The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศูนย์โยธวาทิตในโรงเรียน
ระดับมัธยมศึกษา เพื่อโอกาสทางการศึกษาต่อ
และสร้างภูมิคุ้มกันแก่เยาวชนแบบยั่งยืน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panusitbc97, 2022-08-04 00:58:56

รวมแนวคิด ทฤษฎี และโน๊ตเพลง

ศูนย์โยธวาทิตในโรงเรียน
ระดับมัธยมศึกษา เพื่อโอกาสทางการศึกษาต่อ
และสร้างภูมิคุ้มกันแก่เยาวชนแบบยั่งยืน

2.3 เคร่ืองลมไม้ (Woodwind Instruments) เป็นเคร่ืองดนตรีที่แต่เดิมทําด้วยไม้ แต่ใน
ปัจจุบันอาจทําด้วยวัสดุอ่ืน ๆ ใช้การเปุาลมทําให้เกิดเสียง เคร่ืองดนตรีในประเภทนี้มีหลาย
ชนิด สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 3 ชนดิ ใหญ่ ๆ คือ

เครอื่ งลมไมท้ ่มี ลี น้ิ เดียว ได้แก่

1 คลาริเนต (Clarinet) มีลักษณะคล้ายโอโบแต่มีขนาดใหญ่กว่า และตรงปลายปาก
เปาุ ไมม่ ที อ่ ยาวย่ืนออกมา

2 แซกโซโฟน (Saxophone) เป็นเครอ่ื งลมไม้แต่ตัวแซกโซโฟนทาํ ด้วยทองเหลือง

เครอ่ื งลมท่มี ีลนิ้ คู่ ได้แก่

1 โอโบ (Oboe) มีลักษณะคล้ายคลาริเนต ยกเว้นตรงปากเปุาจะเป็นท่อเล็กยาวย่ืน
ออกมา

2 บาสซูน (Bassoon) เป็นเครื่องลมไม้ท่ีใหญ่ที่สุดและให้เสียงตํ่าท่ีสุดในบรรดาเครื่อง
ลมไม้

3 อิงลิชฮอร์น (English horn) มีลักษณะคล้ายโอโบแต่มีขนาดใหญ่กว่า และปลาย
ปอุ ง ไมบ่ านเหมอื นโอโบใหเ้ สยี งท้มุ กวา่ เสียงโอโบ

เคร่อื งดนตรที ่ีไมม่ ีลิน้ เทียบได้กับขล่ยุ ของไทย มสี องชนิด คือ

1. ฟลูต (Flute) ปัจจุบันฟลูตทําด้วยโลหะมิได้ทําด้วยไม้ แต่ยังจัดเป็นเคร่ืองลมไม้
เชน่ เดยี วกบั แซกโซโฟน

2. ปกิ โกโล (Piccolo) ลักษณะเหมือนฟลูตแต่เสียงกว่า 1 เท่า จึงให้เสียงสูง ปิกโกโล
ให้เสียงสงู สดุ ในจําพวกเครื่องลมไม้

2.4 เครอื่ งลมทองเหลือง (Brass Instruments)

1. ฮอร์น หรอื เฟรนชฮอร์น (Horn หรือ French Horn) มีมาแต่สมัยศตวรรษท่ี 17 มีเสียง
ท่ดี ัง มีพลังสง่างาม ไพเราะนา่ ฟัง เป็นเครอ่ื งดนตรีท่มี รี ูปร่างสวย มกั ใชเ้ ป็นสัญลกั ษณข์ องดนตรี

2. ทรัมเปต (Trumpet) มีเสียงที่ดังชัดแจ๋ว มีพลังและให้เสียงสูงสุดในพวกเครื่องลม
ทองเหลือง

3. ทรอมโบน (Trombone) อาจกล่าวได้ว่า เป็นเบสของทรัมเปต มีเสียงทุ้มนุ่มกว่า
ทรัมเปต

4. ทูบา (Tuba) เปน็ เคร่อื งลมทองเหลอื งท่ีมีขนาดใหญ่ที่สุดจึงให้เสียงตํ่าสุด จัดว่าเป็นเบส
ของเครือ่ งลมทองเหลอื ง

94

2.5 เครอื่ งตี (Percussion Instruments) สามารถแบง่ เป็นสองประเภท คือ
เครอ่ื งตีทไี่ ม่มีระดับเสยี ง เช่น

1. กลองใหญ่ (Bass drum) คือ กลองขนาดใหญส่ ุดมีขาตง้ั และใชไ้ มต้ ี
2. กลองแต๊ก (Snare drum) คือ กลองเล็กสามารถทําเสียงซ่า ๆ ได้ บางคร้ังเรียกว่า

Side drum
3. รํามะนา (Tambourine) ลักษณะคล้ายรํามะนาไทยมีท้ังชนิดท่ีมีแผ่นหนังหรือวัสดุ

อื่นขงึ คลา้ ยกลอง และไม่มแี ผน่ หนงั ขึง
4. ฉาบ (Cymbals) ทาํ ดว้ ยโลหะลกั ษณะเหมือนฉาบไทยแต่มขี นาดใหญ่ มกั ใช้เปน็ คู่
5. ฆอ้ งใหญ่ (Gong) มลี กั ษณะเป็นฆ้องแบบจีนใบเดยี วใช้ไม้ตี
6. กรับ (Castanets) เปน็ เครอ่ื งดนตรีทําจงั หวะของชาวสเปน
7. ลกู แซก (Maracas) คอื เคร่ืองดนตรที าํ จงั หวะของชาวควิ บา
เคร่อื งตีท่มี ีระดบั เสียง เชน่
1. กลองทิมพานี (Timpani) หรือ Kettle Drums กลองชุดปรับเสียงให้มีระดับสูงต่ําได้

เปน็ ชดุ อาจจะมี 2-4 ใบ
2. ระนาดฝรั่ง (Bell, Glockenspiel) มีขนาดเลก็ ใชว้ างบนโต๊ะ และตที ําด้วยโลหะ
3. ระนาดฝร่งั (Xylophone) มีขนาดใหญม่ ขี าตงั้ ติดมากบั ตัวระนาดทาํ ดว้ ยไม้
4. เชเลสตา (Celesta) ลักษณะคล้ายเปียโน คือ เป็นเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด

เสยี งที่ไดค้ ล้าย Glockenspiel

วงดรุ ยิ างค์ซิมโฟนี ออรเ์ ครสตราแห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย

95

เคร่อื งดนตรปี ระเภทลมไม้ (Woodwind Instruments)

ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาอติ าเลีย่ น

ไมม่ ีล้ิน Flute Flûte Flöte Flauto

ลิน้ เด่ียว Piccolo Petite flûte Pikkoloflöte Ottavino
Clarinet Clarinette Kleine Flöte Flauto piccolo
Single Saxophone Saxophone Klarinette
Reed Saxophon Clarinetto
Oboe Hautbois Saxofono
ล้ินคู่ English horn Cor anglais
Oboe Oboe
Double Bassoon Basson Englischhorn Corno inglese
Reed
Fagott Fagotto

เครื่องดนตรปี ระเภทลมทองเหลอื ง (Brass Instruments)

ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาอติ าเล่ียน

Horn Cor Horn Corno
Trumpet
Trombone Trompette Trompete Tromba
Euphonium
Trombone Posaune Trombone
Tuba Eufonio
Euphonium Euphonium Tuba
ภาษาอังกฤษ
Tuba Tuba ภาษาอติ าเลยี่ น

เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสาย (String Instruments)

ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมนั

Violin Violon Violine Violino
Viola Alto Viola Viola

Violoncello Violoncelle Violoncello Violoncello
Double bass Contrebasse Kontrabass Contrabasso

Guitar Guitare Gitarre Chitarra

Harp Harpe Harfe Arpa

96

เคร่อื งดนตรปี ระเภทเครือ่ งคยี บ์ อร์ด

ภาษาองั กฤษ ภาษาฝร่ังเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาอติ าเล่ียน

Celesta Célesta Celesta Celesta
Clavichord Clavicorde Clavichord Clavicordo
Harpsichord Clavecin Cembalo Clavicembalo
Clavicembalo
Organ Orgue Organo
Piano Piano Orgel Piano
Piano
Klavier

ประเภทขับร้อง (Vocal)

ภาษาอังกฤษ ภาษาฝร่ังเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาอติ าเลย่ี น

Soprano Soprano Sopran Soprano
Alto Alto Alt Alto
Tenor Ténor Tenor Tenore
Bass Basso
Basse Bass

เครือ่ งดนตรีประเภทเครอ่ื งกระทบ (Percussion Instruments)

ภาษาองั กฤษ ภาษาฝร่งั เศส ภาษาเยอรมนั ภาษาอติ าเล่ยี น

Bass drum Grosse caisse Grosse Cassa
Grancassa
ไม่มี Trommel
ระดับ Piatti
เสยี ง Cymbals cymbales Becken Tamburo
Rullante
Snare drum Caisse claire Leinentrommel Timpano
Glockenspiel
Timpani Timbales Pauken Marimba
Glockenspiel
มีระดับ Glockenspiel Glockenspiel Marimbaphon Xilofono
เสยี ง Marimba
Marimba Xylophon

Xylophone Xylophone

97

ตวั อยา่ งศิลปนิ

P

I

CF

CL

OU

LT

OE

Jean-Louis Beaumadier Emmanuel Pahud (1970 - )

CS

LA

AX

RO

IP

NH

EO

T Sabine Meyer (1959 - ) N Jean Marie LONDEIX (1932- )

E

B
OA
BS
OS
EO

O

Albrecht Mayer (1965 - ) N Sergio Azzolini (1967 - )

T

HR

OU

RM

NP

E

T

Radek Baborák (1976 - ) Wynton Marsalis (1961 - )

98

E Steven Mead (1962 - )
TU Gil Shaham (1971 - )
RP
OH
MO
BN
OI

N Christian Lindberg (1958 - ) U

EM

V
TI
UO
BL
AI

N

Roland Szentpali ( 1977 - )

VC

IE

OL

LL

AO

Maxim Rysanov Yo-Yo Ma (1955 - )

D

OG

UU

BI

LT

EA

BR

A Leon Bosch John Williams (1941 - )

S

S

HP
AI
RA
PN

O

99

Xavier de Maistre (1973 - ) Daniel Barenboim (1942 - )

P

ES

RO

CP

UR

SA

SN

I Katarzyna Mycka (1972 - ) O Kiri Te Kanawa (1944 -)

O

N

AT Luciano Pavarotti
LE (1935 – 2007)
TN
OO Vladimir Loginov

R

Marie-Nicole Lemieux (1975 - )

B

A

RB

IA

TS

OS

N Simon Keenlyside (1959 - )
E

7. ลักษณะของเสยี ง (Characteristics of Sound)

ลักษณะของเสียงเป็นเร่ืองเกี่ยวข้องกับรายละเอียด หรือคุณสมบัติของเสียงท่ีมีการแปรเปล่ียน ไปเพ่ือ
การถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ทําให้เพลงมีความไพเราะเป็นศิลปะเต็มรูปแบบในลักษณะของโสตศิลป์
ลักษณะของเสียงในดนตรีตะวันตก อาจจะแยกได้เป็นสองลักษณะใหญ่ ๆ คือลักษณะของเสียงเก่ียวกับความ
ดัง-ค่อย และลกั ษณะของเสยี งเกย่ี วกับการถ่ายทอดความร้สู กึ

1. ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดัง-เบา (Dynamics) เป็นปัจจัยสําคัญอย่างหน่ึงท่ีทําให้เพลงมี
ลีลาทน่ี ่าฟงั น่าสนใจ กล่าวคือ บทเพลงท่ีมีบางตอนดัง บางตอนค่อย ทําให้ผู้ฟังรู้สึกถึงความแตกต่างและเป็น

ผลทําให้ผู้ฟังมีความรู้สึก หรืออารมณ์แปรเปล่ียนไปตามลักษณะความดัง-เบาของบทเพลง เช่น บทเพลงท่ีบาง

100

ตอนดังมากๆ มกั จะใหค้ วามรู้สึกถงึ ความมีอํานาจ ความตื่นเต้น หรือน่ากลัวได้ ในขณะที่บางตอนของบทเพลงที่มี
เสียงแผว่ เบามักจะใหค้ วามรู้สึกสงบ เศร้า สบายใจได้ เปน็ ต้น

การใช้ลักษณะของเสียงเก่ียวกับความดัง-เบา ในดนตรีตะวันตกมีมากมายหลายลักษณะ ซ่ึงคล้ายกับ
เร่อื งความเรว็ ของจงั หวะ (Tempo) ทมี่ ีตา่ ง ๆ กันไป เชน่

fortissimo (ff) ดงั มาก (very loud)

forte (f) ดงั (loud)

mezzo forte (mf) ดังปานกลาง (moderately loud)

mezzo piano (mp) เบาปานกลาง (moderately soft)

piano (p) เบา (soft)

pianissimo (pp) เบามาก (very soft)

crescendo (cres.) ค่อย ๆ ดงั ขึน้ เรอื่ ย ๆ (becoming louder)

diminuendo (dim.) คอ่ ย ๆ เบาลงเรื่อย ๆ (becoming softer)

ลกั ษณะของเสยี งเกีย่ วกบั ความดงั -เบาน้ี ดนตรตี ะวันตกบางยุคเน้นมาก เช่น ในยุคโร
แมนตกิ ซง่ึ จะมเี ครอ่ื งหมายบอกลักษณะของเสียงไว้ตลอดบทเพลงถึงการแปรเปล่ียนของ
เสียง บางทีผู้ประพันธ์เพลงอาจจะใช้สัญลักษณ์ fff เพื่อแสดงให้เห็นว่าต้องการให้บท
เพลงตอนนดี้ งั มาก ๆ หรอื ppp เพอื่ แสดงใหเ้ หน็ ว่าตอ้ งการให้บรรเลงเพลงตอนนี้ค่อย
แผว่ เบาท่สี ุด ในทางตรงกันข้ามบทเพลงบางยุค ผู้ประพันธ์มิได้ใส่เคร่ืองหมายบอก
ลักษณะของเสียงไว้เลย มีแต่ตัวโน้ตบันทึกไว้เท่าน้ัน เช่น บทเพลงชุด Well
Tempered Clavier ของบาค

101

2. ลักษณะของเสยี งเกย่ี วกับการถ่ายทอดความรู้สึก (Expressions) นอกไปจากลักษณะของเสียง
เก่ียวกับความดัง-ค่อยแล้ว ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับการถ่ายทอดความรู้สึกจัดเป็นอีกลักษณะหน่ึงท่ีทําให้ดนตรี
เป็นโสตศิลป์ทีแ่ ท้จริง กลา่ วคือ ลักษณะของเสียงทีเ่ กย่ี วข้องกับความดงั -ค่อยน้ัน แม้จะทําให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึก
ต่าง ๆ ได้ แต่ความดังหรือค่อยน้ันยังมีได้หลายลักษณะตามลักษณะของเสียงท่ีแสดงออกมา เนื่องจากการ
ถ่ายทอดความรู้สึกอีกด้วย เช่น เสียงท่ีดังอาจจะดังในลักษณะที่ให้ความรู้สึกน่ากลัว สง่างาม สนุกสนาน หรือ
ความค่อยอาจจะเป็นความค่อยในลักษณะท่ีให้ความรู้สึกหงอยเหงา ว้าเหว่ สบายใจ สดชื่น หรือลึกลับก็ได้
เปน็ ตน้

โดยปกตใิ นบทเพลง ผู้ประพันธ์มักบ่งบอกลักษณะของเสียงท่ีตนต้องการให้ผู้แสดงถ่ายทอดออกมาไว้
เสมอ ซ่ึงปกตมิ ักจะเปน็ ภาษาอติ าเลยี น การบ่งบอกลักษณะของเสียงเก่ียวกับความรู้สึกของดนตรีนี้มักจะบอก
ไวต้ อนตน้ ของบทเพลง และตามที่ตา่ ง ๆ ทผี่ ู้ประพนั ธต์ ้องการใหล้ กั ษณะของเสียงแปรเปลี่ยนไปตามความรู้สึก
ต่อไปนีเ้ ปน็ ตัวอย่างของคําท่มี ักใชบ้ อกลักษณะของเสยี งทเี่ กย่ี วกับความร้สู กึ

ลักษณะของเสียงเป็นสิ่งสําคัญท่ีจะทําให้ดนตรีเป็นศิลปะท่ีละเอียดอ่อนเข้าถึงซ่ึงความรู้สึกของผู้ฟังได้
อย่างไรก็ตามการถ่ายทอดลักษณะของเสียงออกมาเป็นเสียงดนตรีขึ้นอยู่กับความสามารถของนักดนตรีแต่ละ
คน แม้ในบทเพลงจะมรี ายละเอียดลกั ษณะของเสียงบอกไว้ การถ่ายทอดเป็นเสียงดนตรีย่อมต่างกันไปได้ การ
เล่นดนตรีเป็นกระบวนการแปลความหมาย คือ แปลสัญลักษณ์ทางภาษาเขียนออกมาเป็นภาษาดนตรีหรือ
เสียง อารมณ์ความรู้สึกของนักดนตรีแต่ละคนย่อมจะแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ ความเข้าใจ
ความสามารถในดนตรีท่ีแต่ละคนมีอยู่ ส่ิงน้ีเองเป็นปัจจัยสําคัญอีกประการหนึ่งที่ทําให้การฟังดนตรีน่าสนใจ
เพราะดนตรมี ใิ ช่เป็นเรือ่ งของการถ่ายทอดเสียงตามตัวโน้ตออกมาเท่านั้น แต่มีอารมณ์ความรู้สึกของนักดนตรี
อยู่ในเสยี งดนตรีนั้นดว้ ย ซงึ่ เปน็ เรอื่ งการแสดงความร้สู ึก ชีวติ จติ ใจรวมกบั องคป์ ระกอบดนตรีท่ีมีอยู่ในบทเพลง
นนั้ ผลรวมท้ังหมดน้ีทําให้ดนตรีเป็นโสตศลิ ป์ท่ีไมม่ ศี ลิ ปะด้านใดจะมาทดแทน สุนทรียรส ของดนตรีได้

