คำนำ ห้องสมุด เป็นแหล่งการเรียนรู้ทางเลือกหนึ่งของประชาชนที่จะส่งเสริมให้ประชาชนเกิด การเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยเหตุที่ห้องสมุดเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ทางด้าน วิชาการต่าง ๆ ที่สามารถค้นคว้าได้อย่างหลากหลายตามความสนใจและความต้องการของ ประชาชน ภาระงานที่สำคัญของบรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ห้องสมุด จึงมีความสำคัญซึ่งต้องนำ นโยบายการดำเนินงานห้องสมุดไปปฏิบัติให้บังเกิดผล ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ การบริการสื่อทุก ประเภทได้อย่างหลากหลายและที่สำคัญยังต้องทำหน้าที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่าง ต่อเนื่องอีกประการหนึ่งด้วย ในปีงบประมาณ 25๖๔ สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดตราด จึงได้พัฒนาเอกสารคู่มือการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ สนับสนุนบรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ห้องสมุดได้นำไปศึกษาเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม ส่งเสริมการอ่านในเอกสารจะประกอบไปด้วยความรู้และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ในภารกิจ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์ต่อบรรณารักษ์ และเจ้าหน้าที่ห้องสมุดได้ตามที่ เห็นสมควร สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดตราด ได้รับความ ร่วมมือจากผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ ที่ได้ให้ความ อนุเคราะห์บุคลากรที่สำคัญ ดังปรากฎชื่อในท้ายเอกสาร ร่วมในการจัดทำคู่มือการจัดกิจกรรม ส่งเสริมการอ่านห้องสมุดสำนักงาน กศน.จังหวัดตราด จึงขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ ว่าที่ ร.ท. (จำนงค์ นนทะมาศ) ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดตราด
สารบัญ คำนำ สารบัญ ตอนที่ 1 การอ่าน ความหมายและความสำคัญของการอ่าน ๑ จุดมุ่งหมายการอ่าน ๓ ประโยชน์และคุณค่าของการอ่าน ๔ บทบาทของครูอาสาสมัครฯ/ครู กศน.ตำบล/บรรณารักษ์ และผู้ปฏิบัติงานห้องสมุดในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ๕ ตอนที่ 2 การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ๗ การส่งเสริมการอ่าน ๗ ความหมายการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ๑๐ ลักษณะของกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ๑๐ กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ๑๒ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ๑๒ ประเภทของกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ๑๓ รูปแบบ วิธีการอ่าน พัฒนาการ และความสนใจในกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ๑๔ ตอนที่ ๓ การกำหนดกรอบกิจกรรม ๑๙ ตัวอย่างกรอบกิจกรรม ๒๐ กิจกรรมสอยดาวพาโชค ๒๐ กิจกรรมเซียมซีมหาสนุก ๒๕ กิจกรรมบันไดงูมหาสนุก ๒๙ กิจกรรมเพื่อนน้องหลังเลิกเรียน ๓๒ กิจกรรมเกมประสมคำสระเอีย ๓๔ กิจกรรมปริศนาอักษรไขว้หมวดผลไม้ ๓๖ กิจกรรมคำไหนผิด คำไหนถูก ๓๘ กิจกรรมปริศนาจากภาพ ๔๐ กิจกรรมมารู้จักหนังสือกันเถอะ ๔๒ กิจกรรมทำนายชื่อ-สกุลภาษาอังกฤษ ๔๕ กิจกรรมสุภาษิตปริศนา ๕๑ กิจกรรมเติมคำในช่องว่างป๊อบอัพ ๕๔ กิจกรรมช็อปความรู้ใส่กระเป๋ากลับบ้าน ๕๖ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านออนไลน์ ๕๗
กิจกรรมคำนามหรรษา ๕๘ กิจกรรมเกมผลไม้หรรษา ๖๐ กิจกรรมบิงโกสระอา ๖๒ กิจกรรมอุทยานดอกไม้ชวนรู้ ๖๔ ภาคผนวก ๖๙ กรณีตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ๗๐ กิจกรรมสอยดาวพาโชค ๗๐ กิจกรรมเพื่อนน้องหลังเลิกเรียน ๘๔ กิจกรรมปริศนาจากภาพ ๙๐ กิจกรรมมารู้จักหนังสือกันเถอะ ๑๐๓ กิจกรรมเติมคำในช่องว่างป๊อบอัพ ๑๐๙ กิจกรรมช็อปความรู้ใส่กระเป๋ากลับบ้าน ๑๑๖ กิจกรรมคำนามหรรษา ๑๒๐ กิจกรรมบิงโกสระอา ๑๓๒ ทำเนียบบรรณารักษ์ ๑๔๒ บรรณานุกรม ๑๔๓ คณะผู้จัดทำ ๑๔๔
ตอนที่ 1 การอ่าน ความหมายและความสำคัญของการอ่าน ความหมายของการอ่าน การอ่าน คือ กระบวนการที่ผู้อ่านรับรู้ข่าวสารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความรู้สึก และ ความคิดเห็นที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การที่ผู้อ่านจะเข้าใจสารได้มากน้อย เพียงไร ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถในการใช้ความคิด (มณีรัตน์สุกโชติรัตน์, 2547,หน้า18) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ. ศ ๒๕๔๒ ให้ความหมายไว้ว่า " อ่าน" เป็น คำกริยา หมายถึง ว่าตามตัวหนังสือ ถ้าออกเสียงด้วย เรียกว่า อ่านออกเสียง ถ้าไม่ต้องออกเสียง เรียกว่า อ่านในใจ สังเกตหรือพิจารณาดูเพื่อให้เข้าใจ เช่น อ่านสีหน้า อ่านริมฝีปาก อ่านใจ ตีความ เช่น อ่านรหัส อ่านลายแทง ร.ศ เรือเอกหญิงปรียา หิรัญประดิษฐ์ กล่าวว่า การอ่าน คือการรับรู้ความหมายของสาร จากลายลักษณ์อักษร การแปลตัวหนังสือออกมาเป็นเสียงและความหมาย การอ่านจึงมีเป้าหมาย อยู่ที่ผู้อ่านต้องเข้าใจสาร และรับรู้ความหมายของสิ่งที่อ่านได้ เอ็ดการ์ เดล ( Edgare Dale) ให้ความหมายของการอ่านว่า "การอ่าน คือ กระบวนการ ค้นหาความหมายจากสิ่งพิมพ์เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้อ่าน การอ่านไม่ได้หมายความ ว่าเฉพาะการมองผ่านแต่ละประโยค หรือแต่ละย่อหน้าเท่านั้น แต่ผู้อ่านต้องเข้าใจความคิดนั้นๆ ด้วย " ศิริพร ลิมตระการ (๒๕๔๓ : ๕) ได้กล่าวว่าการอ่านคือ กระบวนการแห่งความคิด ในการ รับสารเข้าในขณะที่อ่านสมองของผู้อ่านจะต้องคิดตามผู้เขียนหรือตีความข้อความที่อ่าน ไปด้วย ตลอดเวลา ผู้อ่านที่ดีนั้นจะต้องเข้าใจข้อความที่ตนอ่านได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง สุพรรณี วราทร (๒๕๔๕: ๑๓) ได้อธิบายความหมายของการอ่านโดยสังเขปเปรียบเทียบ การอ่านกับกระบวนการถอดรหัสเป็นปฏิกิริยาอันเป็นผลจากการเห็นสัญลักษณ์ หรือข้อความ การอ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับทักษะทางความคิด เป็นกระบวนการทางสมองที่ซับซ้อนประกอบด้วย การเห็นและรับรู้ข้อความ (word perception) การเข้าใจ (apprehention) และการแปล ความหมาย (interpretation) บรรพต ศิริชัย (๒๕๔๗ : ๒) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการทางความคิดในการ รับสาร ขณะที่อ่านสมองของผู้อ่านจะต้องแปลความหมาย ตีความข้อความหรือเรื่องราวที่อ่าน
๒ ไปด้วยตลอดเวลา ในระหว่างที่ผู้อ่านกำลังอ่านหนังสืออยู่นั้น จะต้องใช้กลวิธีหลายๆ อย่าง เพื่อช่วยให้เข้าใจเรื่องราวได้เร็วขึ้นได้แก่ ความรู้เดิมในคำศัพท์ เพื่อใช้อธิบายความหมาย แปลความ ตีความ และขยายความจากเรื่องที่อ่านได้ นอกจากนี้ผู้อ่านจะต้องมีความคิดเชิง วิจารณ์ และสร้างสรรค์ สามารถพิจารณาเหตุผลจากข้อความที่อ่าน เข้าใจความคิดหรือความ มุ่งหมายของผู้เขียน รวบรวมความคิดที่ได้จากการอ่าน แล้วนำไปประสานกับประสบการณ์เดิม ของตนเป็นความคิดใหม่ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคม กล่าวโดยสรุป การอ่าน หมายถึง พฤติกรรมการรับสารอย่างหนึ่งที่ผู้อ่านพยายามทำ ความเข้าใจสารทั้งวัจนสาร (สารที่สื่อด้วยคำพูด) และอวัจนสาร (สารที่สื่อด้วยสัญลักษณ์อย่าง อื่น) จากนั้นผู้อ่านเกิดความคิด ความเข้าใจแล้วสามารถนำความคิด ความเข้าใจนั้นไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ได้ การอ่านเป็นกระบวนการทางความคิดในการรับสาร เป็นพฤติกรรมทางการใช้ ภาษาที่มีลักษณะเฉพาะตัว เป็นการแปลความหมายของตัวอักษร สัญลักษณ์ ภาพที่ได้ดูออกมา เป็นถ้อยคำและความคิด ทำความเข้าใจสิ่งที่อ่านแล้วนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาตนเอง ทั้งด้านสติปัญญา สังคมและอารมณ์ ความสำคัญของการอ่าน การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนโต และจนกระทั่งถึงวัยชรา การอ่านทำ ให้รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้ผู้อ่าน มีความสุข มีความหวัง และมีความอยากรู้อยากเห็น อันเป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคน การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ และมีความอยากรู้อยากเห็น การที่จะพัฒนาประเทศให้ เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้มาจาก การอ่านนั่นเอง การอ่านจัดเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนาสติปัญญาของคนใน สังคมไทย การอ่านทำให้เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ พฤติกรรมและ ค่านิยมต่าง ๆ รวมทั้งช่วยในการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตโดยพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดของชีวิต การอ่านจึงมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์อย่างยิ่ง ๒ ประการ คือ ประการแรกสำคัญต่อ ชีวิตประจำวัน กล่าวคือ การอ่านเป็นการแสวงหาความรู้เพื่อนำมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ประการที่สองมีความสำคัญต่อการเรียน เพราะการอ่านเป็นหัวใจของการจัดกิจกรรมทั้งหลายใน การเรียนการสอน และมีความ สำคัญยิ่งต่อความสำเร็จ อันส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดการส่งเสริมการอ่านในรูปแบบที่หลากหลาย ห้องสมุดประชาชนจึงดำเนินการส่งเสริม การอ่านผ่านระบบออนไลน์ ในช่องทางต่างๆ การสร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กและเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการอ่านเป็นทักษะ ที่จำเป็นสำหรับการศึกษาหาความรู้ควบคู่กับทักษะอื่น การอ่านเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการ
