การผลิตและการตลาดอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 REGIONAL OFFICE OF AGRICULTURAL ECONOMICS 1 ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร OFFICE OF AGRICULTURAL ECONOMICS กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ MINISTRY OF AGRICULTRE AND COOPERATIVES เอกสารวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรเลขที่ 126 AGRICULTURAL ECONOMICS RESEARCH NO กันยายน 2564 SEPTEMBER 2021
การผลิตและการตลาดอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข บทคัดย่อ การศึกษาการผลิตและการตลาดอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนและ ผลตอบแทนจากการผลิตอโวคาโดของเกษตรกร รวมทั้งศึกษาวิถีการตลาด และส่วนเหลื่อมการตลาด ของอโวคาโด โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโด ผู้ที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โครงการหลวง สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ผู้รวบรวมท้องถิ่นและผู้ที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ปลูกอโวคาโดที่สำคัญ 6 อำเภอ และข้อมูลจากเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อมูลทางสถิติ ที่หน่วยงานต่าง ๆ รวบรวมไว้แล้วนำข้อมูลมาดังกล่าวมาวิเคราะห์เชิงปริมาณ ผลการศึกษาด้านต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตอโวคาโดของเกษตรกรเท่ากับ 14,989.22 บาท ต่อไร่ มีผลผลิต 835.49 กิโลกรัมต่อไร่ ผลตอบแทนเท่ากับ 38,507.73 บาทต่อไร่ และกำไรสุทธิเท่ากับ 23,518.51 บาทต่อไร่ ด้านวิถีตลาดของผลผลิตอโวคาโด พบว่า เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตอโวคาโดให้กับ โครงการหลวงร้อยละ 46.04 ผู้รวบรวมท้องถิ่นร้อยละ 27.89 สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนร้อยละ 19.82 พ่อค้าขายปลีกร้อยละ 4.32 ช่องทางออนไลน์ร้อยละ 1.83 และตลาดขายส่งจังหวัดเชียงใหม่ร้อยละ 0.10 ของผลผลิตทั้งหมดผู้ที่รับซื้อผลผลิตหลักจากเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่มี 3 ราย ได้แก่ โครงการหลวง ผู้รวบรวมท้องถิ่น และสถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะนำผลผลิตอโวคาโดกระจายสู่ผู้บริโภคต่อไป ด้านส่วนเหลื่อมการตลาดมี 3 กรณี คือ 1) กรณีโครงการหลวงรับซื้อผลผผลิตอโวคาโดเพื่อจำหน่าย พบว่า ส่วนเหลื่อมการตลาดในการจำหน่ายผลผลิตอโวคาโดกิโลกรัมละ 17.00 บาท ราคาที่โครงการหลวงได้รับ กิโลกรัมละ 73 บาท ราคารับซื้อจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 56.00 บาท ต้นทุนการตลาดกิโลกรัมละ 8.50 บาท และโครงการหลวงได้รับกำไรสุทธิกิโลกรัมละ 8.50 บาท 2) กรณีสถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนรับซื้อ ผลผลิตอโวคาโดเพื่อจำหน่าย พบว่า ส่วนเหลื่อมการตลาดในการจำหน่ายผลผลิตอโวคาโดกิโลกรัมละ 37.75 บาท ราคาที่สถาบันเกษตรกรได้รับกิโลกรัมละ 84.75 บาท ราคารับซื้อจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 47 บาท ต้นทุนการตลาดกิโลกรัมละ 6.89 บาท และสถาบันเกษตรกรได้รับกำไรสุทธิกิโลกรัมละ 30.86 บาท และ 3) กรณีผู้รวบรวมท้องถิ่นรับซื้อผลผลิตอโวคาโดเพื่อจำหน่าย พบว่า ส่วนเหลื่อมการตลาดในการจำหน่ายผลผลิต อโวคาโดกิโลกรัมละ 11.35 บาท ราคาที่ผู้รวบรวมได้รับกิโลกรัมละ 54.35 บาท ราคารับซื้อจากเกษตรกร กิโลกรัมละ 43 บาท ต้นทุนการตลาดกิโลกรัมละ 3.15 ผู้รวบรวมได้รับกำไรสุทธิกิโลกรัมละ 8.20 ผลการศึกษาพบว่าในการรับซื้อผลผลิตอโวคาโดเพื่อนำไปจำหน่ายของสถาบันเกษตรกร/ วิสาหกิจชุมชน มีส่วนเหลื่อมการตลาดและได้รับกำไรที่สูงกว่าโครงการหลวงและผู้รวบรวมท้องถิ่น เนื่องจาก สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนเป็นทั้งผู้ปลูก ผู้รับซื้อ ผู้แปรรูป และผู้จัดจำหน่าย โดยรับซื้อผลผลิตอโวคาโด จากสมาชิก และเกษตรกรทั่วไป รวมทั้งผลผลิตที่เกินโควตาการรับซื้อจากโครงการหลวงในท้องถิ่นซึ่งผลผลิต มีคุณภาพดีรวมถึงมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย
ค ข้อเสนอแนะ ในการปลูกอโวคาโดถือว่าเป็นพืชทางเลือกให้แก่เกษตรกรบนพื้นที่สูงซึ่งมีพื้นที่ปลูก ที่เหมาะสม สามารถสร้างรายได้ที่ดีให้แก่เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรควรปลูกพันธุ์ตามที่ตลาดต้องการ และหลากหลายสายพันธุ์ จะทำให้มีผลผลิตออกจำหน่ายได้ตลอดฤดูกาล ควรทำระบบน้ำ เช่น ระบบน้ำหยด ให้แก่ต้นอโวคาโดในฤดูแล้ง ควรเพิ่มพูนความรู้และเทคโนโลยีการผลิตอโวคาโดให้ได้เกรดมาตรฐานคุณภาพ ควรเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม และแปรรูปอโวคาโดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ในส่วนของภาครัฐควรส่งเสริมความรู้และเทคโนโลยีในการปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันผลิตและจำหน่าย และเพิ่มช่องทางการตลาดให้เพิ่มขึ้น เช่น ห้างค้าปลีก การจัดงาน เทศกาล และช่องทางออนไลน์ เป็นต้น เพื่อช่วยส่งเสริมด้านการตลาดให้แก่เกษตรกร คำสำคัญ: อโวคาโด ต้นทุนและผลตอบแทน ส่วนเหลื่อมการตลาด
ง Abstract This research aimed to study about production and marketing of avocado in Chiangmai by analyzing cost and benefits, marketing channels, marketing margins, and this data were collected by questionnaires from Farmers, The royal project foundation, Farmers Institutes, Middleman, and Stakeholders throughout the supply chain from the best production places in Chiangmai and this data were collected from papers and statistical data in various departments to quantitative approaches were applied for data analysis. The results of farmers’ costs and benefits found that farmers had a total cost of 14,989.22 Baht per rai. The average yield was 835.49 kilogram per rai. Total revenues of 38,507.73 Baht per rai and net profits of 23,518.51 Baht per rai. For marketing channels of Avocado, the study found that farmers who plant avocado bring all products were distribute to The royal project foundation for 46.04%, Local middleman 27.89%, Farmers Institutes for 19.82%, Retailer for 4.32%, Online for 1.83%,and Wholesale market in Chiangmai 0.10%, Finally an avocado product to hand all consumer. In terms of marketing margins, three cases were found 1) Avocado selling for The royal project foundation, marketing margins were 17.00 Baht per kilogram, The royal project paid for farmers 56 Baht per kilogram, The royal project foundation received 73 Baht per kilogram, marketing costs were 8.50 Baht per kilogram and net profits were 8.50 Baht per kilogram, 2) Avocado selling for Farmers Institutes, marketing margins were 37.75 Baht per kilogram, Farmers Institutes paid for farmers 47 Bath per kilogram, Farmers Institutes received 84.75 Baht per kilogram, marketing costs were 6.89 Baht per kilogram and net profits were 30.86 Baht per kilogram, and 3) Avocado selling for Local Middleman, marketing margins were 11.35 Baht per kilogram, Local Middleman paid for farmers 43 Bath per kilogram, Local Middleman received 54.35 Baht per kilogram, marketing costs 3.15 Baht per kilogram and net profits were 8.20 Baht per kilogram. Therefore, In terms of tree cases marketing margins, Avocado selling for Farmers Institutes, had the highest marketing margin and profits because of Farmers Institutes were all farmer buyers and sellers by purchase avocado from member and no member farmer, purchase good quality avocado quota exceeded from the royal project and had various marketing channels.
จ This study proposed the following recommendation that avocado was alternative plant which had good income for the farmer and then the farmer should be planted avocado commercial varieties for the appropriate area, and also should be built water system in the dry season, develop an effective production process by a focus on good quality good harvest for selling avocado to new marketing channels and processed for additional value. Government should promote know-how and technology avocado planting, promote production and selling bundles and promote new marketing channels for avocado farmers. Keywords: Avocado, costs and benefits, marketing margins
ฉ คำนำ อโวคาโดเป็นสินค้าเกษตร ที่ถือว่าเป็นพืชทางเลือกใหม่ในการปลูกพืชบนพื้นที่สูง ช่วยแก้ปัญหา ด้านพื้นที่ที่มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และถั่วลิสง เป็นต้น ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรจึงหันมาปลูก อโวคาโดเป็นพืชทางเลือกมากขึ้น อย่างไรก็ตามเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโดยังประสบปัญหาปลูกพันธุ์ไม่เหมาะสม โรคและแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะโรครากเน่าส่งผลให้อโวคาโดยืนต้นตาย การขาดแคลนน้ำเพื่อใช้เพาะปลูก ซึ่งเป็นพื้นที่สูง ขาดความชำนาญในการเก็บผลผลิตอโวคาโด ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตไม่ได้มาตรฐานตามความ ต้องการของตลาด และเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานวิจัยฉบับนี้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชทางเลือกที่มีศักยภาพ และได้นำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในด้าน การวางแผนการผลิตและการตลาดอโวคาโด และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปใช้ประกอบการส่งเสริมการผลิต และการตลาดอโวคาโด ตลอดจนเป็นข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจศึกษา รายงานฉบับนี้สำเร็จได้จากการอนุเคราะห์ข้อมูล ของเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโด โครงการหลวง สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ผู้รวบรวมผลผลิต และ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งให้ความร่วมมือและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างดียิ่ง จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กันยายน 2564
ช สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ข Abstract ง คำนำ ฉ สารบัญ ช สารบัญตาราง ฌ สารบัญตารางภาคผนวก ซ สารบัญภาพ ญ บทที่1 บทนำ 1 1.1 ความสำคัญของการวิจัย 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 3 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 1.5 วิธีการวิจัย 3 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6 บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคิดและทฤษฎี 7 2.1 การตรวจเอกสาร 7 2.2 แนวคิดและทฤษฎี 9 บทที่ 3 ข้อมูลทั่วไป 22 3.1 ข้อมูลการผลิตอโวคาโด 22 3.2 ข้อมูลการผลิตอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2563 23 3.3 การปลูกอโวคาโด 24 3.4 พันธุ์ที่แนะนำปลูกเป็นการค้า 3.5 ข้อมูลทั่วไปของเกษตรกร 25 3.5 ข้อมูลทั่วไปของเกษตรกร 28 บทที่ 4 ผลการวิจัย 35 4.1 ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตอโวคาโด 35 4.2 วิถีการตลาดอโวคาโด 38 4.3 ส่วนเหลื่อมการตลาดและต้นทุนการตลาดของผู้ที่รับซื้อผลผลิตของเกษตรกร 41 4.4 ปัญหาด้านการผลิตและการตลาด 47 บทที่ 5 สรุป และข้อเสนอแนะ 48 5.1 สรุปผลการศึกษา 48 5.2 ข้อเสนอแนะ 50
ซ สารบัญ (ต่อ) บรรณานุกรม 51 ภาคผนวก 52 ภาคผนวกที่ 1 ตารางภาคผนวกที่ 1.1 ดัชนีการเก็บเกี่ยวอโวคาโด พันธุ์ส่งเสริมโครงการ หลวง 53 ตารางภาคผนวกที่ 1.2 ช่วงการเก็บเกี่ยวอโวคาโดที่เหมาะสม พันธุ์ส่งเสริม โครงการหลวง ตารางภาคผนวกที่ 1.3 ราคารับซื้อผลผลิตอโวคาโด พันธุ์ส่งเสริมโครงการหลวง ภาคผนวกที่ 2 แบบสัมภาษณ์เกษตรกรสำรวจต้นทุนการผลิตอโวคาโด ปี 2563 55 ภาคผนวกที่ 3 แบบสัมภาษณ์สถาบันเกษตรกรผู้รวบรวมผลผลิต/โครงการหลวง/ผู้รวบรวม/ ผู้ค้าปลีก 75
ฌ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1.1 แสดงจำนวน เกษตรกรผู้ ปลูกอโวคาโด ในจังหวัด เชียงใหม่ แสดงจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโดในจังหวัดเชียงใหม่ 4 ตารางที่ 1.2 จำนวน เกษตรกร ตัวอย่างผู้ปลูกอ โวคาโด จำนวนเกษตรกรตัวอย่างผู้ปลูกอโวคาโด 5 ตารางที่ 3.1 เนื้อที่ยืนต้น เนื้อที่ให้ผล ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ อโวคาโดของไทย ปี 2559 - 2563 22 ตารางที่ 3.2 ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ของอโวคาโด จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2563 23 ตารางที่ 3.3 เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ สมาชิกในครัวเรือน และแรงงานภาคการเกษตร ในครัวเรือน 28 ตารางที่ 3.4 ประสบการณ์ในการปลูก ลักษณะการถือครองที่ดิน พื้นที่เพาะปลูก และแหล่งน้ำที่ใช้ 30 ตารางที่ 3.5 พันธุ์อายุต้น และเนื้อที่ยืนต้นอโวคาโด 31 ตารางที่ 3.6 จำนวนต้น ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ และรายได้ปลูกอโวคาโดเฉลี่ยต่อครัวเรือน 32 ตารางที่ 3.7 การได้รับคำแนะนำของเกษตรกร 32 ตารางที่ 3.8 เหตุผลในการปลูกอโวคาโด 33 ตารางที่ 3.9 3.10 การจำหน่าย 34 ตารางที่ 4.1 4.13.11 ต้นทุนการผลิตอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ 37 ตารางที่ 4.2 ลักษณะผลผลิตอโวคาโดที่โครงการหลวงรับซื้อ 41 ตารางที่ 4.3 3.12 ส่วนเหลื่อมการตลาดกรณีโครงการหลวงรับซื้อผลผลิตเพื่อจำหน่าย 42 ตารางที่ 4.4 ลักษณะผลผลิตอโวคาโดที่สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนรับซื้อ 43 ตารางที่ 4.5 3.13 ส่วนเหลื่อมการตลาดกรณีสถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนรับซื้อผลผลิตเพื่อจำหน่าย 44 ตารางที่ 4.6 ลักษณะผลผลิตอโวคาโดที่ผู้รวบรวมท้องถิ่นรับซื้อ 45 ตารางที่ 4.7 ส่วนเหลื่อมการตลาดกรณีผู้รวบรวมท้องถิ่นรับซื้อผลผลิตเพื่อจำหน่าย 46
