“หนังสือรวมเรื่องสั้นเกาหลีของนักเขียนคิมดงอิน” เป็ นส่วนหนึ่งของ “โครงการแปลหนังสือเพื่อชุมชน” ของหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
คณะผู้จัดทา บรรณาธิการ อาจารย์นาริฐา สุขประมาณ กองบรรณาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิทธินี ธรรมชัย อาจารย์อึนจอง โด ฝ่ ายศิลปกรรมและออกแบบปก นางสาวพิมพ์ชนก พาณิชย์วัฒนานุกูล รหัสประจ าตัวนิสิต 58101010610 ฝ่ ายเนื้อหา นางสาวณัฐรี กาญจนจิตติ รหัสประจ าตัวนิสิต 56101010768 นางสาวศรัณย์พร พรสรรค์ศิริกุล รหัสประจ าตัวนิสิต 57101010267 นางสาวอมิตา พิเชษฐพานิช รหัสประจ าตัวนิสิต 57101010270 นางสาวสิริญาดา เพชรพงศ์ รหัสประจ าตัวนิสิต 57101010351 นางสาวกมลวรรณ คงวิวัฒนากุล รหัสประจ าตัวนิสิต 57101010830 นางสาวจินตภา อรรถนิติกุล รหัสประจ าตัวนิสิต 57101010833 นายตะวัน จิตรส าเริง รหัสประจ าตัวนิสิต 57101010834 นางสาวปิ ยาภา เนียมหอม รหัสประจ าตัวนิสิต 57101010836 นางสาวพิมพ์ญาภา ชัชธนันท์พงษ์ รหัสประจ าตัวนิสิต 57101010837 นางสาววารุณี สุทธิกาศนีย์ รหัสประจ าตัวนิสิต 57101010841
ค าน า “หนังสือรวมเรื่องสั ้นเกาหลีของนักเขียนคิมดงอิน” ฉบับนี ้ เป็ นส่วนหนึ่งของ “โครงการแปลหนังสือ เพื่อชุมชน” ของหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ด าเนินการตั ้งแต่เดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนมิถุนายน 2561 ซึ่งเป็ นโครงการที่ สาขาวิชาภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่ นและภาษาเกาหลีจัดขึ ้นเพื่อให้นิสิตในหลักสูตรฯ จัดท าหนังสือความรู้ เกี่ยวกับประเทศจีน ญี่ปุ่ นและเกาหลีเป็ นฉบับภาษาไทย ส าหรับมอบให้แหล่งเรียนรู้ ที่มีความต้องการทั่ว ประเทศ นอกจากจะท าให้นิสิตได้เรียนรู้ขั ้นตอนการค้นคว้าหาข้อมูลในภาษาต่างๆ และฝึ กปฏิบัติเพื่อเพิ่ม ทักษะการแปล สามารถบูรณาการกับรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนภาษาและการแปลแล้ว ยังเป็ นการ ส่งเสริมให้นิสิตบ าเพ็ญตนให้เป็ นประโยชน์ต่อสังคม สร้างส านึกต่อสาธารณะด้วย ในส่วนของสาขาวิชาภาษาเกาหลี มีนิสิตชั ้นปี ที่ 2-4เข้าร่วมโครงการรวมทั ้งสิ ้น 30 คน บูรณาการ กับรายวิชา KOR483 การแปลภาษาเกาหลี จัดท าหนังสือแปลจากภาษาเกาหลีเป็ นภาษาไทย เพื่อเป็ น การบริการวิชาการสู่โรงเรียนมัธยมและห้องสมุดให้ผู้สนใจได้ศึกษาภาษาและวัฒนธรรมเกาหลี นิสิตทุกคน มีความตั ้งใจและทุ่มเทในทุกขั ้นตอน ตั ้งแต่การพิมพ์ต้นฉบับ รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม การแปลและตรวจแก้ การจัดรูปเล่มและการบรรณาธิการ นับว่าเป็ นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งส าหรับผู้เข้าร่วมโครงการ หนังสือ “รวมเรื่องสั ้นเกาหลีของนักเขียนคิมดงอินทั ้งนี ้สาขาวิชาภาษาเกาหลีได้รับความร่วมมือ จาก Korea Copyright Commission ส านักงานกรุงเทพ เอื ้อเฟื ้อต้นฉบับภาษาเกาหลีในการแปล โดยไม่ เก็บคา่ลิขสิทธิ์ หวังว่าหนังสือเล่มนี ้ จะท าหน้าที่เป็ นเสมือนดั่งสะพาน ที่ท าให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความคิดและ วัฒนธรรมของชาวเกาหลีได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง ผลงานเรื่องสั ้นในหนังสือเล่มนี ้ ส่วนใหญ่ได้รับการยกย่องให้ เป็ นผลงานวรรณกรรมที่ชาวเกาหลีภาคภูมิใจ ดิฉันและนิสิตทุกคนยินดีอย่างยิ่งที่มีโอกาสถ่ายทอด เพื่อให้ เกิดความรู้ความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน นาริฐา สุขประมาณ บรรณาธิการ
สารบัญ 1. รูปถ่ายและจดหมาย…………………………………………………………………….….....1 2. บทเพลงของเหล่าลูกเรือ………………………………………………………………..........13 3. ผู้น าสาสน์ที่ไม่หวนกลับมา………………………………………………………………......35 4. บทบญัญัตอินัศกัดสิ์ิทธิ์………………………………………………………………….…...51 5. คืนวันอัศจรรย์…………………………………………………………………………..…… 65 6. อัศวินหนุ่มนักสู้……………………………………………………………………………… 77 7. ภาคผนวก...................................................................................................................131
1 รูปถ่ายและจดหมาย (แปลจากเรื่อง 사진과 지) วันนี ้ก็เห็นเธออีกแล้ว ในสถานที่เดิม กับท่าทางเดิมๆ ราวกับก าลังรอใครบางคนอยู่... ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง เมื่อวานนี ้...เมื่อวานซืน หญิงสาวยังคงนั่งอย่างเหม่อลอยราวกับก าลังรอใครบางคนด้วยท่าทาง เดิม ในสถานที่เดิม เธอเป็ นหญิงสาวอายุราวยี่สิบห้า ยี่สิบหก ที่ไม่ว่ามองอย่างไรก็เหมือนหญิงที่แต่งงาน แล้วไม่ใช่หญิงโสด หากใครมาที่ชายหาด แน่นอนว่าจะต้องลงเล่นน ้าทะเล แต่หญิงสาวผู้นี ้กลับไม่ท าเช่นนั ้น ทุกๆวัน หญิงสาวท าเพียงนั่งมองทะเลด้วยท่าทางเดิมในที่เดิม นาย L เกิดความสนใจในตัวหญิงสาว เขาสัญจรไปมาผ่านหน้าหญิงสาวอย่างไร้เหตุผลนับครั ้งไม่ ถ้วน “อากาศดีมากเลยนะครับ” ในที่สุดเขาก็ลองชวนหญิงสาวคุย “ค่ะ อากาศดีมากๆเลย” ฟันของหญิงสาวขยับเคลื่อนภายในริมฝี ปากแดงสด ฟันของเธอไม่เพียง แค่ขาวแต่เป็ นฟันที่ขาวใสราวแก้ว “มาเล่นน ้าทะเลหรือครับ” “ค่ะ มาพักผ่อน...” ด้วยเหตุนี ้ประตูแห่งไมตรีจิตในความสัมพันธ์ของนาย L และหญิงสาวผู้นั ้นจึงถูกเปิ ดขึ ้น “ไม่ไปเดินเล่นหรือครับ” “ไปสิคะ” “ไปทานข้าวกลางวันด้วยกันไหมครับ” “ก็ได้ค่ะ” ความสัมพันธ์ของทั ้งสองใกล้ชิดกันมากขึ ้น วันหนึ่งนาย L ได้พบรูปถ่ายของผู้ชายคนหนึ่งแขวนอยู่ ที่ห้องของหญิงสาว (ชื่อของหญิงสาวคือ ฮเยกยอง)
2 “นี่คือใครหรือครับ”นาย L ชี ้ไปที่รูปพร้อมกับถามฮเยกยอง น ้าเสียงของเขานั ้นแฝงไปด้วยความไม่ พอใจอยู่ในที “สามีของดิฉันเองค่ะ” “งั ้นหรือครับ ช่างดูภูมิฐาน” นาย L ตอบกลับอย่างห้วนๆ ทว่าค ่าคืนนั ้นเขากลับไม่สามารถหลับได้ลง รูปถ่ายที่เห็นในห้องของฮเยกยองเมื่อตอนกลางวัน ยังคงติดตา ผู้ชายหล่อ ผู้ชายบึกบึน ผู้ชายรูปลักษณ์งดงาม... แม้ว่าบนโลกใบนี ้จะมีค าเรียกผู้ชายรูปร่าง หน้าตาดีอยู่มากมาย แต่นาย L ยังไม่เคยเห็นผู้ชายที่ดูดีอย่างชายในรูปนั ้นมาก่อนเลย ชายในรูปถ่ายใบนั ้นหน้าตาหล่อเหลาดูสง่างามสมชายมากกว่าที่จะสะสวยแบบหญิงสาว เขาไม่รู้ ว่าจะสามารถพบเจอชายผู้นั ้นตามประติมากรรมกรีกโบราณได้หรือไม่ แต่ในโลกปัจจุบันนี ้ ชายผู้นั ้นคือคน ที่หน้าตาหล่อเหลาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ราวกับว่าไม่มีอยู่จริง
3 นาย L ก็เป็ นคนที่ทั ้งตนเองและผู้อื่นยอมรับว่าเป็ นชายหน้าตาดีคนหนึ่ง เขาเชื่อว่ารูปร่างหน้าตา ของตน ไม่ได้มีข้อบกพร่องใดๆไม่ว่าจะเป็ นส่วนไหนก็ตาม แต่กระนั ้นเมื่อเปรียบเทียบตนเองกับชายในรูปแล้ว เขาเป็ นเพียงชายหนุ่มหน้าตาดีทั่วไปที่พบได้ ตามภาพโฆษณาหมวกหรือไม่ก็ภาพตัวอย่างตามร้านชุดสูท เขาไม่ได้เป็ นชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์งดงาม จะ ให้เปรียบเทียบระหว่างเขากับชายในรูปถ่ายใบนั ้น ก็คงจะไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เช่นเดียวกับการ เปรียบเทียบดวงอาทิตย์กับตะพาบน ้านั่นเอง “ท าไมถึงได้ทิ ้งสามีที่ดีเลิศเช่นนั ้น แล้วมาหยิบยื่นไมตรีจิตให้คนแบบเรากันนะ” เขารู้สึกกังขา ทว่าการที่มีข้อกังขานี ้ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะล้มเลิกความคิดเดิม แน่นอนว่าการที่ฮเยกยองมี ไมตรีจิตต่อเขาย่อมทิ ้งไว้ซึ่งความกังขา แต่นั่นก็เป็ นส่วนของความกังขา หากแต่ความสัมพันธ์ชู้สาวก็ยังคง ต้องด าเนินต่อไป วันถัดมา นาย L พยายามแต่งกายให้ดูดีเพื่อไปเจอฮเยกยอง เขาใช้เวลาสามสิบนาทีในการท าผม โกนหนวดถึงสี่ครั ้ง รวมถึงผูกแล้วแก้เนคไทเกินสิบครั ้ง เขาส่งโทรเลขไปที่บ้าน แล้วไปที่ชายหาดทันทีใน ตอนเช้าและบ่ายของทุกวัน เขาจะเปลี่ยนเสื ้อผ้าแต่ละชุดไม่ซ ้ากัน เขาพยายามเพิ่มระดับรูปลักษณ์ของ ตนเองแม้ว่าจะด้วยการเสริมเติมแต่งขึ ้นมาก็ตาม หลังจากนั ้นนาย L ก็เริ่มแข่งขันกับชายในรูปถ่ายใบนั ้นอย่างหนัก ไม่ว่าวิธีใดเขาก็ยอมท าตาม เพื่อที่จะให้รูปร่างหน้าตาของตนเองดูดีขึ ้นแม้เพียงสักนิด ด้วยเหตุนี ้รูปลักษณ์ของนาย L(ที่ขึ ้นชื่อเรื่องรูปหน้าตาอยู่แล้ว)นับวันก็ยิ่งดูดีมากขึ ้นเรื่อยๆ และใน เวลาเดียวกันความสัมพันธ์เชิงชู้สาวของเขากับฮเยกยองก็ยิ่งลึกซึ ้งขึ ้นเรื่อยๆ ฤดูแห่งชายหาดได้ผ่านพ้นไป เหล่าคนเมืองที่เคยหลั่งไหลมาที่ชายหาดเพื่อรื่นรมย์กับฤดูร้อนต่างพากันกลับเข้าเมือง ฮเยกยองกลับไปที่เมือง นาย L ก็เช่นกัน หลังจากกลับมาที่เมืองแล้วความสัมพันธ์เชิงชู้สาวของนาย L และฮเยกยองก็ยังคงด าเนินต่อไป “คุณฮเยกยอง!” “คะ?” “เขาอยู่ที่ไหนหรือครับ” “ก าลังท่องเที่ยวอยู่ที่อิตาลีค่ะ”
