The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aphisitk1315, 2023-01-27 06:57:01

คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน

คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน

คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๕๑ สถานการณ์ แนวโน้ม วิสัยทัศน์ และเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ ๑. บทนำ การพัฒนาประเทศไทยนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ เป็นต้นมา ได้ส่งผล ให้ประเทศมีการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับการยกระดับเป็นประเทศในกลุ่มบน ของกลุ่มประเทศระดับรายได้ปานกลาง ในด้านสังคมที่มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนส่งผลให้ ประเทศไทยหลุดพ้นจากการเป็นประเทศยากจน และในด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบ ในความหลากหลายเชิงนิเวศ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความท้าทายต่อการพัฒนาที่สำคัญ อาทิ อัตรา การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๖๐ ที่ร้อยละ ๓.๙ ถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ เมื่อเทียบกับร้อยละ ๖.๐ ต่อปี ในช่วงเวลาเกือบ ๖ ทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของการลงทุน ภายในประเทศและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวได้เต็มที่ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่สามารถ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ภาคบริการและภาคเกษตรมีผลิตภาพการผลิตในระดับต่ำ ขาดการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ประกอบกับแรงงานไทยยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพ และสมรรถนะที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการในการขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศ นอกจากนั้น ศักยภาพและคุณภาพของประชากรไทยทุกช่วงวัยยังคงเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญต่อการ พัฒนาประเทศ แม้ว่าการเข้าถึงระบบบริการสาธารณะ การศึกษา บริการสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และการคุ้มครองทางสังคมอื่น ๆ ของคนไทยมีความครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงมีปัญหาเรื่องคุณภาพ การให้บริการที่มีมาตรฐานแตกต่างกันระหว่างพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศไทยยังคงมีปัญหา ความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ขณะที่ปัญหาด้านความยากจนยังคงเป็นประเด็นท้าทายในการยกระดับการพัฒนา ประเทศให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้นและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันการวางกลยุทธ์ ระยะยาวในการฟื้นฟู การใช้ และการรักษาทรัพยากรอย่างบูรณาการเพื่อการพัฒนาประเทศที่ผ่านมายังขาด ความชัดเจน ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศยังมีปัญหาการใช้อย่างสิ้นเปลืองและ เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวข้างต้นมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ การพัฒนา ประเทศขาดความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการและปัญหาของประชาชน ขณะที่ความมั่นคงภายในประเทศยังมีหลายประเด็นที่ต้องเสริมสร้างให้เกิดความเข้มแข็ง ลดความขัดแย้ง ทางความคิดและอุดมการณ์ที่มีรากฐานมาจากความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาค การขาดความเชื่อมั่น ในกระบวนการยุติธรรม และปัญหาการขาดเสถียรภาพทางการเมือง ตลอดจนส่งเสริมคนในชาติให้ยึดมั่น สถาบันหลักเป็นศูนย์รวมจิตใจให้เกิดความรักความสามัคคี ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานและวัยเด็ก ที่ลดลงและประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาประเทศ ในมิติต่าง ๆ มีความท้าทายมากขึ้น ทั้งในส่วนของเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศในการจัด สวัสดิการเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น การลงทุนและการออม การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงทางสังคม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประเด็นท้าทายต่อการ ขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ๒. ปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะมีตำแหน่งที่ตั้งที่สามารถเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงในภูมิภาคและเป็นประตู สู่เอเชีย แต่การที่มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ทำให้ปัญหาด้านเขตแดนกับประเทศ


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๕๒ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ เพื่อนบ้านยังคงเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงในอนาคต นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงต้องให้ความสำคัญ กับปัญหาด้านความมั่นคงอื่น ๆ ที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน และมีความเชื่อมโยงกันหลายมิติ ที่อาจเป็น ประเด็นท้าทายต่อการสร้างบรรยากาศความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนและระหว่างประชาชนกับ ประชาชน ซึ่งรวมถึงการสร้างความสามัคคีของคนในชาติที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ประชากรไทยที่มีแนวคิดและความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การขยายอิทธิพลและการเพิ่มบทบาทของประเทศมหาอำนาจที่อาจก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบหลายขั้วอำนาจ หรือเกิดการย้ายขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ขณะที่องค์กรที่ไม่ใช่รัฐ อาทิ องค์การระหว่างประเทศ และ บรรษัทข้ามชาติ จะมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดกฎ ระเบียบ ทิศทางความสัมพันธ์ และมาตรฐานสากล ต่าง ๆ ทั้งในด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจ รวมทั้งการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ และการเปิดเสรีในภูมิภาคที่นำไปสู่ ความเชื่อมโยงในทุกระบบ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านอาชญากรรมข้ามชาติและเศรษฐกิจนอกระบบ รวมทั้ง ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการลักลอบเข้าเมือง ในทางกลับกัน ความเปลี่ยนแปลงจากโลกาภิวัตน์และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจะก่อให้เกิดนวัตกรรมอย่างพลิกผัน อาทิ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หุ่นยนต์และโดรน เทคโนโลยีพันธุกรรมสมัยใหม่ และเทคโนโลยีทางการเงิน ซึ่งตัวอย่างแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดเหล่านี้ คาดว่าจะเป็น ปัจจัยสนับสนุนหลักที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะกลับมาขยายตัวได้เข้มแข็งขึ้น แนวโน้มสำคัญที่จำเป็นต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ การรวมกลุ่มทางการค้าและการลงทุนที่จะมีความ หลากหลายเพิ่มมากขึ้น การแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในการเพิ่มผลิตภาพและสร้างความหลากหลายของ สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์รูปแบบชีวิตใหม่ ๆ นอกจากนั้น ประเทศไทยคาดว่าจะเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี ๒๕๗๔ จะก่อให้เกิด โอกาสใหม่ ๆ ในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุที่จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการคาดการณ์ว่าครอบครัวไทยจะมีขนาดเล็กลงและมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ประชากรใน ประเทศไทยจะมีช่วงอายุที่แตกต่างกันและจะมีกลุ่มคนช่วงอายุใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อทัศนคติและ พฤติกรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของประชากรให้มีคุณภาพและการนำเทคโนโลยีที่ เหมาะสมมาใช้ในการผลิตและการบริการของประเทศจะเป็นความท้าทายสำคัญในระยะต่อไป ในขณะเดียวกัน โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย อาจทำให้เกิดความต้องการแรงงานต่างชาติ เพิ่มมากขึ้นเพื่อทดแทนจำนวนแรงงานไทยที่ลดลง ซึ่งปัจจัยด้านการเปิดเสรีในภูมิภาคและความก้าวหน้าของ การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งในภูมิภาคจะทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานและการย้ายถิ่นมีความสะดวกมากขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรเข้าออกประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม ประชากรที่มีศักยภาพซึ่งมีแนวโน้มในการเคลื่อนย้ายไปเรียนหรือทำงานในทั่วทุกมุมโลกสูงขึ้น ทั้งนี้ การย้าย ถิ่นส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จึงอาจจะเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะยังคง เป็นประเทศผู้รับของประชากรจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ประชากรไทยโดยเฉพาะแรงงานทักษะอาจมี แรงจูงใจในการย้ายถิ่นไปยังประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่ดีกว่า อาจทำให้การแย่งชิงแรงงานมีความรุนแรง มากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมไทย นอกจากนี้ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคาดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในเชิง ความผันผวน ความถี่ และขอบเขตที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ระบบ โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ตลอดจนระบบผลิตทางการเกษตรที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกับความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๕๓ ขณะที่ระบบนิเวศต่าง ๆ มีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงในการสูญเสียความสามารถ ในการรองรับความต้องการของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงของผลกระทบอัน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศต่าง ๆ ดังกล่าวที่แต่ละประเทศ จะต้องเผชิญจะมีความแตกต่างกัน ทำให้การเป็นสังคมสีเขียว การรักษาและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการจะได้รับความสำคัญและความสนใจจากนานาประเทศรวมทั้งประเทศไทยเพิ่ม มากขึ้น พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการสร้างสมดุลความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารมี แนวโน้มที่จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น กฎระเบียบและข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมจะมีความเข้มข้นและเข้มงวดขึ้น โดยกรอบการพัฒนาตามข้อตกลงระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และบันทึก ความตกลงปารีส จะได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น แนวโน้มเหล่านี้จะก่อให้เกิดความท้าทายต่อการพัฒนาประเทศในหลายมิติ ทั้งในส่วนของการจ้างงาน และอาชีพ สาขาการผลิตและบริการใหม่ ๆ ความมั่นคงของประเทศอันเกิดจากภัยคุกคามและความเสี่ยงด้าน อื่น ๆ ที่ซับซ้อนขึ้น อาชญากรรมไซเบอร์ รูปแบบการก่อสงครามที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ การเคลื่อนย้าย อย่างเสรีและรวดเร็วของผู้คน เงินทุน ข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ เทคโนโลยี และสินค้าและบริการ การปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก การเกิดขึ้นของโรคระบาด และโรคอุบัติ ใหม่ที่จะส่งผลให้การเฝ้าระวังด้านการสาธารณสุขในประเทศมีความสำคัญมากขึ้น อาจนำไปสู่ปัญหาความ เหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นได้ หากไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและรองรับผลกระทบ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ นวัตกรรมแบบพลิกผันที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเข้าถึงเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้สมัยใหม่มีระดับความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มประชากรต่าง ๆ โดยการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีและนวัตกรรมดังกล่าวจะส่งผลต่อทั้งการจ้างงานและอาชีพที่จะมีรูปแบบและลักษณะงานที่ เปลี่ยนไป มีความต้องการแรงงานที่มีสมรรถนะสูงเพิ่มมากขึ้น หลายอาชีพอาจหายไปจากตลาดงานในปัจจุบัน และบางอาชีพจะถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติโดยเฉพาะอาชีพที่ต้องการทักษะระดับต่ำ ก่อให้เกิดความเสี่ยง ต่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ปรับตัวไม่ทันหรือขาดความรู้และทักษะที่ทันกับยุคสมัยที่ เปลี่ยนแปลงไป กระแสโลกาภิวัตน์ที่จะทำให้เกิดการพัฒนาขยายความเป็นเมือง วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่าง รวดเร็ว รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่อาจจะมีความแปรปรวนมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยทั้งหมด ดังกล่าวจะส่งผลให้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จากปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ข้างต้น เห็นได้ว่าบริบทและสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีพลวัตสูง และมีความซับซ้อนหลากหลายมิติ ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตการพัฒนาประเทศอย่างมาก ดังนั้น การพัฒนาประเทศจึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติและทุกด้านการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง มีความร่วมมือในลักษณะประชารัฐจากภาคส่วนต่าง ๆ ในรูปแบบของหุ้นส่วนการพัฒนาที่เป็นการดำเนินงาน อย่างบูรณาการ เนื่องจากทุกมิติการพัฒนามีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน โดยประเทศไทยจำเป็นต้องมี ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ มีความรู้ สมรรถนะ และทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ สามารถ รู้เท่าทันและปรับตัวให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข มีอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ ท่ามกลางความ เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์และกติกาใหม่ ๆ และมาตรฐานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบและปัจจัยส่งเสริมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน ทั้งในส่วนของระบบ การเรียนการสอน และการพัฒนาทักษะฝีมือที่สอดคล้องกันกับการพัฒนาของคนในแต่ละช่วงวัย ระบบบริการ สาธารณะ โครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศ


