เซลล์ที่อยู่ถดั เขา้ ไปขา้ งใน
เป็นการออสโมซิสตอ่ เนือ่ งเป็นทอด ๆ ทาใหเ้ ซลลท์ กุ ๆ เซลลใ์ นรากได้รบั นา้ ทวั่ กันทุกเซลล์ และเมอ่ื ส่งน้าเข้าสทู่ ่อ
122
ลาเลยี ง คอื ไซเลม แล้วพชื จะลาเลยี งน้าตอ่ ไปยงั ส่วนต่าง ๆ ท้ังยอด ลาตน้ และใบ กิง่ เพ่อื ส่งน้าไปใหท้ ุก ๆ
เซลลข์ องตน้ พชื
12.8.2 โครงสรา้ งท่ีทาหนา้ ที่ในการลาเลียง
หลงั จากการลาเลยี งนา้ จากขนรากเข้าสรู่ ากดังที่ได้กลา่ วมาแล้ว น้าจะถกู ลาเลยี งผ่านไปในทอ่
ลาเลยี ง ทเี่ รยี กวา่ วาสคิวลาร์บนั เดลิ ท่มี ีอยใู่ นรากและลาต้น ซึ่งประกอบด้วยไซเลม ทาหนา้ ท่ลี าเลยี งน้าและ
สารละลายท่มี แี ร่ธาตุ กับโฟลเอม็ ทาหน้าท่ลี าเลยี งอาหารทพี่ ืชสรา้ งจากกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงไปยงั สว่ น
ต่าง ๆ ของพชื
ปจั จยั ควบคุมกำรลำเลยี งน้ำ
ปจั จัยทเ่ี กีย่ วข้องกบั การดดู และลาเลยี งน้า มอี ยู่หลายประการ ได้แก่
1. ปริมำณน้ำในดิน เมอ่ื น้าในดนิ มีปรมิ าณมากพอ อตั ราการดดู นา้ ของรากจะมมี ากตามไปดว้ ย แต่ถ้า
มีปริมาณน้าในดนิ มากเกินไปจนเกิดการทว่ มขังอยู่ที่โคนตน้ พชื มากจนเกนิ ไป อตั ราการดูดน้าก็จะลดน้อยลง และ
ช้าลงกว่าปกติ เนื่องจากสภาพน้าท่วงขังราก ทาให้ปริมาณแก๊สออกซิเจนท่ีเซลล์ของรากได้รับจะลดน้อยลง
เพราะปริมาณแกส๊ ออกซเิ จนในนา้ ยอ่ มนอ้ ยกว่าท่มี อี ยู่ในอากาศ จงึ เกิดผลกระทบทาใหก้ ระบวนการเมแทบอลิซึม
ของเซลลท์ ่รี ากเกดิ ข้นึ น้อยกวา่ อตั ราปกติ มผี ลทาให้รากขาดนา้ ได้ทงั้ ๆ ทร่ี ากแชอ่ ยู่ในนา้
2. อุณหภมู ิในดนิ อณุ หภูมใิ นดินมีสว่ นเกีย่ วข้องกับการลาเลยี งน้าดว้ ย อณุ หภมู ิในดนิ ตอ้ งไม่สงู หรอื ต่า
เกนิ ไป รากจงึ จะดูดนา้ ไดด้ ีและรวดเร็วในกรณีทีอ่ ณุ หภูมสิ งู เกนิ ไป หรอื ต่ามาก ๆ จนน้ากลายเปน็ นา้ แข็งแลว้ ราก
พืชจะไม่สามารถดดู น้าไดท้ าให้รากขาดน้า
3. สำรละลำยในดิน การที่สารละลายในดินมีความเข้มข้นสูงมากไปทาให้พืชต้องสูญเสียน้าให้กับดิน
น้าจากใบและรากจึงแพร่ออกส่ดู นิ จนทาให้พชื สูญเสยี น้าไปมากจนอาจทาให้พชื ถึงตายได้
4. อำกำศในดิน อากาศในดินและการถ่ายเทอากาศในดินมีความสาคัญต่อการดูดน้าเช่นเดียวกัน
เพราะรากต้องการออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการเมแทบอลิซึม ถ้าดินอัดตัวกันแน่นเกินไปจนไม่มีช่องว่างของ
อากาศ หรอื มนี า้ ขังอยู่ อากาศในดินจะน้อยลง ทาใหร้ ากขาดแกส๊ ออกซิเจน สง่ ผลให้การดูดน้าของพืชก็น้อยลง
ด้วย
12.8.3 กลไกกำรลำเลยี งน้ำของพชื
กลไกที่พืชใช้ในการลาเลียงน้าจากรากไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืชนั้นมีอยู่หลายประการ เช่น
แรงดันบวก (Root pressure) แรงดงึ จากการคายน้า (Transpiration pull) เป็นตน้
1. แรงดนั รำก (Root pressure) เมื่อพืชดดู นา้ ทางรากตลอดเวลา ทาให้ปริมาณน้าในรากมีจานวน
มากขน้ึ จนเกิดแรงดนั ในรากสูงมากข้ึนจนสามารถดนั ให้ของเหลวไหลข้นึ ไปตามทอ่ ไซเลม แรงดันน้เี รยี กวา่ แรงดนั
รำก (Root pressure) หากปากใบเปิดจะดันต่อเนื่องจนออกมาเป็นไอน้าทางปากใบ แต่เม่ือปากใบปิดน้าจึง
ออกมาเป็นหยดท่ีปลายของเส้นใบซ่ึงมีรูเล็ก ๆ รากนี้ได้จากการใช้ต้นไม้ขนาดเล็ก ๆ เช่น ต้นหงอนไก่
ดาวกระจาย ดาวเรอื ง รดน้าในกระถางใหช้ ุ่ม ตัดลาตน้ ในระดับสงู กวา่ ดินในกระถางราว 4-5 ชม. บริเวณรอย
ตัดจะเห็นของเหลวซมึ ออกมาแล้วสามารถตอ่ กับเครอ่ื งมอื มาโนมเิ ตอร์ (Manometer) ซงึ่ เปน็ เครือ่ งวดั ความดันทา
ให้สามารถคานวณแรงดันรากได้
ในตน้ ไม้บางชนดิ เช่น พืชตระกูลสนมีแรงดันรากน้อยมาก บางครั้งในขณะท่ีพืชต้องการน้ามาก พืช
กลบั มแี รงดันรากน้อย เชน่ ในฤดแู ล้ง พชื จะต้องใชว้ ธิ ตี ่าง ๆ เพอ่ื ลาเลยี งน้าขน้ึ ไปสู่ลาต้นทอ่ี ยู่สงู ๆ ได้
2. แรงดงึ เนือ่ งจำกกำรคำยนำ้ (Ttranspiration pull) โจเซฟ โบหม์ (Josef Bohm)
123
เมอ่ื โบห์มทดลองต้มน้าในบีกเกอร์ใหร้ ้อน เพื่อทาใหน้ ้าในหมอ้ ดนิ เผาซง่ึ เป็นหมอ้ พรุนร้อนข้ึน ดังรูป ก.
ทาใหฟ้ องอากาศในหลอดคะปิลลารีถูกไล่ออกไปเมอื่ เอาบีกเกอร์ท่ีมนี ้าร้อนออก ทาให้น้ามีอยเู่ ตม็ หลอดคะปิลลารี
เม่ือตงั้ ทิง้ ไวส้ ักระยะหนงึ่ จะระเหยออกไปจากหมอ้ พรนุ ทาใหร้ ะดบั ปรอทขน้ึ ไปไดส้ งู ถึง 100 เซนตเิ มตร
ถ้าใส่น้าแทนปรอท น้าจะขึ้นสูงได้ถึง 1,300 เซนติเมตร ในขณะท่ีปรอทข้ึนได้สูงเพียง 100
เซนติเมตร เพราะปรอทหนักกวา่ น้าถึง 13 เท่า
เม่อื นา้ ระเหยออกจากหม้อพรุนแล้ว ระดับปรอทในหลอดคะปิลลารีจะเข้าไปแทน ทาให้ระดับปรอท
สงู ข้นึ เนือ่ งจากมแี รงดึงดดู ระหวา่ งโมเลกุลของน้า เมอื่ โมเลกุลท่อี ย่บู รเิ วณผิวด้านนอกของหม้อพรุนหลุดออกไป
จะฉุดโมเลกลุ ของน้าท่อี ยู่ถัดไปออกมาแทนที่ โมเลกุลสุดทา้ ยของน้าท่อี ย่ตู ดิ กบั ปรอทจะดดู โมเลกุลของปรอท ให้
เคลอ่ื นทต่ี ามไปดว้ ย ทาให้ระดบั ปรอทในหลอดคะปลิ ลารสี งู ขนึ้
เนือ่ งจากนา้ มีแรงดึงดดู ระหวา่ งโมเลกุลของน้าดว้ ยกนั เอง ทีเ่ รยี กวา่ โคฮชี นั (Cohesion) จงึ สามารถที่จะ
ดงึ น้าใหไ้ หลไปตามทอ่ ไดอ้ ย่างตอ่ เน่อื งโดยไม่ขาดตอน เมื่อนา้ ในหมอ้ พรุนระเหยออกไป นา้ ในโมเลกลุ ถดั ไปจึงถูก
ดดู ตามไป
ไซเลมเปน็ ทอ่ ลาเลยี งของพืชท่มี เี สน้ ผ่านศนู ยก์ ลางขนาดเลก็ เปรียบเหมอื นหลอดคะปิล ลารี ซึ่งมีแรง
ดึงดูดระหว่างโมเลกลุ ของน้ากับผนังดา้ นข้างของหลอด เรียกวา่ แอดฮชี นั (Adhesion) ทาให้น้าเคล่อื นทีข่ นึ้ ไปใน
หลอดเลก็ ๆ นี้ได้สงู กวา่ หลอดทม่ี รี ใู หญก่ ว่า กระบวนการน้เี รยี กวา่ คะปิลลำรีแอคชนั (Capillary action)
คะปลิ ลารีแอคชันจึงเปน็ กระบวนการหนึ่งของการลาเลียงน้าในทอ่ ไซเลมรวมท้ังเม่ือพืชคายน้าออกทาง
ปากใบ ทาใหเ้ กดิ แรงดึงในท่อไซเลม ดึงน้าข้นึ สู่ลาต้นและใบได้ รากจึงเกดิ แรงดึงนา้ จากดินเขา้ มาในท่อไซเลมได้
แรงดงึ เนอ่ื งจากการสูญเสยี น้านเ้ี รียกวา่ แรงดงึ เนอื่ งจากการคายน้า (Transpiration pull)
เมื่อพืชคายน้าออกทางใบทาให้เกิดแรงดึงน้าข้ึนตามท่อไซเลม แรงดึงน้ีเรียกว่า ทรานสไปเรชันพูล
(Transpiration pull) หรอื แรงดึงเน่อื งจากการคายนา้ และโมเลกลุ ของนา้ มแี รงดึงดูดระหว่างโมเลกุลท่ีเรียกว่า
โคฮชี นั (Cohesion) การไหลของน้าในทอ่ ไซเลมจงึ ตอ่ เนอ่ื งกนั ได้ เมอื่ ใบคายน้าได้มากรากจะต้องดูดน้าเข้าไปให้
มากพอ พืชจงึ จะไม่เหี่ยว เพราะอตั ราการคายนา้ กบั การดดู น้าของรากสมดุลกนั
หากไซเลมเกดิ มฟี องอากาศเข้าไปแทรกดว้ ยเหตุใดกต็ าม จะทาใหก้ ารลาเลียงน้าในท่อไซเลมช้ากว่าเดิม
หรือหยุดชะงกั ได้ ดังนัน้ การตัดดอกไม้เพ่อื ปกั ในแจกัน เพอ่ื ไม่ใหด้ อกไมเ้ หี่ยวเฉาเร็วมักนิยมตดั โคนก่ิงดอกไม้ออก
อีกเล็กน้อย ก่อนจะไปปกั แจกนั โดยการนาไปตดั ใต้ผิวนา้ และจงึ รบี จุม่ ก่งิ ไมน้ น้ั ลงในแจกนั ทมี่ ีน้า
ชาวสวนจึงใชป้ ระโยชน์จากความรเู้ ร่ืองการคายนา้ นี้ โดยการตดั ดอกไม้ตอนเชา้ มืดมากกว่าตอนกลางวัน
เพราะตอนเช้ามดื แสงสวา่ งยังไม่มหี รอื มีก็ไม่มาก ปากใบจึงปดิ การคายน้าจงึ นอ้ ยจึงไมเ่ หีย่ วง่ายเหมอื นการตดั ดอก
ในตอนกลางวนั
ในปจั จุบนั นยิ มขายผกั ในซปุ เปอรม์ าเก็ตของห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ หลายแห่ง ผักจะเห่ียวเร็วกว่าปกติ
เพราะอยู่ในหอ้ งปรบั อากาศซงึ่ มคี วามช้ืนน้อยและมีลมโกรกอยู่ตลอดเวลา ผู้ขายจึงจาเป็นต้องฉีดละอองน้าพรม
อยู่ที่พืชผักบอ่ ย ๆ
เชือ่ กันวา่ การคายนา้ ใหโ้ ทษกับพชื มากกวา่ ใหป้ ระโยชน์ เพราะมผี ู้ศึกษาว่า ข้าวโพดตน้ หน่ึงต้ังแต่งอกจน
โตใหฝ้ ักแล้วตายนั้น ใชน้ ้าถงึ 54 แกลลอน แต่นา้ ท่พี ืชนาไปใชป้ ระโยชนจ์ ริง ๆ นน้ั ไม่มากเท่าใด ส่วนใหญ่ถูก
กาจดั ออกโดยการคายนา้ หากรากดูดเข้ามาทดแทนไม่พอพืชอาจถึงตายได้หรือมิฉะน้ันอาจเจริญเติบโตช้ากว่า
ปกติ
124
พืชแตล่ ะชนิดมอี ตั ราการคายน้าไมเ่ ทา่ กัน ปริมาณปากใบเป็นตัวบอกได้ถึงอัตราการคายน้าว่ามากน้อย
ตา่ งกนั หากปากใบมมี ากกว่า การคายน้าจะมากกว่าดว้ ย ในพชื ทะเลทรายมลี กั ษณะต่าง ๆ ชว่ ยลดการคายน้าได้
มากเชน่ มีช้ันคิวทเิ คิลหนา ลาต้นกิ่งกา้ นและใบลว้ นอวบน้า พืชบางชนิดอาจลดการคายน้าในช่วงเวลากลางวัน
เนื่องจากอากาศร้อนจดั จึงปดิ ปากใบในเวลากลางวนั และเปิดปากใบในตอนกลางคืน
ในปัจจุบันมกี ารทดลองปลูกพชื อยา่ งประหยัดโดยใช้นา้ หยด ด้วยการตอ่ ท่อส่งน้าให้พชื แต่ละต้นโดยตรง
พรอ้ มกับการควบคมุ ปรมิ าณน้าในพืชทลี ะน้อย ๆ แต่สม่าเสมอ โดยกาหนดใหน้ ้าที่ออกมานน้ั พอเพียงกบั การใช้น้า
ของพืช โดยลดการสูญเสียน้าท่ีระเหยออกทางผิวดิน และการคายน้าของพืช นอกนั้นยังสามารถให้ปุ๋ยอย่าง
เหมาะสมไดโ้ ดยใชร้ ะบบนี้ด้วย
125
แผนกำรจดั กำรเรยี นรทู้ ่ี 7
รำยวชิ ำ ว 30243 ชวี วทิ ยำ 3 ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษำปที ี่ 5
เรอ่ื ง กำรลำเลยี งแร่ธำตขุ องพืช เวลำ 2.00 ชวั่ โมง
ผู้สอน นำงสำวปวีณำ งำมชัด
********************************
สำระชีววิทยำ ขอ้ 3
เข้าใจสว่ นประกอบของพืช การแลกเปลย่ี นแกส๊ และคายน้าของพืช การลาเลียงของพืช การ
สงั เคราะหด์ ้วยแสง การสืบพันธข์ุ องพชื ดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการ ตอบสนองของพชื รวมทั้งนา
ความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้
สืบคน้ ข้อมลู และอธบิ ายกลไกการลาเลยี งนา้ และธาตุอาหารของพชื
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้
1. สืบค้นและอภิปรายเกย่ี วกบั ชนดิ ของธาตุอาหารท่จี าเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
2. วเิ คราะหแ์ ละอธบิ ายทศิ ทางการลาเลยี งธาตอุ าหารของพชื จากการศึกษาของนักวทิ ยาศาสตร์
3. มคี วามรบั ผดิ ชอบ สนใจ กระตือรือร้นในการสบื คน้ ขอ้ มูลจนเกดิ ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั การลาเลยี ง
แร่ธาตขุ องพชื
เนื้อหำ/สำระกำรเรียนรู้ (รายละเอยี ดของเน้อื หาอยูใ่ นใบความรูท้ ่ี 7)
การลาเลยี งแรธ่ าตขุ องพชื
กำรจัดกระบวนกำรเรยี นรู้
1. ขนั้ สรำ้ งควำมสนใจ
ครูนาเข้าส่บู ทเรยี นโดยยกสถานการณ์ในชีวิตประจาวันมาให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันอย่างอิสระ ดังน้ี
ในการปลูกพชื ถา้ จะให้พืชเจรญิ ดตี อ้ งใสป่ ๋ยุ ลงไปในดนิ ปัญหาคือ
- ทาไมจงึ ตอ้ งใสป่ ๋ยุ ใหแ้ ก่พชื
- ธาตุอาหารเหลา่ นน้ั เขา้ สูต่ ้นพชื ได้อย่างไร
- ธาตุอาหารท่ีจาเป็นต่อการเจรญิ เติบโตของพืชมีอะไรบา้ ง
- ถา้ ขาดธาตุอาหารการเจริญเติบโตของพืชจะเป็นอยา่ งไร
2. ข้นั สำรวจและค้นหำ
1. เพื่อตรวจสอบปญั หาข้างตน้ ครูใหน้ ักเรยี นสบื ค้นเร่ืองการลาเลียงธาตอุ าหารของพชื แล้วนามาอภิปราย
ซึง่ จากการอภิปรายควรสรปุ ได้วา่ การลาเลียงธาตอุ าหารจากภายนอกเข้าสู่ราก ถ้าธาตุอาหารจากภายนอกเซลล์
รากมคี วามเขม้ ข้นสูงจะแพร่เขา้ สู่เซลล์ราก และถา้ ธาตอุ าหารจากภายนอกเซลล์รากมีความเข้มข้นต่ากว่าภายใน
เซลล์ราก การลาเลียงจะต้องใช้พลังงานจากเซลล์มาช่วยในการลาเลียง หลังจากน้ันเซลล์รากจะลาเลียงธาตุ
อาหารเข้าสเู่ น้ือเย่ือไซเลมเช่นเดยี วกับการลาเลียงนา้
