6.2 ประเมินค่าโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายนอก โดยใช้วิธีการตัดสิน โต้แย้งพิจารณา หรือ เปรียบเทียบกระทรวงศึกษาชิการ (2551) กล่าวว่าการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรวัดเพื่อ วิเคราะห์ผู้เรียนก่อนเรียน และวัดความสำเร็จหลังเรียน ดังนี้ 1. วิเคราะห์ผู้เรียนก่อนเรียน เป็นหน้าที่ของครูผู้สอนในแต่ละวิชาเพื่อตรวจสอบ ความรู้ทักษะ และความรู้ต่างๆ ของผู้เรียนโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม แล้วนำผลการประเมินมาเตรียม ผู้เรียนทุกคน ให้ มีความพร้อมและมีความรู้พื้นฐาน ซึ่งจะช่วยให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ประสบความสำเร็จ ในการเรียนได้เป็นอย่างดีแต่จะไม่นำผลที่ได้ไปใช้ในการพิจารณาตัดสินผลการ เรียนมีแนวปฏิบัติดังนี้ 1.1 วิเคราะห์ความรู้ ทักษะที่เป็นพื้นฐานของเรื่องที่จะเรียนรู้ 1.2 เลือกวิธีการและเครื่องมือสำหรับวัดความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเหมาะสม การใช้ แบบทดสอบ การซักถาม การสอบถามผู้ที่เคยสอน การพิจารณาแฟ้มสะสมงาน เป็นต้น 1.3 ดำเนินการประเมินความรู้และทักษะพื้นฐานของผู้เรียน 1.4 นำผลการประเมินไปพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมที่จะเรียน เช่น จัดการ เรียนรู้พื้นฐาน สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือและเตรียมแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อสนับสนุน ผู้เรียนที่มี ความสามารถพิเศษ เป็นต้น 2. วัดความสำเร็จหลังเรียน เป็นการประเมินเพื่อมุ่งตรวจสอบความสำเร็จของผู้เรียน เป็นการ วัดและประเมินผู้เรียนที่ได้เรียนจบแล้ว เพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามตัวชี้วัด หรือผลการ เรียนรู้ พัฒนาการของผู้เรียนเมื่อกับผลการประเมินวิเคราะห์ผู้เรียนก่อนเรียน ทำให้ สามารถประเมิน ศักยภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียน และประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ของ ครูผู้สอน ข้อมูลได้จากการ วัดความสำเร็จของผู้เรียนภายหลังการเรียน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน การปรับปรุงแก้วิธีการเรียน ของผู้เรียน การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้สอนหรือซ่อมเสริมผู้เรียน ให้บรรลุตัวชี้วัด หรือผลการ เรียนรู้ การประเมินความสำเร็จหลังเรียนนี้จะสอดคล้องกับการประเมิน วิเคราะห์ผู้เรียนก่อนการเรียน การสอน หากใช้วิธีการและเครื่องมือประเมินชุดเดียวกัน หรือคู่ขนาน กัน เพื่อดูพัฒนาการของผู้เรียนได้ ชัดเจนจากหลักการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่นักการศึกษากล่าว ไว้ข้างต้น สรุปได้ว่า การวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ต้องพิจารณาถึงพฤติกรรมของการวัดที่สอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้และ พฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน ในด้านความรู้ความจำ ความ เข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า ซึ่งการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ ต้องวัดให้ตรงตามจุดประสงค์ ครอบคลุมเนื้อหาที่ผู้เรียนได้เรียนไปแล้ว เครื่องมือที่ใช้วัดต้องมีความ น่าเชื่อถือ ถูกต้อง และยุติธรรมโดยผ่านการหาคุณภาพที่ได้ผลออกมาเป็นที่ยอมรับ สามารถวิเคราะห์ผู้เรียนได้โดยการ เปรียบเทียบผล การวัดก่อนเรียนและหลังเรียน 2.4 ความสำคัญ ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 43
การวัดและประเมินผลกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ว่าการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นการพิจารณาผลที่เกิดจากการวัด การเรียนรู้ในภาพรวม การประเมินผลกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงประกอบด้วยการประเมินความเข้าใจกระบวนการวิทยาศาสตร์เจตคติ วิทยาศาสตร์ ทักษะการใช้ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน วิทยาศาสตร์ซึ่งความก้าวหน้าด้านต่างๆ ของผู้เรียนจะส่งผลต่อจุดประสงค์ของรายวิชา ผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง และมาตรฐานการเรียนรู้ที่สถานศึกษากำหนดไว้ การวัดและประเมินผล ตัวผู้เรียนกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงวัดและประเมิน 2 แนวทางคือการวัดและประเมินผลตามคู่มือ Taxonomy of educational objectives ของ Bloom และ การประเมินตามสภาพจริง (Authentic assessment) งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยที่ทำการทบทวน ณัฐนันท เฉลียวพงษ และ ศักดิ์ศรี สุภาษร (2563, น.17-30) จากผลการวิจัยพบวานักเรียนที่ ไดรับการจัดการเรียนรูเรื่อง ปฏิกิริยาเคมีดวยการเรียนรูแบบสืบเสาะรวมกับเทคนิคทํานาย-สังเกตอธิบาย มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนรอยละ 76.22 (คาเฉลี่ย 21.34 และ S.D. 1.80) สู งกวากอนเรียนซึ่งมีคะแนนรอยละ 24.91 (คาเฉลี่ย 6.98 และ S.D. 1.94) อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับความเชื่อมั่นรอยละ 95 และมีความกาวหนาทางการเรียนจริงรอยละ 75.09 หรือมีความกาวหน าทางการเรียนแบบปกติหรือ <g> เปน 0.68 ซึ่งจัดอยูในระดับความกาวหนาปานกลาง และนักเรียนมี คะแนนทักษะการทดลองเฉลี่ยรอยละ 78.57 อยูในเกณฑดีมาก โดยคะแนนทักษะที่อยูในระดับดี เยี่ยม คือ ทักษะการออกแบบการทดลอง และทักษะปฏิบัติการทดลอง มีคะแนนรอยละ 90.49 และ 81.41 ตามลําดับ ทักษะการบันทึกผลการทดลองมีคะแนนรอยละ 77.56 ซึ่งอยูในระดับดีมาก และ ทักษะสรุปและอภิปรายผลการทดลองมีคะแนนรอยละ 51.46 ซึ่งอยูในระดับผานเกณฑขั้นต่ำ แสดงว าการจัดการเรียนรูตามแนวทางนี้สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี สําหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ไดเนื่องจากกิจกรรมการเรียนรูแบบสืบเสาะรวมกับเทคนิคทํานายสังเกต-อธิบาย ที่จัดกิจกรรมงาย เกี่ยวของกับชีวิตประจําวันสามารถกระตุนความสนใจ ความอยากรู อยากเห็นของนักเรียนไดทําใหนักเรียนสนุกกับการเรียนรูเนื่องจากนักเรียนไดลงมือปฏิบัติรูจักคนคว้า หาความรูฝกคิดและแกปญหาดวยตนเอง อัญชลี ชาติมนตรี(2557) ทำการวิจัยเรื่องการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริงในเซลล์กัลวา นิก ด้วยชุดการทดลองที่ประดิษฐ์มาจากกระดาษ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจของนักเรียนในวิชาเคมีกับ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนาหนองทุ่มวิทยา อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิโดยใช้ชุดการ ทดลองที่ประดิษฐ์มาจากกระดาษ ผลการวิจัยพบว่าผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเชลล์กัลวานิก เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนกับหลังการจัดการ เรียนรู้พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 8.57 หรือ ร้อยละ 57.14 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 3.77 หรือ ร้อยละ 25.14 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า นักเรียนที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการทดลองที่ประดิษฐ์มาจากกระดาษ มีการพัฒนาการเรียนรู้ มีความรู้ ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น 44
ศักดิ์อนันต์อนันตสุข (2559) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงานโดยใช้การสอนด้วยรูปแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองเชิงปฏิบัติการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบลง มือปฏิบัติ (Practise) เรื่องงานและพลังงาน จำนวน 8 แผน 9 ชั่วโมง ดังนี้ (1) เรื่อง งาน, (2) เรื่อง กำลัง, (3) เรื่องพลังงานจลน์, (4) เรื่อง พลังงานศักย์, (5) เรื่องกฎการอนุรักษ์พลังงาน, (6) เรื่องการ เคลื่อนที่ของวัตถุในแนววงกลมในระนาบดิ่ง, (7) เรื่อง เครื่องกล, (8) เรื่อง แหล่งพลังงานและการใช้ พลังงานเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติ ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจ จำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.20–0.80 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ 0.83 2) แบบสังเกตพฤติกรรม การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นแบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอน ของครูผู้สอน โดยครูผู้ร่วมวิจัยเป็นผู้สังเกต 3) แบบสำรวจตนเองและแบบสำรวจกลุ่ม เป็นแบบสำรวจ สำหรับนักเรียนได้สำรวจพฤติกรรมการเรียนของตนเองในชั้นเรียน 4) แบบบันทึกเหตุการณ์การเรียน การสอน เป็นแบบบันทึกเหตุการณ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยผู้วิจัย และครูผู้ ร่วมวิจัยเป็นผู้บันทึก 5) แบบบันทึกความคิดเห็น เป็นแบบแสดงความคิดเห็นของนักเรียน และครูผู้ ร่วมวิจัยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 6) แบบสัมภาษณ์ เป็นแบบสัมภาษณ์ปลายเปิด ใช้ คำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงออกซึ่งความคิดและความรู้สึกของตนเอง ทั้งครูผู้ร่วมวิจัยและ นักเรียนที่เกี่ยวข้อง 7) แบบบันทึกประจำวันของครู 8) กล้องถ่ายภาพ และกล้องวีดีโอบันทึกภาพ เคลื่อนไหว จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์เรื่อง งานและพลังงาน พบว่า จำนวนนักเรียนร้อยละ 87.50 ทำคะแนน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 และมีนักเรียนเพียงร้อยละ 12.50 ที่ ทำคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 27.18 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 67.94 ของคะแนนเต็ม และเมื่อนำแบบทดสอบรายจุดประสงค์ เรื่อง งานและ พลังงาน ในปีการศึกษา 2548 มาทดสอบกับนักเรียนที่เรียน เรื่อง งานและพลังงาน จากการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแบบลงมือปฏิบัติ (Practice) ผลปรากฏว่า นักเรียน ที่เรียนเรื่อง งานและพลังงาน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแบบลงมือ ปฏิบัติ (Practise) สามารถทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 จำนวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 80.00 ของนักเรียนทั้งหมด 40 คน และมีคะแนนเฉลี่ย 14.36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้สามารถทำคะแนน พจน์ วงศ์ปัญญา ( 2558 ) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เน้นการสร้างลงมือปฏิบัติ (Practise) จากภาพรวมของกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) พบว่า นักเรียน ทุกกลุ่มมีความรู้ความเข้าใจในการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) อยู่ในระดับดีมาก และนักเรียนมี ความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับดี 45