ญ สารบัญตารางภาคผนวก ตารางผนวกที่ หน้า ตารางที่ 1.1 แสดงจำนวน เกษตรกรผู้ปลูกอ โวคาโดในจังหวัด เชียงใหม่ ดัชนีการเก็บเกี่ยวอโวคาโด พันธุ์ส่งเสริมโครงการหลวง 54 ตารางที่ 1.2 จำนวนเกษตรกร ตัวอย่างผู้ปลูกอ โวคาโด ช่วงการเก็บเกี่ยวอโวคาโดที่เหมาะสม พันธุ์ส่งเสริมโครงการหลวง 54 ตารางที่ 1.3 ราคารับซื้อผลผลิตอโวคาโด พันธุ์ส่งเสริมโครงการหลวง 54
ฎ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 3. 1 สวนอโวคาโด 2 3 ภาพที่ 3. 2 พันธุ์ปีเตอร์สัน 25 ภาพที่ 3. 3 พันธุ์บัคคาเนียร์ 26 ภาพที่ 3. 4 พันธุ์บู ท 7 26 ภาพที่ 3. 5 พันธุ์แฮส 27 ภาพที่ 3. 6 พันธุ์พิงเคอร์ตัน 27 ภาพที่ 4. 1 วิถีการตลาดอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2563 4 0
1 บทที่1 บทนำ 1.1 ความสำคัญของการวิจัย อโวคาโด (Avocado) หรือ ลูกเนย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Persea americana. Mill เป็นต้นไม้พื้นเมือง ในรัฐปวยลา ประเทศเม็กซิโก จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับกระวาน อบเชย เบย์ลอเรล สำหรับประเทศไทย มีการนำมาปลูกครั้งแรกที่จังหวัดน่าน เป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเป็นเนย โดยลักษณะของผลจะมีรูปร่างคล้ายสาลี่ หรือรูปไข่จนถึงรูปกลม (ณัฎฐวี สายสวัสดิ์, 2561) มูลนิธิโครงการหลวงได้นำอโวคาโดมาส่งเสริมให้เกษตรกร บนพื้นที่สูงปลูกเป็นอาชีพ จนเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งในปัจจุบัน อโวคาโดสามารถปลูกได้ตั้งแต่ พื้นราบจนถึงพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร (สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน), 2560) อโวคาโดเป็นพืชที่ผสมข้ามต้นและข้ามพันธุ์กันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีการบานและการผสมเกสรที่มีลักษณะ พิเศษ ดังนั้นเมื่อนำเมล็ดไปปลูกจึงมีการกลายพันธุ์ แตกต่างจากต้นแม่มากและผลผลิตมักมีคุณภาพต่ำ ปัจจุบันนิยมขยายพันธุ์อโวคาโดโดยการเสียบยอดแทน ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงได้คัดเลือก พันธุ์อโวคาโดที่มีคุณภาพดีและมีลักษณะตามความต้องการของตลาด เพื่อส่งเสริมปลูกเป็นการค้าจำนวน 8 พันธุ์ โดยให้มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวไม่ตรงกัน เพื่อให้มีผลผลิตจำหน่ายระยะเวลายาวนาน ได้แก่ พันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson) รูเฮิล (Ruehle) บัคคาเนียร์ (Buccaneer) เฟอร์ออเท่ (Fuerte) บูท 7 (Booth-7) บูท 8 (Booth-8) ฮอลล์(Hall) และแฮส (Hass) โดยลักษณะพันธุ์อโวคาโดที่ดีมีคุณภาพ คือ ผลผลิตจะต้องมีคุณภาพ เนื้อผลดีมีเปอร์เซ็นต์ไขมันสูง เนื้อผลนิ่มแต่แน่นไม่เละ ไม่มีเสี้ยน หรือไม่เป็นสีน้ำตาลง่าย ไม่มีรสขื่นและ กลิ่นฉุน มีช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยวยาว สามารถยืดอายุเก็บเกี่ยวได้โดยอยู่บนต้นได้นานไม่หล่นเสียหายง่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการกระจายปริมาณผลผลิตที่ออกจำหน่าย เป็นพันธุ์ที่เปลือกหนาพอสมควรทำให้ทนต่อ การขนส่งได้ดี และผลมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป (มูลนิธิโครงการหลวง และ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การ มหาชน),2559) โดยปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรมีการเปลี่ยนยอดพันธุ์อโวคาโดเพื่อให้ได้พันธุ์ที่ตรงกับความต้องการ ของตลาด อาจทำได้ 2 ลักษณะ คือ 1) เปลี่ยนยอดพันธุ์ในถุงพลาสติก 2) เปลี่ยนยอดพันธุ์ในแปลง ซึ่งในปัจจุบันอโวคาโดเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคที่สนใจในเรื่องสุขภาพ ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมถึงการสกัดน้ำมันอโวคาโดเพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมความงาม เช่น สบู่ แชมพู ครีมบำรุง เป็นต้น ในปีพ.ศ. 2562 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอโวคาโดทางภาคเหนือทั้งสิ้น 14,940 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูก อโวคาโด จำนวน 2,172 ครัวเรือน ซึ่งมีแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก โดยจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกอโวคาโดมากที่สุด 6,379 ไร่ รองลงมา ได้แก่ ตาก และ เชียงราย มีพื้นที่ปลูก 4,489 ไร่และ 2,581 ไร่ ตามลำดับ โดยพื้นที่ปลูกอโวคาโดทั้งประเทศ ทั้งสิ้น 15,328 ไร่ ซึ่งพื้นที่ปลูกทั้ง 3 จังหวัดภาคเหนือ คิดเป็นร้อยละ 97.47 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2563) จากการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโดในจังหวัดเชียงใหม่ปี พ.ศ. 2563 พบว่าจังหวัดเชียงใหม่
2 มีพื้นที่การผลิต 11,310 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยว 10,713 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโดจำนวน 1,761 ครัวเรือน ซึ่งมี แหล่งปลูกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ อำเภอเชียงดาว มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด 4,189 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูก อโวคาโดจำนวน 467 ครัวเรือน รองลงมาได้แก่ อำเภอฝาง มีพื้นที่เพาะปลูก 1,165 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูก อโวคาโดจำนวน 119 ครัวเรือน อำเภอหางดง มีพื้นที่เพาะปลูก 1,020 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโด 178 ครัวเรือน อำเภอแม่แตง มีพื้นที่เพาะปลูก 973 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโดจำนวน 125 ครัวเรือน และอำเภอ แม่วาง มีพื้นที่เพาะปลูก 743 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโดจำนวน 133 ครัวเรือน (กรมส่งเสริมการเกษตร,2563) ซึ่งการปลูกอโวคาโดถือเป็นพืชทางเลือกใหม่ในการปลูกพืชบนพื้นที่สูง ช่วยแก้ปัญหาด้านพื้นที่ที่มีการปลูกพืช เชิงเดี่ยวเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และถั่วลิสง เป็นต้น ซึ่งเป็นการทำลายที่ดินและ บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ส่งผลให้ประสบปัญหาหนี้สิน ตามมา (ณัฎฐวี สายสวัสดิ์, 2561) เกษตรกรบนพื้นที่สูงในเขตภาคเหนือ จึงหันมาปลูกอโวคาโดเป็นพืช ทางเลือกมากขึ้น และที่สำคัญในด้านการปลูกอโวคาโดเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบเขียวตลอดปีสามารถเป็นป่าทดแทน ได้ดีอย่างไรก็ตามเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโดยังประสบปัญหาพันธุ์ไม่เหมาะสม โรคและแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะ โรครากเน่าส่งผลให้อโวคาโดยืนต้นตาย การขาดแคลนน้ำในการทำการเพาะปลูกซึ่งเป็นพื้นที่สูง ส่งผลต่อ คุณภาพผลผลิตไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด ปัญหาจากพ่อค้าคนกลางที่ต้องการเก็บผลผลิตให้ ได้นานเพื่อรอการจำหน่าย จึงเกิดปัญหาการขายผลผลิตอโวคาโดที่ยังสุกไม่เต็มที่ให้พ่อค้าคนกลาง ผู้บริโภคจึง ได้รับผลอโวคาโดที่ไม่สุกทำให้รับประทานไม่ได้ และส่วนใหญ่เกษตรกรยังขาดการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 ได้เห็นความสำคัญที่จะต้องทำการศึกษาวิจัยการผลิตและการตลาด อโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ โดยศึกษาพันธุ์ที่มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด ได้แก่ พันธุ์ปีเตอร์สัน บัคคาเนียร์ บูท 7 พิงค์เคอร์ตัน และแฮส ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตร เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) และการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชทางเลือกที่มีศักยภาพ ด้านการผลิตและการตลาด เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปใช้ประกอบการส่งเสริมการผลิต และการตลาด เกษตรกรสามารถนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในด้านการวางแผนการผลิตและการตลาด อโวคาโด รวมถึงผู้ที่สนใจศึกษาต่อไป 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการปลูกอโวคาโดในจังหวัดเชียงใหม่ 1.2.2 เพื่อศึกษาวิถีการตลาดอโวคาโดพันธุ์คุณภาพดีต้นทุนการตลาดและส่วนเหลื่อมการตลาดของ ผู้รวบรวมผลผลิตหลักในจังหวัดเชียงใหม่
3 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 1.3.1 ประชากรที่ศึกษา คือ เกษตรกร/สถาบันเกษตรกร/เอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ ผลิตและการตลาดอโวคาโด 1.3.2 พื้นที่ศึกษา คือ จังหวัดเชียงใหม่ 1.3.3 ระยะเวลาของข้อมูล ปี 2563 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ อโวคาโดพันธุ์พื้นเมือง คือต้นอโวคาโดที่เกิดจากการเพาะเมล็ดแล้วกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ใหม่ ที่ไม่มี ชื่อเรียกพันธุ์เป็นทางการ สถาบันเกษตรกร หมายถึง กลุ่มเกษตรกร รวมถึงวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสมาคมหรือองค์การธุรกิจที่ เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการ หรืออำนวยประโยชน์ให้แก่เกษตรกร ในการ ประกอบอาชีพ โดยมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย 1.5 วิธีการวิจัย 1.5.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1) ข้อมูลปฐมภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิต วิถีการตลาด และปัญหาการผลิตการตลาด ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้ 1.1) การเลือกพื้นที่ศึกษาครัวเรือนเกษตรกร ได้เลือกพื้นที่อำเภอที่ปลูกอโวคาโดมากที่สุด ของจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเชียงดาว อำเภอฝาง อำเภอหางดง อำเภอแม่แตง อำเภอ แม่วาง และอำเภอแม่ริม ซึ่งมีพื้นที่ปลูกอโวคาโดรวมกันเท่ากับ 8,817.17 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 77.96 ของพื้นที่ ปลูกอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ และเกษตรกรจำนวน 1,206 ราย คิดเป็นร้อยละ68.48 ของเกษตรกรผู้ปลูก อโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ รายละเอียดดังตารางที่ 1.1
4 ตารางที่ 1.1 แสดงจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโดในจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอ เนื้อที่ (ไร่) ครัวเรือน (ราย) อำเภอเชียงดาว 4,189.54 467 อำเภอฝาง 1,164.75 119 อำเภอหางดง 1,020.25 178 อำเภอแม่แตง 973.83 125 อำเภอแม่วาง 743.45 133 อำเภอแม่ริม 725.35 184 อำเภอแม่แจ่ม 508.48 73 อำเภอกัลยาณิวัฒนา 443.57 95 อำเภอเวียงแหง 303.37 41 อำเภอแม่อาย 255.10 46 อำเภอฮอด 241.66 75 อำเภอสะเมิง 220.74 83 อำเภออมก๋อย 134.20 37 อำเภอจอมทอง 107.89 41 อำเภอไชยปราการ 64.25 8 อำเภอแม่ออน 49.26 19 อำเภอดอยสะเก็ด 42.50 11 อำเภอเมืองเชียงใหม่ 39.00 4 อำเภอสันทราย 7.50 5 อำเภอสันกำแพง 0.25 1 อำเภอสันป่าตอง 0.0 0 อำเภอดอยเต่า 0.0 0 อำเภอสารภี 0.0 0 อำเภอดอยหล่อ 0.0 0 รวมจำนวนทั้งหมด 11,309.52 1,761 ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่, 2563 1.2) การกำหนดขนาดตัวอย่างและการสุ่มตัวอย่าง (1) กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยวิธีเทียบอัตราส่วนขนาดประชากร (Neuman, 1991)ดังนี้ - ประชากรน้อยกว่า 1,000 คน ใช้อัตราส่วนการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 30