8. รปู พรรณ (Texture)

พ้ืนผิว หรือ Texture เป็นคําท่ีแสดงถึงลักษณะของการวางเส้นด้ายในการทอผ้า คําน้ีนํามาใช้ในวงการ
ศิลปะ รวมท้ังดนตรีด้วย ในทางดนตรีการพันผูกของเส้นด้ายเปรียบเสมือนความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของ
การประสานเสียง (แนวตง้ั ) กับทาํ นอง (แนวนอน) ซึ่งเป็นภาพรวมทัง้ หมดของดนตรี จึงใช้คาํ วา่ รปู พรรณ

รูปพรรณ คือ ลกั ษณะความสมั พนั ธ์ของทาํ นองและเสียงประสานมีหลายรูปแบบ คอื

1. รูปพรรณแบบโมโนโฟนิก (Monophonic texture) เม่ือดนตรีท่ีมีเพียงแนว
ทาํ นองไม่มีเสียงประสานใด ๆ คอื มีเพยี งเสยี งเดยี วท่เี ล่นทํานอง เรยี กวา่ มีรูปพรรณแบบโมโนโฟนิก

102

2. รูปพรรณแบบโฮโมโฟนิก (Homophonic texture) เม่ือดนตรีมีแนวทํานอง
และมีการประสานเสียงโดยใช้คอร์ด คือ เสียงที่เพิ่มเข้ามาเป็นเสียงท่ีช่วยให้ทํานองไพเราะขึ้น ไม่มี
ความสําคัญเท่าแนวทํานอง และอาจมีลักษณะการเคลื่อนที่ที่ไม่เป็นแนวทํานองที่ไพเราะ เช่น เพลง
ไทยสากล ทั่วๆ ไป เรียกว่ามีรูปพรรณแบบโฮโมโฟนิก เพลงพื้นบ้าน (Folksong) ส่วนใหญ่ และ
เพลงในยุคคลาสสิก มกั มีลกั ษณะรูปพรรณแบบน้ี

3. รูปพรรณแบบโปลีโฟนิก (Polyphonic texture) เม่ือดนตรีท่ีมีแนวทํานองต้ังแต่
สองแนวข้ึนไปมาเล่นรวมกัน รูปพรรณที่เกิดขึ้นเรียกว่า รูปพรรณแบบโปลีโฟนิค คําท่ีมีความหมาย
ใกลเ้ คียงและสามารถใช้แทน polyphonic ได้คือ Contrapuntal (หรือ Counterpoint มีความหมายถึง
polyphony) เพลงในปลายยุคบาโรค ส่วนใหญม่ ักจะมีรูปพรรณแบบโปลีโฟนกิ

4. รูปพรรณแบบเฮเตอโรโฟนิก (Heterophonic texture) เมื่อดนตรีที่มีแนวเด่นท่ี
ทํานองหลักในขณะท่ีทํานองอื่นๆบรรเลงไปพร้อมกันตามแนวทํานองของตน ซ่ึงอาจเป็นทํานอง
เดียวกันหรือคนละทาํ นองกไ็ ด้ เช่น ดนตรีไทย

รูปพรรณลักษณะต่าง ๆ
(ณรทุ ธ์ สทุ ธจติ ต,์ 2545)

103

9. รูปแบบ (Forms)

ดนตรีมีลักษณะเช่นเดียวกับศิลปะแขนงอ่ืน คือ มีการนําเสนออย่างมีแบบแผน ผู้ประพันธ์เพลงมักมี
รปู แบบการแต่งเพลงและแต่งไปตามท่ีตนเองคิดได้ ผลงานท่ีเสร็จออกมาจึงมีรูปแบบหรือโครงสร้างท่ีสามารถ
ศึกษาหรือทําตามความเข้าใจได้ ซ่ึงจัดเป็นองค์ประกอบดนตรีที่สําคัญมากอย่างหนึ่ง โดยปกติหลักในการวาง
รูปแบบของดนตรี ประกอบไปด้วยองค์ประกอบพนื้ ฐานของรปู แบบ

องคป์ ระกอบพื้นฐานของรูปแบบ
1. แนวทานอง (Theme) โดยท่ัวไปดนตรีมักจะได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากแนวคิดทางดนตรีหนึ่ง
แนวคดิ หรอื หลาย ๆ แนวคดิ เรยี กวา่ แนวทํานอง
2. เอกภาพ (Unity) ในบทเพลงหนงึ่ มักประกอบไปดว้ ยส่วนย่อย ๆ มากมาย การรวมกันของแต่ละ
ส่วนในบทเพลงทําใหเ้ กดิ เอกภาพขนึ้ มา สิง่ ทีท่ าํ ใหเ้ อกภาพเดน่ ชดั
3. ความหลากหลาย (Variety) ความหลากหลายในทางดนตรีหมายถึง การเปล่ียนแปลงไปของ
แนวคดิ หลกั ในบทเพลง ซึ่งก็คือความหลากหลายของแนวทาํ นองหลกั
4. ความแตกต่าง (Contrast) ในขณะท่ีแนวทํานองมีการเปลี่ยนส่วนประกอบหรือโครงสร้างไป ก็ยัง
จัดว่าเป็นแนวทํานองเดิมอยู่ เพราะยังมีลักษณะเด่นเหมือนเดิม ในทางดนตรียังมีการใช้แนวทํานองที่ต่างจาก
แนวทํานองเดมิ ออกไปเป็นสว่ นหนึ่งของบทเพลง เพื่อให้บทเพลงมีความหลากหลายนา่ ฟงั

โครงสรา้ งของรูปแบบ
ลกั ษณะโครงสรา้ งของรปู แบบทางดนตรที ี่จัดเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของดนตรี ท่ีควรกล่าวถึงประกอบ

ไปด้วย
1. โครงสรา้ งของประโยค (Phrase Structure)
2. ส่วนหลัก (Principle Sections)
3. สว่ นประกอบเฉพาะของบทเพลง (Functional Sections)

104

ลักษณะของรปู แบบ

รูปแบบมีหลายลักษณะเกิดจาการสร้างสรรค์โดยการนําองค์ประกอบโครงสร้างของรูปแบบมาเป็น
ตวั กําหนด

1. รูปแบบไบนารี (Binary Form) คือ รูปแบบท่ีประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ ซึ่งมีแตกต่างกัน
ออกไปหลายลักษณะ คือ

1.1 สองส่วนมลี ักษณะเหมอื นกนั หรือคลา้ ยคลึงกนั คือ AA หรอื AA´
1.2 สองส่วนลักษณะไม่เหมือนกัน แต่ส่วนหนึ่งต้องมีสองครั้ง เช่น AAB (คือ Bar-form) AA´B
หรือ ABB หรือ AA´ BB´
1.3 Rounded Binary Structure มีโครงสร้างดังน้ี a a b a หรอื AB เมื่อ A คือ aa และ B คือ
b a (อกั ษรตัวเลก็ คือ ประโยค หรอื วรรคของเพลง)

2. รูปแบบเทร์นารี (Ternary Form) คือ รูปแบบที่ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ ๆ โดยมีส่วนกลาง`
เปน็ สว่ นทีแ่ ตกตา่ งไปจากส่วนต้นและสว่ นท้าย คอื ABA หรือ ABA´

3. รูปแบบเพลง (Song Form) เมื่อนํา Ternary form มาโดยเดิมส่วนหลักแรกลงไปอีก 1 ครั้ง
จะได้เป็น Song form คือ AABA หรือ AA´BA´ (A คือส่วนท่ีเติมลงไป) ที่เรียกว่า Song form เพราะ
เพลงโดยทั่ว ๆ ไป มักจะมีโครงสร้างแบบน้ี Song form บางครั้งอาจจะจัดเป็น Rounded binary
structure ได้

4. รูปแบบธีมและแวริเอช่ัน (Theme and Variations) คือรูปแบบทางดนตรีที่ประกอบ ด้วย
ส่วนสําคัญ 2 ส่วน คือ

o ธีม คอื สว่ นที่เปน็ แนวทาํ นองหลกั
o ผปู้ ระพนั ธ์คดิ แตง่ ขนึ้ การแปรเปล่ยี นของทํานอง

5. รูปแบบรอนโด (Rondo Forms) รูปแบบโครงสร้างของรอนโด คือ การเน้นที่แนวทํานองหลัก
กล่าวคือ ในบทเพลงน้ันจะมีหลายส่วน (Sections) ส่วนหลัก คือ แนวทํานองหลักทํานองแรกจะวน
กลบั มาอยรู่ ะหวา่ งแตล่ ะสว่ นทต่ี ่างกนั ออกไป มี 3 ลักษณะ คอื

5.1 Simple Rondo คือ การเปลีย่ นไปมาของแนวทาํ นองแรกกบั แนวทํานองที่สอง คือ ABABA
5.2 Second Rondo คอื การเปล่ียนไปมาของแนวทํานองหลกั กบั อีก 2 แนวทํานอง คือ ABACA

105

5.3 Third Rondo ประกอบด้วย 3 แนวทํานอง โดยมีหลักการจัดเรียงกันของแนวทํานองต่าง ๆ
ดงั น้ี ABACABA

6. รูปแบบเอกแพนเดดเทร์นารี (Expanded Ternary Form) Ternary Form คือ รูปแบบของบท
เพลงที่ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ABA ดังกล่าวมาแล้ว Expanded Ternary Form

ประกอบดว้ ย 3 ส่วนใหญ่ ๆ เช่นกัน คือ ABA แต่ในแต่ละส่วนจะมีส่วนย่อย ๆ ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบ
Binary Form ในลกั ษณะของ Rounded Binary (aaba หรือ AB เม่ือ A คอื aa และ B คือ ba)

7. รูปแบบโซนาตาอัลเลโกร (Sonata-allegro Form) รูปแบบของดนตรีท่ียืดหยุ่นและมีความ
สลับซับซ้อนท่ีสุด คือ Sonata-allegro form หรือเรียกส้ันได้ว่า Sonata form บางครั้งอาจจะ

เรยี กวา่ First-movement form เพราะรปู แบบน้ีมกั จะใช้ในท่อนแรกของเพลงโซนาตา หรือ ซิมโฟนี
อย่างไรก็ตามรูปแบบนี้อาจใช้ในท่อนท่ีสองหรือท่อนสุดท้ายของเพลงดังกล่าวเช่นกัน ลักษณะของ
รูปแบบโซนาตาโดยโครงสร้างแล้ว คือ Ternary structure น่ันเอง คือ ประกอบด้วยโครงสร้างหลัก

3 ส่วน B A โครงสร้างขององค์ประกอบ
A ดนตรี

ส่วนเสนอทํานอง สว่ นพัฒนาทํานอง ส่วนย้อนกลับต้น ไ ด้ ก ล่ า ว ม า แ ล้ ว ว่ า
หลกั หลกั องคป์ ระกอบของดนตรีเป็นเร่ือง
ของความสัมพันธ์ของเสียงและ
(Exposition) (Development) (Recapitulation)

เวลา จากความสัมพันธ์นี้รวมท้ัง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของเสียงทําให้ได้องค์ประกอบพื้นฐานทางดนตรี คือ จังหวะ (Rhythm) ทํานอง (Melody)

เสียงประสาน (Harmony) รูปพรรณ (Texture) รูปแบบ (Form) ความเร็วจังหวะ (Tempo) สีสัน (Tone
color) และลักษณะของเสียง (Characteristics of Sound) องค์ประกอบพ้ืนฐานทางดนตรีเหล่าน้ีสามารถ
จัดแบ่งไดเ้ ปน็ สองส่วนใหญ่ ๆ ดังทส่ี ตารค์ (Stark, 1976) กล่าวไว้ คือ

1. องคป์ ระกอบท่จี าเป็นสาหรับโครงสร้างของดนตรี (Relational Elements) องค์ประกอบในส่วน
น้เี ป็นองค์ประกอบท่ที ําให้ดนตรเี ป็นดนตรี ถา้ ขาดสง่ิ หนึ่งสงิ่ ใดไป ส่ิงทีเ่ รียกว่าดนตรีจะไม่เกิดขึ้น องค์ประกอบ
ในส่วนนี้ ไดแ้ ก่ จังหวะ ทํานอง เสยี งประสาน (และระบบเสยี ง) รูปพรรณ และรูปแบบ องค์ประกอบท้ังห้านี้ทํา
ให้ผู้ประพันธ์แต่งเพลงข้ึนได้ และนักดนตรีสามารถถ่ายทอดบทเพลงเป็นเสียงดนตรีท่ีผู้ฟังรับรู้ได้ว่าเป็นดนตรี
แต่ดนตรีที่ประกอบด้วยองค์ประกอบเพียงเท่าน้ียังไม่พอเพียงท่ีจะทําให้ดนตรีเป็นดนตรีที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้
เพราะยังขาดองค์ประกอบพื้นฐานอีกส่วนหนึ่งที่จะทําให้ดนตรีมีชีวิตข้ึนมา น่ันคือ องค์ประกอบที่ช่วยทําให้
ดนตรสี มบรู ณ์แบบ

106

2. องค์ประกอบที่ช่วยให้โครงสร้างของดนตรีสมบูรณ์แบบ (Articulatory Elements)
องค์ประกอบในส่วนนี้เป็นส่วนที่เพ่ิมสีสันความรู้สึกให้กับดนตรี ทําให้ดนตรีมีความไพเราะสวยงามลึกซ้ึง
หลากหลาย ซง่ึ เป็นสว่ นช่วยให้ดนตรเี ป็นโสตศลิ ป์ที่สมบรู ณ์ และทําใหด้ นตรเี ปน็ สุนทรียวัตถไุ ด้ องค์ประกอบท่ี
อยู่ในส่วนน้ี ได้แก่ ความเร็วของจังหวะ สีสัน และลักษณะของเสียง จะเห็นได้ว่า เพลงหนึ่งถ้ามีการเปล่ียน
ความเร็วของจังหวะจากเร็วเป็นช้า ย่อมจะให้ความรู้สึกต่างกัน การใช้เปียโนเล่นเพลงหน่ึงและเปล่ียนเป็น
ออรแ์ กนกจ็ ะใหค้ วามร้สู ึกตา่ งกัน กล่าวคือ องคป์ ระกอบที่จําเป็นสําหรับโครงสร้างของดนตรีคงเดิม ตัวอย่างที่
เหน็ ได้ชดั

ดนตรีในลักษณะของโสตศิลป์ และเป็นสุนทรียวัตถุ จะต้องประกอบไปด้วยโครงสร้างท่ีสมบูรณ์แบบ
ขององค์ประกอบทั้งสองส่วนที่กล่าวมา ซ่ึงผู้สร้างสรรค์ดนตรี คือ ผู้ประพันธ์เพลงจะต้องนําเอาองค์ประกอบ
ตา่ ง ๆ มาร้อยเรียงดว้ ยความสัมพันธ์ที่กลมกลืนประสานกัน ทําให้ดนตรีท่ีมีคุณค่าเป็นสุนทรียวัตถุควรค่าแก่การ
รบั ฟังและศกึ ษา เพอ่ื ความซาบซึง้ อยา่ งแท้จรงิ

107

ประเภทของบทเพลง

บทเพลงที่เป็นแบบแผนซ่ึงพบได้ในดนตรีตะวันตกหรือดนตรีคลาสสิกมีหลายประเภทด้วยกัน เช่น
ซิมโฟนี คอนแชร์โต ดนตรีเชมเบอร์ ดนตรีบัลเลต์ และโอเปรา เป็นต้น ก่อนที่จะกล่าวถึงบทเพลงประเภท
ต่าง ๆ จะกล่าวถึงการเรียกชื่อบทเพลงต่าง ๆ และวงออร์เคสตราก่อน เพราะบทเพลงหลายประเภทท่ีกล่าวมา
ข้างตน้ ล้วนแต่บรรเลงโดยวงออร์เคสตราแทบทงั้ ส้นิ

วงออร์เคสตรา (Orchestra)

วงออรเ์ คสตรา หรือวงดุรยิ างค์มีประวัติมาช้านาน และมีการเปล่ียนแปลงรูปแบบไปเพ่ือสนอง
ความต้องการของผู้ประพันธ์ในการถ่ายทอดความรู้สึกของดนตรีในแต่ละยุคแต่ละสมัย ดังนั้น การศึกษาลักษณะ
ของวงออร์เคสตราเปน็ ส่งิ หนง่ึ ท่ที ําให้เขา้ ใจลักษณะของดนตรสี มัยต่าง ๆ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

(รปู ประกอบท่ี 3.1)
วงดุรยิ างคซ์ มิ โฟนกี รุงเทพ ในพระราชูปถมั ภ์สมเด็จพระเจา้ อย่หู ัว มหาวชิรลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

(Royal Bangkok Symphony Orchestra, RBSO)

108

ประวตั ิของวงออรเ์ คสตรา

ในกลางศตวรรษท่ี 18 คําว่า ออร์เคสตรา หมายถึง การแสดงของวงดนตรี ซึ่งเป็น
ความหมายทีใ่ ชอ้ ยใู่ นปัจจบุ ัน อยา่ งไรก็ตามคํานยี้ ังคงใช้ในอีกความหมายหนง่ึ คือ พื้นท่ีระดับต่ําที่เป็น
ทน่ี ั่งอยหู่ นา้ เวทีละคร และโรงแสดงคอนเสริ ต์

