The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่องที่ 1-182/2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kmcenter.ago1, 2023-06-26 04:15:56

KM 3P ม.ค.-มิ.ย.66

เรื่องที่ 1-182/2566

องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ สรุปในการด าเนินคดีการด าเนินคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่มีบทก าหนดโทษ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ถือเป็ นคดีส าคัญที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบ ส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 42 ประกอบหนังสือส านักงานอัยการสูงสุด ด่วนที่สุด ที่ อส 0007(พก)/ว 99 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2562 ข้อ 2 และหากมีการร้องขอความเป็ นธรรม ตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 65 ก าหนดให้กรณีที่ จะมีสั่งไม่ฟ้ องทุกข้อหาหรือบางข้อหาให้ท าความเห็นในส านวนแล้วเสนอตามล าดับชั้นถึงอธิบดีอัยการเพื่อพิจารณาสั่ง ทั้งคดี เมื่ออธิบดีอัยการมีค าสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น ดังนั้น อธิบดีอัยการต้องมีความเห็นและค าสั่งทางคดีเสียก่อน เมื่ออธิบดีอัยการมีความเห็นสั่งฟ้ องผู้ต้องหา ก็ไม่ต้องส่งส านวนให้อัยการสูงสุดเพื่อวินิจฉัยแต่อย่างใด หากอธิบดีอัยการ มีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้ องผู้ต้องหาต้องเสนอเรื่องโดยส่งส านวนให้อัยการสูงสุดเพื่อวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 44 ประกอบหนังสือส านักงานอัยการสูงสุด ด่วนที่สุด ที่ อส 0007(พก)/ว 99 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2562 ข้อ 3 โดยส านักงานที่มีอ านาจหน้าที่เสนอความเห็นประกอบ การพิจารณาของอัยการสูงสุด ได้แก่ ส านักงานคดีอัยการสูงสุด โดยมีการรับส านวน เป็ นส านวนกฎหมายอื่น (กมอ.) กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ 1. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 3. ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 42 และ ข้อ 65 4. หนังสือส านักงานอัยการสูงสุด ด่วนที่สุด ที่ อส 0007(พก)/ ว 99 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2562 ข้อ 3 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหาร งานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นางสาวพรพิชชา สองสีต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานอัยการพิเศษฝ่ายชี้ ขาดคดีอัยการสูงสุด 3 ส านักงานชี้ ขาดคดีอัยการสูงสุด นำงสมสุข มีวุฒิสม อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 149/2566 /2563 องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th ---------------------------- กำรประสำนงำนอย่ำงไม่เป็ นทำงกำรก่อนและหลังกำรส่งค ำร้องขอควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศทำงอำญำ การขอพยานหลักฐานจากต่างประเทศมาใช้ในการด าเนินคดีต้องอาศัยการส่งค าร้องขอความร่วมมือระหว่างประเทศ ทางอาญา ซึ่งหน่วยงานที่ประสงค์จะได้รับพยานหลักฐานไม่ว่าจะใช้ในการสืบสวนสอบสวนหรือริบทรัพย์สินจะต้องส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด ในฐานะผู้ประสานงานกลางเพื่อจัดท าค าร้องโดยมีเอกสารหลักฐานถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้รับค าร้องขอแล้วจัดส่งไปยัง ผู้ประสานงานกลางของประเทศผู้รับค าร้องขอโดยผ่านช่องทางการทูตหรือช่องทางตามสนธิสัญญาที่ท าไว้กับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม วิธีการที่เป็ นทางการเช่นนี้ จะต้องผ่านหลายหน่วยงานและใช่เวลานานกว่าจะถึงมือหน่วยงานระดับปฏิบัติ ซึ่งอาจมีค าถาม ในรายละเอียดเพื่อจะน าไปแปรเป็ นวิธีปฏิบัติ กว่าจะสามรถด าเนินงานแสวงหาพยานหลักฐานให้ได้ พยานหลักฐานอาจสูญหาย ถูกเคลื่อนย้าย หรืออาจหมดอายุการเก็บรักษาไปแล้วในกรณีที่เป็ นพยานทางดิจิตอล มิฉะนั้น กว่าหน่วยงานที่ต้องการพยานหลักฐาน จะได้รับพยานหลักฐานที่ต้องการก็อาจไม่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานแล้ว เช่น ศาลพิจารณาคดีเสร็จสิ้ นไปแล้ว ดังนั้น เพื่อให้สามารถ ด าเนินการให้รวดเร็วขึ้ น ในปัจจุบัน จึงได้อาศัยเครือข่ายความร่วมมืออย่างไม่เป็ นทางการ เช่น เครือข่ายความร่วมมือด้าน กระบวนการยุติธรรมของผู้ประสานงานกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Justice Network : SEAJust) ในการติดต่อ โดยตรงกับผู้ประสานงานกลางของประเทศผู้รับค าร้องขอโดยผ่านอีเมล์หรือแอพพลิเคชั่นไลน์หรือแอพพลิเคชั่นว็อทแอพ (WhatsApp) หรือผ่านการประชุมแบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์เพื่อสอบถามถึงว่าต้องการข้อมูลใดบ้างเพื่อจะได้น ามาจัดท าค าร้องได้ถูกต้อง สอดคล้อง กับกฎหมาย ระเบียบ แบบฟอร์มของประเทศผู้รับค าร้องขอ ซึ่งจะเป็ นการประหยัดเวลา ลดความเสี่ยงในความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน และ สามารถคาดหมายได้ล่วงหน้าว่าจะประสบความส าเร็จในการด าเนินการหรือไม่ ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ การสื่อสารโดยใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ระหว่างผู้ประสานงานกลางโดยตรงโดยผ่านเครือข่ายความร่วมมืออย่าง ไม่เป็ นทางการก่อนที่จะท าค าร้องอย่างเป็ นทางการตามไปในภายหลังเป็ นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดท าค าร้องขอความร่วมมือ ระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาได้อย่างถูกตอ้งและประหยดัเวลาในการดา เนินการไดม้ากและสามารถดา เนินการใหเ้กิดผลสมัฤทธ์ิ ได้ง่ายกว่าการด าเนินการอย่างเป็นทางการเพียงอย่างเดียว กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา พ.ศ. 2535 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายภูษิต ตีระวนิชพงศ์ต าแหน่ง ผู้อ านวยการศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศทางกฎหมาย สังกัด ส านักงานต่างประเทศ นำยปริญญำ จิตรกำรนทีกิจ อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 2 มิถุนำยน 2566


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 150/2566 /2563 ---------------------------- ยืนยันมติคณะรัฐมนตรี หน่วยงำนของรัฐไม่ควรน ำคดีแพ่ง(รวมท้งัคดภีำษีอำกร) ที่ขำดอำยุควำมส่งให้พนักงำนอัยกำรด ำเนินคดีเนื่องจำกกำรฟ้ องคดีไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่รำชกำร ตามที่ได้มีมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนมาก ที่ นร 0505/ว 184 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2549 และได้มีการปรับปรุงแก้ไขตามหนังสือส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0505/ว 13 ลงวันที่ 24 มกราคม 2550 หนังสือส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0503/ว 145 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2558 หนังสือส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0505/ว 193 ลงวันที่ 21เมษายน 2560 และหนังสือส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0503/ว 139 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2554 และปัจจุบันมีหนังสือส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0505/ว 221 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 มีสาระส าคัญว่าหน่วยงานของรัฐไม่ควรน าคดีแพ่ง (รวมทั้งคดีภาษีอากร) ที่ขาดอายุความส่งให้พนักงานอัยการ ด าเนินคดีจึงน าเสนอกรณีตัวอย่างของส านักงานคดีภาษีอากรเห็นควรไม่รับด าเนินคดีให้กรมศุลกากร เพื่อสนับสนุนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ด้วยกรมศุลกากรได้มีหนังสือที่ กค 0503/9398 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ขอให้จัดพนักงานอัยการด าเนินคดีว่าต่างให้แก่กรมศุลกากรฟ้ องบริษัท ท. โดยนาย ต. และนาย ส. ผู้ช าระบัญชี เรียกค่าภาษีอากรค้าง ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษี เพื่อมหาดไทยและเงินกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ รวมจ านวน 32,531,595.62 บาท ส านักงานคดีภาษีอากรได้มีหนังสือแจ้งไม่รับว่าต่างและส่งเรื่องคืนเนื่องจากคดีขาดอายุความ 10 ปี นับแต่วันน าเข้า (ตามแนวค าพิพากษาศาลฎีกา ที่ 11002/2554) แต่กรมศุลกากรแจ้งไม่เห็นด้วย กับส านักงานคดีภาษีอากรและขอให้ด าเนินคดีต่อไป ข้อเท็จจริง บริษัท ท. เป็ นผู้ประกอบการน าเข้าและจ าหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ไวน์ วอดก้าฯ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2547 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ได้ด าเนินการขอหมายค้นจากศาลอาญาเข้าตรวจค้น บริษัทดังกล่าวและยึดเอกสารเกี่ยวกับการสั่งซื้ อ การช าระเงินค่าสินค้าจากบริษัทฯดังกล่าวเป็ นจ านวนมาก กลับไปท าการตรวจสอบ ผลการตรวจสอบเอกสารได้พบการกระท าผิดเกี่ยวข้องกับการน าเข้าสินค้าเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ไวน์ วอดก้า ฯลฯ ตามใบขนสินค้าขาเข้าฯ ที่บริษัทฯ ได้ยื่นไว้ระหว่างช่วงเวลาเดือนมีนาคม 2543 – มิถุนายน 2547 รวม 169 ฉบับ โดยเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร เห็นว่าบริษัทฯ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 6 มิถุนำยน 2566