5 - ประชากรอยู่ระหว่าง 1,001 –10,000 คน ใช้อัตราส่วนการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 20 -ประชากรอยู่ระหว่าง 10,001 –150,000 คน ใช้อัตราส่วนการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 10 - ประชากรมากกว่า 150,000 คนขึ้นไป ใช้อัตราส่วนการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 1 - ประชากรมากกว่า 10,000,000 คนขึ้นไป ใช้อัตราส่วนการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 0.025 ดังนั้นจากข้อมูลผู้ปลูกอโวคาโด จำนวน 1,206 ราย กำหนดอัตราส่วนการสุ่มตัวอย่างได้ 121 ราย เนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านการสำรวจข้อมูลเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ได้จำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 109 ราย มากระจายตามสัดส่วนของประชากรใน 6 อำเภอ หลังจากนั้นนำมา สุ่มอย่างง่ายแบบไม่ใส่คืน (Simple Random Sampling Without Replacement) ให้ได้จำนวนตัวอย่างครบตาม จำนวน 109 ราย แยกเก็บข้อมูลต้นทุนการผลิตโดยแบ่งช่วงอายุก่อนให้ผลผลิต คือ 0 –1 ปี จำนวน 11 ราย อายุ 2-3 ปี จำนวน 20ราย และช่วงให้ผลผลิต คือ ช่วงอายุ 4 - 10 ปีจำนวน 53ราย อายุ 11 - 15 ปี จำนวน 16 ราย และ อายุ 16 ปี ขึ้นไป จำนวน 9 ราย โดยการสัมภาษณ์แบบเชิงลึกกับเกษตรกร โดยใช้แบบสัมภาษณ์มีข้อคำถามทั้ง เชิงปริมาณและคุณภาพ เกี่ยวกับข้อมูลต้นทุนการผลิตอโวคาโด ข้อมูลข้อจำกัด ปัญหาและอุปสรรคในการผลิต ช่องทางการจัดจำหน่าย วิถีการตลาดอโวคาโด ดังแสดงในตารางที่ 1.2 ตารางที่ 1.2 จำนวนเกษตรกรตัวอย่างผู้ปลูกอโวคาโด อำเภอ จำนวนเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโด (ราย) อายุต้นอโวคาโด ก่อนให้ผลผลิต หลังให้ผลผลิต อายุ 0-1 ปี อายุ 2-3 ปี อายุ 4-10 ปี อายุ 11-15 ปี อายุ 16 ปีขึ้นไป อำเภอเชียงดาว 4 3 22 7 5 อำเภอฝาง - 1 7 - 1 อำเภอหางดง - 1 8 7 3 อำเภอแม่แตง - 3 7 1 - อำเภอแม่วาง 1 4 6 1 - อำเภอแม่ริม 6 8 3 - - รวม 11 20 53 16 9 ที่มา : จากการคำนวณ (2) การสัมภาษณ์แบบเชิงลึกกับ สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดย มีข้อคำถามทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพในกระบวนการรวบรวมผลผลิตและการตลาดอโวคาโด ด้วยวิธี เฉพาะเจาะจง จำนวน 11 ตัวอย่าง
6 2) ข้อมูลทุติยภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานราชการและภาคเอกชนในพื้นที่ ตลอดจนค้นคว้าข้อมูลจาก หนังสือวารสาร สิ่งพิมพ์ เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และค้นคว้าข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 1.5.2 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่ออธิบาย ข้อมูลทั่วไปของเกษตรกร อธิบายต้นทุนและผลตอบแทน โดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ผลรวม อธิบาย ผลประกอบตาราง รวมถึงวิเคราะห์วิถีการตลาดและส่วนเหลื่อมการตลาดอโวคาโด 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการส่งเสริมการผลิตและการตลาดอโวคาโด 1.6.2 เกษตรกรนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในด้านการวางแผนการผลิตและการตลาดอโวคาโด
7 บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคิดและทฤษฎี 2.1 การตรวจเอกสาร ในการตรวจเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ทำการตรวจเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ สินค้า อโวคาโด ผลการตรวจเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีดังนี้ ด้านต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตอโวคาโด สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 (2563) ได้ศึกษา ต้นทุนการผลิตอโวคาโดในพื้นที่จังหวัดเลย พบว่าเกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ปีเตอร์สัน เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่มี ผลใหญ่ เมื่อผลโตเต็มที่ประมาณ 2 - 3 ผลต่อกิโลกรัม และพันธุ์แฮส ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าที่ผู้บริโภคนิยม โดย เกษตรกรที่เพาะปลูกอโวคาโด มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,339 บาทต่อไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 และเก็บเกี่ยว ผลผลิตได้ระยะยาว) ราคาต้นพันธุ์เพาะเมล็ดแบบคละพันธุ์อยู่ที่ 50 - 80 บาทต่อต้น หากเป็นต้นพันธุ์ เสียบยอด ราคา 120 - 150 บาทต่อต้น นิยมปลูกช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือน กันยายน - ธันวาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 290 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 5,564 บาทต่อไร่ ราคา ขายเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 ได้ศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนการผลิต และผลตอบแทนการผลิตยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย แล้วพบว่า พืชทางเลือก หรือพืชรายได้เสริมของจังหวัดเชียงรายอีกชนิดหนึ่ง คือ อโวคาโด มีต้นทุนการผลิตเท่ากับ 6,486.41 บาทต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 250.10 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 40.94 บาทต่อกิโลกรัม มีผลตอบแทนต่อไร่ 10,238.65 บาทต่อไร่ มีผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ 3,7523 บาท ส่วนการผลิตยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม พบว่า มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 7,042.04 บาท ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 221 กิโลกรัม (ยางก้อนถ้วย) ราคาที่เกษตรกร ขายได้ กิโลกรัมละ 18.62 บาท ผลตอบแทนต่อไร่ 4,115.02 บาท ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ -2,927.02 บาท นอกจากนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (2558) พบว่าในงานส่งเสริมการปลูก อโวคาโดของโครงการหลวงให้เกษตรกรปลูกเป็นอาชีพ พบปัญหาเรื่องการผลิตต้นกล้าอโวคาโด ทั้งในเรื่อง ปริมาณต้นกล้าที่ไม่เพียงพอ และคุณภาพของต้นกล้าที่พบอัตราการตายหลังเปลี่ยนยอดพันธุ์และหลังการปลูกสูง ถึงร้อยละ 30 - 40 ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปริมาณผลผลิตไม่สม่ำเสมอ และต้นอโวคาโดถูกเชื้อรา Phytophthora เข้าทำลายดังนั้นจึงได้ศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอโวคาโดพันธุ์ที่ส่งเสริม เป็นหลัก คือ พันธุ์แฮส และบัคคาเนียร์ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าทั่วโลก สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่และ ภูมิอากาศบนพื้นที่สูงของไทย มีโรคและแมลงรบกวนน้อย และให้ผลผลิตดี วิธีการผลิตต้นกล้าพันธุ์อโวคาโด ที่สามารถเพิ่มอัตราการรอดตายของต้นกล้าได้มากกว่าร้อยละ 70.00 คือ การเพาะเมล็ดอโวคาโดพันธุ์บูท 7 โดยใช้วัสดุเพาะ ดิน : ขุยมะพร้าว : ขี้เถ้า แกลบ (0.5 : 1 : 1) เมื่อต้นกล้าอายุ 3 เดือน หลังเพาะเมล็ด ทำการเปลี่ยนพันธุ์และพันกิ่งด้วยพลาสติก และพาราฟิน หลังจากเปลี่ยนพันธุ์แล้ว 2 เดือน จึงนำต้นกล้า พันธุ์อโวคาโดปลูกลงแปลงได้
8 ด้านวิถีการตลาด (ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา, 2559) การปลูกอโวคาโดของชาวบ้านในช่วงแรก ไม่ได้ คุณภาพ เมื่อมีผลผลิตก็มักขายเหมาทั้งสวน จึงทำให้ได้ราคาต่ำ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนา พร้อมกับผลักดันให้ชาวบ้านใน พื้นที่หันมาปลูกอโวคาโดให้มีคุณภาพเพื่อสร้างรายได้สูง พร้อมไปกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้นำ องค์ความรู้ไปพัฒนาพืชต่อไป ก่อนหน้าที่ทางศูนย์จะได้เข้ามา ชาวบ้านมีการปลูกอโวคาโดกันอยู่แล้ว โดยจะ ขายผลผลิตแบบเหมาทั้งสวน ซึ่งถ้าเฉลี่ยแล้วมีรายได้กิโลกรัมละ 10 บาท เป็นพันธุ์พื้นเมืองและถือว่าราคาต่ำมาก เนื่องจากขาดคุณภาพ ทางศูนย์จึงคัดเลือกยอดพันธุ์ที่เหมาะสมกับการค้า ซึ่งได้แก่ ปีเตอร์สัน บัคคาเนียร์และ แฮส ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยม ทั้งนี้แต่ละสายพันธุ์ดังกล่าวจะให้ผลผลิตต่างเวลากัน โดยเริ่มจากปีเตอร์สัน ก่อน แล้วจบที่แฮส ที่จะให้ผลผลิตไปจนถึงเดือนธันวาคม ฉะนั้น จะแนะนำให้ชาวบ้านปลูกทั้ง 3 พันธุ์ เพราะจะ ได้มีผลผลิตพร้อมกับมีรายได้ที่ยาวนาน สำหรับพันธุ์แฮส ที่วางจำหน่ายตามโมเดิร์นเทรด เป็นการนำเข้ามาจาก นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย โดยขายเป็นลูก ราคา 60 – 70 บาท ขณะเดียวกันปีเตอร์สัน และบัคคาเนียร์ ที่ทางศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) ได้ส่งเสริมด้วยการเปลี่ยนยอดพันธุ์ ขณะนี้เป็น เวลา 3 ปี แล้ว ได้ผลผลิตแล้ว และมีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ ขณะเดียวกันจะผลักดันให้มีการปลูก อโวคาโดด้วยการใช้จุลินทรีย์เพื่อเป็นการสร้างมูลค่า ซึ่งนอกจากทำให้ผู้ปลูกมีรายได้แล้ว ยังมีลูกค้ามาสั่งจองกัน ซึ่งมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 40 บาท แล้วนำไปขายกัน กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนพันธุ์แฮส มักขายเป็นผล ราคาผลละ 20 – 30 บาท การปลูกอโวคาโดในพื้นที่สูงมีโอกาสและได้เปรียบมาก ฉะนั้นการเลือกสายพันธุ์สำหรับ ปลูกควรมองตลาดจำหน่ายให้เป็นกรอบ เพื่อสร้างความชัดเจน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ปีเตอร์สัน ลูเทิ่น บูท บัคคาเนียร์ แฮส และปากช่อง 28 ซึ่งถือว่าเป็นพันธุ์สุดท้ายของช่วงฤดูกาล ล้วนแต่ตอบโจทย์ความต้องการได้ ทุกตลาด ทั้งตลาดบริโภค ตลาดชุมชน หรือตลาดแปรรูป ส่งโรงงานอุตสาหกรรมที่นำไปทำเป็นเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ความงาม รวมถึงควรมีลักษณะคุณสมบัติเด่น คือ ให้ผลผลิต และค่าตอบแทนสูง คุ้มค่าต่อ การลงทุน เช่นเดียวกับ (ณัฎฐวี สายสวัสดิ์, 2561) ได้กล่าวถึง ด้านการตลาดของกลุ่ม SAME ซึ่งเป็นเกษตรกร ผู้ปลูกอโวคาโด จำนวนสมาชิกมีทั้งหมด 32 คน บ้านหนองวัวแดง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านของไทยภูเขาด้วยสภาพพื้นที่สูง อากาศหนาวเย็นสบาย ได้มีการรวมกลุ่มกันเมื่อปี 2558 และขอกู้เงินทุน จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อนำมาปลูก และให้สมาชิกในการหมุนเวียนในการปลูกอโวคาโด และรับซื้อเพื่อส่งออก เนื่องด้วยเป็นการขายผลผลิตแบบสด จึงจะต้องมีการจัดการในเรื่องการบรรจุ ให้เรียบร้อย ในด้านการตลาดมีทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในปีที่ผ่านมามีการขาย อโวคาโด พันธุ์แฮส พิงค์คาร์ตัน บูท7 และบัคคาเนียร์เป็นจำนวน 500,000กิโลกรัมต่อปีเนื่องด้วยเริ่มมีผู้นิยมหันมาดูแลสุขภาพและนิยม รับประทานกันมากขึ้น ในเรื่องของตลาดในประเทศ คือ โครงการหลวงรับซื้อ 5,000 กิโลกรัมต่อปี ร้านใน Tops Supermarket และตลาดไท ซึ่งจะส่งไปขายหน้าโรงงานญี่ปุ่น ส่วนต่างประเทศก็จะมีประเทศจีน 24 ตัน และกัมพูชา 40 ตัน ซึ่งในตลาดของพนมเปญที่กัมพูชา ยังมีความต้องการในเรื่องผลไม้ประเภทนี้อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ทางกลุ่มอโวคาโดเชียงดาว ยังไม่สามารถที่จะทำการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ช่องทาง การตลาดจะมีอยู่ คือ การขายในประเทศ ส่วนมากจะมีพ่อค้ามารับถึงพื้นที่ ซึ่งราคาขายส่ง บูท 7 บัคคาเนียร์ จะอยู่ที่ราคา 43 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนพิงค์คาร์ตัน และแฮส จะขายส่งที่ราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งแม่ค้า
9 จะขายหน้าร้านดังนี้ บูท และ บัคคาเนียร์ ราคา 80 - 85 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนพิงค์คาร์ตันและแฮส ราคา 150 บาทต่อกิโลกรัม เงื่อนไขการตลาดของการขายอโวคาโด คือ จะขายได้ในช่วงฤดูกาล ในเดือนกรกฎาคม - พฤศจิกายน เท่านั้น นอกจากนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (2558) พบว่า การผลิต อโวคาโดภายในประเทศส่วนใหญ่เพื่อการบริโภคภายในประเทศ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 – 2556 ไทยมีปริมาณ การส่งออกอโวคาโดไปต่างประเทศเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปริมาณการนำเข้า ไทยขาดดุลการค้าปีละไม่ต่ำ กว่า 70 ล้านบาท โดยนำเข้าอโวคาโดมาจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นหลัก พันธุ์ที่นำเข้า ได้แก่ แฮส ร้อยละ 99.00 และ Shepard ร้อยละ 1.00 และนำเข้าอโวคาโดมากที่สุดในเดือนมกราคม และได้ศึกษาด้าน ความต้องการของตลาดผู้ค้าปลีก และ ผู้ค้าส่ง พบว่ามีปริมาณความต้องการอโวคาโดสูง สามารถรับซื้อได้ตลอด ทั้งปี พันธุ์ที่ต้องการ คือ แฮส บัคคาเนียร์เฟอร์ออเท่ ปีเตอร์สัน และ บูท 7 คุณภาพที่ต้องการ คือ ผิวสวย ไม่มี โรคแมลง หรือรอยตำหนิ และปัญหาที่ผู้ค้าพบคือ อโวคาโดมีคุณภาพต่ำ ขนาดผลเล็ก มีรอยตำหนิ ผลผลิตมี ปริมาณน้อย และล้นตลาดในช่วงเดือนสิงหาคม ถึงตุลาคม ส่วนราคาขายส่งอโวคาโดเฉลี่ย พันธุ์ทั่วไป 30 – 50 บาทต่อกิโลกรัม พันธุ์แฮส ราคา 50 – 90 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยพันธุ์ทั่วไปราคา 45 บาท ต่อกิโลกรัม พันธุ์แฮส และ พิงค์คาร์ตัน ราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม ผลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้ออโวคาโดมารับประทาน คือ รสชาติ ราคา ประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร ผู้บริโภคยังประสบปัญหาในการเลือกซื้ออโวคาโด วิธีการรับประทานอโวคาโดที่ถูกวิธี ส่วนพันธุ์ที่ผู้บริโภคนิยม รับประทาน คือ พันธุ์แฮส เพราะเนื้อละเอียด ไม่เป็นเสี้ยน และหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ส่วนต้นทุน การผลิตอโวคาโดเฉลี่ย 8,467.50 บาทต่อไร่ คิดเป็น 12.45 บาทต่อกิโลกรัม 2.2 แนวคิดและทฤษฎี 2.2.1 ทฤษฎีด้านการผลิต 1) แนวคิดต้นทุนการผลิต ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีหลักเกณฑ์แนวคิดในการจัดทำข้อมูลต้นทุนการผลิต คือ เป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ เป็นต้นทุนการผลิตของผลผลิตของเกษตรกร และเป็นต้นทุนเฉลี่ย (ศิริวัฒน์ ทรงธนศักดิ์, 2562) 1.1) ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง (1) คิดค่าใช้จ่ายทุกกิจกรรมการผลิต ตั้งแต่เตรียมดิน จนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต มีรายการที่ชัดเจนไม่ซ้ำซ้อน (2) คิดค่าใช้จ่ายเฉพาะที่เกษตรกรได้ใช้จ่ายไปในช่วงระยะเวลาการผลิตพืชนั้น (3) คิดค่าใช้จ่ายทั้งที่จ่ายไปเป็นเงินสดและไม่เป็นเงินสด โดยค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสดจาก การจ้าง การซื้อ การเช่าทรัพย์สินและค่าเช่าดิน ส่วนค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นตัวเงิน คิดจากการประเมินค่าใช้จ่าย กรณีการใช้แรงงาน วัสดุปัจจัย เครื่องมือของตนเองหรือของครัวเรือน ที่ไม่ได้จ้าง ไม่ได้ซื้อ ไม่ได้เช่า (4) คิดค่าเสียโอกาสเงินลงทุน ซึ่งเป็นการประเมินโดยการคำนวณใส่ไว้ในโครงสร้าง ต้นทุนเป็นค่าใช้จ่ายไม่เป็นเงินสดด้วย
