The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศูนย์โยธวาทิตในโรงเรียน
ระดับมัธยมศึกษา เพื่อโอกาสทางการศึกษาต่อ
และสร้างภูมิคุ้มกันแก่เยาวชนแบบยั่งยืน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panusitbc97, 2022-08-04 00:58:56

รวมแนวคิด ทฤษฎี และโน๊ตเพลง

ศูนย์โยธวาทิตในโรงเรียน
ระดับมัธยมศึกษา เพื่อโอกาสทางการศึกษาต่อ
และสร้างภูมิคุ้มกันแก่เยาวชนแบบยั่งยืน

ลสิ ซต์ (Franz Liszt, 1811-1886) นกั เปยี โนและผู้ประพันธ์เพลงชาว ฮงั กาเรยี น

ผู้ประพันธเ์ พลงคนสําคญั มากคนหน่ึงในศตวรรษท่ี 19 ลสิ ซต์เริม่ ต้นเป็นทร่ี จู้ ักในฐานะของนักเปยี โน

มอื ฉกาจ ในระยะต่อมาจงึ เริ่มจับงานประพันธเ์ พลงอยา่ งจริงจัง นอกจากนยี้ ังเป็นครูและเป็นเพื่อนของบุคคล

สําคญั ในวงการดนตรหี ลายคน ลสิ ซต์เป็นคนชาตินิยมรุนแรง กอ่ นถึงแก่กรรมได้เปน็ ประธานของ

สถาบันดนตรีแห่งชาติฮังการี เป็นผจู้ ัดตั้งสถาบันดนตรีที่มีช่ือเสยี งระดบั โลก คือ Liszt Academy of Music

ณ นครบดู าเปชต์ ในฐานะผู้ประพันธ์เพลง ลิสซตส์ รา้ ง-สรรค์ผลงานในรูปแบบของดนตรีบรรยายเร่ืองราวแบบ

ยคุ โรแมนติก

ตัวอยา่ งผลงานท่สี าํ คัญ

 ดนตรบี รรยายเรื่องราว Faust Symphony
 เปยี โนโซนาตา ในบันไดเสียง บี ไมเนอร์ - Hungarian Rhapsodies
 เพลงทีเ่ รยี บเรยี งเสียงประสานจากโอเปราสําหรับเปียโน คือ Album of Love หรอื Liebestraum
 ซมิ โฟนคิ โพเอม- Les Preludes

144

รคิ ารด์ วากเนอร์ (1813-1883 ) ผปู้ ระพนั ธ์เพลงชาวเยอรมนั

เป็นผู้ท่ีปฏิวัติรูปแบบของโอเปรา การเรียบเรียงเสียงประสานสําหรับ วงออร์เคสตรา รวมท้ัง
แนวความคิดเก่ียวกับด้านศิลปะและปรัชญาซึ่งมีอิทธิพลมากในยุคที่เขายังมีชีวิตอยู่ จุดมุ่งหมายหลักของวาก
เนอร์ คอื การสร้างสรรค์สงิ่ ทเ่ี รียกว่าละครดนตรี (Music drama)

ตัวอย่างผลงานทส่ี าํ คัญ

 โอเปราในระยะแรก
o Rienzi
o The Flying Dutchman
o Tanhauser
o Lohengrin

 โอเปราในระยะหลังซึ่งใชแ้ นวคดิ ของละครเพลง ได้แก่
o The Ring of the Nibelungs
o The Rhinegold
o The Valkyries
o Twilight of the Gods

 โอเปราในยคุ ทวี่ ากเนอร์พฒั นาแนวคดิ จนถงึ ขัน้ สูงสุด คอื
o Tristan and Isolde
o The Mastersingers of Nuremburg
o Parsifal

145

 บทเพลงสําหรบั วงออรเ์ คสตราที่เดน่ ดัง คือ Siegfried Idyll เปน็ เพลงดัดแปลงจากโอเปราเร่ือง
Siegfried ซ่ึงวากเนอร์ประพันธข์ ้ึนเพือ่ ฉลองการเกิดของลกู ชายชือ่ Siegfried วากเนอร์จดั เปน็
ผ้ปู ระพนั ธ์เพลงคนสาํ คญั ผู้หน่ึงในยคุ โรแมนติก

จิอุเซปเป แวร์ดี (1813-1901) ผ้ปู ระพนั ธเ์ พลงประเภทโอเปราชาวอติ าลี
เปน็ ผยู้ งุ่ เกี่ยวกบั วงการการเมืองของอิตาลมี าตลอดนอกเหนือไปจากการเป็นนักดนตรี การ

มรณกรรมของแวร์ดีจึงมใิ ช่การสูญเสียผปู้ ระพนั ธ์โอเปราท่ีย่ิงใหญเ่ ทา่ นั้น หากเป็นการสญู เสยี ผูน้ าํ ทางการเมือง
อกี ด้วย แวรด์ มี ีแนวการแต่งเพลงท่ีค่อย ๆ พฒั นาเปลย่ี นไปเร่ือย ๆ จนมาถึงจุดทีม่ ีหลักคล้ายวากเนอร์ คือ การ
เนน้ โอเปราในลักษณะของละครดนตรี
ตัวอยา่ งผลงานที่สําคัญ

 บทเพลงประเภทโอเปรา
o Rigoletto
o La Traviata
o Il Trovatore
o Aida
o Otello

 นอกจากนแ้ี วร์ดียังประพนั ธเ์ รควเิ อมไว้ 1 บท เพื่อเปน็ อนุสรณใ์ นการจากไปของเพ่ือนนักเขยี น
Alessandro

146

Nationalism

เบดริช สเมตานา (1824-1884) ผ้ปู ระพนั ธช์ าวโบฮเิ มีย
เกิดในครอบครัวนกั ดนตรี สเมตานายังคงจงรักในชาตขิ องตนมาก โดยรว่ มอยู่ในขบวนการกู้ชาติ

ด้วยซึง่ ทําให้สเมตานาประสบความลําบาก สเมตานาไดร้ ับการยอมรับในฐานะผู้ประพนั ธ์เพลง ผูอ้ าํ นวยเพลง
และ นกั เปียโนเป็นอย่างดี
ตัวอยา่ งผลงานทีส่ าํ คัญ

 ดนตรีบรรยายเรื่องราวชดุ ประเทศของข้าพเจ้า (My Country) ซงึ่ เพลง แม่น้ําโมลดาว (The
Moldau) อันเปน็ ท่ีรจู้ ักเปน็ เพลงหนึ่งในชุดนี้ด้วย

ทอ่ น The Moldau บรรยายธรรมชาตสิ องฝง่ั ทีแ่ มน่ ้ําโมลดาวไหลโดย
ผ่านเครื่องดนตรี เรม่ิ จากกระแสนา้ํ อุ่นและนํา้ เย็น 2 สายเลก็ ๆไหลมารวมกัน ผา่ นปาุ
ผา่ นหมู่บา้ นท่กี าํ ลังมงี านแต่งงานของชาวบา้ น บรรยายถงึ นางเงอื กทกี่ าํ ลงั เรงิ ระบาํ ใต้
แสงจันทร์ บรรยายถึงทอ้ งนํ้าที่เช่ยี วเหมือนแก่ง ผ่านซากปรกั หักพังของปราสาทและ
ไหลบรรจบท่แี มน่ าํ้ Elbe

147

โยฮันเนส บราหม์ ส์ (1833-1897)ผปู้ ระพนั ธ์เพลงชาวเยอรมันดีเด่นอีกคนหนึ่งในยคุ โรแมนตกิ
บราหม์ ส์ได้รับการสนับสนุนดา้ นดนตรีจากชูมานน์และคลารา ซึ่ง บราห์มส์ให้ความเคารพรัก

เป็นอย่างมาก บราหม์ ส์มีฝมี ือการบรรเลงเปยี โนอยูใ่ นข้นั ชัน้ เยี่ยมและสามารถยดึ เปน็ อาชีพได้ แต่เขาให้ความ
สนใจและทุ่มเทให้กบั การประพนั ธเ์ พลงมากกว่า
ตวั อย่างผลงานที่สาํ คัญ

 ซมิ โฟนี 4 บท
 เปียโนคอนแชรโ์ ต 2 บท (หมายเลข 2 ในบันไดเสียง บี แฟลท เมเจอร์ ซ่ึงมี 4 ท่อน แทนทจี่ ะมี 3

ท่อนตามทค่ี วรจะเปน็ )
 Orchestra Variations จาก St. anthony Chorale
 เรควิเอม (German Requiem)

148

จอร์จ บเิ ซต์ (1838-1875) ผปู้ ระพนั ธ์เพลงชาวฝรงั่ เศส
บิเซต์ มีพรสวรรค์อยา่ งมากในการเขยี นแนวทํานองดนตรี และ การเรยี บเรยี งเสียงประสานสาํ หรบั วง

ออรเ์ คสตราท่ีสรา้ งความ ร้สู กึ เกี่ยวกบั ความย่ิงใหญ่ มั่นคงและสดใส
ตัวอย่างผลงานท่สี ําคัญ

 ซิมโฟนีในบันไดเสยี ง ซี เมเจอร์
 ดนตรบี รรยายเรอ่ื งราว เรื่อง The Girl from Arles (L’Arlesienne)
 บทเพลงประเภทโอเปรา

o โอเปราเรอ่ื ง The Pearl Fishers
o โอเปราเรือ่ ง The Fair Maid of Perth
o โปเปราเรือ่ ง Carmen

149

ปเี ตอร์ อลิ ิช ไชคอฟสกี (1840-1893)

ผ้ปู ระพนั ธ์เพลงชาวรัสเซียคนแรกที่เป็นทีร่ ู้จกั ในวงการนานาชาติ และเปน็ ผูป้ ระพันธ์เพลงยอด
นิยมคนหนึง่ ในบรรดาผปู้ ระพันธ์ทีย่ ่งิ ใหญ่ของโลกดนตรี ด้วยความสําเร็จในการประพนั ธ์เพลงทําให้ไชคอฟสกีมี
โอกาสแสดงคอนเสริ ์ตท้ังในยุโรปและอเมริกา แมด้ นตรีของไชคอฟสกจี ะเปน็ ลักษณะของรสั เซยี แต่กย็ งั น้อย
กวา่ ผู้ประพันธเ์ พลงชาวรสั เซยี คนอนื่ ๆ ในกลุม่ Russian 5

ผลงานส่วนใหญข่ องไชคอฟสกเี ปน็ ประเภทซิมโฟนีและคอนแชร์โต ซึ่งลักษณะเด่นอยู่ท่ีการเรียบเรียง
เสียงประสานกับออร์เคสตรา แนวทํานองท่ีไพเราะ และการแสดงออกถึงความรู้สึกของไชคอฟสกีเองในแนว
ของ ยคุ โรแมนตกิ ตอนปลาย

ตวั อย่างผลงานที่สําคัญ

 บทเพลงประเภทซมิ โฟนี
o ซมิ โฟนี หมายเลข 1 “Winter Daydreams”
o ซิมโฟนี หมายเลข 2 “Little Russiam”
o ซิมโฟนี หมายเลข 3 “Polish”
o ซมิ โฟนี หมายเลข 6 “Pathetique”

 บทเพลงประเภทโอเปรา กลุ่ม Russian Five หรือ The Mighty Five เป็นกลุ่มนักประพันธ์ชาว
o Eugene Onegin รัสเซียที่ต้องการจะสร้างดนตรีในแบบรัสเซีย เป็นอิสระจากดนตรีของอิตาเล่ียน
o The Queen of Spades) เยอรมัน และยุโรปตะวันตกอื่นๆ สมาชิกประกอบไปด้วย 1.Mily Balakirev หัวหน้า
กลุ่ม 2. César Cui 3. Modest Mussorgsky 4. Nikolai Rimsky-Korsakov
 บทเพลงประเภทบัลเลต์ 5. Alexander Borodin
o Swanlake
o The Sleeping Beauty
o The Nutcracker

 โอเวอร์เชอร์ 1812

150

Nationalism

อันโทนนิ ดวอชาค (1841-1904) ผปู้ ระพันธ์เพลงชาวโบฮเี มยี
ผ้ปู ระพนั ธ์เพลงในกลุ่มชาตินิยม ซ่ึงได้สร้างชื่อเสียงในฐานะผปู้ ระพันธเ์ พลงจนเป็นที่รู้จักของนานาชาติ

