The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอน ว30243 ชีววิทยา 3 ม.5 ส่วน 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ปวีณา งามชัด, 2020-05-19 03:14:34

แผนการสอน ว30243 ชีววิทยา 3 ม.5 ส่วน 1

แผนการสอน ว30243 ชีววิทยา 3 ม.5 ส่วน 1

48

ใบงำน
กิจกรรมท่ี 12.1 กำรเจริญเตบิ โตของรำกและโครงสร้ำงปลำยรำก
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วสั ดุอุปกรณ์
1. เมลด็ ถัว่ เขยี ว และขา้ วโพด ชนิดละ 20 เมลด็ ( อาจจะใช้ถว่ั เหลอื งแทนถวั่ เขยี ว หรอื ใช้ขา้ วเปลอื ก
แทนขา้ วโพดก็ได้
2. กลอ่ งพลาสติกใสรูปสเ่ี หลย่ี มท่ีมคี วามยาวของกลอ่ งประมาณ 20 cm จานวน 4 กลอ่ ง
3. บีกเกอรข์ นาด 50 cm3 หรอื ขวดแกว้ ปากกว้างขนาดเล็ก
4. กระดาษเย่ือ
5. กรดไฮโดรคลอริก ความเขม้ ขน้ 10 %
6. สซี าฟรานนี หรอื สีผสมอาหารสีแดง ความเข้มขน้ 1 %
7. พู่กนั เข็มเขยี่ จานเพาะเชือ้ และหลอดหยด
8. สไลด์ และกระจกปดิ สไลด์
9. แวน่ ขยาย และกลอ้ งจุลทรรศน์

วธิ กี ำรทดลอง
ตอนท่ี 1

1. นาเมลด็ ถว่ั เขยี ว และเมลด็ ขา้ วโพด แช่นา้ แลว้ ประมาณ 6-12 ช่ัวโมงจนอ่ิมตัวเห็นเปลือกเรม่ิ ปริ
นาเมลด็ แตล่ ะชนดิ มาแบ่งเปน็ 2 สว่ น เพาะในกลอ่ งพลาสติก บนกระดาษเยอ่ื ท่ีชนื้ ดงั ภาพ รดนา้ สะอาดจน
กระดาษช่มุ วางเมล็ดใหก้ ระจายบนกระดาษเย่อื ปิดฝากล่องให้สนิท เขยี นหมายเลข 1 และ 2 สาหรบั เมลด็
ข้าวโพด สว่ นหมายเลข 3 และ 4 สาหรบั เมลด็ ถ่วั เขยี ว

2. ใช้แวน่ ขยายสงั เกตการณง์ อกจากเมลด็ ทงั้ 4 กลอ่ ง ว่าสว่ นใดงอกออกมาก่อน และงอกจาก
ตาแหนง่ ใดของเมลด็

3. สังเกตและวดั การเปลี่ยนแปลงความยาวของรากในกลอ่ งท่ี 1 และ 3 ทุกๆ วัน เปน็ เวลา 3 วนั
วาดภาพ บันทกึ ผลและหาคา่ เฉล่ียของการเปลยี่ นแปลงความยาวของรากในแตล่ ะวัน แล้วนาเมล็ดไปวางไว้ใน
กล่องตามเดิม ( ระหวา่ งการวดั ความยาวของรากต้องระมดั ระวงั ไมใ่ ห้ปลายรากแหง้ และตอ้ งใหช้ ุ่มน้าอย่เู สมอเมื่อ
เสร็จสิน้ การวัดตอ้ งพน่ น้าใหช้ มุ่ ปิดฝากล่องดังเดมิ )

4. สงั เกตการณ์เปลี่ยนแปลงความยาวของรากและจานวนรากสาขาที่เกดิ ข้ึนในกล่องหมายเลข 1 และ
หมายเลข 3 ทกุ วนั ต่อไปอกี 3 วัน

49

o สว่ นใดของเมลด็ ทง่ี อกออกมากอ่ น และงอกมาจากตาแหนง่ ใดของเมลด็ และตาแหน่งทง่ี อกของเมลด็
ถ่ัวเขยี ว และเมลด็ ข้าวโพด เหมือนหรอื แตกตา่ งกันอยา่ งไร

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------
ตอนท่ี 2

1. เลือกปลายรากข้าวโพด และรากถว่ั เขยี วทีเ่ พาะมาแล้ว 3 วัน จากกล่องหมายเลข 2 และ
หมายเลข 4 ตัดสว่ นปลายสดุ ของรากเพยี งรากละ 1 ท่อน ให้ยาวประมาณ 3 - 5 mm ให้ได้จานวน 5 - 6
ท่อน ใส่ในบีกเกอรข์ นาด 50 cm3 หรอื ขวดแกว้ ปากกวา้ งขนาดเล็กทเี่ ตรียมไวห้ ยดกรดไฮโดรคลอรกิ ความ
เขม้ ข้น 10 % พอท่วมราก ทง้ิ ไว้ประมาณ 1 ชวั่ โมง หรือมากกว่า

2. ลา้ งกรดออกจากเนอื้ เยอื่ ปลายรากโดยใช้หลอดหยดดูดกรดออกจนหมด แลว้ เตมิ นา้ ลงไปให้ท่วมราก
แช่ท้งิ ไว้ 5 นาที แลว้ ดูดนา้ ออก เตมิ น้าใหมแ่ ลว้ ดดู ออกทาเช่นนป้ี ระมาณ 3 ครงั้ เพือ่ ให้แนใ่ จว่าลา้ งกรดออก
ได้หมด แลว้ หยดสีซาฟรานีนหรือสผี สมอาหารสแี ดงลงไปประมาณ 3 หยด หรอื พอท่วมราก ทง้ิ ไว้ 5 นาที
ลา้ งสสี ว่ นเกนิ ออก โดยการดูดน้าสีออกแล้วเติมน้าเพื่อลา้ งสีแลว้ ดูดนา้ ออกทาเชน่ น้ีประมาณ 2 คร้ัง ทานอง
เดียวกับการลา้ งกรด

3. ใช้พู่กนั เขีย่ ท่อนรากท่ีย้อมสแี ลว้ 1 ทอ่ น วางบนสไลดท์ หี่ ยดน้าแล้ว 1 หยด
4. นากระจกปิดสไลด์วางทบั แล้วกดเบาๆ ดว้ ยนวิ้ หรอื ด้วยยางลบกน้ ดินสอจนเน้อื เยอื่ แบน นาไปตรวจดู
ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์กาลงั ขยายตา่ งๆ วาดภาพ และบันทกึ ผลเปรียบเทยี บกบั ภาพท่ี 12-2
o กลุม่ เซลลบ์ รเิ วณปลายราก แต่ละบรเิ วณมีลกั ษณะเหมือนหรอื ตา่ งกันอยา่ งไร
o นกั เรยี นจะสรุปผลการศกึ ษาครงั้ นวี้ า่ อย่างไร

50

ตัวอย่ำงบนั ทึกผล

รปู ปลำยรำกตดั ตำมยำว

51

ใบควำมรู้ ที่ 1

เนอื้ เย่ือของพชื ดอก/โครงสรำ้ งและหน้ำทขี่ องรำก

ประกอบแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง โครงสร้ำงและหนำ้ ทีข่ องรำก

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จากการศึกษาเกี่ยวกับสงิ่ มีชวี ติ เราทราบแล้วว่า หน่วยท่เี ลก็ ท่สี ุดของสิ่งมีชวี ติ ที่แสดงสมบัติของชีวิตได้

คือ เซลล์ เซลล์ท่ีมรี ปู ร่างลกั ษณะเหมอื น ๆ กนั ทาหนา้ ทอี่ ย่างเดยี วกัน คือ เน้ือเยื่อ (Tissue) เน้ือเย่ือหลาย ๆ

ชนดิ ร่วมกันทางานทาให้เกดิ อวัยวะ (Organ) อวัยวะหลายๆ อยา่ งร่วมกันทางานเกิดเป็นระบบอวัยวะ (Organ

system) นน่ั หมายถึงสตั วเ์ ปน็ สว่ นใหญส่ าหรับพืชยอ่ มมลี ักษณะท่ีแตกตา่ งจากสตั วอ์ อกไปตัง้ แตร่ ะดับเซลล์ ไม่ว่า

จะเป็นผนงั เซลล์ แวคิวโอล คลอโรพลาสต์ เป็นตน้ ส่วนในระดบั เนือ้ เย่ือของพืชย่ิงมคี วามแตกต่างจากเน้ือเย่ือ

สตั วอ์ อกไปอีก ซง่ึ จะกล่าวถงึ โดยละเอียดตอ่ ไป

รูปที่ 1 เซลลพ์ ชื และส่วนประกอบท่ีสำคัญของเซลลพ์ ชื

12.1 เนอ้ื เยือ่ ของพืช
เนอื้ เยอ่ื ของพืชช้นั สงู (Plant tissue) หรือเนื้อเย่ือของพืชดอก มีน้อยชนิดกว่าเน้ือเยื่อสัตว์ กล่าวคือ
แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ เท่านั้น คือ เน้ือเย่ือเจริญ (Meristematic tissue หรือ Meristem)กับ
เนือ้ เยือ่ ถำวร (Permanent tissue) เนือ้ เยือ่ ทง้ั 2 ชนดิ นี้มีความแตกต่างกันที่ เน้ือเย่ือเจริญยังคงมีการแบ่ง
เซลลไ์ ดอ้ ยู่ ทาให้มีการเจริญเตบิ โตตอ่ ไปอกี สว่ นเนื้อเยื่อถาวรจะไม่มีการแบ่งเซลล์อีกหรือไม่มีการเจริญเติบโต
ตอ่ ไปอีก

52

12.1.1 เนอื้ เยื่อเจรญิ (Meristematic tissue หรือ Meristem)
(คาวา่ Meristem มาจากภาษากรีก Meristos แปลว่า แบ่งได)้
เน้ือเย่ือเจรญิ หมายถงึ เน้อื เยอื่ ทมี่ เี ซลลก์ าลังแบ่งตวั แบบไมโทซิสเพ่ือสร้างเซลล์ใหม่ พบมาก

ตามบรเิ วณปลายยอดหรือปลายราก ลักษณะเด่นของเซลล์ที่อยู่ในกลุ่มเน้ือเย่ือเจริญ คือ เซลล์ยังมีชีวิตอยู่ มี
โพรโทพลาสซึมทีข่ ้นมาก ผนงั เซลล์ (Cell wall) บาง และมักเป็นสารประกอบเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่ ในเซลล์
เห็นนวิ เคลยี สไดช้ ัดเจนและมขี นาดใหญเ่ ม่อื เปรียบเทียบกับไซโทพลาสซมึ แวคิวโอลมขี นาดเลก็ หรอื เกือบไม่มีแวคิว
โอล เซลล์มรี ปู รา่ ง แตกต่างกนั หลายแบบ แต่ส่วนใหญร่ ูปร่างคอ่ นขา้ งกลม หรอื มีลกั ษณะหลายเหล่ียม ทุกเซลล์
แบง่ ตวั ได้ แต่ละเซลลอ์ ย่ชู ิดตดิ กันมากทาใหช้ ่องว่างระหว่างเซลล์ (Interacellular space) แทบจะไม่มี หรือไมม่ ี
เลย เซลลข์ องเน้อื เย่อื เจริญยังไมม่ กี ารเปลยี่ นแปลงเพ่ือไปทาหน้าทีต่ า่ ง ๆ

การเจริญเติบโตเกิดจากเน้ือเย่ือเจริญมี 2 แบบ คือ การเจริญเติบโตขั้นแรก ( Primary
growth) และการเจริญเตบิ โตข้นั ทีส่ อง (Secondary growth) การเตบิ โตขนั้ แรก จะทาใหร้ ากและลาตน้ มีความ
ยาวเพิม่ ขน้ึ การเจรญิ เติบโตข้ันทส่ี อง จะทาให้พชื มคี วามกว้างเพ่มิ ขน้ึ

เนื้อเยอื่ เจริญแบ่งออกไดเ้ ปน็ 3 กลมุ่ คอื
12.1.1.1 เนื้อเยือ่ เจริญส่วนปลำย (Apical meristem)
เน้อื เยอ่ื เจริญสว่ นปลาย หรือเอพิคอลเมอรสิ เตม็ เปน็ เนอ้ื เยอ่ื เจริญท่ีอยูบ่ รเิ วณปลายยอดหรอื ราก รวมท้ัง
ท่ีตา (Bud) ของลาตน้ ของพชื เม่อื แบ่งเซลลแ์ ลว้ ทาใหป้ ลายยอด หรือปลายรากยืดยาวออกไป
เน้อื เยื่อเจรญิ ส่วนปลาย เมื่อแบ่งเซลลอ์ อกมา จะกลายเป็นเนอ้ื เยอ่ื เจรญิ ขั้นต้น (Primary meristem )
ซึ่งประกอบดว้ ย 3 บริเวณ คอื โพรโทเดิร์ม (Protoderm) โพรแคมเบียม (Procambium) และ กราวด์เมริส
เต็ม (Ground meristem) ซง่ึ จะกลา่ วละเอยี ดในหวั ขอ้ การเจริญเติบโตของราก และลาต้น

รูปท่ี 2 เนอ้ื เยอ่ื เจรญิ บริเวณปลำยยอดตดั ตำมยำวของต้นฤำษีผสม

53

รปู ท่ี 3 เนอ้ื เยือ่ เจรญิ บริเวณปลำยรำก
12.1.1.2 เน้ือเยอื่ เจริญด้ำนข้ำง (Lateral meristem)

เน้อื เยือ่ เจริญด้านข้าง เป็นเนื้อเย่ือเจริญที่อยู่ทางด้านข้างของรากหรือลาต้น ทาการแบ่งตัวทาให้เพ่ิม
ขนาดของรากหรอื ลาตน้ เน้อื เย่อื เจรญิ ด้านขา้ งทาใหเ้ กิดการเจรญิ ขน้ั ที่สอง พบในพชื ใบเลย้ี งคู่ทว่ั ๆ ไป และพชื
ใบเลย้ี งเดยี่ วบางชนดิ เชน่ จนั ทน์ผา หมากผ้หู มากเมีย เป็นต้น เนื้อเย่ือเจริญชนิดนี้เรียกได้อีกอย่างว่า แคม
เบียม (Cambium) ถ้าเป็นเนื้อเย่ือเจริญท่ีอยู่ในกลุ่มของท่อลาเลียง เรียกว่า วาสคิวลาร์แคมเบียม ( Vascular
cambium) หากเนือ้ เย่อื เจริญนนั้ อยู่ถดั จากเนอื้ เย่ือชัน้ นอก ของรากหรือลาต้นเข้าไปข้างในเรียกว่า คอร์กแคม
เบยี ม (Cork cambium)

12.1.1.3 เนอ้ื เย่อื เจริญเหนอื ข้อ (Intercalary meristem)
เนอ้ื เยือ่ เจริญเหนือข้อ เป็นเน้ือเย่ือเจริญที่อยู่เหนอื โคนปลอ้ งหรอื เหนือขอ้ ทาให้ปลอ้ งยดื ยาวข้ึน พบได้
ในพืชใบเล้ยี งเดี่ยวบางชนดิ เชน่ หญา้ ขา้ ว ข้าวโพด ไผ่ อ้อย เปน็ ตน้
12.1.2 เนือ้ เยอ่ื ถำวร
เนอ้ื เย่อื ถาวร เปน็ กลมุ่ เซลล์ทม่ี รี ูปรา่ งและหน้าท่ีแตกต่างกันไปแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่ม
คอื เนื้อเยือ่ ถาวรเชิงเด่ียว และเนอ้ื เยอ่ื ถาวรเชงิ ซอ้ น

54

12.1.2.1 เนื้อเยอ่ื ถำวรเชงิ เด่ียว (Simple permanent tissue)
เน้ือเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว เป็นกลุ่มเซลล์ท่ีประกอบด้วยเซลล์ชนิดเดียวกัน ทาหน้าที่อย่างเดียวกัน แบ่ง
ออกเปน็ ชนิดต่าง ๆ ตามหน้าที่ และส่วนประกอบทีอ่ ยู่ภายในเซลล์ คือ
1. เอพเิ ดอร์มสิ (Epidermis) คอื เน้อื เยือ่ ทอี่ ยดู่ ้านนอกสุดของส่วนตา่ ง ๆ ของพืช มกั เรียงตัวช้ันเดยี ว
ประกอบดว้ ย เซลลเ์ อพิเดอรม์ ิส (Epidermal cell) เซลล์มีลกั ษณะแบน แวควิ โอลขนาดใหญ่ เซลลเ์ รยี งตวั อัด
แน่นจนไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ ผนังเซลล์ท่ีอยู่ด้านนอกมักหนากว่าผนังเซลล์ท่ีอยู่ด้านใน มีคิวทิน ( Cutin)
เคลือบผนังเซลล์
เน้อื เยือ่ เอพเิ ดอรม์ ิสทาหนา้ ทีป่ กคลมุ และป้องกนั อนั ตรายใหแ้ ก่พชื
2. พำเรงคิมำ (Parenchyma) เน้ือเย่ือชนิดน้ีพบได้ทั่ว ๆ ไปในพืช ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมา
เซลล์มรี ปู ร่างหลายแบบได้แก่ ค่อนขา้ งกลม รี หรือรูปทรงกระบอก เม่ือเรียงตัวติดกัน จึงเกิดช่องว่างระหว่าง
เซลล์ (Intercellular space) แวควิ โอลมขี นาดใหญ่เกอื บเต็มเซลล์ เซลลพ์ าเรงคิมาบางชนดิ มคี ลอโร พลาสต์อยู่
ดว้ ย อาจเรยี กว่า คลอเรงคิมา (chlorenchyma) (อย่าสับสนกับคอลเลงคิมา) ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลส
(Cellulose) เปน็ สว่ นใหญ่ อาจมีเฮมิเซลลูโลส (Hemicellulose) และเพกตนิ (Pectin) บา้ ง เนอ้ื เย่อื พาเรงคมิ า
มีหนา้ ท่ีเกบ็ สะสมเม็ดแปง้ หยดน้ามัน น้า เกลือแร่ และหลั่งสารพวกแทนนิน ฮอร์โมน เอนไซม์ และน้าหวาน
ของดอกไม้
3. คอลเลงคิมำ (Collenchyma) เป็นเน้ือเย่ือท่ีมีเซลล์คอลเลงคิมารูปร่างคล้ายคลึงกับพาเรงคิมา
ผนังเซลลป์ ระกอบด้วยเซลลล์ ูโลส แตผ่ นงั เซลล์จะมีความหนาไมเ่ ท่ากัน โดยสว่ นท่ีหนามักจะอยูต่ ามมุมเซลล์ ซึ่ง
มเี พกตนิ มากนอกเหนอื ไปจากเซลลูโลส และเฮมิเซลลูโลส พบเนอ้ื เยื่อชนิดนอ้ี ยูต่ ามกา้ นใบ เส้นกลางใบ และใน
ส่วน คอรเ์ ทกซ์ (Cortex)(คอร์เทก็ ซ์เป็นชั้นของเนื้อเยื่อท่อี ยถู่ ัดจากช้นั เอพเิ ดอรม์ ิสเข้าไป ทงั้ ในลาต้น และรากซึ่ง
จะกลา่ วถงึ ตอ่ ไปในเร่ืองของรากและลาตน้ ) ของพชื ลม้ ลกุ มีหน้าทีท่ าความแขง็ แรงใหก้ ับพืช
4. สเกลอเรงคิมำ (Sclerenchyma) เนอื้ เยื่อชนดิ น้ีประกอบดว้ ยเซลล์ท่มี ีผนงั หนามาก มผี นังเซลล์
ทง้ั ปฐมภูมิ (Primary cell wall)และผนังเซลล์ทตุ ยิ ภูมิ(Secondary cell wall )
เพราะมสี ารลิกนิน (Lignin) เคลือบผนังเซลล์ทุติยภูมิ (Secondary cell wall) เพราะมสี ารลกิ นนิ เคลือบผนัง
เซลลท์ ุตยิ ภมู ิ จงึ เป็นสว่ นที่ทาใหพ้ ชื มคี วามแขง็ แรง สเกลอเรงคิมา ประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ ไฟเบอร์
(Fiber) และสเกลอรีด (Sclerid) ซึ่งแตกตา่ งกนั ท่รี ูปร่างของเซลล์
ไฟเบอร์ เป็นเซลล์เรียวและยาว สว่ นสเกลอรีด เซลลม์ ีลกั ษณะส้นั กว่าและมีรูปร่างแตกต่างกัน พบได้
ตามสว่ นท่แี ข็งแรงของเปลอื กไม้และเปลอื กเมลด็ หุ้มเมล็ด หรอื เนอื้ ผลไมท้ ส่ี าก ๆ
5. เอนโดเดอรม์ ิส (Endodermis) เป็นเนื้อเย่อื ทีอ่ ยดู่ า้ นนอกของเน้ือเย่ือลาเลยี งของราก เปน็ เน้ือเย่ือ
ท่ีมเี ซลล์คล้ายพาเรงคงิ มา แต่ท่ผี นังเซลลม์ ีสารลิกนินและซูเบอรล์ ิน (Suberin)
(ซง่ึ เปน็ สารพวกข้ผี ้ึง) มาพอกหนาเซลลเ์ รยี งตัวกันแน่นจนไม่มีชอ่ งวา่ งระหวา่ งเซลล์
6. คอร์ก (Cork) เน้ือเย่ือชนิดนี้อยู่ชั้นนอกสุดของลาต้นและรากของพืชท่ีมีการเจิรญเติบโตข้ันท่ีสอง
(Secondary growth) คอรก์ เกดิ จากการแบง่ ตวั ของคอรก์ แคมเบยี ม ผนังเซลล์ของคอร์กมีสารซูเบอรินมาพอก
ปอ้ งกนั การระเหยของนา้ ภายในเซลล์