๓ เรียนรู้และการพัฒนาสติปัญญาของคนในสังคม การอ่านทำให้เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ พฤติกรรมและค่านิยมต่าง ๆ รวมทั้งช่วยในการเปลี่ยนแปลงการดำเนิน ชีวิตพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดของชีวิต การอ่านจึงมีความสำคัญต่อเด็กและเยาวชนเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันการอ่านหนังสือของคนไทยเป็นกิจกรรมที่ไม่แพร่หลาย การอ่านหนังสือที่ดีและมีสาระยิ่ง น้อยลงไปสาเหตุมีอยู่หลายประการ นับตั้งแต่การขาดแคลนหนังสือที่ดี และตรงกับความสนใจ การขาดแรงจูงใจและแรงกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการอ่าน ตลอดจนนิสัยรักการอ่านทั้งใน และนอกสถานที่ ดังนั้น การอ่านหนังสือจนเกิดเป็นนิสัย จำเป็นต้องมีการปลูกฝังและชักชวน ให้เกิดความสนใจ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศเจตนารมณ์ให้ปี “๒๕๔๙ เป็นปีแห่งการ ปฏิรูปการเรียนการสอน” เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความสามารถและมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ ทักษะการใช้ภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดกิจกรรม ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนการสอนไปสู่การ ปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเร็วขึ้นและทำให้การดำเนินการตามเจตนารมณ์ของ กระทรวงศึกษาธิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ดำเนินงานโครงการส่งเสริมนิสัยรักการ อ่านมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จุดมุ่งหมายการอ่าน การรู้ความมุ่งหมายในการอ่านเปรียบเหมือนการรู้จุดหมายปลายทางของการเดินทาง ทำให้สามารถเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ และเดินทางไปสู่ที่หมายได้ นักอ่านที่ดีควรมี จุดมุ่งหมายว่าต้องการอ่านเพื่ออะไร เพื่อจะได้กำหนดวิธีอ่านได้เหมาะสม การอ่านเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและทำรายงาน มีดังนี้ ๑. อ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านจากหนังสือตำราทางวิชาการ สารคดีทางวิชาการ การวิจัยประเภทต่าง ๆ หรือการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ควรอ่านอย่างหลากหลาย เพราะความรู้ในวิชาหนึ่ง อาจนำไปช่วยเสริมในอีกวิชาหนึ่งได้ ๒. อ่านเพื่อความบันเทิงได้แก่ การอ่านจากหนังสือประเภทสารคดีท่องเที่ยว นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล การ์ตูน บทประพันธ์ บทเพลง แม้จะเป็นการอ่านเพื่อความบันเทิง แต่ผู้อ่าน จะได้ความรู้ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องด้วย ๓. อ่านเพื่อทราบข่าวสารความคิด ได้แก่ การอ่านจากหนังสือประเภทบทความ บทวิจารณ์ ข่าว รายงานการประชุม ถ้าจะให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต้องเลือกอ่านให้ หลากหลาย ไม่เจาะจงอ่านเฉพาะสื่อ ที่นำเสนอตรงกับความคิดของตน เพราะจะทำให้ได้มุมมอง ที่กว้างขึ้น ช่วยให้มีเหตุผลอื่น ๆ มาประกอบการวิจารณ์ วิเคราะห์ได้หลายมุมมองมากขึ้น ๔. อ่านเพื่อจุดประสงค์เฉพาะทางแต่ละครั้ง ได้แก่ การอ่านที่ไม่ได้เจาะจง แต่เป็นการ อ่านในเรื่องที่ตนสนใจ หรืออยากรู้ เช่น การอ่านประกาศต่าง ๆ การอ่านโฆษณา แผ่นพับ
๔ ประชาสัมพันธ์ ฉลากยา ข่าวสังคม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา การอ่านประเภทนี้มักใช้เวลาไม่ นาน ส่วนใหญ่เป็นการอ่านเพื่อให้ได้ความรู้และนำไปใช้ หรือนำไปเป็นหัวข้อสนทนา เชื่อมโยง การอ่าน สู่การวิเคราะห์ และคิดวิเคราะห์ บางครั้งก็อ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๖, หน้า ๙ ) ประโยชน์และคุณค่าของการอ่าน การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง พัฒนาการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพ ชีวิต ทำให้เป็นคนทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ และมีความอยากรู้อยากเห็น การที่จะพัฒนาประเทศ ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้มา จากการอ่านนั่นเอง ซึ่งการอ่านเป็นกระบวนการทางจิตใจที่ทรงพลังเพราะการอ่านทำให้คุณได้ใช้ สมอง ระหว่างที่อ่านหนังสือคุณจะถูกผลักดันให้ค้นหาเหตุผลให้กับสรรพสิ่งที่คุณไม่คุ้นเคย การอ่านช่วยพัฒนาการสร้างสมาธิและศูนย์ความคิด ในการอ่านอย่างต่อเนื่องนานๆ การอ่านเป็น อาหารสมองที่จะช่วยบำรุงความรู้และประเทืองปัญญาให้เราได้เป็นอย่างดี และมีประโยชน์ ด้านต่างๆดังนี้ ๑. การอ่านเพิ่มกล้ามเนื้อให้กับสมอง การอ่านจะช่วยให้สมองของคุณได้ออกกำลังกายได้มากกว่าการดูทีวีและฟังวิทยุ ไม่ว่า คุณจะตั้งใจจดจ่อในการอ่านหรืออ่านคู่มือการทำกาแฟแค่ผ่านๆ ส่วนต่างๆ ในสมองก็มีการ พัฒนาเพื่อการทำงานในแบบอื่น ๆ เช่น วิสัยทัศน์ ภาษา และการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไขที่เชื่อมโยง กับวงจรประสาทเฉพาะสำหรับการอ่าน ๒. การอ่านช่วยละลายความเครียดได้ การอ่านไม่เพียงแต่การกระตุ้นการทำงานของสมอง การอ่านที่ดีจะช่วยลดระดับ ฮอร์โมนความเครียดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การอ่านนิยาย การอ่านหนังสือที่เราชอบในช่วงที่ มีความเครียดจากงานได้ เพราะเมื่อเรามีสมาธิในการอ่านหนังสือที่อยู่ในมือ เราก็จะลืมเลือนเรื่อง ที่เรากังวล หรือเรื่องที่กำลังเครียดได้ ๓. การอ่านช่วยทำให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ การอ่านเรื่องราวของคนที่สามารถเอาชนะอุปสรรคในชีวิตของเขาได้ อาจกระตุ้นหรือ สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยง่าย ให้คุณมีกำลังใจทำเป้าหมายของตัวเองให้สำเร็จ ๔. ได้สำนวนภาษา การอ่านหนังสือนั้นช่วยให้เราได้เรียนรู้สำนวนภาษา คำศัพท์ วิธีการพูดอย่างสละสลวย นุ่มนวล ยิ่งถ้าได้อ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ หรือหนังสือแปล ก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้คำศัพท์ และสำนวนใหม่ๆ ไม่รู้จักจบสิ้น ลองสังเกตสำนวนการพูดหรือสำนวนการเขียนของคนที่ชอบอ่าน
๕ หนังสือดูก็ได้ จะได้เห็นความแตกต่างว่าเขาสามารถพูดจา และเขียนหนังสือได้อย่างไม่สะดุด อ่านก็ลื่นตา ฟังก็ลื่นหู เห็นได้ชัดว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งได้ประโยชน์ดีๆ บทบาทของครูอาสาสมัครฯ/ครู กศน.ตำบล/บรรณารักษ์และผู้ปฏิบัติงานห้องสมุดในการจัด กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ครูอาสาฯ - จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านแก่คนในชุมชน โดยพิจารณาเลือกกิจกรรมที่ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายในชุมชน - ประสานความร่วมมือจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ภายในพื้นที่ เช่น ชมรม ชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น หน่วยรัฐและเอกชน และหน่วยงานภาคี เครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ภายนอกชุมชน - อำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำ ตลอดจนติดตามสรุปผลการจัดกิจกรรม ส่งเสริมการอ่าน เพื่อให้ทราบความก้าวหน้าของกิจกรรม ที่จัดว่าเป็นอย่างไร เพื่อนำไปปรับปรุง แก้ไขและพัฒนากิจกรรมให้เหมาะสม - เผยแพร่และประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมให้แก่คนในชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ทราบ เพื่อกระตุ้นให้กิจกรรมดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ครูกศน.ตำบล - ส่งเสริมการรู้หนังสือ โดยจัดทำแผนการแก้ปัญหาผู้ไม่รู้หนังสือสำหรับ กลุ่มเป้าหมายในตำบลอย่างชัดเจน จัดกิจกรรมส่งเสริมการรู้หนังสือ ในกลุ่มเป้าหมายอายุ 15 - 59 ปี เป็นลำดับแรก - จัดและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ - บริการข่าวสารข้อมูล และสื่อทุกประเภท - จัดและส่งเสริมกิจกรรมห้องสมุดประชาชนตำบล ห้องสมุดชุมชน มุมหนังสือ บ้านหนังสือชุมชน บรรณารักษ์ และ ผู้ปฏิบัติงานห้องสมุด - ตรวจสอบ และลงทะเบียน วารสารทั้งในประเทศ / ต่างประเทศ และทวงตัวเล่ม วารสารที่บอกรับจากต่างประเทศ - ถ่ายทอด องค์ความรู้ กระบวนการทำงานในหน่วยงาน แก่บุคคลภายใน และภายนอก - ให้คำปรึกษา/ชี้แนะวิธีการสืบค้นข้อมูล และค้นหาแหล่งข้อมูลทาง Internet - บริการค้นบทความวารสารทั้งภายใน และภายนอกห้องสมุด - ติดต่อ ประสานงาน ระหว่างห้องสมุด
๖ - จัดเรียงสารสนเทศขึ้นชั้น และ ตรวจเช็คการจัดเก็บ - รวบรวม และสรุปรายงานข้อมูล เกี่ยวกับผลการปฏิบัติ งานด้านบริการของ หน่วยงาน - ควบคุมและป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ในหน่วยงาน เช่นการป้องกันหนังสือหาย/ การป้องกันอัคคีภัย/ การป้องกันด้านอาชีวอนามัย เป็นต้น - ปฏิบัติงานด้านบริการยืม – คืน/จองหนังสือ เป็นต้น - เข้าร่วมกิจกรรม โครงการของสถาบันฯ และปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย จากผู้บังคับบัญชา
๗ ตอนที่ 2 การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การส่งเสริมการอ่าน พระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ในพิธีเปิดงานปีหนังสือแห่งชาติ พ.ศ.2515 และงานแสดงการพิมพ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 13 ณ อาคารสร้างใหม่ของโรงพิมพ์ คุรุสภาลาดพร้าวเมื่อวันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 ความว่า "หนังสือเป็นเสมือนคลังที่รวบรวมเรื่องราว ความรู้ความคิดวิทยาการทุกด้านทุกอย่างซึ่ง มนุษย์ได้เรียนรู้ ได้คิดอ่านและเพียรพยายามบันทึกรักษาไว้ด้วยลายลักษณ์อักษร หนังสือแพร่ไป ถึงที่ใด ความรู้ความคิด ก็แพร่ไปถึงที่นั่น หนังสือจึงเป็นสิ่งที่มีค่าและมีประโยชน์อันประมาณมิได้ ในแง่ที่เป็นบ่อเกิดแห่งการเรียนรู้ของมนุษย์" จากพระราชดำรัสดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า หนังสือเปรียบเสมือนขุมทรัพย์อันมหาศาลเป็นคลัง รวบรวมความรู้ ความคิด วิทยาการต่าง ๆ บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อ่านหยิบฉวยอ่านได้ ทุกเมื่อ แต่สภาพการอ่านของคนไทยในช่วงทศวรรษนี้มีอัตราการอ่านหนังสือหรือการศึกษา หาความรู้ด้วยตนเองนั้นอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น สังคมจึงควร ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ช่วยกันฟื้นฟูปรับเปลี่ยน ทัศนคติใหม่คือ การสร้างนิสัยรักการอ่านของประชาชนในชาติ แต่การอ่านมิใช่ทักษะที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ต้องเรียนและฝึกฝนจนเกิดเป็นนิสัย การสร้างนิสัยรักการอ่านจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ได้แก่ พ่อแม่ผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชนที่จะช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้อ่านเห็นความสำคัญของ การอ่านและมีนิสัยรักการอ่านที่ยั่งยืนให้แก่เด็ก นอกจากนี้ สุขุม เฉลยทรัพย์ ได้กล่าวถึง การส่งเสริมการอ่านว่าเป็นการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อมุ่งสนับสนุนทักษะตั้งๆ ที่จะจูงใจให้คนเกิด อยากรู้อยากอ่านจนเกิดเป็นนิสัยรักการอ่าน และนิสัยดังกล่าวจะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ อย่างกว้างขวาง อันจะส่งผลต่อการประสบผลสำเร็จในการดำรงชีวิตของบุคคลนั้น ๆ นอกจากนี้ การส่งเสริมการอ่านมีจุดมุ่งหมายหลัก 5 ประการ คือ 1) เพื่อป้องกันการลืมหนังสือ 2) เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เพิ่งอ่านหนังสือออก 3) เพื่อกระตุ้นให้สนใจในการอ่านให้มากขึ้น 4) เพื่อส่งเสริมการเรียนทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน 5) เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน
๘ การเสริมสร้างการอ่านเป็นหน้าที่ของทุกคนต้องช่วยกันเสริมสร้างการอ่านของเด็กซึ่งสรุป ได้คังนี้ 1) สนับสนุนให้เด็กสนใจใฝ่รู้ 2) ส่งเสริมสุขภาพเพื่อความเจริญของร่างกายและสมอง 3) ส่งเสริมสนับสนุนประสบการณ์ชีวิต เช่น การเล่น การออกกำลังกาย การท่องเที่ยว เป็นต้น 4) ส่งเสริมทักษะ ฟัง พูด ถาม อ่าน เขียน คิด ทำ (สุ-จิ-ปุ-ลิ) 5) จัดสภาพแวดล้อมตามอัตภาพ ให้มีเวลาอ่านหนังสือบ้าง พยายามหาหนังสือไว้บ้าน หรือให้เด็กไปชมร้านหนังสือ 6) ส่งเสริมการทำกิจกรรมที่ใช้ความรู้จากการอ่าน 7) สร้างบรรยากาศที่รื่นรมย์ในบ้าน ในสถานศึกษา ทำให้ทุกคนมีความสุข มีความ ปลอดภัยในชีวิต เอื้ออาทรต่อกัน นอกจากนี้บุคคลที่เกี่ยวข้องในการที่จะช่วยส่งเสริมการอ่าน คือ 1) บิดามารดา ผู้ปกครอง ทำเป็นตัวอย่าง ส่งเสริมการอ่าน จัดหนังสือไว้ที่บ้าน ร่วมจัดห้องสมุดในบ้าน ส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้ความรู้จากการอ่าน 2) ครูอาจารย์ ผู้บริหารโรงเรียน จัดวิธีสอนโดยใช้หนังสือและห้องสมุด ส่งเสริมการอ่าน จัดห้องสมุดโรงเรียน จัดประกวดการอ่าน ให้รางวัล ให้ทำกิจกรรมต่างๆ 3) บุคลากรในท้องถิ่น จังหวัด จัดห้องสมุดประชาชน ที่อ่านหนังสือ จัดกิจกรรมส่งเสริม การอ่าน เพิ่มจำนวนนักอ่านให้ปรากฎแก่สังคม สำนักพิมพ์ จัดพิมพ์หนังสือที่มีคุณภาพ ประชาสัมพันธ์สิ่งพิมพ์ ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหนังสือที่ดี และกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 5) สมาคมครู ผู้ปกครอง สมาคมการอ่าน สมาคมห้องสมุดฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และ จำหน่ายหนังสือฯ สมาคมการศึกษา จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 6) สื่อมวลชนให้เวลาสำหรับกิจกรรมเผยแพร่หนังสือ บริษัทภาพยนตร์ และคณะละคร วิทยุ โทรทัศน์ ทำละครจากหนังสือเป็นการกระตุ้นให้อ่าน 7) บริษัท โรงงานเอกชนจัดที่อ่านหนังสือเผยแพร่หนังสือแก่ลูกจ้างและคนงานให้ใช้ เวลาว่างเพื่อการอ่านสอดคล้องกับ ถวีวรรณ ดูหาภินันทน์ (2542, หน้า 8) ได้กล่าวถึงองค์กร ที่มีบทบาทในการสร้างนิสัยรักการอ่าน ดังนี้ (1) บ้านหรือครอบครัว เป็นสถาบันที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการอ่านให้เด็กรักการ อ่าน พ่อแม่ให้ความรักความอบอุ่น ทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านต่างๆ ให้กับลูก เช่น เล่านิทาน เล่าเรื่องหนังสืออ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นต้น (2) โรงเรียนมีห้องสมุดที่น่าสนใจน่าเข้าไปอ่าน ครูและบรรณารักษ์จัดกิจกรรมส่งเสริม การอ่านต่าง ๆ ทำให้เด็กอยากเข้าไปเรียน ไปอ่าน และอยากร่วมกิจกรรมต่างที่ครูและ
๙ บรรณารักษ์จัดขึ้น เช่น เล่านิทาน จัดนิทรรศการ ประกวดการเล่านิทาน แข่งขันตอบ ปัญหา โต้วาที แสดงละคร สนทนาเรื่องหนังสือ เป็นต้น (3) ชุมชน มีบทบาทในการส่งเสริมการอ่านด้วยการจัดที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน จัดห้องสมุดประชาชน เพื่อบริการการอ่านให้แก่ชุมชน ในห้องสมุดประชาชนควรจัดสถานที่นั่ง อ่านให้เหมาะสม ดึงดูดความสนใจน่าเข้าไปอ่าน บางชุมชนอาจจะจัดห้องสมุดประชาชนสำหรับ เด็กโดยเฉพาะมาตรการเพื่อส่งเสริมการอ่าน จากหนังสือ "ปีแห่งการส่งเสริมการอ่านและ การเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารี ในมงคลวโรกาส ทรงเจริญพระชนมายุ 48 พรรษา" โรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา และชุมชนร่วมกัน ส่งเสริม สนับสนุน และจัดกิจกรรม "ส่งเสริมการอ่าน" ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน โดยมีแนวทาง ดังนี้ 1) จัดกิจกรรม "วางทุกงาน อ่านทุกคน" (1) จัดเตรียมสถานที่ และจัดหาหนังสือหรือสำเนาบทความที่เป็นประ โยชน์น่าสนใจ หรือให้ความเพลิดเพลิน เพื่อที่ผู้บริหาร นักเรียน ครู และบุคลากรอื่นๆ เลือกอ่านได้อย่าง หลากหลายและมีปริมาณเพียงพอ (2) สร้างบรรยากาศ จัดเวลาตอนเช้า ก่อนเข้าเรียน ให้นักเรียน ครู และบุคลากรทุก คนอ่านหนังสือ (หรือสิ่งพิมพ์สาระใดก็ได้ตามความสนใจพร้อมกันทุกวัย อย่างน้อยวันละ 15 นาที(อาจเปิดเพลงเป็นสัญญาณเริ่มอ่าน และหยุดอ่าน) 2) จัดกิจกรรม "ส่งเสริมการอ่าน" ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนอย่างหลากหลาย สม่ำเสมอ ที่ได้ผลครอบคลุมทั้งด้านการฟัง คิด พูดและเขียน (สุ. จิ. ป. ลิ.) 3) ส่งเสริมให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการอ่าน และสร้างความรู้สึกให้นักเรียนมี ส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการอ่านตั้งแต่เริ่มคิด เริมทำ และมีความผูกพันกับโครงการ 4) สร้างแรงจูงใจและชี้แนะให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ส่งเสริม และสนับสนุนให้เด็ก "มีนิสัยรัก การอ่าน" 5) พัฒนาการอ่านของนักเรียนตามลำดับตั้งแต่ระดับอ่านออก อ่านเป็น อ่านสม่ำเสมอ จนกระทั่งอ่านเป็นนิสัยพร้อมทั้งติดตาม ประเมินผล พัฒนาการอ่านของเด็กอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาเรื่องการส่งสริมการอ่าน ดังกล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า การส่งเสริมการอ่านมี ความสำคัญ เพราะการอ่านมิใช่ทักษะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ต้องมีการส่งเสริมสนับสนุน กระตุ้น และจูงใจให้เกิดอยากรู้อยากเห็นอยากอ่านจนเป็นนิสัย ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของทุกคน ได้แก่ โรงเรียน บ้าน และชุมชน ที่จะมีการส่งเสริมสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จนนักเรียน เกิดนิสัยรักการอ่านและรู้จักแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองตลอดชีวิต
๑๐ ความหมายของกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน คือ การกระตุ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านสนใจการอ่าน จนกระทั่งมีนิสัยรักการอ่าน และได้พัฒนาความสามารถในการอ่านแล้วนำประโยชน์จากการอ่าน ไปใช้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการอ่านทุกประเภท มีการศึกษาได้ให้ความหมายของกิจกรรม ส่งเสริมการอ่านไว้ดังนี้ กรมวิชาการ (2542, หน้า 19) ให้ความหมายของกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหมายถึง การ กระทำต่างๆที่โรงเรียนหรือผู้ปกครองจัดขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจ เห็น ความสำคัญในการอ่าน และพยายามพัฒนาการอ่านของตนเอง จนมีนิสัยรักการอ่าน และเพื่อ ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการในการอ่านทั้งทางด้านความเข้าใจในการอ่านและทัศนคติที่ดีต่อการ อ่าน ศิริอร อินทร์ตลาดชุม (2545, หน้า 13) กล่าวว่ากิจกรรมส่งเสริมการอ่าน คือ การกระทำต่างๆ เพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจในการอ่าน เห็นความสำคัญประโยชน์ และความ จำเป็นของการอ่าน เกิดความพลิดเพลินและเกิดความพยายามพัฒนาการอ่านของตนไปถึงระดับ การอ่านเป็นและอ่านจนเป็นนิสัย ลักษณะสำคัญของกิจกรรมส่งเสริมการอ่านคือ เร้าใจ จูงใจ กระตุ้นแนะนำให้อยากรู้อยากเห็น มีความคิดเปิดกว้างจากการอ่าน และที่สำคัญคือ สร้างบรรยากาศการอ่านให้เกิดขึ้นทั้งในบ้าน ในโรงเรียน และชุมชน สรุปได้ว่ากิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หมายถึง การกระทำต่างๆเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเกิด ความสนใจในการอ่าน เห็นความสำคัญ และความจำเป็นของการอ่าน เกิดความเพลิดเพลินใน การอ่าน พยายามพัฒนาการอ่านของตนให้ถึงระดับการอ่านเป็น และอ่านจนเป็นนิสัย ลักษณะของกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน มีบุคคล คณะบุคคล และหน่วยงานทางราชการได้เสนอ ลักษณะของจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านไว้ ดังนี้ ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์ (2542, หน้า 98 – 99) ได้สรุปถึงลักษณะสำคัญของกิจกรรม ส่งเสริมการอ่านที่ดี ดังนี้ 1. เร้าความสนใจ เช่น เร้าโสตประสาทให้ผู้อ่านอยากอ่าน พ่อแม่ ผู้ปกครอง เร้า ใจให้ลูกอยากอ่าน โดยการอ่านหนังสือให้ฟัง นอกจากนั้น การใช้สื่อเทคโนโลยีใหม่ๆสนใจผู้อ่าน เป็นอย่างยิ่ง 2. จูงใจให้ผู้อ่านอยากอ่าน เนื่องจากหนังสือและสื่อการอ่านมีอยู่มากมาย พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และบรรณารักษ์ที่ได้อ่านหนังสือที่ดีแล้วจะต้องจูงใจให้ผู้อ่านอยากอ่าน เช่น แนะนำหนังสือใหม่ เล่าเรื่องตอนที่น่าสนใจให้ฟังหรืออ่านบทกลอนที่ไพเราะประทับใจให้ฟัง แล้วโน้มน้าวให้นักเรียนไปอ่านต่อด้วยตนเอง 3. กระตุ้นให้อยากอ่าน อยากรู้อยากเห็น เช่นข่าวประจำวัน
๑๑ 4. พัฒนาการอ่านของผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านมีความสามารถในการอ่าน และรู้จักนำ ความรู้จากการอ่านไปใช้ประโยชน์ให้เกิดกับตนเองและผู้อื่นได้ 5. สนุกสนาน ตื่นเต้น เพลิดเพลิน และมีสาระแฝงอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งเป็นการสอน ทางอ้อม 6. ไม่ใช้เวลานานเกิน ไปจะทำ ให้ผู้อ่านเบื่อหน่าย เวลาที่ใช้ทำกิจกรรมเหมาะสม กับความสนใจแต่ละเพศ แต่ละวัย แต่ละอาชีพ 7. เนื้อหาและวิธีการไม่ยากและสลับซับซ้อนจนเกินไป จัดกิจกรรมส่งเสริมการ อ่านให้เหมาะกับ เพศ วัย และระดับความรู้ของผู้อ่านกลุ่มเป้าหมาย 8. เป็นกิจกรรมที่ให้ทุกคนในกลุ่มได้มีส่วนร่วมกิจกรรม 9. เป็นกิจกรรมที่ประหยัด ใช้วัสดุที่หาง่ายและราคาถูก 10. เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ให้แก่ผู้อ่าน เช่น ผู้อ่าน เข้า ร่วมกิจกรรมแล้วนำเอาความรู้ไปประกอบอาชีพได้ 11. เป็นกิจกรรมที่มุ่งไปสู่หนังสือ วัสดุการอ่านหรือสื่อการอ่านทั้งสิ้น แม้แต่การ จัดนิทรรศการเรื่องต่างๆ ก็จะต้องมีหนังสือ เอกสาร นำมาแสดงด้วยทุกครั้ง 12. เป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กสนุกสนาน เพลิดเพลิน เป็นการเรียนรู้ถึงแม้จะอ่าน หนังสือยังไม่ได้ เป็นการพัฒนาการพูด และพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรงและฝึกความพร้อม (Reading Readiness) สิริพรรณ อุดมทวี (2550, หน้า 76 สรุปถึงกิจกรรมส่งเสริมการอ่านว่า มีลักษณะสำคัญ ดังนี้ 1. เร้าใจ กิจกรรมจะชี้ให้เห็นว่าการอ่านเป็นสิ่งจำเป็น มีความสำคัญ มีประโยชน์ ต่อบุคคล และสังคมนานัปการ 2. จูงใจ ให้บุคคลที่เป็นเป้าหมายเกิดความพยายามที่จะอ่านให้แตกฉาน เพื่อจะ ได้รู้เรื่องราวอันน่ารู้ น่าสนุก ที่มีอยู่ในหนังสือทำให้เกิดความรู้สึกคุ้มค่า ไม่เกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ 3. กระตุ้น แนะนำ ให้อยากรู้ อยากเห็น เปิดความคิดให้กว้าง เมื่ออ่านเรื่องหนึ่ง แล้วก็อยากอ่านอีกเรื่องหนึ่งต่อไป ท้าทายให้อ่าน ให้วิจารณ์ ให้อยากนำเอาความรู้ที่ได้รับไปใช้ อยากเขียนหนังสือทำนองเดียวกันนี้ให้ดีกว่าเล่มที่อ่าน 4. สร้างบรรยากาศการอ่าน ในบ้าน ในโรงเรียนและสังคม การผลิตวัสดุการอ่าน ให้เหมาะสม การสร้างและปรับปรุงแหล่งวัสดุการอ่านให้มีเพียงพอ การบูรณาการการอ่านเข้าไว้ ในการเรียนการสอน และในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการต่างๆ สรุปได้ว่า ลักษณะสำคัญของกิจกรรมส่งสริมการอ่าน คือ ต้องเร้าใจ จูงใจ กระตุ้น แนะนำให้อยากรู้อยากเห็น มีความคิดที่เปิดกว้างจากการอ่าน และที่สำคัญคือสร้างบรรยากาศ การอ่านให้เกิดขึ้นทั้งในบ้าน ในโรงเรียน และในชุมชน