เคยไปเยือนสหรัฐอเมริกาฐานะนักดนตรีท่ีมชี ือ่ เสียง ดวอชาคประพันธเ์ พลงไวเ้ กอื บทุกประเภทท่ีนิยมกันในยุค
โรแมนติก โดยยึดหลักการแตง่ เพลงของบราห์มส์ผสมผสานกับเพลงพนื้ บ้านและการเต้นรําของโบฮเี มีย
ตวั อย่างผลงานทส่ี าํ คัญ

 ซมิ โฟนีหมายเลข 9 ในบนั ไดเสยี ง อี ไมเนอร์ “From the New World”
 โอเปรา เรื่อง Rusalka

151

จิอะโคโม ปกุ ชนิ ี (1858-1924)ปุกชนิ ี ผู้ประพันธเ์ พลงชาวอิตาลี
ซงึ่ มีผลงานเกือบทัง้ หมดเปน็ โอเปรา แม้จะมีผลงานประเภทน้ีนอ้ ยเมื่อเทียบกับแวร์ดี แต่ โอเปรา

5 เรือ่ งของเขาเปน็ โอเปราทนี่ ิยมแสดงกันมากท่สี ุด เน่อื งมาจากแนวทํานองที่ไพเราะชวนฟงั และการเรียบ
เรยี งเสียงประสานสําหรับออร์เคสตราที่สดใสชัดเจน
ตัวอย่างผลงานท่สี ําคัญ

 บทเพลงประเภทโอเปรา
o โอเปรา เร่อื ง Manon Lescaut,
o โอเปรา เรื่อง La Bohème,
o โอเปรา เรอ่ื ง Tosca,
o โอเปรา เรื่อง Madame Butterfly
o โอเปรา เร่ือง Turandot

152

กุสทาฟ มาหเ์ ลอร์ (1860-1911) ผ้ปู ระพันธเ์ พลงเช้ือสายยวิ -โบฮเิ มียน
มาห์เลอร์ศึกษาจนจบท่ีสถาบันการดนตรีเวียนนาด้วยคะแนนเกียรตินิยม ในปี 1876 ชีวิตการเป็นผู้

อํานวยเพลงเริ่มขึ้นที่เมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนี ต่อมาได้เป็นผู้อํานวยการด้านศิลปะของวงเวียนนา ฟิลฮาร์
โมนิก ผลงานการประพันธ์ของมาห์เลอร์ท่ีมีชื่อเสียง คือ บทเพลงขับร้องขนาดยาวที่เรียกว่า Lieder และ
ซมิ โฟนี 10 บท ซิมโฟนีบทสุดท้ายประพันธ์ไม่สําเร็จเน่ืองจากถึงแก่กรรมเสียก่อน ผลงานมาห์เลอร์เป็นแนวโร
แมนติกที่มคี วามยิ่งใหญ่ อยา่ งไรก็ตามเมื่อมาห์เลอร์ถึงแก่กรรมลง ไม่มีใครสนใจในผลงานของผู้ประพันธ์เพลง
ผ้นู ี้ จนเร่มิ ทศวรรษท่ี 1950 ผลงานของมาห์เลอรจ์ ึงเริม่ มผี ใู้ ห้ความสนใจอกี ครัง้ หนึ่งตราบจนทกุ วันน้ี
ตัวอยา่ งผลงานที่สําคัญ

 บทเพลงประเภทซิมโฟนี
o ซมิ โฟนี หมายเลข 1 - Titan
o ซมิ โฟนี หมายเลข 2 - Resurrection
o ซิมโฟนี หมายเลข 6 - Tragic
o ซิมโฟนี หมายเลข 7 - Song of the Night
o ซมิ โฟนี หมายเลข 8 - Symphony of a Thousand

ซิมโฟนีหมายเลข 3 ของมาห์เลอร์ นับเป็นซิมโฟนีท่ีมีความยาวที่สุดใน
บรรดาซิมโฟนอี นื่ ๆ เพราะมคี วามยาวถึง 1 ชวั่ โมง 35 นาที

153

ริคารด์ สเตราส์ (1864-1949)ผูป้ ระพันธเ์ พลงชาวเยอรมนั
ประพันธ์เพลงแนวโรแมนติกแบบเยอรมัน ผลงานในระยะแรกเป็นประเภทดนตรีบรรยาย
เรือ่ งราวโดยใชแ้ นวของ วากเนอร์ในการประพนั ธ์
ตวั อย่างผลงานทส่ี ําคัญ
 บทเพลงประเภทดนตรบี รรยายเรื่องราว
o ดนตรบี รรยายเรือ่ งราว Don Juan
o ดนตรบี รรยายเรอ่ื งราว Till Eulenspiegel
o ดนตรบี รรยายเรื่องราว Also Sprach Zarathustra
o ดนตรีบรรยายเร่ืองราว Don Quixote
o ดนตรบี รรยายเร่อื งราว Ein Heldenleben
 บทเพลงประเภทโอเปรา
o โอเปรา เรือ่ ง Salomè
o โอเปรา เรื่อง Elektra

154

Nationalism

ชอง ซิเบลิอสุ (1865-1957) ผปู้ ระพันธเ์ พลงชาวฟินแลนด์
ผลงานช้นิ สําคญั ของซเิ บลิอุส คือ ซิมโฟนี 7 บท ซ่ึงเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าใน
ด้านความคิดการประพันธ์เพลงในด้านการใช้วงออร์เคสตรา ผลงานของซิเบลิอุสมีลักษณะต่างจากรูปแบบที่
วากเนอร์ได้พัฒนาข้ึนมาและมีผู้ประพันธ์เพลงต่อมาหลายคนยึดเป็นแบบแผน ผลงานของซิเบลิอุสสะท้อนให้
เห็นความเป็นชาตินิยมอย่างเด่นชัด เพราะดนตรีของเขาหลายบทมีส่วนเกี่ยวพันกับเร่ืองราวของประเทศ
ฟนิ แลนด์
ตัวอย่างผลงานทส่ี ําคัญ
 บทเพลงประเภทดนตรบี รรยายเร่อื งราว
o ดนตรบี รรยายเร่อื งราว Finlandia
o ดนตรบี รรยายเร่ืองราว En Saga
o ดนตรีบรรยายเรอ่ื งราว Triste

เพลง Finlandia เคยถกู ห้ามแสดง เพราะมเี นอ้ื หาปลกุ เร้าคนฟนิ แลนดม์ ากเกนิ ไป

155

ยคุ อมิ เพรสช่ันนิสตคิ (The Impressionistic Era, ค.ศ. 1890-1910)
ในตอนปลายของศตวรรษท่ี 19 จนถึงตอนต้นของศตวรรษท่ี 20 (1890-1910) ซ่ึงอยู่ในช่วงของยุค

โรแมนติกน้ี มีดนตรีที่ได้รับการพัฒนาข้ึนโดยเดอบูสซี ผู้ประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศส โดยการใช้ลักษณะของ
บันไดเสียงแบบเสียงเต็ม (Whole-tone scale) ทําให้เกิดเป็นลักษณะของเพลงอีกแบบหน่ึงขึ้น เน่ืองจาก
ลักษณะของบนั ไดเสียงแบบเสียงเตม็ นเ้ี องทําให้เพลงในยุคนี้มีลักษณะลึกลับไม่กระจ่างชัด เพราะคอร์ดท่ีใช้จะ
เป็นลักษณะของ อ๊อกเมนเต็ด (Augmented) มีการใช้คอร์ดคู่ 6 ขนาน ลักษณะของความรู้สึกที่ได้จากเพลง
ประเภทน้ีจะเป็นลักษณะของความรู้สึก “คล้าย ๆ ว่าจะเป็น” หรือ “คล้าย ๆ ว่าจะเหมือน” มากกว่าจะเป็น
ความรู้สึกที่แน่ชัดลงไปว่าเป็นอะไร ซึ่งเป็นความประสงค์ของการประพันธ์เพลงประเภทนี้ ช่ืออิมเพรสช่ันนิ
สติค หรือ อิมเพรสชั่นนิซึมนั้น เป็นช่ือยุคของศิลปะการวาดภาพท่ีเกิดขึ้นในฝรั่งเศส โดยมี Monet (1840-
1926), Manet (1832-1883) Degas (1834-1917) และ Renoir (1841-1919) เป็นผู้สร้างสรรค์ข้ึนมา
(Machlis, 1984) ซ่งึ เป็นศิลปะการวาดภาพทีป่ ระกอบด้วยการแต้มแต่งสีเป็นจุด ๆ มิใช่เป็นการระบายสีทั่ว ๆ
ไป แต่ผลท่ีได้ก็เป็นรูปลักษณะของคนหรือภาพวิวได้ ทางดนตรีได้นําช่ือนี้มาใช้ ผู้ประพันธ์เพลงในแนวน้ีนอก
ไปจากเดอบูสซีแล้ว ยงั มี ราเวล ดูคาส เดลิอุส สตราวนิ สกี และ โชนเบริ ก์ (ผลงานระยะแรก) เป็นต้น

156

คลอด เดอบูสซี (1862-1918)ผปู้ ระพนั ธเ์ พลงชาวฝรั่งเศส
ผลงานของเดอบูสซีมลี ักษณะที่เรียกว่า อิมเพรสช่นั นิสติค ซ่ึงเขาเป็นผู้นําโดยการใช้การประสานเสียง

ท่ีมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง ซึ่งจัดว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเดอบูสซี และเป็นหลักการที่มีอิทธิพล
ตอ่ การประพันธ์เพลงในยคุ ศตวรรษที่ 20 เปน็ อย่างมาก
ตัวอย่างผลงานท่ีสาํ คัญ

 บทเพลงสําหรบั วงออรเ์ คสตรา Prelude to the Afternoon of a Faun
 บทเพลงสําหรบั วงออร์เคสตรา La Mer (The Sea)
 ดนตรบี ัลเลต์ Jeux
 โอเปรา Pelleas et Melisande
 ดนตรีสําหรับเปยี โน
 Suite Bergamasque ซงึ่ มีเพลง Clair de Lune (Moonlight)

157

มอรสิ ราเวล (1875-1937) ผู้ประพันธเ์ พลงชาวฝรัง่ เศส
เพ่ือนของเดอบูสซี แม้ราเวลจะมีแนวการประพันธ์เป็นของตนเอง แต่ก็มีลักษณะบางอย่างท่ีเป็นอิม

เพรสช่ันนิสติค ซ่ึงเดอบูสซีพัฒนาข้ึนมา ลักษณะเด่นของราเวล คือ การเรียบเรียงเสียงประสานสําหรับ
วงออร์เคสตรา
ตัวอย่างผลงานท่สี ําคัญ

 โอเปราเรื่อง L’Enfant et les Sortileges
 ดนตรีบัลเลต์

o Daphnis et Chloe
o Bolero
 บทเพลงประเภทดนตรีสําหรับเปยี โน
o Valses Nobles et Sentimentales
o Miroirs
o Mother Goose Suite

158

ยุคศตวรรษที่ 20 (The Twentieth Century, ค.ศ. 1900-ปจั จบุ นั )

ลักษณะของดนตรีในศตวรรษนี้ กล่าวได้ว่ามีหลายรูปแบบ เน่ืองจากความเจริญทางด้านสื่อทําให้เกิด
เสียง เคร่ืองดนตรีที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อนมีการปรับปรุงพัฒนาไป เกิดเป็นเครื่องดนตรีชนิดใหม่รวมไปถึงลักษณะ
ของสอ่ื ใหม่ ๆ เช่นเสยี งท่เี กิดจากอิเลก็ ทรอนกิ ส์ รูปแบบของเพลงในยุคนจ้ี ึงมแี ตกต่างกนั ออกไป