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในชั้นเรียนการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เรื่อง การแยกสาร โดยใช้ วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ(Active Learning) ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยตามกรอบของหัวข้อต่าง ๆ ระเบียบวิธีวิจัย ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) วิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลเชิงปริมาณ (Qualitative Data) ร่วมกับข้อมูลเชิงคุณภาพ (Quantitative Data) แหล่งข้อมูลการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน วิธีการคัดเลือกเทียบเคียงกับใช้วิธีการ สุ่มแบบอาศัยความน่าจะเป็นอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพราะถือว่านักเรียนแต่ละคน ของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของแต่ละปีการศึกษา เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวมแล้วพบว่ามาจาก บริบทของชุมชนเดียวกันจึงสร้างข้อสรุปว่าไม่มีความแตกต่างกัน ประชากรของนักเรียนดังกล่าวจึงเป็น เอกพันธ์ (Homogeneous Population) สามารถคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบอาศัย ความน่าจะเป็นอย่างง่าย เครื่องมือการวิจัย 1. นวัตกรรม 1.1 เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม นวัตกรรมที่ใช้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของ นักเรียนคือ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร 1.2 วิธีการสร้างและหาคุณภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล (Rational Approach) และเชิงประจักษ์(Empirical Approach) ตามแนวคิดของ เผชิญ กิจ ระการ (2554) ตามลำดับขั้น ดังนี้ 1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ(Active Learning) ซึ่ง การวิจัยนี้จะสร้างหรือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การแยกสาร จะอ้างอิงตามแนวคิด
ทฤษฎี หลักการ วิธีการของณัฐนันท เฉลียวพงษ และ ศักดิ์ศรีสุภาษร (2563, น.17-30), อัญชลีชาติมนตรี(2557), ศักดิ์อนันต์อนันตสุข (2559), พจน์วงศ์ปัญญา (2558) 2. สร้างฉบับร่าง (ยกร่าง) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) โดยอ้างอิงจากผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้อ 1 ก่อนหน้า 3. สร้างแบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อให้ผู้เชียวชาญประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผล วิธีการ สร้างแบบประเมินความเหมาะสมแสดงแล้วในภาคผนวก ก 4.นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างเป็นฉบับร่างแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การศึกษา ด้านภาษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผล ด้านละ 1 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 3 คน ทำการประเมินความเหมาะสมด้วยแบบประเมิน แต่ละข้อคำถาม (Item) ของ แต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 3.50 จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามที่ประเมินมี ความเหมาะสม 5. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 4 มาแก้ไขปรับปรุงตาม คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 6. จัดทำรูปเล่มแผนการจัดการเรียนรู้ 7. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพ เชิงประจักษ์กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มเป้าหมายการวิจัย การหาประสิทธิภาพจะใช้วิธีการ เทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 = 75/75 เมื่อ E1 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำกิจกรรม และการทดสอบย่อยระหว่างการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ(Active Learning) ซึ่งเกณฑ์ประเมินผ่าน คือ ร้อยละ 75 E2 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบ ภายหลังสิ้นสุดการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5e ร่วมกับวิธีการ เรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ(Active Learning) ซึ่งเกณฑ์ประเมินผ่านคือ ร้อยละ 75 การตัดสินประสิทธิภาพจากการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ(Active Learning) เมื่อเทียบ กับเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นว่า ถ้าค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E1 = 75 ± 2.55 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E1 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 75 แต่ถ้า มากกว่า หรือน้อยกว่า 75 ± 2.5 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E1 สูงกว่า หรือน้อย กว่าเกณฑ์ที่ตั้ง ต้องปรับนวัตกรรมให้เท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งคือ 75 ส่วนการตัดสิน ประสิทธิภาพของ E2 ทำเช่นเดียว กับ E1 และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง E1 และ E2 ต่างกันมากกว่าร้อยละ 5 แสดงว่าประสิทธิภาพของวิธีการสอนแบบ 47
สืบเสาะหาความรู้5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ(Active Learning) มีประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ต้องทำการปรับปรุงใหม่ 8. จัดทำรูปเล่มแผนการจัดการเรียนรู้พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นกลุ่ม ที่เป็นเป้าหมายการวิจัย 2.เครื่องมือรวบรวมข้อมูล 2.1ชนิดของเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถาม วัดระดับความพึงพอใจแบบสอบถามวัดความเหมาะสมของนวัตกรรม 2.2 วิธีการสร้างและหาคุณภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล และเชิงประจักษ์ตามลำดับขั้น ดังนี้ 1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ แบบสอบถามวัดความ เหมาะสมของนวัตกรรม แบบทดสอบ เครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดจะสร้างตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการต่าง ๆ ดังนี้ 1.1 แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการทางการของระพินทร์ โพธิ์ศรี (2549) บุญชม ศรีสะอาด (2545) และประสาท อิศรปรีดา (2547) 1.2 แบบทดสอบ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Bloom’s Taxonomy) หลักการ วิธีการของศิริชัย กาญจนวาสี(2552) 2. สร้างฉบับร่าง(ยกร่าง) แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ แบบทดสอบ และ แบบสอบถามประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรม โดยอ้างอิงผลการศึกษาเอกสารและ งานวิจัยโดยอ้างอิงผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้อ 1 ก่อนหน้า 3. สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item –Objective Congruence: IOC) เพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด แบบประเมิน IOC ของเครื่องมือรวบรวม ข้อมูลแต่ละชนิดกล่าวแล้วในภาคผนวกที่ ก 4. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่สร้างเป็นฉบับร่างไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน ภาษา ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน ทำ การประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยแบบประเมิน IOC แต่ละข้อคำถาม(Item) ของแต่ ละประเด็นที่ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 หรือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็น ว่ามีความตรง จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามนั้นมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินพบว่า 4.1 แต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดความเหมาะสมของนวัตกรรมมีค่า ดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.5 ถึง 1 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า แบบสอบถามเพื่อวัดความเหมาะสมของนวัตกรรมมีความเที่ยงตรง 48
ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดความเหมาะสมของ นวัตกรรมแสดงแล้วดังภาคผนวก ข 4.2 แต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบมีค่าดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.5 ถึง 1 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า แต่ละข้อของ แบบทดสอบสอบมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของ แบบทดสอบแสดงแล้วดังภาคผนวก ข 4.3 แต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีค่าดรรชนีความ สอดคล้องระหว่าง 0.5 ถึง 1 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนจึงลงข้อสรุปว่า แบบสอบถาม วัดระดับความพึงพอใจมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถาม ของแบบถามวัดระดับความพึงพอใจแสดงแล้ว ดังภาคผนวก ข 5. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 4 มาแก้ไข ปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญการหาคุณภาพเครื่องมือรวบรวมข้อมูลดังกล่าว ข้อ 1 – 5 จัดเป็นการหาคุณภาพเชิงเหตุผล สำหรับการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์จะ ดำเนินการตามลำดับขั้นนับแต่ขั้นที่ 6 ดังนี้ 6. จัดทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ทำการแก้ไขแล้ว 7. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาหาค่าความ เชื่อมั่น (Reliability) ซึ่งเป็นการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ โดยทดลองใช้กับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นคนละ กลุ่มกับกลุ่มที่เป็นเป้าหมายการวิจัย การหาค่าความเชื่อมั่นใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficienty) โดยมีเกณฑ์ประเมินผ่านทั้งฉบับที่ 0.7 ถ้าน้อยกว่าต้องทำการปรับปรุงเครื่องมือใหม่ 8. ปรับปรุงเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดหากพบว่า ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ต่ำกว่า 0.7 9. ยกเว้นแบบทดสอบ จัดทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด พร้อม สำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายการวิจัยสำหรับแบบทดสอบนั้น เมื่อทำการ ประเมินความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้ว ก่อนนำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป้าหมาย การวิจัย ต้องดำเนินการต่อจากข้อ 8 เพื่อหาค่าความยากง่าย และค่าอำนาจ การจำแนกต่อ 10. นำแบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ความยากง่ายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำเร็จรูป ข้อคำถามที่ดีของแบบทดสอบประเภท 4 ตัวเลือกจะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20 -0.80 (สุมาลี จันทร์ชะลอ. 2542) ถ้าเป็นประเภทแบบถูก - ผิด จะมีค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.60–0.95 (Nunnally.1967; อ้างถึงใน เยาวดีรางชัยกุลวิบูลย์ศรี. 2552) 11. นำแบบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ค่าอำนาจการจำแนกโดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูป 49