12.1.2.2 เนอ้ื เย่ือถำวรเชิงซอ้ น (Complex permanent tissue)
เน้อื เยอ่ื ถาวรเชงิ ซ้อน เปน็ กลุม่ เซลลท์ ่ปี ระกอบด้วยเซลล์หลายชนิดอยู่ร่วมกัน และทางานร่วมกันเป็น
เนือ้ เยอ่ื ลาเลยี ง (Vascular tissue) ซ่ึงแบ่งเป็นไซเลมและโฟลเอ็ม
ไซเลม (Xylem)
ไซเลม ทาหน้าท่ีลาเลียงน้าและแร่ธาตุจากรากไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช ซึ่งเรียกว่า คอนดักชัน
(Conduction) ไซเลมประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนดิ คือ

55

1. เซลล์พำเรงคมิ ำ (Parenchyma) เปน็ เซลล์ชนิดเดยี วกบั ท่อี ยใู่ นชั้นคอรเ์ ทกซ์ และพธิ (Pith, คือชน้ั
ทีอ่ ย่ใู จกลางของรากพืชใบเล้ยี งเด่ยี ว) คอื เป็นเซลล์ทีอ่ อ่ นนุ่ม ผนงั บาง อมน้าได้ดี ทาหน้าทีส่ ะสมอาหารพวกแป้ง
เซลล์พาเรงคิมานี้เรยี กวา่ ไซเลมพาเรงคมิ า (Xylem parenchyma)

2. ไฟเบอร์ (Fiber) เซลลร์ ปู รา่ งยาวปลายเรียว มผี นังเซลลห์ นามคี วามยาวเหนียวและแขง็ แรง แทรก
อยใู่ นไซเลม

3. เทรคดิ (Tracheid) เป็นเซลลย์ าวผนงั หนามลี ิกนินสะสมอยมู่ ากทผี่ นังเซลล์ สว่ นใหญ่มักมีส่วนบาง
ๆ เป็นระยะ เรยี กว่า พติ (Pit) ซ่ึงไมม่ ีลิกนินสะสม พิตเปน็ บริเวณท่นี า้ ผา่ นจากเทรคดิ ของเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์
หนึ่ง ปลายสุดของเซลล์มักแหลม เซลล์เม่ือโตเต็มท่ีแล้วมักจะตายโพรโทพลาซึมสลายไปทาให้เกิดเป็นช่อง
(Lumen) ตรงกลาง เซลล์รูปรา่ งทรงกระบอกหรอื เปน็ ส่ีเหลยี่ ม พบมากในพวกเฟินและจิมโนสเปิรม์ ในพืชดอก
มีจานวนน้อยกวา่ มาก และไม่พบในพวกมอส

เทรคีดมหี นา้ ทลี่ าเลียงนา้ และแร่ธาตุ และยงั สามารถสง่ ออกไปทางดา้ นขา้ งโดยผ่านพิต การลาเลียง จะ
เกดิ ได้ดตี ่อเมอ่ื เซลล์ตายแล้ว เน่อื งจากเทรคดี มคี วามแข็งแรงจึงชว่ ยเพิ่มความแข็งแรงให้กับส่วนของพืชที่มีเซลล์
ชนดิ น้อี ยู่

4. เวสเซลอลี เี มนต์ (Vessel element ) เป็นเซลล์ท่ีมีลักษณะคล้ายเทรคีด คือ เม่ือเซลล์โตเต็มที่
แลว้ จะตายไป โพรโทพลาซมึ ตรงกลางจะสลายไปกลายเป็นชอ่ ง (Lumen) ใหญ่ เซลล์มีผนังหนา เพราะมีลิกนิน
สะสมเชน่ เดยี วกบั เทรคีด และมพี ิตเช่นเดยี วกับเทรคีด เซลลม์ ขี นาดใหญแ่ ต่สัน้ กวา่ เทรคีด ปลายทงั้ สองของเซลล์
ตัดเฉียงและมีรูพรุน (Perforation) เวสเซลอีลีเมนต์จะมาเรียงซ้อนกันโดยต่อกันเป็นท่อ เรียกว่า เวสเซล
(Vessel) ที่มีผนังด้านขา้ งหนาและแขง็ แรงมาก เพอื่ ทาหน้าทล่ี าเลยี งนา้ และแรธ่ าตุ เชน่ เดียวกับเทรคดี

โฟลเอ็ม (Phloem)
โฟลเอ็มทาหนา้ ทีล่ าเลียงอาหารหรืออินทรียสารจากใบไปยังสว่ นต่าง ๆ ของพืช การลาเลียงน้าทางโฟล
เอ็มเรียกว่า ทรานสโลเคชนั (Translocation) โฟลเอม็ ประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิดคอื
1. เซลลพ์ าเรงคมิ า มีอยู่ในกลมุ่ ของโฟลเอม เชน่ เดียวกับไซเลม
2. ไฟเบอร์ เป็นเส้นใยช่วยทาใหโ้ ฟลเอมแข็งแรง
3. ซฟี ทิวบเ์ มมเบอร์ (Sieve tube member) เป็นเซลล์ท่ียังมีชีวติ รปู ร่างยาวทรงกระบอก ดา้ นสุด
ปลายทั้งสองของเซลลม์ ีลกั ษณะเสีย้ มบรเิ วณนีม้ ีแผ่นทม่ี รี พู รนุ อยู่ด้วย เรยี กว่า ซีฟเพลต (Sieve plate) ในตอน
ท่เี กิดใหม่ซฟี ทิวบ์มนี วิ เคลยี ส แต่เม่อื เจรญิ เต็มท่แี ลว้ นวิ เคลียสและออรแ์ กเนลล์อื่น ๆ สลายไป แต่เซลล์ยังมีชีวิต
อยู่
* (ทอ่ ของไซเลม คือ เทรคีด และเวสเซล ตอนทาหน้าทล่ี าเลยี งเปน็ เซลลท์ ต่ี ายแล้ว แตท่ ่อของโฟลเอ็ม
คือ ซฟี ทิวบ์เป็นเซลล์ทย่ี ังมชี วี ิตอยู่ ถึงแมจ้ ะไมม่ นี วิ เคลยี สแลว้ ก็ตาม)
ซีฟทวิ บ์เมมเบอร์แตล่ ะเซลล์จะมาเรียงต่อกันเป็นท่อยาว เรียกว่า ซีฟทิวบ์ (Sieve tube) ซึ่งทาหน้าท่ี
เปน็ ทอ่ ลาเลยี งอาหาร

56

รปู ที่ 4 เซลล์ชนิดตำ่ ง ๆ ของไซเลม
4. คอมพำเนยี นเซลล์ (Companion cell) เปน็ เซลล์ขนาดเล็กอยตู่ ดิ กับซฟี ทวิ บ์เมมเบอร์ ความจริง
ทั้งซฟี ทิวบเ์ มมเบอรแ์ ละคอมพาเนียนเซลลน์ น้ั เกิดมาจากเซลล์ ๆ เดียวกนั เมือ่ แบง่ เซลล์ไดเ้ ซลล์ใหม่ 2 เซลล์
เซลล์หนึง่ จะเปลี่ยนเป็นซีฟทิวบ์เมมเบอร์ อีกเซลล์หน่ึงเป็นคอมพาเนียนเซลล์ ซีฟทิวบ์เมมเบอร์อาจมีคอมพา
เนียนเซลล์เพยี ง 1 หรอื มากกว่า 1 กไ็ ดอ้ ยู่ข้าง ๆ ทาหนา้ ทีช่ ว่ ยเหลอื ซฟี ทิวบเ์ มมเบอร์ ซ่ึงไม่มีนิวเคลียสแล้ว
เช่น ช่วยขนสง่ น้าตาลเขา้ มาในซฟี ทิวบ์เมมเบอร์เพอ่ื ส่งไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของพืช และช่วยสรา้ งเอ็นไซม์ หรือสาร
อ่นื ใหก้ ับซฟี ทวิ บ์เมมเบอร์

57

รปู แสดงชนดิ ของเซลล์พืช
กำรจัดระเบียบของต้นพชื
พืชมีท่อลาเลียง ประกอบด้วย ระบบราก (Root system) และระบบยอด (Shoot system) ระบบ
รากชว่ ยยึดตน้ พชื ไวก้ บั ดนิ และซอนไซทะลุลงดนิ เพอ่ื ดดู ซึมนา้ และแร่ธาตุ ระบบยอดประกอบด้วยบลาตน้ และใบ
ลาตน้ เป็นโครงร่างทใี่ หใ้ บยึดเกาะ ใบเป็นแหลง่ อาหารโดยการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง

58

รูปท่ี 5 แสดงกำรจดั ระเบยี บของต้นพชื ประกอบดว้ ยระบบรำกและระบบยอด ซึง่ ตดิ ต่อกนั ด้วย เ น้ื อ เ ย่ื อ
ลำเลียง

ในพชื มีท่อลาเลยี ง เน้ือเยอ่ื จัดระเบียบกันเป็นระบบเนื้อเย่ือ (Tissue system) ซ่ึงประกอบด้วยระบบ
เนอ้ื เยือ่ 3 ชนดิ คือ

1. ระบบเน้ือเยอื่ พื้น (Ground tissue system) ประกอบดว้ ยเน้ือเย่ือเชงิ เดี่ยว (Simple tissue ,
เนอื้ เย่ือท่ปี ระกอบด้วยเซลลช์ นดิ เดียว) 3 ชนิด คือ เนื้อเยอื่ พาเรงคิมา เซลล์คอลเลงคิมาและเซลล์สเกลอเรงคิมา
ซึ่งประกอบดว้ ย เซลล์พาเรงคิมา และเซลล์สเกลอเรงคมิ าตามลาดับ ส่วนใหญ่ของต้นพืชประกอบด้วยเน้ือเย่ือ
ระบบนี้ ทาหน้าทหี่ ลายอย่างรวมทง้ั สงั เคราะหแ์ สง เก็บสะสมอาหารและใหค้ วามแขง็ แรงแก่ตน้ พืช

2. ระบบเน้อื เยอื่ ลำเลียง (Vasscular tissue system) ประกอบดว้ ย เนื้อเย่ือเชิงซ้อน (Complex
tissue , เนื้อเยอ่ื ทปี่ ระกอบดว้ ยเซลล์หลายชนิด) มี 2 ชนิด คอื เนื้อเยอื่ ไซเลม และเน้ือเย่อื โฟลเอ็ม ทีท่ าหน้าท่ี
ลาเลยี งน้า และแร่ธาตุ กบั ลาเลียงสารอาหาร ซง่ึ การลาเลียงจะตดิ ตอ่ กันท่วั ตน้ พืช

59
3. ระบบเนื้อเย่ือผิว (Dermal tissue system) ประกอบด้วยเน้ือเย่ือท่ีปกคลุมต้นพืช ซ่ึงเป็น
เนอื้ เยอ่ื เชงิ ซอ้ น 2 ชนิด คือ เอพเิ ดอร์มิส และเพรเิ ดริ ์ม (Periderm) เน้อื เยอ่ื เอพิเดอรม์ สิ ประกอบดว้ ยเซลลเ์ อพิ
เดอรม์ สิ คอรก์ แคมเบียม (Cork cambium cell) เน้ือเยื่อเพริเดิร์มจะไปแทนที่เอพิเดอร์มิสและเป็นเปลือกไม้
(Bark) ชน้ั นอกของรากและลาต้นที่แกแ่ ลว้

รปู 6 ระบบเนอ้ื เย่อื พนื้ ระบบเนอ้ื เยือ่ ลำเลียงและระบบเนอ้ื เยื่อผวิ ในส่วนตำ่ ง ๆ ของพชื ทงั้ ใบ ลำตน้ และรำก

60
รปู 7 ระบบเน้ือเย่ือพืน้ ระบบเนอื้ เย่ือลำเลยี งและระบบเน้ือเยอื่ ผิวในส่วนตำ่ ง ๆ ของพชื ทงั้ ใบ ลำตน้ และรำก

61
12.2 โครงสร้ำงและหน้ำท่ีของรำก

รากของพชื มีหนา้ ที่สาคัญ คือ ยึดลาต้นให้ติดอยู่กับพ้ืนดิน ทาหน้าที่ดูดซึมน้าและแร่ธาตุจากดินและ
ลาเลียงน้าและแรธ่ าตตุ ่าง ๆ ส่งไปยังส่วนตา่ ง ๆ ของลาต้น รากของพชื บางชนิดทาหนา้ ท่ีสะสมอาหาร รากเช่นนี้
จะมีลักษณะเป็นหวั เช่น หวั ไชเทา้ แครอท มันเทศ มันแกว ต้อยตงิ่ กระชาย ถ่ัวพู เป็นต้น รากพชื บางชนดิ มี
สีเขียว จึงสังเคราะห์แสงได้ เช่น รากกล้วยไม้ รากบางชนิดทาหน้าท่ีค้าจุน (Prop root) เช่นไทรย้อย เตย
ลาเจียก โกงกาง รากบางชนิดทาหน้าท่ีเกาะ (Climbing root) เชน่ รากพลู พลูด่าง พริกไทย กล้วยไม้ เป็น
ต้น

12.2.1 โครงสร้ำงภำยในของรำก
เนอ่ื งจากรากถือได้ว่าเปน็ อวัยวะหน่ึงของพชื จึงประกอบดว้ ยเน้อื เยอ่ื ชนดิ ต่าง ๆ ที่ทาหน้าที่แตกต่างกัน

สาหรบั การทากจิ กรรมต่อไปน้ี เพื่อจะได้ศกึ ษาเน้ือเยื่อบริเวณสว่ นปลายราก

รปู ปลำยรำกตัดตำมยำว

โครงสร้างภายในของรากนับจากปลายสดุ ของรากขึ้นไป แบ่งเปน็ บริเวณตา่ ง ๆ ไดด้ งั ต่อไปน้ี

62

1. บรเิ วณหมวกรำก (Root cap) ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมาหลายช้ันที่ปกคลุมเน้ือเย่ือเจริญท่ี
ปลายรากที่ออ่ นแอไว้ เซลล์ในบริเวณน้ีมีอายสุ ้ัน เนอื่ งจากเปน็ บรเิ วณทีม่ กี ารฉีกขาดอยเู่ สมอ เพราะส่วนน้ีจะยาว
ออกไปและชอนไชลกึ ลงไปในดนิ เซลล์เรียงตัวกันอยา่ งหลวม ๆ

ส่วนใหญ่รากพืชจะมีหมวกราก ซึ่งเป็นโครงสร้างท่ีสาคัญในการเบิกนาส่วนอื่น ๆ ของรากลงไปในดิน
เป็นการป้องกันส่วนอื่น ๆ ของราก ไม่ให้เป็นอันตรายในการไชลงดิน เซลล์บริเวณหมวกรากจะหล่ังเม่ือกล่ืน
ออกมา (Mucilage) ออกมา สาหรบั ให้ปลายรากแทงลงไปในดินไดง้ ่ายข้นึ

2. บริเวณเซลล์แบ่งตัว (Region of cell division) อยู่ถัดจากบริเวณหมวกรากข้ึนไป
ประกอบดว้ ยเซลล์ของเนอ้ื เยื่อเจรญิ บริเวณปลายราก (Apical meristem) ที่ได้กล่าวไวใ้ นเรือ่ งเนือ้ เยอื่ เจรญิ เซลล์
มีขนาดเล็ก มีผนงั เซลล์บาง ในแตล่ ะเซลลม์ โี พรโทพลาซึมเข้มข้นและมปี ริมาณมาก เปน็ บริเวณที่มีการแบ่งเซลล์
แบบไมโทซสิ บางเซลล์ทแี่ บง่ ได้จะทาหน้าท่ีแทนเซลลห์ มวกรากที่ตายไปกอ่ น บางสว่ นจะยดื ตวั ยาวขึ้นแล้วอยู่ใน
บริเวณเซลล์ยดื ตวั ท่ีเปน็ ส่วนทอ่ี ยสู่ งู ข้นึ ไป

3. บริเวณเซลลย์ ืดตัวตำมยำว (Region of cell elongation) ประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่าง
ยาว ซ่ึงเกิดมาจากเซลล์ของเน้ือเยื่อเจริญท่ีแบ่งตัวแล้ว อยู่ในบริเวณที่สูงกว่าบริเวณเนื้อเยื่อเจริญ การท่ีเซลล์
ขยายตัวตามยาวทาใหร้ ากยาวเพ่มิ ข้ึน

4. บรเิ วณเซลลเ์ จริญเตบิ โตเตม็ ท่ี (Region of maturation) อยสู่ ูงถัดจากบริเวณเซลลย์ ืดตวั
ขน้ึ มา เซลล์ในบริเวณนีเ้ จริญเติบโตเตม็ ทีแ่ ลว้ มกี ารเปลย่ี นแปลงไปเปน็ เนอ้ื เยอื่ ถาวร ชนดิ ตา่ ง ๆ

ในบรเิ วณน้มี เี ซลล์ขนราก (Root hair cell) เป็นเซลลเ์ ดยี่ วทีม่ ีขนรากเป็นส่วนหน่ึงของผนังเซลล์
ย่ืนออกไป เพือ่ เพิม่ พน้ื ท่ีผิวในการดูดซมึ น้าและแร่ธาตุ เซลลข์ นรากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เอพิเดอร์
มสิ บางเซลล์ เซลลข์ นรากจะมีอยู่เฉพาะบริเวณน้ีเท่าน้ัน เซลล์ขนรากมีอายุประมาณไม่เกิน 7-8 วัน แล้วจะ
เหย่ี วแห้งตายไป แต่รากขนในบริเวณเดิมจะมีเซลล์ใหมส่ รา้ งเซลลข์ นรากขึ้นมาแทนท่ี เนือ้ เยื่อทอี่ ยู่บรเิ วณน้ีเร่ิมมี
การเปลย่ี นแปลงเพื่อเจรญิ ไปเป็นเน้ือเยอ่ื ถาวรชนิดตา่ ง ๆ ตอ่ ไป

เซลล์บริเวณขนราก เป็นเซลล์ที่เริ่มแก่ตัวแล้วเจริญไปเป็นเน้ือเย่ือถาวรชนิดเน้ือเยื่อถาวรข้ันต้น
(Primary permanent tissue) บริเวณขนรากประกอบด้วยเน้ือเยื่อ 3 ชนิด คือ เอพิเดอร์มิส คอร์เทกซ์
(Cortex) และสตลี (Stele) ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

โครงสรำ้ งภำยในของรำก

เน้ือเย่ือของรากพืชใบเล้ียงคู่และใบเล้ียงเดี่ยว เม่ือตัดตามขวางแล้วนาไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์
พบวา่ มีการเรียงตัวของเน้ือเย่ือเปน็ ชัน้ ๆ เรยี งจากดา้ นบนเขา้ สู่ดา้ นใน ดงั นี้

1. เอพเิ ดอร์มิส (Epidermis) เปน็ เน้อื เยอื่ ทีอ่ ยู่ชนั้ นอกสุดมกี ารเรียงตวั ของเซลล์เพยี งชั้นเดยี ว แต่เรียง
ชิดกนั เซลล์มีผนงั บางไมม่ ีคลอโรพลาสต์ มีแวคิวโอลขนาดใหญ่ บางเซลล์เปล่ยี นไปเป็นเซลลข์ นราก

63

รูปแสดงรำกตัดตำมขวำงแสดงกำรเจริญเตบิ โตขัน้ แรก
ก. รำกพชื ใบเลี้ยงคู่ (ถั่วเขียว)
ข. รำกพชื ใบเลย้ี งเดีย่ ว (ข้ำวโพด)
ค. รำกพืชใบเลี้ยงค่ขู ยำย (ถ่วั เขยี ว)
ง. รำกพชื ใบเลย้ี งเดีย่ วขยำย (ข้ำวโพด)
เอพเิ ดอรม์ ิส มีหน้าที่ป้องกนั อนั ตรายใหแ้ กเ่ น้อื เยอ่ื ที่อย่ภู ายในขนรากของเอพิเดอร์มิส ชว่ ยดดู นา้ และแร่
ธาตุ และป้องกนั ไมใ่ ห้นา้ เข้ารากมากเกินไป

รูป ขนรำกเปน็ เซลล์ ๆ เดยี วกบั เอพิเดอรม์ ิส แต่ยื่นยำวออกไปเปน็ ขน
2. คอร์เทกซ์ (Cortex) อยูร่ ะหวา่ งช้ันเอพิเดอรม์ สิ และสตลี เน้อื เยอ่ื ส่วนนี้ประกอบด้วยเซลลพ์ าเรง คิ
มาเปน็ สว่ นใหญ่ เซลล์เหล่าน้ีมผี นงั บางออ่ นนุ่ม อมน้าได้ดี เซลล์พาเรงคิมาทาหน้าทสี่ ะสมน้าและอาหารประเภท
คารโ์ บไฮเดรต ชน้ั ในสุดของคอรเ์ ทกซ์ คือ เอนโดเดอรม์ ิส

64

3. เอนโดเดอร์มสิ (Endodermis) เปน็ เซลล์แถวเดียวกันเหมือนกับเอพิเดอร์มิส เอนโดเดอร์มิสจะ
เห็นได้ชดั เจนในรากของพืชใบเล้ยี งเด่ียว เซลลช์ ั้นนมี้ อี ายมุ ากขึ้นจะมีสารซูเบอลิน (Suberin) หรือลิกนนิ (Lignin)
มาเคลือบทาให้ผนงั หนาขึน้ ทาใหเ้ ป็นแถบหรือปลอกอยูร่ อบเซลล์ แถบหนาดงั กล่าวเรยี กว่า แคสพำเรยี น
สตริป (Casparian strip)

รูปท่ี 8 แคสพำเรียนสตริป ทเ่ี ซลลข์ องเอนโดเดอร์มิส

สาหรบั แคสพาเรยี นสตรปิ น้ี นา้ และอาหารไมส่ ามารถผ่านเข้าออกได้โดยสะดวก ชว่ งนจี้ ะอย่ใู นบรเิ วณทมี่ ี
ขนราก บางทฤษฎีอธิบายว่าการลาเลียงน้าและแร่ธาตุสามารถผ่านเซลล์บางเซลล์ท่ีอยู่ในช้ันเอนโดเดอร์มิสได้
เซลลเ์ หล่าน้ีมผี นงั บาง เรยี กวา่ พาสเซจเซลล์ (Passage cell) และพาสเซจเซลล์น้ีจะอยตู่ รงกับแนวของท่อไซเลม