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๕๔ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ ไทยสามารถยกระดับเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมก้าวทันโลก จากการต่อยอดการพัฒนาบนพื้นฐาน นโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ส่งผลให้เกิดการสร้างห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจในทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการ กระจายผลประโยชน์จากการพัฒนา ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การเสริมสร้าง คุณภาพชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วน นอกจากนี้ ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร รักษาไว้ซึ่งความหลากหลายเชิงนิเวศ การส่งเสริมการดำเนินชีวิตและธุรกิจ และการพัฒนาและขยายความเป็น เมืองที่เติบโตอย่างต่อเนื่องที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการมีข้อกำหนดของรูปแบบและกฎเกณฑ์ที่ เกี่ยวเนื่องกับลักษณะการใช้พื้นที่ที่ชัดเจน ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ กฎหมาย ระบบภาษีต้องมีกลยุทธ์การพัฒนาที่สามารถอำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ประเทศมีศักยภาพการแข่งขัน ที่สูงขึ้น และสามารถใช้จุดแข็งในเรื่องตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนา ประเทศมากขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญของการรวมกลุ่มความร่วมมือกับนานาประเทศในระดับภูมิภาคและ ระดับโลก เพื่อกระชับและสร้างสัมพันธไมตรี เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างพลัง ทางเศรษฐกิจและรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยจำเป็นต้องสร้างความพร้อมในการที่จะยกระดับมาตรฐาน และมีการปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบกติกาสากลในด้านต่าง ๆ ขณะเดียวกันประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งให้มี การปฏิรูประบบราชการและการเมืองเพื่อให้เกิดการบริหารราชการที่ดีและเสถียรภาพทางการเมือง มีการ ส่งเสริมคนในชาติให้ยึดมั่นสถาบันหลักเป็นศูนย์รวมจิตใจเพื่อให้เกิดความรักความสามัคคี และลดความขัดแย้ง ภายในประเทศ โดยที่นโยบายการพัฒนาต่าง ๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับโครงสร้างและลักษณะ พฤติกรรมของประชากรที่อาจจะมีความแตกต่างจากปัจจุบันมากขึ้น ดังนั้น ภายใต้เงื่อนไขโครงสร้างประชากร โครงสร้างเศรษฐกิจ สภาพสังคม สภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และปัจจัยการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการวางแผนการพัฒนาที่ รอบคอบและครอบคลุม อย่างไรก็ตาม หลายประเด็นพัฒนาเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดการปรับตัวซึ่งจะต้องหยั่งรากลึกลงไปถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง การขับเคลื่อนการพัฒนา ให้ประเทศเจริญก้าวหน้าไปในอนาคตจึงจำเป็นต้องกำหนดวิสัยทัศน์ในระยะยาวที่ต้องบรรลุ พร้อมทั้งแนว ยุทธศาสตร์หลักในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นกรอบในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นบูรณาการบนพื้นฐานประชา รัฐเพื่อยกระดับจุดแข็งและจุดเด่นของประเทศ และปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อนและจุดด้อยต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ โดยยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศ และถ่ายทอดไปสู่แผนในระดับอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติทั้งในระดับยุทธศาสตร์ ภารกิจ และพื้นที่ ซึ่งรวมถึงพื้นที่พิเศษต่าง ๆ อาทิ เขตเศรษฐกิจ พิเศษชายแดน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อให้การพัฒนาประเทศสามารถดำเนินการได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และ ยั่งยืน ๓. วิสัยทัศน์ประเทศไทย “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือเป็นคติพจน์ประจำชาติว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อสนองตอบต่อผลประโยชน์ แห่งชาติ อันได้แก่ การมีเอกราช อธิปไตย การดำรงอยู่อย่างมั่นคง และยั่งยืนของสถาบันหลักของชาติและ ประชาชนจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ การอยู่ร่วมกันในชาติอย่างสันติสุขเป็นปึกแผ่น มีความมั่นคงทางสังคม ท่ามกลางพหุสังคมและการมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเจริญเติบโตของชาติ ความเป็นธรรม และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงาน และอาหาร ความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๕๕ ระหว่างประเทศ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติประสานสอดคล้องกันด้านความมั่นคงในประชาคมอาเซียนและ ประชาคมโลกอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ความมั่นคง หมายถึง การมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยและการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในประเทศและ ภายนอกประเทศในทุกระดับ ทั้งระดับประเทศ สังคม ชุมชน ครัวเรือน และปัจเจกบุคคล และมีความมั่นคง ในทุกมิติ ทั้งมิติทางการทหาร เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง เช่น ประเทศมีความมั่นคงในเอกราช และอธิปไตย มีการปกครองระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มีความเข้มแข็งเป็นศูนย์กลางและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน มีระบบการเมืองที่มั่นคง เป็นกลไกที่นำไปสู่การบริหารประเทศที่ต่อเนื่องและโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล สังคมมีความปรองดองและ ความสามัคคี สามารถผนึกกำลังเพื่อพัฒนาประเทศ ชุมชนมีความเข้มแข็ง ครอบครัวมีความอบอุ่น ประชาชน มีความมั่นคงในชีวิต มีงานและรายได้ที่มั่นคงพอเพียงกับการดำรงชีวิต มีการออมสำหรับวัยเกษียณ ความมั่นคงของอาหาร พลังงาน และน้ำ มีที่อยู่อาศัย และความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ความมั่งคั่ง หมายถึง ประเทศไทยมีการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืนจนเข้าสู่ กลุ่มประเทศรายได้สูง ความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาลดลง ประชากรมีความอยู่ดีมีสุขได้รับผลประโยชน์จาก การพัฒนาอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น และมีการพัฒนาอย่างทั่วถึงทุกภาคส่วน มีคุณภาพชีวิตตามมาตรฐาน ขององค์การสหประชาชาติ ไม่มีประชาชนที่อยู่ในภาวะความยากจน เศรษฐกิจในประเทศมีความเข้มแข็ง ขณะเดียวกันต้องมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในตลาดโลกและตลาดภายในประเทศ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ตลอดจนมีการสร้างฐานเศรษฐกิจและสังคม แห่งอนาคตเพื่อให้สอดรับกับบริบทการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไป และประเทศไทยมีบทบาทที่สำคัญในเวทีโลก และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างแน่นแฟ้นกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย เป็นจุดสำคัญของ การเชื่อมโยงในภูมิภาค ทั้งการคมนาคมขนส่ง การผลิต การค้า การลงทุน และการทำธุรกิจ เพื่อให้เป็นพลัง ในการพัฒนา นอกจากนี้ ยังมีความสมบูรณ์ในทุนที่จะสามารถสร้างการพัฒนาต่อเนื่องไปได้ ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางการเงิน ทุนที่เป็นเครื่องมือเครื่องจักร ทุนทางสังคม และทุนทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน หมายถึง การพัฒนาที่สามารถสร้างความเจริญ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่อยู่บนหลักการใช้ การรักษาและการฟื้นฟูฐาน ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนเกินพอดี ไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมจนเกิน ความสามารถในการรองรับและเยียวยาของระบบนิเวศ การผลิตและการบริโภคเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นและสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพดีขึ้น คนมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความเอื้ออาทร เสียสละเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม รัฐบาล มีนโยบายที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวมอย่างยั่งยืน และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน และทุกภาค ส่วนในสังคมยึดถือและปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างสมดุล มีเสถียรภาพ และยั่งยืน โดยมีเป้าหมายการพัฒนาประเทศ คือ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนา อย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” โดยยกระดับศักยภาพของประเทศใน หลากหลายมิติ พัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ สร้างโอกาสและความเสมอ ภาคทางสังคม สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีภาครัฐของประชาชนเพื่อ ประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม โดยการประเมินผลการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๕๖ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ ๑) ความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและสังคมไทย ๒) ขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้ ๓) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ๔) ความเท่าเทียมและความเสมอภาคของสังคม ๕) ความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ๖) ประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการเข้าถึงการให้บริการของภาครัฐ ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับการพัฒนาให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”และเป้าหมายการพัฒนา ประเทศข้างต้น จึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศระยะยาวที่จะทำให้ประเทศไทยมีความ มั่นคงในเอกราชและอธิปไตย มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศในทุกมิติ ทุกรูปแบบและทุกระดับ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการของประเทศได้รับการพัฒนา ยกระดับไปสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนากลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจใหม่ที่จะสร้างและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ เพื่อยกระดับฐานรายได้ของประชาชนใน ภาพรวมและกระจายผลประโยชน์ไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม คนไทยได้รับการพัฒนาให้เป็นคนดี เก่ง มีวินัย คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และมีศักยภาพในการคิดวิเคราะห์ สามารถ “รู้ รับ ปรับใช้” เทคโนโลยีใหม่ได้อย่าง ต่อเนื่อง สามารถเข้าถึงบริการพื้นฐาน ระบบสวัสดิการ และกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มี ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลาของยุทธศาสตร์ชาติ จะมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนา ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบ“ประชารัฐ” โดยประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้าง ความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบน คุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหาร จัดการภาครัฐ โดยแต่ละยุทธศาสตร์มีเป้าหมายและประเด็นการพัฒนา ดังนี้ ๑. ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชน มีความสุข เน้นการบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัย เอกราช อธิปไตย และ มีความสงบเรียบร้อยในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ สังคม ชุมชน มุ่งเน้นการพัฒนาคน เครื่องมือ เทคโนโลยี และระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้มีความพร้อมสามารถรับมือกับภัยคุกคามและภัยพิบัติได้ทุกรูปแบบ และทุก ระดับความรุนแรง ควบคู่ไปกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคต ใช้กลไกการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการทั้งกับส่วนราชการ ภาคเอกชน ประชาสังคม และ องค์กรที่ไม่ใช่รัฐ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศทั่วโลกบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อการดำเนินการของยุทธศาสตร์ชาติด้านอื่น ๆ ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ตาม ทิศทางและเป้าหมายที่กำหนด


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๕๗ ๒. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีเป้าหมายการพัฒนาที่มุ่งเน้น การยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ บนพื้นฐานแนวคิด ๓ ประการ ได้แก่ (๑) “ต่อยอดอดีต” โดยมองกลับไปที่รากเหง้าทางเศรษฐกิจ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และจุดเด่นทางทรัพยากร ธรรมชาติที่หลากหลาย รวมทั้งความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศในด้านอื่น ๆ นำมาประยุกต์ ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้สอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกสมัยใหม่ (๒) “ปรับปัจจุบัน” เพื่อปูทางสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในมิติต่าง ๆ ทั้งโครงข่าย ระบบคมนาคมและขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัล และการปรับสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการอนาคต และ (๓) “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต” ด้วยการเพิ่ม ศักยภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมถึงปรับรูปแบบธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ของตลาด ผสมผสานกับยุทธศาสตร์ที่รองรับอนาคต บนพื้นฐานของการต่อยอดอดีตและปรับปัจจุบัน พร้อมทั้ง การส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐให้ประเทศไทยสามารถสร้างฐานรายได้และการจ้างงานใหม่ ขยายโอกาส ทางการค้าและการลงทุนในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้และการกินดีอยู่ดี รวมถึงการเพิ่มขึ้น ของคนชั้นกลาง และลดความเหลื่อมล้ำของคนในประเทศได้ในคราวเดียวกัน 3. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์มีเป้าหมายการพัฒนาที่ สำคัญเพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ โดยคนไทยมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะรับผิดชอบต่อสังคมและ ผู้อื่น มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย รักษาศีลธรรม และเป็นพลเมืองดีของชาติ มีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่สามและอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สู่การเป็นคนไทยที่มีทักษะสูง เป็นนวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่และอื่น ๆ โดยมีสัมมาชีพตามความถนัดของตนเอง 4. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีเป้าหมายการพัฒนา ที่สำคัญที่ให้ความสำคัญกับการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น มาร่วมขับเคลื่อน โดยการสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนในการร่วมคิดร่วมทำเพื่อส่วนรวม การกระจาย อำนาจและความรับผิดชอบไปสู่กลไกบริหารราชการแผ่นดินในระดับท้องถิ่น การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของชุมชนในการจัดการตนเอง และการเตรียมความพร้อมของประชากรไทยทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งตนเองและทำประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชน และ สังคมให้นานที่สุด โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง 5. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมาย การพัฒนาที่สำคัญเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างกันทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่าง บูรณาการ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการกำหนดกลยุทธ์และแผนงาน และการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วน ร่วมในแบบทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเป็นการดำเนินการบนพื้นฐานการเติบโตร่วมกัน ไม่ว่าจะ เป็นทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลทั้ง ๓ ด้าน อันจะนำไปสู่ ความยั่งยืนเพื่อคนรุ่นต่อไปอย่างแท้จริง 6. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ มีเป้าหมายการ พัฒนาที่สำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนภาครัฐที่ยึดหลัก “ภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม”


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๕๘ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยภาครัฐต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับบทบาทภารกิจ แยกแยะบทบาทหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการกำกับ หรือในการให้บริการในระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน มีสมรรถนะสูง ยึดหลักธรรมาภิบาล ปรับวัฒนธรรมการ ทำงานให้มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม มีความทันสมัย และพร้อมที่จะปรับตัวให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีข้อมูลขนาดใหญ่ ระบบการ ทำงานที่เป็นดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่า และปฏิบัติงานเทียบได้กับมาตรฐานสากล รวมทั้งมีลักษณะ เปิดกว้าง เชื่อมโยงถึงกันและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อตอบสนองความต้องการของ ประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส โดยทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมกันปลูกฝังค่านิยม ความซื่อสัตย์สุจริต ความมัธยัสถ์ และสร้างจิตสำนึกในการปฏิเสธไม่ยอมรับการทุจริตประพฤติมิชอบ อย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้น กฎหมายต้องมีความชัดเจน มีเพียงเท่าที่จำเป็น มีความทันสมัย มีความเป็นสากล มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและเอื้อต่อการพัฒนา โดยกระบวนการยุติธรรมมีการบริหาร ที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และการอำนวยความยุติธรรมตามหลักนิติธรรม