12. จัดทำรูปเล่มของแบบทดสอบ พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียน ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็น กลุ่มเป้าหมายการวิจัย การดำเนินการรวบรวมข้อมูล 1. ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เพื่อขออนุญาต ที่จะทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร ให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. ประชุม ชี้แจง และสร้างข้อตกลงกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เกี่ยวกับ การทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร 3. จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยทดลองแผนการจดการเรียนรู้ 4. ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร โดยทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ(Active Learning) 5. ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ตอบแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร โดยทดลอง ใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ(Active Learning) การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพและประสิทธิภาพของเครื่องมือการวิจัย 1.1 ความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 1.2 ประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วย เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 1.3 ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วย ค่าดรรชนีความสอดคล้องหรือ IOC วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 1.4 ความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟาของครอนบาค วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 1.5 ความยากง่ายของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำเร็จรูป 1.6 ค่าอำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 2.การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย 2.1 ผลการเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์ด้วยค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 50
2.2 ระดับผลการเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบร้อยละของค่าคะแนน เฉลี่ยกับระดับผลการเรียนรู้ตามเกณฑ์ของ สพฐ. 2.3 ผลการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลง มือปฏิบัติ(Active Learning) วิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ One-Sample t Test ที่ระดับนัยสำคัญ ทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95% วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 2.4 ระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการ วิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 2.5 เกณฑ์ประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียนวิเคราะห์ด้วยช่วงระดับค่าเฉลี่ยตาม เกณฑ์ของบุญชม ศรีสะอาด ระดับความพึงพอใจ ระดับค่าเฉลี่ย มีความพึงพอใจที่ระดับมากที่สุด 4.15-5.00 มีความพึงพอใจที่ระดับมาก 3.52-4.50 มีความพึงพอใจที่ระดับปานกลาง 2.51-3.50 มีความพึงพอใจที่ระดับน้อย 1.51-2.50 มีความพึงพอใจที่ระดับน้อยที่สุด 1.00-1.50 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตาราง พร้อมทั้งบรรยายเป็นความเรียงประกอบ 51
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในชั้นเรียน/พัฒนานวัตกรรมเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เรื่อง การแยกสาร โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ผู้วิจัยเสนอ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามประเด็นของวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ 1. เพื่อสร้าง/พัฒนา วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) สำหรับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่องการแยกสาร ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ 2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการแยกสาร กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ 3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ที่มีต่อการทดลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการแยกสาร ผลการพัฒนาวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) 1. ตัวนวัตกรรม การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ ( Active Learning) เรื่อง การแยกสาร กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ประกอบไปด้วยแผนการจัดการเรียนรู้มีจำนวนทั้งสิ้น 5 แผน ใช้เวลาในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 15 ชั่วโมง รายละเอียดของการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) เรื่อง การแยกสาร แสดงแล้วดังภาคผนวกที่ ค 2. การหาคุณภาพของนวัตกรรม 2.1 การหาคุณภาพเชิงเหตุผล เมื่อประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ผลการประเมินแสดงดัง ตารางที่ 1
ตารางที่ 1: แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสาร โดยใช้วิธีการสอน แบบลงมือปฏิบัติ(Active Learning) จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ประเด็นที่ประเมิน รายการประเมิน ̅ . จุดประสงค์ การเรียนรู้ 1. จุดประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจนถูกต้อง 5 0 2. สอดคล้องกับตัวชี้วัด/มาตรฐานการเรียนรู้ 5 0 3. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ครบทั้งด้านความรู้ (K) ด้านทักษะกระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 5 0 4. เป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมสามารถทำการวัดและประเมินผลได้ 5 0 เนื้อหา 1. เนื้อหามีองค์ประกอบครบถ้วนเหมาะสมและมีรายละเอียดที่สอดคล้องสัมพันธ์กัน 5 0 2.การเขียนสาระสำคัญในแผนได้กระชับครอบคลุมตามเนื้อหา/สาระ 5 0 3. เนื้อหาแผนการจัดการเรียนรู้เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 5 0 4. เนื้อหามีความถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย 5 0 การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 1. กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะสมและสอดคล้องกับ ตัวชี้วัด / มาตรฐานการเรียนรู้ 5 0 2.จัดสถานการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้ขึ้นโดยเลียนแบบสถานการณ์จริง 4.66 0.58 3. กิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน 4.66 0.58 4. กิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้เห็นภาพจากนามธรรมเป็นรูปธรรม 5 0 5.ผู้เรียนในสถานการณ์มีปฏิสัมพันธ์กันหรือมีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆใน สถานการณ์นั้น 5 0 6. กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมนักเรียนมีบทบาทในทำกิจกรรมและการตัดสินใจ 5 0 7. กิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถประยุกต์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน 5 0 สื่อการเรียนรู้ 1. สื่อการสอนสอดคล้องกับบรรยากาศในห้องเรียน 4.33 0.58 2. สื่อการสอนงทันสมัยสามารถนำไปใช้ได้จริง 4.66 0.58 3. สื่อการสอนมีความน่าสนใจ 5 0 4. สื่อการสอนช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน 5 0 การวัดและ การประเมินผล 1. การวัดประเมินผลที่หลากหลายสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 0 2. การวัดและการประเมินผลครอบคลุมทั้งด้านความรู้ (K) ด้านทักษะกระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะ (A) 4.66 0.58 3. ใช้เครื่องมือการวัดประเมินผลที่เหมาะสม 5 0 4. วิธีการวัดประเมินผลที่ถูกต้องเหมาะสม 5 0 จากตารางที่ 1 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.33 ถึง 5.00 ซึ่งผ่านเกณฑ์ประเมินขั้นต่ำคือ 3.50 ดังนั้น จึงสรุปว่าวิธีการสอบแบบใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีความเหมาะสม 2.2 การหาคุณภาพเชิงประจักษ์ วิธีการหาคุณภาพเชิงประจักษ์ของการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ (5e) ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) จะใช้วิธีการเทียบกับ เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 = 75/75 โดยนำการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5e) ร่วมกับวิธีการเรียนรู้ แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ที่หาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้วไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ผู้เรียนที่เป็นคนละกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายการวิจัย แต่ตามข้อตกลงดังระบุในบทที่ 3 ว่า 53
เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการคือ 1) ขาดโรงเรียนที่มีบริบทใกล้เดียงกัน 2) ความยินยอมของ โรงเรียนที่มีบริบทใกล้เคียงกันที่จะให้ผู้วิจัยนำ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5e) ร่วมกับวิธีการ เรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning ) มาทดลองใช้กับนักเรียนระดับขั้นเพื่อหาประสิทธิภาพ เชิงประจักษ์ เพราะเงื่อนไขของระยะเวลาและความแตกต่างของการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ด้วย ปัจจัยจำกัดดังกล่าว การทำวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยขอละเว้นการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของวิธีการสอน แบบ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ(Active Learning ) ดังข้อตกลงแล้วในบทที่ 3 การพัฒนาผลการเรียนรู้ 1. คะแนนผลการเรียนรู้ จากการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ จำนวน 35 คน โดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาระหาความรู้ 5e และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเดียวกันโดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน คะแนนผลการเรียนรู้จากวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้ง 2 วิธีการ แสดงดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2: แสดงคะแนนผลการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้วิธีการสอน แบบสืบเสาะความรู้ 5e นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2565 และการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้ แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2565 ลำดับที่ คะแนนก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จากการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) คะแนนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จากการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) 1 17 17 2 17 18 3 19 19 4 23 27 5 20 23 6 20 25 7 15 17 8 23 27 9 17 18 10 27 27 11 20 24 12 24 26 13 21 25 54
14 18 20 15 21 21 16 20 23 17 22 22 18 17 19 19 19 19 20 21 20 21 16 18 22 20 23 23 18 19 24 23 24 25 25 25 26 24 24 27 18 19 28 19 24 29 22 25 30 24 26 31 22 24 32 20 22 33 15 19 34 19 19 35 23 23 รวม 35 คน รวมคะแนน 709 ̅ 20.26 . . . หรือคิดเป็นร้อยละ 67.52 รวมคะแนน 781 ̅ 22.03 . . 3.15 หรือคิดเป็นร้อยละ 74.38 จากตารางที่ 2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน พบว่า ก่อนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้ แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) นักเรียนมีระดับค่าเฉลี่ยผลการเรียนเรียนรู้ 20.26 (67.52%) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.91 และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร โดยใช้การสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) นักเรียนมีระดับ ค่าเฉลี่ยผลการเรียนเรียนรู้ 22.03 (74.83%) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.15 และผลต่างของคะแนน ก่อนใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) และหลังใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning)นักเรียนมีระดับค่าเฉลี่ยผลการเรียนเรียนรู้ 1.77 (6.86%) 55
2. การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะความรู้ 5e กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 และการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) กับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน ด้วยวิธีการทางสถิติ Two - Sample t-Test ผลการเปรียบเทียบแสดงดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3: แสดงผลการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะความรู้ 5e กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน และการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับ วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 /3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน เมื่อ α = 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % Two –Sample Statistics นวัตกรรม จำนวน (คน) คะแนนเต็ม ค่าคะแนนเฉลี่ย(̅) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน( ) เกณฑ์ระดับผลการเรียนรู้ของ สพฐ. ที่กำหนดและระดับผลการเรียนรู้ที่เทียบ A 35 30 20.26 2.91 เกณฑ์ สพฐ. ดี 3.00 (70-74 %) ผลการเรียนรู้ ค่อนข้างดี 2.5 (67.53%) B 35 30 22.03 3.15 เกณฑ์ สพฐ. ดี 3.00 (70-74 %) ผลการเรียนรู้ ดี3.00 (73.43%) Two –Sample Statistics Levine’s Test for Equality of Variances F Sig t df Sig. (2- tailed) Confidence Level (%) Equal variances assume 0.051 .000 6.30 34 .284 95 Equal variances not assume 6.30 33.945 .284 จากตารางที่ 3 เมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2565 จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเดียวกันโดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะความรู้ 5e ค่า P-value เท่ากับ 0.284 ซึ่ง มากกว่า α 0.05 ดังนั้น จึงสรุปว่า 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร โดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องเดียวกันโดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะความรู้ 5e พบว่ามีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95% 56
2. เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยที่จำนวนคะแนนเต็ม 30 คะแนน พบว่า การจัดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร โดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e มีระดับค่าคะแนน เฉลี่ย 20.26 ส่วนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเดียวกันโดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีระดับค่าคะแนนเฉลี่ย 22.03 ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e มีผลต่อ การเรียนรู้ของผู้เรียนน้อยกว่าการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการ เรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความ เชื่อมั่น 95% 3. เมื่อกำหนดเกณฑ์ประเมินผ่านผลการเรียนรู้ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การแยก สาร ตามเกณฑ์ระดับผลการเรียนรู้ของ สพฐ.(2550) ที่ระดับ ดี ซึ่งมีค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ย 70-74 พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้ใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e มีค่า ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย 67.53 ซึ่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ประเมินผ่านตามเกณฑ์ระดับผลการเรียนรู้ของ สพฐ.(2550) มีผลการเรียนรู้ที่ระดับ ค่อนข้างดีส่วนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการทดลองใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยค่าเฉลี่ย 73.43 ซึ่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ประเมินผ่านตามเกณฑ์ระดับผล การเรียนรู้ของ สพฐ. (2550) มีผลการเรียนรู้ที่ระดับ ดีดังนั้น จึงสรุปว่า ที่ระดับมีนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95% วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีผลต่อการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2565 ผ่านเกณฑ์ประเมินผ่าน เมื่อเทียบกับเกณฑ์ระดับผลการเรียนรู้ของ สพฐ. (2550) ขณะที่ใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e มีผลต่อการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ประเมินผ่านเมื่อเทียบกับ เกณฑ์ระดับผลการเรียนรู้ของ สพฐ. (2550) ระดับความพึงพอใจ จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร โดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) กับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/3 ปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 35 คน เมื่อวิเคราะห์ระดับความพึง พอใจ ผลการวิเคราะห์แสดงดังตารางที่ 4 57
ตารางที่ 4: แสดงระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน ที่มีต่อการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสาร ประเด็นและรายการที่ประเมิน ̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ ผู้สอน 1.มีความเหมะสมด้านความรู้สามารถถ่ายทอดความรู้ 3.61 1.15 มาก 2.แนะนำในการใช้อุปกรณ์การทดลองลองละเอียดครบถ้วน ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3.51 1.05 มาก 3. มีบุคลิกภาพที่ดี วางตัวเหมาะสม 3.00 0.98 ปานกลาง 4.มีการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจอยากเรียนรู้ 3.45 1.15 ปานกลาง 5.ชี้แนะแนวทางให้นักเรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายและสรุปผล ได้บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 3.51 1.03 มาก 6. ยอมรับความคิดเห็นของนักเรียน 4.52 1.19 มากที่สุด 7.ให้ความสนใจกับนักเรียนอย่างทั่วถึงขณะจัดการเรียนรู้ 4.20 1.17 มากที่สุด รวม 3.69 1.10 มาก บรรยากาศ 1. สร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 3.06 1.05 ปานกลาง 2.บรรยากาศในห้องเรียนเอื้ออำนวยต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3.26 0.94 ปานกลาง 3. เรียนรู้อย่างมีความสุข 2.96 1.16 ปานกลาง รวม 3.09 1.05 ปานกลาง เนื้อหา 1.เนื้อหาเหมาะสมกับวัยและความสนใจของนักเรียน 3.00 0.98 ปานกลาง 2. ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมของเนื้อหาเหมาะสมต่อการเรียน 3.00 0.98 ปานกลาง 3. เนื้อหาเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน 3.60 0.90 มาก 4. เนื้อหาเรียงลำดับจากง่ายไปสู่ยาก 4.28 1.23 มากที่สุด 5. เนื้อหามีความทันสมัยสามารถนำไปใช้ได้จริง 3.06 1.28 ปานกลาง รวม 3.39 1.07 ปานกลาง ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1. กิจกรรมมีความหลากหลาย 4.26 0.98 มากที่สุด 2.ช่วยให้เข้าใจเกิดความคิดรวบยอดและสรุปองค์ความรู้ได้ด้วย ตนเอง 3.98 1.08 มาก 3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วม 3.80 1.11 มาก 4.เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 3.92 1.10 มาก 5. เรียงลำดับของกิจกรรมได้เหมาะสม 3.70 0.96 มาก รวม 3.93 0.82 มาก 58
ประเด็นและรายการที่ประเมิน ̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ สื่อการเรียนรู้ 1. สื่อการสอนสอดคล้องกับบรรยากาศในห้องเรียน 3.50 1.16 ปานกลาง 2. สื่อการสอนงทันสมัยสามารถนำไปใช้ได้จริง 3.47 0.91 ปานกลาง 3. สื่อการสอนมีความน่าสนใจ 4.19 0.98 มากที่สุด 4. สื่อการสอนช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน 4.16 0.95 มากที่สุด รวม 3.83 1.00 มาก การประเมิน 1. ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 3.18 1.06 ปานกลาง 2. วัดผลได้ครอบคลุมทุกพฤติกรรม 3.23 1.10 ปานกลาง 3. ใช้เครื่องมือหรือเทคนิควิธีการที่เหมาะสม 3.20 1.08 ปานกลาง รวม 3.20 1.08 ปานกลาง รวมทั้งหมด 3.52 0.10 มาก จากตารางที่ 4 พบว่า เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวม นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ปีการศึกษา 2565 มีความพึงพอใช้ต่อวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสาร ระดับมาก ( ̅ = 3.52 . =0.10) แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดยเรียงลำดับระดับค่าเฉลี่ยจาก ระดับมากสุดไปหาน้อยสุด 3 ลำดับ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (̅ = 3.93 =0.82) มีความพึงพอใจระดับมาก รองลงมาคือด้านสื่อการเรียนรู้ (̅ = 3.83 = 1.00) มีความพึงพอใจระดับมาก และลำดับสุดท้ายคือด้านการสอน (̅ = 3.69 =1.10) มีความพึงพอใจระดับมาก 59
บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย เป้าหมายของการวิจัยเพื่อต้องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) โดยอาศัยแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการ ในการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) โดยอิงเนื้อหาสาระจากสาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สำหรับทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร กับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสาร ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ 2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสาร กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ 3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ ที่มีต่อการทดลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Practise) จัดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง การแยกสาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 ปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสม แผนการจัดการเรีนนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อวิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) และแบบประเมิน ความเหมาะสมของแบบทดสอบ เรื่อง การแยกสาร เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน ที่จัดเป็นกลุ่มตัวอย่างที่หนึ่งโดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ 5e และกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน ที่จัดเป็นกลุ่มตัวอย่างที่สองโดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธี การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) เปรียบเทียบระดับผลการเรียนรู้ตามเกณฑ์ของสพฐ. ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 ด้วย Two – Sample t Test พร้อมทั้งวัดระดับความพึงพอใช้ของ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่หนึ่ง ผลการวิจัยพบว่า
1. นักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่หนึ่งมีผลการเรียนรู้ที่ระดับค่อนข้างดี ตามเกณฑ์ของสพฐ. ขณะที่ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่สองมีผลการเรียนรู้ที่ระดับดีตามเกณฑ์เดียวกัน 2. เมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบพบว่า ระดับผลการเรียนรู้ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ที่หนึ่งต่ำกว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่สองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95% 3. เมื่อทำการประเมินระดับความพึงพอใจซึ่งกำหนดเป็น 6 ด้าน ประกอบด้วยด้านการสอน ด้านบรรยากาศในชั้นเรียน ด้านเนื้อหา ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านสื่อการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล พบว่า เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวม เฉพาะนักเรียนกลุ่มตัวอย่างสองมีความ พึงพอใจที่ระดับมาก แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดยใช้ค่าระดับค่าเฉลี่ยสูงสุดไปหาต่ำสุดเป็นเกณฑ์ พบว่า ความพึงพอใจด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีระดับค่าเฉลี่ยสูงสุด มีความพึงพอใจระดับมาก ระดับค่าเฉลี่ยรองลงมาคือความพึงพอใจด้านสื่อการเรียนรู้มีความพึงพอใจระดับมาก ด้านผู้สอน มีความพึงพอใจระดับดี ด้านเนื้อหามีความพึงพอใจระดับปานกลาง ด้านการวัดและประเมินผล มีความพึงพอใจระดับปานกลาง และระดับค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือความพึงพอใจด้านบรรยากาศในชั้นเรียน มีความพึงพอใจระดับปานกลาง อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวในบทที่ 4 ประเด็นที่จะหยิบยกขึ้นมาสู่การอภิปราย ผลการวิจัยประกอบด้วย ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน ประเด็นดังกล่าว นำมาอภิปราย ดังนี้ 1. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลในบทที่ 4 พบว่า ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ของนักเรียน ต่อการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือ ปฏิบัติ (Active Learning) สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ ที่สูงกว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ α 0.05 ทั้งนี้เป็นเพราะว่า การจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ทำให้นักเรียนมีการพัฒนาความเข้าใจ ความคิด การวิเคราะห์ที่มากขึ้น และมี ความเข้าใจในเนื้อเรื่องที่คลาดเคลื่อนลงลด ซึ่งผลดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการของ อัญชลี ชาติมนตรี (2557) ที่ทำการวิจัยเรื่องการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริงในเซลล์กัล วานิก ด้วยชุดการทดลองที่ประดิษฐ์มาจากกระดาษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนาหนองทุ่มวิทยา อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิโดยงานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 8.57 หรือ ร้อยละ 57.14 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 3.77 หรือ ร้อยละ 25.14 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า นักเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการทดลองที่ประดิษฐ์มาจากกระดาษ มีการพัฒนาการเรียนรู้ มี ความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ ศักดิ์อนันต์อนันตสุข (2559) ที่ได้ทำการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน โดยใช้การสอน ด้วยรูปแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์เรื่อง งานและพลังงาน พบว่า จำนวนนักเรียนร้อยละ 87.50 ทำคะแนน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 61
และมีนักเรียนเพียงร้อยละ 12.50 ที่ทำคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 27.18 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 67.94 ของคะแนนเต็ม และเมื่อนำ แบบทดสอบรายจุดประสงค์ เรื่อง งานและพลังงาน ในปีการศึกษา 2548 มาทดสอบกับนักเรียนที่ เรียน เรื่อง งานและพลังงาน จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแบบลงมือ ปฏิบัติ (Practice) ผลปรากฏว่า นักเรียนที่เรียนเรื่อง งานและพลังงาน โดยการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) สามารถทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 50 จำนวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 80.00 ของนักเรียนทั้งหมด 40 คน และมีคะแนนเฉลี่ย 14.36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้สามารถทำคะแนนและยังสอดคล้องกับงานวิจัย ของ พจน์ วงศ์ปัญญา ( 2558 ) ที่ได้ทำการศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชา วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เน้นการสร้างลงมือปฏิบัติ (Practise) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทุกกลุ่มมีความรู้ความเข้าใจในการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) อยู่ในระดับดีมาก และนักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับดี นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของประภัสสร ขันแข็ง, เพลินใจ อัตกลับ, เกศริน มีมล และทิพย์ วรรณ หงกะเชิญ (2560) ที่ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยชุด กิจกรรมการทดลอง เรื่อง การแยกสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนวัดไทร (ถาวร พรหมานุกูล) พบว่า นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน เฉลี่ย เท่ากับ 8.47 (S.D. = 1.99) คะแนน และ 12.61 (SD = 1.92) คะแนน ตามลำดับ จากคะแนน เต็ม 20 คะแนน เมื่อทดสอบค่าที พบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่าชุดกิจกรรมการทดลอง เรื่อง การแยกสาร สามารถช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ให้มากยิ่งขึ้นได้ จากการอภิปรายผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จึงลงข้อสรุปว่า การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เรื่องการแยกสาร สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ โดยการทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ซึ่งพัฒนาตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการของ ณัฐนันท เฉลียวพงษ, ศักดิ์ศรี สุภาษร, อัญชลี ชาติมนตรี, ศักดิ์อนันต์อนันตสุข และพจน์ วงศ์ปัญญา และมีผลต่อการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการแยกสาร สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ โดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้ แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์สูงกว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ 5e อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ α0.05 ซึ่งสอดคล้อง กับสมมติฐานการวิจัยที่กำหนด ขึ้นคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์มีผลสัมฤทธิ์จากการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่อง การแยกสาร เพิ่มขึ้นจากเดิม ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ผลการวิจัย 1.1 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ว่านักเรียนถึงแม้จะมีความแตกต่างกันทั้ง ระดับบุคคลและระดับชั้นเรียน แต่ก็มีความสามรถหรือศักยภาพในการเรียนรู้ที่เท่ากัน และมีวิธี 62
การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ที่สอดคล้องกับความบัญญัติของมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 ดังนั้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ใด ๆ ก็ตามครูไม่ควรใช้ วิธีการและเทคนิคการสอนรูปแบบเดียวอย่างจำเจซ้ำซาก ทั้งนี้เพราะหากมีชั้นเรียนระดับเดียวกัน หลาย ๆ ชั้นเรียน ครูต้องแยกแยะความแตกต่างของแต่ละชั้นเรียนโดยการวิเคราะห์ และประเมินสัมฤทธิ์การเรียนรู้เป็นระยะ แล้วนำผลนั้นมาปรับปรุงวิธีการและเทคนิคการสอน ให้เหมาะสมกับผู้เรียน อย่าโยนความผิดให้กับผู้เรียนหากผลการประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่า เกณฑ์ประเมินผ่าน 1.2 การศึกษาผลที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning)ในตัวแปลอื่น ๆ เช่น ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการใช้เหตุผล ทั้งนี้เพราะ เป็นสิ่งที่จำเป็นในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และสามารถนำสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวไปใช้ในวิชาอื่น และเกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของนักเรียน 2. ข้อเสนอแนะการศึกษาเพิ่มเติมหรือทำวิจัยต่อยอด 2.1 ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษาต่อยอดในการวิธีการเรียนรู้แบบลงมือ ปฏิบัติ(Active Learning) เพื่ออธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องการแยกสาร ทั้งนี้เพราะจะเกิด ประโยชน์แก่ผู้ที่ทำการศึกษาค้นคว้า และสะดวกต่อการนำมาใช้งาน 2.2 ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5e ร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ในเนื้อหาอื่นในวิชาวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ วิชาเคมี วิชาชีวะ และวิชาฟิสิกส์ ที่มีผลต่อการเรียนรู้ ของนักเรียน ทั้งนี้เพราะจะได้มีความเหมาะสมกับเนื้อหา เนื้อเรื่อง และสาระการเรียนรู้ 63
บรรณานุกรม นีรนุช เหลือลมัย. (2556). การวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณธรรม กกกกกกกจริยธรรมสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร. สุชีรา มีอาษา. (2557). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้การลงมือปฏิบัติ (Practise) ร่วมกับระบบ กกกกกกกพี่เลี้ยง เพื่อส่งเสริมการคิด สร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา. (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต) กกกกกกกสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ภาควิชาคอมพิวเตอร์ ศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย กกกกกกกเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, กรุงเทพมหานคร. สุมิตรา อังวัฒนกุล. (2558). วิธีสอนโดยใช้กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ตามหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร : กกกกกกกโรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. วีณา วโรตมะวิชญ. (2558). กลวิธีการเรียนการสอนจากกิจกรรมในโรงเรียนประถมศึกษา. เชียงใหม่ : กกกกกกกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่. พรรณี ปานเทวัญ. (2559). การพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 กับการเรียนรู้เชิงรุกในวิชาคำนวณ. กกกกกกกวารสาร พยาบาลทหารบก, 17(3), 17-24. ----------. กระทรวงศึกษาธิการ (2559). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพ : กกกกกกกโรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.). ----------.กระทรวงศึกษาธิการ. (2559). สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษา กกกกกกกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ กกกกกกก(ร.ส.พ.). จิรา ยงเขตกิจ. (2559). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต กกกกกกกและพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอน กกกกกกกโดยการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคแบ่งกลุ่มสัมฤทธิ์ และการสอนตามปกติ. วิทยานิพนธ์ กกกกกกกครุศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันราชภัฏนครสวรรค์ ฐิติพร ดวงจิตร. (2560). การพัฒนาชุดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โดยใช้รูปแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) . ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ---------- . (2560). กลุ่มลงมือปฏิบัติ (Practise) เพื่อการทำงานและการจัดการเรียนการสอน. กกกกกกกกรุงเทพฯ : นิชินแอดเวอร์ไทซิ่ง กรู๊ฟ อังคณา ประวงค์สา. ทบทวนแนวการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา. นครราชสีมา :สำนักงาน กกกกกกกเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1, 2560. ชนาธิป พรกุล. (2561). รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ : กกกกกกกสำนักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรวิทย์ นิเทศศิลป์. (2561). สื่อและนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้. ปทุมธานี : สกายบุ๊กส์.