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ต ่ากว่าจ านวนเงินที่บริษัทฯ ได้ช าระให้แก่ผู้ขายตามเอกสารที่ตรวจพบและยึดได้ โดยไม่ได้ส าแดงค่าโฆษณา (Advertising), ค่าใบอนุญาต (Licence Fee), ค่าการตลาด (Marketing Fee) ซึ่งต้องรวมอยู่ในราคาขาย จึงเป็ นการส าแดงราคาต ่ากว่าราคาขายแท้จริง เพื่อหลีกเลี่ยงอากร เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรแจ้งให้บริษัทฯ ไปท าความตกลงระงับคดีตามกฎหมายศุลกากร แต่บริษัทฯ ผัดผ่อน ประวิงเวลาโดยขอเลื่อนการชี้ แจงหลาย ครั้งและอุทธรณ์โต้แย้งค าสั่งให้ไปท าความตกลงระงับคดีตามกฎหมายศุลกากร จึงได้ส่งเรื่องให้ส่วน มาตรฐานราคาศุลกากร 1 ส านักมาตรฐานพิธีการและราคาศุลกากรพิจารณา โดยไม่ได้แจ้งขอระงับกำร จดทะเบียนเสร็จกำรช ำระบัญชีของบริษัทต่อกระทรวงพาณิชย์ บริษัทฯ ได้ประวิงเวลาโดยขอเลื่อนการขอ ชี้ แจงและได้ไปจดทะเบียนเลิกบริษัทฯ จนจดทะเบียนเสร็จกำรช ำระบัญชีเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกำยน 2553 โดยมีนาย ต. และนาย ส. เป็ นผู้ช าระบัญชี ในการจดทะเบียนเสร็จการช าระบัญชีของบริษัทฯได้น าส่ง งบการเงิน ณ วันเลิกบริษัทแสดงผลประกอบการในปี 2553 ขาดทุนสุทธิ 27,306.45 บาท และเป็ นหนี้ กรรมการ รวมกว่า 200 ล้านบาท แต่กรรมการปลดหนี้ ให้จึงจดทะเบียนเสร็จการช าระบัญชีได้ เจ้าหน้าที่ กรมศุลกากรได้ออกหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อเดือนมิถุนายน 2555 เรียกเก็บอากรขาเข้าขาดและ ภาษีอื่น ๆ ซึ่งเป็ นเวลาภายหลังจากจดทะเบียนเสร็จการช าระบัญชีแล้ว 1 ปี เศษแล้ว จึงส่งเรื่องขอให้ ส านักงานคดีภาษีอากรด าเนินคดีส านักงานคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว ไม่รับว่าต่างและส่งเรื่องคืน เนื่องจากคดีขาดอายุความ 10 ปี นับแต่วันน าเข้าทุกฉบับ (ตามแนวค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 11002/2554) แต่กรมศุลกากรอ้างว่าเป็ นกรณีหลีกเลี่ยงไม่ใช้อายุความ 10 ปี นับแต่วันน าเข้าตามความในมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 คดีไม่ขาดอายุความ (ตามค าพิพากษาศาลฎีกา ที่ 2969/2547) การพิจารณา คดีนี้ พิจารณาตามเอกสารหลักฐานที่กรมศุลกากรน าส่งแล้ว เป็ นกรณีบริษัทน าสินค้าเข้ามา ในราชอาณาจักรในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2544 – เมษายน 2545 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรไม่ออกหนังสือ แจ้งการประเมิน เพียงแต่มีหนังสือลงวันที่ 10 มกราคม 2550 แจ้งให้บริษัทฯ ไปท าความตกลงระงับคดี ตามกฎหมายศุลกากร บริษัทฯ ได้ประวิงเวลาเรื่อยมาจนเจ้าพนักงานจึงได้แจ้งการประเมินให้บริษัทฯ ทราบ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็ นเวลาภายหลังจากที่บริษัทฯ ได้จดทะเบียนเสร็จการช าระบัญชีแล้ว ถึง1 ปี เศษ ซึ่งการแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานไม่สามารถกระท าได้แล้วเนื่องจากตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 ได้ก าหนดให้นิติบุคคลที่ได้เลิกกันแล้วให้ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จ าเป็ น เพื่อการช าระบัญชีเมื่อบริษัทฯ ดังกล่าว ได้จดทะเบียนเสร็จการช าระบัญชีแล้วสภาพบุคคลหรือความเป็ นนิติ บุคคลเป็ นอันสิ้ นไปตามกฎหมาย ดังนั้นในเวลาที่กรมศุลกากรแจ้งการประเมิน (วันที่ 23 มิถุนายน 2555) บริษัทฯ ดังกล่าวจึงไม่มีสภาพบุคคลที่จะรับหนังสือแจ้งการประเมินได้ตามกฎหมาย และบริษัทฯ ก็ไม่ สามารถอุทธรณ์การประเมินได้เพราะเหตุไม่มีสภาพบุคคล จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 อีกประการหนึ่งการด าเนินคดีตามความในมาตรา 1272 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติ ห้ามฟ้ องคดีเมื่อพ้นก าหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการช าระบัญชีนั้น กฎหมายได้ก าหนดให้ฟ้ อง เรียกหนี้ สินที่นิติบุคคลนั้นเป็ นลูกหนี้ อยู่ในฐานะเช่นนั้นในขณะจดเสร็จการช าระบัญชี การฟ้ องเรียกหนี้ ตามมาตราดังกล่าวจึงต้องเป็ นกรณีที่นิติบุคคลนั้นเป็ นหนี้ อยู่ในขณะที่นิติบุคคลนั้นเลิกนิติบุคคลหรือ ในขณะที่อยู่ระหว่างช าระบัญชี แต่กรณีนี้ ในขณะที่บริษัทฯ ช าระบัญชี บริษัทฯ ยังไม่ได้รับทราบหนี้ ช าระบัญชี จึงไม่ทราบว่ามีหนี้ คดีนี้ อยู่ในขณะช าระบัญชี กรมศุลกากรเพิ่งแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็ นเวลาหลังจดเสร็จการช าระบัญชีแล้ว หนี้ คดีนี้ จึงเกิดขึ้ นหลังการช าระบัญชีเสร็จสิ้ นแล้ว บริษัทฯ ได้สิ้ น สภาพบุคคลที่จะรับรู้หนี้ คดีนี้ แล้ว บริษัทฯ และผู้ช าระบัญชีจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องช าระบัญชีในส่วนของหนี้ คดีนี้ อีกทั้งตามงบการเงินของบริษัทในขณะเสร็จการช าระบัญชีปรากฏบริษัทฯ มีหนี้ สินมากกว่าทรัพย์สิน กว่า 200 ล้านบาท แม้ฟ้ องคดีไปก็ไม่สามารถบังคับคดีได้เนื่องจากบริษัทฯ ไม่มีทรัพย์สินน ามาช าระหนี้ ตามฟ้ อง แต่กรมศุลกากรจะต้องเสียเงินงบประมาณอีกเป็ นจ านวนมากมาเป็ นค่าขึ้ นศาลตลอดจนค่าใช้จ่าย ในการด าเนินคดีการด าเนินคดีจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ราชการ ซึ่งตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2549 ได้ก าหนดให้พนักงานอัยการพิจารณายุติการด าเนินคดี ข้อสรุปสำระส ำคัญ/แก่นควำมรู้ มีประเด็นหรือความรู้หน้างานจากเรื่องนี้ ดังนี้ 1) กรณีพนักงานอัยการนี้ ได้มีค าสั่งไม่รับว่าต่างและส่งเรื่องคืนแล้ว แต่กรมศุลกากรกลับแจ้งความ ประสงค์ให้พนักงานอัยการด าเนินคดีต่อไป อันเป็ นการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติให้ส่วนราชการก าชับ เจ้าหน้าที่ให้ยึดปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีโดยเคร่งครัดตามหนังสือส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0202/ว 180 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2531 เรื่องการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งสอดคล้องกับ หนังสือส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0505/ว 13 ลงวันที่ 24 มกราคม 2550 หนังสือส านัก เลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0503/ว 145 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2558 หนังสือส านักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีที่ นร 0505/ว 193 ลงวันที่ 21 เมษายน 2560 และหนังสือส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0503/ว 139 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2554 และปัจจุบันมีหนังสือส ำนักเลขำธิกำรคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0505/ว 221 ลงวันที่ 1 พฤษภำคม 2561 ที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขมีสาระส าคัญว่าหน่วยงานของ รัฐไม่ควรน าคดีแพ่ง (รวมทั้งคดีภาษีอากร) ที่ขาดอายุความส่งให้พนักงานอัยการด าเนินคดี 2) หากกรมศุลกากรได้ด าเนินการแจ้งการประเมินตั้งแต่เมื่อทราบจ านวนภาษีอากรที่บริษัทฯ ต้องช าระตั้งแต่ปี 2549 ที่ตรวจพบการกระท าผิดและทราบจ านวนภาษีที่ต้องช าระ ผู้ช าระบัญชีไม่ด าเนินการ ให้เสร็จสิ้ นก่อนจดเสร็จการช าระบัญชีก็จะไม่สามารถจดทะเบียนเสร็จการช าระบัญชีได้และแม้จะจดทะเบียน เสร็จการช าระบัญชีได้บริษัทฯ และผู้ช าระบัญชีก็ต้องรับผิดช าระหนี้ ภาษีจ านวนนี้ ตามความในมาตรา 1272 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 3) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 ที่บัญญัติห้ามฟ้ องคดีเมื่อพ้นก าหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการช าระบัญชีนั้น กฎหมายได้ก าหนดให้ฟ้ องเรียกหนี้ สินที่นิติบุคคลนั้นเป็ นลูกหนี้อยู่ ในขณะจดเสร็จการช าระบัญชีการฟ้ องเรียกหนี้ ตามมาตราดังกล่าวจึงต้องเป็ นกรณีที่นิติบุคคลนั้นเป็ นหนี้ อยู่ ในขณะที่นิติบุคคลนั้นเลิกนิติบุคคลหรือในขณะที่อยู่ระหว่างช าระบัญชี แต่กรณีนี้ ในขณะที่บริษัทฯ ช าระบัญชี บริษัทฯยังไม่ได้รับทราบหนี้ ผู้ช าระบัญชีจึงไม่ทราบว่ามีหนี้ คดีนี้ อยู่ในขณะช าระบัญชี หนี้ คดีนี้ จึงเกิดขึ้ นหลัง การช าระบัญชีเสร็จสิ้ นแล้ว บริษัทฯได้สิ้ นสภาพบุคคลที่จะรับรู้หนี้ คดีนี้ แล้ว บริษัทฯและผู้ช าระบัญชีจึงไม่มี หน้าที่ที่จะต้องช าระบัญชีในส่วนของหนี้ คดีนี้ 4) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 ได้ก าหนดให้นิติบุคคลที่ได้เลิกกันแล้วให้ ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จ าเป็ นเพื่อการช าระบัญชี เมื่อบริษัทฯดังกล่าวได้จดทะเบียนเสร็จการช าระบัญชี แล้วสภาพบุคคลหรือความเป็ นนิติบุคคลเป็ นอันสิ้ นไปตามกฎหมาย ดังนั้น ในเวลาที่กรมศุลกากรแจ้งการ ประเมิน (วันที่ 23 มิถุนายน 2555) บริษัทฯ ดังกล่าว จึงไม่มีสภาพบุคคลที่จะรับหนังสือแจ้งการประเมินได้ ตามกฎหมายและบริษัทฯก็ไม่สามารถอุทธรณ์การประเมินได้เพราะเหตุไม่มีสภาพบุคคล จึงเป็ นการประเมิน ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บริษัทฯ และผู้ช าระบัญชีจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องช าระบัญชีในหนี้ คดีนี้ 5) ตามงบการเงินของบริษัทฯในขณะเสร็จการช าระบัญชีปรากฏว่าบริษัทฯมีหนี้ สินมากกว่า ทรัพย์สินกว่า 200 ล้านบาท แม้ฟ้ องคดีไปก็ไม่สามารถบังคับคดีได้เนื่องจากบริษัทฯไม่มีทรัพย์สินน ามา ช าระหนี้ ตามฟ้ อง แต่กรมศุลกากรจะต้องเสียเงินงบประมาณอีกเป็ นจ านวนมากมาเป็ นค่าขึ้ นศาลตลอดจน ค่าใช้จ่ายในการด าเนินคดีการด าเนินคดี จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ราชการตามมติคณะรัฐมนตรี 6) การส่งเรื่องให้ส านักงานอัยการสูงสุดด าเนินคดีแพ่งตัวความควรต้องยื่นค าร้องต่อกระทรวง พาณิชย์เพื่อให้ระงับการจดทะเบียนเลิกนิติบุคคลและเสร็จการช าระบัญชีไว้ทุกกรณี กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249, 1272 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 - ผู้จัดท า KCJ : นายตฤณกร ธนพงศ์อมร ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ห้องผู้ตรวจการอัยการ (นายศรัณย์ ถิรพัฒน์) นำยวิรัช เนติธรรมำภิมุข อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 151/2566 /2563 ---------------------------- ช้ีขำดควำมเห็นแยง้ควำมผิดฐำนประกอบวิชำชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญำต ปลอมเอกสำรและใช้เอกสำรปลอม พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4 “วิชาชีพเวชกรรม” หมายความว่า วิชาชีพ ที่กระท าต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบ าบัดโรค การป้ องกันโรค การผดุงครรภ์ การปรับสายตาด้วยเลนซ์สัมผัส การแทงเข็มหรือการฝังเข็มเพื่อบ าบัดโรคหรือเพื่อระงับความรู้สึก และ หมายความรวมถึงการกระท าทางศัลยกรรม การใช้รังสี การฉีดยาหรือสสาร การสอดใส่วัตถุใดๆ เข้าไปในร่างกาย ทั้งนี้ เพื่อการคุมก าเนิด การเสริมสวย หรือการบ ารุงร่างกายด้วย และ “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้ นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็ นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา คดีมีผู้กล่าวหาที่ 3 ซึ่งเป็ นนิติกรช านาญการพิเศษ ประจ ากองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ให้การยืนยันว่า การตรวจร่างกายและออกใบรับรองแพทย์ ถือเป็ นการประกอบวิชาชีพ เวชกรรม ซึ่งต้องขึ้ นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากแพทยสภา ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ดังนั้น การที่ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็ นเพียงพยาบาลวิชาชีพ มีใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ ผดุงครรภ์ชั้นหนึ่ง ออกโดยสภาการพยาบาล แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม พิมพ์แบบฟอร์ม ใบรับรองแพทย์ส าหรับต่อใบอนุญาตขับขี่ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีผู้ช่วยพยาบาลได้บันทึก การซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้ องต้นของผู้กล่าวหาที่ 1 ไว้ แล้วผู้ต้องหาที่ 2 เขียนข้อความเพิ่มเติมลง ในช่องสรุปความเห็นและข้อแนะน าของแพทย์ว่า ผู้กล่าวหาที่ 1 เป็ นผู้มีสุขภาพร่างกาย สมบูรณ์ แข็งแรง แล้วลงลายมือชื่อปลอมของแพทย์เจ้าของคลินิก ซึ่งเป็ นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมและ ใบอนุญาตให้ด าเนินการสถานพยาบาลที่ผู้ต้องหาที่ 2 ท างานเป็ นพยาบาลวิชาชีพอยู่ ลงในช่องชื่อแพทย์ ผู้ตรวจร่างกาย จึงเป็ นการออกใบรับรองแพทย์ให้แก่ผู้กล่าวหาที่ 1 อันเป็ นการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามความหมายในพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4 โดยที่ผู้ต้องหาที่ 2 มิได้เป็ น ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เป็ นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ซึ่งมีบทก าหนดโทษตามมาตรา 43 และการที่ผู้ต้องหาที่ 2 ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารดังกล่าวโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ผู้อื่นหรือประชาชน เป็ นการกระท าเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็ นเอกสารที่แท้จริง จึงเป็ นความผิด KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 6 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 เมื่อผู้ต้องหาที่ 2 ส่งมอบใบรับรองแพทย์ปลอมให้ ผู้กล่าวหาที่ 1 ไป จึงเป็ นการน าออกใช้อ้างเอกสารฉบับปลอมดังกล่าว โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ผู้อื่นหรือประชาชน จึงเป็ นความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 อีกฐานหนึ่งด้วย ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ การจะเป็ นความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่จ าต้องพิจารณาว่าผู้กระท าผิด ได้ลงลายมือชื่อปลอมของแพทย์ผู้ตรวจร่างกายลงในแบบฟอร์มใบรับรองแพทย์ แม้ผู้กระท าผิดเป็ นพยาบาล วิชาชีพ มีใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ชั้นหนึ่ง ออกโดยสภาการพยาบาล แต่ไม่มีใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ได้เขียนข้อความเพิ่มเติมลงในช่องสรุปความเห็นและข้อแนะน าของแพทย์ ว่าผู้รับการตรวจร่างกายเป็ นผู้มีสุขภาพร่างกาย สมบูรณ์ แข็งแรง แล้วลงลายมือชื่อปลอมของแพทย์ซึ่งได้รับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยไม่ได้ลงชื่อตนเองเป็ นผู้วินิจฉัยโรคก็ตาม ย่อมถือได้ว่าเป็ นการ ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามความหมายในพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4 แล้ว กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4 มาตรา 26 มาตรา 43 - ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 มาตรา 268 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ ผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายพิเชษฐ์ ศิริวาส ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานอัยการพิเศษฝ่ายชี้ ขาดคดีอัยการสูงสุด 2 นำงสำวณฤดี เกียรติคงยิ่ง อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 152/2566 /2563 ---------------------------- กำรขออนุญำตฟ้ อง เดิมเมื่อครั้งด ำรงต ำแหน่งอัยกำรผู้เชี่ยวชำญพิเศษ ส ำนักงำนอัยกำรภำค 7 ได้รับผิดชอบภำรกิจในงำนหลำย ประเภท อำทิเช่น งำนขออนุญำตฟ้ อง คดีร้องขอควำมเป็ นธรรม คดีกลับค ำสั่งไม่ฟ้ อง กำรแนะน ำด ำเนินคดี งำนยุติ กำรด ำเนินคดี คดีส ำคัญ งำนตรวจค ำสั่งไม่ฟ้ อง ไม่ริบของกลำง กำรสอบสวนข้อเท็จจริง (วินัย) กำรตรวจส ำนวนอำญำ ส ำนักงำนในภำค และอื่น ๆ ซึ่งเห็นว่ำล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับกำรตรวจส ำนวน กำรมีควำมเห็นและค ำสั่งในส ำนวน กำรสอบสวนที่พนักงำนอัยกำรแต่ละส ำนักงำนได้รับมำจำกพนักงำนสอบสวน ซึ่งบำงครั้งอำจต้องมีกำรสั่งให้พนักงำน สอบสวนท ำกำรสอบสวนเพิ่มเติม หรือเข้ำมำแก้ไขควำมละเอียดถูกต้องของส ำนวนแตกต่ำงกันไปตำมประเภทคดี ก่อนที่จะมีควำมเห็นและค ำสั่งในส ำนวนต่อไป ต่อไปจะเป็ นกำรกล่ำวเรื่องกำรขออนุญำตฟ้ อง คดีที่อยู่ในอ ำนำจศำลแขวงพิจำรณำพิพำกษำ ทั้งส ำนักงำนอัยกำร จังหวัดที่ไม่มีส ำนักงำนคดีศำลแขวง(แขวงเทียม) ส ำนักงำนคดีศำลแขวง หรือส ำนักงำนคดีเยำวชนและครอบครัว ในเบื้ องต้นเมื่อคดีขำดผัดฟ้ องตำมกฎหมำย เมื่อได้มีควำมเห็นและค ำสั่งฟ้ องผู้ต้องหำแล้วก็จะต้องด ำเนินกำรส่งส ำนวนไปยัง ส ำนักงำนอัยกำรภำค นั้น ๆ เพื่อขออนุญำตฟ้ องต่ออธิบดีอัยกำรภำค(อัยกำรสูงสุดได้มอบหมำยให้อธิบดีอัยกำรภำคอนุญำต ฟ้ อง) ซึ่งต้องระบุข้อเท็จจริง รำยละเอียดที่เกี่ยวข้องในกำรสั่งคดีตำมระเบียบ เช่น สั่งฟ้ องผู้ต้องหำคนใด ข้อหำหรือฐำนใด ของกลำง ประวัติกำรกระท ำควำมผิดของผู้ต้องหำ แจ้งสิทธิผู้เสียหำยตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 44/1 และเหตุแห่งกำรขำดผัดฟ้ องไว้ด้วย ซึ่งส ำนักงำนอัยกำรภำคเมื่อได้รับส ำนวนมำก็ต้องตรวจสอบรำยละเอียด ควำมครบถ้วยถูกต้องและควำมสมบูรณ์ของส ำนวนคดี ก่อนที่จะน ำส ำนวนเสนออธิบดีอัยกำรภำคอนุญำตฟ้ องผู้ต้องหำ ตำมข้อหำหรือฐำนควำมผิดตำมบทกฎหมำยที่ขออนุญำตฟ้ องมำต่อไป แต่จำกกำรตรวจส ำนวนที่ส่งมำขออนุญำตฟ้ องนั้น ปรำกฏว่ำบำงส ำนักงำนยังปฏิบัติในขั้นตอนกำรท ำส ำนวน ไม่ครบถ้วนถูกต้อง และไม่ระบุข้อหำหรือฐำนควำมผิดตำมหนังสือส ำนักงำนคดีกิจกำรอัยกำรสูงสุด ที่ อส 0008/1217 ลงวันที่ 12 เมษำยน 2559 เรื่อง ส่งเอกสำรที่เกี่ยวข้องกับกำรด ำเนินกำรส ำนวนขออนุญำตฟ้ อง ตัวอย่ำงเช่น คดีข้อหำ ฉ้อโกง ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 341 หรือยักยอก ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 352 กลับระบุเป็ น ข้อหำฉ้อโกงทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ เป็ นต้น ทั้งที่มีกำรเวียนหนังสือนี้ ให้ทรำบทั่วกันแล้ว ท ำให้เสียเวลำในกำรต้องด ำเนินกำร แก้ไข หรืออำจท ำให้เกิดควำมเสียหำยขึ้นได้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 7 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้(KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ข้อสรุปสำระส ำคัญ/แก่นควำมรู้ สรุปว่ำ ในกำรขออนุญำตฟ้ องนั้น พนักงำนอัยกำรที่เกี่ยวข้องไม่ว่ำอัยกำรเจ้ำของส ำนวน อัยกำรผู้กลั่นกรองงำน และอัยกำรจังหวัด จะต้องมีกำรตรวจส ำนวนอย่ำงละเอียดรอบคอบและสั่งคดีให้ครบถ้วนถูกต้องตำมระเบียบ และต้องระบุ ข้อหำหรือฐำนควำมผิดอ้ำงบทกฎหมำยให้ถูกต้องตำมที่ก ำหนด มิใช่ระบุฐำนควำมผิดตำมที่พนักงำนสอบสวนแจ้ง แก่ผู้ต้องหำ โดยที่ไม่ได้ดูว่ำเป็ นข้อหำหรือฐำนควำมผิดที่ได้ก ำหนดไว้หรือไม่ หรือคิดข้อหำหรือฐำนควำมผิดขึ้ นมำเอง ทั้งนี้ เพื่อควำมเป็ นเอกภำพให้เป็ นมำตรฐำนเดียวกัน ไม่ให้เกิดควำมเสียหำย เสียเวลำย้อนส ำนวน และอำจถูกต ำหนิหรือ โดนตักเตือนได้ กฎหมำยหรือระเบียบที่เกี่ยวกับควำมรู้นี้ - ประมวลกฎหมำยอำญำ พระรำชบัญญัติ และกฎหมำยอื่นที่มีโทษทำงอำญำ หนังสือส ำนักงำนคดีกิจกำร อัยกำรสูงสุด ที่ อส 0008/1217 ลงวันที่ 12 เมษำยน 2559 ที่มำ : - กำรท ำ KCJ (Knowledge Capturing on Job) จำกกำรท ำ Workshop ของโครงกำรอบรมหลักสูตรนักบริหำร งำนยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรกำรอบรมอัยกำรพิเศษฝ่ำย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชำ กำรบริหำรจัดกำรควำมรู้เพื่อเสริมสร้ำงสมรรถนะผู้บริหำร เมื่อวันที่ 2 มีนำคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท ำ KCJ : นำยพนมฤทธ์ิหอมนิจสกุล ต ำแหน่ง อัยกำรผู้เชี่ยวชำญพิเศษ สังกัด ส ำนักงำนอัยกำรคดีศำลสูงภำค 7 (เพชรบุรี) นำงสมสุข มีวุฒิสม อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 153/2566 /2563 ---------------------------- ข้นัตอนกำรแจง้ขอ้ไม่สมบูรณใ์นสำ นวนกำรไตส่วนของคณะกรรมกำร ป.ป.ช. การพิจารณาส านวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. 1. เมื่อพนักงานอัยการเจ้าของส านวนเห็นว่าส านวนการไต่สวนสมบูรณ์พอที่จะด าเนินคดีได้ให้ท าความเห็นควร รับด าเนินคดีอาญาฟ้ องหรือควรยื่นค าร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็ นของแผ่นดินพร้อมร่างค าฟ้ องหรือค าร้องเสนอผู้บังคับบัญชา ตามล าดับชั้นถึงอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่งให้อัยการสูงสุดด าเนินการฟ้ องคดีต่อศาลภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับส านวน 2. หากพนักงานอัยการเจ้าของส านวนเห็นว่าส านวนการไต่สวนยังไม่สมบูรณ์พอที่จะด าเนินคดีได้ให้ท าความเห็น โดยระบุข้อไม่สมบูรณ์.ตลอดจนข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในฐานความผิดใดแก่ผู้ถูกกล่าวหาคนใดให้ครบถ้วนในคราวเดียว พร้อมรายชื่อคณะกรรมการผู้แทนอัยการสูงสุดและร่างหนังสือแจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอผู้บังคับบัญชาตามล าดับชั้น ถึงอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่ง การด าเนินคดีการตามข้อนี้ ให้ค านึงถึงระยะเวลาที่ก าหนดไว้ในกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 77 บัญญัติว่าในกรณีที่อัยการสูงสุดเห็นว่าส านวนการ ไต่สวนยังไม่สมบูรณ์พอที่จะด าเนินคดีได้ให้แจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยระบุข้อไม่สมบูรณ์ให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ในกรณีนี้ ให้อัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการร่วมฝ่าย ละเท่ากันโดยแต่ละฝ่ายไม่เกินฝ่ายละห้าคน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากอัยการสูงสุดเพื่อด าเนินการรวบรวม พยานหลักฐานให้สมบูรณ์รวมทั้งด าเนินการอื่นใดให้ส านวนการไต่สวนครบถ้วนสมบูรณ์ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง หากพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบเห็นว่ามีความจ าเป็ นต้องขยายระยะเวลาด าเนินการออกไป ให้เสนอส านวนพร้อมเหตุจ าเป็ นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เสนอผู้บังกับบัญชาตามล าดับชั้นถึงอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาขยาย ระยะเวลาออกไปอีก และเมื่ออัยการสูงสุดมีค าสั่งให้ขยายเวลาแล้ว ให้อธิบดีอัยการมีหนังสือแจ้งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ 3. เมื่อคณะกรรมการร่วมด าเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อไม่สมบูรณ์แล้วเพื่อประโยชน์ในการด าเนินคดี ก่อนการประชุมเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการด าเนินการฟ้ องคดีให้คณะกรรมการผู้แทนอัยการสูงสุดท า บันทึกความเห็น เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่รวบรวมได้พร้อมให้ความเห็นทางคดีเสนอผู้บังคับบัญชาตามล าดับชั้นถึงอัยการสูงสุดก่อนน าไปหา ข้อยุติเกี่ยวกับการด าเนินคดีเมื่อคณะกรรมการร่วมประชุมหาข้อยุติเกี่ยวกับการด าเนินคดีเสร็จสิ้ นแล้ว ให้พนักงานอัยการ เจ้าของส านวนมีความเห็นทางคดีตามข้อยุติของคณะกรรมการร่วมหรือมีความเห็นในกรณีที่คณะกรรมการร่วมไม่อาจ หาข้อยุติได้เสนอผู้บังคับบัญชาตามล าดันชั้นถึงอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่ง KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 7 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 4. ในกรณีที่คณะกรรมการร่วมไม่อาจหาข้อยุติได้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ด าเนินการต่อไปตามที่เห็นสมควร โดยจะยื่นฟ้ องคดีเองก็ได้ แต่ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นควรฟ้ องคดีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องด าเนินการฟ้ องคดี ภายในก าหนดอายุความ แต่ต้องไม่ช้ากว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่หาข้อยุติไม่ได้ กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ 1. ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2562 ข้อ 13 และข้อ 14 2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 77, 78 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายวรชัย ไชยวงศ์ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 4 นำยปริญญำ จิตรกำรนทีกิจ อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 154/2566 /2563 ---------------------------- ข้อบกพร่องในกำรด ำเนินคดีของพนักงำนอัยกำร ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้ เป็ นส านวนคดี ส.1 เลขรับที่ 353/2564 ของส านักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี คดีอาญาหมายเลขด าที่ อ 503/2564 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 4948/2564 ของศาลจังหวัดธัญบุรี ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นาย ช. จ าเลย ฐานร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นหรือรับของโจร ซึ่งคดีนี้ อัยการศาลสูงมีค าสั่งไม่ฎีกา และผู้บัญชาการต ารวจภูธรภาค 1 ไม่มีความเห็นแย้งแล้ว ปรากฏว่า พบข้อบกพร่องในการด าเนินคดีของพนักงานอัยการประจ าศาลชั้นต้น กล่าวคือ คดีนี้ พ่วงกับคดี ส .1 เลขรับที่ 1905/2562 คดีอาญาหมายเลขด าที่ อ.2350/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3177/2562 นางสาว ช. จ าเลย ซึ่งในคดีดังกล่าวพนักงานอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้ อง นาย ช. ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ผู้อื่นหรือรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335(7), 357 พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 16 และในส านวนคดีนี้ พนักงานอัยการ มีความเห็นสั่งฟ้ องนาย ช. (จ าเลยในคดีนี้) ตามความเห็นและค าสั่งเดิม แต่เมื่อพิจารณาจากค าฟ้ อง พบว่าพนักงานอัยการประจ าศาลชั้นต้นได้ยื่นฟ้ องจ าเลยในฐานความผิดร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น โดยไม่ได้บรรยายฟ้ องในข้อหารับของโจรแต่อย่างใด จึงท าให้ศาลจังหวัดธัญบุรี (ศาลชั้นต้น) พิพากษายกฟ้ อง โจทก์อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ พ่วงกับคดี ส.1 เลขรับที่ 1905/2562 คดีอาญาหมายเลขด า ที่ อ.2350/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3177/2562 นางสาว ช. จ าเลย ซึ่งในคดีดังกล่าว พนักงานอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้ อง นาย ช. ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ผู้อื่นหรือ รับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335(7), 357 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 16 แต่เมื่อพิจารณาจากค าฟ้ องส านวนคดีนี้ พบว่าพนักงานอัยการประจ าศาลชั้นต้นได้ยื่นฟ้ องจ าเลยในฐานความผิดร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น จึงเป็ นความบกพร่อง แต่อย่างไรก็ตาม พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้ องนาย ช. (จ าเลยในคดีนี้) ตามความเห็นและค าสั่งเดิม เพียงแต่อาจจะเกิดผิดพลาดพลั้งเผลอโดยการท าร่างค าฟ้องในคดีนี้ โดยการ ถ่ายส าเนาค าฟ้ องในคดี ส.1 เลขรับที่ 1905/2562 มาท าเป็ นค าฟ้ องในคดีนี้ อีกทั้ง ระหว่างการกระท า ความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระส าคัญ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 8 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็ นเรื่องเกินค าขอ หรือเป็ นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้ องผิดไปเป็ นเหตุให้จ าเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ ศาลจะลงโทษจ าเลยเกินอัตรา โทษที่กฎหมายก าหนดไว้ส าหรับความผิดที่โจทก์ฟ้ องไม่ได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้ องจ าเลยในฐานลักทรัพย์ฯ แต่ศาลสามารถพิจารณาพิพากษาลงโทษจ าเลยฐานรับของโจรได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 192 จึงมีหนังสือก าชับการปฏิบัติราชการ ตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการด าเนินคดีชั้นศาลสูงของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 38 กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีชั้นศาลสูงของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 38 - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 - ผู้จัดท า KCJ : นายถาวร โมครัตน์ ต าแหน่ง อัยการศาลสูงจังหวัดปทุมธานีสังกัด ส านักงานคดีศาลสูงภาค 1 นำยวิรัช เนติธรรมำภิมุข อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 155/2566 /2563 ---------------------------- กำรท ำแผนผังแสดงกำรกระท ำควำมผิดของผู้ต้องหำและประจักษ์พยำน พยำนแวดล้อม พยำนท้งัปวง ในมิตภิำพดิจทัิ ล ตัวกำร์ตูนมัลติมีเดีย ภำพกรำฟิ กกำรแสดงภำพตัวละคร เนื่องจากปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จึงท าให้เกิดโซเชียลมีเดียขึ้ น ในการติดตามคดีส าคัญรวมถึงคดีที่ประชาชนให้ความสนใจในลักษณะติดตามและเสพข่าว ซึ่งพนักงาน อัยการพิจารณาในแต่ละส านวน มีรายละเอียดแห่งคดีในการท าความเข้าใจในชั้นการพิจารณาคดีและ ชั้นพิจารณาในศาล ต้องเชื่อมโยงกันตลอดสาย คือการถ่ายทอดพฤติการณ์แห่งคดีของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้ น ให้สอดคล้องกับค าสั่งและการน าสืบในชั้นศาลตามระบบกล่าวหา เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและไม่ผิดพลาด ในการพิสูจน์ความผิดจ าเลยภายใต้หลักต้องลงโทษจ าคุกจ าเลยตามฐานความผิดที่ฟ้ องโดยปราศจากเหตุ สงสัยทั้งปวง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 หากมีแผนผังแสดงการกระท า ความผิดของผู้ต้องหา และประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม พยานทั้งปวง ในมิติภาพดิจิทัล ตัวการ์ตูน มัลติมีเดียภาพกราฟิ กการแสดงภาพตัวละครเป็ นผังภูมิโดยสรุปที่ได้ท าจากแผนที่เกิดเหตุ ภาพถ่ายประกอบ คดี รายละเอียดระยะทางที่ประจักษ์พยานเห็น หรือข้อเท็จจริงต่างๆ จากค าพยาน เมื่อมีนักกราฟิ กดีไซน์ผ่าน การปรึกษาหารือผู้เชี่ยวชาญด้านคดี คือ หัวหน้าพนักงานอัยการ คณะท างานคดีส าคัญ คดีเป็ นที่สนใจของ ประชาชน เมื่อมีสิ่งนี้ แล้วจะท าให้การมองรูปแบบคดีได้ชัดเจนและแม่นย า แม้ทนายจ าเลยถามค้าน แต่การ ทบทวนความรู้รูปคดีสามารถท าได้ง่ายโดยผ่านโปรแกรมกราฟิ กของส านักงานอัยการสูงสุดดังกล่าว ที่จะมี ขั้นตอนเพิ่มขึ้ นเป็ นนัยส าคัญ จะเป็ นการเพิ่มศักยภาพการท างานเชิงรุกให้ทันกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง และเพื่อให้ได้รับการยอมรับว่าเป็ นหน่วยงานน าสมัยในการอ านวยความยุติธรรม ตลอดจนเป็ นฐานแห่งเหตุ แห่งการเพิ่มฐานทะเบียนประวัติอาชญากร ในชั้นพนักงานอัยการที่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลกับหน่วยงานที่ จับกุม สอบสวน เป็ นผลดีต่อการตรวจสอบ การเพิ่มโทษ บวกโทษ นับโทษต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในแบบ เทคโนโลยีดิจิทัลในส านวนพ่วงไปด้วย ทั้งนี้ สามารถเสนอต่อผู้บังคับบัญชาในระบบตรวจสอบ สรุปเป็ นส่วน ให้เข้าใจได้ง่ายในการรายงานคดีอุกฉกรรจ์ คดีส าคัญ หรือที่เกี่ยวข้อง เพื่อดึงข้อมูลแถลงข่าวให้ข้อมูลการ สอบถามความคืบหน้าในเบื้ องต้นได้โดยฉับพลันทันต่อเหตุการณ์ แต่ไม่กระทบต่อรูปคดีในส านวนตลอดจน การตรวจสอบการด าเนินคดีว่ามีความบกพร่องหรือสมบูรณ์ในชั้นศาลสูงและชั้นอุทธรณ์ ฎีกา ตลอดจนผู้ใช้ กฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 มาตรา 145/1 และสามารถเป็ นส่วนหนึ่ง ของแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาองค์กรอัยการอีกบริบทหนึ่งตามนโยบายส านักงานอัยการสูงสุด KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 8 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ การจัดท าเนื้ อหาความผิดอาญาที่เกิดขึ้ นโดยสรุปให้เข้าใจอย่างรวดเร็วในรูปแบบมัลติมีเดีย (การ์ตูน แสดงบุคคล) กราฟิ กมัลติมีเดียที่เกี่ยวข้องของบุคคลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งแผนที่ เกิดเหตุแทนการวาดภาพแผนที่เกิดเหตุ ตรวจที่เกิดเหตุ ภาพประกอบคดี ประกอบการสรุปรายงานการ สอบสวนของพนักงานสอบสวนที่สามารถดูได้ภายในห้านาทีแล้วรู้เรื่อง เหมือนสื่อทีวีดิจิทัลสรุปตามแผนภาพ เวลาน าเสนอข่าว เพื่อท าให้ประชาชนคล้อยตามได้ในเวลาที่รวดเร็วขึ้ น ในชั้นพนักงานอัยการ หากมีสิ่งนี้ แล้ว สามารถน าไปแถลงเปิ ดหรือปิ ดคดีได้โดยถูกต้องอย่างแท้จริงและประหยัดเวลาในการตรวจสอบ รวมไปถึง การพิจารณาไปสู่เอกสารการฟ้ องในระบบไอที ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงถึงระบบกล่าวหาและระบบไต่สวน ในทิศทางที่ควรจะเป็ นในกระบวนการยุติธรรมเชิงอาญาที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแสดงถึงการรับงาน สอบสวนของพนักงานอัยการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังป้ องกันการแยกการฟ้ องคดีออกจาก องค์กรอัยการผู้มีอ านาจฟ้ องแทนแผ่นดินอีกด้วย กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 (การตรวจพยานหลักฐาน) - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 มาตรา 145/1 มาตรา 227 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ ผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายจักรพงศ์ แสนสุข ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานคดีศาลสูงภาค 3 นำงสำวณฤดี เกียรติคงยิ่ง อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 156/2566 /2563 ---------------------------- กำรยุติข้อพิพำทระหว่ำงหน่วยงำนของรัฐที่เปลี่ยนไป เดิมคดีที่หน่วยงานของรัฐพิพาทกันเองในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย หรือตามสัญญาจะอยู่ในอ านาจ พิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาชี้ ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการด าเนินคดี (กยพ.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ต้องการให้หน่วยงานของรัฐยุติข้อพิพาทระหว่างกันโดยให้ กยพ. ท าหน้าที่ในการชี้ ขาดข้อพิพาทและ ยุติภายในฝ่ายปกครองโดยไม่จ าต้องมีการฟ้ องคดีต่อศาล ซึ่งหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติเช่นนี้ มาตลอด ต่อมาภายหลังได้มี การออกระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณาชี้ ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการด าเนินคดี พ.ศ. 2561 การชี้ ขาดของ กยพ. มีความเป็ นรูปธรรมมากยิ่งขึ้ น แต่มีบางกรณีที่หน่วยงานของรัฐที่พิพาทกันน าคดีไปฟ้ อง ต่อศาลปกครอง โดยมิได้ด าเนินการระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณาชี้ ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่าง หน่วยงานของรัฐและการด าเนินคดี พ.ศ. 2561 ที่ต้องการให้ข้อพิพาทยุติภายในฝ่ายปกครองและผิดวัตถุประสงค์ของการมี กยพ. ที่ไม่ต้องการให้หน่วยงานของรัฐฟ้ องร้องกันเองต่อศาล ตามนัยมติ ครม.ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2549 ข้อ 6.2 (ปัจจุบันยกเลิกแล้ว โดยมติ ครม. ลงวันที่ 24 เมษายน 2561) ซึ่งในที่สุด ศาลปกครองสูงสุดได้มีค าสั่งในคดีที่หน่วยงาน ของรัฐน าคดีไปฟ้ องร้องกันเอง ตามค าสั่งที่ คร.90/2563 สรุปสาระส าคัญว่า ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพิจารณาชี้ ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการด าเนินคดี พ.ศ. 2561 เป็ นกฎที่มีผลผูกพัน หน่วยงานของรัฐ อันเป็ นขั้นตอนและวิธีการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายที่มีกฎหมายก าหนดไว้หากไม่มีการด าเนินการ ตามขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว จึงเป็ นกรณีที่ยังไม่ได้ด าเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องดังกล่าว ก่อนยื่นฟ้ องคดี (พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 42 วรรคสอง) ดังนั้น หน่วยงานของรัฐที่น าคดีในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย หรือตามสัญญา ไปฟ้องอีกหน่วยงานหนึ่ง ต่อศาลปกครอง หน่วยงานนั้น ๆ จะต้องด าเนินการตามระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณาชี้ ขาดการยุติ ข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการด าเนินคดี พ.ศ. 2561 ก่อนถึงจะฟ้ องคดีต่อศาลปกครองได้และย่อมหมายความว่า แม้ กยพ. จะมีค าวินิจฉัยชี้ ขาดข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐแล้ว ย่อมไม่เป็ นที่ยุติภายในฝ่ายปกครองและอาจเป็ น เพียงทางผ่านในการน าข้อพิพาทไปสู่ศาลปกครอง ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ องค์ความรู้เดิม คดีที่หน่วยงานของรัฐพิพาทกันในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย หรือตามสัญญา อยู่ในอ านาจพิจารณาชี้ ขาดของ กยพ. ที่ต้องการให้ยุติภายในฝ่ายปกครองโดยไม่ต้องฟ้ องศาล องค์ความรู้ใหม่ หน่วยงานของรัฐอาจน าคดีในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย หรือตามสัญญา ไปฟ้ องอีกหน่วยงานหนึ่งต่อศาลปกครองได้โดยจะต้องด าเนินการตามระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณา ชี้ ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการด าเนินคดี พ.ศ. 2561 ก่อน และการชี้ ขาดของ กยพ. จะไม่เป็ นที่ยุติ ภายในฝ่ายปกครองอีกต่อไป ซึ่งอาจไม่เป็ นไปตามวัตถุประสงค์ของการให้มี กยพ. KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 9 มิถุนำยน 2566