4 “ถ้าเขากลับมา ช่วยแนะน าให้ผมรู้จักบ้างสิครับ” “ท าไมคุณ L ถึงเอาแต่พูดอะไรแบบนี ้ให้ต้องร าคาญใจด้วยล่ะคะ ถ้าเขากลับมา ฉันก็ต้องกลับไปสู่ อ้อมกอดของเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือคะ ขอโทษนะคะคุณ L แต่ระหว่างที่เขาไม่อยู่ คุณช่วยมาเป็ นเพื่อนคุย ชั่วคราวของฉัน...” อะไรกัน? ความรู้สึกต่อต้านที่รุนแรงแบบนี ้ เขาจะต้องเป็ นคนที่ดีเลิศกว่าผู้ชายในรูปนั ้น แล้วท าให้ ผู้หญิงคนนี ้ไม่ไปจากอ้อมกอดของเขาแม้ว่าผู้ชายของเธอจะกลับมา ด้วยสาเหตุนี ้นาย L จึงไม่หยุดที่จะดูแลรูปลักษณ์ของตน นับวันเขายิ่งท ามากขึ ้นเรื่อยๆ สิ่งนี ้เป็ น ความกังวลใจที่เขาไม่สามารถพูดอะไรได้เลย ในตอนนี ้เขามั่นใจว่าตนเองได้ครอบครองความเสน่หาจากฮเยกยองไว้แต่เพียงผู้เดียวแล้ว ทว่าเขา ก็ไม่รู้เลยว่าเมื่อใดที่ฮเยกยองจะกลับไปหาสามีของเธอ การเห็นภาพของตนที่สะท้อนในกระจกร้ านค้า ขณะเดินเล่นเคียงข้างฮเยกยองที่ชงโร1 ท าให้เขามั่นใจว่าตนเองเป็ นชายหนุ่มที่ดูดีไร้ซึ่งจุดบกพร่องใดๆเพื่อ จะคู่ควรกับการเดินเคียงข้างฮเยกยอง แต่รูปถ่ายสามีของเธอที่เขาเห็นในห้องที่ชายหาดนั ้นก็ยังท าให้เขาไม่ สบายใจอยู่เสมอ แม้ว่าตนจะเป็ นชายหนุ่มหน้าตาดีมากคนหนึ่ง แต่ถ้าให้เปรียบเทียบกับชายในรูปแล้ว ผู้ชายอย่าง เขาก็คงจะเทียบไม่ติด เพียงแค่จินตนาการว่าชายในรูปเดินควงแขนกับฮเยกยอง เขาก็ต้องก าหมัดด้วย ความหึงหวงที่ลุกไหม้อยู่หลายครั ้ง เขาจะแพ้ให้กับผู้ชายในรูปไม่ได้ เขาจะต้องชนะให้ได้ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม ด้วยการตัดสินใจเช่นนี ้ นาย L จึงยิ่งสนใจและจดจ่อกับเรื่องรูปร่างหน้าตามากขึ ้นกว่าเดิม ฤดูใบไม้ร่วงผ่านพ้นไป ฤดูหนาวก็เช่นกัน ฤดูใบไม้ผลิปี ถัดมา สามีของฮเยกยองที่อยู่ระหว่างท่องเที่ยวในอิตาลีก็ยังไม่กลับมา ความสัมพันธ์ ชู้สาวของนาย L กับฮเยกยองก็ยังคงด าเนินต่อไป วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ฮเยกยองได้มาหานาย L เธออยู่กับเขาจนถึงเย็นก็กลับไป หลังจากที่เธอ กลับไปแล้ว นาย L ก็เจอกระดาษแผ่นหนึ่งตกอยู่ใต้ที่นั่ง เมื่อลองหยิบดูก็พบว่ามันคือจดหมายที่ฮเยกยองเผลอท าตกไว้ 1 ชงโร ชื่อถนนหนึ่งในกรุงโซล
5 นาย L คลี่จดหมายนั ้นดู จดหมายนี ้เป็ นจดหมายที่เพื่อนคนหนึ่งของฮเยกยองส่งให้เธอ เรื่องราวใน จดหมายมีดังนี ้ ‘สามีกลับมาจากท่องเที่ยวที่ยุโรปแล้วหรือ เธอจะดีใจขนาดไหนกันนะ เย็นวันมะรืนนี้ช่วยมาเจอกันที่โรงละคร XX หน่อย หลงัจากดูละครเวทีเสร็จแลว้ เรากินมื้อค ่าด้วยกันนะ มาให้ได้นะ ฉันจะรอ’ “ในที่สุดก็มาแล้วสินะ!” หัวใจของเขาเต้นระรัว หากผู้ ชายในรูปกลับมา ฮเยกยองจะต้องทิ ้งเขาแล้ วกลับไปสู่อ้อมกอดของสามีเธอเป็ นแน่ (เหมือนกับที่เธอเคยพูดไว้ก่อนหน้านี ้) ทุกสิ่งถูกอธิบายด้วยท่าทีของฮเยกยองในช่วงนี ้ที่ดูเย็นชาขึ ้นกว่าเมื่อก่อน เพียงแค่ชายในรูปถ่าย นั ้นกลับมา เขาก็จะถูกทิ ้งราวกับของไร้ค่า เมื่อถึงวันนัด นาย L ก็ไปที่โรงละครXX เช่นกัน เขาไปด้วยความจ าเป็ นใดนั ้น ตัวเขาเองก็ไม่อาจรู้ เขาเพียงแค่รู้สึกว่าตัวเองต้องไป
6 นาย L เห็นฮเยกยองในทันที แต่ทว่าสามีของฮเยกยองล่ะ? เขาคงจะเป็ นชายสูงศกัดิ์สง่างาม เหมือนรูปถ่ายในห้องพักก่อนหน้านี ้เขาส ารวจทั่วทุกหนทุกแห่ง ภายในโรงละคร ตรวจดูทุกซอกทุกมุม เพื่อที่จะหาสามีของฮเยกยอง ทว่าเขาไม่พบใครที่คล้ายกับผู้ชายในรูป ข้างๆฮเยกยองมีเพียงชายชรารุ่นราวคราวพ่อนั่งชมละคร เวทีอยู่กับเธอแทน ชายคนนั ้นอายุราวห้าสิบ ใบหน้าเต็มไปด้วยขนราวกับสัตว์เดรัจฉาน ดวงตาเล็กเสียจน แทบไม่รู้ ว่ามีอยู่ อีกทั ้งยังมีสันจมูกที่คอดเหว้าลึกลงไป ชายหน้าตาอัปลักษณ์แบบหาตัวจับได้ยากนั่งอยู่ ข้างฮเยกยองและก าลังชมละครเวทีอย่างจดจ่อ นาย L ตกตะลึงจนตาค้าง หน้าตาของชายคนนั ้นที่อัปลักษณ์เกินกว่าจะเป็ นพ่อของหญิงงาม อย่างฮเยกยองด้วยซ ้า...แต่ถ้านาย L ได้รู้ว่าชายหน้าตาอัปลักษณ์คนนั ้นไม่ใช่พ่อของฮเยกยอง แต่เป็ นสามี ของเธอเขาจะตกใจมากเพียงใดกันนะ ในตอนแรก นาย L ไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน เขาไม่อาจเชื่อได้ แต่ในตอนที่ละครเวทีจบลง ขณะที่ นาย L ก าลังจะกลับ เขาได้ยินสิ่งที่ชายอัปลักษณ์คนนั ้นพูดกับฮเยกยอง “ละครเวทีนี่ไม่ได้เรื่อง นั่งดูก็ปวดหลังเปล่าๆ รีบไปกินมื ้อค ่ากับคุณ XX แล้วกลับบ้านกันเถอะ” เมื่อได้ยินเช่นนั ้นแล้ว เขาไม่อาจไม่ทนได้อีกต่อไป ความรักได้จืดจางลงไปแล้ว เพียงแค่นึกภาพของฮเยกยองถูกชายอัปลักษณ์คนนั ้นโอบกอดและฝื นยิ ้ม เขาอุตส่าห์ใส่ใจกับการ แต่งกายเป็ นอย่างมากเพื่อแข่งขันกับชายในรูป ด้วยจิตใจที่ต่อต้านชายในรูปที่เขาเชื่อว่าเป็ นสามีของฮเยก ยอง หากชายอัปลักษณ์หน้าขนนั่นคือสามีของฮเยกยอง ต่อให้นาย L จะไม่อาบน ้าสักสิบปี ไม่ตัดผมสัก สามปี และไม่โกนหนวดสักสามเดือน ก็ยังดูดีกว่าชายอัปลักษณ์คนนั ้นร้อยล้านเท่า
7 ดังนั ้นนาย L จึงเลิกดูแลรูปลักษณ์ของตน จากที่เคยต้องโกนหนวดสามครั ้งในหนึ่งวัน ไม่เช่นนั ้นจะ ระคายใบหน้าก็กลายเป็ นไปไหนมาไหนด้วยสภาพปล่อยตัวจนหนวดเฟิ ้มด าปี๋ ในบ่ายวันสุดท้าย ฮเยกยองและนาย L ได้พบกันในที่ที่เงียบสงบ เพื่อสะสางเรื่องราวความสัมพันธ์ ชู้สาวและบอกลากันเป็ นครั ้งสุดท้าย “คุณ L!” “ครับ?” “เอาล่ะ นี่คือจดหมายที่คุณ L เคยส่งให้ฉัน ช่วยรับคืนไปด้วยนะคะ” เขารับมัดจดหมายที่หญิงสาวมอบให้โดยไม่มีค าพูดใดๆ “ถ้าอย่างนั ้น ลาก่อนค่ะ คุณ L ไปทางซ้ายเถอะค่ะ ส่วนฉันจะไปทางด้านขวา... ” “คุณฮเยกยองครับ!” ในตอนที่หญิงสาวหันกลับมา เขาจึงเห็นเธอราวกับว่าเพิ่งได้สติ “คะ?” “ผมขอถามอะไรเป็ นครั ้งสุดท้าย” “อะไรหรือคะ” “รูปที่คุณฮเยกยองให้ผมดูที่ชายหาดน่ะ ไหนคุณบอกว่าเป็ นสามีของคุณ..” หญิงสาวแย้มยิ ้มออกมา “ค่ะ ฉันคงพูดออกไปแบบนั ้น” “รูปนั ้นจริงๆแล้วเป็ นใครกันแน่ครับ” “ท าไมถึงถามอย่างนั ้นล่ะคะ ฉันเองก็ไม่รู้ เหมือนกันว่าเป็ นรูปของใคร มันเป็ นรูปที่ซื ้อมาในราคา สองนยัง2 จากร้านถ่ายรูปที่เซี่ยงไฮ้ คงจะเป็นรูปของดาราหรือชายสงูศกัดสิ์กัคน” “ที่เซี่ยงไฮ้? ราคาสองนยัง? ถ้างะ งะ...งั ้น” “ท าไมฉันถึงต้องหลอกคุณ L ว่าเป็ นรูปสามีของฉันใช่มั ้ยคะ” “ครับ” “ยังไม่รู้อีกหรือคะ ว่าท าไมฉันให้คุณ L ดูรูปแล้วบอกว่านั่นเป็ นสามีของฉัน คุณเองก็น่าจะรู้ว่าหลัง จากนั ้นความสัมพันธ์ของเราใกล้ชิดกันมากขึ ้นแค่ไหน ในการเลือกคบเพื่อน ฉันก็อยากจะคบกับคนที่ดูดีสัก หน่อย เลยใช้วิธีแบบนั ้น ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ ายนะคะ ได้โปรดยกโทษให้ฉันด้วย แม้ว่าคุณ L จะพูดตาม ความจริง แต่ว่าหลังจากที่ฉันเอารูปนั ้นให้คุณดู คุณก็กลายเป็ นผู้ชายที่รูปลักษณ์ดีขึ ้นตั ้งสามสิบสี่สิบเท่า ” 2 นยัง สกุลเงินเกาหลีโบราณ