4. สตลี (Stele) เป็นช้ันทอี่ ย่ถู ดั จากช้ันเอนโดเดอรม์ สิ เขา้ ไป สตลี ในรากจะแคบกว่าคอร์เทกซ์ สตีล
ประกอบดว้ ยชั้นต่าง ๆ คือ

ก. เพริไซเคิล (Pericycle) ประกอบดว้ ยเซลล์พาเรงคมิ าเป็นสว่ นใหญ่ เซลลเ์ รยี งตวั แถวเดยี ว แตอ่ าจ
มมี ากกว่าแถวเดยี วก็ได้ ชั้นนอ้ี ยู่ด้านนอกสดุ ของสตีล เพรไิ ซเคิลพบเฉพาะในรากเท่านั้น และเห็นชัดเจนในราก
พืชใบเล้ยี งเดย่ี ว เพริไซเคิลเปน็ ส่วนทใี่ หก้ าเนิดรากแขนง (Secondary root) ที่แตกออกทางด้านข้าง (Lateral
root)

ข. มดั ทอ่ ลำเลยี งหรอื วำสคิวลำรบ์ นั เดลิ (Vascular bundle)
ประกอบดว้ ยไซเลมและโพลเอ็ม ในรากพืชใบเลีย้ งคจู่ ะเหน็ การเรยี งตัวของไซเลมที่อยู่ใจกลางราก เรียง
เปน็ แฉก(Arch) ชดั เจนและมโี ฟลเอ็มอยรู่ ะหว่างแฉกนั้น แฉกท่ีเหน็ มีจานวน 1-6 แฉก แตโ่ ดยทวั่ ไปพบเพียง 4
แฉก สาหรับรากพืชใบเลีย้ งเดย่ี วไซเลมมไิ ดเ้ ข้าไปอยู่ใจกลางราก แต่ไซเลมยงั เรียงตัวเปน็ แฉกและมโี ฟลเอม็ แทรก
อยู่ระหว่างแฉกเช่นเดียวกัน จานวนแฉกของไซเลมในรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีมากกว่าในรากพืชใบเล้ียงคู่ และ
ไซเลมเรยี งกนั เปน็ วงล้อมรอบใจกลางรากท่ีเรียกว่า พิธ (Pith)
รากพืชใบเลี้ยงคู่ยังมีวาสคิวลาร์แคมเบียม (Vascularcambium) หรือแคมเบียม (Cambium) ซ่ึงเป็น
เน้ือเย่อื เจรญิ เกิดข้ึนระหวา่ งโฟลเอ็มขนั้ แรก และไซเลมข้ันแรก รายละเอียดของเน้ือเย่ือลาเลียงกล่าวไว้แล้วใน
หัวข้อเนอื้ เยอื่ ถาวรเชิงซอ้ น

65
วาสคิวลารแ์ คมเบียม ทาให้เกดิ การเจริญเตบิ โตขนั้ ท่ีสอง (Secondary growth) โดยแบ่งตัวใหไ้ ซเลมข้ัน
ทส่ี อง (Secondary xylem) อย่ทู างด้านในและโฟลเอ็มขนั้ ทส่ี อง (Secondary phloem) อยูท่ างดา้ นนอกเมื่อมี
การเจรญิ เติบโตขน้ั ที่สองเพม่ิ ขน้ึ เร่ือย ๆ ทาใหโ้ ฟลเอ็มขัน้ แรก คอร์เทกซ์และเอพิเดอร์มิสถูกดันออกไปและหลุด
รว่ งไป
ค. พธิ (Pith) เป็นสว่ นใจกลางของราก หรืออาจเรียกว่า ไส้ในของราก ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมา
ในพชื ใบเล้ยี งเด่ยี วจะเหน็ ส่วนนไี้ ดอ้ ย่างชัดเจน ส่วนในรากพชื ใบเลีย้ งคู่ ใจกลางของรากจะเป็นไซเลม

รากพชื สามารถเจรญิ ออกทางด้านขา้ งได้โดยอาศยั วาสคิวลาร์แคมเบียม ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเจริญ เมื่อเกิดการ
เจริญเตบิ โตขั้นท่สี อง วาสควิ ลารแ์ คมเบียมจะแบง่ ตัวให้ไซเลมข้ันที่สองอยู่ด้านใน และโฟลเอ็มขั้นท่ีสองอยู่ด้าน
นอก จงึ ทาให้รากมขี นาดใหญข่ น้ึ

12.2.2 หน้ำทแ่ี ละชนดิ ของรำก
หนา้ ทีข่ องราก โดยทว่ั ไปแลว้ หน้าทส่ี าคญั ของราก คอื การดดู ซมึ นา้ และแรธ่ าตุ สง่ ไปยังส่วนต่าง ๆ ของ

พชื นอกจากนัน้ ยังทาหนา้ ทีพ่ ยงุ และคา้ จุนลาต้น
ชนดิ ของราก รากแบ่งได้เป็น 3 ชนดิ ตามจุดกาเนดิ ของรากคอื
1. รำกแก้ว (Primary root หรือ Tap root) เป็นรากท่ีเจริญมาจากแรดิเคิล (Radicle)ของ

เอม็ บริโอ

66

2. รำกแขนง (Secondary root หรือ Lateral root) เป็นรากที่เจริญมาจากเพริไซเคิลของราก
แก้ว

3. รำกพเิ ศษ (Adventitious root) เปน็ รากทีง่ อกจากสว่ นต่าง ๆ ของพืช เช่น ลาตน้ หรอื ใบ อาจ
จาแนกตามรูปร่างและหนา้ ทไี่ ด้เป็น

3.1 รำกฝอย (Fibrous root) เปน็ รากทงี่ อกออกจากโคนลาตน้ เพอ่ื มาแทนรากแก้วท่ีฝอ่ ไป พบมาก
ในพชื ใบเลยี้ งเดี่ยวเชน่ รากข้าว ข้าวโพด หญ้า หมาก มะพร้าว เปน็ ตน้

3.2 รำกคำ้ จุน (Prop root หรือ Buttress root) เป็นรากท่ีงอกจากโคนต้นหรือก่ิงบนดินแล้วหย่ัง
ลงดนิ เพอื่ พยงุ ลาต้น เช่น รากขา้ วโพดท่งี อกออกจากโคนต้น รากเตย ลาเจียก ไทรยอ้ ย โกงกาง เป็นตน้

3.3 รำกเกำะ (Climbing root) เป็นรากที่แตกออกจากข้อลาต้น มาเกาะตามหลักเพ่ือชูลาต้น ขึ้น
สงู เช่น รากพลู พลูดา่ ง พริกไทย กลว้ ยไม้

3.4 รำกหำยใจ (Pneumatophore หรือ Aerating root) เป็นรากท่ียื่นขึ้นมาจากดิน หรือน้า
เพื่อรบั ออกซิเจน เชน่ รากลาพู แสม โกงกาง และสว่ นทีเ่ ปน็ นวมคลา้ ยฟองน้าของผักกะเฉดก็เป็นรากหายใจที่
เก็บอากาศและเป็นทุ่นลอยน้าดว้ ย

3.5 รำกกำฝำกหรือรำกปรสติ (Parasitic root) เป็นรากของพืชพวกปรสติ ที่สร้าง (Haustoria
) แทงเขา้ ไปในลาตน้ ของพชื ทเี่ ปน็ โฮสต์ เพื่อแยง่ น้าและอาหารจากโฮสต์ เชน่ รากกาฝาก ฝอยทอง

3.6 รำกสังเครำะหแ์ สง (Photosynthetic root) เปน็ รากทีแ่ ตกจากข้อของลาต้นหรือกิ่ง และอยู่
ในอากาศ จะมีสเี ขยี วของคลอโรฟลิ ลจ์ งึ ชว่ ยสังเคราะหด์ ว้ ยแสงได้ เชน่ รากกลว้ ยไม้ นอกจากนีร้ ากกล้วยไม้ยังมี
นวม(Velamen) ห้มุ รากไว้เพ่อื ดดู ความช้ืนและเกบ็ นา้

3.7 รำกสะสมอำหำร (Food storage root) เป็นรากที่สะสมอาหารพวกแปง้ โปรตีน หรอื น้าตาล
ไว้ จนรากเปล่ียนแปลงรปู ร่างเปน็ หวั อาจมีรปู รา่ งคลา้ ยรูปกรวย รูปร่างหัวท้ายแหลมตรงกลมป่อง หรือเป็นรูป
กระสวยก็ได้ อย่างเชน่ หวั แครอท หัวผักกาดหรอื หวั ไชเทา้ หวั ผกั กาด แดงหรือแรดิช (Radish) หัวบีท (Beet
root) เป็นรากสะสมอาหารท่ีเปลีย่ นแปลงมาจากรากแก้ว

รากมนั แกว รากมนั เทศ รากรักเร่ รากกระชาย เปน็ รากสะสมอาหารท่เี ปลยี่ นแปลงมาจากฝอย

67
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----

68

แผนกำรจัดกำรเรยี นร้ทู ่ี 2

รำยวิชำ ว 30243 ชีววิทยำ 3 ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษำปที ี่ 5
เวลำ 2.00 ชว่ั โมง
เรื่อง โครงสรำ้ งและหนำ้ ที่ของรำก
ผสู้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชดั

********************************

สำระชีววทิ ยำ ข้อ 3

เขา้ ใจสว่ นประกอบของพชื การแลกเปลย่ี นแกส๊ และคายนา้ ของพชื การลาเลียงของพืช การ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสง การสืบพนั ธ์ุของพชื ดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการ ตอบสนองของพชื รวมท้งั นา
ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

ผลกำรเรยี นรู้

สังเกต อธิบาย และเปรียบเทยี บโครงสร้างภายในของรากพชื ใบเล้ยี งเด่ยี วและรากพืช ใบเลีย้ งคจู่ าก
การตัดตามขวาง

จดุ ประสงคก์ ำรเรียนรู้
1. สารวจตรวจสอบโครงสร้างภายนอกและภายในของรากใบเลยี้ งเดยี่ ว และพชื ใบเลยี้ งคู่
2. ทากจิ กรรมศกึ ษา โครงสร้างภายในของราก

3. มีความรับผิดชอบ สนใจ กระตือรอื รน้ ในการสบื ค้นข้อมูลจนเกดิ ความเข้าใจเก่ยี วกบั โครงสรา้ ง
และหนา้ ที่ของราก(โครงสรา้ งภายในของราก)

เน้ือหำ/สำระกำรเรียนรู้ (รายละเอยี ดของเน้ือหาอยู่ในใบความร้ทู ี่ 1)
- เนอื้ เยอ่ื ของพชื ( เนอ้ื เยือ่ เจรญิ / เนื้อเยื่อถาวร)
- โครงสร้างและหน้าทขี่ องราก

กำรจดั กระบวนกำรเรียนรู้

1. ขน้ั สรำ้ งควำมสนใจ
1. ครใู ชค้ าถามจากคาถามท้ายกิจกรรม ซึง่ นักเรยี นไดต้ อบหลังทากิจกรรมท่ี 12.1 ในคาบท่ีผ่านมา มา

ทบทวนอีกครั้ง ซ่งึ มีแนวคาตอบดงั นี้
- สว่ นใดของเมล็ดท่ีงอกออกมากอ่ น และงอกออกมาจากตาแหน่งใดของเมล็ด และ ตาแหน่งทงี่ อก

ของเมล็ดถว่ั เขียว และเมลด็ ขา้ วโพดเหมอื นกันหรอื แตกตา่ งกันอย่างไร (สว่ นท่ีงอกออกมาก่อน คือ สว่ นท่ีเจริญไป

เปน็ รากและงอกออกมาจากรูเล็กท่ีอยู่ใต้ร้อยแผลเป็นซึ่งเกิดจากก้านของออวุลหลุดออกไป เช่นเดียวกันทั้งสอง
เมลด็ ถ่ัวเขียวและเมล็ดข้าวโพด)

- กลมุ่ เซลล์บริเวณปลายรากแต่ละบริเวณมีลักษณะเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร (เมื่อศึกษา

เนอื้ เยอ่ื จากบริเวณปลายรากสดุ เซลล์มลี กั ษณะค่อนข้างกลม ขนาดเซลลใ์ หญก่ ว่าเซลล์ท่ีอยูถ่ ดั ข้ึนไป เซลลบ์ ริเวณ
นี้เปน็ สว่ นหมวกราก ส่วนเซลลท์ ่อี ย่ถู ัดจากเซลล์หมวกรากข้นึ มา เซลล์จะมีขนาดเลก็ ใกล้เคียงกัน บริเวณน้ีมีการ

แบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสี อาจเห็นลกั ษณะโครโมโซมใน นิวเคลียสเปลี่ยนแปลงไปบางเซลล์ ส่วนเซลล์ถัดข้ึนมา
จากบรเิ วณทม่ี ีการแบง่ เซลลจ์ ะมขี นาดใหญแ่ ละยาวกวา่ เหน็ ไดช้ ัดเจนจงึ เป็นบริเวณที่เซลล์จะยืดตัวยาว และอาจ

69

พบเซลลท์ เี่ ปลย่ี นแปลงไปทาหน้าทเี่ ฉพาะ เช่น มีขนราก ทาหน้าท่ีดูดน้า ธาตุอาหารไปสู่ลาต้นจึงเป็นบริเวณท่ี

เซลล์เตบิ โตเต็มท่ี)
- นักเรียนจะสรปุ การศึกษาคร้ังน้ีอย่างไร (การที่รากมีการเจริญเติบโตยืดยาวออกไปได้ เนื่องจาก

เซลลท์ ่ีอยู่ถัดจากหมวกรากขึ้นมาแบ่งเซลล์แบบไมโทซีสเพ่ิมจานวนเซลล์ เซลล์ท่ีได้รับจากการแบ่งเซลล์มีการ
เจริญเติบโตและเพิม่ ขนาดและมีการเปล่ยี นแปลงรูปรา่ งไปทาหน้าที่ต่างๆ เชน่ เซลล์ชน้ั นอกสดุ จะมีขนรากยืนยาว

ออกไป เซลล์ท่อี ยูถ่ ัดเข้ามาขา้ งในจะเปล่ียนแปลงไปเปน็ เนอ้ื เยอื่ ชัน้ คอร์เทกซ์ มดั ท่อลาเลียง ซงึ่ ทาหนา้ ท่ีลาเลียง

น้าและสารอาหาร นอกจากนี้ยังพบมีรากแขนงแตกออกมาจากรากเดิมในรากพืชใบเล้ียงคู่ ส่วนในพืชใบเล้ียง
เด่ียวระยะนี้ยังไม่รากใหม่แตกเพิ่มขึ้นจากขนราก เพราะฉนั้น บริเวณปลายรากพืชท่ีศึกษาจะแบ่งออกเป็น 4

บริเวณ โดยนับจากปลายรากข้ึนไป คือ หมวกราก บริเวณเซลล์กาลังแบ่งตัว บริเวณเซลล์ยืดตัวตามยาว และ

บริเวณเซลล์ทม่ี ีการเปลยี่ นแปลงไปทาหนา้ ทเ่ี ฉพาะและเจรญิ เติบโตเตม็ ที่)
- การงอกและการเจริญเติบโตของรากถั่วเขียวและรากข้าวโพดหรือข้าวมีความแตกต่างหรือความ

คล้ายคลึงกันอยา่ งไรหรือไม่ (ถวั่ เขยี ว จะมีรากงอกออกมาจากเมล็ดรากเดียว สว่ นขา้ วโพดเมือ่ งอกออกมาแลว้ จะมี
รากอ่ืนๆ งอกออกจากจดุ เดิมอกี )

2. ขน้ั สำรวจและค้นหำ

1. ครูนาอภปิ รายต่อไปถงึ โครงสร้างของรากพืชว่า “เม่อื เซลลเ์ จรญิ เตบิ โตแล้วจะเปลี่ยนแปลงไปทาหนา้ ที่

อะไรบ้าง และกลุ่มเซลล์เหล่าน้นั จะมรี ปู รา่ งลกั ษณะอย่างไร” นักเรียนจะศึกษาได้โดยการตัดรากให้เห็นโครงสรา้ ง

ภายในตามกจิ กรรมท่ี 12.2

2. ครใู หน้ ักเรียนแบง่ กลมุ่ กลมุ่ ละ 4-5 คนแลว้ จงึ นาเขา้ สู่กจิ กรรมที่ 12.2

กจิ กรรมที่ 12.2 โครงสร้างภายในของราก

จุดประสงค์ของกจิ กรรม เพอ่ื ให้นกั เรยี นสามารถ

1) เตรียมเน้ือเยือ่ รากตัดตามขวางเพ่ือศึกษาภายใตก้ ลอ้ งจุลทรรศน์

2) สารวจตรวจสอบปลายรากทีเ่ จริญเตม็ ทโี่ ดยตัดตามขวาง

3) สืบคน้ อภปิ ราย และอภปิ รายลักษณะของเนื้อเยื่อรากแต่ละบริเวณจากดา้ นนอก

เข้าไปสู่ด้านในของรากได้ตามลาดบั

4) เปรยี บเทียบลกั ษณะโครงสรา้ งรากทีต่ ดั ตามขวางของพชื ใบเลี้ยงคู่

3. ก่อนทาการทดลอง ครูให้นักเรียนทาความเข้าใจข้ันตอนการทาปฏิบัติการก่อน และช้ีแนะวิธีเลือก

บริเวณรากที่นามาตัดท้ังพืชใบเลี้ยงคู่ และพืชใบเล้ียงเด่ียว คือ เลือกบริเวณรากที่มีลักษณะอวบและไม่แข็ง

จนเกินไป สามารถนามาตัดได้ง่าย พร้อมทั้งสาธิตวิธีตัดที่ถูกต้องให้นักเรียนดู กาชับนักเรียนว่า เม่ือสามารถ

คัดเลือกรากท่ีตัดได้บางและสมบูรณ์ทุกส่วน ใช้พู่กันเข่ียชิ้นเน้ือเยื่อที่บางวางบนแผ่นสไลด์หยดสีย้อมลงบนช้ิน

เนื้อเยื่อพอท่วมปิดด้วยกระจกปิดสไลด์ ระวังอย่าให้เกิดฟองอากาศท่ีช้ินเน้ือเยื่อ เม่ือนาไปศึก ษาด้วยกล้อง

จลุ ทรรศนค์ วรบนั ทกึ ส่งิ ท่สี งั เกตได้ตามความจรงิ

4. นกั เรียนทาการออกแบบการทดลองและทากจิ กรรมท1่ี 2.2 ตามรายละเอียดในหนงั สือเรยี นและ

บันทึกผลการทดลอง

5. เมื่อทาการทดลองเสร็จแล้วให้นักเรียนอภิปรายหลังจากการทดลองโดยใช้คาถามท้ายกิจกรรมใน

หนงั สอื เรียนและคาถามเพมิ่ เตมิ ซ่งึ มแี นวการตอบดังนี้

- เนอ้ื เย่อื ขัน้ ต่างๆ ทพี่ บในรากพชื ใบเลีย้ งคู่และรากพืชใบเลีย้ งเดย่ี วแตกตา่ งกนั อยา่ งไร

(ส่วนทแ่ี ตกต่างกันดังตารางข้างลา่ ง)

รากพชื ใบเลยี้ งคู่ รากพชื ใบเลย้ี งเดยี่ ว

1. ทอ่ ลาเลียงน้ากลุ่มเซลลจ์ ะเรียกเป็นแฉกมี 4-5 แฉก และ 1. ท่อลาเลยี งน้ามีจานวนแฉกมากกว่า คือ ประมาณ

มกี ลมุ่ เซลล์ทอ่ ลาเลยี งอาหารแทรกอยรู่ ะหวา่ งแฉก 4-5 กลมุ่ 6 แฉก เรยี งเป็นวงกลมมกี ลุม่ เซลล์ท่อลาเลียงอาหาร

70

แทรกอยรู่ ะหวา่ งแฉก 6 กลุม่

2. มีวาสคิวลารแ์ คมเบียม 2. ไม่มวี าสควิ ลาร์แคมเบยี ม

3. ชัน้ เอนเดอรม์ ิสเห็นไม่ชดั เจน 3. ชัน้ เอนเดอร์มสิ เหน็ ชัดเจน

4. ตรงกลางรากมักเป็นไซเลม 4. ตรงกลางรากมักเปน็ พิธ

- รากพชื สามารถเจริญออกทางด้านขา้ งไดด้ ้วยเน้ือเยื่อประเภทใด (แคมเบียม ซึ่งเป็นการเจริญของ

เนอ้ื เย่ือข้นั ที่ 2 เน้ือเย่ือจะเจรญิ ออกทางด้านขา้ งใหก้ าเนินดวาสควิ ลาร์แคมเบียม และคอร์กแคมเบียม ทาให้ราก

เจรญิ ออกทางดา้ นขา้ งและมีขนาดใหญ่ขน้ึ )

6. หลังจากทาปฏิบัติการเสร็จแล้ว ถ้าโรงเรียนมีกล้องจุลทรรศน์ที่สามารถส่องภาพผ่านมาท่ีเคร่ืองรับ

โทรทัศนไ์ ด้ ควรเลอื กสไลด์ท่ีนกั เรียนทาดที ่ีสุดมาใส่ท่กี ล้องจุลทรรศน์ เพอ่ื ส่งภาพผ่านมาทจ่ี อรับภาพโทรทัศน์ ให้

นักเรียนทั้งชน้ั สามารถเหน็ ภาพรากท่ตี ัดได้พร้อมกัน จะชว่ ยในการเรยี นปฏบิ ัตกิ ารเร่ืองนี้ได้ชัดเจน และนักเรียน

จะเข้าใจบริเวณต่างๆ ได้เหมอื นกนั หรอื ครูอาจเตรยี มสไลดถ์ าวรของพชื ใบเลยี้ งเดี่ยว และพืชใบเล้ียงคู่ ตั้งกล้อง

จลุ ทรรศน์ไว้ให้นักเรียนศกึ ษาเปรยี บเทยี บภาพเน้ือเยอื้ จากกล้องจุลทรรศน์กับภาพเนอ้ื เยื่อที่เห็นในบทเรียน หรือ