๑๒ กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หมายถึงการกระทำเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสนใจการอ่าน เห็นความสำคัญ และความจำเป็นของการอ่าน และอ่านจนเป็นนิสัย เหตุที่ต้องจัดกิจกรรม ส่งเสริมการอ่าน เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะที่ต้องศึกษาและฝึกฝน เมื่อว่างเว้นไปก็อาจจะลืม เลือนจนเสียทักษะที่เคยมี เป็นผลให้ขาดโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการอ่าน นอกจากนี้ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านยังทำให้สามารถรักษาความสนใจในการอ่านให้ต่อเนื่อง หรือกระตุ้นให้ เกิดความสนใจในการอ่านเพิ่มขึ้น กิจกรรมส่งเสริมการอ่านมีหลายรูปแบบ กิจกรรมส่งเสริมการ อ่านที่ดี ควรก่อให้เกิดความเร้าใจ จูงใจ กระตุ้น หรือแนะนำให้อยากรู้อยากเห็นเรื่องราวใน หนังสือ จุดมุ่งหมายของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยทั่วไปมี ดังนี้ 1. สร้างบรรยากาศที่จูงใจในการอ่าน 2. ชี้ให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นของการอ่าน 3. กระตุ้นหรือเร้าให้เกิดความอยากรู้อยากอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่มีคุณภาพ 4. แนะนำชักชวนให้เกิดความพยายามที่จะอ่านให้แตกฉานเกิดความเข้าใจในเรื่องต่างๆ และสามารถนำความรู้จากการอ่านไปใช้ประโยชน์ 5. ส่งเสริมให้มีการอ่านอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย ขั้นตอนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การจัดกิจกรรมที่ดีควรเกิดจากการร่วมมือหลายฝ่าย ซึ่งต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ กิจกรรมและมีความเข้าใจถึงวิธีการร่วมกัน เพื่อให้บรรลุผลตามเป้หมายที่วางไว้ ดังนั้นการจัด กิจกรรมทุกครั้งควรต้องคำนึงถึงขั้นตอนการจัดดังนี้ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดให้ชัดเจน กิจกรรมมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น จัดเพื่อ ส่งเสริมการอ่าน การใช้ห้องสมุดเพื่อการศึกษาค้นคว้า ให้ความรู้เรื่องต่างๆ ในวันสำคัญ เป็นต้น 2. คำนึงถึงเป้าหมายว่าเป็นคนกลุ่มใด เพื่อกำหนดประเภทและลักษณะกิจกรรม รูปแบบ เนื้อหาได้เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จึงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ร่วมกิจกรรม 3. วางแผนการจัดกิจกรรม ทั้งด้านวิชาการและการบริหารจัดการ จะประกอบไปด้วย หลายงาน เช่น การจัดทำแผนการเรียนรู้ (เนื้อหา วัตถุประสงค์ วิธีการ สื่ออุปกรณ์ต่างๆ เวลา ผู้รับผิดชอบ การวัดและประเมินผล) งานประชาสัมพันธ์ สถานที่ สื่อ การวัดผล การประเมินผล เป็นต้น 4. การดำเนินการจัดกิจกรรม เป็นขั้นตอนการปฏิบัติจริงตามแผนการเรียนรู้ที่กำหนด ทั้งนี้งานทุกอย่างต้องจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี มีความพร้อม บางกิจกรรมอาจจะต้องมีการซักซ้อม หรือทดลองกันก่อน เพื่อทราบข้อบกพร่องจะได้แก้ไขได้ทันก่อนการจัดกิจกรรม 5. การวัดผลและประเมินผล การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน สามารถวัดได้ ทั้งการจัด ศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยบูรณาการเนื้อหาในสาระความรู้พื้นฐานและ
๑๓ สาระการพัฒนาสังคมให้เข้ากับกิจกรรม ถ้ากิจกรรมเป็นลักษณะนี้ต้องมีการวัดความรู้ตามเนื้อหา และวัตถุประสงค์ที่กำหนด รวมทั้งต้องจัดทำแบบประเมินความพึงพอใจด้วย ประเภทของกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การจัดประเภทของกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านจำแนกมีหลายวิธี วิธีหนึ่งที่พบบ่อย คือ การจัดกลุ่มตามลักษณะกิจกรรมที่ดึงดูดความสนใจโดยทางประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลายอย่างรวมกันดังสรุปเป็น 5 ประเภทใหญ่ ดังนี้ 1. กิจกรรมเร้าโสตประสาท หมายถึง กิจกรรมที่ใช้เสียงและคำพูดเป็นหลัก ผู้ร่วม กิจกรรมใช้ทักษะการฟัง ตัวอย่างกิจกรรมประเภทนี้ ได้แก่ การเล่านิทาน การเล่าเรื่อง จากหนังสือ การอ่านหนังสือให้ฟัง การแนะนำหนังสือด้วยปากเปล่า การบรรยาย การอภิปราย การโต้วาที และการบรรเลงดนตรีหรือร้องเพลง เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดความ เพลิดเพลินในอรรถรส การจัดกิจกรรมซึ่งเน้นทักษะการฟังไม่ใช้อุปกรณ์ที่เบี่ยงเบนความสนใจ ไปทางอื่น เช่น ภาพและท่าทาง ฯลฯ ยกเว้นแต่เมื่อจำเป็นเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งที่กำลังพูดถึง 2. กิจกรรมเร้าจักษุประสาท หมายถึง กิจกรรมที่ชวนให้ดู เพ่งพินิจ และอ่านความหมาย ของสิ่งที่เห็น กิจกรรมประเภทนี้ได้แก่ การจัดแสดงสิ่งต่าง ๆ อาทิ การจัดแสดงภาพถ่าย ภาพเขียน ภาพประกอบหนังสือ การจัดนิทรรศการหนังสือและสิ่งของที่เกี่ยวกับเรื่องในหนังสือ กิจกรรมเน้นทักษะการดูซึ่งมีการแสดงภาพ หนังสือ และสิ่งของ จะมีคำบรรยายอธิบายสิ่งที่ แสดง สรุปข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่จัดแสดงหรือประวัติความเป็นมาเฉพาะที่จำเป็น เพราะมุ่งให้ ร่วมกิจกรรมใช้สมาธิในการดู 3. กิจกรรมเร้าโสตและจักษุประสาท หมายถึง กิจกรรมซึ่งชวนให้ฟังและดูไปพร้อม ๆ กัน กิจกรรมประเภทนี้สามารถดึงดูดความสนใจของเยาวชนได้ดี เพราะมีทั้งเสียง ภาพ และความ เคลื่อนไหว ตัวอย่างกิจกรรมประเภทนี้ เช่น การเล่านิทานประกอบภาพแบบต่างและการเล่า นิทานโดยใช้โสตทัศนวัสดุประกอบ การถ่ายภาพนิ่งประกอบการบรรยาย การฉายภาพยนตร์ วีดิทัศน์ การสาธิตเทคนิควิธีการ เหตุการณ์ หรือข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ และการแสดงเรื่องจาก หนังสือประกอบดนตรีหรือการขับร้อง เป็นต้น 4. กิจกรรมที่ใช้ทักษะการเขียน เป็นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยเป็นการสานต่อการ อ่านหรือฟังเรื่องจากหนังสือ โดยการเขียนในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การสรุปเนื้อเรื่องหรือประเด็น สำคัญ การแต่ง ตัดแปลงหรือเรียบเรียงเรื่องใหม่ การเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน หรือได้รับฟังในแง่มุมต่าง ๆ รวมทั้งการวาดภาพประกอบเรื่อง เป็นต้น 5. กิจกรรมที่มีการปฏิบัติหรือแข่งขัน หมายถึง กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมมีส่วนร่วมด้วยอย่าง เต็มที่ โดยการลงมือทำทั้งเพื่อเรียนรู้ ฝึกฝน หรือการแช่งขัน กิจกรรมทำนองนี้ นอกจากให้ความรู้และส่งเสริมการอ่านแล้ว ยังส่งเสริมบุคลิกภาพของผู้ร่วมกิจกรรม เช่น ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความสนุกและภาคภูมิใจ รู้สึกว่าตนเองมีความสามารถและมีความ เชื่อมั่นในตนเอง ตัวอย่างกิจกรรมที่มีการปฏิบัติหรือแข่งชัน เช่น การเล่านิทานแล้วให้ผู้ฟัง
๑๔ วาดภาพหรือแสดงท่าทางประกอบ การแข่งข้นร้องเพลงประกอบนิทาน นวนิยายหรือบทละคร การแข่งขันเล่าเรื่องที่ได้ฟัง การแข่งขันเรียบเรียงเรื่องที่ได้ฟัง การแข่งขันเขียนเรื่องขึ้นใหม่ตาม แก่นเรื่องที่ได้ฟัง การตอบปัญหา การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวละครหรือเหตุการณ์ ตอนใดตอนหนึ่งจากเรื่องที่อ่าน และการโต้วาทีเกี่ยวกับหนังสือ เป็นต้น การส่งเสริมการอ่านแก่เยาวชนก่อนวัยรุ่นในประเทศไทยมีการจัดกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นนี้ทุกประเภท นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมโครงการซึ่งเป็นกิจกรรมใหญ่ที่อาจ ประกอบด้วยกิจกรรมหลายประเภท ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมการอ่านประเภทต่างๆ ที่มีการดำเนินการในห้องสมุด และใน โรงเรียนในประเทศไทย มีดังนี้ กิจกรรมประเภทเร้าโสตประสาท กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและวิชางานห้องสมุด ให้นักเรียนเล่าเรื่องจากหนังสือที่อ่านตามความสนใจของตนเอง และหนังสืออ่านนอกเวลา แนะนำหนังสือในดวงใจหน้าชั้นพร้อมอภิปราย/สนทนาเกี่ยวกับหนังสือ ในชั่วโมงเรียน กิจกรรมประเภทเร้าจักษุประสาท ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้จัดนิทรรศการตามเทศกาล หรือวันสำคัญทั้งของชาติและสากล และการจัดป้ายนิเทศความรู้ เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์จัดป้ายนิเทศความรู้เกี่ยวกับเรื่องพฤกษศาสตร์ สมุนไพร พันธุกรรมฯ กลุ่มสาระ สังคมศึกษาเกี่ยวกับกฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศจัดป้ายนิเทศความรู้ทั่วไปเป็นภาษาต่างประเทศต่าง ๆ ที่มีการสอนในโรงเรียน ห้องสมุดโรงเรียนจัดป้ายนิเทศความรู้ทั่วไปตามเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น เป็นต้น กิจกรรมประเภทเร้าโสตและจักษุประสาท ได้แก่การจัดแสดงผลงานของนักเรียนทุก กลุ่มสาระการเรียนรู้และโครงการต่าง ๆ เช่น นิทรรศการวิชาการประจำปี หรืองานสัปดาห์ ห้องสมุด ในงานจัดให้มีนิทรรศการ การประกวดและแข่งขันต่าง ๆ เช่น ประกวดวาดภาพตอบ ปัญหาวิชาการ การแสดงละครจากเรื่องในหนังสือ เป็นต้น กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่มีการจัดในห้องสมุดโรงเรียนและห้องสมุดประชาชนใน กรุงเทพมหานครที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลในการวิจัยเรื่อง กิจกรรมส่งเสริมการอ่านสำหรับ เยาวชนก่อนวัยรุ่นมีหลากหลายรูปแบบในห้องสมุดแต่ละแห่ง กิจกรรมที่พบว่ามีการจัด ในห้องสมุดทุกแห่งคือ การจัดนิทรรศการ / การจัดแสดงหนังสือ และการสาธิต รูปแบบ วิธีการอ่าน พัฒนาการ และความสนใจในกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน วันทนา เมืองจันทร์ (๒๕๔๗, หนา ๒๕-๓๑) ได้อธิบายถึงรูปแบบ และวิธีการอ่าน ของเด็กแต่ละวัยไว้ดังนี้ ๑) อายุ ๓ - ๕ ปี (๑) อยากรู้เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ที่อยู่ใกล้ตัว เช่น ตัวอักษร ชื่อป้าย ชื่อฉลาก และโลโก้ (๒) ชอบอ่านจากภาพ มากกว่าอ่านข้อความ (๓) เริ่มจากอ่านป้ายประกาศ อ่านฉลาก สังเกตเกี่ยวกับภาพ และเล่าเรื่อง
๑๕ (๔) อ่านสิ่งพิมพ์ที่คุ้นเคยใกล้ตัว เช่น ป้ายร้านอาหาร สัญญาณจราจร (๕) รู้ว่าสิ่งพิมพ์หนังสือ คือ แหล่งข้อมูลหรือแหล่งที่ให้ความบันเทิง (๖) เริ่มพัฒนาและอยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น (๗) สนใจเรื่องราวทั้งหมดมากกว่าสนใจคำ คำเดียว (8) เริ่มพัฒนาความรู้เกี่ยวกับรูปเล่มของหนังสือว่ามีหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน ๒) อายุ ๕-๗ ปี (๑) อยากรู้เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ การสร้างคำ การสะกดคำ (๒) มักจะสมมติว่าตนเองเป็นนักอ่าน และจะอ่านจากความทรงจำ (๓) ให้ความสำคัญกับสิ่งพิมพ์ที่มีภาพประกอบ และเดาเหตุการณ์ของเรื่อง (๔) ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์อื่นๆ ที่ไกลตัวออกไป (๕) เริ่มต้นพัฒนาการใช้ศัพท์และคำพูดของตัวเอง จากถ้อยคำที่เคยเห็น (๖) อ่านอย่างช้าๆ และรอบคอบขึ้น (๗) เข้าใจว่าหนังสือ "เล่านิทานใหม่ " (๘) เริ่มพัฒนาการอยากรู้เรื่องราวที่ เกิดขึ้นให้มากขึ้นไปอีก (๙) มีความสามารถเพิ่มขึ้นในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งพิมพ์(ตัวอักษร คำต่างๆ) (๑๐) เริ่มตระหนักว่าหนังสือมีระบบอย่างไร เช่น เริ่มตั้งแต่หน้าแรกไปถึงหน้า สุดท้ายเรียงจากบนไปล่าง และมีเครื่องหมายวรรคตอน (๑๑) พัฒนาความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวอักษรกับเสี่ยงของคำ (๑2) เริ่มพัฒนาความสามารถในการพยายามที่จะอ่าน เริ่มค้นหา และศึกษาคำที่ อ่านไม่เข้าใจ (๑๓) เลือกหนังสือเรื่องสั้นๆ เป็นเรื่องนิทานอ่านง่าย มีคำอธิบาย และมี ภาพประกอบ (๑๔) ชอบอ่านหนังสือในแนวทางที่ตนโปรดปราน ๓) อายุ 7 - ๙ ปี (๑) สนใจเอกสารสิ่งพิมพ์(ตัวสะกดและความหมายของคำ) (2) สนใจหัวข้อเรื่องและเหตุการณ์เกิดขึ้น (๓) คิดว่าตนเองเป็นนักอ่าน (๔) อ่านเพราะมีจุดมุ่งหมายต่างๆ (๕) อ่านเพื่อใช้ประโยชน์จากเนื้อหา เพื่อทำนายและยืนยันความหมายของคำ (๖) เริ่มแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง (7) มีความรู้ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับคำต่างๆที่เคยผ่านตามาก่อน (๘) เริ่มพัฒนาที่จะอ่านในใจได้ (9) อ่านปากเปล่าได้คล่องขึ้นมาก