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๕๙ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560-2564 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 ได้น้อมนำหลัก “ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9-11 โดยการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ครั้งนี้ สำนัก คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ได้จัดทำบนพื้นฐานของกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ซึ่งเป็นแผนหลักของการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) รวมทั้งการปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย 4.0 ตลอดจนประเด็น การปฏิรูปประเทศ นอกจากนั้นได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกัน กำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมทั้งร่วมจัดทำรายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนฯ เพื่อมุ่งสู่ “ความมั่งคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไว้ทั้งหมด 10 ยุทธศาสตร์ โดยมี ยุทธศาสตร์ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และอีก 4 ยุทธศาสตร์ที่เป็นปัจจัยสนับสนุน ดังนี้ 1. การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ 1.1 ปรับเปลี่ยนค่านิยมคนไทยให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย จิตสาธารณะ และพฤติกรรมที่พึง ประสงค์ 1.2 พัฒนาศักยภาพคนให้มีทักษะความรู้และความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า 1.3 ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต 1.4 ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพและให้ทุกภาคส่วนคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ 1.5 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบสุขภาพภาครัฐและปรับระบบการเงินการคลังด้าน สุขภาพ 1.6 พัฒนาระบบการดูแลและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับสังคมสูงวัย 1. 7ผลักดันให้สถาบันทางสังคมมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศอย่างเข้มแข็ง 2. ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 2.1 การเพิ่มโอกาสให้กับกลุ่มเป้าหมายประชากรร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุดให้สามารถเข้าถึงบริการ ที่มีคุณภาพของรัฐ และมีอาชีพ 2.2 การกระจายการให้บริการภาครัฐทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่มีคุณภาพให้ ครอบคลุมและทั่วถึง 2.3 การเสริมสร้างศักยภาพชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และการสร้างความเข้มแข็งการเงิน ฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มีสิทธิใน การจัดการทุน ที่ดินและทรัพยากรภายในชุมชน


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๖๐ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 3. ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน 3.1 การบริหารจัดการเศรษฐกิจส่วนรวม 3.2 การเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการ 4. ยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 4.1 การรักษาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สร้างสมดุลของการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและ เป็นธรรม 4.2 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อให้เกิดความมั่นคง สมดุล และยั่งยืน 4.3 แก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อม 4.4 ส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4.5 สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4.6 บริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ 4.7 พัฒนาระบบการบริหารจัดการและกลไกแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม 4.8 การพัฒนาความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ 5. ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน 5.1 การรักษาความมั่นคงภายใน เพื่อให้เกิดความสงบในสังคมและธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ 5.2 การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยคุกคาม ทั้งการทหารและภัยคุกคามอื่น ๆ 5.3 การส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศด้านความมั่นคง เพื่อบูรณาการความร่วมมือกับมิตร ประเทศเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการป้องกันภัยคุกคามข้ามชาติ 5.4 การรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยและสิทธิ อธิปไตยในเขตทางทะเล 5.5 การบริหารจัดการความมั่นคงเพื่อการพัฒนา เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกันระหว่างแผนงานที่ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงกับแผนงานการพัฒนาอื่น ๆ ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน 6. ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลใน สังคมไทย 6.1 ปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงาน บทบาท ภารกิจ และคุณภาพบุคลากรภาครัฐ ให้มีความโปร่งใส ทันสมัย คล่องตัว มีขนาดที่เหมาะสม เกิดความคุ้มค่า 6.2 ปรับปรุงกระบวนการงบประมาณ และสร้างกลไกในการติดตามตรวจสอบการเงินการคลังภาครัฐ 6.3 เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการให้บริการสาธารณะให้ได้มาตรฐานสากล 6.4 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6.5 ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ 6.6 ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้มีความทันสมัย เป็นธรรม และสอดคล้องกับข้อบังคับ สากลหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๖๑ 7. ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 7.1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง 7.2 การสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่ง 7.3 การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ 7.4 การพัฒนาด้านพลังงาน 7.5 การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล 7.6 การพัฒนาระบบน้ำประปา 8. ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม 8.1 เร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยและพัฒนาและผลักดันสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม 8.2 พัฒนาผู้ประกอบการให้เป็นผู้ประกอบการทางเทคโนโลยี 8.3 พัฒนาสภาวะแวดล้อมของการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิจัย และนวัตกรรม 9. ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ 9.1 การพัฒนาภาคเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กระจายตัวอย่างทั่วถึง 9.2 การพัฒนาเมือง 9.3 การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ 10. ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา 10.1 ขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับมิตรประเทศ และแสวงหาตลาดใหม่สำหรับ สินค้า และบริการของไทย 10.2 พัฒนาความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์และโทรคมนาคมในกรอบความร่วมมือ อนุภาคภายใต้แผนงาน GMS, ACMECS, IMT-GT, BIMSTEC และ JDS และภูมิภาคอาเซียน เพื่ออำนวยความ สะดวกและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ 10.3 พัฒนาและส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานของการประกอบธุรกิจ การบริการ และการลงทุนที่โดดเด่น ในภูมิภาค 10.4 ส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ (Outward investment) ของผู้ประกอบการไทย 10.5 เปิดประตูการค้าและพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะหุ้นส่วนทาง ยุทธศาสตร์ทั้งในระดับอนุภูมิภาค และภูมิภาคที่มีความเสมอภาคกัน 10.6 การสร้างความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนากับประเทศในอนุภูมิภาค ภูมิภาค และนานาประเทศ 10.7 เข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศโดยมีบทบาทที่สร้างสรรค์ 10.8 ส่งเสริมความร่วมมือกับภูมิภาคและนานาชาติในการสร้างความมั่นคง 10.9 บูรณาการภารกิจด้านความร่วมมือระหว่างประเทศและด้านการต่างประเทศ 10.10 ส่งเสริมให้เกิดการปรับตัวภายในประเทศที่สำคัญ