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ผลกระทบในการปฏิบัติงาน 1. ผลกระทบต่อ กยพ. และส านักงานการยุติการด าเนินคดีแพ่งและอนุญาโตตุลาการ เนื่องจาก กยพ. มีอัยการสูงสุด เป็ นกรรมการ มีอธิบดีและรองอธิบดีอัยการ ส านักงานการยุติการด าเนินคดีแพ่งและอนุญาโตตุลาการ เป็ นกรรมการ เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ ตามล าดับ ในการปฏิบัติงานจะมีส านักงานการยุติการด าเนินคดีแพ่งและอนุญาโตตุลาการ ท าหน้าที่พิจารณาและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการดังกล่าว เนื่องจากเดิมค าวินิจฉัยชี้ ขาดของ กยพ . เป็ นที่ยุติ ที่ฝ่ายปกครองต้องถือปฏิบัติแต่ต่อไปนี้ค าวินิจฉัยชี้ ขาดของ กยพ. จะไม่เป็ นที่ยุติและเป็ นเพียงทางผ่านในการน าข้อพิพาท ไปสู่ศาลปกครอง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับการให้มี กยพ. ที่ไม่ต้องการให้หน่วยงานของรัฐฟ้ องร้องกันเองต่อศาล 2. ผลกระทบต่อส านักงานคดีปกครอง ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐฟ้ องหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่งต่อศาลปกครอง โดยมิได้ผ่าน กยพ. หากหน่วยงานที่ถูกฟ้ องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการด าเนินคดีแทน พนักงานอัยการ ส านักงานคดีปกครอง อาจต้องตั้งประเด็นต่อสู้ในค าให้การว่า เป็ นกรณีที่ยังไม่ได้ด าเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องดังกล่าว ก่อนยื่นฟ้ องคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 42 วรรคสอง ตามแนวค าสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ คร.90/2563 ด้วย 3. ผลกระทบต่อหน่วยงานของรัฐ 3.1 เพิ่มระยะเวลาและขั้นตอนในการวินิจฉัยชี้ ขาด เนื่องจากโดยสภาพของการพิจารณาของ กยพ. จะเร็วกว่า การพิจารณาของศาลปกครอง เพราะเป็ นการพิจารณาเพียงชั้นเดียวแล้วมีค าวินิจฉัยชี้ ขาด หากเป็ นศาลปกครองอาจต้อง พิจารณาถึงสองชั้น คือ ศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด กระบวนการในการชี้ ขาดต้องใช้เวลาในการฟ้ องร้องและ ด าเนินคดีในศาลปกครองถึงสองศาลกว่าคดีจะเป็ นที่สุด ซึ่งจะยาวนานกว่าการพิจารณาของ กยพ. นอกจากนั้น แนววินิจฉัย ดังกล่าวย่อมท าให้เกิดขั้นตอนที่ต้องด าเนินการก่อนฟ้ องเพิ่มขึ้นอีก 3.2 เพิ่มภาระทางงบประมาณ การพิจารณาของ กยพ. หน่วยงานของรัฐไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่การพิจารณาของศาลปกครองการฟ้ องคดีขอให้ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สินจะมีค่าธรรมเนียมทั้งศาลชั้นต้นและ ศาลปกครองสูงสุดที่หน่วยงานของรัฐจะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล Explicit Knowledge ประกอบองค์ความรู้ 1. ค าสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ คร.90/2563 หรือ https://shorturl.asia/JO4SE 2. ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพิจารณาชี้ ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและ การด าเนินคดี พ.ศ. 2561 หรือ https://shorturl.asia/a53AQ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 3. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 หรือ https://shorturl.asia/ubDsE กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 42 วรรคสอง - ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณาชี้ ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและ การด าเนินคดี พ.ศ. 2561 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหาร งานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายนิธินันท์ สุขวงศ์ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานที่ปรึกษากฎหมาย นำงสมสุข มีวุฒิสม อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 157/2566 /2563 ---------------------------- ผู้ใดจะอำศัยอ ำนำจหรือสิทธิตำมกฎหมำยว่ำด้วยข้อมูลข่ำวสำรของรำชกำรหรือกฎหมำยอื่น เพื่อขอเอกสำรเกี่ยวกับข้อมูลด้ำนสุขภำพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนได้หรือไม่ การที่คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีมติให้สอบถามผลการรักษาของผู้เสียหาย เป็ นความผิดฐานขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพ ของบุคคลที่ไม่ใช่ของตน ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 หรือไม่และการที่แพทย์และโรงพยาบาลในฐานะผู้ล่วงรู้หรือ ได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็ นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพแพทย์ เปิ ดเผยความลับนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 หรือไม่ ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ การที่ผู้ต้องหาในฐานะกรรมการในคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน ขอเอกสารและสอบถามผลการรักษาเกี่ยวกับประวัติการรักษา หรือข้อมูลด้านสุขภาพของผู้เสียหายเป็ นการขอเอกสาร เกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตน แต่การกระท าไม่เป็ นความผิดตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่า “ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็ นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะน าไปเปิ ดเผยในประการที่น่าจะท าให้บุคคลนั้น เสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิ ดเผยนั้นเป็ นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้อง เปิดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอ านาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการหรือกฎหมายอื่น เพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้” ค าว่า แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอ านาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการหรือ กฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้ ดูประหนึ่งเป็ นการที่มาตรา 7 บัญญัติ ในลักษณะเป็ นบทบังคับเด็ดขาดที่ไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามมิให้ผู้ใดขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตน ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการหรือกฎหมายอื่นให้อ านาจก็ตาม แต่การตีความเพื่อบังคับใช้ กฎหมายตามมาตรานี้ ย่อมต้องตีความในทางที่กฎหมายใช้บังคับได้ค านึงถึงความเป็ นธรรม และประโยชน์สาธารณะด้วย กล่าวคือ หากมีความจ าเป็ นที่จะต้องเปิ ดเผย เพื่อประโยชน์ของผู้เป็ นเจ้าของข้อมูลเอง หรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่นด้วย ความชอบธรรมแล้ว การเปิ ดเผยนั้นย่อมกระท าได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ภรรยาขอให้เปิ ดเผยข้อมูลของสามีเกี่ยวกับ เรื่องที่สามีไปเข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคเอดส์ เพื่อป้ องกันชีวิตของตนเองและคนในครอบครัว ภรรยาย่อมต้องมีอ านาจ ขอให้เปิ ดเผยข้อมูลดังกล่าวได้ หรือในกรณีที่เกี่ยวกับไวรัสโควิด 19 ที่ผ่านมา หากจ าเป็ นต้องเปิ ดเผยข้อมูลด้านสุขภาพ ว่าผู้ใดติดเชื้ อ เพื่อให้คนรอบข้างระวังและป้ องกันตามความเหมาะสมโดยอาศัยช่องทางตามกฎหมายฉบับนี้ ผู้มีส่วนได้เสีย หรือสาธารณชนก็ย่อมต้องเปิ ดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้ อได้ แม้ว่าในกรณีตัวอย่างเหล่านี้ ผู้ขอให้เปิ ดเผยจะ ขอให้เปิ ดเผยข้อมูลของผู้อื่นซึ่งมิใช่ของตนก็ตาม ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติรองรับหลักการ ในเรื่องนี้ ไว้ในมาตรา 32 ที่บัญญัติว่า KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 9 มิถุนำยน 2566


