The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

김동인 작가의 단편소설을 선별하여 번역한 책입니다. 한국 현대문학에 관심이 있는 분들을 위한 책입니다. หนังสือรวมเรื่องสั้นคัดสรรของคิมดงอิน สำหรับผู้สนใจวรรณกรรมเกาหลีร่วมสมัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by SWU HM (Japanese, Chinese, Korean), 2023-11-14 19:54:39

รวมเรื่องสั้นเกาหลีของคิมดงอิน

김동인 작가의 단편소설을 선별하여 번역한 책입니다. 한국 현대문학에 관심이 있는 분들을 위한 책입니다. หนังสือรวมเรื่องสั้นคัดสรรของคิมดงอิน สำหรับผู้สนใจวรรณกรรมเกาหลีร่วมสมัย

Keywords: Korea short stories

45 ไม่กี่วันต่อมาพัคซุนก็ต้องออกเดินทางไป ตอนนั ้นพัคซุนเหมือนจะเปลี่ยนใจแทซังวังได้เพราะเขา คนนี ้ขอร้องไปหลายรอบจึงเชื่อว่าน่าจะยินยอม ตอนพัคซุนอยู่ใต้ลานที่พักก าลังจะกลับ แทซังวังก็ออกมาส่ง “ร่างกายเราต่างก็ชราลงเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไร” “อายุยืนหมื่นๆปีฝ่ าบาท ข้าคงชราไปก่อนแล้วเพราะงั ้นในอนาคตข้างหน้า ข้าคงแค่ไปที่ยมโลก” ตอนพูดแบบนั ้น ทั ้งสองที่เคยท างานร่วมกันในฐานะเพื่อนช่วงยุคปลายสมัยโครยอจับมือลา สุด ทายความจริงก็คือการจากลาครั ้งนี ้ ไม่ใช่ว่าแทซังวังจะไม่รู้ว่าพัคซุนหมายความอะไร หลังจากที่พัคซุนค่อยๆลับตาไปจากที่พัก พลทหารทั ้งหมดของแทซังวัง ขอสังหารพัคซุนเพื่อแทซังวัง เพียง แค่แทซังวังบอกให้สังหาร เหล่าพลทหารก็พร้ อมจะสร้ างความดีความชอบ หากแต่ว่าคนของแทจงเองก็รู้ และยอมรับความจริงที่ว่าพวกเขานั ้นจะถูกฆ่าทิ ้งทั ้งหมด หลังจากที่ส่งพัคซุนเรียบร้อย แทซังวังที่รับเสียงเรียกร้องจากเหล่าพลทหารทรงล าบากใจอย่างมาก ถึงแม้จะเป็ นกฎที่บอกไว้อย่างคลุมครือไม่ชัดเจนและมันไม่มีเหตุผลส าหรับเรื่องนี ้แทซังวังไม่อยากสังหาร ใครเลย “ใครจะไป” พระองค์ทรงถามว่าใครจะสังหารพัคซุน “ข้าเอง” “ข้าจะไป” ทุกคนต่างจะสร้างความดีความชอบ ถูกบีบคั ้นมากเท่าไร แต่ก็ทรงยินยอมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พอได้ลองคิดสักพักหนึ่ง ถ้าเป็ น ตอนนี ้พัคซุนคงข้ามแม่น ้ายงฮึงไปแล้ว “ถ้าข้ามแม่น ้าแล้วก็ให้ปล่อยไปซะ”


46 ทรงส่งดาบให้แก่พลทหาร และถ้าสั่งแบบนี ้ไปก็ทรงได้แต่อวยพรให้ ‘เพื่อนเก่า จงเดินข้ามผ่าน แม่น ้าอย่างปลอดภัย’ภายในใจ แต่จนถึงตอนนี ้ พัคซุนก็ยังไม่ได้ข้ามแม่น ้า ระหว่างทาง เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยท าให้เดินทางช้าลง ตอนพลทหารที่ได้รับดาบก็ ตามหลังพัคซุนมาถึง เป็ นตอนที่พัคซุนก าลังย้ายไปที่ท่าเรือข้ามฝากด้วยเท้า “พัคซุนดูเหมือนว่าจะก ่ากึ่งความเป็ นความตาย” หลังจากพลทหารกลับมา แทซังวังทรงซักถามข้อมูล พระองค์ไม่ได้มองพลทหารข้างหน้าเลย ทรง หนีไปร้องไห้ที่ห้องอย่างโดดเดียวทันที พระองค์ไม่อยากสังหารเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยด้วยมือตัวเอง ทรง ร้องไห้เสียใจกับโชคชะตาที่ต้องเสียชีวิตแบบนั ้น แต่ทว่าความตายของพัคซุนไม่ใช่ความตายที่ไร้ประโยชน์ เนื่องจากความตายของพัคซุนท าให้แท ซังวังทรงรู้ความหมายและเปิ ดใจประการแรก ทรงอยากเห็นความเป็ นไปของราชวงศ์ ประการแรก ไม่ได้ทรงเกลียดบรรดาองค์ชายจริงๆ ในบรรดาองค์ชายไม่ว่าใคร อยากเห็นความ เป็ นไปขององค์ชายและของกษัตริย์ใหม่ ประการที่สอง อยากทรงงาน อยากอยู่ในจุดที่เมืองหลวงที่เป็ นหัวใจของการเมือง ประการที่สามอยากปล่อยวางจากเรื่องความตายของเพื่อนเก่า ด้วยเหตุนี ้ ภายใต้เหตุผลมากมาย จึงทรงคิดทบทวนหลายครั ้ง ทรงคิดภายในใจว่าจะไปกลับเมือง หลวง ในเวลาอย่างนี ้ พระภิกษุมูฮักมาที่เมืองฮัมฮึงโดยมีพระราชสาสน์มาอีกครั ้ง ในช่วงต้นราชวงศ์ก่อตั ้งจุดเริ่มต้น การเมืองหลวงนั ้นมีพื ้นที่น้อยมากการเลือกเมืองหลวงนั ้น พระภิกษุมูฮักได้ช่วยเหลือในเรื่องนี ้ พระภิกษุมูฮักพิจารณาดูภูมิประเทศและได้เลือกเมืองหลวงแห่งนี ้(ฮัน


47 ยัง) ‘ที่ตั ้งนี ้เหมาะสม เมืองหลวงเหมาะกับภูเขานัมซัน’ ได้ช่วยเหลือแบบนี ้ จึงเป็ นที่ไว้วางใจและการ ยอมรับพระภิกษุมูฮักที่อยู่ใต้อ านาจของแทจงถูกส่งเป็ นทูตน าสาสน์ไปถึงแทซังวัง การมาถึงของพระภิกษุมูฮักนั ้นมีความหมายและถูกเวลา “ตัดสินใจแล้วหรือยัง” พระภิกษุมูฮักถามอย่างยิ ้มแย้ม “ฝ่ าบาท ข้ารอคอยมาหลายสิบปี แล้ว และตอนนี ้ข้ามอบความสุขสงบให้ท่าน”. ช่วงเวลาหลายสิบวันที่ค้างแรม พระภิกษุมูฮักเปิ ดเผยถึงข้อเสียของกษัตริย์ใหม่ให้แทซังวังทราบ ความใส่ร้ ายดูหมิ่นในเครือญาติเป็ นความผิดพลาดของกษัตริย์ เพื่อสังเกตความเมตตาของแทซังวัง สิ่งที่ พระภิกษุมูฮักสังเกต พบว่าแทซังวังไม่ค่อยชอบพูดถึงข้อเสียของกษัตริย์ใหม่ หลังสังเกตมาหลายสิบวัน และได้โอกาสเงียบๆ พระภิกษุมูฮักคุกเข่าขอร้องด้านหน้าแทซังวัง “ฝ่ าบาท งานที่ทรงสร้างขึ ้นของฝ่ าบาทตอนนี ้มีประโยชน์นัก” ”ถ้าฝ่ าบาทไม่แก้ไขตอนนี ้ข้าเกรงว่ากิจการที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างด้วยความอุตสาหะจะสูญเปล่าได้” “ท่าน พูดอย่างนั ้นหมายความว่าอย่างไร ” ตอนที่ค าพูดที่ถามนี ้ พระภิกษุมูฮักน ้าตาไหลและหมอบกราบเรียน “ฝ่ าบาท บาปใดๆที่ทรงรู้ วิธีแก้และบาปใดๆที่ทรงไม่รู้ วิธีแก้มีมากมาย ฝ่ าบาทไม่สังเกตเห็นหรือ กษัตริย์ที่ทรงอยากได้ไม่ได้มาจากโอรสของมเหสีคนแรก เจ้าชายอิกอันเองก็ไม่ทรงปราดเปรื่อง ไม่ใช่ท่านนี ้ ที่เหลืออยู่หรอกหรือ หากฝ่ าบาทไม่ทรงละทิ ้งเสีย ในอนาคตจะไม่เป็ นเรื่องน่าเสียใจตลอดชีวิตของฝ่ าบาท หรือ อยากมอบราชสมบัตินี ้แก่ตระกูลอื่นหรือ ไม่อยากทิ ้งราชสมบัติให้สายโลหิตของฝ่ าบาทหรือ ตอนนี ้ สละบัลลังก์แล้วแต่ยังไม่เป็ นปึกแผ่นเลย โปรดทรงคิดทบทวนด้วย”


