การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เรื่อง การแยกสารและการนำไปใช้ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ณัฐพงค์ วงค์สูง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 2565
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เรื่อง การแยกสารและการนำไปใช้ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) นายณัฐพงค์ วงค์สูง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 2565
กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เรื่อง การแยกสาร และการนำไปใช้ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ ( Active Learning) สำเร็จลุล่วงได้ ด้วยความกรุณาของอาจารย์อิสระ ทับสีสด อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย คุณครูมัสยา เกษรวนิชวัฒนา ครูพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาวิจัย และผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่กรุณาให้คำแนะนำ ตรวจสอบความถูกต้อง ของเนื้อหาวิชาและภาษาที่ใช้ และได้ให้คำปรึกษา แนะนำ ชี้แนะในการศึกษาค้นคว้า แนะนำขั้นตอน และวิธีจัดทำรายงานผลการวิจัยจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี คณะผู้จัดทำจึงขอกราบขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณ บิดา มารดา ที่ให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 ที่ให้ความร่วมมือในการทำงานวิจัยจนกระทั่ง ประสบความสำเร็จด้วยดี และขอขอบพระคุณ เจ้าของเอกสารและตำราต่าง ๆ ที่ใช้เป็นเอกสารอ้างอิง สุดท้ายถ้าท่านพบข้อบกพร่อง โปรดให้ข้อเสนอแนะด้วย ก
ชื่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เรื่อง การแยกสารและการนำไปใช้ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ชื่อนามสกุล 1. นายณัฐพงค์ วงค์สูง บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เรื่อง การแยกสารและการนำไปใช้ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) สร้างขึ้นตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการวิธีการ ของณัฐนันท เฉลียวพงษ ,ศักดิ์ศรี สุภาษร (2563, น.17-30), อัญชลี ชาติมนตรี (2557), ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข (2559), พจน์ วงศ์ปัญญา ( 2558 ), ประภัสสร ขันแข็ง, เพลินใจ อัตกลับ, เกศริน มีมล และทิพย์วรรณ หงกะเชิญ (2560) ประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการเรียนรู้ แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) และเมื่อนำมาทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร และการนำไปใช้ประโยชน์ เมื่อเทียบกับเกณฑ์ประเมินของสพฐ. นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ที่ถูกจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีผลการเรียนรู้ที่ระดับดีซึ่งสูงกว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ถูกจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e มีนัยสำคัญทางสถิติ0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ซึ่งมีผลการเรียนรู้ที่ระดับพอใช้และมีความพึงพอใจเมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวมที่ระดับมาก _________________________________________________________________________ นักศึกษาวิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ข
สารบัญ เรื่อง หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ ข สารบัญ ค สารบัญ (ต่อ) ง สารบัญตาราง จ บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหา 1 คำถามการวิจัย 6 วัตถุประสงค์การวิจัย 7 ผลและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 7 ขอบเขตการวิจัย 7 ขอบเขตตัวแปร 7 นิยามคำศัพท์เฉพาะ 8 สมมติฐานการวิจัย 9 บทที่ 2 การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พพพขขความจำเป็นที่ครูต้องทำการวิจัย/พัฒนานวัตกรรม 10 พพพขขนวัตกรรมทางการศึกษา 16 พพพขขขั้นตอนการสรร้างนวัตกรรม 23 พพพขขขั้นตอนการหาคุณภาพของนวัตกรรม 25 พพพขขเครื่องมือรวบรวมข้อมูลการวิจัย 27 พพพขขการหาคุณภาพเครื่องมือรวบรวมข้อมูล 34 พพพขขความพึงพอใจ 38 พพพขขผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 40 พพพขขงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 44 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ระเบียบวิธีการวิจัย 46 แหล่งข้อมูลการวิจัย 46 ค
สารบัญ (ต่อ) เครื่องมือการวิจัย 46 การดำเนินการรวบรวมข้อมูล 50 การวิเคราะห์ข้อมูล 50 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 51 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการพัฒนาวิธีการสอน 52 การพัฒนาการเรียนรู้ 54 ระดับความพึงพอใจ 57 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปราย และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 60 อภิปรายผลการวิจัย 61 ข้อเสนอแนะ 62 บรรณานุกรม 64 ภาคผนวก ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ภาคผนวก ค ภาคผนวก ง ง
สารบัญตาราง ตาราง หน้า 1 แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน 53 2 แสดงคะแนนผลการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร 54 3 แสดงผลการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่อง 56 4 แสดงระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 58 จ
บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียน ทุกคนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพความตามมาตรา 24 (1) บัญญัติว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละสถานศึกษาจากความตามมาตราดังกล่าวถึงตีความ ว่าภายหลังที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ใดๆด้วยวิธีและเทคนิคการสอนวิธีการใด วิธีการหนึ่งแล้วเมื่อทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผลอย่างใดอย่างหนึ่งคือจำนวนผู้เรียนทั้งชั้นเรียน จำนวนผู้เรียนส่วนมากของชั้นเรียนหรือผู้เรียนจำนวนส่วนน้อยของชั้นเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดขึ้นผลการประเมินดังกล่าวไม่สามารถลงข้อสรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้ของผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดและถูกตัดสินให้ “ตก” ในสาระการเรียนรู้ นั้น แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ที่กำหนดอาจเป็นเพราะว่าวิธีและเทคนิคการสอนตามที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้อาจนั้น ไม่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียนดังนั้นผู้สอนจึงต้องค้นหาวิธีและเทคนิคการสอน วิธีใหม่ที่เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียนการทำวิจัยของผู้สอนจะใช้เป็นหลักฐาน ยืนยันว่าวิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นมีผล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนหรือไม่อย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีและเทคนิคการสอน วิธีเดิม ด้วยเหตุดังกล่าวจึงตอบคำถามว่า ทำไมผู้สอนจึงต้องทำวิจัย ทั้งวิจัยเพื่อพัฒนาและ แก้ปัญหาผู้เรียน ว 2.1 ม.2/1 กำหนดข้อความเฉพาะตัวชี้วัดว่าอธิบายการแยกสารผสมโดยการระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวทำละลาย โดยใช้หลักฐาน เชิงประจักษ์(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา 2560) และ ว 2.1 ม.2/2 แยกสารโดยการระเหยแห้ง การตกผลึกการกลั่นอย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวทำละลาย (สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษา 2560) สาระการเรียนรู้แกนกลางดังกล่าวกำหนดอยู่ในหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี โดยใช้ชื่อเรื่องว่าการแยกสารและการนำไปใช้หนังสือดังกล่าวจัดทำโดยสถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีหรือ สสวท. (สสวท. 2563) ว 2.1 ม.2/1 อธิบายการแยกสารผสมโดยการระเหยแห้งการตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวทำละลาย โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และ ว 2.1 ม.2/2 แยกสารโดยการระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วย ตัวทำละลาย สาระการเรียนรู้แกนกลาง การแยกสารผสมให้เป็นสารบริสุทธิ์ทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับ สมบัติของสารนั้น ๆ การระเหยแห้งใช้แยกสารละลายซึ่งประกอบด้วยตัวละลายที่เป็นของแข็ง ในตัวทำละลายที่เป็นของเหลว โดยใช้ความร้อนระเหยตัวทำละลายออกไปจนหมดเหลือแต่ตัวละลาย การตกผลึกใช้แยกสารละลายที่ประกอบด้วยตัวละลายที่เป็นของแข็งในตัว ทำละลายที่เป็นของเหลว โดยทำให้สารละลายอิ่มตัวแล้วปล่อยให้ตัวทำละลายระเหยออกไปบางส่วนตัวละลายจะตกผลึก แยกออกมา การกลั่นอย่างง่ายใช้แยกสารละลายที่ประกอบด้วยตัวละลายและตัวทำละลาย ที่เป็นของเหลวที่มีจุดเดือดต่างกันมาก วิธีนี้จะแยกของเหลวบริสุทธิ์ออกจากสารละลาย โดยให้ความร้อนกับสารละลายของเหลวจะเดือดและกลายเป็นไอแยกจากสารละลายแล้วควบแน่น กลับเป็นของเหลวอีกครั้ง ขณะที่ของเหลวเดือด อุณหภูมิของไอจะคงที่ โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ เป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีปริมาณน้อยโดยใช้แยกสารที่มีสมบัติการละลายในตัวทำละลาย และการถูกดูดซับด้วยตัวดูดซับแตกต่างกัน ทำให้สารแต่ละชนิดเคลื่อนที่ไปบนตัวดูดซับได้ต่างกัน สารจึงแยกออกจากกันได้ อัตราส่วนระหว่างระยะทางที่สารองค์ประกอบแต่ละชนิดเคลื่อนที่ได้ บนตัวดูดซับกับระยะทางที่ตัวทำละลายเคลื่อนที่ได้เป็นค่าเฉพาะตัวของสารแต่ละชนิด ในตัวทำละลายและตัวดูดซับหนึ่ง ๆ การสกัดด้วยตัวทำละลายเป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีสมบัติ การละลายในตัวทำละลายที่ต่างกัน โดยชนิดของตัวทำละลายมีผลต่อชนิดและปริมาณของสาร ที่สกัดได้การสกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ ใช้แยกสารที่ระเหยง่าย ไม่ละลายน้ำ และไม่ทำปฏิกิริยา กับน้ำออกจากสารที่ระเหยยาก โดยใช้ไอน้ำเป็นตัวพา โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์เลขที่ 175 หมู่ 4 ตำบลดอนมูล อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 104 คน และมีนักเรียนรวมทุกระดับชั้น จำนวน 1087 คน ผู้วิจัยในฐานะนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูทำหน้าที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ ให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ เฉพาะเรื่องการแยกสารและการนำไปใช้สาระการเรียนรู้ที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ ของรายวิชาดังกล่าวจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติการประเมิน ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ประเมิน 3 ด้านรวมกัน คือ ด้านความรู้(K) ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) และกำหนดระดับผลการประเมินเป็น 4 ระดับ คือ ดีมาก ร้อยละของคะแนนรวมจากคะแนนเต็ม 80-100 ดี มีร้อยละของคะแนนรวมจากคะแนนเต็ม 70-79 พอใช้ มีร้อยละของคะแนนรวมจากคะแนนเต็ม 60-69 และต้องปรับปรุง มีร้อยละของคะแนนรวม จากคะแนนเต็ม น้อยกว่าร้อยละ 60 สำหรับเกณฑ์การประเมินผ่านเฉพาะรายบุคคลนั้น 2
นักเรียนแต่ละคนต้องมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ตั้งแต่ระดับ ดี ส่วนเกณฑ์การประเมินผ่านรวมทั้งชั้นเรียน นั้นต้องมีนักเรียนอย่างน้อยร้อยละ 80 ของจำนวนทั้งหมดมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ตั้งแต่ระดับ ดี จากปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัด แพร่ ผู้เรียนส่วนมากของชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ ผู้สอนกำหนดขึ้นในสาระการเรียนรู้ที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การแยกสาร โดยเฉพาะเรื่องวิธีการแยกสาร จากการสัมภาษณ์ครูที่โรงเรียนพบว่าผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ต่ำกว่า เกณฑ์การประเมินผ่านที่กำหนด อาจเป็นเพราะว่าวิธีการสอนและเทคนิคการสอนตามที่ผู้สอน นำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นอาจไม่สอดคล้องกับความถนัด ความสามารถ และความสนใจของ ผู้เรียน ซึ่งการเรียนรู้เรื่องวิธีการแยกสารมีลักษณะเป็นนามธรรมซึ่งยากต่อการทำความเข้าใจ การใช้ วิธีการสอนและเทคนิคการสอนวิธีเดิมที่มุ่งเน้นเชิงบรรยายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้เรียนมองไม่เห็นภาพ จึงไม่สามารถเข้าใจในเรื่องเนื้อหาดังกล่าวได้ จากการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมกับการทำงาน ของสมอง การเชื่อมโยงวงจรสมองการจัดการเรียนรู้ที่ขัดต่อการทางานของสมองจะทำให้เกิด การเรียนรู้ไม่ได้เต็มตามศักยภาพ อีกทั้งต้องคำนึงถึงพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของผู้เรียน ที่เป็นกัลยาณมิตรให้เรียนอย่างมีความสุข โดยใช้ประสบการณ์ตรงด้านร่างกายที่เป็นรูปธรรม ข้อเท็จจริง และทักษะด้านต่าง ๆ ที่ปรากฏในชีวิตจริงตามธรรมชาติ ตลอดจนสื่อการเรียนรู้ที่ดึงดูด ความสนใจ เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมองในแต่ละช่วงวัย จะส่งผลให้ผู้เรียนมีความสนใจ ความตั้งใจ มีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ทำงานและอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นอย่างมีความสุข ดังวิจัยของ ณัฐนันท เฉลียวพงษ และ ศักดิ์ศรีสุภาษร (2563, น.17-30) จากผลการวิจัยพบวานักเรียนที่ไดรับการจัดการเรียนรูเรื่อง ปฏิกิริยาเคมีดวยการเรียนรูแบบสืบเสาะ รวมกับเทคนิคทํานาย-สังเกต-อธิบาย มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนรอยละ 76.22 (คาเฉลี่ย 21.34 และ S.D. 1.80) สูงกวากอนเรียนซึ่งมีคะแนนรอยละ 24.91 (คาเฉลี่ย 6.98 และ S.D. 1.94) อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นรอยละ 95 และมีความกาวหนาทางการ เรียนรอยละ 75.09 หรือมีความก้าวหน้าทางการเรียนแบบปกติหรือ <g> เปน 0.68 ซึ่งจัดอยูในระดับ ความกาวหนาปานกลาง และนักเรียนมีคะแนนทักษะการทดลองเฉลี่ยรอยละ 78.57 อยูในเกณฑ ดีมาก โดยคะแนนทักษะที่อยูในระดับดีเยี่ยม คือ ทักษะการออกแบบการทดลอง และทักษะ ปฏิบัติการทดลอง มีคะแนนรอยละ 90.49 และ 81.41 ตามลําดับ ทักษะการบันทึกผลการทดลองมี คะแนนรอยละ 77.56 ซึ่งอยูในระดับดีมาก และทักษะสรุปและอภิปรายผลการทดลองมีคะแนนรอย ละ 51.46 ซึ่งอยูในระดับผานเกณฑขั้นต่ำ แสดงวาการจัดการเรียนรูตามแนวทางนี้สามารถพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ไดเนื่องจากกิจกรรม การเรียนรูแบบสืบเสาะรวมกับเทคนิคทํานาย-สังเกต-อธิบาย ที่จัดกิจกรรมงาย เกี่ยวของกับ ชีวิตประจําวันสามารถกระตุนความสนใจ ความอยากรูอยากเห็นของนักเรียนไดทําใหนักเรียน สนุกกับการเรียนรูเนื่องจากนักเรียนไดลงมือปฏิบัติรูจักคนควาหาความรูฝกคิดและแกปญหาดวย ตนเอง 3