ราวกลางศตวรรษที่ 18 การเปลี่ยนแปลงของวงออร์เคสตรามีอย่างมากมาย เคร่ืองสายทุกชนิดมีการ
จัดระบบจนมีลักษณะคล้ายคลึงกับวงออร์เคสตราในปัจจุบัน โดยมีการนําเครื่องดนตรีบางชิ้นมาแทนที่เครื่อง
ดนตรีที่เคยใช้กันมา เช่น การนําฟลูทมาแทนที่ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ การเพิ่มคลาริเนตเข้ามาในกลุ่มเคร่ืองดนตรี
ประเภทเครื่องลมไม้ เป็นต้น กล่าวได้ว่า วงออร์เคสตราเป็นรูปแบบขึ้นมาจนได้มาตรฐานในยุคน้ี คือ ยุค
คลาสสิก ซึ่งเหตุผลประการหนึ่ง คือ บทเพลงประเภทซิมโฟนีเป็นรูปแบบข้ึนมาในยุคนี้ จึงทําให้ต้องมีการจัด
วงออร์เคสตราให้มีมาตรฐาน เพื่อใช้เล่นเพลงซิมโฟนี นอกจากนี้การบรรเลงบทเพลงประเภทคอนแชร์โต โอ
เปรา และเพลงร้องเก่ียวกับศาสนาก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทําให้การพัฒนาวงออร์เคสตราเป็นแบบแผนข้ึน
กล่าวคือ การมีเครื่องดนตรีครบทุกประเภท ได้แก่ เครื่องสาย เครื่องลมไม้ เคร่ืองลมทองเหลือง และเครื่องตี
โดยในแต่ละกลุ่มเคร่ืองดนตรีมีเครื่องดนตรีพื้นฐานครบถ้วน กล่าวคือ ในกลุ่มเครื่องสายประกอบไปด้วย
ไวโอลนิ วโิ อลา วโิ อลอน เชลโล และดับเบิลเบส ในกลมุ่ เครือ่ งลมไมป้ ระกอบดว้ ย ฟลทู คลาริเนต โอโบ บาสซูน

ในกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองประกอบไปด้วย ฮอร์น ทรัมเปท ทรอมโบน และทูบา ในกลุ่มเคร่ืองตี
มกั จะมีกลอง ทิมพานี กลองใหญ่ และเคร่ืองทําจังหวะอื่น ๆ การจัดวงในรายละเอียดจะมีแตกต่างไปบ้างตาม
ความต้องการของผ้ปู ระพันธเ์ พลง เชน่ บางคร้ังอาจจะมี ฮารพ์ ปิกโกโล เพ่ิมเขา้ ไปด้วย เป็นตน้

ในตอนต้นของศตวรรษท่ี 19 เบโธเฟน ได้ปรับปรุงเปล่ียนแปลงบางอย่างเกี่ยวกับจํานวนเครื่องดนตรี
เช่น เพิ่มฮอร์นเป็น 4 ตัว และเติมเครื่องตีต่าง ๆ เช่น ฉาบ สามเหล่ียม เข้าไป ในราวกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่ง
เป็นยุคโรแมนติก ได้มีการเพิ่มจํานวนเครื่องดนตรีเข้าไปทําให้ออร์เคสตรา เป็นวงใหญ่ขึ้น เช่น เบร์ลิโอส
(Berlioz) เพิ่มเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเปุาท้ังหลายเป็นอย่างละ 4 เครื่อง ทั้งหมด ประเภทเคร่ืองสาย เช่น
ไวโอลิน เพ่ิมเป็น 28 เคร่ือง ซึ่งแต่เดิมมีประมาณ 10-12 เครื่องเท่าน้ัน นักประพันธ์แนวโรแมนติก เช่น
บราห์มส์ (Brahms) เมนเดลซอน (Mandelssohn) และชูมานน์ (Schumann) ล้วนแต่ต้องการวงออร์เคสตรา
ขนาดใหญ่ทงั้ ส้นิ เพื่อแสดงพลังของบทเพลงที่ตนประพันธ์ขึ้นมา บางคร้งั จงึ ต้องการผู้เล่นร่วม 100 คน ในยุคโร
แมนติกความนิยมในบทเพลงประเภทบรรยายเรื่องราว (Symphonic poem) มีมากขึ้น ซึ่งบทเพลง

109

ประเภทนี้มีส่วนทําให้การเพ่ิมขนาดของวงออร์เคสตราด้วย เพราะบทเพลงประเภทน้ีต้องการเล่าเรื่องโดยใช้
ดนตรี จึงจําเปน็ ตอ้ งใช้เคร่ืองดนตรชี นดิ ต่าง ๆ บรรยายเร่อื งราวให้ได้ตามทีผ่ ู้ประพนั ธ์เพลงต้ังใจไว้

นอกจากน้ีบทเพลงประเภทโอเปรา บัลเลต์ และบทเพลงร้องแบบประสานเสียง ล้วนแต่ทําให้วงออร์
เคสตราเพ่ิมขนาดขึน้ เพ่อื ความยง่ิ ใหญ่สมจรงิ สมจงั เสมอมา

ความยิ่งใหญ่ของวงออร์เคสตราในช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มลดลงหลัง
สงครามโลกครงั้ ที่ 1 เนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ และทางด้านสุนทรียรส เช่น จํานวนของเครื่องลมท่ีเคยใช้
ถงึ 4 เคร่อื ง ลดลงเหลือ 3 เครอ่ื ง และไวโอลนิ จะใช้เพียง 24 เครื่อง เปน็ ต้น

แม้ว่าวงซิมโฟนีออร์เคสตราในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ยังคงมีบทบาทสําคัญในดนตรีตะวันตก ปัจจัย
ทางเศรษฐกิจก็มีส่วนในการกําหนดขนาดของวงออร์เคสตรา หรือแนวการประพันธ์เพลงเพ่ือใช้กับวงออร์เคส
ตรา แตส่ ง่ิ น้กี ็มไิ ดก้ ีดกน้ั การสร้างสรรคผ์ ลงานประเภทที่ใช้วงออร์เคสตราของผ้ปู ระพันธ์เพลงแต่ประการใด

ซิมโฟนี (Symphony)

ซิมโฟนีเป็นภาษากรีก แปลตามศัพท์ได้ว่า เสียงท่ีรวมกัน (Sounding together) คําว่า ซิมโฟนีมี
ความหมายได้สองนัย ความหมายหนึ่งหมายถึงองค์กรหรือวงดนตรี เช่น บอสตันซิมโฟนี ชิคาโกซิมโฟนี อีก
ความหมายหน่ึง หมายถึงบทประพันธ์เพลงสําหรับวงซิมโฟนี ออร์เคสตรา เช่น ซิมโฟนี หมายเลข 5 ในบันได
เสียง ซี ไมเนอร์ ของเบโธเฟน เป็นตน้

ประวัติของซมิ โฟนี

ซิมโฟนีเป็นบทเพลงท่ีเป็นรูปแบบขึ้นมา และนิยมประพันธ์กันในยุคคลาสสิก (1750-1820)
ประวัติความเป็นมาของซิมโฟนีเริ่มข้ึนในราว ค.ศ. 1720 (30 ปีก่อนบาคเสียชีวิต) โดยมีผู้ประพันธ์
เพลงบางคนเริ่มทดลองผสมวงออร์เคสตรา (Wingell, 1983) ซึ่งมีหลักการประพันธ์เพลงต่างไปจากบท
เพลงในยุคบาโรค ในระยะนี้รูปแบบของการประพันธ์ตลอดจนหลักการจัดวงยังไม่แน่นอน หลายสิ่ง
หลายอย่างมีการทดลอง แกไ้ ข ปรบั ปรุงมาโดยตลอด จนมาถึงยุคคลาสสิก รูปแบบตลอดจนหลักการ
ประพันธ์และการจดั วง ออร์เคสตราเริม่ เป็นแบบแผน มีมาตรฐานที่เห็นได้ และใช้กันต่อมาถึงยุคโร
แมนติกและยุคปัจจุบัน โดยมีการพัฒนาในรายละเอียดของรูปแบบ หลักการ และการจัดวงออร์เคส
ตราตลอดมา บทเพลงซิมโฟนีจํานวนมากในยุคคลาสสิก ซึ่งเป็นยุคต้นแบบ ส่วนใหญ่ประพันธ์โดยไฮ

110

เดิน (รวม 104 บท) และโมทซาร์ต (ประพันธ์ซิมโฟนีไว้ประมาณ 50 บท) ซ่ึงทั้งสองท่านนี้จัดได้ว่า
เป็นผู้จดั รูปแบบให้ซิมโฟนี เบโธเฟนซ่ึงเป็นผู้บุกเบิกยุคโรแมนติก ได้พัฒนารูปแบบซิมโฟนีของไฮเดิน
และโมทซาร์ตให้เป็นบทประพันธ์ท่ีสง่างาม ไพเราะอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนักประพันธ์เพลงรุ่นต่อ ๆ มา
ได้นําหลักการ ต่าง ๆ ไปใช้และพัฒนาซิมโฟนีต่อไป ซิมโฟนีในยุคโรแมนติกจัดเป็นบทเพลงท่ี
แสดงออกถึงลักษณะและวิญญาณของดนตรีในยุคโรแมนติก อย่างสมบูรณ์ท่ีสุด ผู้ประพันธ์เพลงในยุค
นี้นยิ มประพนั ธบ์ ทเพลงซิมโฟนีเป็นส่วนหนึ่งของผลงานตนเองเสมอ เช่น ชูเบิร์ต ชูมานน์ เบร์ลิโอส ดวอ
ชาค ไชคอฟสกี เปน็ ต้น

ดนตรีบรรยายเร่อื งราว (Program Music)

ดนตรีที่ใช้การบรรเลงล้วน ๆ (Instrumental music) สามารถแบ่งได้เป็นสองประเภท ตามลักษณะ
ความมุ่งหมายของการประพันธ์ในการที่จะบรรยายถึงสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือไปจากการเสนอเพียงเสียงดนตรี
กลา่ วคอื ถ้าดนตรไี มม่ ีจุดมุ่งหมายในการเสนอเรือ่ งราวใด ๆ เรียกว่าเปน็ ดนตรีบริสุทธิ์ (Absolute music หรือ
Abstract music) ดนตรีอีกประเภทหนึ่งมุ่งที่จะบรรยายเรื่องราวโดยใช้เสียงดนตรีดําเนินเร่ือง เรียกว่าดนตรี
บรรยายเรอื่ งราว (Program music)

ดนตรบี ริสุทธ์ิ (Absolute Music)

ดนตรีใช้การบรรเลงลว้ น ๆ ท่ีประพันธ์ขึ้นโดยเน้นเน้ือแท้ของดนตรี มิได้มีความมุ่งหมายที่จะใช้ดนตรี
เพื่อบรรยายเร่ืองราวใด ๆ จัดเป็นดนตรีบริสุทธิ์ทั้งส้ิน โดยปกติเพลงร้อง (Vocal music) มักจะไม่จัดอยู่ใน
ดนตรีประเภทน้ี โดยเฉพาะเพลงร้องท่ีเนื้อร้องมีบทบาทมากกว่าเนื้อหาของดนตรี เพลงประเภทน้ีได้แก่ เพลง
ชดุ และฟิวกข์ องบาค ซมิ โฟนีหรอื โซนาตาของไฮเดินหรือโมทซาร์ต เป็นต้น ชื่อเพลงประเภทนี้ เช่น Symphony
No.40 in G Minor by Mozart, Piano Sonata in A Major by Mozart, Waltz in D Flat Major Op.64
by Chopin เป็นต้น ซ่ึงเป็นการบอกถึงลักษณะของดนตรีท้ังสิ้น มิได้เป็นช่ือท่ีบรรยายสิ่งใดนอกเหนือไปจาก
ดนตรี

ดนตรีบรรยายเร่ืองราว (Program Music)

ดนตรีท่ีใช้การบรรเลงล้วน ๆ ท่ีผู้ประพันธ์ต้ังใจใช้ในการบรรยายเร่ืองราวเรียกว่า ดนตรีบรรยาย
เร่ืองราว เพลงประเภทน้ีใช้ดนตรีแทนตัวละครหรือเหตุการณ์ท่ีมีในเน้ือเร่ือง ชื่อเพลงประเภทนี้จะบอกถึง

111

เรื่องราว เช่น Prelude to The Afternoon of a Faun by Debussy, Symphony No.6 in F Major,
“Pastoral” by Beethoven, Don Quixote by Strauss, Nutcracker Suite by Tchaikovsky เป็นต้น

วรรณคดีดนตรีที่มีการบรรยายเร่ืองราว แต่ไม่จัดอยู่ในดนตรีบรรยายเร่ืองราว ได้แก่ เพลงเต้นรํา,
เพลงเก่ยี วกบั ชาติและศาสนาใด ๆ รวมท้ังเพลงรอ้ งทั้งหลาย (Vocal music) เชน่ โอเปรา โอราทอรโิ อ เป็นตน้

ลักษณะของดนตรีบรรยายเร่ืองราว

ลักษณะของดนตรีบรรยายเรื่องราวมีต่าง ๆ กันตามแนวคิดหรือความต้องการของผู้ประพันธ์ใน
การถา่ ยทอดเรื่องราวใด ๆ ออกมาเป็นดนตรี ดังนี้

1. ลักษณะดนตรที สี่ ื่ออารมณห์ รือบรรยากาศ (Expressive Music) ได้แก่ ดนตรีท่ีต้องการ
ให้ผู้ฟงั มีอารมณ์ หรือบรรยากาศตามลักษณะของเร่ืองราวท่ีดนตรีพาดพิงถึง มิได้มุ่งหวังบรรยาย
เร่ืองราวเป็นบทเป็นตอน เช่น เพลง Prelude to The Afternoon of a Faun ของเดอบูสซี ซ่ึง
ใช้บรรยายบทประพันธ์ของ Mallarme นั้น ต้องการที่นําให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกอบอุ่น เพ้อฝัน
และอยู่ในบรรยากาศความไม่แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริงหรือเร่ืองฝัน ซึ่งเป็นแนวความคิดของบท
ประพันธ์ช้ินนี้ ที่บรรยายถึงตัวฟอน (Faun) ลักษณะคร่ึงคนครึ่งแพะนอนอยู่ใต้ต้นไม้ และนึกคิด
เพอ้ ฝันไปตามอารมณ์ของตนเอง

2. ลักษณะดนตรีท่ีใช้บรรยายเร่ืองราว (Narrative Music) ได้แก่ บทประพันธ์เพลงท่ีใช้
ดนตรีบรรยายเรื่องราววรรณกรรม หรือเหตุการณ์หนึ่งอย่างแท้จริง ซึ่งเปรียบเหมือนกับนําบท
ประพันธ์ที่เป็นวรรณกรรม แปรเปลี่ยนเป็นภาษาดนตรี ตัวอย่างเพลงประเภทน้ี เช่น Don
Quixote โดยสเตราส์ ซึ่งบรรยายวรรณกรรมท่ีเต็มไปด้วยปรัชญาอันลึกซ้ึง และ Symphonie
Fantastique ของเบรล์ โิ อส ซึ่งแต่ละท่อนของเพลงบรรยายถึงชีวติ ในแต่ละชว่ งของเบร์ลิโอสเอง

3. ลักษณะดนตรีท่ีเลียนเสียงต่าง ๆ (Depictive Music) ได้แก่ เพลงท่ีพยายามใช้เสียง
ดนตรีเลียนเสียงธรรมชาติ หรือเสียงสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์พบเห็นอยู่ เช่น การใช้เสียงเครื่องเปุาที่ทํา
ด้วยไม้แทนเสียงนกใน Pastoral Symphony ใช้เสียงฮอร์นเป็นเสียงเขาสัตว์ เปุาเวลาล่าสัตว์
เป็นตน้ ลกั ษณะของดนตรปี ระเภทนี้มไิ ดเ้ พิ่มคุณค่าให้กบั ดนตรีเท่าใดนกั

112

ประเภทของดนตรบี รรยายเร่ืองราว

ดนตรีบรรยายเร่ืองราวมีหลายประเภทตามลักษณะหรือรูปแบบดนตรีและจุดประสงค์ของการ
ประพันธ์ ดังนี้

1. คอนเสิร์ตโอเวอร์เชอร์ (Concert Overture) โดยปกติการแสดงโอเปราจะมีเพลงนํา
ซ่ึงบรรเลงโดยวงดนตรีก่อนเสมอ ที่เรียกว่า โอเวอร์เชอร์ เพลงประเภทน้ีจัดเป็นดนตรีบรรยาย
เร่ืองราวเช่นเดียวกัน เพราะเป็นเพลงท่ีสื่อความคิดหรือเรื่องราวของโอเปรา ในทํานองเดียวกัน
คอนเสิร์ตโอเวอร์เชอร์ เป็นเพลงที่ใช้บรรยายเรื่องราวแต่สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ใช่ใช้ประกอบโอ
เปรา ปกติเพลงประเภทน้ีจะมีความยาวพอประมาณคล้าย ๆ ลักษณะของโอเปราโอเวอร์เชอร์ท่ี
ส้ัน ๆ เพลงประเภทนี้นิยมแต่งกันมากในศตวรรษที่ 19 เช่น 1812 Overture ของไชคอฟสกี ซ่ึง
บรรยายถงึ การได้ชยั ชนะของรัสเซยี ตอ่ การบุกของฝรงั่ เศสสมยั นโปเลยี น เป็นต้น

2. อินซิเดนทอล มิวสิก (Incidental Music) ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประชาชนให้

ความสนใจกบั ดนตรบี รรยายเรื่องราวมาก ผู้ประพันธ์เพลงจะประพันธ์เพลงจากบทละคร ซ่ึงเป็น

ในรูปของเพลงโอเวอร์เชอรร์ วมกบั เพลงอีก 6-7 บท จึงเป็นบทเพลงมีหลายท่อนท่ีใช้บรรเลงในการ