10 ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จะแตกต่างจากต้นทุนทางบัญชีตรงที่ต้นทุนทางบัญชีจะคิด เฉพาะรายการที่เป็นเงินสด 1.2) ต้นทุนการผลิตของผลผลิตของเกษตรกร หมายถึง (1) เป็นต้นทุนของผลผลิตพืชที่ยังอยู่ในมือของเกษตรกร ไม่ขายผลผลิตแบบ ตกเขียวไปก่อนแล้ว (2) ค่าใช้จ่ายที่นำมาคิดเป็นต้นทุนการผลิตจะคิดตั้งแต่เริ่มต้นการผลิตตั้งแต่เตรียมดิน จนถึงเก็บเกี่ยวได้ผลผลิต หากใช้จ่ายลงทุนไปแล้วไม่ได้ผลผลิต หรือผลผลิตเสียหายก็จะไม่มีต้นทุนของผลผลิต จะมีแต่ค่าใช้จ่ายของกิจกรรมการผลิตเท่านั้น (3) เป็นต้นทุนค่าใช้จ่าย ณ ไร่นา ไม่รวมค่าขนส่งผลผลิตไปขาย 1.3) ต้นทุนเฉลี่ย หมายถึง (1) คิดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรทุกรายที่เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ของรายใดรายหนึ่ง (2) คำนวณต้นทุนด้วยวิธีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักด้วยเนื้อที่เพาะปลูก หรือนำเนื้อที่เพาะปลูก ของแต่ละรายตัวอย่างมาพิจารณาด้วย 1.4) นิยามต้นทุนการผลิตพืช (1) ต้นทุนการผลิต หมายถึง ค่าใช้จ่ายหรือมูลค่าการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งประเภท ปัจจัยผันแปรและปัจจัยคงที่ที่นำมาใช้ในการประกอบการผลิตเพื่อให้การผลิตดำเนินการไปจนสิ้นสุด กระบวนการผลิตในช่วงเวลาหรือรุ่นการผลิตหนึ่ง ๆ ที่กำหนด (2) ต้นทุนทั้งหมด หมายถึง ผลรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่ ทั้งที่เป็นเงินสดและไม่เป็นเงินสด (3) ต้นทุนผันแปร หมายถึง ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตที่สามารถเปลี่ยนขนาดการใช้เพื่อ เปลี่ยนแปลงขนาดของผลผลิตในขนาดการผลิตหนึ่ง ๆ กล่าวคือ ในขนาดการผลิตหนึ่ง ๆ ที่คงที่ผลผลิตจะ ได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดการใช้ปัจจัยถ้ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้ปัจจัยก็จะส่งผลให้ขนาดของผลผลิตที่ ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย (4) ต้นทุนคงที่ หมายถึง ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตแต่ละช่วงหรือรุ่นการผลิตหนึ่ง ๆ เป็นการผลิตระยะสั้นปัจจัยที่ใช้ประกอบการผลิตบางส่วนจึงมีสภาพคงที่ปัจจัยเหล่านี้จึงไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงขนาดการผลิตได้ไม่ว่าจะมีการผลิตมากหรือผลิตน้อยหรือไม่มีการผลิตเลยก็ตามปัจจัยการผลิต ชนิดนี้จะยังคงมีอยู่ เช่น ค่าใช้ที่ดิน ค่าเสื่อมเครื่องจักร ค่าเสื่อมโรงเรือน เป็นต้น (5) ต้นทุนที่เป็นเงินสด หมายถึง ต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นเงินสด ในการนำปัจจัยมาประกอบการผลิตในช่วงหรือรุ่นการผลิตนั้น ๆ ทั้งที่เป็นต้นทุนผันแปร เช่น ค่าปุ๋ย ค่ายาสารเคมี ค่าจ้างแรงงาน ค่าพันธุ์ ค่าวัสดุสิ้นเปลือง ค่าซ่อมแซมเครื่องอุปกรณ์ และค่าเช่าที่ดิน เป็นต้น (6) ต้นทุนที่ไม่เป็นเงินสด หมายถึง ต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงิน แต่ต้อง ประเมินให้เป็นตัวเงิน ในช่วงหรือรุ่นการผลิตนั้น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ประเมินจากการใช้ปัจจัยเช่น
11 แรงงานในครัวเรือน ปุ๋ยคอกในฟาร์ม ค่าพันธุ์ที่เก็บไว้เอง ค่าใช้ที่ดินของตนเอง ค่าใช้จ่ายที่เป็น ค่าเสื่อม และ ค่าเสียโอกาสในการลงทุน เป็นต้น (7) กิจกรรมการผลิต หมายถึง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมที่ดำเนินการเพื่อให้ ขบวนการผลิตดำเนินไปครบถ้วนตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการผลิตแยกเป็น (7.1) การเตรียมดิน หมายถึง กิจกรรมในการเตรียมพื้นที่ให้พร้อมสำหรับ การเพาะปลูกพืช กรณีไม้ผลไม้ยืนต้นนอกจากจะมีกิจกรรมไถกลับหน้าดิน ไถยกร่อง หรือขุดยกร่อง ยังมีการ วางแนวขุดหลุม กรณีโค่นรื้อสวนเก่าปลูกใหม่จะมีค่าไถขุดสับต้นตอเดิม ทั้งนี้ ไม่รวมการไถบุกเบิกป่า (7.2) การปลูก หมายถึง กิจกรรมในช่วงการปลูกโดยการนำเมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ ท่อนพันธุ์หรือต้นกล้าพันธุ์ ปลูกลงไปในแปลงปลูกหรือหลุมที่เตรียมไว้แล้ว (7.3) การดูแลรักษา หมายถึง กิจกรรมที่ดำเนินการหลังการปลูกถึง ก่อนการเก็บ เกี่ยว ได้แก่ ดายหญ้า พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ฉีดพ่นสารเพื่อคุมฆ่าหรือปราบศัตรูพืช วัชพืช ตัดแต่งกิ่ง/ใบ เป็น ต้น (7.4) การเก็บเกี่ยว หมายรวมถึง การแปรรูปผลผลิตเบื้องต้นก่อนขาย เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการในช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งอาจต้องแปรรูปเบื้องต้นจนได้รูป ผลผลิตตามมาตรฐานที่กำหนดได้แก่ กิจกรรมการเก็บเกี่ยวขน รวบรวมไปยังที่จำหน่าย (8) อัตราค่าจ้างแรงงานคนทำงานทั่วไป หมายถึง อัตราค่าจ้างแรงงานคนทำงานต่อวัน สำหรับทำงานทั่วไปในท้องถิ่น (1 วัน คิดเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง) (9) ค่าจ้างเตรียมดิน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ่ายเป็นค่าจ้างเตรียมดิน แต่ละขั้นตอน จนสามารถปลูกพืชได้ กรณีไม้ผลไม้ยืนต้น จะมีกิจกรรม ไถกลับหน้าดิน ไถยกร่อง ขุดยกร่อง เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเตรียมดินอาจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการผลิตของแต่ละชนิดพืช และแต่ละพื้นที่ กรณีที่จ้างด้วยเครื่องจักรไม่ต้องคิดค่าเสื่อม ค่าซ่อม ค่าน้ำมันของเครื่องจักร เพราะ เป็นการจ้างเหมารวมไว้ในค่าจ้างแล้ว (10) ค่าจ้างปลูก หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ่ายเป็นค่าจ้างแรงงาน ในการปลูกรวม ค่าแรงงานตั้งแต่ขนวัสดุพันธุ์ที่จัดเก็บไว้ไปแปลงปลูก วางแนว ขุดหลุม ทำการปลูกลงแปลง ซึ่งอาจมีทั้งปลูก ด้วยแรงงานคน และเครื่องจักร (11) ค่าจ้างใส่ปุ๋ย หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ่ายเป็นค่าจ้างใส่ปุ๋ย หว่านปุ๋ย ทั้งนี้ รวมค่าจ้างแรงงานตั้งแต่ขนย้ายปุ๋ยจากที่จัดเก็บไปไว้ที่แปลงปลูก หรือไปเตรียมไว้ในบริเวณปลูก (12) ค่าจ้างฉีดพ่นสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช โดยคน หมายถึง อัตราค่าจ้างเหมารวมทั้ง คนและเครื่องสูบโยก (13) ค่าจ้างฉีดพ่นสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช โดยเครื่องจักร หมายถึง อัตราค่าจ้างเหมา รวมทั้งเครื่องจักร เครื่องพ่น และแรงงานคนควบคุม ลากสาย (14) ค่าจ้างเก็บเกี่ยว หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ่ายเงินเป็นค่าจ้างในกิจกรรมเก็บ เกี่ยว รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งแรงงานคน เครื่องจักร โดยการคิดค่าจ้างเป็นได้ 3 ลักษณะ คือ
12 (14.1) อัตราจ้างต่อหน่วยพื้นที่เป็นบาทต่อไร่ (14.2) คิดอัตราจ้างต่อหน่วยผลผลิตเป็นบาทต่อกิโลกรัม (14.3) คิดอัตราค่าจ้างเป็นค่าจ้างรายวัน ทั้งนี้ ได้นำเรื่องความสามารถของ แรงงานมาพิจารณาด้วย (15) ปุ๋ย หมายถึง สิ่งที่เป็นอาหารบำรุงต้นพืช ทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ (16) การกำจัดวัชพืช หมายถึง การดายหญ้า ถอนหญ้า และการทำรุ่นพรวนดิน (16.1) การดายหญ้า หมายถึง การตัดหญ้า ถอนต้นหญ้า หรือวัชพืช ไม่ให้รบกวน ต้นพืชที่ปลูก (16.2) การพรวนดิน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทำรุ่น หมายถึง ฟันหน้าดินบริเวณรอบ โคนต้นเพื่อกำจัดวัชพืช และเพื่อให้ดินสามารถรับน้ำและปุ๋ยได้สะดวก (17) วัชพืช หมายถึง ต้นหญ้าหรือต้นพืชที่ไม่ได้ปลูกและไม่ต้องการให้ขึ้นในแปลงปลูกมา แย่งธาตุอาหารในดินทำให้พืชที่ปลูกไม่สมบูรณ์ (18) ศัตรูพืช หมายถึง สิ่งที่ทำลายต้นพืชหรือผลผลิต ได้แก่ เชื้อรา โรค แมลง หอย ไส้เดือนฝอย หนู นก กระรอก ฯลฯ (19) สารปราบวัชพืช หมายถึง สารป้องกันกำจัดวัชพืช สารฆ่าหญ้าหรือสารฆ่าต้นพืชที่ ไม่ได้ปลูกและไม่ต้องการให้ขึ้นในแปลงปลูก (20) สารปราบศัตรูพืช หมายถึง สารฆ่าแมลงหนอน เพลี้ย เชื้อรา และศัตรูพืชอื่น ๆ (21) พ่นสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช หมายถึง ฉีดพ่นสารกำจัดหญ้า แมลง ฆ่าวัชพืช ศัตรูพืชในแปลงปลูกแยกตามลักษณะการใช้แรงงานหรืออุปกรณ์ ดังนี้ (21.1) พ่นสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช โดยคน หมายถึง คนคนเดียวสามารถฉีดพ่น สารได้โดยการสะพายเครื่องฉีดพ่นสารแบบต่าง ๆ ได้แก่ เครื่องสูบโยก เครื่องยนต์เบา ฯลฯ (21.2) พ่นสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช โดยเครื่อง หมายถึง ใช้เครื่องยนต์มีคนบังคับ ควบคุมปั๊มฉีดพ่น เช่น รถแทรกเตอร์ฉีดพ่นสาร เครื่องปั๊มจากถัง 200 ลิตร 1,000 ลิตร หรือ 2,000 ลิตร ต้องลากสายยาง ซึ่งต้องใช้คนอย่างน้อยสองคน คือ คนจับหัวฉีดกับคนลากสาย (21.3) เครื่องสูบโยกแบบสะพายหลัง หมายถึง เครื่องฉีดพ่นใช้แรงงานคน เวลาที่ ใช้คนที่ฉีดจะต้องสูบโยกเครื่องด้วยเพื่อให้มีแรงอัดของลมพ่นยาให้เป็นฝอยละออง (22) ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องสูบน้ำและฉีดพ่นสาร หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจาก การใช้น้ำมัน เฉพาะกับเครื่องสูบน้ำและฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช/วัชพืช ที่เกษตรกรมีใช้ในกิจกรรมการผลิตพืช นั้น ทั้งนี้ หมายรวมถึงค่าไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องปั๊มน้ำสูบน้ำ (23) ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์การเกษตร หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจาก การซ่อมแซม อุปกรณ์การเกษตรที่ชำรุดให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ โดยให้กำหนดรอบการใช้งาน ได้แก่ โรงเรือนบ่อน้ำ
13 สระน้ำ เครื่องจักรเครื่องมือที่ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ในฟาร์มหรือไร่นา ซึ่งไม่รวมการซ่อมเครื่องจักรเครื่องยนต์ ที่ได้มีการจ้างแรงงานไปแล้ว การซ่อมครั้งหนึ่งจะต้องทราบว่าสามารถใช้งานได้อีกกี่ปี (อายุการซ่อม 1 รอบ) จึงจะหวนกลับมาซ่อมใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อใช้คำนวณหาค่าซ่อมเฉลี่ยต่อปี ค่าซ่อมต่อปี = ค่าซ่อมในฤดูการผลิตนั้น หารด้วย ระยะเวลาใช้งานตามปกติ หลังจากการซ่อมบำรุง ในครั้งนั้น คูณด้วย ร้อยละการใช้งานอุปกรณ์นั้น เฉลี่ยด้วย เนื้อที่เพาะปลูกสินค้าหรือพืชนั้น (24) ค่าวัสดุการเกษตรและอื่น ๆ หมายถึง ค่าวัสดุอุปกรณ์สิ้นเปลืองที่ใช้หมดภายใน 1 รอบปี หรือใช้หมดไปในฤดูเพาะปลูก/ปีการผลิต (25) ค่าเช่าที่ดิน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ ในกิจกรรมการผลิตสินค้าเกษตรชนิดนั้น ๆ ทั้งนี้ ค่าเช่าที่ดินได้รวมถึงค่าภาษีที่ดินเรียบร้อยแล้ว (25.1) กรณีมีการเช่าที่ดินและมีการจ่ายค่าเช่าจริง (ทั้งที่เป็นเงินสด หรือผลผลิต) เรียกว่า ค่าเช่า (25.2) กรณีเป็นที่ดินของตนเองไม่ได้เช่า เรียกว่า ค่าใช้ที่ดิน ซึ่งไม่เป็นเงินสดโดย ประเมินเทียบเคียงจากอัตราค่าเช่าในพื้นที่ (26) ค่าเสียโอกาสเงินลงทุนในต้นทุนผันแปร หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากคำนวณ ประเมินการลงทุนในมูลค่าปัจจัยผันแปรทั้งหมดในช่วงหรือรุ่นการผลิตหนึ่ง ๆ ซึ่งมูลค่าปัจจัยที่นำมาใช้ในการผลิต ต้องเสียโอกาสที่จะนำไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ฝากธนาคาร หรือให้กู้ยืมจึงต้องมีการคิดค่าเสียโอกาสจาก การใช้ทรัพยากรนั้น OPC = TVC ) 12 M( ( i ) โดยที่ OPC = ค่าเสียโอกาสเงินลงทุนในต้นทุนผันแปร TVC = ต้นทุนผันแปรทั้งหมดต่อไร่ ทั้งที่เป็นเงินสดและไม่เป็นเงินสด M = ช่วงเวลาการผลิต (เดือน) ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต i = อัตราค่าเสียโอกาส ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ธ.ก.ส. (ณ ปี 2562 ร้อยละ 8.00) (27) ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการกระจายมูลค่าของ ทรัพย์สินที่ซื้อไว้ใช้งานในการผลิตหรือเป็นการปันส่วนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบ ตลอดอายุ การใช้ประโยชน์ของทรัพย์สินนั้น โดยจะคิดประเมินเป็นมูลค่าต่อไร่ ไม่เป็นเงินสด ซึ่งการประเมินค่าเสื่อม หรือ ค่าสึกหรอ สามารถคำนวณได้หลายวิธี โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคิดค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินแบบวิธี เส้นตรง ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณที่ง่ายที่สุดและนิยมใช้กันมาก ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ใช้วิธีการนี้ D = ( ) N BV −SV ) 12 M( (U) ) A 1 (
