The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by p.gunniga123, 2022-10-28 00:56:37

วิทยาศาสตร์ ป.4

P5-sci-44-1

3. เด็กชายอิฐสังเกตพบว่า ต้นไม้ท่ีปลูกไว้ใน
หอ้ งนอนบริเวณใกล้หน้าต่าง ลําต้นจะโค้งงอเข้า
หาหน้าต่าง หากเด็กชายอิฐต้องการศึกษาเรื่องน้ี
ควรกาํ หนดขอ้ ใดเป็นตวั แปรอิสระ
1) แรธ่ าตุอาหาร
2) ความช้นื
3) แสงสวา่ ง
4) แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์

4. ไขข่ าวทอี่ ย่ภู ายในไขข่ องสตั วป์ ีกทาํ หนา้ ที่ใด
1) หลอ่ เล้ียงให้ตวั ออ่ นไดร้ ับความช่มุ ชื้น
2) ชว่ ยปอ้ งกันการกระทบกระเทอื น
3) ช่วยปอ้ งกันการสูญเสียน้ํา
4) เป็นทางผ่านของอาหารไปยงั ตัวออ่ น

5. ขอ้ ใดเป็นการลดแรงเสยี ดทาน
1) การทําลวดลายบนยางรถยนต์
2) การตดิ แถบยางบรเิ วณขอบบนั ได
3) การใช้ยางรัดช่วยในการเปิดจุกเกลียวที่แน่น
มากๆ
4) การใชน้ าํ้ มนั หลอ่ ลน่ื บริเวณชน้ิ ส่วนเครื่องยนต์
ทส่ี ัมผสั กัน


เฉลยแบบทดสอบ ชุดเตรยี มสอบ ชั้น ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชดุ ท่ี 32) จํานวน 5 ขอ้

1. เฉลย 1) การตลี กู เทนนสิ
การตลี ูกเทนนิส ลกู เทนนสิ เคล่ือนท่ีไปตามแรงทก่ี ระทํา

2), 3) และ 4) ลกู โปงทีถ่ ูกปลอยลม, การเคลอ่ื นทขี่ องจรวด และลูกตมุ ทแี่ ขวนไวกับเพดาน เคล่ือนท่ใี น
ทิศทางตรงกันขามกับแรงที่กระทํา

2. เฉลย 3)

มุมเงย 15 องศา

1) มมุ เงย 10 องศา

2) มมุ เงย 1 องศา

4) มุมเงย 5 องศา

3. เฉลย 3) แสงสวา ง
การกาํ หนดตัวแปร เปนการชบี้ งตัวแปรตน ตวั แปรตาม และตัวแปรควบคุมในสมมตฐิ านหนึง่ ๆ

สาํ หรบั ตัวแปรนนั้ หมายถึง สง่ิ ทีแ่ ปรเปล่ยี นคา ได เชน อายุ ความสงู อณุ หภมู ิ เปน ตน ตวั แปรตนหรอื ตัวแปรอิสระ
คอื ส่งิ ทเ่ี ปนสาเหตทุ าํ ใหเกิดผลตา งๆ ในขอ นต้ี น ไมทปี่ ลกู ไวบ รเิ วณใกลห นา ตา งในหอ งนอน ลาํ ตนจะโคง งอเขา หา
หนาตาง สาเหตุเกดิ จากแสงสวา ง

4. เฉลย 2) ชวยปองกนั การกระทบกระเทอื น
ไขข าวใชเรยี กของเหลวใสในไขของสัตวบ างชนดิ ไขข าวเปน สว นไซโทพลาซึมของไข เม่ือรวมกับไขแดง

จะเปนเซลลเ ซลลเดียวจนกวา จะมีการปฏิสนธิ ประกอบดว ยโปรตีนประมาณ 15% ละลายผสมกับนา้ํ มีหนา ที่
ปกปอ งไขแ ดงตามธรรมชาติ และยังชวยเสริมอาหารใหตวั ออนทกี่ าํ ลงั เตบิ โต

5. เฉลย 4) การใชน า้ํ มันหลอลน่ื บริเวณชิ้นสวนเครือ่ งยนตท ี่สมั ผัสกัน
เครอ่ื งจกั รหรือเครื่องยนตท่ีช้ินสวนตางๆ สัมผสั กนั มีการเคลือ่ นท่ี แรงเสียดทานจะทาํ ใหเกิดการสึกหรอ

และเกิดความรอ น เคร่อื งยนตต างๆ จึงตอ งมีนํา้ มนั เครอื่ งที่จะใสล งไปในเคร่ือง นํา้ มันเครื่องจะไปเคลือบผิวของ
ชน้ิ สวนท่ีเคลอ่ื นไหวและสมั ผัสกัน ชว ยลดแรงเสียดทาน และลดการสึกหรอ

1), 2) และ 3) การทําลวดลายบนยางรถยนต, การตดิ แถบยางบริเวณขอบบนั ได และการใชยางรัดชวยในการ
เปดจกุ เกลียวทแี่ นน มากๆ เปน การเพมิ่ แรงเสียดทาน

————————————————————


ชดุ ท่ี 31 : วิทยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชุดเตรียมสอบ ช้ัน ป.5
วชิ าวิทยาศาสตร์ (ชดุ ท่ี 31) จาํ นวน 5 ขอ้

คาํ ส่งั : เลือกคาํ ตอบท่ีถูกที่สุดเพียงขอเดียว

1. พิจารณาตารางทกี่ าํ หนดใหต้ ่อไปนี้

ของเหลวชนิด ความหนาแน่น
(กรัมต่อลกู บาศกเ์ ซนติเมตร)
A 4.5
B 1.3
C 2.2
D1

การนํากอ้ นหินก้อนหนึ่งใส่ลงในของเหลวชนิดใด
จะมีแรงลอยตัวนอ้ ยทส่ี ดุ
1) A
2) B
3) C
4) D


2. ขอ้ ใดไมใ่ ชค่ วามแตกตา่ งระหวา่ งไขแ่ ละอสุจิ
1) การเคลื่อนที่
2) จํานวนโครโมโซม
3) ปรมิ าณไซโทพลาซมึ
4) พน้ื ท่ีผวิ รอบเซลล์

3. การถ่ายโอนพลังงานความร้อนในข้อใดเหมือนกับ
การเกิดลมบก-ลมทะเล
1) โรงภาพยนตรเ์ จาะชอ่ งระบายอากาศไวท้ ่สี ูง
2) ร้สู ึกร้อนเมื่อใช้คมี คีบถา่ นในเตา
3) ความรอ้ นทไี่ ด้รับจากดวงอาทิตย์
4) การนัง่ ผิงไฟในฤดูหนาว

4. ขอ้ ใดเปน็ ดาวฤกษท์ ง้ั หมด
1) ดวงอาทิตย์ ดาวอังคาร
2) ดาวลูกไก่ ดาวเหนือ
3) ดาวพธุ ดาวศกุ ร์
4) ดาวเสาร์ ดาวจระเข้


5. เซลล์ในขอ้ ใดมีจาํ นวนโครโมโซมตา่ งจากข้ออนื่
1) เซลล์อสุจิ
2) เซลล์ปลายรากผม
3) เซลล์ประสาท
4) เซลลผ์ ิวหนัง


เฉลยแบบทดสอบ ชุดเตรยี มสอบ ชั้น ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชุดท่ี 31) จํานวน 5 ขอ้

1. เฉลย 4) D
วัตถทุ จ่ี มอยใู นของเหลวตา งชนิดกัน จะมแี รงลอยตวั ทข่ี องเหลวกระทาํ ตอวตั ถุในของเหลวน้ันตา งกนั

โดยของเหลวท่ีมีความหนาแนน มาก จะมีแรงลอยตัวมาก มแี รงพยุงวตั ถขุ ้ึนมาก ดงั นน้ั ของเหลวชนิด A มี
ความหนาแนนมากทสี่ ดุ จึงมีแรงลอยตวั มากที่สดุ สวนของเหลวชนดิ D มีความหนาแนนนอยทีส่ ุด จึงมแี รง
ลอยตวั นอยทสี่ ดุ

2. เฉลย 2) จาํ นวนโครโมโซม
จํานวนโครโมโซมในไขและอสุจจิ ะมีจาํ นวนเทากัน คือ 23 โครโมโซม

3. เฉลย 1) โรงภาพยนตรเ จาะชอ งระบายอากาศไวท ี่สูง
การถายโอนพลงั งานความรอนมี 3 ทาง คือ
1. การนาํ ความรอ น (Conduction) เปนการสงผา นความรอนจากโมเลกลุ ทเี่ กดิ การส่นั ตัวอยา งแรงไป

ยังโมเลกลุ อนื่ โดยทีต่ ัวโมเลกลุ นั้นๆ ยังอยตู าํ แหนงเดิมของมัน เชน หมอ หุงตม ท่ตี องการใหค วามรอนสงผานไป
ยงั อาหารทปี่ รุงไดรวดเร็ว นยิ มทาํ ดว ยสแตนเลส หรืออะลูมิเนียม แตดามจบั หรือหหู ้วิ นิยมทาํ ดว ยพลาสตกิ
เพราะเปน ฉนวนความรอ น

2. การพาความรอ น (Convection) วธิ กี ารสง ผานความรอนวิธนี ี้ โมเลกุลจะพาความรอ นตดิ ตวั
เคลอื่ นทจี่ ากที่หน่งึ ไปยงั อีกท่ีหน่งึ ภายในของเหลว หรอื แกส เชน บา นทรงไทยมใี ตถ ุนสูง ชว ยในการระบายความรอ น
ออกจากตวั บา น โรงภาพยนตรเ จาะชอ งระบายอากาศไวทส่ี ูง การเกิดลมบก-ลมทะเล ลมมรสมุ

3. การแผรังสคี วามรอ น (Radiation) ความรอ นจะมาในรูปของคล่นื แมเ หลก็ ไฟฟา จะถูกปลอ ย
ออกมาทุกทิศทุกทางโดยไมตองอาศยั ตัวกลาง เมอื่ เรานํามือทงั้ สองขางของเราไปองั บริเวณดา นหนากองไฟ มอื ของ
เราทง้ั สองจะดดู กลืนพลังงานรงั สแี ละเปล่ยี นไปเปน ความรอน ทําใหเรารสู กึ อบอุนขึ้น การแผร ังสคี วามรอนจาก
ดวงอาทิตยม ายังโลก

4. เฉลย 2) ดาวลกู ไก ดาวเหนอื
ดาวฤกษ ไดแ ก ดวงอาทติ ย ดาวลูกไก ดาวเหนอื ดาวจระเข
ดาวเคราะห ไดแ ก ดาวองั คาร ดาวพธุ ดาวศุกร ดาวเสาร

5. เฉลย 1) เซลลอ สุจิ
เซลลอ สจุ เิ ปน เซลลส บื พนั ธทุ ่ีมีจาํ นวนโครโมโซมเปนครงึ่ หนง่ึ ของเซลลร า งกาย อนั เน่อื งมาจากกระบวนการ

แบง เซลลส บื พนั ธุ ทําใหเซลลอ สจุ มิ โี ครโมโซมจาํ นวน 23 โครโมโซม
2), 3) และ 4) เซลลป ลายรากผม, เซลลป ระสาท และเซลลผวิ หนังเปน เซลลรา งกายมีโครโมโซมจํานวน