ก่อนถึงยุคนี้ คือ ยุคโรแมนติก ซึ่งยังคงมีอิทธิพลอยู่ และมีนักประพันธ์เพลงนิยมการแต่งเพลงแบบน้ี
โดยมีการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบทางด้านอื่น ๆ ไปบ้าง แต่แนวการแต่งยังคงเป็นแบบโรแมนติก คือ
การแสดงออกทางอารมณ์ และในตอนปลายยุคโรแมนติก เดอบูสซีเป็นผู้นําของการแต่งเพลงยุคอิมเพรสช่ันนิ
สติคนั้น เริ่มเปล่ียนรูปแบบของยุคโรแมนติกไปสู่ดนตรีแนวใหม่ท่ีใช้บันไดเสียงแบบ 12 แบบข้ึน ซ่ึงทําให้เกิด
ดนตรใี นยคุ ใหมข่ นึ้ โดยมีการเน้นองคป์ ระกอบของดนตรีต่าง ๆ กนั ไม่จาํ เป็นต้องเน้นที่ทํานองเพียงอย่างเดียว
จงั หวะทีใ่ ช้มักจะเปน็ จงั หวะขัด นอกจากนย้ี ังมกี ารใชบ้ ันไดเสยี งมากกว่า 1 บันไดเสียงในขณะเดียวกัน เรียกว่า
Polytonality ในขณะทก่ี ารใช้บันไดเสยี งแบบ 12 เสียง เรยี กวา่ Atonality เพลงจําพวกนีย้ ังคงใชเ้ คร่ืองดนตรี
ทม่ี มี าแตเ่ ดิมเปน็ หลักในการบรรเลง

หลกั ในการประพันธ์เพลงยังคงเป็นแบบการใส่เสียงประสาน แต่ก็มีการนําหลักเคานเตอร์พอยต์มาใช้
เช่นกัน การประสานเสียงมักจะใชแ้ บบเสียงทไ่ี มเ่ ข้ากัน ซง่ึ เรยี กว่า Dissonance

วงทีใ่ ชเ้ ริม่ มกี ารกลบั มาเนน้ วงดนตรีเล็กประเภทดนตรีเชมเบอร์ ซ่ึงต่างไปจากยุคโรแมนติกท่ีมักจะใช้
วงออรเ์ คสตราใหญ่ในการแสดงออกทางอารมณ์

วรรณคดีดนตรียังคงเป็นการประพันธ์ทั้งเพลงบรรเลง เพลงร้อง และโอเปรา เพลงโบสถ์ เช่น เพลง
แมส และเรควิเอม มีการแตง่ เชน่ กัน

เพลงอีกลักษณะ คือ ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ (Machlis, 1984) ซ่ึงใช้คลื่นเสียงที่เกิดจากเคร่ือง
อิเล็กทรอนิกส์ทําให้เกิดเสียง จึงให้สีสันของเสียงแตกต่างไปจากเสียงเครื่องดนตรีที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามการจัด
โครงสร้างของดนตรียังคงเน้นท่ีองค์ประกอบหลัก 4 ประการเหมือนเดิม คือ ระดับเสียง (ความถี่ของเสียง)
ความดังค่อยของเสียง (Amplitude) ความส้ันยาวของโน้ต (Duration) และสีสัน (ซ่ึงเป็นการผสมผสานท่ีเกิด
จากเสียงอิเลก็ ทรอนิกส์)

159

อาร์โนลด์ โชนเบริ ก์ (1874-1951) ผูป้ ระพนั ธ์เพลงชาวออสเตรยี

ซึง่ ประพันธ์เพลงไวห้ ลายรูปแบบตามความคดิ ในระหวา่ งชว่ งตอ่ ของดนตรแี บบโรแมนติกสู่ดนตรีในยุค

ศตวรรษท่ี 20 ผลงานในยคุ แรกของโชนเบิร์กมีลักษณะเป็นบทเพลงในยุคโรแมนติกแบบของวากเนอร์ซึ่งยังคง

มีบันไดเสยี งหลกั เพลงในยคุ น้ที ี่ควรกล่าวถึงคือ Varklarte Nacht, Op.4 ในช่วงที่สองของแนวการประพันธ์มี

ลกั ษณะเป็นบทเพลงแบบ เอกเพรสชั่นนิซึมท่ีไม่มีบันไดเสียง ซึ่งมีลักษณะไม่มีบันไดเสียงหลัก และ

ไม่มีการแบ่งการใช้คอร์ด เป็นแบบสบายหูหรือระคายหูแต่อย่างใด ทุกอย่างเท่าเทียมกัน เพลงในยุคน้ีทําให้

โชนเบิร์กเป็นท่ีรู้จักในฐานะผู้นําของรูปแบบใหม่ในวงการดนตรี โชนเบิร์กใช้การแต่งเพลงแบบบันไดเสียง 12

เสียง ผลงานในยุคนี้จัดเป็นผลงานท่ีมีเอกลักษณ์เป็นของโชนเบิร์ก อย่างเด่นชัด โชนเบิร์กย้ายไปอยู่อเมริกา

เม่ือฮิตเลอร์แผ่ขยายอํานาจในยุโรประหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะผู้ประพันธ์เพลงและครูสอนดนตรี

ในมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลีส (UCLA) โดยเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน จนอายุ 70 ปี จึง

ลาออกจากการเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่ยังคงสร้างสรรค์ผลงานต่อมาจนถึงแก่กรรมในปี 1951

ขณะอายุได้ 71 ปี

ตวั อย่างผลงานทีส่ ําคัญ

 String Sextet - Varklarte Nacht, Op.4
 เปียโนคอนแชร์โต
 สตริงควอเทท หมายเลข 4
 โอเปรา Moses and Aaron

160

Nationalism

เบลา บาร์ตอค (1881-1945) ผปู้ ระพนั ธ์เพลงชาวฮังการี
ซึ่งมีแนวการประพันธ์เพลงสมัยใหม่โดยใช้เพลงพ้ืนบ้านของฮังการีและรูมาเนียเป็นวัตถุดิบเป็นส่วน

ใหญ่ บาร์ตอคเป็นอีกผู้หน่ึงที่มีหลักการประพันธ์เพลงเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซ่ึงทําให้มีชื่อเสียงในฐานะ
ผู้ประพนั ธ์เพลงชั้นแนวหน้าผู้หน่ึงในยุคศตวรรษที่ 20 กล่าวคือ การใช้คอร์ดระคายหูเป็นพื้น และแม้ดนตรีจะ
เป็นลักษณะมบี ันไดเสียง แต่เสียงที่ออกมาก็มีลักษณะของดนตรีที่ไม่มีบันไดเสียง นอกจากนี้แนวทํานองมักจะ
ใชช้ ว่ งเสยี งแคบซ่ึงเป็นลักษณะของดนตรีสมยั โบราณ รวมทง้ั การเนน้ ทร่ี ูปแบบของจงั หวะท่ีเป็นจังหวะขัด และ
มีการเปล่ียนอัตราจงั หวะอย่เู สมอ

บาร์ตอคเป็นผู้ประพันธ์อีกผู้หนึ่งท่ีหลบหนีความเลวร้ายของระบบนาซีจากยุโรปมาสู่อเมริกา ชีวิตของ
บารต์ อคในสหรัฐอเมริกาเป็นไปดว้ ยดี แต่ชีวติ ในบ้นั ปลายมีลักษณะเช่นเดียวกับโมทซาร์ตและชูเบิร์ต คือ มีชีวิต
อย่างแร้นแค้นยากจนจนสิ้นชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องท่ีไม่น่าเกิดข้ึนในศตวรรษที่ 20 หลังจากการจากไปของบาร์ตอค
วงการดนตรีจึงเห็นคุณค่าของบาร์ตอคอีกครั้งหน่ึง ปัจจุบันผลงานของบาร์ตอคจัดเป็นผลงานมาตรฐานส่วน
หน่งึ ท่ีสามารถได้ยินได้ฟังท่ัวไป ทัง้ ทางวทิ ยแุ ละการแสดงคอนเสริ ์ต
ตวั อย่างผลงานท่สี าํ คัญ

 โอเปรา Duke Bluebeard’s Castle
 บัลเลต์ The Miraculous Mandarin
 เปียโนคอนแชรโ์ ต 3 บท
 ไวโอลนิ คอนแชร์โต 2 บท
 สตรงิ ควอเทท 6 บท
 บทเพลงสําหรับเปยี โน - Mikrokosmos
 บทเพลงชุดสําหรับเปยี โน - Out of Doors

161

Nationalism

โซลตาน โคดาย (1882-1967)
โคดาย (Zoltán Kodály, 1882-1967) ผปู้ ระพนั ธ์เพลงชาวฮงั การี (Breuer, 1999)

โคดายมีความสนใจในบทเพลงพน้ื บา้ นมาเปน็ เวลานานแล้ว หลังจากจบการศึกษาจึงได้เป็นอาจารย์ ณ
สถาบันดนตรีลิสซต์ นครบูดาเปชต์ ที่เดียวกับบาร์ตอค ทําให้ท้ังสองเป็นเพื่อนกันตลอดมา เมื่อเร่ิมประพันธ์
บทเพลงจึงได้ใช้บทเพลงพ้ืนบ้านเป็นโครงสร้างในการประพันธ์เพลงอยู่เสมอเน่ืองจากโคดายมีความรู้ในเร่ือง
เหลา่ น้อี ย่างดี ต่อมาจึงได้ชักชวนบาร์ตอคให้มาช่วยศึกษาเร่ืองเพลงพ้ืนบ้านด้วย เนื่องจากเพลงพื้นบ้านในแถบ
ยโุ รปตะวันออกอนั เปน็ บริเวณประเทศฮังการีต่อเนื่องไปทางตะวันออกของยุโรปมเี ป็นจํานวนมาก

โคดายเป็นทั้งครูสอนดนตรีในสถาบันดนตรีอันมีชื่อเสียง และเป็นผู้วางรากฐานดนตรีศึกษาให้กับ
ประชาชนชาวฮงั การี ทําให้โคดายได้รับความเคารพจากประชาชนและผู้นําประเทศเสมอมา ในช่วงบ้ันปลายชีวิต
โคดายทมุ่ เทใหก้ บั การพัฒนาดนตรีศึกษาในประเทศฮังการีบา้ นเกดิ ของตนอยา่ งย่งิ
ตวั อย่างผลงานท่สี าํ คญั

 Peacock Variations ซง่ึ เปน็ บทเพลงทน่ี าํ แนวทํานองเพลงพื้นบา้ นมาใชเ้ ป็นทํานองหลักในการประพันธ์
 Dance from Galanta เปน็ บทเพลงจากเพลงพน้ื บ้านเช่นเดยี วกนั
 Psalamus Hungaricus บทเพลงสาํ หรับเสยี งเทเนอร์ วงขบั ร้องประสานเสียงและวงออรเ์ คสตรา
 โอเปราเร่อื ง Háry János

162

อีกอร์ สตราวินสกี (1882-1971)
สตราวินสกี (Igor Stravinsky, 1882-1971) ผู้ประพนั ธเ์ พลงชาวรสั เซีย

ซึ่งต่อมาย้ายมาอยู่ในฝรั่งเศสหลายปี ก่อนที่จะย้ายมาตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกาและโอนสัญชาติเป็น
อเมริกันในที่สุด สตราวินสกีมีช่ือเสียงเป็นท่ีรู้จักของวงการดนตรีก่อนท่ีจะเกิดสงครามโลกคร้ังแรกเพียงไม่กี่ปี
ในระยะหลัง ๆ สตราวินสกีใชแ้ นวการประพันธแ์ บบบันไดเสียง 12 เสยี ง ท่ีเป็นของตนเองมิได้มีรูปแบบเหมือน
โชนเบิร์ก สตราวนิ สกมี ชี อื่ เสยี งในฐานะผู้ประพนั ธ์เพลงผมู้ ชี ่อื เสียงผู้หนึ่งในศตวรรษที่ 20
ตัวอย่างผลงานท่สี ําคัญ

 บทเพลงประเภทดนตรปี ระกอบบลั เลต์
o The Firebird
o Petruschka
o The Rite of Spring

ในปี 1944 สตราวนิ สกเี คยถกู ตาํ รวจจบั เพราะเรยี บเรยี งเพลงชาตอิ เมรกิ าโดยใส่
Major Seventh Chord ลงไปในเพลง

163

เซอร์ไก โปรโกเฟียฟ (1891-1953) ผูป้ ระพนั ธเ์ พลงและนกั เปียโนชาวรสั เซยี
รูปแบบการแตง่ เพลงที่เน้นจังหวะมาร์ช ใช้คอร์ดเสยี งระคายหแู ละเปลี่ยนบันไดเสียงโดยฉับพลัน โดย
เรียบเรียงเสียงประสานสําหรับวงออร์เคสตราอย่างมีสีสันแบบดนตรีของรัสเซีย
ตัวอยา่ งผลงานทสี่ าํ คัญ
 ซิมโฟนีหมายเลข 1 - Classical Symphony
 โอเปรา War and Peace
 บัลเลต์เร่อื ง Cinderella, Romeo and Juliet,
 ดนตรีบรรยายเรื่องราวท่ีมีผู้บรรยายประกอบ - Peter and the Wolf