126
2. ครนู าอภิปรายต่อไปถึงความสาคัญของธาตุอาหารท่ีมีต่อพืช เพื่อให้นักเรียนได้คิดและตระหนักถึง
ความสาคัญของธาตุอาหาร โดยใช้คาถามอภปิ รายร่วมกับนกั เรียนเพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่าการเจริญเติบโตและความ
สมบูรณ์ของพืชจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าพืชไม่ได้รับธาตุอาหาร พร้อมท้ังให้นักเรียนยกตัวอย่างพืชที่ขาดธาตุอาหารที่
นักเรียนเคยมีความรูม้ าประกอบการอภิปราย และวิธีที่จะแก้ปญั หาพืชท่ีขาดธาตอุ าหาร การใสป่ ๋ยุ เป็นวิธีการหนง่ึ
ทจี่ ะช่วยให้พชื เจริญเติบโตไดเ้ ปน็ ปกตใิ นดินที่ขาดธาตอุ าหาร ปุ๋ยอนิ ทรยี ์นอกจะชว่ ยเพ่มิ ธาตุอาหารให้กับดินแล้ว
ยงั ชว่ ยรักษาสภาพแวดล้อมของดนิ ดว้ ย และสารอนิ ทรียต์ ่างๆ จะถูกย่อยสลายได้งา่ ยและยงั ไมม่ ีสารพิษตกค้างอยู่
ในดินดว้ ย
4. ครูชี้แจงเพ่มิ เติมสภาพการขาดธาตอุ าหารของพืชแต่ละชนิดในธาตุอาหารต่างชนิดกัน จะมีลักษณะ
ตา่ งกนั ออกไปขึ้นอย่กู ับหนา้ ทข่ี องธาตุอาหารนั้นๆ และความสามารถในการเคล่ือนท่ีของธาตุอาหารในท่อลาเลียง
เช่น การขาดธาตฟุ อสฟอรัส ธาตไุ นโตรเจน พืชเคลื่อนยา้ ยไปยังใบออ่ นทาได้ง่าย ดงั นั้นเมื่อเคลือ่ นยา้ ยไปแล้วใบ
แก่จึงแสดงอาการก่อน ในทางตรงกันข้ามธาตุอาหารบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก กามะถัน เคล่ือนย้ายได้ยาก
หรือไมเ่ คล่อื นย้ายไปยงั ใบออ่ น เมือ่ ขาดธาตุนจี้ ะแสดงทใี่ บอ่อนกอ่ น
5. ครูอภปิ รายซักถามการปลกู พชื ในสารละลาย โดยใชค้ าถามดังน้ี
- การปลูกพชื ในสารละลายมวี ิธีการอย่างไร
- ผู้ปลกู พืชในสารละลายรไู้ ด้อย่างไรวา่ จะตอ้ งใส่ธาตอุ าหารใดลงไปสารละลายท่ปี ลูกพืช
- การปลกู พืชในสารละลายเมื่อเปรียบเทียบกบั การปลูกพชื ในดนิ มขี ้อได้เปรยี บ และเสยี เปรียบอยา่ งไร
จากการอภปิ ราย นักเรียนควรตอบได้ว่า การปลูกพืชในสารละลายต้องศึกษาหน้าที่ของธาตุอาหารๆ
ธาตอุ าหารใดต้องการมากหรือน้อย จึงนามาใช้ในการเตรียมสารปลูกได้การปลูกพืชโดยวิธีนี้จะทาให้พืชได้ธาตุ
อาหารเต็มท่ี ปราศจากโรครบกวน แต่มีคา่ ใชจ้ ่ายสงู กวา่ การปลูกพืชในดนิ
6. ครูใหน้ ักเรียนตอบคาถามในหนังสือเรียน ดังนี้
- ธาตุใดบ้างทีพ่ ชื ต้องการในปริมาณมากกว่าร้อยละ 0.1 และธาตุใดบ้างท่ีพืชต้องการในปริมาณที่
น้อยกว่า 0.01 (ธาตุท่ีพืชต้องการในปริมาณมากกว่าร้อยละ 0.1 คือ ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แคลเซียม
โพแทสเซียม ไนโตรเจน ออกซิเจน คาร์บอน ส่วนธาตุท่ีพืชต้องการในปริมาณที่น้อยกว่า 0.01 คือ โบรอน
สังกะสี นกิ เกิล แมงกานสี ทองแดง โมลบิ ดีนัม)
- รูปทีเ่ ปน็ ประโยชน์ท่ไี ดร้ ับในสารละลายมีอะไรบ้าง และพชื รบั มาโดยวิธีใด
( ฟอสเฟต สารละลายปนมากบั น้า
ไนเตรด แอมโมเนยี ม สารละลายปนมากับน้า
ไฮโตรเจน รับมาในรปู ของน้า
ออกซเิ จน รบั มาในรูปของน้า
ซัลเฟต รบั มาในรปู สารประกอบปนมากับนา้ )
- พชื ผกั ต้องการธาตอุ าหารชนิดใดมากเปน็ พเิ ศษ (พืชผัก เช่น พืชกินใบต้องการไนโตรเจน เพ่ือเร่ง
การเจริญเตบิ โตของใบและลาตน้ )
- การปลูกพืชในสารละลาย นอกจากต้องคานึงถึงชนิดและปริมาณสารอาหารท่ีเหมาะสมต่อการ
เจริญเติบโตแลว้ ตอ้ งคานึงถงึ ปจั จัยอะไรอีกบ้าง เพราะเหตุใด (การเปลี่ยนค่า pH ในสารละลาย เนื่องจากพืชใช้
สารละลายท่ีแตกตา่ งกัน ปริมาณธาตอุ าหารในรปู ทพี่ ชื จะนาไปใช้จะเปลย่ี นไปดว้ ย เชน่ โพแทสเซียม แคลเซยี ม
ปกติค่า pH ในสารละลายที่เร่ิมปลูกพืชประมาณ 5 แต่เม่ือปลูกไประยะหน่ึงค่า pH ในสารละลายอาจสูงขึ้น
เน่ืองจากพืชจะดูดสารที่มีประจุลบ เช่น ไนเตรต ซัลเฟต และฟอสเฟต ได้เร็วกว่าสารที่มีประจุบวก เช่น
โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนเี ซยี ม พชื จะปลอ่ ยไฮดรอกไซด์ไอออนออกมาแทนท่ีประจุลบที่พืชดูดเข้าไป
สารละลายจึงเปน็ เบสเพ่ิมข้ึน ค่า pH จงึ สูงขึน้ การปลูกพชื ในสารละลายจงึ หาวิธีปอ้ งกันไม่ให้ค่า pH เปลี่ยนไป
หรือเปล่ียนไปได้น้อยมาก ดว้ ยวธิ เี ตมิ กรดหรือเบสลงไปเพ่ือปรับค่า pH ให้ได้ตามท่ีต้องการ นอกจากน้ียังต้อง
คานงึ ถงึ ปริมาณออกซเิ จนในสารละลาย อุณหภมู ิ และความเข้มของแสงเป็นสาคญั อกี ดว้ ย
127
7. ครนู าอภิปรายและให้ความรู้ เรอ่ื ง การลาเลยี งแรธ่ าตขุ องพชื (เพ่ิมเตมิ )ตามนใบความรทู้ ี่ 7
8. ครเู ปิดโอกาสใหน้ กั เรียนสอบถามเนอ้ื หา เร่ือง การลาเลียงแรธ่ าตุของพชื วา่ มีส่วนไหนท่ีไม่เข้าใจและ
ให้ความรเู้ พิม่ เติมในสว่ นน้ัน
3. ขั้นลงขอ้ สรปุ
1. ครูมอบหมายให้นักเรียนสรปุ ความคิดรวบยอดเกีย่ วกบั เนอื้ หาท่ไี ดเ้ รียนในวนั น้ี
2. ครูมอบหมายให้นักเรยี น ไปศกึ ษาเนื้อหา เรอื่ ง การลาเลยี งสารอาหารของพชื ที่จะเรียนในคาบเรียน
ตอ่ ไป มาลว่ งหน้า
ส่อื กำรเรียนกำรสอน
1. หนงั สือเรยี นวิชาชีววทิ ยา 4 ของ สสวท.
2. ใบความรู้ที่ 7 เรอื่ ง การลาเลยี งแรธ่ าตขุ องพืช
กำรวดั ผลประเมนิ ผล วิธีการวดั เครื่องมือวดั เกณฑ์การผา่ น
การวัดผลประเมนิ ผล
ด้าน 1.การสรุปความคดิ รวบยอด 1.การสรุปความคดิ รวบยอด 1. ทาได้ถูกตอ้ ง 70 % ข้ึนไป
1. ดา้ นความรคู้ วาม
เขา้ ใจ สงั เกตจากการปฏบิ ัติกิจกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ได้คะแนนในระดับ 2 ข้ึนไป
2. ด้านทักษะ ในชนั้ เรยี น ทากจิ กรรม/ทกั ษะ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ขนึ้ ไป
กระบวนการ วทิ ยาศาสตร์
การสังเกตพฤติกรรมความ
3. ดา้ นคณุ ลักษณะที่ สนใจ และตงั้ ใจเรยี น แบบสงั เกตพฤตกิ รรมความ
พงึ ประสงค์ สนใจและตั้งใจเรียน
128
ควำมคดิ เห็นของผบู้ ังคับบญั ชำ
หวั หนำ้ กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตร์
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงช่ือ)
(นางดารณี พงษส์ บาย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระฯวิทยาศาสตร์
หัวหน้ำกลมุ่ บรหิ ำรวชิ ำกำร
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงช่อื )
(นางพรพิรุณ แจง้ ใจ)
หวั หนา้ กลมุ่ บริหารวิชาการ
ควำมเหน็ ของผูบ้ ริหำรโรงเรียน
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงชอื่ )
(นางลดั ดา ผาพนั ธ์)
ผู้อานวยการโรงเรยี นโคกโพธไ์ิ ชยศกึ ษา
129
ใบควำมรู้ ท่ี 7 กำรลำเลียงแรธ่ ำตขุ องพืช
ประกอบแผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ่ี 7 กำรลำเลียงแรธ่ ำตขุ องพชื
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
12.9 กำรลำเลียงแร่ธำตุของพชื
เนือ่ งจากน้าเปน็ ตวั ทาละลายท่ีดี ดังนั้นน้าท่ีพืชดูดเข้าไปใช้จึงไม่ใช่น้าบริสุทธ์ิ เนื่องจากน้าท่ีอยู่ในดิน
ย่อมต้องละลายแรธ่ าตตุ า่ ง ๆ ปะปนเขา้ ไปด้วย การที่แร่ธาตตุ ่าง ๆ จะผ่านเข้าไปในเซลลไ์ ด้ จะต้องผ่านจากผนัง
เซลล์เขา้ ส่เู ยอื่ หมุ้ เซลล์ ซง่ึ เป็นเย่ือเลอื กผา่ น (Selective permeable membrane) การลาเลยี งแรธ่ าตุต่าง ๆ
ทล่ี ะลายเปน็ ไอออน แล้วเข้าสู่เยื่อหุ้มเซลล์ ไม่สามารถผ่านได้โดยอิสระ การลาเลียงแร่ธาตุจึงมีความซับซ้อน
มากกว่าการลาเลียงน้าทเ่ี กิดโดยวิธีออสโมซสิ
การลาเลียงแรธ่ าตขุ องพชื เกิดโดยวิธีการดังน้ี
1. แพสสฟิ ทรำนสปอรต์ (Passive transport) เป็นการลาเลียงสารหรอื แรธ่ าตจุ ากบริเวณท่มี แี ร่ธาตุ
เข้มข้นนอ้ ยกวา่ หรือเจือจางกวา่ ไปยงั บริเวณทม่ี แี รธ่ าตุเขม้ ขน้ น้อยกวา่ โดยไม่ตอ้ งใชพ้ ลงั งาน โดยอาศัยหลักของ
การแพร่ (Diffusion ) นัน่ คือ ไอออนหรือสารละลายจะเคลื่อนท่ีจากบริเวณท่ีมีความต่างศักย์เคมีสูงกว่า ไปยัง
บริเวณท่ีมีความตา่ งศักยท์ างเคมีตา่ กว่า จนกว่าความต่างศกั ย์ทางเคมขี องสองบริเวณนจ้ี ะเทา่ กัน
2. แอกทฟี ทรำนสปอรต์ (Active transport) เปน็ การลาเลยี งสารหรอื แรธ่ าตุจากบริเวณท่ีมีแร่ธาตุ
เขม้ ข้นนอ้ ยกว่าหรอื เจือจางกวา่ ไปยังบริเวณทม่ี สี ารหรอื แรธ่ าตนุ ั้นเขม้ ข้นมากกวา่ ซง่ึ เปน็ การลาเลียงที่ต่อต้านกับ
ความเข้มข้นของสาร ดังนนั้ วิธีนจี้ ึงต้องอาศัยพลงั งาน ATP ช่วย ซงึ่ เปน็ วิธที ร่ี ากและลาต้นจะมีโอกาสสะสมแร่
ธาตตุ ่าง ๆ ไว้ได้ ทาใหพ้ ืชดดู แร่ธาตุจากภายนอกเข้ามาได้ทั้งๆ ที่ความเข้มข้นของแร่ธาตุชนิดนั้นภายในเซลล์มี
มากกวา่ ภายนอกเซลลแ์ ล้วกต็ าม ทาใหพ้ ชื สามารถลาเลียงแรธ่ าตทุ ่ีต้องการไดเ้ ม่ือแร่ธาตผุ ่านเข้าสู่รากแล้ว จะถูก
ลาเลยี งตอ่ ไปยังส่วนต่าง ๆ ของพชื ทางไซเลมพร้อม ๆ กับการลาเลยี งน้า นอกจากนี้การปรับปรุงดินท่ีปลูกพืชให้
โปร่งยงั ช่วยใหร้ ากไดร้ บั แก๊สออกซิเจนทอี่ ยู่ในดนิ มาใชไ้ ดอ้ ยา่ งพอเพยี งทาให้รากเจริญเตบิ โตขยายขนาด และความ
ยาวมากขนึ้ และแผข่ ยายออกไปในบริเวณกว้าง จึงช่วยเพ่ิมพ้ืนที่ผิวในการดูดน้าและแร่ธาตุได้มากขึ้น ทาให้พืช
เจริญเตบิ โตได้ดี
การไดร้ บั แก๊สออกซเิ จนของราก มีความสัมพันธก์ บั การดดู แร่ธาตุของราก คือ ออกซเิ จนท่รี ากได้รับจาก
ดิน ถูกนาไปใชใ้ นกระบวนการเมแทบอลซิ มึ ของเซลลร์ าก ในกรณที อี่ อกซิเจนในดินนอ้ ย อตั ราเมแทบอลิซึมของ
เซลล์ราก จะน้อยลงดว้ ย พลังงาน ATP ท่มี ีความจาเปน็ ตอ่ กระบวนการแอกทฟี ทรานสปอรต์ เกิดข้ึนน้อย การ
ลาเลียงสารโดยกระบวนการนจ้ี ะไมส่ ามารถดาเนนิ ต่อไปได้ ปรมิ าณการดดู แร่ธาตุเขา้ สเู่ ซลล์รากจะลดลง
แรธ่ าตุต่าง ๆ ทีพ่ ชื ดูดเข้าไปในสว่ นต่าง ๆ ของพชื ล้วนมีผลตอ่ การเจริญเติบโตของพืชท้ังส้ิน จึงถือว่าแร่
ธาตุต่าง ๆ เป็นปจั จัยทจี่ าเปน็ ต่อการเจริญเติบโตของพืชเปน็ อยา่ งยิ่ง ดังนั้นถา้ พืชขาดแรธ่ าตุชนดิ ใดชนดิ หน่ึงหรือ
ไดร้ บั ไมพ่ อเพยี งอาจทาให้การเจริญเตบิ โตหยุดชะงักหรือพชื น้นั อาจถงึ ตายได้
แรธ่ าตุตา่ ง ๆ ท่ีพืชดดู เขา้ ไปในสว่ นตา่ ง ๆ ของพืชลว้ นมผี ลต่อการเจรญิ เตบิ โตของพืชทั้งสิ้น จึงถือว่าแร่
ธาตุตา่ ง ๆ เปน็ ปจั จยั ทีจ่ าเป็นต่อการเจรญิ เติบโตของพชื เป็นอยา่ งยง่ิ ดงั น้ันถ้าพชื ขาดแรธ่ าตชุ นดิ ใดชนดิ หนึง่ หรือ
ได้รบั ไม่พอเพยี งอาจทาให้การเจรญิ เตบิ โตหยดุ ชะงักหรือพชื นน้ั ถึงตายได้
มกี ารคน้ พบว่าพืชบางชนิดปลูกไดด้ ีในทบ่ี างแหง่ แต่ไมเ่ จรญิ เมอ่ื นาไปปลูกในแหลง่ อ่ืน เนอ่ื งจากปริมาณ
แรธ่ าตใุ นดินตา่ งบริเวณมีปริมาณแตกต่างกนั การศึกษาเกยี่ วกบั ความต้องการแร่ธาตขุ องพชื ได้มกี ารศกึ ษากนั มา
นานแลว้ เช่น เมือ่ ปี พ.ศ. 2242 จอห์น วูดเวริ ์ด (John Woodward) ทดลองใช้นา้ ฝนรดตน้ หลิวเปรยี บเทยี บ
กบั ใช้น้าแมน่ ้า พบวา่ ต้นหลวิ เจรญิ ได้ดใี นดนิ ที่รดดว้ ยนา้ จากแม่นา้ และย่ิงเจรญิ ได้ดยี ิง่ ข้นึ ถ้าได้น้าจากสารละลาย
ของดิน ซ่ึงน่าจะเป็นเพราะในสารละลายของดินและน้าจากแม่น้ามีสารละลายของดิน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะใน
สารละลายของดนิ และนา้ จากแมน่ ้ามสี ารบางอย่างทจี่ าเป็นต่อการเจริญเตบิ โตของต้นหลิว
130
ดงั นั้นการทดลองของวูดเวิร์ดจึงเป็นจุดเริ่มต้นการทดลอง เพ่ือหาว่ามีแร่ธาตุอะไรบ้างที่จาเป็นในการ
เจริญเตบิ โตของพชื ใน พ.ศ. 2403 จูเลยี ส ซาคซ์ (Julius Sachs) และใน พ.ศ. 2408 ดบั บลวิ นอปพ์ (W.