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๖๒ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ แนวข้อสอบ ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ เศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศไทย 1. นโยบายหลักของรัฐบาล ชุดปัจจุบันมีกี่ด้าน ก. 9 ด้าน ข. 10 ด้าน ค. 11 ด้าน ง. 12 ด้าน ตอบ ง. 2. นโยบายหลักของรัฐบาล ข้อแรก คือ ก. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ข. การสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ และความสงบสุขของประเทศ ค. การทำนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ง. การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย ตอบ ก. 3. นโยบายของรัฐบาล ที่เกี่ยวกับการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ และความสงบสุข ของประเทศ คือ นโยบายข้อใด ก. ข้อที่ 1 ข. ข้อที่ 2 ค. ข้อที่ 3 ง. ข้อที่ 4 ตอบ ข. 4. นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลต้องดำเนินการภายในระยะเวลาตามข้อใด ก. 1 ปี ข. 2 ปี ค. 4 ปี ง. 5 ปี ตอบ ก. 5. ข้อใด ไม่ใช่ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลของรัฐบาล ก. การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ข. การแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำ ค. การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ ง. การจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย ตอบ ค. 6. แผนใดต่อไปนี้ต้องจัดทำให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ก. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ข. แผนปฏิรูปประเทศ ค. แผนบริหารราชการแผ่นดิน ง. แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่าง ๆ ตอบ ง.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๖๓ 7. คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่วันใด ก. 10 กรกฎาคม 2562 ข. 11 กรกฎาคม 2562 ค. 16 กรกฎาคม 2562 ง. 17 กรกฎาคม 2562 ตอบ ก. 8. ผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีตรงกับข้อใด ก. หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ข. นายกรัฐมนตรี ค. ประธานรัฐสภา ง. ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตอบ ข. 9. กลุ่มผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ประชาธิปไตยมีชื่อว่าอะไร ก. คณะประชาชน ข. คณะราษฎร ค. คณะปฏิรูป ง. คณะประชาธิปไตย ตอบ ข. 10. ข้อใด ไม่ใช่จังหวัดในภาคตะวันออกที่มีนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก. ฉะเชิงเทรา ข. ชลบุรี ค. จันทบุรี ง. ระยอง ตอบ ค. 11. พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่เท่าไหร่ ก. คนที่ 28 ข. คนที่ 29 ค. คนที่ 30 ง. คนที่ 31 ตอบ ข. 12. พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2562 เป็นฉบับที่เท่าไหร่ ก. ฉบับที่ 16 ข. ฉบับที่ 17 ค. ฉบับที่ 18 ง. ฉบับที่ 19 ตอบ ง. 13. ปัจจุบันกระทรวงและส่วนราชการทีมีฐานะเป็นกระทรวง ตาม พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มีจำนวนเท่าใด ก. 18 กระทรวง ข. 20 กระทรวง ค. 22 กระทรวง ง. 19 กระทรวง ตอบ ข. 14. กระทรวงใดที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2562 ก. กระทรวงวัฒนธรรม ข. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ค. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ง. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตอบ ง.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๖๔ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 15. คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบและแต่งตั้งเพิ่มเติมคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่าง ๆ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ๒๕๖๓ มีทั้งหมดกี่ด้าน ก. 7 ด้าน ข. 9 ด้าน ค. 11 ด้าน ง. 13 ด้าน ตอบ ง. 16. การปฏิรูปประเทศ จะต้องดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายใด ก. ประชาชนมีความสุข ข. สังคมมีความสงบสุข ค. ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ง. 17. ประธานองคมนตรี คนปัจจุบันคือใคร ก. พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข ข. พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา ค. พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ง. พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ ตอบ ค. 18. การบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลในสังคมไทย ยุทธศาสตร์ที่เท่าไหร่ ก. ยุทธศาสตร์ที่ 5 ข. ยุทธศาสตร์ที่ 6 ค. ยุทธศาสตร์ที่ 7 ง. ยุทธศาสตร์ที่ 10 ตอบ ข. 19. กลุ่ม G7 หมายถึง กลุ่มใด ก. กลุ่มประเทศเกษตรกรรม ข. กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ค. กลุ่มประเทศผลิตยางพารา ง. กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ตอบ ข. 20. แผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย (IMT - GT) ประกอบด้วยประเทศใด ก. ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ข. ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ค. ไทย ลาว มาเลเซีย ง. ไทย เวียดนาม มาเลเซีย ตอบ ก. 21. ข้อใดไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน +6 ก. ประเทศออสเตรเลีย ข. ประเทศอังกฤษ ค. ประเทศอินเดีย ง. ประเทศนิวซีแลนด์ ตอบ ข. 22. วันที่ 1 เมษายน ของทุกปีเป็นวันข้าราชการพลเรือน ใครเป็นผู้กำหนด ก. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ข. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ค. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ง. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตอบ ข.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๖๕ 23. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา เมื่อใด ก. 24 กรกฎาคม 2562 ข. 25 กรกฎาคม 2562 ค. 26 กรกฎาคม 2562 ง. 27 กรกฎาคม 2562 ตอบ ข. 24. การบริหารราชการแผ่นดินในช่วง 4 ปีของรัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญ กี่ประการ ก. 4 ประการ ข. 5 ประการ ค. 6 ประการ ง. 7 ประการ ตอบ ก. 25. ข้อใดคือ วิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาล ก. มั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ข. ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง ค. ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ง. มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ 21 ตอบ ง. 26. แผนใดต่อไปนี้ต้องจัดทำให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ก. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ข. แผนปฏิรูปประเทศ ค. แผนบริหารราชการแผ่นดิน ง. แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่าง ๆ ตอบ ง. 27. ผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรี ตรงกับข้อใด ก. หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ข. นายกรัฐมนตรี ค. ประธานรัฐสภา ง. ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตอบ ข. 28. จำนวนรัฐมนตรีในคณะนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้ คณะรัฐมนตรีมีรัฐมนตรีได้จำนวนเท่าใด ก. 35 คน ข. ไม่เกิน 35 คน ค. 36 คน ง. ไม่เกิน 35 คน ตอบ ข. 29. ศาลประเภทใดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาความผิดทางอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก. ศาลยุติธรรม ข. ศาลปกครอง ค. ศาลทหาร ง. ศาลรัฐธรรมนูญ ตอบ ก. 30. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 บังคับใช้จากปีใดถึงปีใด ก. 2559 - 2564 ข. 2560 - 2565 ค. 2559 - 2563 ง. 2560 - 2564 ตอบ ง.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๖๖ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 31. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้น้อมนำมาใช้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่เท่าใด ก. ฉบับที่ 5 ข. ฉบับที่ 6 ค. ฉบับที่ 7 ง. ฉบับที่ 9 ตอบ ง. 32. ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 มีกี่ยุทธศาสตร์ ก. 9 ยุทธศาสตร์ ข. 10 ยุทธศาสตร์ ค. 11 ยุทธศาสตร์ ง. 12 ยุทธศาสตร์ ตอบ ข. 33. ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถูกกำหนดจากยุทธศาสตร์ กี่ด้าน ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก. 6 ด้าน ข. 8 ด้าน ค. 9 ด้าน ง. 10 ด้าน ตอบ ก. 34. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ปัจจุบันสังกัดส่วนราชากรใด ก. สำนักนายกรัฐมนตรี ข. สำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี ค. กระทรวงการคลัง ง. องค์กรอิสระ ตอบ ก. 35. Thailand 4.0 กำหนดเป้าหมายครอบคลุมใน 4 มิติ การยกระดับคุณค่ามนุษย์ ด้วยการพัฒนาคนไทย สอดคล้องกับเรื่องใด ก. มนุษย์ที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ 20 ข. มนุษย์ที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ 21 ค. มนุษย์ที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ 22 ง. มนุษย์ที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ 23 ตอบ ข. 36. Thailand 4.0 เป็นโมเดลเศรษฐกิจ ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. ทำมาก ได้มาก ข. ทำน้อย ได้น้อย ค. ทำมาก ได้น้อย ง. ทำน้อย ได้มาก ตอบ ง. 37. Thailand 4.0 เป็นโมเดลที่ได้นำหลักใด มาเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาประเทศ ก. หลักทฤษฎีใหม่ ข. หลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ค. หลักความปรองดอง สามัคคี ง. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตอบ ง.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๖๗ 38. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่เท่าไหร่ ก. ฉบับที่ 10 ข. ฉบับที่ 11 ค. ฉบับที่ 12 ง. ฉบับที่ 13 ตอบ ค. 39. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อนาคตประเทศไทยเพื่อความ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จะต้องใช้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ กี่ฉบับ ก. 3 ฉบับ ข. 4 ฉบับ ค. 5 ฉบับ ง. 6 ฉบับ ตอบ ข. 40. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อนาคตประเทศไทยเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จะต้องใช้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่แผนใดถึงแผนใด ก. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ ที่ 12 ถึง ฉบับที่ 14 ข. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ ที่ 12 ถึง ฉบับที่ 15 ค. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ ที่ 12 ถึง ฉบับที่ 16 ง. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ ที่ 12 ถึง ฉบับที่ 17 ตอบ ข. 41. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นแผนระยะใด ก. แผนระยะสั้น ข. แผนระยะกลาง ค. แผนระยะยาว ง. แผนระยะปานกลาง ตอบ ข. 42. ข้อใดคือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ ก. รัฐพึงส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ข. รัฐดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรน้ำและพลังงาน ค. รัฐพึงจัดให้มี และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ง. 43. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 เป็นฉบับที่เท่าไร ก. ฉบับที่ 18 ข. ฉบับที่ 19 ค. ฉบับที่ 20 ง. ฉบับที่ 21 ตอบ ค. 44. ข้อใด คือ อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ก. รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ข. คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอิสระ ค. รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ ง. รัฐสภา รัฐบาล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตอบ ก.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๖๘ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 45. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง ก. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะเท่านั้น ข. พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ค. องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ง. พระมหากษัตริย์ ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์ ตอบ ก. 46. ข้อใด ไม่ใช่ สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ก. เสรีภาพในเคหสถาน ข. สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ค. เสรีภาพบริบูรณ์ ในการนับถือศาสนา ง. สิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สินและการสืบมรดก ตอบ ง. 47. การจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน เกี่ยวข้องกับข้อใดมากที่สุด ก. หน้าที่ของรัฐ ข. แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ค. หน้าที่ของรัฐและปวงชนชาวไทย ง. หน้าที่ของ คณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ตอบ ข. 48. แผนใดที่จะเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ สู่การปฏิบัติได้ผลดีที่สุด ก. นโยบายของรัฐบาล ข. แผนปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ค. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ง. แผนนโยบายภาครัฐ และส่วนราชการต่างๆ ตอบ ค. 49. ยุทธศาสตร์ชาติข้อแรกคือข้อใด ก. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ข. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ค. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ง. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาค และเท่าเทียมกันทางสังคม ตอบ ก. 50. ข้อใดคือแผนแม่บทหลักของการพัฒนาประเทศไทย ก. นโยบายรัฐบาล ข. โมเดลไทยแลนด์ 4.0 ค. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ง. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตอบ ค.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๖๙ 51. หน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก. คณะรัฐมนตรี ข. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ค. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ง. คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตอบ ง. 52. ข้อใด ไม่ใช่ เป้าหมายของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ก. การเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยาน ข. การเป็นศูนย์กระจายสินค้าทางทะเล ค. การเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานและชิ้นส่วน ง. การเป็นศูนย์กลางคลังสินค้าและการขนส่งทางอากาศ ตอบ ข. 53. ประเทศใดไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่ม GMS ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ก. ไทย ข. บูรไน ค. กัมพูชา ง. ลาว ตอบ ข. 54. ประเทศใดต่อไปนี้ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Asean +6 ก. จีน ข. ออสเตรเลีย ค. อินเดีย ง. สหรัฐอเมริกา ตอบ ง. 55. ใครเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก. นายกรัฐมนตรี ข. ประธานสภาผู้แทนราษฎร ค. ประธานวุฒิสภา ง. รัฐมนตรี ตอบ ก. 56. การอำนวยความสะดวกแก่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจผ่านศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว (One Stop Service) เป็นนโยบายตามข้อใด ก. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ข. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ค. ด้านการสร้างการเติบโต บนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ง. ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ตอบ ง. 57. รัฐสภาแห่งใหม่ของประเทศไทย ชื่อว่า ก. ตึกไทยคู่ฟ้า ข. ตึกนารีสโมสร ค. ตึกสันติไมตรี ง. สัปปายะสภาสถาน ตอบ ง.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๗๐ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 58. กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หมายถึงข้อใด ก. EU ข. APEC ค. OPEC ง. AFTA ตอบ ข. 59. ข้อใด ไม่ใช่ หลักธรรมาภิบาล ก. หลักนิติธรรม ข. หลักคุณธรรม ค. หลักนิติรัฐ ง. หลักความคุ้มค่า ตอบ ค. 60. จังหวัดในข้อใดที่อยู่ในนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก. จันทบุรี /ฉะเชิงเทรา/ชลบุรี ข. ฉะเชิงเทรา/ชลบุรี/ตราด ค. จันทบุรี /ฉะเชิงเทรา/ตราด ง. ระยอง /ฉะเชิงเทรา/ชลบุรี ตอบ ง.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๗๑ ความรู้ความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษา กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานราชการโดยเฉพาะการปฏิบัติงานของส่วนราชการสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา มีกฎหมายระเบียบ ที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ คู่มือฉบับนี้จะนำเสนอสาระสำคัญของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 1. ประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2542 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2542 2. มีการแก้ไขแล้ว (ฉบับที่ 2) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2545 3. ขอบข่าย มี 9 หมวด 1 บทเฉพาะกาล 78 มาตรา หมวด 1 บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ 1. ส่วนที่เป็นหัวใจหรือปรัชญาการศึกษาของไทย (ม.6) การศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคน ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ ความรู้ และ คุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 2. หลักการในการจัดการศึกษาประกอบด้วย (ม.8) 1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิต สำหรับประชาชน 2) สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 3) พัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง 3. การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษายึดหลัก 6 ประการคือ (ม.9) 1) มีความเป็นเอกภาพในนโยบาย แต่หลากหลายในการปฏิบัติ 2) กระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา 3) กำหนดมาตรฐานการศึกษา และระบบประกันคุณภาพการศึกษา 4) ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ 5) ระดมทรัพยากรมาใช้ในการจัดการศึกษา 6) การมีส่วนร่วมของบุคคล และชุมชน องค์กรและสถานบันต่าง ๆ หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา 1. ประชาชนมีสิทธิและโอกาสได้รับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องไม่น้อยกว่า 12 ปี โดย (ม.10) 1) อย่างทั่วถึง 2) มีคุณภาพ 3) ไม่เก็บค่าใช้จ่าย 2. สิทธิประโยชน์ของบิดา มารดา หรือผู้ปกครองในการจัดการศึกษา และอบรมเลี้ยงดูได้แก่ (ม.13) 1) ความรู้ 2) เงินอุดหนุน 3) ลดหย่อนภาษีหรือยกเว้นภาษี


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๗๒ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หมวด 3 ระบบการศึกษา 1. การจัดระบบการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้แบ่งออกเป็น 3 ระบบคือ (ม.15) 1) การศึกษาในระบบ ถือจุดมุ่งหมาย วิธีการ หลักสูตร ระยะเวลา การวัดและประเมินเป็นเงื่อนไข แห่งความสำเร็จที่แน่นอน 2) การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการ ระยะเวลา การวัดผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการสำเร็จการศึกษาโดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมกับ สภาพปัญหา และความต้องการของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม 3) การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการเรียนรู้ตามความสนใจ ตามศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ ฯลฯ 2. การจัดการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ (ม.16) 1) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) การศึกษาระดับอุดมศึกษา แบ่งเป็น - การศึกษาต่ำกว่า ปริญญา - การศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาขึ้นไป 3. การศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ถืออายุและการสอบได้ชั้นปีที่ 9 คือ (ม.17) 1) อายุย่างเข้าปีที่ 7 ถึงอายุย่างเข้าปีที่ 16 หรือ 2) การจบการศึกษา สอบได้ชั้นปีที่ 9 4. สถานที่จัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ (ม.18) 1) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 2) โรงเรียน 3) ศูนย์การเรียน หมวด 4 แนวทางการจัดการศึกษา 1. การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า (ม.22 สำคัญที่สุด) 1) ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ 2) ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด 2. การจัดการศึกษา เน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ (ม.23) ความรู้เกี่ยวกับ 1) ตนเอง 2) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3) ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม การกีฬา 4) คณิตศาสตร์ ภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง 5) การประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข 3. การจัดการเรียนการสอน สถานศึกษาจะต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (ม.24) 1) จัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และความแตกต่าง 2) ฝึกทักษะ การคิด การจัดการ เผชิญกับสภาพที่แท้จริง 3) การจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน 4) จัดโดยผสมผสาน 5) จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๗๓ 6) จัดให้สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาทุกสถานที่ 4. การประเมินผลการเรียนพิจารณาจาก (ม.26) พัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกต พฤติกรรม การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอน 5. การจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.27) ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด หลักสูตรแกนกลาง เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติ การดำรงชีวิต การประกอบอาชีพและเพื่อ การศึกษาต่อ ให้สถานศึกษาจัดทำ และกำหนดหลักสูตรท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสภาพในชุมชนและสังคมภูมิปัญญา ท้องถิ่น และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6. การจัดการและส่งเสริมให้ดำเนินการวิจัย (ม.30) ให้ดำเนินการในทุกระดับชั้น หมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา 1. อำนาจของกระทรวงศึกษาธิการ (ม.31) 1) การส่งเสริมและกำกับดูแลการศึกษาทุกระดับทุกประเภท 2) กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา 3) สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา 4) ส่งเสริมและประสานงานการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการกีฬาเพื่อการศึกษา 5) ติดตามตรวจสอบและประเมินการจัดการศึกษา และราชการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด 2. การจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการในรูปของคณะกรรมการแบ่งออกเป็น 3 องค์กรหลัก (ม.32) 1) สภาการศึกษา 2) คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) คณะกรรมการการอาชีวศึกษา 3. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่ (ม.34) พิจารณาเสนอนโยบายแผนพัฒนา มาตรฐานและ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนการ ศึกษาแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากรการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4. องค์ประกอบของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 15 คน (ม.38) 1) ประธานกรรมการ 2) กรรมการโดยตำแหน่ง 1 คน คือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นกรรมการและ เลขานุการ 3) ผู้แทนองค์กรชุมชน 1 คน 4) ผู้แทนองค์กรเอกชน 1 คน 5) ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1 คน 6) ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู 1 คน 7) ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา 1 คน 8) ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู 1 คน 9) ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน (เป็นประธานกรรมการ 1 คน) 5. อำนาจหน้าที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา (ม.38) 1) กำกับดูแลและจัดตั้ง ยุบรวม หรือเลิกสถานศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2) ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุน การจัดการศึกษาของเอกชน 3) ประสาน ส่งเสริม การจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๗๔ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 4) ส่งเสริม สนับสนุน การจัดการศึกษาของบุคคล องค์กร หรือหน่วยงาน 6. กระทรวงศึกษาธิการกระจายอำนาจบริหารและการจัดการศึกษาไปให้คณะกรรมการและ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา 4 ด้าน (ทำเป็นกฎกระทรวง) 1) ด้านวิชาการ 2) งบประมาณ 3) การบริหารงานบุคคล 4) การบริหารทั่วไป 7. ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษา เรียกว่า คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำหน้าที่และมี องค์ประกอบ (เป็นแบบพหุภาคี) องค์ประกอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 1) ประธานกรรมการ 2) กรรมการโดยตำแหน่ง คน คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 3) ผู้แทนองค์กร 2 คน คือ ผู้แทนองค์กรชุมชน และผู้แทนองค์กรปกครองท้องถิ่น 4) ผู้แทน 4 หรือ 5 คน คือ ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์เก่า และผู้แทนผู้นำศาสนา 5) ผู้ทรงคุณวุฒิ กำหนด 1 หรือ 6 คน ตามขนาดของโรงเรียน (300 คนลงมา หรือตั้งแต่ 301 คน) จำนวนของคณะกรรมการ (ตามกฎกระทรวง) โรงเรียนที่มีนักเรียน ไม่เกิน 300 คน มี 9 คน โรงเรียนที่มีนักเรียน ตั้งแต่ 301 คน มี 15 คน หน้าที่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กำกับ ดูแล ส่งเสริมการจัดการศึกษาของสถานศึกษาคณะกรรมการฯ มีทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอุดมศึกษา ระดับต่ำกว่าปริญญาและสถานศึกษาอาชีวศึกษา 1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีสิทธิจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่งหรือทุกระดับตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น (ม.41) 2. กระทรวงศึกษาธิการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ม.42) 1) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น 2) มีหน้าที่ประสานและส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้อง กับนโยบายและได้มาตรฐานการศึกษา 3) เสนอแนะการจัดสรรงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น 3. การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน 1) ให้มีความเป็นอิสระ โดยการกำกับ ติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของรัฐ และเข้าสู่ระบบการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับรัฐ


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๗๕ 2) สถานศึกษาเอกชนที่เป็นโรงเรียนเป็นนิติบุคคล และมีคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน, ผู้รับใบอนุญาต, ผู้แทนผู้ปกครอง, ผู้แทนองค์กรชุมชน, ผู้แทนครู, ผู้แทนศิษย์เก่า และผู้ทรงคุณวุฒิ (เป็นไปตามกฎกระทรวง) 3) สถานศึกษาเอกชน จัดการศึกษาได้ทุกระดับและทุกประเภทการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด 4) การกำหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษาของรัฐ ของเขตพื้นที่การศึกษา หรือองค์กร 5) ปกครองส่วนท้องถิ่นให้คำนึงถึงผลกระทบต่อการจัดการศึกษาของเอกชนโดยหน่วยงาน ดังกล่าวจะต้องรับฟังความคิดเห็นของเอกชนและประชาชนประกอบการพิจารณาด้วย 6) สถานศึกษาเอกชนที่จัดการศึกษาระดับปริญญา ดำเนินการได้โดยอิสระ มีความคล่องตัวมี เสรีภาพทางวิชาการภายใต้การกำกับดูแลของสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาของเอกชน 7) รัฐต้องให้การสนับสนุนด้านเงินอุดหนุนการลดหย่อน หรือยกเว้นภาษี หรือสิทธิประโยชน์อย่าง อื่น แก่สถานศึกษาเอกชนตามความเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการให้สถานศึกษาเอกชนมี มาตรฐานและสามารถพึ่งตนเองได้ หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา (ม.47-51) 1. ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วยระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก ซึ่งจะต้องออก กฎกระทรวง 2. การจัดระบบการประกันคุณภาพภายใน เป็นหน้าที่ของสถานศึกษาและต้นสังกัด และให้ถือว่าการ ประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 3. วัตถุประสงค์ของการประเมินภายใน (ม.47) 1) เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้เท่าเทียมกัน 2) เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอก 4. การจัดทำรายงานการจัดการศึกษาประจำปี (SAR) ให้ดำเนินการรายงาน เสนอต่อหน่วยงานต้น สังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปิดเผยต่อสาธารณชน (ม.48) 1) ให้มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) มีฐานะเป็นองค์การ มหาชน ทำหน้าที่ พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทำการประเมินผลการจัดการศึกษา เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษาโดยคำนึงถึงความมุ่งหมาย หลักการ และแนวทางการจัด การศึกษาในแต่ละระดับ 2) การประเมินภายนอกหากสถานศึกษาใดไม่ได้มาตรฐานให้ดำเนินการดังนี้ (ม.51) (1) ให้ (สมศ.) จัดทำข้อเสนอแนะให้สถานศึกษาปรับปรุง ต่อหน่วยงานต้นสังกัดภายในเวลาที่ กำหนด (2) สถานศึกษาดำเนินการปรับปรุงดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ถ้าหากไม่สามารถที่จะ ปรับปรุงได้ทัน หรือไม่ดำเนินการปรับปรุงตามที่ (สมศ.) เสนอแนะ (3) ให้ (สมศ.) ดำเนินการรายงานต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) การกำหนดระยะเวลาในการประเมินภายในและภายนอก (1) การประเมินภายในให้ดำเนินการประจำทุกปี (2) การประเมินภายนอก ประเมินโดย (สมศ.) โดยจะประเมินไม่น้อย 1 ครั้งในรอบ 5 ปี


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๗๖ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หมวด 7 ครูอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา 1. ให้มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา มีฐานะเป็นองค์กรอิสระภายใต้ การบริหารของสภาวิชาชีพในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่ กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออก และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กำกับดูแล การปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งพัฒนาวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา 2. การจัดทำใบประกอบวิชาชีพสำหรับ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากร ทางการศึกษาอื่น (ม.53) 3. การจัดระบบครู กระบวนการผลิตพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและ มาตรฐาน ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ 4. รัฐพึงจัดสรรงบประมาณและจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่าง เพียงพอ 5. มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ 1) มาตรฐานวิชาชีพประกอบด้วย (1) มาตรฐานด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ (2) มาตรฐานการปฏิบัติงาน (3) มาตรฐานการปฏิบัติตน 2) จรรยาบรรณวิชาชีพประกอบด้วย (1) จรรยาบรรณ ต่อตนเอง (2) จรรยาบรรณ ต่อวิชาชีพ (3) จรรยาบรรณ ต่อผู้รับบริการ (4) จรรยาบรรณ ต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ (5) จรรยาบรรณ ต่อสังคม 6. ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งของหน่วยงาน ทางการศึกษา ในระดับสถานศึกษาของรัฐและระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นข้าราชการในสังกัดองค์กรกลาง บริหารงานบุคคลของข้าราชการครู โดยยึดหลักการกระจายอำนาจ การบริหารงานบุคคลสู่เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา (ม.54) 7. ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นสำหรับข้าราชการครูฯ หมวด 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา (มี 5 มาตรา 58-62) 1. การระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงินและทรัพย์สินทั้งของรัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล และครอบครัว ฯลฯ มาใช้จัดการศึกษาดังนี้ (ม.58) 1) รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเก็บภาษีเพื่อการศึกษาตามกฎหมาย 2) ให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน ฯลฯ เป็นผู้จัดและส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพย์สิน และมีส่วนร่วมกับภาระค่าใช้จ่าย 2. สถานศึกษาสามารถจัดหารายได้และผลประโยชน์ได้จากแหล่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (ม.59) ผลประโยชน์ จากการปกครองดูแลทรัพย์สินของสถานศึกษาที่เป็นที่ราชพัสดุจัดหาจากการบริการของสถานศึกษา จัดเก็บ ค่าธรรมเนียมการศึกษาอสังหาริมทรัพย์จากผู้อุทิศให้ หรือ จากการแลกเปลี่ยน จากรายได้ของสถานศึกษา ผลประโยชน์จากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับจากผิดสัญญาศึกษาต่อสัญญาเช่าซื้อ/จ้างทำของ โดยใช้งบประมาณ


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๗๗ 3. การจัดสรรงบประมาณรัฐได้ดำเนินการจัดสรรได้โดย (ม.60) 1) เงินอุดหนุนทั่วไปจัดให้การศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐและของเอกชนเท่า เทียมกัน 2) กองทุนกู้ยืม สำหรับทุนการศึกษา จัดให้สำหรับผู้มีรายได้น้อย ให้ตามความเหมาะสมและ จำเป็นงบประมาณ สำหรับการศึกษาพิเศษ 3) งบดำเนินการ งบลงทุน จัดสรรตามนโยบายและแผนพัฒนาการศึกษา และกำลังของ สถานศึกษาโดยคำนึงถึงคุณภาพและความเสมอภาค 4) เงินอุดหนุนทั่วไป จัดสำหรับอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลและสถานศึกษาในกำกับของรัฐ หรือองค์การมหาชน 5) กองทุนเพื่อการศึกษา จัดเพื่อพัฒนาการศึกษาของรัฐและเอกชน 4. การจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนให้กับ บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์ประชาชนองค์กร วิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันอื่น ให้คำนึงถึงความเหมาะสมและความจำเป็น (ม.61) 5. ระบบการตรวจสอบติดตามงบประมาณ และประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล การใช้จ่าย งบประมาณให้คำนึงถึง (ม.62) หลักการศึกษา แนวทางการจัดการศึกษา และมาตรฐานการศึกษา หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ม.63-69) 1. การจัดสรรคลื่นความถี่จากรัฐ (ม.63) ให้ดำเนินการโดย การจัดสรรเพื่อประโยชน์สำหรับ การศึกษา การทำนุบำรุงศาสนาและวัฒนธรรม 2. การผลิตและพัฒนาแบบเรียนตำราสื่อ (ม.64) ดำเนินการโดย : ให้มีการเปิดเสรี 3. ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ และทักษะในการผลิตรวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมีคุณภาพและประสิทธิภาพ (ม.65) 4. วัตถุประสงค์ของการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยี มีวัตถุประสงค์ : อันดับแรก เพื่อให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิต (ม.66) 5. รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการศึกษารวมทั้งการ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ม.67) 6. ให้มีการระดมทุน จัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษ ในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อการพัฒนาคนและสังคม (ม.68) 7. รัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผน ส่งเสริมและประสานการวิจัย การพัฒนา และการใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อ การศึกษา


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๗๘ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 2. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 1. ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2549 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 2. ขอบข่าย แบ่งออกเป็น 5 หมวด 1 บทเฉพาะกาล 82 มาตรา หมวด 1 การจัดระเบียบบริหารราชการในส่วนกลาง 1. การจัดระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งออกเป็น 1) ส่วนกลาง 2) เขตพื้นที่การศึกษา 3) สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาตรีที่เป็นนิติบุคคล 2. ส่วนราชการส่วนกลาง ให้มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ได้แก่ 1) สำนักงานรัฐมนตรี 2) สำนักงานปลัดกระทรวง 3) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 4) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทุกส่วนราชการ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ยกเว้น สำนักงานรัฐมนตรี 3. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่ 1) เสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐานและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) สนับสนุนทรัพยากร 3) การติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4) เสนอแนะในการออกระเบียบหลักเกณฑ์และประกาศที่เกี่ยวข้องกับการบริหารของสำนักงาน ความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและยังมีหน้าที่ต่อองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น คือ 1) ประสานส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาได้ 2) เสนอแนะการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมวด 2 การจัดระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา 1. การบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยึดเขตพื้นที่ แบ่งเป็นเขตพื้นที่โดยยึด 1) ปริมาณสถานศึกษา 2) จำนวนประชากร 3) วัฒนธรรม 4) ความเหมาะสมอื่น โดยให้รัฐมนตรีมีอำนาจในราชกิจจานุเบกษา โดยคำแนะนำของสภาการศึกษา 2. การจัดระเบียบของส่วนราชการ 1) การจัดระเบียบของเขตพื้นที่การศึกษา การกำหนดกลุ่มภารกิจให้กระทรวงจัดทำเป็นประกาศ โดยคำแนะนำ ของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานการกำหนดกลุ่มงาน ให้จัดทำเป็นประกาศของสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๗๙ 2) สถานศึกษา การกำหนดกลุ่มงาน ตามระเบียบของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละเขต พื้นที่การศึกษา 3) สถานศึกษาที่เป็นโรงเรียนมีฐานะเป็นนิติบุคคล และสิ้นสุดเมื่อยุบเลิกสถานศึกษา 3. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 1) กำกับดูแล จัดตั้ง ยุบรวมหรือเลิกล้มสถานศึกษา 2) ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนสถานศึกษาเอกชน 3) ประสาน ส่งเสริม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4) ส่งเสริม และสนับสนุน การจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรเอกชน องค์กร 5) ชุมนุม องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษา 6) ปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 4. อำนาจหน้าที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ม.37) 1) บริหารและการจัดการศึกษาและพัฒนาสาระของหลักสูตรสถานศึกษา 2) พัฒนางานวิชาการและจัดระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาร่วมกับสถานศึกษา 3) พิจารณาแบ่งส่วนราชการภายในสถานศึกษาของสถานศึกษา และของสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษา 4) ปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนด 5) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีอำนาจหน้าที่กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนกิจการของ สถานศึกษา