164

จอรจ์ เกิรช์ วิน (1898-1937) นกั เขยี นเพลงและผ้ปู ระพันธ์เพลงชาวอเมริกนั
โดยบิดาเป็นชาวรัสเซียซึ่งอพยพมาอยู่สหรัฐอเมริกา เริ่มอาชีพเป็นนักเขียนเพลง เป็นผู้ที่นําหลักการ
ของเพลงแจส๊ และละตนิ อเมริกนั มาผสมผสานกนั ซ่งึ เปน็ ลกั ษณะของซมิ โฟนี
ตวั อยา่ งผลงานท่ีสําคัญ
 เพลงร้อง

o Fascinating Rhythm
o The Man I Love
o Our Love is Here to Stay
 เพลงสําหรบั เปยี โนและวงออร์เคสตรา - Rhapsody in Blue
 ดนตรีบรรยายเร่ืองราว An American in Paris
 โอเปรา เรือ่ ง Porgy and Bess ซงึ่ มเี พลงทไ่ี พเราะและมชี อื่ เสยี งมาก คอื Summertime

165

Nationalism

อารอน คอปแลนด์ (1900-1990) ผู้ประพนั ธเ์ พลงชาวอเมรกิ นั
ซ่ึงใช้วัตถุดิบในการแต่งเพลงจากสังคมอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นเพลงพ้ืนบ้านและเพลงเต้นรํา ดนตรี
แจส๊ หรอื เหตกุ ารณ์ในสังคมอเมริกนั
ตัวอยา่ งผลงานที่สาํ คัญ
 ดนตรบี ัลเลต์

o Billy the Kid
o Rodeo
o Appalachian Spring
 เพลงสาํ หรบั ออรเ์ คสตรา
o El Salon Mexico
o A Lincoln Portrait

166

คาร์ลไฮนซ์ สตอคเฮาเซน (1928-2007)ผู้ประพนั ธ์เพลงชาวเยอรมัน
ซึ่งมีความเพ้อฝันและการสร้างสรรค์เกี่ยวกับดนตรีอย่างมากท่ีสุด ผู้หน่ึงในศตวรรษที่ 20 ส่วนหนึ่ง

ของผลงานการประพันธ์ใช้หลักการของโชนเบิร์ก คือ บันไดเสียง 12 เสียง การใช้เคร่ืองอิเล็กทรอนิกส์ และ
พัฒนาความคิดของผู้ฟังให้มีส่วนในการทําความเข้าใจกับดนตรีด้วยตนเอง สตอคเฮาเซนเป็นผู้ประพันธ์
เพลงคนแรกท่ีพิมพ์โน้ตเพลงอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบของแผนภูมิ นอกจากเป็นผู้ประพันธ์แล้ว สตอคเฮาเซน
ยงั เปน็ ครูสอนแนวคดิ ทางดนตรที ่ีเปน็ ของตนเองดว้ ย
ตวั อย่างผลงานที่สาํ คัญ

 บทเพลงสาํ หรับวงออร์เคสตรา 3 กลุ่ม Gruppen
 บทเพลงสาํ หรบั เคร่ืองประกอบจังหวะ Zyklus
 บทเพลงสาํ หรบั เสียงอิเลก็ ทรอนกิ ส์ Kontekte
 ดนตรีอเิ ลก็ ทรอนิกส์ Hymnen

 บทเพลงสาํ หรับเครื่องอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 6 เครื่อง Stimmung

167

แจ๊สและละครเพลงบรอดเวย์

ประมาณต้นศตวรรษที่ 20 เพลงสองประเภทท่ีน่าสนใจถือกําเนิดขึ้นมาในแผ่นดินของโลกใหม่ คือ
ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่างไปจากเพลงคลาสสิกที่ถือกําเนิดในแถบโลกเก่า คือ ทวีปยุโรป แจ๊สเป็นดนตรี
ของชาวอเมรกิ ันโดยแท้ ซ่งึ มีอทิ ธพิ ลมากสําหรับเพลงยคุ ใหม่ ๆ ในปัจจุบัน รวมทั้งมีผู้ประพันธ์เพลงหลายท่าน
นําแนวดนตรีแจ๊สไปใช้ในการประพันธ์ดนตรีคลาสสิก ส่วนละครเพลงบรอดเวย์มีแนวคิดในการสร้างสรรค์มา
จากโอเปรา แต่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจนมีเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างไปจากต้นแบบ ทั้งแจ๊สและละครบ
รอดเวยเ์ ปน็ ดนตรอี ีกสองประเภทท่ีน่าศึกษา รบั ฟังและรับชมเปน็ อย่างย่ิง

1. แจส๊ (Jazz, ค.ศ. 1900-ปัจจบุ นั )

ในขณะทโ่ี ชนเบิรก์ และสตราวินสกีนํารูปแบบใหม่ของดนตรีคลาสสิกให้กับผู้ฟังรู้จักในยุโรป เป็นเวลา
เดียวกับดนตรีรูปแบบใหม่พัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกา คือ ดนตรีแจ๊ส (Kamien, 1988) ผู้ริเริ่มรูปแบบดนตรี
แจ๊สได้แก่ ชนผิวดําชาวอเมริกัน ซ่ึงเป็นชนเช้ือชาติอัฟริกัน ลักษณะโดยท่ัวไปของแจ๊สคือ ดนตรีท่ีใช้การ
สร้างสรรค์แบบอิมโพรไวเซช่ัน การใช้จังหวะขัด จังหวะตบท่ีสม่ําเสมอ และสีสันที่โดดเด่น รวมทั้ง
ลกั ษณะเฉพาะของการบรรเลงดนตรี แม้ว่า แจ๊ส เป็นคําท่ีเร่ิมใช้กันประมาณปี ค.ศ.1917 แต่ดนตรีแจ๊สเริ่มได้
ยินกันมาแล้วเมื่อประมาณ ค.ศ. 1900 ด้วยเหตุท่ีดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีท่ีแสดงกันสด ๆ ไม่มีโน้ต จึงไม่มี
หลักฐานใด ๆ เหลืออยู่ให้ทราบว่าดนตรีแจ๊สมีกําเนิดมาเมื่อใดอย่างแน่ชัด และมีลักษณะอย่างไร นอกจากน้ี
ค.ศ. 1923 มีการบันทึกเสียงดนตรีแจ๊สไว้น้อยมาก และไม่มีการบันทึกเสียงไว้เลยก่อน ค.ศ. 1917 นอกจาก
ดนตรแี จส๊ ของวง The Original Dixieland Band

ประวัตแิ ละประเภทของดนตรีแจ๊ส

ดนตรีแจ๊สในระยะแรกเป็นผลจากการผสมผสานวัฒนธรรมดนตรีของอัฟริกาตะวันตก อเมริกา และ
ยุโรป ชนผิวดาํ อเมรกิ นั ในระยะแรกทถ่ี ูกนํามาในประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะทาสมาจากประเทศแถบอัฟริกา

168

ตะวันตก เช่น กานาและไนจีเรีย ดนตรีของชาวอัฟริกันแถบตะวันตกที่เป็นต้นกําเนิดของดนตรีแจ๊สมีลักษณะ
การสร้างสรรคแ์ บบอมิ โพรไวเซชัน่ การเนน้ ทีจ่ งั หวะกลองและจังหวะท่ซี ับซ้อน

นอกจากน้ีลักษณะท่ีเรียกว่า การโต้ตอบหรือ Call and respond เป็นลักษณะของเพลงแถบอัฟริกัน
ตะวนั ตก ซึง่ พบได้ในเพลงแจ๊สคอื การรอ้ งโต้ตอบของนกั ร้องเดยี่ วกบั กลุ่มนักร้องประสานเสียง หรือการโต้ตอบ
กนั ของเครื่องดนตรีเดี่ยวหรือกลุ่มเคร่ืองดนตรีเด่ียว ลักษณะการโต้ตอบนี้พบได้เสมอในเพลงสวดในโบสถ์ของ
ชนผิวดําอเมริกัน ในยุคเริ่มต้นนี้ดนตรีของชนผิวดํามีอิทธิพลต่อรูปแบบของดนตรีแจ๊สมาก ไม่ว่าจะเป็นเพลง
ประกอบการทาํ งาน เพลงประเภทปิริชวลส์ (Spirituals) เพลงสวดกอสเปล (Gospel hymns) และเพลง
เต้นราํ ประเภท เคกวอลค์ เปน็ ตน้ ดนตรีเหลา่ นสี้ ่วนใหญส่ ญู หายไปหมดเนื่องจากไมม่ กี ารบันทึกเป็นตัวโนต้ ไว้

ดนตรีอีกรูปแบบหน่ึงท่ีมีอิทธิพลและมีความสัมพันธ์กับดนตรีแจ๊ส อย่างมาก คือ วงดนตรีแบบ
อเมริกัน (American band tradition) ซึ่งได้รับความนิยมในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษท่ี 20
ในชว่ งเวลาน้ันแทบทุกเมืองจะมวี งดนตรีของตนเองเพ่ือแสดงในงานต่าง ๆ เครื่องดนตรีท่ีใช้ในวงประเภทนี้มัก
ประกอบด้วย ทรัมเปท คอร์เนท ทรอมโบน ทูบา คลาริเนท และกลองประเภทต่าง ๆ ดนตรีประเภทนี้มี
อทิ ธพิ ลตอ่ รูปแบบและจงั หวะของดนตรีแจส๊ ในยุคแรก

ดนตรอี กี สองประเภทท่มี อี ิทธพิ ลตอ่ รูปแบบดนตรีแจ๊ส คือ แรกไทม์ และบลูส์ (Ragtime and Blues)
ซึ่งเกดิ ข้ึนในเวลาเดียวกันกบั วงดนตรแี บบอเมริกัน

แรกไทม์ เป็นดนตรีที่นิยมกันในช่วงระหว่าง 1890-1915 ลักษณะของแรกไทม์ คือ ดนตรีสําหรับ
เปียโนทีใ่ ช้จังหวะขดั เป็นหลัก เป็นเพลงในอัตราจังหวะ 42 หรือจงั หวะมาร์ช ในขณะที่การบรรเลงเปียโนโดยมือ
ขวาเป็นแนวทํานองที่ใช้จังหวะขัด มือซ้ายจะรักษาจังหวะตบในลักษณะของเพลงมาร์ช ผู้ที่จัดเป็นราชาเพลง
แรกไทม์ คอื สกอ๊ ต จอ๊ ปลนิ (Scott Joplin) เพลงเด่น ๆ เชน่ Maple Leaf Rag

บลูส์ เปน็ ดนตรีทเ่ี รมิ่ รจู้ ักกนั ในราว 1890 ลักษณะสําคัญคือการใช้เสียงร้องหรือเสียงของเครื่องดนตรี
ที่เพี้ยนจากเสียงในบันไดเสียง ซึ่งเรียกว่า เบนต์ หรือ บลูโน้ต และการสไลด์เสียง ปกติเพลงบลูส์เป็นเพลงใน
อัตราจังหวะ 44 ใน 1 วรรคจะมี 12 ห้องเพลง การร้องแต่ละวรรคจะมีการ อิมโพรไวเซช่ันไปจากทํานอง
เดิม เช่นเดียวกับการบรรเลงโดยเครื่องดนตรี แบสซี สมิธ (Bessie Smith) เป็นนักร้องท่ีมีช่ือเสียงเป็นที่รู้จัก
จากการรอ้ งเพลงบลูส์ โดยเฉพาะเพลง Lost Your Head Blues และ Put it Right There

169

สกอ๊ ต จอ๊ ปลนิ
ในช่วงเวลาปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ดนตรีแจ๊สเริ่มพัฒนารูปแบบขึ้นมาจากดนตรี

ของอัฟรกิ นั วงดนตรีแบบอเมรกิ ันแรกไทมแ์ บะบลสู ์ดังกลา่ วแล้ว ศูนย์กลางดนตรีแจ๊สในช่วงแรกนี้อยู่ ณ เมือง
นิวออร์ลีน ซึง่ เป็นเวลาประมาณ 1900 ถึง 1917 ดนตรแี จส๊ ท่เี มอื งนิวออรล์ นี ท่ีรู้จัก