Knopf) ทดลองปลกู พืชในสารละลายต่าง ๆ โดยใชส้ ารละลายแร่ธาตุตา่ ง ๆ แช่รากทดลองปลูกไวเ้ พื่อศึกษาว่ามีแร่
ธาตอุ ะไรบ้างท่ที าให้พืชเจริญเตบิ โตได้ การปลูกพืชในสารละลายน้เี รียกวา่ ไฮโดรพอนิกส์ (Hydroponics) จาก
วิธีการน้ีซาคซืและนอปพ์ พบว่า พืชจะเจริญเติบโตได้ดีในสารละลายเกลือ 4 ชนิด คือ แคลเซียมไนเตรด
โพแทสเซียมไดไฮโดรเจนฟอสเฟต แมกนเี ซยี มซัลเฟต และเหลก็ ฟอสเฟต โดยใช้เกลอื ปริมาณเล็กน้อยละลายใน
น้า ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2443 จึงทราบกันว่า พืชจาเป็นต้องใช้แร่ธาตุอย่างน้อย 7 ชนิด สาหรับการ
เจรญิ เตบิ โต คอื ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซียม แมกนีเซยี ม แคลเซยี ม กามะถนั และเหล็ก
แรธ่ ำตุท่ีมอี ยใู่ นพชื
เม่อื นาพชื ไปวิเคราะห์หาชนิดและปรมิ าณของแรธ่ าตุต่าง ๆ พบว่าพืชแตล่ ะชนิดจะมีแรธ่ าตุแตกตา่ งกันไป
ทั้งชนิดและปริมาณ ตัวอย่างในต้นขา้ วโพดจะมีชนดิ และปรมิ าณของแร่ธาตแุ ตกตา่ งกัน ดงั ตาราง
ตำรำงแสดงแรธ่ ำตุจำเปน็ สำหรบั พืชส่วนใหญ่
ชอ่ื ธำตุ เปอร์เซน็ ตข์ องธำตทุ ่พี บในพืช
(นำ้ หนกั แหง้ )
คาร์บอน 45
ออกซิเจน 45
ไฮโดรเจน 6
ไนโตรเจน 1.5
โพแทสเซยี ม 1.0
แคลเซยี ม 0.5
แมกนเี ซียม 0.2
ฟอสฟอรัส 0.2
ซลั เฟอร์ 0.1
คลอรีน 0.01
เหลก็ 0.01
แมงกานสี 0.005
นกิ เกิล 0.003
โบรอน 0.002
สงั กะสี 0.002
คอปเปอร์ 0.0006
โมลบิ ดนี มั 0.00001
เมื่อพืชนาแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าไปในลาต้นแลว้ พชื จะนาไปใชใ้ นการเจรญิ เตบิ โตในดา้ นตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1. เป็นส่วนประกอบของโครงสร้าง ได้แก่ การสร้างสารเซลลูโลสโดยใช้ธาตุคาร์บอน ส่วนท่ีสร้าง
โปรตีนคือธาตไุ นโตรเจน
2. ในกระบวนการเมแทบอลิซึม เช่น การสร้างพลังงาน ATP โดยธาตุฟอสฟอรัส การสร้าง
สว่ นประกอบของคลอโรฟิลลโ์ ดยธาตแุ มกนีเซียม
3. กระตุ้นการทางานของเอนไซม์ ได้แก่ ธาตุทองแดง สงั กะสี แมกนีเซียม
4. ทาใหเ้ ซลลเ์ ต่ง เช่น ในเซลล์คุมของใบตอ้ งการธาตุโพแทสเซยี ม
131
ธำตุจำเปน็ (Essential element)
แร่ธาตุทง้ั 17 ธาตุ ดังในตาราง เปน็ แรธ่ าตุที่จาเป็นตอ่ การเจริญเติบโตของพืชซ่ึงจะขาดไม่ได้ ธาตุ
คารบ์ อน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ซ่ึงเป็นส่วนประกอบของพืชถึง 95% ของน้าหนักแห้ง พืชได้จาก
สิง่ แวดล้อมคอื นา้ และอากาศอยา่ งเพยี งพอ สว่ นอกี 14 ธาตพุ ชื ได้รบั จากดิน ซ่ึงอาจไม่เพียงพอจึงแบ่งธาตุ
ออกเป็น 2 กลุ่ม คอื
ก. แร่ธาตจุ าเปน็ ซงึ่ พืชตอ้ งการในปรมิ าณมาก (Macronutrient element) มี 9 ธาตุ คือ คาร์บอน
(C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O) ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซยี ม
(Mg) และกามะถัน (S)
ข. แรธ่ าตุจาเปน็ ท่ีพชื ตอ้ งการในปรมิ าณนอ้ ย (Micronutrient element) มี 8 ธาตุ คอื เหลก็ (Fe)
คลอรนี (Cl) แมงกานีส (Mn) โบรอน ( B) ทองแดง (Cu) โมลิบดีนัม (Mo) สังกะสี (Sn) นิกเกลิ (Ni)
เม่ือพืชขาดแร่ธาตจุ าเป็นธาตใุ ดธาตหุ น่ึง จะเห็นได้จากลักษณะท่ีผิดปกตขิ องพืช จากอาการขาดแร่ธาตุ
เหล่านั้นเป็นประโยชนต์ อ่ การศึกษาหนา้ ทข่ี องธาตอุ าหารของพชื เปน็ อยา่ งย่ิง จากอาการขาดธาตทุ พ่ี ชื แสดงให้
เห็น ยังเป็นประโยชน์ต่อการปลูกพชื เพราะทาใหเ้ กตรกรทราบวา่ ควรจะใช้ปุ๋ยชนิดใด ในปริมาณเท่าใด จาก
อาการท่ีพชื แสดงออก ดังนั้นจงึ ควรรู้ว่าแรธ่ าตจุ าเปน็ ตอ่ การดารงชพี ของพืชนั้นมีหน้าทสี่ าคัญอย่างไร
ก. ธำตุจำเปน็ ที่พืชตอ้ งกำรในปรมิ ำณมำก
1. ไนโตรเจน พืชนาไนโตรเจนไปใช้ในรูปของแอมโมเนียมหรืไนเตรตเป็นส่วนใหญ่ ดิน
สว่ นมากขาดไนโตรเจนมากกว่าธาตอุ ่นื ๆ เพราะ
ก. ดินบริเวณนน้ั เกดิ จากหนิ แร่ทขี่ าดธาตุไนโตรเจน หรอื มธี าตไุ นโตรเจนน้อย
ข. เมื่อดินถูกชะล้าง สารประกอบไนโตรเจนสูญหายไปได้ง่ายเพราะอนุภาคดินไม่ดูดซับ
สารประกอบไนโตรเจน
ค. สารประกอบไนโตรเจน ถูกเปลยี่ นสถานะเปน็ แกส๊ โดยจลุ ินทรยี ์ในดนิ
เนือ่ งจากไนโตรเจนเป็นธาตุท่เี ป็นองค์ประกอบของโปรตีน ถ้าพชื ขาดไนโตรเจนจะสร้างโปรตีน
ไมไ่ ด้ และโปรตีนเป็นส่วนประกอบสาคัญของโพรโทพลาซึม และส่วนประกอบของเอนไซม์เพ่ือกระตุ้นปฏิกิริยา
ตา่ ง ๆ ไนโตรเจนยังเป็นสว่ นประกอบทส่ี าคัญของวิตามิน และเอนไซมอ์ กี ด้วย
ถ้าพชื ขาดธาตุไนโตรเจนจะแสดงอาการตา่ ง ๆ ดังนี้
(ก) ใบพืชเหลอื งผิดปกติ โดยเริ่มจากใบลา่ ง ๆ เหลืองซดี ท่ปี ลายใบและขอบใบ พรอ้ มกับการแหง้ คอ่ ย ๆ
ลามเขา้ ไปเรือ่ ย ถา้ ขาดธาตุไนโตรเจนมาก ๆ ท้ังใบบนและล่าง จะมีอาการเหลอื งซดี เน่อื งจากขาดคลอโรฟิลล์
(ข) ลาต้นจะสงู ผอมมกี ง่ิ เล็บลบี และมีจานวนน้อย
(ค) พชื เจริญเติบโตช้า หรอื ไมเ่ ตบิ โตเลย รวมทงั้ การแตกกิง่ กา้ นหรอื ยอดชา้ ดว้ ย ผลผลิตนอ้ ยคุณภาพตา่
ถ้าพืชได้รบั ธาตไุ นโตรเจนมากเกินไป ใบจะมขี นาดใหญ่กวา่ เดิม และจานวนมากกว่าปกติ ที่เรียกกันว่า
บ้าใบ หรอื เฝอื ใบ พืชจะงอกดอกชา้ หรอื ไม่ออกดอกเลย
2. ฟอสฟอรัส เป็นธาตุท่ีพบทั้งในสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ สารประกอบอินทรีย์ส่วน
ใหญ่พืชนาไปใช้โดยตรงไม่ได้ต้องให้จุลินทรีย์ย่อยสลายเสียก่อนจึงจะนาไปใช้ได้ เช่นฟอสโฟลิปิด และกรด
นิวคลอี กิ พืชนาฟอสฟอรสั ไปใชไ้ ดด้ ีที่สุดเมือ่ อย่ใู นรูปของ H2PO4 ส่วน H2PO42 และ PO43 นนั้ พชื นาไปใช้
น้อยลงไปตามลาดับ
สารประกอบอนิ ทรยี ์หลายชนิดทมี่ ีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ และสารประกอบเหล่านั้นมีความสาคัญ
ตอ่ พชื เช่น
(ก) นวิ คลโี อโปรตนี (Nucleoprotein) เปน็ สารประกอบท่ีเก่ยี วข้องกบั การถา่ ยทอดพนั ธุกรรม
132
(ข) ฟอสโฟลพิ ิด (Phospholipid) เปน็ องค์ประกอบของเซลลเ์ มมเบรน เช่น เลซิทนิ (Lecithin)
(ค) NAD และ NADP ทาหน้าท่ีเกี่ยวกับการเคล่ือนย้ายไฮโดรเจนในการหายใจระดับเซลล์ การ
สังเคราะหด์ ้วยแสง เปน็ ต้น
(ง) ATP และ ADP เกย่ี วขอ้ งทง้ั การหายใจระดบั เซลล์ การสังเคราะห์ด้วยแสง และกระบวนการแอก
ทีฟทรานสปอรต์
(จ) กรดไฟติก (Phytic acid) เป็นฟอสเฟตที่อยูใ่ นเมลด็ พชื
(ฉ) ไพริดอกซินฟอสเฟต (Pyridoxine phosphate) เป็นโคเอ็นไซม์ที่ใช้ในกระบวนการทรานส์แอมิ
เนชัน (Transamination) และเอนไซมก์ ลูตามิกดคี าร์บอกซิเลส (Glutamic decarboxylase)
ฟอสเฟตท่ีอยูใ่ นพชื จะแยกอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนหนงึ่ ทาหน้าที่เก่ียวกับเมแทบอลิซึม ส่วนน้ีจะอยู่ในไซ
โทพลาซึมมีเพียง 12% ส่วนอกี 88% เปน็ สว่ นที่ไมเ่ ก่ียวกับเมแทบอลซิ ึม ส่วนนี้จะอยูใ่ นแวคิวโอล และมีการ
เคลอื่ นยา้ ยออกมาจากแวคิวโอล เพ่ือใช้ในการเจรญิ เตบิ โตได้
ถ้าในบางช่วงของวงชพี พืชขาดฟอสฟอรสั ทาให้กระบวนการดารงชีวิต และการเติบโตของพืชผิดปกติ
พชื อาจแสดงอาการออกมาใหเ้ หน็ ไดห้ รือไม่ ขึ้นกบั ปรมิ าณและความยาวนานของระยะเวลาท่ขี าดธาตุ รวมท้ังชว่ ง
อายุของพชื ในกรณีทีม่ ีการขาดอย่างรุนแรง พชื จะแสดงอาการดังตอ่ ไปน้ี
1. ใบมีขนาดเล็กผิดปกติ สีของใบบริเวณส่วนล่างมักมีสีเหลืองปนสีอ่ืน เช่นในใบข้าวโพด เมื่อขาด
ฟอสฟอรสั จะเปน็ สีม่วง และสขี องใบพืชแตล่ ะชนิดจะแตกตา่ งกนั ไป เม่อื ขาดฟอสฟอรัส
2. พชื ตน้ เล็ก แคระแกร็น สาหรบั พืชทีเ่ ป็นไม้เถา ลาตน้ อาจบดิ เป็นเกลียว เปราะหักงา่ ย
3. เมื่อมดี อก ดอกมขี นาดเล็ก และให้ดอกช้ากวา่ ปกติ รวมทง้ั เปอรเ์ ซน็ ต์ในการตดิ ดอกก็ตา่ กว่าปกติ
4. ราก ผอม บาง และสน้ั อีกท้งั มีจานวนรากน้อยผิดปกติ
ในกรณีกลับกันเมอื่ พืชไดร้ ับฟอสฟอรสั มากกวา่ ปกติจะไมเ่ ป็นปญั หา
3. โพแทสเซยี ม ถึงแม้ว่าโพแทสเซียมไม่ได้เป็นส่วนประกอบของสารใดในพืช แต่มีหน้าที่
กระตุ้รนการทางานของเอนไซมห์ ลาย ๆ ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอนไซม์ท่ีเก่ียวข้องกับการสร้างน้าตาล แป้ง
และโปรตนี รวมทัง้ การขนยา้ ยแป้งและนา้ ตาล รวมทัง้ ทาหน้าทีด่ ึงนา้ ใหม้ าสูพ่ ชื มากยิง่ ข้ึน ท้ังยังช่วยลดความเปน็
กรด จากการทพ่ี ืชสรา้ งกรดอนิ ทรีย์ขนึ้ มา
โพแทสเซยี มทีอ่ ยู่ในพชื ทำหนำ้ ทต่ี ่ำง ๆ ดังน้ี
ก. เม่ืออยู่ในรูปของ K+ ทาหน้าท่ีเป็นโคแฟกเตอร์ของเอนไซม์หลายชนิด เช่น เอนไซม์ท่ีใช้ในการ
สังเคราะห์โปรตีน เมื่อพืชขาดโพแทสเซียม ปริมาณโปรตีนจะลดลง ในขณะท่ีปริมาณกรดอะมิโน และ
คารโ์ บไฮเดรตเพ่ิมมากข้นึ เน่อื งจากไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนนนั่ เอง
ข. เกยี่ วข้องกับเอนไซมท์ ่ีใชใ้ นกระบวนการหายใจ คอื เอนไซม์ไพรูเวดไคเนส (Pyruvate kinase)
ค. ทาใหส้ ามารถใชค้ าร์โบไฮเดรตได้ดขี ้นึ
ง. ช่วยใหก้ ารเปิด ปิดปากใบโดยมแี สงเป็นตวั กระตุ้น เมื่อพืชมีโพแทสเซียมมาก ทาใหป้ ากใบเปดิ เมื่อ
พชื มโี พแทสเซียมนอ้ ย ช่วยใหป้ ดิ ปากใบไดเ้ รว็ ข้นึ
จ. ทาใหพ้ ืชมีการดูดน้าไดด้ ขี ้นึ
ฉ. ทาหน้าท่ีเกย่ี วกบั การสร้างรงควัตถุ พวกคลอโรฟิลล์
ช. เก่ยี วข้องกบั การเคลอื่ นทีข่ องคารโ์ บไฮเดรต
บริเวณท่ีพบโพแทสเซียมในเซลล์พืช คือในไซโทพลาซึม แวคิวโอล นิวเคลียส ในสภาพของไอออน
โพแทสเซยี มเคลื่อนท่ไี ปในลาต้นได้งา่ ย และถกู ลาเลียงจากรากข้ึนไปสู่ยอด
เม่ือพชื ขาดโพแทสเซียม จะแสดงอาการทางใบด้านล่าง ๆ กอ่ น โดยมอี าการต่าง ๆ ดังน้ี
(1) ใบแก่ ๆ มกั มีสีนา้ ตาลไหม้ อาการไหม้จะเห็นได้จากบริเวณขอบใบ ใบจะม้วนจากปลายหรือจาก