จากแผน่ ภาพไปสเตอรท์ ่แี สดงการตดั ตามขวางของรากพืชใบเลี้ยงคู่ และรากพืชใบเล้ียงเด่ียว เพื่อให้สรุปได้ว่า

ภาพที่เห็นแบง่ รากออกเป็น 3 บรเิ วณ คือ ช้นั เอพเิ ดอรม์ สิ อยู่นอกสุด ถัดมาเป็นช้ันคอร์เทกซ์ และชั้นในสุดคือ

สตลี (นับตัง้ แตช่ ้ันเพรไิ ซเคลิ เขา้ ไปจนถึงพิธ)

7. ครูใหน้ กั เรียนรว่ มกนั ทากิจกรรมเสนอแนะ :: การจาแนกชนิดและหน้าท่ีของรากจากรูปร่างลักษณะ

ภายนอก (กจิ กรรมน้ีครูอาจมอบหมายใหน้ ักเรียนทามาก่อนล่วงหน้าและนามาอภิปรายหรือนาเสนอในชั้นเรียน)

โดยมจี ุดประสงค์เพอ่ื

- สืบคน้ อภปิ รายและเปรยี บเทยี บลกั ษณะภายนอกของรากพืชชนดิ ตา่ งๆ

- สืบค้น อภปิ รายและอธบิ ายหนา้ ท่ขี องรากทีเ่ ห็นจากภายนอกได้

8. ครคู วรใหน้ ักเรียนนารากพืชท่ีทาหน้าท่ีต่างๆ นอกเหนือจากการดูดธาตุอาหารและลาเลียงมาศึกษา

โดยครูควรใหน้ ักเรยี นสงั เกตลกั ษณะโครงสร้างของรากมลี กั ษณะสาคญั คอื ไม่มีตาสว่ นใหญ่เจริญอยใู่ นดิน รากบาง

ชนดิ เจริญอยู่เหนือดิน หรือแตกออกมาจากส่วนขอ้ ต่อของลาต้น

การทากิจกรรมเรื่องน้ี นักเรียนอาจนาพืชหัวมาจาแนกรวมอยู่ด้วย หัวพืชท่ีนามาจาแนกนักเรียนอาจ

เขา้ ใจวา่ สว่ นท่ีเป็นหวั ฝังอยใู่ ตด้ นิ เปน็ สว่ นรากทาหนา้ ท่สี ะสมอาหาร นักเรยี นควรจะรวู้ ่าลกั ษณะหัวพืชที่อยู่ใต้ดิน

เป็นสว่ นรากทาหน้าทสี่ ะสมอาหาร นักเรียนควรจะรู้ว่า ลักษณะหัวพืชที่อยู่ในดินส่วนใดเป็นส่วนรากหรือส่วนใด

เป็นสว่ นลาต้นใต้ดนิ เม่ือนักเรยี นเข้าใจเกณฑก์ ารจาแนกระหว่างรากและลาต้นใต้ดินแล้ว ให้นักเรียนนารากที่จะ

ศึกษามาเปรียบเทียบกบั ภาพที่ 12-6 ในหนงั สอื เรียน เพ่ือเป็นแนวทางในการตอบคาถามหน้าที่ของรากที่นามา

ศกึ ษาวา่ เปน็ ประเภทสะสมอาหาร ค้าจุนลาตน้ หายใจ สงั เคราะหด์ ้วยแสง หรอื เป็นทุ่นพยุงลาต้นให้ลอยอยู่ผิวน้า

ได้ ดงั นี้

- รากข้าวโพด โกงกาง ทาหนา้ ทค่ี ้าจุนลาตน้

- รากแสม มีปลายรากโผลข่ น้ึ มาบนอากาศเพือ่ หายใจ

- รากกลว้ ยไม้ มกั มสี เี ขียว จึงทาหน้าท่ีหายใจและสังเคราะห์ดว้ ยแสง

- หัวมันแกว มันเทศ หัวมันสาปะหลงั รากกระชาย รากตอ้ ยตงิ่ หวั ผักกาดขาว หัวแครอท ทาหน้าท่ี

สะสมอาหาร

- รากแพงพวยนา้ มีลกั ษณะคล้ายทุ่นลอยน้า และภายในรากมีช่องเกบ็ อากาศ จงึ ทาหน้าทีช่ ว่ ยในการ

หายใจดว้ ย

- รากอนื่ ๆ ทน่ี ักเรยี นนามา เชน่ ถา้ เปน็ รากพลูด่าง ทาหน้าท่ียึดเกาะให้ลาต้นไตข่ น้ึ ทส่ี งู ได้

- สว่ นรากไทรหอ้ ยยอ้ ยลงมา ทาหนา้ ท่ี ช่วยหายใจได้และถ้าหยั่งลงสูพ่ ื้นดินก็จะเป็นรากท่ีช่วยค้าจุน

ลาต้นได้ดว้ ย

71

9. ครูนาอภิปรายและให้ความรู้ เก่ียวกับเน้ือเย่ือเจริญและเนื้อเยื่อถาวร โครงสร้างและหน้าท่ีของราก
(เพ่มิ เติม) ตามรายละเอียดในใบความรู้ท่ี 1

10. ครูเปดิ โอกาสให้นกั เรยี นสอบถามเน้ือหา เร่อื ง โครงสร้างและหน้าทข่ี องราก และการทากิจกรรมที่
12.2 และกจิ กรรมเสนอแนะว่ามีส่วนไหนทไ่ี มเ่ ขา้ ใจและใหค้ วามรู้เพ่ิมเตมิ ในสว่ นนน้ั

3. ข้นั ลงขอ้ สรุป
1. ครูมอบหมายให้นักเรียนสรปุ ความคิดรวบยอดเก่ียวกบั เนอ้ื หาท่ีได้เรยี นในวนั น้ี

2. ครมู อบหมายให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเก่ียวกบั ประโยชน์ของรากพืชบางชนิด โดยเฉพาะรากของหญ้า

แฝก ซ่ึงเปน็ พชื ที่ปลูกในโครงการพระราชดารทิ ม่ี ีประโยชนใ์ นการช่วยอนรุ ักษด์ นิ ไมใ่ หพ้ ังทลายแลว้ นามาเสนอหน้า
ชน้ั เรียน หรอื จัดป้ายนเิ ทศแสดงถงึ ความสาคญั ของรากพืช ชนดิ น้ีว่า ชว่ ยอนุรักษ์ดนิ

3. ครมู อบหมายใหน้ ักเรยี น ไปศกึ ษาเนือ้ หา เรือ่ ง โครงสรา้ งและหน้าทขี่ องลาต้น ท่ีจะเรียนในคาบเรียน
ต่อไป มาลว่ งหนา้

สื่อกำรเรียนกำรสอน
1. หนังสอื เรยี นวชิ าชวี วิทยา 4 ของ สสวท.

2. ใบความรทู้ ่ี 1 เรือ่ ง โครงสร้างและหน้าทขี่ องราก

3. อุปกรณ์การทดลองกจิ กรรมท่ี 12.2 / ใบบันทึกกิจกรรม

กำรวดั ผลประเมนิ ผล

กำรวดั ผลประเมินผล วิธกี ำรวัด เคร่ืองมอื วัด เกณฑก์ ำรผ่ำน
ด้ำน 1.การสรปุ ความคดิ รวบยอด
1.การสรปุ ความคดิ รวบ 1. ทาไดถ้ กู ตอ้ ง
1. ดา้ นความรู้ความ ยอด 70 % ขึน้ ไป
เขา้ ใจ

2. ด้านทักษะ สังเกตจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการ ได้คะแนนในระดับ
กระบวนการ ที่ 12.2 ในช้นั เรยี น ทากจิ กรรม/ทกั ษะ 2 ขึ้นไป
วทิ ยาศาสตร์
3. ดา้ นคุณลกั ษณะที่ การสงั เกตพฤตกิ รรมความ ได้คะแนนในระดับ
พงึ ประสงค์ สนใจ และตงั้ ใจเรยี น แบบสงั เกตพฤติกรรมความ 2 ขึน้ ไป
สนใจและตัง้ ใจเรียน

กจิ กรรมเสนอแนะ
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................
............................

72

ควำมคดิ เห็นของผู้บังคับบญั ชำ

หัวหนำ้ กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตร์
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงชอ่ื )
(นางดารณี พงษส์ บาย)

หัวหน้ากลมุ่ สาระฯวทิ ยาศาสตร์
หัวหนำ้ กลมุ่ บรหิ ำรวิชำกำร
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงชอื่ )
(นางพรพริ ุณ แจง้ ใจ)

หวั หนา้ กลุ่มบริหารวชิ าการ

ควำมเห็นของผบู้ ริหำรโรงเรียน
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงชอื่ )
(นางลดั ดา ผาพันธ์)

ผอู้ านวยการโรงเรยี นโคกโพธไิ์ ชยศกึ ษา

73

แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 3

รำยวิชำ ว 30243 ชีววิทยำ 3 ระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษำปที ี่ 5
เวลำ 4.00 ช่วั โมง
เรือ่ ง โครงสรำ้ งและหน้ำที่ของลำต้น
ผสู้ อน นำงสำวปวณี ำ งำมชดั

********************************

สำระชวี วทิ ยำ ขอ้ 3

เข้าใจสว่ นประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแกส๊ และคายน้าของพชื การลาเลียงของพืช การ
สังเคราะหด์ ้วยแสง การสืบพนั ธขุ์ องพชื ดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการ ตอบสนองของพืช รวมทงั้ นา
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ผลกำรเรียนรู้

สังเกต อธบิ าย และเปรยี บเทยี บโครงสรา้ งภายในของลาตน้ พืชใบเลีย้ งเด่ียวและลาต้นพชื ใบเลีย้ งคู่
จากการตดั ตามขวาง

จุดประสงค์กำรเรียนรู้

1. สารวจตรวจสอบโครงสร้างภายในของลาตน้
2. ทากจิ กรรมเพ่อื ศึกษาโครงสร้างภายในของลาต้นพืช

3. ใฝร่ ใู้ ฝเ่ รยี น สนใจกระตือรอื รน้ ในการสบื คน้ ข้อมลู จนเกดิ ความเข้าใจเกยี่ วกบั โครงสรา้ งภายใน
ของลาตน้

เนือ้ หำ/สำระกำรเรียนรู้ (รายละเอยี ดของเน้อื หาอยู่ในใบความร้ทู ่ี 2 (2 ช่ัวโมง) และใบความรทู้ ี่ 3 )
- โครงสร้างและหนา้ ทขี่ องลาตน้ ( ลาตน้ พืชใบเล้ียงคแู่ ละใบเลยี้ งเด่ียว)

- หนา้ ทีแ่ ละชนิดของลาต้น

- การเจริญเติบโตของรากและลาตน้ (ใบความร้ทู ่ี 3 (2 ชวั่ โมง))

กำรจดั กระบวนกำรเรยี นรู้

1. ขัน้ สร้ำงควำมสนใจ
ครกู ระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี นโดยนาพชื ต้นเล็กๆ เช่น ต้นตอ้ ยติ่ง ตน้ เทียน มาให้นักเรียนศึกษาแล้ว

ต้งั คาถามนาไปส่กู ารอภปิ รายว่า “นกั เรยี นจะสังเกตได้อย่างไรว่าบริเวณใดเป็น ลาต้นหรือราก” (ข้อสังเกตว่า
บรเิ วณท่เี ปน็ รากจะมรี ากแขนงแตกออกมา สว่ นบรเิ วณลาต้นไมม่ ี)

2. ขน้ั สำรวจและค้นหำ
1. ครูทบทวนความรู้เดิมท่ีนักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วเกี่ยวกับเนื้อเย่ือที่อยู่ส่วนปลายราก เพ่ือโยงเข้าสู่

เนอื้ เยือ่ ส่วนปลายยอด

2. ครูต้งั คาถามเพอ่ื นาเขา้ สกู่ ารอภิปรายว่า “เนอื้ เย่ือปลายยอดพชื เหมือนหรอื แตกตา่ งจากเนอ้ื เย่อื ปลาย
ราก และหนา้ ทีส่ าคัญของเน้อื เย่ือชนดิ น้ี คอื อะไร”

3. นักเรยี นเรียนเรอ่ื งรากมาแล้ว นา่ จะเชือ่ มโยงนามาตอบคาถามเก่ียวกับเน้ือเยื่อท่ีปลายยอดได้ว่าเป็น
เน้อื เยื่อเจริญเชน่ กัน และทาหน้าท่ีอยา่ งเดยี วกนั คือ เป็นบริเวณที่มีการแบ่งเซลล์ เพ่ิมจานวนเซลล์ เพ่ือเจริญไป

74

เป็นเนอื้ เยอ่ื ตา่ งๆ เหมอื นเน้อื เยื่อปลายรากในกิจกรรมท่ี 12.1 ตอนที่ 2 ส่วนเน้ือเยอ่ื ท่ปี ลายยอด มเี น้ือเย่ือเจริญ
ท่ีปลายยอด ใบเร่ิมเกิด ใบอ่อนและลาต้นอ่อน นักเรียนสรุปได้ว่าเนื้อเย่ือปลายยอดท่ีศึกษาน้ีจัดอยู่ในระยะการ
เจรญิ เติบโตข้นั แรก

4. ครูให้นักเรยี นตอบคาถามในหนงั สอื เรยี น ซงึ่ มีแนวคาตอบดงั น้ี
- กลุ่มเซลลบ์ รเิ วณปลายอดแต่ละบรเิ วณมลี กั ษณะเหมือนหรอื ต่างกันอยา่ งไร (ปลายยอดสุดของพืชมี

การเจริญเหมือนกนั เซลลจ์ ะมีขนาดเลก็ เทา่ ๆ กนั เซลล์บริเวณน้ีจะมกี ารแบ่งเซลล์ตลอดเวลา เนอื้ เยือ่ ถดั จากปลาย
ยอดลงมา เซลล์มีขนาดยาวข้นึ และเรม่ิ มกี ารเปล่ียนแปลงรปู ร่างไปเปน็ เนื้อเย่ือต่างๆ ทีท่ าหนา้ ทแี่ ตกต่างกนั ไป)

- เม่ือเปรียบเทียบภาพปลายยอดกบั ภาพปลายราก มลี กั ษณะเหมือนกนั หรอื แตกตา่ งกนั อย่างไร (มี
ลกั ษณะคลา้ ยกนั แตป่ ลายยอดไม่มบี รเิ วณหมวกราก)

5. ครูและนักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายเก่ียวกับลาต้น โดยใช้คาถามกระตุ้นให้เห็นความสาคัญของลาต้นที่
เป็นทางลาเลียงสารต่างๆ ไปยังส่วนต่างๆ ของพืช แล้วกระตุ้นให้นักเรียนคิดต่อไปอีกถ้าลาต้นทาหน้าท่ีเช่นน้ี
โครงสรา้ งของเนือ้ เยอื่ ภายในลาต้นควรมลี ักษณะเชน่ ใด

6. ครูใหน้ กั เรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 4-5 คนแลว้ จงึ นาเขา้ สู่กจิ กรรมท่ี 12.3

กิจกรรมท่ี 12.3 โครงสรำ้ งภำยในของลำตน้ พชื
จุดประสงค์ของกิจกรรม เพอ่ื ใหน้ ักเรยี นสามารถ

1. สารวจ ตรวจสอบ อภิปราย และอธิบายโครงสรา้ งภายในของลาต้นทตี่ ดั ตามขวางโดยเรยี งจาก
เนื้อเยอ่ื ชัน้ นอกสุดจนถงึ ช้นั ในสุด

2. สบื ค้น อภิปราย และเปรียบเทียบลกั ษณะโครงสรา้ งภายในของลาตน้ พชื ใบเลีย้ งคแู่ ละพชื ใบเลยี้ ง
เดี่ยว

3. สืบคน้ อภิปราย และเปรยี บเทยี บเนอื้ เยอ่ื ชน้ั ตา่ งๆ ระยะรากและลาต้น
4. เตรยี มเนอื้ เยอื่ รากตัดตามขวางเพอ่ื ศกึ ษาด้วยกล้องจุลทรรศน์
7. ครูแนะวธิ ีเลอื กลาตน้ ที่จะตดั ไมค่ วรใชป้ ลายยอด เพราะว่าถงึ แมจ้ ะตดั ง่ายเพราะเน้ือเย่ืออ่อนมากแต่
จะมีปัญหาการย้อมสไี ม่ค่อยติด เน่ืองจากผนังเซลลย์ ังไมม่ สี ารลกิ นิน มาสะสม แตถ่ า้ เลือกบรเิ วณที่แข็งมากๆ ก็จะ
ตัดให้เนอ้ื เยอ่ื เป็นชิน้ บางๆ ได้ยาก ดงั นนั้ ควรเลือกบริเวณท่ีแข็งพอสมควรพอที่จะใช้มีดตัดได้ การเลือกเน้ือเยื่อ
บริเวณนตี้ อ้ งดปู ลายยอดของตน้ พืชทเ่ี หย่ี วและโค้งลงมา ใหเ้ ลือกตัดเนอ้ื เยอ่ื ทต่ี า่ กว่ารอยโครงของยอดลงมา ซ่ึง
เมื่อย้อมสีจะติดสีดี ส่วนวิธีการตัด ลาต้นให้ดาเนินการเช่นเดียวกับการตัดรากพืชที่เคยทากิจกรรมที่ผ่าน
มาแลว้
8. นักเรียนออกแบบการทดลองและทากิจกรรมที่12.3 ตามรายละเอียดในหนังสือเรียนและบันทึกผล
การทดลอง
9. หลังจากทาปฏิบัติการเรื่องน้ีจบแล้ว ครูควรใช้คาถามเพื่อนาไปสู่การศึกษาเพิ่มเติมว่า “โครงสร้าง
ภายในของพชื ใบเลยี้ งคแู่ ละพืชใบเลี้ยงเด่ยี วชนดิ อ่ืนๆ จะมีลักษณะเน้ือเย่ือเหมือนพืช ใบเลี้ยงคู่ และพืชใบ
เลย้ี งเดีย่ วทศี่ ึกษาหรือไม่อยา่ งไร” เพื่อกระต้นุ ให้นกั เรียนสนใจศกึ ษาพชื ชนิดอื่นๆ นอกเหนือจากท่ีทากิจกรรมไป
แลว้ และตอบคาถามต่อไปน้ี
- เนื้อเย่ือชั้นต่างๆ และการจัดเรียงตัวของมัดท่อลาเลียงในลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่และพืชใบเลี้ยงเด่ียว
เหมือนหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร (ลาตน้ ใบเล้ยี งคมู่ มี ดั ทอ่ ลาเลียงเรยี งเป็นระเบียบเปน็ วงโดยมีวารค์ วิ ลาร์แคมเบียมอ
ยู่ระหวา่ ไซเลม และโฟลเอ็ม สว่ นลาต้นพชื ใบเลี้ยงเด่ยี ว คอรแ์ ทกซม์ ีอาณาเขตแคบมากแบง่ ไม่ชดั เจนเพราะมดั ท่อ
ลาเลียงกระจายทั่วไป และไม่มีวาสคิวลาร์คั่นระหวา่ งไซเลมและโฟลเอ็ม)
- เปรียบเทยี บเนอ้ื เย่อื ชนั้ ต่างๆ ของรากและลาต้นวา่ เหมือนหรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร
( การเปรยี บเทยี บอาจเป็นดงั นี้

75

ขอ้ เปรียบเทยี บ รำก ลำต้น
1.เอพเิ ดอร์มา
1. มขี นราก 1.อาจมขี น หรอื เปล่ยี นแปลงเป็นหนาม
2.คอร์เทกซ์
3.สตลี หรือตอ่ ม
4.มัดทอ่ ลาเลยี ง
2.กวา้ ง 2.แคบ
5.เอนโดเดอร์มสิ
3.แคบ 3.กวา้ ง
6.เพริไซเคลิ
7.พืช 4.ไซเลมและโฟลเอ็ม อยูส่ ลับกันตามแนว 4.โฟลเอ็มอยู่ด้านนอก ไซเลม อยู่ด้าน

8.จดุ กาเนดิ ของแขนง รัศมี ในแนวรศั มเี ดยี วกัน

5.มเี หน็ ไดช้ ัดเจน 5.ส่วนใหญ่ไม่มี ถ้ามีเห็นได้ไม่ชัดเจน

เช่นต้นหมอนอ้ ย

6.มี 6.ไมม่ ี

7.มใี นรากพชื ใบเลยี้ งเดยี่ วใบเลี้ยงค่ไู มม่ ี 7.มีทั้งในใบเลย้ี งเดย่ี วและใบเลี้ยงคู่แต่

ในใบเลยี้ งเดี่ยวพิธอาจสลายกลายเป็น

ชอ่ งพธิ

8.แตกออกมาจากส่วนเพรไิ ซเคลิ 8.อาจแตกออกมาจากคอร์เทกซ์

- ทราบไดอ้ ย่างไรว่า โครงสรา้ งตัดตามขวางท่เี ห็นในกลอ้ งจุลทรรศนเ์ ปน็ สว่ นของลาต้นใกล้ยอดหรือ
ใกล้โคนลาต้น

( เน้ือเยอ่ื ปลายยอดของใบเล้ียงคตู่ ดั ตามขวาง จะเห็นมัดทอ่ ลาเลียงเป็นกลมๆ เรยี งเป็นระเบยี บรอบ ลาต้น แตต่ ิด
สีย้อมไมช่ ัดเจน สาหรับเนื้อเย่ือส่วนท่ีอยู่ทางด้านโคนต้นจะเห็นมัดท่อลาเลียงเรียงเป็นระเบียบและติดสีเห็นได้

ชัดเจนมาก เน่อื งจากเนื้อเยอ่ื สว่ นนม้ี อี ายนุ านกวา่ เน้อื เย่อื ส่วนยอดซงึ่ มีสารลกิ นินมาพอก เม่อื ยอ้ มสลี ิกนนิ จะติดสี

ได้ชัดเจนกวา่ เนื้อเยอ่ื สว่ นนอกท่ีไม่มสี ารลิกนนิ มาพอก)
- จานวนวงปขี องตน้ ไม้พอจะบอกอะไรแกเ่ ราบา้ ง (คาดคะเนอายขุ องตน้ ไมจ้ ากจานวนของวงปีทีเ่ ห็น)