อัญชลี ชาติมนตรี(2557) ทำการวิจัยเรื่องการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริง ในเซลล์กัลวานิก ด้วยชุดการทดลองที่ประดิษฐ์มาจากกระดาษ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจของนักเรียน ในวิชาเคมีกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนาหนองทุ่มวิทยา อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ โดยใช้ชุดการทดลองที่ประดิษฐ์มาจากกระดาษ ผลการวิจัยพบว่าผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเชลล์กัลวานิก เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ก่อนกับหลังการจัดการเรียนรู้พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 8.57 หรือ ร้อยละ 57.14 สูงกว่าคะแนน เฉลี่ยก่อนเรียน 3.77 หรือ ร้อยละ 25.14 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการทดลองที่ประดิษฐ์มาจากกระดาษ มีการพัฒนาการเรียนรู้ มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น จากผลการทบทวนตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการทดลองที่ประดิษฐ์มาจาก กระดาษ นักเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้จำนวนร้อยละ 57.14 และเมื่อเทียบกับ เกณฑ์ระดับคุณภาพผลการเรียนรู้ 3 ด้านรวมกันคือ ด้านความรู้(K) ด้านผลผลิต/กระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) และกำหนดระดับผลการประเมินเป็น 4 ระดับ คือ ดีมาก มี ร้อยละของคะแนนรวมจากคะแนนเต็ม 80 – 100 ดี มีร้อยละของคะแนนรวมจากคะแนนเต็ม 70– 79 พอใช้ มีร้อยละของคะแนนรวมจากคะแนนเต็ม 60 – 69 และต้องปรับปรุง มีร้อยละของคะแนนรวม จากคะแนนเต็ม น้อยกว่าร้อยละ 60 พบว่า นักเรียนมีผลการเรียนรู้ที่ระดับน้อยที่สุด ศักดิ์อนันต์อนันตสุข (2559) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงานโดยใช้การสอนด้วยรูปแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองเชิงปฏิบัติการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบ ลงมือปฏิบัติ (Practise) เรื่องงานและพลังงาน จำนวน 8 แผน 9 ชั่วโมง ดังนี้ (1) เรื่อง งาน, (2) เรื่อง กำลัง, (3) เรื่องพลังงานจลน์, (4) เรื่อง พลังงานศักย์, (5) เรื่องกฎการอนุรักษ์พลังงาน, (6) เรื่องการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนววงกลมในระนาบดิ่ง, (7) เรื่อง เครื่องกล, (8) เรื่อง แหล่งพลังงาน และการใช้พลังงานเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติ ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่าย (p) และ ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.20–0.80 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ 0.83 2) แบบสังเกต พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นแบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียน การสอนของครูผู้สอน โดยครูผู้ร่วมวิจัยเป็นผู้สังเกต 3) แบบสำรวจตนเองและแบบสำรวจกลุ่ม เป็นแบบสำรวจสำหรับนักเรียนได้สำรวจพฤติกรรมการเรียนของตนเองในชั้นเรียน 4) แบบบันทึก เหตุการณ์การเรียนการสอน เป็นแบบบันทึกเหตุการณ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในชั้นเรียน โดยผู้วิจัยและครูผู้ร่วมวิจัยเป็นผู้บันทึก 5) แบบบันทึกความคิดเห็น เป็นแบบแสดง ความคิดเห็นของนักเรียน และครูผู้ร่วมวิจัยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 6) แบบสัมภาษณ์ เป็นแบบสัมภาษณ์ปลายเปิด ใช้คำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงออกซึ่งความคิดและความรู้สึก ของตนเอง ทั้งครูผู้ร่วมวิจัยและนักเรียนที่เกี่ยวข้อง 7) แบบบันทึกประจำวันของครู 8) กล้องถ่ายภาพ และกล้องวีดีโอบันทึกภาพเคลื่อนไหว จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์เรื่อง งานและพลังงาน พบว่า จำนวนนักเรียนร้อยละ 87.50 ทำคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 และมีนักเรียนเพียงร้อยละ 12.50 ที่ทำคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4
27.18 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 67.94 ของคะแนนเต็ม และเมื่อนำแบบทดสอบรายจุดประสงค์ เรื่อง งานและพลังงาน ในปีการศึกษา 2548 มาทดสอบ กับนักเรียนที่เรียน เรื่อง งานและพลังงาน จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญแบบลงมือปฏิบัติ (Practice) ผลปรากฏว่า นักเรียนที่เรียนเรื่อง งานและพลังงาน โดยการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) สามารถทำ แบบทดสอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 จำนวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 80.00 ของนักเรียนทั้งหมด 40 คน และมีคะแนนเฉลี่ย 14.36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้สามารถทำคะแนน พจน์ วงศ์ปัญญา ( 2558 ) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เน้นการสร้างลงมือปฏิบัติ (Practise) จากภาพรวมของกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) พบว่า นักเรียนทุกกลุ่มมีความรู้ความเข้าใจในการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) อยู่ในระดับดีมาก และ นักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับดี การลงมือปฏิบัติ (Practise) หมายถึง วิธีสอนที่ให้ประสบการณ์ตรงกับผู้เรียน โดยการให้ลงมือ ปฏิบัติจริง เป็นการสอนที่มุ่งให้เกิดการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและ ภาคปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ ให้ผู้เรียน ได้ลงมือฝึกฝนหรือปฏิบัติจริง ลักษณะสำคัญ การลงมือปฏิบัติมักดำเนินการภายหลังการสาธิต การทดลองหรือ การบรรยาย เป็นการฝึกฝนความรู้ความเข้าใจจากทฤษฎีที่เรียนมาโดยเน้น การฝึกทักษะ หลักการจัดการเรียนรู้โดยใช้การลงมือปฏิบัติ (Practise) 1. ให้ความสนใจที่ตัวผู้เรียน 2. เรียนรู้ผ่านกิจกรรมการปฏิบัติที่น่าสนใจ 3. ครูผู้สอนเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก 4. ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการเรียน 5. ไม่มีการสอบ แต่ประเมินผลจากพฤติกรรม ความเข้าใจ ผลงาน 6. เพื่อนในชั้นเรียนช่วยส่งเสริมการเรียน 7. มีการจัดสภาพแวดล้อม และบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาความคิด และเสริมสร้าง ความมั่นใจในตนเอง ประเภทของการเรียนรู้โดยใช้การลงมือปฏิบัติ (Practise) กิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีใช้การลงมือปฏิบัติ (Practise) มีหลากหลายกิจกรรม การนำมาใช้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมนั้นๆ ว่ามุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ หรือพัฒนาในเรื่องใด โดยทั่วไป สามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ 1. กิจกรรมเชิงสำรวจ เสาะหา ค้นคว้า (Exploratory) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวบรวม สั่งสมความรู้ ความคิดรวบยอด และทักษะ 2. กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ (Constructive) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวบรวม สั่งสมประสบการณ์ โดยผ่าน การปฏิบัติ หรือการทำงานที่ริเริ่มสร้างสรรค์ 3. กิจกรรมเชิงการแสดงออก (Expressional) ได้แก่กิจกรรมที่เกี่ยวกับ การนำเสนอ การ เสนอผลงาน 5
กิจกรรมการเรียนรู้ที่นิยมใช้ - การอภิปรายในชั้นเรียน (class discussion) ที่กระทำได้ทั้งในห้องเรียนปกติ และ การอภิปรายออนไลน์ - การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small Group Discussion) - กิจกรรม “คิด-จับคู่-แลกเปลี่ยน” (think-pair-share) - เซลล์การเรียนรู้ (Learning Cell) - การฝึกเขียนข้อความสั้นๆ (One-minute Paper) - การโต้วาที (Debate) - บทบาทสมมุติ (Role Play) - การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์ (Situational Learning) - การเรียนแบบกลุ่มร่วมแรงร่วมใจ (Collaborative learning group) - ปฏิกิริยาจากการชมวิดิทัศน์ (Reaction to a video) - เกมในชั้นเรียน (Game) - แกลเลอรี่ วอล์ค (Gallery Walk) - การเรียนรู้โดยการสอน (Learning by Teaching) ด้วยบทบาทหน้าที่ของผู้สอนตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตราที่ 22 มาตรา ที่ 24 วงเล็บ 5 มาตราที่ 30 และจากสภาพของปัญหาและความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการแยกสาร ผู้สอนจึงมีแนวคิดที่จะทำวิจัยเพื่อพัฒนา/ปรับปรุงผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) ผลการวิจัยจะทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 มีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง การแยกสารเพิ่มขึ้น คำถามการวิจัย 1. ผลการทดลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการ แยกสารกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนโรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์เมื่อ เปรียบเทียบกับการเรียนโดยใช้การสอนแบบ 5E เป็นอย่างไร 2. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ที่มีต่อการทดลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสารเป็นอย่างไร 3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ที่มีต่อการทดลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสารเป็นอย่างไร 6
วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ 2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) จัดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่องการแยกสาร กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ 3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ที่มีต่อการทดลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสาร ผลและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ผลการการวิจัยครั้งนี้ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ สามารถนำวิธีการการจัดการเรียนรู้โดยใช้ลงมือปฏิบัติ (Practise) เป็นฐาน ไปปรับใช้ และประยุกต์ใช้ได้ในกระบวนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความสามารถ ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและปัญหาได้ 2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ลงมือปฏิบัติ (Practise) เป็นฐาน มีความสามารถ ในการคิดและสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณและแก้ไขปัญหาที่สูงขึ้นขณะเรียนได้ ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตด้านแหล่งข้อมูล 1. ประชากรคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ เทียบเคียงประชากรที่มีจำนวนไม่จำกัด (Infinite Population) 2. กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน วิธีการคัดเลือกเทียบเคียงกับใช้วิธีการสุ่มแบบ อาศัยความน่าจะเป็นอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพราะถือว่านักเรียน แต่ละคนของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของแต่ละปีการศึกษาเมื่อวิเคราะห์โดย ภาพรวมแล้วพบว่ามาจากบริบทของชุมชนเดียวกันจึงสร้างข้อสรุปว่าไม่มีความ แตกต่างกัน ประชากรของนักเรียนดังกล่าวจึงเป็นเอกพันธ์ (Homogeneous Population) สามารถคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบอาศัยความน่าจะ เป็นอย่างง่าย ขอบเขตด้านตัวแปร 2.1 ตัวแปรอิสระ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) 7
2. การทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการแยกสาร กับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยใช้วิธีการสอน แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) 2.2 ตัวแปรตาม 1. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องการแยกสารจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) 2. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องการแยกสารจากการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) 3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ที่มีต่อการทดลองจัด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการแยกสาร โดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) 3. ขอบเขตด้านเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการแยกสาร ตามตัวชี้วัดที่ ม.2/1 อธิบายการแยกสารผสม โดยการระเหยแห้งการตกผลึก การกลั่นอย่างง่ายโครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วย ตัวทำละลาย โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และ ม.2/2 แยกสารโดยการระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวทำละลาย มาตรฐานการเรียนรู้ ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะ ของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมีสาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ (ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551) 4. ขอบเขตด้านระยะเวลาและสถานที่ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ถึง เดือนมกราคม พ.ศ. 2566 ณ โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ นิยามคำศัพท์เฉพาะ 1. ลงมือปฏิบัติ (Practise) หมายถึง วิธีสอนที่ให้ประสบการณ์ตรงกับ ผู้เรียน โดยการให้ลงมือ ปฏิบัติจริง เป็นการสอนที่มุ่งให้เกิดการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและ ภาคปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ 8
ให้ผู้เรียนได้ลงมือฝึกฝนหรือปฏิบัติจริง ลักษณะสำคัญ การลงมือปฏิบัติมักดำเนินการภายหลัง การสาธิต การทดลองหรือ การบรรยาย เป็นการฝึกฝนความรู้ความเข้าใจจากทฤษฎีที่เรียน มาโดยเน้นการฝึกทักษะ 2. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ หมายถึง 2.1. คะแนนเฉลี่ยรวมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ทุกคนจากการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการแยกสาร โดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) 2.2. คะแนนเฉลี่ยรวมจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ทุกคนจากการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการแยกสาร โดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) 3. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ระหว่างการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการแยกสารโดยใช้วิธีการสอนแบบ 5E และโดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) กับนักเรียนระดับชั้นมัธยาศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ 4. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการ แยกสารโดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) ประกอบด้วยด้านความรู้ ด้านผู้สอน ด้านบรรยากาศในชั้นเรียน ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรม ด้านสื่อการเรียนรู้ ด้านการประเมิน 5. ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) 5 โดย เรียงลำดับจากระดับมากที่สุดถึงน้อยที่สุด 5 ระดับคือ มีความพึงพอใจมากที่สุด มีความพึง พอใจมาก มีความพึงพอใจปานกลาง มีความพึงพอใจค่อนข้างน้อย และมีความพึงพอใจน้อย ที่สุด แต่ละระดับดังกล่าว กำหนดโดยเกณฑ์ช่วงค่าเฉลี่ยของ บุญชม ศรีสะอาด ดังนี้ ระดับความพึงพอใจ ระดับค่าเฉลี่ย มีความพึงพอใจที่ระดับมากที่สุด 4.15-5.00 มีความพึงพอใจที่ระดับมาก 3.52-4.50 มีความพึงพอใจที่ระดับปานกลาง 2.51-3.50 มีความพึงพอใจที่ระดับน้อย 1.51-2.50 มีความพึงพอใจที่ระดับน้อยที่สุด 1.00-1.50 สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์มีผลสัมฤทธิ์จากการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร เพิ่มขึ้นจากเดิม 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ มีระดับความพึงพอใจต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร โดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) ในระดับ ดี 9