ขอบโดยเฉพาะใบลา่ ง ๆ
133
(2) ต้นที่ขาดโพแทสเซยี มจะแคระแกรน็ แต่แตกกอ และไม่คอ่ ยมนี ้าตาลสะสมในลา ในพวกพืชหัวที่หัว
จะไมค่ อ่ ยมแี ปง้
ในกรณีทพ่ี ชื ได้รบั โพแทสเซียมมากเกินไป ไม่เป็นอันตรายกับพืช แต่จะสูญเสียโพแทสเซียมไปกับส่วน
ตา่ ง ๆ ของพืชโดยไม่จาเปน็
4. แคลเซยี ม ปกตธิ าตุแคลเซยี มอยู่ในดนิ ในสภาพท่ีไม่สามารถจะแลกเปล่ียนกับไอออนของธาตุอ่ืน
เช่น ในรปู ของหินประกอบแร่ หรอื ในรปู ของแร่ แต่มบี างส่วนหลดุ ออกมาอยู่ในรูปของสารละลายในดิน การทื่
พืชจะนาแคลเซียมไปใช้ไดม้ ากน้อยเพยี งใดขนึ้ กับว่าแคลเซยี มอยใู่ นรปู ของสารประกอบใด รวมทั้งขึ้นกบั สภาพของ
ดินอกี ด้วย
แคลเซียมท่ีอยู่ในรูปของ Ca2+ นัน้ จะถกู อนภุ าคของดินดูดตดิ กับผิวดิน ซงึ่ ทัว่ ไปแล้วมีประจุลบมากกว่า
ประจุบวก รวมท้ังในอนุภาคดินมักมีไอออนบวกอื่น ๆ อยู่ด้วย สาหรับดินท่ีเป็นกรดจะมี H+ อยู่มาก แต่ใน
สภาพท่ดี นิ เป็นเบส จะมี Ca2+, mg2+ , Na2+ หรอื K+ แทนท่ี H+ และ Ca2+ จะเข้าแทนที่ H+ ได้ดีท่สี ดุ
แคลเซียมท่ีพบอยใู่ นเซลลพ์ ชื อยู่ในรปู ของสารประกอบตา่ ง ๆ คือ แคลเซยี มคาร์บอเนต แคลเซียมออก
ซาเลต แคลเซยี มฟอสเฟต ซึง่ พบในแวคิวโอล ส่วนแคลเซยี มเพกเตต พบในเซลล์เพลต (Cellplate) และมิดเดิล
ลาเมลลา (Middle lamella) แคลเซียมถูกใช้ในการสร้างเย่ือห้มเซลล์ ช่วยทาให้เซลล์แบ่งตัวโดยมีความ
เกยี่ วพนั กับโครงสรา้ งของโครโมโซม รวมทัง้ เป็นตวั กระตุ้น (Activator) เอนไซม์ เชน่ อาร์จนิ ีนไคเนส (Arginine
kinase) อะดโี นซีนโตรฟอสฟาเทส (Adenosine triphosphatase) เปน็ ต้น
อาการท่ีแสดงออกของพืชในขณะทข่ี าดแคลเซียม จะแสดงที่ใบบรเิ วณใกลย้ อดหรือใบออ่ นกบั สว่ นปลาย
ราก เน่อื งจากแคลเซียมเป็นสารอาหารที่เคลื่อนที่ไม่ได้ (Immobile nutrient) ยอดอ่อนจะตาย ระบบรากไม่
เจรญิ ตามปกติ รากจะส้ันไมม่ เี ส้นใย มลี กั ษณะเหนยี วคล้ายวนุ้ โดยปกตแิ ล้วไมพ่ บวา่ พชื ขาดแคลเซยี มเพราะพชื
นาไปใชน้ ้อย แม้กระท่งั พชื ท่ีขึน้ ในดินทรายกม็ ีแคลเซยี มมากเกินความตอ้ งการ และเมื่อแคลเซยี มมมี ากเกินไปพืช
กไ็ มไ่ ดร้ บั อนั ตราย
5. แมกนีเซยี ม เมือ่ อย่ใู นดินแมกนเี ซยี มอาจมีท้งั ทล่ี ะลายนา้ ได้มีทั้งทแี่ ลกที่กับไอออนอ่ืนได้ และท่ีถูก
ตรงึ อยใู่ นดนิ แมกนีเซียมมคี ณุ สมบตั ิบางประการคลา้ ยแคลเซยี ม เปน็ ต้นวา่ ถกู ดดู ติดอยู่กบั ผวิ อนภุ าคของดิน แต่
มปี ริมาณนอ้ ยกวา่ แคลเซยี ม
แมกนเี ซยี ม ทาหน้าท่ีสาคัญ ๆ หลายประการในพืช เช่น เป็นส่วนประกอบของคลอโรฟิลล์ และเป็น
ตวั กระตุ้นให้เกิดกระบวนการเมแทบอลิซมึ ของแป้ง กรดนวี คลีอกิ และฟอสเฟต
พืชท่ีขาดแมกนีเซียม จะมียอดและใบอ่อนเป็นสีเหลืองซีดก่อน ต่อจากนั้นอาจจะเหลืองทั้งต้น การ
เหลอื งซดี น้จี ะเริ่มจากบรเิ วณขอบใบอาจเปน็ จดุ หรอื แถบสีเหลอื งซีด โดยเฉพาะเกดิ กับธัญพืช ในอ้อยพบใบยอด
เปน็ สขี าว หรอื สีเหลืองซดี ใบแกม่ ีสเี ขยี วออ่ น และเร่มิ ตายจากปลายใบเข้าไปยังโคน การแตกกอไม่สม่าเสมอ
และเกดิ หน่อมาก พชื ไดแ้ มกนีเซียมมากเกินไปกไ็ ม่เป็นอนั ตราย
6. กำมะถัน กามะถนั ทพี่ บมากในดิน ส่วนมากเป็นอินทรียสารแต่ก็มีบางส่วนอยู่ในรูป ของอนินทรีย
สาร เช่น แร่ยบิ ซมั พืชนากามะถันไปใช้ได้ต่อเมื่ออยู่ในรูป ของ SO42 ซึ่งเกิดจากการท่ีจุลินทรีย์ในดินเปล่ียน
กามะถนั ให้เป็น SO42 ได้ SO42 ในดนิ มกี ารแลกเปลย่ี นไอออนทผ่ี วิ อนุภาคดิน ซง่ึ เรยี กปรากฏการณ์นี้ว่า การ
แลกท่ีของแอนไอออน (Anion exchange) เม่อื ดินเปน็ กรด SO42 จะเขา้ ไปติดอยกู่ บั อนุภาคดนิ ได้ดี แตเ่ มื่อดิน
เป็นเบส SO42 จะหลุดออกมา ในดินทั่วไปมี SO42 มากที่สุด เมื่อนาไปเทียบกับอนินทรียสารชนิดอื่นที่
กามะถันเป็นองค์ประกอบ พืชลาเลียง SO42 จากรากเข้าทางปากใบได้อีก เม่ือ SO2 เข้าไปในพืชแล้วจะถูก
เปลีย่ นเป็น SO42
กามะถันเป็นส่วนประกอบของกรดอะมิโนบางชนิด คือ ซิสเทอีน (Cysteine) ซีสทิน (Cystine) เมทิ
โอนนี (Methionine) กามะถนั ยังอย่ใู นสารประกอบท่ีสาคญั ตอ่ การดารงชีวิตของพืชอีกหลายชนิด เช่น อยู่ในโค
134
เอนไซม์ (Coenzyme A) และไบโอทิน (Biotine)หมซู่ ลั ฟไ์ ฮดรลิ (Sulfhydryl group) ซ่ึงเป็นส่วนประกอบของโค
เอนไซมแ์ ละเอนไซม์บางชนิด
นอกจากน้ัน กามะถันยังเป็นตัวเช่ือมโปรตีนให้เข้าเป็นโมเลกุลเดียวกัน โดยการสร้างพันธะไดซัลไฟต์
(Disulfide bond หรือ S=S) ระหว่างโมเลกุลของโปรตนี ท่นี าเข้ามาเชื่อมต่อกัน โมเลกุลของโปรตีนจึงใหญ่ข้ึน
รวมทง้ั มีโครงสร้างแข็งแรงขนึ้
พืชทั่ว ๆ ไปจะไมข่ าดกามะถัน เนอื่ งจากในดินมกี ามะถนั อย่ใู นรปู ของ SO42 ทีม่ ากเกินความจาเปน็ ของ
พชื รวมทั้งการใสป่ ๋ยุ บางชนิดทีม่ ี SO42 เปน็ สว่ นประกอบ
แต่ถา้ พชื ขาดกามะถัน จะแสดงอาการเหมอื นกบั ขาดไนโตรเจน คอื ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองท้ังใบ แต่
จะแสดงอาการทบ่ี รเิ วณยอดกอ่ นพบวา่ มีกรดอะมิโนและแปง้ สะสมอยู่มากกวา่ ปกติ แตโ่ ปรตีนและน้าตาลโมเลกุล
เด่ยี วจะลดลงกวา่ ปกติ ถ้าพชื ได้รบั กามะถนั มากเกนิ ความตอ้ งการไม่พบวา่ เปน็ อันตราย
ข. ธำตุอำหำรเสริมหรือธำตจุ ำเป็นแต่พืชต้องกำรปรมิ ำณนอ้ ย (Micronutrient)
ธาตุอาหารเสรมิ เปน็ ธาตุทพี่ ืชตอ้ งการในปรมิ าณนอ้ ยมาก เม่ือเทียบกบั กลุม่ ธาตทุ กี่ ล่าวมาแลว้ ถึงแม้พืช
ต้องการในปริมาณน้อยมาก แตข่ าดหรือมีไมเ่ พียงพอไม่ได้ จะทาให้พืชตายหรือการเจรญิ เตบิ โตลดลง ธาตุเหล่านี้
จึงจาเปน็ ในการดารงชีวติ ของพชื ธาตอุ าหารเสริมที่จาเป็นเหลา่ นไี้ ด้แก่
1. เหลก็ ในพชื อยใู่ นรูปของสารประกอบเฟอรดิ อกซิน ทาหน้าท่ีเป็นตวั รับอิเลก็ ตรอนในการสงั เคราะห์
ด้วยแสง และเกี่ยวข้องกับไซโทโครมเอนไซมใ์ นกระบวนการหายใจ นอกจากน้ันเหลก็ ยงั ทาหน้าท่ีเกยี่ วกบั การสรา้ ง
คลอโรฟลิ ล์
การขาดธาตเุ หลก็ ของพืชจึงแสดงถงึ อาการขาดคลอโรฟิลล์ (Chlorosis) โดยใบจะมสี ีขาวหรือสเี หลืองซีด
เริ่มจากใบออ่ น ต่อมาใบจะตายจากส่วนยอดไล่ลงมา แต่ใบลา่ ง ๆ ยังคงมสี ีเขยี วอยู่ เพราะธาตเุ หลก็ ไมเ่ คลอื่ นที่
แตพ่ ชื สามารถดดู เหล็กไดเ้ มอ่ื อยูใ่ นรูปของ Fe2 และ Fe3 เมอ่ื เขา้ ไปในพืชแล้วจะเคลื่อนท่ีไปส่ยู อดได้ชา้ มาก
2. แมงกำนีส เป็นธาตุท่ีเป็นตัวกระตุ้นการทางานของเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ เช่น ไนไตรต์รีดักเตส
(Nitrite reductase) ซง่ึ ทาหน้าทีร่ ีดวิ ซ์ไนไตรตใ์ ห้เปน็ แอมโมเนยี มาลิกดีไฮโตรจเี นส (Malic dehydrogenase)
ไฮดรอกซิลามีนรีดักเตส (Hydroxylamine reductase) แมงกานีสยังเก่ียวข้องกับการสร้างกรดไขมัน การ
สังเคราะห์ด้วยแสง โดยเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาโฟโตลิซิส แมงกานีสเร่งการสร้างคลอโรฟิลล์ และเป็นตัวเร่ง
กระบวนการออกซิเดชันในการหายใจของพชื
เม่ือพืชได้รับแมงกานีสไม่พอเพียง จะแสดงอาการผิดปกติท่ีใบ โดยใบจะมีสีเหลืองระหว่างเส้นใบ
เนื่องจากขาดคลอโรฟิลล์ แตเ่ ส้นใบยังเขียวเป็นปกติ มักจะเปน็ กบั ใบอ่อนก่อน บางทีเกิดเป็นจุดเหลืองหรือขาว
บนใบ การเจรญิ เติบโตชา้ ไมใ่ ห้ดอกไมใ่ หผ้ ล
3. สังกะสี ได้จากหนิ แร่หลายชนิด เชน่ แมกนไี ตต์ (Magnetite) ไบโอไตต์ (Biotite) เมอ่ื หนิ แรเ่ ปล่ียน
สภาพ สงั กะสีไอออน (Zn2+)จะหลุดออกมาอยูใ่ นดินในรปู ของสังกะสีทีถ่ ูกแลกทไี่ ด้
หน้าท่ีของสังกะสีในพืชทาหน้าท่ีเก่ียวกับการสร้างกรดอินโดล -3 อะซิติก (Indole 3- acetic acid)
หรือ IAA นอกจากนั้นสังกะสียังเปน็ ตวั กระตุ้นเอนไซมห์ ลายชนิด เชน่ เฮกโซไคเนส (Hexokinase) คาร์บอนิก
แอนไฮเดรส (Carbonic anhydrase) แอลกอฮอลด์ ไี ฮโดรจีเนส (Alcoholdehydrogenase)
เม่ือพืชขาดสงั กะสี พชื จะสูงช้า ใบเลก็ แคบไมอ่ อกผล และสรา้ งออกซิน (Auxin) ได้น้อยลง หรืออาจไม่
สร้างเลย การทางานของออกซนิ จะลดลงราว 50% หรือมากกวา่ น้ัน เมือพชื ขาดสงั กะสีอย่างรนุ แรงเม่อื ใส่สังกะสี
ลงไปพชื จะเพิม่ ปริมาณออกซินอย่างมากภายใน 2-3 วัน
4. ทองแดง ทาหนา้ ท่เี ก่ียวข้องกับการสงั เคราะหด์ ้วยแสง และเป็นส่วนประกอบของระบบเอน็ ไซมห์ ลาย
ชนิด เช่น แอสคอร์บิกแอซิด ออกซิเดส (Ascorbid acid oxidase) และไซโทโครมออกซิเดส (ห
135
Cytrochromoxidase) นอกจากน้ียังพบในพลาสโทไซยานิน ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของการขนส่งอิเล็กตรอนใน
กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง เม่อื พืชขาดทองแดงกระบวนการดดู ซมึ คารบ์ อนไดออกไซด์จะลดลง
อาการขาดทองแดงของพืช ในระยะแรก ๆ ใบจะเขียวจดั ผิดปกติ ต่อมาใบจะคอ่ ย ๆ เหลืองข้นึ และจะ
หยดุ ชะงักการเจริญเตบิ โตสาหรับขา้ วโพดทีข่ าดทองแดง ใบออ่ นจะมีสเี ขียวออ่ นแกมสีเหลอื งบรเิ วณฐานใบ ปลาย
ใบจะค่อยๆ แหง้ ตายไป แตถ่ า้ ขาดทองแดงไมม่ าก ขอบใบที่อยสู่ ่วนบนจะแห้งตาย ดังนั้นจึงมีลักษณะแตกต่าง
จากการขาดโพแทสเซียมของข้าวโพดท่จี ะเกดิ กบั ใบทีอ่ ย่ตู อนบนมากกวา่ ใบทอี่ ย่ตู อนล่าง ๆ และจะเป็นใกลๆ้ กบั
โคนใบมากกว่าปลายใบ เม่ือพชื ได้รับทองแดงมากเกนิ ไป การเจริญเตบิ โตจะลดลง ปริมาณเหล็กในพืชจะลดลง
และพชื อาจแสดงอาการขาดเหล็กดว้ ย
5. โมลบิ ดนี ัม ทีอ่ ยู่ในดนิ มีท้งั อย่ใู นรูปของสารละลาย อยู่ติดตรึงกับผิวอนุภาคดินท่ีสามารถแลกท่ีได้