๑๖ (๑๐) พัฒนาความรู้ในรูปแบบต่างๆ เพื่อการสื่อสาร เช่น กราฟ แผนที่ และแผ่นชาร์ท (๑๑) มีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นและสามารถแยกแยะเหตุการณได้ (๑๒) สามารถลงรายละเอียดและจับใจความสำคัญได้ (๑๓) เข้าใจรูปแบบของหนังสือ เช่น เครื่องหมายวรรคตอน ลูกศรที่บอกทิศทาง (๑๔) มีความรู้เพิ่มในเรื่องความสัมพันธ์ของรูปแบบและการสะกดคำศัพท์ง่ายๆ (๑๕) เริ่มอ่านโดยอิสระบ้าง (๑๖) เริ่มค่อยๆเข้าใจเรื่องที่อ่าน สรุปได้บ้าง (๑๗) สามารถอ่านเรื่องยาวๆขึ้นได้ (นวนิยาย) และเรียนรู้ว่าหนังสือคือ แหล่งข้อมูล ๔) อายุ 9 - ๑๑ ปี (๑) ขยายความสนใจไปยังเรื่องเล่าที่แต่งขึ้น และเรื่องที่ไม่ใช้นิยายเริงรมย์ (๒) เริ่มตั้งจุดประสงค์ในการอ่านของตนเอง (๓) แก้ไขข้อผิดพลาดในการอ่านของตนได้โดยอิสระ (๔) อ่านคำศัพท์ได้เพิ่มขึ้น ใช้เวลา และมีสมาธิในการอ่านมากขึ้น (๕) เพิ่มการอ่านในใจโดยใช้เวลาในการอ่านเพิ่มขึ้น (๖) สามารถพัฒนาปรับอัตราการอ่านให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดหรือ กับข้อความที่กำหนดให้อ่านตามเวลาที่บังคับไว้ได้ (๗) เริ่มฝึกอ่านเอกสารในรูปแบบต่างๆ เช่น กราฟ แผนที่ (8) ตระหนักว่ารูปแบบต่างๆของหนังสือที่อานมีหลากหลายและแยกแยะได้ (9) สามารถจำรายละเอียดในเนื้อหาได้ และดับใจความได้ดีขึ้น (๑0) เข้าใจรูปแบบของหนังสือ เช่น เครื่องหมายวรรคตอน การเขียนอักษร ตัวใหญ่ สัญลักษณ์ต่างๆ และรู้ว่าคำศัพท์มีการสะกดคำอย่างไร (๑๑) สามารถอ่านเองได้ (๑๒) แสดงความสามารถที่จะอ้างอิง และอ่านอย่างวิพากษ์วิจารณ์ได้ (๑๓) ใช้เวลาในการอ่านเพิ่มมากขึ้น และชอบอ่านมากขึ้น อ่านตำราหรือนิยาย ๕) อายุ 1๑ - ๑๓ ปี (๑) ขยายความสนใจไปยังเรื่องนิยาย และเรื่องเริงรมย์ (๒) เริ่มอ่านโดยมีจุดประสงค์ที่หลากหลาย และเริ่มอ่านหนังสือหลายประเภท (๓) เข้าใจว่าผู้อ่านคนอื่นอาจจะแปลความหรือตีความของเนื้อหาที่อ่านแตกต่าง ไปจากที่ตนเข้าใจ (๔) อ่านคำศัพท์ต่างๆได้เพิ่มมากขึ้น เพิ่มอัตราความเร็วในการอ่านในใจ มีเวลา และมีสมาธิในการอ่านมากขึ้น สามารถจะอ่านตามเวลาที่กำหนดให้ (๕) มีความสามารถเพิ่มขึ้น ที่จะอ่านหนังสือที่หลากหลาย อ่านตำราได้
๑๗ (๖) มีความรู้เพิ่มขึ้น สามารถที่จะแยกแยะ และพูดคุย หรืออภิปรายถึงตัวละคร แนวคิดของเรื่อง และเนื้อหาอื่นๆ (๗) อ่านแล้วจดจำรายละเอียด และจับใจความสำคัญได้ (๘) เข้าใจรูปแบบของหนังสือที่อ่านมา เช่น เครื่องหมายวรรคตอน การสะกดคำ ตัวอักษรตัวใหญ่ เมื่อขึ้นต้นประโยค ฯลฯ (๙) อ่านเองโดยอิสระ (๑๐) สามารถอ่านอย่างวิพากษ์วิจารณ์และโต้แย้งได้ (๑๑) เข้าใจและอภิปรายเรื่องที่อ่านให้คนอื่นฟังได้ เช่น ความหมายของหัวข้อ เรื่องข้อขัดแย้งในเรื่อง และรูปแบบการเขียนของผู้เขียน (๑๒) สามารถอ่านได้มาก อ่านตำรายากๆ อ่านนิยาย และอ่านหนังสือเรียนได้ อย่างดี อรสา กุมารี ปุกหุต (๒๕๕๒, หนา ๑๗ - ๑๘) กล่าวถึง พัฒนาการและความสนใจ ของเด็กในวัยต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสงเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านไว้ ดังนี้ ๑) วัยก่อนเข้าเรียน (ประมาณ ๓-๖ ขวบ) เด็กในวัยนี้มักจะมีลักษณะความสนใจและ พัฒนาการ ดังนี้ (๑) มีความสนใจช่วงสั้นๆ ประมาณ ๑0 - ๑๕ นาที และเปลี่ยนความสนใจบ่อย (๒) มีความสนใจสิ่งที่แปลกใหม่อยู่เสมอ ความเจริญทางด้านภาษาเป็นไปอย่าง รวดเร็ว (๓) สามารถเล่าเรื่องที่ตนเองได้พบเห็นให้ผู้อื่นฟังลำดับเหตุการณ์ (๔) สนใจที่จะเลียนแบบทั้งด้านการใช้ภาษาและท่าทาง (๕) สนใจที่จะพูดหรือท่องคำคล้องจองง่ายๆ (๖) ชอบฟังนิทานหรือเรื่องที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง หนังสือที่เหมาะกับเด็กในวัยนี้ ได้แก่ หนังสือที่มีภาพสวยงาม เช่น พจนานุกรม สมุดภาพ ตลอดจนนิทานภาพ ซึ่งใช้ดูภาพเพื่อให้ทราบเรื่องราวได้โดยไม่ต้องอ่านเนื้อเรื่อง ๒) วัยประถมศึกษาตอนต้น (ประมาณ ๖ - ๙ ขวบ) เด็กในวัยนี้มักจะมีลักษณะความ สนใจและพัฒนาการ ดังนี้ (๑) มีช่วงของความสนใจยาวขึ้น คือ ประมาณ ๑๕-๖6 นาที (๒) สนใจที่จะทดลองเลียนแบบ แสดงออกตามความคิดเห็นของตนเอง และ ต้องการให้ผู้อื่นสนใจตัวเองมากขึ้น (๓) ในการรับฟังเรื่องราวต่างๆ ต้องการให้ตนเองมีส่วนร่วมมากขึ้น (๔) สนใจเรื่องราวที่เพ้อฝัน สนุกสนาน เรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความถูกผิด หนังสือที่เหมาะกับเด็กในวัยนี้อาจเป็นเรื่องที่ สนุกสนานต่างๆ หรือเกี่ยวกับ กิจกรรมแปลกๆ เกี่ยวกับกิจวัตรประจำตลอดจนเรื่องเกี่ยวกับวิธีการทำสิ่งต่างๆ อย่างง่ายๆ
๑๘ ๓) วัยประถมศึกษาตอนต้นช่วงหลัง (ประมาณ ๙ - ๑๑ ขวบ) เด็กในวัยนี้มักจะมีลักษณะ ความสนใจและพัฒนาการ ดังนี้ (๑) มีช่วงของความสนใจ ประมาณ ๒๐-๓๐ นาที (๒) มีความสนใจต่อเพื่อนๆ บุคคล สถานที่ และสิ่งแวดล้อมต่างๆมากขึ้น (๓) สนใจที่จะหาตัวอย่างที่จะยึดถือเป็นแบบปฏิบัติ และสนใจที่จะหาความรู้ (๔) สามารถเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ฟัง ได้อ่าน หรือได้พบเห็นได้มากยิ่งขึ้น (๕) สนใจเรื่องกิจกรรมต่างๆ เช่น การกีฬา การประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ หนังสือที่เหมาะกับเด็กในวัยนี้ ได้แก่ หนังสือที่ท้าทายให้เกิดความคิดต่างๆ หรือ แนะนำถึงวิธีการที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไปหรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุภาษิต คติสอนใจ ให้แนวคิด แนวปฏิบัติที่ดีงาม ตลอดจนเรื่องเกี่ยวกับการผจญภัยต่างๆ ๕) วัยประถมศึกษาตอนปลาย (ประมาณ ๑๒ - ๑๔ ปี) เด็กในวัยนี้มักจะมีลักษณะความ สนใจและพัฒนาการ ดังนี้ (1) มีช่วงของความสนใจ ประมาณ ๓๐ - ๔๕ นาที (๒) เริ่มมีความสนใจแตกต่างกันเป็นเรื่องของชายและหญิง เช่น เด็กผู้ชาย ส่วนใหญ่ สนใจเรื่องเครื่องจักรกลต่างๆ เด็กหญิงสวนใหญ่สนใจเรื่องการบ้านการเรือน (๓) สนใจประดิษฐ์ต่างๆ ที่ตนเองพอใจ (๔) สนใจการอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน โดยการเลือกอ่านหนังสือหลายประเภท มากขึ้น (๕) เริ่มสนใจที่จะคิดว่า ตนเองจะประพฤติปฏิบัติตนตามแบบอย่างที่ตนเองชอบ ได้อย่างไร (๖) เริ่มสนใจที่จะพูดถึง หรือวิจารณ์ตัวละครในเรื่องที่อ่านได้หนังสือที่เหมาะกับ เด็กในวัยนี้ ได้แก่ หนังสือประเภทเรื่องสั้นเริงรมย์ที่มีแนวคิดที่ดีต่างๆ เรื่องเกี่ยวกับการผจญภัย ประวัติบุคคลสำคัญ ตลอดจนสารคดีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆเป็นต้น สรุปได้ว่า เด็กแต่ละวัยควรได้รับการฝึกฝนการอ่านและจัดหาหนังสือให้อ่าน ตามความเหมาะสม ความสนใจ และความอยากรู้อยากเห็น
๑๙ ตอนที่ ๓ การกำหนดกรอบกิจกรรม การกำหนดกรอบกิจกรรม เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมโดยมีการ กำหนดวัตถุประสงค์และแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหมาะสมกับวัยวุฒิ วุฒิภาวะ ความสนใจ ความถนัด และความสามารถของกลุ่มเป้าหมาย โดยบูรณาการกับชีวิตจริง ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ฝึกให้คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์จินตนาการ มีการกำหนดจำนวนสมาชิกมีความเหมาะสบกับ ลักษณะของกิจกรรม ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมให้เหมาะสม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ และเป้าหมายของสถานศึกษา รูปแบบกรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย ๑. ชื่อกิจกรรม…….......................................................................................................................... ๒. กลุ่มเป้าหมาย……..................................................................................................................... ๓. วัตถุประสงค์ ๑......................................................................................................................................... ๒…...................................................................................…………………………………………… ๓…...................................................………………………………………………………………………… ๔.เนื้อหา ......................................................................................................................................... ๕.สื่ออุปกรณ์……............................................................................................................................. ๖.ขั้นตอนการดำเนินงานการจัดกิจกรรม ๑......................................................................................................................................... ๒......................................................................................................................................... ๓......................................................................................................................................... ๔......................................................................................................................................... ๕......................................................................................................................................... ๖......................................................................................................................................... ๗. การวัดและประเมินผล ๑......................................................................................................................................... ๒.........................................................................................................................................