บทที่ 2 การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เรื่อง การแยกสาร โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ผู้วิจัยทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยหัวข้อหลักตามลำดับดังนี้ 1. ความจำเป็นที่ครูต้องทำการวิจัย/พัฒนานวัตกรรม 2. แนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่นำมาพัฒนานวัตกรรม 3. นวัตกรรม 4. ขั้นตอนการสร้างนวัตกรรม 5. ขั้นตอนการหาคุณภาพของนวัตกรรม 6. เครื่องมือรวบรวมข้อมูลการวิจัย 7. การหาคุณภาพเครื่องมือรวบรวมข้อมูล 8. ความพึงพอใจ 9. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 10. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ละหัวข้อหลักดังกล่าว นำเสนอลายละเอียดตามลำดับขั้น ดังนี้ การทำวิจัย/พัฒนานวัตกรรมครู 1. ความจำเป็นที่ครูต้องทำวิจัย/พัฒนานวัตกรรม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่า การจัดการ ศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมี ความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็ม ตามศักยภาพความตามมาตรา 24 (1) บัญญัติว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่า ให้ สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละสถานศึกษา จากความตามมาตราดังกล่าวถึง ตีความว่า ภายหลังที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ใดๆ ด้วยวิธีและเทคนิคการสอน วิธีการใดวิธีการหนึ่งแล้ว เมื่อทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผลอย่างใดอย่างหนึ่งคือ จำนวนผู้เรียน ทั้งชั้นเรียน จำนวนผู้เรียนส่วนมากของชั้นเรียนหรือผู้เรียนจำนวนส่วนน้อยของชั้นเรียนมีผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดขึ้น ผลการประเมินดังกล่าวไม่สามารถลงข้อสรุปว่า
ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดและถูกตัดสินให้ “ตก” ในสาระ การเรียนรู้นั้น แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์ มาตรฐานที่กำหนดอาจเป็นเพราะว่า วิธีและเทคนิคการสอนตามที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการ เรียนรู้อาจนั้นไม่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ดังนั้นผู้สอนจึงต้องค้นหาวิธีและ เทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน การทำวิจัยของผู้สอนจะใช้ เป็นหลักฐานยืนยันว่า วิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นมีผลการ พัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนหรือไม่อย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิม ด้วยเหตุดังกล่าวจึงตอบคำถามว่า ทำไมผู้สอนจึงต้องทำวิจัย ทั้งวิจัยเพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน 2. ประโยชน์/ความสำคัญของการทำวิจัย/พัฒนานวัตกรรม การวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาวิชาชีพครู เนื่องจาก ให้ข้อค้นพบที่ได้มาจาก กระบวนการสืบค้นที่เป็นระบบ และเชื่อถือได้ทำให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังพัฒนาผู้ที่มีส่วนร่วมนำไปสู่การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ และด้วยหลักการสำคัญของการวิจัย ปฏิบัติที่เน้นสะท้อนผล ทำให้การวิจัยแบบนี้ส่งเสริมบรรยากาศของการทำงานแบบประชาธิปไตยที่ทุก ฝ่ายเกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยอมรับในข้อค้นพบร่วมกัน (สุวิมล ว่องวาณิช. 2544) จากที่ กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่าการทำวิจัยมีประโยชน์ คือ ช่วยให้ครูทำงานอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนใน การทำงาน ช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพโดยใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพ ครูสามารถ สร้างและวิเคราะห์ทางเลือกอย่างหลากหลาย และตัดสินใจเลือกทางเลือกอย่างมีคุณภาพ มีเหตุผล และสร้างสรรค์ ครูใช้กระบวนการวิจัยในการพัฒนาการเรียนการสอน อีกทั้งนำผลการวิจัยไปใช้ในการ กำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของโรงเรียนได้ แนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่นำมาพัฒนานวัตกรรม 1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่มีเป้าหมายในการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พัฒนาประเทศ พื้นฐานในการดำรงชีวิต การพัฒนา สมรรถนะและทักษะกระบวนการ และจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็ก และเยาวชนไทยทุกคนใน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่ มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้รายละเอียดแนวดำเนินการหลักเกณฑ์การใช้หลักสูตร และการจัดการเรียน การสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1.1 หลักการ หลักการของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีดังนี้ 1.เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและ มาตรฐาน การเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และ คุณธรรมบน พื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2.เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 11
3.เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่น ทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลา และการจัดการเรียนรู้ 5.เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6.เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 1.2 จุดหมาย จุดหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็น จุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และ พัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข 1.3 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มุ่งให้ผู้เรียนเกิด สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลัก เหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบ ที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์การ คิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิด อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มา 12
ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และ การ อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและ ความ ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและ การรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยี ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมี ความสุขในฐานะเป็น พลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้อง ตามบริบทและจุดเน้นของสถานศึกษาแต่ละแห่ง 1.4 มาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ที่เป็นข้อกำหนดคุณภาพผู้เรียนด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล โดยคำนึงถึงหลัก พัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา ให้ผู้เรียนบรรลุตามมาตรฐานที่กำหนดตามสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ 13
ในแต่ละสาระได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนา คุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่ พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญในการ ขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่า ต้องการอะไรจะ สอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพ การศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการ ทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพ ดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่ มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพียงใด 1.5 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละ ระดับชั้นซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ใน การกำหนดเนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัด ประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน โดยได้กำหนดเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับการศึกษาภาค บังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1– มัธยมศึกษาปีที่ 3) 2.ตัวชี้วัดช่วงชั้นเป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4-6) 1.6 สาระการเรียนรู้ ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้สาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ 2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การ ถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ 14
ผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียง สารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงาน สัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง ชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อ วัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของ เอกภพกาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง อย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และ การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม 15
นวัตกรรมทางการศึกษา 1. ความหมาย นวัตกรรม เกิดจากการนำคำว่า นวตา (อ่านว่า นะ-วะ-ตา) ซึ่งแปลว่า ความใหม่ กับคำว่ากรฺม (อ่านว่า กัน-มะ) ซึ่งแปลว่า การกระทำ มาเข้าสมาสกันเป็น นวัตกรรม และเมื่อนำนวัตกรรมมาใช้ใน วงการศึกษาจึงเรียกว่านวัตกรรมการศึกษา มนสิช สิทธิสมบูรณ์ (2559) กล่าวว่า “นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation)” หมายถึง นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษา และการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถ เกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา และประหยัดเวลาในการเรียนได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีการใช้นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่างซึ่ง มีทั้งนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว และประเภทที่กำลังเผยแพร่ เช่น การเรียนการสอนที่ใช้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( Computer Aids Instruction) การใช้แผ่นวิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (InteractiveVideo) สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเทอร์เน็ต (Internet) เหล่านี้ เป็นต้น วรวิทย์ นิเทศศิลป์ (2551) กล่าวว่า นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่ง อาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อ มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบจัดการศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรียน สามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และยังช่วยให้ประหยัดเวลาในการ เรียนเช่น การเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วีดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (InteractiveVideo) สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหล่านี้เป็นต้น สรุปได้ว่า นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational Innovation) หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรียน สามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน เช่น การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น 2. ประเภทของนวัตกรรม การแบ่งประเภทนวัตกรรมที่นำมาใช้ในทางการศึกษา ทั้งการสร้างสิ่งใหม่ ๆ รวมทั้ง การพัฒนาดัดแปลงจากสิ่งใด ๆ เพื่อใช้ในการเรียนการสอน แบ่งเป็น 5 ประเภท (ณัฐพงศ์ คงวรรณ์. 2559) คือ 2.1 หลักสูตร เป็นการใช้วิธีการใหม่ๆ ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น และตอบสนองความต้องการของบุคคล โดยออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางด้าน เทคโนโลยีเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของโลก และสามารถทำการบูรณาการจากองค์ความรู้ ในสาขาต่างๆ มาประกอบหลักสูตรให้เข้ากับคุณธรรม จริยธรรม โดยมุ่งให้ผู้เรียนเป็นคนดีมีคุณธรรม นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรรายบุคคลสำหรับผู้เรียนแต่ละประเภท หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ์ที่ มุ่งเน้นกระบวนการในการจัดกิจกรรมและประสบการณ์ให้กับผู้เรียนเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ หลักสูตร ท้องถิ่นที่ต้องการกระจายการบริหารจัดการออกสู่ท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับศิลปวัฒนธรรม 16
สิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่น แทนที่หลักสูตรในแบบเดิมที่ใช้ วิธีการรวมศูนย์การพัฒนาอยู่ในส่วนกลาง 2.2 เทคนิคและวิธีการสอน เป็นการใช้วิธีระบบในการปรับปรุงและคิดค้นพัฒนาวิธีสอนแบบใหม่ๆ ที่สามารถ ตอบสนองการเรียนรายบุคคล การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนแบบมีส่วนร่วม การ เรียนรู้แบบแก้ปัญหา การพัฒนาวิธีสอนจำเป็นต้องอาศัยวิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาจัดการ และสนับสนุนการเรียนการสอน 2.3 สื่อ/แหล่งเรียนรู้ เนื่องจากมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เครือข่าย และเทคโนโลยี โทรคมนาคม ทำให้นักการศึกษาพยายามนำศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในการผลิตสื่อการ เรียนการสอนใหม่ๆ จำนวนมากมาย นวัตกรรมสื่อการสอน ได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) มัลติมีเดีย (Multimedia) การประชุมทางไกล (Teleconference) ชุดการสอน (Instructional Module) วีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive Video) ครูไทยในปัจจุบันก็มีความตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด แต่ติดขัดที่ระบบการบริหารการ จัดการของแต่ละโรงเรียนที่ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างวัยต่างความคิด พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจึง เกิดขึ้นในหลายจังหวัด เกิดจากกลุ่มคนที่ทนเห็นการศึกษาของไทยถอยหลังเข้าคลองและรอการปฏิรูป การศึกษาไม่ไหว ใครถนัดแบบไหนก็หาเครือข่ายร่วมกันทำ หวังว่าพลังของเครือข่ายจะจับมือกันไปทำ ให้เกิด Butterfly Effect ขึ้นได้ในเร็ววัน 2.4 การวัดและประเมินผล เป็นนวัตกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการวัดผลและประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการวิจัยทางการศึกษา การวิจัยสถาบัน ด้วยการประยุกต์ใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาสนับสนุนการวัดผล ประเมินผลของสถานศึกษา ครู อาจารย์ 2.5 การใช้ระบบเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ นวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเนื่องจากนวัตกรรมเป็นเรื่อง ของการคิดค้นหรือการกระทำใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ส่วนเทคโนโลยีนั้นมุ่งไป ที่การนำสิ่งต่างๆ รวมทั้งวิธีการเข้ามาประยุกต์ใช้กับ การทำงานหรือแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพมาก ที่สุด ส่วนสารสนเทศนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ จากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี สารสนเทศที่เป็นไปอย่างรวดเร็วนี้ มีผลต่อการดำเนินชีวิต รวมไปถึงภาคการศึกษา โดยเฉพาะด้าน การเรียนการสอน ที่สามารถเชื่อมต่อกับคนทั้งโลก สามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกลายเป็นขุมความรู้อันมหาศาล หลายสถาบันการศึกษาได้นำ เทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์ความรู้ให้ทันยุคสมัยและยั่งยืน ยกตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบการเรียนการสอนในรูปแบบ e-Learning การเรียนการสอนแบบออนไลน์ เป็นต้น 17