แจ๊สแบบนวิ ออร์ลนิ (ดิกซแี ลนด)์
ในนามของ ดกิ ซแี ลนด์ ลักษณะดนตรีแจ๊สแบบดิกซีแลนด์ประกอบด้วยผู้เล่นประมาณ 5-8 คน เคร่ืองดนตรีท่ี
เลน่ ทํานอง ได้แก่ คอร์เนท หรือ ทรัมเปท โดยมีคลาริเนทและทรอมโบนเล่นประกอบในลักษณะของการสอด
ประสานทํานอง ในระยะต่อมามีการเพิ่มแซกโซโฟนเข้าไปในวงด้วย ส่วนเครื่องประกอบทํานองให้น่าสนใจ
ได้แก่ กลองชุด เปียโน บันโจ กีตาร์ หรือทูบา การบรรเลงใช้การอิมโพรไวเซชั่นโดยตลอด โดยทําแนวทํานอง
มาจากเพลงมาร์ช เพลงสวด แรกไทม์ หรอื เพลงปอฺ ป นกั ดนตรีเดน่ ๆ ของดนตรี แจส๊ แบบน้ี

สวงิ เป็นแจ๊สท่พี ัฒนาในช่วง 1920 เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วง 1935-1945 ซ่ึงรู้จักกันดีว่าเป็นยุคสวิง
คําวา่ สวิงในทน่ี ี้เปน็ ประเภทของดนตรแี จส๊ มไิ ดเ้ ปน็ รูปแบบจังหวะสวงิ ดังกล่าวมาในเรือ่ งลกั ษณะของแจส๊

170

วงแจส๊ แบบสวงิ (วงเกลน มิลเลอร)์

สวิงบรรเลงโดยวงขนาดใหญก่ ว่าดกิ ซีแลนด์ เรียกว่า “บิกแบนด์” กล่าวคือ ใช้ผู้บรรเลงประมาณ 14-
20 คน แบ่งผู้บรรเลงออกเป็น 3 ส่วน คือ แซกโซโฟนและคลาริเนท ปกติแซกโซโฟนจะมีจํานวนมากกว่าคลา
ริเนท กลุ่มนี้มีผบู้ รรเลงประมาณ 3-5 คน กลุ่มเคร่ืองลมทองเหลืองประกอบด้วย ผู้บรรเลงทรัมเปทและทรอม
โบนกลุ่มละ 3-4 คน และกลุ่มเครื่องทําจังหวะ ได้แก่ เปียโน กีตาร์ เบส และกลองชุด เน่ืองจากมีผู้บรรเลง
หลายคน การอิมโพรไวเซช่ันบางครั้งกระทําได้ยาก จึงมีวงดนตรีบางวงเขียนโน้ตให้ นักดนตรีบรรเลงโดย
ตลอด ในขณะท่ีบางวงเว้นบางช่วงให้นักดนตรี อิมโพรไวเซชั่น ได้บ้างมากน้อยตามความต้องการของ
ผู้ประพันธ์เพลงหรอื หวั หน้าวงดนตรี ซ่ึงมักเปน็ นักดนตรชี ้ันเยยี่ ม

การบรรเลงดนตรีสวิง มักเน้นท่ีแนวทํานองโดยใส่เสียงประสานให้ทํานองเด่นขึ้นมา ซึ่งผู้บรรเลงเป็น
กลุ่มเคร่ืองดนตรีทั้งกลุ่ม ส่วนเคร่ืองดนตรีเด่ียวจะบรรเลงเป็นช่วง ๆ โดยบรรเลงตามโน้ตหรือการอิมโพรไว
เซช่ันประกอบทํานอง โดยเป็นแนวประสานซํ้า ๆ กันเป็นช่วง ๆ เป็นลักษณะเด่นของสวิงซ่ึงเรียกว่า ริฟฟส์
(riffs) การประสานเสียงของสวิงมกี ฎเกณฑ์และหลากหลายมากกวา่ แจส๊ ในยุคแรก

ในต้นทศวรรษ 1940 ดนตรีแจ๊สประเภทใหม่พัฒนาขึ้นมา คือ บีบอป (Bebop) เป็นดนตรีที่
ตอ่ ตา้ นดนตรีประเภทสวงิ ซงึ่ เป็นดนตรสี ําหรับการเต้นราํ เนน้ ไปทางดา้ นการโฆษณาหรือการค้าจนเกินไป และ
เป็นดนตรที ม่ี กี ารเรียบเรยี งเสยี งประสานไว้ ไมค่ อ่ ยใชก้ ารอิมโพรไวเซชั่น ส่วนบีบอปเป็นดนตรีที่มีลักษณะของ
โครงสร้างซับซ้อนท้ังทางด้านทํานองการประสานเสียง จังหวะที่แปลก ๆ ไม่เป็นไปตามปกติ ส่ิงเหล่าน้ีทําให้
ผ้ฟู ังเพลงต้องการฟงั เพลงอย่างจริงจงั มากกวา่ การใชเ้ พลงเหลา่ นีเ้ ปน็ เพลงประกอบการเต้นรํา

171

วงแจ๊สแบบบีบอป

บบี อป อาจเป็นชือ่ ท่ไี ด้มาจากการร้องโนต้ สองตวั เรว็ ๆ ซ่ึงมักอยู่ช่วงจบของวรรค ว่า บีบอป ผู้เดี่ยว
ดนตรีมักจะเป็นผู้เปุาแซกโซโฟน หรือทรัมเปท โดยมีกลุ่มให้จังหวะ คือ เปียโน เบส กลองและเครื่องตีอ่ืน ๆ
ซ่ึงเป็นวงไมใ่ หญโ่ ตนัก ไมว่ ่าจะเป็นเคร่ืองดนตรเี ด่ียวทบี่ รรเลงทาํ นองหรือกลมุ่ เครื่องทําจงั หวะจะเน้นจังหวะใน
ท่ีต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ใด ๆ ท้ังส้ิน เรียกว่า บอมบ์ ทําให้กลุ่มเครื่องทําจังหวะมีบทบาทมากขึ้นกว่า
ดนตรีแจ๊สประเภทแรก ๆ ท่ีทําหน้าท่ีเป็นเพียงการบรรเลงจังหวะท่ีเป็นรูปแบบตามอัตราจังหวะเท่าน้ัน การ
ประสานเสียงมกั ใช้คอรด์ ประเภท 6 หรอื 7 เสยี ง มากกว่าคอรด์ ประเภท 5 หรอื 6 เสียง

รูปแบบการบรรเลงเพลงประเภทบีบอปมักเร่ิมต้นและจบด้วยทํานองหลักซึ่งบรรเลงโดยเคร่ืองดนตรี
เดีย่ วหนึง่ หรอื สองชิ้น สว่ นทีเ่ หลือในชว่ งกลางทั้งหมดจะเป็นการบรรเลงของเคร่ืองดนตรีเดี่ยวชนิดต่าง ๆ โดย
การอิมโพรไวเซช่ันจากโครงสร้างของทํานองหรือการประสานเสียง บทเพลงที่บรรเลงมีท้ังการนําทํานองจาก
เพลงทม่ี ีอยแู่ ล้วมาบรรเลง และการประพนั ธ์ขึ้นมาใหม่

ในช่วงปลายของทศวรรษ 1940 และต้นทศวรรษ 1950 แจ๊สอีกประเภทหน่ึงพัฒนาตาม บีบอป
ขึ้นมา แตแ่ จส๊ ประเภทนมี้ ีความนมุ่ นวล ช้า ๆ กว่าบบี อป คอื คูลแจส๊ (Cool Jazz)

ในราวทศวรรษ 1960 รูปแบบใหม่เกิดขึ้น คือ ฟรีแจ๊ส โดยโคลแมน ซ่ึงมีความคิดที่ไม่ต้องการยึด
รูปแบบแจ๊สด้ังเดิม คือ การมีทํานองหลักและบรรเลงโดยอิมโพรไวเซชั่นจากทํานองหลัก จึงรวบรวมวงซ่ึงมี 8
คน บรรเลงเพลงโดยอสิ ระทั้งในด้านทาํ นอง รูปแบบ และการประสานเสยง ซ่ึงมีโครงสรางของเพลงเพียงคร่าว
ๆ เท่านั้น โคลแมนยังคงใช้การอิมโพรไวเซช่ันของทํานองและจังหวะ และมักเน้นจังหวะตบหรือการรักษา
ความเร็วจังหวะน้อยกว่าแจ๊สยุคก่อน ๆ ส่วนเครื่องดําเนินจังหวะและแนวเบสได้รับการเน้นให้มีอิสระในการ
บรรเลงมากข้ึน

172

วงบอบเบริ ก์ แจส๊ ร็อค หรอื ฟิวช่นั

ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เพลงร็อคมีอิทธิพลมากขึ้น ทําให้เกิดแจ๊สรูปแบบใหม่ข้ึน คือ แจ๊สร็อค
หรือฟวิ ชั่น ลกั ษณะของฟวิ ช่ัน คอื การผนวกการอิมโพรไวเซชั่นในการบรรเลงดนตรี โดยการใช้รูปแบบจังหวะ
และสีสันของเพลงร็อค เครื่องดนตรีในวงฟิวชั่นจึงมักประกอบด้วยเครื่องดนตรีดั้งเดิม และเครื่องดนตรีไฟฟูา
หรืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ กล่มุ เครอื่ งประกอบจังหวะมักจะใหญ่กว่าแจ๊สยุคก่อนๆ และมักมีเคร่ืองดนตรีต่างชาติร่วม
บรรเลงดว้ ย เชน่ เคร่อื งดนตรจี ากอัฟรกิ า ละตนิ อเมริกา หรืออนิ เดีย ลักษณะเฉพาะอีกสองประการของฟิวช่ัน
คือ แนวทํานองของอิเล็กทรอนิกส์เบส และการซํ้าทวนของจังหวะ นักดนตรีที่ควรรู้จัก เช่น Herbie
Hancock, Chick Corea และ Joe Zawinul เพลงทเี่ ดน่ ๆ เชน่ Birdland

ลกั ษณะดนตรีแจ๊ส

ดนตรีแจ๊สมีลักษณะแตกต่างกันไปหลายประเภท เช่นเดียวกับดนตรีในศตวรรษท่ี 20 ซ่ึงมีหลาย
รูปแบบดังกล่าวแล้ว เป็นการยากที่จะกล่าวถึงลักษณะดนตรีแจ๊สให้ครบถ้วนเน่ืองจากดนตรีแจ๊ส มีหลาย
ประเภท สงิ่ ที่กล่าวตอ่ ไปนเี้ ปน็ เพียงลักษณะทั่ว ๆ ไปของดนตรีแจ๊ส ในชว่ ง 1900 ถงึ 1950

 สีสัน ดนตรีแจ๊สมักบรรเลงด้วยวงขนาดเล็กประมาณสามถึงแปดคนที่เรียกว่า วงคอมโบ หรือวง
ลักษณะใหญ่ขึ้นมาท่ีเรียกว่า บิกแบนด์ ซึ่งใช้นักดนตรีประมาณ 10-20 คน โครงสร้างสําคัญของการ
บรรเลงคือเครอ่ื งทําจงั หวะ ซึ่งจะเล่นจังหวะในลักษณะเดียวกับ บาสโซคอนตินิวโอของเพลงในยุคบา
โรค ในส่วนน้ีมักบรรเลงด้วย เปียโน เบส และเคร่ืองตี บางคร้ังอาจมีบันโจ หรือกีตาร์ด้วย เครื่องทํา
จังหวะเหล่าน้ีช่วยทําให้การประสานเสียงน่าสนใจข้ึนด้วย ดนตรีแจ๊สยุคใหม่มักมีผู้บรรเลงเคร่ืองทํา
จังหวะทใี่ ช้ในเครอ่ื งดนตรนี านาชนดิ รวมท้งั การใชม้ อื ทาํ ให้เกิดเสยี งต่าง ๆ ด้วย

173

 การสร้างสรรค์แบบอิมโพรไวเซช่ัน ลักษณะสําคัญประการหนึ่งของดนตรีแจ๊สคือการสร้างสรรค์
แบบอิมโพรไวเซชั่น คือการคิดท่วงทํานอง จังหวะ หรือการประสานเสียงในขณะบรรเลง อย่างไรก็
ตามดนตรีแจ๊สมิได้เกิดขึ้นโดยการสร้างสรรค์แบบอิมโพรไวเซช่ันท้ังหมด ส่วนใหญ่ดนตรีแจ๊สมัก
ประกอบดว้ ยการบรรเลงจากการประพนั ธ์ประกอบกับการอิมโพรไวเซช่นั อยา่ งไรกต็ ามการอิม-โพรไว
เซช่นั จัดเป็นเอกลักษณ์สําคัญของการบรรเลงดนตรีแจ๊ส ปกติการอิมโพรไวเซชั่นเกิดขึ้นโดยผู้บรรเลง
ดนตรีแปรเปลีย่ นทํานองหลักไป ฉะน้ันรูปแบบของการบรรเลงจึงเป็นธีมและแวริเอช่ัน กล่าวคือ การ
บรรเลงจะเสนอทํานองหลักก่อน จากนั้นเครื่องดนตรีเด่ียวบางช้ินจะแปรเปลี่ยนทํานองโดยการ อิม
โพรไวเซช่นั