8 นาย L พูดไม่ออก มีเพียงแค่ริมฝี ปากของเขาเท่านั ้นที่ขยับอยู่สักพัก ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากพูด “ถ้าจะให้พูดก็คือเหมือนกับการที่พวกคุณหญิงคุณนายจับหมาของตัวเองอาบน ้าใส่น ้าหอมแล้วจูง ไปไหนมาไหนอย่างนั ้นหรือครับ” “ตีความอะไรสุดขั ้วแบบนั ้นล่ะคะ ฮะฮะๆ” “พูดก็พูดเถอะ วิธีนั ้นมันได้ผลมากครับ แต่ว่าสุดท้ายแล้วท าไมมันถึงจบแบบไม่แนบเนียนอย่างนั ้น ล่ะ ท าไมคุณถึงไม่ใช้ความเฉลียวฉลาดของคุณไปจนจบเหมือนตอนแรกล่ะครับ ” “คุณจะพูดอะไร ช่วยพูดให้ฉันเข้าใจด้วยค่ะ” “ในวันที่คุณฮเยกยองมาที่บ้านผม ก่อนคุณจะกลับไปคุณท าจดหมายหล่นไว้ฉบับหนึ่ง เพราะ จดหมายนั่น ผมเลยได้เห็นสามีของคุณ ไอ้หน้าขนนั่น ขอโทษด้วยครับ ผมเห็นสัตว์ประหลาดหน้าขน สัตว์ ประหลาดนั่น---” “ช่วยระวังค าพูดหน่อยนะคะ” “งั ้นก็หมายความว่าไอ้สัตว์ประหลาดนั่น ไม่ใช่สามีของคุณงั ้นหรือครับ” “เขาก็เป็นสามีของฉันไงแล้วยังไงคะ” “ดูสิครับ ความสัมพันธ์ของเราสองคนไม่ได้ไม่ได้แตกหักเพราะสัตว์ประหลาดตัวนั ้นหรอกหรือ? เมื่อตอนที่เห็นแค่รูปถ่ายราคาสองนยังนั่น ผมเองก็พยายามอย่างมากเพื่อจะให้ตัวเองกลายเป็ นผู้ชายที่ดูดี อีกสักนิด ไอ้หน้าขนนั่น— ขอโทษครับ แต่หลังจากที่ผมเห็นสัตว์ประหลาดหน้าขนตัวนั ้น ความคิดแบบนั ้น ก็หายไป ถ้าจะให้เทียบกับไอ้หน้าขนนั่น ต่อให้ผมไม่โกนหนวดเลยทั ้งปี ผมก็ยังเป็ นชายหนุ่มที่ดูดีกว่ามัน เป็ นร้ อยล้านเท่า ถ้าจะให้พูดก็เป็ นเพราะคุณฮเยกยองรักษาจดหมายแค่ฉบับเดียวไว้ไม่ได้ เลยไม่ส าเร็จ ไม่ใช่หรือครับ” ฮเยกยองเงยหน้าขึ ้นมองนาย L ระหว่างที่เธอมองก็แย้มยิ ้มไปด้วย “คุณ L คะ” “ครับ” “ฟังที่ฉันจะพูดนะคะ ฟังดูแล้ว คุณ L นี่อ่อนต่อโลกพอสมควรเลย” “ท าไมครับ” “เอาล่ะ จะมีผู้หญิงที่ทิ ้งสามีตัวเองมามีความสัมพันธ์กับชายอื่นคนไหน ที่แค่จดหมายฉบับเดียวก็ยังรักษาไม่ได้ แล้วยังจะเผลอท าหล่นอีกงั ้นหรือคะ”
9 “งั ้นก็แปลว่าคุณไม่ได้ท าจดหมายหล่นงั ้นหรือครับ” “ไม่ค่ะ ฉันท าหล่น” “ถ้าอย่างนั ้นมันคืออะไรครับ” “แน่นอนว่าฉันท าจดหมายนั่นหล่น แต่ไม่ใช่การเผลอท าหล่น ฉันตั ้งใจท ามันหล่นเองค่ะ เพื่อให้คุณ L ได้เห็นฉันเลยแกล้งท าหล่นค่ะ” “หมายความว่าอย่างไรกันครับ เพราะว่าคุณแกล้งท ามันหล่น คุณท าให้ผมต้องวิ่งแล่นไปโรงละคร และเพราะไปที่โรงละคร ผมเลยเจอกับไอ้สัตว์ประหลาด— ขอโทษด้วยครับ คุณตั ้งใจให้ผมเจอสัตว์ ประหลาดตัวนั ้นงั ้นหรือครับ” “ใช่แล้วล่ะค่ะ” “ถ้าอย่างนั ้น ไม่ใช่เพราะผมหยุดดูแลตัวเอง แต่เป็ นเพราะความสัมพันธ์ของเราที่แตกหัก ทุกอย่าง เป็ นความตั ้งใจของคุณงั ้นหรือครับ” “คุณ L คุณฟังนะคะ ทุกอย่างคือแผนของฉันเองค่ะ” “แผนหรือ ด้วยเหตุผลอะไรกัน” “เฮ้อ ผู้ชายนี่ท าไมถึงหัวช้าจังนะ ถ้าจะพูดง่ายๆก็คือรูปถ่ายที่ฉันเคยให้คุณ L ดูที่ชายหาด ตอนนี ้ ฉันก็ให้คนอื่นดูอย่างไรล่ะคะ เพราะฉะนั ้นตอนนี ้ต่อให้คุณ L ไม่ดูแลรูปลักษณ์ตัวเองอย่างไร ก็ไม่ได้มี ความหมายกับฉันอีกแล้ว เข้าใจไหมคะ” “ฟังแล้วก็จ าไว้นะคะ คุณ L พวกผู้ชายน่ะ แค่มีรูปถ่ายใบหนึ่งกับจดหมายอีกฉบับ ก็ปั่นหัวแล้วล่ะ ค่ะ ถ้ามีใครแกล้งให้เห็นรูปโดยบังเอิญหรือแกล้งท าจดหมายตกเอาไว้ ก็อย่าไปเชื่อโดยเด็ดขาดนะคะ ทั ้งหมดนั่นมันเป็ นกลอุบายค่ะ— ตายจริง ท าไมมองฉันด้วยสายตาน่ากลัวแบบนั ้นล่ะคะ นี่เป็ นการเจอกัน ครั ้งสุดท้ายของเรานะคะ เรามาจากกันด้วยรอยยิ ้มและหลังจากนี ้ก็กลับมาเป็ นแค่เพื่อนกันเถอะนะคะ ถ้า อย่างนั ้นคุณ L ช่วยไปทางซ้ายตามที่ฉันบอกเมื่อกี ้ด้วยค่ะ ฉันจะไปทางขวา พอดีฉันค่อนข้างยุ่ง ใกล้จะถึง เวลานัดกับคนที่ฉันเอารูปราคาสองนยังที่ซื ้อจากเซี่ยงไฮ้ให้ดูแล้ว ขอลาก่อนนะคะ” ถนนในยามอัสดง--- หญิงสาวจากไปทางถนนด้านขวาด้วยย่างก้าวเบาๆพร้อมเสียงฮัมเพลง... .....
10 แม้ว่านาย L จะได้รับค าสั่งจากหญิงสาวให้ไปทางซ้าย แต่เขากลับก้าวขาออกจากที่แห่งนั ้นไม่ได้ เลย เขาท าได้เพียงแต่เฝ้ ามองแผ่นหลังของหญิงสาวราวกับคนเสียสติ ถนนในยามอาทิตย์อัสดง --- ถนนที่เงียบเหงาและว้าเหว่ --- (เพิ่มเติม: นวนิยายเรื่องนี ้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่อง ‘บ่ายสุดท้าย’ โดย F Molnár) (นิตยสารรายเดือน , เมษายน 1934)
11
12
13 บทเพลงของเหล่าลูกเรือ (แปลจากเรื่อง 배따라기) อากาศที่แสนดี ถึงอากาศจะดีแต่นี่คือท้องฟ้ าที่สง่างาม ท้องฟ้ าที่พวกเราไม่สามารถเข้าใกล้ในฐานะ‘มนุษย์’ได้ อย่างกล้าหาญ ท้องฟ้ าที่ไม่มีแม้แต่เมฆเพียงสักก้อน มันลอยสูงขึ ้นแล้วมองต ่าลงมาราวกับว่าหัวเราะเยาะ เหล่า‘มนุษย์’ตัวกระจ้อย อย่างไรซะ นี่ก็ไม่ใช่ท้องฟ้ าที่มีความหยิ่งยโส มันลดตัวลงต ่าราวกับว่ายินยอมและ เข้าใจความเป็ น ‘มนุษย์’แล้วจับกันและกันเป็ นก้อนเมฆแสงชมพู เกาะตัวเป็นก้อนปุยๆ มันเป็ นท้องฟ้ าแห่ง ความรัก ตัวฉันนั ้น ไม่หยุดแม้เพียงชั่วขณะ ฉันมุ่งสู่แม่น ้าแทดงที่สายน ้าใสไหลลงสู่ทะเลเหลือง กลิ ้งตัวไป มาบนผืนหญ้าสีเขียวสดที่ปรากฏขึ ้นที่เชิงเขาของภูเขาโมรันบง วันนี ้เป็ นวันที่สามเดือนสาม เป็ นวันที่ฉันพายเรือเล่นครั ้งแรกบนแม่น ้าแทดง บนผืนน ้าที่มองลงไป อย่างมืดสนิท เหล่าเรือส าราญที่แล่นข้ามกระแสน ้าที่ระยิบระยับ จากตรงนั ้นท่วงท านองนานาชนิดที่ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิก็ได้ลอยมา ขณะที่บรรยากาศของฤดูใบไม้ผลินั ้นสั่นไหว และจาก ตรงนั ้นเสียงเพลงที่บรรเลงในราชวังในสมัยโชซอนที่ลอยมากับเสียงเพลงจากเหล่านางโลมนั ้น ช่างแสน เชื่องช้า ยาวนาน ลื่นไหล นุ่มนวล อีกทั ้งยังน่าเวทนา ราวกับว่าไม่มีความกลมกลืนกับความรู้สึกอบอุ่นแห่ง ฤดูใบไม้ผลิแม้แต่นิดเดียว สายน ้าฤดูใบไม้ผลิด าสนิทและสั่นไหวอยู่ในแม่น ้าแทดง เสียงของสายลมที่พัด ไปตามช็องรยูบย็อก3 หรือแม้กระทั่งสายเลือดที่พลุ่งพล่านในจิตใจมนุษย์ในฤดูใบไม้ผลิก็ตาม มันช่างเป็ น บรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยความชุ่มชื่นและหยุดนิ่ง ไม่ไหวติง ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ผลิได้มาถึงแล้ว สายลมอันแผ่วเบาพัดอย่างนุ่มนวล บทเพลงในยามที่ต้นสนแคระที่ด าสนิทก าลังเติบโต หรือ ต้นหญ้าก าลังงอกงาม เป็ นบทเพลงที่งดงามที่ไม่สามารถหาฟังได้จากที่อื่น 3 ช็องรยูบย็อกหน้าผาที่เป็ นก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ที่แม่น ้าแทดง
14 โอ้มันคือความสวยงามของฤดูใบไม้ผลิอันเขียวขจีที่ท าให้ผู้คนลุ่มหลง! การใช้ชีวิตในเมืองโตเกียว ตั ้งแต่อายุสิบห้าปีท าให้ฉันที่ไม่เคยเห็นฤดูใบไม้ผลิเช่นนี ้ท าให้ฉันประทับใจมากกว่าคนที่เคยเห็นสิ่ง เหล่านี ้เสมอมาหลายเท่าตัว ภายในก าแพงของเมืองพย็องยาง ถึงแม้ว่าแค่ใบไม้เขียวขจีที่งอกออกมาและเสียงของต้นหลิวที่ แว่วจะยังไม่สามารถบอกการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิได้อย่างสมบูรณ์แต่ในชางริม4 ที่ท าให้นึกถึงดินที่อุดม สมบูรณ์ในประเทศกานา เมื่อมองข้ามแม่น ้าแทดงและภูเขาโมรันบงที่ยิ่งใหญ่นี ้ก็บอกได้ถึงความอบอุ่นของ ฤดูใบไม้ผลิได้อย่างเต็มที่ แสงสีเขียวของชางริมที่เต็มไปด้วยทุ่งข้าวสาลีที่เติบโตจนเขียวชอุ่ม และถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นภาพ ของชาวนาที่ยืนอยู่ในทุ่งนั ้นและมองออกไปด้วยสีหน้ายิ ้มแย้มพึงพอใจแต่ก็สามารถจินตนาการได้ ก้อนเมฆลอยไปลอยมาบนท้องฟ้ า เงาของก้อนเมฆที่เคยแผ่ปกคลุมบนทุ่งข้าวสาลีก็ลอยไป ทางด้านโน้นพร้ อมกันกับก้อนเมฆเหล่านั ้น ที่นั่นเองก็มีแสงสีเขียวที่แปลกใหม่ราวกับเพิ่งสร้ างโลกแผ่ กระจายออกไป ในยามที่สายลมพัดอย่างแผ่วเบา เหล่าข้าวสาลีที่อุดมสมบูรณ์ก็พัดล้มลุกไปมาราวกับ กระแสน ้า บรรดานกเหยี่ยวที่ชื่นชอบความเงียบสงบของฤดูใบไม้ผลิ ก็ยังบินเป็ นรูปวงกลมบนท้องฟ้ ากว้าง พลางท าให้บรรยากาศความสวยงามในฤดูใบไม้ผลินั ้นยิ่งดูหอมหวนขึ ้นไปอีก “ความรู้สึกของฤดูใบไม้ผลิอันแสนอบอุ่นที่พวยพุ่งออกมา ความรู้สึกของฤดูใบไม้ผลิอันแสนอบอุ่น ที่พวยพุ่งออกมา” ฉันคาบบุหรี่ไว้หลังจากที่ส่งเสียงประโยคนั ้นออกมาถึงสองครั ้ง ควันบุหรี่ที่พวยพุ่งไปบนท้องฟ้ า ท้องฟ้ าปกคลุมไปด้วยบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้ านั ้นลดตัวลงต ่าขนาดที่ว่าถ้าขึ ้นไปบนยอดภูเขาโมรันบง ก็คล้ายจะแตะถึงท้องฟ้ าได้พอดี และเหล่าก้อนเมฆสีชมพูที่ดูเหมือนว่าจะอยู่สูงกว่าท้องฟ้ าที่ต ่ากว่านั ้น เกาะตัวเป็ นก้อนปุยพลางล่องลอย ไปมาบนท้องฟ้ า 4 ชางริม ป่ าที่มีอายุยืนยาว