46 โครโมโซม

————————————————————


ชุดท่ี 30 : วทิ ยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชุดเตรียมสอบ ช้นั ป.5
วิชาวิทยาศาสตร์ (ชุดท่ี 30) จาํ นวน 5 ข้อ

คําสัง่ : เลือกคําตอบที่ถูกท่ีสุดเพียงขอเดียว

1. ข้อใดเป็นอุปกรณ์ท่ีเหมาะสมที่สุดในการวัด
เส้นผ่านศนู ย์กลางผลสม้
1) ไมบ้ รรทดั
2) สายวัด
3) ไมเ้ มตร
4) แคลิปเปอรเ์ วอร์เนียร์

2. ข้อใดไม่ใชข่ อ้ ดขี องเทอรม์ อมเิ ตอร์ท่ใี ชป้ รอท
1) ปรอทเปน็ ตวั นาํ ความรอ้ นท่ดี ี
2) ปรอทเปลย่ี นสถานะเปน็ ไอได้ง่าย
3) ปรอทไมเ่ กาะผวิ หลอดแก้ว
4) ปรอทสามารถขยายตัวทันทีเม่ืออุณหภูมิ
เปลยี่ นแปลง


3. ปรากฏการณเ์ อลนโี ญมสี าเหตุเกิดจากอะไร
1) การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศบนโลกสูงขึ้น
ทั้ ง อ า ก า ศ บ ริ เ ว ณ ใ ก ล้ ผิ ว โ ล ก แ ล ะ นํ้ า ใ น
มหาสมทุ ร
2) การไหลย้อนกลับของผิวน้ําทะเลท่ีอุ่นไป
แทนทก่ี ระแสน้าํ เยน็ ทีไ่ หลอย่เู ดิม
3) การเพ่ิมจํานวนอย่างมากมายของสาหร่าย
เซลล์เดียวในทะเล
4) การปลดปล่อยอนุภาคอิเล็กตรอนของ
ด ว ง อ า ท ิต ย ์เ มื ่อ ผ ่า น เ ข ้า ม า ใ ก ล ้โ ล ก
ขั้วแม่เหล็กโลกจะดึงดูดอนุภาคอิเล็กตรอน
เข้าหา ขณะท่ีอิเล็กตรอนผ่านเข้าใกล้ชั้น
บรรยากาศโลก จะกระทบกับโมเลกุลของ
แก๊สท่ีล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ จึงทําให้
เกิดการเรอื งแสง

4. ส่วนใดของหูท่ีช่วยปรับความดันภายในและ
ภายนอกให้เทา่ กัน
1) กระดูกคอ้ น
2) เยื่อแกว้ หู
3) ทอ่ ยูสเตเชียน
4) ทอ่ รูปกน้ หอย


5. การเคล่อื นที่ของสารในขอ้ ใดแตกต่างจากพวก
1) การไดก้ ลิ่นนา้ํ หอม
2) แรธ่ าตุในดินเข้าไปในรากพืช
3) การเคลือ่ นท่ีของด่างทับทิมในนํ้า
4) การพองของเยอ่ื ชน้ั ในของเปลอื กไข่ในนาํ้


เฉลยแบบทดสอบ ชดุ เตรียมสอบ ช้ัน ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชุดท่ี 30) จํานวน 5 ข้อ

1. เฉลย 4) แคลปิ เปอรเวอรเนียร
แคลิปเปอรเวอรเนียรเปนเคร่ืองวัดที่ละเอียดนิยมใชในโรงงานอุตสาหกรรม เม่ือตองการวัดใหดัน

ตวั เล่อื นแลว ทําใหงามสมั ผสั กับวตั ถพุ อดีแลว อานคาท่ีไดจ ากสเกลหลักกบั สเกลรองดา นลาง แลว พจิ ารณาดูคาท่วี ัด
ไดจ ะมคี วามละเอียดถึง 10-4

2. เฉลย 2) ปรอทเปลยี่ นสถานะเปน ไอไดง า ย
เทอรมอมเิ ตอรทีใ่ ชปรอท ปรอทจะขยายตวั ไดท นั ทีเม่อื อณุ หภูมเิ ปล่ียนแปลง ทาํ ใหอ า นอุณหภูมไิ ด

ละเอียด เปน ตัวนาํ ความรอ นท่ีดี ทบึ แสง และสะทอนแสงไดด ี ไมเกาะผิวหลอดแกว ทาํ ใหเ คลือ่ นที่ขึน้ -ลงไดส ะดวก
ไมมกี ารตดิ คางหรือขาดตอน เปลีย่ นสถานะเปนไอไดยาก

3. เฉลย 2) การไหลยอ นกลบั ของผิวนํ้าทะเลทีอ่ นุ ไปแทนทก่ี ระแสนาํ้ เยน็ ท่ีไหลอยูเ ดิม
ปรากฏการณเ อลนโี ญ คือ ปรากฏการณท างธรรมชาติท่ีเกิดขึน้ จากการไหลยอ นกลับของผวิ นํ้าทะเลท่อี นุ

ในชว งเวลาชวงหนึ่งๆ จากบรเิ วณเสนศูนยสตู รทางมหาสมทุ รแปซฟิ กตะวันออก ไปแทนทก่ี ระแสนาํ้ เยน็ ทีไ่ หลอยู
เดมิ บรเิ วณเสน ศูนยส ูตรทางมหาสมุทรแปซิฟก ตะวนั ตกและบริเวณชายฝง ตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของทวปี อเมรกิ าใต

1) คือ ปรากฏการณภาวะโลกรอน
3) คอื ปรากฏการณข้วี าฬ
4) คือ ปรากฏการณแสงเหนือ-แสงใต

4. เฉลย 3) ทอยสู เตเชียน
ภายในหูช้นั กลางจะมีโพรงอากาศ เรียกวา “ทอยูสเตเชียน” เชื่อมตอหูชน้ั กลางกับคอหอย ทําหนา ท่ีปรบั

ความดนั ภายในหูและภายนอกใหเ ทา กนั

5. เฉลย 4) การพองของเยือ่ ชน้ั ในของเปลอื กไขในนํ้า
การพองของเยอ่ื ชน้ั ในของเปลอื กไขในนา้ํ เปนการออสโมซิส คอื การเคลือ่ นที่ของนา้ํ ผานเย่อื เลอื กผาน

จากบรเิ วณทมี่ ีนา้ํ มากไปสบู รเิ วณท่ีมนี ้าํ นอย หรอื จากสารละลายมีความเขม ขน นอย (น้าํ มาก) ไปสูบริเวณท่ีมี
ความเขม ขน ของสารละลายสงู (น้ํานอย)

1), 2) และ 3) การไดกลิ่นนํ้าหอม แรธาตุในดินเขาไปในรากพืช และการเคล่ือนท่ีของดางทับทิมในน้ํา
เปนการแพร ซงึ่ มกี ารเคลือ่ นทข่ี องอนุภาคของสารจากทมี่ ีความเขมขนของสารมากไปสูท่ีมีความเขมขนของอนุภาค
ของสารนอ ย จนกระทง่ั อนุภาคของสารท้งั สองบรเิ วณมคี วามเขมขน เทา กัน

————————————————————


ชุดที่ 29 : วทิ ยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชุดเตรยี มสอบ ชั้น ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชดุ ท่ี 29) จํานวน 5 ข้อ

คําสงั่ : เลือกคาํ ตอบท่ีถูกท่ีสุดเพียงขอเดียว

1. สามีภรรยาคู่หน่งึ ห่อลนิ้ ได้ แต่มียนี หอ่ ลิน้ ไม่ได้
แฝงอยทู่ ้งั สองคน สามีภรรยาคู่นี้จะมีโอกาสมี
ลูกหอ่ ลนิ้ ได้และห่อลิน้ ไมไ่ ดเ้ ป็นอตั ราสว่ นเทา่ ใด
1) หอ่ ล้ินได้ : หอ่ ล้ินไมไ่ ด้ = 1 : 1
2) หอ่ ลน้ิ ได้ : หอ่ ลน้ิ ไมไ่ ด้ = 2 : 1
3) หอ่ ลนิ้ ได้ : ห่อลิ้นไมไ่ ด้ = 3 : 1
4) หอ่ ลิ้นได้ : ห่อลน้ิ ไมไ่ ด้ = 1 : 2

2. นางอาภามีรอบเดือนเป็นปกติและมีประจําเดือน
วันแรกในวันที่ 10 มีนาคม ถ้าไม่ต้องการมีบุตร
ควรหลกี เล่ียงการมีเพศสมั พันธใ์ นช่วงใด
1) 10-16 มีนาคม
2) 13-15 มีนาคม
3) 22-24 มีนาคม
4) 28-30 มีนาคม


3. ขอ้ ใดไม่ใช่ลกั ษณะของดาวเคราะห์
1) ดาวเคราะห์เป็นบริวารของดวงอาทิตย์และ
โคจรรอบดวงอาทิตย์
2) ดาวเคราะห์ไม่มีความร้อนและแสงสว่างใน
ตัวเอง
3) ดาวเคราะห์มีขนาดใหญ่ สามารถมองเห็น
ดว้ ยตาเปลา่ ทุกดวง
4) ดาวเคราะหไ์ มร่ วมเปน็ กลมุ่ พบอยู่เด่ยี วๆ

4. ข้อใดไมใ่ ช่ประโยชน์ของการคายนํา้
1) ช่วยลดอณุ หภมู ิทีใ่ บ
2) ชว่ ยในการลาํ เลยี งน้ําและแร่ธาตุ
3) ช่วยกาํ จัดแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
4) เพม่ิ ความช่มุ ช้นื บริเวณผวิ ใบ


5. ข้อใดกลา่ วถึงการโคลนไม่ถูกต้อง
1) การโคลนทาํ ได้เฉพาะในฤดูผสมพนั ธ์ขุ องสัตว์
เท่านน้ั
2) การโคลนเป็นการสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ท่ีมี
ลั ก ษ ณ ะ ท า ง พั น ธุ ก ร ร ม เ ห มื อ น สิ่ ง มี ชี วิ ต
ตน้ แบบ
3) การโคลนเป็นการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ
เนอ่ื งจากใชเ้ ซลล์ร่างกายแทนเซลลอ์ สจุ ิ
4) การโคลนช่วยในการอนุรักษ์สัตว์ท่ีใกล้
สญู พนั ธไ์ุ ด้


เฉลยแบบทดสอบ ชุดเตรียมสอบ ชนั้ ป.5
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ (ชดุ ที่ 29) จํานวน 5 ขอ้

1. เฉลย 3) หอลนิ้ ได : หอ ลน้ิ ไมได = 3 : 1
ถา ใหยนี หอล้ินได (ยีนเดน ) เปน B สว นยนี หอ ลนิ้ ไมได (ยีนดอ ย) เปน b

พอ Bb แม Bb

B,b B,b

BB Bb Bb bb

หอลิ้นได : หอ ล้นิ ไมได
3 :1

ดังน้ัน อัตราสวนทล่ี ูกมโี อกาสหอ ล้ินได : หอลิน้ ไมไ ด = 3 : 1

2. เฉลย 3) 22-24 มนี าคม
ถาไมต องการมีบตุ รควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพนั ธในชวงทีเ่ กิดการตกไข คือ ชว งกึง่ กลางของรอบเดอื น