- ความกวา้ งของข้ันวงปที ีเ่ กดิ จากไซเลมที่มีสีจาง บอกให้ทราบถึงอะไร (แสดงว่าในช่วงฤดูน้ันมีน้า

อุดมสมบรู ณเ์ ซลล์มกี ารเจริญเตบิ โตดี โดยเฉพาะไซเลมจะมเี ซลลข์ นาดใหญก่ ว่าปกติ แต่จะมีสีจางลง เน่ืองจาก
เป็นไซเลมท่ียังไม่มีสารลกิ นนิ มาพอกมากนัก)

10. ครใู หน้ ักเรยี นลองศึกษาหัวพืชชนิดต่างๆ เช่น มันสาปะหลัง มันแกว แห้ว เผือก ฯลฯ โดยให้
นักเรียนอภิปรายว่าชนิดใดเป็นส่วนราก และชนิดใดเป็นส่วนลาต้นใช้หลักเกณฑ์ใดมาจาแนก และให้นักเรียน

ยกตวั อยา่ งลาต้นพชื ทีท่ าหน้าทพี่ เิ ศษอยา่ งอื่นนอกเหนือไปจากพืชท่ีกลา่ วไว้ในหนงั สือเรยี น และตอบคาถามดังน้ี

- หน้าทพ่ี ิเศษของลาต้นนอกจากสะสมอาหาร สังเคราะหด์ ้วยแสงยังทาหนา้ ที่ใดได้อกี
(ทำหนำ้ ทข่ี ยำยพันธ์ุ ได้แก่ พืชบางชนดิ มลี าต้นเลือ้ ยขนานไปตามผวิ ดินบรเิ วณข้อของ ลาต้นที่แตะ

กบั ผิวดนิ จะงอกรากออกมา และมีตาอยูบ่ รเิ วณซอกใบ เจริญเป็นลาต้นใหมไ่ ด้ เช่น ผักบงุ้ ลัดดาวัลย์ ชะพลู

ลาตน้ บางชนดิ มีส่วนไหล่ (Stolon) แตกออกมาจากโคนต้น ส่วนปลายของไหล่จะเกิดหน่อ หรือมีต้น
เล็กๆ เกิดขน้ึ เช่น ไหล่บวั ไหลก่ ระจับ ไหล่เศรษฐี เรอื นนอก เศรษฐีเรอื นใน ไหล่ตน้ ผกั ตบชวา ไหล่ตน้ หญา้

ลาต้นบางชนิดเปลี่ยนไปเป็นมือเกำะ (stem tendrill) เพ่ือช่วยพยุงลาต้นให้เล้ือยพันสู่ที่สูงได้ เช่น
ฟกั ทอง ตาลึง โคกกระออม มะระขีน้ ก กะทรกรก บวบ น้าเต้า เสาวรส

ลาต้นบางชนิดเปลี่ยนไปเป็นขอเก่ียว เพ่ือช่วยเกาะพยุงให้ลาต้นเลื้อยสู่ท่ีสูงได้ ได้แก่ การเวก

กระดังงา)
- ลาตน้ ใตด้ ินของพชื ท่ที าหน้าทสี่ ะสมอาหารมีลักษณะแตกต่างจากรากสะสมอาหารอย่างไร (ลาต้น

ทาหนา้ ท่ีสะสมอาหารจะมี ข้อ ปลอ้ ง หรือตาเห็นไดช้ ัดเจน เชน่ หัวมนั ฝรั่ง หัวเผือก แห้วจีน เหง้ากล้วย หัว

บกุ ขมิ้น มันมือเสือ หัวกลอย หัวบัวสวรรค์ปรือ หัวบัวจีน ส่วนรากจะทาหน้าท่ีสะสมอาหารใต้ดิน จะมีข้อ
ปลอ้ ง หรือตา)

76

11. ครูนาอภปิ รายและให้ความรู้ เกย่ี วกับ โครงสรา้ งและหน้าทีข่ องลาตน้ /การเจริญเติบโตของรากและ

ลาตน้ (เพิ่มเติม) ตามรายละเอียดในใบความรู้ท่ี 2 และใบความรู้ท่ี 3
12. ครเู ปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นสอบถามเนื้อหา เร่ือง โครงสร้างและหนา้ ทีข่ องลาตน้ /การเจริญเติบโตของ

รากและลาต้น และการทากจิ กรรมที่ 12.3 วา่ มสี ว่ นไหนท่ไี ม่เขา้ ใจและให้ความรู้เพ่ิมเติมในสว่ นนั้น

3. ข้นั ลงขอ้ สรปุ

1. ครูมอบหมายให้นักเรียนสรปุ ความคิดรวบยอดเกย่ี วกับเนื้อหาทไ่ี ดเ้ รียนในวันน้ี
2. ครูมอบหมายให้นักเรียน ไปศึกษาเน้ือหา เรื่อง โครงสร้างและหน้าท่ีของใบ ท่ีจะเรียนในคาบเรียน

ต่อไป มาลว่ งหน้า

สื่อกำรเรียนกำรสอน

1. หนังสือเรยี นวิชาชวี วทิ ยา 4 ของ สสวท. 4. วัตถตุ วั อยา่ งประกอบการสอน

2. ใบความร้ทู ี่ 2-3 เรือ่ ง โครงสร้างและหนา้ ทขี่ องลาตน้ /การเจริญเตบิ โตของรากและลาต้น

3. อปุ กรณก์ ารทดลองกจิ กรรมท่ี 12.3 / ใบบนั ทึกกจิ กรรม

กำรวดั ผลประเมนิ ผล

การวัดผลประเมินผล วธิ กี ารวัด เครือ่ งมอื วัด เกณฑก์ ารผ่าน
ดา้ น 1.การสรปุ ความคดิ รวบยอด
1.การสรปุ ความคดิ รวบยอด 1. ทาไดถ้ ูกตอ้ ง 70 %
1. ด้านความรู้ความ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทา ขึน้ ไป
เขา้ ใจ สังเกตจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมที่ กิจกรรม/ทกั ษะวทิ ยาศาสตร์ ได้คะแนนในระดับ 2 ข้ึน
12.3 ในชั้นเรยี น แบบสงั เกตพฤติกรรมความ ไป
2. ด้านทกั ษะ การสงั เกตพฤตกิ รรมความสนใจ สนใจและต้งั ใจเรียน ไดค้ ะแนนในระดับ 2 ขึ้น
กระบวนการ และตง้ั ใจเรียน ไป

3. ด้านคุณลกั ษณะท่ี
พงึ ประสงค์

77

ควำมคิดเหน็ ของผู้บังคับบญั ชำ

หัวหน้ำกลุม่ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงชอื่ )
(นางดารณี พงษส์ บาย)

หัวหน้ากลมุ่ สาระฯวิทยาศาสตร์
หัวหนำ้ กลุ่มบริหำรวิชำกำร
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงชอื่ )
(นางพรพริ ณุ แจง้ ใจ)

หวั หน้ากลุ่มบรหิ ารวิชาการ
ควำมเห็นของผบู้ ริหำรโรงเรยี น
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงชอ่ื )
(นางลดั ดา ผาพนั ธ์)

ผูอ้ านวยการโรงเรียนโคกโพธไ์ิ ชยศึกษา

78

ใบงำนกจิ กรรมที่ 12.3 โครงสรำ้ งภำยในของลำตน้ พชื
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วัสดอุ ปุ กรณ์

1. ลาต้นพืชใบเลยี้ งคู่ชนดิ ตา่ งๆ เชน่ ถ่ัว จามจุรี หมอนอ้ ย ( หญ้าละออง ) และพชื ใบเลยี้ งเดย่ี ว เช่น
ขา้ ว ข้าวโพด หรอื หญา้ ขน

2. ใบมดี โกน
3. สซี าฟรานนี หรอื สีผสมอาหารสีแดงความเข้มขน้ 1 %
4. พ่กู นั เขม็ เขย่ี จานเพาะเชอ้ื และหลอดหยด
5. สไลด์ และกระจกปิดสไลด์
6. กล้องจุลทรรศน์

วิธกี ำรทดลอง
นาลาต้นพืชใบเล้ียงคู่ คือ ถัว่ เขยี ว หมอน้อย และพชื ใบเลย้ี งเดย่ี วทเี่ พาะไว้ คือ ข้าวโพด ข้าว มาทา

ตามขน้ั ตอนเชน่ เดยี วกบั การศึกษาโครงสร้างภายในของราก จากกจิ กรรมท่ี 12.2 เพื่อศกึ ษาเปรยี บเทยี บกัน
และศึกษาโครงสร้างภายในท่ีมีการเจริญเตบิ โตขั้นแรกจากบริเวณใกล้ยอดหรือบริเวณเหนอื แนวโค้งเมอ่ื โน้มปลาย
ยอดให้โค้งลง และการเจริญเตบิ โตขน้ั ท่ีสองจากบรเิ วณที่อย่ใู ตแ้ นวโคง้ หรือบรเิ วณใกล้โคนต้น

o เนื้อเยอื่ ชัน้ ต่างๆ และการจดั เรยี งตวั ของท่อลาเลยี งในลาต้นพืชใบเล้ียงคู่ และพชื ใบเลี้ยงเด่ยี ว
เหมือนหรอื แตกต่างกนั อย่างไร

o เปรยี บเทียบเนื้อเยื่อชนั้ ต่างๆ ของราก และลาต้นวา่ เหมอื นหรือแตกตา่ งกันอย่างไร
o ทราบไดอ้ ยา่ งไรว่า โครงสรา้ งตดั ตามขวางที่เห็นในกล้องจลุ ทรรศน์ เป็นสว่ นของลาต้นใกล้ยอด

หรอื ใกลโ้ คนลาต้น

ผลกำรศกึ ษำ

นาต้นพืชใบเลย้ี งคู่ เชน่ ต้นหมอนอ้ ย (Vernonia spp. ) ถั่วเขียวและพชื ใบเล้ยี งเด่ยี วเช่น ตน้ ขา้ วโพด
ข้าว ต้นหญ้าคา หรอื ต้นหญา้ ขน มาตดั ตามขวางดังกจิ กรรมท่ี 12.2 จากนัน้ นาไปสอ่ งดูด้วยกลอ้ งจุลทรรศนจ์ ะ
เห็นดงั รูป

79

รปู แสดง โครงสร้างภายในของลาตน้ ตดั ตามขวางระยะทมี่ กี ารเจริญเตบิ โตข้นั แรก

ก. ภาพถา่ ยลาตน้ พืชใบเลย้ี งคู่ (ถั่วเขยี ว) ค. ภาพถ่ายลาต้นพชื ใบเล้ียงเด่ียว (ข้าวโพด)

ข. ภาพวาดลาตน้ พชื ใบเลย้ี งคู่ (ถัว่ เขียว) ง. ภาพวาดลาต้นพืชใบเลย้ี งเดยี่ ว (ขา้ วโพด)

80

ใบควำมรู้ท่ี 2 เรื่อง โครงสร้ำงและหน้ำที่ของลำตน้ /กำรเจรญิ เติบโตของลำตน้

ประกอบแผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 3 เร่อื ง โครงสร้ำงและหน้ำทีข่ องลำต้น
******************

พชื ช้นั สงู มโี ครงสรา้ งทป่ี ระกอบด้วยเซลล์จานวนมาก เซลล์เหลา่ นม้ี กี ารเจรญิ ( development ) พฒั นา
เปลี่ยนแปลงรปู รา่ งลักษณะตา่ งๆไปทาหนา้ ทเ่ี ฉพาะอยา่ ง กลมุ่ เซลลท์ อี่ ย่รู วมกนั มีลกั ษณะเหมือนกัน และรว่ มทา
หน้าทเ่ี ฉพาะประเภทเดียวกนั เรยี กว่า เนื้อเยอื่ ( tissue )

เน้ือเย่อื พชื เม่อื ดจู ากลกั ษณะและความสามารถในการแบง่ ตัวของเซลลจ์ ะจาแนกออกไดเ้ ปน็ 2
ประเภท คอื เนอื้ เย่อื เจรญิ ( meristematic tissue ) และ เน้อื เย่ือถำวร ( permanent tissue )

เนอ้ื เย่อื เจรญิ ( meristematic tissue ) คือ เนื้อเยือ่ พชื ซงึ่ ประกอบด้วยเซลล์ท่มี คี วามสามารถในการ
แบ่งตวั แบบไมโทซสิ ( mitosis ) อยตู่ ลอดเวลา ลกั ษณะของเซลลเ์ ป็นเซลลท์ ี่มชี ีวติ มีรปู ร่างหลายแบบโดยมาก

รูปรา่ งหลายเหลย่ี ม หรือค่อนขา้ งกลม มีขนาดเล็ก ผนงั เซลลบ์ าง นิวเคลียสใหญ่ ไซโทพลาสซมึ เต็มเซลล์ แวคิวโอล

เล็ก หรอื ไม่มี การเรยี งตัวของเซลล์อยชู่ ดิ กันมากจนไม่มชี อ่ งว่างระหว่างเซลล์
( Intercellular space ) เซลล์ของเนื้อเย่อื เจรญิ เมอ่ื หยดุ แบง่ ตวั แลว้ จะมกี ารเปลย่ี นแปลงสภาพไปเป็นเน้อื เยือ่

ถาวรตอ่ ไป

81

เนื้อเยอ่ื เจริญเมือ่ จาแนกตามตาแหนง่ ที่อยใู่ นส่วนต่างๆของพชื จะแบง่ ไดเ้ ป็น 3 ชนดิ คอื
1. เน้อื เยอื่ เจริญสว่ นปลำย ( apical meristem ) อยูบ่ ริเวณปลายราก ปลายยอด ปลายกง่ิ และท่ตี าทา
หนา้ ท่ชี ่วยให้สว่ นต่างๆของพืชยดื ยาวและสงู ขึ้น
2. เนื้อเย่อื เจริญเหนือข้อ ( intercalary meristem ) อยบู่ รเิ วณเหนอื ขอ้ หรือโคนของปล้อง ช่วยทาให้
ปล้องยาวข้นึ พบในพชื ใบเลย้ี งเดยี่ ว เชน่ หญา้ ขา้ ว ไผ่ อ้อย ข้าวโพด เป็นตน้
3. เนือ้ เย่ือเจรญิ ดำ้ นขำ้ ง ( lateral meristem ) จะแบง่ ตวั ออกทางดา้ นข้างทาใหร้ ากและลาต้นขยาย
ขนาดใหญข่ ้นึ พบในพืชใบเลย้ี งค่ทู ่วั ไปและพืชใบเลย้ี งเดย่ี วบางชนดิ เช่น หมากผหู้ มากเมยี จันทรผ์ า เป็น
ตน้ เนอื้ เย่อื เจรญิ ชนิดนเี้ รยี กอกี อยา่ งวา่ แคมเบียม ( cambium ) ถา้ อยูใ่ นกลมุ่ ของทอ่ ลาเลยี ง เรยี กวา่ วำส
คิวลำรแ์ คมเบียม( vascular cambium ) และถา้ อยถู่ ดั จากชั้นเยื่อบผุ ิวรากและลาตน้ เข้าไปจะเรยี กวา่ คอรก์
แคมเบียม ( corkcambium )

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เนื้อเยอื่ ถำวร ( permanent tissue ) เปน็ เนอ้ื เย่อื ซง่ึ เจรญิ เตบิ โตเตม็ ที่แลว้ ประกอบด้วนกลุม่ เซลล์ท่ี
เปลย่ี นแปลงมาจากเนือ้ เย่ือเจรญิ มีรปู ร่างคงที่ ไม่มกี ารแบง่ ตวั เพม่ิ ขึน้ อกี และมีหน้าทีเ่ ฉพาะอย่าง แบ่งออกได้
เปน็ 2 ประเภท คอื

1. เนอื้ เย่ือถำวรเชิงเดย่ี ว ( simple permanent tissue ) ประกอบดว้ ยกลุ่มเซลล์ชนดิ เดยี วกนั
ทาหนา้ ทอี่ ย่างเดยี วกัน แบ่งไดห้ ลายชนดิ ตามหน้าที่และส่วนประกอบภายในเซลล์ ได้แก่

1.1 epidermis เป็นเนือ้ เย่ือท่อี ยู่รอบนอกสุดของส่วนตา่ งๆของพชื มกั จะมเี พยี งช้นั เดยี ว
ประกอบดว้ ยเซลลท์ ีม่ รี ปู รา่ งแบน แวคิวโอลใหญ่ เซลล์แต่ละเซลล์เรียงตวั กนั แน่นไมม่ ีช่องว่างระหวา่ งเซลล์ ผนัง
เซลลด์ า้ นนอกมกั หนากว่าด้านในและมีสารควิ ทิน ( cutin )มาเคลอื บ

1.2 parenchyma เป็นเน้ือเย่อื ที่พบทวั่ ๆไปในพชื เซลลม์ ีรปู ร่างหลายแบบ เชน่ ค่อนขา้ ง
กลม รี หรือทรงกระบอกเม่ือเรียงตัวติดกนั ทาใหเ้ กดิ ช่องว่ำงระหว่ำงเซลล์ ( intercellular space ) ผนัง

82

เซลลบ์ าง แวควิ โอลใหญเ่ กือบเตม็ เซลล์ และเซลลข์ องเน้อื เยื่อชนดิ นบี้ างชนดิ จะมีคลอโรพลาสต์อยูด่ ้วยเรยี ก
parenchymaชนดิ น้ีว่าchlorenchyma

1.3 collenchyma เปน็ เนือ้ เยื่อทีม่ กี ลุม่ เซลลค์ ลา้ ยพาเรงไคมา แต่มผี นังเซลลค์ อ่ นขา้ งจะหนาไม่
เทา่ กนั ส่วนท่หี นามักจะอยตู่ ามมมุ เซลล์ พบมากตามกา้ นใบ เสน้ กลางใบ และในชัน้ cortex ของลาตน้ พวก
ไม้ล้มลกุ มหี นา้ ท่ีชว่ ยให้ส่วนของพชื แขง็ แรงทรงตวั อยไู่ ด้

1.4 sclerenchyma เป็นเนอื้ เยอ่ื ทีช่ ว่ ยพยุงและใหค้ วามแข็งแรงแก่ลาต้น มีผนงั เซลลห์ นามาก มีสาร
พวก ligninประกอบอยู่ด้วย แบ่งออกเปน็ 2 ชนดิ คอื fiber และ sclereid

fiber เปน็ เซลล์ที่มลี ักษณะเรียวและยาวมาก ผนงั เซลล์หนามากเพราะมลี ิกนินและเซลลูโลส
พบอยตู่ ามชนั้ ต่างๆของส่วนภายในพืช เช่นใน cortex ใน xylem และ phloem เน่ืองจาก fiber มีผนังหนาและ
เหนยี ว จงึ มีหนา้ ทใี่ หค้ วามแขง็ แรงแก่พชื fiber มีประโยชน์มากโดยนาไปทาเชอื ก กระดาษ เส่อื ทอเปน็ เสอ้ื ผ้าและ
กระสอบ เปน็ ต้น

sclereid คล้ายfiberแต่เซลล์ไมย่ าวมาก มักอยตู่ ามส่วนทแี่ ขง็ ๆของเปลือกตน้ ไม้และเปลือกหุ้ม
เมลด็ หรอื เนือ้ ผลไม้ท่ีสากๆ

1.5 endodermis เปน็ เนื้อเยื่อที่อยดู่ ้านนอกของเน้ือเย่อื ลาเลยี งของราก เซลลม์ ีรปู รา่ งคล้ายเซลล์
พาเรงไคมา ที่ผนงั เซลล์มสี ารลกิ นิน และซูเบอรนิ มาพอกหนา เซลลเ์ รียงตวั กันแนน่ ทาใหไ้ ม่มีช่องว่างระหวา่ งเซลล์

1.6 cork เป็นเนือ้ เยือ่ ชัน้ นอกสดุ ของลาต้นและรากของพืชทมี่ เี นอ้ื ไม้ท่ีมีอายุมากๆ รปู รา่ งของเซลล์
ทางหน้าตดั จะมีรปู รา่ งเป็นสเ่ี หลย่ี มผืนผ้าซง่ึ เบยี ดกันแนน่ เซลลข์ อง cork เกิดขึ้นได้ไมน่ านก็จะตาย แต่ก่อนทจ่ี ะ
ตายโปรโตพลาสซึมจะสร้าง suberin,มาพอกบนผนงั เซลล์ suberin เป็นสารขผ้ี ง้ึ สนี า้ ตาล ดงั นัน้ เปลอื กไมท้ ่ีเรา
เห็นจงึ เป็นสีนา้ ตาล เน่อื งจาก suberin เป็นสารขี้ผงึ้
จึงมีหนา้ ทป่ี ้องกนั การระเหยของน้าจากภายในพืช

2. เนอื้ เย่อื ถำวรเชงิ ซอ้ น ( complex permanent tisue ) ประกอบดว้ ยกล่มุ เซลลห์ ลายชนดิ มาอยู่
รวมกนั และทางานรว่ มกนั ไดแ้ ก่ เนือ้ เยอื่ ลาเลยี ง ( vascular tissue ) ซง่ึ แบง่ เป็น 2 ประเภทคือ xylem และ
phloem

2.1 xylem เป็นเน้อื เยอ่ื ท่ีทาหน้าทเ่ี ก่ยี วกับการลาเลียงนา้ และแร่ธาตตุ า่ งๆจากรากข้ึนสู่ส่วนตา่ งๆ
ของพืช การลาเลยี งแบบนีเ้ รยี ก conduction ดงั น้นั เนื้อเยอ่ื กลุม่ น้ีอาจเรียกวา่ conductive tissue ในพืชมดี อก
xylem ประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนดิ คอื tracheid , vessel ทาหน้าที่ลาเลยี งนา้ และแรธ่ าตุ สว่ น xylem
parenchyma และ xylem fiber ทาหน้าทคี่ า้ จุนให้ความแขง็ แรงและชว่ ยเหลอื การทางานของเซลลล์ าเลยี ง