15 ยามที่ฉันได้ยินเสียงกระซิบแห่งฤดูใบไม้ผลิในทิวทัศน์ที่แสนสวยงามเช่นนี ้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ก็ท า ให้ฉันนึกถึงเกาะยูโทเปี ย การที่เราเพียรพยายามอย่างสุดความสามารถ ในทุกเวลา จุดหมายของเราจะเป็ น อะไร จะอยู่ที่ยูโทเปี ยไหมหนอ ยามที่นึกถึงยูโทเปี ย ก็จะนึกถึงประเทศใหม่ที่ “ผู้ปกครองเป็ นมนุษย์ที่ ยิ่งใหญ่” และ “เพลิดเพลินไปกับความยิ่งใหญ่ของมนุษย์จนสิ ้นชีวิต” เขาคิดว่าท าอย่างไรถึงจะไม่ตาย ก็เลยส่งเด็กหนุ่มสามร้ อยคนขึ ้นไปบนเรือ เพื่ออกตามหายา อายุวัฒนะ ใช้ความฟุ่ มเฟื อยทางศิลปะในการสร้างอาบังกุง5 ข้าราชบริพารกว่าพันคนเพลิดเพลินกับงาน เลี ้ยงในทุกวัน นั่นคือยุคของพระจักรพรรดิที่หนึ่งของจีนที่เคยสร้างยูโทเปี ย ไม่ว่านักประวัติศาสตร์กว่าหมื่น คนจะกล่าวถึงเขาไว้อย่างไร เขาก็จริงใจต่อตนเองในการสร้ างความบันเทิงแก่ชีวิต และเป็ นวีรบุรุษที่ ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของเหล่ามนุษยชาติเคยมีบุคคลที่มีความกล้าอันบริสุทธิ์เช่นนัน้กล่าวได้ว่าเป็น ‘มนุษย์’ที่แม้รู้ว่าจะต้องพบจุดจบ ก็ยังลงมือท าในสิ่งที่ตั ้งใจ “ช่างเป็นคนที่ยิ่งใหญ่” 5 อาบังกุง พระราชวังที่ยิ่งใหญ่ที่ถูกสร้างทางทิศใต้ของประเทศจีนใหม่
16 ในขณะที่กล่าวไปเช่นนั ้น ตัวฉันก็รู้สึกสั่นไหวขึ ้นมา ในตอนนี ้ฉันก็ได้ยินท านองเพลงแสนเศร้าโศกบริเวณใกล้หลุมศพของเหล่าชนชั ้นสูง เสียงเพลงนั ้น ท าให้บรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิสั่นไหวและลอยขึ ้นไป ฉันก็ได้แต่เงี่ยหูฟังอย่างไร้ความหมาย “แพตารากี6 แห่งยองยู” แม้แต่นักแสดงตลกหรือนางโลมก็ยังร้องไม่ดีเท่านี ้ ปิ่ นปักผม, ปิ่ นปักผม ปิ่ นปักผม แห่ง เทพแห่งธรรมชาติ เจ้าแห่งฟากฟ้ า พระผู้เป็ นเจ้า ปิ่ นปักผมที่ร้องขอชีวิตเหมือนเส้นด้าย เอ ยา, ออ ผู้หญิงคนนั ้น ในยามที่เล่ามาจนกระทั่งถึงตรงนี ้ ก็มีเสียงเพลงของนางโลมกับลอยมากับเสียงกลองเก่าแก่จาก ทางใต้น ้าฝั่งนั ้น ฉันมีงานที่ต้องท าในยองยูในช่วงกลางฤดูร้อนเมื่อสองปี ก่อน ยองยูถูกใช้เป็ นแหล่งผลิตของเหล่า ลูกเรือสองถึงสามเดือน แม้จะน่าเวทนา ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกี่ยวข้องกับบทเพลงนั ้น ถึงแม้จะไม่รู้จักชื่อยองยู ถ้าขึ ้นไปบนเขาแล้วมองลงมา จะเห็นด้านหน้าก็คือทะเลเหลืองที่ไกลสุด ลูกหูลูกตา ทิวทัศน์ในยามเย็นของสถานที่แห่งนี ้ คนที่เคยเห็นแม้เพียงครั ้งเดียวก็จะบอกว่าลืมไม่ลง ราวกับ ว่าเส้นทางก าลังพุ่งขึ ้นมาจากทะเลที่พระอาทิตย์สีแดงเพลิงราวกับลูกไฟก าลังค่อยๆตกดินอย่างช้าๆ จาก ตรงนั ้น ในเรือที่มองไม่เห็นในบางเวลา ในยามที่ได้ยินเสียงที่ลอยขึ ้นไปบนฟ้ าอย่างเศร้าโศกของ ‘บทเพลง ของเหล่าลูกเรือ’ ก็ท าให้น ้าตาไหลในบางเวลา เช่นนี ้แล้ว เราจึงจะสามารถเชื่อใจในเรือที่เราขึ ้นมาแล้วออก เดินทางไปในสายน ้าที่ไร้จุดหมายร่วมกับเหล่าชาวประมงได้ หลังจากที่กลับมาจากยองยู‘บทเพลงของเหล่าลูกเรือ’ก็ได้สลักลึกลงไปในใจของฉัน อย่างที่ตั ้งใจ จะลืมก็ไม่ลืมไม่ได้และเมื่อไหร่ที่กลับไปที่ยองยู ให้ลองฟังเพลงนั ้นอีกครั ้ง และความคิดที่อยากจะเห็นภาพ ทิวทัศน์นั ้นอีกครั ้ง จะไม่ปรากฏออกมาอีก 6 แพตารากี บทเพลงพื ้นบ้านของเหล่าชาวประมง
17 *เสียงเพลงของนางโลมกับเสียงกลองหยุดลง มีเพียงเสียงของบทเพลงของเหล่าลูกเรือที่น่าสลด หดหู่ เท่านั ้นลอยแว่วมา บางเวลาสายลมที่พัดแว่วมาก็ท าให้ไม่ได้ยิน แต่ท่วงท านองเพลงที่ผสมผสานเข้ากับ ความทรงจ าของฉันคือสิ่งที่ส าคัญกว่า ในขณะที่ออกมาจากริมแม่น ้า ก็แค่มองมาที่ฉัน ขวัญหายกระเจิดกระเจิง ความฝันใช่ไหม หรือมีสติอยู่นะ วิ่งพรวดพราดเข้าไป ถูกจับไว้ด้วยมืออันแสนเรียวงาม และค าพูดที่ไม่มีจุดสิ ้นสุด ร่วงลงมาจากท้องฟ้ า โผล่ขึ ้นมาจากผืนดิน ตามมากับสายลม ห่อหุ้มด้วยกลุ่มเมฆ คว้าจับกันและกันไว้และร้องไห้ เพื่อนบ้าน ผู้คน บ้านเรือน เครือญาติทั ้งหมดมารวมกัน ฉันที่ได้ยินมาจนถึงตรงนี ้ ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถข่มตาลับลงได้ แล้วก็ลุกพรวดขึ ้นมา และสวม หมวกที่แขวนไว้ตรงกิ่งสน ขึ ้นไปยืนบนยอดเขาโมรันบงเพื่อหาที่มาของเสียงนั ้น บนยอดเขาก็ได้ยินเสียงชัด ขึ ้นมา เขาคนนั ้นร้องท่อนสุดท้ายของบทเพลงจากตรงนี ้
18 อ้อนวอนขอข้าว ถึงแม้ว่าจะเป็ นโจ๊กที่ต้มจนเละ เพราะความกรุณา อย่ามาเป็ นหนุ่มเดินเรือเลย เอ ยา ออ ผู้หญิงคนนั ้น ฉันหาทิศทางของเสียงและหยุดยืนอยู่ตรงนั ้น “อยู่ไหนกันนะ? ตรงหลุมศพของชนชั ้นสูง? บางทีอาจจะเป็ นที่อึลมิลแด7 ” ทว่าฉันก็ไม่สามารถยืนนานได้ ลองหาว่าจะท ายังไงดีก็เลยไปที่ประตูฮยอนมู8 และก้าวออกมาจาก ประตูก็ได้ประจักษ์แก่สายตาป่ าต้นสนที่ลึกเข้าไปในหลุมศพของชนชั ้นสูง “ที่นี่คือที่ไหน?” ฉันได้ลองถามออกไปอีกครั ้ง ในตอนนี ้ เขาก็ได้ร้องเพลงออกมาอีกครั ้งจากจุดที่เกิดเสียง เสียงนั ้นออกมาจากทางด้านซ้าย ในขณะที่บอกกับตัวเองว่าเสียงมาจากด้านซ้ายมือ ฉันค้นหาต้นตอของเสียงนั ้น ในขณะที่หันไป ทางช่องว่างของต้นสน ท าให้ค้นพบคนหนึ่งที่ก าลังกลิ ้งหลุนๆ หน้าตาของเขาหมือนคนในความคิดของฉัน เลย ใบหน้า จมูก ปาก ดวงตา เรือนร่างทั ้งหมดเป็ นรูปสี่เหลี่ยม ริ ้วรอยที่ชัดเจนบนหน้าผากของเขาและคิ ้ว ที่ดกด า ความล าบากมากมายกับนิสัยที่ไร้เดียงสาก็ได้เผยออกมา ฉันเห็นบุรุษคนนั ้นที่จ้องมองมา เขาก็หยุดร้องเพลง ยืนขึ ้น และนั่งลง “ท าไมล่ะ? ท าไมท าแบบนั ้น” 7 อึลมิลแด ศาลาที่สร้างขึ ้นที่เนินเขาคึมซูในพย็องยางใต้ 8 ประตูฮยอนมู ประตูที่อยู่ทางทิศเหนือของเขตพย็องยางใต้
19 ในขณะที่พูด ฉันก็ลงไปนั่งข้างๆเขา “อืม…” พูดได้เพียงแค่นั ้น เขาก็มองเข้ามาในตาของฉัน แววตาเหมือนฟ้ าจะพังลงมา ตาสวยดีนะ ความกว้างใหญ่ของท้องทะเลปรากฏในดวงตาของเขา ฉันคิดว่าเขาน่าจะเป็ นชาวประมง “บ้านเกิดอยู่ยองยูหรอ?”
20 “ใช่ อืม ฉันออกมาจากยองยูแล้ว แล้วก็ไม่เคยกลับไปที่นั่นมา 20 กว่าปี แล้ว” “ท าไมล่ะ ไม่ได้กลับไปบ้านเกิดตั ้ง 20 ปี เลยหรอ?” “มันก็เรื่องของฉัน จะท าตามใจตัวเองไม่ได้หรอ?” เขาคนนั ้น ท าไมถึงพูดแบบนั ้นนะ คิดแล้วก็ถอนหายใจออกมา “ยังไง ดวงของฉันก็ยังแข็งอยู่ดี” เสียงของเขาที่บอกว่าดวงของเขายังแข็งที่สุดอยู่ดีนั ้น ก็ยังมีความส านึกผิดรวมอยู่กับความแค้นที่ ไม่ทุเลาลงเลย “อย่างนั ้นหรอ?” ฉันก็เพียงแค่มองข้ามเขาเท่านั ้น ในขณะที่อยู่กันเงียบๆไปซักพัก ฉันก็ถามขึ ้นมาอีก “นี่ ลองฟังเรื่องเล่าจากฉันดูซักครั ้งไหมละ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ปิ ดบังไว้ก็ลองมาคุยกันดูซักครั ้งเถอะ” “อืม เรื่องที่ปิ ดบังไว้งั ้นเหรอ…” “ถ้าอย่างนั ้นก็ลองฟังดูสิ” เขามองไปที่ท้องฟ้ าอีกครั ้ง อยู่อย่างนั ้นจนกระทั่ง “เอาสิ” พูดพลางมองฉันที่คาบบุหรี่อยู่ แล้วตัวเองก็คาบบุหรี่ไว้ด้วยและก็เริ่มเรื่องขึ ้น “เป็ นเรื่องที่เกิดขึ ้นในวันที่สิบ เดือนแปดในสิบเก้าปี ที่แล้วที่ไม่เคยลืม” เรื่องที่เขาก าลังเล่าอยู่ ดูเหมือนจะเป็ นเรื่องส าคัญมาก หมู่บ้านที่เขาเคยอาศัยนั ้นอยู่ห่างจากหัวเมืองยองยูประมาณ 20 ลี ้ เป็ นหมู่บ้านประมงที่ค่อนไป ทางทะเล ที่ในหมู่บ้านเล็กๆที่เคยอาศัยอยู่นั ้น เขาค่อนข้างเป็ นที่รู้จักเลยทีเดียว