ประมาณวันท่ี 13-15 ของรอบเดอื น โดยเริม่ นับวันแรกของการมปี ระจําเดอื น (วนั ท่ี 10 มีนาคม) เปนวันท่ี 1 ของรอบ
เดอื น ดงั นนั้ วันที่ 22-24 มนี าคม เปนวันท่ี 13-15 ของรอบเดือน

3. เฉลย 3) ดาวเคราะหม ีขนาดใหญ สามารถมองเห็นดว ยตาเปลาทุกดวง
ดาวเคราะหในระบบสุริยะของเรามีท้งั หมด 8 ดวง เปน ดาวที่ไมม ีแสงสวา งในตวั เอง เมอ่ื มองจากบนโลก

จงึ มองเหน็ วา มแี สงสวา งนวลน่งิ มจี ํานวนนอ ยในทอ งฟา สว นใหญจะมองเหน็ มีขนาดใหญ สามารถมองเห็นดวย
ตาเปลา 5 ดวง คือ ดาวศกุ ร, ดาวองั คาร, ดาวพฤหสั บด,ี ดาวเสาร และดาวพุธ มักอยูเ ปน ดวงเดียว เปนดาวที่
โคจรไปในระบบสรุ ิยะหรอื ดาวพเนจร พบอยูใกลโลก เปน ดาวบรวิ ารของดวงอาทิตย

4. เฉลย 3) ชว ยกําจัดแกสคารบ อนไดออกไซด
การคายนา้ํ ของพชื ชว ยใหการลาํ เลยี งน้าํ และแรธ าตใุ นทอ ลาํ เลียงน้ําข้นึ ไปสูงๆ ได โดยการคายนาํ้ จะทาํ ให

เกิดมแี รงดงึ นํ้าจากสว นลา งข้นึ มาสว นบนเปน สายเล็กๆ ตอ เนอ่ื งกันตลอด ชว ยลดอุณหภมู ิท่ใี บ เพราะการคายน้ํา
เปนการระเหยซึ่งตอ งอาศยั พลงั งานความรอ นจากใบ และเพม่ิ ความชมุ ช้ืนบริเวณผวิ ใบ

5. เฉลย 1) การโคลนทําไดเ ฉพาะในฤดูผสมพันธขุ องสตั วเทานัน้
การโคลน หมายถึง การสรางสิ่งมชี วี ิตขนึ้ มาใหมท ่ีมลี กั ษณะทางพันธกุ รรมเหมอื นส่งิ มีชวี ิตตน แบบ

โดยไมไดอาศัยการปฏิสนธิของเซลลสบื พันธเุ พศผู คือ สเปรม กบั เซลลสืบพนั ธุเพศเมีย คอื ไข ซึง่ เปน การ
สืบพนั ธตุ ามปกติ แตใชเซลลร างกายในการสรา งส่ิงมชี วี ิตขน้ึ มาใหม สามารถโคลนสตั วไดทกุ ฤดูกาล และชว ย
ในการอนุรกั ษสัตวท ี่ใกลสญู พนั ธไุ ด

————————————————————


ชดุ ท่ี 28 : วิทยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชุดเตรยี มสอบ ช้ัน ป.5
วชิ าวิทยาศาสตร์ (ชดุ ที่ 28) จํานวน 5 ขอ้

คาํ ส่ัง : เลือกคาํ ตอบท่ีถูกท่ีสุดเพียงขอเดียว

1. พลังงานในขอ้ ใดเป็นพลงั งานส้ินเปลอื ง
1) นํ้า
2) แสงอาทิตย์
3) แกส๊ ธรรมชาติ
4) ไมฟ้ นื

2. ขอ้ ใดไมใ่ ชป่ ระโยชน์ของทิศต่างๆ
1) ทําใหท้ ราบตําแหนง่ ของฝงู ปลาในมหาสมทุ ร
2) ทาํ ใหท้ ราบตาํ แหน่งของดวงดาว
3) ชว่ ยในการเดินทางในป่า
4) ช่วยในการสรา้ งแผนผงั เมือง


3. บรรยากาศชั้นใดมีแก๊สโอโซนช่วยในการดูดกลืน
รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ไม่ให้ส่องลง
มายงั พ้นื โลกมากเกินไป
1) โทรโพสเฟียร์
2) สตราโทสเฟียร์
3) มโี ซสเฟยี ร์
4) เทอรโ์ มสเฟยี ร์

4. พืชในขอ้ ใดไมม่ กี ารหบุ ใบเมื่อมีการสมั ผัสหรือถูก
กระทบกระเทือน
1) ไมยราบ
2) ผกั กระเฉด
3) กาบหอยแครง
4) มะขาม


5. ข้อใดเปรียบเทียบลักษณะของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
และพืชใบเลยี้ งคู่ได้ไม่ถกู ตอ้ ง

พชื ใบเลี้ยงเดี่ยว พชื ใบเลย้ี งคู่

1) เสน้ ใบมีลกั ษณะเรยี ง เสน้ ใบมีลักษณะ
ขนานกนั เปน็ ร่างแห

2) มรี ะบบรากแขนง มรี ะบบรากฝอย

3) ไม่มีการเจริญเตบิ โต มีการเจรญิ เติบโต
ทางด้านข้างของ ทางด้านข้างของ
ลาํ ตน้ ลาํ ตน้

4) ลําตน้ มขี ้อปล้อง ลาํ ต้นเห็นข้อปล้อง
ชดั เจน ไม่ชดั เจน


เฉลยแบบทดสอบ ชดุ เตรยี มสอบ ช้ัน ป.5
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ (ชุดที่ 28) จาํ นวน 5 ขอ้

1. เฉลย 3) แกสธรรมชาติ
พลังงานสิ้นเปลือง คือ พลังงานทีใ่ ชหมดแลวไมสามารถสรา งขน้ึ มาใหมห รอื หามาทดแทนโดยธรรมชาติ

ไดทนั ความตองการในเวลาอนั รวดเร็ว ตองใชเ วลานานกวารอ ยลานปท่ีจะสรา งขึ้นมาอีกไดและมปี รมิ าณจาํ กัด
ตัวอยางของพลังงาน ไดแ ก นํ้ามนั ดบิ (ปโ ตรเลยี ม) ถานหนิ แกสธรรมชาติ และพลงั งานนวิ เคลียร ฯลฯ

พลังงานหมุนเวียน คือ พลังงานทไ่ี ดจ ากธรรมชาตริ อบตวั เรา ใชไดไ มมวี นั หมด ซ่งึ สามารถสราง
ทดแทนไดใ นชวงเวลาสน้ั ๆ โดยธรรมชาตหิ ลงั จากมีการใชไ ป ตวั อยา งของพลงั งาน ไดแก พลังงานแสงอาทิตย
พลงั งานลม พลังนํา้ พลงั งานคลน่ื ในทะเล พลงั งานนํา้ ขนึ้ -น้ําลง พลงั งานชีวมวล พลงั งานความรอนใตพภิ พ
และพลังงานไฮโดรเจน ฯลฯ

2. เฉลย 1) ทาํ ใหทราบตาํ แหนงของฝูงปลาในมหาสมทุ ร
การหาตาํ แหนง ของฝงู ปลาในมหาสมุทร ใชเคร่อื งโซนารส งคลน่ื เสยี งความถ่ีสูงออกไปรอบตวั เม่ือคลื่น

เสยี งไปกระทบฝูงปลากจ็ ะสะทอ นกลับมายงั เคร่ืองรับที่เรือ โดยปรากฏบนจอของเครอ่ื งรบั จากลักษณะภาพท่ี
ปรากฏบนจอ เจาหนาทจ่ี ะสามารถบอกถึงตาํ แหนง และขนาดของฝูงปลา

3. เฉลย 2) สตราโทสเฟยร
สตราโทสเฟยร (Stratosphere) เปนชน้ั ที่มอี ากาศมีเสถียรภาพตาํ่ สดุ มคี วามสูงจากพนื้ ดนิ ตง้ั แต

15-50 กโิ ลเมตร อุณหภูมิในระดับลา งของชนั้ นจ้ี ะคงทีจ่ นถึงระดบั ความสูง 20 กิโลเมตร จากนัน้ อุณหภูมจิ ะ
คอยๆ สงู ขนึ้ จนถงึ ระดบั 30-35 กโิ ลเมตร อากาศในชนั้ นเ้ี บาบาง ไมมีเมฆและพายุ มคี วามช้นื และผงฝนุ เพยี ง
เล็กนอ ย มกี ระแสลมในแนวระดบั ใชประโยชนใ นการคมนาคมทางอากาศ มีปรมิ าณความเขม ขน ของแกส โอโซน
มาก ซ่ึงแกส นีจ้ ะชว ยดูดรงั สอี ัลตราไวโอเลตจากดวงอาทติ ยไวไ มใหส องลงไปยังพ้ืนโลกมากจนเกนิ ไป

4. เฉลย 4) มะขาม
การตอบสนองของพชื ตอส่ิงแวดลอ มหรอื สิง่ เราทาํ ใหพชื เกิดการเคล่ือนไหว ซง่ึ เกิดจากการสมั ผัส ปกติ

พืชจะตอบสนองตอการสัมผสั ไดช า มาก แตมพี ชื บางชนิดทส่ี ามารถตอบสนองตอ การสมั ผัสไดรวดเรว็ แตไ มถาวร
เชน การหบุ และกางของใบไมยราบ ผกั กระเฉด นอกจากนี้ใบไมยราบยงั มีความไวตอส่ิงเรา สูงมาก เพยี งใชมือแตะ
เบาๆ ท่ีใบ ใบจะหบุ เขาหากนั ทนั ที พชื กินแมลง ไดแก ตน กาบหอยแครง ตน หยาดนาํ้ คาง ตน หมอ ขาวหมอ แกงลงิ
จะมกี ลุมเซลลท ไี่ วตอการสัมผัสเชนเดียวกบั ใบไมยราบ เมอื่ แมลงบินมาเกาะก็จะตอบสนองโดยการหุบใบทนั ที
พรอมทั้งปลอ ยเอนไซมออกมายอ ยแมลงเปน อาหาร

5. เฉลย 2) พืชใบเลย้ี งเดีย่ ว = มีระบบรากแขนง และพืชใบเล้ยี งคู = มีระบบรากฝอย
พชื ใบเลี้ยงเดย่ี ว ทอลําเลยี งในลาํ ตน กระจดั กระจายอยทู ั่วไป ไมอ ยใู นรศั มีเดียวกัน ไมมกี ารเจรญิ เติบโต

ทางดา นขา งของลาํ ตน จาํ นวนกลบี ดอกมี 3 กลบี หรอื ทวคี ณู ของ 3 เสน ใบเรยี งตวั ขนานกัน มรี ะบบรากฝอย
ใบมักอยปู ลายยอดหรือปลายกงิ่ ลําตน มขี อปลอ งชัดเจน

พชื ใบเลี้ยงคู ทอลาํ เลียงในลาํ ตนเรยี งเปนวงอยูใ นรัศมีเดียวกนั มีการเจริญเตบิ โตทางดานขางของลาํ ตน
เนือ่ งจากการแบงตัวของแคมเบียม จํานวนกลีบดอกมี 4-5 กลบี หรอื ทวคี ูณของ 4-5 เสน ใบแบบรา งแห มีระบบ
รากแขนง ใบอยกู ระจายท่วั ตน ลําตน เห็นขอปลองไมช ดั เจน

————————————————————


ชุดที่ 27 : วิทยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชุดเตรยี มสอบ ชั้น ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชดุ ที่ 27) จาํ นวน 5 ข้อ