เมอ่ื pH เพ่ิมขึ้น โมลิบดีนมั จะอยู่ในรปู สารละลายเพ่มิ ข้นึ พชื นาโมลบิ ดนี ัม เขา้ รากในรูปของโมลิบเดต
หน้าทีข่ องโมลบิ ดีนัมเกีย่ วกับการตรงึ ไนโตรเจนจากอากาศ (Nitrogen fixation) และการรีดิวซ์ไนเตรต
ให้เป็นไนไตรต์ และการควบคุมปริมาณวิตามินซีของพืชใหอ้ ย่ใู นปรมิ าณปกติ
เม่ือพืชขาดโมลิบดีนัม มันยังสามารถดูดซึมไนเตรตไอออนได้ แต่นาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะ
โมลิบดนี ัมเกย่ี วกบั เมแทบอลซิ ึมของไนโตรเจน ดังนนั้ ถ้าพชื ขาดโมลิบดีนมั จะมีอาการขาดไนโตรเจนด้วย
ปริมาณโมลิบดีนมั ท่ีพชื ต้องการน้อยมาก เชน่ ปลกู ในสารละลายมีโมลิบดีนัมเพียง 0.01 ส่วนในล้าน
สว่ น (ppm) พืชกไ็ มแ่ สดงอาการขาดธาตุ ในกรณกี ลบั กัน หากในสารละลายหรือในดินมีปริมาณโมลิบดีนัมมาก
เกินไป จะเปน็ พิษตอ่ การเจรญิ ของพชื
6. โบรอน เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้น้าย่อยต่าง ๆ ทางานในการสลายแป้งและน้าตาล และการ
ลาเลียงแป้งและน้าตาล รวมท้ังการดึงดูดแคลเซียมของรากพืช ช่วยให้พืชนาเอาแคลเซียมไปใช้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
เมอื่ พชื ขาดโบรอน จะชะงักการยดื ตวั ของรากและหน่อ และชะงักการออกดอก จึงแสดงอาการที่ส่วนท่ี
อ่อนที่สุดของพืช เพราะโบรอนเป็นธาตุที่พืชไม่เคลื่อนย้าย ทาให้ส่วนท่ีอ่อนที่สุดหรือส่วนยอดชะงักการ
เจริญเติบโตพืชจึงแคระแกร็น ยอดทีช่ ะงักการเจริญเติบโตจะมีสีเหลืองหรือสีแดง เซลล์ในเย่ือเจริญเกิดการฉีก
ขาด การเจริญเตบิ โตของเนอื้ เย่อื ผดิ ปกติ
ในกรณที ีพ่ ืชไดร้ บั โบรอนมากเกนิ ไป ตอนปลายใบอาจจะมีสีเหลือง แต่อาการเช่นน้ีอาจไม่เกิดก็ได้ ถ้า
เป็นพษิ มากจะเกิดเนโครซิส (Necrosis) ทใี่ บ โดยจะเร่มิ จากปลายใบและขอบใบแผเ่ ข้ามาระหวา่ งเส้นใบจากส่วน
ข้างเข้ามายังเสน้ กลางใบ ต่อมาจะแหง้ คล้ายถูกไฟไหม้
7. คลอรนี เป็นธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการมากกว่าธาตุอาหารเสริมอื่น ๆ สาหรับในมะเขือเทศที่มี
ปรมิ าณคลอรนี ประมาณ 1-3 ไมโครกรัมอะตอม (35-105 ppm) ต่อน้าหนักแห้งของพืช 1 กรัม จะขาด
คลอรีน แต่ในขณะท่ีใบมะเขือเทศท่ีขาดโมลิบดีนัมนั้นมีเพียง 0.001 ไมโครกรัมอะตอม (0.1 ppm) ต่อ
นา้ หนกั แหง้ ของพชื 1 กรัม ความต้องการคลอรีนของพืช ประมาณว่าพืชใช้คลอรีนจากดินประมาณ 1 กรัม
เพื่อสร้างนา้ หนกั แหง้ ของพืช 10 กโิ ลกรัม พืชต้องการคลอรีนประมาณ 363 กรมั ต่อไร่
คลอรนี มีความจาเปน็ ในการสงั เคราะห์ด้วยแสง เพราะเก่ียวข้องกับขั้นตอนปลดปล่อยออกซิเจนในโฟโต
ซสิ เตม็ II (Photosystem II) แตก่ ลไกของการเข้าไปของธาตนุ ยี้ ังไมท่ ราบแน่ชดั นอกจากนน้ั คลอรนี ยังช่วยในการ
เปลย่ี นไนเตรตและแอมโมเนยี มให้เป็นสารอินทรีย์
เนื่องจากในดนิ มคี ลอรีนอย่างเพียงพอ จึงมักไม่ปรากฏอาการขาดธาตุน้ี แต่ถ้าขาดคลอรีนพืชจะมีใบ
เหี่ยว และเกิดคลอโรซสิ เนโครซสิ และมสี ีบรอนซ์
เม่ือพืชได้รับคลอรีนมากเกินไป ใบจะเลก็ ลง พชื เจริญเตบิ โตชา้ พืชบางชนดิ แสดงอาการไหม้ท่ีปลายใบ
หรอื ตามขอบใบ มีสซี ีดหรือสีเหลืองก่อนใบแก่ อาจมอี าการคลอโรซิส
136
ธำตุ สรุปหนำ้ ทีข่ องธำตุอำหำรบำงธำตุ
ไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส หน้ำทข่ี องธำตุอำหำร
โพแทสเซยี ม เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ โปรตีน เอนไซม์ และวิตามินหลายชนิด ช่วยให้พืช
แคลเซียม เจริญเตบิ โตทางด้านใบ ลาตน้ หัว ฯลฯ
แมกนีเซียม เปน็ องค์ประกอบของกรดนวิ คลอี ิก ฟอสโฟลิพิด ATP และโคเอนไซม์หลายชนิด ช่วย
กามะถนั เร่งการออกดอกและสร้างเมลด็
ไมเ่ ป็นองค์ประกอบของสารใด ๆ ในพืช แต่ไปทาหน้าที่กระตุ้นการทางานของเอนไซม์
หลายชนดิ ทเ่ี กีย่ วข้องกับการสรา้ งแปง้ และเกีย่ วข้องกับกระบวนการสรา้ งโปรตนี
เป็นองคป์ ระกอบของผนังเซลล์ จาเปน็ สาหรบั กระบวนการแบ่งเซลล์ และการเพิ่มขนาด
ของเซลล์และชว่ ยกระตุ้นการทางานของเอนไซม์บางชนดิ
เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ กระตุ้นการทางานของเอนไซม์ท่ีเกี่ยวข้องกับ
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง การหายใจ การสงั เคระหโ์ ปรตนี
เป็นองค์ประกอบของสารโปรตีนบางชนิด วิตามนิ บีหนึง่ และสารที่ระเหยได้บางชนิดใน
พืช ชว่ ยเพิ่มปรมิ าณนา้ มนั ในพชื เก่ียวข้องกบั กระบวนการสังเคราะห์คลอโรฟลิ ล์
พชื ผักที่ใชใ้ บรบั ประทาน ตอ้ งการธาตุอาหารไนโตรเจนมากเปน็ พเิ ศษเพอื่ บารงุ ใบ
สาหรับพชื ดอก พืชตอ้ งการธาตุอาหารฟอสฟอรสั มากเป็นพิเศษการปลูกอ้อย หลงั จากทเ่ี จริญเติบโตสร้าง
ปล้องแลว้ ควรใหธ้ าตุอาหารโพแทสเซยี ม เพือ่ เพม่ิ ความหวานแก่ออ้ ย
การปลูกมันสาปะหลัง หากต้องการเพิ่มปริมาณแป้งควรเพ่ิมโพแทสเซียม เช่นเดียวกับอ้อย เพราะ
โพแทสเซยี มชว่ ยในการสร้างคาร์โบไฮเดรต
จากความรเู้ รื่องคณุ สมบตั ติ า่ ง ๆ ของธาตแุ ละประโยชน์ที่มีตอ่ พืชรวมทงั้ การเกิดปญั หาการขาดแคลนทดี่ นิ
ในการเพาะปลูก จึงมีความคิดที่จะปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ด้วยการปลูกพืชในสารละลาย หรือไฮโดรพอนิกส์
(Hydroponic culture) ท่ีมแี รธ่ าตตุ ่าง ๆ ทีพ่ ชื ตอ้ งการ และยังสามารถเติมเฉพาะธาตแุ ต่ละชนิดทพ่ี ชื ต้องการ ใน
ปรมิ าณทเ่ี หมาะสมไดอ้ กี ด้วย
สิ่งสาคญั ท่ตี ้องระวังในการปลูกพืชด้วยวิธีนี้คือ pH ของสารละลายท่ีไม่คงท่ี หลังจากแช่รากพืชไว้ใน
สารละลายนานพอควร pH ของสารละลายจะเพ่ิมจากเดมิ ที่แรกปลูก pH อยทู่ ี่ 5 เนอ่ื งจากพชื สามารถดูดสาร
137
ท่มี ปี ระจลุ บ เชน่ พวกไนเตรด ฟอสเฟต ซัลเฟต ได้ดีกว่าสารท่ีมีประจุบวก ได้แก่ โพแทสเซียม แมกนีเซียม
และแคลเซียม จากนน้ั พืชจะปล่อยไฮดรอกไซด์ไอออนออกมาแทนท่ีสารประจุลบท่ีพืชดูดเข้าไป สารละลายจึงมี
สภาพเป็นเบสเพิ่มขนึ้ เรอื่ ย ๆ Ph จงึ มีคา่ สูงขนึ้ ดงั นนั้ การปลกู พืชในสารละลายจงึ จาเป็นต้องมวี ธิ กี ารปอ้ งกันไม่ให้
ค่า pH เปลยี่ นไป หรอื ถา้ เปล่ยี นไปก็ให้เปล่ียนได้นอ้ ยมาก ดว้ ยการเติมกรดหรอื เบสลงไปเพ่ือปรับสภาพ pHใหไ้ ด้
คา่ ตามท่พี ืชตอ้ งการ
หากพชื ไดร้ บั ธาตบุ างอย่างมากเกนิ ไปก็เป็นอนั ตรายได้เชน่ เดียวกนั ตัวอยา่ งเชน่ ถ้าได้รับไนโตรเจนมาก
เกินไป กไ็ ม่ติดดอกจงึ ไมม่ ีผลด้วย สาหรับพืชท่ใี หเ้ ส้นใย จะทาใหเ้ ส้นใยท่ไี ด้คณุ ภาพไม่ดี
เน่ืองจากพนื้ ทีข่ องประเทศไทยนับวนั จะถกู ใช้เป็นทอี่ ยู่อาศัย ถนนหนทาง ส่วนพ้ืนท่ีป่าไม้อันเป็นต้นน้า
ลาธารที่สงวนเอาไว้ก็มักจะโดนบุกรุกเพราะประชากรของประเทศประมาณ 70-80 % เป็นเกษตรกร และมพี ื้นที่
เพียง 39% ของประเทศทใี่ ช้ในการเพาะปลูก จึงต้องหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อเพ่ิมผลผลิตของพืช เช่น การเพ่ิม
ความอุดมสมบรู ณ์ให้แก่พ้ืนดนิ โดยการใช้ป๋ยุ ซ่งึ มี 2 ชนิดคอื ป๋ยุ อนินทรยี ์ และปุ๋ยอินทรีย์
ก. ปยุ๋ อนินทรีย์หรอื ปยุ๋ เคมหี รือป๋ยุ วิทยำศำสตร์
ในปจั จุบันเกษตรกรนยิ มใชป้ ุย๋ เคมีหรือป๋ยุ อนนิ ทรยี ์ท่ีรู้จักกันในช่ือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ซ่ึงหมายถึง ปุ๋ยท่ีได้
จากการสังเคราะห์จากสารอนินทรีย์ชนิดต่าง ๆ รวมทั้งสารอินทรีย์สังเคราะห์บางชนิด เช่น ยูเรีย ปุ๋ยเคมี
ส่วนมากทาหนา้ ทีเ่ พิมปรมิ าณธาตุท่ีจาเป็นให้พืชในปรมิ าณสูง ซ่ึงอาจแยกปุ๋ยเคมีออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
ป๋ยุ เดยี่ ว และปุ๋ยผสม ปยุ๋ เดี่ยวหมายถงึ ปุ๋ยที่ใหธ้ าตหุ ลักเพียงธาตุเดียว เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต เป็นปุ๋ย
เด่ียวที่ให้ธาตุไนโตรเจนกับพืช ส่วนปุ๋ยผสม หมายถึง ปุ๋ยท่ีให้ธาตุอาหารหลักต้ังแต่ 2 ธาตุขึ้นไป เช่น ปุ๋ย
โพแทสเซยี มไนเตรตใหธ้ าตไุ นโตรเจนและโพแทสเซียมเปน็ ตน้
ส่วนประกอบที่มีอยู่ในปยุ๋ อนินทรีย์ ประกอบด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ และสารตัวเดิม (Filler) ได้แก่ ข้ีเล่ือย
ดินขาว ทราย เปน็ ต้น เพ่อื ให้ส่วนผสมของปุ๋ยน้ันครบ 100 สว่ น
ในการใชป้ ุ๋ยจาเปน็ ตอ้ งทราบวา่ ตอ้ งการปยุ๋ น้ัน เพือ่ วัตถปุ ระสงคใ์ ด เชน่ ตอ้ งการเรง่ ใบ จาเปน็ ต้องมี
ธาตุไนโตรเจนในปริมาณสงู กวา่ ธาตอุ ื่นหรอื ต้องการใหพ้ ชื สรา้ งคาร์โบไฮเดรตมาก ๆ ควรใช้ปยุ๋ ท่มี ีธาตุ
โพแทสเซยี มสงู เปน็ ตน้ จงึ มกี ารกาหนดเกรดปยุ๋ ขนึ้ ดงั น้นั ในการซื้อปยุ๋ มาใช้ จงึ จาเปน็ ตอ้ งกาหนดปรมิ าณแร่
ธาตใุ นปยุ๋ เฉพาะส่วนทพ่ี ืชใชเ้ ป็นประโยชนไ์ ดเ้ ท่าน้นั ทเ่ี รยี กวา่ เกรดปยุ๋ (Fertilizer grade) เกรดปยุ๋ จะบอกถึง
ปรมิ าณแรธ่ าตขุ ั้นตา่ ทส่ี ดุ ท่มี อี ยใู่ นป๋ยุ นนั้ ๆ
ปุ๋ยเคมตี ามปกติจะบอกเกรดปยุ๋ ไว้ทข่ี า้ งถงุ ปยุ๋ เชน่ ปยุ๋ เกรด 15-20-5 หมายถงึ มปี ริมาณไนโตรเจน
ท้งั หมด 15% โดยนา้ หนกั
มีปรมิ าณฟอสฟอรสั ในรูปของกรดฟอสฟอริก ( P2 O5 ) ที่ใช้ประโยชน์ได้ 20% โดยน้าหนัก
มีปรมิ าณโพแทสเซยี มในรปู ของโพแทส ( K2O ) ทีล่ ะลายน้าได้ 5% โดยนา้ หนัก
ป๋ยุ เกรด 15-15-8 จานวน 40 กโิ ลกรัม มแี ร่ธาตุในปยุ๋ แต่ละชนดิ จานวนเทา่ ไร
วธิ ีคิด เกรดปยุ๋ 15-15-8 หมายถงึ มี N 15% P 15% K 8%
ดงั นั้น ปยุ๋ 40 กิโลกรัม จงึ มี N = 15 40 = 6 กโิ ลกรัม
100
P = 15 40 = 6 กโิ ลกรัม
100
K = 8 40 = 3.2 กโิ ลกรัม
100
ข. ปยุ๋ อินทรยี ์
นอกจากปุ๋ยเคมีแล้ว ยังมีการใชป้ ุ๋ยอินทรยี ์ ซ่งึ เปน็ อินทรยี วตั ถหุ ลาย ๆ ชนิด ไดแ้ ก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ย