14 โดยที่ D = ค่าเสื่อมราคาต่อปีทรัพย์สิน BV = มูลค่าแรกซื้อหรือสร้างทรัพย์สิน SV = มูลค่าซากของทรัพย์สินเมื่อหมดอายุการใช้งาน M = ช่วงเวลาการผลิต (เดือน) ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต N = อายุการใช้งานของทรัพย์สิน U = ร้อยละการใช้งานของทรัพย์สินในการผลิตพืชนี้ A = เนื้อที่เพาะปลูก ในกรณีที่ได้จ้างแรงงานรวมเครื่องมืออุปกรณ์ และคิดเป็นค่าจ้างไปแล้ว ไม่นำเครื่องมือนั้นมา คิดค่าเสื่อมอีก เพราะไม่ได้เป็นทรัพย์สินอุปกรณ์ของเกษตรกรเอง (28) ค่าเสียโอกาสการลงทุนในทรัพย์สิน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ประเมินหรือคำนวณขึ้น จากแนวคิดค่าเสียโอกาสในเงินลงทุน ที่นำไปจัดซื้อจัดหาทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร โรงเรือน สิ่งก่อสร้าง เพื่อมาใช้ในกิจกรรมการผลิตสินค้าเกษตรนั้น มาคิดค่าเสียโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทน จากการนำทรัพยากรหรือเงินลงทุนนั้นไปใช้ในกิจกรรมการผลิตอื่น ซึ่งอัตราค่าเสียโอกาสที่ใช้ประเมินนั้นจะใช้ ดอกเบี้ยเงินกู้ของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร OPI = ( ) 2 BV + EV ( ) 12 M ( i ) (U) ) A 1 ( โดยที่ OPI = ค่าเสียโอกาสการลงทุนในทรัพย์สิน BV = มูลค่าแรกซื้อหรือสร้างทรัพย์สิน EV = มูลค่าซากของทรัพย์สินเมื่อหมดอายุการใช้งาน M = ช่วงเวลาการผลิต (เดือน) ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต I = อัตราค่าเสียโอกาสใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ธ.ก.ส. (ณ ปี 2562 ร้อยละ 8.00) U = ร้อยละการใช้งานของทรัพย์สินในการผลิตพืชนี้ A = เนื้อที่เพาะปลูก (29) ต้นทุนเฉลี่ยก่อนให้ผลผลิต หมายถึง การนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงอายุ ที่ยังไม่ให้ผลผลิตของไม้ผลไม้ยืนต้นนำมาเฉลี่ยไว้ในต้นทุนการผลิตช่วงให้ผลผลิตที่เท่ากันทุกปีตลอดอายุขัย ของพืชด้วยเป็นการคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่ปีแรกถึงปีก่อนให้ผลผลิต และนำไปปรับลดมูลค่า ด้วยวิธี Discount Factor (DF) แล้วจึงนำไปกระจายเป็นค่าใช้จ่ายต่อปี ในทุกช่วงอายุที่ให้ผลผลิต ด้วยวิธี Cost Recovery Factor (CRF) ดังนี้
15 (29.1) หาค่าตัวร่วมส่วนลด จากการคิดลด Discount Factor (DF) มาทอน ค่าต้นทุนต่อไร่ที่เกิดขึ้นรวมทุกปีก่อนให้ผลผลิต ให้ไปเท่ากับจำนวนปีที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว และใช้อัตราดอกเบี้ยที่ กำหนด โดยค่า DF คำนวณได้จากสูตร DF = (1 r) t 1 + โดยที่ r คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ ธ.ก.ส. t คือ จำนวนปีคิดลด หรือ เปิดเทียบได้จากตาราง ค่า DF สำเร็จรูปของ J. Price Gittinger (1984) (29.2) หาค่า ตัวกอบกู้ทุนเพื่อนำต้นทุนก่อนให้ผลผลิต กระจายไปทุกปี ของการเก็บเกี่ยวตั้งแต่ปีเริ่มต้นเก็บเกี่ยวจนหมดอายุขัยทางเศรษฐกิจของพืชนั้น โดยเทียบกับค่า CRF (Cost Recovery Factor) ที่ได้จากสูตร ดังนี้ CRF = ( r) k r + − 1 1 1 โดยที่ r คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ ธ.ก.ส. (ณ ปี 2562 ร้อยละ 2.00) k คือ จำนวนปีอายุขัยที่เก็บเกี่ยว หรือ เปิดเทียบได้จากตาราง ค่า CRF สำเร็จรูปของ J. Price Gittinger (1984) โดยใช้อัตราดอกเบี้ยที่กำหนด และอายุขัยจำนวนปีเก็บเกี่ยว 1.5) ลักษณะต้นทุนการผลิตพืช ต้นทุนการผลิตพืชของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แยกตามลักษณะพฤติกรรมการ ผลิตและโครงสร้างการคำนวณ (1) กลุ่มไม้ผลไม้ยืนต้น เนื่องจากไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวสามารถยืนต้น และให้ผลผลิตได้หลายปี การคิดต้นทุนเฉพาะปีที่ให้ผลผลิตอย่างเดียวจะทำให้ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เพราะ ก่อนที่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เกษตรกรต้องลงทุนในกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การเตรียมดิน การปลูก และ การบำรุงรักษาจนกว่าจะให้ผลผลิต ดังนั้น การคิดต้นทุนการผลิตไม้ผลไม้ยืนต้น จึงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ดังนี้ (1.1) ต้นทุนก่อนให้ผลผลิต เป็นการนำค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีแรก จนถึงปีก่อนให้ผลผลิต นำไปคิดเฉลี่ยตามหลักวิชาการแล้วนำไปกระจายเป็นค่าใช้จ่ายต่อปีในทุกช่วงอายุ ที่ให้ผลผลิต
16 (1.2) ต้นทุนช่วงให้ผลผลิต เป็นการนำค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นทุกกิจกรรม ตั้งแต่ปีที่เริ่มให้ผลผลิตจนถึงสิ้นอายุขัย ดังนั้น ต้นทุนรวมต่อไร่ต่อปีของไม้ผลไม้ยืนต้นเท่ากับต้นทุนก่อน ให้ผลผลิตต่อไร่บวกด้วยต้นทุนช่วงให้ผลผลิตต่อไร่ 1.6) โครงสร้างต้นทุนการผลิต จากแนวคิดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่คิดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงเวลา ของการผลิตใช้เท่าไรก็คิดค่าใช้จ่ายเท่านั้น คิดทั้งที่จ่ายไปเป็นเงินสด และไม่เป็นเงินสด จากการจ้างแรงงาน การซื้อหาปัจจัยการผลิต วัสดุอุปกรณ์ และการเช่าที่ดิน นอกจากนี้ยังคิดค่าเสียโอกาสเงินลงทุนไว้ด้วย ซึ่งต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จะแตกต่างจากต้นทุนทางบัญชี คือ ต้นทุนทางบัญชีจะคิดเฉพาะรายการที่เป็น เงินสดเท่านั้น โดยโครงสร้างต้นทุนการผลิตพืชจะมีองค์ประกอบ ดังนี้ (1) ต้นทุนผันแปร (1.1)ค่าแรงงาน ได้จากค่าแรง ค่าจ้างทั้งแรงงานคน เครื่องจักรในกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ (1.1.1) ค่าเตรียมดิน ประกอบด้วย ค่าจ้างไถกลับหน้าดิน ไถระเบิดดินดาน ไถปั่น ไถแปร คราด ทำเทือก ชักร่อง ซึ่งกิจกรรมเตรียมดินจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการปลูกของแต่ละชนิดพืช และแต่ละพื้นที่ (1.1.2) ค่าปลูกขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและชนิดพืชที่ปลูก คือ ค่าจ้าง หยอด วาง แนว ขุดหลุม นำต้นพันธุ์ลงปลูกในหลุมพร้อมกลบและปักไม้ค้ำ รวมทั้งปลูกพืชคลุมดิน (1.1.3) ค่าดูแลรักษา ประกอบด้วย ค่าจ้างดายหญ้า ตัดหญ้า พรวนดิน ให้ น้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นยาสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช รวมทั้งการตัดแต่งกิ่ง ใบ ทรงพุ่ม (ถ้ามี) (1.1.4) ค่าเก็บเกี่ยวเป็นค่าจ้างในกิจกรรมเก็บเกี่ยวผลผลิต หมายรวมถึง ทุก กิจกรรมตั้งแต่ เก็บเกี่ยว หัก เก็บ มัด รวบรวม ขน แปรรูปอย่างง่าย การคิดค่าจ้างแล้วแต่จะตกลงกัน คือ คิด เป็นค่าจ้างรายวัน (บาทต่อวัน) คิดต่อหน่วยผลผลิต (บาทต่อกิโลกรัม) หรือคิดเป็นเนื้อที่ (บาทต่อไร่ หรือบาทต่อ ต้น) โดยนำความสามารถของแรงงานมาพิจารณาด้วย (1.2) ค่าวัสดุ ประกอบด้วย (1.2.1) ค่าพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ กล้าพันธุ์ ท่อนพันธุ์ กิ่งพันธุ์ ต้นพันธุ์ กรณีไม้ผลไม้ยืนต้นจะหมายรวมทั้งที่ปลูกในปีแรก และปลูกซ่อม (1.2.2) ค่าปุ๋ย ที่เกษตรกรใช้ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี (1.2.3) ค่าสารกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช เช่น สารป้องกันและฆ่าหญ้า สารป้องกันและปราบโรคแมลงและศัตรูพืชอื่น ๆ (1.2.4) ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องจักรเครื่องมือที่ใช้ใน กิจกรรมการผลิตที่เกษตรกรมีไว้ใช้เอง ไม่ได้จ้างหรือจ้างเฉพาะค่าแรง
17 (1.2.5) ค่าวัสดุสิ้นเปลืองและวัสดุอื่น ๆ ที่มีอายุใช้งานไม่เกิน 1 ปี อาทิ ถุงพลาสติก ถุงกระสอบ เชือก ตอก เข่ง ถุงมือ ถุงเท้า รองเท้าบูท ที่เกษตรกรใช้ในกิจกรรมการผลิต (1.2.6) ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์และทรัพย์สินเป็นค่าซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องจักร เครื่องมือทรัพย์สินโรงเรือนที่เกษตรกรมีไว้ใช้เองในกิจกรรมการผลิต และเป็นอุปกรณ์ชุดเดียวกับ ที่คิดค่าเสื่อมราคา (1.3) ค่าเสียโอกาสเงินลงทุนในต้นทุนผันแปร หมายถึง เงินลงทุนที่เป็นค่าใช้จ่าย ใน การจัดซื้อจัดหาปัจจัยการผลิตที่เป็นปัจจัยผันแปรทั้งค่าแรง และค่าวัสดุ นำไปคิดเป็นค่าเสียโอกาสเงินลงทุน มอง ได้ 2 กรณี คือ กรณีที่เกษตรกรใช้เงินทุนตนเองไม่ได้กู้ ก็เรียกว่าค่าเสียโอกาสเงินลงทุน (ซึ่งไม่เป็นเงินสด) ส่วน กรณี เกษตรกรรายที่กู้มาลงทุน จะคิดเป็นค่าดอกเบี้ยเงินกู้ (เป็นเงินสด) ทั้งนี้ จะคิดให้ตามอายุของพืชนั้น ซึ่งมี วิธีการคำนวณตามนิยามต้นทุนการผลิตพืช (2) ต้นทุนคงที่ (2.1) ค่าเช่าที่ดินหรือค่าใช้ที่ดิน กรณีไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ต้องเช่าที่ดินและมี การจ่ายค่าเช่าจริง (ทั้งที่เป็นเงินสด หรือผลผลิต) เรียกว่า ค่าเช่า ส่วนกรณีเป็นที่ดินของตนเอง ไม่ได้เช่า เรียกว่า ค่าใช้ที่ดิน ซึ่งไม่เป็นเงินสดโดยประเมินเทียบเคียงจากอัตราค่าเช่าในพื้นที่ (2.2) ค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร คิดจากอุปกรณ์เครื่องจักรเครื่องมือ หรือทรัพย์สินที่เกษตรกรมีไว้ใช้เองในกิจกรรมการผลิต (2.3) ค่าเสียโอกาสเงินลงทุนในทรัพย์สินอุปกรณ์ฯ คิดจากค่าเสียโอกาสจากการ ที่นำเงินมาลงทุนจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์เครื่องจักรเครื่องมือ ทรัพย์สินโรงเรือน เพื่อใช้ในกิจกรรมการผลิตแทนที่ จะนำเงินลงทุนนั้นไปหาประโยชน์ตอบแทนอื่น (2.4) ต้นทุนก่อนให้ผลผลิต คิดในโครงสร้างต้นทุนไม้ผลไม้ยืนต้น เป็นต้นทุนก่อน ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ที่คำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่ปีแรก ถึงปีก่อนให้ผลผลิต และนำไปปรับลด มูลค่าด้วยวิธีDiscount Factor: DF แล้วนำไปกระจายเป็นค่าใช้จ่ายต่อปีในทุกช่วงอายุที่ให้ผลผลิต ด้วยวิธี Cost Recovery Factor: CRF หรือคือ (ต้นทุนรวมต่อไร่ ปีที่ 1 + ผลรวมต้นทุนรวมต่อไร่ ปีที่ 2 ถึงปีก่อนเก็บ เกี่ยว) *DF * CRF (3) ต้นทุนรวมต่อไร่ หรือ ต้นทุนต่อพื้นที่ (บาทต่อไร่) คำนวณได้จากการรวมค่าใช้จ่าย ทั้งหมดที่ใช้ไปในการลงทุนการผลิตพืชนั้น ทั้งต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่ (4) ต้นทุนต่อกิโลกรัม หรือ ต้นทุนต่อหน่วย (บาทต่อกิโลกรัม) คำนวณได้จากต้นทุน รวมต่อไร่ หารด้วย ผลผลิตต่อไร่ 2) แนวคิดรายรับและผลตอบแทนการผลิต 2.1) รายรับทั้งหมด (Total Revenue) เป็นมูลค่าสินค้าเกษตรที่ผลิตได้ทั้งหมด ซึ่งเท่ากับ ปริมาณผลผลิตทั้งหมดคูณด้วยราคา (ประยงค์ เนตยารักษ์, 2550) ดังนี้
18 รายรับทั้งหมด = ผลผลิตทั้งหมด x ราคาของผลผลิต 2.2) ผลผลิต หมายถึง จำนวนผลผลิตทั้งหมดที่ผู้ผลิตผลิตได้ต่อหนึ่งรอบการผลิต 2.3) ผลผลิตต่อไร่ หมายถึง จำนวนผลผลิตทั้งหมดที่ผู้ผลิตผลิตได้ต่อหนึ่งรอบการผลิตคิด เฉลี่ยต่อพื้นที่ผลิต 1 ไร่ 2.4) ราคาของผลผลิต หมายถึง ราคาที่ผู้ผลิตขายได้หรือได้รับจาการขายผลผลิตที่ฟาร์ม 2.5) รายรับทั้งหมดต่อไร่ หมายถึง รายรับทั้งหมดของผู้ผลิตที่ได้รับจากการผลิตต่อหนึ่งรอบ การผลิตคิดเฉลี่ยต่อพื้นที่ผลิตหนึ่งไร่ รายรับต่อไร่ = ราคาของผลผลิต x ผลผลิตต่อไร่ 2.6) ผลตอบแทนสุทธิ (Net Return) หมายถึง รายรับทั้งหมดลบด้วยต้นทุนทั้งหมด ผลตอบแทนสุทธิ หรือกำไร = รายรับทั้งหมด – ต้นทุนทั้งหมด 2.7) ผลตอบแทนเหนือต้นทุนที่เป็นเงินสด หมายถึง ผลต่างระหว่างรายรับทั้งหมดกับต้นทุน ทั้งหมดที่เป็นเงินสด ผลตอบแทนเหนือต้นทุนที่เป็นเงินสด = รายรับทั้งหมด -ต้นทุนทั้งหมดที่เป็นเงินสด 2.8) ต้นทุนทั้งหมดที่เป็นเงินสด หมายถึง ต้นทุนซึ่งเป็นผลรวมของต้นทุนผันแปรและต้นทุน คงที่ที่เป็นเงินสด การคำนวณหาต้นทุนทั้งหมดนิยมคำนวณออกมาในรูปต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ต้นทุนทั้งหมดที่เป็นเงินสด = ต้นทุนผันแปรที่เป็นเงินสด + ต้นทุนคงที่ที่เป็นเงินสด 2.2.2 แนวคิดเกี่ยวกับช่องทางการตลาด 1) ช่องทางการตลาด (Marketing Channel) หรือช่องทางการจัดจำหน่าย (Channel of Distribution) หมายถึง การรวมกันขององค์กรหรือบุคคล (สมาชิกในช่องทาง) เพื่อปฏิบัติกิจกรรม เชื่อมระหว่างผู้ผลิตไปยังผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาด ซึ่งแบ่งช่องทางการตลาดออกเป็น 3 ช่องทาง ดังนี้(อรชร มณีสงฆ์และคณะ, 2548) 1.1) ช่องทางการสื่อสาร ซึ่งจะมีการรับส่งข้อมูลจากผู้ซื้อ ผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น โดยผู้ประกอบการจะสื่อการแสดงภาพลักษณ์สินค้าผ่านร้านค้าปลีก เว็บไซต์ และ ช่องทางต่าง ๆ และเพิ่มช่องทางการติดต่อกับลูกค้าและผู้ขายสินค้าโดยใช้อีเมล บล็อก และการโทรศัพท์ หาผลิตภัณฑ์โดยไม่เสียเงิน เพื่อสร้างความคุ้นเคยมากกว่าการสื่อสารทางเดียวจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ เช่น การโฆษณา เป็นต้น 1.2) ช่องทางการแจกจ่าย ซึ่งนักการตลาดจะใช้ช่องทางการกระจายสินค้า คือ การส่งสินค้า หรือบริการให้ผู้ซื้อโดยตรง หรือส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ต อีเมล โทรศัพท์ หรือทางโทรทัศน์ส่วนแจกจ่าย ทางอ้อมจะส่งผ่านสินค้า โดยผ่านผู้กระจายสินค้า ผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก และคนกลางสินค้า 1.3) ช่องทางการบริการ ซึ่งการดำเนินการขายสินค้าที่ประสบความสำเร็จ นักการตลาดจะต้อง ใช้ช่องทางการบริการเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ โกดังสินค้า การขนส่งของบริษัท ธนาคาร และบริษัทประกันภัย ซึ่งนักการตลาดจะต้องเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดโดยอาศัยช่องทางการสื่อสาร ช่องทางการกระจายสินค้า ช่อง ทางการบริการ สำหรับการเสนอขายสินค้าของพวกเขา