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๘๐ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 3. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 1. ประกาศใช้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 2. มีการแก้ไขแล้ว (ฉบับที่ 2) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 3. ขอบข่าย มี 9 หมวด 1 บทเฉพาะกาล 140 มาตรา หมวด 1 คณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 1. อำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา (ม.23) ปัจจุบันเป็นอำนาจหน้าที่ของศึกษาธิการ จังหวัดตามคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 1) พิจารณากำหนดนโยบายการบริหารงานบุคคล กำหนดจำนวนอัตราตำแหน่งและเกลี่ยอัตรา ตำแหน่ง พิจารณาดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ 2) พิจารณาให้ความเห็นชอบการบรรจุแต่งตั้ง และการบริหารงานบุคคลของสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษา 3) ให้ความเห็นชอบพิจารณาความดีความชอบ 4) ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาสร้างขวัญกำลังใจ 5) กำกับ ดูแล ติดตาม และประเมินผลการบริหารงานบุคคล 6) จัดทำฐานข้อมูล และรายงานประจำปีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล 7) ปฏิบัติงานอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายอื่น หรือตามที่ ก.ค.ศ.มอบหมาย 2. อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ม.24) เป็นผู้บังคับบัญชาของ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 1) รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการที่เป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา และตามที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามอบหมาย 2) เสนอแนะการบรรจุแต่งตั้ง และการบริหารงานบุคคลในเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา 3) พิจารณาความดีความชอบของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาในหน่วยงานทาง การศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 4) จัดทำแผนและส่งเสริมการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในหน่วยงานทาง การศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 5) จัดทำทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา 6) จัดทำมาตรฐานคุณภาพงาน กำหนดภาระงานขั้นต่ำและเกณฑ์การประเมินผลงานสำหรับ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 7) ประเมินคุณภาพการบริหารงานบุคคลและจัดทำรายงานเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเสนอ ก.ค.ศ. ต่อไป 8) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายอื่น หรือตามที่ ก.ค.ศ. 3. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษา (ม.26) 1) กำกับดูแลการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการตามที่ ก.ค.ศ. และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษากำหนด


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๘๑ 2) เสนอความต้องการจำนวน และอัตราตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน สถานศึกษา เพื่อเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณา 3) ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน สถานศึกษาต่อผู้บริหารสถานศึกษา 4) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายอื่น หรือตามที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ การศึกษามอบหมาย 4. อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสถานศึกษา (ม.27) เป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา 1) ควบคุม ดูแลให้การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาสอดคล้องกับนโยบาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการตามที่ ก.ค.ศ. และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษากำหนด 2) พิจารณาความดีความชอบของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา 3) ส่งเสริม สนับสนุนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาให้มีการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง 4) จัดทำมาตรฐาน ภาระงานสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา 5) ประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา 6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายอื่นหรือตามที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ การศึกษาหรือคณะกรรมการสถานศึกษามอบหมาย หมวดที่ 2 บททั่วไป 1. การดำเนินงานตาม พ.ร.บ. นี้ให้ดำเนินการตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดหลัก ระบบคุณธรรม ความเสมอภาคระหว่างบุคคล และหลักการได้รับการปฏิบัติและการคุ้มครองสิทธิอย่างเสมอ ภาคเท่าเทียมกัน 2. การเป็นผู้ประกอบอาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา จะต้องมีคุณสมบัติทั่วไปภายใต้ พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา 3. ข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ (ม.30) มีสัญชาติไทย 3.1 มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ 3.2 เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตย 3.3 ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3.4 ไม่เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือจิตฟั่นเฟือนหรือโรคตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ. 3.5 ไม่อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการ สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือถูกสั่งพักหรือเพิกถอน ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 3.6 ไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี 3.7 ไม่เป็นกรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง 3.8 ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย 3.9 ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่การกระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ 3.10 ไม่เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก 3.11 ไม่เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัย 3.12 ไม่เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๘๒ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 4. การให้ได้รับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง ให้ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ยกเว้นบุคลากรทางการ ศึกษาตามมาตรา 38 ค (2) ให้นำบัญชีอัตราเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนมาบังคับ ใช้โดยอนุโลม 5. คณะรัฐมนตรีอาจวางระเบียบและวิธีการให้กระทรวงการคลังหักเงินเดือนของข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา เป็นเงินสะสมโดยคิดดอกเบี้ยเงินสะสมให้ในอัตราไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำของ ธนาคารพาณิชย์ เงินสะสมและดอกเบี้ยจะจ่ายคืนให้กู้ยืมตามโครงการสวัสดิการสำหรับข้าราชการครูและ บุคคลากรทางการศึกษา ตามระเบียบที่กระทรวงกำหนดโดยความเห็นขอบของคณะรัฐมนตรี 6. การได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตามระเบียบที่ ก.ค.ศ. กำหนดโดยความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรี 7. การได้เงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระ ราชกฤษฎีกา 8. ก.ค.ศ. กำหนดเกี่ยวกับวันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี และ การลาหยุดราชการ (ถ้ายังไม่กำหนดให้นำหลักเกณฑ์ที่ใช้กับข้าราชการพลเรือนมาใช้ก่อน) 9. เครื่องแบบและระเบียบการแต่งเครื่องแบบให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น 10. บำเหน็จบำนาญให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น หมวด 3 การกำหนดตำแหน่ง 1. พ.ร.บ.ได้กำหนดตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มี 3 ประเภท คือ 1) ตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในหน่วยงานการศึกษา 2) ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา 3) ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น โดยกำหนดตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในหน่วยงาน การศึกษา (ม.38 ก.) ได้แก่ 1) ครูผู้ช่วย 2) ครู 3) อาจารย์ 4) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 5) รองศาสตราจารย์ 6) ศาสตราจารย์ ตำแหน่งใน (3) ถึง (6) มีในหน่วยงานการศึกษาที่สอนระดับปริญญา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา (ม.38 ข.) ได้แก่ 1) รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 2) ผู้อำนวยการสถานศึกษา 3) รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 4) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 5) รองอธิการบดี 6) อธิการบดี 7) ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๘๓ ตำแหน่ง (1) และ (2) มีในสถานศึกษาและหน่วยงานการศึกษาตามประกาศกระทรวง ตำแหน่ง (3) และ (4) ให้มีในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตำแหน่ง (5) และ (6) มีในหน่วยงานการศึกษาที่สอนระดับปริญญา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น (ม.38 ค.) ได้แก่ 1) ศึกษานิเทศก์ 2) ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด หรือตำแหน่งของข้าราชการที่ ก.ค.ศ. นำมาใช้กำหนดให้เป็นตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ 2. ให้ตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีวิทยฐานะดังต่อไปนี้ (ม.39) ก. ตำแหน่งครู มีวิทยฐานะ ดังต่อไปนี้ 1) ครูชำนาญการ 2) ครูชำนาญการพิเศษ 3) ครูเชี่ยวชาญ 4) ครูเชี่ยวชาญพิเศษ ข. ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา มีวิทยฐานะ ดังต่อไปนี้ 1) รองผู้อำนวยการชำนาญการ 2) รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ 3) รองผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ 4) ผู้อำนวยการชำนาญการ 5) ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ 6) ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ 7) ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญพิเศษ ค. ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา มีวิทยฐานะ ดังต่อไปนี้ 1) รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชำนาญการพิเศษ 2) รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ 3) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ 4) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญพิเศษ ง. ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ มีวิทยฐานะ ดังต่อไปนี้ 1) ศึกษานิเทศก์ชำนาญการ 2) ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ 3) ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ 4) ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญพิเศษ จ. ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่ ก.ค.ศ. กำหนดให้มีวิทยฐานะ 3. ให้ตำแหน่งคณาจารย์เป็นตำแหน่งทางวิชาการ ก. อาจารย์ ข. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ค. รองศาสตราจารย์ ง. ศาสตราจารย์ 4. ก.ค.ศ. จะต้องกำหนดว่าตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะมีหน่ายงานการศึกษาใด จำนวนเท่าใด และจะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งสำหรับตำแหน่งอย่างไร (ม.41)


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๘๔ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 5. การจัดทำมาตรฐานการกำหนดตำแหน่งวิทยฐานะและมาตรฐานตำแหน่งทางวิชาการให้คำนึงถึง (ม.42) 5.1 มาตรฐานวิชาชีพ 5.2 คุณวุฒิการศึกษา 5.3 การอบรมประสบการณ์ 5.4 ระยะเวลาการปฏิบัติงาน 5.5 คุณภาพการปฏิบัติงาน หรือผลงานที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ 6. องค์ประกอบของมาตรฐานตำแหน่งประกอบด้วย ชื่อตำแหน่ง ความรับผิดชอบ ปริมาณงานและ คุณภาพงานของตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๘๕ 4. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 1. มีผลบังคับใช้ 9 ธ.ค. 2540 2. ของข่ายของ พ.ร.บ. 7 หมวด 1 บทเฉพาะกาล 43 มาตรา 3. คำศัพท์เฉพาะที่สำคัญในพระราชบัญญัตินี้ ข้อมูลข่าวสาร หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสิ่งใด ๆ ไม่ว่า การสื่อสารความหมายนั้นจะทำได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่าจะได้จัดทำไว้ใน รูปของเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผ่นผับ แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียงการ บันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏได้ ข้อมูลข่าวสารของราชการ หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแล ของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐหรือข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับเอกชนข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้น หรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งของลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่นลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียง ของคน หรือรูปถ่าย และให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย หมวด 1 การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร 1. หน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (ม. 7) ต้องส่งข้อมูลข่าวสาร ดังต่อไปนี้ พิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเปิดเผย ดังนี้ 1) โครงสร้างและการจัดองค์กรในหน่วยงาน 2) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน 3) สถานที่รับหรือติดต่อข้อมูลข่าวสารหรือการติดต่อกับหน่วยงานรัฐ 4) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน ฯลฯ ที่เพื่อให้มีผล บริการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง 5) ข้อมูลอื่น ๆ ที่คณะกรรมการกำหนด 2. สิทธิของประชาชน (ม. 9) 1) เข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือสำเนาที่มีคำรับรอง (ม. 9 วรรคสอง) 2) ร้องเรียนต่อคณะกรรมการ กรณีที่เห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสาร หรือ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารช้า (ม. 13) 3. หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ในการเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนขอดู (ม.9) 1) ให้ลบหรือตัดทอนส่วนที่ต้องห้ามตามมาตรา 14 หรือ 15 เพื่อไม่ให้มีการเปิดเผยข้อมูล ข่าวสารนั้นกำหนดหลักเกณฑ์หรือค่าธรรมเนียมในการสำเนาข้อมูลข่าวสาร 2) ส่งคำขอให้หน่วยงานที่จัดทำข้อมูลอนุญาต กรณีที่ข้อมูลที่มีผู้ร้องขอเป็นข้อมูลของหน่วยงานอื่น และได้ระบุห้ามการเปิดเผย (ม.12 วรรค 2) 4. หน้าที่ของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารเมื่อได้รับคำร้องเรียนคณะกรรมการจะต้องพิจารณาให้แล้ว เสร็จภายใน 30 วัน (ถ้ามีความจำเป็นขยาย สามารถขยายได้ไม่เกิน 60 วัน)