48 ส าหรับค าถามที่ความจงรักภักดีของพระภิกษุมูฮัก แทซังวังไม่ได้ทรงตอบเพียงแค่นั่งหลับตา เท่านั ้น ก่อนหน้านี ้การกลับไปเมืองหลวงเป็ นเรื่องที่พระองค์ต้องการอยู่ภายในใจเป็ นโอกาสของพระภิกษุมู ฮักที่จะได้กลับไปอยู่ที่เมืองหลวงฮันยังที่เคยอยู่เมื่อนานมาแล้ว หลายวันต่อมา พระภิกษุมูฮักชักจูงอีกครั ้งแล้วครั ้งเล่า ในที่สุดแทซังวังก็สั่งคนรับใช้ใกล้ชิดให้ เตรียมน าขบวนกลับไปเมืองหลวง ด้วยเหตุนี ้ แทซังวังได้ทรงน าตราแผ่นดินติดตัวพระองค์ และมอบสิ่งนี ้ให้กษัตริย์ผู้เป็ นโอรส จากนั ้น พระองค์กับพระภิกษุมูฮักก็ออกเดินทางจากเมืองฮัมฮึงกลับไปเมืองหลวง


49


50


51 บทบัญญัติอันศักด์สิิทธ์ิ (แปลจากเรื่อง 명문) เสมียนชอนเป็ นชาวคริสต์ที่ดีอีกทั ้งยังเป็ นผู้ดีและเป็ นเศรษฐี เดิมทีเขาศึกษาแนวคิดทุกประการ ของเล่าจื๊อและขงจื๊ออย่างเคร่งครัดในบ้านของผู้เป็ นบิดา ทว่าในวันหนึ่งเขาได้เข้าโบสถ์และได้ฟังค าสอน ของศาสนาคริสต์ในวันนั ้นเขารู้ สึกตกใจที่ตนเองไม่รู้จักอุดมการณ์ในชีวิต และตระหนักว่าตนรู้ เท่าไม่ถึง อนาคต นับตั ้งแต่วันนั ้นเสมียนชอนจึงได้กลายมาเป็ นชาวคริสต์อย่างสมบูรณ์ ในระหว่างที่เขานับถือพระเยซู สิ่งแรกที่ท าคือเปลี่ยนให้ภรรยาเป็ นคริสเตียน เดิมทีเขาใช้ค าเรียก คู่ครองอย่างหยาบๆว่าเมีย แต่หลังจากนั ้นเขาเรียกเธออย่างยกย่องว่าภรรยา เขาปลงผมและตั ้งใจที่จะ แนะน าศาสนาคริสต์ให้แก่พ่อและแม่ด้วย “เราไปสวรรค์กันเถอะ” ผู้เป็ นแม่พูดขึ ้น “สวรรค์งั ้นเหรอ? สถานที่ที่มีดอกไม้ผลิบานตลอดสี่ฤดูน่ะเหรอ? ที่สวนบ้านเราก็มีดอกไม้ที่บานใน ฤดูหนาว ไม่ต้องไปที่สวรรค์ก็ได้... ยังไม่ตายแต่อยากจะไปสวรรค์? ท าเป็ นพูดดีไปนะ เจ้าจงฟังข้าให้ดี การ ตายของผู้คน คือการที่วิญญาณดับไป เหลือเพียงแค่กายหยาบ ไม่ใช่การดับไปของกายหยาบ แต่เป็ นการ ดับไปของดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณจะไปสวรรค์งั ้นเหรอ? ช่างเป็ นค าพูดที่โง่เง่า โง่เง่าเสียจริง ฮ่าๆๆ” พ่อ ตอบไปและหัวเราะเยาะ ก่อนที่จะพูดท้วงขึ ้นมาอีกว่า “ไอ้ลูกคนนี ้! ท าเป็ นนับถือพระเยซูเหมือนในพวกผู้ดีงั ้นเหรอ? ตัดผมอย่างกับพวกไพร่ ถ้ามาพูด แบบนี ้ต่อหน้าข้าอีกที ข้าจะตัดหัวเจ้าซะ” ในขณะที่เสมียนชอนสวดภาวนา พ่อของเขาเดินกลับเข้าไปในห้องของตน บ้านที่เคยสงบสุขหลังนี ้ ตั ้งแต่มีศาสนาคริสต์เข้ามาก็เกิดแต่ปัญหาทั ้งน้อยใหญ่ หลังจากที่เสมียนชอนเริ่มนับถือพระเยซู พ่อของเขาเคยท าบาปอยู่ข้อหนึ่ง คือการเชื่อเรื่องไสย ศาสตร์ เขาหัวเราะเยาะลูกชายของเขาและเรียกหมอดูกับคนทรงเข้ามา ท าให้ในบ้านมีแต่ความวุ่นวาย


52 “ช่วยน าพระเยซูของลูกชายข้าผูกติดกับวิญญาณของท่านร่างทรง และขอให้บุญของข้าช่วยเหลือ ลูกชายข้าที” บางครั ้งเสียงหัวเราะลั่นของพ่อก็หลุดรอดเข้ามายังห้องนอน และทุกๆครั ้งน ้าตาของลูกกตัญญู อย่างเขาไหลออกมา เสมียนชอนออกจากห้องด้านหลังไปเพื่อสวดภาวนาให้พ่ออีกครั ้ง ศาสนาคริสต์ไม่เพียงแต่จะเข้ามาในบ้าน แต่ฝังรากลึกลงไปในจิตใจของเสมียนชอนอีกด้วย “พระบิดาผู้อยู่บนฟากฟ้ า ได้โปรดให้อภัยต่อบาปของพ่อผู้เป็ นเลือดเนื ้อเชื ้อไขของข้าด้วยเถิด เขา เป็ นคนดีไม่เคยแม้แต่จะบาดหมางกับผู้ใด บาปอย่างเดียวที่มีคือการที่พ่อข้าไม่รู้ถึงหลักธรรมและปัญญา ของพระผู้เป็ นเจ้า ผู้ซึ่งดลบันดาลทุกสิ่ง นอกจากการที่เขาหัวเราะเยาะข้า ไม่มีอะไรที่เขาท าผิด ตัวข้าที่ เลือดเนื ้อเชื ้อไขของเขาผู้นี ้ไม่เคยนับถือเทพองค์อื่นเลย ได้โปรดให้อภัยต่อบาปของพ่อข้าด้วยเถิด” เขาสวด ภาวนาเช่นนี ้บ่อยๆในห้องด้านหลัง