คาํ ส่งั : เลือกคําตอบท่ีถูกท่ีสุดเพียงขอเดียว

1. ทอ่ี ณุ หภูมิ 30 องศาเซลเซยี ส อากาศอิม่ ตัว
ด้วยไอนาํ้ 125 กรัมต่อลกู บาศก์เมตร แต่ใน
บริเวณนนั้ มีไอนํ้าอยู่ 95 กรมั ต่อลกู บาศก์เมตร
คา่ ความชื้นสมั พทั ธข์ องอากาศเทา่ กับเท่าใด
1) 15%
2) 30%
3) 76%
4) 85%

2. วตั ถใุ ดท่ีมีความหนาแนน่ มากท่สี ุด
1) ตะปูตัวเลก็ ๆ
2) ไมซ้ งุ
3) โฟม
4) นํ้าแขง็


3. สัตวใ์ นขอ้ ใดที่แยกเป็นเพศผ้แู ละเพศเมีย
1) ไฮดรา
2) ไสเ้ ดอื นดนิ
3) พยาธใิ บไม้
4) แมลงปอ

4. นักดําน้ําดําลึกลงไปใต้มหาสมุทร วัดความดัน
อากาศได้ 840 มิลลิเมตรของปรอท จาก
ระดับน้ําทะเล อยากทราบว่า นักดําน้ําอยู่ลึก
ลงไปจากระดับน้ําทะเลกเ่ี มตร
1) 760 เมตร
2) 880 เมตร
3) 1,600 เมตร
4) 9,248 เมตร

5. พ่อเป็นโรคผิวเผือก ซ่ึงเป็นลักษณะที่เกิดจาก
ยีนด้อย ส่วนแม่เป็นพาหะของโรคผิวเผือก
สามีภรรยาคู่น้ีจะมีโอกาสถ่ายทอดลักษณะโรค
ผิวเผือกไปส่ลู ูกรอ้ ยละเท่าใด
1) 25 2) 50
3) 75 4) 100


เฉลยแบบทดสอบ ชดุ เตรียมสอบ ชน้ั ป.5
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ (ชุดท่ี 27) จํานวน 5 ข้อ

1. เฉลย 3) 76%

จากสตู รการหาความชื้นสมั พัทธ

ความชื้นสัมพทั ธ (%)

= มวลของไอน้ําในอากาศท่มี ีอยจู รงิ ในขณะนนั้ (g) × 100

มวลของไอนํา้ ในอากาศอ่ิมตวั ท่ีอณุ หภมู แิ ละปรมิ าตรเดียวกนั (g)

= 95 (g) × 100
125 (g)

อากาศมีความชน้ื สมั พัทธ = 76%

2. เฉลย 1) ตะปูตวั เลก็ ๆ
ความหนาแนนของวสั ดุเปนปริมาณของมวลสารทมี่ อี ยใู นหนึง่ หนว ยปริมาตร เมอื่ เทยี บกบั น้าํ วสั ดุใดมี

ความหนาแนน มากกวานาํ้ จะจมลงในนํา้ เชน ทองคํา เหลก็ ทราย เปน ตน วัสดทุ ี่มคี วามหนาแนนนอ ยกวา นา้ํ จะ
ลอยนา้ํ เชน โฟม ไมค อรก น้ําแขง็ ไมซงุ เปนตน

3. เฉลย 4) แมลงปอ
สตั วบ างชนดิ มสี องเพศอยูภายในตัวเดยี วกนั เชน ไสเ ดือนดิน พยาธิใบไม พยาธติ วั ตืด ไฮดรา

อยา งไรกต็ าม สตั วสวนใหญจ ะแยกเปนเพศผูและเพศเมีย

4. เฉลย 2) 880 เมตร
ท่ีระดับนา้ํ ทะเล ความดันอากาศมคี า เทา กับ 760 มลิ ลิเมตรของปรอท หากระดบั ความสูงเปล่ยี นแปลง

ไป 11 เมตร ความดันอากาศเปลี่ยนแปลงไป 1 มิลลิเมตรของปรอท
นกั ดํานาํ้ ดาํ ลกึ ลงไปใตม หาสมทุ ร วัดความดันอากาศได 840 มลิ ลเิ มตรของปรอท
ความดันอากาศเปลย่ี นแปลงไป 840 - 760 = 80 มิลลเิ มตรของปรอท
ดังนั้น นักดํานาํ้ อยูล ึกลงไปจากระดบั นา้ํ ทะเล 80 × 11 = 880 เมตร

5. เฉลย 2) 50
ถา ใหย ีนผวิ ปกติ (ยีนเดน) เปน A สว นยีนผิวเผอื ก (ยนี ดอ ย) เปน a

พอ aa แม Aa

a,a A,a

Aa aa Aa aa

ดังนน้ั โอกาสทีล่ ูกเปนผิวเผือกรอ ยละ 50 และผิวปกตริ อ ยละ 50

————————————————————


ชุดท่ี 26 : วิทยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชุดเตรยี มสอบ ชน้ั ป.5
วิชาวิทยาศาสตร์ (ชดุ ท่ี 26) จํานวน 5 ขอ้

คาํ สง่ั : เลือกคําตอบที่ถูกท่ีสุดเพียงขอเดียว

1. ข้อใดเปน็ การต้งั สมมติฐาน
1) หนิ ปนู ผุกร่อน เน่อื งจากทาํ ปฏิกริ ยิ ากบั กรด
2) อุณหภูมิปกติของรา่ งกายคนเท่ากับ 37°C
3) ต้นถว่ั ไม่งอกแสดงวา่ ขาดน้าํ
4) จ้งิ จกเปลีย่ นสเี พอื่ พรางตัวจากศตั รู

2. ถ้าต้องการตรวจสอบว่าในอากาศมีไอน้ําควร
เลอื กใช้สารเคมีในข้อใด
1) จุนสีสะตุ
2) นํา้ ปนู ใส
3) โซดาไฟ
4) สารละลายเบเนดกิ ต์


3. ข้อใดไมใ่ ช่ขอ้ ดขี องการผสมเทยี มในสัตว์
1) ลกู ที่ได้มลี ักษณะพนั ธกุ รรมเหมือนกัน และ
เหมือนสัตว์ตน้ แบบ
2) ลดค่าใชจ้ ่ายในการดูแลพ่อพนั ธุ์
3) ช่วยในการขยายพนั ธ์ุสตั ว์ทใ่ี กลส้ ูญพันธ์ุ
4) ช่วยในการปรับปรงุ พันธุ์สตั ว์ให้ดกี ว่าเดมิ

4. ข้อใดไม่ใช่ประโยชนข์ องคล่ืนเสียง
1) ใช้หาตาํ แหน่งของฝูงปลา
2) ใช้หาความลึกของทอ้ งทะเล
3) ใช้ทาํ ความสะอาดอปุ กรณบ์ างชนดิ
4) ใช้ในการเอกซเรย์อวยั วะภายในรา่ งกาย

5. ผลไม้ในข้อใดเกิดจากรังไขข่ องดอกช่อ โดยแต่ละ
ดอกมีหน่ึงรังไข่ซ่ึงจะเจริญรวมกันเป็นผลเพียง
ผลเดียวท้งั หมด
1) สับปะรด นอ้ ยหน่า
2) ขนุน ลูกยอ
3) มะเดื่อ สตรอเบอร่ี
4) แตงกวา มะนาว


เฉลยแบบทดสอบ ชดุ เตรียมสอบ ช้นั ป.5
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ (ชุดท่ี 26) จาํ นวน 5 ข้อ

1. เฉลย 3) ตนถว่ั ไมง อกแสดงวา ขาดนํ้า
การตง้ั สมมตฐิ านเปน การคดิ หาคาํ ตอบลว งหนากอ นจะทาํ การทดลอง เปน คาํ ตอบท่ีรอการพสิ จู น

สมมติฐานไดมาโดยอาศยั การสังเกต ความรู หรือประสบการณเดิมเปน พื้นฐาน คําตอบทีค่ ดิ ลวงหนา ยงั ไมท ราบ
หรือไมเปนหลกั การ กฎ หรอื ทฤษฎมี ากอน

2. เฉลย 1) จนุ สสี ะตุ
วิธที ดสอบวา ในอากาศมไี อนาํ้ มีวธิ ีการตรวจสอบโดยใชจ นุ สสี ะตุ ใสจ ุนสีสะตลุ งในถวยกระเบ้อื ง ตัง้

ถวยกระเบอื้ งท้ิงไวในหอง (หรอื นอกหองก็ได) ประมาณ 1 ช่ัวโมงแลวมาดใู หม ถาเปล่ียนจากสขี าวเปนสีนํ้าเงิน
แสดงวามไี อนา้ํ ในอากาศ

3. เฉลย 1) ลูกทไ่ี ดมีลักษณะพันธกุ รรมเหมอื นกัน และเหมือนสตั วตน แบบ
ไมใชข อดขี องการผสมเทียมในสัตว หากตอ งการลูกท่ีมลี ักษณะพนั ธกุ รรมเหมือนกนั และเหมือนสัตว

ตน แบบ ตองใชว ธิ กี ารโคลน
การผสมเทยี มในสัตวม ีขอดี คือ
1. สามารถปรบั ปรุงพันธกุ รรมไดรวดเรว็ ขนึ้ และมีประสทิ ธิภาพมากขึน้
2. ประหยดั พอพนั ธุ และชวยปองกนั โรคเขา มาในประเทศและออกจากประเทศ
3. ชว ยในการรักษาพนั ธุกรรมของสตั วหายาก และใกลส ูญพนั ธุ
4. ไดส ตั วพ ันธดุ ตี ามความตองการ โดยจะไดล กั ษณะดขี องทง้ั พอ พันธุและแมพันธุ
5. สามารถผสมพนั ธกุ นั ได โดยไมตองคํานึงถึงขนาดตัวและนาํ้ หนกั ของพอ พนั ธุและแมพ ันธุ
6. ตัดปญหาเรือ่ งการขนสง พอ พนั ธุไปผสมในทต่ี างๆ โดยเพียงแตนํานา้ํ เชอื้ ไปเทานนั้

4. เฉลย 4) ใชใ นการเอกซเรยอวยั วะภายในรางกาย
ประโยชนจากคลน่ื เสียงใชใ นการส่ือความหมาย ซึ่งการส่ือความหมายไมจําเปน ตองเปน คาํ พดู เสมอไป