ปัจจุบันองค์กรหรือหน่วยงานที่มีพันธกิจเกี่ยวกับการให้บริการได้สนับสนุนให้มี การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้อมูลสารสนเทศ การจัดเก็บ สารสนเทศ การให้บริการสารสนเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศ ให้เป็นระบบที่มีมาตรฐาน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้สามารถประสานการดำเนินงานและการนำ ทรัพยากรมาใช้ในการบริหาร การวางแผน การจัดการเรียนการสอน และการฝึกอบรมร่วมกันอย่างมี ประสิทธิภาพในทุกระดับ นวัตกรรมในองค์กรสามารถแบ่งได้เป็น4 ประเภท (4Ps of Innovation) ดังนี้ 1. Product innovation เพื่อการเปลี่ยนแปลงด้านสินค้าและบริการ 2. Process innovation เพื่อการเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนการการผลิต การทำงาน และการส่งมอบ 3. Position innovation เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบในการนำเสนอ หรือการวางตำแหน่งของสินค้าและบริการ 4. Paradigm innovation เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับกรอบความคิด (Mental model) และกระบวนทัศน์ (Paradigm) ที่องค์กรต้องการเป็น โดยนวัตกรรมทั้ง 4 ประเภทสามารถเกิดขึ้นได้ควบคู่กันไปจากนวัตกรรมแบบค่อยเป็นค่อยไป (Incremental innovation) ไปสู่นวัตกรรมใหม่อย่างสิ้นเชิง (Radical Innovation) การสร้าง นวัตกรรมในองค์กร จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาขององค์การว่าจะวางกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมอย่างไรที่จะ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุด และการจัดการกระบวนการนวัตกรรมก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งความแตกต่างหรือความยากง่ายของการจัดการนั้นๆ จะขึ้นอยู่กับว่านวัตกรรมนั้นมีความใหม่ ต่อผู้คิดค้นเพียงใด นวัตกรรมเฉพาะ หลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) 1. ความหมายของการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) สถาพร พฤฑฒิกุล (2558) ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) วา หมายถึง เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสร้างสรรค์ทางปัญญา (Constructivism) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ หรือสร้าง ความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีครูผู้สอนเป็นผู้ แนะนำ กระตุ้น หรืออำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น โดยกระบวนการคิดขั้นสูง กล่าวคือ ผู้เรียนมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินค่าจากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความหมายและนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุหงา วัฒนะ (2546) การเรียนรู้เชิงรุก หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้ อย่างมีความหมาย โดยการ ร่วมมือระหว่างนักเรียนด้วยกัน ในการนี้ ผู้สอนต้องลดบทบาทในการสอน และการให้ข้อความรู้แก่ ผู้เรียนโดยตรง แต่ไปเพิ่มกระบวนการและกิจกรรมที่จะทําให้ผู้เรียนเกิดความ กระตือรือร้นในการที่จะ ทํากิจกรรมต่างๆ มากขึ้นอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์โดยการพูด การ เขียน หรือการอภิปรายกับเพื่อนๆ 18
แพทยศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (2559 : 2) กล่าวว่า Active learning เป็น แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่มีพื้นฐานจากทฤษฎีการสร้างความรู้ (Constructivism) ที่เน้นให้ผู้เรียนมี บทบาทมาก และสำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ การรวบรวมข้อมูลและสรุปความเห็น โดยใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย และน่าสนใจ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมของตน และเชื่อมโยงองค์ความรู้ใหม่จากการมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning นั้นผู้สอนสามารถเลือกใช้วิธีสอนได้หลากหลายรูปแบบ เ ช ่ น Cooperative/Collaborative learning, Discovery learning, Experiential learning, Problem-Based learning, Inquiry-Based learning, Project- Based learning (วิจารย์ พานิช, 2556; Settle, 2011) ซึ่ง Active learning จะให้ความสำคัญต่อลักษณะของกิจกรรมในกระบวนการ เรียนรู้ (Process of Learning) เป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้รียนได้ลงมือกระทำกิจกรรม มีทักษะ ทั้งในเชิงความคิด และเทคนิควิธีที่จะใช้ปฏิบัติงานและแก้ปัญหาในชีวิตจริง ผู้เรียนสามารถพูดคุยและ เขียนสื่อสารในสิ่งที่เรียน วิจารณ์โต้แย้งระหว่างเพื่อน และอาจารย์ผู้สอนได้ ผู้เรียนยังสามารถ จัดระบบการคิด และสร้างวินัยต่อกระบวนการแก้ปัญหารับผิดชอบต่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีชื่อ เรียกเป็นภาษาไทยหลายอย่าง เช่น การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ และการเรียนรู้ เชิงรุก(active learning) โดยการสร้างความรู้ด้วยตนเองนั้นมีทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง (Constructivism) ดังนั้นจึงสามารถสรุปความหมายของการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ได้ว่า การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) คือ การเรียนการสอนที่ผู้เรียนมีอิสระในการเรียน และมีการควบคุมตัวเอง อยู่ในระดับสูง ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยลักษณะของ กิจกรรมจะครอบคลุม กระบวนการแก้ปัญหา ซึ่งอาจจัดกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มเล็กๆ ลักษณะการสอนตรงกันข้ามกับการสอนแบบบรรยาย และประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่กระตุ้น จูงใจ ผู้เรียน ทําให้ผู้เรียนเกิด ทักษะด้านการติดต่อสื่อสาร เกิดความรู้สึกสนุกสนานขณะเรียน เกิดทัศนคติ ทางบวกในการเรียน เพิ่มขึ้น และเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้เรียนมีกิจกรรมร่วมกันใน ลักษณะของการร่วม แรงร่วมใจ ได้ทํางานเป็นกลุ่ม โดยมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และนักเรียนได้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน ลักษณะของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning เป็นดังนี้ (ไชยยศ เรืองสุวรรณ ,2553) 1. เป็นการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา และการนำ ความรู้ไปประยุกต์ใช้ 2. เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 3. ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฏิสัมพันธ์ ร่วมกันร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขัน 5. ผู้เรียนเรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทำงาน และการแบ่งหน้าที่ความ รับผิดชอบ 19
6. เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเป็นผู้ จัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 7. เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง 8. เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสาร หรือสารสนเทศ และหลักการความคิด รวบยอด 9. ผู้สอนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วย ตนเอง 10. ความรู้เกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้ และการสรุปทบทวนของผู้เรียน บทบาทของอาจารย์ผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางของ Active Learning มีดังนี้ (ณัชนัน แก้วชัยเจริญกิจ, 2550) 1. จัดให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน กิจกรรมต้องสะท้อนความต้องการ ในการพัฒนาผู้เรียนและเน้นการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียน 2. สร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วม และการเจรจาโต้ตอบที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ ที่ดีกับผู้สอนและเพื่อนในชั้นเรียน 3. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เป็นพลวัต ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ 4. จัดสภาพการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือในกลุ่มผู้เรียน 5. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ท้าทาย และให้โอกาสผู้เรียนได้รับวิธีการสอน ที่หลากหลาย 6. วางแผนเกี่ยวกับเวลาในจัดการเรียนการสอนอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของเนื้อหา และกิจกรรม 7. ครูผู้สอนต้องใจกว้าง ยอมรับในความสามารถในการแสดงออก และความคิดเของที่ผู้เรียน ตัวอย่างเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน รวมทั้งสามารถใช้ได้กับนักเรียนทุกระดับ ทั้งการเรียนรู้เป็นรายบุคคล การเรียนรู้ แบบกลุ่มเล็ก และการเรียนรู้แบบกลุ่มใหญ่ McKinney (2008) ได้เสนอตัวอย่างรูปแบบหรือเทคนิค การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้ดี ได้แก่ 1. การเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนความคิด (Think-Pair-Share) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ ให้ผู้เรียนคิดเกี่ยวกับประเด็นที่กำหนดแต่ละคน ประมาณ2-3 นาที (Think) จากนั้นให้แลกเปลี่ยน ความคิดกับเพื่อนอีกคน3-5 นาที (Pair) และนำเสนอความคิดเห็นต่อผู้เรียนทั้งหมด (Share) 2. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative learning group) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ ให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยจัดเป็นกลุ่มๆ ละ3-6 คน 20
3. การเรียนรู้แบบทบทวนโดยผู้เรียน (Student-led review sessions) คือการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้และพิจารณาข้อสงสัยต่าง ๆ ในการปฏิบัติกิจกรรม การเรียนรู้ โดยครูจะคอยช่วยเหลือกรณีที่มีปัญหา 4. การเรียนรู้แบบใช้เกม (Games) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอนนำเกมเข้าบูรณาการ ในการเรียนการสอน ซึ่งใช้ได้ทั้งในขั้นการนำเข้าสู่บทเรียน การสอน การมอบหมายงาน และหรือ ขั้นการประเมินผล 5. การเรียนรู้แบบวิเคราะห์วีดีโอ (Analysis or reactions to videos) คือการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ดูวีดีโอ5-20 นาที แล้วให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนความคิด เกี่ยวกับสิ่งที่ได้ดู อาจโดยวิธีการพูดโต้ตอบกัน การเขียน หรือ การร่วมกันสรุปเป็นรายกลุ่ม 6. การเรียนรู้แบบโต้วาที (Student debates) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียน ได้นำเสนอข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์และการเรียนรู้ เพื่อยืนยันแนวคิดของตนเองหรือกลุ่ม 7. การเรียนรู้แบบผู้เรียนสร้างแบบทดสอบ (Student generated exam questions) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสร้างแบบทดสอบจากสิ่งที่ได้เรียนรู้มาแล้ว 8. การเรียนรู้แบบกระบวนการวิจัย (Mini-research proposals or project) คือการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่อิงกระบวนการวิจัย โดยให้ผู้เรียนกำหนดหัวข้อที่ต้องการเรียนรู้ วางแผนการ เรียน เรียนรู้ตามแผน สรุปความรู้หรือสร้างผลงาน และสะท้อนความคิดในสิ่งที่ได้เรียนรู้ หรืออาจ เรียกว่าการสอนแบบโครงงาน (project-based learning) หรือ การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem-based learning) 9. การเรียนรู้แบบกรณีศึกษา (Analyze case studies) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ ผู้เรียนได้อ่านกรณีตัวอย่างที่ต้องการศึกษา จากนั้นให้ผู้เรียนวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแนวทางแก้ปัญหาภายในกลุ่ม แล้วนำเสนอความคิดเห็นต่อผู้เรียนทั้งหมด 10. การเรียนรู้แบบการเขียนบันทึก (Keeping journals or logs) คือการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่ผู้เรียนจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเห็น หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รวมทั้งเสนอ ความคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบันทึกที่เขียน 11. การเรียนรู้แบบการเขียนจดหมายข่าว (Write and produce a newsletter) คือการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนร่วมกันผลิตจดหมายข่าว อันประกอบด้วย บทความ ข้อมูลสารสนเทศ ข่าวสาร และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วแจกจ่ายไปยังบุคคลอื่น ๆ 12. การเรียนรู้แบบแผนผังความคิด (Concept mapping) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ ผู้เรียนออกแบบแผนผังความคิด เพื่อนำเสนอความคิดรวบยอด และความเชื่อมโยงกันของกรอบ ความคิด โดยการใช้เส้นเป็นตัวเชื่อมโยง อาจจัดทำเป็นรายบุคคลหรืองานกลุ่ม แล้วนำเสนอผลงานต่อ ผู้เรียนอื่นๆ จากนั้นเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคนอื่นได้ซักถามและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม 13. การเรียนรู้ผ่านการทำงาน (Work-based Learning) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ ส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดพัฒนาการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เนื้อหาสาระ การฝึกปฏิบัติจริง ฝึกฝน ทักษะทางสังคม ทักษะชีวิต ทักษะวิชาชีพการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง โดยสถาบันการศึกษามัก ร่วมมือกับแหล่งงานในชุมชน รับผิดชอบการจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ตั้งแต่การกำหนด วัตถุประสงค์ การกำหนดเนื้อหากิจกรรม และวิธีการประเมิน 21
14. การเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-based Learning) การเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นการ จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นการให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของ การศึกษา สำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น โดยครูเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ความรู้ (teacher) เป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) หรือผู้ให้คำแนะนำ (guide) ทำหน้าที่ออกแบบ กระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทำงานเป็นทีม กระตุ้น แนะนำ และให้คำปรึกษา เพื่อให้โครงการสำเร็จ ลุล่วง ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยโครงงาน สิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนรู้ด้วย PBL จึงมิใช่ตัว ความรู้ (knowledge) หรือวิธีการหาความรู้ (searching) แต่เป็นทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (learning and innovation skills) ทักษะชีวิตและประกอบอาชีพ (Life and Career skills) ทักษะ ด้านข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารและเทคโนโลยี (Information Media and Technology Skills) การ ออกแบบโครงงานที่ดีจะกระตุ้นให้เกิดการค้นคว้าอย่างกระตือรือร้นและผู้เรียนจะได้ฝึกการใช้ทักษะ การคิดเชิงวิพากษ์และแก้ปัญหา (critical thinking & problem solving) ทักษะการสื่อสาร (communicating) และทักษะการสร้างความร่วมมือ(collaboration)ประโยชน์ที่ได้สำหรับครูที่ นอกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพด้านวิชาชีพแล้ว ยังช่วยให้เกิดการทำงานแบบร่วมมือกับเพื่อนครู ด้วยกัน รวมทั้งโอกาสที่จะได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียนด้วย 15. การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based Learning) ในการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้าง องค์ความรู้ด้วยตนเอง “Child Centered” การเรียนโดยการปฏิบัติจริง Learning by Doing และ ปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาได้ Doing by Learning จึงถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในการ ปฏิรูปการศึกษาของไทย การเรียนรู้ชนิดนี้เอง ที่มีผู้ตั้งฉายาว่า “สอนแต่น้อย ให้เรียนมากๆ Teach less..Learn More” การเรียนแบบ Learning by Doing นั้นใช้ “กิจกรรม Activity” เป็นหลักใน การเรียนการสอน โดยการ “ปฏิบัติจริง Doing” ในเนื้อหาทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ ด้วยตนเอง ทุกคนในกลุ่มเป็นผู้ปฏิบัติ คุณครูเป็นพี่เลี้ยงและเทรนเนอร์ แต่กิจกรรมที่นำมาใช้นี้ต้องมี ประสิทธิภาพในการเรียนรู้เนื้อหานั้นๆ มีจุดมุ่งหมาย สนุก และน่าสนใจ ไม่ซ้ำซากจนก่อให้เกิดความ เบื่อหน่าย ดังนั้น คุณครูจึงเป็น “นักออกแบบกิจกรรม Activity Designer” มืออาชีพ ที่สามารถ “มองเห็นภาพกิจกรรม” ได้ทันที 16. การเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหา (Problem-based Learning) เป็นรูปแบบการเรียนอีก รูปแบบหนึ่งที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และรู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีมของผู้เรียน โดยผู้สอนมีส่วน ร่วมน้อยแต่ก็ท้าทายผู้สอนมากที่สุด กระบวนการการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จะจัดผู้เรียนเป็น กลุ่มย่อย ขนาดประมาณ 8 -10 คน โดยมีครูหรือผู้สอนประจำกลุ่ม 1 คน ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน การการเรียนรู้ (facilitator) 17. การเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือวิธีวิจัย (Research-based Learning) การเรียนรู้ที่เน้นการวิจัยถือได้ว่าเป็นหัวใจของบัณฑิตศึกษา เพราะเป็นการเรียนที่เน้นการแสวงหา ความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนโดยตรง เป็นการพัฒนากระบวนการแสวงหาความรู้ และการทดสอบ ความสามารถทางการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน 22
ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 1. ความรู้เกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้ และการสรุปทบทวนของผู้เรียน 2. เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 3. เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ 4. เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิด 5. เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง 6. เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ และ หลักการสู่การสร้างความคิดรวบยอด 7. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ มีการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฎิสัมพันธ์ร่วมกัน และร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขัน 8. ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 9. ผู้เรียนได้เรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการท างาน และการแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ 10. ผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง หลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 1. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้ความเชื่อพื้นฐาน 2 ประการคือ 1) การเรียนรู้เป็นความพยายามโดยธรรมชาติของมนุษย์ 2) แต่ละบุคคลมีแนวทางในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน โดยผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาท จากผู้รับความรู้ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และระหว่าง ผู้เรียนด้วยกัน โดยใช้เทคนิคหรือกิจกรรมต่างๆ 3. เน้นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำและได้ใช้กระบวนการคิดเกี่ยวกับสิ่ง ที่เขาได้กระทำลงไป 4. ผู้สอนมีบทบาทอำนวยความสะดวกและจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วย ตนเองจนเกิดเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (Meaningful Learning) ขั้นตอนการสร้างนวัตกรรม 1. ลำดับขั้นในการสร้างฉบับร่าง (ยกร่าง) 1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ซึ่งการวิจัยนี้ จะสร้างหรือพัฒนาจะอ้างอิงตามแนวคิด ทฤษฎีหลักการ วิธีการของ ณัฐนันท เฉลียวพงษ และ ศักดิ์ศรี สุภาษร (2563, น.17-30), อัญชลี ชาติมนตรี (2557), ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข (2559), พจน์ วงศ์ปัญญา (2558) 23
2. สร้างฉบับร่าง(ยกร่าง) แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) โดยอ้างอิงจากผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้อ 1 ก่อนหน้า 3. สร้างแบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ เชียวชาญประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผลของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาขึ้นดังกล่าว 4. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ที่สร้างเป็นฉบับร่าง แล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ด้านการวิจัย และด้านการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 3 คน ทำการประเมินความเหมาะสมด้วยแบบประเมิน แต่ละข้อคำถาม (Item) ของแต่ละ ประเด็นที่ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 3.50 จึงจะตัดสินว่าข้อคำถามที่ประเมินมีความเหมาะสม 5. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ที่ผ่านการประเมิน ดังข้อ 4 มาแก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 6. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) 7. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ที่จัดทำแล้ว มาทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับนักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มเป้าหมายการวิจัยการหาประสิทธิภาพจะใช้วิธีการ เทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 = 75/75 เมื่อ E1 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำกิจกรรม และการ ทดสอบย่อย ระหว่างการทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ซึ่งเกณฑ์ประเมินผ่านคือ ร้อยละ 75 E2 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบ ภายหลังสิ้นสุด การทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ซึ่งเกณฑ์ประเมินผ่านคือ ร้อยละ 75 เกณฑ์การตัดสินประสิทธิภาพจาก การทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) เมื่อเทียบ กับเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นว่า ถ้าค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E1= 75±2.55 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E1 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 75 แต่ถ้า มากกว่าหรือน้อยกว่า 75±2.5 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E1 สูงกว่าหรือน้อยกว่า เกณฑ์ที่ตั้ง ต้องปรับนวัตกรรมให้เท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งคือ 75 ส่วนการตัดสิน ประสิทธิภาพของ E2 ทำเช่นเดียวกับ E1 และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง E1 และ E2 ต่างกันมากกว่าร้อยละ 5 แสดงว่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ต้องทำการ ปรับปรุงใหม่ 8. จัดทำรูปเล่มแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) พร้อม สำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ซึ่งเป็น กลุ่มเป้าหมายการวิจัย 24
2. ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล วัดการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล (Rational Approach) กระบวนการนี้เป็นการหา ประสิทธิภาพโดยใช้หลักของความรู้และเหตุผลในการตัดสินคุณค่า ซึ่งเป็นการหาความ เที่ยงตรงเชิง เนื้อหาและความเหมาะสมในด้านความถูกต้องของการนำไปใช้ ผลจากการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละคนจะนำมาหาประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินสื่อการเรียนการสอนตามแบบประเมิน ที่สร้างขึ้นในลักษณะ ของแบบสอบถาม ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (นิยมใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ) นำค่าเฉลี่ยที่ได้จากแบบประเมินของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน ไปแทนค่าในสูตรสำหรับค่าเฉลี่ย ของผู้เชี่ยวชาญที่ยอมรับจะต้องอยู่ในระดับมากขึ้นไปคือค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.50 - 5.00 ค่าที่คำนวณได้ ต้องสูงกว่าค่าในตารางตามจำนวนผู้เชี่ยวชาญ ถ้าค่าที่คำนวณได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องปรับปรุง แก้ไขและนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาใหม่ 1. ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวคิด หลักการ วิธีการประเมิน ประสิทธิภาพเชิงเหตุผล ผลการทบทวนดังกล่าวพบว่า ใช้วิธีประเมินความเหมาะสม โดยมีหลักการเช่นเดียวกับการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรที่พัฒนาดังตัวอย่างงานวิจัยของ เผชิญ กิจระการ (2554) ลักษณะแบบประเมินเป็นแบบสอบถามชนิดประมาณค่า (RatingScale) 5 อันดับตัวเลือก 2. ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดประเด็นที่จะทำการยกร่าง แบบประเมินความเหมาะสมการสอนโดยใช้การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) อย่างไม่เป็นทางการ 3. ร้องขอให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาให้คำแนะนำ และตรวจสอบความถูกต้อง ของภาษา พร้อมทั้งนำมาปรับปรุงแก้ไข 4. นำการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ฉบับร่างพร้อมแบบประเมินให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่ประเมิณ สำหรับเกณฑ์การประเมินระดับความเหมาะสมแต่ละข้อคำถามของแบบประเมินจะใช้ค่าเฉลี่ยจากผล การประเมิน ปรานี หลำเบ็ญสะ (2559) กล่าวว่า การหาค่าความสอดคล้องแบบ IOC การหาค่า ความตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีนี้ จะให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบข้อคำถาม ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ ด้าน เนื้อหานั้น ๆ ด้านวัดผลประเมินหรือวิจัย รวมทั้งอาจใช้ด้านภาษาไทยด้วย เพื่อพิจารณา ด้านภาษาที่ใช้ในข้อคำถาม จำนวนที่ใช้อย่างน้อย 3-5 คน การตรวจจะเป็นลักษณะการพิจารณา 3 ประเด็น คือ เหมาะสม ไม่เหมาะสม และ ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้น ๆ วัดได้ตรงหรือสอดคล้องกับนิยามหรือไม่ พร้อมทั้งมีช่องว่างให้ เสนอแนะทั้งรายข้อรายด้าน และรวมทั้งฉบับโดยกำหนดคะแนนเป็น ถ้าเห็นด้วย = 1, ไม่เห็น ด้วย = -1, ไม่แน่ใจ = 0 ถ้าให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจผลที่ได้ก็จะนำมาคำนวณหาค่า IOC ตาม เกณฑ์ที่กำหนด จากการศึกษาการหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา สรุปได้ว่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เป็นวิธีการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับสิ่งที่จะวัด จำนวนผู้เชียวชาญที่ใช้อย่างน้อย 3-5 คน ผลที่ได้จากการตรวจจะนำมา 25
คำนวณหาค่า IOC และ ค่า IOC ที่ได้จะต้องค่า IOC ที่ได้จะต้อง ≥ 0.5 ขึ้นไปจึงจะใช้ได้ถ้า ต่ำกว่านี้จะต้องปรับปรุง 5. ปรับปรุงการสอนโดยใช้การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ตามคำแนะนำ ของผู้เชี่ยวชาญ จัดทำเป็นฉบับพร้อมที่จะใช้ทดลองหาประสิทธิภาพเชิง ประจักษ์ 6. ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวคิด หลักการ วิธีการที่เหมาะสมเพื่อ นำมาหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) แนวคิด หลักการ วิธีการที่เลือกใช้คือ ใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1 /E2 (ชัยยงค์พรหมวงศ์. 2531) ซึ่งปัจจุบันยังเป็นที่ยอมรับสำหรับใช้หาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของนวัตกรรมทางการศึกษา สูตรการคำนวณหาเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1 /E2 เป็นดังนี้ เมื่อ E1 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ระหว่างการทดลองใช้แผนการ จัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ∑ หมายถึง ผลรวมของคะแนนการทำกิจกรรมท้ายบทของแต่ละเรื่องของ แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) N หมายถึง จำนวนผู้เรียนที่ใช้ในการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการ เรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) P หมายถึง คะแนนเต็มของใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ทุกชุดรวมกัน และ เมื่อ E2 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้หลังการทดลองใช้แผนการ จัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ครบทุกแผน ∑ หมายถึง ผลรวมของคะแนนของผู้เรียนทุกคนจากแบบทดสอบเมื่อทดลองใช้ แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ครบทุกแผน N หมายถึง จำนวนผู้เรียนที่ใช้ในการทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือ ปฏิบัติ (Active Learning) 26
0 หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน จากแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ครบทุกแผน 7. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) พร้อมแบบทดสอบเพื่อวัด ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เรื่อง การแยกสาร และแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่ทำ การหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้วใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) เพื่อ หาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับผู้เรียน 8. ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) 3. ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ ภายหลังการทดลองใช้หลักสูตรเพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์แล้ว นำค่าคำนวณ จากสูตร E1/E2 มาเทียบค่าประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นตามเกณฑ์เพื่อที่จะยอมรับหรือปฏิเสธ ประสิทธิภาพเชิง ประจักษ์ของชุดบทปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ซึ่งผู้วิจัยใช้เกณฑ์ของฉลองชัย สุรวัฒน สมบูรณ์ (2528) 1. สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อค่าประสิทธิภาพจากการคำนวณสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด มากกว่าค่าร้อยละของความแปรปรวน 2.5 2. เท่ากับเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อค่าประสิทธิภาพจากการคำนวณเท่ากับหรือสูงกว่า เกณฑ์ที่ กำหนดแต่ไม่เกินค่าร้อยละของความแปรปรวน 2.5 3. ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อค่าประสิทธิภาพจากการคำนวณต่ำกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดแต่ ยอมรับได้ถ้าไม่ต่ำกว่าค่าร้อยละของความแปรปรวน 2.5 4. ค่าร้อยละความแปรปรวนระหว่าง E1 และ E2 ต้องไม่เกิน 5.0 สำหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของการใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับ วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ที่เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1 /E2 = 75/75 5. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) พร้อมแบบทดสอบเพื่อวัด ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เรื่อง การแยกสาร และแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่ทำ การหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้วใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบ ลงมือปฏิบัติ (Active Learning) เพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับผู้เรียน 6. ปรับปรุงนำแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) วิธีการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์(Empirical Approach) วิธีการนี้จะนำสื่อไป ทดลองใช้กับกลุ่มนักเรียนเป้าหมาย การหาประสิทธิภาพของสื่อส่วนใหญ่ใช้วิธีนี้ประสิทธิภาพ ส่วน ใหญ่จะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การทำแบบฝึกหัดหรือกระบวนการเรียนหรือ แบบทดสอบย่อยโดย แสดงค่าตัวเลขสองตัวเช่น E1/E2=75/75, E1/ E2= 80 / 80, E1/ E2=85 / 85, E1/E2=90 / 90 เป็นต้น เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล 1. ความหมาย เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล หมายถึง สิ่งที่ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถวัดค่าของตัวแปรหรือ สิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษานั้น ให้มีผลออกมาจากการวัดหรือการวิเคราะห์สิ่งที่วัดผลออกมาได้นั้น 27