แสดง แม้ว่าจะเป็นเพลงที่บรรเลงด้วยเคร่ืองดนตรีล้วน ๆ เพลงเหล่าน้ีมีส่วนคล้ายกับบทละคร

อย่างน้อยที่สุดก็ใช้ชื่อเดียวกัน เพลงบรรยายเร่ืองราวแบบ อินซิเดนทอล มิวสิก มี

มากมาย เชน่ Egmont และ Coriolan โดยเบโธเฟน เป็นต้น

3. โปรแกรมซิมโฟนี (Program Symphony) ผลกระทบของความนิยมในการประพันธ์
เพลงประเภทดนตรีบรรยายเร่ืองราวในยุคโรแมนติกมีมาก ถึงขนาดเข้ามามีบทบาทในเพลง
บรรเลงที่จัดว่าเป็นบทประพันธ์เพลงระดับใหญ่ ได้แก่ ซิมโฟนี ผู้ประพันธ์เพลงพยายามสานต่อ
แนวความคิดของเบโธเฟน ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะใช้ดนตรีในแต่ละลักษณะ ไม่ว่าจะเป็น
ทํานอง จังหวะ หรือองค์ประกอบอ่ืน ๆ ในการบรรยายเร่ืองราวที่ผู้ประพันธ์ต้ังใจไว้ ผลลัพธ์ของ
ความพยายามนี้จึงเกิดบทเพลงประเภท โปรแกรมซิมโฟนี หรือซิมโฟนีท่ีใช้บรรยายเร่ืองราว
ตวั อย่างของเพลงประเภทน้ี ได้แก่ ซิมโฟนีสามบทของเบร์ลิโอส คือ Symphonie Fantastique,
Harold in Italy, Romeo and Juliet และซิมโฟนสี องบทของลิสซต์ คอื Faust และ Dante

4. โทนโพเอม (Tone Poem) ดนตรีบรรยายเรื่องราวที่สําคัญท่ีสุด คือ โทนโพเอม ซึ่ง
อาจจะเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่าซิมโฟนิคโพเอม (Symphonic poem) ลักษณะของเพลงประเภทน้ี
เป็นเพลงสําหรับบรรเลงโดยวงออร์เคสตรา มีเพียงท่อนเดียว แต่สามารถแบ่งออกได้เป็นหลาย
ตอนตามเร่ืองราวที่ดําเนินไป โทนโพเอม ต่างจาก คอนเสิร์ตโอเวอร์เชอร์ ในเร่ืองของรูปแบบ
กลา่ วคือ ในขณะทคี่ อนเสิรต์ โอเวอร์เชอร์ใช้รูปแบบในการประพันธ์ของยุคคลาสสิกท่ีแน่นอน แต่
โทนโพเอม มีรูปแบบในการประพันธ์ท่ีอิสระกว่า ไม่ค่อยยึดรูปแบบของยุคคลาสสิกเท่าใดนัก

113

ลกั ษณะของแตล่ ะตอนจะกาํ หนดขน้ึ โดยใช้เรอื่ งราวทางวรรณคดีเป็นเกณฑ์ เพลงประเภทน้ีได้รับ
การพัฒนาโดยลิสซต์ และเบร์ลิโอส ต่อมาได้รับการขยายเพิ่มเติมรูปแบบโดย ริชาร์ด สเตราส์
เชน่ ดอนฮวน (Don Juan) โดย สเตราส์ และ ฟินแลนเดยี (Finlandia) โดย ซิบลิ ิอุส เป็นต้น
คอนแชร์โต (Concerto)
คอนแชร์โต เป็นคําภาษาฝร่ังเศส มีความหมายว่าการนํามารวมกัน (To join together) คําว่า คอน
แชร์โตนี้ใช้ในความหมายท่ีเก่ียวพันกับคําในภาษาอิตาเลียน คือ Concertante ซึ่งหมายถึง การรวมกัน
กลา่ วคือ ผ้แู สดงรอ้ งหรอื บรรเลงดนตรีร่วมกัน เช่น ผู้ร้องเดี่ยวร้องร่วมกับวงประสานเสียง วงประสานเสียงสอง
วงรอ้ งร่วมกนั ผรู้ อ้ งร่วมแสดงกบั วงดนตรี ความหมายเช่นนี้เริ่มใช้ในศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษท่ี 18 ในช่วง
ศตวรรษที่ 17 ความหมายของคอนแชร์โต มีเพ่ิมขึ้นมาโดยดึงรากศัพท์มาจากภาษาละติน หมายถึง การประชัน
หรือสู้กัน (Fighting of contending) ซึ่งมีความหมายถึงการประชันกันระหว่างเครื่องดนตรีเดี่ยวกับวงออร์
เคสตรา อันเป็นความหมายท่ีใช้ในปัจจุบัน จึงเห็นได้ว่า คอนแชร์โตมีความหมายหลายนัย การจะทราบว่า
คอนแชรโ์ ต หมายถงึ สง่ิ ใดแน่จงึ ต้องพจิ ารณาถึงสภาพการณห์ รอื สถานการณใ์ นการใชค้ าํ นี้

ลักษณะของคอนแชร์โต

ดังได้กล่าวมาบ้างแล้วว่า คอนแชร์โตท่ีสําคัญมีอยู่สองประเภท คือ คอนแชร์โต กรอสโซ และโซโล
คอนแชรโ์ ต หรือทนี่ ยิ มเรียกกันวา่ คอนแชร์โต ลักษณะสําคัญของคอนแชร์โตท้ังสองประเภทมดี งั นี้

1. คอนแชร์โต กรอสโซ (Concerto Grosso) เป็นบทเพลงท่ีมีหลายท่อน (Multi-movement Form)
ประกอบด้วยการบรรเลงของเคร่ืองดนตรีสองกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่ง คือ วงออร์เคสตรา ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ อีกกลุ่ม
หนึ่งเปน็ กลุ่มของเครื่องดนตรีที่เล่นเด่ียว ที่มีเคร่ืองดนตรีประมาณ 2-3 ชิ้น โดยท้ังสองกลุ่มจะผลัดกันบรรเลง
ซึ่งเน้นความแตกต่างของสีสันและความดัง-ค่อย ในบทเพลงหนึ่งมีจํานวนท่อนไม่แน่นอน ปกติมักจะมี 3-4
ท่อน บทบรรเลงของเคร่ืองดนตรีเด่ียว เรียกว่า คอนแชร์ติโน (Concertino) ส่วนบทบรรเลงของวงออร์เคส
ตรา เรียกวา่ ททู ี (Tutti)

รปู แบบทีใ่ ช้ในการประพนั ธ์ในแต่ละท่อนแตกต่างกันออกไป รูปแบบหน่ึงที่ใช้กันเสมอ คือ ริทอร์เนล
โล (Ritornello Form) ลักษณะของริทอร์เนลโลแบ่งออกเป็นสองส่วนตามการจัดวง กล่าวคือ ส่วนที่บรรเลง
โดยวงออร์เคสตราจะบรรเลงแนวทาํ นองหนึ่งซ้ําไปมา ซึ่งเรียกว่า ริทอร์เนลโล (R) นั่นเอง ส่วนที่บรรเลงโดย

114

วงเครื่องดนตรีเดี่ยว 2-3 ช้ิน เรียกว่า ส่วนบรรเลงเด่ียว (Soloist Episodes, S) โดยวงออร์เคสตราจะบรรเลง

สลับกับวงเคร่ืองดนตรีเด่ียว ในขณะที่วงออร์เคสตราบรรเลงแนวทํานองเดิมซ้ํา ๆ กันนั้น จะมีการ

เปลีย่ นแปลงรายละเอียดคล้ายกับการใช้รูปแบบธีมและแวริเอชั่น เช่น เปล่ียนบันไดเสียง เปลี่ยนจังหวะ แต่ยังคง

เปน็ แนวทํานองเดิม วงเคร่ืองดนตรีเดี่ยวจะเล่นทํานองใหม่ทุกครั้งท่ีบรรเลง เพลงจะจบด้วยการบรรเลงของวง

ออร์เคสตรา คือสว่ นท่ีเปน็ รทิ อรเ์ นลโล

ริทอร์เนลโลเป็นรูปแบบที่ใช้ในท่อนที่มีจังหวะเร็ว ส่วนท่อนท่ีมีจังหวะช้า
มักจะใช้รูปแบบไบนารี โดยกลุ่มเคร่ืองดนตรีเด่ียวบรรเลงแนวทํานอง และ
วงออร์เคสตราบรรเลงคลอ มไิ ดม้ ีบทบาทเด่นออกมาเชน่ ในรทิ อร์เนลโล

การจดั เรียงทอ่ นตา่ ง ๆ ของคอนแชร์โต กรอสโซ มีลกั ษณะของจังหวะช้า-เรว็ สลับกนั เช่น เร็ว-ช้า-เร็ว
, หรือ ชา้ -เร็ว-ชา้ -เร็ว เปน็ ต้น อยา่ งไรกต็ ามรปู แบบท่ตี ่างจากน้ีสามารถพบไดเ้ สมอ

ในยุคบาโรค คอนแชร์โต กรอสโซ จัดเป็นบทเพลงท่ีสําคัญท่ีสุดสําหรับวงออร์เคสตรา อย่างไรก็ตาม
ในยุคคลาสสิกและโรแมนติก ผู้ประพันธ์เพลงไม่นิยมแต่งคอนแชร์โต กรอสโซ กลับหันมานิยมแต่ง โซโล คอน
แชร์โต หรือนิยมเรียกกันว่า “คอนแชร์โต” แทน มาถึงสมัยศตวรรษที่ 20 มีผู้ประพันธ์เพลงหลายคนหันมา
ประพนั ธค์ อนแชรโ์ ต กรอสโซ อกี คร้งั หนง่ึ

2. คอนแชรโ์ ต (Concerto) เม่ือกลา่ วถงึ คาํ ว่า คอนแชร์โต หมายถึง โซโลคอนแชร์โต คือ บทเพลง
สาํ หรับวงออร์เคสตราและเครื่องดนตรีเดี่ยวชนิดหนึ่งชนิดใด เช่น เปียโน ไวโอลิน ทรัมเปท ฮอร์น เป็นต้น ถ้า
บทเพลงนั้นเป็นเปียโนคอนแชร์โต หมายถึง การบรรเลงเปียโนกับวงออร์เคสตรา หรือไวโอลินคอนแชร์โต
หมายถึง การบรรเลงไวโอลินกับวงออร์เคสตรา บทเพลงคอนแชร์โตเป็น มาตรฐานในยุคคลาสสิก
ประกอบด้วย 3 ท่อน คือ เร็ว-ช้า-เร็ว ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับซิมโฟนีที่ตัดท่อนที่ 3 สเกร์ทโซ หรือ มินูเอต
ออกไป จึงเหลือ 3 ท่อน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในการบรรเลงเพลงคอนแชร์โตประกอบด้วยสองส่วน คือ ส่วนท่ี
บรรเลงโดยเครอ่ื งดนตรเี ดย่ี ว และสว่ นท่ีบรรเลงโดยวงออรเ์ คสตรา ซ่ึงย่อมทําให้บทเพลงแต่ละท่อนยาวขึ้น ถ้า
มี 4 ท่อน คอนแชร์โตจะมีความยาวเกินไป รูปแบบเช่นน้ีใช้ต่อกันมาในยุคโรแมนติก และยุคปัจจุบัน รูปแบบ
คอนแชร์โตแต่ละท่อน มรี ายละเอยี ดดังนี้

115

ท่อนที่หน่ึง ส่วนใหญ่มีจังหวะเร็วในลักษณะ Allegro โดยใช้ รูปแบบโซนาตาอัลเลโกร เช่นเดียวกับ
ท่อนแรกของซิมโฟนี ส่วนท่ีต่างกันคือ คอนแชร์โตประกอบด้วย ส่วนเสนอทํานองหลักสองส่วน โดยส่วนแรก
บรรเลงโดยวงออร์เคสตราล้วน ๆ ในบันไดเสียงเสียงหลักของบทเพลง ในส่วนที่สองบรรเลงโดยวงออร์เคสตรา
และเครื่องดนตรีเดี่ยว ในส่วนพัฒนาทํานองหลัก มีการเปล่ียนบันไดเสียงเป็นโดมิแนนต์หรือเรลาทีฟ เมเจอร์
ของบันไดเสียงหลัก นอกจากน้ียังมีการแปรเปล่ียนของทํานอง การประชันของสีสัน เทคนิค และสาระของ
ดนตรีระหวา่ งวงออรเ์ คสตราและเคร่อื งดนตรีเด่ียว ส่วนย้อนกลับต้น กลับไปเหมือนช่วงส่วนเสนอทํานองหลัก
คล้ายในซิมโฟนี ส่วนทีแตกต่างกัน คือ ในช่วงตอนจบของที่น้ี มีการเพิ่มช่วงท่ีเรียกว่า คาเดนซา (Cadenza)
เปน็ ช่วงการบรรเลงของเครื่องดนตรีเดยี่ วลว้ น ๆ เพียงผเู้ ดยี่ ว เพ่อื ให้ผู้บรรเลงได้แสดงฝีมือในด้านเทคนิคเต็มท่ี ใน
ระยะแรกผปู้ ระพนั ธค์ อนแชร์โต ตอ้ งการใหผ้ บู้ รรเลงคิดรายละเอยี ดในการบรรเลงเองในลักษณะของอมิ โพรไวเซชั่น
คือ การคิดบรรเลงขึ้นในขณะบรรเลง ต่อมาผู้บรรเลงจะเตรียมซ้อมไว้ก่อน จนถึงระยะหลังสุดผู้ประพันธ์ได้
แต่งให้เรียบร้อย ผู้บรรเลงไม่ต้องคิดเองแต่ประการใด ช่วงคาเดนซานี้จัดเป็นช่วงท่ีเด่นและเป็น
ลักษณะเฉพาะของคอนแชร์โตอยา่ งแท้จรงิ

ท่อนที่สอง เป็นท่อนที่ช้ามักจะเป็น Andante มีลักษณะไพเราะเน้นแนวทํานอง มักจะใช้รูปแบบ
เพลง (AABA) หรือรูปแบบเทร์นารี (ABA) โดยท้ังวงออร์เคสตรา และเคร่ืองดนตรีเดี่ยวเน้นการบรรเลงท่ี
นมุ่ นวล แนบเนยี น แสดงออกถงึ ความงดงาม ลึกซึง้ ออ่ นหวาน มากกวา่ ความโลดโผน รุนแรง

ทอ่ นทส่ี าม เปน็ ทอ่ นที่กลับมามจี งั หวะเร็วคลา้ ยท่อนแรกอีกคร้ังหนึ่ง มักจะเป็น Allegro รูปแบบที่ใช้
อาจจะเป็น รูปแบบโซนาตาอลั เลโกร หรือรูปแบบรอนโด ก็ได้ แต่โดยปกติมักจะเป็นรูปแบบรอนโด ท่อนนี้มัก
มีแนวทํานองและการเรียบเรียงเสียงประสานให้ดูสง่างาม ท้ังส่วนท่ีบรรเลงเคร่ืองดนตรีเด่ียวและวงออร์เคส
ตรา ซ่งึ คลา้ ยคลึงกับลักษณะของซิมโฟนีน่นั เอง

ดนตรเี ชมเบอร์ (Chamber Music)

ก่อนยุคคลาสสิก บทเพลงท่ีประพันธ์ข้ึนสําหรับการบรรเลงโดยเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ ยกเว้นประเภท
คีย์บอรด์ มิได้มีการกาํ หนดขนาดของวงดนตรีท่ีจะใช้บรรเลง ในยุคบาโรคบทเพลงบางบทมิได้บอกบ่งแน่ชัดว่า
เป็นบทเพลงร้อง บรรเลง หรือท้ังร้องและบรรเลง ในระยะต่อมาเม่ือวงออร์เคสตราเร่ิมเป็นมาตรฐานข้ึน
ผู้ประพันธ์เพลงจึงเร่ิมมีบทเพลงสําหรับวงออร์เคสตรา ได้แก่ ซิมโฟนี คอนแชร์โต และบทเพลงสําหรับวงดนตรี
เล็ก ๆ ทเ่ี รยี กว่า ดนตรเี ชมเบอร์ ข้นึ

116

ลักษณะของดนตรีเชมเบอร์

เพลงประเภทดนตรเี ชมเบอรเ์ หมาะสําหรับการบรรเลงในบา้ นหรอื คฤหาสน์ในยคุ คลาสสิก ซึ่งผู้จัดงานมี
แขกพอประมาณ โดยมกี ารบรรเลงเพลงซึ่งเปน็ การแสดงส่วนหน่ึงในงานเลี้ยง เพราะการบรรเลงเพลงประเภท
ดนตรเี ชมเบอร์ใช้ผู้บรรเลงไม่ก่ีคน การใช้วงออร์เคสตราใหญ่ ๆ บรรเลง ซึ่งต้องใช้ห้องใหญ่ เพราะมีผู้บรรเลง
เป็นจาํ นวนมากจึงไม่เหมาะสมในโอกาสเช่นน้ี

เพลงประเภทน้ใี ช้ผูเ้ ล่นเพยี งคนเดียวตอ่ แนวทํานองหรือแนวประสานในบทเพลง ซ่ึงต่างไปจากเพลงท่ี
ใช้บรรเลงโดยวงออร์เคสตราที่ใช้ผู้เล่นเป็นจํานวนมาก หรือจํานวนหน่ึงต่อแนวทํานอง หรือแนวประสานเสียง
ในบทเพลงหนง่ึ

วงออร์เคสตราย่อมให้สีสันและมีพลังมากกว่าวงดนตรีเชมเบอร์ ในขณะที่วงดนตรีเชมเบอร์ให้ความ
เด่นชดั ของเสยี ง และให้อารมณ์คนละอยา่ งตา่ งไปจากเพลงท่บี รรเลงในวงออรเ์ คสตรา