แตอาจใชเ สียงแบบตางๆ ท่ีเปนสากลหรือทีต่ กลงกันไว เชน เสยี งรถพยาบาลชว ยเบกิ ทางใหผา นไปไดสะดวกขึ้น
เสยี งนกหวีดของกรรมการตัดสนิ บอกใหเริ่มเลน หยดุ เลน หรือหมดเวลาการแขงขนั เปน ตน ใชห าโครงสรา งของ
ช้ันหนิ ใชน าํ ทาง และหาความลึกของทอ งทะเล เรอื ดํานํ้าขณะเดนิ ทางอยใู ตผิวน้าํ จะใชเครอื่ งโซนารตรวจสอบ
เสน ทางอยตู ลอดเวลาวามีส่งิ ใดกดี ขวางขา งหนาหรอื มีเรืออนื่ อยใู นบรเิ วณน้นั หรือไม ในทํานองเดยี วกนั เรือดาํ น้ํา
ก็จะถูกคน หาโดยเครือ่ งโซนารและเครอื่ งจับเสียงของเรอื พิฆาตในยามสงคราม เพื่อปองกนั ตนเองวธิ ีหนง่ึ ใชในการ
ประมง เรอื ประมงขนาดใหญจะมีเคร่ืองโซนารชว ยในการหาตําแหนงของฝูงปลา ใชในทางการแพทย แพทยใ ช
คลนื่ เสยี งตรวจครรภและอวัยวะภายใน เรียกวา “การทาํ อลั ตราซาวนด” ซ่งึ เปน วธิ ที ีป่ ลอดภัยกวาการเอกซเรย
เพราะไมมรี ังสี แตคา ใชจายจะสงู กวา มาก ใชทําความสะอาดแวนตาและเครื่องมอื บางชนิด เมอ่ื แชแวนตาหรือ
เครื่องมอื ท่ีตอ งการทาํ ความสะอาดลงในน้ํา แลว ปลอยคล่นื เสยี งความถี่สูงๆ ลงไปในนาํ้ คลืน่ เสียงจะทาํ ใหโมเลกุล
ของนา้ํ ส่นั ดว ยความถีส่ ูงและทาํ ใหคราบสกปรกทีต่ ดิ อยูหลดุ ออกมาได


5. เฉลย 2) ขนุน ลกู ยอ
ผล แบงออกเปน 3 ประเภท คือ
1. ผลเดีย่ ว (Simple Fruit) คือ ผลท่ีเกดิ จากรังไขอนั เดยี วท่อี ยภู ายในดอกดอกเดยี วกนั อาจเปน

ดอกเดี่ยวหรือดอกชอ กไ็ ด ถาในรงั ไขมีออวุลอนั เดยี วก็จะเจรญิ เปนผลเด่ยี วท่ีมเี มล็ดเดยี ว เชน มะมว ง พทุ รา
มะพราว มะยม มะปราง มะกอก เปนตน แตถ าในรังไขห นงึ่ มหี ลายออวลุ กจ็ ะเจรญิ เปน ผลเดีย่ วทมี่ ีหลายเมลด็
เชน องนุ ละมุด มะนาว สม แตงกวา เปนตน

2. ผลกลมุ (Aggregate Fruit) คอื ผลที่เกิดจากกลุมของรังไขซ่ึงอยูภ ายในดอกดอกเดียว รังไข
แตล ะอันมาจากเกสรเพศเมยี อนั หนง่ึ และจะเจริญเปน ผลในลักษณะเปน กลมุ หรือกระจกุ เชน กระดงั งา จําป จําปา
การะเวก นมแมว ลกู จาก แตมีผลกลุมบางชนิดรวมเปน ผลผลเดียว เชน นอ ยหนา สตรอเบอรี่ ฝกบวั เปน ตน

3. ผลรวม (Multiple Fruit) คอื ผลทีเ่ กดิ จากรงั ไขข องดอกชอ โดยแตละดอกมีหนงึ่ รงั ไขซ่งึ จะเจรญิ
รวมกนั เปนผลเพียงผลเดยี ว และจะมบี างสวนของดอกเจริญไปเปนสว นของผลดวย เชน ขนนุ สาเก ลูกยอ
มะเดื่อ สบั ปะรด เปนตน

————————————————————


LINE @bdnn : ชุดเตรยี มสอบ ช้นั ป.5 วชิ าวทิ ยาศาสตร์ 1 of 4

ชุดที่ 25 : วิทยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชุดเตรียมสอบ ชั้น ป.5
วชิ าวิทยาศาสตร์ (ชดุ ท่ี 25) จาํ นวน 5 ขอ้

คําสัง่ : เลือกคาํ ตอบท่ีถูกที่สุดเพียงขอเดียว

1. ข้อใดไมถ่ ูกตอ้ งในเรอ่ื งการเพาะเลย้ี งเน้อื เยื่อพืช
1) ช่วยในการเก็บรักษาพันธุกรรมพืชที่ใกล้
สูญพันธุ์
2) ช่วยในการขยายพันธพ์ุ ชื เศรษฐกิจ
3) เปน็ การขยายพนั ธ์แุ บบอาศัยเพศ
4) ช่วยในการผลติ พืชท่ีปลอดโรค

2. สัญลักษณ์น้ีมักปรากฏบนฉลากของผลิตภัณฑ์
ประเภทใด

12 M

1) เครอ่ื งสําอาง
2) อาหารกระปอ๋ ง
3) นมสําหรบั เลี้ยงทารก
4) ยารกั ษาโรค


LINE @bdnn : ชดุ เตรยี มสอบ ชั้น ป.5 วชิ าวทิ ยาศาสตร์ 2 of 4

3.



คง

จากภาพลิน้ ของมนุษย์ แสดงตําแหนง่ ปุ่มรบั รส
อาหาร บรเิ วณใดที่รบั รสเปรี้ยว
1) ก
2) ข
3) ค
4) ง


LINE @bdnn : ชดุ เตรียมสอบ ช้ัน ป.5 วชิ าวิทยาศาสตร์ 3 of 4

4. ขอ้ ใดไมใ่ ชป่ จั จยั ทม่ี ีผลต่อการดดู นํ้าของพชื
ก. ปริมาณนํ้าท่ีอยู่ในดิน ถ้านํ้าในดินมาก
อตั ราการดดู น้ําจากพชื จะมาก
ข. อุณหภูมใิ นดนิ ถา้ ดินมีอณุ หภมู ิพอเหมาะ
พชื จะดดู นา้ํ ได้มาก
ค. ความเข้มข้นของสารละลายในดิน ถ้า
ความเข้มข้นของสารละลายในดินมาก
น้ําจะเขา้ สู่รากพืชไดง้ า่ ย

1) เฉพาะ ข.
2) เฉพาะ ค.
3) ก. และ ข.
4) ข. และ ค.

5. โครงสร้างใดไม่ใช่อวัยวะที่ใช้ในการแลกเปล่ียน
แกส๊ ของสตั ว์
1) ปอด
2) เหงือก
3) ผวิ หนงั
4) หลอดลม


LINE @bdnn : ชุดเตรียมสอบ ชนั้ ป.5 วิชาวทิ ยาศาสตร์ 4 of 4

เฉลยแบบทดสอบ ชุดเตรยี มสอบ ช้ัน ป.5
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ (ชดุ ที่ 25) จาํ นวน 5 ข้อ

1. เฉลย 3) เปน การขยายพันธแุ บบอาศัยเพศ
การเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือพชื คอื การนําเอาสวนใดสว นหนง่ึ ของพืชมาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห ภายใต

สภาพปลอดเช้อื จุลินทรยี และอยูในสภาวะควบคุมอุณหภูมิ แสง และความชืน้ โดยสวนของพชื ที่นาํ มาเลย้ี งน้จี ะ
สามารถเตบิ โตพัฒนาเปน กลุมเซลลท่ีเรียกวา แคลลสั และสามารถบังคบั ใหเกดิ เปนตน ใหมท่มี รี ากสมบูรณสาํ หรับ
การนาํ ไปปลูกลงดนิ ตอ ไปได พืชท่ีเกิดจากการเพาะเลย้ี งเน้อื เยื่อจะมลี ักษณะเหมือนกับพืชตนพันธทุ ่ีนาํ มาใช
เพาะเลย้ี งทุกประการ เปน วธิ ีการที่สามารถนํามาใชใ นการขยายพนั ธุพ ืช เกบ็ รกั ษาอนุรกั ษเชอื้ พนั ธุพืช และผลิตพชื
ปลอดโรค

2. เฉลย 1) เคร่ืองสาํ อาง
จากรูป เปน สัญลกั ษณบนบรรจุภณั ฑเ ครอ่ื งสําอาง สญั ลักษณน ี้ หมายถงึ เครือ่ งสําอางมอี ายุการใช

12 เดือน (12 M) หลงั จากเปด ฝาผลิตภัณฑแลว

3. เฉลย 2) ข

ก = ขม

ข = เปร้ยี ว
ค = เค็ม
ง = หวาน

ล้ินของมนุษยทําหนา ทีช่ ว ยในการกลืน และรับรสอาหาร เพราะทล่ี ้ินมีปมุ รับรส เรียกวา Taste Bud
อยู 4 ตําแหนง คอื รสหวานอยบู รเิ วณปลายลิ้น รสเคม็ อยบู ริเวณปลายลิ้นและขางล้นิ รสเปร้ยี วอยูบริเวณขา งลน้ิ
และรสขมอยูบรเิ วณโคนล้ิน

4. เฉลย 2) เฉพาะ ค.
ปจ จัยท่มี ีอิทธิพลตอ การดูดนํ้าของพืช
1. บริเวณนาํ้ ในดิน ถา ในดินมีนํา้ มากพอ อัตราการดดู น้ําจากพชื จะมากดว ย
2. อณุ หภมู ใิ นดนิ ถาในดนิ มีอณุ หภูมิพอเหมาะ ไมส ูงมากและไมตา่ํ มาก พืชจะดูดน้าํ ไดเ รว็
3. ความเขม ขน ของสารละลายในดนิ ถา สารละลายในดินมคี วามเขมขน มาก นํา้ จะออสโมซิสเขาสูราก

ไดย าก

5. เฉลย 4) หลอดลม
สตั วจะแลกเปลย่ี นแกส กบั สิ่งแวดลอมโดยกระบวนการแพร โดยสัตวแตละชนิดจะมีโครงสรางทใ่ี ชใน

การแลกเปลีย่ นแกสที่เหมาะสมกับการดํารงชีวิตและส่ิงแวดลอมตางกนั สตั วนํ้าสว นใหญจ ะใชเหงือก สตั วสะเทินน้ํา-
สะเทินบกจะใชผ ิวหนังและปอด และสตั วบ กจะใชป อดหรอื ทอลม

————————————————————


ชุดที่ 24 : วทิ ยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชุดเตรยี มสอบ ชน้ั ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชุดที่ 24) จาํ นวน 5 ขอ้

คําสั่ง : เลือกคาํ ตอบที่ถูกท่ีสุดเพียงขอเดียว

1. ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ ูกตอ้ งเกีย่ วกบั เสียง
1) เสยี งเดินทางในของแข็งไดด้ ีท่สี ุด
2) เสยี งเป็นคลนื่ ทเ่ี ดนิ ทางเปน็ เส้นตรง
3) เสียงเดนิ ทางผา่ นสุญญากาศไม่ได้
4) เสียงเดนิ ทางผ่านอากาศไดเ้ ร็วกวา่ นา้ํ

2. ข้อใดเมื่อเข้าสู่กระบวนการแยกสารจะได้
นาํ้ แขง็ แห้งทใ่ี ชใ้ นอตุ สาหกรรมถนอมอาหาร
1) นาํ้ มันดบิ
2) แกส๊ ธรรมชาติ
3) หนิ นํ้ามัน
4) ถา่ นหิน


3. ความผันแปรทางพันธุกรรมในข้อใดเป็นการ
เปลยี่ นแปลงจาํ นวนโครโมโซม
1) ตาบอดสี
2) กลุ่มอาการดาวน์
3) ฮีโมฟเี ลีย
4) ธาลัสซเี มยี

4. ลกู เห็บเกดิ จากเมฆฝนชนิดใด
1) เมฆคิวมูโลนิมบัส
2) เมฆสเตรตัส
3) เมฆคิวมูลัส
4) เมฆเซอรัส