53 วันนี ้ก็เช่นเดียวกับวันอื่นๆ เสียงภาวนาของเขาดังออกมาจากห้องด้านใน ทว่าพ่อของเขา(ที่ไม่ สามารถเข้ามาในห้องของลูกสะใภ้ได้) ก าลังยืนอยู่นอกประตู เสมียนชอนที่เห็นเช่นนั ้นก็ตกใจเพราะใบหน้า อันมีเกียรติของบิดาแสดงถึงการยอมจ านนและพ่อก็ทรุดนั่งลงอยู่ตรงนั ้น “ขอบใจเจ้านะ บอกให้พระเจ้ายกโทษให้ข้าหรือ? ข้าคือจอหงวนชอน ผู้ที่ปฎิบัติตนดีไม่เคยท า บาปสักอย่างเดียว เจ้าพูดถึงบาปของข้างั ้นเหรอ? ไอ้ลูกคนนี ้ ! บาปของพ่อเจ้ามันคืออะไร ตอบมาสิ!” เสมียนชอนเงยหน้าขึ ้น “ท่านพ่อ ข้าจะบอกให้ท่านฟัง พระเจ้าเองก็ทรงภาวนาให้ท่าน ถึงแม้จะไม่ มีเรื่องอื่นที่ท่านท าผิด แต่การที่ท่านไปนับถือเทพองค์อื่นนั ้นเป็ นบาปอันใหญ่หลวง” “ฮ่าๆ ความริษยาของพระเจ้าของเจ้านี่หนักหนาเหมือนกัน นี่ เจ้าจงฟังและจ าค าข้าไว้ให้ดี ข้าคือ จอหงวนชอน จอหงวนชอนผู้นี ้เกลียดความริษยายิ่งกว่าบาปใดๆ อย่างที่เจ้ารู้ ว่าข้าเกลียดความริษยาของ คนเป็ นเมียหลวงที่เห็นสามีตนไม่ยอมทิ ้งเมียน้อย ข้านับถือพระเจ้าที่มีความริษยามากมายของเจ้าไม่ได้ หรอก ฮ่าๆๆ พระเจ้าของเจ้านี่เหมือนกับเมียหลวงที่ข้าว่าเลยนะ” คนเป็ นพ่อหัวเรออกมาก่อนจะเดินจากไป หลังจากนั ้นไม่นานเสมียนชอนผู้เป็ นลูกชายของจอหงวนชอนก็ถูกไล่ออกจากบ้าน ด้วยความผิดที่ นับถือพระเยซู ตอนที่ถูกไล่ออกมา ผู้เป็ นแม่ก็ได้แอบยัดเงินจ านวน 1,000 วอนใส่มือของเขา ตัวเขาเอง ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองผู้เป็ นพ่อที่ไล่ตนออกจากบ้านแต่กลับโศกเศร้าเพราะท่าทีที่ลบหลู่พระผู้เป็ นเจ้าของพ่อ


54 เขาเช่าบ้านหลังเล็กๆและได้เริ่มเป็ นนักประพันธ์เขาซื่อสัตย์และขยันขันแข็งเช่นเดียวกับที่ซื่อสัตย์ และศรัทธาต่อพระเยซู เสมียนชอนมีความเชื่อมั่นที่ฝังลึกอยู่ในหัวคือคุณธรรม 3 ประการ ข้อแรกคือการ ศรัทธาพระเยซู ข้อสองคือความซื่อสัตย์ ข้อสามคือการอ่อนน้อมถ่อมตน เขาได้ปฏิบัติตนท าสิ่งต่างๆ ทั ้งหมดบนหลักที่เรียกว่า ‘คุณธรรม’ เขาได้สวดภาวนาให้แม้แต่กับขงจื๊อและเล่าจื๊อที่จากโลกไปก่อนที่พระ เยซูจะประสูติอีกด้วย กิจการของเขาที่ด ารงอยู่บนความซื่อสัตย์และอ่อนน้อมถ่อมตน จนกระทั่งเจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าจะ เป็ นเงินเหรียญค่าขนมของเด็กมูลค่าเพียงแค่5 พุน หรือ 10 วอน ไปจนถึงธนบัตรมูลค่า 100 วอน ก็เข้า ออกไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่ากิจการของเขาจะรุ่งเรืองขึ ้น ทว่าเงินก้นถุงของเขากลับไม่เพิ่มขึ ้นเลย ก่อนหน้านี ้ที่เขาอาศัยอยู่ในบ้านของพ่อ เขาไม่เคยได้ยินเรื่องของพ่อจนกระทั่งได้ออกมาเผชิญกับ โลกภายนอก จึงได้รับรู้ถึงสิ่งที่ไม่ดีของพ่อ สิ่งนั ้นก็คือความตระหนี่ถี่เหนียว ‘หากท่านพ่อมีทรัพย์สมบัติเพียงพอแล้วก็ ควรจะแบ่งปันให้แก่คนอื่นบ้าง...’ เมื่อเขาคิดได้เช่นนั ้น เขาจึงรวมก าไรที่ได้จากการประกอบกิจการ ไปบริจาคยังที่ต่างๆในนามของ พ่อ ครั ้งละ 100 วอน 500 วอน และกล่าวว่าเป็ นสิ่งที่เขาสุขใจและตั ้งใจจะท าเพื่อพ่อ “เมียที่รัก เจ้ารู้ข่าวที่คนพูดกันว่าพ่อของเราเป็ นคนตระหนี่บ้างไหม?” เขาถามภรรยา “วันก่อนข้ายืนอยู่ที่ถนน ได้ยินว่าในหนังสือพิมพ์ลงข่าวท่านพ่อบริจาคเงินให้คนยากไร้นี่คงเป็ น การเริ่มต้นจิตกุศลที่ดีในช่วงบั ้นปลายชีวิตของท่านนะคะ” “ในหนังสือพิมพ์งั ้นเหรอ?” หลังจากวันนั ้นต้นมา เขาก็เริ่มไปซื ้อหนังสือพิมพ์มาอ่าน วันหนึ่ง เขาได้บริจาคเงิน 1,000 วอนในนามของพ่อเพื่อสร้ างโบสถ์ จากนั ้นก็รอให้เรื่องนั ้นลง หนังสือพิมพ์ สองสามวันต่อมาเขาก็วิ่งโห่ร้ องถือหนังสือพิมพ์โบกไปมาเข้ามายังห้ องนอน ในหน้ า หนังสือพิมพ์พิมพ์ตัวใหญ่ว่าใต้เท้าชอนซองชอล ได้บริจาคเงิน 1,000 วอนในการก่อสร้างโบสถ์


55 “เมียที่รัก มาสวดภาวนากันเถิด ขอให้พระผู้เป็ นเจ้า ได้โปรดอภัยต่อบาปของพ่อข้าด้วยสิ่งนี ้ด้วย ขอความเมตตาจากท่านด้วยเถิด อาเมน” “นี่ เจ้า ดูนี่สิ ท่านพ่อจะต้องดีใจแน่ๆ” ผ่านไปอีกสองสามวัน เย็นวันนั ้นผู้เช่าบ้านของพ่อที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปีมาหาเขาที่บ้าน เขาผู้ นั ้นได้ให้เงินมา 1,000 วอนและบอกถึงสิ่งที่พ่อได้ฝากมา ใจความว่า ‘เจ้าบริจาคเงินสร้างโบสถ์ในนามของข้า เพื่อจะได้ลงหนังสือพิมพ์ จากนี ้ไปอย่าหากินกับชื่อของข้า อีก? ถ้ามีเงินพอที่จะสร้างโบสถ์ เอาไปซื ้อที่ดินจะดีกว่า ถ้าหาเงิน 1,000 วอนได้ก็ส่งมาไม่ต้องไปสร้างอะไร แบบนั ้นอีก!’ หลังจากที่เขาได้ยินเช่นนั ้นก็น ้าตาไหลออกมา และวันถัดมาเขาก็ไปที่โบสถ์อีกครั ้ง และได้บริจาค เงินไป 1,000 วอน โดยไม่เอาลงหนังสือพิมพ์ เวลาผ่านพ้นไปกว่า10 ปี จากเสมียนชอนคนหนุ่มอายุ 20 กว่าๆที่ถูกไล่ออกจากบ้านของพ่อ ไม่ทัน ได้รู้ตัวก็กลายเป็ นคนอายุ30 กว่าปีแล้ว ทว่าชีวิตของเขาก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิม ก าไรจากกิจการที่ได้มาก็ น าไปบริจาคในนามของพ่อ ยังคงสวดภาวนาให้แก่พ่อและแม่ และยังคงด าเนินกิจการด้วยความซื่อสัตย์ และอ่อนน้อมเสมอมา และในปีที่เขาอายุได้ 30 ปี พ่อของเขาก็ได้ป่วยเป็ นโรคที่คาดไม่ถึงและอาการทรุด หนักลง ลูกชายคนเดียวอย่างเขาก็ได้กลับไปพบผู้เป็ นพ่ออีกครั ้ง เขาทรุดตัวลงจับมือของพ่อที่ก่อนนี ้เคย แข็งแรงก าย า แต่ตอนนี ้กลับซีดเซียวด้วยโรคเส้นเลือดอุดตัน