บทเพลงร้องโดยปกติไม่จัดเป็นดนตรีเชมเบอร์ ยกเว้นในยุคก่อนยุคคลาสสิกซึ่งบทเพลงร้องประเภท
ดนตรีเชมเบอร์สามารถพบได้เสมอ ในยุคคลาสสิกเมื่อพูดถึงดนตรีเชมเบอร์หมายถึงบทเพลงที่บรรเลงด้วย
เครอ่ื งดนตรีลว้ น ๆ เลย

การฟังเพลงประเภทดนตรีเชมเบอร์ต้องการความรู้ความเข้าใจเช่นเดียวกับการฟังเพลงคลาสสิก
ประเภทอ่ืน ๆ อย่างไรก็ตามเนื่องจากเพลงประเภทน้ีใช้ผู้เล่นเพียงไม่กี่คน ย่อมไม่สามารถจะสร้างอารมณ์
ความรสู้ ึกของดนตรีได้อยา่ งเพลงทบ่ี รรเลงโดยวงออร์เคสตรา เช่น ความมีพลัง สีสัน หรือเสียงของวงประสาน
เสียงที่ร้องไปกับวงออร์เคสตรา ทําให้รู้สึกย่ิงใหญ่มโหฬาร แต่ส่ิงท่ีจะได้รับจากเพลงประเภทดนตรีเชมเบอร์
เป็นในลักษณะของเสียงดนตรีท่ีแท้จริงในด้านคุณภาพของการเล่น เพราะถ้ามีผู้ใดเล่นผิดพลาดจะได้ยินอย่าง
เด่นชดั ฉะนัน้ การบรรเลงเพลงประเภทน้ี ผู้บรรเลงต้องมีความถูกต้อง และสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก
ของบทเพลงได้อย่างกระจ่างแจ่มแจ้งจริง ๆ นอกจากน้ีความเป็นหน่ึงในการบรรเลง ซึ่งเป็นความหมายของคํา
ว่า Ensemble คือความพร้อมเพรียงของผู้บรรเลงเป็นส่ิงท่ีการบรรเลงเพลงประเภทน้ีต้องการเป็นอย่างย่ิง มิใช่
เฉพาะความถูกต้องในการบรรเลงของแต่ละคนเท่านั้น ความถูกต้อง ความเป็นหน่ึงของทั้งวง ย่อมจะต้องมี
อยู่ด้วยอย่างครบครัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ได้จากการฟังเพลงประเภทดนตรีเชมเบอร์ ซึ่งต่างไปจากเพลงที่
บรรเลงด้วยวงออร์เคสตรา

117

ประเภทของดนตรีเชมเบอร์

1. ดเิ วอร์ทเี มนโต (Divertimento) บทประพนั ธป์ ระเภทดิเวอร์ทีเมนโตหรือเซเรเนด (Serenade)
เป็นบทประพันธ์ท่ีพบได้เสมอในยุคคลาสสิก และยุคก่อนคลาสสิก เพลงประเภทน้ีไม่ค่อยมีรูปแบบมาตรฐาน
เดน่ ชัดนัก ปกติมกั จะเป็นบทเพลงทใ่ี ช้วงดนตรเี ลก็ หรือวงออร์เคสตราขนาดเล็กบรรเลง เพลงหนึ่ง ๆ อาจจะมี
ได้ตั้งแต่ 3 ท่อนจนถึง 10 ทอ่ น ในบางคร้งั ซ่ึงประกอบด้วยจังหวะเต้นรําแบบตา่ ง ๆ เช่น มินูเอต จังหวะมาร์ช
เป็นต้น เพลงประเภทนี้มักจะใช้บรรเลงในงานท่ีไม่เป็นพิธีการมากนัก หรือ บรรเลงนอกสถานที่ ลักษณะของ
บทเพลงมคี วามสลับซับซ้อนน้อยกว่าบทเพลงประเภทซิมโฟนีจึงฟังง่ายกว่า และมักมีท่วงทํานองหวานซ้ึงหรือ
นา่ รกั ไฮเดนิ ประพนั ธเ์ พลงประเภทนไ้ี วถ้ งึ กว่า 60 บท ในขณะทีโ่ มทซารต์ ประพันธ์ไว้ประมาณ 30 บท

2. สตริงควอเทต (String Quartet) เป็นบทเพลงประเภทดนตรีเชมเบอร์ที่นักประพันธ์เพลงนิยม
ประพนั ธ์มากทส่ี ดุ จัดไดว้ ่าเปน็ มาตรฐานของเพลงประเภทดนตรีเชมเบอรท์ เี ดียว สตริง ควอเทต ประกอบด้วย
เคร่ืองดนตรีประเภทเคร่ืองสาย 4 ช้ิน คือ ไวโอลินสองคัน (แต่ละคนจะบรรเลงต่างกันไปตามแนวของตนเอง)
วิโอลา และเชลโล อย่างละคัน รูปแบบของเพลงเป็นแบบ 4 ท่อน ใช้รูปแบบโซนาตาเป็นหลัก คล้ายลักษณะ
ของซิมโฟนีนั้นเอง ผู้ประพันธ์เพลงประเภทน้ีท่ีควรรู้จักคือ บอคเชรินี ไฮเดิน โมทซาร์ต เบโธเฟน และชูเบิร์ต
เปน็ ตน้

ภาพการจัดวงเปียโนควนิ ทเ์ ทต (รปู ประกอบที่ 3.2)

3. ดนตรีเชมเบอร์อื่น ๆ นอกจากบทเพลงประเภทสตริงควอเทตแล้ว ยังมีการผสมวงในลักษณะ
คลา้ ยกนั นอี้ ีกไดห้ ลายรปู แบบโดยใช้ผู้บรรเลง 3 คน จนถึงประมาณ 7-8 คน เช่น เปียโนทริโอ (Piano trio) มีผู้
บรรเลง 3 คน คอื เปียโน ไวโอลิน เปน็ ตน้ จาํ นวนผู้เล่นในวงประเภทน้ีใช้เป็นการบอกลักษณะของการผสมวง

ซึง่ มีตง้ั แต่ 3-8 คน ดังน้ี

Trio มผี ้บู รรเลง 3 คน Quartet มีผบู้ รรเลง 4 คน
Quintet มีผบู้ รรเลง 5 คน Sextet มผี ู้บรรเลง 6 คน
Septet มผี ู้บรรเลง 7 คน
Octet มผี ู้บรรเลง 8 คน

118

ยังมบี ทเพลงอีกประเภทหน่ึงทบ่ี างคร้ังจดั อยูใ่ นเพลงประเภทดนตรีเชมเบอร์ คือ โซนาตา (Sonata)
เน่อื งจากใชผ้ ู้บรรเลง 1-2 คน ซึ่งจัดเป็นดนตรเี ชมเบอร์ได้ แตบ่ างครัง้ บทเพลงโซนาตาก็ไม่จัดอย่ใู นเพลง
ประเภทดนตรี เชมเบอร์ เพราะลักษณะของบทเพลงแม้จะใชผ้ ูเ้ ลน่ 1-2 คน แต่เนน้ การแสดงออกของผเู้ ล่น
เพยี งคนเดียวอย่างเดน่ ชดั มิไดเ้ ปน็ การรว่ มกนั เล่นเพ่ือความเป็นหนง่ึ เช่นเพลงประเภทดนตรเี ชมเบอร์

วง Chulalongkorn University Flute Ensemble (CU FLUTE ENSEMBLE)

119

ประวตั ดิ นตรตี ะวนั ตก

ประวัติดนตรีตะวันตกที่จะกล่าวถึง ณ ท่ีนี้ เริ่มจากยุคกลางเป็นต้นไป ตามยุคต่าง ๆ คือ ยุคกลาง
หรอื ยคุ เมดิอิวลั ยุครีเนซองส์ ซึ่งจัดเป็นดนตรียุคโบราณ ยุคคลาสสิก ยุคโรแมนติก ยุคอิมเพรสช่ันนิสติค และ
ยคุ ครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 20 ซงึ่ จดั เป็นดนตรียคุ ใหมท่ ีม่ หี ลักเกณฑ์แตกต่างไปจากดนตรียุคก่อนหน้านี้ รวมทั้งดนตรี
แจ๊สและละครเพลงบรอดเวย์ ซ่ึงเป็นดนตรีของอเมริกาท่ีน่าสนใจและมีความเกี่ยวข้องกับดนตรีตะวันตกหรือ
ดนตรีคลาสสกิ

1. ยคุ กลาง (The Middle Ages, ค.ศ. 400-1400)
ประวัตดิ นตรี

ยุคกลางหรือยุคยุคเมดิอิวัล คือ ระยะเวลาจากคริสต์ศตวรรษที่ 5 จนถึงปลาย
ศตวรรษท่ี 14 (ค.ศ. 400-1400) ในยุคน้ีเริ่มมีหลักฐานเก่ียวกับเพลงคฤหัสถ์ (Secular
music) นอกเหนือไปจากเพลงโบสถ์ (Church music) ซ่ึงเพลงทั้งสองประเภทน้ีมีลักษณะ
ต่างกัน คือ เพลงโบสถ์ซ่ึงมีหลักฐานมาก่อนมีลักษณะเป็นเพลงร้องเสียงเดียว มักไม่มีดนตรี
ประกอบ ไม่มีอัตราจังหวะ ร้องเป็นภาษาละติน มีช่วงกว้างของทํานองจํากัด บันทึกเป็น
ภาษาตัวโน้ตที่เรียกว่า Neumatic notation เพลงคฤหัสถ์หรือเพลงที่ชาวบ้านร้องเล่นกัน
นอกวัด มีลักษณะเป็นเพลงร้องเสียงเดียวที่มักจะมีดนตรีเล่นประกอบ เป็นเพลงท่ีมีอัตรา
จังหวะ ปกติมักจะเป็นในจังหวะ 43 มีจังหวะสม่ําเสมอเป็นรูปแบบซํ้าทวน มีรูปแบบของ
ทํานองเป็นตอน ๆ มตี อนที่เล่นซาํ้ บันไดเสียงเป็นแบบโหมด (mode) มักเป็นเพลงร้องมีเนื้อ
เต็ม ในขณะทเ่ี พลงโบสถ์อาจมีเน้อื เต็มและมีการเอ้ือน ด้วยเนื้อหาของเพลงกล่าวถึงเรื่องต่าง
ๆ ไม่จํากดั

120

โนต้ เพลงแชนต์ Ave Maria สมยั โบราณ

โนต้ เพลงแชนต์ Ave Maria สมัยใหม่ เปรยี บเทยี บโนต้ โบราณและโน้ตในสมัยปจั จบุ นั
ท่ีมา: Hoffer, 1981

ช่วงเวลาประมาณ 300 ปี ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 12-14 ดนตรีในวัดมีรูปแบบ
เปลี่ยนไปจากตอนต้นของยุคกลาง กล่าวคือ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 เป็นต้นมา เพลงแชนต์
ซ่ึงรู้จกั กันในนามของ เกรกอเรยี น แชนต์ (Gregorian Chant) ไดร้ ับการพัฒนามาเป็นรูปของ
การร้องแบบสอดประสาน หรือ Polyphony จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ลักษณะของเพลงที่
สาํ คญั ในยุคน้ี คือ ออร์แกนนมั่ (Organum) คอื การรอ้ งในลักษณะของการร้องประสานเสียง
สองแนว โดยใช้ระยะข้ันคู่เสียงคู่ส่ีเป็นหลัก และเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน ระยะต่อมา
การเคล่ือนที่เร่ิมไม่จํากัดทิศทาง และท้ายท่ีสุดมีออร์แกนน่ัมแบบเสียงที่สอง (เสียงต่ํา) ร้อง
โนต้ ยาว ๆ เพียง 1 ตัว ในขณะท่ีเสยี งหนึ่ง (เสียงสูง) รอ้ งโนต้ 5-10 ตัว เน่ืองจากออร์แกนนั่ม

121

เป็นเพลงที่พัฒนามาจากดนตรีในวัดหรือเพลงโบสถ์ จึงเป็นเพลงที่ไม่มีอัตราจังหวะ ใน
ระยะแรก ต่อมาจึงเร่ิมมีลักษณะของอัตราจังหวะ กล่าวได้ว่าในช่วงเวลานี้สิ่งสําคัญเกิดขึ้น
คือ การร้องแบบสองทํานองเริ่มเกิดข้ึนแล้วอย่างเด่นชัด เป็นลักษณะของการสอดประสาน
ในยุคเมดิอิวัลช่วงน้ี ทางดนตรีแบ่งเป็นยุคย่อย ๆ ได้สองยุค คือ ยุคศิลป์เก่า (Ars Antiqua)
และยุคศิลป์ใหม่ (Ars Nova)

1.1 ยุคศิลป์เก่า (Ars Antiqua) เป็นช่ือยุคดนตรีในตอนปลายของศตวรรษที่ 12
จนสนิ้ ศตวรรษท่ี 13 ซ่ึงมีลักษณะแตกต่างไปจากดนตรีในยุคถัดไปคือยุคศิลป์ใหม่ ในศตวรรษ
ท่ี 14 ลักษณะของดนตรีในยุคศิลป์เก่ามีลักษณะเป็นการสอดประสานแล้ว ซึ่งเป็นลักษณะท่ี
เรียกว่า ออร์แกนนั่ม ผู้นําคือกลุ่มนอเตอร์ ดาม (Notre Dame) นอกจากน้ียังเกิดการ
ประพนั ธ์ในลกั ษณะใหมข่ ึน้ เรยี กวา่ โมเท็ต (Motet) คอื การนาํ ทํานองจากเพลงแชนต์มาเป็น
แนวเสียงตํ่าหรือแนวเบส และเพ่ิมเสียง 2 เสียงเข้าไป โดยเสียงที่เพ่ิมมีจังหวะการเคล่ือนท่ี
ของตัวโน้ตเรว็ กวา่ เสียงต่ําท่ีมีตัวโน้ตจังหวะยาวกว่า บางครั้งจะใช้เคร่ืองดนตรีเล่นแทนคนร้อง
และมีเพลงอีกลักษณะหนึ่งเกิดขึ้น คือ คอนดุ๊กตุส (Conductus) คือ เพลงในลักษณะเดียวกับ
โมเท็ต แต่แนวเสียงตํ่าแต่งขึ้นใหม่ มิได้นํามาจากทํานองเพลงแชนต์แบบโมเท็ต ส่วนเน้ือหา
ของเพลงมีต่าง ๆ กันออกไป ท้ังเกี่ยวกับศาสนาและเรื่องนอกวัด เช่น เร่ืองการเมือง การ
เสียดสีสังคม เป็นต้น

ผู้ประพนั ธ์เพลงท่ีควรรู้จกั คือ เลโอนินและเพโรติน ซง่ึ เป็นนักประพนั ธเ์ พลงเ ก่ียว
กับศาสนา นอกจากน้ียังมีกลุ่มนักร้องที่เล่นเพลงพื้นบ้านหลายกลุ่ม ซ่ึงมักจะร้องแบบแนว
เสียงเดียว ได้แก่ กลุ่มท่ีเรียกตัวเองว่า Troubadours และ Trouveres เป็นกลุ่มนิยมดนตรี
มีเพลงร้องเป็นของตนเอง ในประเทศฝรั่งเศส และกลุ่ม Minnesingers ซ่ึงมีกําเนิดใน
ประเทศเยอรมนี เปน็ ต้น

1.2 ยุคศลิ ป์ใหม่ (Ars Nova) เป็นยคุ ดนตรใี นศตวรรษท่ี 14 ลักษณะดนตรีในยุคน้ี
เริ่มมีการประพันธ์เพลงประเภทคฤหัสถ์มากกว่าเพลงโบสถ์ ดนตรียังมีลักษณะเป็นการสอด
ประสาน แตก่ ารสอดประสานแปรเปล่ียนไปจากยุคศิลป์เก่า กล่าวคือ การนําเอาแนวทํานอง
จากเพลงแชนต์มาเป็นหลักมีน้อยลง เพลงต่าง ๆ เป็นการประพันธ์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด อัตรา
จังหวะท่ีใช้มักเป็นประเภทสองจังหวะ เช่น 42 ซึ่งผิดกับยุคศิลป์เก่า ซ่ึงเป็นอัตราจังหวะ
ประเภทสามจังหวะ เช่น 43 จังหวะเร่ิมแปรเปล่ียนหลายหลากไป ไม่เป็นจังหวะซ้ําทวนแบบ

122

ยุคศิลป์เก่า เร่ิมมีการประพันธ์เพลงในรูปใหม่ เช่น มาดริกาล (Madrigal) คือ เพลงที่มี
รูปแบบการซ้ําทวนของทํานองหนึ่งและจบลงอีกทํานองหน่ึง เช่น AAB หรือ AAAB
ประกอบดว้ ยแนวเสียง 2-3 แนว มีกําหนดในประเทศอิตาลี เป็นต้น เพลงโมเท็ตมีการเปล่ียน
รูปแบบ โดยแนวเสียงตํ่าที่นํามาจากแชนต์มีการเปล่ียนลักษณะของจังหวะไป ไม่ใช่เป็นเพียง
โนต้ จังหวะเท่ากันในอัตรายาว ๆ แบบโมเทต็ ในยคุ ศิลป์เกา่

ประวัติผปู้ ระพันธเ์ พลง

เลโอนนิ (1130-1180)
เลโอนิน (Leonin, ประมาณ 1130-1180) เป็นผู้ควบคุมวงขับร้องประสานเสียงของศูนย์กลาง

ดนตรีกลุม่ นอเตอร์ ดาม ณ กรุงปารสี ฝรัง่ เศส เป็นผู้หนึ่งในยุคของดนตรีตะวันตกที่รู้จักกันในฐานะผู้ประพันธ์
เพลง
ตวั อยา่ งผลงานท่ีสําคัญ