21 พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปตอนที่เขาอายุราวสิบห้าปี ได้ คนที่ยังเหลืออยู่นั ้น ก็คือภรรยาที่เขาแยก ออกไปอยู่ข้างบ้านด้วย เหล่าพี่น้องของเขาเป็ นเศรษฐีที่รวยที่สุดในหมู่บ้าน อีกทั ้งยังเก่งเรื่องการจับปลา ใน บรรดาพวกเขาก็ยังมีการศึกษา ในหมู่บ้านนั ้นเขาก็ยังร้ องเพลงพื ้นบ้านนั ้นได้ดีถ้าให้พูดแล้วละก็พี่น้อง ของเขาถือได้ว่าเป็ นตัวแทนของคนในละแวกเลยก็ว่าได้ วันขึ ้นสิบห้าค ่าเดือนแปด คือเทศกาลชูซ็อก9 ในวันเทศกาลวันที่สิบเดือนแปด ในขณะที่ดูแผนการ เดินทางครั ้งส าคัญที่เขียนไว้ ภรรยาของเขาก็ได้ซื ้อกระจกที่อยากได้มาหนึ่งอัน และก็เฝ้ ามองมัน “คุณ อันนี ้มันใหญ่กว่าอันที่อยู่ที่บ้านของเราอีก อย่าบอกนะว่าลืม” ภรรยาที่ตามมาตลอดทาง ได้ร้องขอเพื่อไม่ให้เขาลืม “ไม่ได้ลืมนี่” ในขณะที่พูด เขาก็เห็นแสงแดดสีแดงที่ลอยขึ ้นมาด้านหน้า และเขาก็มายืนอยู่หน้าหมู่บ้านแล้ว เขารู้สึกว่าภรรยาของเขา (ที่ก าลังหัวเราะอยู่นั ้น)ช่างงดงาม ภรรยาของเขาสวยและซื่อสัตย์อย่างที่ หาได้ยากในชนบทเช่นนี ้ (เขาบอกกับฉันแบบนั ้น) ถึงแม้ว่าช่วงเวลาของสามีภรรยาจะดี แต่กลับกลายเป็ นว่ามันไม่ดี เขาก็เลยรู้สึกหึงหวงภรรยาอยู่ บ่อยๆ และภรรยาของเขาก็โดนอิจฉาอยู่บ่อยๆด้วย ไม่ใช่ว่าความประพฤติของเขาไม่ดีภรรยาของเขานั ้นไม่ ว่ากับใครก็ตามก็มักจะพูดจาดีด้วยและยังท าท่าทางน่ารักออกมาจากนิสัยที่แสนจะสดใสและไร้เดียงสา ในละแวกบ้าน ไม่ว่าจะมีงานเทศกาลใด เหล่าคนหนุ่มสาวก็มักจะมารวมตัวกันที่บ้านของเขา คน หนุ่มเหล่านั ้นเรียกภรรยาของเขาว่า ‘น้องสาว’ ภรรยาก็จะเรียกกลับไปว่า ‘พี่ชาย’และก็คุยกับพวกนั ้นอย่าง สนุกสนาน บนริมฝี ปากที่มักจะมีรอยยิ ้มนั ้นก็ก าลังหัวเราะ ทุกครั ้งที่เป็ นแบบนั ้น เขาก็จะหันไปมองที่มุมอื่น และหลังจากที่คนพวกนั ้นกลับไป เขาก็จะเล่นงานภรรยาของเขาด้วยการเตะและต่อย และเรื่องที่เคย เกิดขึ ้นก่อนหน้านี ้ทั ้งหมดก็ถูกยกขึ ้นมา ตอนที่ทะเลาะกัน น้องชายของสามีภรรยาที่อยู่ข้างบ้านก็จะเข้ามา ห้าม แล้วถ้าเป็ นอย่างนั ้น ไม่ว่าครั ้งไหนก็ตาม เขาก็จะต่อยน้องชายด้วย 9 เทศกาลชูซ็อก วันขอบคุณพระเจ้าของคนเกาหลี สมาชิกในครอบครัวจะรวมตัวแบ่งอาหารและเรื่องราวต่างๆกัน
22 มันมีเหตุผลที่เขาต้องท าแข็งใส่น้องชายไปเช่นนั ้น น้องชายของเขานั ้น เพราะว่ามีเกียรติที่แสน องอาจมันเลยไม่ง่ายส าหรับการเป็ นคนบ้านนอก ถึงแม้ว่าจะโดนลมทะเลพัดตีทุกวันแต่ใบหน้าก็ยังขาวอยู่ ถ้าจะบอกว่าอิจฉาจากเรื่องเพียงแค่นี ้มันก็ว่าได้ การที่ภรรยาของเขาปฏิบัติต่อน้องชายของเขาอย่างใจดี ในใจของเขานั ้นก็รู้สึกเดือดดาลและทนไม่ได้ ประมาณครึ่งปี ก่อนที่เขาจะออกจากยองยู ถ้าให้พูดอีกครั ้ง ตั ้งแต่วันที่เดินทางเพื่อไปซื ้อกระจก อีก ประมาณครึ่งปีก็เป็ นวันเกิดของเขา ที่บ้านของเขานั ้นได้จัดเตรียมอาหารและทานกันอย่างเอร็ดอร่อย วัน นั ้นมีเรื่องที่แปลกอยู่เรื่องหนึ่ง คือเขาเหลืออาหารที่แสนอร่อยเอาไว้ทั ้งที่ปกติมีนิสัยกินเหลือน้อยมากๆ ซึ่ง ภรรยาก็รู้ นิสัยนี ้ดี วันนั ้นน้องชายของเขามาตอนกลางวัน ภรรยาจึงได้เอาอาหารที่เหลือไว้ให้น้องชาย เขา ถลึงตา และพูดว่า‘ไม่ต้องไปให้มัน’ ส่วนภรรยาไม่รู้ว่าเห็นหรือไม่เห็นท่าทางนั ้น แต่ก็มอบอาหารให้แก่ น้องชายไป ในใจของเขานั ้นไม่สามารถสงบลงได้เลย ‘ถ้าจะมีเรื่องละนังนี่…’ เขาคิดในใจ หลังจากที่มอบอาหารแก่น้องชายไปแล้ว ขณะที่ถอยออกมาภรรยาก็เผลอเหยียบเท้าของเขาไป เบาๆ “นังนี่!” เขาก็ยกเท้าขึ ้นมาแล้วเตะไปที่ภรรยาอย่างเต็มแรง ภรรยาล้มไปบนโต๊ะอาหารแล้วก็ลุกขึ ้นมา “นังนี่ ไหน อีนังที่เหยียบย ่าเท้าแห่งความเป็ นชายของฉัน มันอยู่ไหน!” “ฉันเหยียบไปนิดเดียว แล้วเท้าของพี่หักเลยหรอ?” ภรรยาหน้าแดงขึ ้นเรื่อยๆ และตะโกนออกไปด้วยเสียงที่ปนไปกับเสียงร้องไห้ “นั่งนี่! แกเถียงฉันหรอ…” เขายืนขึ ้นแล้วจิกผมเปี ยของภรรยาขึ ้นมา “พี่! ท าไมถึงเป็ นแบบนี ้ล่ะครับ?” น้องชายลุกขึ ้นมาพลางจับตัวพี่ชายเอาไว้
23 “เงียบไป ไอ้ลูกหมา” หลังจากที่ผลักน้องชายออกไปแล้ว เขาก็ซ้อมลงไปตามตัวของภรรยา “นังผู้หญิงหน้าไม่อาย ออกไป!” “ฆ่าสิฆ่าฉันเลย! ฉันน่ะ ถึงแม้ว่าจะต้องตาย แต่ฉันก็จะไม่ออกไป!” “ไม่ออกหรอ?” “ก็บอกว่าไม่ออกไง ที่นี่บ้านของฉัน…” ในตอนนี ้ ในใจของเขานั ้น มีแต่เสียงของภรรยาที่บอกว่า“จะไม่ไปไหน” ติดอยู่แน่นลึก เขาเกลียด เกินกว่าที่จะต่อยตี ในขณะที่ก าลังใจลอย มีเพียงแค่ดวงตาเท่านั ้นที่เคลื่อนไหว “นังผู้หญิงชั่ว ถ้าอย่างนั ้นฉันจะออกไปเอง” หลังจากที่พูด เขาก็วิ่งออกไปนอกประตู “พี่จะไปไหนน่ะ” เขาไม่ได้ตอบค าถามที่น้องชายถามมา เขาไปที่ร้านเหล้าแถวบ้านและไม่หันกลับมามองอีก แล้วก็ นั่งอยู่บนโต๊ะวางเหล้ากับคุณยายที่ขายเหล้าอยู่ที่นั่น เย็นวันนั ้น เขาที่เมาอย่างสะลึมสะลือ ซื ้อต๊อกด้วยเงินจ านวนหนึ่ง แล้วกลับมาที่บ้าน สามถึงสี่เดือนที่ท าเช่นนี ้ในที่สุดความสงบก็มาเยือน แต่ทว่าความสงบนี ้ก็ไม่สามารถเป็ นไปได้ ตลอด เพราะน้องชายของเขาท าลายความสงบนั ้นอีกครั ้ง น้องชายของเขาเข้าออกหัวเมืองยองยูเป็ นระยะ ตั ้งแต่เดือนขึ ้น 5 ค ่า ตั ้งแต่ช่วงท้ายๆของเดือน 5 งานที่จะต้องค้างแรมที่หัวเมืองเป็ นเวลาสองถึงสามวันนั ้นมีมาก ข่าวที่ว่ามีเมียน้อยอยู่ตามหัวเมืองก็ได้ แพร่กระจายออกไป ในวันขึ ้นเดือนเจ็ดน้องชายของเขาก็มีงานที่ต้องเข้าไปในหัวเมืองและพักแรมประมาณ สิบวัน ท้ายที่สุดภรรยาก็มาหาเขา แล้วก็ได้ขอให้อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องน้องชาย ตัวเขาที่ไม่เคยเห็นดีเห็น งามกับสิ่งที่น้องท าก็โมโห แล้วตะโกนออกไปว่า “ไม่อยากฟัง”
24 “คนโง่ อย่าเข้าไปยุ่งกับไฟที่น้องชายจุดไว้อย่างนั ้นสิ!” ภรรยาของเขาตะโกนออกมาด้วยความแข็งกร้าว “นังนี่อะไร?” เขาลุกพรวดขึ ้นมา “ไอ้คนโง่!” ยังไม่ทันที่ค าพูดนั ้นจะจบ ภรรยาของเขาก็ล้มลงตรงนั ้นพร้อมด้วยเสียงร้องดังอั๊ก “นังนี่! พูดกับผู้ชายแบบนี ้ได้ยังไงกัน!” “แล้วเจ้าไปเรียนการต่อยตีผู้หญิงมาจากที่ไหนล่ะ! เจ้าคนโง่” ภรรยาตะโกนด้วยเสียงที่ก าลังร้องไห้ “นังผู้หญิงต ่าช้า ออกไป ออกไปจากบ้านที่ฉันอยู่” เขาทุบตีพลางตะคอกเสียง แล้วเขาก็เปิ ดประตูและผลักภรรยาออกไป “ฉันไปแน่ ไม่ต้องมาสั่ง!” ภรรยาร้องไห้พลางวิ่งออกไป “นังผู้หญิงชั่ว!” เขาบ่นพึมพ าราวกับว่าจะอาเจียนออกมา แล้วเขาก็ทรุดฮวบลงไปตรงนั ้น ถึงแม้ว่าพระอาทิตย์จะลับไปแล้ว ความมืดก็เริ่มครอบคลุมขึ ้นมาแต่ภรรยาของเขานั ้นก็ยังไม่ กลับมา เขาเป็ นคนขับไล่ในตอนแรก แต่สุดท้ายเขาก็รอการกลับมาของภรรยา แม้ว่าบรรยากาศรอบข้างจะ มืดแค่ไหน เขาก็ไม่จุดไฟซักดวง ในขณะที่โกรธจนตัวสั่น แต่ก็ยังรอคอยการกลับมาของภรรยา แต่ทว่าเสียง หัวเราะของภรรยาก็ดังออกมาจากบ้านของน้องชายตลอดทั ้งคืน เขาไม่แม้แต่จะขยับตัว นั่งอยู่ตรงนั ้นจนค ่า คืนผ่านไป เมื่อรุ่งอรุณมาถึง เขาตั ้งใจจะฆ่าภรรยาและน้องชายของตัวเองเลยมุ่งตรงไปที่ห้องครัว หยิบมีด ท าครัวแล้วเข้ามาหาพร้อมเปิ ดประตูออกเสียงดัง
25 ช่วงเวลาที่มองไปที่ภรรยา เขาตระหนักได้ว่ายังคงรักภรรยาอย่างเต็มเปี่ ยมในหัวใจ เขาขว้างมีด อย่างสุดแรงแต่ความโกรธก็ท าให้ยังคงวิ่งเข้าไปแล้วจิกผมของภรรยาไว้เขาด่าพลางดึงภรรยาเข้ามาหาตัว แล้วกัดไปที่แก้มของภรรยา ทั ้งสองล้มลงกลิ ้งไปด้วยกัน ถ้าจะให้เล่าทั ้งหมด เรื่องราวรักสามเส้าของทั ้งสามคน ‘เขา’ ภรรยาของเขา และน้องชายของเขา’ ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ ้นสุด ก็ได้ข้อสรุปดังที่กล่าวมานี ้ ตัดภาพ---- กระจกก็มีทั ้งบานที่พอดีกับเราหรือถูกใจเรา ถึงแม้จะท าให้เห็นจมูกที่ใหญ่โต เห็นปากที่บางเฉียบ แต่ว่ามันก็เป็ นสิ่งล ้าค่าเพียงชิ ้นเดียวในหมู่บ้านตอนนี ้ เขาคิดถึงท่าทางที่แสนดีใจของภรรยา เมื่อเขามอบกระจกที่ซื ้อมาให้ราวกับทะเลถูกโอบกอดไว้ ราวกับได้รับแสงอาทิตย์สีแดงยามเย็นที่บ้านของตัวเอง เขาไม่ได้เข้าไปในร้ านเหล้าที่ไปเป็ นประจ า ทว่า ยามที่เข้าไปยืนอยู่ในห้องที่บ้านตัวเอง ภาพเหตุการณ์ที่เคยไม่มีความหมายก็ได้ฉายเข้ามาในดวงตาเขา ใจกลางของห้อง มีโต๊ะที่ไว้วางขนมต๊อก น้องชายยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง ถอดผ้าขนหนูแล้วห้อยไว้ที่คอ เสื ้อฮันบกและโบว์ของเสื ้อฮันบกถูกคลายออกมา ส่วนเปี ยผมของภรรยาคลายออกมาห้อยอยู่ด้านหลัง กระโปรงก็ถูกห้อยไว้ที่ใต้สะดือ ภรรยาและน้องชายมองมาที่เขา ยืนมอง ไม่ขยับตัวราวกับว่าไม่รู้สึกอะไร ทั ้งสามคนยืนนิ่งอย่างไม่มีเหตุผลอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่ทว่ายืนไปได้ซักพัก น้องชายของเขาก็พูด ออกมาว่า “หนูไปไหนซะแล้วล่ะ?” “ฮึ! หนู? บอกว่าจะจับหนูงั ้นเหรอ!” ยังไม่ทันที่จะพูดจบ เขาก็วางสัมภาระลงและวิ่งเข้าไปแล้วก็ดึงคอเสื ้อของน้องชายเอาไว้ “พี่! มีหนูจริงๆ---” “หนู? ไอ้นี่! ไอ้ตัวที่มันจ้องจะจับหนูกับจับพี่สะใภ้ตัวเอง มันอยู่ที่ไหน?”