56 “พระผู้เป็ นเจ้าของเรา” ผู้เป็ นพ่อมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาลงราวกับร าคาญใจ ทว่าเสมียน ชอนนั ้นเห็นความรักอันอบอุ่นจากสายตาที่ซ่อนอยู่ของพ่อ ในฐานะที่ไม่ได้เจอกันมานาน เขาหมอบลงสวด ภาวนาด้วยเสียงสะอื ้นอยู่ตรงนั ้น เขาภาวนาอย่างแรงกล้าต่อพระเจ้าหลายหมื่นครั ้งด้วยดวงจิตที่ดีและน่า เวทนา ดวงตาของผู้เป็ นพ่อสั่นไหวก่อนจะหลับตาลง “เจ้าสวดภาวนาให้แก่ข้าหรือ? หึ ! พระเยซู” ผู้เป็ นพ่อเริ่มพูดด้วยถ้อยค าที่นิ่งเรียบก่อนจะสะบัดมือ ลูกชายที่จับไว้อยู่แล้วตะโกนเสียงดัง “ออกไปซะ! ไสหัวไป! จนข้าจะสิ ้นใจอยู่แล้ว พระเจ้าห่านรก! ไปสวดภาวนาที่โบสถ์พระเยซูไป!” เสมียนชอนไม่สบายใจจึงเดินออกมา ผู้เป็ นแม่เองก็ตกใจเลยรั ้งเสมียนชอนเอาไว้ด้วยมือสั่นเทา ทว่าการสวดภาวนาของเสมียนชอนไม่ได้หยุดลง เขาถอยออกมาและภาวนาให้แก่ดวงจิตที่ดีแต่น่าเวทนาที่ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้เป็ นพ่อก็ร้องไห้ก่อนจะหลับตา และกวักมือเรียกลูกชายให้เข้ามา “สวดภาวนาซะ ถึงมันจะไร้ประโยชน์ แต่ถ้าเจ้าอยากท าก็ท าซะ ส าหรับข้าแล้วเจ้างดงามกว่าพระ เจ้า เอาสิ ข้าบอกว่าให้สวดภาวนาไง....” เสมียนชอนจับมือของพ่อแล้วร้องไห้ ในค ่าคืนนั ้นจอหงวนชอนซองชอลก็ได้จากโลกนี ้ไป ถึงเขาจะมีชื่อเสียงเลื่องลือถึงความตระหนี่ แต่ผู้คนทั ้งเมืองมาไว้อาลัยกับการจากไปของจอหงวน ผู้มีเกียรติผู้นี ้ผู้ไว้อาลัยมารวมตัวกันมากมายราวกับก้อนเมฆ เสมียนชอนเหม่อมองไปยังต้นกล้าต่างๆที่พลิ ้วไหวไปมาบนผืนดิน ก่อนจะกวาดตามองผู้คนที่ มาร่วมไว้อาลัย ที่จริงแล้วตัวเขา นายชอนผู้นี ้เป็ นเพียงสามัญชนที่ท ากิจการเล็กน้อย แต่กลับได้ขึ ้นมาเป็ น ถึงเสมียนชอน เป็ นลูกชายคนโตของวงศ์ตระกูลสูงส่ง แม้ว่าเขายังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็ นอะไร เขารู้เพียงว่าตนเองเพียงได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าเท่านั ้น


57 หลังจากเสมียนชอนได้เข้ามานั่งเป็ นใต้เท้าคนใหม่ เขาได้สร้ างศาลากลางหนึ่งหลังภายใต้นาม ความปณิธานของพ่อผู้ล่วงลับ และตั ้งชื่อศาลากลางนี ้ว่าอาคารซองชอล ชาวบ้านมารวมตัวที่พิธีสร้างอาคารศาลากลางและอวยพรให้แก่ดวงวิญญาณของจอหงวนชอนที่ จากไป เสมียนชอนมีสีหน้ายิ ้มแย้มและได้เข้าร่วมพิธีสร้างอาคารนี ้ และเมื่อกลับมาที่บ้านของตนก็ได้เอ่ย ถามภรรยาขึ ้น “เมียที่รัก เมื่อเงินสามารถซื ้อชื่อเสียงเกียรติยศได้เช่นนี ้ จะมีเรื่องดีๆอื่นใดอีก? อา... ที่รัก มาสวด ภาวนาให้ท่านพ่อกันเถิด” แม้เขาใช้ชีวิตบนเงินและเกียรติยศเช่นนั ้น แต่เขาก็ไม่ได้ฟุ่ มเฟื อยเลยสักนิด ไม่สิ ถึงตั ้งใจจะใช้ชีวิต อย่างฟุ่ มเฟื อยแต่เขาก็ไม่สามารถท าได้ เนื ้อที่มีไขมันเยอะท าให้กระเพาะของเขาไม่สามารถย่อยได้ ถ้าเขานั่งรถที่มีคนลากให้ขาก็จะเหน็บ ชาจนทนไม่ไหว ก่อนหน้านี ้ที่ท ากิจการ เขากินผักและสูบบุหรี่ราคาเพียง 5 ชอน เดินเท้าได้เป็ น 10 ลี ้ และ เขาใช้เงินที่เหลือจากรายได้มาใช้ในการกุศลทั ้งหมด ทว่าวันหนึ่ง ปี ศาจก็ได้ขึ ้นมาจากหลุม และเรื่องราวอันตึงเครียดก็เกิดขึ ้นในบ้านของเสมียนชอน แม่ของเขาที่อายุกว่า 70 ปีเริ่มสติเลอะเลือน แม่เริ่มพูดแปลกๆ และเป็ นครั ้งแรกที่แม่พูดถึงการ สะใภ้อายุเกือบ 40 ไม่สามารถตั ้งท้องลูกได้สักคน ซึ่งเธอเริ่มบ่นเรื่องนั ้นกับทุกคน “นังนี่มันท าตัวแย่ ตั ้งท้องลูกสักคนก็ไม่ได้ วันๆเอาแต่ร้องเรียก พระเจ้า พระเจ้าเป็ นผัวนางหรือไง?” เมื่อแม่พูดค าเหล่านั ้นออกมา เสมียนชอนก็หัวเสียแล้วเดินพรวดออกไปจากห้องด้านหลังแล้วสวด ภาวนาให้ผู้เป็ นแม่ที่พูดค าร้ายๆออกมา ทว่าสิ่งเหล่านั ้นเป็ นเพราะโรคสติฟั่นเฟื อนของแม่ ท าให้เธอมีพฤติกรรมที่ร้ ายกาจ ไม่เพียงแต่กับ ภรรยาของเขา แต่พาลไปถึงเรื่องตั ้งแต่ไม้จิ ้มฟันยันเรือรบ “พวกเจ้าดูหมิ่นว่าข้าแก่สินะ หึ!.. มันช่างน่าแค้นใจซะจริง!” ในขณะที่พูดนางก็ล้มตัวลง พลาง ร้องไห้อย่างหนัก นอกจากนั ้นแม่ยังส่งเมียน้อยเข้าไปในห้องของเสมียนชอนกลางดึกอีกหลายครั ้ง เสมียน ชอนขับไล่นางออกไปสามสี่ครั ้ง จนถึงตอนนี ้เขาหวั่นใจไม่น้อยกับสิ่งที่ผู้เป็ นแม่ท า