หมัก ปยุ๋ พชื สด นอกจากน้ียังมีกากถวั่ กากเมลด็ ฝา้ ย ซึง่ เหลือจากโรงงานอุตสาหกรรม กระดูกป่น เลือดแห้ง
138
จากโรงฆา่ สัตว์ นอกจากนนั้ ยงั มปี ๋ยุ เทศบาล ซ่ึงเกิดจาการหมักขยะตา่ ง ๆ แล้วปรุงแต่งโดยการเสริมธาตุอาหาร
บางอยา่ งเขา้ ไป นอกจากนั้นยังมีน้ากากส่าเหล้าสามารถนาไปใช้ทาปุ๋ยหมักได้ด้วย ถึงแม้ปุ๋ยอินทรีย์จะให้ธาตุ
อาหารต่า แต่สามารถอมนา้ ได้ดีมคี วามชื้น รากพืชสามารถชอนไชไปได้สะดวก ดังนั้น หากมีการตัดหรือดาย
หญา้ หรือมตี น้ ไมต้ าย ไม่ตอ้ งเผาทง้ิ สามารถนาไปหมกั ทาเป็นปยุ๋ ไดเ้ พอื่ นามาปรับปรงุ โครงสร้างของดนิ
การใช้ปุ๋ยในการเพาะปลกู นอกจากทาใหเ้ พ่มิ คา่ ใช้จ่าย ในการเพาะปลกู แลว้ ยงั ทาใหก้ นิ เสือ่ มสภาพไม่
เหมาะสมในการเพาะ ปลกู ได้อีกด้วย โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ปุ๋ยเคมี ดังน้ันจึงมีการวิจัยค้นคว้าหาพันธ์ุพืชที่สามารถ
ปลกู โดยใช้ดินที่มธี าตอุ าหารปริมาณต่าได้ แต่ให้ผลผลติ สูง
ค. ปุ๋ยชวี ภำพ
ท้งั ปุ๋ยวิทยาศาสตรแ์ ละปุย๋ อนิ ทรยี ์ตา่ งก็มีข้อดี และขอ้ เสียแตกต่างกนั แต่ในปัจจบุ ันมปี ๋ยุ อีกชนดิ หนึ่ง คือ
ป๋ยุ ชวี ภาพ (Biofertilizer) ที่ใชแ้ บคทีเรีย และสาหร่ายสีเขยี วแกมนา้ เงินทีส่ ามารถตรึงแก๊สไนโตรเจนจากอากาศ
เปล่ยี นใหเ้ ปน็ สารประกอบไนเตรตท่ีพชื ใช้ได้ และยังมีจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ ให้เป็น
โมเลกุลเล็กลงท่ีพืชดูดซึมไปใช้ได้ จุลินทรีย์เหล่านี้นามาใช้ประโยชน์กับพืชได้ เช่นเดียวกับการใช้ปุ๋ย
วทิ ยาศาสตรห์ รือปุ๋ยอินทรีย์
จุลินทรียท์ ี่นามาใช้ในการผลิตปุ๋ยชวี ภาพ แบง่ ออกเปน็ 2 กลมุ่ ใหญ่ ได้แก่
1 . จุลนิ ทรยี ท์ ี่ตรึงแก๊สไนโตรเจนในอำกำศ ซึ่งมีท้งั แบคทเี รยี และสาหร่ายสีเขยี วแกมน้าเงนิ ตัวอย่าง
ของแบคทเี รีย ไดแ้ ก่ ไรโซเบียม (Rhizobium) อะโซโตแบคเตอร์ (Azotobacter) คลอสตรเิ ดยี ม (Clostridium)
เป็นต้น ส่วนตัวอยา่ งสาหรา่ ยสีเขยี วแกมน้าเงนิ ได้แก่ แอนาบีนา (Anabaena) นอสตอก (Nostoc) ออสซลิ ลา
ทอเรีย (Oscillatoria) แคโลทริกซ์ (Calothrix) เป็นต้น จุลินทรีย์ทุกตัวท่ีกล่าวถึง มีเอนไซม์ไนโตรจีเนส
(Nitrogenase) ซึ่งเปน็ เอนไซมท์ ีท่ าให้สามารถเปลี่ยนแก๊สไนโตรเจนให้เป็นสารประกอบไนโตรเจนซ่ึงเป็นอาหาร
ของพืช โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งไรโซเบยี ม (Rhizobium) ทเี่ ปน็ แบคทีเรียอยู่ในปมรากถวั่ น้นั มคี วามสามารถในการตรึง
ไนโตรเจนจากอากาศได้ดี โดยอยู่ร่วมกบั รากพชื ตระกลู ถ่ัวแบบพ่ึงพา พืชและดินในบริเวณนั้นได้รับสารประกอบ
ไนโตรเจนเพ่ิมมากข้นึ การใช้ไรโซเบยี มทาป๋ยุ ชีวภาพ ทาไดโ้ ดยการนาแบคทีเรยี ไรโซเบียมคลุกเมล็ดก่อนปลูกไร
โซเบียมแต่ละสายพนั ธม์ุ คี วามเหมาะสมเฉพาะกบั ถว่ั แตล่ ะชนิด เวลาใช้จึงต้องเลือกสายพนั ธุใ์ ห้ถกู ตอ้ งกบั ถ่ัวทป่ี ลกู
2. จุลินทรีย์ท่ีเก่ียวข้องกับกำรเปลี่ยนแปลงฟอสฟอรัสท่ีอยู่ในดินให้เป็นประโ ยชน์กับพืช
เนื่องจากพืชไมส่ ามารถไดฟ้ อสฟอรสั อย่างพอเพียงทง้ั ๆ ทด่ี ินบรเิ วณนั้นไม่ขาดฟอสฟอรัส เพราะฟอสฟอรัสจะถกู
ตรึงเอาไว้ในดิน แต่มีราไมโคไรซา (Mycorrhiza) อาศัยอยู่กับรากพืชโดยอยู่กันแบบพึ่งพา คือ ราจะช่วยย่อย
สลายแรธ่ าตุทเี่ ป็นสารประกอบในดินบริเวณใกล้ราก โดยเฉพาะฟอสฟอรัสที่ถูกตรึงเอาไว้ในดินจนพืชไม่สามารถ
นาไปใช้ได้ จะถกู ราไมโคไรซาปล่อยเอนไซมอ์ อกมายอ่ ยสลายจนพืชนาไปใช้ได้ ส่วนประโยชนท์ รี่ าจะไดร้ บั จากพืช
คือน้าตาล กรดอะมโิ นและสารอ่ืน ๆ จากรากพืช
การใช้ปุ๋ยชีวภาพนั้น ในปจั จบุ นั มกี ารใช้กันอย่างแพร่หลาย จนมีการสร้างโรงงานผลิตไรโซเบียมขนาด
ใหญข่ นึ้ ท้ังในประเทศไทยและประเทศอน่ื ๆ อีกมาก สาหรับประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ ไดจ้ ัดทาการจัดตง้ั ศูนย์ไรโซเบยี มเปน็ ปุ๋ยชวี ภาพจาหนา่ ยใหก้ บั เกษตรกร
ข้อเสยี ของการใชป้ ยุ๋ ชีวภาพทเี่ ปน็ จลุ ินทรยี ซ์ งึ่ มีชวี ติ คอื สภาวะแวดลอ้ มของดนิ ต้องไม่มีสารเคมหี รือยา
ฆา่ แมลงและมปี ัจจัยอนื่ ๆ ท่เี ออ้ื ตอ่ การมีชีวิตจึงจะใชป้ ๋ยุ ชวี ภาพได้ผลดี
การใชป้ ยุ๋ เคมีไปนาน ๆ จะทาให้เกิดการสะสมสารเคมี ดินจับตัวกันแข็งกว่าปกติ ทาให้อากาศในดิน
ถา่ ยเทไมไ่ ดด้ ี และนา้ ซึมช้า รากชอนไชได้ยาก พืชจึงเจรญิ เติบโตไม่ดี
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการเพาะปลูกน้ัน ทาให้ดินร่วนซุย รากพืชจึงชอนไชเข้าไปในดินได้ดี ไม่ทาให้
สภาพแวดล้อมของดนิ เสีย เพราะปุย๋ อินทรียย์ อ่ ยสลายได้งา่ ย จงึ ไมม่ ีสารพษิ ตกค้างอย่ใู นดนิ
139
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 8
รำยวชิ ำ ว 30243 ชวี วิทยำ 3 ระดับชนั้ มธั ยมศึกษำปีท่ี 5
เร่ือง กำรลำเลยี งสำรอำหำรของพชื เวลำ 2.00 ชว่ั โมง
ผสู้ อน นำงสำวปวณี ำ งำมชดั
********************************
สำระชวี วทิ ยำ ข้อ 3
เขา้ ใจสว่ นประกอบของพืช การแลกเปล่ยี นแกส๊ และคายนา้ ของพืช การลาเลยี งของพืช การ
สังเคราะหด์ ้วยแสง การสบื พันธ์ขุ องพชื ดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการ ตอบสนองของพชื รวมทงั้ นา
ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้
1.สบื ค้นข้อมลู และอธิบายกลไกการลาเลียงนา้ และธาตอุ าหารของพืช
2.สืบคน้ ขอ้ มูล อธิบายความสาคัญของธาตุอาหาร และยกตวั อยา่ งธาตอุ าหารทสี่ าคญั ทมี่ ีผลตอ่ การ
เจรญิ เตบิ โตของพชื
จดุ ประสงคก์ ำรเรียนรู้
1. สบื คน้ ขอ้ มลู และสรปุ เกี่ยวกับกระบวนการลาเลยี งสารอาหารของพืช
2. วิเคราะห์และอธบิ ายทศิ ทางและกลไกการลาเลยี งสารอาหารของพืชจากการศึกษาของ
นกั วิทยาศาสตร์
3. มคี วามรบั ผดิ ชอบ สนใจ กระตอื รือร้นในการสบื คน้ ข้อมูลจนเกดิ ความเข้าใจเก่ียวกับการ
ลาเลยี ง
สารอาหารของพชื
เนื้อหำ/สำระกำรเรียนรู้ (รายละเอยี ดของเนือ้ หาอยูใ่ นใบความรู้ที่ 8)
- การลาเลยี งสารอาหารของพืช
กำรจดั กระบวนกำรเรียนรู้
1. ข้นั สร้ำงควำมสนใจ
1. ครนู าเข้าส่บู ทเรียนโดยใชค้ าถามนาไปสกู่ ารอภิปรายดังน้ี
- เซลล์ของเน้ือเย่ือพืช เชน่ บริเวณราก และลาต้นใต้ดนิ ตอ้ งการสารอาหารหรือไม่อย่างไร
- นักเรียนไดท้ ราบมาแลว้ วา่ ราก และลาต้นใต้ดนิ ของพืชบางชนิด มีแป้งและน้าตาลสะสมอยู่ เช่น
รากของมันเทศ ลาต้นใต้ดินของมันสาปะหลัง ซึ่งโครงสร้างของพืชบริเวณนี้ไม่สามรถสร้างอาหารได้เอง แต่
อาหารที่สะสมอยมู่ าจากไหน
2. จากการอภิปรายควรสรปุ ได้ว่า เซลลต์ ่างๆ ของพืชรวมทั้งเซลล์ของรากและเซลล์ของลาต้นต้องการ
สารอาหาร เมอ่ื สลายแลว้ ได้พลงั งานไปใชใ้ นกระบวนการเมแทบอลิซมึ ของเซลล์ สารอาหารท่ีสะสมอยู่ในรากพืช
น่าจะลาเลยี งมาจากส่วนของพืชท่ีสงั เคราะห์ด้วยแสงไดเ้ ชน่ ที่ใบ
2. ข้ันสำรวจและคน้ หำ
140
1. ครูซักถามนกั เรียนเพื่อนาเข้าส่กู ารเรยี นรู้ เรอ่ื ง การเคลื่อนย้ายสารอาหารในพืช เพื่ออภิปรายความรู้
ร่วมกนั ดังน้ี
- สารอาหารท่พี ชื สรา้ งขึ้นลาเลียงไปสู่สว่ นอื่นๆ ไดอ้ ย่างไร
- ประจกั ษ์พยานใดว่าพชื มีการเลยี งสารอาหารไปสูส่ ว่ นต่างๆ
2. ครทู บทวนเก่ียวกับตาแหน่งของเน้ือเยื่อไซเลม และโฟลเอ็มในลาต้นพืช แล้วให้นักเรียนศึกษาการ
ทดลองของมลิ พิจิ แลว้ ตอบคาถามดงั นี้
- นักเรยี นจะอธิบายการพองออกของเปลือกเหนอื รอยคว่นั อยา่ งไร สว่ นของเปลือกไมท้ ีถ่ ูกลอกออกไป
น่าจะเป็นเนอื้ เย่อื สว่ นใดของลาตน้ (เนอื้ เยื่อส่วนที่ลอกออกไปน่าจะเป็นเน้ือเย่ือคอร์เทกซ์ และโฟลเอ็ม เมื่อคว่ัน
สว่ นน้อี ออกไป ทาใหท้ อ่ โฟลเอม็ ท่ีใช้ลาเลยี งสารอาหารถูกตัดขาด สารอาหารจึงลาเลียงมาสะสมอยู่ที่ส่วนเหนือ
รอยควัน่ จึงทาให้ส่วนน้ีพอกออก)
- ถ้าทาการทดลองเช่นเดียวกับพืชใบเลย้ี งเดยี่ ว เชน่ ไผ่ จะได้ผลเช่นเดียวกับการทดลองน้ีหรือไม่
เพราะเหตุใด (การทดลองของมิลพจิ ิ เป็นการทดลองกบั พืชใบเลยี้ งคซู่ ง่ึ มเี นื้อเยื่อโฟลเอม็ อยโู่ ดยรอบลาต้น แตพ่ ชื
ใบเลยี้ งเด่ยี วทอ่ ลาเลยี งจะกระจายอยูใ่ นลาค้น การครน่ั ในลกั ษณะเชน่ น้ี บรเิ วณตรงกลางซ่ึงมีท่อลาเลียงอยู่ก็จะ
สามารถลาเลียงสารอาหารไดจ้ ะเกดิ การสะสมอาหารเหนือรอยคว่นั เชน่ พชื ใบเลย้ี งคู่)
3. ครูต้ังคาถามเพิ่มเตมิ ว่า “จากประจักษพ์ ยานของมิลพิจิ นักเรียนจะนาไปใช้ในการอธิบายเร่ืองการ
ตอนก่งิ ของพืชอยา่ งไร” ซ่งึ จากการอภิปรายนกั เรยี นควรสรปุ ไดว้ า่ เมอ่ื มอี าหารสะสมเหนอื บริเวณรอยควั่น ถ้ามี
ภาวะเหมาะสม เชน่ มคี วามช้ืนเพยี งพอ พชื จะใช้อาหารทสี่ ะสมนใ้ี นการงอกของรากเหนือรอยคว่นั
4. ครูต้ังคาถามเพ่ิมเติมเพื่อนาไปสู่การทาลองต่อไป “จากประจักษ์พยานการทดลองของมิลพิจิ เมสัน
และมัสเคล นักเรยี นคดิ ว่าทศิ ทางการลาเลยี งน้าตาลจะมที ิศทางอย่างไร”
5. ครูใหน้ กั เรยี นสบื ค้นจากการทดลองดังภาพท่ี 12-27 แล้วตอบคาถามในหนังสอื เรยี นดงั น้ี
นักเรียนจะสรุปการทดลองนวี้ า่ อย่างไร
(เมื่อใบสร้างอาหารแลว้ น้าตาลในใบท่อี ยสู่ ว่ นลา่ งของลาตน้ จะลาเลยี งสูส่ ว่ นล่างของลาตน้ นา้ ตาลท่อี ยู่
ปลายกง่ิ จะถูกลาเลียงไปส่บู ริเวณยอด ดงั น้นั ในใบพชื ทอี่ ยู่ตรงกลางลาตน้ เม่อื สร้างน้าตาลแล้วจะสามารถลาเลียง
นา้ ตาลไปไดท้ ้ัง 2 ทิศทาง คอื ทศิ ทางข้างบนส่สู ่วนยอด ทิศทางข้างลา่ งลงสสู่ ว่ นราก ดังน้นั แสดงใหเ้ ห็นว่าทอ่ โฟล