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 “บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็ นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระท าอันเป็ นการละเมิดหรือ กระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการน าข้อมูล ส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระท ามิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอ านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จ าเป็ นเพื่อประโยชน์สาธารณะ” เมื่ออ่านบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่า เป็ นเรื่องที่รัฐธรรมนูญพยายามอย่างยิ่งที่จะชั่งน ้าหนักส่วนได้ เสียของบุคคล (ผู้ที่ถูกเปิดเผย) กับประโยชน์สาธารณะ (หรือประโยชน์ของบุคคลอื่น) กล่าวคือ หากเมื่อพิจารณาส่วนได้เสีย แล้ว ประโยชน์ของสาธารณชนมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวบุคคลแล้ว รัฐธรรมนูญก็จ าเป็ นต้องลิดรอนสิทธิหรือประโยชน์ ส่วนบุคคล ทั้งนี้ โดยจะต้องท าเพียงเท่าที่จ าเป็ น และจะต้องท าตามโดยอาศัยอ านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้ต้องหาขอข้อมูลด้านสุขภาพของผู้เสียหาย ก็เพื่อที่จะน าไปใช้ในเกิดประโยชน์แก่ตัวผู้เสียหายเองเพื่อมิให้เกิด ปัญหาทางสุขภาพในการท างานและประโยชน์แก่บุคคลอื่นที่ท างานในลักษณะเดียวกับผู้เสียหาย จึงถือว่า เป็ นการขอและ น าข้อมูลไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ โดยที่มีกฎหมายหลายฉบับให้อ านาจ ยกตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 24(2) และ (7) (โปรดดูภาคผนวก ข้อ 2), พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน พ.ศ. 2554 (โปรดดูภาคผนวก ข้อ 5) และ ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจ สัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต ่าของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 (ออกโดยอาศัย อ านาจตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 (โปรดดูภาคผนวก ข้อ 6) ดังนั้น การกระท าของ ผู้ต้องหาจึงไม่เป็ นความผิดตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 มาตรา 7 นอกจากนี้ โดยนัยเดียวกันการกระท าของ แพทย์และโรงพยาบาลในฐานะผู้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็ นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพ แพทย์เปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดย่อมไม่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 (โปรดดูภาคผนวก ข้อ 3) กฎหมำยหรือระเบียบที่เกี่ยวกบัควำมรูน้้ี(ภำคผนวก) 1. พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็ นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะน าไปเปิ ดเผยในประการที่น่าจะท าให้บุคคล นั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิ ดเผยนั้นเป็ นไปตามความประสงค์ของบุคคล นั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติ ให้ต้องเปิ ดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอ านาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการหรือ กฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้ มาตรา 49 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือมาตรา 9 ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ความผิดตามมาตรานี้ เป็ นความผิดอันยอมความได้ 2. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 24 (มาตรานี้ ไม่มีบทก าหนดโทษ แต่อาจใช้ ป.อ. มาตรา 157 แทน) หน่วยงานของรัฐจะเปิ ดเผย ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่นโดยปราศจากความยินยอม เป็ นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้นมิได้ เว้นแต่เป็ นการเปิดเผย ดังต่อไปนี้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 (1) ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของตน เพื่อการน าไปใช้ตามอ านาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น (2) เป็ นการใช้ข้อมูลตามปกติภายในวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น (3) ต่อหน่วยงานของรัฐที่ท างานด้านการวางแผนหรือการสถิติหรือส ามะโนต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคลไว้ไม่ให้เปิดเผยต่อไปยังผู้อื่น (4) เป็ นการให้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยโดยไม่ระบุชื่อ หรือส่วนที่ท าให้รู้ว่าเป็ นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่เกี่ยวกับบุคคลใด (5) ต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง เพื่อการตรวจ ดูคุณค่าในการเก็บรักษา (6) ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อการป้ องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การสืบสวน การสอบสวน หรือ การฟ้ องคดี ไม่ว่าเป็ นคดีประเภทใดก็ตาม (7) เป็ นการให้ซึ่งจ าเป็ นเพื่อการป้ องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพของบุคคล (8) ต่อศาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่มีอ านาจตามกฎหมายที่จะขอข้อเท็จจริงดังกล่าว (9) กรณีอื่นตามที่ก าหนดในพระราชกฤษฎีกา การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง (3) (4) (5) (6) (7) (8) และ (9) ให้มีการจัดท าบัญชีแสดง การเปิดเผยก ากับไว้กับข้อมูลข่าวสารนั้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก าหนดในกฎกระทรวง 3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผู้ใดเป็ นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพัน บาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 323 ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็ นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพ แพทย์ เภสัชกร คนจ าหน่ายยา นางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความหรือผู้สอบบัญชี หรือโดยเหตุ ที่เป็ นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้น แล้วเปิ ดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวาง โทษจ าคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรก เปิดเผยความลับของผู้อื่นอันตนได้ล่วงรู้หรือได้มา ในการศึกษา อบรมนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน 4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็ นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระท าอันเป็ น การละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการน าข้อมูล ส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระท ามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอ านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จ าเป็ น เพื่อประโยชน์สาธารณะ 5. พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน พ.ศ.2554 มาตรา 8 ให้นายจ้างบริหาร จัดการ และด าเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการท างาน ให้เป็ นไปตามมาตรฐานที่ก าหนดในกฎกระทรวงพระราชบัญญัติ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 6. ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต ่าของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 (ออกโดยอาศัยอ านาจตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543) ข้อ 55 ให้นายจ้างบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการท างานตาม กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เว้นแต่คณะกรรมการจะประกาศก าหนดเป็ น อย่างอื่นโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายประเสริฐ จรัญรัตนศรีต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 นำยปริญญำ จิตรกำรนทีกิจ อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 158/2566 /2563 ---------------------------- แนวทำงกำรพิจำรณำสั ่งคดีที่เข้ำเงื่อนไขระงับคดีตำมระเบียบส ำนักงำนอัยกำรสูงสุด ว่ำด้วยกำรด ำเนินคดีอำญำของพนักงำนอัยกำร พ.ศ. 2563 ข้อ 48 จากการปฏิบัติงาน เนื่องด้วยมีส านักงานอัยการจังหวัดที่อยู่ในเขตอ านาจการควบคุม ตรวจสอบ ของส านักงานอัยการภาค 3 มีความเห็นและค าสั่งฟ้ องผู้ต้องหาในความผิดฐานอื่น และมีค าสั่งยุติการ ด าเนินคดีกับผู้ต้องหาในความผิดฐานยิงปื น ซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 เพราะเหตุคดีขาดอายุความ 1 ปี และเสนอรองอธิบดีอัยการภาค 3 เพื่อทราบตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 48 (7) โดยในส านวนการสอบสวนคดีดังกล่าว พนักงานสอบสวนยังมิได้ท าการสอบสวนท าความเห็น สรุปส านวนการสอบสวน ยังมิได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระท าที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระท าความผิด และยังมิได้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานดังกล่าวแก่ผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 เห็นว่า ค าสั่งยุติการด าเนินคดีกับผู้ต้องหาของอัยการจังหวัดในความผิดฐานดังกล่าวเพราะเหตุ คดีขาดอายุความ ไม่ถูกต้องตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการด าเนินคดีของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 48 (7) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134, 142, 143 ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ เห็นว่า แม้ตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 48 (7) จะก าหนดให้อัยการจังหวัดมีอ านาจพิจารณาเงื่อนไขระงับคดีก่อนก็ตาม แต่ก็เห็นว่า ต้องเป็ นกรณีที่พนักงานสอบสวนต้องท าการสอบสวน ท าความเห็น สรุปส านวน แจ้งข้อเท็จจริงและแจ้ง ข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาให้เสร็จสิ้ นสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา 134, 142, 143 เสียก่อน จึงจะท าการพิจารณาเงื่อนไขระงับคดีตามระเบียบดังกล่าวได้ คดีนี้ ในความผิดฐานยิงปื น ซึ่งใช้ ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ดังกล่าว แม้ในส านวนการสอบสวน จะปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระท าความผิดฐานดังกล่าวและความผิดฐาน ดังกล่าวขาดอายุความ 1 ปี ก็ตาม แต่เมื่อพนักงานสอบสวน ส่งส านวนมายังพนักงานอัยการโดยยังมิได้ ท าการสอบสวนท าความเห็น สรุปส านวนตามท้องส านวนการสอบสวน ว่าควรสั่งฟ้ อง หรือสั่งไม่ฟ้ องผู้ต้องหา ในความผิดฐานดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142, 143 อีกทั้ง พนักงานสอบสวน ยังมิได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระท าที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระท าความผิด และยังมิได้แจ้ง KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 12 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ข้อกล่าวหาในความผิดฐานดังกล่าวแก่ผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ด้วยเหตุดังกล่าว ค าสั่งยุติการด าเนินคดีของอัยการจังหวัดในความผิดฐานดังกล่าว จึงไม่ถูกต้อง ตามข้อ 48(7) แห่งระเบียบฯ ดังกล่าว ต้องเพิกถอนค าสั่งยุติการด าเนินคดีในความผิดฐานดังกล่าวของ อัยการจังหวัด เพราะเห็นว่า กรณีความผิดฐานดังกล่าวยังไม่มีเหตุที่พนักงานอัยการจะต้องพิจารณาสั่งตาม เงื่อนไขระงับคดีหรือสั่งยุติการด าเนินคดีกับผู้ต้องหา ตามข้อ 48(7) แห่งระเบียบส านักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 134, 142, 143 กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 48 (7) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134, 142, 143 - ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 - ผู้จัดท า KCJ : นางสาวกัญญาพัชร เกียรติแสวงสิงห์ ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานอัยการภาค 3 นำยวิรัช เนติธรรมำภิมุข อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 159/2566 /2563 ---------------------------- ระบบกล่ำวหำและระบบไต่สวน ระบบกล่าวหา และระบบไต่สวน 1.ระบบกล่าวหา (Accusatorial System) ใช้กับกฎหมายในระบบ Common law 2.ระบบไต่สวน (Inquisitorial System) ใช้กับกฎหมายในระบบ Civil law ระบบกล่าวหานั้น มีที่มาจากประเทศอังกฤษและกลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) เช่นสหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ แคนาดา รวมทั้งกลุ่มประเทศอาณานิคมของอังกฤษ โดยมี พื้ นฐานวิธีคิดมาจากการแก้แค้นกันระหว่างผู้กระท าผิดกับผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายฟ้ องคดีอาญาเพื่อลงโทษ ผู้กระท าผิดด้วยตนเอง แล้วรวบรวมพยานหลักฐานมาน าสืบความผิดของจ าเลยในศาล ส่วนศาลหรือ ผู้พิพากษาจะวางตัวเป็ นกลางโดยเคร่งครัด ไม่ถามหรือแสวงหาพยานหลักฐานใดเพิ่มเติม หากขาดพยาน หลักฐานในส่วนใด ศาลจะถือว่าเป็ นความบกพร่องของผู้เสียหายเอง และจะยกประโยชน์ในข้อนี้ ให้แก่จ าเลย หลักการที่พิจารณาว่าประเทศใดใช้วิธีพิจารณาในระบบกล่าวหานั้น มีวิธีพิจารณาข้อแตกต่าง ของทั้งสองระบบ ดังนี้ 1. ผู้เสียหายฟ้ องคดีได้เอง ในบางความผิดอาญา โดยไม่ต้องอาศัยพนักงานอัยการ และในคดีแพ่ง ผู้เสียหายก็มีอ านาจฟ้ องคดีได้เองด้วย 2. การพิจารณาคดี เน้นความเท่าเทียมกันของคู่ความ ไม่ว่าระหว่างรัฐ-เอกชน หรือเอกชน - เอกชน 3. การพิจารณา กระท าโดยเปิ ดเผย และด้วยวาจา โดยกระท าต่อหน้าศาล และคณะลูกขุน (หากมี) ในศาล 4. ศาลไม่มีอ านาจแสวงหาพยานหลักฐาน เพราะเป็ นความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยหน้าที่การ แสวงหาและน าเสนอพยานหลักฐานเป็ นหน้าที่ของคู่ความ ในส่วนนี้ กฎหมายไทยได้มีบัญญัติไว้ในประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในหลักของภาระการพิสูจน์ “ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีภาระการ พิสูจน์ในข้อเท็จจริงนั้น” ศาลไม่สามารถถามความได้เอง ไม่สามารถถามในส่วนที่ตนเองสงสัย หรืออยากเห็น พยานหลักฐานใดก็ไม่สามารถถามหาเองได้ ในเรื่องนี้ ขอให้ดูหนังฝรั่ง เกี่ยวกับศาลหรือการพิจารณา คดีในศาล หรือดูได้จากศาลยุติธรรมในจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย ศาลจะไม่ถาม มีหน้าที่ฟัง และท าการ บันทึกค าให้การต่างๆ หากศาลสงสัยในส่วนใด ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จ าเลย ซึ่งกฎหมายไทย ก็ได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย ยกประเด็นแห่งคดี หรือน าสืบพยานเอง KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 12 มิถุนำยน 2566