มลิวัลย์ สมศักดิ์. (2561) . เอกสารประกอบการสอนรายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏ กกกกกกกนครศรีธรรมราช. สุกัญญา อิ่มใจ. (2562). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่าง กกกกกกกการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ด้วยแบบกลุ่มแบบ STAD กับแบบลงมือปฏิบัติ (Practise) กกกกกกกวิทยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไพโรจน์ ตีรณธนากุลและคณะ. (2562). การออกแบบและการผลิตบทเรียนจากกิจกรรมการสอน. กกกกกกกกรุงเทพ : ศูนย์ส่งเสริมคุณภาพ. Morgan, Clifford T. (2016). “Thinking and Problem Solving”. A Brief Introduction to กกกกกกกPsychology. 2nd ed. New Delhi Tata McGrew-Hill.co. Piaget, J. (2016). The Origins of Intelligence in Children. New York : W.W.Norton. Polya, George. (2016). How to solve it. San Francisco : Stanford University. Allen, D.E., & Duch, B.J. (2017). Thinking Toward Solution: Problem-Based Learning กกกกกกกActivities for General Biology. The United States of America: Harcourt กกกกกกกBrace & Company. Bloom, Benjamin S. (2018). Taxonomy of educational objective handbook 1 : กกกกกกกcognitiwe domain. London : Longman. Thornbury, S. (2018). How to Teach Vocabulary Practise. Bangkok: Pearson Education กกกกกกกIndochina Ltd. Shou, P. (2019). The Effect of Vocabulary Knowledge and Background Knowledge on กกกกกกกReading Comprehension of Taiwanese EFL Students. Electronic Journal of กกกกกกกForeign Language Teaching8 (1). 65
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก เครื่องมือการวิจัย
แบบประเมินสำหรับผู้เชี่ยวชาญประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเรื่อง การแยกสาร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ คำชี้แจง 1. การวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจะใช้วิธีการวิเคราะห์ค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item- Objective Congruence: IOC) 2. ผลการประเมินแต่ละข้อคำถาม (Item) ของแต่ละประเด็นจะมีคะแนน 3 ระดับ โดย 2.1 ข้อคำถามใดที่ท่านเห็นว่าสอดคล้องกับประเด็นที่ต้องการถาม จะมีระดับคะแนน +1 2.2 ข้อคำถามใดที่ท่านไม่แน่ใจว่าสอดคล้องกับประเด็นที่ต้องการถาม จะมีระดับคะแนน 0 2.3 ข้อคำถามใดที่ท่านเห็นว่าไม่สอดคล้องกับประเด็นที่ต้องการถาม จะมีระดับคะแนน -1 3. ให้ทำเครื่องหมาย ✓ลงในช่องรายการประเมินตามระดับที่ท่านเห็นว่าสอดคล้องของแต่ละรายการ ของแต่ละประเด็นที่มีความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ (5E) ร่วมกับวิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) 4. ขณะที่ท่านทำการประเมินหากพบประเด็นหรือรายการประเมินใดที่เห็นสมควรปรับปรุงแก้ไข ขอความอนุเคราะห์โปรดให้ข้อเสนอแนะหรือทำการแก้ไข จักกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 - 15 เรื่อง การแยกสาร ประเด็น ที่ทำการประเมิน รายการที่ทำงานประเมิน ระดับ ผลการประเมิน -1 0 +1 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. จุดประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจนถูกต้อง 2. สอดคล้องกับตัวชี้วัด/มาตรฐานการเรียนรู้ 3.กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ครบทั้งด้านความรู้(K) ด้านทักษะกระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 4.เป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมสามารถทำการวัดและประเมินผลได้ รวม ..........คะแนน เนื้อหา 1.แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบครบถ้วนเหมาะสมและมี รายละเอียดที่สอดคล้องสัมพันธ์กัน 2.การเขียนสาระสำคัญในแผนได้กระชับครอบคลุมตามเนื้อหา/สาระ 3.เนื้อหาแผนการจัดการเรียนรู้เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 4. เนื้อหามีความถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย รวม ..........คะแนน
ประเด็น ที่ทำการประเมิน รายการที่ทำการประเมิน ระดับ ผลการประเมิน -1 0 +1 การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ 1.กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะสมและสอดคล้องกับ ตัวชี้วัด/มาตรฐานการ เรียนรู้ 2.จัดสถานการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้ขึ้นโดยเลียนแบบสถานการณ์จริง 3. กิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน 4.กิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้เห็นภาพจากนามธรรมเป็นรูปธรรม 5.ผู้เรียนในสถานการณ์มีปฏิสัมพันธ์กันหรือมีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆ ในสถานการณ์นั้น 6.กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมนักเรียนมีบทบาทในทำกิจกรรมและการ ตัดสินใจ 7.กิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถประยุกต์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน รวม ..........คะแนน ด้านสื่อการเรียนรู้ 1. สื่อการสอนสอดคล้องกับบรรยากาศในห้องเรียน 2. สื่อการสอนทันสมัยสามารถนำไปใช้ได้จริง 3. สื่อการสอนมีความน่าสนใจ 4. สื่อการสอนช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน รวม ..........คะแนน ด้านการประเมิน 1. การวัดประเมินผลที่หลากหลายสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 2. การวัดและการประเมินผลครอบคลุมทั้งด้านความรู้ (K) ด้านทักษะกระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะ (A) 3. ใช้เครื่องมือการวัดประเมินผลที่เหมาะสม 4. วิธีการวัดประเมินผลที่ถูกต้องเหมาะสม รวม ..........คะแนน ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ.............................................. (..............................................) ตำแหน่ง…………….…………………..…………
แบบประเมินความเหมาะสมของแบบประเมินความพึงพอใจ ที่มีต่อวิธีการสอนแบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ คำชี้แจง 1. แบบประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาที่สร้างขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประเมินความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหาของแบบประเมินความพึงพอใจ 2. การวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจะใช้วิธีการวิเคราะห์ค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) 3. ผลการประเมินของแต่ละข้อคำถาม (Item)ของผลการวิเคราะห์แต่ละด้านจะมีคะแนน 3 ระดับ โดย 3.1 ข้อคำถามใดที่ท่านเห็นว่าสอดคล้องกับด้านที่ต้องการวิเคราะห์ มีระดับคะแนน +1 3.2 ข้อคำถามใดที่ท่านไม่แน่ใจว่าสอดคล้องกับด้านที่ต้องการวิเคราะห์ มีระดับคะแนน 0 3.3 ข้อคำถามใดที่ท่านเห็นว่าไม่สอดคล้องกับด้านที่ต้องการวิเคราะห์ มีระดับคะแนน -1 4. ให้ท่านทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องแต่ละรายการประเมินของแต่ละด้านที่ทำการวิเคราะห์ ตามความเห็นของท่าน 5. ขณะที่ท่านทำการประเมินหากพบรายการใดที่เห็นว่าสมควรปรับปรุงแก้ไข ขอความอนุเคราะห์ โปรดให้ข้อสนอแนะหรือทำการแก้ไขจักกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ด้านที่ทำการประเมิน รายการที่ทำการประเมิน ระดับ ผลการประเมิน +1 0 -1 ด้านผู้สอน 1.มีความเหมะสมด้านความรู้สามารถถ่ายทอดความรู้ 2.แนะนำในการใช้แบบจำลองละเอียดครบถ้วนก่อนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 3. มีบุคลิกภาพที่ดี วางตัวเหมาะสม 4.มีการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจอยากเรียนรู้ 5.ชี้แนะแนวทางให้นักเรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายและสรุปผล ได้บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 6. ยอมรับความคิดเห็นของนักเรียน 7.ให้ความสนใจกับนักเรียนอย่างทั่วถึงขณะจัดการเรียนรู้ รวม ...............คะแนน ด้านบรรยากาศ 1. สร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 2.บรรยากาศในห้องเรียนเอื้ออำนวยต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. เรียนรู้อย่างมีความสุข รวม ...............คะแนน
ด้านที่ทำการประเมิน รายการที่ทำการประเมิน ระดับ ผลการประเมิน +1 0 -1 ด้านเนื้อหา 1.เนื้อหาเหมาะสมกับวัยและความสนใจของนักเรียน 2.ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมของเนื้อหาเหมาะสมต่อการเรียน 3. เนื้อหาเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน 4. เนื้อหาเรียงลำดับจากง่ายไปสู่ยาก 5. เนื้อหามีความทันสมัยสามารถนำไปใช้ได้จริง รวม ...............คะแนน ด้านการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 1. มีความหลากหลาย 2.ช่วยให้เข้าใจเกิดความคิดรวบยอดและสรุปองค์ความรู้ได้ด้วย ตนเอง 3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วม 4.เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 5. เรียงลำดับของกิจกรรมได้เหมาะสม รวม ...............คะแนน ด้านสื่อการเรียนรู้ 1. สื่อมัลติมีเดียสอดคล้องกับบรรยากาศในห้องเรียน 2. สื่อมัลติมีเดียทันสมัยสามารถนำไปใช้ได้จริง 3. สื่อมัลติมีเดียมีความน่าสนใจ 4. สื่อมัลติมีเดียช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน รวม ...............คะแนน ด้านการประเมิน 1.ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.วัดผลได้ครอบคลุมทุกพฤติกรรม 3.ใช้เครื่องมือหรือเทคนิควิธีการที่เหมาะสม รวม ...............คะแนน ข้อเสนอแนะ (ถ้ามี) ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ.............................................................. (..........................................................) วันที่............เดือน...........................พ.ศ............