5. ขอ้ ใดไม่ถูกต้องเก่ียวกบั การโคลนในสัตว์
1) เป็นการสบื พนั ธแ์ุ บบไมอ่ าศยั เพศ เนือ่ งจาก
ใช้เซลลไ์ ข่แต่ไมใ่ ช้เซลลอ์ สจุ ิ
2) การโคลนในสัตว์ทําให้เกิดความหลากหลาย
ทางพนั ธุกรรมของสัตว์
3) การโคลนช่วยในการขยายพันธุ์สัตว์ที่ใกล้สูญ
พันธ์ุหรือสัตว์ท่ีขยายพันธุ์ยากให้ได้จํานวน
มากๆ
4) เซลล์ร่างกายท่ีสามารถนํามาโคลนได้ ได้แก่
เซลล์เต้านม เซลล์ผิวหนัง และเซลล์
กล้ามเนื้อ เป็นต้น


เฉลยแบบทดสอบ ชดุ เตรียมสอบ ชนั้ ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชุดท่ี 24) จาํ นวน 5 ข้อ

1. เฉลย 4) เสียงเดินทางผานอากาศไดเร็วกวา นํา้
เสยี งตองอาศัยตวั กลางในการเคลอื่ นที่ เสยี งมาถึงหเู ราโดยมอี ากาศเปนตัวกลาง แหลงกําเนดิ เสียงจะ

ทาํ ใหอากาศรอบๆ สัน่ สะเทือน การสั่นสะเทอื นจะกระจายออกไปในทุกทศิ ทุกทาง เมือ่ คลื่นเดนิ ทางมาถึงหเู รา
เราก็จะรบั รูเ สียงตา งๆ กัน เสยี งไมส ามารถผานสญุ ญากาศ การเดินทางของเสยี งตอ งอาศัยตวั กลาง ซ่งึ เปนไดทง้ั
3 สถานะ คอื ของแข็ง ของเหลว และแกส เสียงสามารถเดินทางในของเหลวไดด กี วา ในอากาศ และเดนิ ทางใน
ของแข็งไดด ีกวาของเหลว

2. เฉลย 2) แกส ธรรมชาติ
การแยกแกสธรรมชาติ ซึ่งมีสารประกอบไฮโดรคารบ อนหลายชนิด ทําใหไดแกส ตา งๆ ออกมาใช

ประโยชนใ นทางเศรษฐกิจ ตวั อยา งเชน
- มีเทน ใชเ ปน เชอ้ื เพลิงในโรงไฟฟา, โรงงานอตุ สาหกรรม, เปน วตั ถุดิบผลติ ปยุ เคมี และแกสธรรมชาติอัด
- แกส โพรเพน ใชเปนเชอ้ื เพลงิ ในครัวเรอื น (แกสหุงตม) และในรถยนต
- แกส คารบอนไดออกไซด นําไปผลิตคารบ อนไดออกไซดเ หลว (นํา้ แขง็ แหง) ใชในอุตสาหกรรม

ถนอมอาหาร

3. เฉลย 2) กลุมอาการดาวน
กลมุ อาการดาวนหรือดาวนซินโดรมเปนโรคทางพนั ธกุ รรมทเี่ กดิ จากความผดิ ปกตขิ องโครโมโซม คนท่ี

มอี าการดาวนจะมีศีรษะคอ นขางเลก็ และแบน ตาเฉยี งขน้ึ ดั้งจมูกแบน ปากเลก็ ลน้ิ มักยนื่ ออกมา ตัวคอนขา ง
เต้ีย มอื สัน้ มักมีโรคหวั ใจพกิ ารแตกาํ เนดิ หรอื โรคลาํ ไสอดุ ตันตงั้ แตแ รกเกดิ และภาวะตอมไทรอยดบ กพรองและ
ปญ หาหลกั คอื ภาวะปญญาออน คนทีม่ อี าการดาวนจ ะมีโครโมโซมเกนิ ไป 1 แทง คอื โครโมโซมคูท่ี 21 มี
3 แทง แทนทจ่ี ะมี 2 แทง

4. เฉลย 1) เมฆควิ มูโลนมิ บัส
เมฆคิวมูโลนมิ บัส หรอื เมฆฝนฟาคะนอง ลกั ษณะเปนเมฆกอนใหญร ูปรา งคลายภเู ขาใหญ มียอดเมฆ

แผออกเปน รูปรางคลา ยท่ังทใี่ ชใ นการตีเหลก็ (Anvil) ฐานเมฆตํ่ามีสีดาํ มดื เปน เมฆหนา มืดทึบ มฟี าแลบ ฟา รอง
อาจอยกู ระจดั กระจายหรอื รวมกนั อยู มกั มีฝนตกลงมา

5. เฉลย 2) การโคลนในสัตวท ําใหเ กดิ ความหลากหลายทางพนั ธกุ รรมของสตั ว
การโคลนจะทาํ ใหไดส ัตวเหมือนกนั หมด จะทําใหสัตวข าดความหลากหลายทางพนั ธุกรรม ซึง่ เปน

สาเหตสุ าํ คญั ทีท่ าํ ใหเ กดิ การสูญพันธใุ นกรณีท่เี กิดโรคระบาดในกลุม สัตว

————————————————————


ชุดท่ี 23 : วทิ ยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชดุ เตรียมสอบ ช้ัน ป.5
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ (ชดุ ท่ี 23) จาํ นวน 5 ขอ้

คําสงั่ : เลือกคําตอบท่ีถูกท่ีสุดเพียงขอเดียว

1. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ งเก่ียวกบั เสยี ง
1) เสยี งสามารถเดินทางผ่านสสารในสถานะแกส๊
ของเหลว และของแข็งได้ แตไ่ มส่ ามารถเดิน
ทางผ่านสุญญากาศได้
2) เสียงเกิดจากการสัน่ สะเทือนของวัตถุ
3) หขู องมนุษย์สามารถได้ยินเสยี งในชว่ งความถ่ี
20 เฮิรตซ์ ถงึ 20,000 เฮิรตซ์
4) คลื่นเสียงเป็นคล่ืนตามขวางเพราะโมเลกุล
ของอากาศจะส่ันในทิศต้ังฉากกับทิศที่เสียง
เคลือ่ นทไี่ ป

2. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ลักษณะของดวงจันทร์
1) ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองใช้เวลาเท่ากับ
ดวงจันทร์โคจรรอบโลก
2) ดวงจันทรไ์ มม่ แี รงโนม้ ถ่วง
3) ดวงจันทรไ์ มม่ แี สงสวา่ งในตัวเอง
4) ดวงจนั ทร์ทาํ ให้เกดิ ปรากฏการณน์ าํ้ ขน้ึ นํา้ ลง


3. พ่อแม่ค่ใู ดไมส่ ามารถมีลกู หมูเ่ ลือด O ได้
1) AB และ O
2) B และ O
3) A และ A
4) A และ B

4. การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในข้อใด ตัวอ่อนมี
โอกาสมีชีวติ รอดในธรรมชาติมากทส่ี ุด
1) อ่งึ อ่าง กบ
2) วัว ม้า
3) เปด็ เต่า
4) ปลากดั ปลาช่อน

5. สัตวใ์ นข้อใดมกี ารปฏสิ นธภิ ายในร่างกายทัง้ หมด
1) ปลากดั สนุ ขั จระเข้
2) เตา่ ไก่ ปลาหางนกยูง
3) ฉลาม คางคก ปลาสอด
4) ปลาเขม็ ม้า ซาลามานเดอร์


เฉลยแบบทดสอบ ชุดเตรียมสอบ ชนั้ ป.5
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ (ชดุ ท่ี 23) จาํ นวน 5 ขอ้

1. เฉลย 4) คลนื่ เสียงเปนคลื่นตามขวางเพราะโมเลกลุ ของอากาศจะสน่ั ในทศิ ตง้ั ฉากกับทิศทีเ่ สยี งเคลอื่ นทไ่ี ป
เสียงเกดิ จากการสน่ั สะเทือนของวตั ถุ เมอื่ แหลงกําเนดิ เสียงเกดิ การสนั่ จะทาํ ใหโมเลกุลอากาศสน่ั ตาม

ไปดวยความถ่ีเทากับการสนั่ ของแหลงกาํ เนิดเสียง คลน่ื เสยี งเปน คลน่ื ตามยาวเพราะโมเลกุลของอากาศจะส่ันใน
ทศิ เดยี วกับทศิ ที่เสยี งเคล่อื นทไ่ี ป

2. เฉลย 2) ดวงจนั ทรไมม ีแรงโนมถว ง
ดวงจนั ทรม ีแรงโนม ถวง โดยดวงจนั ทรมีแรงโนมถว งนอยกวาโลก คอื ดวงจันทรม แี รงโนมถว งเปน

1/6 ของโลก

3. เฉลย 1) AB และ O OO
พอแมท่ีมีหมูเลอื ด AB และ O แสดงดังน้ี
AB ×

AO AO BO BO
ดงั นัน้ พอ แมค ูนไ้ี มส ามารถมีบตุ รทีม่ ีหมเู ลอื ด O ได

4. เฉลย 2) ววั มา
วัวและมา มีการปฏสิ นธภิ ายใน ออกลูกเปน ตัว โดยตวั ออ นจะเจริญเติบโตอยูภายในมดลูกของแมจ น

คลอดออกมาเปน ตวั และเลย้ี งลูกดว ยนาํ้ นม ซึ่งการออกลกู เปนตวั และเล้ยี งลกู ดว ยนํา้ นมจะลดความสูญเสียของ
การกาํ เนิดและแมจ ะเลย้ี งดูจนลูกอยใู นสภาพทีส่ ามารถมชี วี ติ รอดในธรรมชาติได

สวนสตั วชนิดอื่น ตัวออนไมไ ดเจรญิ เติบโตอยภู ายในมดลูกของแมจนคลอด ซึ่งตองวางไขห รือออกไข
จํานวนมาก เพือ่ ใหลูกมีโอกาสรอดในธรรมชาติ โดยอึง่ อาง กบ ปลากัด และปลาชอน มีการปฏิสนธิภายนอก
ออกลูกเปน ไข เปด เตา มีการปฏิสนธภิ ายใน ออกลูกเปน ไข

5. เฉลย 2) เตา ไก ปลาหางนกยูง
การปฏิสนธิภายในรางกายของสตั ว เปน การผสมกันระหวา งอสจุ ิจากสตั วเ พศผกู บั ไขซ่งึ ยงั อยูในตัวของ

สัตวเพศเมยี ไดแ ก สุนัข จระเข เตา ไก ปลาหางนกยูง ฉลาม ปลาสอด ปลาเขม็ มา ฯลฯ
การปฏิสนธิภายนอกรางกายของสัตว เปน การผสมกันระหวางอสจุ ิจากสตั วเพศผกู บั ไขซ ง่ึ ออกมาอยู

ภายนอกตวั ของสัตวเพศเมยี ไดแก ปลากดั คางคก ซาลามานเดอร ฯลฯ

————————————————————


ชดุ ท่ี 22 : วิทยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชดุ เตรยี มสอบ ช้ัน ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชดุ ท่ี 22) จํานวน 5 ข้อ

คาํ สัง่ : เลือกคาํ ตอบท่ีถูกท่ีสุดเพียงขอเดียว

1. ลักษณะทางพันธุกรรมในข้อใดมีโอกาสพบใน
เพศชายและเพศหญงิ เท่าๆ กัน
1) ผวิ เผอื ก
2) กล้ามเนอื้ แขนขาลบี
3) ตาบอดสี
4) ฮโี มฟเี ลยี