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 5. วิธีพิจารณา มีบทตัดพยานชัดเจนเคร่งครัด (อยู่ในกฎหมายลักษณะพยาน) เช่น หากพยาน หลักฐานนั้นเกิดขึ้ นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่สามารถที่จะน ามาให้ศาลรับฟังเป็ นพยานได้ 6. ค าพิพากษา มีลักษณะเป็ นการบัญญัติกฎหมาย ระบบไต่สวนนั้น มีพื้ นฐานและวิธีคิดว่า ผู้มีอ านาจในการไต่สวนควรจะเป็ นผู้มีอ านาจในบ้านเมือง ระบบไต่สวนมีที่มาจากศาลทางศาสนาของคริสต์ศาสนา นิกายคาทอลิคในสมัยกลาง ซึ่งทางศาสนจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสันตปาปาแห่งกรุงโรม มีอิทธิพลเหนือฝ่ ายอาณาจักร คือ กษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองนคร ต่างๆ ในสมัยกลาง ศาลศาสนาของยุโรปมีวิธีการพิจารณาคดีผู้กระท าผิดเกี่ยวกับกฎหมายของทางศาสนา ด้วยวิธีการซักฟอกพยาน โดยพระผู้ท าการไต่สวนจะมีอ านาจซักฟอก ซักถามตัวผู้กระท าความผิดได้โดยตรง หลักการใหญ่ที่จะพิจารณาถึงระบบไต่สวน 1. ศาลเป็ นผู้ท าการไต่สวน มีอ านาจสืบพยาน และควบคุมการไต่สวน 2. ไม่เน้นความเท่าเทียมกันของคู่ความ เนื่องจากวิธีพิจารณา มีลักษณะเป็ น การต่อสู้คดีระหว่างรัฐ กับจ าเลย หากมีการฟ้ องร้องใดๆ จะต้องผ่านรัฐเสมอ รัฐจึงเป็ นโจทก์ฟ้ องจ าเลย 3. การพิจารณา อาจมิได้กระท าโดยเปิ ดเผย 4. เนื่องจากศาลมีอ านาจในการสืบพยานและไต่สวน การพิจารณาพยานหลักฐานจึงเปิ ดกว้าง ขึ้ นอยู่กับดุลยพินิจของศาล โดยศาลมีอ านาจเรียกพยานหลักฐานที่ศาลสงสัย หรืออาจจะเห็นว่าเป็ นหลักฐาน ส าคัญได้ด้วยอ านาจของศาลเอง สืบเนื่องจากวิธีพิจารณาคดีระบบกล่าวหานั้น การน าเสนอพยานหลักฐานต้องอยู่บนพื้ นฐาน ความเท่าเทียมกันของคู่ความ คู่ความจะต้องเปิ ดเผยหรือยื่นบัญชีระบุพยานให้คู่ความอีกฝ่ ายทราบ ก่อนเริ่มพิจารณา ระบบไต่สวนนี้ ศาลสามารถเรียกพยานหลักฐานมาเพิ่มได้ตราบเท่าที่ศาลต้องการ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาคดี ดังนั้น บางครั้งคู่ความอาจจะไม่ทราบว่า ศาลจะเรียกพยานหลักฐานใด และใช้หลักฐานใดในการวินิจฉัยเป็ นคุณหรือเป็ นโทษ ดังนั้น การสร้างพยานหลักฐานเพื่อให้กลับผิดเป็ นถูก หรือแพ้เป็ นชนะ จึงท าได้ค่อนข้างยาก ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ ระบบกล่าวหา และระบบไต่สวน มีข้อแตกต่างอย่างชัดเจน กล่าวคือ การน าเสนอพยานหลักฐาน การแสวงหาพยานหลักฐาน ท าให้สองระบบนี้ มีความแตกต่างกัน ในระบบกล่าวหา ศาลไม่สามารถใช้อ านาจ แสวงหาพยานหลักฐาน แต่ระบบไต่สวนเป็ นอ านาจของศาลโดยตรงที่จะแสวงหาพยานหลักฐานได้โดยอ านาจ ของศาล KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ดังนั้น ระบบใดให้ความยุติธรรมอันแท้จริง น่าจะขึ้ นอยู่กับลักษณะประเภทใดของคดีถ้าคดีที่มีความ เท่าเทียมกันในการต่อสู้การน าเสนอพยานหลักฐาน หรือแสวงหาพยานหลักฐาน หากการต่อสู้คดีคู่ความ ไม่มีความเท่าเทียมกันในด้านการต่อสู้คดีเช่น คดีระหว่างรัฐกับเอกชน ตามกฎหมายมหาชน ระบบไต่สวน น่าจะให้ความยุติธรรมได้ดีกว่า เพราะศาลสามารถแสวงหาพยานหลักฐาน และเรียกพยานบุคคลมาถาม เองได้ เนื่องจากหากพยานหลักฐานอยู่กับฝ่ายรัฐ จะเป็ นการยากที่เอกชนผู้เป็ นคู่ความจะน ามา แต่ถ้าศาล แสวงหาพยานหลักฐานเอง ตามดุลยพินิจของศาล ซึ่งเป็ นผลถ่วงดุลให้เกิดความเท่าเทียมในการพิจารณาคดี กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน ้าหนักพยาน หลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระท าผิดจริงและจ าเลยเป็ นผู้กระท าความผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจ าเลยได้กระท าผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้น ให้จ าเลย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 คู่ความฝ่ ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนค าคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็ นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณ แก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์ จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ ผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายปรีชา ปิ่นอ าพล ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 3 นำงสำวณฤดี เกียรติคงยิ่ง อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 160/2566 /2563 ---------------------------- พยำนใหก้ำรตรงตำมคำ ใหก้ำรช้นัสอบสวน แตใ่หก้ำรเพิ่มเติมในลกัษณะช่วยเหลือจำ เลยช้นัถำมคำ้น หน้าที่หลักของพนักงานอัยการผู้ปฏิบัติงานในศาลชั้นต้นนั้นนอกจากพิจารณาสั่งส านวนความเห็นร่างฟ้ องแล้ว ก็ยังมีการสืบพยานซึ่งมีความส าคัญ ซึ่งการสืบพยานจะต้องสืบพยานในคดีอาญาเป็ นหลัก เพื่อให้ศาลลงโทษจ าเลยตามที่ พนักงานอัยการเป็ นโจทก์ฟ้ อง ซึ่งพยานโจทก์มีหลายประเภท เช่น พยานที่ผู้กล่าวหา และพยานเจ้าหน้าที่ต ารวจผู้จับ, พนักงานสอบสวน และพยานโจทก์ซึ่งเป็ นพยานที่บุคคลทั่วไปที่เป็ นพยานใกล้ชิดเหตุการณ์ที่รู้เห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคดี ในที่นี้จะพูดถึงกรณีพยานอื่นที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ แม้ไม่ใช่ประจักษ์พยานแต่รู้เห็นในประเด็นส าคัญ ซึ่งเป็ นข้อแพ้ชนะของคดี พยานเหล่านี้ ถือเป็ นพยานส าคัญที่ท าให้ผลคดีหรือรูปคดีจะไม่เป็ นไปโดยถูกต้องและยุติธรรม.ซึ่งพยานดังกล่าวให้การ เหมือนในชั้นสอบสวนแต่เบิกความเพิ่มเติมในชั้นศาลเกินกว่าที่ตนเคยให้การในชั้นสอบสวน และขัดกับค าให้การ ของผู้กล่าวหาซึ่งให้การยืนยันการกระท าความผิดของจ าเลย ซึ่งอาจมีสาเหตุที่ท าให้พยานนั้นมาเบิกความดังกล่าว ไม่ว่าจะด้วยเหตุแห่งอิทธิพลของจ าเลยจากการข่มขู่ การจ้างโดยใช้เงินหรือความสงสารและเห็นใจ.ไม่ว่าจะเป็ นญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง ดังนั้น หากพยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเป็ นพยานที่พนักงานอัยการน าสืบเพื่อให้ศาลพิจารณาลงโทษจ าเลยนั้น มีการเบิกความเพิ่มเติมตอนถามค้านนอกเหนือจากที่ให้การในชั้นสอบสวนและขัดกับค าให้การชั้นสอบสวนและค าเบิกความ อันเป็ นประเด็นส าคัญของคดีจนท าให้ค าให้การชั้นสอบสวนของพยานและของผู้กล่าวหาไม่น่าเชื่อถือจะท าอย่างไร ประเด็นนี้ ก่อนที่จะมีการสืบพยานใดที่โจทก์อ้างนั้น.จะต้องอ่านข้อเท็จจริงแห่งคดีให้ละเอียดรอบครอบ โดยจ าข้อเท็จจริงในสาระส าคัญให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้แล้วก่อนถึงวันที่ต้องมีการสืบพยานที่เป็ นพยานส าคัญต้องมี การพูดคุยสอบถามพยานโดยให้พยานตอบ เล่าข้อเท็จจริงให้ฟังก่อน โดยพนักงานอัยการไม่ต้องมีการถามน าหรือ บอกข้อเท็จจริงเพื่อตรวจสอบว่าพยานรู้เห็นข้อเท็จจริงเป็ นความจริงตามที่ให้การกับพนักงานสอบสวนไว้หรือไม่ พบว่าพยานเล่าข้อเท็จจริงได้ตรงตามที่ให้การกับพนักงานสอบสวนจึงให้พยานตรวจสอบค าให้การชั้นสอบสวนว่าใช่ที่ตน เคยให้การกับพนักงานสอบสวนหรือไม่ พยานตรวจสอบดูแล้วยอมรับว่าเป็ นค าให้การของตนที่ให้ไว้กับพนักงานสอบสวน เมื่อถึงวันสืบพยาน โจทก์น าผู้กล่าวหาซึ่งรับมอบอ านาจมาจากผู้เสียหายเข้าเบิกความ ผู้กล่าวหาเบิกความได้ตรง ตามค าให้การชั้นสอบสวนและโจทก์น าพยานผู้ใกล้ชิดเหตุการณ์ที่ได้ซ้อมไว้ดังกล่าวเข้าเบิกความ พยานปากนี้ เบิกความ ตอบค าถามโจทก์ได้ตรงตามค าให้การชั้นสอบสวนที่ได้ให้ไว้พนักงานสอบสวน โจทก์จึงไม่ส่งค าให้การชั้นสอบสวนของพยาน ปากนี้ เนื่องจากพยานเบิกความตรงตามข้อเท็จจริงที่ให้การในชั้นสอบสวนแล้ว แต่เมื่อพยานปากนี้ ตอบทนายจ าเลย ตอนถามค้าน พยานปากนี้ ตอบค าถามค้านเกินกว่าค าให้การในชั้นสอบสวน และเบิกความขัดกับค าให้การผู้กล่าวหา ซึ่งยืนยันการกระท าความผิดของจ าเลย และพยานปากนี้ ได้รับรองเอกสารของทนายจ าเลยที่ทนายจ าเลยยื่นประกอบการ ถามค้านมีลักษณะเป็ นการช่วยเหลือจ าเลย เมื่อถึงช่วงโจทก์ถามติง โจทก์แถลงศาลว่าพยานปากนี้ เป็ นพยานโจทก์เบิกความ ในลักษณะช่วยเหลือจ าเลยตอนถามค้านขอถามติงพยานปากนี้ แบบปรปักษ์ ศาลอนุญาต โจทก์จึงถามติงพยานปากนี้ แบบปรปักษ์และส่งค าให้การชั้นสอบสวนของพยานปากนี้ ซึ่งให้การใกล้ชิดกับวันเวลาเกิดเหตุต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลรับฟังค าให้การชั้นสอบสวนมากกว่าค าเบิกความเพิ่มเติมที่ทนายจ าเลยถามค้าน เพื่อให้ศาลลงโทษจ าเลย KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 13 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ ประเมินสถานการณ์ของพยาน แม้พยานส าคัญไม่ได้เบิกความกลับค าตอนตอบค าถามพนักงานอัยการโจทก์ แต่ไปเบิกความเพิ่มเติมตอนทนายจ าเลยถามค้านขัดกับค าให้การของผู้กล่าวหาในลักษณะช่วยเหลือจ าเลยให้แก้ไขด้วย การขออนุญาตถามพยานปากนี้ แบบปรปั กษ์ตอนถามติง และให้ส่งค าให้การในชั้นสอบสวนของพยานที่เคยให้การ กับพนักงานสอบสวนต่อศาล และท าบันทึกรายงานหัวหน้าพนักงานอัยการโดยเร็ว ตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 122 กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 117 วรรค 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 117 - ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 122 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหาร งานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายพัลลภ ยิ้ มฉลวย ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาพระโขนง 1 นำงสมสุข มีวุฒิสม อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 161/2566 /2563 ---------------------------- กำรตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีร้องขอควำมเป็ นธรรม ตามที่ส านักงานอัยการสูงสุดได้เปิ ดช่องทางให้แก่ประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยมีการออก ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ โดยได้บัญญัติเกี่ยวกับการร้องขอความ เป็ นธรรมไว้ ท าให้ผู้ร้องขอความเป็ นธรรมเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของรัฐมากขึ้ นเพราะมีโอกาสเสนอ พยานหลักฐานที่ตนคิดว่าน่าจะเป็ นธรรมแก่ตนให้พนักงานอัยการทราบเพื่อใช้ในการประกอบการพิจารณาสั่งคดี แต่เนื่องจากในปัจจุบันการร้องขอความเป็ นธรรมต่อพนักงานอัยการ ไม่มีข้อก าหนดที่ก าหนดไว้อย่างชัดเจน คงมีแต่ระเบียบ ส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 65 ซึ่งเป็ นระเบียบภายในที่อาศัย ความในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ออกระเบียบเกี่ยวกับ การด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการไว้ แต่ปรากฏว่ายังไม่มีความชัดเจนและยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการใช้โอกาสหรือ ช่องว่างของการร้องขอความเป็ นธรรมที่ส่งผลต่อการพิจารณาคดี ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ จากปัญหาเกี่ยวกับการร้องขอความเป็ นธรรมในชั้นพนักงานอัยการ ควรมีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้ นเพื่อแก้ปัญหา การประวิงคดีให้ล่าช้า ซึ่งน ามาซึ่งผลกระทบต่างๆต่อระบบกระบวนการยุติธรรม ดังนี้ - ในส่วนของความชัดเจนของการร้องขอความเป็ นธรรม ควรก าหนดนิยาม การร้องขอความเป็ นธรรม ไว้ในระเบียบให้ชัดเจนว่า เป็ นการร้องขอความเป็ นธรรมในเรื่องใด พร้อมทั้งให้ระบุเหตุผลและพยานหลักฐานให้ครบถ้วน โดยจะต้องมีการอธิบายให้ชัดเจนว่า ผู้ร้องขอความเป็ นธรรมไม่ได้รับความเป็ นธรรมในเรื่องใด มีเหตุผลอย่างไรบ้างที่จ าต้อง ร้องขอความเป็ นธรรมและต้องการให้พนักงานสอบสวนท าการสอบสวนเพิ่มเติมพยานหลักฐานใดเพิ่มเติม โดยมีการก าหนด ประเด็นในการร้องขอความเป็ นธรรมให้ชัดเจน เพื่อสะดวกในการตรวจสอบการร้องขอความเป็ นธรรมเพื่อมิให้มีการร้องแบบ เลื่อนลอย เพื่อเป็ นการประวิงเวลาให้ล่าช้า - ก าหนดจ านวนครั้งและระยะเวลาในการยื่นค าร้องขอความเป็ นธรรม อย่างชัดเจน โดยก าหนดให้มีการยื่นค าร้อง ขอความเป็ นธรรมได้ไม่เกินจ านวน 1 ครั้ง หากจะยื่นครั้งต่อไปสามารถกระท าได้ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏ ในส านวนการสอบสวนและไม่เคยเสนอในการร้องขอความเป็ นธรรมมาก่อน และจะต้องก าหนดระยะเวลาในการยื่นค าร้อง ขอความเป็ นธรรม ภายในระยะเวลาที่ชัดเจน กล่าวคือจะต้องยื่นค าร้องขอความเป็ นธรรมภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่พนักงานสอบสวนได้ส่งส านวนถึงพนักงานอัยการ (ระยะเวลาอาจต้องค านึงถึงส านวนคดีแต่ละเรื่อง) ดังนั้น เพื่อป้ องกันผู้ที่หวังผลประโยชน์จากการร้องขอความเป็ นธรรมนี้ โดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายร้องขอความ เป็ นธรรมมายังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการมีค าสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมหรือมีค าสั่งอื่นใด โดยมีการร้องขอความ เป็ นธรรมจ านวนหลายครั้ง ท าให้คดีล่าช้าออกไป ไม่ว่าจะเป็ นค าร้องแบบไหน ที่เป็ นการร้องขอความเป็ นธรรม คือไม่มีการ ให้ความหมายที่ชัดเจน และไม่มีการก าหนดจ านวนครั้งและไม่มีการก าหนดระยะเวลา ในการยื่นค าร้องขอความเป็ นธรรม ที่จะส่งผลต่อผู้ยื่นค าร้องขอความเป็ นธรรมที่จะต้องร่วมรับผิดชอบที่ชัดเจน จึงมีความเห็นดังที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อก าหนด เป็ นแนวทางในทางปฏิบัติต่อไป KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 13 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 วรรค 2 - ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 65 - พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นางรัตนาภรณ์ โพธ์ิทอง จนัทรอ์ ินทร์ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานอัยการภาค 2 นำยปริญญำ จิตรกำรนทีกิจ อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 162/2566 /2563 ---------------------------- กำรอุทธรณค์ำ พิพำกษำศำลช้นัตน้ในปัญหำขอ้เท็จจริงในคดีซึ่งอตัรำโทษอย่ำงสูง ตำมที่กฎหมำยกำ หนดไวใ้หจ้ำ คุกไม่เกินสำมปีหรือปรบัไม่เกินหกหมื่นบำท หรือท้งัจำ ท้งัปรบั ข้อเท็จจริง คดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดล าพูนโจทก์ได้ยื่นฟ้ องนางสาว ก. จ าเลย ในข้อหาฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 โดยได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจ าเลยจ านวนสองกรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ข้อพิจารณา คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ าคุกจ าเลย ฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จ าคุกจ าเลย 2 ปี เพียงกรรมเดียว โดยเห็นว่าเมื่อพิจารณาจากเจตนาของจ าเลยที่หลอกลวง ให้โจทก์ร่วมโอนเงินค่าหน้ากากอนามัย เมื่อน าไปขายให้โรงพยาบาลนครพิงค์ลล้ว จ าเลยมีเจตนาเดียวคือ สร้างกลอุบายหลอกลวงโจทก์ร่วมให้ได้เงินมาจ านวน 1,564,200 บาท ลม้โจทก์ร่วมจะโอนเงินช าระ ลก่จ าเลยจ านวน 2 ครั้ง ห่างกัน 2 วัน ก็เป็ นความผิดกรรมเดียว อัยการศาลสูงพิจารณาลล้วเห็นว่า ในชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก์มีพยานปากนาย ก. โจทก์ร่วมเบิก ความให้การยืนยันว่าตามวันเวลาขณะเกิดเหตุจ าเลยหลอกลวงโจทก์ร่วม เป็ นจ านวน 2 ครั้ง คือวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 ลละในวันที่ 5 มิถุนายน 2563 โดยเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 จ าเลยได้ลจ้ง โจทก์ร่วมให้โอนเงินค่าหน้ากากอนามัย จ านวนเงิน 784,200 บาท ลละนาย ข. (ผู้ขายหน้ากากอนามัย) ได้ส่งสินค้าให้ลก่จ าเลย ลละจ าเลยได้มีการซื้ อขายกับโรงพยาบาลนครพิงค์จริง ตามที่จ าเลยหลอกลวง ชักชวนโจทก์ร่วม ลละในวันที่ 5 มิถุนายน 2563 จ าเลยได้ลจ้งกับผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมอีกให้จ่ายเงิน ค่าหน้ากากอนามัยอีกเป็ นจ านวนเงิน 780,000 บาท จึงเป็ นการลสดงการหลอกลวงของจ าเลยกับผู้เสียหาย หรือโจทก์ร่วมอีกครั้ง โดยปรากฏตามหลักฐานเอกสารข้อมูลการสนทนาทางลอฟพิเคชั่นไลน์ ระหว่าง ผู้เสียหาย หรือโจทก์ร่วมกับจ าเลย ดังนั้นจากพฤติการณ์ลละการหลอกลวงของจ าเลยดังกล่าวข้างต้น ย่อมลบ่งลยกเจตนาของจ าเลยในความประสงค์ที่จะหลอกลวงผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมจ านวนสองครั้ง ซึ่งเป็ นการกระท าความผิดเป็ นสองกรรม คือในวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 กรรมหนึ่ง ลละในวันที่ 5 มิถุนายน 2563 อีกกรรมหนึ่ง อันเป็ นความผิด ต่างกรรมต่างวาระ มิใช่เพียงมีเจตนาเดียวที่เพียง จะสร้างกลอุบายหลอกลวงให้ผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมโอนเงินจ านวนรวมทั้งหมด 1,564,200 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลต่อย่างใด จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจ าคุกจ าเลยฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อันเป็ นความผิดต่างกรรมกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ตามที่โจทก์ฟ้ องด้วย KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 14 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ข้อสรุปสาระส าคัญ/ลก่นความรู้ กรณีคดีอาญาที่มีโทษอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายก าหนดไว้ให้จ าคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจ าทั้งปรับ ต้องห้ามอุทธรณ์ค าพิพากษาในศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง ลต่ถ้าเป็ นปั ญญาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ลต่อย่างใด กรณีจะต้องพิจารณาวินิจฉัยให้ชัดเจนว่า ประเด็นที่จะอุทธรณ์เป็ นปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ลต่ถ้ากรณียังไม่ยุติหรือยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็ น ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย กรณีจะอุทธรณ์จะต้องควรให้อธิบดีอัยการศาลสูง ผู้รับมอบอ านาจ จากอัยการสูงสุด ตามค าสั่งส านักงานอัยการสูงสุดที่ 540/2554 เรื่อง มอบหมายให้อธิบดีอัยการ ส านักงานคดีศาลสูง ลละอธิบดีอัยการส านักงานคดีศาลสูงภาค รับรองอุทธรณ์ว่าคดีมีเหตุอันควร ที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยเพื่อศาลอุทธรณ์จะได้พิจารณาพิพากษาต่อไป เพื่อจักได้ไม่เกิดเป็ นประเด็น จะเป็ นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ได้ว่าเป็ นปัญหาข้อเท็จจริงลล้วต้องห้ามอุทธรณ์ กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193, 193ทวิ, 193ตรี - ค าสั่งส านักงานอัยการสูงสุด ที่ 540/2554 เรื่องมอบหมายให้อธิบดีอัยการ ส านักงานคดีศาลสูง ลละอธิบดีอัยการ ส านักงานคดีศาลสูงภาค รับรองอุทธรณ์ ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 - ผู้จัดท า KCJ : นายสุริยา สุยะนา ต าลหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานคดีศาลสูงภาค 5 นำยวิรัช เนติธรรมำภิมุข อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 163/2566 /2563 ---------------------------- กำรดำ เนินกำรยนื่คำ รอ้งต้งัผูจ้ดักำรมรดก กรณีที่ผูจ้ดักำรมรดกเดิมที่ศำลต้งัถึงแก่ควำมตำย จากการสนทนาในส านักงานอัยการพิเศษฝ่ ายคุ้มครองสิทธิ จากนาวาโท ทศพร สายพันธ์ อัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ เดิมพนักงานอัยการ ส านักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัด ยื่นค าร้องขอตั้งภริยาเป็ นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อศาลจังหวัด ซึ่งศาลจังหวัดมีค าสั่งตั้งภริยาเป็ น ผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามค าร้องของพนักงานอัยการ ผู้ร้อง ต่อมา ผู้จัดการมรดกได้ถึงแก่ความตายไปก่อนการจัดการมรดกของผู้ตายเสร็จสิ้ น ทายาทอื่นมาขอรับ ความช่วยเหลือที่ส านักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด เพื่อขอให้ตั้งทายาทอื่นเป็ นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แทนผู้จัดการมรดกคนเดิมซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว กรณีมีปัญหาว่า กรณีดังกล่าวจะยื่นค าร้องแต่งตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่แทนผู้จัดการมรดกคนเดิม ที่ถึงแก่ความตายไปก่อนการจัดการมรดกเสร็จสิ้ น เข้าไปในคดีเดิม หรือยื่นค าร้องเป็ นคดีใหม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า การเป็ นผู้จัดการมรดกตามค าสั่งศาล เป็ นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับการแต่งตั้ง ตามนัยค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 3718/2538 ที่ 48/2519 ที่ 96/2516 เมื่อภริยาซึ่งเป็ นผู้จัดการมรดก ของผู้ตายตามค าสั่งศาลจังหวัดถึงแก่ความตาย การเป็ นผู้จัดการมรดกของผู้ตายย่อมสิ้ นสุดลง ถือว่าเป็ น กรณีค าสั่งศาลที่ตั้งผู้จัดการมรดกไม่มีผลต่อไป ตามนัยค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 8687/2558 กรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดกที่ยังจัดการไม่เสร็จสิ้ น ทายาทจะต้องร้องขอต่อศาลด้วยตนเอง หรือติดต่อขอรับความช่วยเหลือจากพนักงานอัยการ เพื่อร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ ทั้งนี้ การยื่นค าร้อง ขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่แทนผู้จัดการมรดกเดิมที่ศาลตั้งไว้ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนการจัดการมรดก เสร็จสิ้ น ต้องยื่นค าร้องขอเป็ นคดีใหม่ต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิล าเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา กรณีเช่นนี้ ไม่อาจยื่นค าร้องในคดีเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) ได้ เพราะค าร้องตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) คือ ผู้แทนโดยชอบธรรมร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการอนุญาต ที่ได้ให้ไว้แก่ผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 27 วรรคสาม ร้องขอต่อศาลให้ศาลสั่ง เพิกถอนค าสั่งที่ให้เป็ นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 14 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 มาตรา 31 มาตรา 36 ร้องขอต่อศาลให้ศาลสั่งถอนค าสั่งให้เป็ นคนสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา 63 ร้องขอให้ศาลถอนผู้ปกครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1598/9 ร้องขอให้ถอนผู้อนุบาล หรือ ผู้พิทักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 28 วรรคสอง มาตรา 32 วรรคสาม ร้องขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงค าสั่งเรื่องค่าอุปการะเลี้ ยงดู ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์มาตรา 1598/19 ร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 ซึ่งเป็นเรื่องที่ค าสั่งของศาลมีผลอยู่ กรณีตามปัญหา พนักงานอัยการ ส านักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคุ้มครองสิทธิ เคยยื่นค าร้องขอเป็ นคดีใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา แล้วศาลแพ่งมีค าสั่งตามค าร้องขอ การขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่แทนผู้จัดการมรดกเดิมที่ศาลตั้งไว้ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน การจัดการมรดกเสร็จสิ้ น พนักงานอัยการมีอ านาจยื่นค าร้องขอต่อศาลได้ ตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการ และพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (10) และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1713 วรรคแรก โดยยื่นเป็ นคดีใหม่ ดังนั้น กรณีตามปัญหา เมื่อผู้จัดการมรดกเดิมที่ศาลเดิมเคยตั้งเป็ นผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย ไปก่อนการจัดการมรดกเสร็จสิ้ น จึงต้องยื่นค าร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกใหม่ โดยยื่นค าร้องขอเป็ นคดีใหม่ ต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิล าเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย มิใช่ยื่นค าร้องขอเข้าไปในคดีเดิม กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคแรก - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา มาตรา 7 - พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (10) - ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 3718/2538, ที่ 48/2519, ที่ 96/2516 และที่ 8687/2558 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ ผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายวิทวัส เอี่ยมเจริญวิทย์ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ นำงสำวณฤดี เกียรติคงยิ่ง อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 164/2566 /2563 ---------------------------- คณะกรรมกำรตรวจรับพัสดุ ได้รับค ำสั่งอธิบดีอัยกำรภำค 5 แต่งตั้งให้เป็ นคณะกรรมกำรตรวจรับพัสดุ(ประธำน) ปรับปรุงบ้ำนพักรำชกำร มีหน้ำที่รับผิดชอบกำรบริหำรสัญญำหรือข้อตกลงและกำรตรวจรับพัสดุ ตำมพระรำชบัญญัติกำรจัดซื้ อจัดจ้ำงและ กำรบริหำรพัสดุภำครัฐ พ.ศ. 2560 มำตรำ 100 และระเบียบกระทรวงกำรคลังว่ำด้วยกำรจัดซื้ อจัดจ้ำงและกำรบริหำร พัสดุภำครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 176 ได้ก ำหนดหน้ำที่ของคณะกรรมกำรตรวจรับพัสดุในงำนจ้ำงก่อสร้ำง ดังนี้ คณะกรรมกำรตรวจรับพัสดุในงำนก่อสร้ำง มีหน้ำที่ดังนี้ (1) ตรวจสอบคุณวุฒิของผู้ควบคุมงำนก่อสร้ำงของผู้รับจ้ำงให้เป็ นไปตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรควบคุมอำคำร (2) ตรวจสอบรำยงำนกำรปฏิบัติงำนของผู้รับจ้ำง และเหตุกำรณ์แวดล้อมที่ผู้ควบคุมงำนของหน่วยงำนของรัฐ รำยงำน โดยตรวจสอบกับแบบรูปรำยกำรละเอียดและข้อก ำหนดในสัญญำหรือข้อตกลงทุกสัปดำห์ รวมทั้งรับทรำบหรือ พิจำรณำกำรสั่งหยุดงำนหรือพักงำนของผู้ควบคุมงำน แล้วรำยงำนหัวหน้ำหน่วยงำนของรัฐเพื่อพิจำรณำสั่งกำรต่อไป (3) ให้คณะกรรมกำรตรวจรับพัสดุหรือกรรมกำรที่ได้รับมอบหมำยจำกคณะกรรมกำรตรวจรับพัสดุออกตรวจ งำนจ้ำง ณ สถำนที่ที่ก ำหนดไว้ในสัญญำหรือที่ตกลงให้ท ำงำนจ้ำงนั้น ๆ ตำมเวลำที่เหมำะสม และเห็นสมควรและ จัดท ำบันทึกผลกำรออกตรวจงำนนั้นไว้เพื่อเป็ นหลักฐำนด้วย (4) นอกจำกกำรด ำเนินกำรตำม (1) และ (2) ในกรณีมีข้อสงสัยหรือมีกรณีที่เห็นว่ำแบบรูปรำยกำรละเอียด และ ข้อก ำหนดในสัญญำหรือมีข้อตกลงมีข้อควำมคลำดเคลื่อนเล็กน้อย หรือไม่เป็ นไปตำมหลักวิชำกำรช่ำงให้มีอ ำนำจ สั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม หรือตัดทอนงำนจ้ำงได้ตำมที่เห็นสมควร และตำมหลักวิชำกำรช่ำง เพื่อให้เป็ นไปตำมแบบรูป รำยกำรละเอียด (5) โดยปกติให้ตรวจผลงำนที่ผู้รับจ้ำงส่งมอบภำยใน 3 วันท ำกำร นับแต่วันที่ประธำนกรรมกำรได้รับทรำบ กำรส่งมอบงำน และให้ท ำกำรตรวจรับให้เสร็จสิ้ นไปโดยเร็วที่สุด (6) เมื่อตรวจเห็นว่ำเป็ นกำรถูกต้องครบถ้วนเป็ นไปตำมรูปรำยกำรละเอียดและข้อก ำหนดในสัญญำหรือข้อตกลง แล้ว ให้ถือว่ำผู้รับจ้ำงส่งมอบงำนครบถ้วนตั้งแต่วันที่ผู้รับจ้ำงส่งงำนจ้ำงนั้น และให้ท ำใบรับรองผลกำรปฏิบัติงำน ทั้งหมด หรือเฉพำะงวด แล้วแต่กรณี โดยลงชื่อไว้เป็ นหลักฐำน อย่ำงน้อย 2 ฉบับ มอบให้แก่ผู้รับจ้ำง 1 ฉบับ และเจ้ำหน้ำที่ 1 ฉบับ เพื่อท ำกำรเบิกจ่ำยเงินตำมระเบียบของหน่วยงำนของรัฐและรำยงำนให้หัวหน้ำหน่วยงำนของรัฐทรำบ ในกรณีที่กรรมกำรตรวจรับพัสดุเห็นว่ำ ผลงำนที่ส่งมอบทั้งหมดหรืองวดใดก็ตำมไม่เป็ นไปตำมรูปรำยกำรละเอียด และข้อก ำหนดในสัญญำหรือข้อตกลง ให้รำยงำนหัวหน้ำหน่วยงำนของรัฐผ่ำนหัวหน้ำเจ้ำหน้ำที่เพื่อทรำบและสั่งกำร แล้วแต่กรณี (7) ในกรณีที่กรรมกำรตรวจรับพัสดุบำงคนไม่ยอมรับงำน โดยท ำควำมเห็นแย้งไว้ ให้เสนอหัวหน้ำหน่วยงำนของ รัฐเพื่อพิจำรณำสั่งกำร ถ้ำหัวหน้ำหน่วยงำนของรัฐสั่งกำรให้ตรวจรับงำนจ้ำงนั้นไว้จึงด ำเนินกำรตำม (6) KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 15 มิถุนำยน 2566