 หนงั สอื รวบรวมเพลงออรแ์ กนนมั่ ชือ่ Magnus Liber (Great Book of Organum)

เพโรติน (1160-1220)
สันนิษฐานว่าเป็นชาวฝรง่ั เศส

123

เพโรติน (Perotin หรือ Perotinus Magnus, ประมาณ 1160-1220) เป็นผู้ควบคุมวงนักร้อง
ประสานเสียงและผู้ประพันธ์เพลงของศูนย์กลางดนตรีกลุ่มนอเตอร์ ดาม ณ กรุงปารีส เป็นผู้ร่วมงานรุ่นน้อง
ของเลโอนิน ท้ังคู่เป็นผู้บุกเบิกรูปแบบการประพันธ์เพลงแบบการสอดประสานทํานอง ทั้งเลโอนินและเพโรติน
เป็นผู้ประพนั ธเ์ พลงในยุคศิลปเ์ กา่ ซึง่ เป็นแนวการประพันธ์แตกต่างจากยุคศิลป์ใหม่

จาโคโป ดา โบโลนญา (ไมป่ รากฏปีเกดิ และเสียชวี ติ )
จาโคโป ดา โบโลนญา (Jacopo da Bologna, ไม่ปรากฏปีเกิดและเสียชีวิต) เป็นผู้ประพันธ์

เพลงท่สี ร้างรูปแบบให้กบั ยคุ ศิลป์ใหมค่ นสาํ คัญ คนหน่ึง จาคาโปเป็นผู้ประพันธ์เพลงท่ีพยายามพัฒนารูปแบบ
ของเพลงแบบการสอดประสานทํานองคนสาํ คญั ของอิตาลี
ตัวอยา่ งผลงานที่สําคัญ

 เพลงมาดรกิ าล 30 บท
 เพลงคาทชา (Caccia) 1 บท
 เพลงโมเทต็ 1 บท (ซ่งึ เปน็ ผลงานที่ยังเหลืออยู่)
 เพลงลาอูเด (Laude) ซง่ึ เปน็ เพลงสาํ คญั ของชาวอิตาเลียนแบบหนง่ึ
2. ยคุ รเี นซองส์ (Renaissance, ค.ศ. 1400-1600)
ประวตั ดิ นตรี

ในช่วงยุครเี นซองส์ ลกั ษณะของดนตรียงั คงมรี ูปแบบคลา้ ยในยุคศิลป์ใหม่ แต่ได้มีการปรับปรุงพัฒนา
รูปแบบมากขนึ้ ลกั ษณะการสอดประสานทาํ นองยังคงเปน็ ลกั ษณะเด่น เพลงร้องยังคงนิยมกัน แต่เพลงบรรเลง
เริ่มมีบทบาทมากข้ึน ยงั นยิ มใช้บนั ไดเสียงแบบโหมด ในชว่ งศตวรรษที่ 15 และศตวรรษที่ 16

124

ดนตรีในยุครีเนซองส์ยังคงมีลักษณะเป็นการสอดประสานทํานอง เพลงร้องยังเป็นนิยมกันมาก แต่
เพลงบรรเลงด้วยเครือ่ งดนตรีเรมิ่ มีการประพนั ธแ์ ละนยิ มเปน็ ลาํ ดบั เพลงโบสถย์ ังคงเป็นมาตรฐานของดนตรี มี
รูปแบบใหม่ ๆ เกิดข้ึน ส่วนเพลงคฤหัสถ์เร่ิมพัฒนามากข้ึนเป็นลําดับเช่นกัน ลักษณะของดนตรีมีรูปแบบมาก
ขึ้น กฎเกณฑ์ต่างๆ ได้รับการพัฒนามากขึ้น ดนตรีเร่ิมมีอัตราจังหวะแน่นอน เน่ืองจากเทคนิคการทําเคร่ือง
ดนตรยี งั ไม่พฒั นากา้ วหน้านัก ความดงั คอ่ ยจึงไม่ปรากฏในบทเพลงในยุคนี้ อย่างไรก็ตามเครื่องดนตรีในยุคน้ีก็
มีการพัฒนาเปล่ียนแปลงมากขึน้ กวา่ ยคุ เมดอิ ิวัล

ประวตั ผิ ูป้ ระพันธเ์ พลง

โจวานนี เปียร์ลุยกี ดา ปาเลสตินา (1524-1594)
ปาเลสตรนิ า (Giovanni Pierluigi da Palestrina, ประมาณ 1524-1594) ผูป้ ระพันธ์เพลงชาวอิ

ตาเลียน ซ่งึ ใช้ช่ือเมืองเกิดเป็นชื่อเรียกแทนชื่อจริง ๆ ปาเลสตรินาใช้เวลาส่วนใหญ่รับใช้สันตะปาปา ปอลท่ี 4
ในช่วงระยะเวลานี้เขาได้สร้างสรรค์ผลงานประเภทเพลงโบสถ์ นอกเหนือไปจากการเป็นผู้ประพันธ์เพลงที่เด่น
ดัง ปาเลสตรนิ ายังเป็นนักธรุ กิจทีป่ ระสบความสาํ เร็จอีกดว้ ย
ตวั อยา่ งผลงานท่สี าคญั

 เพลงแมสชือ่ ว่า Missa Papae Marcelli (Mass for Poe Marcellus)

125

คลอดโิ อ มอนเทแวร์ดี (1567-1643)

มอนเทแวร์ดี (Claudio Monteverdi, 1567-1643) ผู้ประพันธ์เพลงชาวอิตาลี ซึ่งรับใช้ทั้งในราช
สํานักและในวัดหลายแห่งตลอดชีวิตของเขา เป็นผู้ที่เริ่มยุคใหม่ของดนตรี สิ่งหนึ่งที่มอนเทแวร์ดีสร้างสรรค์ไว้
และถือเป็นจุดเริม่ ตน้ ของดนตรีในรูปแบบนี้ คือ โอเปรา ไม่ว่าจะเป็นการร้องเดี่ยว การร้องประสานเสียง และ
ดนตรีทบี่ รรเลง ล้วนนาํ ไปส่อู ารมณ์ความรูส้ กึ ซงึ่ ทําให้โอเปราของมอนเทแวร์ดีเป็นผลงานท่ีควรแก่การยกย่อง
และแนวคิดในเรอื่ งการบรรเลงดนตรีประกอบโอเปรานี้เองจัดได้ว่าเป็นจุดเร่ิมต้นประวัติศาสตร์ของวงออร์เคส
ตรา

ตวั อยา่ งผลงานทส่ี าคัญ

โอเปรา 3 เร่ือง

 Orfeo
 Il Ritorno d’Ulisse in Patria (The Return of Ulysses)
 L’Incoronazione di Poppea (The Coronation of Poppea)

3. ยคุ บาโรค (Baroque, ค.ศ. 1600-1750)

ประวัตดิ นตรี

ดนตรีในยุคบาโรคเร่ิมต้นในปลายศตวรรษท่ี 16 จนถึงราวกึ่งศตวรรษที่ 18 รวมเวลาประมาณ 150 ปี
เนื่องจากยุคบาโรคเป็นยุคท่ียาวนาน รูปแบบของเพลงจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา อย่างไรก็ตามรูปแบบ
ของเพลงท่ีสามารถกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะของดนตรีในยุคนี้ซึ่งต่างไปจากยุคอ่ืน ๆ คือ การใช้เครื่องดนตรีหรือ
เสียงร้องเล่นประชนั กนั เช่น เสียงร้องประชันกับเคร่ืองดนตรี หรือการเด่ียวประชันกันบ้าง เป็นต้น ซึ่งเรียกว่า

126

Stile Concertante ลักษณะเด่นประการต่อมา คือ บาสโซ คอนตินิวโอ (Basso Continuo) คือ การที่เสียง
เบส (เสียงต่ํา) เคลื่อนท่ีตลอดเวลา โดยใช้สัญลักษณ์เป็นตัวเลขบอกถึงการเคล่ือนที่ไปของเบส รวมไปถึงเสียง
ในแนวอื่น ๆ ด้วย เครื่องดนตรีที่เล่นบาสโซ คอนตินิวโอ อาจจะเป็นคีย์บอร์ด เช่น ออร์แกน หรือฮาพซิคอร์ด
หรอื เป็นกลุ่มของเคร่ืองดนตรี เช่น วิโอลา เชลโล และบาซูน และเนอื่ งจากลกั ษณะของการใช้บาสโซ คอนตินิว
โอ น้ีเองทําให้เกดิ การประสานเสียงเป็นคอรด์ ขนึ้ มา แทนท่ีจะเปน็ เพียงการประสานเสียงโดยใช้ระยะข้ันคู่เสียง
เทา่ น้นั ในยุคนเ้ี รมิ่ ใชบ้ ันไดเสยี งเมเจอร์ ไมเนอร์แทนโหมด (Mode) ในยุคก่อนหน้าน้ี รูปพรรณของเพลงในยุค
นเ้ี ปน็ แบบสอดประสานทํานอง หรือทีเ่ รียกว่า Contrapuntal สว่ นการประสานเสียงแบบการไล่เสียงประสาน
(Homophony) คอื การเน้นความสาํ คัญของทาํ นองโดยมเี สียงอื่นเป็นเสียงประกอบ เป็นรูปพรรณท่ีนิยมใช้ใน
ตอนตน้ ยุค

ในยุคน้ีจัดได้ว่าเป็นยุคเร่ิมแรกที่มีการกําหนดความเร็วจังหวะ เช่น Adagio, Andante และ Allegro
เป็นต้น เร่ิมมีการเน้นลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดังค่อย แต่ยังไม่มีการใช้ลักษณะ Crescendo และ
Diminuendo ยุคน้ีจัดได้ว่าเป็นยุคของการสร้างสรรค์ท่ีเรียกว่า Improvisation นักดนตรีจะแต่งเติม ต่อเติม
บทเพลงให้มลี ักษณะทํานองเต็มจากการกาํ หนดแนวเบส มีการสร้างแนวทํานองในตอนจบวรรคหรือจบเพลง ซึ่ง
ลักษณะต่าง ๆ เหล่าน้ีไม่ปรากฏในเพลงยุคต่อ ๆ มา ในเรื่องรูปแบบมีเพลงลักษณะใหม่ ๆ เกิดขึ้น รูปแบบบาง
ประเภทได้รับการพัฒนาไปจนมีแบบแผนแน่นอน เช่น ฟิวก์ ลักษณะของเพลงร้องท่ีเกิดในยุคน้ี ได้แก่ โอเปรา
แคนตาตา และออราทอริโอ ส่วนลักษณะของเพลงบรรเลงมีรูปแบบที่เกิดข้ึน คือ โซนาตา คอนแชร์โต และ
เพลงชุด (Suite) ได้แก่ การนําเพลงจังหวะเต้นรําที่มีหลายลักษณะมาบรรเลงต่อกันเป็นท่อน ๆ เพลงจังหวะ
เต้นรําแบบต่าง ๆ ที่อยู่ในเพลงชุด ได้แก่ Allemande, Courante, Sarabande, Gavotte, Bourree,
Minuet และ Gigue เปน็ ต้น

ในยุคน้ีการบันทึกตัวโน้ตได้รับการพัฒนามาจนเป็นลักษณะการบันทึกตัวโน้ตที่ใช้กันในปัจจุบัน คือ
การใช้บรรทัด 5 เส้น การใช้กุญแจซอล (G Clef) กญุ แจฟา (F Clef) กญุ แจอัลโต และกุญแจเทเนอร์ (C Clef)

มกี ารใชต้ ัวโน้ตและตัวหยุดแทนความยาวของจังหวะ และตําแหน่งของตัวโน้ตบนบรรทัด 5 เส้นแทน
ระดับเสียง และยังมีตัวเลขบอกอัตราจังหวะมีเส้นก้ันห้องและสัญลักษณ์ อ่ืน ๆ เพ่ือใช้บันทึกลักษณะของ
เสียงดนตรี ซงึ่ ได้แสดงสัญลักษณส์ ่วนหน่ึงไวใ้ นแผนภมู ินี้

127

ววิ ัลดี (Antonio Lucio Vivaldi)
ปีเกิด : 1678-1741 สญั ชาติ : อติ าเลย่ี น

ผปู้ ระพนั ธเ์ พลงและนักไวโอลิน วิวัลดีมีความรู้เก่ียวกับเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้
เขาจึงมผี ลงานสําหรับวงออรเ์ คสตราเป็นจาํ นวนมาก ผลงานของววิ ลั ดีสว่ นใหญ่ยงั ไม่เป็นที่รู้จักหรือนํามาแสดง
วิวลั ดีเปน็ ผู้หน่ึงทส่ี าํ คัญในการพฒั นารูปแบบของโซโลคอนแชร์โต และการเขียนเพลงสําหรับวงออร์เคสตรา
ซึง่ หลกั การต่าง ๆ ไดน้ ํามาใชใ้ นเพลงโอเวอรเ์ ชอร์ของโอเปราและออร์เคสตราของเขาเอง
ตวั อยา่ งผลงานทส่ี ําคญั

 The Four Seasons บทเพลงประเภท คอนแชร์โตกรอสโซ

128

บาค (Johann Sebastian Bach)

ปีเกดิ : 1685-1750 สญั ชาติ : เยอรมัน

ผู้ประพันธ์เพลงที่ผู้ศึกษาดนตรีทุกคนต้องรู้จัก เพราะเป็นผู้สร้างผลงานคุณภาพในยุคบาโรคไว้
มากมาย ซ่ึงใช้เป็นตัวอย่างในการศึกษาทฤษฎีดนตรีควบคู่ไปกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่บาคได้คิดสร้างเอาไว้
อยา่ งไรก็ตามในยคุ ทบ่ี าคมีชีวิต บาคเปน็ ทร่ี ้จู กั ในนามของนกั ออร์แกนผมู้ ีความสามารถมากกว่าผู้ประพันธ์เพลง
ชือ่ ดงั

เมื่อบาคเสียชีวิตลงผลงานดนตรีถูกลืมไปร่วม 100 ปี จนกระท่ังลิสซต์ผู้ประพันธ์เพลงช่ือดังยุคโรแมนติกนํา
ผลงานของบาคมารื้อฟ้ืน บาคจึงได้เป็นท่ีรู้จักในฐานะผู้ประพันธ์เพลงชั้นเย่ียมของยุคบาโรคและของดนตรี
ตะวนั ตกต้ังแตน่ ้นั มาจนปัจจุบนั

ลักษณะเด่นของงานประพันธ์ของบาค ได้แก่ ความมีรูปแบบกฎเกณฑ์ในการประพันธ์ สิ่งน้ีมิได้ทําให้ผลงานมี
ข้อจํากัดใด แต่ทําให้เป็นโครงสร้างที่แข็งแรงม่ันคงของเพลง ซ่ึงมีแนวทํานองท่ีไพเราะ แนวประสานเสียงท่ี
กลมกลนื การดาํ เนินไปของเน้อื หาสาระของดนตรีจนถงึ จุดหมายได้อย่างสมบูรณ์ โดยใช้องค์ประกอบทุกอย่าง
ทางดนตรีมาชว่ ย แต่ดว้ ยแนวการประพนั ธเ์ ช่นนเี้ อง ทําให้คนในยุคบาโรคตามความคดิ ของบาคไม่ทนั

ตัวอยา่ งผลงานทส่ี ําคัญ

 Toccata and Fugue
 Jesus Joy of Man’s Desiring บทเพลงประเภท แคนตาตา
 Air On G String
 Well Tempered Klavier บทเพลงประเภท
 Coffee Cantata บทเพลงประเภท แคนตาตา

129

 Mass in B minor

ฮนั เดล (George Frideric Handel, 1685-1759) ผูป้ ระพันธเ์ พลงชาวเยอรมนั
มีช่ือเสียงและมีชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ ฮันเดลเกิดในตระกูลผู้มีอันจะกิน มีแวว

อัจฉริยะทางดนตรีมาต้ังแต่เด็ก ฮันเดลเป็นผู้ประพันธ์เพลงยิ่งใหญ่ผู้หน่ึงในยุคบาโรคเช่นเดียวกับบาค ซ่ึงโชค
ดีกว่าบาคท่ีในช่วงชีวิตของฮันเดลได้ช่ืนชมกับความสําเร็จในฐานะผู้ประพันธ์เพลง ผลงานของฮันเดลมีเป็น
จํานวนมาก ไมว่ า่ จะเปน็ โอเปรา ออราทอรโิ อ
ตัวอย่างผลงานทส่ี าํ คัญ

 บทเพลง Messiah เปน็ เพลงประเภท Oratorio
 บทเพลงเพลงประเภท Suite

o Water Music
o Music of the Royal Fireworks
4. ยุคคลาสสกิ (The Classical Era, ค.ศ. 1750-1820)
รูปแบบของดนตรีเริ่มมีการเปล่ียนแปลงมาเร่ือย ๆ ในตอนต้นศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นยุคบาโรคมาจน
เป็นยุคคลาสสิกในที่สุด ลักษณะดนตรีที่เปล่ียนไปคือ การเลิกนิยมการสอดประสานของทํานอง คือ
Counterpoint หันมานิยมการเน้นทาํ นองหลกั เพยี งทาํ นองเดียว โดยมีแนวเสียงอื่นประสานให้ทํานองไพเราะ
ข้ึน มิได้เด่นเท่ากัน คือ แบบการใส่เสียงประสาน (Homophonic) ลักษณะของ Basso Continuo เลิกใช้ไป
พร้อม ๆ กับการสร้างสรรค์ คือ อิมโพรไวเซช่ัน ผู้ประพันธ์นิยมเขียนโน้ตทุกแนวไว้ ไม่มีการปล่อยว่างให้ผู้
บรรเลงแต่งเติมเอง ลักษณะของบทเพลงเปลี่ยนไปเช่นกัน เพลงแบบใหม่ ๆ เกิดข้ึน คือ ซิมโฟนี คอนแชร์โต ซึ่ง
นยิ มแบบใช้เครื่องมือเดียวเดี่ยวกับวง (Solo concerto) และโซนาตา ซึ่งเป็นเพลงท่ีนิยมแต่งกันมาก รูปแบบท่ี