2.1.1 tracheid เปน็ เซลล์รปู ร่างยาวๆปลายท้งั สองขา้ งแหลม ท่ีผนังเซลล์มกี ารสะสมลิกนินห
นาไมส่ ม่าเสมอ เมื่อเจริญเตบิ โตเตม็ ทีเ่ ซลลจ์ ะตายโพรโตพลาสซมึ จะสลายตวั ทาใหเ้ กิดเป็นช่องตรงกลางเซลล์
เรยี ก lumen เทรคตี นอกจากจะทาหน้าทใ่ี นการลาเลียงน้าและแร่ธาตุแลว้ ยงั ทาหนา้ ท่คี ้าจุนสว่ นตา่ งๆของพชื อกี
ด้วย พบมากในพชื ที่มที ่อลาเลยี งช้นั ต่า เช่น หวายทะนอย
ชอ้ งนางคลี่ หญา้ ถอดปล้อง เฟริ ์น สน และปรง สว่ นในพชื มดี อกกพ็ บบ้าง

2.1.2 vessel เปน็ เซลลท์ ค่ี ลา้ ยเทรคตี คือ มชี ีวิตเมือ่ ยังอายุนอ้ ยและเมือ่ เตบิ โตเต็มท่กี ต็ าย โพ
รโตพลาสซมึ ทอี่ ยู่ตรงกลางเซลลจ์ ะสลายไป จงึ มีช่องวา่ งตรงกลางเซลลใ์ หญผ่ นังเซลลม์ ลี ิกนินมาพอก เซลล์ของ
vessel มรี ูปรา่ งยาวแต่สนั้ กวา่ tracheidและมหี ลายเซลลม์ าต่อกนั จนมีลัษณะคลา้ ยท่อน้า ผนงั ปลายสดุ มชี ่องเปดิ
ทะลุถงึ กนั เรยี ก performation เป็นทางลาเลยี งน้าและแรธ่ าตุ vessel ทาหนา้ ทีเ่ ฉพาะในการลาเลียงน้าและแร่
ธาตุเทา่ น้ัน พบทงั่ ไปในพืชมีดอก ยกเว้น ยี่หบุ แคกตสั กาฝาก และพนั ธ์ุไม้นา้ บางชนดิ

2.1.3 xylem parenchyma เป็นเซลล์ทม่ี ชี วี ติ มีลกั ษณะและรปู ร่างคลา้ ย parenhyma ท่วั ๆไป
เมื่ออายมุ ากข้ึนผนงั เซลลจ์ ะหนาเนื่องจากมลี กิ นนิ มาสะสม ทาหน้าที่สะสมพวกแปง้ นา้ มัน ผลกึ สารตา่ งๆ

2.1.4 xylem fiber เป็นเซลล์ที่มรี ูปรา่ งยาวแบบ fiber ผนงั หนาปลายเสยี้ ม อาจมผี นงั กน้ั เปน็
ห้องๆทาหนา้ ท่ชี ว่ ยให้ความแขง็ แรงแกพ่ ชื

83

2.2 phloem เป็นเนื้อเยื่อทท่ี าหนา้ ทเ่ี ป็นทอ่ ลาเลยี งอาหารพวกอนิ ทรยี ส์ าร ซง่ึ ไดม้ าจากกระบวนการ
สังเคราะหแ์ สงในใบและส่วนของพืชทีม่ คี ลอโรฟิลล์ไปส่วนตา่ งๆของพชื การลาเลยี งอาหารของพืชแบบนี้
เรียก translocation phloem ประกอบดว้ ยกลมุ่ เซลล์ 4 ชนดิ

2.2.1 seive tube member เปน็ เซลลเ์ ดยี่ วๆรูปทรงกระบอกยาว ปลายเสย้ี ม เม่อื เจริญเตม็ ท่ี
แลว้ จะไม่มีนิวเคลยี สแต่เซลลย์ งั คงมชี ีวติ อยู่ ปลายเซลลท์ ง้ั 2 ข้างบางและมกั จะเอยี งมรี ูพรุนเรยี ก seive
plate ซึ่งทาใหไ้ ซโทพลาสซมึ ภายในตดิ ตอ่ กนั ได้เซลลแ์ ต่ละเซลลจ์ ะมาเรียงต่อกันเป็นทอ่ ยาวทาหน้าทีเ่ ป็นทอ่
ลาเลยี งอาหารเรียก seive tube

2.2.2 companion cell อยตู่ ิดกับ seive tube cell เสมอ เปน็ เซลลท์ ม่ี คี วามยาวเทา่ ๆกบั
seive tube cell แต่มขี นาดเล็กกวา่ เม่ือเจริญเตม็ ทแี่ ล้วยงั คงมนี วิ เคลยี สอยู่ ผนังเซลลข์ อง companion cell
และ seive tube ทีต่ ิดกันน้จี ะมรี เู ลก็ ๆมากทาให้เซลล์ทงั้ 2 ชนิดติดต่อกันได้ คอมพาเนยี นเซลลท์ าหน้าทค่ี อย
ชว่ ยเหลอื ในกรทางานของซีพทิวโดยเฉพาะเมอ่ื ซพี ทวิ มีอายมุ ากขึน้

2.2.3 phloem parenchyma เป็นเซลลท์ ่มี ลี กั ษณะเหมือน parenchyma ทวั่ ๆไป มหี นา้ ท่ี
สะสมอาหาร ดงั นัน้ จึงอาจะพบผลึก tanninและเมด็ แปง้ ภายในเซลล์น้กี ไ็ ด้ มักมีในพชื ใบเล้ียงคู่

2.2.4 phloem fiber เป็นเซลลท์ ม่ี ลี กั ษณะคลา้ ย fiber ทีพ่ บทว่ั ไป มหี นา้ ท่ชี ่วยทาให้ phloem
แขง็ แรงยงิ่ ข้นึ

parenchyma

Tracheid

84

ใบควำมรทู้ ่ี 3 เรื่อง กำรเจริญเติบโตของรำกและลำต้น

ประกอบแผนกำรจดั กำรเรยี นรทู้ ี่ 3 เรือ่ ง โครงสรำ้ งและหน้ำที่ของรำก

*************************************************

รำก ( root ) คอื อวยั วะหรอื สว่ นของพืชทไ่ี มม่ ี ขอ้ ปล้อง ตา และใบ เจริญลงส่ดู ินตามแรงดึงดดู ของโลก

(positivegeotropism ) มกี าเนิดมาจาก radicle ของ embryo ซงึ่ อยู่ภายในเมล็ด radicleท่ีงอกออกมานัน้ ต่อไป

จะเจริญเติบโตยืดยาวออกกลายเป็นรำกแก้ว ( primary root หรือ tap root ) รากแก้วนี้สามารถแตกแขนง

ออกไปอีกมากมายเปน็ รำกแขนง ( secondary root หรือ lateral root ) รากของพืชบางอย่างอาจไม่ลงสู่ใต้

ดนิ แตห่ อ้ ยแขวนหรืออาศัยเกาะพนั กับสง่ิ อ่ืนคล้ายกบั ลอยอยใู่ นอากาศ เรียกว่า รำกอำกำศ ( aerial root ) ราก

อากาศของพชื บางอยา่ งอาจจะมสี เี ขียว แต่รากพืชโดยท่ัวๆไปแลว้ ไมม่ สี ีเขียว

พชื ใบเล้ยี งคมู่ รี ะบบรากแก้ว ( tap root system ) โดยมีรากแก้วเป็นหลักมีขนาดใหญ่กว่ารากอ่ืนๆ และมี

รากแขนงแตกออกจากชน้ั pericycle ของรากแกว้ สว่ นพืชใบเล้ยี งเด่ียวมีระบบรากฝอย ( fibrous root system

) ซ่ึงประกอบดว้ ยรากทีม่ ขี นาดใกลเ้ คียงกนั มลี กั ษณะเปน็ เส้นเล็กๆแผก่ ระจายออกไปโดยรอบ

ปลำยรำก ( root tip ) ประกอบด้วยบริเวณตา่ งๆ 4 บริเวณ เรียงลาดับจากปลายสดุ ขน้ึ มา ดงั น้ี

1. บริเวณหมวกรำก ( root cap) ประกอบด้วยเซลล์ท่ีเรียงตัวกันอย่างหลวมๆทาหน้าที่ห่อหุ้มและ

ปอ้ งกันอนั ตรายให้กบั เนอ้ื เยือ่ เจริญ เซลลข์ อง root cap จะฉกี ขาดอย่เู สมอเมื่อรากยาวข้ึนและแทงลงไปในดนิ แต่
meristem ก็จะสร้างroot cap ข้ึนอยู่เรื่อยๆ ผนังเซลล์ด้านนอกจะมีน้าเมือกๆอยู่เสมอเพื่อช่วยให้ปลายราก

เจริญเติบโตลงไปในดนิ ไดส้ ะดวก รากของพืชบกจะมี root cap แต่รากของพืชน้าไม่ค่อยปรากฎ ยกเว้นรากของ

แหน
2. บริเวณเซลล์แบ่งตัว ( region of cell division ) เป็นบริเวณท่ีอยู่ถัด root cap ข้ึนไป

ประกอบด้วยเน้อื เย่ือ meristem ท่มี ีเซลล์ขนาดเล็ก ผนังเซลล์บาง ภายในมีโปรโตพลาสซึมมาก มีการแบง่ ตวั แบบ
mitosis ตลอดเวลาทาให้มเี ซลลเ์ พม่ิ มากข้นึ บางสว่ นจะเจรญิ เป็น root cap บางส่วนจะเจริญเป็นเซลลท์ มี่ รี ปู ร่าง

ยาวข้ึนอย่ใู นบรเิ วณทส่ี ูงถดั จากบรเิ วณนขี้ ้นไป

3. บรเิ วณเซลล์ยดื ตวั ( region of cell elongation ) เปน็ กลุ่มเซลล์ทเ่ี จรญิ มาจากการแบง่ เซลล์
เซลล์ในบริเวณนมี้ ี vacuole ใหญ่ ขนาดเซลลก์ ็ขยายใหญ่กวา่ region of cell division โดยเฉพาะในทางความ

ยาวจะยาวอย่างรวดเรว็ เป็นผลทาให้รากยาวข้นึ

85

4. บริเวณเซลลม์ กี ำรเปล่ียนแปลงไปทำหนำ้ ท่เี ฉพำะ และ เจริญเติบโตเต็มท่ี ( region of cell
diferentiation and maturation ) เซลลบ์ ริเวณน้เี ปลีย่ นแปลงรูปรา่ งไปตา่ งๆกนั ผนังเซลลห์ นาขน้ึ แบง่ เซลล์
ทงั้ หลายออกเปน็ เนื้อเย่ือชนดิ ต่างๆได้ชดั เจน โดยผิวรอบนอกของรากจะเป็น epidermis ถดั เข้าไปเปน็
cortex และvascular bundle ในบรเิ วณน้ีจะพบว่ารากแตกตา่ งจากลาต้นอย่างเดน่ ชดั โดยเซลล์ epidermis
ของรากในบรเิ วณนีม้ ี roothair แตกออกมาโดยรอบเพื่อทาหน้าท่ดี ดู น้าและเกลอื แร่จากดนิ root hair มีอายสุ ้นั
มาก เจรญิ เติบโตโดยผนงั ของ epidermalcell จะยนื่ ยาวออกไปโดยไมม่ ผี นงั กนั้ ดังนนั้ เซลลข์ อง epidermis
จงึ เป็นเซลลเ์ ดียวกนั

โครงสร้ำงภำยในรำก
เนอื้ เยอ่ื ของรากทั้งพืชใบเลยี้ งคู่และพชื ใบเลย้ี งเดย่ี วท่ีตดั ตามขวางตรงบริเวณทเี่ ซลลเ์ จรญิ เติบโตเต็มท่ี จะพบว่า
เนอื้ เยือ่ ของรากแบง่ ออกเปน็ ชัน้ ๆเรยี งจากภายนอกเขา้ ไปตามลาดบั ดงั น้ี

1. epidermis เปน็ เน้อื เย่อื ชั้นนอกสุดมเี ซลลท์ ี่เรยี งตวั กันเพยี งช้นั เดียวและผนงั เซลล์บาง ไม่มีคลอโรพ
ลาสต์ บางเซลล์จะเปล่ียนแปลงไปเปน็ ขนราก

2. cortex เปน็ อาณาเขตระหว่างช้ัน epidermis และ stele ประกอบดว้ ยเน้ือเยือ่ พาเรงคมิ าทีท่ าหน้าท่ี
สะสมน้าและอาหารเปน็ สว่ นใหญ่ ชน้ั ในสุดของ cortex จะเปน็ เซลล์แถวเดียวเรียก endodermis ในรากพืชใบ
เลยี้ งเดยี่ วจะเห็นชัดเจนเซลล์ในชน้ั นเ้ี มอ่ื มีอายมุ ากขนึ้ จะมผี นงั หนาเพราะมีสารซูเบอริน หรือลิกนินสะสมอยู่ แต่
จะมีชว่ งท่ีมเี ซลลผ์ นังบางแทรกอยู่ในชั้นนีแ้ ละอยตู่ รงกับแนวของไซเลม

3. stele เป็นบริเวณท่ีอยู่ถัดจากช้ัน endodermisเข้าไป พบว่าstele ในรากจะแคบกว่าชั้น
cortex ประกอบดว้ ยชัน้ ตา่ งๆดงั น้ี

3.1 pericycle เปน็ เซลลผ์ นงั บางขนาดเล็กมี 1-2 แถว พบเฉพาะในรากเท่าน้ัน เป็นแหล่งกาเนิด
ของรากแขนง ( secondary root )

3.2 vascular bundle ประกอบด้วย xylem อยู่ตรงใจกลางเรียงเป็นแฉกโดยมี phloem อยู่
ระหว่างแฉก สาหรับพืชใบเล้ียงคู่ต่อมาจะเกิดเน้ือเยื่อเจริญ vascular cambium ค่ันระหว่าง xylem กับ
phloem ในรากของพืชใบเลี้ยงคู่มจี านวนแฉกน้อยประมาณ 1-6 แฉก โดยมากมักมี 4 แฉก ส่วนรากของพืชใบ
เลี้ยงเดย่ี วมักมจี านวนแฉกมากกว่า

3.3 pith เป็นบริเวณตรงกลางรากหรือไส้ในของรากเหน็ ไดช้ ัดเจนในรากพืชใบเล้ียงเด่ียว ส่วนใหญ่
เป็นเนอ้ื เย่ือพาเรงคมิ าส่วนรากพชื ใบเล้ียงคตู่ รงกลางมกั เปน็ xylem

86

หนำ้ ท่ีของรำก
รากมีหน้าท่หี ลกั ที่สาคญั คอื
1. ดดู ( absorption ) น้าและแรธ่ าตุทีล่ ะลายน้าจากดินเข้าไปในลาต้น
2. ลำเลียง ( conduction ) นา้ และแรธ่ าตุรวมท้ังอาหารซึ่งพชื สะสมไว้ในรากข้นึ ส่สู ่วนต่างๆของลาต้น
3. ยดึ ( anchorage ) ลาต้นให้ติดกับพื้นดนิ
4. แหล่งสร้ำงฮอร์โมน ( producing hormones ) รากเปน็ แหล่งสาคัญในการผลิตฮอร์โมนพืชหลาย

ชนดิ เช่น ไซโทไคนนิ จบิ เบอเรลลนิ ซึง่ จะถกู ลาเลียงไปใช้เพ่ือการเจริญพัฒนาของส่วนลาต้น ส่วนยอด และส่วน
อ่นื ๆของพืช นอกจากนี้ยีงมีรากของพชื อีกหลายชนดิ ที่ทาหน้าทพี่ เิ ศษอ่ืนๆ เชน่ สะสมอาหาร สังเคราะห์แสง ค้า
จุน ยดึ เกาะ หายใจ เป็นต้น

ชนดิ ของรำก
เมื่อจาแนกตามกาเนิด จะจาแนกออกไดเ้ ป็น 3 ชนิด คอื
1. primary root เป็นรากท่ีมีกาเนิดและเจริญเติบโตมาจาก radicle รากชนิดนี้ตอนโคนจะโตแล้ว
ค่อยๆเรียวเล็กลงเรื่อยๆจนถงึ ปลายซึ่งกค็ อื รำกแกว้ ( tap root )น่ันเอง
2. secondary root เป็นรากท่มี กี าเนดิ และเจริญเตบิ โตออกมาจาก primary root อกี ทหี นึ่ง เป็นราก
ทเ่ี รยี กกันท่วั ๆไปวา่ รำกแขนง ( lateral root ) และแขนงต่างๆท่ีแยกออกไปเป็นทอดๆน้ันต่างมีกาเนิดมาจาก
เนือ้ เยือ่ pericycle.ในรากเดิมทั้งส้นิ
3. adventitious root รากพเิ ศษ หรือ รากวิสามัญ เป็นรากที่ไม่ได้มีกาเนิดมาจาก radicle และก็ไม่
เปน็ แขนงของprimary root จาแนกเป็นชนิดยอ่ ยๆลงไปอกี ตามรปู รา่ งและหน้าท่ขี องมัน คือ
3.1 รำกฝอย ( fibrous root ) เปน็ รากเส้นเลก็ ๆมากมายขนาดสมา่ เสมอตลอดความยาวของราก งอก
ออกจากรอบๆโคนต้นแทนรากแก้วท่ีฝ่อไป พบในพืชใบเลี้ย งเดี่ ยวเป็นส่วใหญ่ เช่น ราก
ข้าว ข้าวโพด หญ้า หมาก มะพร้าว ตาล กระชายและพบในพืชใบเล้ีงคู่บางชนิด เช่น รากต้อยติ่ง มัน
เทศ มนั แกว
3.2 รำกค้ำจุน ( prop root ) เป็นรากที่แตกออกจากข้อของลาต้นที่อยู่ใต้ดินและเหนือดินเล็กน้อย
แล้วพุ่งทะแยงลงไปในดินเพื่อช่วยพยุงและค้าจุนลาต้น ได้แก่ รากเตย ลาเจียก ข้าวโพด ยาง
อินเดยี โกงกาง และไทรยอ้ ย เป็นต้น
3.3 รำกสังเครำะห์แสง ( photosynthetic root ) เป็นรากท่ีแตกออกจากข้อของลาต้นหรือกิ่งแล้ว
ห้อยลงมาในอากาศ มีสเี ขยี วของคลอโรฟิลล์จงึ สังเคราะหแ์ สงได้ ได้แก่ รากกลว้ ยไม้ ไทร โกงกาง ซึง่ จะมีสีเขียว
เฉพาะตรงท่ีห้อยอยูใ่ นอากาศเทา่ นน้ั รากกลว้ ยไม้นอกจากจะมสี เี ขียวและช่วยในการสงั เคราะหแ์ สงแล้ว พบว่ามี
เยื่อพเิ ศษลักษณะนุม่ คล้ายฟองน้า เป็นเซลล์
พวกพาเรงคมิ าเรยี งตวั กนั อยา่ งหลวมๆ โดยมชี ่องวา่ งระหว่างเซลลม์ ากเรียก นวม ( velamen ) หุ้มอยู่ตามขอบ
นอกของรากช่วยดูดน้า รกั ษาความช้ืนใหแ้ กร่ าก ตลอดทง้ั ช่วยในการหายใจดว้ ย
3.4 รำกหำยใจ ( respiratory root or aerating root ) เปน็ รากท่ชี ูปลายรากข้ึนมาเหนือพ้ืนดิน
บางทกี ็ลอยตามผิวนา้ เพอ่ื ช่วยในการหายใจไดม้ ากเป็นพเิ ศษกวา่ รากปกติทั่วๆไป ทั้งนเ้ี พราะโครงสรา้ งของราก
ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคมิ าซ่งึ เรยี งตวั อย่างหลวมๆ มชี ่องว่างระหวา่ งเซลลม์ าก ทาใหอ้ ากาศผ่านเข้าสเู่ ซลลช์ ้ันใน
ของรากไดง้ ่าย รากเหลา่ น้อี าจเรยี กว่า รำกทุ่นลอย (pneumatophore ) ไดแ้ ก่ ลาพู แสม โกงกาง แพงพวย
นา้ และผักกระเฉด เป็นตน้
3.5 รำกเกำะ ( climbing root ) เป็นรากท่ีแตกออกมาจากส่วนข้อของลาต้น แล้วเกาะติดกับส่ิงยึด
เกาะ เช่นเสาหรอื หลักเพอ่ื พยงุ ลาต้นให้ตดิ แน่นและชูสว่ นของลาตน้ ใหส้ ูงข้นึ ไป และให้ส่วนต่างๆของพืชได้รับแสง
มากขึ้น ได้แก่ พลูพลดู ่าง พริกไทย และกลว้ ยไม้ เปน็ ต้น
3.6 รำกกำฝำก ( parasitic root ) เป็นรากของพืชท่ีไปเกาะต้นพืชชนิดอ่ืน แล้วมีรากเล็กๆแตก
ออกมาเป็นกระจุกแทงลงไปในลาต้นจนถึงทอ่ ลาเลยี งเพ่อื แยง่ อาหาร ได้แก่ รากฝอยทอง กาฝาก เปน็ ตน้

87
3.7 รำกสะสมอำหำร ( storage root ) ทาหน้าที่สะสมอาหารพวกแป้ง ไขมัน และโปรตีน เช่น ราก
กระชายมนั เทศ มนั แกว มนั สาปะหลัง เป็นตน้
3.8 รำกหนำม ( root thorn ) เป็นรากที่มลี กั ษณะเปน็ หนามงอกมาจากบรเิ วณโคนต้น ตอนงอกใหม่ๆ
เป็นรากปกตแิ ตต่ ่อมาเกิดเปลอื กแขง็ ทาให้มลี กั ษณะคลา้ ยหนามแขง็ ช่วยป้องกันโคนต้นได้ เชน่ ปาลม์

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

88

แผนกำรจัดกำรเรียนรูท้ ี่ 4

รำยวิชำ ว 30243 ชีววิทยำ 3 ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษำปที ่ี 5

เรื่อง โครงสรำ้ งและหนำ้ ท่ขี องใบ เวลำ 2.00 ชัว่ โมง

ผสู้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด

********************************

สำระชีววทิ ยำ ข้อ 3

เขา้ ใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลยี่ นแกส๊ และคายนา้ ของพชื การลาเลียงของพืช การ