แบบประเมินความเหมาะสมของแบบทดสอบ เรื่อง การแยกสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ คำชี้แจง 1.แบบประเมินแบบทดสอบที่สร้างขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประเมินแบบทดสอบ 2. การวิเคราะห์แบบทดสอบจะใช้วิธีการวิเคราะห์ค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item- Objective Congruence: IOC) 3.ผลการประเมินของแต่ละข้อคำถาม (Item)ของผลการวิเคราะห์แต่ละด้านจะมีคะแนน 3 ระดับ โดย 3.1 ข้อคำถามใดที่ท่านเห็นว่าสอดคล้องกับด้านที่ต้องการวิเคราะห์ มีระดับคะแนน +1 3.2 ข้อคำถามใดที่ท่านไม่แน่ใจว่าสอดคล้องกับด้านที่ต้องการวิเคราะห์ มีระดับคะแนน 0 3.3 ข้อคำถามใดที่ท่านเห็นว่าไม่สอดคล้องกับด้านที่ต้องการวิเคราะห์ มีระดับคะแนน -1 4. ให้ท่านทำเครื่องหมาย✓ลงในช่องแต่ละรายการประเมินของแต่ละด้านที่ทำการวิเคราะห์ ตามความเห็นของท่าน 5.ขณะที่ท่านทำการประเมินหากพบรายการใดที่เห็นว่าสมควรปรับปรุงแก้ไขขอความอนุเคราะห์ โปรดให้ข้อเสนอแนะหรือทำการแก้ไขจักกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง มาตรฐาน/ตัวชี้วัด แบบทดสอบ ผลการประเมิน +1 0 -1 คำถามแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของ สสาร องค์ประกอบ ของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่าง สมบัติของสสารกับ โครงสร้างและแรงยึด เหนี่ยวระหว่าง อนุภาค หลักและ ธรรมชาติของการ เปลี่ยนแปลงสถานะ ของสสาร การเกิด สารละลาย และการ เกิดปฏิกิริยาเคมี 1. ข้อใดจับคู่วิธีการแยกสารได้ถูกต้อง ก. น้ำคลอง - การตกตะกอน ข. การทำนาเกลือ - การระเหย ค. ผลึกจุนสี- การตกผลึก ง. ถูกทุกข้อ คำตอบ ง. ถูกทุกข้อ 2. สารผสมชนิดใดเหมาะสำหรับใช้กรวยในการแยกสาร ก. น้ำและน้ำมัน ข. น้ำและเกลือ ค. น้ำและลูกเหม็น ง. น้ำและน้ำตาล คำตอบ ก. น้ำและน้ำมัน 3. นักเรียนจะใช้วิธีการใดในการแยกกรวดออกจากทราย ก. การทำให้ตกตะกอน ข. การใช้ตะแกรงร่อน ค. การกรอง ง. การตกผลึก คำตอบ ข. การใช้ตะแกรงร่อน
มาตรฐาน/ตัวชี้วัด แบบทดสอบ ผลการประเมิน +1 0 -1 1. อธิบายการแยก สารผสมโดยการ ระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่น อย่างง่าย โครมาโท กราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วย ตัวทำ ละลาย โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ 2. แยกสารโดยการ ระเหยแห้ง การตกผลึกการกลั่น อย่างง่าย โครมาโท กราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วย ตัวทำละลาย 3. นำวิธีการแยก สารไปใช้แก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวันโดย บูรณาการ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ วิศวกรรมศาสตร์ 4. วิธีใดต่อไปนี้ใช้แยกสารเนื้อเดียว ก. การกรอง ข. การระเหิด ค. การโครมาโทกราฟี ง. การสกัดด้วยไอน้ำ คำตอบ ค. การโครมาโทกราฟี 5. นักเรียนได้รับสารผสมซึ่งมีถ่านผสมกับเกลือ นักเรียนจะแยกโดย ใช้วิธีการใด เรียงตามลำดับ ก. การตกผลึก การละลาย และการระเหย ข. การกรอง การละลาย และการระเหิด ค. การกรอง การตกผลึก และการระเหิด ง. การละลาย การกรอง และการระเหย คำตอบ ง. การละลาย การกรอง และการระเหย 6. การแยกสารโดยใช้วิธีการระเหยแห้งเหมาะสำหรับของผสมในข้อ ใดมากที่สุด ก. สารคอลลอยด์ ข. สารแขวนลอยของแข็งในของเหลว ค. สารละลายที่มีแก๊สละลายในของเหลว ง. สารละลายที่มีของแข็งละลายในของเหลว คำตอบ ง. สารละลายที่มีของแข็งละลายในของเหลว 7. สารละลายใดไม่เหมาะสมในการแยกสารด้วยวิธีการระเหยแห้ง ก. น้ำเกลือ ข. น้ำเชื่อม ค. น้ำปูนใส ง. แอลกอฮอล์เช็ดแผล คำตอบ ง. แอลกอฮอล์เช็ดแผล 8. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึงการตกผลึกไม่ถูกต้อง ก. การตกผลึกต้องทำให้สารละลายอิ่มตัวที่อุณหภูมิสูง ข. การตกผลึกจำเป็นต้องละลายสารในตัวทำละลายที่เหมาะสม ค. ผลึกแยกออกจากสารละลายเนื่องจากสภาพละลายได้ของสารลดลง ง. ผลึกที่ได้ยังคงเป็นสารชนิดเดิม แต่มีการจัดเรียงอนุภาคใหม่ ที่เป็นระเบียบ คำตอบ ก. การตกผลึกต้องทำให้สารละลายอิ่มตัวที่อุณหภูมิสูง
มาตรฐาน/ตัวชี้วัด แบบทดสอบ ผลการประเมิน +1 0 -1 9. วิธีการกลั่นน้ำให้บริสุทธิ์โดยการกลั่นแบบธรรมดา สารในข้อใด ใช้วิธีการนี้แยกไม่ได้ ก. น้ำทะเล ข. น้ำคลอง ค. น้ำเชื่อม ง. น้ำผสมเอทานอล คำตอบ ง. น้ำผสมเอทานอล 10. กิ่งแก้วต้องการตกผลึกน้ำตาลจากน้ำเชื่อม เมื่อทำการทดลองตามที่ เรียนมาครบทุกอย่าง พบว่า สารละลายดังกล่าวยังไม่ตกผลึก กิ่งแก้วจึง ช่วยให้การตกผลึกของน้ำตาลดีขึ้นโดยปฏิบัติดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด ก. การเติมเกลือลงไปเพิ่ม ข. การนำสารละลายไปตากแดดแล้วปล่อยข้ามคืน ค. การเติมน้ำลงไปเล็กน้อย ง. การนำสารละลายไปต้มให้เดือดสักพักแล้วปล่อยให้เย็น คำตอบ ค. การเติมน้ำลงไปเล็กน้อย 11. การแยกน้ำมันดิบที่ใช้กันในปัจจุบัน คือวิธีการใด ก. การกลั่นลำดับส่วน ข. การตกตะกอนลำดับส่วน ค. การสลายด้วยความร้อน ง. ต้มให้เดือด คำตอบ ก. การกลั่นลำดับส่วน 12. การกลั่นลำดับส่วนมีข้อดีอย่างไร ก. ประหยัดเวลา ราคาถูก ข. แยกสารที่มีจุดเดือดต่ำได้ ค. แยกสารที่มีปริมาณน้อยๆ ผสมอยู่ ง. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกันน้อยๆ ได้ คำตอบ ง. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกันน้อยๆ ได้ 13. การกลั่นแยกสารโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ จะไม่สามารถกระทำได้ในกรณีใด ก. สารนั้นละลายน้ำได้ ข. สารนั้นไม่ละลายน้ำ ค. สารนั้นระเหยได้ง่าย ง. สารนั้นต้องมีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ คำตอบ ก. สารนั้นละลายน้ำได้