58 “ไอ้พวกคนหนุ่มสาวที่มารบกวนข้า ไอ้พวกที่จะไล่คนรับใช้ของบ้านหลังนี ้ออก ไอ้พวกน่าไม่อาย อย่างน้อยข้าก็คลอดลูกชายอย่างเจ้าและท าให้เจ้าได้สืบทอดบ้านหลังนี ้ต่อ” วันหนึ่ง เสมียนชอนมองออกไปยังหน้าต่าง เห็นแผ่นหลังของผู้เป็ นแม่ ราวกับว่าก าลังบ่นพึมพ า อะไรสักอย่างอยู่ที่ลานบ้าน ในตอนนั ้นเขาเห็นชายรับใช้ก าลังล้อเลียนแม่อยู่ จึงต่อยเข้าที่ด้านหลัง ที่จริงแล้วการมีชีวิตอยู่ของท่านแม่นั ้นก็ไม่ได้มีค่าอะไร ตัวของเสมียนชอนเองนั ้นรู้ว่ามีประเทศที่ชื่อ ว่าเยอรมัน และรู้ อีกว่ามีนครที่ชื่อว่าเบอร์ลิน ทว่าท่านแม่นั ้นไม่รู้ เสียด้วยซ ้าว่าประเทศนั ้นอยู่ตรงไหนบน โลกใบนี ้ จะมีใครมีชีวิตที่น่าเวทนาเช่นนี ้อีกล่ะ? ไม่เพียงเท่านั ้น เพราะความสติฟั่นเฟื อน บางทีท่านแม่เอง ก็ลืมว่าห้องครัวในบ้านอยู่ตรงไหน บางทีก็ลืมว่าตัวเองมีหรือไม่มีหลานชาย บางทีก็พูดวิงวอนแบบไม่มีปี่ มี ขลุ่ยว่าช่วยพาไปหาหลานชายที่ชื่อว่าบกซน ทั ้งที่ไม่เคยมีอยู่จริง และบางครั ้งพวกคนใช้ก็ทุบตีท่านแม่... เสมียนชอนคิดว่าการใช้ชีวิตเช่นนี ้นับวันก็เหมือนการสบประมาทตนเอง และสรุปได้ว่าต้องท า อะไรบางอย่างเพื่อแม่ เพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น เพื่อเป็ นการแสดงความกตัญญูต่อท่านแม่ เสมียนชอนคิดถึงการส่งแม่ไปยังภพหน้า ที่จริงแล้วนั่น เป็ นเพราะเสมียนชอนที่มีจิตใจดีไม่สามารถทนเห็นแม่ได้รับความอับอายจากการได้รับอภัยโทษได้ “พระผู้เป็ นเจ้า พระผู้ซึ่งสามารถชะล้างความผิดบาปมหาศาลบนโลกใบนี ้ ตอนนี ้เป็ นเพราะแม่ของข้า ข้าได้ ท าบาปที่เป็ นความเกลียดชังขึ ้นมา ไม่ใช่เพียงท่านแม่เท่านั ้นใช้ชีวิตอย่างยากล าบาก แต่คนในบ้านก็ไม่ สามารถสงบใจได้ ข้าคิดว่าการส่งท่านแม่ไปหาท่าน คงจะเป็ นสิ่งที่ดีและสมควรที่สุดแล้ว” เป็ นที่รู้กันดีว่า เมื่อดูจากสภาพร่างกายที่อ่อนแอ แม่ของเขาไม่น่าจะอยู่ได้เกิน 1 ปีผู้เป็ นแม่ก าลัง จะจากไปแม้ไม่ใช่โดยฝี มือของเขา เสมียนชอนดูแลผู้เป็ นแม่ที่ตอนนี ้สภาพร่างกายไม่ต่างจากศพ เขาได้ เห็นสภาพเช่นนั ้นก็ตั ้งใจว่าจะดูแลแม่ต่ออีกหน่อย สองวันต่อมา แม่ของเขาอาเจียนอย่างหนักก่อนจะจากโลกใบนี ้ไป .....


59 หลังจากนั ้น 1เดือน เขาก็ได้รับหมายเรียกให้ไปพบหัวหน้าอัยการ เขาเล่าเรื่องทั ้งหมดอย่างไม่ ลังเล และตั ้งแต่คืนนั ้นเขาก็ถูกจ าคุกอยู่ในเรือนจ าส าหรับนักโทษรอพิจารณาคดีและ 1 เดือนผ่านไปก็มี การเปิ ดการพิจารณาคดีของเขา เขาปฎิเสธข้อกล่าวหาไม่ลังเล “ไม่ นี่มันไม่ยุติธรรม ข้าเพียงแค่วางมือไว้ที่แม่ผู้มีเมตตาเท่านั ้น ให้ตายสิ... ยังไงซะ แม่ของข้าก็อยู่ ได้ไม่เกิน 1ปีข้าก็แค่ช่วยให้แม่หลับอย่างสบายด้วยมือข้า... นี่มันช่างไม่ยุติธรรมซะจริง...” อัยการลุกขึ ้นโต้แย้ง ไม่มีกฎหมายที่ไหนเห็นชอบกับการฆ่าคนที่อายุเหลือไม่ถึงปีแม้แต่การฆ่าคน ที่อายุเหลือไม่ถึง 5 หรือ 10 นาที ก็ถือเป็ นฆ่าโดยสมบูรณ์แบบอยู่ดี ดังนั ้นค าค้านของจ าเลยจึงตกไป “ข้าจะไม่โต้แย้งกับท่านแล้ว”เขาหาค าโต้แย้งอย่างสมเหตุสมผลไม่ได้จึงตอบโต้กลับไปเช่นนั ้น “อย่างไรก็ตาม ท่านได้ท าการฆาตกรรมจริงหรือไม่?” ผู้พิพากษาถามเสมียนชอนอีกครั ้ง “ไม่จริงขอรับ” “เจ้าอย่ามากลับค าแบบนี ้ ถ้าอย่างนั ้นเจ้าได้ลงมือท าให้แม่ของเจ้า ‘นอนหลับ’ จริงหรือไม่?” “เป็ นจริงขอรับ” “แล้วนั่นไม่ใช่ความผิดหรอกหรือ”


60 “เป็ นไปไม่ได้ ข้าเพียงช่วยท่านแม่ให้พ้นจากสภาพอันเวทนาเท่านั ้น นั่นไม่ใช่ความผิดนะขอรับ” “อย่างไรก็ตาม นั่นถือเป็ นการฆ่า....” “ไม่ใช่นะขอรับ” “การท าให้คนนอนหลับไปตลอดกาลไม่ใช่ความผิดงั ้นหรือ?” “การช่วยสงเคราะห์ให้คนๆนั ้นนอนหลับ ควรจะได้สิ่งตอบแทนขอรับ” และการตัดสินคดีก็จบลงเช่นนั ้น หลังจากนั ้น 10 วัน เขาก็ได้รับโทษประหารชีวิต ณ ตอนนั ้นเอง เขาได้กล่าวว่า “มีเพียงพระเจ้าเท่านั ้นที่รู้ พวกท่านไม่ได้รู้อะไรเลย” “เจ้ารู้สึกไม่ได้รับความเป็ นธรรมอย่างงั ้นหรือ?” “ข้าถูกใส่ร้าย” “เจ้าฆ่าแม่....” “ไม่จริง” “การท าให้หลับ (ผู้พิพากษาพูดก่อนจะยิ ้มออกมา) ก็สมควรตาย” “พวกท่านไม่เข้าใจ มีแต่เพียงพระเจ้าเท่านั ้นที่รู้” “ถ้ารู้สึกไม่ได้รับความเป็ นธรรมก็ฟ้องร้องซะ” “ข้าจะขึ ้นไปถามกับพระเจ้าที่เบื ้องบน..” เขาเดินคอตกออกมา


61 ในวันที่พี่ชายไปประจ าที่โบสถ์ อนุศาสนาจารย์ได้บอกให้เขาส านึกผิดและปรับปรุงตัว แต่เสมียน ชอนปฎิเสธกลับไปว่าข้าไม่มีเรื่องที่ต้องส านึกผิด ตามประสงค์ของพระเจ้า การท าให้แม่นอนหลับไม่ใช่ ความผิด ถ้าหากพิสูจน์ความจริงของกฎหมายได้แล้วถูกประหาร ก็ขอให้พวกท่านท าตามนั ้น ในตอนนี ้ใร ค าพูดมากมายที่แทรกแซงจิตใจข้า ข้าคือชาวคริสต์ที่ศรัทธาพระเจ้า รักษาศีลข้อ 5 ในบัญญัติ 10 ประการที่ว่าจงกตัญญูต่อบุพการี... เขาตอบไปเช่นนั ้น หลังจากนั ้นประมาณ 1 ชั่วโมง ดวงวิญญาณของเขาออกจากร่างไป ดวงวิญญาณของเขาออกจากร่างไปยังสวรรค์แล้วเคาะประตู ทูตสวรรค์น าดวงวิญญาณของเขามายังที่นั่งตัดสินคดี ผู้พิพากษาบนบัลลังก์สั่งให้เขาเล่าเรื่องชาติ ก่อนให้ฟังทั ้งหมด เขาเองก็เล่าเรื่องราวทั ้งหมดโดยไม่ขาดหายไปแม้แต่น้อย “อืม เจ้าจงเล่าเรื่องที่คับแค้นใจขณะที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่บนโลกมา” “ไม่มีขอรับ” “ไม่มีอย่างนั ้นหรือ? ถ้าอย่างนั ้นเรื่องที่เจ้าปลื ้มปิติล่ะ” “มีอยู่สองเรื่องขอรับ เรื่องแรกคือ หลังจากที่ท่านพ่อจากไป ข้าได้สร้างศาลากลางหลังใหญ่ในนาม ของท่าน ผู้คนที่เคยต าหนิว่าพ่อข้าว่าเป็ นคนตระหนี่ก็มาร้องสรรเสริญพ่อข้า ช่างเป็ นเรื่องที่น่ายินดีเสียจริง” “แล้วอีกเรื่องล่ะ?” “เป็ นเรื่องที่ท าให้ท่านแม่นอนหลับขอรับ ประการแรก นั่นเป็ นสิ่งที่รักษาชื่อเสียงของท่านแม่ได้ ประการที่สอง การจากไปของท่านแม่ท าให้คนในบ้านเบาใจและสบายใจได้ แบบนี ้ก็ถือว่าแม่ได้ท าความดี ด้วยตนเองแล้ว” ผู้พิพากษาเพ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองไปยังดวงวิญญาณของเขาและพิจารณาความผิดก่อนจะตัดสินว่า “พวกเจ้า พาวิญญาณดวงนั ้นไปลงนรกซะ”