26 หลังจากที่ต่อยเข้าที่แก้มของน้องชายหลายครั ้ง เขาก็ดันไหล่ของน้องชายและผลักออกไปข้างนอก ประตู หลังจากนั ้น เขาสั่นไปทั ้งตัวพลางพุ่งเข้าใส่ภรรยาที่ยืนอยู่ที่พื ้นด้านล่าง “แล้วนังนี่!อีนังคนที่จ้องจะจับหนูกับน้องชายผัวมันอยู่ที่ไหน!” เขาผลักภรรยาจนล้มลงและทุบตี “มีหนูจริงๆ...โอ๊ย ฉันจะตายแล้ว” “นังนี่! หนูงั ้นเหรอ? ตายซะเถอะ!” แขนขาของเขา ต่อยตีบนร่างกายของภรรยา “เอ่อ ฉันพูดจริงๆนะ มีหนูหนึ่งตัว…” “แค่หนูเฉยๆ?” “ก็บอกว่าจับหนู…” “นังหญิงชั่ว! ตายซะเถอะ!” หลังจากที่ตบตีจนหน าใจแล้ว เขาก็ผลักหลังภรรยาและไล่ให้ออกไปเหมือนน้องชาย “ไปขายปลาบนเรือไป!” ถึงเขาจะระบายความแค้นออกไปอย่างเต็มที่ แต่ใจของเขานั ้นก็ไม่สามารถสงบลงได้เลย เขาทรุด ตัวลงและก็พิงเข้ากับผนัง เหม่อลอยราวกับคนไร้สติ และมองไปแค่โต๊ะที่วางขนมต๊อกเท่านั ้น 1ชั่วโมง… 2ชั่วโมง… ถึงแม้ว่าหมู่บ้านที่หันไปทางทะเลฝั่งตะวันตกจะมืดช้ากว่ากว่าที่อื่น แต่อย่างไรก็ตามท้องฟ้ าก็มืด แล้ว เขาตั ้งใจที่จะจุดไฟก็เลยออกมาหาไม้ขีด ไม้ขีดไฟที่มักจะอยู่ในที่ของมันเสมอกลับไม่อยู่ ดังนั ้นเขาก็เลยค้นหาตรงนู้นตรงนี ้ ในตอนที่ยกห่อ ผ้าเก่าขึ ้น เสียงของหนูก็ดังแว่วขึ ้นมาทันใดนั ้นหนูก็วิ่งออกมา แล้วคลานหนีไปทางด้านโน้น
27 “มีหนูอย่างที่บอกจริงๆด้วยสินะ” เขาร้องออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา และเขาก็ทรุดลงฮวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ภาพเหตุการณ์ที่เขามองไม่เห็นเมื่อครู่ ก็ผ่านเข้ามาในหัวราวกับภาพเคลื่อนไหว น้องชายมาที่บ้าน ภรรยาที่แสนใจดีสั่งให้น้องชายเอาขนมต๊อกออกไปวางไว้ที่โต๊ะและในตอน นั ้นเอง ก็มีหนูหนึ่งตัววิ่งออกมาจากที่ไหนซักแห่ง เขาสองคน (ภรรยาและน้องชาย) ก็หันไปจับหนู ซักพักหนู ที่น่าร าคาญก็เข้าไปซ่อนที่มุมไหนซักแห่ง พวกเขามัวแต่หาหนูก็เลยมีท่าทีเงอะงะ และในตอนนั ้นเองก็เป็ น ตอนที่เขากลับมาที่บ้าน “โธ่เอ๊ย ยัยโง่ ถ้ารออีกหน่อยแล้วยังไม่กลับมาล่ะก็…” เขาฝื นใจล้มตัวลงนอนอยู่ตรงนั ้น ภรรยาออกไปตั ้งแต่กลางคืน จนพระอาทิตย์ขึ ้นมากลางท้องฟ้ าแล้วก็ยังไม่กลับมา เขาเกิดความ กังวลขึ ้นมาทีละนิดจึงออกไปตามหา ที่บ้านของน้องชายเองก็ไม่มี ถึงแม้ว่าจะหาทั่วละแวกบ้านแล้ว แต่ก็ไม่มีใครเห็นแม้แต่คนเดียว
28 ในช่วงราวๆเที่ยง เขาเดินไกลออกไปอีกสามสี่ลี ้ แล้วก็ตามหาภรรยาที่ชายหาดอย่างยากล าบาก และในที่สุดก็พบเธอ แต่ว่าภรรยานั ้นกลับไม่ได้ดูมีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อก่อน ร่างของเธอบวมลอยอยู่ในน ้า อีกทั ้งยังใหญ่ขึ ้นเป็ นเท่าตัว ริมฝี ปากสวยที่มักประดับไปด้วยรอยยิ ้มเสมอ กลับเต็มไปด้วยฟอง ภรรยาของเขาตายแล้ว เขาแบกร่างของภรรยาขึ ้นหลังอย่างไร้ความรู้สึก จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน วันถัดไปเขาก็จัดงานศพอย่างเรียบง่าย บนใบหน้าของน้องชายที่ตามมาทีหลัง “พี่ ท าไมถึงเกิดเรื่องแบบนี ้” น้องชายพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจ น้องชายได้หายตัวไปจากหมู่บ้านเล็กๆนั ้น ตั ้งแต่สองวันที่จัดงานศพ หนึ่งวัน สองวัน ผ่านไปอย่าง ปกติแต่ว่าผ่านไปห้าหกวันแล้ว น้องชายก็ยังไม่กลับมา ดังนั ้นก็เลยเริ่มสืบหา คนที่เหมือนน้องชายก็ได้ แบกสัมภาระสะพายหลังเมื่อห้าหกวันก่อน และหลังจากที่เห็นพระอาทิตย์สีแดงยามเย็นตกดินไปแล้ว เขาก็ ค่อยๆเดินไปทางทิศตะวันออก ถึงแม้ว่าจะผ่านไปสิบวัน ยี่สิบวัน แต่น้องชายที่จากไปก็ไม่มีทีท่าว่าจะ กลับมา ภรรยาของน้องชายที่เหลือตัวคนเดียว ก็ได้ผ่านช่วงเวลาเหล่านั ้นไปด้วยการถอนหายใจในทุกๆวัน เขาเองก็ไม่สามารถยืนดูได้อย่างเงียบๆ ทั ้งหมดเป็ นบาปแห่งความโชคร้ายของตัวเขาเอง ในที่สุดเขาก็ได้เป็ นชาวประมง ถึงแม้ว่าจะเป็ นเรือล าเล็ก แต่เขาก็ได้เข้าใกล้กับทะเลที่กลืนภรรยา ของเขาไป เขาตั ้งใจที่จะสืบหาข่าวของน้องชายในทุกที่ที่ไป เขาได้ขึ ้นเรือและออกเดินทางสู่สายน ้า เขาบอกเล่าชื่อและลักษณะของน้องชายและถามในทุกที่ที่ไป แต่ก็ไม่รับรู้ข่าวของน้องชายเลย เขา ท าเช่นนี ้มาสิบปี เหมือนอยู่ท่ามกลางความฝัน ฤดูใบไม้ร่วงเก้าปี ก่อน เรือของเขาที่เคยผ่านทะเลที่เต็มไป ด้วยหมอกปกคลุม อับปางลงเนื่องจากลมพายุที่พัดอย่างรุนแรง สหายหลายคนล้มตาย เขาได้สูญเสียจิต วิญญาณและล่องลอยเตร็ดเตร่อยู่บนผืนน ้า ในยามที่เขาตั ้งสติอย่างยากล าบาก ก็เป็ นเวลากลางคืนเสียแล้ว ต่อมาเขาก็ขึ ้นมาอยู่บนฝั่งโดยไม่ รู้ตัว และเพราะมัวแต่ต่อต้านตัวเองอยู่นั ้น เขาก็ได้พบน้องชายที่ดูแลตัวเขาด้วยแสงไฟสีแดงที่จุดไว้
29 เขาท าเป็ นไม่แปลกใจและไม่ตกใจและถามออกมาหน้าตาเฉย “นาย มาที่นี่ได้ยังไง?” น้องชายอยู่อย่างเงียบๆซักครู่แล้วตอบออกมาอย่างยากล าบาก “พี่ มันก็คงเป็ นโชคชะตานั่นแหละ” ในขณะที่เผลอหลับไปซักครู่ในอุณหภูมิที่อบอุ่น เขาก็ได้สติแล้วถามออกไปอีกครั ้ง “นี่ก็ผ่านไปได้สิบปี แล้วสินะ” “พี่ ตัวฉันก็เปลี่ยนแปลงไป พี่เองก็ดูแก่ขึ ้นมาก” ในขณะที่ได้ยินค าพูดนี ้ราวกับอยู่ในฝัน เขาก็ค่อยๆงีบหลับลงไปอีกครั ้ง เป็ นเช่นนั ้นไปราวๆสอง ชั่วโมงก็ตื่นจากการหลับใหลที่หวานกว่าน ้าผึ ้ง ถึงแม้ไฟสีแดงจะติดอยู่เหมือนเมื่อสักครู่ แต่น้องชายก็ได้ หายตัวไปแล้ว ก็เลยลองถามจากคนที่อยู่ข้างๆน้องชายแอบมองใบหน้าพี่ชายอยู่ซักครู่แล้วได้รับแสงไฟสี แดงจากทางด้านหลัง และค่อยๆหายไปในความมืดโดยไร้ค าพูด สองวันต่อมา ถึงแม้ว่าจะสืบหาแค่ไหนก็ตาม น้องชายของเขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เพราะไม่ สามารถรู้ได้ เขาก็เลยได้ขึ ้นเรือล าอื่นและออกสู่สายน ้าอีกครั ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในตอนที่เรือของเขาได้ ลอยมาถึงกลางทะเล เขาได้เขาไปในผืนท้องทะเล แล้วในขณะที่ก าลังระวังจากสิ่งต่าง เพราะว่าด้านฝั่งตรง ข้ามมีคนที่เหมือนน้องชายเขาอยู่ เขาจึงแล่นเข้าไปดู แต่เขาคนนั ้นก็หายไปแล้ว เนื่องจากเรือของเขานั ้น ไม่ได้อยู่กับที่นานๆ จิตใจของเขาได้ถ่ายทอดลงสู่กลางทะเล และออกเดินทางสู่สายน ้าทะเลอีกครั ้ง ถึงแม้ว่าจะไปที่นั่นที่นี่เป็ นเวลาสามปี หลังจากนั ้น เขาก็ไม่ได้เจอน้องชายอีก เขาท าอย่างนั ้นไปอีกสามปี จากตรงนี ้ก็เป็ นเวลาหกปี แล้ว ในตอนที่เรือของเขานั ้นผ่านเกาะหลัก เขาก็ได้ยิน ‘บทเพลงของเหล่าลูกเรือ’ ลอยแว่วมาทางทะเลจากเนินเขาสูงลาดชันที่หันหน้าออกมาทางท้อง ทะเล บทเพลงนั ้นที่ถูกเปลี่ยนท านองและเนื ้อร้อง
30 เรือไม่ได้พักแรมที่เกาะหลัก เนื่องจากได้พักที่อินช็อน10ประมาณสิบวัน เขาจึงลงมาแล้วลองข้ามไป ทางเกาะหลัก ที่นั่น เขาหาตามจุดนั ้นจุดนี ้แล้วก็ลองถามจากบ้านพักนักเดินทางเล็กๆ ตามหาทั ้งคนที่ชื่อ เหมือนน้องชาย ทั ้งคนที่มีลักษณะเหมือนน้องชายว่าเข้ามาพักแรมบ้างหรือเปล่า หลังจากนั ้น ถึงแม้ว่าหิมะจะตก ฝนจะตก เวลาล่วงเลยมาหกปี แล้ว เขาก็ยังไม่พบน้องชายอีกเลย และเขาก็ไม่รู้แม้กระทั่งความเป็ นความตายของน้องชาย ในดวงตาของเขาหลังจากที่พูดจบก็ได้สะท้อนภาพของพระอาทิตย์ยามเย็น และน ้าตาในแต่ละ หยดสะท้อนกับแสงของพระอาทิตย์ ฉันที่นิ่งเงียบไปซักครู่ก็ถามออกไปอย่างยากล าบาก “แล้วภรรยาของน้องชายล่ะ?” “ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้กลับไปที่ยองยูมายี่สิบปี แล้ว” “แล้วตอนนี ้พี่ชายก าลังจะไปที่ไหนล่ะ” “อันนั ้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็คงลอยไปตามสายลมที่พูดอยู่นี่กระมัง” แล้วเขาก็ร้องเพลงของเหล่าลูกเรือให้ฉันฟังอีกครั ้งหนึ่ง ความเสียใจที่ไม่ทุเลาเบาบางลง กับจิตใจ ที่ถูกปิ ดตาย และความคิดถึงที่น่าเวทนาเกี่ยวกับท้องทะเล หลังจากที่เขาร้ องเพลงจบ เขาลุกขึ ้นยืนเผชิญหน้ากับแสงอาทิตย์ยามเย็น และค่อยๆเดินไปทาง ศาลาอึลมิลแด ฉันไม่มีเรี่ยวแรงที่จะห้ามเขาเลยท าได้แค่นั่งเหม่อลอยมองตามแผ่นหลังของเขา ในคืนนั ้นเอง ถึงแม้ว่าจะกลับไปที่บ้านแล้ว แต่เพราะบทเพลงของเหล่าลูกเรือและเรื่องราวแห่ง โชคชะตาของเขายังคงก้องอยู่ในหูจึงไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ฉันตื่นขึ ้นในเช้าวันถัดมา แล้วรีบวิ่งไปที่ หลุมศพอีกครั ้งเพื่อที่จะพบกับเขาทั ้งที่ไม่ได้กินข้าวเช้า สถานที่ที่เขาเคยนั่งอยู่เมื่อวาน ฉันล้มตัวลงนอนบน ผืนหญ้าและระลึกถึงเขา เขาคนนั ้นที่ฉันไม่สามารถมองเห็นได้จากตรงนี ้ แต่ทว่าบทเพลงของเหล่าลูกเรือ ยังคงแว่วมาจากที่ไหนซักแห่ง 10อินช็อน เมืองใหญ่ที่อยู่ทางด้านทะเลตะวันตก เป็ นด่านส าคัญในการเดินเรือ