2. ข้อใดเป็นพลังงานท่ีสามารถนํามาหมุนเวียนใช้
ประโยชนไ์ ด้
1) แกส๊ ธรรมชาติ
2) ถา่ นหิน
3) น้าํ มนั เบนซิน
4) นํา้


3. ลักษณะความผิดปกติ หรือโรคทางพันธุกรรมใน
ข้อใดมีสาเหตุเกิดจากการที่เซลล์ไข่หรือเซลล์
อสุจิมจี าํ นวนโครโมโซมผิดปกติ
1) ผวิ เผอื ก
2) เบาหวาน
3) ดาวน์ซนิ โดรม
4) กล้ามเนอื้ แขนขาลีบ

4. ขอ้ ใดหมายถึงความดันอากาศ
1) แรงที่อากาศกระทําต่อหน่ึงหน่วยพื้นท่ีท่ี
รองรบั แรงดัน
2) อัตราส่วนระหว่างมวลกับปริมาตรของ
อากาศ
3) การเคลอื่ นท่ีของอากาศจากบริเวณหน่ึงไปยัง
อกี บริเวณหนึง่ ในแนวระดับ
4) การเปรียบเทียบระหว่างมวลของไอน้ําท่ีมีอยู่
จรงิ กบั มวลของไอนา้ํ ในอากาศอ่ิมตัว


5. ข้อใดเปน็ ประโยชน์ของการโคลนในสัตว์
1) ได้สัตว์ที่มีขนาดลําตัวใหญ่ขึ้นและทนทานต่อ
สภาพแวดล้อม
2) ได้สัตว์พนั ธ์ดุ แี ละไม่มีการกลายพันธุ์
3) ได้สตั ว์พนั ธุแ์ ทแ้ ละให้คุณคา่ ทางอาหารมากขน้ึ
4) ได้สัตว์ที่มีความหลากหลายทางพันธกุ รรม


เฉลยแบบทดสอบ ชุดเตรยี มสอบ ชั้น ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชุดที่ 22) จํานวน 5 ข้อ

1. เฉลย 1) ผิวเผอื ก
ผวิ เผือกเปน โรคทางพนั ธุกรรมที่เกิดจากยีนดอ ยบนโครโมโซมรา งกาย มีโอกาสพบในเพศชายและ

เพศหญงิ เทา ๆ กัน กลามเน้ือแขนขาลีบ ตาบอดสี และฮีโมฟเ ลีย เปนโรคทางพันธกุ รรมทเ่ี กิดจากยีนดอ ยบน
โครโมโซมเพศ คอื โครโมโซม X จงึ ทาํ ใหม ีโอกาสพบในเพศชายมากกวา เพศหญิง

2. เฉลย 4) น้าํ
แกส ธรรมชาติ ถานหิน และน้าํ มนั เบนซิน เปน พลังงานท่ใี ชแ ลว หมดไป สวนพลังงานน้าํ เปนพลังงานที่

สามารถนาํ มาหมุนเวยี นใชประโยชนได

3. เฉลย 3) ดาวนซ ินโดรม
โรคดาวนซนิ โดรม เกดิ จากโครโมโซมคทู ่ี 21 ของคนเกินมา 1 แทง ทําใหคนนัน้ มโี ครโมโซม 47 แทง

ซึง่ ทําใหเ กิดอาการผดิ ปกติ คอื ดัง้ จมูกแฟบ นยั นตาหา ง หางตาชข้ี ึน้ ขา งบน ใบหูผิดรปู ปากปด ไมส นทิ
ล้นิ ใหญค ับปาก ศรี ษะเลก็ นิว้ กอยสน้ั ฝา มือฝา เทาผดิ ปกติ ปญ ญาออน หวั ใจพิการ เปนตน สาเหตุการเกิดกลุม
อาการดาวน มสี าเหตุมาจากแมม โี ครโมโซมคูที่ 21 เกินมา 1 แทง และถา ยทอดไปยงั ลูก

โรคผิวเผือก โรคเบาหวาน และโรคกลามเน้อื แขนขาลีบ เกิดจากความผิดปกติของยนี ผทู เ่ี ปน โรค
ดงั กลา วมีจํานวนโครโมโซมปกติ

4. เฉลย 1) แรงทอ่ี ากาศกระทาํ ตอ หนงึ่ หนวยพน้ื ทที่ ีร่ องรบั แรงดัน
อากาศมแี รงดนั ทกุ ทศิ ทกุ ทาง และแรงดันของอากาศนีจ้ ะกระทําตอ มวลสารทกุ อยา งบนโลก ดังนัน้

แรงดนั อากาศ หมายถึง แรงที่อากาศกดลงบนผิวของวตั ถุในทกุ ทิศทาง คาของแรงดันอากาศหรอื แรงที่อากาศ
กระทาํ ตอหนึ่งหนว ยพืน้ ท่ีท่รี องรับแรงดัน เรียกวา ความดันอากาศ ซ่งึ มหี นว ยเปนนวิ ตันตอตารางเมตร ในทาง
อตุ ุนยิ มวทิ ยาเรียกความดันของอากาศวา ความกดอากาศ

5. เฉลย 2) ไดสัตวพ นั ธดุ แี ละไมมีการกลายพันธุ
การโคลนสามารถผลติ รุนลูกใหม ีลกั ษณะท่ตี องการไดตามความประสงค ซ่ึงส่งิ มชี วี ติ ทีเ่ กิดขึ้นใหมจะมี

องคป ระกอบทางพนั ธกุ รรมเชนเดียวกบั สิง่ มชี ีวิตทเี่ ปน ตนกําเนิดทุกประการ

————————————————————


ชุดท่ี 21 : วิทยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชุดเตรียมสอบ ชนั้ ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชดุ ท่ี 21) จาํ นวน 5 ขอ้

คาํ ส่งั : เลือกคาํ ตอบท่ีถูกท่ีสุดเพียงขอเดียว

1. พายุปาบึกที่พัดเข้าสู่บริเวณภาคใต้ของประเทศ
ไทย ทําให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากทุกจังหวัดใน
ภาคใต้ ช่วงวันท่ี 3-5 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็น
พายชุ นดิ ใด
1) พายไุ ต้ฝนุ่
2) พายุดเี ปรสชัน
3) พายโุ ซนร้อน
4) พายุไซโคลน

2. ขอ้ ใดคอื ประโยชน์ทไ่ี ด้จากหลักการแรงลอยตวั
1) นําไปใช้ในการสรา้ งเรือดาํ นา้ํ
2) นาํ ไปใชใ้ นการสรา้ งเขือ่ น
3) ชว่ ยผอ่ นแรงเวลายกของลงจากท่ีสงู
4) นําไปใช้ในการสร้างเครื่องบินให้ลอยตัวใน
อากาศได้


3. พ่อมลี ักษณะผวิ เผือก แม่มีลกั ษณะผิวปกติ แต่
เป็นพาหะของผิวเผือก ลูกของท้ังสองมโี อกาสผวิ
ปกติร้อยละเทา่ ใด
1) รอ้ ยละ 25
2) ร้อยละ 50
3) ร้อยละ 75
4) รอ้ ยละ 100

4. โครงสร้างใดในระบบสืบพันธุ์เพศชายที่สร้างสาร
ท่ีเป็นเบสอย่างอ่อน เพื่อลดความเป็นกรดใน
ท่อปสั สาวะ
1) ต่อมคาวเปอร์
2) ต่อมลกู หมาก
3) อัณฑะ
4) หลอดเกบ็ ตัวอสจุ ิ


5. ปุ๋ยท่ีมีส่วนประกอบของแร่ธาตุมากกว่า 10%
แตไ่ ม่เค็มตามจํานวนที่กําหนดไว้ คือปุ๋ยประเภท
ใด
1) ปยุ๋ ปลอม
2) ปยุ๋ ดอ้ ยมาตรฐาน
3) ปยุ๋ เคมีเสื่อมคณุ ภาพ
4) ปุย๋ เชงิ ประกอบ


เฉลยแบบทดสอบ ชุดเตรยี มสอบ ช้ัน ป.5
วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ชดุ ที่ 21) จาํ นวน 5 ขอ้

1. เฉลย 3) พายโุ ซนรอ น
พายปุ าบกึ (PABUK) ต้ังชอ่ื โดยสาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซ่งึ มที ม่ี าจากชือ่

ปลาน้ําจดื ขนาดใหญ (ปลาบึก) อยใู นแมนํ้าโขง
พายุปาบกึ เปน พายุดเี ปรสชันจากบรเิ วณทะเลจีนใตตอนลาง ไดทวคี วามรุนแรงเปนพายโุ ซนรอ น “ปาบกึ ”

มคี วามเรว็ ลมสงู สุดใกลศ นู ยกลางประมาณ 65 กิโลเมตรตอช่ัวโมง ทาํ ใหบริเวณภาคใตข องไทยมฝี นตกหนักถงึ
หนักมาก ชวงวนั ที่ 3-5 มกราคม พ.ศ. 2562

2. เฉลย 1) นําไปใชในการสรางเรอื ดาํ น้ํา
วัตถุที่อยใู นของเหลวจะมแี รงชนิดหน่ึงกระทําตอวัตถุในทิศตรงขามกับนํ้าหนักของวัตถุท่ีตกลงในแนวด่ิง

แรงนี้เรียกวา แรงลอยตัว ซึ่งจะมีคาเทากับนํ้าหนักของของเหลวที่ถูกวัตถุนั้นแทนที่ เชน เรือลอยอยูบนผิวน้ํา
แรงลอยตัวของเรือมีคาเทากับน้ําหนักของนํ้า ปริมาตรเทากับสวนของเรือท่ีจมอยูใตผิวน้ํา และแรงลอยตัวน้ีมีคา
เทา กบั นาํ้ หนักของเรอื ทงั้ หมด เรือดาํ นํ้าก็ใชห ลักการน้ี คอื เมื่อจะดาํ ลงใตผิวน้ําก็จะเปดชองใหนํ้าไหลเขาสูชองวาง
รอบตัวเรือ ทําใหนํ้าหนักของเรือมากขึ้นจนมากกวาแรงลอยตัว ทําใหเรือคอยๆ จมลงใตผิวน้ํา เมื่อไดความลึก
ตามท่ีตองการแลวก็จะปมนํ้าออกจนน้ําหนักของเรือเทากับแรงลอยตัว ใชใบจักรและหางเสือในการขับเคล่ือน
เชนเดียวกับเรือทั่วไป และเม่ือจะข้ึนสูผิวนํ้าก็จะปมนํ้าออกอีกทําใหแรงลอยตัวมากกวานํ้าหนักและพยุงเรือขึ้นสู
ผวิ นํ้า ซ่ึงที่ผวิ นา้ํ น้นั แรงลอยตัวจะมคี าเทา กบั นํ้าหนักของน้าํ ทม่ี ปี รมิ าตรเทา กับสวนท่ีจมอยใู ตผ ิวน้าํ ของเรือ

2) การสรางเข่อื น เปนประโยชนท ่ีไดจ ากหลกั การแรงดันนํ้า
3) การชวยผอนแรงเวลายกของลงจากที่สูง เปน ประโยชนทีไ่ ดจ ากหลักการแรงโนม ถวงของโลก
4) การสรา งเครอ่ื งบินใหลอยตัวในอากาศได เปน ประโยชนทไ่ี ดจากหลกั การแรงดนั อากาศ