เราเรียกว่า“ ข้อมูล ” ซึ่งในที่นี้ ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็น ตัวเลขหรือข้อความเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการหาข้อยุติ ซึ่งจะเป็นคำตอบ หรือเป็นประโยชน์ต่อสิ่งที่ผู้วิจัยกำลังศึกษา แต่ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจะสามารถตอบปัญหาการ วิจัยได้อย่างถูกต้องหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของข้อมูลที่ผู้วิจัยนำมาวิเคราะห์ว่าเป็นอย่างไร และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้วิจัยนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้น ผู้วิจัยควรให้ความสำคัญต่อเครื่องมือใน การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้เครื่องมือที่มีคุณภาพ และควรจะเลือกใช้วิธีการเก็บ รวบรวมข้อมูลอย่างถูกต้องและอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีความเหมาะสมกับการดำเนินการวิจัย ของผู้วิจัยเอง เพื่อที่จะได้ข้อมูลหรือผลการวิจัยที่มีความเที่ยงตรง (Validity) และมีความเชื่อถือได้ (Reliability) ทำให้สามารถใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงสู่ประชากรทั้งหมดได้ 2. การจำแนกประเภท การวิจัยจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องการจะศึกษา บางครั้งนักวิจัยอาจจะพิจารณาเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วว่าสามารถรวบรวมข้อมูลได้ตรงตาม จุดมุ่งหมายในการวิจัยนั้น ๆ หรือไม่ ถ้ายังไม่มีก็จำเป็นต้องสร้างเครื่องมือขึ้นมาใหม่ ในการสร้าง เครื่องมือใหม่ ๆ จะช่วยให้นักวิจัยทราบเทคนิคต่าง ๆ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลยิ่งขึ้น เพราะเครื่องมือ แต่ละชนิดก็มีคุณลักษณะเฉพาะ มีข้อดีและข้อจำกัดของการใช้เครื่องมือเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีอยู่ หลายชนิด แต่ละชนิดก็เหมาะกับงานวิจัยแต่ละประเภท ผู้วิจัยจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับ เครื่องมือแต่ละชนิดให้ดีพอ เพื่อที่จะได้เลือกนำไปใช้ได้ถูกต้อง เครื่องมือวิจัยที่นิยมใช้มี 5 ชนิด คือ แบบสอบถามการสัมภาษณ์ การสังเกต แบบทดสอบ และมาตราวัดเจตคติ 2.1 แบบสอบถาม (Questionnaire) แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ความสนใจ ความคิดเห็นความรู้สึก ของผู้ตอบ โดยใช้คำถามหรือข้อความเป็นสิ่งเร้าใจให้ผู้ตอบแสดงความรู้สึกออกมาแบบสอบถามที่ใช้ ทั่วไปมีอยู่ 2 รูปแบบ 1. แบบสอบถามปลายปิด (Closed – Form) แบบสอบถามชนิดนี้จะมีข้อความ พร้อมกับคำตอบมาให้เลือกคล้าย ๆ กับแบบเลือกตอบ ผู้ตอบตอบโดยกาเครื่องหมายหรือวงกลม ล้อมรอบตัวเลือกที่ต้องการหรืออาจตอบในแง่ใช่หรือไม่ใช่ ดังตัวอย่างเช่น ข้อ 1 ท่านใช้จ่ายประมาณเดือนละ ต่ำกว่า 5,000 บาท 5,000 - 6,000 บาท 6,001 – 7,000 บาท 7,001 บาทขึ้นไป 2. แบบสอบถามปลายเปิด (Open – Form) แบบสอบถามชนิดนี้ไม่กำหนดคำตอบ ไว้ แต่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบ ตอบได้อย่างอิสระ ด้วยคำพูดของตนเอง ตัวอย่างเช่น ข้อ 1 จงให้เหตุผลที่สำคัญว่าทำไมท่านจึงเลือกเรียนคณะครุศาสตร์ ข้อ 2 ท่านมีความรู้ความสามารถพิเศษอะไรบ้าง ข้อ 3 ทำไมท่านจึงชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 28
แบบสอบถามที่ใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัยนั้น จะประกอบด้วยลักษณะการเก็บ รวบรวมข้อมูล 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดส่วนตัว คือเป็นข้อเท็จจริง เช่น ข้อ 3 ความรู้พิเศษ โปรดระบุ ....................................................... ................................. ส่วนที่ 2 เป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษา ซึ่งอาจเป็นความคิดเห็นหรือความสนใจก็ได้ และรูปแบบคำถามก็อาจอยู่ในรูปแบบคำถามปลายปิดหรือปลายเปิดก็ได้ การสร้างแบบสอบถาม มีหลักการ ดังนี้ 1. กำหนดขอบข่ายของเรื่องที่ต้องการจะสอบถามให้ชัดเจนและครอบคลุม 2. คำถามแต่ละข้อต้องเขียนให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย 3. การใช้ภาษาในการตั้งคำถาม ควรใช้ภาษาง่าย ๆ และ ถูกต้องตามหลักภาษา 4. คำถามแต่ละข้อจะสั้น กะทัดรัดได้ใจความและมีความเป็นปรนัยมากที่สุด 5. คำถามต้องยั่วยุให้ผู้ตอบอยากตอบ 6. ควรตั้งคำถามชนิดที่ไม่เป็นการถามนำหรือชี้แนะคำตอบ 7. แบบสอบถามไม่ควรยาวเกินไปเพราะจะทำให้ผู้ตอบเบื่อหน่ายในการตอบ 8. คำถามควรคำนึงถึงวัย ความสามารถ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ของ ผู้ตอบ 9. ควรมีคำชี้แจงวิธีการตอบแบบสอบถามและมีตัวอย่างการตอบที่ชัดเจน 10. ควรได้มีการทดลองใช้เครื่องมือเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่องก่อนนำไปใช้จริง 11. ควรหาคุณภาพของแบบสอบถามด้านความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น ข้อดีการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม พอสรุปได้ดังนี้ 1. ประหยัดเวลา แรงงานและสามารถรวบรวมข้อมูลได้จำนวนมาก 2. ผู้ตอบมีโอกาสหาเวลาตอบด้วยตนเองในเวลาที่สะดวกและมีอิสระในการตอบเป็น ตัวของตัวเอง การตอบก็ไม่ต้องรีบร้อนมีเวลาคิดได้ข้อมูลที่มีลักษณะเดียวกัน สะดวกในการวิเคราะห์ ข้อเสียการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีดังต่อไปนี้ 1. การใช้แบบสอบถามทำให้ขาดการติดต่อระหว่างผู้วิจัยและผู้ให้ข้อมูล ถ้าคำถามไม่ กระจ่าง ผู้ตอบก็ไม่มีโอกาสได้ซักถามได้ ผู้ตอบอาจจะคาดคะเนเขาเอง ทำให้ผลการตอบมีโอกาส คลาดเคลื่อนได้ 2. การขาดการติดต่อของผู้วิจัยกับกลุ่มตัวอย่างทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจ ในการตอบของ ผู้ตอบได้ และยังมีผลไปถึงการไม่ส่งคืน ทำให้ได้รับคะแนนสอบถามส่งคืนไม่ครบถ้วนตามที่ต้องการ 3. ใช้ได้เฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่อ่านออกเขียนได้ 2.2 การสัมภาษณ์ (Interview) การสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนกับการสอบแบบปากเปล่า คือ ใช้การโต้ตอบวาจาเป็นหลัก ใช้ได้ดีสำหรับวัดบุคลิกภาพ การปรับตัวทัศนคติและความสนใจต่าง ๆ รูปแบบของการสัมภาษณ์ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 29
1. การสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้างแน่นอน (Structured Interview) เป็นการสัมภาษณ์ ที่มีแนวทาง แบบฟอร์ม กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว คือมีคำถามและคำตอบที่ให้เลือกเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว 2. การสัมภาษณ์ที่ไม่มีโครงสร้างแน่นอน (Unstructured Interview) เป็นการ สัมภาษณ์ที่ไม่มีการกำหนดคำพูดหรือแบบฟอร์มตายตัว มีลักษณะเป็นคำถามแบบปลายเปิด คือ ให้ ผู้ตอบตอบอย่างอิสระ ลำดับคำถามที่ใช้ถามก็เปลี่ยนแปลงยืดหยุ่นได้ การสัมภาษณ์ มีหลักการดังนี้ 1. ต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน 2. เตรียมข้อความที่จะสัมภาษณ์ไว้ให้พร้อม 3. ควรสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเองระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ถูกสัมภาษณ์ 4. ผู้สัมภาษณ์ต้องมีความรู้ที่ตนจะสัมภาษณ์เป็นอย่างดี 5. ต้องมีการจดบันทึกผลการสัมภาษณ์ ลักษณะของการสัมภาษณ์ที่ดี จะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดนั้น ต้องมีลักษณะดังนี้ 1. การสัมภาษณ์ต้องเป็นการยั่วยุ หรือกระตุ้นให้ผู้ถูกสัมภาษณ์อยากจะตอบ และให้ คำตอบที่คงที่พอควร คือ ถามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตื่นตัวอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้หลงผิด 2.คำถามที่ถามพยายามให้ตรงจุดที่สุด หรือเป็นคำถามที่มีความชัดเจนว่าผู้ถูก สัมภาษณ์ต้องการให้ตอบในแง่ไหน ไม่ควรใช้คำถามแบบกว้าง ๆ หรือถามแบบครอบจักรวาล ซึ่งจะ ทำให้ได้คำตอบที่ลงสรุปไม่ได้ 3. คำถามควรมีความเชื่อมั่นสูง กล่าวคือ แม้จะใช้คำถามข้อเดิมถามซ้ำก็ได้คำตอบ เหมือนเดิม นั่นคือ คำตอบที่ได้มาเป็นที่เชื่อถือได้ด้วย 4. ต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ชัดเจน 5. คำถามไม่ควรเสนอแนะคำตอบแก่ผู้ถูกสัมภาษณ์ 6. คำถามที่ใช้สัมภาษณ์ควรจะได้คำตอบที่สามารถนำไปขยายอิง (Generalized) ไปสู่เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงได้ ข้อจำกัดของการสัมภาษณ์ มีดังนี้ 1.ความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ขึ้นอยู่กับทักษะการฝึกฝนและ ประสบการณ์ของผู้สัมภาษณ์ หากผู้สัมภาษณ์ไม่ได้รับการฝึกฝนดีพอ การสัมภาษณ์ก็ไร้ผล 2. ข้อมูลที่ได้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้ถูกสัมภาษณ์และผู้สัมภาษณ์ ถ้าฝ่ายใดฝ่าย หนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ การสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ถูกสัมภาษณ์ถ้าไม่ให้ข้อมูลตามที่ เป็นจริง การสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ผล 3. การสัมภาษณ์ต้องใช้เวลา ทุนทรัพย์ และกำลังแรงงานมาก 2.3 การสังเกต (Observation) การสังเกตเป็นเครื่องมือวิจัยที่ใช้ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล ปรากฏการณ์ และพิธีการต่าง ๆ อาศัยประสาทสัมผัสโดยเฉพาะตาและหูเป็นส่วนใหญ่ การสังเกตแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 30
1. การสังเกตทางตรง (Direct Observation) ผู้สังเกตเป็นผู้เฝ้าดูพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ด้วยตนเอง 2. การสังเกตทางอ้อม (Indirect Observation) เป็นการสังเกตโดยอาศัยการถ่าย พฤติกรรมของผู้ถูกสังเกตอีกทางหนึ่งจากผู้อื่น หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การถ่ายภาพ การบันทึกเสียง การสังเกตเป็นวิธีการพื้นฐาน ที่จะได้ข้อมูลมาตามที่ต้องการ ดังนั้น ในการสังเกตเพื่อให้ได้ข้อมูล เชื่อถือได้ ผู้สังเกตจะต้องมีลักษณะดังนี้ 1. ต้องมีความตั้งใจ (Attention) ในการสังเกตพฤติกรรมของสิ่งใด ผู้สังเกต มีเป้าหมายที่จะสังเกตว่าจะศึกษาสิ่งใดที่ต้องสะกดใจอย่างแน่วแน่ในการสังเกตแต่สิ่งนั้น จิตไม่ไขว้เขว ไปมาและจะต้องสังเกตไปทีละอย่าง อย่างถูกต้อง นอกจากนี้แล้ว ผู้สังเกตยังต้องขจัดปัญหาส่วนตัว หรือความลำเอียงส่วนตัวของตนเอง ยังต้องขจัดปัญหาส่วนตัว หรือความลำเอียงส่วนตัวของตนเอง ออกในระยะที่ทำการสังเกต เพื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นจริงหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงได้ 2. ต้องมีประสาทสัมผัส (Sensation) ประสาทสัมผัสของผู้สังเกตต้องปกติ พร้อมที่จะรับข้อมูล เช่น หูไม่หนวก หรือตาบอด หรือสภาพทางด้านร่างกายที่ต้องปกติ เพราะถ้าหา กว่าสภาพร่างกายปกติแล้ว ก็จะมีผลต่อประสาทสัมผัสอยู่ในสภาพดีและว่องไวต่อการสัมผัสสิ่งที่กำลัง สังเกตได้ 3. ต้องมีการรับรู้ (Perception) ในการสังเกตสิ่งที่กำลังศึกษา ผู้สังเกต จะต้องมีการ รับรู้ที่ดีเมื่อรับรู้มาแล้วก็สามารถที่จะแปลความหมายออกได้อย่างรวดเร็ว และถูกต้อง 2.4 แบบทดสอบ (Tests) ศิริชัย กาญจนวาสี (2552) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เป็นเครื่องมือสำหรับ การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ ของการเรียนรู้ ของผู้เรียนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทำให้ผู้สอนทราบ ว่าผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ความสามารถถึงระดับมาตรฐาน ที่ผู้สอนกำหนดไว้หรือยังหรือมีความรู้ ความสามารถดีเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกบเพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกัน แบบทดสอบ หมายถึง ชุดของคำถามหรือกลุ่มงานใด ๆ ที่ใช้เป็นตัวเร้าให้บุคคลตอบสนองออกมา แบบทดสอบแบ่งออกเป็น 3 ชนิด 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัด ความรู้ ทักษะ และ สมรรถภาพสมองด้านต่าง ๆ ที่ผู้เรียนได้รับจากประสบการณ์ทั้งปวงทั้งจากทาง บ้านและสถาบันการศึกษา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher Made Test) หมายถึง ชุดของคำถามที่ ครูเป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งจะเป็นข้อคำถามที่ถามเกี่ยวกับความรู้ที่นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนว่านักเรียนมี ความรู้มากแค่ไหน บกพร่องตรงไหนจะได้สอนซ่อมเสริม หรือเตรียมความพร้อมที่จะขึ้นบทเรียนใหม่ ฯลฯ ตามแต่ที่ครูปรารถนา 1.2 แบบทดสอบที่เป็นมาตรฐาน (Standardized Test) แบบทดสอบประเภทนี้ สร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาหรือจากครูที่สอนวิชานั้น มีคุณภาพดีพอจึงสร้างเกณฑ์ ปกติ(Norm) ของแบบทดสอบนั้น สามารถใช้เป็นหลักและเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินค่าของการ 31
เรียนการสอนในเรื่องใด ๆ ก็ได้ ข้อสอบมาตรฐานนอกจากจะมีคุณภาพของแบบทดสอบสูงแล้ว ยังมี มาตรฐานในด้านวิธีดำเนินการสอบ คือ ไม่ว่าโรงเรียนใด หรือส่วนราชการใดจะนำไปใช้ต้องดำเนินการ สอบบอกถึงวิธีการสอบว่าทำอย่างไร และยังมีมาตรฐานในด้านการแปลคะแนนด้วยแบบทดสอบทั้ง สองแบบที่กล่าวมามีวิธีการในการสร้างข้อคำถามเหมือนกัน คือ จะเป็นคำถามวัดเนื้อหาและ พฤติกรรมที่ได้สอนนักเรียนไปแล้ว สำหรับพฤติกรรมที่ใช้วัดจะเป็น พฤติกรรมที่สามารถตั้งคำถามวัดด้านสติปัญญา ควรวัดพฤติกรรม ความรู้ – ความจำ ความเข้าใจการ นำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า 2. แบบทดสอบวัดความถนัดหรือตัวเชาวน์ปัญญา (Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัด ศักยภาพระดับสูงสุดของบุคคลว่ามีสมรรถภาพในการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด และควรเรียนด้านใด หรือทำงานด้านใด จึงจะประสบความสำเร็จอย่างดี แบบทดสอบประเภทนี้ อาจแบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบความถนัดในการเรียน (Scholastic Aptitude Test) และแบบทดสอบ ความถนัดจำเพาะ (Specific Aptitude Test) ซึ่งนักวัดผล แบ่งกลุ่มความถนัดเป็น 7 ด้าน คือ 2.1. ความถนัดด้านภาษา (Verbal Factor) 2.2 ความถนัดในการใช้คำ (Word Fluency Factor) 2.3 ความถนัดด้านตัวเลข (Number Factor) 2.4 ความถนัดด้านมิติสัมพันธ์ (Space Factor) 2.5 ความถนัดด้านความจำ (Memory Factor) 2.6 ความถนัดด้านการสังเกตรับรู้ (Perception Factor) 2.7 ความถนัดด้านการใช้เหตุผล (Reasoning Factor) 3. แบบทดสอบวัดความสัมพันธ์ของบุคคลต่อสังคม แบบทดสอบประเภทนี้ จะวัดเกี่ยวกับ บุคลิกภาพหรือการปรับปรุงตนของบุคคลในสังคม วัดความสนใจต่อสิ่งต่าง ๆ แบบทดสอบประเภทนี้ มักอยู่ในรูปของแบบสอบถามวัดลักษณะของบุคคล เช่น แบบทดสอบความเกรงใจ แบบทดสอบ ความคิดสร้างสรรค์ แบบสำรวจความสนใจต่าง ๆ เป็นต้น การวางแผนสร้างแบบทดสอบผู้วิจัยควร กำหนดการสร้างแบบทดสอบ ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 3.1 กำหนดวัตถุประสงค์ในการศึกษา ขั้นนี้เป็นการวางโครงการล่วงหน้าว่าการวิจัย นั้นต้องการศึกษาอะไร กับใคร และ ศึกษาเพื่ออะไร 3.2 กำหนดลักษณะของแบบทดสอบที่จะใช้ ขั้นนี้เป็นการกำหนดรูปแบบของ แบบทดสอบที่จะใช้ในการวิจัย โดยกำหนดว่าจะใช้แบบทดสอบประเภทใด จึงจะสอดคล้องกับ คุณลักษณะที่ต้องการศึกษา จำนวนข้อควรมีเท่าใด และเวลาที่ใช้ควรเป็นเท่าใด จึงจะเหมาะสม 3.3 การสร้างแบบทดสอบ ขั้นนี้เป็นการพิจารณาว่าคุณลักษณะที่ต้องการศึกษานั้นมี องค์ประกอบของพฤติกรรมใดบ้าง โดยต้องคำนึงว่าตัวข้อสอบหรือแบบทดสอบนั้นเป็นเพียงตัวแทน ของพฤติกรรมทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องใช้วิจารณญาณอย่างดี ในการพิจารณาเลือกตัวแทนพฤติกรรมแต่ ละองค์ประกอบที่นำมาสร้างเป็นแบบทดสอบ 3.4 การประเมินคุณภาพของแบบทดสอบ ขั้นนี้เป็นการตรวจสอบดูว่าพฤติกรรมต่าง ๆ ที่นำมาสร้างเป็นแบบทดสอบนั้น เป็นตัวแทนที่ดีหรือไม่ ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งหมดหรือไม่ โดย ตรวจสอบถึงคุณภาพที่สำคัญ ๆ ต่อไปนี้ 32