31 “ภูเขาโมรันบง ต้องอยู่ที่นั่นแน่ๆ” ฉันพูดพลางก็รีบวิ่งไปทางภูเขาโมรันบงในทันที แต่ที่ภูเขากลับไม่มีคนแม้แต่คนเดียว ในหอสูงบน ยอดเขาก็ไม่มีเช่นกัน “หรือจะเป็ นที่ศาลาอึลมิลแด” หลังจากที่พูดจบฉันก็ออกวิ่งไปทางศาลาอึลมิลแดอีกครั ้ง ณ ศาลาอึลมิลแดที่อยู่ถัดจากหอสูง ถึงแม้ว่าจะมีเสียงร้องเพลงของเหล่าลูกเรือที่สั่นไหวใบไม้แต่ละใบของต้นสนที่ขึ ้นอย่างหนาทึบที่หุบเขาลึก ราวกับว่าจะเชื่อมไปถึงนรก แต่ว่าตัวเขาก็ไม่อยู่อีกเช่นกัน ณ บริเวณหลุมศพ แม้แต่ใบของต้นสนที่ปลิวกระจัดกระจายออกไปบนท้องฟ้ า แม้แต่ต้นหญ้าที่พัด ไหวอยู่ทางด้านล่าง ต่างก็มีเสียงร้องเพลงอย่างเศร้าโศกลอยมาอย่างไรเสีย ต่อให้มองหาจากบนยอดเขาก็ ยังหาเขาคนนั ้นไม่พบ
32 พอลองออกมาหาแถวริมน ้าก็พบว่าเรือของเขาออกไปตั ้งแต่รุ่งสางแล้ว หลังจากนั ้น ฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงผ่านไป เวลาก็ได้ผ่านล่วงเลยมาเป็ นเวลาหนึ่งปี แล้วฤดูใบไม้ ผลิก็ได้กลับมาเยือนอีกครั ้ง เหลือไว้เพียงแค่เรื่องราวแห่งโชคชะตาและบทเพลงของเหล่าลูกเรือ และเขาคน นั ้นไม่เคยมาปรากฏตัวที่ภูเขาโมรันบงอีกเลย ฤดูใบไม้ผลิได้เวียนกลับมาที่ภูเขาโมรันบงและหลุมศพของเหล่าชนชั ้นสูงอีกครั ้ง ผืนหญ้าที่เขาเคย มานั่งและร้องเพลงก็กลับมางอกเงย ดอกไม้สีม่วงก็เบ่งบานออก แต่ทว่าไม่มีใครพบเจอผู้วิงวอนความรู้สึก ผิดที่ไม่สิ ้นสุดด้วย ‘บทเพลงของเหล่าลูกเรือ’อีกเลย จะมีก็เพียงเสียงกระซิบจากเหล่าใบไม้ราวกับว่าก าลัง ระลึก ‘บทเพลงของเหล่าลูกเรือ’ ที่เขาคนนั ้นได้เหลือไว้เท่านั ้น
33
34
35 ผู้น าสาสน์ที่ไม่หวนกลับมา (แปลจากเรื่อง 안 돌아오는 사자) “อีกคนแล้ว...” "ปี นี ้เห็นเข้ามาสี่คนแล้ว" "ดูเหมือนว่างั ้นนะ ฮ่าฮ่าฮ่า" เสียงหัวเราะดังเรื่อยๆ "เจ้าพวกโง่นั ้น จะมาท าอะไรกัน" เสียงหัวเราะนั ้นดังลั่น ขณะที่มองจากหอสูงลงไปยังคนที่ตายด้วยลูกธนูตรงอีกฝากหนึ่งของถนน แม้ว่าจะหัวเราะอย่างนั ้น แต่ที่จริงมีเพียงความเงียบที่ซ่อนอยู่ เขาคนนั ้นดูเหมือนจะใกล้เจ็ดสิบแล้ว แต่ เลือดฝาดบนหน้านั ้นดูขัดกับวัย และเสียงที่ดังกังวานท าให้ยังคงดูหนุ่ม "ทูตน าสาสน์จะกลับมาอีกหรือ" "มาอีกสิ ตราบใดที่ตราแผ่นดินยังอยู่ในมือ ต้องมาเรื่อยๆแน่" "ช่างหน้าสงสาร" "ช่วยไม่ได้" แทโจหรือลีซองกเยผู้ก่อตั ้งราชวงศ์โชซอน ล าดับชั ้นยศปัจจุบันเป็ นแทซังวัง(แทซังวัง : พระ อิสริยยศของเกาหลีที่ใช้เรียกอดีตกษัตริย์ที่เคยทรงสละราชบัลลังก์ให้กษัตริย์องค์ก่อนองค์ปัจจุบันที่เป็ น กษัตริย์ ขณะยังมีพระชนม์ชีพอยู่) นั ้นย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองฮัมฮึง
36 แทซังวังสละราชบัลลังก์แก่บังกวา(กษัตริย์จองจง)พระราชโอรสองค์โต เมื่อหลายปี ก่อนที่จะขึ ้น ย้ายมายังเมืองฮัมฮึง กษัตริย์จองจงได้รับราชบัลลังก์มาครองราชย์ได้เพียงไม่กี่ปี ก่อนจะสละราชบัลลังก์ให้ บังวอน พระราชโอรสล าดับที่ห้าของแทซังวัง ซึ่งเป็ นพระอนุชาของกษัตริย์จองจง ดูเหมือนว่าเมืองฮัมฮึงจะอยู่กันอย่างสงบสุข แม้ตอนนี ้โลกข้างนอกจะไม่รู้อะไร ผิวเผินก็ดูสงบดีแต่ เบื ้องหลังก็มีเหตุการณ์มากมาย แทซังวังไม่เคยได้พบเหล่าทูตน าสาสน์ที่เดินทางจากเมืองหลวงถึงเมืองฮัมฮึงเลย ทูตทุกคนล้วนถูก สังหารด้วยธนูกันหมด พลธนูที่เคยรับใช้สมัยปลายโครยอ เป็ นผู้สังหารทูตหลายสิบชีวิตนี ้ สิ่งที่เรียกว่าตราแผ่นดิน แน่นอนว่ามีแค่กษัตริย์เท่านั ้นที่ใช้ได้ ตราแผ่นดินยังถูกเก็บไว้กับแทซังวัง และไม่ได้มอบแก่พระโอรสองค์ใด หมายความว่า กษัตริย์จองจงที่สืบทอดบัลลังก์และกษัตริย์แทจงที่สืบทอดบัลลังก์ต่อนั ้น ตรา แผ่นดินที่รับรองราชสมบัติและการขึ ้นเป็ นกษัตริย์ยังคงอยู่ในมือของแทซังวัง ซังวัง(กษัตริย์จองจง)(ซังวัง : พระอิสริยยศของเกาหลีที่ใช้เรียกอดีตกษัตริย์ซึ่งได้สละราชบัลลังก์ให้ กษัตริย์องค์ปัจจุบันขึ ้นครองราชย์แทนในขณะที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่)ครองราชย์ได้เพียงไม่นาน ผ่านไปแค่ สองปี กษัตริย์องค์ปัจจุบันนั ้นครองราชย์โดยไม่มีตราแผ่นดิน นั ้นไม่พอใจและทรงทะเยอทะยาน ส่งพระราช สารให้ท่านทูตน าสาสน์ไปยังแทซังวังที่เมืองฮัมฮึง เพื่อขอตราแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าสาสน์นั ้นไปได้ แค่จนถึงฮัมฮึงแต่ก็ไม่มีใครได้เข้าเฝ้ าแทซังวังอีกทั ้งยังไม่มีใครได้กลับมาอีกด้วย ทูตเหล่านั ้นกลายเป็ นเพียง วิญญาณที่น่าสงสาร
37 แทซังวังทรงสง่างาม เฉิดฉาย และดูมีอารมณ์ขัน “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะที่ไม่เหมือนคนแก่อายุเจ็ดสิบ ดูเหมือนในดวงตาจะมองโลกนี ้แบบไม่มีอะไร แม้ในใจยังคงวิตกกังวลที่ไม่สามารถพิจารณาความลึกของจิตใจแทซังวังได้ การโค่นล้มอาณาจักรโครยอนี ้ถือเป็ นการสร้ างความยิ่งใหญ่ให้แก่ราชวงศ์โชซอน แต่งานนี ้กลับ สร้างรอยแผลขึ ้น การสร้างชาตินี ้ยังไม่มั่นคง ถ้าหากการเริ่มต้นใหม่ผิดพลาดเล็กน้อย อนาคตก็ไม่สามารถ แผ่ขยายความยิ่งใหญ่ได้ ทว่าการเริ่มต้นของราชวงค์นี ้ดูเหมือนว่าจะไปไม่ค่อยสวย หากย้อนความกลับไปวันสถาปนา องค์ชายจินอัน กษัตริย์จองจง องค์ชายอิกอัน องค์ชายฮวีอัน กษัตริย์แทจง องค์ชายท็อกอัน องค์ ชายทั ้งหกเกิดจากพระมเหสีตระกูลฮันซึ่งเป็ นพระมเหสีองค์แรก องค์ชายมูอัน องค์ชายอึยอัน องค์ชายสององค์นี ้เกิดจากพระมเหสีคนที่สองจากตระกูลคัง แทซังวังทรงปกครองดูแลบ้านเมืองได้ดี แต่การปกครองดูแลองค์ชายทั ้งแปดนั ้นกลับไม่เป็ นที่น่า พอใจ ก่อนที่จะสถาปนาราชวงศ์โชซอนนั ้น พระมเหสีองค์แรกจากตระกูลฮันของแทซังวังก็ได้ทรง สิ ้นพระชนม์ไปแล้ว หลังจากนั ้นพระมเหสีองค์สองจากตระกูลคัง ซึ่งเป็ นผู้หญิงที่สวย จนเรียกได้ว่าสวยกว่า ทุกคน แทซังวังทรงรักพระมเหสีองค์สองมาก รวมทั ้งยังรักโอรสทั ้งสองคือบังบอนและบังซอก(องค์ชายมู อัน องค์ชายอึยอัน)ที่ยังทรงพระเยาว์ซึ่งเกิดจากพระนางเป็ นอย่างมากด้วย พระราชินีตระกูลคัง ชองโดจอน และนัมอึน ทั ้งสามกับบังวอนที่เกิดจากพระมเหสีคนแรก ทั ้งสอง กลุ่มมองเห็นความรักแบบนี ้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป
38 พระราชินีตระกูลคัง ชองโดจอน และนัมอึน ใช้ประโยชน์จากความรักพระราชาที่ทรงรักโอรสทั ้ง สองเป็ นอย่างมาก ในที่สุดบังซอกที่เกิดจากพระนางได้รับการแต่งตั ้งเป็ นมกุฎราชกุมาร แม้ว่าจะด าเนินการไปอย่างลับๆ แต่เจ้าชายบังวอน(ต่อมากลายเป็ นกษัตริย์แทจง)โอรสองค์ที่ห้าที่ เกิดจากพระมเหสีคนแรกก็ได้ที่สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง บังวอนองค์ชายองค์ที่ห้ามีนิสัยใจร้อน ทะเยอทะยาน ตอนที่สถาปนาราชวงศ์โชซอน เขาเป็ นคนที่มี ความอุตสาหะช่วยแทโจ มากกว่าผู้เป็ นบิดาลงมือท าเสียอีก ในยุคปลายโครยอ ปัญหายืดเยื ้อก็มีมากขึ ้นต้องปลุกขวัญก าลังใจ และในที่สุดก็สามารถสร้ าง ราชวงศ์ขึ ้นได้บังวอนทรงช่วยในงานนี ้มากที่สุด และเป็ นบังวอนที่สังหารขุนนางผู้ซื่อสัตย์ของโครยอ ชื่อ จองมงจูที่สะพานซอนจุก บังวอนที่อุตสาหะมากที่สุดในการช่วยสร้ างราชวงศ์โชซอนจึงมั่นใจว่าบิดาผู้เป็ นกษัตริย์จะสละ บัลลังก์ให้ตน ในอดีตไม่มีกฎว่ามกุฎราชกุมารจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อ บังวอนจึงคิดว่าตนจะเป็ นผู้ที่ได้ สืบทอดราชบัลลังก์นั ้น แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะให้บังซอกที่เป็ นอนุชาต่างมารดา และเมื่อได้ล่วงรู้ เห็นแผนการลับๆ บังวอนก็ ไม่สามารถทนต่อไปได้อีก ด้วยเหตุนี ้หลังสร้างราชวงศ์โชซอนแล้ว จึงเกิดเหตุการณ์สังหารคนในสายโลหิต เดียวกัน บังวอนได้น าอาวุธและพวกเข้าสังหารจองโดจอนที่เป็ นศัตรูและบังบอน บังซอกที่เป็ นอนุชาต่าง มารดา เหตุการณ์นี ้ถูกเรียกว่า ‘ความโชคร้ายของบังซอก’ แทโจที่ทราบถึงหายนะที่เกิดขึ ้นกับราชวงศ์ ถ้าพระองค์ทรงวางแผนล่วงหน้าไว้ให้ราชวงศ์ก็จะต้องทรงสร้างล าดับการสืบทอดราชบัลลังก์ก่อน ในการครองบัลลังก์ โอรสองค์โตจะได้เป็ นกษัตริย์ หากสิ ้นพระชนม์ไปก่อนและหลานชายคนโตก็ จะได้เป็ นกษัตริย์ หากไม่มีหลานชายคนโต ก็จะแต่งตั ้งล าดับอาวุโสถัดไป เพื่อไม่ไห้เกิดปัญหาแย่งชิง บัลลังก์ในสายโลหิตของราชวงศ์