สงั เคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเตบิ โต และการ ตอบสนองของพืช รวมทัง้ นา

ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ผลกำรเรียนรู้
สงั เกต และอธบิ ายโครงสร้างภายในของใบพชื จากการตดั ตามขวาง

จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้
1. สารวจ ตรวจสอบโครงสรา้ งภายนอกและภายในของใบ

2. ทากิจกรรมศกึ ษาโครงสรา้ งภายนอกและภายในของใบ
3. มีความรบั ผดิ ชอบ ตรงต่อเวลา ใฝร่ ู้ใฝเ่ รยี น สนใจกระตอื รือรน้ ในการสืบคน้ ข้อมลู จนเกิดความ
เข้าใจเกย่ี วกบั โครงสร้างภายนอกและภายในของใบพชื

เน้อื หำ/สำระกำรเรยี นรู้ (รายละเอยี ดของเนือ้ หาอย่ใู นใบความรูท้ ี่ 4)

- โครงสรา้ งและหน้าท่ีของใบ(ชนดิ ของใบ/โครงสรา้ งของใบ)
- การแลกเปลยี่ นแก๊สของพืช

กำรจดั กระบวนกำรเรียนรู้
1. ขนั้ สร้ำงควำมสนใจ

1. ครใู ห้นักเรยี นนาใบไม้มาสงั เกต แลว้ ทบทวนความร้เู ดิมของนกั เรยี นโดยใชค้ าถามนาเขา้ ส่กู ารอภิปราย
วา่ “ ใบมีความเหมาะสมตอ่ หน้าทีข่ องพชื อย่างไร” เพอื่ เปิดโอกาสให้นกั เรียนแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะได้สารวจ
ตรวจสอบ และสบื คน้ ต่อไป

2. ครูใหน้ กั เรยี นสงั เกตใบพืชทนี่ ามาศกึ ษามีทง้ั ใบเล้ียงเด่ยี วและใบเล้ียงคู่ ใบเด่ียวและ ใบประกอบ
แล้วให้นักเรียนบอกส่วนประกอบภายนอกของใบ จากการสังเกตและการสืบค้นโครงสร้างภายนอกของใบ
นักเรียนควรบอกไดว้ ่า โครงสร้างภายนอกของใบประกอบด้วย แผน่ ใบ ก้านใบ หรอื บางชนิดอาจมหี ใู บ

2. ขั้นสำรวจและค้นหำ

1. ครูตั้งคาถามเพม่ิ เติมเพอื่ นาไปสูการอภปิ ราย ดังน้ี
- ใบไมท้ ่ีนกั เรียนสงั เกตเปน็ พืชใบเลย้ี งเดย่ี ว หรอื พชื ใบเลย้ี งคู

- ใบของพืชชนดิ ใดเป็นใบประกอบ ใบของพชื ชนิดใดเป็นใบเดี่ยว และทราบได้อยา่ งไร

จากการสงั เกตและการสืบคน้ นักเรียนควรบอกความแตกต่างของใบพืชใบเล้ียงเด่ียวและพืชใบเล้ียงคู่
ใบเด่ยี วและใบประกอบ พรอ้ มท้ังยกตัวอยา่ งได้ ครอู าจให้หลักสงั เกตใบประกอบเพมิ่ เติม คอื ใบประกอบจะมใี บ

89

ย่อยหลายใบเรียงอยู่บนก้านใบเดียวกัน โดยแต่ละใบย่อยๆ จะคล่ีเจริญออกมาพร้อมๆ กัน และตรวจซ อกใบ
ยอ่ ยๆ จะไมม่ ตี า

2. ครูและนักเรยี นช่วยกนั ยกตัวอย่างใบประกอบท่คี นุ้ เคย และพบเห็นได้บ่อยๆ เช่น ใบแค ใบอัญชัน
ใบถว่ั เปรยี บเทียบกับใบมะยมซ่ึงหลายคนเข้าใจผิดว่าใบมะยมเป็นใบประกอบ ครูช้ีให้เห็นว่าใบมะยมใบย่อย
เจริญไมพ่ ร้อมกันตรงสว่ นปลายยอดสุดจะเห็นใบย่อยๆ เป็นใบอ่อนสคี อ่ นขา้ งแดง ซ่ึงแตกต่างจากใบแกท่ โี่ คนก้าน
ใบ แสดงวา่ ใบยอ่ ยๆ จะคลีอ่ อกมาไม่พรอ้ มกันจงึ ไม่ใชใ่ บประกอบ

3. ครอู าจมตี วั อย่างพืชล้มลุกลกู ตน้ ใบมาใหน้ กั เรียนสังเกตว่าเป็นใบประเภทใด ซ่ึงนักเรียนควรจะตอบได้
วา่ เปน็ ใบเดี่ยว เพราะจะเห็นว่าไดใ้ บมลี ูกเล็กๆ ตรงซอกใบ ซงึ่ ลกู เล็กๆ นเี้ จรญิ มาจากดอกซ่ึงเกิดจากตาแสดงว่า
เป็นใบเดยี่ ว และนานักเรียนเข้าสู่เรอื่ ง โครงสรา้ งภายนอกของใบ

4. ครอู าจนาก่งิ ที่มีใบพชื มาใหน้ กั เรียนสงั เกตโครงสรา้ งภายนอกของใบ การแตกออกจากลาต้น และหู
ใบ (ถา้ ม)ี หลงั จากน้ันให้นกั เรียนอภิปรายรว่ มกันถงึ โครงสร้างภายนอกของใบที่เหมาะสมกับการทาหน้าที่ของใบ
อย่างไร จากนนั้ ใหต้ อบคาถามในหนงั สือเรียน

- การที่ใบของพชื เป็นแผน่ แบนเหมาะสมตอ่ การสรา้ งอาหารของพชื อย่างไร (เพื่อเพ่ิมพ้ืนที่ผิวต่อการ
รบั แสง ซงึ่ จะมีผลตอ่ การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช)

- นอกจากใบท่ีกล่าวมาแล้วข้างต้นมีพืชชนิดใดบ้างท่ีมีใบเป็นใบเด่ียว และพืชชนิดใดบ้าง ที่เป็นใบ
ประกอบ (การตอบขน้ึ อย่กู บั ประสบการณ์ของนกั เรียน)

6. ครใู ช้คาถามเพมิ่ เตมิ เก่ยี วกบั กรณขี องใบทม่ี ีลักษณะเป็นแผน่ แบน เช่น “ใบพืชทมี่ ลี กั ษณะกลม เช่น ใบ
หอมปรือใบวา่ นงวงช้างวา่ จะเหมาะสมตอ่ การสรา้ งอาหารของพชื หรอื ไม่ อย่างไร” (พืชทีม่ ีใบกลมเป็นท่อยาว เช่น
ใบหอม ใบว่านงวงชา้ ง ใบประเภทน้ีจะไมแ่ ผ่ออกด้านขา้ งแตจ่ ะชยู าวขนึ้ สู่ขา้ งบน เพือ่ ใหท้ ุกๆ สว่ นของใบสามารถ
รับแสงได้ทัว่ ถงึ ทุกดา้ น ดงั นั้นใบพชื ประเภทนีจ้ ะไมม่ ผี ิวใบดา้ นบนหรอื ผวิ ใบด้านล่าง เพราะชขู ้ึนรับแสงแดดได้ทุก
สว่ นก็เหมาะสมเพราะทุกส่วนของใบสามารถรบั แสง เพ่ือมาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงได้ทั้งใบ)

7. ครูนานกั เรียนเข้าสู่เรื่อง โครงสร้างภายในของใบ โดยต้ังคาถามเพื่อนาไปสู่การอภิปรายในประเด็น
ดังนี้

- “จากการสังเกตวามเขม้ ข้นของผิวใบทงั้ ด้านบนและด้านล่าง ความเขม้ ของสีใบเหมือนหรือแตกต่างกัน
อยา่ งไร โครงสรา้ งภายในของใบควรมีลกั ษณะอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับหน้าท่ขี องใบเก่ียวกบั การสงั เคราะห์ด้วย
แสง” โดยครูเปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนคิดหาเหตุผลมาประกอบการอภิปราย จากนั้นให้นักเรียนตรวจสอบความเห็น
ของนักเรียนจากการสบื ค้น และจากการสารวจตรวจสอบในกิจกรรมที่ 12.4

8. ครใู หน้ ักเรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 4-5 คนแล้วจงึ นาเข้าสกู่ จิ กรรมที่12.4 (ตอนที่ 1+ ตอนที่ 2)
กิจกรรมที่ 12.4 โครงสร้ำงภำยนอกและภำยในของใบ
จุดประสงคข์ องกจิ กรรม เพ่อื ให้นกั เรยี นสามารถ

1. เตรียมเน้อื เยอ่ื ใบตดั ตามขวาง เพอ่ื ศึกษาดว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์
2. สารวจตรวจสอบ สบื ค้น และอธบิ ายโครงสร้างภายในของใบทีต่ ัดตามขวาง
3. สบื ค้น อธบิ ายลกั ษณะโครงสรา้ งภายในของใบทสี่ ัมพันธ์กับหนา้ ทขี่ องใบ
การทากจิ กรรมเรอ่ื งน้ี แบ่งเปน็ 2 ขัน้ ตอน คือ ตอนที่ 1 ศึกษาโครงสร้างภายนอกของใบไม้ชนิดต่างๆ
และตอนท่ี 2 ศึกษาโครงสร้างภายในของใบพชื
9. การทากิจกรรมตอนท่ี 1 ครูนาอภิปรายเกี่ยวกับลักษณะใบพืช ใช้คาถามให้นักเรียนสังเกตรูปร่าง
ขนาดของใบ ลกั ษณะเสน้ ใบ โดยใชค้ าถามทา้ ยกจิ กรรรมท่ี 12.4 ตอนท่ี 1 ดังนี้
- ลักษณะใบไม้แต่ละชนิดเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (ตัวใบส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นแผ่นบาง
เหมือนกัน ตา่ งกนั ที่ขนาดของใบ รปู รา่ งของใบ ความเขม้ ของสีใบด้านบนและดา้ นลา่ งไมเ่ ท่ากนั ผวิ ใบด้านบนสี
เข้มกว่าผวิ ใบด้านล่าง และผิวใบด้านบนจะมันกว่าผิวใบด้านล่าง อาจมีก้านใบหรือไม่มีก็ได้ ขอบใบ ปลายใบ
อาจมลี ักษณะแตกต่างกนั ไป ผวิ ใบบางชนดิ อาจมีขนอยดู่ ้วย ลักษณะการเรยี งตวั ของเส้นใบแตกต่างกนั เปน็ ต้น)

90

- รูปรา่ งของใบมสี ว่ นสมั พันธก์ ับการสรา้ งอาหารแหล่งท่ีอยู่ของพืชอย่างไร (ใบพืชท่ีบางและมีขนาด
กว้างช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวทาให้เกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้มากกว่าใบแคบๆ พืชที่ข้ึนในที่แห้งแล้งใบมี
ลักษณะอวบหนา หรอื ใบขนาดเลก็ กวา่ ใบพชื ทขี่ ึ้นอยูใ่ นแหล่งนา้ ที่อุดมสมบรู ณ์เพราะตอ้ งเกบ็ น้าไว้ใช้หรือลดพื้นที่
การคายน้า)

- ใบพืชชนิดใดเปน็ ใบประกอบบา้ ง โดยครตู อ้ งทบทวนหลกั การสงั เกตว่าใบเดี่ยวหรือใบประกอบ มี
ลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ขัน้ แรกดูก้านใบก่อนถา้ หนง่ึ ก้านใบมีใบยอ่ ยหลายๆ ใบ ให้ดวู า่ ใบย่อยๆ ท่แี ยกออกไป
น้ี ที่ซอกใบยอ่ ยมีตาหรือไม่ หรือมกี ารผลิตอย่หู รอื ไม่ ถ้ามีกไ็ ม่ใชใ่ บประกอบ ทีซ่ อกใบย่อยของใบประกอบจะไม่
มตี าและลกั ษณะการเจริญของใบยอ่ ยจะเจริญพรอ้ มกันทุกใบ พืชที่มีใบประกอบ เช่น อัญชัน เล็บมือนาง แค
โสน โคกกระออม ทรงบาดาล กหุ ลาบ กา้ มปู ชมุ เหด็ ขเ้ี หลก็ คนู กระถนิ หางนกยูง มะขามเทศ มะเฟอื ง
ปีบ มะรมุ ยางพารา ส้มกบ เถาคัน กลอย ผกั แวน่ หนวดปลาหมึก นนุ่ พญาสตั บรรณ ฯลฯ

10. การทากิจกรรมตอนที่ 2 ครูควรสาธิตการม้วนใบไม้ให้นักเรียนดูประกอบกับภาพท่ีแสดงไว้ใน
หนงั สือ ถา้ ใบท่ใี ชม้ ว้ นกวา้ งเกินไปใหต้ ัดขอบใบทัง้ สองข้างออกบ้าง เพื่อสะดวกในการม้วนให้แน่น เมื่อใช้ใบมีด
โกนตดั จะตดั ไดง้ ่าย วิธีตัดให้ใช้มือจับใบที่ม้วนจนแน่นให้อยู่ระดับใกล้ตา ตัดปลายใบออกแล้วจึงตัดตามขวาง
การตดั ควรตดั หลายๆ ครั้ง เพื่อจะไดช้ ิ้นส่วนพชื ท่ีตัดคร้ังหลังบางลง นาช้ินส่วนท่ีตัดได้แช่น้าแล้วเลือกชิ้นส่วนท่ี
บางที่สดุ วางบนแผ่นสไลดป์ ิดดว้ ยกระจกปิดสไลด์

ถา้ กรณีที่ใบตดั หนา เช่น ใบลัน่ ทม ชวนชม ย่ีโถ ราเพย วา่ นกาบหอย หรอื หวั ใจสีม่วง ไม่ต้องม้วน
ใบเพราะใบจะแตกเน่อื งจากเปน็ ใบท่ีอวบน้า ให้ตดั ขอบใบทั้ง 2 ขา้ งออกเท่าๆ กัน เหลือเนอื้ ทีห่ า่ งจากเส้นกลางใบ
ท้งั สองข้างพอทจ่ี าใชม้ อื จับไดถ้ นดั แลว้ ใช้ใบมดี โกนตดั ตามขวางแบบเดียวกบั วิธีมว้ นใบ ครคู วรฝึกให้นักเรียนตัด
เอง นักเรียนจะสามารถตดั ไดด้ ี และให้ตดั ซอยหลายๆ คร้ัง จะได้ชน้ิ ส่วนใบทีต่ ดั ครั้งหลังบางลง นาไปส่องด้วย
กล้องจลุ ทรรศน์ปรบั เลนสใ์ กลว้ ัตถจุ นเหน็ ภาพตามที่ตอ้ งการ

91

11. เม่ือนกั เรียนดภู าพใบไม้ทต่ี ดั ตามกล้องจลุ ทรรศน์ คงยงั ตอบไม่ได้ว่าเหน็ สว่ นใดบ้าง ครูต้องแนะให้
นักเรียนสังเกตภาพจากกล้องจุลทรรศน์ เพ่ือมาเปรียบเทียบกับภาพในหนังสือเรียน เพ่ือนักเรียนจะได้ทราบว่า
เซลลท์ ต่ี ดั กับเอพเิ ดอรม์ สิ ด้านบนแตกตา่ งจาดเซลลท์ ี่ตดิ อยู่กับเอพเิ ดอร์มิสด้านลา่ ง คอื เซลล์มีรูปร่างยาวเป็นแท่ง
คลา้ ยเสาร้ัว สว่ นเซลล์ท่ตี ดิ กบั เอพิเดมสิ ดา้ นล่างไม่เปน็ เชน่ น้นั นักเรียนจะได้รจู้ ักการสังเกตด้านใดเป็นเอพเิ ดอรม์ ิ
สด้านบน และดา้ นใดเปน็ เอพิเดอรม์ ิสดา้ นลา่ ง

12. หลังจากทาปฏบิ ัติการเรือ่ งน้จี บแล้ว ครูใชค้ าถาม ถามนกั เรียนดงั นี้
- ไซเลม และโฟลเอม็ ในเสน้ ใบมีการเรียงตวั แตกต่างจากราก และลาต้นอย่างไร (การเรียงตัวของ

มัดทอ่ ลาเลยี งไซเลมและโฟลเอ็มในเส้นใบ จะแตกตา่ งจากลาตน้ คือ มดั ทอ่ ลาเลียงท่ีเป็นกลุ่มเนื้อเย่ือไซเลมจะอยู่
ทางเอพเิ ดอรม์ สิ ด้านบนใกล้กับแพลเิ ซดมโี วฟลิ ล์ สว่ นเน้อื เยอ่ื โพลเอ็มจะอยู่ใกล้เอเดอร์มิสด้านล่าง และระหว่าง
ไซเลมกับโฟลเอ็มไมม่ แี คมเบยี มคนั่ กลาง)

- โครงสร้างและการเรยี งตวั ของเซลลเ์ น้ือเย่ือชนิดตา่ งๆ สัมพนั ธ์กบั หนา้ ทขี่ องใบอยา่ งไร
(ช้ันนอกสุดเป็นเซลลเ์ รียงช้นั เดยี วเปน็ เน้ือเยอ่ื เอพเิ ดอร์มิส มีเซลลบ์ างเซลล์เปล่ยี นรูปไปเป็นเซลลค์ มุ ในเซลล์คุม
พบว่า มีคลอโรพลาสช่วยในการสังเคราะห์ดว้ ยแสง เซลลเ์ อพเิ ดอรม์ ิสบางเซลลอ์ าจเปล่ยี นไปเปน็ ขนเพือ่ ปกปอ้ งผิว
ใบชนั้ ถัดจากเอพเิ ดอรม์ ิสด้านบนลงมาเป็นเซลล์รปู รา่ งยาวเรยี งชิดกันเรยี กวา่ แพลิเซดโซฟลิ ลไ์ ม่มีช่องวา่ งระหวา่ ง
เซลล์ แต่ละเซลลจ์ ะมคี ลอโรพลาสตอ์ ยูอ่ ย่างหนาแนน่ จงึ เห็นผวิ ใบ ด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่าผิวใบด้านล่าง ซ่ึง
เปน็ ประโยชน์ในการดึงพลงั งานแสงมาใช้ในกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง ช้ันถดั จากแพลเิ ซดมีโซฟลิ ลล์ งมาเป็น
เซลลข์ นาดเลก็ กระจายอยู่ทั่วไป เรียงกันอย่างหลวมๆ จงึ จะมชี อ่ งวางระหวา่ งเซลล์เป็นบริเวณท่ีมีการแลกเปลี่ยน
แกส๊ และไอนา้ ระหวา่ งใบกับบรรยากาศเรยี กกลมุ่ เซลลเ์ หลา่ น้ีวา่ สปนั จมี โี ซฟิลล์ ภายในเซลล์มคี ลอโรพลาสตแ์ ต่ไม่
หนาแน่นเหมือนแพลิเซดมีโซฟิลล์และในเนอื้ เยื่อช้นั น้ีจะมีมัดทอ่ ลาเลียงแทรกอยู่ มัดท่ีใหญ่ที่สุดคือท่ีเส้นกลางใบ
ถ้าเปน็ เส้นใบที่กระจายตามแผน่ ใบมดั ท่อลาเลยี งจะเล็กกวา่ ทอ่ ลาเลียงไซเลมจะนาน้าและธาตุอาหารต่างๆ จาก
รากมาสใู่ บ ทอ่ ลาเลยี งโฟลเอม็ ทาหน้าทลี่ าเลยี งสารอาหารท่ีได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงไปยังส่วนลาต้น ราก
ดงั นัน้ ท่อลาเลียงนา้ และทอ่ ลาเลยี งอาหารในใบจะเช่ือมต่อกบั สว่ นลาต้นและราก ทาให้น้าและสารต่างๆ สมารถ
เคลอ่ื นย้ายไปทุกๆ สว่ นของลาต้นพชื ได้)

- เพราะเหตุใดทางด้านบนของใบจึงมีสีเขียวเข้มกว่าทางด้านล่างของใบและเป็นประโยชน์ต่อการ
สังเคราะห์ดว้ ยแสงอย่างไร (ผวิ ใบดา้ นบนเปน็ เนือ้ เยอ่ื แพลิเซดมโี ซฟิลล์ มคี ลอโร พลาสอยู่กันหนาแน่นมากกว่าผิว
ใบด้านล่างจงึ สามารถรบั พลังงานแสงแดดได้มาก การสงั เคราะห์ด้วยแสงจงึ เกดิ มาก (พืชบางชนดิ ผวิ ใบด้านบนอาจ
มีช้ันแพลเิ ซดมโี ซฟิลล์ 2 ชั้น จงึ มีสีเขยี วเขม้ และเพิ่มประสิทธิภาพการรับพลงั งานแสง))

13. ครทู บทวนเก่ียวกบั หน้าท่ที ่สี าคญั ของใบจากความร้เู ดิมในช่วงชน้ั ที่ 3 นกั เรียนควรตอบได้ว่า หน้าท่ี
ใบ คือ ผลิตสารอาหาร หายใจ และการคายน้าแล้วอภิปรายต่อถึงหน้าท่ีพิเศษของใบนอกจากหน้าท่ีสาคัญ
ดงั กลา่ วแลว้ มอี ะไรบ้าง โดยใหพ้ ิจารณาจากภาพท่ี 12-16 ในหนงั สือเรียนแล้วจึงให้ตอบคาถามในหนังสือเรียน
เพ่อื ให้นักเรยี นเข้าใจได้มากขึ้น ดังน้ี

- นักเรยี นรจู้ ักใบของพชื ชนดิ ใดอกี บา้ งท่ีเปลี่ยนแปลงไปเป็นถุงดักจับแมลงและใบของพืชชนิดใดอีก
บา้ งทเ่ี ปล่ียนไปเปน็ มือเกาะ (ใบของพืชท่ีเปลีย่ นไปเป็นถุงดักจับ เช่น ต้นหยาดน้าค้าง กาบหอยแครง สาหร่าย
ข้าวเหนยี ว ดสุ ติ า มณีเทวา (2 ชนดิ หลัง เปน็ วัชพชื ที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแถวภูหลวง ภูกระดึง ใน
จังหวัดเลย และบริเวณพระตาหนักภพู านราชนเิ วศน์ จังหวัดสกลนคร) และใบพืชท่ีเปล่ียนไปเป็นใบเกาะ เช่น
มะระ กระทกรก ดองดงึ พวงแก้วกุดนั่ หวายลงิ ถว่ั ลนั เตา)