130

นิยมใชใ้ นการแตง่ เพลง คอื รปู แบบโซนาตาอลั เลโกร ซ่ึงใช้เป็นหลักทั้งในเพลงประเภทซิมโฟนี คอนแชร์โต และ
โซนาตา ซิมโฟนีประกอบด้วย 4 ท่อน คือ เร็ว-ช้า-เร็ว-เร็ว คอนแชร์โตประกอบด้วย 3 ท่อน คือ เร็ว-ช้า-เร็ว
โซนาตาประกอบด้วย 3 หรือ 4 ท่อน คือ เร็ว-ช้า-เร็ว หรือ เร็ว-ช้า-เร็ว-เร็ว ลักษณะของการผสมวงมีการ
กําหนดที่แน่นอนว่าเป็นวงเล็กหรือวงใหญ่ คือ เป็นวงดนตรีเชมเบอร์ หรือวงออร์เคสตรา เพลงบรรเลงนิยม
แต่งกันมากข้ึน เพลงร้องยังคงมีการประพันธ์เช่นเดิม เพลงโบสถ์ยังคงแต่งกันข้ึนมาใหม่ ควบคู่ไปกับเพลง
คฤหัสถ์

โอเปราเปน็ ที่นยิ มชมกนั มาก ผปู้ ระพนั ธ์หลายคนจงึ ประพนั ธแ์ ต่ โอเปราเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะของโอ
เปราในยคุ นเี้ นน้ ในเร่อื งศลิ ปะการแสดงมากขึ้น มิใช่เนน้ เพียงเรือ่ งการรอ้ งเท่านน้ั

ยุคคลาสสิกน้ีจัดได้ว่าเป็นยุคท่ีมีการสร้างกฎเกณฑ์รูปแบบในทุกอย่างเกี่ยวกับการประพันธ์เพลง ซึ่ง
ในยุคต่อ ๆ มาไดน้ ํารปู แบบในยคุ นี้มาใชแ้ ละพฒั นาให้ลกึ ซ้งึ หรอื แปรเปล่ียนไป เพลงในยุคนี้เป็นดนตรีบริสุทธิ์
เสียส่วนใหญ่ กล่าวคือ เพลงท่ีประพันธ์ขึ้นมาเป็นเพลงซึ่งแสดงออกถึงลักษณะของดนตรีแท้ ๆ มิได้มีลักษณะ
เป็นเพลงเพื่อบรรยายถึงเหตุการณ์ หรือเร่ืองราวใด ๆ ซ่ึงเป็นลักษณะท่ีมีกฎเกณฑ์ ไม่มีการใส่หรือแสดง
อารมณ์ไว้ในเพลงนัก ลกั ษณะของเสยี งมีท้งั ดงั -ค่อย ค่อย ๆ ดัง และค่อย ๆ เบาลง

เคร่ืองดนตรีมีการพัฒนามากขึ้น การจัดวงออร์เคสตราใช้เคร่ืองดนตรีทุกประเภท คือ เครื่องสาย
เคร่อื งลมไม้ เคร่อื งลมทองเหลอื ง และเครอื่ งตี

131

 Franz Joseph Haydn ได้ชื่อวา่ “บดิ าแห่งซมิ โฟน”ี

ไฮเดิน (Franz Joseph Haydn, 1732-1809) ผู้ประพันธ์เพลงชาวออสเตรยี

ผู้ควบคมุ วงดนตรีในราชสาํ นัก Esterhazy ณ ที่นเี้ อง ไฮเดินพบกับความม่ันคงในชีวิตนักดนตรี ไฮเดินจึง
ผลิตผลงานต่าง ๆ ออกมาโดยตลอด ไฮเดินเป็นผู้ประพันธ์เพลงคนสําคัญคนหนึ่งในยุคคลาสสิก เคยเป็นครู
สอนทั้งโมทซาร์ตและเบโธเฟน เป็นผู้พัฒนารูปแบบการประพันธ์ต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ข้ึนเป็นมาตรฐานให้
ผู้ประพันธ์เพลงยุคต่อมาใช้และปรับปรุงแบบต่อไป เช่น เบโธเฟน และ บราห์มส์ บทประพันธ์เหล่านี้
ได้แก่ ซิมโฟนี สตริงควอเทท และโซนาตาสําหรับคีย์บอร์ด บทเพลงจํานวนมากของไฮเดินมักจะมีชื่อเฉพาะ
ซึ่งผู้อื่นต้ังให้และใช้เรียกกันต่อ ๆ มา ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่เนื่องจากลักษณะบางตอนในบทเพลงมีสําเนียงหรือ
ทํานองทําให้ผฟู้ งั คิดถึงบางส่ิงบางอย่าง และเนอื่ งจากเหตุผลอนื่ ๆ อกี ด้วย

ตัวอย่างผลงานท่สี ําคัญ

 บทเพลงประเภทโอราโทรโิ อ
o The Creation
o The Seasons

 บทเพลงประเภทซิมโฟนี
o ซิมโฟนีหมายเลข 45 - Farewell
o ซมิ โฟนี หมายเลข 82 - The Bear
o ซมิ โฟนี หมายเลข 94 - The Surprise
o ซมิ โฟนี หมายเลข 96 - The Miracle
o ซิมโฟนี หมายเลข 100 - Military
o ซมิ โฟนี หมายเลข 101 - The Clock
o ซิมโฟนี หมายเลข 103 - Drumroll
o ซิมโฟนี หมายเลข 104 - London

132

โมทซาร์ต (Wolfgang Amadeus MozArt, 1756-1791) ผูป้ ระพันธ์เพลงชาวออสเตรีย

กําเนิดในครอบครัวนักดนตรี เมืองซาลซ์บวร์ก เริ่มต้นชีวิตนักดนตรีเม่ืออายุ 5 ขวบ ด้วยความเป็น
อจั ฉริยะ เริ่มแสดงดนตรีเมื่ออายุ 6 ขวบ เมื่ออายุ 13 ปี โมทซาร์ตมีผลงานการประพันธ์ทั้ง โซนาตา คอนแชร์โต
ซิมโฟนี เพลงวัดประเภท ต่าง ๆ โอเปราชวนหัว และโอเปเรตตา ชีวิตในวัยหนุ่มของ โมทซาร์ตส่วนหน่ึงอยู่
กับอาร์คบิชอบในซาลซ์บวร์ก แต่ด้วยอารมณ์ท่ีเร่าร้อน มีความต้องการเพียงแต่การประพันธ์เพลงและแสดง
ดนตรีตามแบบของตนโดยไม่เอาใจใคร ๆ ท้ังสิ้น ทําให้โมทซาร์ตประสบปัญหาในการปรับตัว ในท่ีสุดต้องมา
ดําเนนิ ชวี ิตดว้ ยตวั ของตัวเอง โดยไม่มีผู้ใดให้ความสนับสนุนด้านการเงิน ซึ่งทําให้โมทซาร์ตมีชีวิตที่ลุ่ม ๆ ดอน
ๆ ตลอดมา เหตุผลสาํ คัญทีท่ าํ ให้ผลงานของโมทซาร์ตในระยะหลัง ๆ ไม่ได้รบั ความสนใจจากประชาชนมากนัก

เนอื่ งจากแนวคิดในการประพันธ์เพลงก้าวหน้าเกินยุค ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้ จนผู้หน่ึงกล่าวกับโมท
ซาร์ตว่า ผลงานของโมทซาร์ตน้ีฟังทีแรกไม่เข้าใจเลย โมทซาร์ตจึงตอบไปว่าให้ฟังต่อไปอีก 4-5 ครั้งก็คงจะ
เข้าใจ และเปน็ ความตัง้ ใจของโมทซาร์ตที่พยายามสร้างสรรค์ผลงานตามความคิดของตัวเองโดยไม่เอาใจตลาด
แตป่ ระการใด ไม่วา่ เพอื่ น ๆ จะเตือนหรือแนะนําให้โมทซาร์ตแต่งเพลงเพื่อสนองความต้องการของสังคมซึ่งจะ
เปน็ ประโยชน์สาํ หรบั ตวั โมทซาร์ตเองดว้ ยคือสามารถขายได้ โมทซาร์ตไม่เคยรบั ฟังแต่ประการใด ยังคงประพันธ์
เพลงตามความต้องการของตนเองตลอดมา กล่าวได้ว่าโมทซาร์ตเกิดผิดยุคก็ว่าได้ ถ้าโมทซาร์ตเกิดมาในยุคโร
แมนติก หรือให้หลัง 100 ปี บทประพันธ์ของโมทซาร์ตคงจะเป็นที่ซาบซ้ึงของทุกคนทันทีที่เปิดการแสดงรอบ
แรก นอกไปจากน้ีสภาพสังคมยังไม่เอ้ืออํานวยกับลักษณะการดําเนินชีวิตของโมทซาร์ตอีกด้วย เนื่องจากใน
ขณะน้ันยังเป็นยุคของนักดนตรีที่ต้องแสวงหาเจ้านายตามราชสํานัก หรือครอบครัวที่รํ่ารวยเพื่อเป็นผู้
อุปถัมภ์ ซึ่งไม่ใช่เป็นลักษณะที่โมทซาร์ตประสงค์แต่อย่างใด โมทซาร์ต-ชอบการดําเนินชีวิตที่เป็นตัวของ
ตัวเอง ไม่ตอ้ งรบั ใช้ใคร ซง่ึ เปน็ ลักษะสังคมในยคุ ต่อมา มิใช่ยคุ ทีโ่ มทซารต์ มีชีวติ อยู่

บทประพนั ธ์ช้ินสดุ ท้ายของโมทซาร์ต คือ เรควเิ อม แมสแหง่ ความตาย ซึ่งมีคนมาว่าจ้างให้โมทซาร์ตป
ระพันธ์ ในช่วงนั้นโมทซาร์ตเริ่มไม่สบาย โมทซาร์ตประพันธ์เพลงน้ีด้วยความรู้สึกว่าเป็นเพลงสําหรับความตาย

133

ของตนเอง อย่างไรก็ตามโมทซาร์ตส้ินชีวิตก่อนที่จะประพันธ์เรควิเอมจบ ลูกศิษย์ของโมทซาร์ตคือ ซูสไม
เออร์ (Sussmayr) เปน็ ผู้ประพนั ธต์ อ่ จนจบตามโครงสร้างท่ีโมทซาร์ตร่างไว้ โดยเติมบางส่วนท่ีเป็นของ ซูสไม
เออร์เองลงไปด้วย โมทซาร์ตสิ้นชีวิตหลังอายุครบ 36 ปีเพียงเล็กน้อยในขณะที่ยังเป็นหน้ีใคร ๆ อีกหลายคน
งานศพจึงเป็นไปอย่างซอมซ่อ ในขณะฝงั ศพ พายุฝนทําให้ผู้ทําการฝังศพทํางานอย่างรีบร้อน ไม่มีแม้กระทั่งไม้
กางเขนปักแสดงใหท้ ราบว่าเป็นศพของโมทซาร์ตตราบเท่าทุกวนนี้ จึงไม่มีผู้ใดทราบว่าศพของโมทซาร์ตอยู่ที่ใด
ในสุสานของคนอนาถา
ตัวอย่างผลงานที่มีช่ือเสียง

 บทเพลงประเภทซิมโฟนี
o ซมิ โฟนีหมายเลข 29 ในบันไดเสียง เอ เมเจอร์
o ซมิ โฟนีหมายเลข 35 ในบนั ไดเสียง ดี เมเจอร์ (Haffner)
o ซิมโฟนีหมายเลข 36 ในบันไดเสียง ซี เมเจอร์ (The Linz)
o ซมิ โฟนีหมายเลข 38 ในบนั ไดเสียง ดี เมเจอร์ (The Prague)
o ซมิ โฟนี 3 บทสุดทา้ ยท่ียง่ิ ใหญ่ ซึ่งประพันธใ์ นฤดรู อ้ นปี 1788 ท้ังสิน้ คอื หมายเลข 39 ใน
บันไดเสียง อี แฟลท เมเจอร์ หมายเลข 40 ในบันไดเสียง จี ไมเนอร์ และหมายเลข 41 ใน
บันไดเสียง ซี เมเจอร์ (Jupiter)

 บทเพลงประเภทโอเปรา
o โอเปราเรอื่ ง The Magic Flute (ประพนั ธภ์ าษาเยอรมัน)
o โอเปราเร่ือง Don Giovanni (ประพนั ธภ์ าษาอติ าเล่ียน)
o โอเปราเรอ่ื ง The Marriage of the Figaro (ประพนั ธภ์ าษาอิตาเลี่ยน)

 เรคเิ อม (Requiem) เป็นผลงานชน้ิ สุดท้าย

134

เบโธเฟน (Ludwig van Beethoven, 1770-1827) ผปู้ ระพันธ์เพลงชาวเยอรมัน

เบโธเฟนเดนิ ทางมาตั้งรกรากท่ีเวียนนาเมื่ออายุได้ 22 ปี (1792) หลังจากเคยมาเวียนนาและมีโอกาส
เล่นเปียโนให้โมทซาร์ตฟัง ซึ่งเม่ือโมทซาร์ตได้ฟังฝีมือของเบโธเฟนแล้วกล่าวกับเพ่ือนว่า เบโธเฟนจะเป็นผู้
ยิ่งใหญใ่ นโลกดนตรตี อ่ ไป เม่อื เบโธเฟนมาอยู่เวียนนาเป็นการถาวร มีโอกาสศึกษาดนตรีกับไฮเดินพักหนึ่งและ
ไปศึกษากับผอู้ ื่น โดยมุ่งหวังต้องการเป็นนักเปียโนอย่างมาก ในเวลาต่อมาเบโธเฟนประสบความสําเร็จในการ
แสดงคอนเสิร์ต แต่ไม่นานหลังจากนั้นเขามีอาการไม่ได้ยินเป็นระยะ จึงหันเหจากนักดนตรีมาเป็นผู้ประพันธ์
เพลงในขณะท่ีเขามีอายุใกล้ 30 ปี ด้วยควมตั้งใจและความเป็นอัจฉริยะของเบโธเฟน ทําให้เขาเร่ิมสร้างสรรค์
ผลงานที่มีแนวแตกต่างไปจากดนตรีในยุคคลาสสิก กล่าวคือ เบโธเฟนใช้รูปแบบของยุคคลาสสิกแต่ใช้เน้ือหา
จากจิตใจ ความรู้สึกในการประพันธ์เพลง จึงทําให้ผลงานมีลักษณะของความเป็นตัวของตัวเอง เน้ือหาของ
เพลงเต็มไปด้วยการแสดงออกของอารมณ์อย่างเด่นชัด ทําให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกแตกต่างไปจากการฟังเพลง
ตามแนวยุคคลาสสกิ

เบโธเฟนเป็นผู้หนึ่งที่พยายามจะอยู่ด้วยตัวเองโดยการขายบทเพลง ไม่ต้องการรับใช้ใครตั้งแต่เร่ิมต้น
อาชีพเป็นนักประพนั ธ์เพลง ซ่งึ โมทซาร์ตเคยพยายามมาแลว้ แตไ่ มป่ ระสบความสาํ เร็จ เบโธเฟนก็เช่นกันประสบ
กับปัญหาทางการเงินมาโดยตลอดในช่วงแรกน้ี ในท่ีสุดกลุ่มผู้ช่ืนชมในผลงานของเบโธเฟนรวมตัวกันเพื่อให้การ
สนับสนุนถ้าเบโธเฟนขาดแคลนเร่ืองการเงิน โดยมีข้อสัญญาว่าเบโธเฟนต้องอยู่ในเวียนนา เบโธเฟนยอมรับ
เงอ่ื นไขน้ี ซ่ึงทําให้เขาสามารถอยู่ได้อย่างสบาย ๆ และผลิตผลงานตามที่เขาต้องการโดยไม่ต้องรับคําส่ังจากใคร
เหตุการณ์ดําเนินไปด้วยดีไม่นานนัก อาการเก่ียวกับความสูญเสียการได้ยินมีมากขึ้นเป็นลําดับ จนถึงช่วงที่
เบโธเฟนไม่เป็นอนั ทําอะไร ไดแ้ ต่เศร้าและเสยี ใจในชะตากรรมของตนเอง และด้วยตัวของ เบโธเฟนเองหลังจาก
คิดหาทางออกให้กับตนเองกพ็ บทางออก โดยการพยายามสร้างสรรค์ผลงานจากความสามารถและสภาพท่ีตน
เป็นอยู่ ซ่ึงไม่ควรจะคิดยอมแพ้ตนเองแต่ประการใด ดนตรีเป็นสิ่งที่สามารถได้ยินและถ่ายทอดออกมาได้ด้วย

135

ญาณในจิตและวิญญาณ ต้ังแต่จุดน้ีเป็นต้นมา เบโธเฟนจึงมีชีวิตอยู่ต่อมาได้อย่างคนปกติ และผลิตผลงานช้ัน
ยอดเย่ยี มให้กบั โลกแห่งเสยี งเพลงเป็นจํานวนมาก อาการไม่ได้ยินรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนในท่ีสุด 8 ปี ก่อนเบโธ
เฟนเสียชีวิต เบโธเฟนหูหนวกสนิท คือ ต้ังแต่ประมาณปี 1819 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เบโธเฟนยังคง
สร้างสรรค์ผลงานออกมาเสมอ จนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต เบโธเฟนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประพันธ์ช้ันเย่ียม
ตลอดมา เบโธเฟนจากโลกนีไ้ ปในฐานะของผ้ปู ระพนั ธเ์ พลงผยู้ ิง่ ใหญ่คนหน่ึงของโลกดนตรี