62 ดวงวิญญาณของเสมียนชอนนิ่ง ด้วยความความสับสนในค าตัดสิน ทว่าเมื่อทูตทั ้งสองมาจับกุม ตัวเขา เขาก็ตะโกนออกไปดังลั่นด้วยความตื่นกลัว “ท าไมถึงพาข้านรก? ท่านเป็ นใครกันแน่?” “ข้าหรือ?” สายตาอันเฉียบคมของผู้พิพากษาวาบเป็ นประกาย “ข้าคือยะโฮวาห์” “ว่ายังไงนะ? ท่านคือพระยะโฮวาห์งั ้นหรือ? ถ้าอย่างนั ้นท่านก็ต้องเข้าใจอย่างดีเลยสิ ข้าไม่มี ความผิดอะไรที่จะต้องไปลงนรก สิ่งที่ข้าท าลงไปล้วนแต่เป็ นความดีทั ้งสิ ้น” “เจ้าจงฟังข้า เรื่องแรกคือหลังจากที่พ่อเจ้าตายไป เจ้าได้บริจาคในนามของพ่อ ทว่าบนสวรรค์แห่ง นี ้ไม่มีผู้ใดสนใจคนมียศสูงส่งหรอก เจ้าน่ะ พูดปด ข้าเห็นแต่ความจริงที่ว่าเจ้าขายชื่อของพ่อแล้วลวงโลก ศีลข้อ 9 บอกไว้ว่าห้ามพูดปด แต่สิ่งที่เจ้าท า มันคือการพูดปดไม่ใช่หรือ?” “ถ้าอย่างนั ้น การที่ท าให้แม่สบายคือความกตัญญูในศีลข้อ 5…” “ความกตัญญู? การฆ่าบุพการีเป็ นความกตัญญูงั ้นหรือ? ค าพูดของเจ้าที่ว่าช่วยเหลือแม่จาก ความทุกข์ระทม ในขณะที่ไม่รู้ว่าความเจ็บปวดของแม่เจ้าคืออะไรน่ะหรือ? การฆ่าแม่คือการท าผิดศีลข้อ 6 ไม่ใช่หรือ?” “ทว่าจิตใจของข้านั ้นมีแต่ความกตัญญูต่อแม่...” “จิตใจ? คิดว่าแค่จิตใจดีแล้วท าบาปจะได้รับการยกโทษให้อย่างงั ้นหรือ?” “ใช่แล้วขอรับ” “ไม่ ไม่ใช่ เลิกอ้างได้แล้ว เจ้าท าผิดศีลข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 9 ด้วยจิตใจที่เป็ นสุข ส่วนเรื่องที่เหลือ เจ้าคงส านึกได้ เฮ้ย! มาจับเจ้าคนนี ้ไปลงนรก! “โลกก็เป็ นเช่นนี ้เอง ที่นี่ไม่มีอะไรส าคัญไปกว่าบทบัญญัติและหลักปฏิบัติ”


63 พระผู้เป็ นเจ้ามองต ่าลงมายังดวงวิญญาณของเสมียนชอนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆๆ เพราะที่นี่ก็คือศาลอย่างไรล่ะ”


64


65 คืนวันอัศจรรย์ (แปลจากเรื่อง 어떤 날 밤) นี่ๆ ถึงจะอายนะ แต่ก็คงมีคนที่เคยอายเหมือนฉันนั่นแหละ พอมาคิดตอนนี ้มันทั ้งตลกและน่าอายนัก แต่หากคิดอีกทีถ้าเป็ นความน่าอับอายอย่างนั ้น ฉันก็ อยากจะอายอีกสักครั ้ง จะเล่าแล้วนะ ลองฟังดูสิ เรื่องนี ้ก็น่าจะซัก 5 ปี 6 ปีหรือ7 ปี ก่อน ไม่แน่ชัดว่าเป็ นปี ไหนแต่เป็ นตอนที่เป็ นวัยรุ่นไฟแรงเลยล่ะ ตอนนี ้ฉันอายุ34 ปีแล้ว ใบหน้าก็เหี่ยวจนมีรอยย่นเป็ นริ ้วๆ ทั ้งที่สมัยวัยรุ่นแม้แต่ริ ้วรอยสักนิดก็ไม่มี ในฤดูใบไม้ผลิ เป็ นฤดูที่ดอกซากุระในสวนชังกยอง ย่านอูอี บานสะพรั่ง และเป็ นช่วงที่เหมาะแก่ การนอกใจอย่างถึงที่สุด แม้แต่คุณชายที่สุภาพเรียบร้อยยังท าตัวเจ้าชู้ใส่หญิงสาวได้ง่ายๆ มีหรือที่ใต้เท้าอี ผู้เชื่อมั่นในความเป็ นหนุ่มเจ้าส าราญประจ าเมืองจะอยู่นิ่งเฉย เขามีรายได้ก็ค่อนข้างดี รูปร่าง ท่าทาง คารมคมคายก็ไม่ด้อยไปกว่าผู้อื่น เขาเก่งกาจทั ้งการแต่งบทกวีการเล่นคายากึม แถมตามหลักแล้วยังมี อ านาจสั่งการคนอื่นได้ไม่น้อย ในฐานะของหนุ่มเจ้าส าราญประจ าเมือง เขาเป็ นใต้เท้าที่ไม่ค่อยจะขาดตก บกพร่องในเรื่องใดเลย อีกทั ้งยังเป็ นคนไม่มีพันธะ ใช้ชีวิตอยู่ตามโรงเตี๊ยม พวกเพื่อนๆเองก็เป็นพวกที่มี ผลประโยชน์ต่อกันทั ้งหมด ใต้เท้าอีผู้นี ้จะปลดปล่อยความต้องการในฤดูใบไม้ผลิกับใครก็ได้และก็... ไม่สิ ถ้าเป็ นเช่นนี ้ก็คงจะ เสียความบริสุทธิ์กันทงั้เมืองเป็นแน่ว่ากันว่าพอดอกซากุระบานสะพรั่งจนกลายเป็ นทิวทัศน์ที่งดงามใน เมือง เหล่าหนุ่มสาวเจ้าส าราญก็จะจับคู่กับเพื่อนๆ รวมตัวกันไปชมดอกซากุระในยามค ่าคืนที่สวนชังกยอง แล้วก็เดินเล่นบนผืนหญ้าสีเขียวขจีในฤดูใบไม้ผลิ ณ ที่ใดที่หนึ่งสักพัก ณ เส้นทางกลับบ้านของกลุ่มเพื่อน คนที่จะไปหอนางโลมก็ไปหอนางโลม คนที่จะกลับไปหาเมียก็ กลับบ้านตัวเองไป ส่วนใต้เท้าไม่มีความคิดที่จะไปหอนางโลมด้วยก็เลยกลับไปพักที่โรงเตี๊ยม