เอ็มในพืชจะเป็นทอ่ ที่เช่ือมโยงติดต่อกันตลอดลาต้นและรากของพืช พืชจึงสามารถเคลื่อนย้ายสารอาหารไปได้
ทุกๆ ส่วนของลาต้นพชื )
6. ครูตง้ั คาถามเพื่อนาเข้าสู่การเรยี นรู้ เรื่อง กระบวนการลาเลียงสารอาหาร ดังนี้ “จากการทดลองใน
ภาพที่ 12-27 ทาใหท้ ราบว่าการลาเลยี งสารอาหารจะลาเลียงจากแหล่งสร้างอาหารไปยังแหล่งสร้างอาหารได้
น้อย หรอื แหลง่ สรา้ งอาหารไมไ่ ด้โดยลาเลยี งจากบนลงลา่ ง และจากลา่ งส่ดู ้านบนได้ แต่ปัญหาคือ การลาเลียง
สารอาหารจากแหล่งสรา้ งไปยังบรเิ วณตา่ งๆ มีกระบวนการลาเลยี งอย่างไร”
7. จากการสบื ค้นแลว้ นามาอภปิ รายรว่ มกับนักเรียนถึงข้อสันนิษฐานของมึนซ์เก่ียวกับกลไกการลาเลียง
สารอาหารในพืชจากใบผ่านเข้าสทู่ ่อโฟลเอ็มทางซฟี ทวิ บ์ โดยใช้หลักการกระบวนการแพร่ทาให้เกิดแรงดันออสโม
ซีสในซีฟทิวบ์ต้นทาง ทาใหม้ กี ารลาเลียงน้าตาลไปยงั ปลายทางว่าสมเหตสุ มผลเพียงใด
8. ครเู ปดิ ประเดน็ ลองใหน้ กั เรยี นคดิ ตอ่ ไปวา่ นอกจากหลกั การนี้แลว้ น่าจะมีวธิ ีอ่นื หรือไม่ ถ้านักเรยี นยงั
คดิ ตอ่ ไปไมไ่ ด้ ครคู วรเนน้ ใหเ้ ห็นวา่ กระบวนการหรอื แนวคิดนีเ้ ปน็ วธิ ีหนงึ่ ทยี่ งั ไม่มขี ้อยตุ ิ นกั วทิ ยาศาสตร์คงจะต้อง
ศกึ ษาตอ่ ไปเพือ่ ให้ไดข้ อ้ สรปุ ท่ีถกู ต้องสมเหตุสมผลต่อไปในอนาคต
9. ครนู าอภปิ รายและให้ความรู้ เรื่อง การลาเลียงสารอาหารของพืช (เพิ่มเติม) ตามรายละเอียดในใบ
ความรู้ท่ี 8
10. ครเู ปดิ โอกาสให้นกั เรียนสอบถามเน้อื หา เร่ือง การลาเลียงสารอาหารของพืช วา่ มีสว่ นไหนท่ีไม่เขา้ ใจ
และให้ความรเู้ พมิ่ เติมในสว่ นน้ัน
141
3. ขัน้ ลงข้อสรุป
1. ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นสรปุ ความคดิ รวบยอดเกย่ี วกบั เนอื้ หาที่ได้เรียนในวันนี้
2. ครูให้นกั เรียนกลับไปทบทวนความรู้ในหนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 4 บทท่ี 12 เร่ือง โครงสร้างและหน้าท่ีของ
พชื ดอก ที่เรียนผา่ นมาแลว้ เพ่อื เตรียมตวั สอบเกบ็ คะแนนประจาหนว่ ย ซ่งึ ครจู ะสอบในคาบเรยี นตอ่ ไป
สอ่ื กำรเรยี นกำรสอน
1. หนังสอื เรยี นวิชาชวี วทิ ยา 4 ของ สสวท.
2. ใบความรทู้ ่ี 8 เรื่อง การลาเลยี งสารอาหารของพชื
3. วิดิทศั น์ ที่เกย่ี วขอ้ ง
กำรวดั ผลประเมินผล วธิ กี ำรวดั เครือ่ งมือวัด เกณฑก์ ำรผ่ำน
กำรวัดผลประเมินผลด้ำน
1.การสรปุ ความคดิ รวบยอด 1.การสรุปความคดิ รวบยอด 1. ทาได้ถูกตอ้ ง 70 % ขึ้นไป
1. ด้านความรู้ความเขา้ ใจ
2. ด้านทักษะกระบวนการ สงั เกตจากการปฏบิ ัติ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทา ได้คะแนนในระดบั 2 ขน้ึ ไป
กจิ กรรม ในชน้ั เรยี น กจิ กรรม/ทักษะ
วทิ ยาศาสตร์
3. ดา้ นคุณลกั ษณะท่พี งึ การสงั เกตพฤตกิ รรมความ
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมความ ได้คะแนนในระดบั 2 ขน้ึ ไป
ประสงค์ สนใจ และตงั้ ใจเรยี น สนใจและตัง้ ใจเรียน
ควำมคดิ เห็นของผูบ้ งั คับบญั ชำ
หัวหน้ำกลุ่มสำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตร์
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงชือ่ )
(นางดารณี พงษส์ บาย)
หัวหนา้ กลุ่มสาระฯวิทยาศาสตร์
หวั หนำ้ กลุ่มบริหำรวชิ ำกำร
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงชือ่ )
(นางพรพริ ณุ แจ้งใจ)
หวั หน้ากลุม่ บรหิ ารวิชาการ
ควำมเหน็ ของผบู้ ริหำรโรงเรียน
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
(ลงชื่อ)
(นางลดั ดา ผาพันธ)์
ผู้อานวยการโรงเรยี นโคกโพธ์ิไชยศึกษา
142
ใบควำมรู้ ที่ 8 กำรลำเลยี งสำรอำหำรของพืช
ประกอบแผนจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 8 กำรลำเลยี งสำรอำหำรของพชื
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
12.10 กำรลำเลยี งสำรอำหำรของพชื
การสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดข้ึนที่บรเิ วณทม่ี คี ลอโรฟิลล์ ส่วนใหญ่จึงเกิดท่ีใบ เม่ือสังเคราะห์ด้วยแสงได้
แล้ว จะได้คาร์โบไฮเดรต พวกแป้ง และน้าตาลซึ่งสามารถทดสอบสารอาหารเหล่านั้นได้ อาหารเหล่านี้ พืช
สามารถส่งไปเก็บตามส่วนต่าง ๆ ของพืชได้ เช่น พืชบางชนิดเก็บอาหารไว้ตามลาต้น เช่น หัวมันฝร่ัง เผือก
แหว้ จีน เป็นต้น แสดงว่าพชื สามารถลาเลียงอาหารจากด้านบนและล่างข้ึนบนได้ นักวิทยาศาสตร์ท่ีได้ทดลอง
เรื่องการลาเลียงอาหารของพชื คือ มลั พิจิ ในปี พ.ศ 2229 (ค.ศ. 1686) โดยการควั่นลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่ออก
ตัง้ แต่เปลอื กไมอ้ อกจนถึงช้นั แคมเบียมแลว้ ท้ิงไว้จะเกิดผลดังภาพ
สาหรับการคว่ันต้นไม้เช่นเดียวกบั ในรูป แต่ไปคว่นั ตรงโคนแล้วท้งิ ไวน้ าน ๆ จะทาให้ต้นไม้ตายได้ เพราะ
ไม่สามารถสง่ อาหารไปเลีย้ งราก รากจะขาดอาหารทาให้รากตาย ไมส่ ามารถลาเลียงนา้ และเกลือแร่ขน้ึ ไปสู่ใบ
รปู ที่ 115 แสดงกำรลำเลยี งอำหำรโดยใช้น้ำตำลซง่ึ เป็นสำรกมั มนั ตรังสใี นโฟลเอ็มเม่อื ใบได้รบั 14CO2 จ ะ
เปลยี่ น เปน็ นำ้ ตำลโดยกำรสงั เครำะห์ดว้ ยแสง
ก) ให้ 14CO2 กบั ใบลำ่ ง กำรลำเลียงลงสดู่ ำ้ นล่ำง
ข) ให้ 14CO2 กับใบบน 14CO2 ลำเลยี งข้ึนดำ้ นบน
ค) เมือ่ ดงึ ใบบนออกแล้วให้14CO2 กับใบลำ่ ง กำรลำเลยี งเกดิ ทงั้ สองทิศทำง
143
จากการทดลอง ก. พบนา้ ตาลที่มี 14C ทส่ี ว่ นลา่ งของพืช การทดลอง ข. พบ 14C ทสี่ ว่ นยอดของพืช
และการทดลอง ค. พบ 14C ทั้งท่ีส่วนบนและส่วนล่างของพืช น่ันคือการลาเลียงน้าตาลซูโครสเกิดข้ึนได้ทั้ง
สองทศิ ทาง (Bidirection) คือลาเลียงขึ้นขา้ งบนกไ็ ด้ ลาเลียงลงขา้ งล่างลาตน้ กไ็ ด้ โดยการลาเลียงจากแหล่งสร้าง
(Source) สว่ นใหญเ่ ป็นใบไปยังแหล่งใช้ (Sink) คือ ราก ยอด ลาตน้ หรือผล โดยลาเลียงไปทางซีฟทิวบ์ของโฟล
เอม็ และการลาเลยี งมที ศิ ทางทง้ั ขนึ้ และลง ซงึ่ แตกต่างจากการลาเลยี งนา้ และแรธ่ าตใุ นไซเลม มีทิศทางเดียวจาก
รากไปส่ใู บและสู่ยอด
ซิมเมอรแ์ มน ซ่ึงเปน็ นกั ชีววทิ ยาแห่งมหาวิทยาลยั ฮารว์ าด ไดท้ ดลองพบว่าเพลีย้ อ่อนจะใช้งวงแทงลงไป
ถึงทอ่ โฟลเอม็ แลว้ ดูดของเหลวออกมา จนกระทั่งของเหลวหรือน้าหวานออกมาทางก้น ซิมเมอร์แมนจึงตัดหัว
เพล้ยี ออ่ นออก โดยให้งวงทีแ่ ทงอย่ใู นเนอ้ื ไม้ยงั คงติดกับโฟลเอ็มอยู่ พบวา่ ของเหลวจากโฟลเอ็มยังคงไหลออกมา
ทางงวงที่แทงอยู่ในโฟลเอ็ม และเม่ือวิเคราะห์ของเหลวน้ัน พบว่าส่วนใหญ่เป็นน้าตาลซูโครสและมีสารอ่ืนอีก
เช่น กรดอะมโิ น ฮอร์โมน และธาตอุ าหาร ดังรปู
ในกรณีทใ่ี ชซ้ ูโครสท่ีมี 14C เป็นองค์ประกอบแล้วให้เพล้ียอ่อนแทงงวงเข้าท่อโฟลเอ็มในตาแหน่งต่าง ๆ
กัน ทาให้สามารถหาอัตราการเคล่ือนท่ีของน้าตาลในโฟลเอ็มได้ พบว่าการเคลื่อนท่ีของน้าตาลในโฟลเอ็มมี
ความเรว็ ประมาณ 100 เซนติเมตรต่อช่ัวโมง
เพราะเหตทุ ่นี า้ ตาลในโฟลเอ็มเคล่อื นที่ด้วยความเร็ว จึงมผี สู้ งสยั วา่ การเคล่อื นท่ขี องนา้ ตาลในโฟลเอ็มน้ัน
คงไม่ใช่การแพรแ่ บบธรรมดาและไม่ใช่การไหลเวยี นของไซโทพลาสซมึ
สาหรับกลไกของการลาเลียงอาหารทางโฟลเอ็มนั้น อาจอธิบายได้ตามสมมติฐานการไหลของมวลสาร
(Mass flow hypothesis)
สมมตฐิ านการไหลของมวลสาร (Mass flow hypothesis) เป็นสมมติฐานท่ีเสนอในปี พ.ศ. 2473
โดยมนึ ซ์ (Munch) นักสรรี วทิ ยาพืชชาวเยอรมัน ทีอ่ ธบิ ายการลาเลยี งอาหารในโฟลเอม็ ว่าเกดิ จากความแตกต่าง
ของแรงดัน ซ่ึงทาหารสังเคราะห์ด้วยแสงได้น้าตาล ทาให้มีความเข้มข้นของราก โดยเซลล์ของใบซึ่งทาการ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสงไดน้ ้าตาลทาให้มีความเข้มข้นของน้าตาลสูง น้าตาลจึงถูกลาเลียงไปเซลล์ข้างเคียง ทาให้มี
ความเข้มขน้ ของนา้ ตาลสงู ตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว และจะมีการลาเลียงน้าตาลไปยังเซลล์ต่อ ๆ ไป จนถึงโฟล
เอม็ แล้วเกดิ แรงดนั ให้โมเลกลุ น้าตาลเคลื่อนไปตามโฟลเอ็ม ไปยังเน้ือเย่ือที่มีความเข้มขนของน้าตาลน้อยกว่า
เช่น เซลล์ท่ีราก ลาต้น หรือปลายยอดน้าตาลยังคงเคลื่อนที่ต่อไปได้ ตราบใดที่ความเข้มข้นของน้าตาลยัง
แตกตา่ งกนั อยู่
144
การทดลองของมึนซ์ (Munch
แบบจาลองการลาเลยี งของมึนซ์ (Munch)
1. การลาเลยี งซูโครสจากแหลง่ สรา้ งเขา้ ส่ซู ฟี ทวิ ป์ ทาให้วอเตอรโ์ พแทนเชียลในซีฟทิวป์ลดลง ทา
ใหน้ ้าออสโมซสิ จากเซลลข์ ้างเคยี งเขา้ ซีฟทิวป์
2. การดดู ซบั นา้ ทาใหแ้ รงดันนา้ เพม่ิ ขึ้น จึงไปดนั สารในซีฟทวิ ป์ให้ไหลไปตามท่อ
3. เมื่อซูโครสเคลือ่ นยา้ ยออกจากซีฟทวิ ป์ไปยงั แหล่งรับ แรงดันในซฟี ทิวป์ลดลง นา้ จะออสโมซิสอ
อกสเู่ ซลลข์ า้ งเคียงทีแ่ หล่งรับ
4. น้าเข้าสไู่ ซเลมซึ่งจะลาเลียงจากแหลง่ รบั ไปยังแหลง่ สร้างอีก
สมมติฐานการไหลของมวลสาร (Mass-flow hypothesis หรือ Bulk flow hypothesis) หรือการ
ไหลเน่อื งจากแรงดัน เป็นสมมตฐิ านทีใ่ ช้อธิบายการลาเลียงสารอาหารผ่านโฟลเอ็มโดยมีการทดลองท่ีสนับสนุน
สมมติฐานน้ีได้ การไหลของสารอาหารในโฟลเอ็มจากแหล่งผลิตหรือแหล่งสร้าง (Source) ไปยังแหล่งรับ หรือ
แหลง่ ใช้ (Sink) แหล่งผลิตในพชื หมายถึงใบหรือสว่ นของพืชท่ีสะสมสารอาหาร แหลง่ รับหมายถงึ สว่ นของพชื ที่ใช้
สารอาหาร ได้แก่ ราก ยอด ลาต้น ผล ท่ีช้ันมีโซฟิลล์ของใบพืชเกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้น้าตาล
กลูโคส , น้าตาลกลโู คสจะแพรไ่ ปยังเซลล์รอบเส้นใบหรอื บันเดิลชีทเซลล์ (Bundle sheath cell) ท่ีล้อมรอบท่อ