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ข้อสรุปสำระส ำคัญ/แก่นควำมรู้ จำกกำรปฏิบัติงำนตำมค ำสั่งที่ได้รับแต่งตั้งเป็ นประธำนคณะกรรมกำรตรวจรับพัสดุในงำนก่อสร้ำงมีหน้ำที่ ตำมระเบียบกระทรวงกำรคลังว่ำด้วยกำรจัดซื้ อจัดจ้ำงและกำรบริหำรพัสดุภำครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 176 ดังกล่ำว จำกกำรปฏิบัติงำนในกำรตรวจรับพัสดุงำนก่อสร้ำง ซึ่งส ำนักงำนอัยกำรในส่วนภูมิภำคยังขำดผู้มีควำมรู้ ควำมช ำนำญกำร เกี่ยวแบบรูปรำยกำรละเอียด ในกำรตรวจรับงำน ต้องแก้ปัญหำ โดยกำรขอควำมอนุเครำะห์ไปยังหน่วยงำนภำยนอก เช่น ส ำนักงำนโยธำธิกำรจังหวัด องค์กำรบริหำรส่วนจังหวัด องค์กำรบริหำรส่วนต ำบล และส ำนักงำนเทศบำล บำงครั้งอำจมี อุปสรรคไม่ได้รับควำมร่วมมือ เนื่องจำกภำระงำนในหน้ำที่ประจ ำของหน่วยงำนนั้น ๆ และปั ญหำที่พบได้บ่อยคือ กำรออกแบบไม่ถูกต้อง หรือกำรออกแบบไม่สำมำรถท ำได้จริง ไม่สอดคล้องกับมำตรฐำน แบบรูปรำยกำรไม่ชัดเจน หรืออีกกรณีหนึ่งเป็ นเรื่องของผู้รับเหมำที่ได้รับกำรว่ำจ้ำงจำกหน่วยงำนของรัฐให้ด ำเนินกำรก่อสร้ำงอำคำร ซึ่งมีก ำหนดเวลำ ในกำรท ำให้แล้วเสร็จ แต่ส่วนใหญ่มักจะมำเร่งด ำเนินกำรในช่วงท้ำยใกล้เวลำหมดสัญญำ ประกอบกับคณะกรรมกำรตรวจรับ พัสดุไม่ได้มีควำมเชี่ยวชำญ ควำมช ำนำญงำนในเรื่องงำนช่ำง งำนเหล็ก งำนสถำปัตยกรรม ท ำให้กำรตรวจรับพัสดุ กำรว่ำจ้ำงงำน ยังท ำได้ไม่เต็มประสิทธิภำพแม้จะได้ศึกษำระเบียบที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับงำนพัสดุดังกล่ำวมำอย่ำงละเอียด ถี่ถ้วนแล้ว และต้องรับผิดชอบในทำงแพ่ง หรืออำญำ หรือวินัย หรือถูกร้องเรียนได้ ทำงส ำนักงำนอัยกำรสูงสุดควรแต่งตั้ง ผู้ช ำนำญกำรหรือผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับงำนซื้ อ หรือจ้ำงนั้นๆ งำนตรวจรับพัสดุ และควรมีวิศวกรของส ำนักงำนอัยกำรสูงสุด เข้ำร่วมเป็ นกรรมกำรตรวจรับพัสดุในงำนก่อสร้ำงด้วย กฎหมำยหรือระเบียบที่เกี่ยวกับควำมรู้นี้ - พระรำชบัญญัติกำรจัดซื้ อจัดจ้ำงและกำรบริหำรพัสดุภำครัฐ พ.ศ. 2560 มำตรำ 100 - ระเบียบกระทรวงกำรคลังว่ำด้วยกำรจัดซื้ อจัดจ้ำงและกำรบริหำรพัสดุภำครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 176 ที่มำ : - กำรท ำ KCJ (Knowledge Capturing on Job) จำกกำรท ำ Workshop ของโครงกำรอบรมหลักสูตรนักบริหำร งำนยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรกำรอบรมอัยกำรพิเศษฝ่ำย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชำ กำรบริหำรจัดกำรควำมรู้เพื่อเสริมสร้ำงสมรรถนะผู้บริหำร เมื่อวันที่ 2 มีนำคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท ำ KCJ : นำงอัจฉรำ ภิรมย์กุล ต ำแหน่ง อัยกำรผู้เชี่ยวชำญพิเศษ สังกัด ส ำนักงำนอัยกำรภำค 5 นำงสมสุข มีวุฒิสม อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 165/2566 /2563 องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th ---------------------------- กำรน ำสืบพยำนเอกสำร แต่เดิมการอ้างเอกสารรายงานการตรวจพิสูจน์วัตถุพยานต่าง ๆ เป็ นพยานต่อศาล ก็จะอ้างหนังสือน าส่งรายงาน การตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐาน ประกอบกับรายงานการตรวจพิสูจน์ เป็ นพยาน แต่อาจจะไม่ได้อ้างหนังสือน าส่งวัตถุ พยานนั้นไปตรวจพิสูจน์ของพนักงานสอบสวนเป็ นพยานด้วย ต่อมาจากประสบการณ์ในการท างาน พบว่าการอ้างหนังสือ น าส่งวัตถุพยานไปตรวจพิสูจน์ของพนักงานสอบสวนเป็ นพยานด้วยนั้น มีความส าคัญมาก เพราะหนังสือน าส่งวัตถุพยานนั้น จะบอกวัตถุประสงค์ของการส่งตรวจ และที่ส าคัญกว่านั้นก็คือ จะบอกว่าวัตถุพยานนั้นถูกเก็บได้จากที่ใด ซึ่งสถานที่เก็บวัตถุ พยานได้ อาจจะไม่ได้บอกไว้ในตัวรายงานการตรวจพิสูจน์ ตัวอย่างเช่น คดีที่มีการเก็บเสื้ อผ้าเป็ นวัตถุพยานจากสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง และเสื้ อผ้าทั้งหมดถูกส่งไป ตรวจพิสูจน์เพื่อหาดีเอ็นเอของคนร้าย หากไม่ได้น าสืบให้ชัดเจนว่า เสื้ อผ้าที่พบดีเอ็นเอของจ าเลยเก็บได้จากที่ใด ซึ่งสามารถเชื่อมโยงได้ว่าจ าเลยเป็ นผู้กระท าความผิด ก็ย่อมท าให้ข้อเท็จจริงไม่ชัดเจนเพียงพอส าหรับศาลในการที่จะวินิจฉัย ชี้ ขาดคดี ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ จึงสรุปได้ว่า การน าสืบเกี่ยวกับรายงานการตรวจพิสูจน์ พนักงานอัยการควรอ้างส่งหนังสือขอให้ตรวจพิสูจน์ ของพนักงานสอบสวน (หากมีส าเนารายงานการตรวจยึดสิ่งของแนบท้ายหนังสือดังกล่าว ก็อ้างส่งไปด้วยกันทั้งชุด) หนังสือน าส่งรายงานการตรวจพิสูจน์ (ซึ่งอ้างอิงหนังสือของพนักงานสอบสวน) และรายงานการตรวจพิสูจน์ เพื่อให้เอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับผลการตรวจพิสูจน์มีความครบถ้วน และศาลสามารถตัดสินคดีได้อย่างถูกต้อง กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายธวัชชัย จิตต์ขันติวงศ์ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 3 นำยปริญญำ จิตรกำรนทีกิจ อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 15 มิถุนำยน 2566