19 2) คนกลางทางการตลาด (Intermediaries) หรือพ่อค้าคนกลาง (Middleman) หมายถึง ผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการซื้อหรือการขายผลิตภัณฑ์จากผู้เริ่มต้นไปยังผู้ใช้ ซึ่งคนกลางประกอบด้วย 2.1) พ่อค้าปลีก (Retailers) ซึ่งเป็นคนกลางที่ขายผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย (Ultimate Consumers) 2.2) พ่อค้าส่ง (Wholesalers) ซึ่งเป็นคนกลางที่ขายผลิตภัณฑ์ให้กับพ่อค้าปลีก พ่อค้าส่งรายอื่น ๆ ผู้ซื้อที่เป็นหน่วยงานรัฐ ผู้ผลิต และลูกค้าทางธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการศึกษาช่องทางการตลาดของเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโด /สถาบันเกษตรกร เอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องว่ามีการขายสินค้าผ่านช่องทางใดบ้าง ผู้รับซื้อสินค้าคือใครบ้าง 2.2.3 แนวคิดวิถีตลาด ตลาดสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรกรรมแปรรูปส่วนใหญ่ มีลักษณะเป็นตลาดกึ่งแข่งขันกึ่ง ผูกขาด เป็นตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายเป็นจำนวนมาก แต่สินค้าที่ผลิตโดยผู้ผลิตแต่ละรายนั้นมีความแตกต่างกัน บ้างเล็กน้อย โดยสินค้าจากผู้ผลิตแต่ละรายสามารถใช้ทดแทนกันได้ดี แต่อาจจะทดแทนกันไม่ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งความแตกต่างกันของสินค้าจากผู้ผลิตแต่ะละรายนั้น เกิดขี้นได้จากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ (วิไลวรรณ วรรณนิธิกุล, 2538) (1) ผู้ผลิตแต่ละรายขายสินค้าประเภทเดียวกันที่มีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อยอาจแตกต่าง กันจริงทางกายภาพ เช่น ความแตกต่างด้นนคุณภาพสินค้า การบรรจุหีบห่อ เป็นต้น (2) ผู้ผลิตแต่ละรายขายสินค้าประเภทเดียวกันแต่ใช้เครื่องหมายการค้า หรือยี่ห้อ แตกต่างกัน กรณีนี้สินค้าอาจจะเหมือนกันทุกประการได้ แต่ผู้ผลิตแต่ละรายจะทำให้ผู้ซื้อมีความรู้สึกว่าสินค้าของตนนั้น แตกต่างกันจากสินค้าของผู้ผลิตรายอื่น (3) ผู้ผลิตแต่ละรายขายสินค้าประเภทเดียวกัน แต่ขายในสถานที่แตกต่างกัน เช่น ขายตาม สถานที่ท่องเที่ยว ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านเครื่องดื่ม เป็นต้น ซึ่งตลาดสินค้าเกษตรประกอบไปด้วยสถาบันทางการตลาดในหลายระดับ ได้แก่ ตลาดท้องถิ่น ระดับตลาดขายส่งในประเทศ และตลาดปลายทางระดับส่งออก ซึ่งตลาดแต่ละระดับจะประกอบด้วยสถาบัน ทางการตลาดที่ทำหน้าที่แตกต่างกันเพื่อให้กลไกของราคาในตลาดดังกล่าวหางานได้ โดยตลาดท้องถิ่นมีหน้าที่ รวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร คัดแยกเกรดตามคุณภาพสินค้า แปรรูปขั้นต้น และขนส่งมายังตลาดระดับขาย ส่งในประเทศ ส่งต่อไปยังตลาดระดับส่งออกต่อไป (อรวรรณ ศรีโสมพันธ์, 2555) วิถีการตลาด (Marketing Channel) หมายถึง แนวทางการเคลื่อนย้ายผลผลิต หรือสินค้าจาก ผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค จะแสดงให้เห็นถึงปริมาณสินค้าจากผู้ผลิตได้ผ่านผู้ทำหน้าที่การตลาดประเภทต่าง ๆ เป็นจำนวนเท่าไรและไปถึงผู้บริโภคจำนวนเท่าไร วิธีการหาร้อยละการไหลเวียนของปริมาณสินค้าในตลาด ณ จุดผลิตสินค้า % Vis = Vis × 100 Vi
20 กำหนดให้ % Vis = ร้อยละของปริมาณการไหลของสินค้าที่ออกจากจุดรวมสินค้าไปยังจุดขาย สินค้าที่ S จากจุดที่ i Vis = ปริมาณสินค้าที่ไหลออกจากจุดรวมสินค้าไปยังจุดขายสินค้าที่ S จากจุดที่ i Vi = ปริมาณสินค้าทั้งหมดที่ไหลเข้ามารวมที่จุดรวบรวมสินค้าที่ศึกษาจุดที่ i 2.2.4 แนวคิดส่วนเหลื่อมการตลาด 1) ส่วนเหลื่อมการตลาด หมายถึง ความแตกต่างระหว่างราคาสินค้าหรือผลิตผลที่ผู้บริโภคจ่าย กับราคาที่ผู้ผลิตได้รับ หรือราคาของสิ่งบริการทางการตลาด (Marketing Services) ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าเก็บ รักษา ค่าบรรจุหีบห่อ ฯลฯ และกำไรของผู้ค้า (สมพร อิศวิลานนท์, 2546) ดังสมการ M = Pr – Pf โดยที่ M = ส่วนเหลื่อมการตลาด Pr = ราคาขายปลีก Pf = ราคาฟาร์ม ความแตกต่างระหว่างราคาที่ผู้บริโภคจ่ายหรือราคาขายปลีก (Retail Price: Pr) กับราคาที่ ผู้ผลิตหรือเกษตรกรได้รับ (Farm Price: Pf) เนื่องจากในระบบตลาดสินค้าเกษตรโดยทั่วไปผู้ผลิตและผู้บริโภค มิได้ซื้อขายกันโดยตรง ผู้ผลิตและผู้บริโภคอยู่กันคนละแห่ง ประกอบกับลักษณะสินค้าเกษตรที่ผู้ผลิตผลิตได้ ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในลักษณะที่ผู้บริโภคต้องการ จึงต้องมีคนกลางทางการตลาดประเภทต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ราคาขายปลีกที่ผู้บริโภคจ่าย สะท้อนถึงอุปสงค์ของผู้บริโภคต่อสินค้านั้น ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ ระหว่างปริมาณและราคาในระดับขายปลีก ซึ่งเรียกว่าอุปสงค์ขั้นปฐมหรือขั้นต้น (Primary Demand) ซึ่งเป็น ความต้องการที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการเกิดความต้องการต่อปัจจัยการผลิตที่จะไปใช้ผลิตสินค้าตอบสนองความ ต้องการในขั้นปฐมดังกล่าว และรวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการตลาด ความต้องการปัจจัยการผลิตในระดับฟาร์มเป็นความต้องการของเกษตรกร ส่วนปัจจัยที่ใช้ใน กระบวนการตลาดเป็นความต้องการของคนกลางประเภทต่าง ๆ ในการทำธุรกิจ คนกลางไม่ได้เป็นผู้บริโภค สินค้าเอง ซึ่งความต้องการของคนกลางเหล่านี้เรียกว่าอุปสงค์สืบเนื่อง (Derived Demand) ซึ่งเป็น ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณและราคาในระดับฟาร์มและระดับคนกลางประเภทต่างๆ ก่อนถึงระดับขายปลีก 2) ส่วนประกอบของส่วนเหลื่อมการตลาด (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช,2535) พิจารณา แบ่งส่วนประกอบเป็น 2 ลักษณะ คือ 2.1) ส่วนประกอบของส่วนเหลื่อมการตลาดตามระดับตลาด โดยพิจารณาว่าส่วนเหลื่อม การตลาดสินค้าที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นเนื่องจากตลาดระดับต่าง ๆ เป็นจำนวนเท่าใด โดยตลาดแต่ละระดับก็มี ส่วนเหลื่อมการตลาดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจและกำไรของพ่อค้าในตลาดแต่ละ ระดับ ส่วนเหลื่อมการตลาดในตลาดแต่ระดับอาจมีรายละเอียดบางส่วนที่เหมือนกัน และบางส่วนที่แตกต่างกัน
21 2.2) ส่วนประกอบของส่วนเหลื่อมการตลาด จำแนกตามประเภทของค่าใช้จ่าย โดย พิจารณาว่าส่วนเหลื่อมการตลาดประกอบด้วยรายการค่าใช้จ่ายชนิดใดบ้าง เป็นจำนวนเท่าไรในแต่ละรายการ นั้น รายการใดบ้างที่มีความสำคัญมากหรือน้อยลดหลั่นกันลงมา รายการต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของส่วน เหลื่อมการตลาด เช่น ค่าขนส่ง ค่าแรงงาน ค่าภาชนะหีบห่อ ค่าดอกเบี้ย ค่าสูญเสียน้ำหนัก ค่าใช้จ่ายในการ บริหาร ค่าใช้บริการของเครื่องมือเครื่องใช้ และกำไรของผู้ประกอบการ เป็นต้น 3) ต้นทุนการตลาด หมายถึง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำหน้าที่ทางการตลาดเพื่อ นำสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค ค่าใช้จ่ายดังกล่าวประกอบด้วยค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน เช่น ค่าแรงงาน ค่าขนส่ง ค่าแปรรูป ค่าวัสดุภาชนะ เป็นต้น และค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าสูญเสียน้ำหนัก เป็นต้น
22 บทที่3 ข้อมูลทั่วไป การศึกษาการผลิตและการตลาดอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกร สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ผู้รวบรวบผลผลิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ทำให้ทราบถึง ข้อมูลการผลิตและการตลาดอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลทั่วไปของเกษตรกร มีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ข้อมูลการผลิตอโวคาโด จากข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559 – 2563) อโวคาโดมีเนื้อที่ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 713.75 ไร่ ในปี2559 เป็น 6,103.75 ไร่ ในปี 2563 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 151.03 ต่อปี ส่วนผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 488,817 กิโลกรัม ในปี 2559 เป็น 6,167,190 กิโลกรัม ในปี 2563 หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 232.33 ต่อปี และผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 684.86 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2559 เป็น 1,010.39 กิโลกรัม ต่อไร่ ในปี 2563 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.50 ต่อปี (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2564) รายละเอียดดังตารางที่ 3.1 ตารางที่ 3.1 เนื้อที่ยืนต้น เนื้อที่ให้ผล ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ อโวคาโดของไทย ปี 2559 – 2563 ปี เนื้อที่ยืนต้นทั้งหมด ผลผลิตที่เก็บ เกี่ยวได้ ผลผลิตเฉลี่ยต่อ ไร่ (ไร่) ให้ผลผลิต ยังไม่ให้ผล รวม (ไร่) (กิโลกรัม) /เนื้อที่ให้ผล ผลิต (กิโลกรัม/ไร่) 2559 713.75 2,033.00 2,746.75 488,817.00 684.86 2560 3,389.25 4,843.75 8,233.00 3,880,200.00 1,144.86 2561 3,562.75 8,492.31 12,055.06 5,316,460.00 1,492.23 2562 5,338.50 9,990.06 15,328.56 4,630,165.00 867.32 2563 6,103.75 11,281.46 17,385.21 6,167,190.00 1,010.39 อัตราเพิ่มเฉลี่ย (ร้อยละ) 151.03 90.98 106.59 232.33 9.50 สัดส่วนร้อยละ 34.27 65.72 100.00 - - ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร, 2564
23 ภาพที่ 3.1 สวนอโวคาโด 3.2 ข้อมูลการผลิตอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2563 3.2.1 การผลิตอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2563 จากข้อมูลสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ในปี 2563 จังหวัดเชียงใหม่มีเนื้อที่อโวคาโด ยืนต้น 5,663 ไร่ ปริมาณผลผลิตทั้งหมด 3,358 ตัน มีปริมาณผลผลิต 1,365กิโลกรัมต่อไร่ รายละเอียดดังตารางที่ 3.2 ตารางที่ 3.2 ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ของอโวคาโด จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2563 อำเภอ เนื้อที่ยืนต้นทั้งหมด เนื้อที่เก็บ เกี่ยวผลผลิต ผลผลิตที่เก็บ เกี่ยวได้ ผลผลิต เฉลี่ยต่อไร่ ให้ผลผลิต ยังไม่ให้ผล รวม (ไร่) (ไร่) (ตัน) (กิโลกรัม/ ไร่) เมืองเชียงใหม่ 29 5 34 29 9 300 จอมทอง 67 73 140 18 13 719 ดอยสะเก็ด 5 - 5 - - - แม่แตง 98 123 221 10 5 500 แม่ริม 489 447 936 400 191 478 สะเมิง 78 195 273 - - - ฝาง 28 2,066 2,094 28 61 2,179 พร้าว 43 21 64 20 10 475 สันทราย - 5 5 - - - หางดง 381 124 505 150 108 720 ฮอด 26 - 26 - - -
24 ตารางที่ 3.2 ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ของอโวคาโด จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2563(ต่อ) อำเภอ เนื้อที่ยืนต้นทั้งหมด เนื้อที่เก็บ เกี่ยวผลผลิต ผลผลิตที่เก็บ เกี่ยวได้ ผลผลิต เฉลี่ยต่อไร่ ให้ผลผลิต ยังไม่ให้ผล รวม (ไร่) (ไร่) (ตัน) (กิโลกรัม/ ไร่) อมก๋อย 18 146 164 - - - แม่วาง 64 - 64 20 40 40 แม่ออน 12 - 12 - - - กัลยานิวัฒนา 1,121 - 1,121 1,121 2,922 2,922 รวม 2,459 3,204 5,663 1,796 3,358 1,365 ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่, 2563 3.3 การปลูกอโวคาโด 3.3.1 ระยะปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสมของอโวคาโด ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก และความอุดมสมบูรณ์ของ ดินเพราะเป็นปัจจัยทำให้อโวคาโดเจริญเติบโตได้ต่างกัน โดยทั่วไปใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถวที่ 8-12 เมตร 3.3.2 การเตรียมแปลงปลูก เตรียมหลุมปลูกมีความกว้างยาว 80 เซนติเมตร ลึก 80 เซนติเมตร ผสม ปุ๋ยคอกประมาณ 200 กรัม คลุกเค้ากับดินที่ขุดขึ้นมา แล้วใส่ลงไปในหลุมปลูก เตรียมไม้ปักผูกยึดต้นกันลม เตรียมวัสดุคลุมผิวหน้าดินบริเวณหลุมปลูกไว้ซึ่งอาจใช้ฟางข้าว เศษหญ้า แกลบ ขี้เลื่อยหรือเปลือกถั่ว 3.3.3 ฤดูปลูก ปลูกได้ทุกฤดูถ้ามีน้ำเพียงพอ ในประเทศไทยนิยมปลูกในช่วงฤดูฝน ถ้ามีฝนตกชุกมาก ต้องระวังไม่ให้น้ำขัง ปลูกในช่วงฤดูร้อนควรเตรียมวัสดุป้องกันแสงแดด เพื่อบังส่วนของเปลือกลำต้น หรือกิ่งก้าน 3.3.4 การปลูก นำต้นลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ให้รอยต่อกิ่ง/รอยแผลติดตา หรือรอยแผลเสียบยอด อยู่เหนือระดับผิวดิน ทำการกลบดินรอบๆโคนต้นให้แน่น และรดน้ำให้ชุ่ม แล้วทำการคลุมดินด้วยวัสดุคลุมดิน ที่เตรียมไว้ปักไม้หลักผูกเชือกยึดติดแน่นป้องกันลม รดน้ำให้สม่ำเสมอจนกว่าต้นจะตั้งตัวได้ เกษตรกรควร ตรวจดูอยู่เสมอ ถ้าฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานก็ควรให้น้ำ สำหรับในช่วงฤดูร้อนของปีแรกหลังจากหมดฤดูฝนแล้ว ควรให้น้ำต้นอโวคาโดทุกสัปดาห์ จนกว่าต้นอโวคาโดจะมีอายุ 1 ปีหลังจากปลูก 3.3.5 การดูแลรักษา 1) การใส่ปุ๋ย ครั้งแรกหลังจากปลูก 1 เดือน ใส่ปุ๋ยธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม อัตราส่วน 3:1:1 ทั้งนี้อาจใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ผสมกับปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตราส่วน 1:1 คลุกเคล้ากันให้ดีแล้ว ใส่ต้นละ 200 กรัม แบ่งใส่ประมาณ 3 ครั้งต่อปี ปีที่ 2 จะใส่ปุ๋ยผสมดังกล่าวข้างต้น ในอัตราต้นละ 300 กรัม แบ่งใส่ประมาณ 4 ครั้งต่อปี ปีที่ 3 จะเริ่มให้ผลผลิต ใส่ปุ๋ยเหมือนปีที่ 2 แต่ปริมาณปุ๋ยเพิ่มขั้นเป็นต้นละ 400 กรัม ใส่ 2 ครั้งในช่วงต้นและกลางฤดูฝน พอถึงปลายฤดูฝนเดือนตุลาคม จะเปลี่ยนเป็นปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัส หรือ โพแทสเซียมสูง เช่น 8-24-24 หรือ 9-24-24 ในดินร่วนปนทรายหรือดินทราย ส่วนดินร่วนเหนียวควรใช้ปุ๋ย