ลาเลยี ง กลโู คสจะเปลย่ี นเปน็ น้าตาลซูโครสก่อนเข้าท่อลาเลียงอาหารหรือโฟลเอม็ โดยเขา้ สู่ซีฟทิวป์อของโฟลเอ็ม
145
การเคลอื่ นยา้ ยน้าตาลซูโครสเข้าสู่ซีฟทิวป์อาศัยกระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ตท่ีต้องใช้พลังงาน ATP เซลล์
คอมพาเนยี นและเซลล์พาเรงคมิ าท่ีอยูใ่ กลก้ บั ซฟี ทิวป์ จะใหพ้ ลงั งาน ATP เพื่อใช้ในการเคลอื่ นยา้ ยนี้ เมอ่ื ซฟี ทวิ ป์
สะสมซูโครสมากๆ เข้าจะมคี วามเข้มข้นของสารละลายสูงข้ึน ทาให้วอเตอร์โพเทนเชียล (Water potential) ใน
ซีฟทิวป์ลดลง น้าจึงออสโมซิสจากเซลล์ข้างเคียงเข้าซีฟทิวป์ ทาให้ซีฟทิวป์มีแรงดันเต่ง ( Turgor pressure)
สงู ข้ึน แรงดนั นจ้ี งึ ไปดนั ใหส้ ารในซีฟทวิ ปไ์ หลไปตามท่อซงึ่ ตอ่ เนอ่ื งจากใบไปยังลาต้นและรากซึง่ เปน็ แหล่งรับ
เมอื่ มาถงึ แหล่งรับ ซูโครสจะถกู เคลือ่ นยา้ ยออกจากซปี ทวิ บโ์ ดยกระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ต ทา
ใหค้ วามเขม้ ข้นของซูโครสในซฟี ทวิ บล์ ดลง นา้ ในซฟี ทิวบจ์ ึงออสโมซสิ ออกสู่เซลล์ข้างเคยี ง ทาใหแ้ รงดันในซฟี ทวิ บ์
ลดลงและนา้ จะเขา้ สู่ไซเลมอีกซ่ึงจะถูกลาเลียงไปยังแหล่งผลิตอีกน่ันคือ การลาเลียงอาหารในโฟลเอ็มเกิดจาก
ความแตกตา่ งของแรงดนั น้า หรือแรงดันเต่งหรอื แรงดนั ออสโมติกระหวา่ งตน้ ทางหรอื แหลง่ ผลติ กบั ปลายทางหรือ
แหล่งรบั
พชื มีท่อสาหรบั ลาเลียงน้าและแร่ธาตุ กับสารอาหารที่พืชสร้างขึ้น แยกกันโดยน้าและแร่ธาตุส่งไปตาม
ไซเลม สารอาหารส่งไปตามโฟลเอม็ สว่ นทางด้านขา้ งนั้นท้ังสอง มเี รย์ (Ray) สง่ ออกไปเล้ียงเซลล์ท่ีอยู่ข้าง ๆ ได้
ทาใหพ้ ชื มกี ารเจริญเตบิ โตออกไปได้ทง้ั ทางดา้ นบนดา้ นลา่ งและดา้ นข้าง
146
แผนกำรจัดกำรเรยี นรูท้ ่ี 9
รำยวชิ ำ ว 30243 ชวี วิทยำ 3 ระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษำปีที่ 5
เร่อื ง กำรค้นควำ้ ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับกระบวนกำรสงั เครำะห์ด้วยแสง เวลำ 2.00 ชวั่ โมง
ผสู้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด
********************************
สำระชีววิทยำ ขอ้ 3
เขา้ ใจสว่ นประกอบของพชื การแลกเปล่ยี นแกส๊ และคายน้าของพืช การลาเลยี งของพชื การ
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง การสบื พนั ธ์ุของพชื ดอกและการเจริญเตบิ โต และการ ตอบสนองของพืช รวมทัง้ นา
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ผลกำรเรียนรู้
สืบคน้ ขอ้ มลู และสรปุ การศกึ ษาทไี่ ด้จากการทดลองของนกั วิทยาศาสตร์ในอดีตเก่ียวกบั ระบวนการ
สังเคราะหด์ ้วยแสง
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. สืบค้นข้อมลู วเิ คราะห์และสรุปผลการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันเก่ียวกับ
กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
2. อภิปรายและสรปุ ขน้ั ตอนกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง
3. มคี วามรับผดิ ชอบ สนใจ กระตอื รือรน้ ในการสบื ค้นขอ้ มลู จนเกดิ ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั การคน้ ควา้
ที่เกย่ี วข้องกบั กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
เนือ้ หำ/สำระกำรเรียนรู้ (รายละเอยี ดของเนือ้ หาอย่ใู นใบความรูท้ ี่ 9)
- การค้นควา้ ทเ่ี ก่ียวข้องกบั กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
- ประวัติการค้นคว้าเกยี่ วกบั การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
กำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้
1. ขนั้ สร้ำงควำมสนใจ
1. ครใู ช้ภาพนาบท มาอภิปรายเพอ่ื นาเข้าส่บู ทเรยี น โดยอภปิ รายซักถามในประเดน็ ต่อไปนี้
- ใบพืชมคี วามเหมาะสมตอ่ การทาหน้าท่ีในการสงั เคราะห์ด้วยแสงอย่างไร
- ใบพชื จะสงั เคราะห์ดว้ ยแสงได้ต้องมสี ่ิงใดบ้าง และผลผลิตทไี่ ด้จากการสังเคราะหด์ ้วยแสง คอื อะไร
2. จากความรู้เดมิ ท่นี กั เรียนไดเ้ รยี นมาแลว้ ในช่วงช้นั ท่ี 3 นักเรยี นควรสรุปได้ว่า ใบพืชมีคลอโรฟิลล์และ
โครงสร้างภายในใบจะมีไซเลมลาเลยี งน้ามาใชใ้ นการสงั เคราะห์แสง ในการสังเคราะห์ด้วยแสงต้องอาศัยแสง น้า
และคาร์บอนไดออกไซด์ ผลผลิตทไ่ี ด้จากการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง คือ แก๊สออกซิเจนและน้าตาล
2. ขนั้ สำรวจและค้นหำ
1. ครนู าเขา้ ส่บู ทเรียนโดยประเดน็ ในการอภิปรายว่า “กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมีความสาคัญต่อ
การดารงชวี ิตของสิ่งมชี ีวิตต่างๆ อย่างไร” โดยในการอภิปรายนักเรียนควรจะบอกได้ว่า กระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสงเป็นการสรา้ งอาหารให้กบั พืช ซงึ่ เป็นอาหารของส่งิ มชี ีวติ อนื่ ๆ ทีเ่ ปน็ ผ้บู ริโภคพชื ต่อๆ ไป
147
2. ครูให้นักเรยี นตั้งคาถามท่ีนกั เรียนอยากรู้เก่ยี วกับกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง โดยครูจดจาคาถาม
ของนกั เรยี นที่นักเรียนอยากรู้บนกระดาน ซงึ่ อาจเป็นดังน้ี
- กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงเกิดขึน้ ท่ีส่วนใดของใบ
- กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงมกี ระบวนการอย่างไรบ้าง
- พืชนาพลงั งานแสงไปใชใ้ นกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงอย่างไร
- พืชนาคาร์บอนไดออกไซด์ไปใชใ้ นกระบวนสังเคราะหด์ ว้ ยแสงอย่างไร
- คลอโรฟิลลแ์ ละนา้ มีบทบาทอย่างไรในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
3. ครชู แ้ี จงเพมิ่ เติมว่านกั วิทยาศาสตร์ในอดตี ก็มีความสงสยั เชน่ เดียวกับนกั เรียน ได้มีการศึกษาและเก็บ
ข้อมูลอย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทาให้มีความรู้เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสงอย่างมาก ซึ่ง
นักเรียนจะได้ศกึ ษาตอ่ ไป
4. ครูใหน้ ักเรียนศึกษาและวิเคราะห์การศึกษานักวิทยาศาสตร์แต่ละท่านเป็นลาดับ และพยายามคิด
วิเคราะห์ตอบคาถามในแต่ละลาดับ นอกจากนี้การสอนเกี่ยวกับชีวประวัติการศึกษาเก่ียวกับกระบวนการ
สังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื สาคัญมาก เพราะทาให้นักเรียนเขา้ ใจประบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ทน่ี กั วิทยาศาสตรใ์ ช้
ในการศึกษาหาความรู้ ครูไม่ควรให้นักเรียนไปอ่านเอง เพราะนักเรียนอาจไม่ได้เน้ือหาองค์ความรู้ตาม
วัตถปุ ระสงค์ ครูควรชี้แนะให้นักเรียนเห็นว่าถึงแม้เร่ืองสังเคราะห์ด้วยแสงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีววิทยา แต่ยัง
จาเป็นต้องอาศัยความรู้ของนักวิทยาศาสตร์หลายสาขาเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย เป็นการฝึกฝนให้นักเรียนเห็น
ความสาคญั ของนกั วทิ ยาศาสตรส์ าขาตา่ งๆ วา่ จะต้องมีความสัมพนั ธเ์ กยี่ วข้องกันและเป็นเหตเุ ป็นผลตอ่ เน่อื งกัน
5. ครตู ้งั คาถามเพ่ือให้นักเรียนร่วมกนั อภปิ รายในแงก่ ารแปลความหมายจากข้อมูล สรุปผลการทดลอง
จากข้อมูล ซ่ึงเป็นการเรียนรู้เพ่ือช่วยฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน และตอบคาถาม
เกย่ี วกบั การทดลองของแวน เฮลมองท์ ดงั นี้
- เหตุใดจะต้องปิดฝาถงั ตลอดเวลา จะเปิดเฉพาะตอนรดนา้ เท่านั้น (เพ่ือควบคุมปริมาณดินเพ่ือมิให้
สูญเสยี ไปโดยวิธอี นื่ ๆ เชน่ ลมพัด สตั วค์ ุ้ยเข่ีย เปน็ ต้น หรือป้องกนั ใหป้ รมิ าณดนิ คงที่ โดยมิใหใ้ บไม้หรือสิ่งอ่ืน
ใดปะปนลงไปในดิน ซงึ่ จะทาใหส้ รุปผลการทาลองไดถ้ ูกต้อง)
- แวน เฮลมองท์ สรุปว่านา้ หนกั ของต้นหลวิ ที่เพมิ่ ข้นึ มาจากน้าเท่านน้ั นักเรยี นเห็นดว้ ยกับข้อสรุป
น้หี รอื ไม่ เพราะเหตใุ ด (ไมเ่ หน็ ด้วย ถงึ แมร้ ดน้าอยตู่ ลอดเวลา แต่อากาศก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะพืช
ได้รบั แก๊สอยตู่ ลอดเวลา และนา้ หนักดนิ ก็ลดนอ้ ยลง)
6. ครูนาการทดลองของพริสต์ลียม์ าใหน้ ักเรียนอภิปรายถงึ วธิ ีดาเนนิ การทดลอง เพอื่ ใหน้ ักเรียนตระหนัก
วา่ แมว้ ่าการทดลองซ่งึ ดเู หมือนกับเป็นเร่ืองง่ายๆ แต่ก็ทาได้ไม่ง่ายเสมอไป เพราะจะต้องควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่
ส่งผลต่อการทดลอง
7. ครนู าอภิปรายและใหค้ วามรู้ เรอื่ ง ประวตั กิ ารค้นควา้ เก่ียวกับการสังเคราะหด์ ้วยแสง ตามรายละเอยี ด
ในใบความรูท้ ่ี 9 แลว้ ใช้คาถามต่อไปนสี้ อบถามนกั เรียนเพือ่ ตรวจสอบความเข้าใจ
- นักเรยี นสรปุ ผลการทดลองของพริสต์ลยี ์อยา่ งไร (ในครอบแก้วท่ีเทียนไขดับมีแก๊สท่ีทาให้หนูตาย
และในคอรบแกว้ ท่ที าใหห้ นตู ายมแี ก๊สที่ทาให้เทยี นไขดบั )
- จากการทดลองน้ี พริสตล์ ยี ์ สรปุ วา่ แก๊สทท่ี าใหเ้ ทียนไขดับเป็นแก๊สท่ีทาให้หนูตายและแก๊สที่ทาให้
เทียนไขลุกไหมเ้ ปน็ แกส๊ ทจ่ี าเป็นต่อการดารงชีวิตของหนู นกั เรยี นเห็นด้วยกับข้อสรุปของพริสตล์ ยี ์ หรือไม่ เพราะ
เหตใุ ด (เห็นดว้ ย เพราะหนตู ายทันทีที่ใสเ่ ขา้ ไปในครอบแก้วทเี่ ทียนไขดบั แสดงวา่ แก๊สทที่ าให้เทยี นไขดับเปน็ แกส๊
ทท่ี าใหห้ นตู าย)
- จากการทดลองนี้ พรสิ ตล์ ยี น์ า่ จะตง้ั สมมุติฐานวา่ อยา่ งไร ถา้ อากาศท่ีทาให้หนูตายและอากาศท่ีทา
ใหเ้ ทยี นไขดับ เรยี กว่าอากาศเสีย (ถ้าอากาศที่ทาให้หนูตายและอากาศที่ทาให้เทียนไขดับ เรียกว่าอากาศเสีย
ดังน้นั อากาศเสยี ทีท่ าใหห้ นูตายและเทยี นไขดับนา่ จะเป็นแกส๊ ชนิดเดยี วกนั )