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๘๖ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หมวดที่ 2 ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย 1. ข้อมูลที่ไม่ต้องเปิดเผย มี 2 อย่าง คือ 1) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ (ม.14) 2) ข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เปิดเผยเนื่องจาก (ม.15) ก. เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ข. เมื่อเปิดเผยแล้วทำให้การบังคับใช้เกิดความเสื่อมประสิทธิภาพ ค. ข้อมูลที่เป็นความเห็นหรือคำแนะนำในหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้ในการทำความเห็น หรือคำแนะนำภายใน ง. การเปิดเผยทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด จ. รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารที่เป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร ฉ. ข้อมูลที่มีการคุ้มครองไม่ให้เปิดเผย หรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้เปิดเผย ช. อื่น ๆ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา 2. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ที่อาจกระทบกระเทือนต่อผู้หนึ่งผู้ใด ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการ ดังต่อไปนี้ ก่อนเปิดเผยข้อมูลคือ (ม.17) 2.1 แจ้งให้เจ้าของข้อมูลทำการคัดค้านภายในเวลาที่กำหนด แต่ไม่น้อยกว่า 15 วันนับแต่วันที่ ได้รับแจ้ง 2.2 เจ้าของข้อมูลต้องดำเนินการคัดค้านโดยทำเป็นหนังสือ 2.3 เมื่อเจ้าของข้อมูลคัดค้านแล้ว หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ฟังคำคัดค้าน เจ้าหน้าที่จะต้องรอ 1) จนกว่าล่วงเลยระยะเวลาอุทธรณ์ข้อมูลต่อคณะกรรมการวินิจฉัย คือภายใน 15 วัน 2) พ้นระยะเวลาคณะกรรมการวินิจฉัยแล้วจึงจะเปิดเผยข้อมูลได้ให้แล้วเสร็จ คือ 60 วัน 3. เจ้าหน้าที่ของรัฐเปิดเผยข้อมูลไม่ต้องรับผิดหากว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบและ กฎหมาย คือ 1) เปิดเผยตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด 2) เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดเผยตามกฎกระทรวงเพื่อการทั่วไป หรือเฉพาะแก่บุคคลเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ หรือชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือประโยชน์อื่นของบุคคลและคำสั่งนั้นได้กระทำโดยสมควร แก่เหตุ กฎกระทรวงกำหนดผู้เปิดเผยให้เป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไป (ม.16) หมวดที่ 3 ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล 1. ข้อมูลส่วนบุคคลคือข้อมูลบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยหรือบุคคลต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย 2. หน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของบุคคลไว้เพื่อกาลในหน่วยงาน ดังนี้ (ม.23) 1) มีข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่เกี่ยวข้องและจำเป็น 2) เก็บข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากเจ้าของข้อมูล 3) จัดให้มีการพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาและแก้ไขให้ถูกต้องอยู่เสมอ 4) จัดระบบรักษาความปลอดภัยให้แก่ระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามความเหมาะสมเพื่อ ป้องกันมิให้มีการนำไปใช้โดยไม่เหมาะสมหรือเป็นผลร้ายต่อเจ้าของข้อมูล 3. หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของข้อมูลไม่ได้ ยกเว้น (ม. 24) 1) เพื่อการนำไปใช้ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๘๗ 2) นำไปใช้ตามปกติภายในวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น 3) นำไปวางแผนหรือการสถิติหรือสำมะโนต่าง ๆ 4) เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยโดยไม่ระบุชื่อหรือส่วนที่ทำให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ เกี่ยวกับบุคคลใด 5) ต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติเพื่อการตรวจดูคุณค่าในการเก็บรักษา 6) ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อการป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 7) เป็นการให้ซึ่งจำเป็นเพื่อการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพของบุคคล 8) ต่อศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอ ข้อเท็จจริง 9) กรณีอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา 4. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลดังนี้ (ม.25 วรรค 2) 1) ยื่นขอให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนที่ไม่ถูกต้องได้ หากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ดำเนินการแก้ไขให้ตามคำขอ 2) เจ้าของข้อมูลยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลภายใน 30 วัน โดยยื่นต่อ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ หมวดที่ 4 เอกสารประวัติศาสตร์ 1. ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ประสงค์เก็บรักษาหรือหมดอายุครบกำหนดแล้วให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ ดังนี้ 1.1 ส่งมอบให้แก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร 1.2 หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้า 2. ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสาร (ม.26 วรรค สอง) 2.1 ข้อมูลข่าวสารทีเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ตาม ม. 14 เมื่อครบ 75 ปี 2.2 ข้อมูลข่าวสารของรัฐที่เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผย ตาม ม. 15 เมื่อครบ 20 ปี 3. แต่ถ้าหน่วยงานของรัฐมีความประสงค์จะขอขยายเวลาในการเก็บก็สามารถที่จะขยายได้โดย กำหนดขยายไม่เกินคราวละ 5 ปี และให้ดำเนินขยายภายใน 3 เดือนก่อนครบกำหนด 4. ผู้ที่กำหนดให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐให้ทำลายหรืออาจทำลายโดยไม่ต้องเก็บรักษา คือ คณะรัฐมนตรี (ม.26 วรรค สาม) หมวด 5 คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ 1. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ประกอบด้วย • คณะกรรมการโดยตำแหน่ง มีรัฐมนตรีที่นายกมอบหมายเป็นประธาน • คณะกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ โดยคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง 9 คน วาระคราวละ 3 ปี • ข้าราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งเป็นเลขาอีก 2 คน เป็นผู้ช่วยเลขา 2. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่สำคัญ 1) ทำรายงานเสนอคณะรัฐมนตรี ปีละ 1 ครั้ง 2) วินิจฉัยเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๘๘ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 2.1 เมื่อมีการร้องขอให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยแต่หน่วยงานของรัฐไม่ยอมเปิดเผยหรือ ดำเนินการเปิดเผยล่าช้า (ตาม ม.11) 2.2 เมื่อมีการขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนตัวที่รัฐมีไว้ให้ถูกต้องแต่รัฐไม่ยอมแก้ไขให้ 3) รับคำอุทธรณ์และส่งคำอุทธรณ์ให้คณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูลข่าวสารภายใน 7 วันนับแต่วันที่ ได้รับแจ้งการอุทธรณ์ 4) รับคำร้องจากประชาชน และเข้าดำเนินการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของทางราชการ กรณีที่ หน่วยงานปฏิเสธแก่ประชาชนว่าไม่มีข้อมูลข่าวสาร แต่ประชาชนไม่เชื่อว่ามี (ม.33) หมวดที่ 6 คณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูลข่าวสาร 1. คณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูลข่าวสาร • แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีตามข้อเสนอของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน • ให้ข้าราชการที่คณะกรรมการฯ แต่งตั้งเป็นเลขานุการ 2. หน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูลข่าวสาร 1) วินิจฉัยเกี่ยวกับการขอเปิดเผยข้อมูล 1.1 ข้อมูลที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ (ตามมาตรา 14) 1.2 ข้อมูลข่าวสารที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เปิดเผยเนื่องจากความมั่นคงหรืออื่น ๆ 1.3 เมื่อมีการขอแก้ไขข้อมูลส่วนตัวที่รัฐมีไว้ให้ถูกต้องแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ยอมแก้ไขให้ 1.4 กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ฟังคำคัดค้านจะเปิดเผยข้อมูล แต่เจ้าของข้อมูลไม่ยอมให้เปิด 2) ดำเนินการวินิจฉัยข้อมูลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องขยายให้ขยายได้ แต่ขยายแล้วไม่เกิน 60 วัน 3) ประกาศวิธีพิจารณาและวินิจฉัยและองค์คณะในการพิจารณาและวินิจฉัยไว้ในราชกิจจา นุเบกษา หมวดที่ 7 บทกำหนดโทษ 1. ผู้ใดฝ่าฝืนไม่มาให้ถ้อยคำหรือส่งวัตถุเอกสารหรือพยานให้คณะกรรมการฯ เมื่อคณะกรรมการฯร้อง ขอ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีอำนาจไปเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๘๙ แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม 1. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด ก. กฎหมายแม่บทการจัดการศึกษา ข. แนวทางจัดการศึกษาของรัฐบาล ค. การปรับปรุงการศึกษาสอดคล้องรัฐธรรมนูญ ง. การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยครั้งใหญ่ ตอบ ก. 2. วัตถุประสงค์ของการจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 เพื่ออะไร ก. ปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย ข. ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ค. พัฒนาคนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ง. พัฒนาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กไทย ตอบ ข. 3. หลักการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 ข้อใดกล่าวผิด ก. เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อปวงชนชาวไทย ข. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับเยาวชน ค. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ ง. พัฒนา สาระ หลักสูตร และกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ตอบ ก. 4. ข้อใดไม่สอดคล้องการจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการการจัดการศึกษา ก. กำหนดมาตรฐานการศึกษา จัดระบบประกันคุณภาพ ข. กระจายอำนาจสู่สถานศึกษาทั้งหมด ค. มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู บุคลากรทางการศึกษา ง. รวมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาไว้ในการจัดการศึกษา ตอบ ข. 5. ข้อใดไม่สอดคล้องกับสิทธิ และหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 ก. จัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่อง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ข. บุคคลพิการได้รับการจัดการศึกษาตั้งแต่แรกเกิด หรือพบความบกพร่อง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ค. บุคคลที่มีความสามารถพิเศษต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถ ของบุคคลนั้น ง. จัดให้บุคคลมีสิทธิเสมอกัน จัดการศึกษาภาคบังคับ ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ ตอบ ง.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๙๐ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 6. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์บิดา มารดา ผู้ปกครอง พึงได้รับในการจัดการศึกษา ก. การสนับสนุนจากรัฐให้ความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดู ข. เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของคนในการดูแล ค. การยกเงินภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ง. การให้การศึกษาแก่บุตร หรือบุคคลในการดูแลระบบการศึกษา ตอบ ค. 7. จุดที่ต่างกันของการศึกษาระบบต่าง ๆ ที่สำคัญคือข้อใด ก. ตัวผู้เข้ารับการศึกษา ข. จุดหมาย วิธีการ หลักสูตร ค. ระยะเวลา ที่จัดการศึกษา ง. สถานที่จัดการศึกษา ตอบ ข. 8. ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ คือใคร ก. นายกรัฐมนตรี ข. ปลัดกระทวงศึกษาธิการ ค. รัฐมนตรีว่าการกระทวงศึกษาธิการ ง. เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตอบ ค. 9. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีจำนวนกี่หมวด กี่มาตรา ก. 8 หมวด 78 มาตรา ข. 8 หมวด 87 มาตรา ค. 9 หมวด 87 มาตรา ง. 9 หมวด 78 มาตรา ตอบ ง. 10. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ก. 19 สิงหาคม 2542 ข. 20 สิงหาคม 2542 ค. 1 ตุลาคม 2542 ง. 1 พฤศจิกายน 2542 ตอบ ข. 11. หลักในการจัดการศึกษาตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 เป็นไปตามข้อใด ก. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตของประชาชน ข. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ค. พัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ง.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๙๑ 12. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้รัฐต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่ากี่ปี ก. 7 ปี ข. 10 ปี ค. 12 ปี ง. 15 ปี ตอบ ค. 13. สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาได้ตามข้อใด ก. รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ข. หรือทั้งสามรูปแบบก็ได้ ค. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข. ง. ไม่มีข้อถูก ตอบ ค. 14. รูปแบบของการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กำหนดไว้กี่รูปแบบ ก. รูปแบบเดียว ข. 2 รูปแบบ ค. 3 รูปแบบ ง. 4 รูปแบบ ตอบ ค. 15. การศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของ การศึกษา การวัดและประเมินผล เป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและ หลักสูตร จะต้องมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องหารของบุคคลแต่ละ กลุ่มหมายถึงการ จัดการศึกษารูปแบบใด ก. การศึกษาในระบบ ข. การศึกษานอกระบบ ค. การศึกษาตามอัธยาศัย ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ข. 16. การศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล เป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน หมายถึงการศึกษารูปแบบใด ก. การศึกษาในระบบ ข.การศึกษานอกระบบ ค. การศึกษาตามอัธยาศัย ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ก. 17. การศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษา จากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น หมายถึงการศึกษารูปแบบใด ก. การศึกษามนระบบ ข.การศึกษานอกระบบ ค. การศึกษาตามอัธยาศัย ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ค. 18. การศึกษาในระบบแบ่งออกเป็นกี่ระดับ ก. มีระดับเดียว ข. 2 ระดับ ค. 3 ระดับ ง. 4 ระดับ ตอบ ข. 19. ข้อใดเป็นการศึกษาระดับอุดมศึกษา ก. ระดับต่ำกว่าปริญญา ข. ระดับปริญญา ค. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ง. ถูกเฉพาะข้อ ก และข้อ ข ตอบ ง.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๙๒ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 20. ระดับที่กำหนดไว้สำหรับการศึกษาในระบบ คือข้อใด ก. การศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา ข. ระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา ค. การศึกษาภาคบังคับ และการศึกษาระดับอุดมศึกษา ง. การศึกษาภาคบังคับ การศึกษาระดับอุดมศึกษา และการอาชีวศึกษา ตอบ ก. 21. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นี้ได้กำหนดการศึกษาภาคบังคับไว้จำนวนกี่ปี ก. 5 ปี ข. 7 ปี ค. 9 ปี ง. 12 ปี ตอบ ค. 22. เด็กต้องเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเมื่อมีอายุเท่าใด ก. ย่างเข้าปีที่ 5 ข. ย่างเข้าปีที่ 7 ค. ย่างเข้าปีที่ 9 ง. ย่างเข้าปีที่ 11 ตอบ ข. 23. สถานศึกษาตามข้อใดที่จัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก. สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ข. โรงเรียน ค. ศูนย์การเรียน ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ง. 24. กำหนดระยะเวลาในการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งเป็นไปตามข้อใด ก. อย่างน้อย 1 ครั้งทุก ๆ ปี ข. อย่างน้อย 1 ครั้งทุก 3 ปี ค. อย่างน้อย 1 ครั้งทุก 5 ปี ง. อย่างน้อย 2 ครั้งในแต่ละปี ตอบ ค. 25. ข้อใดไม่สอดคล้องกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามความมุ่งหมายของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ก. ปลูกฝังจิตสำนึกการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ข. รักษา และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพเคารพกฎหมาย ค. รู้จักรักษาผลประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติ ง. กระจายการพัฒนาไปสู่ชนบทโดยการมีส่วนร่วมของภูมิปัญญาท้องถิ่น ตอบ ง. 26. ข้อใด ไม่ใช่ ความหมายของ “คณาจารย์” แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ก. บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการสอนและการวิจัยในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญาของรัฐ ข. บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการสอนและการวิจัยในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญาของเอกชน ค. คณาจารย์ที่สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ค.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๙๓ 27. ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ใช่ สถานศึกษาสำหรับปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก. โรงเรียน ข. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ค. ศูนย์พัฒนาชุมชน ง. ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ สถาบันศาสนา ตอบ ค. 28. ข้อใดไม่ถูกต้องในด้านการกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่และสถานศึกษา ก. ด้านวิชาการ ข. งบประมาณ ค. หลักสูตรการสอน ง. การบริหารทั่วไป ตอบ ค. 29. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไม่ได้ กำหนดให้หน่วยงานใดมีสิทธิในการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ก. หน่วยงานหรือสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ข. มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ค. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ง. องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ ตอบ ข. 30. แนวการจัดการศึกษาตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ยึดหลักตามข้อใด ก. ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเท่ากัน ข. ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ค. หลักสูตรมีความสำคัญที่สุด ง. กระบวนการเรียนการสอนสำคัญที่สุด ตอบ ข. 31. ข้อใด ไม่ใช่ หลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ก. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน ข. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ค. การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ง. การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญาอารมณ์และสังคม ตอบ ง. 32. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ์จัดการศึกษาระดับใด ก. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ข. การศึกษาอุดมศึกษา ค. การศึกษานอกโรงเรียน ง. ทุกระดับ ตอบ ง. 33. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบประกันคุณภาพภายในได้แก่ ก. สถานศึกษาเท่านั้น ข. สถานศึกษาและเขตพื้นที่ ค. สถานศึกษา เขตพื้นที่ คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ง. สถานศึกษา เขตพื้นที่ คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตอบ ง.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๙๔ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 34. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการจัดศูนย์การเรียนตามมาตรา 18 ของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ก. โรงเรียน ข. บุคคล ค. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ง. โรงพยาบาล ตอบ ก. 35. การจัดการศึกษาเพื่อมุ่งวางรากฐานเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถขั้นพื้นฐานหมายถึงการจัดการศึกษาระดับใด ก. ระดับก่อนประถมศึกษา ข. ระดับประถมศึกษา ค. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ง. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตอบ ข. 36. การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามความถนัดความสนใจ ศักยภาพและความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ก. ระดับประถมศึกษา ข. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ค. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายประเภทสามัญศึกษา ง. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายประเภทอาชีวศึกษา ตอบ ค. 37. การจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาโดยปกติใช้เวลาเรียนกี่ปี ก. 4 ปี ข. 6 ปี ค. 9 ปี ง. 12 ปี ตอบ ข. 38. การนับอายุเด็กเพื่อเข้ารับการศึกษาภาคบังคับในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้นับตามข้อใด ก. ครบ 7 ปีในปีใดนับเด็กอายุย่างเข้าปีที่ 7 ในปีนั้น ข. นับตามปีงบประมาณ ค. นับตามปีปฏิทิน ง. ข้อ ก และ ค ถูกต้อง ตอบ ค. 39. การจัดการศึกษาระดับใดเป็นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพให้เป็น กำลังแรงงานที่มีฝีมือหรือการศึกษาต่อระดับในระดับอาชีพชั้นสูงต่อไป ก. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ข. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายประเภทสามัญศึกษา ค. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายประเภทอาชีวศึกษา ง. ระดับที่ต่ำกว่าปริญญา ตอบ ค.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๙๕ 40. การจัดการศึกษาเพื่อวางรากฐานชีวิตและการเตรียมความพร้อมของเด็กทั้งร่างกายและจิตใจสติปัญญา อารมณ์ บุคลิกภาพและการอยู่ร่วมกันในสังคม ก. การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา ข. การศึกษาระดับประถมศึกษา ค. การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ง. การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตอบ ก. 41. ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษาตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ นี้ ได้แก่ ก. ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ข. ปฏิรูปการศึกษาของไทย ค. พัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ ง. พัฒนาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตอบ ค. 42. ข้อใดคือความหมายของคำว่า การศึกษา ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ก. การศึกษา คือกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม ข. การศึกษา คือ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมและสังคม ค. การศึกษา คือ การเจริญงอกงาม ง. การศึกษา คือ ชีวิต ตอบ ก. 43. สมศ. หมายถึง ก. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา ข. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ค. สำนักรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา ง. สำนักรับรองมาตรฐานและเมินคุณภาพการศึกษา ตอบ ข. 44. ต่อไปนี้ข้อใด ไม่ใช่กรรมการโรงเรียน ก. ผู้แทนครู ข. ผู้แทนองค์กรเอกชน ค. ผู้แทนศิษย์เก่า ง. ผู้แทนคุณวุฒิ ตอบ ข. 45. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก. มี 3 ระดับ คือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และก่อนอุดมศึกษา ข. มี 3 ระดับ คือ ก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ค. มี 4 ระดับ คือ ก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ง. มี 5 ระดับ คือ ก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และ ระดับอาชีวศึกษา ตอบ ข.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๙๖ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 46. การศึกษาในระบบมีกี่ระดับ ก. 2 ระดับ คือ การศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ข. 2 ระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาอุดมศึกษา ค. 3 ระดับ คือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ง. 4 ระดับ คือ ก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ตอบ ข. 47. ข้อใด ไม่ใช่สถานศึกษาในการจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ ก. สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ข. โรงเรียน ค. ศูนย์การเรียน ง. วิทยาลัย ตอบ ง. 48. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการศึกษาภาคบังคับของผู้ปกครอง ก. เป็นสิทธิ ข. เป็นหน้าที่ ค. เป็นเสรีภาพ ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ข. 49. ใครเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลางศึกษาขั้นพื้นฐาน ก. กระทรวงศึกษาธิการ ศาสนา และวัฒนธรรม ข. สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ ค. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ง. คณะกรรมการจัดทำหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตอบ ค. 50. ใครเป็นผู้จัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ก. หน่วยงานต้นสังกัด และสถานศึกษา ข. เขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษาหน่วยงานอิสระ และสถานศึกษา ค. หน่วยงานอิสระ และสถานศึกษา ง. องค์กรมหาชน และสถานศึกษา ตอบ ก. 51. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีสถานภาพตามข้อใด ก. เป็นส่วนราชการ ข. องค์การมหาชน ค. เป็นรัฐวิสาหกิจ ง. เป็นเอกชน ตอบ ข. 52. ผลการประเมินไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด สมศ.ต้องดำเนินการอย่างไรเป็นอันดับแรก ก. รายงานต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ข. จัดทำข้อเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขต่อหน่วยงานต้นสังกัด ค. แจ้งให้สถานศึกษาปรับปรุงแก้ไขภายในกำหนด ง. เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชน ตอบ ข.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๙๗ 53. ใครเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ก. นายสมัคร สุนทรเวช ข. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ค. พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ง. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ตอบ ค. 54. ข้อใดคือเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ก. รัฐบาลมีนโยบายในกาปฏิรูประบบราชการ ข. ปรับปรุงการบริหารและการจัดการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ค. ให้มีคณะกรรมการอาชีวศึกษาทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐาน และหลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการ ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ง. 55. เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553 เพื่อสิ่งใดต่อไปนี้ ก. การบริหารและการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพ ข. การพัฒนาการศึกษาแก่นักเรียนทั้งสองระดับ ค. นักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พัฒนาการศึกษาให้มีสัมฤทธิ์ผลและมีคุณภาพยิ่งขึ้น ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ง. 56. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553 มีผลบังคับใช้เมื่อใด ก. 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ข. 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ค. 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ง. 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ตอบ ค. 57. อำนาจในการประกาศกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาไปตามข้อใด ก. นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนาจประกาศกำหนด ข. ต้องเป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของสภาการศึกษามีอำนาจประกาศกำหนด ง. เป็นอำนาจของเลขาธิการสภาการศึกษา ตอบ ค. 58. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อใด ก. 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ข. 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ค. 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ง. 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ตอบ ข.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๙๘ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 59. ใครเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553 ก. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ค. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ข. นายสมัคร สุนทรเวช ง. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ตอบ ก. 60. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ให้ไว้ ณ วันใด ก. ๒5 เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ข. ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ค. 1 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ง. 2 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ตอบ ข. 61. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันใด ก. ๒5 เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ข. ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ค. 1 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ง. 2 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ตอบ ค. 62. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันวันใด ก. ๒5 เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ข. ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ค. 1 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ง. พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ตอบ ง. 63. เหตุผล ในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ก. เพื่อกำหนดขอบเขตในการดำเนินการของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ข. เพื่อกำหนดขอบเขตในการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ ที่เปลี่ยนแปลงไป ค. เพื่อการจัดการเรียนการสอนสู่ศตวรรษที่ 21 ง. การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ตอบ ข. 64. ใครเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562 ก. นายวิษณุ เครืองาม ข. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ง. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ตอบ ข. 65. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙ เป็นแผนระยะยาว ๒๐ ปี เพื่อให้มีความสอดคล้องกับเรื่องใด ก. วิสัยทัศน์ประเทศไทยระยะ ๒๐ ปี ข. ยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี ค. พันธกิจประเทศไทยระยะ ๒๐ ปี ง. ถูกทุกข้อ ตอบ ข.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๙๙ แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 1. ข้อใด คือหลักการของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ก. ให้มีกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ข. ให้มีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ค. ให้มีกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ง. ให้เป็นกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตอบ ข. 2. เหตุผลสำคัญที่ต้องตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ก. มาตรา 54 หมวด 7 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กำหนดให้บัญญัติขึ้น ข. เพื่อให้มีระบบข้าราชการครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาขึ้นมาใหม่ ค. ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรกลางเดียวกัน ง. เพื่อกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ตอบ ค. 3. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มีผลบังคับใช้เมื่อใด ก. 23 พฤศจิกายน 2547 ข. 23 ธันวาคม 2547 ค. 24 พฤศจิกายน 2547 ง. 24 ธันวาคม 2547 ตอบ ง. 4. ข้อใด ไม่ใช่ บุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ก. ครู ข. ผู้บริหารสถานศึกษา ค. ผู้บริหารการศึกษา ง. ผู้สนับสนุนการศึกษาทำหน้าที่บริการ ตอบ ก. 5. ข้อใด ไม่ใช่ หน่วยงานทางการศึกษาพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ก. สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาของรัฐ ข. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ค. สำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน ง. หน่วยงานตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด ตอบ ก.


คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้สอน สพฐ. หน้า ๑๐๐ สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ 6. ใครไม่ได้เป็นคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยตำแหน่ง ก. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ข. เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ค. เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ง. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตอบ ง. 7. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน ก.ค.ศ. มีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละกี่ปี และเป็นได้กี่วาระ ก. คราวละ 3 ปี/เป็นได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ข. คราวละ 3 ปี/เป็นติดต่อกันกี่วาระก็ได้ ค. คราวละ 4 ปี/เป็นได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ง. คราวละ 4 ปี/เป็นติดต่อกันกี่วาระก็ได้ ตอบ ค. 8. ข้อใด ไม่ใช่ สาเหตุของการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาใน ก.ค.ศ. ก. พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ข. ขาดคุณสมบัติหรือพ้นจากการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ค. ตาย หรือ ลาออกโดยยื่นหนังสือลาออกต่อประธานกรรมการ ง. ถอดถอนโดยคณะรัฐมนตรีตามมติ ก.ค.ศ.ด้วยคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการ ตอบ ง. 9. ข้อใด ไม่ใช่ อำนาจหน้าที่ของ ก.ค.ศ. ก. ส่งเสริมสนับสนุน ประสานงานและให้คำปรึกษา แนะนำการบริหารงานบุคคลแก่ เขตพื้นที่การศึกษา ข. กำหนดค่าธรรมเนียมต่างๆที่ต้องดำเนินการตาม พระราชบัญญัตินี้ ค. จัดทำทะเบียนประวัติและควบคุมการเกษียณอายุราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ง. ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ตอบ ค. 10. ใครเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก. เลขาธิการ กพฐ. ข. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ง. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอบ ค. 11. สำนักงาน ก.ค.ศ. มีฐานะเป็นกรมอยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อบุคคลใด ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข. นายกรัฐมนตรี ค. ปลัดกระทรวง ง. คณะรัฐมนตรี ตอบ ก.


Click to View FlipBook Version