25 สูตร 12-24-12 อัตรา 500 กรัมต่อต้น และเมื่อติดผลแล้วจึงใส่ปุ๋ยอัตราส่วน 3:1:1 ใหม่เพื่อผลเจริญเติบโตดี และติดผลได้มาก โดยอาจใส่ปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 1:1 เพิ่มขึ้นอีกต้นละ 500 กรัม 2) การให้น้ำ ในระยะที่ปลูกอโวคาโดใหม่ๆ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอให้ดินชุ่ม แต่อย่าให้น้ำขัง เมื่อต้นมีขนาดโตขึ้นก็ต้องการปริมาณน้ำมากขึ้น หรืออาจเลือกวิธีการให้น้ำเป็นระบบน้ำหยด หรือมินิสปริงเกอร์บริเวณ โคนต้นก็ได้ ระยะที่จะออกดอกควรงดให้น้ำ 3) การจัดทรงต้นและตัดแต่งกิ่ง อโวคาโดไม่มีระบบการจัดทรงต้นและตัดแต่งกิ่งที่แน่นอน ต้นอโวคาโดที่ปลูกใหม่ จนถึงระยะก่อนออกดอก และติดผล จะตัดแต่งกิ่งเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่ต้องตัดแต่งกิ่งเลย 4) การเก็บเกี่ยว โดยพิจารณาถึงระยะเวลาที่เก็บเกี่ยวของอโวคาโดแต่ละพันธุ์จากนั้นทดลอง เก็บผลบนต้นในระดับต่างๆ ประมาณ 6-8 ผล เพื่อผ่าดูเยื่อหุ้มเมล็ด หากเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีน้ำตาลทั้งหมด ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ในการเก็บเกี่ยวต้องให้มีขั้วผลติดอยู่กับผล หากขั้วผลหลุดออกจากผลจะทำให้ ผลเสียหายได้ง่ายขณะบ่มให้สุก วิธีการเก็บเกี่ยวทำได้โดยเด็ด หรือใช้กรรไกรตัดขั้วผลหลุดออกจากกิ่ง เมื่อเก็บแล้วให้ใส่ลงในภาชนะที่รองด้วยกระดาษหรือฟองน้ำ 3.3.6 แมลงศัตรู 1) ด้วงงวงกัดกินใน การป้องกันกำจัด ใช้ดีลคริน 50% (W.P.) ความเข้มข้น 0.1-0.5%ฉีดพ่นตามใบ 2) หนอนผีเสื้อ การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นสารเคมีโดยใช้คาร์บาริล85 อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร 3) เพลี้ยแป้ง การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีชนิดดูดซึมผสมไวท์ออยล์ฉีดพ่น 4) หนอนเจาะกิ่ง การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นสารเคมีเข้ารูที่เจาะด้วนคาร์บอนไดซัลไฟล์ 3.4 พันธุ์ที่แนะนำปลูกเป็นการค้า 3.4.1 พันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson) ลักษณะค่อนข้างกลม ผลมีลักษณะถึงขนาดกลาง น้ำหนักผล 200- 300 กรัม เนื้อผลสีเหลืองอมเขียว รสชาติดี เป็นพันธุ์เบา ภาพที่ 3.2 พันธุ์ปีเตอร์สัน
26 3.4.2 พันธุ์บัคคาเนียร์ (Buccanear) มีทรงพุ่มแผ่กว้าง ลักษณะผลค่อนข้างกลมรี มีขนาดกลาง น้ำหนักผล 300-500 กรัม ผิวผลสีเขียว ผิวขรุขระ เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสชาติดี ไขมัน 12 เปอร์เซ็นต์ ภาพที่ 3.3 พันธุ์บัคคาเนียร์ 3.4.3 พันธุ์บูท 7 (Booth-7) มีทรงพุ่มกว้าง ผลลักษณะค่อนข้างกลมมีขนาดกลาง น้ำหนักผล 300- 500 กรัม ผลสีเขียว ผิวขรุขระเล็กน้อยเปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสชาติดี มีไขมัน 7-14 เปอร์เซ็นต์ ภาพที่ 3.4 พันธุ์บูท 7
27 3.4.4 พันธุ์แฮส (Hass) ลักษณะผลรูปไข่ ผิวผลสีเขียวเข้ม ผิวขรุขระมาก เมื่อสุกเป็นสีม่วงเข้ม ผลมี ขนาดเล็ก น้ำหนัก 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลือง ไขมันประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ พันธุ์นี้เป็นพันธุ์การค้าที่ สำคัญของโลก เพราะคุณภาพผลดีมาก ภาพที่ 3.5 พันธุ์แฮส 3.4.5 พันธุ์พิงเคอร์ตัน (Pinkerton) ลักษณะผลกลมรีผิวผลสีเขียวเข้ม ผิวขรุขระเล็กน้อย เมื่อสุก เป็นสีม่วงปนเขียว ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนัก 200-250 กรัม เนื้อผลสีเหลือง ภาพที่ 3.6 พันธุ์พิงเคอร์ตัน
28 3.5 ข้อมูลทั่วไปของเกษตรกร 3.5.1 เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ สมาชิกในครัวเรือน และแรงงานภาคการเกษตรใน ครัวเรือน 1) เพศ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 61.47 และเพศหญิง คิดเป็น ร้อยละ 38.53 2) อายุ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 41 - 50 ปีคิดเป็นเป็นร้อยละ 27.52 รองลงมาคือช่วงอายุ 51 - 60 ปีคิดเป็นร้อยละ 26.61 ช่วงอายุ 31 - 40 ปีและช่วงอายุมากกว่า 60 ปี คิดเป็นร้อยละ 19.27 เท่ากัน และช่วงอายุ21 - 30 ปีคิดเป็นร้อยละ 7.33 3) ระดับการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา คิดเป็น ร้อยละ 39.45 รองลงมามีการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย คิดเป็นร้อยละ 23.85 ไม่ได้เรียนหนังสือ และมีการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี/เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 11.01 เท่ากัน มีการศึกษาอยู่ในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น คิดเป็นร้อยละ 8.26 และมีการศึกษาอยู่ในระดับอนุปริญญา/ปวช.ปวส. คิดเป็นร้อยละ 6.42 4) อาชีพ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 91.75 รองลงมาคือ อาชีพรับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว และรับจ้างทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 2.75 เท่ากัน 5) จำนวนสมาชิกในครัวเรือน พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือน จำนวน 5 รายขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 44.96 รองลงมา มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือน จำนวน 1 - 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 41.28 และจำนวนสมาชิกในครัวเรือน จำนวน 3 - 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 13.76 6) จำนวนแรงงานภาคการเกษตรในครัวเรือน พบว่า ในครัวเรือนเกษตรกรมีแรงงานที่ ทำการเกษตร จำนวน 1 - 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 49.04 รองลงมามีแรงงานที่ทำการเกษตร จำนวน 3 – 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 29.81 และมีแรงงานที่ทำการเกษตร จำนวน 5 รายขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 21.15รายละเอียดดังตารางที่ 3.3 ตารางที่ 3.3 เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ สมาชิกในครัวเรือน และแรงงานภาคการเกษตรในครัวเรือน รายการ จำนวน (ราย) ร้อยละ 1. เพศ เพศชาย 67 61.47 เพศหญิง 42 38.53 รวม 109 100.00 2. อายุ 21 - 30 ปี 8 7.33 31 - 40 ปี 21 19.27 41 - 50 ปี 30 27.52 51 - 60 ปี 29 26.61 มากกว่า 60 ปี 21 19.27 รวม 109 100.00
29 ตารางที่ 3.3เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ สมาชิกในครัวเรือน และแรงงานภาคการเกษตรในครัวเรือน (ต่อ) รายการ จำนวน (ราย) ร้อยละ 3. ระดับการศึกษา ไม่ได้เรียนหนังสือ 12 11.01 ประถมศึกษา 43 39.45 มัธยมศึกษาตอนต้น 9 8.26 มัธยมศึกษาตอนปลาย 26 23.85 อนุปริญญา/ปวช./ปวส. 7 6.42 ปริญญาตรี/เทียบเท่า 12 11.01 รวม 109 100.00 4.อาชีพ เกษตรกร 100 91.75 รับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ 3 2.75 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 3 2.75 รับจ้างทั่วไป 3 2.75 รวม 109 100.00 5. สมาชิกในครัวเรือน 1 - 2 คน 45 41.28 3 - 4 คน 15 13.76 5 คนขึ้นไป 49 44.96 รวม 109 100.00 6. แรงงานภาคการเกษตรในครัวเรือน 1 - 2 คน 51 49.04 3 - 4 คน 31 29.81 5 คนขึ้นไป 22 21.15 รวม 104 100.00 ที่มา : จากการสำรวจ 3.5.2 ประสบการณ์ในการปลูก กรรมสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก และแหล่งน้ำที่ใช้ ในการเพาะปลูก 1) ประสบการณ์ในการปลูก พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการปลูกอโวคาโด น้อยกว่า 10 ปี คิดเป็นร้อยละ 55.05 รองลงมามีประสบการณ์ 11 – 20 ปี คิดเป็นร้อยละ 29.35 มีประสบการณ์ 21 – 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 11.93 และมีประสบการณ์ 31 – 40 ปี คิดเป็นร้อยละ 3.67
30 2) ลักษณะกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีการถือครองที่ดินในรูปแบบไม่มี เอกสารสิทธิ์ คิดเป็นร้อยละ 91.74 รองลงมาคือ การถือครองที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ คิดเป็นร้อยละ 8.26 3) พื้นที่เพาะปลูก พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีพื้นที่เพาะปลูกอยู่นอกเขตชลประทานคิดเป็นร้อยละ 100.00 4) แหล่งน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้น้ำฝน คิดเป็นร้อยละ 81.95 รองลงมาคือ น้ำจากแม่น้ำ คลองธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 14.29 ประปา คิดเป็นร้อยละ 3.01 และขุดบ่อบาดาล คิดเป็นร้อยละ 0.75 รายละเอียดดังตารางที่ 3.4 ตารางที่ 3.4 ประสบการณ์ในการปลูก ลักษณะการถือครองที่ดิน พื้นที่เพาะปลูก และแหล่งน้ำที่ใช้ รายการ จำนวน (ราย) ร้อยละ 1. ประสบการณ์ในการปลูก น้อยกว่า 10 ปี 60 55.05 11 - 20 ปี 32 29.35 21 - 30 ปี 13 11.93 31- 40 ปี 4 3.67 มากกว่า 40 ปีขึ้นไป 0 0.00 รวม 109 100.00 2. ลักษณะกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มีเอกสารสิทธิ์ 9 8.26 ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 100 91.74 รวม 109 100.00 3. พื้นที่เพาะปลูก ในเขตชลประทาน 0 0 นอกเขตชลประทาน 109 100.00 รวม 109 100.00 4. แหล่งน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก 1 น้ำฝน 109 81.95 ขุดบ่อบาดาล 1 0.75 น้ำจากแม่น้ำ คลองธรรมชาติ 19 14.29 คลองส่งน้ำชลประทาน 0 0.00 ประปา 4 3.01 อื่นๆ 0 0.00 รวม 133 100.00 หมายเหตุ : 1 ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ ที่มา : จากการสำรวจ
31 3.5.3 การผลิต 1) พันธุ์อายุต้น เนื้อที่ยืนต้นอโวคาโด (1) พันธุ์พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกพันธุ์บัคคาเนียร์ คิดเป็นร้อยละ 25.35 รองลงมาคือ พันธุ์บูท 7 คิดเป็นร้อยละ 22.22 พันธุ์ปีเตอร์สัน คิดเป็นร้อยละ 20.14 พันธุ์แฮส คิดเป็นร้อยละ 16.67 และ พันธุ์พิงค์เคอร์ตัน คิดเป็นร้อยละ 15.62 (2) อายุต้น พบว่า ต้นอโวคาโดส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 4 – 10 ปี คิดเป็นร้อยละ48.62 รองลงมาช่วงอายุ 2 – 3 ปี คิดเป็นร้อยละ 18.35 ช่วงอายุ 11 - 15 ปีคิดเป็นร้อยละ 14.68 ช่วงอายุ0 - 1 ปี คิดเป็นร้อยละ 10.09และช่วงอายุ16 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 8.26 (3) เนื้อที่ยืนต้น พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีเนื้อที่ยืนต้นอโวคาโดน้อยกว่า 5 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 74.31 รองลงมาคือ มีเนื้อที่ยืนต้น 5 - 10 ไร่คิดเป็นร้อยละ 20.19 และมีเนื้อที่ยืนต้น มากกว่า 10 ไร่ ขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 5.50 รายละเอียดดังตารางที่ 3.5 ตารางที่ 3.5 พันธุ์ อายุต้น และเนื้อที่ยืนต้นอโวคาโด รายการ จำนวน (ราย) ร้อยละ 1. พันธุ์อโวคาโด1 แฮส 48 16.67 ปีเตอร์สัน 58 20.14 บัคคาเนียร์ 73 25.35 บูธ 7 64 22.22 พิงค์เคอร์ตัน 45 15.62 รวม 288 100.00 2. อายุต้นอโวคาโด - ก่อนให้ผลผลิต 0 - 1 ปี 11 10.09 2 - 3 ปี 20 18.35 - หลังให้ผลผลิต 4 - 10 ปี 53 48.62 11 - 15 ปี 16 14.68 16 ปีขึ้นไป 9 8.26 รวม 109 100.00 3. เนื้อที่ยืนต้น น้อยกว่า 5 ไร่ 81 74.31 5 - 10 ไร่ 22 20.19 มากกว่า 10 ไร่ขึ้นไป 6 5.50 รวม 109 100.00 หมายเหตุ : 1 ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ ที่มา : จากการสำรวจ
32 ในส่วนของจำนวนต้นอโวคาโด เกษตรกรปลูกต้นอโวคาโดเฉลี่ย 27 ต้นต่อไร่ มีผลผลิตเฉลี่ย 835.49 กิโลกรัมต่อไร่ และมีรายได้จากการปลูกอโวคาโดเฉลี่ยปีละ 118,929.79 บาทต่อครัวเรือน รายละเอียดดัง ตารางที่ 3.6 ตารางที่ 3.6 จำนวนต้น ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ และ รายได้ปลูกอโวคาโดเฉลี่ยต่อครัวเรือน รายการ เฉลี่ย จำนวนต้นเฉลี่ยต่อไร่ ปี 2563 27 ต้น / ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ปี2563 835.49 กิโลกรัม / ไร่ รายได้ปลูกอโวคาโดเฉลี่ย ปี 2563 118,929.79 บาท / ครัวเรือน / ปี ที่มา : จากการสำรวจ 2) การได้รับคำแนะนำในการปลูกอโวคาโดของเกษตรกร การได้รับคำแนะนำของเกษตรกร พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับคำแนะนำการปลูกอโวคาโด จาก เจ้าหน้าที่ของรัฐ คิดเป็นร้อยละ 48.62 รองลงมาได้รับคำแนะนำจากอื่นๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่โครงการหลวง และเรียนรู้การปลูกด้วยตัวเอง คิดเป็นร้อยละ 41.28 ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนบ้าน คิดเป็นร้อยละ 4.60 ได้รับ คำแนะนำจากพ่อแม่/ญาติพี่น้อง คิดเป็นร้อยละ 2.75 ได้รับคำแนะนำจากสถาบันเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 1.83 และจากผู้ค้า คิดเป็นร้อยละ 0.92 รายละเอียดดังตารางที่ 3.7 ตารางที่ 3.7 การได้รับคำแนะนำของเกษตรกร รายการ จำนวน (ราย) ร้อยละ เจ้าหน้าที่ของรัฐ 53 48.62 ผู้ค้า 1 0.92 สถาบันเกษตรกร 2 1.83 พ่อแม่/ญาติพี่น้อง 3 2.75 เพื่อนบ้าน 5 4.60 อื่น ๆ (เจ้าหน้าที่โครงการหลวง, ตนเอง) 45 41.28 รวม 109 100.00 ที่มา : จากการสำรวจ 3) ทัศนคติของเกษตรกร เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกปลูกอโวคาโดเนื่องจากได้จำหน่ายได้ราคาดี คิดเป็นร้อยละ 22.15 รองลงมาคือ ได้รับผลตอบแทนดีกว่าพืชเดิมที่ปลูก คิดเป็นร้อยละ 20.13 มีตลาดที่แน่นอน คิดเป็นร้อยละ