๒๐ ตัวอย่างกรอบกิจกรรม กรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย 1. ชื่อกิจกรรม สอยดาวพาโชค 2. กลุ่มเป้าหมาย 2.1 นักเรียน นักศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาขึ้นไป ทั้งในระบบและนอกระบบ 2.2 ประชาชนทั่วไป 3. วัตถุประสงค 3.1 เพื่อส่งเสริมการอ่านให้แก่ผู้เข้าใช้บริการตามกลุ่มเป้าหมาย 3.2 เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการ มีความสนใจในการอ่านหนังสือ 3.3 ส่งเสริมทักษะด้านต่างๆ เช่น การอ่าน ฟัง พูด เขียน การคิดคำนวณ เป็นต้น 4. เนื้อหา 4.1 เนื้อหาที่ใช้สำหรับนักเรียน นักศึกษา - หมวดการฝึกอ่านออกเสียง เช่น การอ่านออกเสียงคำในมาตราต่างๆ(แม่กม, แม่กง, แม่ ก กา, แม่กน,แม่ เกย) , การอ่านประโยค (ยักษ์เล็กไล่ยักษ์ใหญ่,ยายกินลำไยน้ำลาย ยายไหลย้อย ฯลฯ) - หมวดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ (ผลไม้,สัตว์เลี้ยง,ร่างกายฯลฯ) - หมวดคณิตศาสตร์ (การบวก ลบ คูณ หาร , รูปทรงและรูปร่างฯลฯ) - หมวดดนตรี ศิลปะ (สี,เครื่องดนตรีไทย,การฟ้อนรำ,ภาพวาด,งานเขียนฯ 4.2 เนื้อหาที่ใช้สำหรับประชาชนทั่วไป - อาเซียน เช่น สกุลเงิน,ธง,การแต่งกาย,ลักษณะภูมิประเทศ ฯลฯ - สุขภาพและความงาม เช่น การป้องกันตัวเองจากโควิด 19 , ดูแลรักษาเล็บ ให้สุขภาพดี ฯลฯ - อาหาร เช่น สมุนไพรห่างไกลโรค,ผักผลไม้บำรุงสายตา,สรรพคุณเครื่องแกง, อาหารกับโรค,เครื่องดื่มหน้าหนาว ฯลฯ - ความรู้ทั่วไป เช่น ประเทศในทวีปต่างๆ ,สกุลเงินทั่วโลก,บุคคลสำคัญของโลก, กฎหมายจราจรที่ควรรู้ ฯลฯ 5. สื่อและอุปกรณ 5.1 หนังสือ นิทรรศการความรู้ต่างๆ สำหรับหาคำตอบ 5.2 ของรางวัลต่างๆตามเกณฑ์คะแนน 5.3 อุปกรณ์ที่ใช้เกี่ยวกับการทำสอยดาว เช่น กระดาษสี ริบบิ้น เชือก กิ่งไม้แห้ง แผงพลาสติกสำหรับแขวนฉลากสอยดาว 5.4 ฉลากคำถามที่ใช้
๒๑ ๕.6 ตราประทับสำหรับตรวจคำตอบและสะสมคะแนน 5.5 กล่องรับความพึงพอใจ 6. ขั้นตอนการจัดกิจกรรม ขั้นเตรียมการ 6.1 ศึกษาวิธีการจัดกิจกรรมสอยดาวพาโชคที่เหมาะสมและถูกต้อง จากหนังสือ และแหล่งความรู้ต่างๆ การคัดเลือกคำถามที่จะใช้ในการจัดกิจกรรมให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายใน กิจกรรมแต่ละครั้ง เช่น 6.2 กำหนดเกณฑ์การรับของรางวัลหลังจากการตอบคำถามอย่างเหมาะสม เช่น สำหรับนักเรียน นักศึกษา 1 – 3 คำถาม เลือกรับ ดินสอ ยางลบ หรือไม้บรรทัดขนาดเล็ก ได้ 1 ชิ้น 4 – 6 คำถาม เลือกรับ ปากกา ไม้บรรทัดยาว (30 ซ.ม.) สมุดบันทึกขนาด เล็ก ได้ 1 ชิ้น 7 – ๙ คำถาม เลือกรับ สมุดปกอ่อน พวงกุญแจ กระเป๋าใส่เหรียญ ชุด เรขาคณิต น้ำยาลบคำผิด ได้ 1 ชิ้น 10 – 15 คำถาม เลือกรับ กระเป๋า ผ้าขนาดเล็ก กระเป๋าปากกา ชุดดินสอ ปากกาลายการ์ตูน สมุดโน้ตปกแข็ง ได้ 1 ชิ้น
๒๒ ๑๖ คำถามขึ้นไป รับ ประกาศนียบัตรเข้าร่วมกิจกรรม สำหรับประชาชนทั่วไป 1 – 3 คำถาม เลือกรับ ผงซักฟอก สบู่ น้ำยาล้างจาน หน้ากากอนามัย (ห่อละ 3 ชิ้น ) ได้ 1 ชิ้น 4 – 6 คำถาม เลือกรับ ตะกร้าใส่ของเล็ก ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก กระเป๋าใส่ สตางค์ ได้ 1 ชิ้น 7 – ๙ คำถาม เลือกรับ กล่องใส่อาหาร ผ้าขนหนูผืนเล็ก ได้ 1 ชิ้น 10 – 15 คำถาม เลือกรับ กระเป๋าผ้าขนาดเล็ก แก้วน้ำ ถ้วยพลาสติก ชามพลาสติก สมุดโน้ตปกแข็ง ได้ 1 ชิ้น ๑๖ คำถามขึ้นไป รับ ประกาศนียบัตรเข้าร่วมกิจกรรม 6.3 จัดเตรียมหนังสือ และใบความรู้ที่ใช้ในการตอบคำถาม คำเฉลยเพื่อตรวจสอบ ความถูกต้องให้พร้อม - ใบความรู้เรื่องสุขภาพ - ใบความรู้เรื่องอาหาร - ใบความรู้เรื่องสกุลเงินทั่วโลก - ใบความรู้เรื่องทวีปต่างๆ - ใบความรู้เรื่องกฎหมายจราจรที่ควรรู้ - ใบความรู้เรื่องเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีสากล - หนังสืออาเซียน - หนังสือเรียนวิชาภาษาไทยระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย - หนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย - หนังสือเรียนวิชาภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย - หนังสือสมุนไพรไทย - นิตยสารสมุนไพร - นิตยสารอาหาร - นิตยสารสุขภาพ ฯลฯ
๒๓ 6.4 จัดเตรียมสถานที่ในการทำกิจกรรมสอยดาวให้เหมาะสมในการเข้าใช้บริการ 6.5 จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ในการให้คำแนะนำการเล่น และตรวจสอบความถูกต้อง ของคำตอบ 6.๖ จัดหาวัสดุ อุปกรณ์และของรางวัลให้เพียงพอและเหมาะสมในการจัด กิจกรรม เช่น แผนพับประชาสัมพันธกิจกรรมและโครงการ, ของรางวัล , อุปกรณ์ที่ใช้เกี่ยวกับ การทำสอยดาว เช่น กระดาษสี ริบบิ้น เชือก กิ่งไม้แห้งหรือต้นไม้ปลอม , ฉลากคำถาม , กล่องรับ ความคิดเห็นและความพึงพอใจ สำหรับวัดและประเมินผลกิจกรรม 6.7 ประชาสัมพันธ์งานและกิจกรรมดังกล่าวให้กลุ่มเป้าหมายรับทราบผ่านสื่อ ออนไลน์ และแผ่นประชาสัมพันธ์ต่างๆ ขั้นตอนการเล่น 6.๘ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม เลือกหยิบดาวที่ชอบ โดยจำนวนคำถามขึ้นอยู่กับ ผู้จัดเป็นผู้กำหนด 6.9 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำฉลากที่เลือกมาตอบคำถามจากใบความรู้ หนังสือ สื่อนิทรรศการต่างๆให้ถูกต้อง หากมีคำถามซ้ำ จะนับคำถามที่ซ้ำเพียงแค่ 1 คะแนน หรือให้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเปลี่ยนคำถาม 6.10 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำฉลากที่ตอบแล้ว มาส่งให้ผู้จัดกิจกรรมตรวจสอบ ความถูกต้อง คำถามใดตอบได้ถูก ผู้จัดกิจกรรมจะประทับตรา 6.11 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำฉลากที่มีตราประทับไปแลกของรางวัลตามเกณฑ์ คะแนน 6.12 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำคำถามที่นำมาแลกของรางวัลหย่อยลงในกล่อง แสดงความพึงพอใจ ขั้นตอนการประเมินผล 6.13 ผู้จัดกิจกรรมนำฉลากในกล่องแสดงความพึงพอใจ มานับจำนวน และบันทึกผล 6.14 สรุปและรายงานผลการจัดกิจกรรม
๒๔ 7. การวัดและประเมินผล 7.1 แบบประเมินผลความพึงพอใจจากการหย่อนฉลากลงในกล่อง
๒๕ กรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย 1. ชื่อกิจกรรม เซียมซีมหาสนุก 2. กลุ่มเป้าหมาย 2.1 นักเรียน นักศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบ 2.2 ประชาชนทั่วไป 3. วัตถุประสงค 3.1 เพื่อส่งเสริมการอ่านให้แก่ผู้เข้าใช้บริการตามกลุ่มเป้าหมาย 3.2 เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการ มีความสนใจในการอ่านหนังสือ 4. เนื้อหา 4.1 หมวดความรู้ทั่วไป เช่น - ภูมิศาสตร์เช่น แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีความหลากหลายของพื้นที่ทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ ฯลฯ - ประวัติศาสตร์เช่น เหตุการณ์สำคัญต่างๆ การเมืองการปกครอง พระราช กรณียกิจ ฯลฯ - วัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้านของไทย เช่น รำไทย การแข่งเรือยาว การฟ้อนต่างๆ ฯลฯ - สุขภาพและความงาม เช่น โรคระบาดต่างๆ การดูแลสุขภาพให้ เหมาะสมกับช่วงวัย ปัญหาสุขภาพในเด็กหรือผู้สูงอายุฯลฯ - อาหาร เช่น สรรพคุณของวัตถุดิบต่างๆ อาหารสำหรับผู้ป่วย อาหาร ดับร้อน เครื่องดื่มบำรุงสายตา ฯลฯ 4.2 หมวดความรู้พื้นฐาน - วิชาภาษาไทย เช่น บทความจากวรรณคดีไทย ฯลฯ - วิชาวิทยาศาสตร์ เช่น ดาราศาสตร์น่ารู้ฯลฯ - วิชาคณิตศาสตร์ เช่น สมการแสนสนุก การหาพื้นที่ของรูปทรงเรขาคณิต - วิชาสังคมศึกษา เช่น การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความ หลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ฯลฯ 5. สื่อและอุปกรณ 5.1 ใบความรู้แยกตามหมวดหมู่ โดยใช้หมายเลขเป็นตัวกำหนด 5.2 กระบอกเซียมซี จากไม้ไผ่และไม้ไอติมสีต่างๆ
๒๖ 5.3 สมุดบันทึกความรู้และสะสมแต้ม 5.4 ของรางวัล 5.5 ตราประทับสำหรับตรวจคำตอบและสะสมคะแนน 6. ขั้นตอนการจัดกิจกรรม ขั้นเตรียมการ 6.1 ศึกษาเนื้อหาที่ใช้ประกอบในกิจกรรม จากหนังสือและแหล่งความรู้ต่างๆ การคัดเลือกเนื้อหาที่นำมาสร้างเป็นใบความรู้ของเซียมซี โดยแยกเป็นหมวดหมู่ และกำหนด เกณฑ์การรับของรางวัลหลังจากการตอบคำถามอย่างเหมาะสม ดังนี้ 1 – 3 เรื่อง เลือกรับ ดินสอ ยางลบ หรือไม้บรรทัดขนาดเล็ก ผงซักฟอก สบู่ น้ำยาล้างจาน หน้ากากอนามัย(ห่อละ 3 ชิ้น)ได้ 1 ชิ้น 4 – 6 เรื่อง เลือกรับ ปากกา ไม้บรรทัดยาว (30 ซ.ม.) สมุดบันทึกขนาด เล็ก ตะกร้าใส่ของขนาดเล็ก ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก กระเป๋าใส่สตางค์ ได้ 1 ชิ้น 7 – ๙ เรื่อง เลือกรับ สมุดปกอ่อน พวงกุญแจ กระเป๋าใส่เหรียญ ชุด เรขาคณิต น้ำยาลบคำผิด กล่องใส่อาหาร ผ้าขนหนูผืนเล็ก ได้ 1 ชิ้น 10 – 15 เรื่อง เลือกรับ กระเป๋า ผ้าขนาดเล็ก กระเป๋าปากกา ชุดดินสอ ปากกาลายการ์ตูน สมุดโน้ตปกแข็ง ได้ 1 ชิ้น ๑๖ เรื่องขึ้นไป รับ ประกาศนียบัตรเข้าร่วมกิจกรรม 6.2 จัดทำใบความรู้แยกตามหมวดหมู่ต่างๆ โดยแบ่งเนื้อหาของใบเซียมซีออก ตามตัวเลข 1 – 20 ดังนี้ หมายเลข 1 แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีความหลากหลายของพื้นที่ใน ประเทศ หมายเลข 2 แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีความหลากหลายของพื้นที่ใน ต่างประเทศ หมายเลข ๓ เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของไทย หมายเลข 4 การเมืองการปกครอง