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 166/2566 /2563 ---------------------------- กำรด ำเนินคดีควำมผิดต่อต ำแหน่งหน้ำที่ กรณีพนักงำนสอบสวนส่งส ำนวนกำรสอบสวน “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้โดยความรวมโดยถือว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งบรรดาระเบียบ ข้อก าหนด ข้อบังคับ ประกาศ และค าสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือมติ ของคณะกรรมการป้ องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไป ทั้งนี้ เว้นแต่คณะกรรมการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติจะมีมติให้ด าเนินการต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้” กรณีที่พนักงานสอบสวนสามารถท าการไต่สวนในคดีที่กล่าวหาว่าเจ้าพนักงาน, เจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระท าความผิด ต่อหน้าที่ได้นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องมีมติส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนด าเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา อันเป็ นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 วรรคสอง พนักงานสอบสวนจึงมีอ านาจท าการสอบสวนคดีที่กล่าวหา ว่า เจ้าพนักงาน, เจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่ากระท าความผิดต่อหน้าที่นั้นได้ และตามมาตรา 65 บัญญัติว่า “เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 61 มาตรา 62 มาตรา 63 และมาตรา 64 แล้ว ให้หน่วยงานของรัฐนั้นด าเนินการไปตามหน้าที่และอ านาจ ของตน และรายงานผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการและภายในก าหนดระยะเวลาที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก าหนด” มาตรา 66 บัญญัติว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยกับผลการด าเนินการ ตามรายงานตามมาตรา 65 หรือมีกรณีเห็นว่าผู้ถูกร้องอาจไม่ได้รับความเป็ นธรรม หรือการด าเนินการนั้นจะไม่เที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอ านาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจเรียกส านวนการไต่สวนหรือสอบสวนมาเพื่อด าเนินการ ได้ โดยจะด าเนินการไต่สวนใหม่ทั้งหมด หรือน าผลการไต่สวนหรือสอบสวนของหน่วยงานของรัฐนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน มาถือเป็ นการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้” เมื่อพนักงานสอบสวนได้มีการด าเนินการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามที่ได้รับ มอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ดังกล่าว ตามหน้าที่และอ านาจตามที่ก าหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว และท า ความเห็นว่า ควรสั่งฟ้ องหรือสั่งไม่ฟ้ องส่งไปพร้อมกับส านวนให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งส านวนคดีต่อไป ตามที่ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ซึ่งตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการ ทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 65 บัญญัติว่า “เมื่อพนักงานสอบสวนด าเนินการสอบสวนไปตามหน้าที่และอ านาจของตนตามที่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้แล้ว พนักงานสอบสวนยังต้องรายงานผลการสอบสวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการและภายในก าหนดระยะเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก าหนด KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 16 มิถุนำยน 2566


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 มาตรา 66 บัญญัติว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยกับผลการด าเนินการตามรายงาน ตามมาตรา 65 หรือมีกรณีเห็นว่าผู้ถูกร้องอาจไม่ได้รับความเป็ นธรรม หรือการด าเนินการนั้นจะไม่เที่ยงธรรมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอ านาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจเรียกส านวนการไต่สวนหรือสอบสวนมาเพื่อด าเนินการได้โดยจะด าเนินการไต่สวน ใหม่ทั้งหมด หรือน าผลการไต่สวนหรือสอบสวนของหน่วยงานของรัฐนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนมาถือเป็ นการไต่สวนของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้” เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 65 และมาตรา 66 ดังกล่าว เห็นได้ว่า แม้คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีอ านาจส่งเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอ านาจของตน ให้พนักงานสอบสวนด าเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป อันมีผลท าให้พนักงานสอบสวน มีอ านาจสอบสวนคดีที่อยู่ในอ านาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ก็ตาม แต่ทั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. และพนักงานสอบสวน ก็ยังมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 65 ประกอบมาตรา 66 โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องพิจารณารายงานการสอบสวน ตามมาตรา 65 ดังกล่าวว่า จะเห็นด้วยกับรายงานการสอบสวนหรือไม่ ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีอ านาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 66 ดังนี้ - กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยกับผลการด าเนินการตามรายงาน ตามมาตรา 65 - กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าผู้ถูกร้องอาจไม่ได้รับความเป็ นธรรม - กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าการด าเนินการนั้นจะไม่เที่ยงธรรม คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอ านาจด าเนินการดังต่อไปนี้ 1. เรียกส านวนการไต่สวนหรือสอบสวนมาเพื่อด าเนินการได้โดยจะด าเนินการไต่สวนใหม่ทั้งหมด หรือน าผลการ ไต่สวนหรือสอบสวนของหน่วยงานของรัฐนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนมาถือเป็ นการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้หรือ จะสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ 2. เรียกส านวนการสอบสวนมาเพื่อด าเนินการได้ โดยจะด าเนินการไต่สวนใหม่ทั้งหมด หรือน าผลการสอบสวนของ พนักงานสอบสวนนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนมาถือเป็ นการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้ ดังนั้น การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายให้พนักงานสอบสวนด าเนินการสอบสวนไปตามหน้าที่และอ านาจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น จึงมิใช่เป็ นการมอบหมายให้พนักงานสอบสวนมีอ านาจสิทธิขาดในคดีนั้น โดยตลอดที่จะท าให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่และอ านาจด าเนินการสอบสวนตลอดจนมีความเห็นว่าควรสั่งฟ้ องหรือ สั่งไม่ฟ้ องไปโดยล าพัง โดยไม่จ าต้องรายงานผลการสอบสวนให้คณะกรรมการ ป .ป.ช. ทราบ และไม่จ าต้องรอผล การพิจารณารายงานการสอบสวนดังกล่าวจากของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่อย่างใดไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนท าการสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนยังต้องมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 65 และมาตรา 66 การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายให้พนักงานสอบสวนด าเนินการดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงต้องรายงานผล การสอบสวนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังต้องมีหน้าที่และอ านาจในการตรวจสอบ ก ากับหรือ ควบคุมผลการสอบสวนดังกล่าวไว้อีก เพราะการด าเนินการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว อาจมีกรณีที่ผู้ถูกร้องอาจไม่ได้รับ ความเป็ นธรรม หรือการด าเนินการนั้นจะไม่เที่ยงธรรม จึงให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอ านาจสั่งการอย่างหนึ่งอย่างใด เกี่ยวกับการด าเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และมีหน้าที่พิจารณารายงานผลการสอบสวนดังกล่าวและมีอ านาจสั่ง การอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องกล่าวหาตามรายงานของพนักงานสอบสวนดังกล่าวข้างต้น KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ทั้งระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และกรอบระยะเวลาด าเนินการและรายงานผล ของหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอ านาจเกี่ยวข้องกับการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2564 ส่วนที่ 1 พนักงานสอบสวน ข้อ 11 เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนเห็นว่า การสอบสวนเสร็จแล้ว ไม่ว่าจะมีความเห็น ควรสั่งฟ้ องหรือสั่งไม่ฟ้ องก็ตาม ให้รายงานผลการด าเนินการให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ได้มีความเห็น เมื่อพนักงานอัยการมีค าสั่งฟ้ องหรือค าสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้ อง หรือกรณีที่ศาลมีค าพิพากษาถึงที่สุด ให้พนักงานสอบสวน แจ้งค าสั่งของพนักงานอัยการ หรือผลค าพิพากษาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ข้อ 12 ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยกับผลการด าเนินการตามข้อ 11 วรรคหนึ่ง หรือมีกรณีเห็นว่า ผู้ถูกร้องอาจไม่ได้รับความเป็ นธรรม หรือการด าเนินการนั้นจะไม่เที่ยงธรรม คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอ านาจสั่งการอย่างใด อย่างหนึ่ง หรืออาจเรียกส านวนการสอบสวนมาเพื่อด าเนินการได้ โดยจะด าเนินการไต่สวนใหม่ทั้งหมด หรือน าผลการ สอบสวนของพนักงานสอบสวนนั้น ทั้งหมดหรือบางส่วนมาถือเป็ นการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้ การสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการเรียกส านวนการสอบสวนตามวรรคหนึ่งให้รวมถึงกรณีที่ส านวนการสอบสวน อยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ หรือกรณีที่พนักงานอัยการมีค าสั่งฟ้ อง หรือค าสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้ องตาม ข้อ 11 วรรคสอง ด้วย รายงานผลของพนักงานสอบสวนที่ได้รับมอบหมายเรื่องกล่าวหาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ด าเนินการสอบสวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า เมื่อพนักงานสอบสวนได้ด าเนินการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องรายงานผล การสอบสวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมีหน้าที่ต้องพิจารณารายงานผลการสอบสวน ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนท าการสอบสวนเสร็จแล้ว ต้องรายงานผลการสอบสวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องพิจารณารายงานผลการสอบสวนและมีความเห็น หรือสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับ การด าเนินการสอบสวนและรายงานการสอบสวนของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ซึ่งการรายงานผล การสอบสวนต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. หาใช่เป็ นเพียงกรณีรายงานผลการสอบสวนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อทราบเท่านั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังต้องมีหน้าที่พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 66 อันมีผลให้การสอบสวนเป็ นไปโดยชอบด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 120 และพนักงานอัยการมีอ านาจฟ้ อง ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ สรุป เมื่อได้รับส านวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระท าความผิดฐานทุจริต ต่อหน้าที่ หรือกระท าความผิดต่อต าแหน่งหน้าที่ราชการ ต้องตรวจสอบเอกสารในส านวนการสอบสวนว่า 1. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนด าเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 วรรคสอง หรือไม่ 2. พนักงานสอบสวนได้รายงานผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการและภายใน ก าหนดระยะเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 65 หรือไม่ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 3. หากพนักงานสอบสวนได้รายงานผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบ ตามข้อ 2 แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้การพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 65 หรือไม่ เพื่อการตรวจสอบการพิจารณามีความเห็นและค าสั่งส านวนการสอบสวนให้เป็ นไปตามกฎหมาย กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 61, 65, 66 - ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2562 ข้อ 17 - ระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และกรอบระยะเวลาด าเนินการและรายงานผลของ หน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่และอ านาจเกี่ยวข้องกับการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2564 ข้อ 11, 12 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 - ผู้จัดท า KCJ : นายศักดา คล้ายร่มไทร ต าแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษสังกัด ส านักงานอัยการพิเศษฝ่ ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 นำยวิรัช เนติธรรมำภิมุข อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 167/2566 /2563 ---------------------------- กำรแจ้งให้พนักงำนสอบสวนด ำเนินคดี ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายรู้จักกับนาย ก. ที่ตลาดนัดแล้วมีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกัน ต่อมา นาย ก. โทรศัพท์มาหลอกให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนโดยให้โอนเงินเข้าบัญชีจ านวน 3 บัญชีแล้วผู้เสียหายได้โอน เงินเข้าบัญชีจ านวน 3 บัญชีตามที่นาย ก. บอก หลังจากนั้นติดต่อกับนาย ก. ไม่ได้ เชื่อว่าถูกหลอก จึงร้องทุกข์ ให้ด าเนินคดีกับนาย ก. และคนร้ายในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบบัญชีธนาคาร ที่ผู้เสียหายโอนเงินไปให้ปรากฏว่าบัญชีที่ 1 เป็ นของนาย ข. พนักงานสอบสวนตั้งเป็ นผู้ต้องหาที่ 1 บัญชีที่ 2 เป็ นของนาย ค. พนักงานสอบสวนตั้งเป็ นผู้ต้องหาที่ 2 บัญชีที่ 3 เป็ นของนาย ง. พนักงานสอบสวน ได้ขอเอกสารหลักฐานของนาย ง. ไปยังธนาคาร แต่ธนาคารยังไม่ได้ส่งหลักฐานมายังพนักงานสอบสวน ต่อมาจับผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ได้ ยอมชดใช้เงินตามยอดเงินที่โอนเข้าบัญชีผู้เสียหายถอนค าร้องทุกข์ ไม่ด าเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1และที่ 2 พนักงานสอบสวนสรุปส านวนควรสั่งไม่ฟ้ องผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ส่วนนาย ง. พนักงานสอบสวนแจ้งว่าจะได้ท าการสืบสวนสอบสวนต่อไป แล้วส่งส านวนมายังพนักงานอัยการ อัยการจังหวัดมีค าสั่งยุติการด าเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 และรองอธิบดีอัยการภาคทราบค าสั่ง ยุติการด าเนินคดีแล้ว ต่อมาอัยการจังหวัดมีความเห็นเพิ่มเติมเห็นควรให้ด าเนินคดีกับนาย ง. ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงแล้วส่งส านวนมาให้อธิบดีอัยการภาคพิจารณา ตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการ ด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 45 ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ มีประเด็นที่จะต้องพิจารณา 3 ประเด็น ประเด็นที่ 1 อัยการจังหวัดมีความเห็นและค าสั่งครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ คดีนี้ ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ ให้ด าเนินคดีกับนาย ก. และคนร้ายซึ่งเป็ นเจ้าของบัญชีที่ผู้เสียหายโอนเงินไป ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ ตรวจสอบแล้วบัญชีที่ 1 เป็ นของนาย ข. ซึ่งเป็ นผู้ต้องหาที่ 1 บัญชีที่ 2 เป็ นของนาย ค. ซึ่งเป็ นผู้ต้องหาที่ 2 และบัญชีที่ 3 เป็ นของนาย ง. ถือว่านาย ก. ผู้ต้องหาที่ 1 ผู้ต้องหาที่ 2 และนายง. เป็ นผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระท า KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 16 มิถุนำยน 2566


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ความผิด จึงตกเป็ นผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) พนักงานอัยการ ต้องตรวจสอบความถูกต้องของส านวนการสอบสวนและพิจารณาส่งส านวนโดยละเอียดรอบคอบ และ ต้องพิจารณาสั่งสอบสวนเพิ่มเติมให้เสร็จสิ้ นกระแสความด้วยความรอบคอบแล้วจึงมีความเห็นและ ค าสั่งตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 32 ข้อ 33นาย ก. จะเป็ นชื่อจริงหรือชื่อเล่นก็ไม่ส าคัญ แต่พนักงานสอบสวนก็ไม่ได้สอบผู้เสียหายให้ทราบถึง ต าหนิรูปพรรณของ นาย ก. เพื่อจะออกหมายจับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 67 และพนักงานสอบสวนไม่ได้ตั้ง นาย ก.เป็ นผู้ต้องหาในรายงานการสอบสวน ทั้งที่นาย ก. ตกเป็ นผู้ต้องหา ตามที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์จึงถือว่าการสอบสวนในส่วนของนาย ก. ยังไม่เสร็จตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 นาย ง. พนักงานสอบสวนแจ้งว่าจะได้ท าการสืบสวนสอบสวนต่อไป แสดงให้เห็นว่าการสอบสวน ยังไม่เสร็จ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 เมื่อการสอบสวนยังไม่เสร็จ พนักงานสอบสวนจะส่งส านวนให้พนักงานอัยการพิจารณาไม่ได้ พนักงานอัยการจะต้องมีค าสั่งให้ส่งส านวนคืนพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 140 แต่ส าหรับคดีนี้ การสอบสวนในส่วนของผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 มีการสอบสวนโดยชอบและการสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานอัยการจะมีค าสั่งให้ส่งส านวนคืนไม่ได้ พนักงานอัยการจะต้องมีค าสั่งให้พนักงานสอบสวนแยกส านวนการสอบสวนในส่วนของ นาย ก. และนาย ง. แล้วให้พนักงานสอบสวนมีความเห็นทางคดีให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 มาตรา 141 ส าหรับคดีนี้ อัยการจังหวัดไม่มีความเห็นทางคดี และไม่สอบสวนเพิ่มเติม ให้สิ้ นกระแสความในส่วนของ นาย ก. ว่าการสอบสวนเสร็จหรือยังและพนักงานสอบสวนมีความเห็น ทางคดีอย่างไร จึงเป็ นการพิจารณาสั่งคดีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 32 ข้อ 33 ประเด็นที่ 2 นาย ง. เป็ นบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีหรือบุคคลภายนอกอื่นที่พาดพิงถึงที่อธิบดีอัยการ ภาคจะแจ้งให้พนักงานสอบสวนด าเนินคดีหรือไม่ จะเห็นได้ว่า นาย ง. ตกเป็ นผู้ต้องหาแล้วตามที่ได้พิจารณา ไว้ตามประเด็นที่ 1 ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องด าเนินคดีกับ นาย ง. อยู่แล้ว นาย ง. จึงไม่ใช่บุคคลภายนอก ที่อธิบดีอัยการภาคจะแจ้งให้พนักงานสอบสวนด าเนินคดีกับ นาย ง. อีก จึงไม่อยู่ในบังคับตามระเบียบ ส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 45 ประเด็นที่ 3 อัยการจังหวัดไม่มีความเห็นทางคดีเกี่ยวกับ นาย ก. และอธิบดีอัยการภาคไม่แจ้งให้ ด าเนินคดีกับ นาย ง. แล้ว อธิบดีอัยการภาคจะมีความเห็นเกี่ยวกับ นาย ก. และ นาย ง. ให้ถูกต้องได้หรือไม่ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสูดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 12 ในกรณีที่ระเบียบนี้ มิได้ก าหนดไว้ ให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจพิจารณาปฏิบัติไปตามที่เห็นควร โดยไม่ให้ เสียหายแก่ราชการ จึงเห็นว่าอธิบดีอัยการภาคมีค าสั่งให้อัยการจังหวัดแจ้งให้พนักงานสอบสวนแยกส านวน การสอบสวนในส่วนของ นาย ก. และ นาย ง. ออกไปได้แล้วให้พนักงานสอบสวนมีความเห็นทางคดี ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 มาตรา 141 กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (2)(7) มาตรา 67 มาตรา 140 มาตรา 141 - ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 12 ข้อ 32 ข้อ 33 ข้อ 45 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ ผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายวิโรจน์ พรหมอยู่ ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ส านักงานอัยการภาค 6 นำงสำวณฤดี เกียรติคงยิ่ง อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 168/2566 /2563 ---------------------------- กำรแก้ต่ำงคดีอำญำในศำลอำญำคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามที่ได้มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งศาลดังกล่าวมีอ านาจในการพิจารณาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบ โดยปัจจุบันจะมีราษฎรซึ่งกล่าวอ้างว่าเป็ นผู้เสียหายได้ฟ้ องด าเนินคดีอาญาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็ นจ าเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพิ่มขึ้ น รวมถึงพนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาและมีค าสั่งทางคดี ก็ได้ถูกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาตามที่ได้ใช้อ านาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานในฐานะพนักงานอัยการฟ้ องคดีต่อศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยส านักงานอัยการสูงสุดมีภารกิจในการจัดพนักงานอัยการท าหน้าที่เป็ นทนายจ าเลยแก้ต่าง คดีอาญาให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐรวมทั้งพนักงานอัยการที่ถูกฟ้ องเป็ นจ าเลยต่อศาลดังกล่าว ทั้งนี้ การด าเนินคดีอาญาที่เป็ น การกล่าวหาอันเป็ นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบนั้นจะมีวิธีพิจารณาคดีที่แตกต่างจากคดีอาญาทั่วไป โดยจะใช้ระบบไต่สวน ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 ได้ให้อ านาจหากศาลเห็นว่าฟ้ องไม่ ถูกต้องให้ศาลมีค าสั่งให้โจทก์แก้ฟ้ องให้ถูกต้องได้ โดยตามมาตรา 17 วรรคสาม ก าหนดให้จ าเลยอาจแถลงให้ศาลทราบถึง ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันส าคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูลและจะระบุในค าแถลงถึงตัวบุคคล เอกสาร หรือวัตถุที่จะ สนับสนุนข้อเท็จจริงตามค าแถลงของจ าเลยด้วยก็ได้ กรณีเช่นว่านี้ ศาลอาจเรียกบุคคล เอกสาร หรือวัตถุดังกล่าวมาเป็ น พยานศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัยสั่งคดีได้ตามที่เห็นสมควร โดยโจทก์และจ าเลยอาจถามพยานศาลได้เมื่อได้รับอนุญาต จากศาล โดยค าสั่งศาลที่ว่าคดีมีมูลให้แสดงเหตุผลอย่างชัดเจนประกอบด้วย ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็ นการให้สิทธิแก่จ าเลย ในการแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าตนนั้นได้กระท าความผิดตามค าฟ้ องของโจทก์หรือไม่ ทั้งนี้ ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการด าเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ข้อ 8 ได้ก าหนดไว้ว่าเมื่อโจทก์ยื่นฟ้ องให้เจ้าพนักงานคดี ตรวจสอบฟ้ องในเบื้ องต้นหากฟ้ องไม่ถูกต้องให้เจ้าพนักงานคดีท ารายงานเสนอศาลเพื่อมีค าสั่งแก้ไขฟ้ องให้ถูกต้อง และ ตามข้อ 10 ได้ก าหนดไว้ว่าในคดีที่ผู้เสียหายเป็ นโจทก์หากความปรากฏต่อศาลว่ามีการกล่าวหาในเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์ ยื่นฟ้ องต่อหน่วยงานที่มีอ านาจหน้าที่ในการสอบสวนคดีทุจริตและประพฤติมิชอบใดให้ศาลสอบถามไปยังหน่วยงานนั้นและ มีอ านาจเรียกรายงานและส านวนการสอบสวนหรือส านวนการไต่สวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวมาเพื่อประกอบการพิจารณา ของศาลได้ และตามข้อ 14 ได้ก าหนดไว้ว่าในกรณีที่โจทก์ยื่นค าร้องขอถอนฟ้ องให้ศาลพิจารณาสั่งค าร้องขอถอนฟ้ อง โดยค านึงถึงประโยชน์สาธารณะและความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็ นส าคัญ ทั้งนี้ ศาลอาจไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาสั่งค าร้องก็ได้ แต่ถ้าค าร้องนั้นได้ยื่นในภายหลังเมื่อจ าเลยให้การแก้คดีแล้วให้ถามจ าเลย ว่าจะคัดค้านหรือไม่แล้วให้ศาลจดค าแถลงของจ าเลยไว้ในกรณีที่จ าเลยคัดค้านการถอนฟ้ องให้ศาลยกค าร้องขอถอนฟ้ อง นั้นเสีย จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็ นการแสดงให้เห็นว่าแม้โจทก์จะยื่นค าร้องขอถอนฟ้ องศาลอาจจะไม่อนุญาตให้โจทก์ถอน ฟ้ องซึ่งการจะถอนฟ้ องหรือไม่ศาลจะค านึงถึงประโยชน์สาธารณะและความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็ นส าคัญ และ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 19 มิถุนำยน 2566