- นอกจากใบทีท่ าหนา้ ท่ีพิเศษจากท่ีกล่าวมาแลว้ ยังมีใบทีท่ าหน้าที่พิเศษอะไรไดอ้ กี บ้าง
(แพร่พันธุ์ ไดแ้ ก่ ใบว่านหางจระเข้ กลีบหวั หอม กาบกล้วย / สะสมอำหำรและนำ ได้แก่ ใบว่านหางจระเข้
กลบี หวั หอม กาบกล้วย / ใบเกลด็ หุ้มตำเม่ือยอดยงั ออ่ น ไดแ้ ก่ ใบเกลด็ หมุ้ ตายอดสาเก จาปี / ใบประดบั หรอื
ใบดอกช่วยลอ่ แมลงให้มำผสมพนั ธ์ุ ไดแ้ ก่ เฟ่ืองฟ้า หน้าววั เดหลใี บกล้วย ครสี ตม์ าส)

92

14. ครนู าอภิปรายและให้ความรู้ เกี่ยวกับ โครงสร้างและหน้าที่ของใบ และการแลกเปลี่ยนก๊าซของพืช

(เพมิ่ เติม) ตามรายละเอียดในใบความรู้ที่ 4
15. ครเู ปดิ โอกาสให้นักเรียนสอบถามเน้อื หา เร่อื ง โครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องใบ และการแลกเปล่ียนก๊าซ

ของพืช และการทากจิ กรรมที่ 12.4 วา่ มีส่วนไหนทไี่ มเ่ ขา้ ใจและให้ความรู้เพิ่มเติมในสว่ นนัน้

3. ขัน้ ลงข้อสรปุ

1. ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นสรปุ ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเน้อื หาทไ่ี ดเ้ รียนในวันน้ี
2. ครมู อบหมายให้นักเรียน ไปศึกษาเน้ือหา เรื่อง การคายน้าของพืช ที่จะเรียนในคาบเรียนต่อไป มา

ล่วงหน้า

ส่อื กำรเรยี นกำรสอน
1. หนังสอื เรยี นวชิ าชวี วิทยา 4 ของ สสวท.
2. ใบความรทู้ ่ี 4 เรอื่ ง โครงสร้างและหนา้ ทขี่ องใบ
3. อุปกรณก์ ารทดลองกจิ กรรมที่ 12.4 / ใบบันทึกกจิ กรรม
4. วัตถตุ วั อยา่ งประกอบการสอน

กำรวัดผลประเมนิ ผล

การวัดผลประเมนิ ผล วธิ กี ารวดั เครอื่ งมือวดั เกณฑ์การผา่ น
ดา้ น 1.การสรปุ ความคดิ รวบยอด
1.การสรุปความคดิ รวบยอด 1. ทาไดถ้ กู ตอ้ ง 70
1. ดา้ นความรคู้ วาม แบบสงั เกตพฤติกรรมการทา % ขึ้นไป
เข้าใจ สงั เกตจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม กิจกรรม/ทกั ษะวิทยาศาสตร์ ไดค้ ะแนนในระดบั 2
ที่ 12.4 ในชั้นเรียน แบบสงั เกตพฤตกิ รรมความสนใจ ขึ้นไป
2. ดา้ นทักษะ การสังเกตพฤตกิ รรมความ และตงั้ ใจเรยี น ได้คะแนนในระดบั 2
กระบวนการ สนใจ และตง้ั ใจเรยี น ขึน้ ไป
3. ด้านคุณลกั ษณะท่ี
พึงประสงค์

กจิ กรรมเสนอแนะ
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

93

ควำมคิดเห็นของผ้บู ังคบั บัญชำ

หวั หน้ำกลมุ่ สำระกำรเรียนร้วู ิทยำศำสตร์
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงช่ือ)
(นางดารณี พงษส์ บาย)

หัวหนา้ กลุ่มสาระฯวทิ ยาศาสตร์
หวั หนำ้ กลมุ่ บรหิ ำรวิชำกำร
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงชอ่ื )
(นางพรพริ ณุ แจง้ ใจ)

หวั หน้ากลุ่มบรหิ ารวิชาการ
ควำมเห็นของผ้บู ริหำรโรงเรยี น
.....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................................

(ลงชอื่ )
(นางลดั ดา ผาพันธ)์

ผู้อานวยการโรงเรยี นโคกโพธิไ์ ชยศกึ ษา

94

ใบควำมรู้ ท่ี 4

โครงสร้ำงและหนำ้ ที่ของลำต้น

ประกอบแผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง โครงสรำ้ งและหนำ้ ท่ขี องรำก

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

12.3 โครงสร้ำงและหน้ำท่ขี องลำต้น

ลาต้น (Stem) เป็นอวัยวะหรือส่วนของพืช ซ่ึงมักจะเจริญขึ้นเหนือดินและต้านต่อแรงดึงดูดโลก

(Negative geotropism) ซ่ึงเปน็ ทศิ ทางที่เจริญตรงกันข้ามกบั ราก ท้งั นย้ี กเวน้ ลาตน้ บางชนดิ ท่ีมกี ารเปลี่ยนแปลง

ไปเจริญตรงกนั ขา้ มกับราก ทั้งนย้ี กเวน้ ลาตน้ บางชนดิ ทม่ี ีการเปล่ียนแปลงไปเจรญิ อยู่ ใตด้ นิ ลาต้นยงั เป็นท่เี กดิ

ของใบอีกด้วย ในช่วงท่ีลาต้นยงั ออ่ นอยู่มกั จะมสี ีเขียวเนอื่ งจากสขี องคลอโรฟิลล์

ลกั ษณะของลาตน้ ทีแ่ ตกตา่ งจากรากคือ มี ข้อ (Node) และปล้อง (Internode) บริเวณท่ีเป็นข้อมักพบ

ตา (Bud) ทีจ่ ะเจริญต่อไปเป็นก่งิ หรอื ดอก ในลาตน้ พืชใบเล้ียงเดี่ยว เห็นข้อปล้องได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น

ต้นไผ่ มะพร้าว หมาก หญ้า เปน็ ต้น ส่วนในพืชใบเลยี้ งคจู่ ะเห็นปลอ้ งในชว่ งทีล่ าตน้ ยงั อ่อนอยู่ เมือ่ ลาตน้ มอี ายุ

มากขนึ้ มีการสร้างคอร์กหุ้มทาให้มองไม่เห็นข้อปลอ้ ง

12.3.1 โครงสร้ำงภำยในของลำตน้
เน่อื งจากลาตน้ ถือวา่ เป็นอวัยวะส่วนหน่ึงของพืช เชน่ เดยี วกบั ราก ดงั นั้น จงึ มเี น้อื เย่ือชนิดต่าง

ๆ เชน่ เดียวกัน แต่อาจแตกต่างกนั ในลักษณะการเรยี งตวั อกี ทั้งพชื ใบเล้ยี งเดยี่ วและพืชใบเลีย้ งคยู่ ังมโี ครงสรา้ งท่ี

แตกตา่ งกัน ดังเหน็ ไดจ้ ากการทากิจกรรม

รปู แสดง โครงสร้างภายในของลาต้นตดั ตามขวางระยะที่มีการเจริญเตบิ โตขั้นแรก

ก. ภาพถา่ ยลาตน้ พชื ใบเลย้ี งคู่ (ถว่ั เขยี ว) ค. ภาพถ่ายลาตน้ พืชใบเล้ยี งเดยี่ ว (ข้าวโพด)

ข. ภาพวาดลาตน้ พืชใบเลยี้ งคู่ (ถั่วเขยี ว) ง. ภาพวาดลาต้นพืชใบเลยี้ งเดยี่ ว (ข้าวโพด)

โครงสร้ำงภำยในของลำตน้ พืชใบเลย้ี งคู่

เมือ่ นาลาต้นอ่อนของพชื ใบเล้ยี งคู่มาตัดตามขวางแล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบว่ามีเน้ือเยื่อช้ัน

ตา่ ง ๆ อยเู่ รยี งต้ังแตช่ ั้นนอกเขา้ ไปชัน้ ในไดด้ ังนี้

1. เอพิเดอรม์ สิ อย่ดู า้ นนอกสดุ ปกตมิ ีอยเู่ พยี งแถวเดียว อาจเปลีย่ นแปลงเป็นเซลล์คุม (Guard cell)

ขน หรือหนาม ดา้ นนอกของเอพเิ ดอร์มิสมคี วิ ทนิ เคลือบอยู่

95

2. คอร์เทกซ์ ช้ันคอรเ์ ทกซข์ องลาต้นแคบกว่าของราก เซลล์ในชน้ั คอรเ์ ทกซ์ส่วนใหญ่เป็นเซลลพ์ าเรงคิ
มา (Parenchyma เป็นเน้ือเยือ่ ชนิดหนึ่งทป่ี ระกอบดว้ ย Parencyma cell หมายความวา่ คาเดยี วกนั อาจใช้
เป็นชนิดของเซลล์ หรือชนิดของเนอื้ เยอ่ื ก็ได)้ เซลล์บริเวณดา้ นนอก 2-3 แถว ที่อยู่ติดกับเอพิเดอร์มิสเป็นเซลล์
คอลเลงคิมาทช่ี ่วยให้ลาตน้ มีความแขง็ แรงขน้ึ และมเี นอ้ื เย่อื ท่สี เกลอเรงคิมาแทรกอยทู่ ัว่ ๆไป ในระยะแรกที่ลาตน้
ยังอ่อนอยู่ พาเรงคิมาอาจมีคลอโรพลาสต์ช่วยในการสังเคราะห์ด้วยแสง เรียกเซลล์น้ีว่า คลอเรงคิมา
(Chlorenchyma) การแตกก่งิ ของลาต้นแตกมาจากชนั้ คอรเ์ ทกซน์ ี้ ชัน้ คอรเ์ ทกซส์ ้นิ สดุ ที่ เอนโดเดอร์มิส
ในลาต้นพืชส่วนใหญ่จะเห็นเอนโดเดอรม์ ิสไดไ้ มช่ ดั เจนหรอื อาจจะไม่มี ต่างจากรากที่เห็นไดอ้ ย่างชัดเจน

เมื่อลาต้นเจรญิ เติบโตมากยง่ิ ขน้ึ เซลลพ์ าเรงคิมาหรือคอลเลงคมิ าในชั้นคอร์เทกซ์จะแปรสภาพเป็นคอร์ก
แคมเบียม (Cork cambium) ซึ่งจะแบ่งตัวตลอดเวลาให้คอร์ก หรือ เฟลเลม (Phellem) ทางด้านนอกเซลล์
เหล่านม้ี ีอายสุ นั้ มากและตายเร็ว และมีสารพวกซเู บอรนิ หรอื ลิกนนิ มาสะสม ทาใหช้ ้ันคอร์กหนาขึ้น และดันเอพิ
เดอร์มสิ ให้หลดุ รว่ งไป

3. สตีล ในลาต้นชั้นน้ีจะกว้ามากไม่สามารถแบง่ แยกออกจากคอรเ์ ทกซ์ไดช้ ัดเจน ซึ่งแตกต่างจากรากที่
แบง่ ช้นั เห็นได้ชดั เจนกวา่ ชน้ั นม้ี สี ่วนประกอบตา่ ง ๆ ดังน้ี

3.1 วำสคิวลำรบ์ ันเดิล หรือมดั ทอ่ ลำเลียง ประกอบด้วยเน้ือเยื่อไซเลมอยู่ด้านในและโฟล
เอ็มอยู่ด้านนอก มัดท่อลาเลียงจะเรียงตัวอยู่ในแนวรัศมีเดียวกัน และเรียงอยู่รอบลาต้นอย่างมีระเบียบ
ระหวา่ งเนอ้ื เยอื่ ทั้งสองชนดิ มวี าสคิวลารแ์ คมเบียมอยตู่ รงกลางในพืชใบเลยี้ งคู่

3.2 พธิ เป็นเน้ือเยอื่ ชนั้ ในสุดของลาตน้ เนื้อเย่ือส่วนนี้คือพาเรงคิมา ทาหน้าท่ีสะสมอาหาร
พวกแป้งหรอื สารอ่ืน ๆ เชน่ ลกิ นนิ ผลึกแทนนนิ (Tannin) เปน็ ต้น

โครงสรำ้ งภำยในของลำตน้ พชื ใบเลีย้ งเดี่ยว
ในการเจรญิ เติบโตข้ันต้น (Primary growth) ของพชื ใบเล้ียงเด่ียวและพืชใบเล้ียงคู่น้ัน ส่วน
ใหญจ่ ะมีชั้นของเนอ้ื เยอ่ื ตา่ ง ๆ คลา้ ยกัน คือ มชี ั้นเอพเิ ดอร์มสิ คอรเ์ ทกซ์ และสตลี เหมอื นกัน ส่วนลาต้นพชื ใบ
เลย้ี งเดี่ยวมลี กั ษณะท่แี ตกต่างกนั ออกไป คือ
- คอร์เทกซ์ ทอี่ ยู่ระหวา่ งเอพเิ ดอรม์ สิ กับวาสควิ ลารบ์ ันเดิลจะแคบกว่า เพราะมีช้ันของเซลล์อยู่
เพยี ง 1-2 ช้ัน
- วำสควิ ลำร์บันเดลิ กระจายอยทู่ ่ัวไปในช้ันคอร์เทกซ์ และไม่เรียงเป็นวงรอบลาต้นแบบพืชใบ
เลี้ยงคู่ วาสควิ ลารบ์ ันเดิลมกั มีมากบริเวณใกลเ้ อพเิ ดอร์มสิ บรเิ วณถัดเข้าไปใจกลางลาตน้ จะมีวาสคิวลาร์บันเดิล
น้อยลง
- วำสควิ ลำรบ์ นั เดิล ไมม่ แี คมเบยี ม หรือไม่มวี าสควิ ลาร์แคมเบยี มค่นั ระหว่างไซเลมกับโฟลเอ็ม
จงึ ไม่มีการเจรญิ เตบิ โตข้ันที่สอง (secondary growth) พชื ใบเลยี้ งเด่ียวสว่ นใหญ่จงึ ไม่เพิม่ ขนาดทางดา้ นขา้ ง (คือ
ไมอ่ ้วนขึ้น ) มแี ต่การเพ่ิมความสูงเท่าน้ัน ยกเว้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น จันทน์ผา จันทร์แดง หมากผู้
หมากเมีย ว่านหางจระเข้ ท่ีมแี คมเบียมซงึ่ เปน็ เนอื้ เยื่อเจรญิ จงึ แบง่ ตัวได้และทาใหเ้ กิดการเจริญเติบโตขั้นท่ีสอง
ทาใหล้ าต้นอ้วนข้นึ คลา้ ยกับลาต้นพชื ใบเลยี้ งคู่ นอกจากน้ีเม่อื ลาต้นมีอายุมากขึ้น ยังสามารถสร้างคอร์กได้อีก
ด้วย
- วาสคิวลาร์บันเดิลของพืชใบเล้ียงเดี่ยว ยังมีบันเดิลชีท ซ่ึงประกอบด้วย เนื้อเยื่อพาเรงคิมาท่ี
สะสมแปง้ หรือเน้อื เยื่อสเกลอเรงคมิ าล้อมรอบเป็นการป้องกันวาสควิ ลารบ์ นั เดิลไว้
- พชื ใบเลี้ยงเดีย่ วบางชนิด ทใ่ี จกลางของลาต้น (พธิ ) ไม่มวี าสคิวลารบ์ นั เดิล มีแต่เน้ือเย่อื พาเรงคิ
มา ซ่งึ จะแห้งตายไปตงั้ แตพ่ ชื ยงั อ่อนอยู่ กลายเป็นชอ่ งกลวง เรยี กวา่ ช่องพธิ (Pith cavity) เชน่ ลาต้นของหญ้า
และไผ่

96

เปรยี บเทียบลักษณะทแ่ี ตกต่ำงระหวำ่ งลำต้นพืชใบเล้ยี งคแู่ ละพืชใบเลยี้ งเด่ียว

ลำต้นพชื ใบเลี้ยงคู่ ลำตน้ พืชใบเลีย้ งเดีย่ ว

1. วาสคิวลาร์บนั เดิล เรยี งเปน็ ระเบียบในแนวรศั มี 1. วาสควิ ลาบนั เดิลกระจดั กระจายท่ัวลาตน้

2. มีแคมเบียมระหว่างโฟลเอ็มและไซเลม จึงมีการ 2. ส่วนใหญ่ไม่มีแคมเบียมระหว่างโฟลเอ็มและไซเลม

เจริญเตบิ โตขั้นทีส่ อง ทาใหล้ าตน้ อว้ นขนึ้ จงึ ไม่เพ่ิมขนาดทางดา้ นขา้ ง มแี ตก่ ารเพิ่มความสูง

3. ชน้ั คอร์เทกซร์ วมกบั โฟลเอ็มท่ีมีอายกุ ลายเปน็ เปลือก 3. ชน้ั คอร์เทกซบ์ าง ๆ ไม่มกี ารรวมตวั เป็นเปลอื กไม้
ไม้

4. เมื่อพืชอายุมากขึ้น ไซเลมท่ีมีอายุมากจะถูกดันเข้า 4. ไมม่ กี ารสรา้ งไม้เนอ้ื แขง็ และกลางลาต้นอาจกลวง
ไปข้างในกลายเป็นไม้เนื้อแข็ง

12.3.2 หนำ้ ที่และชนดิ ของลำตน้

หนำ้ ทข่ี องลำตน้

หน้าท่ีของลาตน้ ท่สี าคญั คือ
1. เป็นแกนสำหรับพยุง (Support) กิ่งก้าน ใบ และดอกให้ได้รับแสงแดด มากที่สุด เน่ืองจาก

แสงแดดจาเป็นสาหรบั กระบวนการสรา้ งอาหารของพชื จงึ ต้องมกี ระบวนการที่จะคล่ีใบให้ได้รับแสงแดดได้อย่าง
ทัว่ ถงึ

2. เปน็ ตวั กลำงในกำรลำเลยี ง (Transport) น้า แรธ่ าตุและอาหารสง่ ผา่ นไปสู่สว่ นตา่ ง ๆ ของพืช คอื

เมอ่ื ลาต้นได้รับน้าและแร่ธาตุที่ส่งมาจากรากแล้ว ลาต้นจะลาเลียงส่งไปยังใบและส่วนอื่น ๆ เมื่อใบสังเคราะห์
อาหารโดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงแล้วจะสง่ ผา่ นไปยังส่วนตา่ ง ๆ ของพชื เชน่ เดยี วกัน

นอกจากนี้ ลาตน้ ยงั ทาหน้าท่ีต่าง ๆ เพม่ิ อีกหลายอย่างไดแ้ ก่ สะสมอาหาร แพร่พันธ์ุ สังเคราะห์ด้วย

แสง และยังอาจเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทาหน้าท่อี น่ื เช่น เปล่ียนเป็นมือเกาะ (Tendril) หรือเปลี่ยนแปลงเป็น
หนาม(Spine) ยาง ลาเทกซ์ แทนนิน เป็นตน้

ชนิดของลำต้น
ปกตลิ าต้นจะขน้ึ ต้งั ตรงเหนือพ้ืนดนิ พชื หลายชนิดใช้ลาต้นพันหลักหรือเล้ือยไปตามดิน บางชนิดลาต้น

อาจเจรญิ อยใู่ ต้ดนิ ดังนั้นจึงมีการแบ่งชนิดของลาต้นออกเป็นสองพวกใหญ่ ๆ คือ ลาต้นเหนือดิน (Terrestrial

stem) และลาตน้ ใต้ดนิ (Underground stem)

รูป ลำตน้ ทเี่ ปล่ยี นแปลงไปทำหน้ำทีเ่ ลอ้ื ยไปตำมพ้นื

97

รูป ลำตน้ สะสมอำหำร

รปู ที่ 34 ลำต้นเปลีย่ นเปน็ มอื เกำะ (Tendrill)
ลำตน้ เหนือดนิ
ลาต้นเหนือดิน เป็นลาต้นท่ีปรากฏอยู่เหนือพ้ืนดินทั่ว ๆ ไปของต้นไม้ต่าง ๆ ทั้งต้นไม้ใหญ่ ไม้พุ่ม
ไมล้ ้มลุก ทั้งทีเ่ ปน็ ไมเ้ นอื้ แข็ง และไมเ้ น้ืออ่อน
ลาต้นเหนือดินบางชนิด ยงั เปลย่ี นแปลงรูปรา่ ง และหน้าท่ีได้ตา่ งกันดังนี้
1. ลำตน้ เลื้อยขนำนไปกบั ผวิ ดิน หรือผิวนำ้ (Prostrate หรือ Creeping stem) ส่วนใหญ่ของพืช

พวกนีม้ ลี าตน้ ออ่ น ตัง้ ตรงไมไ่ ด้ จงึ ตอ้ งเลือ้ ยขนานไปกบั ผวิ ดิน เชน่ ผกั บงุ้ หญา้ แตงโม บัวบก
ผักกระเฉด ผักตบชวา สตรอเบอรี่ เป็นต้น บริเวณข้อมีรากแตกเป็นแขนงออกมาแล้วปักลงดิน
เพ่อื ยดึ ลาต้นให้ติดแน่นกับท่ี มีการแตกแขนงลาต้นออกจากตาบริเวณที่เป็นข้อทาให้มีลาต้นแตก
แขนงออกไป ซึ่งเป็นการแพร่พันธ์ุวิธีหนึ่ง แขนงที่แตกออกมาเล่ือยขนานไปกับผิวดินหรือน้านี้
เรยี กว่า สโตลอน (Stolon) หรอื รนั เนอร์ (Runner) ท่ีตรงกับภาษาไทยว่า ไหล


Click to View FlipBook Version