๒๗ หมายเลข ๕ ยุคสมัยต่างๆของไทย หมายเลข 6 พระราชกรณียกิจ พระกรณียกิจ หมายเลข 7 พระมหากษัตริย์ไทยราชวงศ์ต่างๆ หมายเลข 8 ประเพณีพื้นบ้านของไทย หมายเลข 9 รำไทยและการฟ้อนต่างๆ การละเล่นของไทย หมายเลข 10 ภาษาและศาสนา หมายเลข 11 การดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับช่วงวัย ปัญหาสุขภาพใน เด็กหรือผู้สูงอายุฯลฯ หมายเลข 12 อาหาร เช่น สรรพคุณของวัตถุดิบต่างๆ อาหารสำหรับ ผู้ป่วย อาหารดับร้อน เครื่องดื่มบำรุงสายตา ฯลฯ หมายเลข 13 บทความจากวรรณคดีไทย หมายเลข 14 สุภาษิตและสำนวนไทย หมายเลข 15 ดาราศาสตร์น่ารู้ หมายเลข 16 แหล่งน้ำต่างๆ ทะเลและมหาสมุทร สัตว์น้ำ หมายเลข 17 เรื่องของป่าน่ารู้ สัตว์ป่า พรรณไม้ หมายเลข 18 การหาพื้นที่ของรูปทรงเรขาคณิต , ว่าด้วยเรื่องของกราฟ หมายเลข 19 การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทาง วัฒนธรรม หมายเลข 20 ความรู้ทั่วไป กฎหมายที่ควรรู้ฯลฯ ตัวอย่างใบเซียมซี
๒๘ 6.3 จัดทำสมุดบันทึกความรู้และสะสมแต้มเพื่อรับรางวัล 6.4 จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรม แนะนำวิธีการเล่น 6.5 จัดเตรียมอุปกรณ์กระบอกเซียมซีและของรางวัลให้เพียงพอและเหมาะสมในการ จัดกิจกรรม 6.๖ ประชาสัมพันธ์งานและกิจกรรมดังกล่าวให้กลุ่มเป้าหมายรับทราบผ่านสื่อออนไลน์ และแผ่นประชาสัมพันธ์ต่างๆ ขั้นตอนการเล่น 6.7 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรับสมุดบันทึกความรู้ 1 เล่มจากนั้นเลือกหยิบกระบอก เซียมซี เขย่าให้ติ้วหมายเลขหล่นลงมา 1 อัน 6.8 จากนั้นดูหมายเลขบนติ้วที่หล่น แล้วไปหยิบใบเสี่ยงทายความรู้ตามหมายเลขที่ ได้รับ 6.9 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำใบเสี่ยงทายความรู้ที่ได้มาอ่านและสรุปเนื้อหาบันทึกลงใน สมุดและนำมาส่งให้ผู้จัดกิจกรรมตรวจสอบความถูกต้อง และประทับตราสะสมแต้ม 6.10 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำสมุดบันทึกความรู้ที่มีตราประทับไปแลกของรางวัลตาม เกณฑ์คะแนน 6.11 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแสดงความพึงพอใจ ลงบนสมุดบันทึกความรู้ ขั้นตอนการประเมินผล 6.12 ผู้จัดกิจกรรมนำผลความความพึงพอใจจากสมุดบันทึก มานับจำนวนและ บันทึกผล 6.13 สรุปและรายงานผลการจัดกิจกรรม 7. การวัดและประเมินผล 7.1 แบบประเมินผลความพึงพอใจจากโดยใช้แบบสอบถามด้านหลังสมุดบันทึก ข้อมูล
๒๙ กรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย ๑. ชื่อกิจกรรม บันไดงูมหาสนุก (บุคคลสำคัญโลก-ของไทย) ๒. กลุ่มเป้าหมาย อายุ 6-12 ปี ๓. วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรม ได้มีความรู้รอบตัวเพิ่มขึ้น 2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ฝึก พูด อ่าน 3. เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านแก่เด็ก ๔. เนื้อหา รูปภาพพร้อมเนื้อหาประกอบ เช่น บัตรภาพความรู้หมายเลข 1. เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีผิวสีคนแรก ของประเทศแอฟริกาใต้ ผู้นำต่อต้านการเหยียดสีผิว โดยวันที่ 18 ของเดือนกรกฎาคมของทุกปี ชาวแอฟริกาจะออกมาร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หรือทำความดี เพื่อเป็นเกียรติกับเนลสัน แมนเดลา ผู้ที่อุทิศตนเพื่อความสุขของชาวแอฟริกามาโดยตลอด ซึ่งเขาไม่เพียงแต่เป็นวีรบุรุษใน ใจของชาวแอฟริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกอีกด้วย ๕. สื่ออุปกรณ์แผ่นไวนิลรูปทางเดินขั้นบันได ลูกเต๋า คำถาม แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดรูปบุคคลสำคัญ บัตรภาพฟิวเจอร์บอด ด้านหลังเป็นประวัติ ประวัติบุคคลสำคัญ เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) อดีตประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของประเทศ แอฟริกาใต้ ผู้นำต่อต้านการเหยียดสีผิว โดยวันที่ 18 ของเดือนกรกฎาคมของทุกปี ชาวแอฟริกาจะออกมาร่วมกันสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ ๆ หรือทำความดี เพื่อเป็นเกียรติ กับเนลสัน แมนเดลา ผู้ที่อุทิศตนเพื่อ ความสุขของชาวแอฟริกามาโดยตลอด ซึ่ง เขาไม่เพียงแต่เป็นวีรบุรุษในใจของชาว แอฟริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างแรง บันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกอีกด้วย บัตรภาพ 1
๓๐ แผ่นไวนิลตารางบันไดงู ๖. ขั้นตอนการดำเนินงานการจัดกิจกรรม 6.1 ออกแบบจัดทำแผ่นไวนิลรูปบันได ขนาด 3×3 เมตร 6.2 จัดทำลูกเต๋า ขนาด 30×30 เซนติเมตร 6.3 จัดทำบัตรภาพบุคคลสำคัญ,พร้อมเนื้อหาในด้านหลัง 6.4 เชิญชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม 6.5 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม 6.6 ผู้จัดกิจกรรมอธิบายรายละเอียดการทำกิจกรรม - แผ่นพับขั้นตอนการดำเนินกิจกรรมตามกติกา - กติกา ผู้ร่วมครั้งละ 2-4 คนในการร่วมกิจกรรมต่อ 1 ครั้ง - โดยผู้เข้าร่วมลงไปยืนบนแผ่นตารางบันไดงู จากนั้นทอยลูกเต๋าเพื่อหาผู้เริ่ม คนแรก และตามลำดับต่อมา บัตรภาพ 1 บัตรภาพ 2 บัตรภาพ 5 บัตรภาพ 4 บัตรภาพ 6 บัตรภาพ 3 บัตรภาพ 7 บัตรภาพ 10 บัตรภาพ 9 บัตรภาพ 8
๓๑ - เมื่อได้ผู้เริ่มเล่นแล้ว ผู้เล่นทำการทอยลูกเต๋า เมื่อผู้เล่นทอยลูกเต๋าไปตกที่ ตัวเลขใด ก็หยิบบัตรภาพบุคคลสำคัญขึ้นมาอ่านให้ผู้ที่ร่วมกิจกรรมฟัง - เมื่อผู้ร่วมกิจกรรมคนใดเล่นจนถึงหมายเลขสุดท้ายก่อนเป็นผู้ชนะ 6.๗ รับของรางวัล ๗. การวัดและประเมินผล 1. ความพึงพอใจโดยสังเกตจากพฤติกรรมของผู้เล่น
๓๒ กรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย 1. กิจกรรม เพื่อนน้องหลังเลิกเรียน 2. กลุ่มป้าหมาย เด็กอายุ 7 – 12 ปี 3. วัตถุประสงค 3.1. เพื่อสงเสริมส่งเสริมการอ่านให้แก่ผู้เข้าใช้บริการ 3.2. เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการ มีความสนใจในด้านศิลปะ 4. เนื้อหา 4.1 สื่อข้อมูลของอาชีพต่างๆ เช่น นักบิน ทหาร ครู ชาวนา หมอ พยาบาล เป็นต้น 5. สื่อและอุปกรณ 5.1 ใบงานรูปตัวการ์ตูนอาชีพต่างๆ 5.2 สีไม้ ปากกา 5.3 ของรางวัล 5.4 กล่องรับความคิดเห็นและความพึงพอใจ สำหรับวัดและประเมินผลกิจกรรม 5.6 โต๊ะพับ 5.7 สื่อข้อมูลของรูปภาพอาชีพสำหรับการค้นหาข้อมูล 6. ขั้นตอนการจัดกิจกรรม 6.1 จัดทำใบงาน เตรียมอุปกรณ์ 6.2 เชิญชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม 6.3 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม 6.4 ผู้จัดกิจกรรมอธิบายรายละเอียดการทำกิจกรรม - ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเลือกใบงาน - สืบค้นหาข้อมูลด้านอาชีพจากสื่อ - หลังจากทำใบงานเสร็จให้เก็บแต้มผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละสัปดาห์ 6.5 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรับใบงาน อุปกรณ์ 6.6 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่งใบงานที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว 6.7 เจ้าหน้าที่เก็บใบงานมาตรวจสอบโดยเกณฑ์ประเมิน มีคะแนนเต็ม 10 คะแนน ดังนี้ - การอ่านออกเสียงถูกตัอง ได้ 3 คะแนน - การระบายสีที่สวยงาม ได้ 2 คะแนน - ลายมือสวย ได้ 3 คะแนน - เขียนตัวอักษรถูกต้อง ได้ 2 คะแนน 6.8 เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจในการร่วมกิจกรรม นำภาพกิจกรรมผู้ได้รับรางวัล มาติด ประกาศ
๓๓ 7. การวัดและประเมินผล 7.1 แบบประเมินผลความพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมโดยวิธีนับแต้มในกล่องความ คิดเห็นความพึงพอใจ ตัวอย่างใบงาน Teacher แปลว่า ............................................. หน้าที่........................................................................