66 ในยามราตรีกาลที่เลยเที่ยงคืนมาแล้ว ช่วงเวลาที่เหล่าชายหญิงซึ่งเที่ยวชมดอกซากุระในยามค ่า คืนก าลังจะเข้าสู่ห่วงแห่งกามารมณ์ ใต้เท้าอีไม่ได้ก าลังเยื ้องย่างตัวทีละก้าวอย่างพระราชาพร้อมกวัดแกว่ง ไม้เท้าด้วยจิตใจสงบกลับโรงเตี๊ยม ในจังหวะที่เลี ้ยวตรงหัวมุมถนนที่จะมืดก็ไม่มืด จะสว่างก็ไม่สว่าง เขาก็ ชนเข้ากับเด็กสาวคนหนึ่งอย่างจัง แน่นอนใต้เท้าอีผู้มีมารยาทเป็ นฝ่ ายขอโทษออกไปว่า “โกเมนนาไซ (ごめんなさい - ขออภัยครับ)” ใต้เท้ากล่าวและก็เดินผ่านมาเฉยๆ พอเดินผ่านมาก็นึกขึ ้นได้ว่าที่นี่คือบุกชน แล้วที่นี่ไม่ใช่ถนน ใหญ่ด้วยแต่เป็ นซอย ทว่าเด็กสาวคนหนึ่งมาเดินเตร็ดเตร่ในยามวิกาลเพียงคนเดียวในซอยย่านบุกชน ท าไมกัน แม้ยังหาข้อสรุปไม่ได้แต่พอคิดไปคิดมา จู่ๆเขาก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ ้น เมื่อหันหลังขวับไป มอง เขาคิดว่าหากว่าเด็กสาวยังคงเดินตามถนนไปอย่างนั ้น สักครู่ก็จะต้องเลี ้ยวที่มุมถนนอย่างแน่นอน แล้วก็จะลับตาไปในที่สุด แต่กลายเป็ นว่าเด็กสาวกลับยืนอยู่เฉยๆตรงที่ชนกับเขาเมื่อครู่นี ้ดูเหมือนว่าเธอ ก าลังจะก าลังหมุนตัวมองกลับมาทางนี ้


67 ตอนนั ้นความผยองของเสือผู้หญิงก็ก าลังพลุ่งพล่านอยู่เสียด้วย ฮ่าๆ ดูท่าทางว่าเธอจะมีใจให้ใต้ เท้าอีแล้วสินะ ถึงจะมืดก็เลยมองเห็นไม่ชัด แต่อย่างไรก็ทั ้งสองน่าจะใช้เวลาในค ่าคืนนี ้ร่วมกันได้ ใน ระหว่างที่คิดอย่างเขาก็รู้สึกมีความสุขอยู่คนเดียว และเธอคนนั ้นก็เลี ้ยวไปที่หัวมุมถัดไป เขาคิดว่าพอเลี ้ยว ที่หัวมุมนั ้นก็เดินไปสัก 3 ก้าว 4 ก้าว เธอน่าจะหยุดเดิน หรือไม่เช่นนั ้นเธอก็น่าจะเดินกลับมา พวกคุณข าอะไร อย่าเพิ่งข า ฟังก่อน พอเธอเลี ้ยวไป ครั ้งนี ้เขาก็เลยค่อยๆย่องไปที่หัวมุมอีกครั ้งแบบแมวเดิน แล้วก็ยื่นคอแอบดูตรงที่ เด็กสาวอยู่ มิน่าล่ะ เธอถึงย้อนกลับมาทางนี ้ ท่าทางการเดินดูกระอักกระอ่วนมาก อย่างกับควบคุมใจให้สงบ ไม่ได้ ฮ่าฮ่าฮ่า ว่าแล้วเชียว ดูท่าทางของใต้เท้า ผู้แสนจะมั่นใจในตัวเองผู้นี ้สิ ใต้เท้าหันหลังอีกครั ้งอย่าง รวดเร็ว แล้วแสร้ งท าเป็ นก้มตัวราวกับเชือกรองเท้าหลุด เขาเริ่มแกะมัดเชือกรองเท้าอย่างเก้ๆกังๆ ไม่รู้ ว่า เขาท าท่านั ้นมานานแค่ไหนแล้ว แต่ถึงแสร้ งก้มแล้วก้มอีกจนเจ็บหลัง เด็กสาวก็ยังเดินมาไม่ถึงสักทีเขา ยังคงเดินไปแบบเดินๆ หยุดๆในระหว่างนั ้นก็แอบมองว่าเด็กสาวเลี ้ยวมาหรือยัง รอจนเอวเกือบจะขาด ใน ตอนนั ้นเธอก็เลี ้ยวมา พอเห็นเขาก้มอยู่ตรงนั ้น เด็กสาวก็สะดุ้งโหยง ทั ้งตกใจและลังเล ถึงกระนั ้นก็เธอเดินหลบไปทาง ข้างๆแล้วพยายามเดินไปข้างหน้าต่อ เขาค่อยๆลุกขึ ้นมา พอลุกแล้วก็เริ่มเดินตามอย่างช้าๆ เด็กสาวน าหน้าอยู่ห้าหกก้าว ขณะที่สะกด รอยตามเด็กสาวไปในซอยลึกที่เงียบสงัด มืดสลัวและเปลี่ยว เขาก็ยิ ้มกับตัวเอง ทั ้งที่คิดว่าตัวเองเป็นเสือผู้หญิงแต่ไหงกลับมาเดินตามก้ นเด็กสาว ใต้เท้าอีไม่ใช่คนเลว แต่ ในตอนนี ้กลับแสดงพฤติกรรมของคนเลวออกไปอย่างที่ตัวเองก็ไม่คาดคิด พร้อมกับกังวลไปด้วยว่าเธอจะ หันกลับมาหรือไม่ เขาเดิน และเดินตามเธอไปทีละก้าว ทีละก้าว เพราะเดินตามไปแบบนี ้ เด็กสาวก็เลยเดินช้าลง ราวกับรู้สึกอึดอัด มันก็คงจะต้องเป็ นอย่างนั ้นอยู่ แล้วล่ะ เขาเองก็ไม่สามารถเดินช้าลงกว่านี ้ได้อีกก็เลยเดินตามไปอย่างนั ้น จากที่ห่างกัน 3 ก้าวก็กลายเป็ น


68 2 ก้าว 1 ก้าว จนเดินมาขนาบอยู่ข้างๆ แล้วก็เดินน าหน้าเด็กสาวไป เป็ นช่วงเวลาแค่แป๊ ปเดียวที่เขาได้เดิน ข้างหน้า “อาโน (あのう–เอ่อ)” จู่ ๆ เด็กสาวก็เอ่ยขึ ้นมา ดังนั ้นเขาจึงหยุดเดินแล้วหันกลับมามอง “โช๊ตโตะ อุคาไกอิมาซึกะ (ちょっと伺ひますが– ขอถามหน่อยนะคะ)” “ครับ” “คือ... พอดีฉันมาจากอินชอน เพื่อชมดอกซากุระแล้วดันตกรถไฟ ไม่ทราบว่าแถวนี ้มีโรงเตี๊ยม สงบๆ สักที่ไหมคะ” หนุ่มเจ้าส าราญแห่งเมืองหลวงเป็ นสถานะทางสังคมอันภูมิฐาน ที่ว่ากันว่าจะไม่ชายตาแลหญิงใด นอกจากนางโลม แต่ทว่าใจชายอกสามศอกจะทนทานอย่างนั ้นได้อย่างไรกัน “คงจะล าบากแย่เลยนะครับ โรงเตี๊ยมเนี่ย แต่จะว่าไปก็มีอยู่ที่หนึ่งครับ” “ขอโทษนะคะแต่ว่าที่นั่นคือที่ไหนหรือคะ...” ด้วยเหตุนี ้เธอก็เลยมาที่โรงเตี๊ยมของใต้เท้า ไม่รู้ ว่าเพราะโชคดีหรือโชคร้ าย จู่ๆ วันนั ้นโรงเตี๊ยมก็ไม่มีห้อง เพราะคนจากต่างจังหวัดมาชม ดอกไม้มากันเยอะจะท าอย่างไรดีการที่สุภาพบุรุษจะชวนเด็กสาวที่พบกันครั ้งแรกให้ค้างคืนในห้องตัวเอง คงเป็ นเรื่องน่าอับอาย ทั ้งคู่แอบสังเกตท่าทีของกันและกัน “โคมาริมาชิตะน่ะ (困りましたなあ–อย่างนี ้ก็แย่เลยนะเนี่ย)” “อะตะคุชิโคโซะ โกเมอิวะคุ คะเคะมะชิเตะ(あたくしこそ御迷惑掛けまして– เพราะดิฉันท าให้ล าบากแท้ๆ)”