 จังหวะ ทานอง และเสียงประสาน จังหวะขัด (Syncopation) และจังหวะสวิง เป็นลักษณะจังหวะ
เด่นของดนตรีแจ๊ส สวิงเกิดจากการบรรเลงจังหวะตบผนวกกับความรู้สึกเบาหรือลอย ความมีพลังแต่
ผ่อนคลายในที และการรักษาจังหวะสม่ําเสมอ อัตราจังหวะของเพลงแจ๊สมักจะเป็นกลุ่ม 4 จังหวะ
คือ 44 แต่จังหวะเน้นแทนที่จะลงที่จังหวะ 1 และ 3 กลับลงท่ีจังหวะ 2 และ 4 ส่วนจังหวะขัดจะลง
หนักระหว่างจังหวะตกทั้งส่ี นอกจากนี้การบรรเลงจริง ๆ มักจะมีการยืดค่าตัวโน้ต ไม่ได้ลงจังหวะ
ตามทีเ่ ขียนเปน็ โน้ตดนตรีเสียทีเดยี ว
ทาํ นองกเ็ ชน่ เดียวกับจังหวะ มักมกี ารรอ้ งใหเ้ พ้ียนไปจากเสียงท่ีควรจะเป็นตามบันไดเสียงเมเจอร์หรือ
ไมเนอร์ท่ีแจ๊สใช้อยู่ เสียงเพ้ียนมักจะต่ํากว่าเสียงที่ควรจะเป็น ปกติมักเกิดข้ึนในเสียงตําแหน่งท่ีสาม
ห้า และเจ็ดของบันไดเสียง ลักษณะเช่นน้ีเรียกว่า เบนต์หรือบลูโน้ต (bent or blue notes) สําหรับ
เรือ่ งเสยี งประสานแมจ้ ะใชห้ ลักการตามดนตรีคลาสสิก แต่ไดม้ ีการพัฒนาการสรา้ งคอร์ดแปลก ๆ การ
จัดเรียงของคอร์ดตามแนวทางของดนตรีแจ๊ส ทําให้การประสานเสียงของดนตรีแจ๊ส มีเอกลักษณะ
เฉพาะตัว

174

1. ละครเพลงบรอดเวย์
(Broadway Musicals, ค.ศ. 1860-ปจั จบุ นั )

ละครเพลงบรอดเวย์ (Broadway Musicals) จัดเป็นวัฒนธรรมทางดนตรีของประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยแท้ ซ่ึงมีลักษณะเฉพาะท่ีเป็นละครเพลงเวที (Musical Theatre) มีเค้าโครงเร่ือง มีบทการแสดงและ
เพลง รวมท้ังการเต้นรําในลกั ษณะตา่ ง ๆ ที่กําหนดไวอ้ ยา่ งแน่นอนไม่มีการเปล่ียนแปลงไม่ว่าจะแสดงสักกี่รอบ
แม้ผู้เล่นจะเปล่ียนไปก็ตาม โดยปกติผู้สร้างละครประเภทนี้มักจะนําละครไปแสดงตามที่ต่าง ๆ ก่อน และ
ปรบั ปรงุ เปล่ยี นแปลงบางสงิ่ บางอย่างจนในที่สุดเมื่อเป็นท่ีพอใจแล้ว จึงนํามาแสดง ณ โรงละครโรงใดโรงหนึ่ง
บนถนนบรอดเวยใ์ นมหานครนวิ ยอร์ก ละครเพลงเวทเี หลา่ นี้จงึ มีฉายาว่า ละครเพลงบรอดเวย์

ประวัตลิ ะครเพลงบรอดเวย์

สาํ หรบั ประวตั ิของละครเพลงเวทีหรือละครเพลงบรอดเวย์สามารถแบ่งได้เป็น 4 ยุคตามลักษณะของ
ละครเพลงที่เปล่ียนแปลงไป อย่างไรก็ตามการแบ่งเป็นยุคต่าง ๆ นี้ไม่สามารถแบ่งเป็นช่วงเวลาได้เด่นชัดนัก
เพราะละครเพลงบางเร่ืองมิได้มีลักษณะของละครเพลงในช่วงเวลานั้นแต่ประการใด การแบ่งยุคต่าง ๆ น้ีเริ่ม
ในช่วงปลายศตวรรษท่ี 19 เปน็ ต้นมา ซึ่งเป็นยุคท่ีเร่มิ มลี ะครเพลงเวทีเกิดขึน้ ในสหรฐั อเมริกา

ยุคแรกของละครเพลงเวทีของอเมริกาในตอนปลายของศตวรรษท่ี 19 ถึงต้นศตวรรษท่ี 20 มีลักษณะ
เป็นโอเปราชนดิ ชวนหัวหรอื Operetta แบบยุโรป เค้าโครงเร่ืองมีลกั ษณะเหนอื จรงิ เก่ียวข้องกับเร่ืองความรัก
ที่ซาบซง้ึ

ยุคที่สองจัดได้ว่าเป็นยุคของละครเพลงเวทีแบบอเมริกันโดยแท้ รูปแบบการประพันธ์ เค้า-โครงเร่ือง
และองค์ประกอบต่าง ๆ ของละครเป็นลักษณะของอเมริกัน กล่าวคือ เป็นเร่ืองพื้น ๆ แบบชาวบ้านชาวเมือง
เพลงเป็นลักษณะของเพลงป็อบ ไม่ใช่แนวโอเปรา มีการนําการเต้นรําเข้ามาประกอบ ซ่ึงเป็นลักษณะการเต้น
แบบอเมรกิ นั เอง ผู้นาํ ในการผลิตละครเพลงเวทแี บบอเมรกิ ัน

ยุคท่ีสามจัดเป็นยุคที่พัฒนามาจากยุคท่ีสอง โดยรูปแบบของละครเพลงเวทีในยุคน้ีเน้นการเสนอ
เรื่องราวท่ีสะท้อนชีวิตจริงมากขึ้น และเรื่องราวจากวรรณคดี โดยการผสมผสานกลมกลืนของเน้ือเรื่อง เพลง
และการเต้น มมี ากขึน้ ทําใหล้ ะครเพลงเวทีในยุคนี้มีลักษณะเป็นละคร (drama) ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นกว่าใน
ยคุ กอ่ น

175

ยุคท่ีส่ีจัดเป็นยุคของรูปแบบใหม่แห่งวงการละครเพลงเวที เรื่องราวเก่ียวกับวีรบุรุษ ความรัก ความ
ย่ิงใหญต่ ระการตาหมดไป การนําเสนอเป็นเรื่องที่สะท้อนชีวิตของสังคมในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งไม่จําเป็นต้องจบลง
ด้วยความสขุ หรือเปน็ สง่ิ ท่สี งั คมยอมรบั ละครในยคุ น้ี

อีกรูปแบบหนึ่งคือการใช้เพลงร็อคในการประพันธ์ ซ่ึงเริ่มมีขึ้นในราวช่วงปี 1950 เป็นต้นมา ในยุค
แรก ๆ ตัวอย่างเช่น เรือ่ ง Jesus Christ Superstar โดย โอ ฮอรแ์ กน. ไรซ์และเวบเบอร์

ลักษณะละครเพลงบรอดเวย์

แนวการจัดทําละครเพลงเหล่าน้ีมักจะเป็นแนวเบา ๆ เป็นส่วนใหญ่ และมีบางตอนท่ีขบขันแทรกอยู่
เสมอ บางครงั้ ละครเพลงเวทีเหล่านี้จึงรู้จักกันในอีกช่ือหน่ึงคือ ละครเพลงชวนหัว (Musical Comedy) ละคร
เพลงเวทีเหล่าน้ีมีการจัดทําโดยเน้นองค์ประกอบต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นแสง เสียง ฉาก หรือ
เพลง ซ่ึงมีหลายแนวตั้งแต่แนวคลาสสิก เช่นเรื่อง โอคลาโฮมา, เรือเร่ (Showboat) หรือแนวร็อค เช่น Jesus
Christ Superstar และ Evita เป็นต้น

มีลักษณะเฉพาะหลายประการของละครเพลงเวทีแบบนี้ท่ีแตกต่างไปจากโอเปรา ได้แก่ การแก้ไข

ปรับปรุงในระยะหน่ึงทั้งทางด้านเน้ือเรื่อง การแสดง เพลงประกอบการแสดง การแสดงละครประเภทน้ีมักจะ

เน้นหนกั ทง้ั ในดา้ นเนื้อเรอ่ื ง บทร้องและทํานองเพลง รวมไปถงึ การเต้นรําที่ใช้ประกอบเพลง ซ่ึงมีจุดมุ่งหมายที่

จะสร้างขึน้ เพื่อเป็นเพลง “ฮิต” บทร้องจึงมีความสําคัญมาก ลักษณะของการประพันธ์เพลงจึงเป็นการทํางาน

เป็นคณะระหว่างผู้ประพันธ์ทํานองและเน้ือร้อง เช่น จอร์จและไอรา เกิร์ชวิน, โรเจอร์และแฮมเมอร์สไตน์,

เลิรน์ เนอรแ์ ละโลว์ ซึ่งต่างไปจากโอเปราท่ีเนน้ เฉพาะผ้ปู ระพันธเ์ พลง เช่น แวร์ด,ี ปุกชินี หรือวากเนอร์ เป็นต้น

นอกจากน้ีผู้มีความสําคัญมากอีกพวกหนึ่งคือผู้คิดท่าเต้นประกอบเพลง (Choreographer) เช่น เจอราลด์

รอบบินส,์ แอกเนส เดอมิล, และ บอบ ฟอสส์ เป็นตน้ ซึง่ เป็นผู้มีสว่ นชว่ ยให้ละครประสบความสําเร็จเป็นท่ี

นยิ มของผูช้ มด้วย นอกจากน้ยี ังมีคนอีกพวกหน่ึงที่รู้จักกันในนามของ “หมอละคร” (Show Doctor) ซ่ึงเป็น

ผู้ที่ช่วยแก้ไขปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ ของละครให้ดีข้ึน หลังจากการแสดงรอบปฐมทัศน์ซึ่งไม่ประสบ

ความสําเร็จ ตัวอย่างของการปรับปรุงเช่นนี้ได้แก่ เร่ือง คาเมรอต (Camelot) ซ่ึงรอบปฐม

ทศั นไ์ มป่ ระสบความสาํ เรจ็ เทา่ ที่ควร “หมอละคร” นาม มอส ฮาร์ท จึงเข้ามาปรับปรุงแก้ไข ทําให้ละครเรื่องนี้

เปน็ ละครเพลงบรอดเวยท์ ปี่ ระสบความสําเร็จอย่างมากเรื่องหน่ึงในเวลาต่อมา

“ดารา” จัดเป็นองค์ประกอบสําคัญซ่ึงมีลักษณะแตกต่างไปจากดาราโอเปรา กล่าวคือ ผู้แสดงละคร
เพลงเวทเี หลา่ นแี้ มต้ ้องไดร้ ับการฝึกฝนในเรื่องการรอ้ งเพลง แต่การร้องมใิ ช่เป็นเพียงองค์ประกอบท่ีสําคัญท่ีสุด