39 ในบรรดาลูกหลานมากมาย ไม่ว่าจะรักหรือเกลียด ลูกคนโตหรือลูกคนเล็ก ก็ควรต้องตั ้งกฎเพื่อ ความอยู่รอดของราชวงศ์ และการสืบทอดบัลลังก์เป็ นไปตามล าดับการประสูติโดยไม่ค านึงว่าความ อุตสาหะ ความรัก และความห่วงใยใดๆ ด้วยเหตุนี ้แทโจจึงสละราชบัลลังก์ให้บังกวาซึ่งเป็ นโอรสองค์โตในบรรดาองค์ชายที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ และได้หนีไปอยู่ที่เมืองฮัมฮึง ถึงแม้จะท าเช่นนี ้แล้ว แต่กลับยังคงกังวลใจ ไม่ได้มีความสุขใจเลย บังวอนโอรสคนที่ห้าก็ยังคง ทะเยอทะยานอย่างหนัก เมื่อสละจากครองบัลลังก์แล้วได้กลายเป็ นซังวังและก่อนเสด็จไปที่เมืองฮัมฮึงก็เป็ นกังวลเกี่ยวกับ เรื่องนี ้ จึงได้เรียกบังกวามากล่าวตักเตือนอย่างลับๆว่า “ช่วยกษัตริย์องค์นี ้ซะ ป้ องกันไม่ให้สละบัลลังก์ที่ยังไม่สมควร กษัตริย์ในตอนนี ้ใจดีเกินไป ช่วยซะ ไม่มีใครช่วยได้นอกจากเจ้า” ค าตอบของบังวอนในตอนนี ้คืออะไรแล้วก็ตอบไปว่า "พะยะค่ะ... " แน่นอนว่าสีหน้าต้องไม่พอใจพระเชษฐาเองไม่พยายามจะรักษาบัลลังก์ ซังวังเองก็ได้แต่กังวลเรื่อง บัลลังก์อยู่ ซังวังไม่ได้ทิ ้งตราแผ่นดินให้กษัตริย์องค์ใหม่นี ้ แต่กลับน าติดพระองค์ไปยังเมืองฮัมฮึงด้วย ซังวังน าตราแผ่นดินไปด้วย ถ้าจะใช้พระราชอ านาจแน่นอนว่ากษัตริย์องค์ใหม่จะต้องมีตราแผ่นดิน แต่ซังวังทรงน าตราแผ่นดินนี ้ไป ไม่มีตราแผ่นดินก็ไม่สามารถใช้พระราชอ านาจได้อย่างเต็มที่ ในครั ้งนี ้ถึงแม้จะสละบัลลังก์ให้แก่ กษัตริย์องค์ใหม่แต่กษัตริย์องค์ใหม่นี ้ไม่สามารถใช้พระราชอ านาจได้อย่างเสรี ถ้าพระองค์ไปเมืองฮัมฮึง
40 โดยน าตราแผ่นดินไปด้วยแม้ว่าบังวอนต้องขับไล่กษัตริย์ที่หัวอ่อนนี ้และแต่งตั ้งให้บังวอนโดยเป็ นคนสืบ ทอดต่อ หลังจากนั ้นก็จะขับไล่กษัตริย์ปัจจุบันให้สละราชบัลลังก์ ซังวังที่คาดเดาการกระท าของบังวอนได้ ก็เลยน าตราแผ่นดินติดไปด้วย เป็ นวิธีที่จ ากัดอ านาจที่จะได้รับจากกษัตริย์องค์ปัจจุบันได้ แต่ว่าแผนการนี ้ของซังวังก็สูญเปล่าไม่มีตราแผ่นดิน ไม่สามารถใช้พระราชอ านาจตามกฎได้ก็จริง แต่ถึงแม้จะไม่มีตราแผ่นดินก็ยังสามารถท าการสละราชบัลลังก์ได้อยู่ดีซึ่งซังวังเองก็ลืมในจุดนี ้ ซังวังและผู้ติดตามไปเมืองฮัมฮึงอย่างรวดเร็ว เมื่อซังวังที่อยู่ที่เมืองฮัมฮึง คนของเมืองหลวงก็ติดตามมาอย่างรวดเร็วเพื่อแจ้งว่าบังวอนได้เป็ น กลายเป็ นผู้สืบบัลลังก์แล้ว ซังวังทรงโมโหขึ ้นมา “ผู้สืบบัลลังก์แบบนี ้ข้าไม่รู้จัก องค์ชายไม่มีอ านาจของกษัตริย์” หลังจากนั ้นดูเหมือนว่าส่วนกลางต้องการให้ส่งมอบตราแผ่นดินให้ “ไม่รู้ ไม่รู้ไม่รู้จักผู้สืบบัลลังก์แบบนั ้น” ซังวังทรงตอบ อย่างไรก็ตามในเวลานี ้ซังวังเห็นแน่ชัดแล้วว่าจากนี ้ต่อไป การสืบทอดบัลลังก์ในรุ่นถัดไปจะต้อง เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ ้นเป็ นแน่ หลังจากนั ้นหนึ่งปี กษัตริย์ก็ได้สละราชบัลลังก์ บังวอนก็ได้ขึ ้นครองราชย์ บัลลังก์เปลี่ยนไปแม้ไม่มีตราแผ่นดิน ด้วย เหตุนี ้ ซังวังจึงได้รับต าแหน่งเป็ นแทซังวัง กษัตริย์ในตอนนั ้นกลายเป็ นซังวังและบังวอนกลายเป็ นกษัตริย์ องค์ใหม่และทรงกลายเป็ นแทจงมหาราช ซังวัง(ตอนนี ้เป็ นแทซังวัง)ทรงพยายามรั ้งตราแผ่นดินไว้ ทรงยืนขึ ้นและโกรธอย่างมาก
41 กษัตริย์องค์ใหม่ไม่ขาดคุณสมบัติใดๆของการเป็ นกษัตริย์ก็จริง ทั ้งความอุตสาหะ ความสง่างาม ความยุติธรรม ถึงแม้จะเป็ นคุณสมบัติที่ดี แต่ยังขาดการมองอนาคตของราชวงศ์เนื่องจากแทซังวังทรง กังวลในเรื่องนี ้และทรงไม่สบายใจ หลังจากนั ้นไม่นานก็ทรงประชวร "เหม็น เหม็น" พูดติดๆกัน และก็ทรงถุยน ้าลายออกมา จากนั ้นเป็ นต้นมาเกิดค าเรียกว่า “ฮัมฮึงซาจา” ขึ ้น (หมายความถึงการไม่ได้รับข่าวหรือค าตอบใดๆ จากผู้ที่เราใช้ให้ไปท างาน ในที่นี ้คือผู้แทนที่กษัตริย์แทโจส่งไป เมื่อตอนที่แทโจแห่งโชซอนมอบต าแหน่ง ปฐมกษัตริย์แล้วอยู่ในเมืองฮัมฮึง) แทซังวังไม่เห็นด้วยกับกษัตริย์องค์ใหม่ ทั ้งความไม่จงรักภักดี ความอกตัญญู ความไม่ปรองดอง พระองค์ไม่ถือว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี ้เป็ นกษัตริย์กษัตริย์องค์ใหม่ที่สืบทอดบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์จองจงได้ ส่งทูตไปหาแทซังวังเพื่อจะน าตราแผ่นดินกลับมาจากเมืองฮัมฮึง แต่แทซังวังก็ไม่เคยพบกับทูตเหล่านั ้นเลย เพราะถ้าเห็นใครที่มาจากที่ไกล ก็ให้คาดเดาเอาว่าเป็ นทูตจากเมืองหลวง และให้เตรียมยิงด้วยธนู ถึงแม้ ทูตที่ไปจะไม่เคยได้เข้าเฝ้ าเลยก็ตาม “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
42 ทูตโดนสังหารด้วยธนู ทุกครั ้งที่ล้มลง แทซังวัง วัยใกล้เจ็ดสิบจะทรงหัวเราะเหล่าศพตรงหน้า แม้ ภายในใจจะแอบซ่อนความรู้สึกปวดร้าวเอาไว้ “อีกคนแล้ว” แต่ว่าทูตน าสาสน์จากเมืองหลวงก็ยังคงไปหาอย่างต่อเนื่อง ราวกับแข่งขันกับแทซังวัง "ยังไม่รู้จักส านึกอีก เฮ้อ ราชวงศ์นี ้ก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน" อยู่ไกลจากเมืองหลวงและการปล่อยให้อยู่คนเดียวจะได้หวนคิดถึงเรื่องราวสดใสของปี ที่ผ่านมา ในสายตาอันว่างเปล่าของวีรบุรุษชรานี ้กลับมีแต่น ้าตาไหลออกมา แทซังวังรู้ สึกขอโทษทุกครั ้งที่มีทูตเดินทางมา เรียกการรับใช้นี ้ว่า ‘ทูตที่สูงกว่ากษัตริย์’ ตอนที่เห็น ศพนั ้นทรงไม่มีความสุข และไม่สามารถห้ามความเปล่าเปลี่ยวและทุกข์ใจนี ้ได้ หนึ่งปี ผ่านไปท่ามกลามสถานการณ์แบบนี ้ กษัตริย์องค์ใหม่เป็ นโอรสแท้ๆของแทซังวัง ท าไมถึงไม่รักกันแบบพ่อกับลูกชาย ท าไมไม่คิดไว้ใจใน กษัตริย์องค์ใหม่ที่อุตสาหะอย่างยิ่งในการสร้างราชวงค์โชซอน ถ้าเดาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาท าไมไม่ มองข้าม ความเกลียด ความชอบส่วนตัวหรือหน้าที่ ไม่กล่าวโทษคนที่ไม่ชอบอย่างไม่มีเหตุผล เหล่าทูตที่ส่งไปทั ้งหมดท าให้แทซังวังโกรธ จึงต้องคิดให้มากขึ ้น การเลือกทูตต้องใช้ความใส่ใจ ก็ เลยทรงเลือกซองซอกริน ที่เคยเป็ นสหายสมัยโครยอของแทซังวัง แม้แต่ซองซอกรินที่เคยมีมิตรภาพกับแท ซังวัง ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของแทซังวังได้ ด้วยเหตุนี ้ การส่งทูตระหว่างวังเมืองหลวงกับเมืองฮัมฮึงก็ยังคงมีมาอีกมาเรื่อยๆ ซ ้าๆอยู่อย่างนี ้ พัคซุนได้รับท างานนี ้เพื่อประเทศ พัคซุนที่ชราผู้นี ้ไม่ได้รู้ถึงเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ ้นระหว่างแทซังวัง กับกษัตริย์ ท่านจึงอาสาเป็ นทูตน าสาส์นไปยังเมืองฮัมฮึง ถ้ารู้เรื่องราวก่อนคงไม่ไปแน่ แต่กลับเพิ่งจะรู้ ก็เลยท าเพื่อประเทศและกษัตริย์ สุดท้ายชีวิตที่ชรานี ้ ก็ฝื นใจรับใช้ท่านได้น าพระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์ออกเกินทางไปยังฮัมฮึง
43 เมื่อเดินทางทั ้งทางบกทางน ้าจนมาถึงเมืองฮัมฮึง พัคซุนก็ให้คนติดตามรอ จากนั ้นก็พาแม่ม้าตัว หนึ่งไปที่พักของแทซังวัง พัคซุนมองไปที่คนไม่กี่คนที่นั่งอยู่ในที่พักไกลออกไป พวกเขาก าลังพูดคุยกันอยู่คนที่อยู่ตรงกลาง เป็ นเพื่อนร่วมงานในยุคต้นราชวงศ์โชซอนหลังจากนั ้นการบุกเบิกประเทศก็ได้เป็ นกษัตริย์ในตอนแรก ต่อไป ก็เป็นซังวัง ตอนนี ้เป็ นแทซังวัง ช่างน่าภูมิใจเสียจริง ในที่ของแทซังวัง พัคซุนดูเหมือนว่าจะได้รับความสนใจจากคนที่นี ้เพราะเป็ นทูตจากเมืองหลวง พัค ซุนที่เห็นสิ่งนี ้ จึงผูกม้าที่ต้นไม้ข้างถนน แล้วหันไปทางประตูที่พักอย่างอ ้าอึ ้ง “ฝ่ าบาท!” คุกเข่าต่อหน้าเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอมาหลายปี พูดแค่ค าเดียวก็พูดต่อไม่ออก และน ้าตาก็ไหลทะลักออกมา ตอนนั ้นได้ยินเสียงแปลกมาจากไกลจึงหันมองไปยังถนนหลัก
44 ลูกม้าเรียกหาแม่ด้วยเสียงเรียกอย่าโศกเศร้า แม่ม้าที่ถูกผูกไว้ที่ลานหน้าที่พัก ดูเหมือนไม่สบายในที่เสียงของลูกม้าเป็ นแบบนั ้นจึงตะกุยดิน “ท่านผู้อาวุโสมาได้อย่างไร” เสียงนิ่มนวลของแทซังวังเรียกเพื่อนเก่า “พะยะค่ะ ฝ่ าบาท 45ปี แล้วที่ไม่ได้มาทักทาย” ก็ไม่สามารถพูดต่อได้อีก ลูกม้าค่อยๆส่งเสียงมากขึ ้น เหตุการณ์หน้าที่พักนี ้นี ้ที่เกิดผิดเวลาที่จริงๆ “นั ้นมันอะไร” แทซังวังถามเสียงเสียงดังแบบนี ้แก่เหล่าพัคซุน “ฝ่ าบาท โปรดประทานอภัย เป็ นม้าที่ผูกไว้ที่ถนนพะยะค่ะ ลูกม้าหาแม่ม้า แม่ม้าหาลูกม้า ค่อยส่ง เสียงหากันแม่ลูกคู่นี ้ถึงแม้จะเป็ นสัตว์ ก็ไม่ได้แตกต่างกับมนุษย์เลย” แทซังวังทรงมองดูแวบเดียวแล้วขมวดคิ ้วนิดหน่อย ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนเป็ นสีหน้าเศร้า พัคซุนค้างคืนสองสามวันที่นี ้แม้ว่านักเจรจาต่อรองนี ้จะทักษะแต่ก็ไม่ทักเรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์ใหม่ และหวังว่าจะมีโอกาสยังไงเสียความรักของบิดามารดากับบุตรก็ไม่สามารถตัดขาดได้ แทซังวังไม่ได้เกลียดกษัตริย์แทจงโดยแท้จริง หลังจากที่ลูกชายคนโตในบรรดาองค์ชายทั ้งแปด กลับไปการสืบทอดบัลลังก์แบบในระบบเครือญาติ องค์ชายฮวีอัน องค์ชายมูอัน องค์ชายอึยอันทั ้งสามองค์ ชาย เห็นหายนะของความขัดแย้งทางการเมืองนี ้ ส าหรับองค์ชายที่เหลืออยู่นี ้แทซังวังแทบจะเห็นไม่มี เหตุผลเลยที่จะอยากขึ ้นบัลลังก์ ช่วงเวลาที่พัคซุนพักแรม แทซังวังพยายามอยู่คนเดียวเท่าที่จะท าได้ เป็ นความเจ็บปวดที่ถึงแม้จะ ได้พบเพื่อนเก่าคนนี ้พระองค์ไม่กล้าตัดสินใจใดๆ ระหว่างเหตุผลกับความสงสาร