3. เฉลย 2) รอยละ 50
พอมลี กั ษณะผิวเผอื ก (aa) แมมีลักษณะผิวปกติ แตเ ปน พาหะของผิวเผือก (Aa)
Aa × aa

Aa Aa aa aa
ผวิ ปกติ ผิวปกติ ผวิ เผอื ก ผิวเผอื ก

ดังนน้ั ลูกของท้ังสองมีโอกาสผวิ ปกตริ อยละ 50

4. เฉลย 2) ตอมลูกหมาก
ตอ มลูกหมากอยูตอนตน ของทอ ปสสาวะ ทาํ หนา ทีห่ ล่ังสารที่มฤี ทธ์เิ ปน เบสออนๆ เขา ไปในทอปส สาวะ

เพื่อทําลายฤทธ์ิกรดในทอ ปส สาวะ ทําใหเ กิดสภาพท่ีเหมาะสมกับตัวอสจุ ิ


5. เฉลย 2) ปุย ดอยมาตรฐาน
ปยุ ดอ ยมาตรฐาน คือ ปุยที่มีสว นประกอบของแรธาตมุ ากกวา 10% แตไมเ ค็มตามจาํ นวนทกี่ ําหนดไว

1) ปยุ ปลอม คือ ปยุ ทไ่ี มมีสารท่ีใหแรธ าตทุ ่ีพชื ตองการเลย หรอื บางชนดิ มแี รธาตุท่พี ืชตองการอยดู วย
แตม ีปรมิ าณนอ ยเกินไปไมถ งึ 10% ของที่กาํ หนดไว

3) ปุยเคมเี สอื่ มคณุ ภาพ คือ ปุยเคมที หี่ มดอายหุ รอื ถกู กระทบกระเทอื นดว ยปจ จยั ใดๆ อนั ทาํ ให
เส่ือมสภาพโดยธาตอุ าหารลดนอ ยลงหรือเปล่ยี นสภาพไป

4) ปยุ เชิงประกอบ คือ ปุยเคมที ่ที ําขนึ้ ดวยกรรมวธิ ีทางเคมี และมีธาตุอาหารหลกั อยา งนอ ย 2 ธาตขุ ึ้นไป
เชน ปุยโพแทสเซียมฟอสเฟต ใหธาตุโพแทสเซยี ม และฟอสฟอรัส เปน ตน

————————————————————


ชุดที่ 20 : วิทยาศาสตร์ ป.5

แบบทดสอบ ชดุ เตรียมสอบ ช้ัน ป.5
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ (ชุดที่ 20) จํานวน 5 ข้อ

คําสัง่ : เลือกคําตอบที่ถูกที่สุดเพียงขอเดียว

1. ข้อใดเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผัน
ตอ่ เนือ่ ง
1) การหอ่ ลิ้น หมเู่ ลอื ด
2) สผี ิว ความสงู
3) การมตี ่งิ หู การมลี กั ย้มิ
4) ตาสองช้ัน การกระดกนิว้ หัวแม่มือได้

2. ดอกไม้ในข้อใดเป็นดอกชอ่ ทงั้ หมด
1) ดอกกลว้ ยไม้ ดอกเข็ม ดอกหนา้ ววั
2) ดอกมะพร้าว ดอกถ่ัวลิสง ดอกจาํ ปี
3) ดอกมะมว่ ง ดอกกหุ ลาบ ดอกทานตะวนั
4) ดอกตอ้ ยตง่ิ ดอกชบา ดอกรัก


3. ดอกไม้ในขอ้ ใดเป็นดอกสมบรู ณเ์ พศทัง้ หมด
1) ข้าวโพด ชบา มะเขือ
2) ตาํ ลงึ มะมว่ ง กุหลาบ
3) มะละกอ จาํ ปี บวั
4) เฟือ่ งฟา้ จาํ ปา มะพร้าว

4. ข้อใดเป็นลักษณะท่ีสําคัญของบรรยากาศชั้น-
เอกโซสเฟียร์
1) ประกอบดว้ ยแก๊สไฮโดรเจนเป็นสว่ นใหญ่
2) เมอ่ื ความสูงเพ่ิมขน้ึ อุณหภูมลิ ดตํา่ ลง
3) ใชใ้ นการคมนาคมทางอากาศ
4) มคี วามหนาแนน่ ของโอโซนสูง


5. เมื่อดอกไม้ท่ีกําหนดให้ได้รับการผสมเกสรแล้ว
จะทําให้ได้ผลไม้ท่ีจัดอยู่ในประเภทเดียวกับ
ผลไม้ในข้อใดทั้งหมด

ยอดเกสรเพศเมยี
ก้านชเู กสรเพศเมยี
อบั เรณู
ก้านชูอับเรณู
รังไข่

1) องนุ่ จําปี
2) น้อยหน่า สตรอเบอรี่
3) ขนุน สาเก
4) ยอ มะเดอื่


เฉลยแบบทดสอบ ชุดเตรียมสอบ ชัน้ ป.5
วชิ าวิทยาศาสตร์ (ชดุ ท่ี 20) จาํ นวน 5 ข้อ

1. เฉลย 2) สผี วิ ความสงู
ลกั ษณะทางพันธกุ รรมจาํ แนกไดเปน 2 ประเภท ไดแ ก
1. ลกั ษณะทางพันธุกรรมท่มี ีความแปรผันตอ เนอ่ื ง เปนลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมท่ีไมสามารถแยกความ

แตกตา งไดอ ยา งชดั เจน เชน สผี วิ ความสูง น้าํ หนกั เปนตน ลกั ษณะเหลาน้ถี ูกควบคมุ ดวยยีนหลายคู ส่ิงแวดลอม
จงึ มอี ทิ ธพิ ลตอการควบคุมลกั ษณะดงั กลา วมากกวายนี

2. ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมทม่ี ีความแปรผันไมต อ เนื่อง เปน ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแตกตางกัน
อยา งชัดเจน เชน ความสามารถในการหอลนิ้ หมูเลอื ด การมตี ง่ิ หู การมลี ักย้ิม จํานวนชั้นของตา การกระดก
น้ิวหวั แมมือได การถนัดมอื ขวาหรือมอื ซา ย เปน ตน ลกั ษณะเหลานถี้ ูกควบคุมดว ยยนี นอยคู ยนี จึงมีอทิ ธพิ ลตอ
การควบคมุ ลกั ษณะดังกลา วมากกวาส่ิงแวดลอ ม

2. เฉลย 1) ดอกกลวยไม ดอกเขม็ ดอกหนา วัว
ดอกเดยี่ ว คือ ดอกไมทมี่ กี า นชูดอกเพยี งกา นเดียว และมดี อกอยเู พียงดอกเดยี ว ไดแ ก ดอกถว่ั

ดอกจาํ ป ดอกกหุ ลาบ ดอกชบา ฯลฯ
ดอกชอ คือ ดอกไมท ่ปี ระกอบดวยดอกหลายดอกอยบู นกานชดู อกเดียวกนั ไดแ ก ดอกกลว ยไม

ดอกเขม็ ดอกหนา วัว ดอกมะพรา ว ดอกถ่วั ลสิ ง ดอกมะมว ง ดอกทานตะวัน ดอกตอยต่ิง ดอกรกั ฯลฯ

3. เฉลย 4) เฟอ งฟา จาํ ปา มะพราว
ดอกสมบรู ณเ พศ (Perfect Flower) เปนดอกไมท มี่ ีอวยั วะสืบพันธุครบ คอื มที งั้ เกสรเพศผแู ละ

เกสรเพศเมยี อยูภายในดอกเดยี วกัน ไดแ ก ดอกครบสวนทุกชนดิ และดอกไมครบสวนบางชนิดท่ไี มมกี ลบี เล้ยี ง
แตม ีเกสรเพศผแู ละเกสรเพศเมียอยภู ายในดอกเดยี วกัน เชน ดอกชบา ดอกมะมว ง ดอกกหุ ลาบ ดอกจําป
ดอกบวั ดอกเฟอ งฟา ดอกจําปา ดอกมะพราว เปน ตน

ดอกไมส มบรู ณเพศ (Imperfect Flower) เปนดอกไมท ม่ี ีอวยั วะสืบพนั ธุไมครบในดอกเดียวกัน
คือ มเี กสรเพศผหู รือเกสรเพศเมยี อยางใดอยางหน่งึ จัดเปน ดอกไมค รบสว น เชน ดอกขาวโพด ดอกตาํ ลงึ
ดอกมะละกอ ดอกฟก ทอง ดอกละหงุ ดอกหนา ววั ดอกมะยม เปน ตน

4. เฉลย 1) ประกอบดวยแกสไฮโดรเจนเปนสวนใหญ
บรรยากาศชน้ั เอกโซสเฟย ร เรมิ่ ตงั้ แต 500 กโิ ลเมตร จากผิวโลกขึ้นไป บรรยากาศชั้นนเ้ี จือจางมากจน

ไมถ อื วาเปนสว นหน่ึงของบรรยากาศ องคประกอบสวนใหญเ ปนแกสไฮโดรเจนและฮเี ลียม ไมมรี อยตอ ทชี่ ัดเจน
ระหวางบรรยากาศชัน้ นก้ี ับอวกาศ มอี ณุ หภูมิประมาณ 726 องศาเซลเซียส ถงึ แมอณุ หภมู จิ ะสงู แตเ นอ่ื งจากมี
อากาศเบาบางมากจงึ แทบไมมผี ลตอ ยานอวกาศ


5. เฉลย 2) นอยหนา สตรอเบอร่ี
ดอกไมท ีก่ ําหนดใหเปนดอกเดี่ยว แตภายในมรี งั ไขจํานวนมาก เมอ่ื ไดร บั การผสมเกสรแลว จะทําให

ไดผลไมทจ่ี ดั อยูใ นประเภทผลกลมุ รังไขแ ตล ะอันมาจากเกสรเพศเมยี อันหนึ่ง และจะเจรญิ เปนผลในลักษณะเปน
กลุม หรอื กระจุก เชน กระดงั งา จาํ ป จําปา การะเวก นมแมว ลูกจาก แตม ผี ลกลุม บางชนิดรวมเปนผลผลเดียว
เชน นอยหนา สตรอเบอรี่ ฝก บวั เปนตน

องนุ เปนผลเดีย่ ว คอื ผลท่เี กิดจากรังไขอนั เดียวท่อี ยภู ายในดอกเดยี วกัน อาจเปน ดอกเดย่ี วหรือ
ดอกชอ ก็ได ถาในรังไขมอี อวลุ อนั เดียวกจ็ ะเจรญิ เปนผลเดยี่ วทม่ี เี มล็ดเดียว แตถ า ในรังไขห น่งึ มีหลายออวุลก็จะ
เจริญเปนผลเดีย่ วทม่ี หี ลายเมลด็

ขนุน สาเก ยอ และมะเดื่อ เปนผลรวม คือ ผลที่เกิดจากรงั ไขข องดอกชอ โดยแตละดอกมีหนึ่งรงั ไข
ซ่งึ จะเจริญรวมกันเปน ผลเพยี งผลเดียว และจะมบี างสว นของดอกเจริญไปเปน สวนของผลดว ย

————————————————————


Click to View FlipBook Version