3.4.1 ความเที่ยงตรง (Validity) เป็นการตรวจสอบว่าแบบทดสอบนั้น วัดตรงตาม วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ 3.4.2 ความเชื่อมั่น (Reliability) เป็นการตรวจสอบดูว่า ผลของการวัดจาก แบบทดสอบนั้น มีความคงที่แน่นอนมากน้อยเพียงใด 3.4.3 ความเป็นปรนัย (Objective) เป็นการตรวจสอบดูว่า คำถามหรือสิ่งที่ถาม ในแบบทดสอบนั้นมีความชัดเจนดีพอหรือไม่ ระบบการให้คะแนนและการแปลความหมายคะแนน นำไปใช้ได้ตรงกันทั่วไปได้หรือไม่นอกจากนั้นแบบทดสอบบางประการอาจต้องตรวจสอบคุณภาพด้าน อื่นด้วย เช่น อำนาจจำแนก ความยากง่าย ประกอบด้วยจากความหมายของแบบทดสอบข้างต้น สรุป ได้วา แบบทดสอบ คือ เครื่องมือที่สร้างขึ้นเพื่อใช้วัดพฤติกรรมของผู้เรียนที่แสดงออกในเชิงปริมาณ หรือกำหนดค่าเป็นตัวเลข ซึ่งมีทั้งแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐาน 2.5 มาตราวัดเจตคติ (Attitude Scale) มาตราวัดเจตคติ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านความรู้สึกของ บุคคลที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ อันเป็นผลเนื่องมาจากการเรียนรู้ ประสบการณ์ และเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคล แสดงพฤติกรรมต่อสิ่งต่าง ๆ ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นไปในทางสนับสนุนหรือทาง คัดค้านก็ได้ มาตราวัดเจตคติที่ใช้ในการวิจัยมีอยู่หลายชนิด แต่ที่นิยมใช้กัน คือ วิธีของลิเคิร์ท และ วิธีใช้ความหมายทางภาษา 1. วิธีของลิเคิร์ท (Likert) วิธีนี้กำหนดช่วงความรู้สึกของคนเป็น 5 ช่วง หรือ 5 ระดับ คือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย เฉย ๆ ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ข้อความที่บรรจุในมาตราวัด ประกอบด้วย ข้อความที่แสดงความรู้สึกต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งในทางที่ดี ( ทางบวก ) และในทางที่ไม่ดี (ทางลบ ) และมีจำนวนพอ ๆ กัน ข้อความเหล่านี้อาจมีประมาณ 18 – 20 ข้อความ การกำหนด น้ำหนักคะแนนการตอบแต่ละตัวเลือกกระทำภายหลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลมาแล้ว โดยกำหนดตาม วิธี Arbitary Weighting Method ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุด การสร้างมาตราวัดเจตคติตามวิธีของลิ เคิร์ท มีขั้นตอนดังนี้ 1.1 ตั้งจุดมุ่งหมายของการศึกษาว่าต้องการศึกษาเจตคติของใคร ที่มีต่อสิ่งใด 1.2 ให้ความหมายของเจตคติต่อสิ่งที่จะศึกษานั้นให้แจ่มชัด เพื่อให้ทราบว่าสิ่งที่ เป็น Psychological Object นั้น ประกอบด้วยคุณลักษณะใดบ้าง 1.3 สร้างข้อความให้ครอบคลุมคุณลักษณะที่สำคัญ ๆ ของสิ่งที่จะศึกษา ให้ ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุม และต้องมีข้อความที่เป็นไปทางบวก และทางลบมากพอกัน ตัวอย่างข้อความ ทางบวกเช่นวิชาวิจัยทำให้คนมีเหตุผล ตัวอย่างข้อความทางลบ เช่น วิชาวิจัยเป็นวิชาที่น่าเบื่อ 1.4 ตรวจสอบข้อความที่สร้างขึ้น ซึ่งทำได้โดยผู้สร้างข้อความนำไปให้ผู้มีความรู้ ในเรื่องนั้นๆ ตรวจสอบ โดยพิจารณาในเรื่องของความครบถ้วนคุณลักษณะของสิ่งที่ศึกษา และความ เหมาะสมของภาษาที่ใช้ ตลอดจนลักษณะการตอบกับข้อความที่สร้างว่าสอดคล้องกันหรือไม่เพียงใด เช่น พิจารณาว่า ควรจะใช้คำตอบว่า “เห็นด้วยอย่างยิ่ง, เห็นด้วย, เฉย ๆ, ไม่เห็นด้วย, ไม่เห็นด้วย อย่างยิ่ง” หรือ “ชอบมากที่สุด, ชอบมาก, ปานกลาง, ชอบน้อย, ชอบน้อยที่สุด” เป็นต้น 33
1.5 ทำการทดลองขั้นต้นก่อนที่จะนำไปใช้จริง โดยการนำข้อความที่ได้ตรวจสอบ แล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างจำนวนหนึ่ง เพื่อตรวจสอบความชัดเจนของข้อความและภาษาที่ใช้ อีกครั้งหนึ่ง และ เพื่อตรวจสอบคุณภาพด้านอื่น ๆ ได้แก่ ความเที่ยงตรง ค่าอำนาจจำแนกและค่า ความเชื่อมั่นของมาตราวัดเจตคติทั้งชุดด้วย 1.6 กำหนดการให้คะแนนการตอบของแต่ละตัวเลือก โดยทั่วไปนิยมใช้ คือ กำหนดคะแนนเป็น 5 4 3 2 1 (หรือ 4 3 2 1 0) สำหรับ ข้อความทางบวก และ 1 2 3 4 5 (หรือ 0 1 2 3 4) สำหรับข้อความทางลบ ซึ่งกำหนดแบบนี้เรียกว่า Arbitary Weighting Method ซึ่งเป็นวิธีที่ สะดวกมากในทางปฏิบัติ 2. วิธีของออสกูด (Osgood) วิธีนี้ผู้คิด คือ ออสกูด (Osgood) เป็นการสร้างแบบวัด ความแตกต่างเชิงความหมาย (Semantic Differential Scale) ส่วนมากเป็นการสร้างเพื่อศึกษา เจต คติและความคิดเห็นเช่นเดียวกับของลิเคอร์ท เป็นการใช้คำคุณศัพท์มาอธิบายความหมายของสิ่งเร้า ที่ เรียกว่า Concept คำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบายคุณลักษณะของสิ่งเร้ามี 3 องค์ประกอบ คือ 2.1 องค์ประกอบด้านประเมินค่า (Evaluation Factor) เป็นองค์ประกอบที่ แสดงออกด้านคุณค่า คำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบาย เช่น ดี – เลว, สุข – ทุกข์, ฉลาด – โง่, สวย – ขี้เหร่ และ จริง – เท็จเป็นต้น 2.2 องค์ประกอบด้านศักยภาพ (Potency Factor) เป็นองค์ประกอบที่แสดงออก ทางกำลังอำนาจ คำคุณศัพท์ที่ใช้ในการอธิบาย ในองค์ประกอบนี้ เช่น แข็งแรง – อ่อนแอ, หนัก – เบา,หยาบ - ละเอียด, ใหญ่ – เล็ก และแข็ง - นุ่ม เป็นต้น 2.3 องค์ประกอบทางด้านกิจกรรม (Activity Factor) เป็นองค์ประกอบที่ แสดงออกถึงลักษณะของกิริยาอาการ คำคุณศัพท์ที่ใช้ในการอธิบายในองค์ประกอบนี้ เช่น เร็ว – ช้า, เฉื่อยชา –กระตือรือร้น, ขยัน – ขี้เกียจ, อึกทึก - เงียบ และร้อน - เย็น เป็นต้น 3.ขั้นตอนการสร้าง 3.1 ลำดับขั้นในการสร้างฉบับร่าง (ยกร่าง) 1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ แบบทดสอบ และแบบสังเกต เครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดจะสร้างตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการต่าง ๆ ดังนี้ 1.1) แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการของ โสรัจจ์ แสนคำ (2560) 1.2) แบบทดสอบ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการของ ศิริชัย กาญจนวาสี (2552) 1.3) แบบสังเกต (ระบุชนิดเครื่องมือรวบรวมข้อมูล) สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีหลักการ วิธีการของ ณัฏฐณี สุขปรีด, พรรณระพี สุทธิวรรณ์และสักกพัฒน์ งามเอก (2560) ยกเว้นแบบทดสอบเดิมที่มีอยู่แล้ว 34
2. สร้างฉบับร่าง (ยกร่าง) แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ แบบทดสอบ และ แบบสอบถามวัดความเหมาะสมของนวัตกรรม โดยอ้างอิงผลการศึกษเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังกล่าวข้อ 1 ก่อนหน้า 3. สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence: IOC) เพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของเครื่องมือรวบรวมข้อมูล 3.2 ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล วัดการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล (Rational Approach) กระบวนการนี้ เป็นการหาประสิทธิภาพโดยใช้หลักของความรู้และเหตุผลในการตัดสินคุณค่า ซึ่งเป็นการหาความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและความเหมาะสมในด้านความถูกต้องของการนำไปใช้ ผลจากการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนจะนำมาหาประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินสื่อการเรียนการสอนตามแบบ ประเมินที่สร้างขึ้นในลักษณะ ของแบบสอบถาม ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (นิยมใช้มาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ) นำค่าเฉลี่ยที่ ได้จากแบบประเมินของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน ไปแทนค่าในสูตร สำหรับค่าเฉลี่ยของผู้เชี่ยวชาญที่ ยอมรับจะต้องอยู่ในระดับมากขึ้นไปคือค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.50 - 5.00 ค่าที่คำนวณได้ต้องสูงกว่าค่าใน ตารางตามจำนวนผู้เชี่ยวชาญ ถ้าค่าที่คำนวณได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องปรับปรุงแก้ไขและนำไป ให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาใหม่ 1. ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวคิด หลักการ วิธีการ ประเมิน ประสิทธิภาพเชิงเหตุผล ผลการทบทวนดังกล่าวพบว่า ใช้วิธีประเมินความเหมาะสมโดยมี หลักการเช่นเดียวกับการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรที่พัฒนาดังตัวอย่างงานวิจัย ของเผชิญ กิจระการ (2554) ลักษณะแบบประเมินเป็นแบบสอบถามชนิดประมาณค่า (RatingScale) 5 อันดับ ตัวเลือก 2. ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดประเด็นที่จะทำการ 3. ยกร่างแบบประเมินความเหมาะสมการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลง มือปฏิบัติ (Active Learning) อย่างไม่เป็นทางการ 4. ร้องขอให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาให้คำแนะนำ และตรวจสอบความถูกต้องของ ภาษา พร้อมทั้งนำมาปรับปรุงแก้ไข 5. นำการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ฉบับร่างพร้อมแบบประเมินให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่ประเมิน สำหรับเกณฑ์การประเมินระดับความเหมาะสมแต่ละข้อคำถามของแบบประเมินจะใช้ ค่าเฉลี่ยจากผล การประเมิน ปรานี หลำเบ็ญสะ (2559) กล่าวว่า การหาค่าความสอดคล้องแบบ IOC การหา ค่าความตรง เชิงเนื้อหาด้วยวิธีนี้ จะให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบข้อคำถาม ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้อหานั้น ๆ ด้านวัดผลประเมินหรือวิจัย รวมทั้งอาจใช้ด้านภาษาไทยด้วย เพื่อพิจารณาด้านภาษาที่ ใช้ในข้อ คำถาม จำนวนที่ใช้อย่างน้อย 3-5 คน 35
การตรวจจะเป็นลักษณะการพิจารณา 3 ประเด็น คือ เหมาะสม ไม่เหมาะสม และ ไม่แน่ใจ ว่าข้อคำถามนั้น ๆ วัดได้ตรงหรือสอดคล้องกับนิยามหรือไม่ พร้อมทั้งมีช่องว่างให้เสนอแนะทั้ง รายข้อ รายด้าน และรวมทั้งฉบับโดยกำหนดคะแนนเป็น ถ้าเห็นด้วย = 1, ไม่เห็นด้วย = -1, ไม่แน่ใจ = 0 ถ้า ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจผลที่ได้ก็จะนำมาคำนวณหาค่า IOC ตามเกณฑ์ที่กำหนด จากการศึกษาการหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา สรุปได้ว่า ความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา เป็น วิธีการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับสิ่งที่จะ วัด จำนวนผู้เชียวชาญที่ใช้อย่างน้อย 3-5 คน ผลที่ได้จากการตรวจจะนำมาคำนวณหา ค่า IOC และ ค่า IOC ที่ได้จะต้องค่า IOC ที่ได้จะต้อง ≥ 0.5 ขึ้นไปจึงจะใช้ได้ ถ้าต่ำกว่านี้จะต้อง ปรับปรุง ปรับปรุงการสอนโดยใช้แบบจำลองร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบการแสดง บทบาทสมมติ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ จัดทำเป็นฉบับพร้อมที่จะใช้ทดลองหาประสิทธิภาพเชิง ประจักษ์ 6. ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวคิด หลักการ วิธีการ ที่ เหมาะสมเพื่อนำมาหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) แนวคิด หลักการ วิธีการที่เลือกใช้คือ ใช้เกณฑ์ ประสิทธิภาพ E1 /E2 (ชัยยงค์พรหมวงศ์. 2531) ซึ่งปัจจุบันยังเป็นที่ยอมรับสำหรับใช้หา ประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของ นวัตกรรมทางการศึกษา สูตรการคำนวณหาเกณฑ์ ประสิทธิภาพ E1 /E2 เป็นดังนี้ เมื่อ E1 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ระหว่างการทดลองใช้แผนการ จัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ∑ หมายถึง ผลรวมของคะแนนการทำกิจกรรมท้ายบทของแต่ละเรื่องของ แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) N หมายถึง จำนวนผู้เรียนที่ใช้ในการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการ จัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) P หมายถึง คะแนนเต็มของแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ทุกแผนรวมกัน และ 36
เมื่อ E2 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้หลังการทดลองใช้แผนการ จัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ครบทุกแผน ∑ หมายถึง ผลรวมของคะแนนของผู้เรียนทุกคนจากแบบทดสอบเมื่อทดลองใช้ แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ครบทุกแผน N หมายถึง จำนวนผู้เรียนที่ใช้ในการทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือ ปฏิบัติ (Active Learning) 0 หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนจาก การทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) 7. พร้อมแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เรื่อง การแยกสาร และแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่ทำการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้วใช้ แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) เพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ กับผู้เรียน 8. ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) 3.3 ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ ภายหลังการทดลองใช้หลักสูตรเพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์แล้ว นำค่าคำนวณ จากสูตร E1/E2 มาเทียบค่าประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นตามเกณฑ์เพื่อที่จะยอมรับหรือปฏิเสธ ประสิทธิภาพเชิง ประจักษ์ของลำดับขั้นในการสร้างฉบับร่าง (ยกร่าง) ซึ่งผู้วิจัยใช้เกณฑ์ของ ฉลองชัย สุรวัฒน สมบูรณ์ (2528) 1. สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อค่าประสิทธิภาพจากการคำนวณสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด มากกว่าค่าร้อยละของความแปรปรวน 2.5 2. เท่ากับเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อค่าประสิทธิภาพจากการคำนวณเท่ากับหรือสูงกว่า เกณฑ์ที่ กำหนดแต่ไม่เกินค่าร้อยละของความแปรปรวน 2.5 3. ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อค่าประสิทธิภาพจากการคำนวณต่ำกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดแต่ ยอมรับได้ถ้าไม่ต่ำกว่าค่าร้อยละของความแปรปรวน 2.5 4. ค่าร้อยละความแปรปรวนระหว่าง E1 และ E2 ต้องไม่เกิน 5.0 สำหรับการวิจัย ครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของการใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับ วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ที่เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1 /E2 = 75/75 5. พร้อมแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เรื่อง การแยกสาร และแบบวัด ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่ทำการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้วใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) เพื่อหาประสิทธิภาพเชิง ประจักษ์กับผู้เรียน 6. ปรับปรุงวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) 37
วิธีการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์(Empirical Approach) วิธีการนี้จะนำสื่อไป ทดลองใช้ กับกลุ่มนักเรียนเป้าหมาย การหาประสิทธิภาพของสื่อส่วนใหญ่ใช้วิธีนี้ประสิทธิภาพส่วน ใหญ่จะ พิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การทำแบบฝึกหัดหรือกระบวนการเรียนหรือแบบทดสอบย่อยโดย แสดงค่า ตัวเลขสองตัวเช่น E1/E2=75/75, E1/ E2= 80 / 80, E1/ E2=85 / 85, E1/E2=90 / 90 เป็นต้น ความพึงพอใจ 1. ความหมาย ความพึงพอใจตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Satisfaction ได้มีผู้ให้ความหมายของความพึง พอใจไว้หลายความหมายดังนี้ ออสแคมป์ (ฉัตรชัย คงสุสม. 2535 อ้างอิงใน Oskamps. n.d) พบว่าความหมายของความพึง พอใจมีดังนี้ 6.1.1 ความพึงพอใจคือสภาพการณ์ผลการปฏิบัติจริงได้เป็นไปตามบุคคลที่ได้คาดหวังไว้ 6.1.2 ความพึงพอใจคือระดับความสำเร็จที่เป็นไปตามความต้องการ 6.1.3 ความพึงพอใจคือกันที่งานได้เป็นไปตามความตอบสนองต่อคุณค่าของบุคคล ชวลิต เหล่ารุ่งกาญจน์ (2538) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่าความรู้สึกทางบวก ความรู้สึกทางลบมีความสุขที่มีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน ๆ มีความพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อ ความรู้สึกทางบวกมากกว่าความรู้สึกทางลบ เทอดศักดิ์ เดชคง (2542) ก็ว่าของหัวใจมาจากการคาดหวังในการเปรียบเทียบจาก ความหมายของความพึงพอใจในบุคคลต่าง ๆ ได้กล่าวไว้สรุปได้ว่าความพึงพอใจหมายถึงสิ่งที่บุคคล เกิดความชอบรู้สึกสนใจและสบายใจเมื่อได้ผลลัพธ์สิ่งที่ดีตามความรู้สึกตนหรือได้รับความสำเร็จตาม ความมุ่งหมาย ความพึงพอใจ (จรวยพร สุดสวาทและคณะ. 2545 อ้างอิงใน Secord&Backman. 1964) หมายถึงความต้องการของบุคลากรในองค์การบางคนอาจพอใจเนื่องมาจากผลงานที่ได้ทำสำเร็จบาง คนอาจพอใจเพราะลักษณะการปฏิบัติงานแต่บางคนอาจพอใจเพราะเพื่อนร่วมงาน ความพึงพอใจ (จรวยพรสุดสวาทและคณะ. 2545 อ้างอิงใน Morse. 1958) หมายถึง สภาพ ของสภาวะจิตที่ปราศจากความเครียดทั้งนี้เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีความต้องการถ้าความ ต้องการนั้นได้รับผลตอบสนองทั้งหมดหรือบางส่วนความเครียดจะน้อยลงความพึงพอใจจะเกิดขึ้นและ ในทางกลับกันถ้าความต้องการนั้นไม่ได้รับการตอบสนองความเครียดและความพึงพอใจจะไม่เกิดขึ้น ความพึงพอใจ (จรวยพรสุดสวาทและคณะ. 2545 อ้างอิงใน Wolman. 1973) หมายถึง ความรู้สึกที่มีความสุขเมื่อได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย กิตติมา ปรีดิลก (นิตยา ทองศรี และคณะ. 2546) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจที่มีต่อองค์ประกอบและสิ่งจูงใจในด้านต่าง ๆ ของงานและเขาได้รับการ ตอบสนองตามความต้องการของเขาได้ (กูดGood. 1973) ก็ถึงความพึงพอใจหมายถึงระดับความรู้สึก พอใจซึ่งเป็นผลจากความพอใจและเจตคติที่ดีของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่าง วอลเลอสเตน (Wallerstein. 1971) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับ ผลสำเร็จตามความมุ่งหมายแล้วอธิบายว่าความพึงพอใจเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาไม่สามารถ 38
มองเห็นได้ชัดเจนแต่สามารถคาดคะเนนึกว่ามีหรือไม่มีจากการสังเกตพฤติกรรมของคนเท่านั้นการที่ จะทำให้คนเกิดความพึงพอใจไม่ต้องมีการศึกษาปัจจัยและองค์ประกอบที่เป็นสาเหตุแห่งความพึง พอใจนั้น โวลแมน (Wolman. 1973) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า เป็นความรู้สึกเมื่อได้รับ ผลสำเร็จตามความมุ่งหมายความต้องการหรือแรงจูงใจ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2544) ที่กล่าวว่า ความพึงพอใจในการทำงานเป็นความรู้สึกของ บุคคลที่มีต่อการทำงานทางบวกเป็นความสุขของบุคคลที่เกิดจากการปฏิบัติงานและได้ผลรับตอบแทน ทำให้เกิดความกระตือรือร้นมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน มอร์ส (Morse. 1995) ได้ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถ ถอดความเครียดของผู้ที่ทำงานให้น้อยลงถ้าเกิดความเครียดมากจะทำให้เกิดความไม่พอใจในการ ทำงานแล้วความเครียดนี้มีผลมาจากความต้องการของมนุษย์เมื่อมนุษย์มีความต้องการมากจะทำให้ เกิดปฏิกิริยาเรียกร้องวิธีตอบสนองความเครียดก็จะลดน้อยลงหรือหมดไปตามความพึงพอใจก็จะมาก ขึ้น และสเตราส์ และเซเลส(Strauss and Sayles. 1960) ได้ให้ความเห็นว่าความพึงพอใจเป็น ความรู้สึกพอใจในงานที่ทำเต็มใจที่จะปฏิบัติงานนั้นให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ แอบเปิลไวท์ (Applewhite. 1965) กล่าวว่าความพึงพอใจเป็นความรู้สึกของส่วนตัวของบุคคลใน การปฏิบัติงานซึ่งรวมไปถึงความพึงพอใจในสภาพแวดล้อมทางกายภาพด้วยการมีความสุขที่ทำงานร่วมกับ คนอื่นที่เข้ากันได้มีทัศนคติที่ดีต่องานด้วย และกูด (Good. 1973) ได้ให้ความหมายไว้ว่าความพึงพอใจอาจ หมายถึงสภาพหรือระดับความพึงพอใจที่เป็นผลมาจากความสนใจและเจตคติของบุคคลที่มีต่องาน อีเลียและพาร์ททริกค์ (Elia&Partrick. 1927) กล่าวว่า ความพึงพอใจคือเป็นความรู้สึกจาก บุคคลในด้านความพึงพอใจหรือสภาพจิตใจของบุคคลชอบมากน้อยแค่ไหน จากความหมายต่าง ๆ ข้างต้นสรุปได้ว่า ความพึงพอใจหมายถึงอารมณ์ความรู้สึกและทัศนคติ ที่ดีขอบุคคลเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดจากการตอบสนองความต้องการของบุคคลอัน เนื่องมาจากสิ่งเร้าและแรงจูงใจที่ปรากฏออกมาจากพฤติกรรมความพึงพอใจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีผลต่อความสำเร็จของงานให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.เครื่องมือวัดระดับความพึงพอใจ 1. แบบประเมินความพึงพอใจ 3. ระดับความพึงพอใจ ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) โดย เรียงลำดับจากระดับมากที่สุดถึงน้อยที่สุด 5 ระดับคือ มีความพึงพอใจมากที่สุด มีความพึงพอใจมากมี ความพึงพอใจปานกลาง มีความพึงพอใจค่อนข้างน้อยและมีความพึงพอใจน้อยที่สุด แต่ละระดับ ดังกล่าวกำหนดโดยเกณฑ์ช่วงค่าเฉลี่ยของ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545) ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจที่ระดับมากสุด คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจที่ระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจที่ระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจที่ระดับน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจที่ระดับน้อยสุด 39
ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 1. ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement) เป็นสมรรถภาพในด้านต่าง ๆ ที่นักเรียนได้จาก ประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากครูผู้สอน สำหรับความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมี นักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้หลายท่าน สรุปได้ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Attained) หรือการพัฒนา ทักษะทางการเรียน ซึ่งโดยปกติพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนด คะแนนที่ได้จากงานที่ครูผู้สอน มอบหมายให้ทั้งสองอย่าง (Good. 1973) สุวัฒน์ นิยมค้า (2551) ได้กล่าวไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หมายถึง การ วัดความรู้ด้านความรู้ และความติดในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีการวัดอยู่ทั้งหมด 4 ด้าน คือ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ ทักษะการคิดและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การนำความรู้และ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหา ภพ เลาหไพบูลย์ (2557) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนรู้ตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อันเกิดจากกระบวนการเรียนการ สอนในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่ผ่านมา ซึ่งผลที่เกิดจากการสอนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม ที่แสดงออกใน 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย ด้านทักษะพิสัยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จในด้านความรู้ ทักษะ สมรรถภาพด้านต่าง ๆของสมองหรือมวลประสบการณ์ทั้ง ปวงของบุคคลที่ได้รับการเรียนการสอนหรือผลงานที่นักเรียนได้จาก การประกอบกิจกรรม (ชนินทร์ ชัย อินทิราภรณ์ แถะคณะ. 2550) กู๊ด (Good. 1937 อ้างถึงใน สุกัญญา กตัญญู. 2542) ได้ให้ความหมายว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียน คือ ผลการสะสมความรู้ ความสามารถในการเรียนทุกด้านเข้าด้วยกัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของความสามารถทางวิชาการที่ได้จากการทดสอบโดย วิธีการต่าง ๆ (รัตนาภรณ์ ผ่านพิเคราะห์. 2544) กระทรวงศึกษาธิการ (2545) ได้อธิบายว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึงความสำเร็จ หรือความสามารถในการกระทำใด ๆ ที่จะต้องอาศัยทักษะหรือ มิฉะนั้นก็ต้องอาศัยความรอบรู้ในวิชาใด วิชาหนึ่งโดยเฉพาะ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546) ได้สรุปความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็นการประเมินสมรรถภาพของผู้เรียนที่จะต้องมีเครื่องมือการประเมินที่มี ประสิทธิภาพทั้งวิธีการประเมินกิจกรรม เกณฑ์การประเมิน และแบบประเมินเป็นส่วนหนึ่งของ เครื่องมือการประเมินที่ผู้สอนต้องให้ความสำคัญเละกำหนดสาระสำคัญของการประเมินไว้ในแผนการ จัดการเรียนรู้เพื่อการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนการจัดการเรียนการสอน พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน วิทยาศาสตร์ไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึง ขนาดของความสำเร็จที่ได้จาก กระบวนการเรียนการสอน จินตนา วงศ์อำไพ (2551) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของการจัดการ เรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของผู้เรียน ในด้านความรู้ทักษะ สมรรถภาพต่าง ๆ ของสมองซึ่ง 40
สามารถพิจารณาได้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่เกิดจากผลของ การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถของนักเรียน แสดงให้เห็น ถึง ความสำเร็จในการเรียน หลังจากที่นักเรียนได้เรียนหรือได้รับประสบการณ์มาแล้ว สามารถวัดและ ประเมินผลได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ประเภทของผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ มีนักการศึกษาได้จำแนกประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ ชวลิต ชูกำแพง (2550) ได้จำแนกประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนดังนี้ 1. แบบอัตนัย เป็นแบบทดสอบที่เขียนคำถามโดยกำหนดสถานการณ์หรือปัญหาในรูปใดรูป หนึ่ง เพื่อให้ผู้ตอบได้แสดงความรู้ความเข้าใจ ความคิดเห็นได้อย่างไม่จำกัด คำตอบของข้อสอบแบบ อัตนัย มีลักษณะและปริมาณไม่แน่นอน การตอบข้อสอบแบบอัตนัยจึงต้องจัดระเบียบคำตอบภายใน เวลาที่กำหนดให้ ใช้สำนวนภาษาและแบบฉบับของตนเองเขียนตอบ เขียนคำตอบให้ครอบคลุมอย่าง สมบูรณ์และระมัดระวังการตรวจให้คะแนนผู้ที่ตรวจต้องมีความรู้ในเนื้อหาวิชานั้น ต้องอาศัยทักษะ และ ความพยายามในการอ่าน และทำใจให้เป็นกลางในการตรวจ 2. แบบเติมคำเป็นลักษณะของแบบทดสอบที่เขียนประโยคหรือข้อความเป็นตอนนำไว้แล้ว เว้น ซ่องว่างระหว่างข้อความหรือท้ายข้อความ สำหรับให้เติมคำหรือข้อความเพื่อให้ข้อความนั้น ถูกต้อง สมบูรณ์ การเว้นช่องว่าง อาจจะเว้นที่ว่างให้เติมมากกว่าหนึ่งแห่ง 3. แบบเลือกตอบหลายตัวเลือก ประกอบด้วยส่วนที่เป็นคำถามและส่วนที่เป็นคำตอบส่วน คำถามเป็นข้อความปัญหา เขียนเป็นประโยคคำถาม ส่วนคำตอบให้เลือกเป็นตัวเลือกหลายตัวเลือก มี ทั้งคำตอบถูกและคำตอบผิด เรียกว่า ตัวลวง ข้อสอบแบบเลือกตอบจึงเป็นข้อสอบชนิดที่มีคำตอบ กำหนดไว้ให้ก่อน แล้วผู้ตอบเลือกตอบตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่ง หรือหลายตัวเลือกแล้วแต่เงื่อนไข คำถาม 4. แบบถูกผิด ลักษณะของข้อสอบจะเขียนข้อความที่เป็นสถานการณ์ซึ่งมีทั้งถูกหรือผิดคละ กัน ไป รูปแบบคำถามจำแนกเป็น แบบคำถามเดี่ยว แบบคำถามขยาย และแบบคำตอบผสมโดยให้ พิจารณา ว่าคำถามหรือข้อความนั้นถูกหรือผิด 5. แบบจับคู่ ลักษณะของข้อสอบประกอบด้วยคำถาม เขียนเป็นตัวยืนไว้ในสดมภ์ซ้ายมือโดย มี ที่ว่างเว้นไว้หน้าข้อเพื่อให้ผู้ตอบเลือกหาคำตอบที่เขียนไว้ในสดมภ์ขวามือ รูปแบบคำถามสามารถ จำแนกได้เป็น แบบหาความสัมพันธ์ แบบตัวเลือกคงที่ และแบบจัดเรียงลำดับจากประเภทของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ข้างต้น สรุป ได้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็นแบบทดสอบเบื้องต้น แบบทดสอบพื้นฐานความรู้ แบบทดสอบตนเอง และแบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งการสร้างแบบทดสอบ แต่ละประเภทดังกล่าวนั้น อาจเขียนคำถามให้ผู้เรียนตอบเป็นแบบอัตนัย แบบเติมคำ แบบเลือกตอบ หลายตัวเลือกแบบถูกผิด แบบจับคู่ โดยควรคำนึงว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น ต้อง สามารถตรวจสอบพฤติกรรม หรือผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอันเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้ได้ ว่า ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถมากน้อยเพียงใด ซึ่งผลการทดสอบ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา 41
ผู้เรียนให้มีคุณภาพ ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ หรือตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้และเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนา และปรับปรุงคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน 3 วิธี/เครื่องมือวัด มีนักการศึกษากล่าวถึง หลักการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ บลูม (Bloom. 1958 อ้างถึงใน ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช. 2544) ได้กล่าวถึงการวัดผล สัมฤทธิ์ ทางการเรียน ในด้านพุทธิพิสัย ได้แก่ 1. ความรู้ความจำ หมายถึง การระลึกได้ของเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยพบเห็น เคยได้ยินหรือเคย ได้ มีประสบการณ์มาแล้ว เป็นเรื่องของความสามารถในการจดจำสิ่งต่าง ๆ จำแนกได้ดังนี้ 1.1 ความรู้ในเรื่อง เกี่ยวกับศัพท์นิยาม กฎ และความจริง 1.2 ความรู้ในวิธีการ เกี่ยวกับระเบียบ แบบแผน ลำดับขั้น แนวโน้ม ประเภท เกณฑ์ และ วิธีการ 1.3 ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่องเกี่ยวกับวิชา การขยายหลักวิชา ทฤษฎีและโครงสร้าง 2. ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจับใจความสำคัญหรือแปลความหมายของ สิ่งของ หรือสัญลักษณ์ จำแนกได้ดังนี้ 2.1 การแปลความหมายของศัพท์ วลี การเปลี่ยนรูป 2.2 การตีความ เป็นการสรุป เรียงลำดับจำแนกความแตกต่าง 2.3 การขยายความ เป็นการคาดคะเน อ้างสรุป ทำนายตัดสิน ขยายความเพิ่มเติม 3. การนำไปใช้หมายถึงความสามารถที่จะนำวามรู้ หรือความเข้าใจในสิ่งที่รู้เห็นมานั้นไป แก้ปัญหาใหม่ได้ สามารถนำไปสรุป เลือกใช้ พัฒนา สร้าง สาธิต วางแผนเพื่อแก้ปัญหา 4. การวิเคราะห์หมายถึงความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาเป็นส่วนย่อย ๆ ได้ว่าสิ่งนั้นประกอบด้วยส่วนย่อย ๆ อะไรบัง ส่วนใดเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด แต่ละส่วนย่อยนั้นสัมพันธ์ กัน อย่างไร จำแนกได้ดังนี้ 4.1 วิเคราะห์ความสำคัญ บอกความสำคัญ วิจารณ์ หรืออภิปรายองค์ประกอบ 4.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ เปรียบเทียบ บรรยายเหตุและผล จัดหมวดหมู่ 4.3 วิเคราะห์หลักการ จุดประสงค์อธิบายความเป็นมา หาข้อสรุป 5. การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการผสมส่วนต่าง ๆ หรือส่วนย่อย ๆ นั้นเข้า ด้วยกัน เพื่อให้ได้สิ่งใหม่ที่สมบูรณ์กว่า หรือดีกว่า หรือแปลกกว่าเดิม จำแนกได้ดังนี้ 5.1 สังเคราะห์ข้อความ เขียนบทความ โครงสร้าง แต่งเรื่องใหม่ 5.2 สังเคราะห์แผนงาน เป็นการวางแผน เป้าหมาย กำหนดจุดประสงค์หรือวิธี ทำงาน 5.3 สังเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นการรวบรวมเรื่อง หรือสร้างความสัมพันธ์ 6. การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาตัดสินเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าดีหรือไม่ดี และเหมาะสมหรือไม่ จำแนกได้ดังนี้ 6.1 ประเมินค่าโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายใน โดยใช้วิธีการตัดสิน พิจารณาหรือ เปรียบเทียบ 42