ผลงานของเบโธเฟนสามารถจัดแบ่งได้เป็นสามลักษณะตามรูปแบบการประพันธ์ ระยะแรกต้ังแต่
เบโธเฟนเริ่มประพันธ์เพลงจนถึงราวปี 1802 ซ่ึงมีรูปแบบการประพันธ์ของยุคคลาสสิก ได้แก่ เปียโนโซนาตา
10 บทแรก ซมิ โฟนหี มายเลข 1 และ 2 และสตริงควอเททหมายเลข 1-6 ช่วงท่ีสองตั้งแต่ปี 1802-1816 เป็น
ช่วงที่เบโธเฟนพัฒนารูปแบบจนเป็นของตนเอง คือ เป็นแนวโรแมนติก ได้แก่ ซิมโฟนีหมายเลข 3-8 โอเปรา
เร่ือง ฟิเดลิโอ เป็นโอเปราเรื่องเดียวของเบโธเฟน เปียโนโซนาตาจํานวนมาก คอนแชร์โตสําหรับเปียโนและ
ไวโอลิน และสตริงควอเททอกี สว่ นหนึ่ง และชว่ งสุดท้ายต้ังแต่ปี 1816 จนถึง 1827 ในช่วงนี้รูปแบบการประพันธ์
เปล่ียนไปจากช่วงท่ีสองอย่างเห็นได้ชัด ลักษณะของผลงานแสดงถึงควมพยายามที่จะสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ
โดยการทดลองสิ่งต่าง ๆ บทเพลงในช่วงนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงดังผลงานในสองช่วงท่ีผ่านมา และมี
จํานวนไมม่ ากนัก

ตัวอย่างผลงานทีส่ าํ คัญ Bach, Beethoven, Brahms ได้รับการยกยอ่ งว่าเปน็ 3บี ผู้ย่ิงใหญ่

 เพลงแมส Missa

Solemnis

 บทเพลงประเภทซิมโฟนี

o ซมิ โฟนหี มายเลข 3 “Eroica”

o ซมิ โฟนหี มายเลข 5 “Fate”

o ซมิ โฟนหี มายเลข 6 “Pastoral”

o ซิมโฟนหี มายเลข 9 “Choral”

 โอเปรา Fidelio (ภาษาเยอรมัน)

 โอเวอร์เชอรแ์ ละดนตรบี รรยายเรอ่ื งราว “Egmont”

 บทเพลงประเภทเปยี โนโซนาตา

136

o เปียโนโซนาตาหมายเลข 2 “Moonlight”
o เปยี โนโซนาตาหมายเลข 8 “Pathetique”
o เปียโนโซนาตาหมายเลข 21 “Waldstein”
o เปียโนโซนาตาหมายเลข 23 “Appassianata”

ยคุ โรแมนตกิ (The Romantic Era, ค.ศ. 1820-1900)

ประวัตดิ นตรี

ยคุ โรแมนติกเริม่ ต้นขนึ้ ในตอนตน้ ของศตวรรษท่ี 19 แตร่ ูปแบบของดนตรโี รแมนติกเร่ิมเป็นรูปแบบขึ้น
ในตอนปลายของศตวรรษที่ 18 แล้วโดยมีเบโธเฟนเป็นผู้นํา และเป็นรูปแบบของเพลงที่ยังคงพบเห็นแม้ใน
ศตวรรษท่ี 20 น้ี ยุคนี้เป็นดนตรีทีแ่ สดงออกถงึ อารมณ์ความรู้สึกของผู้ประพันธ์อย่างมาก ผู้ประพันธ์เพลงในยุคนี้
ไม่ได้แต่งเพลงให้กับเจ้านายของตนดังในยุคก่อน ๆ แล้ว ผู้ประพันธ์เพลงแต่งเพลงตามใจชอบของตน และขาย
ต้นฉบับให้กับสํานักพิมพ์เป็นส่วนใหญ่ ลักษณะดนตรีจึงเป็นลักษณะของผู้ประพันธ์เอง ไม่จําเป็นต้องมี
กฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวดังเช่นในยุคคลาสสิกอีกต่อไป ความยาวของบทเพลงในยุคนี้มีต่าง ๆ กันต้ังแต่
เพลงที่มีความยาวมาก เช่น ซิมโฟนี คอนแชร์โต โอเปรา และเพลงท่ีมีความยาวเพียงเล็กน้อย เช่น เพลงร้อง
และเพลงสาํ หรบั เปียโน เป็นต้น ดนตรีบรรยายเรื่องราวเป็นลักษณะท่ีนิยมประพันธ์กัน ดนตรีในยุคนี้จึงมีทั้งที่
เปน็ ดนตรบี รสิ ุทธิ์ (Absolute music) และดนตรีบรรยายเร่ืองราว (Program music)

การแต่งเพลงเพื่อให้ผู้เล่นแสดงความสามารถเทคนิควิธีบรรเลงพบได้เสมอ เพลงที่มีลักษณะเป็น
ชาตินิยม (Nationalism) มีมาก ผู้ประพันธ์เพลงต่างเน้นลักษณะดนตรีประจําชาติของตน โดยการนําทํานอง
หรือลักษณะเพลงประเทศของตนมาเป็นวัตถุดิบในการประพันธ์เพลง บางคร้ังอาจมีการนําเอาเพลงหรือแนว
ทาํ นองของชาติอน่ื ๆ มาเป็นวตั ถุดิบดว้ ย

ลักษณะเฉพาะของดนตรีในยุคโรแมนติกประกอบไปด้วยลักษณะของแนวทํานองที่เต็มไปด้วย การ
บรรยายออกของความรู้สึก มีแนวทํานองเด่นชัด ลักษณะการแบ่งวรรคตอนของเพลงยืดหยุ่นไม่แน่นอน
ลักษณะของการประสานเสียงมีการพัฒนาไปมาก มีการคิดคอร์ดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาเพ่ือใช้บรรยายออกซึ่ง
อารมณ์ความรู้สึก คอร์ดท่ีมีเสียงไม่กลมกลืนนํามาใช้มากข้ึน การใช้โน้ตจร (Accidentals) และบันไดเสียงท่ีมี
ตัวโนต้ ครึ่งเสยี ง (Chromatic) การแปรเปล่ยี นของบันไดเสียงหนึ่งไปยังอีกบันไดเสียงหน่ึง และลักษณะของการ
ใชบ้ ันไดเสียงเมเจอร์และไมเนอร์ในเพลงยุคน้ีไม่เป็นตามกฎเกณฑ์ของยุคคลาสสิกนัก การแปรเปล่ียนของบันได
เสียงหน่ึง ๆ เป็นไปอย่างคาดไม่ถึง บางครั้งทําให้เกิดความคลุมเครือ ซ่ึงการพัฒนาต่อไปของลักษณะนี้ทําให้

137

เกิดแนวคิดในเรื่องบันไดเสียงใหม่ ๆ ในยุคต่อมา ลักษณะของแนวทํานองโดยใช้คอร์ดในการใส่ประสานเสียง
(Homophony) เป็นลักษณะรปู พรรณของเพลงในยคุ นเ้ี ชน่ เดียวกับยุคคลาสสิก การใช้ลักษณะของเสียงมีต้ังแต่
ดังมากจนค่อยมาก รูปแบบของเพลงท่ีสําคัญยังคงเป็นรูปแบบโซนาตาอัลเลโกร แต่มีการยืดหยุนของรูปแบบ
เสมอ จงึ สามารถกล่าวได้ว่า รปู แบบของเพลงมีความสําคัญน้อยกว่าเน้ือหาและอารมณ์เพลงที่ผู้ประพันธ์ต้องการ
บรรยายออกมาเปน็ บทเพลง

บทเพลงประเภทโอเปรามกี ารพัฒนาไปเช่นกัน โดยผู้ประพันธ์แต่ละประเทศก็มีหลักการต่างกันไป เนื้อ
เร่ืองมีตั้งแต่การล้อการเมือง ความรักกระจุ๋มกระจ๋ิม จนถึงเนื้อเร่ืองหนัก ๆ ในลักษณะของโศกนาฏกรรม เพลง
บรรเลงเปน็ เพลงที่นิยมแต่งกันมากขน้ึ

ลักษณะของวงออร์เคสตราใหญ่มากข้ึน ต้องการผู้เล่นเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประพันธ์จะกําหนดไว้ เพลงคฤหัสถ์
เป็นเพลงที่นิยมประพันธ์กันมาก เพลงโบสถ์ยังคงมีการประพันธ์เช่นกัน ในลักษณะของเพลงแมสและสวดศพ
คือ เรควเิ อม เพลงสําหรับเปียโนมีผู้นิยมประพันธ์กันมาก เพราะในยุคน้ีเปียโนได้รับการพัฒนาจนสามารถเล่น
โดยใช้เทคนคิ ตา่ ง ๆ ไดส้ ารพัด เพลงร้องยังคงมีการประพันธเ์ ช่นกนั

เครื่องดนตรีในยุคนี้มีการพัฒนาให้ดีข้ึนกว่ายุคคลาสสิก โดยเฉพาะเปียโน นักประพันธ์เพลงในยุคน้ีที่
ควรรจู้ กั มมี ากมาย เชน่ เบโธเฟน ชเู บิรต์ ชมู านน์ บราหม์ ส์ สเตราส์ รอสซนิ ี แวรด์ ี โชแปง บิเซต์ ไชคอฟสกี โบ
โรดิน มสั ซอสกี รคั มานนิ อฟ และดวอชาค เปน็ ต้น

138

รอสซนิ ี (Gioacchino Rossini, 1792-1868) ผ้ปู ระพนั ธ์ชาวอิตาลี

มชี อื่ เสียงจากการประพนั ธ์โอเปรา และโอเปราชวนหัว มแี นวการแตง่ เพลงแบบค่อย ๆ พัฒนา
ความสาํ คญั ของเนือ้ หาดนตรีทีละน้อยไปจนถงึ มากท่ีสดุ

ตัวอย่างผลงานที่สําคัญ

 บทเพลงประเภทโอเปรา รอสซินีไดช้ ่อื ว่า “Italian Mozart” และ “Signor Crescendo"

o โอเปรา เรื่อง La Scala di Seta

o โอเปรา เร่ือง La Gazza Ladra

o โอเปรา เร่ือง La Cenerentola (ซินเดอเรลลา)

o โอเปรา เร่ือง The Baber of Seville

o โอเปรา เร่ือง William Tell

 เพลงรอ้ งเป็นชดุ ชือ่ Musical Evening

139

ชูเบริ ต์ (Franz Schubert, 1797-1828) ผู้ประพนั ธเ์ พลงชาวออสเตรีย

มีชีวิตอยู่ในเวียนนาจนกระท่ังถึงแก่กรรม ตลอดช่วงชีวิตสั้น ๆ ของชูเบิร์ต (31 ปี) แทบไม่เคยได้รับ
การยกย่องในฐานะผู้ประพันธ์เพลงแต่อย่างใด บทเพลงบางส่วนถูกค้นพบหลังจากเขาถึงแก่กรรมไปแล้ว ชู
เบริ ์ตจดั เปน็ ผู้ประพันธ์เพลงตามแนวของนักประพันธ์เพลงกรุงเวียนนาตามรูปแบบของไฮเดิน โมทซาร์ต และ
เบโธเฟน

ตวั อยา่ งผลงานทส่ี ําคัญ

 บทเพลงประเภทซิมโฟนี
o ซมิ โฟนี หมายเลข 4 - Tragic
o ซิมโฟนี หมายเลข 8 – Unfinished (มเี พียง 2 ท่อน)
o ซมิ โฟนี หมายเลข 9 – The Great C Major

 The Trout Quintet (Piano Quintet)
 String Quartet in D Minor “Death and the Maiden”
 โอเวอรเ์ ชอร์ – Rosamunde
 บทเพลงประเภทเพลงร้อง

o Heidenros-lein (Wayside Rose)
o An die Musik (To Music)
o Die Schone Mullerin (The Fair Maid of the Mill)
o Die Winterreise (The Winter Journey)
o Schwanengesang (Swan Song)

140

เบร์ลโิ อส (Hector Berlioz, 1803-1864)
ผู้ประพันธ์เพลงชาวฝร่ังเศส เป็นผู้หนึ่งที่พัฒนารูปแบบของดนตรีโรแมนติกหลังจากท่ีเบโธเฟนบุกเบิก

ไว้ เบร์ลิโอสเกิดมาในตระกูลผู้มีอันจะกิน บิดาเป็นแพทย์และต้องการให้เขาเจริญรอยตาม แต่เขาก็หันมา
ศึกษาดนตรีโดยลาออกจากโรงเรียนแพทย์ในกรุงปารีส ตลอดชีวิตของเบร์ลิโอส มิได้เป็นที่ยอมรับของ
ประชาชนชาวปารีสเลย แมว้ า่ เขาจะมีชื่อเสียงทวั่ ยโุ รป บทประพันธข์ องเบร์ลิโอสมีลักษณะเด่นอยู่สองประการ
คอื การเรียบเรยี งเสยี งประสานสาํ หรับ วงออรเ์ คสตราและเป็นผลงานระดับใหญ่เสมอ เบร์ลิโอสไม่สนใจ
กับการแตง่ เพลงใหเ้ คร่ืองดนตรเี ดยี่ วแต่อยา่ งใด
ตวั อย่างผลงานท่ีสาํ คัญ

 Symphony Fantastique เปน็ บทเพลงประเภทโปรแกรมซมิ โฟนี
 Harold in Italy เป็นบทเพลงประเภทโปรแกรมซมิ โฟนี
 Dramatic Symphony Romeo and Juliet เป็นบทเพลงประเภทโปรแกรมซมิ โฟนี
 โอเปรา Les Troyens (The Trojans)

141

เมนเดลซอน (Felix Mendelssohn, 1809-1847)

ผ้อู ํานวยเพลงและผู้ประพนั ธ์เพลงชาวเยอรมัน Mendelssohn เกิดในตระกลู ผู้มีอันจะกิน ตลอดชีวติ
ของการเปน็ นักดนตรี เมนเดลซอนได้รับการยกย่องและนิยมจากประชาชนมิได้ขาด แนวการประพนั ธข์ องเมน
เดลซอนยึดรปู แบบของคลาสสกิ โดยผสมผสานกบั ความรู้สึกโรแมนตกิ จากตวั เขาเอง เมนเดลซอนเปน็ ที่
ต้องการของทงั้ เยอรมันและอังกฤษ โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษไม่มผี ปู้ ระพนั ธ์เพลงผู้ใดได้รบั การยกย่องเท่า
เมนเดลซอน ต้ังแต่ยุคของฮันเดลและไฮเดนิ

ตัวอยา่ งผลงานท่ีสําคัญ

 ดนตรีบรรยายเร่ืองราว A Midsummer Night’s Dream
 Wedding March
 บทเพลงประเภทซิมโฟนี

o ซิมโฟนี หมายเลข 3 – Scottish
o ซิมโฟนี หมายเลข 4 – Italian
o ซิมโฟนี หมายเลข 5 – The Reformation
 ไวโอลนิ คอนแชร์โต ในบันไดเสยี ง อี ไมเนอร์
 คอนเสิร์ตโอเวอร์เชอร์ – The Hebrides
 ผลงานรวมชุดของเพลงสนั้ ๆ สาํ หรับเปียโน - Songs Without Words
 ออราทอริโอ – Elijah

เพลง Concert Overture ไมใ่ ชเ่ ป็น overture ท่ใี ช้เปน็ เพลงโหมโรงประกอบการ
แสดงโอเปราแตอ่ ยา่ งใด

142

Nationalism

โชแปง (Frederic Françios Chopin, 1810-1849) ผปู้ ระพันธ์เพลงและนกั เปียโนฝร่งั เศส-โปแลนด์
โชแปงเกิดในประเทศโปแลนด์ แต่ใช้ชีวิตต้ังแต่วัยหนุ่มอยู่ในปารีสจนถึง แก่กรรม อย่างไรก็ตาม

ตลอดระยะเวลาที่เขาอาศัยอยู่ในฝร่ังเศส โชแปง ไม่เคยลืมบ้านเกิดเลย โดยพยายามติดตามข่าวคราวความ
เคลอ่ื นไหวทางการเมอื งในโปแลนด์ตลอดเวลา นอกจากน้ีผลงานต่าง ๆ ของโชแปงมักจะมีเน้ือหาสาระเกี่ยวข้อง
กับประเทศบ้านเกิดเสมอ ผลงานของโชแปงแทบทั้งหมดเป็นประเภทดนตรีสําหรับเปียโน กล่าวกันเสมอว่า
โชแปงรู้จกั และทราบดีวา่ เปียโนสามารถให้อะไรกับเขาได้บ้าง และเขาได้ใช้สิ่งเหล่าน้ันสร้างสรรค์เป็นบทเพลง
ซ่งึ ยากทีจ่ ะหาใครเทยี บได้ ดังน้ันถา้ กลา่ วถงึ เปียโน ตอ้ งไมล่ ืมวา่ เปน็ ของคกู่ ับโชแปง
ตัวอยา่ งผลงานที่สาํ คัญ

 เพลงเลก็ เกี่ยวกับเปียโนไว้ท้ังสิน้ ได้แก่ Polonaises และ Mazurkas
 บทเพลงประเภทเพลงแบบฝกึ หัด หรือ Etude

o Revolutionary
o Winter Wind
 บทเพลงประเภทเพลง Prelude
o “Raindrop”
 บทเพลงประเภทเพลง Waltz
o “Minute”

143


Click to View FlipBook Version