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ตามข้อ 16 ได้ก าหนดไว้ว่าในชั้นไต่สวนมูลฟ้ องหรือในชั้นพิจารณาคดีหากศาลเห็นว่ามีความจ าเป็ นเพื่อให้ได้ความแจ้งชัด ในข้อเท็จจริงแห่งคดีศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีด าเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอันเป็ นประเด็น แห่งคดี การตรวจสอบกรณีริบทรัพย์สินหรือมีหนังสือเรียกให้หน่วยงานหรือบุคคลใดมาให้ข้อมูลหรือจัดส่งพยานหลักฐาน รวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การไต่สวนมูลฟ้ องพิจารณาและพิพากษาคดีและตามวรรค 2 ในการ ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรค 1 เจ้าพนักงานคดีอาจแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งข้อมูลที่จ าเป็ นหรือมีหนังสือเรียกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มาให้ข้อมูลหรือท าหนังสือชี้ แจงจัดส่งเอกสารมาเพื่อประกอบการด าเนินการแล้วจัดท ารายงานเสนอต่อศาลโดยอาจระบุ ถึงพยานหลักฐานที่ศาลสมควรเรียกมาสืบเพิ่มเติมตามมาตรา 22 ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลสมควรรับฟังความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 26 ได้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับส านักงานอัยการสูงสุดนั้นในภารกิจการแก้ต่างคดีอาญาให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือ พนักงานอัยการที่ถูกฟ้ องคดีอาญาได้มีก าหนดไว้ในระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของ พนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ในข้อ 218 ระบุไว้ว่าการใช้ดุลพินิจในการรับแก้ต่างคดีอาญาให้แก่หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ ของรัฐ หรือราษฎร ต้องเป็ นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ได้กระท าไปตามหน้าที่ หรือได้กระท าตามค าสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ด้วยความสุจริตและต้องค านึงถึงการให้ความเป็ นธรรมแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วย แต่ต้องไม่เป็ นปฏิปักษ์ต่อการด าเนินคดีของพนักงานอัยการ และตามข้อ 220 ระบุไว้ว่าการรวบรวมพยานหลักฐาน ให้พนักงานอัยการวิเคราะห์ค าฟ้ อง ข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงที่โจทก์ใช้เป็ นข้ออ้าง แล้วสอบถามผู้ถูกฟ้ องถึงข้อต่อสู้ ให้ครบถ้วนทุกประเด็น แล้วบันทึกค าให้การรวมไว้ในส านวน ในกรณีที่ผู้ถูกฟ้ องจะท าค าให้การเป็ นหนังสือให้รวม ไว้ในส านวน แล้วสั่งผู้ถูกฟ้ องหรือผู้แทนให้รวบรวมพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อต่อสู้รวมทั้งข้อเท็จจริงที่จะต้องใช้ ในการซักถามพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้ องและอื่นๆที่จ าเป็ นให้เพียงพอแก่การพิจารณารับแก้ต่าง และหากเห็นสมควร พนักงานอัยการอาจให้ความร่วมมือในการแสวงหาพยานหลักฐานหรือสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมไว้ในส านวนด้วยก็ได้ หน่วยงานของรัฐที่ร้องขอมีหน้าที่สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ตามวรรค 1 หากไม่อาจท าได้โดยล าพังให้ขอความช่วยเหลือจากส านักงานต ารวจแห่งชาติ ดังจะเห็นได้ว่าจากข้อกฎหมาย วิธีพิจารณา และวิธีปฏิบัติ ในการแก้ต่างคดีอาญาของพนักงานอัยการนั้นปัจจุบัน เนื่องจากกฎหมายได้ให้อ านาจศาลที่จะตรวจค าฟ้ องและมีค าสั่งก่อนมีการไต่สวนมูลฟ้ องได้ ศาลจึงมีหนังสือแจ้งให้หน่วยงาน หลายหน่วยงานที่มีเจ้าหน้าที่ถูกฟ้ องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ชี้ แจ้งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ซึ่งบางหน่วยงานก็มีการส่งเรื่องประสานงานให้พนักงานอัยการพิจารณาให้ความช่วยเหลือในการจัดท าหนังสือชี้ แจง ข้อเท็จจริงต่อศาลก่อนศาลจะมีค าสั่งรับค าฟ้ องไว้ไต่สวนต่อไป แต่ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่มิได้ส่งเรื่องมาให้พนักงานอัยการ ช่วยเหลือในการจัดท าหนังสือชี้ แจงข้อเท็จจริงต่อศาลอันส่งผลให้ข้อเท็จจริงบางส่วนมิได้น าเสนอต่อศาลตั้งแต่ในชั้นตรวจค าฟ้ อง อันส่งผลให้ศาลมีค าสั่งรับค าฟ้ องไว้พิจารณา ซึ่งหนังสือชี้ แจงข้อเท็จจริงต่อศาลโดยหน่วยงานของรัฐนั้นจะเป็นการช่วยเหลือ เจ้าพนักงานที่ถูกฟ้ องในการน าเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลในการพิจารณาที่จะมีสั่งต่อไป และการชี้ แจงในชั้นก่อนฟ้ องนั้นจ าต้อง ใช้ทักษะ ความรู้ ความช านาญ ความละเอียดและรอบคอบในการพิจารณาน าเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลเพราะเป็ นข้อต่อสู้ ให้กับจ าเลย โดยแนวทางในการน าเสนอข้อเท็จจริงตั้งแต่ชั้นตรวจค าฟ้ องย่อมส่งผลต่อการน าเสนอข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวน มูลฟ้ องหากศาลได้มีค าสั่งรับค าฟ้ องไว้ไต่สวน ซึ่งค าแถลงที่จ าเลยยื่นต่อศาลเพื่อชี้ แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลมีค าสั่งว่า คดีโจทก์นั้นไม่มีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณา จะเป็ นฐานข้อมูลในการน าเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่อศาล ในชั้นไต่สวนมูลฟ้ องและในชั้นพิจารณาคดีต่อไป ดังนั้นควรมีการเผยแพร่องค์ความรู้ไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อให้มีความเข้าใจ ถึงกระบวนการพิจารณาของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อให้คุ้มครองสิทธิของเจ้าพนักงานที่ถูกฟ้ องได้มีโอกาส ต่อสู้คดีตั้งแต่ในชั้นตรวจค าฟ้ องซึ่งการถูกฟ้ องคดีอาญาย่อมส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปของเจ้าพนักงานรวมทั้งขวัญและ ก าลังใจในการท างานด้วยความสุจริตและรอบคอบต่อไป KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


องค์ควำมรู้ที่เผยแพร่ใน Line KM : 3P ท้งัหมด อัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KMS : คลังควำมรู้ คลังกฎหมำยและเอกสำร ควำมรู้ ตอบข้อหำรือ คลังสมอง กำรเข้ำใช้งำนระบบสำรสนเทศกำรจัดกำรควำมรู้ (KMS) kms.ago.go.th kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนยร์ำชกำรเฉลิมพระเกียรตฯิอำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 ในส่วนของพนักงานอัยการที่ถูกฟ้ องคดีนั้น ส านักงานอัยการสูงสุดก็ได้มีการพิจารณาส่งเรื่องให้กับส านักงาน อัยการที่รับผิดชอบในการแก้ต่างคดีอาญา ซึ่งหากเป็ นศาลในเขตกรุงเทพมหานครจะเป็ นความรับผิดชอบของส านักงาน อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 1 และส านักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ส านักงานคดีอาญา แต่ในส่วนภูมิภาคก็จะอยู่ ในความรับผิดชอบของส านักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค โดยการชี้ แจงข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ประกอบการชี้ แจงข้อเท็จจริงนั้น การปฏิบัติหน้าที่และการใช้ดุลพินิจในส่วนของพนักงานอัยการที่จะบ่งบอกถึงการปฏิบัติ หน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและการใช้ดุลพินิจโดยถูกต้องนั้นจะปรากฏอยู่ในความเห็นและค าสั่งของพนักงานอัยการ ไม่ว่าจะเป็ นในชั้นสั่งฟ้ องหรือสั่งไม่ฟ้ องและในชั้นสั่งอุทธรณ์ไม่อุทธรณ์หรือสั่งฎีกาไม่ฎีกา ความเห็นและค าสั่งจะเป็ นเอกสาร ที่มีความส าคัญในการใช้ต่อสู้แก้ต่างคดี และปัจจุบันในคดีปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้นศาลมักจะเรียกให้ ส่งความเห็นและค าสั่งของพนักงานอัยการ ดังนั้นปัจจุบันพนักงานอัยการจ าต้องให้ความส าคัญกับการท าความเห็นและ ค าสั่งโดยจ าต้องแสดงให้เห็นถึงความละเอียดและรอบคอบ อันจะเป็ นความเห็นและค าสั่งที่จะได้รับความคุ้มครองตาม รัฐธรรมนูญที่คุ้มครองการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการ การเผยแพร่ความส าคัญดังกล่าวจึงเป็ นประโยชน์ต่อองค์ความรู้ ที่พนักงานอัยการพึ่งต้องใช้ความระมัดระวังต่อไป ข้อสรุปสาระส าคัญ/แก่นความรู้ การเผยแพร่องค์ความรู้ไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อให้มีความเข้าใจถึงกระบวนการพิจารณาของศาลคดีอาญาทุจริต และประพฤติมิชอบเพื่อให้คุ้มครองสิทธิของเจ้าพนักงานที่ถูกฟ้ องได้มีโอกาสต่อสู้คดีตั้งแต่ในชั้นตรวจค าฟ้ องซึ่งการถูกฟ้ อง คดีอาญาย่อมส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปของเจ้าพนักงานรวมทั้งขวัญและก าลังใจในการท างานด้วยความสุจริตและ รอบคอบต่อไป พนักงานอัยการจ าต้องให้ความส าคัญกับการท าความเห็นและค าสั่งโดยจ าต้องแสดงให้เห็นถึงความละเอียดและ รอบคอบ ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการ การเผยแพร่ความส าคัญ ดังกล่าวจึงเป็ นประโยชน์ต่อองค์ความรู้ที่พนักงานอัยการพึงต้องใช้ความระมัดระวังต่อไป จากที่น าเสนอในข้างต้นเป็ นการส่งผลให้การด าเนินงานเป็ นการรักษาผลประโยชน์ของรัฐและเป็ นการอ านวย ความยุติธรรม อีกทั้งเป็ นการคุ้มครองสิทธิของจ าเลยในคดีอาญาด้วย อันเป็ นการส่งผลให้เป็ นการยกระดับ ปรับเปลี่ยน วางรากฐาน และสานต่ออนาคต ต่อไป กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวกับความรู้นี้ 1. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 และ 17 2. ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีด าเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ข้อ 8, 14 และ 16 3. ระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 218 และ 220 ที่มำ : - การท า KCJ (Knowledge Capturing on Job) จากการท า Workshop ของโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหาร งานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2566) ในหัวข้อวิชา การบริหารจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหาร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ที่มำ : - ผู้จัดท า KCJ : นายศกร หลิมศิริวงษ์ต าแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัด ห้องรองอัยการสูงสุด (นายอิทธิพร แก้วทิพย์) นำงสมสุข มีวุฒิสม อัยกำรอำวุโส ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P)


kms.ago.go.th Knowledge Management System : KMS ส ำนักงำนวิชำกำร ศูนย์กฎหมำยและเอกสำรวิชำกำร คลังควำมรู้ แหล่งรวมควำมรู้เพื่อกำรท ำงำน ศูนย์รำชกำรเฉลิมพระเกียรติฯ อำคำรรำชบุรีดิเรกฤทธิ์ช้นั3 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหำนคร 10210 โทร 0 2142 1499 โทรสำร 0 2143 9475 เรื่องที่ 169/2566 /2563 ---------------------------- กำรพิจำรณำสงั่สำ นวนคดีช้นัอทุธรณ-์ฎีกำในคดีทศี่ำลช้นัตน้พิพำกษำลงโทษจำ เลยตำมควำมผิดที่ไดฟ้้อง แต่รอกำรลงโทษหรือรอกำรก ำหนดโทษให้แก่จ ำเลยโดยไม่เข้ำหลักเกณฑ์ ตามที่ได้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพิจารณาสั่งคดีในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา ปรากฏว่าส านวนคดีบางส านวน ในกรณีที่จ าเลยเคยกระท าความผิดและได้รับโทษจ าคุกมาก่อนโดยมีประวัติอาชญากรรมซึ่งพนักงานอัยการชั้นต้นได้ยื่นฟ้ อง จ าเลยโดยแนบทะเบียนประวีติอาชญากรของจ าเลยไปพร้อมค าฟ้ อง แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ าคุกจ าเลย แต่รอการลงโทษจ าคุกให้แก่จ าเลย และอัยการจังหวัดประจ าชั้นต้นเสนอส านวนพร้อมกับท าความเห็นควรอุทธรณ์ เสนออัยการศาลสูงเพื่อพิจารณา ท าให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดศาลจึงพิพากษาลงโทษจ าคุกจ าเลยแต่รอการลงโทษ ทั้งที่จ าเลยเคยได้รับโทษจ าคุกมาก่อนซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลจะรอการลงโทษจ าเลยได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56(1)-(3) จึงได้ด าเนินการการตรวจสอบประวัติของจ าเลยคดีนี้ โดยคัดค าพิพากษาในคดีที่ปรากฏในรายการ ทะเบียนประวัติพบว่าคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีของจ าเลยในคดีที่ก าลังพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ จึงด าเนินการดังนี้ 1. ให้นิติกรส านักงานคดีศาลสูงคัดค าพิพากษาของศาลตามที่มีระบุไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากรของจ าเลย ในส านวนคดี 2. ผลปรากฏว่าจ าเลยในคดีดังกล่าวเป็ นบุคคลอื่น(ตรวจสอบจาก ชื่อ-สกุล และหมายเลขประจ าตัวประชาชน 13 หลัก) ไม่ใช่จ าเลยในคดีนี้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ สามารถแยกด าเนินการได้เป็ นสองวิธีดังนี้ 2.1 ในกรณีที่หัวหน้าพนักอัยการประจ าศาลชั้นต้นท าความเห็นควรอุทธรณ์ มายังอัยการศาลสูงเพื่อพิจารณา อัยการศาลสูงจึงท าความเห็นแย้งหัวหน้าพนักอัยการประจ าศาลชั้นต้นเห็นควรไม่อุทธรณ์ เสนอต่อต่ออัยการพิเศษฝ่ายคดี ศาลสูงเพื่อออกค าสั่ง ตามระเบียบส านักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการด าเนินคดีอาญาชั้นศาลสูงของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 25 เพื่อพิจารณาสั่งทั้งคดี 2.2 ส่งส านวนกลับไปยังหัวหน้าพนักงานอัยการประจ าศาลชั้นต้นเพื่อแก้ไขความเห็นควรไม่อุทธรณ์ ใน อก.14 เพื่อที่อัยการศาลสูงจะได้มีค าสั่งไม่อุทธรณ์ ในคดีดังกล่าวเนื่องจาก ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ าเลยและให้รอการลงโทษไว้ เหมาะสมแก่พฤติการณ์และการกระท าความผิดแล้วพร้อมกับส่งส านวนพร้อมความเห็นไม่อุทธรณ์ไปยังผู้บัญชาการ ต ารวจภูธรภาคหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณีเพื่อพิจารณาและให้ด าเนินการเกี่ยวกับทะเบียนประวัติของจ าเลย โดยแจ้งอัยการจังหวัดผู้รับผิดชอบคดีให้ตรวจสอบสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ของส านักงานอัยการว่า ลงไว้ถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้องให้ด าเนินการแก้ไขให้ถูกต้องพร้อมทั้งแจ้งสถานีต ารวจภูธรเจ้าของส านวนคดีทราบเพื่อด าเนินการแก้ไขทะเบียน ประวัติอาชญากรให้ถูกต้องต่อไป KM : Perfect Public Prosecutor (KM : 3P) ส ำนักงำนอัยกำรพิเศษฝ่ ำยบริหำรจัดกำรควำมรู้ ขอเสนอเทคนิค ข้อสังเกตกำรว่ำต่ำง แก้ต่ำง คดีอำญำ คดีแพ่ง เป็ นเกร็ดควำมรู้ เพื่อทบทวนและเพิ่มศักยภำพ ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำร ประจ ำวันที่ 19 มิถุนำยน 2566


Click to View FlipBook Version