มาตรฐาน/ตัวชี้วัด แบบทดสอบ ผลการประเมิน +1 0 -1 14. ตัวเลือกใดเรียงลำดับกระบวนการกลั่นได้ถูกต้อง ก. การเดือด การกลายเป็นไอ การควบแน่น ข. การเดือด การควบแน่น การระเหย ค. การเดือด การควบแน่น การกลายเป็นไอ ง. การระเหย การเดือด การควบแน่น คำตอบ ก. การเดือด การกลายเป็นไอ การควบแน่น 15. ในการกลั่นสารใดจะระเหยออกมาเป็นไอก่อนสารอื่น ก. สารที่มีจุดเดือดต่ำ ข. สารที่มีจุดเดือดสูง ค. สารที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ ง. สารที่มีจุดหลอมเหลวสูง คำตอบ ก. สารที่มีจุดเดือดต่ำ 16. ถ้าเอาน้ำหวานสีแดงไปกลั่น จะได้น้ำที่มีลักษณะอย่างไร ก. ได้น้ำสีชมพู และรสหวานเล็กน้อย ข. ได้น้ำไม่มีสี แต่รสหวานเล็กน้อย ค. ได้น้ำที่มีสีแต่ไม่มีรสหวาน ง. ได้น้ำไม่มีสีและไม่มีรส คำตอบ ง. ได้น้ำไม่มีสีและไม่มีรส 17. ข้อใดกล่าวถึงการกลั่นได้ไม่ถูกต้อง ก. อาศัยคุณสมบัติของสาร คือ จุดเดือด ข. อาศัยหลักการควบแน่น ค. สารที่มีจุดเดือดสูงจะถูกแยกออกมาก่อน ง. สารที่มีจุดเดือดต่ำจะถูกแยกออกมาก่อน คำตอบ ค. สารที่มีจุดเดือดสูงจะถูกแยกออกมาก่อน 18. การแยกน้ำออกจากน้ำทะเลใช้วิธีการใดสะดวกที่สุด ก. กลั่นแบบธรรมดา เพราะน้ำเท่านั้นที่ระเหยได้ ข. ระเหยแห้ง เพราะน้ำเท่านั้นที่ระเหยได้ ค. กลั่นลำดับส่วน เพื่อแยกน้ำที่บริสุทธิ์ออกมา ง. ใช้สารส้มกวนให้เกลือในน้ำทะเลตกตะกอน คำตอบ ก. กลั่นแบบธรรมดา เพราะน้ำเท่านั้นที่ระเหยได้
มาตรฐาน/ตัวชี้วัด แบบทดสอบ ผลการประเมิน +1 0 -1 19. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับโครมาโทกราฟีแบบกระดาษ ก. แยกของแข็งออกจากสารละลาย ข. แยกสารที่มีจุดเดือดแตกต่างกันมาก ค. แยกสารที่ระเหยได้ออกจากสารที่ระเหยไม่ได้ ง. แยกสารที่เคลื่อนที่ไปบนตัวดูดซับได้แตกต่าง คำตอบ ง. แยกสารที่เคลื่อนที่ไปบนตัวดูดซับได้แตกต่าง 20. หลักสำคัญในการสกัดสารให้บริสุทธิ์โดยวิธีโครมาโทกราฟี คือข้อใด ก. สารผสมนั้นจะต้องละลายน้ำ ข. ตัวทำละลายจะทำให้ของผสมบริสุทธิ์ ค. สารผสมจะแยกออกจากกันทันทีที่ถูกละลาย ง. สารละลายแต่ละชนิดมีความสามารถในการละลายและถูกดูดซับได้ต่างกัน คำตอบ ง. สารละลายแต่ละชนิดมีความสามารถในการละลาย และถูกดูดซับได้ต่างกัน 21. ข้อใดควรใช้วิธีโครมาโทกราฟี ก. สกัดสีออกจากดอกกุหลาบ ข. แยกน้ำมันออกจากรำข้าว ค. วิเคราะห์ว่าสีแดงในสีผสมอาหารเป็นสารใด ง. สกัดน้ำมันหอมระเหยออกจากใบยูคาลิปตัส คำตอบ ค. วิเคราะห์ว่าสีแดงในสีผสมอาหารเป็นสารใด 22. สารที่แยกออกจากกันโดยวิธีโครมาโทกราฟีต้องมีสมบัติดังนี้ ยกเว้นข้อใด ก. มีสีต่างกัน ข. ถูกดูดซับโดยตัวดูดซับต่างกัน ค. มีอัตราการเคลื่อนที่บนตัวดูดซับต่างกัน ง. ความสามารถในการละลายต่างกัน คำตอบ ก. มีสีต่างกัน 23. สารที่เคลื่อนที่ไปได้ไกลในการแยกสารด้วยวิธีโครมาโทกราฟี จะมีคุณสมบัติแบบใด ก. เป็นสารที่ดูดซับได้ดี ข. เป็นสารที่เคลื่อนที่ได้ช้า ค. เป็นสารที่ละลายได้ดี ง. เป็นสารที่ละลายได้ไม่ดี คำตอบ ค. เป็นสารที่ละลายได้ดี
มาตรฐาน/ตัวชี้วัด แบบทดสอบ ผลการประเมิน +1 0 -1 24. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของวิธีการโครมาโทกราฟี ก. แยกสารผสมออกจากกัน ข. แยกสารบริสุทธิ์ออกจากกัน ค. แยกสารที่มีปริมาณน้อยๆ ผสมอยู่ ง. สามารถแยกได้ทั้งสารที่มีสี และไม่มีสี คำตอบ ข. แยกสารบริสุทธิ์ออกจากกัน 25. ข้อใดสำคัญที่สุดสำหรับการเลือกชนิดตัวทำละลายที่เหมาะสม สำหรับการสกัดด้วยตัวทำละลาย ก. ราคาถูก ข. ระเหยง่าย ค. เป็นของเหลว ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ง. ละลายสารที่ต้องการได้มาก คำตอบ ง. ละลายสารที่ต้องการได้มาก 26. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการสกัดด้วยตัวทำละลาย ก. สกัดน้ำมันพืชจากเมล็ดพืช ข. สกัดสารมีสีออกจากพืช ค. สกัดน้ำมันหอมระเหยออกจากต่อมกลิ่นสัตว์ ง. ใช้สกัดยาออกจากสมุนไพร คำตอบ ค. สกัดน้ำมันหอมระเหยออกจากต่อมกลิ่นสัตว์ 27. การสกัดสีออกจากส่วนของพืช ควรใช้วิธีการใด ก. การทำให้ตกตะกอน ข. การกลั่นลำดับส่วน ค. การสกัดด้วยตัวทำละลาย ง. โครมาโทรกราฟี คำตอบ ค. การสกัดด้วยตัวทำละลาย 28. ตัวทำละลายที่นิยมใช้สกัดน้ำมันพืช คือข้อใด ก. น้ำกลั่น ข. เอทานอล ค. เฮกเซน ง. อีเทน คำตอบ ค. เฮกเซน
มาตรฐาน/ตัวชี้วัด แบบทดสอบ ผลการประเมิน +1 0 -1 29. การแยกสารวิธีใดต่อไปนี้ เป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม ก. การแยกน้ำมันพืชออกจากน้ำโดยการระเหยแห้ง ข. การแยกน้ำตาลทรายบริสุทธิ์จากน้ำเชื่อมเข้มข้นโดยการตกผลึก ค. การแยกสารสีเขียวออกจากใบเตยเพื่อประกอบอาหารโดยใช้ การสกัดด้วยน้ำ ง. การแยกน้ำมันหอมระเหยออกจากเปลือกส้มโดยการสกัดโดย การกลั่นด้วยไอน้ำ คำตอบ ก. การแยกน้ำมันพืชออกจากน้ำโดยการระเหยแห้ง 30. อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันถั่วเหลืองมีขั้นตอนดังนี้ ล้างเมล็ดถั่ว → บดตัดเมล็ดถั่ว → แช่ถั่วในเฮกเซนให้ น้ำมันละลายออกมากับเฮกเซน → กรองแยกถั่วเหลืองออกจาก เฮกเซน → ระเหยเฮกเซนให้เหลือแต่น้ำมันถั่วเหลือง ในขั้นตอนการสกัดน้ำมันถั่วเหลืองใช้วิธีการแยกสารวิธีใดบ้าง ตามลำดับ ก. การกลั่น การระเหยแห้ง ข. การสกัดด้วยตัวทำละลาย การตกผลึก ค. การสกัดด้วยตัวทำละลาย การระเหยแห้ง ง. การระเหยแห้ง การสกัดด้วยตัวทำละลาย คำตอบ ค. การสกัดด้วยตัวทำละลาย การระเหยแห้ง ข้อเสนอแนะ (ถ้ามี) ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ.............................................................. (..........................................................) วันที่............เดือน...........................พ.ศ............
ภาคผนวก ข ข้อมูลการประเมินเครื่องมือการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญ
ข้อมูลการประเมินเครื่องมือการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญ นางทิพย์มณี ปิ่นทอง
ข้อมูลการประเมินเครื่องมือการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญ นางณัฐสุรางค์ สุวรรณรินทร์