176

ของผแู้ สดง การแสดงจัดเป็นเรื่องสําคัญและเน้นมากเช่นกัน นอกจากน้ีรูปร่าง ความสวยหรือความหล่อของผู้
แสดงจัดเป็นส่ิงสําคัญ ซึ่งโอเปราอาจจะใช้ผู้แสดงที่ดูไม่สมกับบทบาทแต่มีเสียงร้องท่ีดีได้ แต่ละครเพลงเวที
ต้องการนางเอกหรือพระเอกที่ดูเหมาะสมกับบทบาทอย่างแท้จริง และดาราละครเวทีเหล่านี้มักจะกลายเป็น
ดาราที่มีชื่อเสียงในวงการอ่ืน ๆ ด้วยหลังจากแสดงละครเวที เช่น เป็นดาราภาพยนตร์ ดาราโทรทัศน์ ดารา
แสดงตามสถานเริงรมย์ และมีหลายคนท่ีสามารถทั้งร้อง เต้น และแสดงได้เป็นอย่างดี ดาราฝุายหญิงเช่น
เอเธล เมอร์แมน, แครอล แชนนิง, ฟลอเรนซ์ เฮนเดอร์สัน, จูล่ี แอนดรูส์, และเชอรี่ โจนส์ ส่วนฝุายชายได้แก่
ยูล บรนิ เนอร์, โรเบริ ต์ กเู ลต์ และอลั เฟรด เดรก เป็นต้น โดยปกติดาราฝุายหญิงมักได้รับความสนใจจาก
ผู้ชมมากกวา่ ดาราฝาุ ยชาย และผู้ผลิตละครเพลงเวทีมักใชช้ ่อื ดาราหญงิ เหล่านใ้ี นการโฆษณา

ส่ิงท่ีต่างไปจากโอเปราในประการถัดมา คือ เค้าโครงเรื่อง ตลอดจนองค์ประกอบต่าง ๆ ของละคร
เพลงเวทีได้รับการจัดทําข้ึนโดยดูตลาดหรือผู้ชมเป็นแนวทางการผลิตละครแต่ละเรื่อง จึงแตกต่างกันไปตาม
แนวความนยิ มของสังคมในแตล่ ะยคุ และด้วยเหตุน้ีเองเพลงหลายต่อหลายเพลงจากละครเพลงเวทีนี้กลายเป็น
เพลงฮิตในแต่ละสมัยตลอดมา เช่น My Funny Valentine, You Never Walk Alone, The Impossible
Dream, Embraceable You, Getting To Know You, The Age Of Aquarius, Tomorrow, Don’t Cry
For Me Argentina, Some Enchanted Evening, Edelweiss, Memories และ Music Of The Night
เปน็ ตน้

สุนทรียะของละครเพลงบรอดเวย์

ละครเพลงบรอดเวย์ นับเป็นบันเทิงคดีในเบื้องแรก ผู้สร้างสรรค์ต้องการเน้นเพ่ือสร้างความบันเทิง
ให้กับผู้ชม ตามประวัติของละครเพลงบรอดเวย์ได้กล่าวไว้ว่า ผู้สร้างสรรค์พยายามทําให้การแสดงเป็นที่เข้าใจ
ง่าย ผู้ชมสามารถรับรู้เรื่องราวท่ีใกล้ตัว ทําให้รู้สึกสนุกเป็นที่ช่ืนชอบ เมื่อผู้สร้างสรรค์พัฒนารูปแบบเนื้อหา
สาระของละครมากขึ้น องค์ประกอบตา่ ง ๆ เริม่ มีการบรรจงสร้างสรรคเ์ พอื่ เน้นความงดงามของศิลปะด้วย โดย
มิได้ละท้ิงความง่ายและเน้นความบันเทิงอยู่เช่นเคย สุนทรียะของละครเพลงบรอดเวย์ จึงอยู่ท่ีความพอดีของ
การนําเสนอคณุ ค่าของศิลปะและความง่ายในเนื้อหาสาระ ผู้ชมละครเพลงบรอดเวย์จึงช่ืนชอบและติดตามชม
เสมอ

จุดเด่นเบื้องแรกของละครเพลงบรอดเวย์ ได้แก่ ฉาก เคร่ืองแต่งกายอันตระการตา ผนวกกับพื้นฐาน
สําคัญในเรื่องการสร้างสรรค์เพลงและดนตรี รวมท้ังการเต้นที่มีการพัฒนาให้เหมาะสมกับเน้ือหาของเร่ือง
ประกอบกับแสง สี เสียง และเทคนิคของการจัดฉาก การเปลี่ยนฉาก และความนึกไม่ถึงขององค์ประกอบ ใน

177

เรือ่ งเหล่านี้ทาํ ใหเ้ ปน็ ท่ปี ระทบั ใจผชู้ มในความแปลกใหม่อยู่เสมอ ประการสุดท้ายได้แก่ เน้ือเรื่องของละคร ซ่ึง
มักจะเป็นเรือ่ งใกลต้ วั ผ้ชู ม ทําให้ผูช้ มสามารถติดตามเรอื่ งราวได้อย่างตลอด โดยเฉพาะการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่ง
ผ้ชู มละครส่วนใหญ่เขา้ ใจดี สง่ิ เหล่าน้ที าํ ให้ผู้ชมชืน่ ชอบละครเพลงบรอดเวย์

ความทันสมัยของเรอื่ งราวและองค์ประกอบของละครทมี่ ีการพัฒนา โดยใชค้ อมพิวเตอร์เข้ามาควบคุม
ทาํ ให้ละครดูสมจรงิ สมจงั มากขนึ้ ทกุ ที เปน็ จดุ เดน่ ทที่ ําใหผ้ ชู้ มชน่ื ชอบละครประเภทนี้

ที่สําคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้แสดงท่ีมีความสามารถสูง ทั้งในด้านการร้องเพลง การเต้นรํา และการ
แสดง ทาํ ใหเ้ ป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม

ด้วยการทดลองแสดงตามที่ต่าง ๆ และมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบต่าง ๆ ตามความ
คดิ เห็นของผู้กาํ กับ ผู้ประพันธด์ นตรี ผู้ประพันธ์เนอ้ื รอ้ ง และผู้สร้างสรรค์ท่าเต้น ตลอดจนทีมงานทุกคน ทําให้
ละครได้รับการแก้ไขจนดูดี จึงนํามาแสดง ณ โรงละครบนถนนบรอดเวย์ ทําให้ละครแต่ละเร่ืองมักจะได้รับ
การต้อนรับอย่างดีจากผู้ชม ความอุตสาหะ ความจริงจังในการปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ ทําให้ละครเพลง
บรอดเวยม์ ีคุณค่าควรแกก่ ารยอมรบั ในเชิงศิลปะการแสดงอย่างเต็มภาคภูมิ สุนทรียะของละครเพลงบรอดเวย์
จงึ อยทู่ ี่ความงดงามของตัวละครในขณะแสดงเอง และอยทู่ คี่ วามช่ืนชมในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ท่ีสามารถ
สรา้ งสรรค์ผลงานได้อยา่ งไม่นา่ เช่ือวา่ มนุษย์สามารถทาํ ได้

178

โสตทักษะ

การสอบโสตทกั ษะเปน็ เรื่องการฟัง โดยทผ่ี เู้ ขา้ สอบจะต้องฝึกการฟังแบบตา่ งๆ ที่จําเป็นต้องใชใ้ นการ
เรยี นดนตรี แบ่งเปน็ 3 แบบ ที่ใช้ในการสอบ ดังน้ี
1. การร้องโน้ตจากข้นั ค่ทู ่ีได้ยิน (แยกรอ้ งตวั บนหรือลา่ ง ตามท่กี าํ หนดให้)
2. การปรบมอื ตามทํานองสัน้ ๆ ท่กี ําหนดให้ (ฟงั ทํานองจากเปียโนท่ีเลน่ ใหฟ้ ัง)
3. การร้องทาํ นองสั้นๆ ตามที่กาํ หนดให้ (ฟงั ทํานองจากเปียโนทเี่ ล่นใหฟ้ งั )

179

1. การรอ้ งโน้ตจากข้ันคู่ทไี่ ด้ยิน

การร้องโน้ตจากขั้นคู่ที่ได้ยิน คือการท่ีเราได้ยินโน้ตท่ีกําหนดให้มาเป็นขั้นคู่พร้อมกัน โดยให้ร้องเสียง
ตัวบนหรือตัวล่าง ทําให้มีความยากในการแยกว่าเสียงในอยู่ในช่วงเสียงตํ่าหรือสูง ย่ิงเสียงกลมกลืนการมาก
เทา่ ใด จะทาํ ใหแ้ ยกเสยี งได้ยากข้นึ ในขนั้ แรก ควรเรม่ิ ฝึกจากการกดเสยี งทีละตวั แล้วค่อยรวมกันเป็นขั้นคู่ จน
เริ่มแยกเสียงได้ จากนั้นค่อยกดเสียงเปยี โนเปน็ ขนั้ คู่ ขะชว่ ยใหแ้ ยกเสยี งได้ถูกต้องมากขึ้น ตัวอย่างโจทย์ท่ีใช้ใน
การแยกเสียงขนั้ คู่

*** เวลาสอบ จะไม่มีการแยกโน้ต ผสู้ อบจะได้ฟงั โนต้ ข้ันคู่ ทก่ี ดเสยี งจากเปียโนพรอ้ มกันทัง้ สองโน้ต

180

2. การปรบมือตามทานองสน้ั ๆ ท่กี าหนดให้

การปรบมือตามทํานองสน้ั ๆ ท่ีกาํ หนดให้ โดยจะมีเสียงเปียโนเล่นทํานองส้ันๆ ประมาณ 4-8 ห้อง มา
ให้ฟัง จากนัน้ ผสู้ อบก็จะปรบมือตามจังหวะของทํานองทีไ่ ด้ฟงั ซึง่ จะมคี วามยากทต่ี อ้ งจาํ ทํานองต้ังแต่ต้นจนจบ
ประโยคให้ได้ ใน1-2 รอบ ไดท้ ี่ฟงั

ในส่วนของการฝึกส่วนตัวอาจจะเร่ิมจากทํานองท่ีไม่ซับซ้อนและไม่ยาวมาก ฝึหกให้คล่องและค่อยๆ
ใส่ทาํ นองใหย้ าวขึน้ ตัวอยา่ งดังน้ี

181

3. การร้องทานองส้นั ๆ ตามทก่ี าหนดให้

การร้องทํานองสั้นๆ ตามท่ีกําหนดให้ (ฟังทํานองจากเปียโนที่เล่นให้ฟัง) ในส่วนของการสอบข้อนี้ มี
ลักษณคล้ายกับข้อก่อนหน้านี้ โดยฟังทํานองเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ผู้สอบจะต้องร้องทํานองให้ตรงเสียง
ของทาํ นองที่ได้ฟงั โดยไม่ต้องร้องเปน็ ช่ือตัวโน้ต แตอ่ าจจะใช้คาํ ว่า ลา แทนช่ือตัวโนต้ ในการร้อวทาํ นองได้

ในส่วนของการฝึก ผู้สอบควรเร่ิมจากทํานองส้ันๆ ง่ายๆ ที่ระดับเสียงไม่กระโดดมาก หรือไล่ไปมา
จากนน้ั ค่อยเพิม่ ความหา่ งของระดบั ใหม้ คี วามหา่ งมากข้ึน และเพิม่ ทํานองใหย้ าวขนึ้ ดงั ตวั อย่างตอ่ ไปนี้

182

ภาคปฎิบตั ิ

ในสว่ นของการสอบปฏบิ ัติ ผู้สอบจะต้องปฏบิ ตั ติ ามรายละเอยี ด ดังต่อไปน้ี
1. การสอบ Sight Reading คือ การสอบอ่านโน้ต โดยท่ีผู้สอบจะได้เห็นโน้ตในขณะน้ันเป็นคร้ังแรก
การสอบลกั ษณะนี้ จะทดสอบกทักษะการอ่านโน้ตของผู้สอบ โดยมากจะเป็นโน้ตท่ีไม่ยากมาก เพราะ
เป็นการอ่านโดยไม่ได้ฝึกซ้อมมาก่อน วิธีฝึกเบื้องต้น ควรหมั่นฝึกอ่านโน้ตให้คล่อง และทําสม่ําเสมอ
เพอ่ื ใหพ้ รอ้ มเจอกับโน้ตในลักษณะที่ไม่คุ้นได้
2. การสอบการปฏิบตั ิ Scale และ Appeggios ในบดั ไดเสียงตา่ งๆ ทั้งเมเจอร์ และไมเนอร์ ไมเ่ กนิ 4
ชาร์ป 4 แฟลต็ รวมทั้งบนั ไดเสียงโครมาตกิ (ไมเนอรใ์ ช้แบบฮาร์โมนิค และเมโลดกิ )
3. การสมั ภาษณ์ความร้ดู า้ นดนตรีสากลเพิ่มเติม โดยคณะกรรมการสอบ
4. การสอบปฏิบตั ิเครื่องดนตรี โดยผสู้ อบต้องเตรยี มบทเพลงตามที่จะบอกตอ่ ไปนื้ ตามแต่ละเครื่อง