33 17.79 อื่น ๆ ได้แก่ การปลูกและดูแลรักษาง่าย ใช้สารเคมีน้อย เป็นไม้ยืนต้นสามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้ ยาวนาน และชอบรับประทาน คิดเป็นร้อยละ 10.07 ได้รับคำแนะนำในด้านการปลูกและเทคโนโลยีการผลิต คิดเป็นร้อยละ 8.72 ได้รับพันธุ์คิดเป็นร้อยละ 8.39 เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกในพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 6.71 มีที่ดินว่างสำหรับใช้ในการปลูก คิดเป็นร้อยละ 4.70 และมีความพร้อมเรื่องแรงงาน/ปัจจัยการผลิต คิดเป็น ร้อยละ 1.34 รายละเอียดดังตารางที่ 3.8 ตารางที่ 3.8 เหตุผลในการปลูกอโวคาโด รายการ ร้อยละ ได้รับพันธุ์ 8.39 มีตลาดที่แน่นอน 17.79 ได้ราคาดี 22.15 เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกในพื้นที่ 6.71 มีที่ดินว่างสำหรับใช้ในการปลูก 4.70 มีความพร้อมเรื่องแรงงาน/ปัจจัยการผลิต 1.34 ได้รับคำแนะนำในด้านการปลูกและเทคโนโลยีการผลิต 8.72 ได้ผลตอบแทนดีกว่าพืชเดิมที่ปลูก 20.13 อื่น ๆ 10.07 รวม 100.00 หมายเหตุ : ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ ที่มา : จากการสำรวจ 3.5.4 การจำหน่าย 1) วิธีการขาย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ขายเอง คิดเป็นร้อยละ 88.24 รองลงมา คือขายให้ กลุ่มคิดเป็นร้อยละ 11.76 2) แหล่งจำหน่าย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายผลผลิตอโวคาโดในจังหวัด คิดเป็นร้อยละ 89.47 รองลงมาจำหน่ายผลผลิตอโวคาโดในต่างจังหวัด คิดเป็นร้อยละ 10.53 3) ผู้รับซื้อ พบว่า ผู้รับซื้อส่วนใหญ่คือ โครงการหลวง คิดเป็นร้อยละ 37.29 รองลงมาคือ พ่อค้ารวบรวม คิดเป็นร้อยละ 36.44 สถาบันเกษตรกรและตลาดขายปลีก คิดเป็นร้อยละ 8.47 เท่ากัน ออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 5.93 และตลาดขายส่ง คิดเป็นร้อยละ 3.40 รายละเอียดดังตารางที่ 3.9
34 ตารางที่ 3.9 การจำหน่าย รายการ ร้อยละ วิธีการขาย ขายเอง 88.24 ขายให้กลุ่ม 11.76 รวม 100.00 แหล่งจำหน่าย ในจังหวัด 89.47 ต่างจังหวัด 10.53 รวม 100.00 ผู้รับซื้อ1 โครงการหลวง 37.29 บริษัท/โรงงานแปรรูป 0.00 พ่อค้ารวบรวม 36.44 สถาบันเกษตรกร 8.47 โรงแรม/ร้านอาหาร/ร้านเครื่องดื่ม 0.00 ตลาดขายปลีก 8.47 ตลาดขายส่ง 3.40 โมเดิร์นเทรด 0.00 ออนไลน์ 5.93 รวม 100.00 หมายเหตุ : 1 ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ ที่มา : จากการสำรวจ
36 บทที่ 4 ผลการวิจัย 4.1 ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตอโวคาโด 4.1.1 การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตอโวคาโด ผลจากการสำรวจต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนของเกษตรกรผู้ปลูกอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ ได้วิเคราะห์จากค่าใช้จ่ายช่วงก่อนให้ผลผลิต ได้แก่ ช่วงอายุ 0 – 1 ปี และช่วงอายุ 2 – 3 ปี ค่าใช้จ่ายช่วงให้ ผลผลิต ได้แก่ ช่วงอายุ 4 – 10 ปี ช่วงอายุ 11 – 15 ปี และช่วงอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งคำนวณจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ของตัวอย่างเกษตรกร จำนวน 109 ราย 1) ช่วงก่อนให้ผลผลิต อายุ 1 ปี ต้นทุนรวม พบว่า มีต้นทุนรวมเฉลี่ย 11,877.26 บาทต่อไร่ โดยมีต้นทุนผันแปรเฉลี่ย 8,433.56 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 71.02 ของต้นทุนทั้งหมด ประกอบด้วย ค่าแรงงานเฉลี่ย 3,408.35 บาท ต่อไร่ ซึ่งได้แก่ ค่าเตรียมดิน 489.62 บาทต่อไร่ ค่าขุดหลุมและปลูก 600.26 บาทต่อไร่ และค่าดูแลรักษา 2,318.47 บาทต่อไร่ และมีค่าวัสดุและอุปกรณ์การเกษตรเฉลี่ย 4,473.48 บาทต่อไร่ ซึ่งได้แก่ ค่าพันธุ์ 2,480.63 บาทต่อไร่ ค่าปุ๋ย 1,102.99 บาทต่อไร่ ค่าสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช 123.49 บาทต่อไร่ ค่าสารเคมีอื่น ๆ และวัสดุปรับปรุงดิน 54.55 บาทต่อไร่ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้า 135.25 บาทต่อไร่ ค่าวัสดุสิ้นเปลืองและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 389.24 บาทต่อไร่ ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์การเกษตร 187.33 บาทต่อไร่ ค่าดอกเบี้ยเงินลงทุน 551.73 บาทต่อไร่ สำหรับต้นทุนคงที่เฉลี่ย 3,443.70 บาทต่อไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 28.98 ของต้นทุนทั้งหมด ประกอบด้วย ค่าเช่าที่ดิน 1,564.52 บาทต่อไร่ ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์อื่น ๆ 1,722.04 บาทต่อไร่ และค่าเสียโอกาสเงินลงทุน 157.14 บาทต่อไร่ เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าต้นทุนที่เป็นเงินสด 4,296.17 บาทต่อไร่ และต้นทุนที่ ไม่เป็นเงินสด 7,581.09 บาทต่อไร่ โดยต้นทุนผันแปรเงินสด พบว่า ค่าพันธุ์มีต้นทุนมากที่สุด 1,934.09 บาท ต่อไร่ รองลงมาคือ ค่าปุ๋ย 1,066.63 บาทต่อไร่ ส่วนต้นทุนผันแปรไม่เป็นเงินสด พบว่า ค่าดูแลรักษามีต้นทุน มากที่สุด 2,050.73 บาทต่อไร่ รองลงมาคือค่าดอกเบี้ยเงินลงทุน 551.73บาทต่อไร่ และในส่วนของต้นทุนคงที่ไม่เป็น เงินสด พบว่า ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์อื่นๆ มีต้นทุนมากที่สุด1,722.04 บาทต่อไร่ รองลงมาคือค่าเช่าที่ดิน 1,564.52 บาทต่อไร่ 2) ช่วงก่อนให้ผลผลิต อายุ 2 – 3 ปี ต้นทุนรวม พบว่า มีต้นทุนรวมเฉลี่ย 5,443.24 บาทต่อไร่ โดยมี ต้นทุนผันแปรเฉลี่ย 3,374.53 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 61.99 ของต้นทุนทั้งหมด ประกอบด้วย ค่าแรงงานเฉลี่ย 2,071.51 บาท ต่อไร่ ซึ่งได้แก่ ค่าดูแลรักษา 2,071.51 บาทต่อไร่ และมีค่าวัสดุและอุปกรณ์การเกษตรเฉลี่ย 1,082.24 บาทต่อ ไร่ ซึ่งได้แก่ค่าปุ๋ย 345.69 บาทต่อไร่ ค่าสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช 43.33 บาทต่อไร่ ค่าสารเคมี อื่น ๆ และวัสดุปรับปรุงดิน 77.13 บาทต่อไร่ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้า 182.05 บาทต่อไร่ ค่าวัสดุสิ้นเปลือง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 365.07 บาทต่อไร่ ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์การเกษตร 69.00 บาทต่อไร่ ค่าดอกเบี้ยเงินลงทุน
36 220.76 บาทต่อไร่ สำหรับต้นทุนคงที่เฉลี่ย 2,068.71 บาทต่อไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 38.01 ของต้นทุนทั้งหมด ประกอบด้วย ค่าเช่าที่ดิน 1,564.52 บาทต่อไร่ ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์อื่น ๆ 433.78 บาทต่อไร่ และ ค่าเสียโอกาสเงินลงทุน 70.41 บาทต่อไร่ เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าต้นทุนที่เป็นเงินสด 1,179.35 บาทต่อไร่ และต้นทุนที่ ไม่เป็นเงินสด 4,263.89 บาทต่อไร่ โดยต้นทุนผันแปรเงินสด พบว่า ค่าปุ๋ยมีต้นทุนมากที่สุด 337.32 บาทต่อไร่ รองลงมาคือ ค่าวัสดุสิ้นเปลืองและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 235.74 บาทต่อไร่ ส่วนต้นทุนผันแปรไม่เป็นเงินสด พบว่า ค่าดูแลรักษามีต้นทุนมากที่สุด 1,836.70 บาทต่อไร่ รองลงมาคือค่าดอกเบี้ยเงินลงทุน 220.76 บาทต่อไร่ และ ในส่วนของต้นทุนคงที่ไม่เป็นเงินสด พบว่า ค่าเช่าที่ดินมีต้นทุนมากที่สุด 1,564.52 บาทต่อไร่ รองลงมาคือ ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์อื่น ๆ 433.78 บาทต่อไร่ 3) ช่วงให้ผลผลผลิต อายุ 4 ปีขึ้นไป ต้นทุนรวม พบว่า มีต้นทุนรวมเฉลี่ย 14,989.22 บาทต่อไร่ โดยมี ต้นทุนผันแปรเฉลี่ย 8,699.53 บาทต่อไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 58.04 ของต้นทุนรวม ประกอบด้วย ค่าแรงงานเฉลี่ย 5,194.46 บาท ต่อไร่ ซึ่งได้แก่ ค่าดูแลรักษา 3,049.76 บาทต่อไร่ และค่าเก็บเกี่ยวผลผลิต 2,144.70 บาทต่อไร่ และมีค่าวัสดุ และอุปกรณ์การเกษตรเฉลี่ย 3,063.51 บาทต่อไร่ ซึ่งได้แก่ ค่าปุ๋ย 1,254.11 บาทต่อไร่ ค่าสารเคมีป้องกัน กำจัดวัชพืชและศัตรูพืช 323.07 บาทต่อไร่ ค่าสารเคมีอื่น ๆ และวัสดุปรับปรุงดิน 254.74 บาทต่อไร่ ค่าน้ำมัน เชื้อเพลิงและไฟฟ้า 332.06 บาทต่อไร่ ค่าวัสดุสิ้นเปลืองและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 806.58 บาทต่อไร่ ค่าซ่อมแซม อุปกรณ์การเกษตร 92.96 บาทต่อไร่ ค่าดอกเบี้ยเงินลงทุน 441.56 บาทต่อไร่ สำหรับต้นทุนคงที่เฉลี่ย 6,289.69 บาทต่อไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 41.96 ของต้นทุนทั้งหมด ประกอบด้วยค่าเช่าที่ดิน 1,564.52 บาท ต่อไร่ ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์อื่น ๆ 933.99 บาทต่อไร่ ค่าเสียโอกาสเงินลงทุน 441.56 บาทต่อไร่ โดยมีต้นทุน ก่อนให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,349.62 บาทต่อไร่ สำหรับการคำนวณต้นทุนก่อนให้ผลผลิต จะคำนวณจากต้นทุนก่อน ให้ผลผลิตในช่วงอายุ 1 ปี และ อายุ 2 – 3 ปี รวมกันแล้วนำไปปรับลดมูลค่าด้วยวิธี Discount Factor : DF แล้วนำไปกระจายเป็นค่าใช้จ่ายต่อปีในทุกช่วงอายุที่ให้ผลผลิตจนหมดอายุขัยทางเศรษฐกิจ ของอโวคาโดจะมี อายุขัยประมาณ 30 ปี อายุเก็บเกี่ยว 27 ปี ด้วยวิธี Cost Recovery Factor : CRF เมื่อพิจารณา ในรายละเอียดพบว่าต้นทุนที่เป็นเงินสด 3,038.07 บาทต่อไร่ และต้นทุนที่ไม่เป็นเงินสด 11,951.14 บาทต่อไร่ โดยต้นทุนผันแปรเงินสด พบว่า ค่าปุ๋ยมีต้นทุนมากที่สุด 1,231.88 บาทต่อไร่ รองลงมาคือค่าเชื้อเพลิงและ ไฟฟ้า 332.06 บาท ส่วนต้นทุนผันแปรไม่เป็นเงินสด พบว่า ค่าดูแลรักษามีต้นทุนมากที่สุดไร่ละ 2,787.98 บาท รองลงมาคือค่าเก็บเกี่ยวผลผลิตไร่ละ 1,864.17 เนื่องจากผลผลิตอโวคาโดสุกไม่พร้อมกัน เกษตรกรจึงมี การเก็บผลผลิตหลายรอบต่อเดือน และในส่วนของต้นทุนคงที่ไม่เป็นเงินสด พบว่า ค่าเฉลี่ยต้นทุนก่อนให้ผลมี ต้นทุนมากที่สุดไร่ละ 3,349.62 บาท รองลงมาคือค่าเช่าที่ดินไร่ละ 1,564.52 บาท ผลการวิเคราะห์เมื่อพิจารณาถึงผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับจากการผลิตอโวคาโด วิเคราะห์จากผลผลิตอโวคาโดเฉลี่ย 835.49 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 46.09 บาท ต่อกิโลกรัม ดังนั้นเกษตรกรได้รับผลตอบแทนจากการปลูกอโวคาโดเท่ากับ 38,507.73 บาทต่อไร่ และได้รับ ผลตอบแทนสุทธิเท่ากับ 23,518.51 บาทต่อไร่ รายละเอียดดังตารางที่ 4.1
เงินสด ประเมนิรวม ร้อยละ 1. ต้นทุนผนัแปร 4,296.17 4,137.39 8,433.56 71.02 1.1 ค่าแรงงาน 563.50 2,844.85 3,408.35 28.69 - การเตรียมดิน 106.49 383.13 489.62 4.12 - การปลกู 189.27 410.99 600.26 5.05 - การดูแลรักษา 267.74 2,050.73 2,318.47 19.52 - การเกบ็เกยี่วผลผลติ - - - - 1.2 ค่าวสัดุและอุปกรณ์ 3,732.67 740.81 4,473.48 37.68 - ค่าพันธุ์ 1,934.09 546.54 2,480.63 20.89 - ค่าปุ๋ย 1,066.63 36.36 1,102.99 9.29 - ค่าสารเคมีก าจัดวัชพืช และศัตรูพืช 123.49 0.00 123.49 1.04 - ค่าสารเคมีอนื่ๆ และวัสดุปรับปรุงดิน 54.55 0.00 54.55 0.46 - ค่าเชอื้เพลงิและไฟฟ้า 135.25 0.00 135.25 1.14 - ค่าวัสดุสนิ้เปลอืงและค่าใชจ้่ายอนื่ๆ 231.33 157.91 389.24 3.28 - ค่าซอ่มแซมอปุกรณ์การเกษตร 187.33 - 187.33 1.58 1.3 ค่าดอกเบี้ยเงินลงทุน - 551.73 551.73 4.65 2.ต้นทุนคงที่ - 3,443.70 3,443.70 28.98 2.1 ค่าเชา่ที่ดิน - 1,564.52 1,564.52 13.16 2.2 ค่าเสอื่มราคาอปุกรณ์อนื่ๆ - 1,722.04 1,722.04 14.50 2.3 ค่าเสยีโอกาสเงินลงทุน - 157.14 157.14 1.32 2.4 ค่าเฉลยี่ต้นทุนกอ่นให้ผล - - - - 3. ต้นทุนรวมต่อไร่ 4,296.17 7,581.09 11,877.26 100.00 1 4. ต้นทุนรวมต่อกิโลกรัม 5. ผลผลิตต่อไร่ (กิโลกรัม) 6. ราคาที่เกษตรกรขายได้ 7. ผลตอบแทนต่อไร่ 8. ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ รายการ ชว่งก่อนให้ผล อายุ1 ปี ตารางที่ 4.1 ต้นทุนการผลิตอโวคาโดจังหวัดเชียงใหม่ ที่มา : คำนวณจากการสำรวจ
37 37 เงินสด ประเมนิรวม ร้อยละ เงินสด ประเมนิรวม ร้อยละ 1,179.35 2,195.18 3,374.53 61.99 3,038.07 5,661.46 8,699.53 58.04 234.81 1,836.70 2,071.51 38.06 542.31 4,652.15 5,194.46 34.65 - - - - - - - - - - - - - - - - 234.81 1,836.70 2,071.51 38.06 261.78 2,787.98 3,049.76 20.35 - - - - 280.53 1,864.17 2,144.70 14.30 944.54 137.71 1,082.24 19.87 2,495.76 567.75 3,063.51 20.44 - - - - - - - - 337.32 8.38 345.69 6.35 1,231.88 22.22 1,254.11 8.37 43.30 - 43.30 0.80 323.07 323.07 2.16 77.13 - 77.13 1.42 200.53 54.21 254.74 1.70 182.05 - 182.05 3.34 332.06 332.06 2.22 235.74 129.33 365.07 6.70 321.37 485.21 806.58 5.37 69.00 - 69.00 1.26 86.85 6.11 92.96 0.62 - 220.76 220.76 4.06 - 441.56 441.56 2.95 - 2,068.71 2,068.71 38.01 6,289.69 6,289.69 41.96 - 1,564.52 1,564.52 28.74 1,564.52 1,564.52 10.44 - 433.78 433.78 7.97 933.99 933.99 6.23 - 70.41 70.41 1.30 441.56 441.56 2.94 - - - - 3,349.62 3,349.62 22.35 1,179.35 4,263.89 5,443.24 100.00 3,038.07 11,951.14 14,989.22 100.00 17.94 835.49 46.09 38,507.73 23,518.51 ชว่งก่อนให้ผล อายุ2 - 3 ปีชว่งให้ผล อายุ4 ปีขึ้นไป หน่วย : บาท/ไร่ 37