๓๔ กรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย 1. ชื่อกิจกรรม เกมประสมคำสระเอีย 2. กลุ่มเป้าหมาย เด็กอายุ ไม่เกิน 10 ปี 3. วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการอ่านและการประสมคำ 4. เนื้อหา เป็นบัตรคำรูปปูที่สะกดด้วยสระ เอีย โดยตรงกลางเป็นคำที่สะกดด้วย สระเอีย และที่ก้าม ระบุข้างหนึ่งเป็นพยัญชนะ ข้างหนึ่งเป็นตัวสะกด และให้ก้ามสามารถขยับไว้ด้านหลังตัวปูได้ เพื่อสอนให้ เด็กสามารถสะกด และ แยกออกว่า ตัวใดคือสระ เอีย ตัวใดคือพยัญชนะ เช่น ส(พยัญชนะ) เอีย(สระ) อ่านว่า เสีย 5. สื่อ/อุปกรณ์ บัตรคำรูปปูที่ระบุคำที่สะกดด้วยสระเอีย 6. ขั้นตอนการดำเนินงาน 6.1 วาดภาพปูในอินเตอร์เน็ต แยกก้าม กับตัวออกจากกัน เพื่อนำมาทำบัตรคำตามรูป 6.2 พิมพ์คำที่สะกดด้วยสระเอียไว้ที่ตัวปู และ แยกพยัญชนะกับสระไว้ที่ก้ามปู อย่างละ 1 ข้าง 6.3 ปริ้นลงกระดาษสีที่มีความหนาประมาณ 100 แกรมขึ้นไป 6.4 เคลือบด้วยสติกเกอร์ใส เพื่อความสวยงามและทนทาน 6.5 ขณะจัดกิจกรรม ให้นักเรียนที่ได้รับการสุ่มจากผู้จัดกิจกรรม เลือกปูมา 1 ตัว โดยการสุ่ม 6.6 นำมาอ่านและสะกดให้เพื่อนฟังหน้าชั้นเรียน 6.7 ผู้จัดกิจกรรม เฉลย และให้นักเรียนแต่งประโยคจากคำที่ได้ 1 ประโยคบนกระดาน ให้เพื่อนๆอ่านพร้อมกัน 6.8 ผู้ที่แยก สระ และพยัญชนะ ได้อย่างถูกต้อง จะได้รับรางวัล 1 ชิ้น จากผู้จัดกิจกรรม 7. การวัดคะแนนและประเมินผล 7.1 นักเรียนมากกว่า 50 % สามารถสะกดคำและประสมคำ สระ เอีย ได้ 7.2 ประเมินความพึงพอใจโดยวิธีการยกมือ สอบถาม
๓๕ ตัวอย่างบัตรคำ
๓๖ กรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย 1. ชื่อกิจกรรม ปริศนาอักษรไขว้หมวดผลไม้ 2. กลุ่มเป้าหมาย เด็กอายุ 8 ปี ขึ้นไป 3. วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการอ่านและเพิ่มความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 4. เนื้อหา เป็นอักษรไขว้ที่ซ่อนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยให้คำใบ้ภาษาไทย เพื่อให้นักเรียนหา ความหมายของคำภาษาไทย แล้วมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ พอได้ภาษาอังกฤษ แล้วจึงมาวงใน อักษรไขว้ ผลไม้ อะไรเอ่ย ข้างนอกสีเหลือง ข้างในสีขาว เฉลย กล้วย Banana ผลไม้อะไรเอ่ย ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีเหลือง ขึ้นต้นด้วย มะ ลงท้ายด้วยสี เฉลย มะม่วง Mango อะไรเอ่ยใบเรียกว่าทาง ลูกเรียกว่าทะลาย ผลอ่อนทานได้ ผลแก่คั้นกะทิ เฉลย มะพร้าว Coconut ผลไม้อะไรเอ่ย เปลือกมีทั้งสีเขียวและสีแดง เนื้อในสีขาว ทานได้ทั้งเปลือก เฉลย แอปเปิ้ล Apple ผลไม้อะไร เป็นลูกกลม มีหลายสายพันธุ์ มีทั้งรสเปรี้ยวและหวาน เฉลย ส้ม Orange 5. สื่อ/อุปกรณ์ 5.1 ตารางอักษรไขว้ภาษาอังกฤษที่ระบุคำศัพท์ และคำใบ้อยู่ท้ายตาราง ปริ้นใส่กระดาษ A4 สำหรับแจกผู้เข้าร่วมกิจกรรม 5.2 ปากกา หรือ ดินสอ 6. ขั้นตอนการดำเนินงาน 6.1 เตรียมตารางอักษรไขว้ พร้อมคำใบ้ภาษาไทยสั้นๆ จำนวน 5 ข้อ 6.2 ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอ่านคำใบ้แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษ 6.3 นำคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ได้มาวงในตารางอักษรไขว้ 6.4 ตรวจสอบจำนวนคำ ที่ถูกต้องจากการร่วมกิจกรรม 6.5 จับเวลาจำนวน 5 นาที ต่อ การเล่น 1 ครั้ง 6.6 ใครได้คะแนนสูงสุด 3 คนได้รับรางวัลจากผู้จัดกิจกรรม 7. การวัดคะแนนและประเมินผล 7.1 ประเมินความพึงพอใจ โดยการยกมือสอบถาม
๓๗ ปริศนา อักษรไขว้ ผลไม้ อะไรเอ่ย ข้างนอกสีเหลือง ข้างในสีขาว เฉลย กล้วย Banana ผลไม้อะไรเอ่ย ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีเหลือง ขึ้นต้นด้วย มะ ลงท้ายด้วยสี เฉลย มะม่วง Mango อะไรเอ่ยใบเรียกว่าทาง ลูกเรียกว่าทะลาย ผลอ่อนทานได้ ผลแก่คั้นกะทิเฉลย มะพร้าว Coconut ผลไม้อะไรเอ่ย เปลือกมีทั้งสีเขียวและสีแดง เนื้อในสีขาว ทานได้ทั้งเปลือก เฉลย แอปเปิล Apple ผลไม้อะไร เป็นลูกกลม มีหลายสายพันธุ์ มีทั้งรสเปรี้ยวและหวาน เฉลย ส้ม Orange
๓๘ กรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย 1. ชื่อกิจกรรม คำไหนผิด คำไหนถูก 2. กลุ่มเป้าหมาย นักศึกษา 3. วัตถุประสงค์ 1. ช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดทักษะกระบวนการอ่านและการเขียน 2. ช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความสนุกสนาน และสามัคคี 4. เนื้อหา เป็นกิจกรรมช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดทักษะกระบวนการอ่านและการเขียน ซึ่งเป็นคำที่ส่วนใหญ่มักเขียนผิดในชีวิตประจำวัน เช่น คำถูก คำผิด กะเทย กระเทย สับปะรด สัปปะรด สังเกต สังเกตุ ฯลฯ ฯลฯ 5. สื่อ อุปกรณ์ กระดาษ A4 แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด หรือกล่องกระดาษแข็ง 6. ขั้นตอนการดำเนินงานการจัดกิจกรรม 1. วางแผนประสานงานกับครูตำบลและครู ศรช. เพื่อกำหนดแผนการจัดกิจกรรมให้ เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย 2. จัดเตรียมสื่อ/อุปกรณ์ โดยการจัดหา คำผิด คำถูก จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ แล้ว นำมาจัดทำสื่อ ให้พิมพ์หรือเขียนใส่กระดาษ A4 แล้วนำ กระดาษ A4 มาติดบนฟิวเจอร์บอร์ด หรือกล่องกระดาษแข็ง 3. ในช่วงเวลาการจัดกิจกรรม แนะนำวิธีการเล่น โดยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอ่าน คำผิด คำถูก ที่กำหนดให้ แล้วให้เลือกคำที่เขียนถูกต้อง เพื่อเป็นการส่งเสริมการอ่านคำที่ถูกต้อง
๓๙ 4. ทดสอบจากการเล่นเกม โดยการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม เขียนตามคำบอก คำที่ถูกต้อง จากการที่เล่นเกมคำผิด คำถูก อีกครั้ง เพื่อเป็นการย้ำและนำคำที่ถูกไปใช้ได้อย่างถูกต้อง 5. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่สามารถอ่านและเขียนได้อย่างถูกต้อง จะได้รับของรางวัลเพื่อเป็น แรงดึงดูดผู้เข้าร่วมกิจกรรม สนใจอยากเข้าร่วมกิจกรรม 7.การวัดและประเมินผล - แบบประเมินความพึงพอใจ - จากการสอบถามและสังเกต
๔๐ กรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย 1. ชื่อกิจกรรม เกมปริศนาจากภาพ 2. กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนทั่วไปและนักศึกษา 3. วัตถุประสงค์ 1. ช่วยส่งเสริมการอ่านและพัฒนาให้เกิดทักษะกระบวนการคิด 2. ช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความสนุกสนาน และสามัคคี 4. เนื้อหา เป็นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเกี่ยวกับหมวดต่างๆ เช่น หมวดชื่อดารา หมวดชื่อ ประเทศ หมวดชื่อจังหวัด หมวดชื่อผลไม้ เป็นต้น โดยการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทายชื่อหมวด เครื่องดื่ม จากภาพปริศนาพร้อมคำใบ้ที่กำหนดให้ใต้ภาพ 5. สื่อ อุปกรณ์ โปรแกรม Powerpoint พร้อมอุปกรณ์เครื่องฉาย แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด ขนาด A4 6. ขั้นตอนการดำเนินงานการจัดกิจกรรม 1. วางแผนประสานงานกับครูตำบลและครู ศรช. เพื่อกำหนดแผนการจัดกิจกรรมให้ เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย 2. จัดเตรียมสื่อ/อุปกรณ์ กำหนดหมวดหมู่ของภาพปริศนา เช่น หมวดชื่อดารา หมวดชื่อ ประเทศ หมวดชื่อจังหวัด หมวดชื่อผลไม้ เป็นต้น และหารูปภาพให้สอดคล้องคำทายปริศนา และนำมาจัดเรียงรูปภาพตามคำปริศนา หลังจากเรียงเสร็จแล้ว นำมาปริ้นใส่กระดาษ ขนาด A4 แล้วนำไปติดที่ฟิวเจอร์บอร์ดหรือกล่องกระดาษที่มีความแข็ง 3. ในช่วงเวลาจัดกิจกรรม แนะนำวิธีการเล่น โดยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมดูภาพปริศนาจาก สื่อแผ่นป้าย แล้วทายภาพปริศนาจะมีคำใบ้ อธิบายอยู่ใต้ภาพเพื่อเป็นการส่งเสริมการอ่าน และพัฒนาทักษะกระบวนการคิดให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม
๔๑ 4. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ทายถูก จะได้รับของรางวัล เป็นแรงดึงดูดผู้เข้าร่วมกิจกรรม สนใจ อยากเข้าร่วมกิจกรรม 7. การวัดและประเมินผล - แบบประเมินความพึงพอใจ - จากการสอบถามและสังเกต
๔๒ กรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย 1. ชื่อกิจกรรม มารู้จักหนังสือกันเถอะ 2. กลุ่มเป้าหมาย เด็ก อายุ 8 – 12 ปี 3. วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเกิดทักษะด้านการฟัง การพูด การอ่าน 4. เนื้อหา หนังสือเกี่ยวกับ นิทาน สำนวน สุภาษิต ฯลฯ ที่ใช้ในการทำกิจกรรม 5. สื่อ อุปกรณ์ หนังสือ 6. ขั้นตอนการดำเนินงานการจัดกิจกรรม 1. ประสานการจัดกิจกรรมกับโรงเรียนอนุบาลเกาะช้าง 2. จัดทำแผนการจัดกิจกรรมกับโรงเรียนอนุบาลเกาะช้าง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกวัน อังคาร 3. ดำเนินกิจกรรมตามแผนที่กำหนด 3.1 คัดเลือกหนังสือ เช่น นิทาน สำนวนสุภาษิต ฯลฯ เพื่อนำไปให้เด็กเลือกอ่าน 3.2 แบ่งกลุ่มเด็ก กลุ่มละ 3-4 คน 3.3 ส่งตัวแทนกลุ่มเลือกหนังสือตามความสนใจ โดยให้เด็กทุกคนในกลุ่มผลัดกันอ่าน โดยใช้เวลาในการอ่าน กลุ่มละ 10 – 15 นาที 3.4 เมื่อเด็กแต่ละกลุ่มอ่านหนังสือที่เลือกครบตามเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ส่ง ตัวแทนกลุ่มออกมาเล่าถึงเนื้อหาที่อ่านให้กับเพื่อน ๆ ทุกคนฟัง โดยใช้วิธีการจับฉลาก 3.5 เมื่อตัวแทนกลุ่มที่ออกมาเล่าเรื่องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้จัดกิจกรรมจะสุ่ม เลือกเพื่อนที่นั่งฟังออกมาสรุปเนื้อหาใจความสำคัญจากเรื่องที่ฟัง โดยใช้วิธีการสุ่มเลือกจากเลขที่ ของเด็ก โดยในแต่ละสัปดาห์ เด็กตัวแทนอ่านจะเปลี่ยนไม่ให้ซ้ำคนเดิม 7.การวัดและประเมินผล แบบประเมินความพึงพอใจ
๔๓ แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อโครงการส่งเสริมการอ่าน กิจกรรมมารู้จักหนังสือกันเถอะ ----------------------- ข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถาม นักเรียน ครู ผู้ปกครอง อื่น ๆ คำชี้แจง โปรดกาเครื่องหมาย / ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับความพึงพอใจของท่าน ข้อ รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ ๑ การจัดทำโครงการส่งเสริมการอ่าน กิจกรรมมารู้จักหนังสือกัน เถอะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านเพิ่มขึ้น ๒ กิจกรรมต่าง ๆ มีความเหมาะสม และสามารถพัฒนา ความสามารถของผู้เรียนให้มีนิสัยรักการอ่านและรู้จักแสวงหา ความรู้จากแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง ๓ นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้จากการแสวงหาความรู้ไปใช้ในการ เรียนและในชีวิตประจำวัน ๔ โรงเรียนมีสื่อ เทคโนโลยี แหล่งเรียนรู้เพียงพอต่อการใช้บริการ ของนักเรียนอย่างทั่วถึง ปัญหาและอุปสรรค ............................................................................................................................. ........................ ............................................................................................................................. ........................ ............................................................................................................................. ........................ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ............................................................................................................................. ........................ ............................................................................................................................. ........................ ............................................................................................................................. ........................
๔๔ ภาพกิจกรรม จัดกิจกรรมมารู้จักหนังสือกันเถอะกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนอนุบาลเกาะช้าง
๔๕ กรอบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย 1. ชื่อกิจกรรม ทำนายชื่อ - สกุล ภาษาอังกฤษ 2. กลุ่มเป้าหมาย นักศึกษา กศน. 3. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมและปลูกนิสัยรักการอ่านให้กับนักศึกษา 2. เพื่อฝึกให้นักศึกษาจับใจความ สรุปประเด็น และวิเคราะห์เนื้อหา 4. เนื้อหา เป็นกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน โดยการนำสระจากชื่อ – สกุล ออกมาคำนวณเป็น ตัวเลขผลที่ได้จากการคำนวณได้เลขอะไร แล้วนำเลขที่ได้ไปดูผลคำทำนายจากบัตรพยากรณ์ จากตัวเลขที่ได้ บัตรพยากรณ์จะมีตัวเลขตั้งแต่ 1 – 9 และ 11 , 22 5. สื่อ อุปกรณ์ 1. บัตรประชาชน 2. ใบงาน 3. บัตรพยากรณ์และ QR-Code 6. ขั้นตอนการดำเนินงานการจัดกิจกรรม 1. ให้นักศึกษาเขียนชื่อ – สกุล ภาษาอังกฤษ ตัวอย่าง: เริ่มต้นด้วยการเขียนชื่อ – สกุล เป็นภาษาอังกฤษ แล้วดึงเฉพาะสระ ออกมา และแทนค่าสระ ดังนี้ A = 1 E = 5 I = 9 O = 6 U = 3 เช่น Pornkamon Kanonkun ดึงสระออกมาแล้วแทนค่าเลขเข้าไป จากนั้นให้ บวกหาผลลัพธ์ กรณีที่ได้ผลลัพธ์เป็นเลข 2 หลัก ให้นำเลข 2 หลักนั้นมาบวกกันจนได้เลข หลักเดียว แต่ถ้าบวกแล้วได้ผลเป็น 11 หรือ 22 ไม่ต้องแยกบวกอีก ถือเป็นกรณีพิเศษ นำไป อ่านคำพยากรณ์ได้เลย O + A + O + A + O + U = 6 + 1 + 6 + 1 + 6 + 3 = 23 2 + 3 = 5 2. เมื่อนักศึกษาได้ตัวเลขแล้ว ให้นำไปอ่านคำพยากรณ์ตามหมายเลขจากผลลัพธ์ที่ได้ 3. สรุปลงในใบงาน 4. เมื่อทุกคนทำสำเร็จแล้ว ให้นำผลสรุปมาแสดงความคิดเห็นร่วมกัน 7. การวัดและประเมินผล 1. จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมกิจกรรม 2. จากใบงานเพื่อวัดทักษะการอ่าน การจับใจความ สรุปและวิเคราะห์ประเด็นเนื้อหา สำคัญ