183

การสอบปฏบิ ัตเิ ครื่องดนตรี และบทเพลงของแตล่ ะเคร่อื ง
1. ฟลตู้ (Flute)

- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ท้ังเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมทั้งบันไดเสียง
โครมาติก (ไมเนอรใ์ ช้แบบฮารโ์ มนคิ และเมโลดกิ )
- บทเพลง Solo ทม่ี ีลักษณะแตกต่างกนั 2 บทเพลง
- ตัวอย่างเพลงของ ฟลตู้ (Flute)

1. W. A. Mozart: Flute Concerto No. 1 in G major
2. Francis Poulenc: Sonata for Flute and Piano
3. J. S. Bach: Partita in A minor for Solo Flute BWV 1013
2. โอโบ (Oboe)
- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ทั้งเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมท้ังบันไดเสียง
โครมาติก (ไมเนอร์ใชแ้ บบฮารโ์ มนิค และเมโลดิก)
- บทเพลง Solo ท่ีมีลกั ษณะแตกตา่ งกัน 2 บทเพลง
- ตัวอย่างเพลงของ โอโบ (Oboe)
1. Schumann: Romances for oboe & piano
2. Tomoso Giovanni Albinoni: Oboe concerto No.2 Op.9 in D minor

184

3. คลาริเนต (Clarinet)
- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ท้ังเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมทั้งบันไดเสียง
โครมาตกิ (ไมเนอร์ใชแ้ บบฮารโ์ มนคิ และเมโลดกิ )
- บทเพลง Solo ที่มลี ักษณะแตกต่างกนั 2 บทเพลง
- ตัวอย่างเพลงของ คลาริเนต (Clarinet)
1. W. A. Mozart: Concerto for Clarinet KV622 movement I
2. C.M.V. Weber: Concertino for Clarinet and Orchestra
3. Camile Saint-Saen: Sonata for Clarinet and Piano

4. แซกโซโฟน (Saxophone)
- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ท้ังเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมทั้งบันไดเสียง
โครมาตกิ (ไมเนอร์ใช้แบบฮาร์โมนิค และเมโลดิก)
- บทเพลง Solo ที่มลี กั ษณะแตกต่างกนั 2 บทเพลง
- ตัวอยา่ งเพลงของ แซกโซโฟน (Saxophone)
1. Glazunov: Saxophone Concerto
2. Darius Milhuad: Scaramouch
3. Claude Debussy: Rapsodie pour Orchestre et Saxophone

185

5. บาสซนู (Bassoon)
- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ทั้งเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมท้ังบันไดเสียง
โครมาตกิ (ไมเนอร์ใชแ้ บบฮารโ์ มนิค และเมโลดกิ )

- บทเพลง Solo ทม่ี ลี ักษณะแตกต่างกนั 2 บทเพลง
- ตวั อยา่ งเพลงของ บาสซูน (Bassoon)

1. A. Vivaldi: Sonata No.3 in A minor
2. Georg PhilippTelemann: Sonata in F Major for Bassoon
3. Benedetto Marcello: Sonata in A minor
6. ฮอร์น (Horn)
- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ทั้งเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมท้ังบันไดเสียงโครมาติก
(ไมเนอรใ์ ชแ้ บบฮารโ์ มนิค และเมโลดิก)
- บทเพลง Solo ท่ีมลี ักษณะแตกตา่ งกนั 2 บทเพลง
- ตวั อยา่ งเพลงของ ฮอรน์ (Horn)
1. W. A. Mozart: Horn Concerto No. 1 in D Major
2. Richard Strauss: Horn Concerto No1 in E-Flat major
3. Franz Strauss: Nocturno Op.7 for Horn

186

7. ทรมั เปต (Trumpet)
- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ทั้งเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมท้ังบันไดเสียงโครมาติก
(ไมเนอรใ์ ช้แบบฮาร์โมนคิ และเมโลดกิ )
- บทเพลง Solo ที่มลี ักษณะแตกตา่ งกนั 2 บทเพลง
- ตวั อย่างเพลงของ ทรัมเปต (Trumpet)

1. Johann Nepomuk Hummel: Trumpet Concerto
2. Franz Joseph Haydn: Trumpet Concerto in Eb
3. Carl Hohne: Slavonic Fantasy
8. ทรอมโบน (Trombone)
- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ทั้งเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมทั้งบันไดเสียง
โครมาตกิ (ไมเนอร์ใช้แบบฮาร์โมนิค และเมโลดิก)
- บทเพลง Solo ท่มี ลี กั ษณะแตกตา่ งกนั 2 บทเพลง
- ตัวอย่างเพลงของ ทรอมโบน (Trombone)

1. Ferdinan David: Concertino for Trombone
2. Launy Grøndahl: Concerto for Trombone
3. Rimsky Kosakov: Concerto for Trombone

187

9. เบสทรอมโบน (Bass Trombone)
- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ท้ังเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมท้ังบันไดเสียง
โครมาติก (ไมเนอรใ์ ชแ้ บบฮารโ์ มนคิ และเมโลดกิ )
- บทเพลง Solo ท่ีมลี กั ษณะแตกต่างกัน 2 บทเพลง
- ตัวอย่างเพลงของ เบสทรอมโบน (Bass Trombone)
1. Eric Ewazen: Concerto for Bass Trombone
2. Ernst Sachse: Concertino for Bass Trombone
3. A. Lebedev: Concerto in one Movement

10. ยโู ฟเนียม (Euphonium)
- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ท้ังเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมทั้งบันไดเสียง
โครมาติก (ไมเนอร์ใชแ้ บบฮาร์โมนคิ และเมโลดิก)
- บทเพลง Solo ทีม่ ีลกั ษณะแตกตา่ งกัน 2 บทเพลง
- ตวั อยา่ งเพลงของ ยโู ฟเนียม (Euphonium)
1. Philip Sparke: Harlequin
2. Philip Sparke: Song for Ina
3. Bert Appermont: Green Hill

188

11. ทบู า (Tuba)
- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ทั้งเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมท้ังบันไดเสียง
โครมาตกิ (ไมเนอรใ์ ชแ้ บบฮารโ์ มนคิ และเมโลดกิ )
- บทเพลง Solo ท่มี ลี กั ษณะแตกตา่ งกัน 2 บทเพลง
- ตวั อยา่ งเพลงของ ทูบา (Tuba)
1. Ralph Vaughan Williams: Concerto for Bass Tuba
2. A. Lebedev: Concerto in one Movement
3. Ralph Vaughan Williams: Six Studie in English Folk Song

12. เครือ่ งตี (Percussion) ตอ้ งเลน่ ทงั้ หมด 3 เครอ่ื ง คอื
12.1 กลองสแนร์ (Snare Drum)
- Sight Reading
- พื้นฐาน Rudiments
- การรวั
- บทเพลง Solo 1 บทเพลง ตัวอยา่ งเชน่
1. 12 Etude by Delecluse
2. Rudimental Etude by Pratt

189

12.2 ทิมปานี (Timpani)
- Sight Reading
- การรวั และการจูนเสียง
- บทเพลง Solo 1 บทเพลง ตวั อย่างเชน่
1. Etude by Vic firth

12.3 เคร่ืองที่มีระดับเสียง (Pitch Percussion) เช่น ไวบราโฟน (Vibraphone) ไซโลโฟน
(Xylophone) มาริมบา (Marimba)

- Sight Reading
- Scale และ Appeggios ทั้งเมเจอร์ และไมเนอร์ ไม่เกิน 4 ชาร์ป 4 แฟล็ต รวมทั้งบันได
เสียงโครมาตกิ (ไมเนอรใ์ ช้แบบฮารโ์ มนคิ และเมโลดิก)
- บทเพลง Solo 1 บทเพลง ตัวอยา่ งเชน่

1. Keiko Abe: Frog
2. Gordon Stou: Two Mexican Dance

190

อ้างองิ

รปู ประกอบที่ 1.1 http://www.spac.org/getcloser/wp-content/uploads/2012/01/bell.jpg

รปู ประกอบท่ี 1.2 http://media.tumblr.com/tumblr_m54mdoU8an1qfw7cf.jpg

รปู ประกอบท่ี 3.1 https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-
snc6/s720x720/268669_503245013034737_1413503913_n.jpg

รปู ประกอบท่ี 3.2 http://graphics8.nytimes.com/images/2008/03/24/arts/perlspan.jpg

อ้างองิ ภาพศลิ ปิน

Jean-Louis Beaumadier http://www.piccolo-beaumadier.fr/images/Stories/photo-accueil.jpg

Emmanuel Pahud http://www.bachtrack.com/images/concertfinder/pahud.jpg

Sabine Meyer http://www.concertsfribourg.ch/archives/2004-
2005/photos/Sabine_Meyer_092004.jpg

Jean Marie LONDEIX http://www.selmer.fr/media/musiciens/diapo/grande/Londeix1VZ.jpg

Albrecht Mayer http://static.universal-music-
services.de/asset_new/150485/195/view/Albrecht-Mayer-Bild2.jpg

Sergio Azzolini http://www.dgtvonline.com/wp-
content/uploads//2012/04/Sergio_Azzolini_068.jpg

Radek Baborák http://4.bp.blogspot.com/-
ezkAaqCMGkQ/Twwj83nHaAI/AAAAAAAAAdU/5m61XsjamHk/s1600/KAC37b5f1_baborak.jpg

Wynton Marsalis http://www.jazzfm.com/wp-content/uploads/2011/06/wynton-marsalis.jpeg

Christian Lindberg http://www.sgbandfusion.com/wp-content/uploads/2010/10/christian-
lindberg-1.jpg

Steven Mead http://www.music.lv/userdata/79/Steven_Mead_euphonium.JPG

191

Roland szentpali
http://download.hkpo.com/files/press/1112/New_Players/Tuba_P_Roland_Szentpali_HP.JPG

Gil shaham
http://www.okcphilharmonic.org/Websites/okcphil/files/Content/2966448/Shaham__Gil_0079
_CSteiner__small.jpg

Maxim Rysanov http://maximreider.files.wordpress.com/2011/03/rysanov-12.jpg

yoyo ma http://t2.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRm1z-
dGSyjfFQr5GZG6ENL1Z6FE3ugqAXmt1UMEPHfTmIcO0Dr&t=1

Leon Bosch http://a0.twimg.com/profile_images/1379341653/Leon_Bosch.jpg

John William http://www.religiousintelligence.org/churchnewspaper/wp-
content/uploads/2010/12/john-williams-B.jpg

Xavier de Maistre
http://www.abendblatt.de/multimedia/archive/00243/harfeneu_HA_Sport___243008c.jpg

Daniel Barenboim http://www.askonasholt.co.uk/x/pics/1126.jpg

Katarzyna Mycka
http://www.bahuichina.com/backstage/xheditor/upload/day_120328/201203281259437537.jp
g

Kiri Te Kanawa http://50plusboomerlife.com/wp-content/uploads/2012/02/dame-kiri-te-
kanawa-glancing-over-shoulder-cropped.jpg

Luciano Pavarotti http://www.techdigest.tv/pavarotti.jpg

Vladimir loginov
http://www.google.co.th/url?sa=i&source=images&cd=&cad=rja&docid=9W0uVn0X1Mxz4
M&tbnid=W27vkcUVy6y7RM:&ved=0CAgQjRwwAA&url=http%3A%2F%2Fwww.barynya.c

192

om%2FRussianSinger%2FVLADIMIR_LOGINOV.htm&ei=LoUzUZjiG8HRrQeT9oDABg&psig=
AFQjCNHX8VXZ5vEz_aspL6MLEPSjW32lPQ&ust=1362417326537602
Simon Keenlyside
https://www.google.co.th/url?sa=i&rct=j&q=&esrc=s&source=images&cd=&cad=rja&doci
d=z4cAyCZjeOCQzM&tbnid=FRUVBOAyNQ7ULM:&ved=0CAUQjRw&url=http%3A%2F%2
Fwww.royalalberthall.com%2Ftickets%2Fbbc-proms-
2010%2Fprom48%2Fdefault.aspx&ei=D4gzUbP3AoiXiAe3u4AI&bvm=bv.43148975,d.bm
k&psig=AFQjCNGnRT4SFh_PW4pDJ3uPL6xJ-VL8MA&ust=1362418044729337

193


Click to View FlipBook Version