69 “โดโมะ (とうも –ขอโทษนะ...)” พวกเขาพูดซ ้ากันไปกันมาด้วยค าพูดที่ไร้ประโยชน์ ในที่สุดหนุ่มเจ้าส าราญก็กลายเป็ นผู้ชายใจเสาะเสียแล้ว เขาพูดไปเบาๆ ค านึงว่า “ห้องของฉันจะว่ากว้างก็กว้างนะแต่บางทีการจะให้ผู้หญิงมาค้างคนเดียวก็คงจะไม่สามารถ...” จนมุมแล้วล่ะ “ไม่เป็ นไรค่ะ แต่คุณ...” “ผมก็ไม่เป็ นไร ถ้าหากว่าคุณไม่ว่าอะไร...” “ถ้าพูดอย่างนั ้นดิฉันก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรจริงๆ ค่ะ” นี่ บ๋อยไปเอาเครื่องนอนสะอาดมาอีกชุด คุณผู้หญิงคนนี ้ตกรถ มาช่วยจัดการให้ทีนะ เอ่อ ด้วยเหตุ นี ้เธอก็เลยต้องมาพักที่ห้องของฉัน เอ่อ ท าอะไรต่อไปดีนะ เธอเป็ นคนบอกเองว่าตกรถไฟ แต่มันจะใช่ความจริงหรือเปล่านะ ถ้าเป็ น ความจริงแล้วท าไมเธอถึงมาเดินเตร็ดเตร่อยู่บนถนนโชซอนล่ะ เมื่อมองชัดๆหน้าหลอดไฟแล้วก็เห็นว่าเธอคงมีอายุราวๆ 24-25 ดูการแต่งตัวนั่นสิท่าทางไม่น่าใช่ หญิงชั ้นต ่า หน้าตาก็เข้าขั ้นว่าเป็ นคนสวย มองดูข้าวของที่พกมา ถ้าไม่ใช่ลูกสาวของครอบครัวมีอันจะกินก็ คงพอมีพอใช้พอมองถึงจุดนี ้ ค าพูดที่บอกว่าไม่มีที่ไปเพราะตกรถไฟเที่ยวสุดท้ายก็ดูฟังไม่ขึ ้น หากเป็ นเด็ก สาวจากครอบครัวมีอันจะกิน ท าไมถึงมาเดินอยู่คนเดียวในโซล ถึงมาก็น่าจะระมัดระวังไม่ให้ตกรถไฟเที่ยว สุดท้ายสิ มาเดินเตร็ดเตร่ในสวนชังกยองที่ปิ ดมาตั ้ง 3 ชั่วโมงแล้วได้ยังไง ความอยากรู้ อยากเห็นยิ่งทวีความรุนแรง ยิ่งไปกว่านั ้นพอตัวเขาได้แสดงความมีน ้าใจของชาย ชาตรีจนถึงที่สุด เขาควรจะให้เด็กสาวคนนี ้ค้างคืนแบบไม่มีอะไรเกิดสิถ้าไม่เช่นนั ้นแล้วจะท าอะไรดีนะ หากมีใครรู้ว่าใต้เท้าผู้ขึ ้นชื่อเชื่อว่าตัวเองเป็ นหนุ่มเจ้าส าราญแห่งเมืองหลวงพาเด็กสาวหลงทางไป ลักลอบกินในโรงเตี๊ยมคงได้ไปนาน ถ้าอย่างนั ้นให้เธอพักค้างคืนเฉยๆดีมั ้ยนะ


70 แต่มันก็น่าเสียดาย แม้ว่าการเล่นจ ้าจี ้กับนางโลมก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ แต่การได้ใกล้ชิดกับเด็กสาวที่ ไม่ใช่นางโลมแบบนี ้โดยไม่ท าอะไร มันก็เสียดายเหมือนกับวางอาหารที่อยากกินทิ ้งไว้เฉยๆ จะรักษาหน้าความเป็ นชายหนุ่มเจ้าส าราญไว้ดี หรือจะหลับตาแล้วท าตามนิสัยเดิมดี “เอ้อ ทานข้าวเย็น หรือยังครับ” “ทานแล้วค่ะ” “ถึงจะบอกว่าทานแล้วแต่ตอนนี ้ก็เลยเที่ยงคืนมาแล้ว ก็คงจะหิวใช่ไหมละครับ” “ไม่เป็ นไรค่ะ” เธอกรอกตาเล็กน้อยแล้วก็มองมาที่ใบหน้านี ้ เป็ นท่าทางที่ปฏิเสธด้วยความสุภาพแต่ก็ไม่ได้ไม่ชอบ ฉันจึงสั่งอาหารสมัยราชวงศ์ชิงมาเสียเลย ถ้าได้เหล้าสักหน่อยและก็ชวนคุยเหมือนที่ท ากับนาง โลม มันก็เป็ นเรื่องที่ช านิช านาญนัก แต่เพราะว่าเป็ นลูกสาวของคนใหญ่คนโตหรือไม่ก็ภรรยาของผู้อื่นที่เพิ่ง เคยพบครั ้งในชีวิตนี ้ส าหรับสุภาพบุรุษคอทองแดงผู้นี ้แล้วก็เลยค่อนข้างยากเลยทีเดียว “สักแก้ว... ดื่มสักแก้วสิครับ” “เหล้า...” “ยังไงก็แค่แก้วเดียวเอง” “ขอโทษนะคะ” แอบเห็นรอยยิ ้มในแววตาของเธอด้วยแหละ และด้วยรอยยิ ้มของใต้เท้าอีผู้ซึ่งมั่นใจในตัวเองมาก ทุกอย่างก็ราบรื่น ‘ดื่มเลย’‘ดื่มเลย’ ค าพูดที่ดังก้องไปมา ทั ้งใต้เท้าและเธอต่างก็เมามาย ฤดูใบไม้ผลิ วัยหนุ่มสาว อาการเมา ห้องที่แคบ นู่นนี่นั่นในบรรยากาศที่เป็ นใจ จากนั ้นก็... บรรเลง บทอัศจรรย์


71 เฮ้อ แต่ยามที่สันดานของหนุ่มเจ้าส าราญเป็ นเช่นนี ้ก็ช่างสกปรกโสมมนัก สักพักเธอก็ผล็อยหลับไป ด้วยความอ่อนเพลียเหลือเพียงใต้เท้าคยอนอูที่นอนไม่หลับอยู่คนเดียว ก็คิดนะว่าพรุ่งนี ้ฉันต้องให้ค่าตัวแก่เด็กสาวไหม ถึงขนาดต้องให้ค่ารถไฟด้วยรึเปล่า เพราะมี ค่านิยมว่าถ้ามีความสัมพันธ์ลึกซึ ้งกับหญิงสาวก็จะต้องให้เงินก็เลยเกิดความกังวลเช่นนี ้ ช่างเป็ นอะไรที่ ยุ่งยากเสียจริง ท าอย่างไรดี พอให้ไปแล้วจะไม่ได้เป็ นการดูถูกใช่ไหมนะ หรือว่าต้องให้นะ อย่างไรก็ตามด้วย ประสบการณ์ระดับนายพลที่ผ่านมาแล้วเป็ นร้อยเป็ นพันเธอไม่ใช่หญิงขายบริการแน่ ๆ แต่ในกรณีอย่างนี ้ก็ ยังต้องให้เงินค่าตัวอยู่รึเปล่าหรือว่าไม่ต้อง ความคิดพวกนี ้มันไม่ใช่ความคิดของชายหนุ่มเจ้าส าราญเลย แต่เป็ นความคิดของเด็กหนุ่มนิสัยไม่ดี พอมีความคิดอย่างนั ้นฉันก็ผล็อยหลับไป เช้าวันถัดมา พอตื่นขึ ้นเด็กสาวก็ไม่อยู่แล้ว ที่นอนก็พับเก็บไว้เรียบร้ อย พอกวาดตามองในห้อง กระเป๋ าของเด็กสาวก็ไม่มี ก็เลยแน่ใจว่าไปแล้ว ก่อนอื่นเลยดนูาฬิกาและกระเป๋าเงินของฉันแตม่นัก็ยงัอย่ทูี่เดิม ดงันนั้ณ จดุ ๆ นี ้ก็คลายความวิตก ไปได้ เลยเรียกบ๋อยมาถามถึงรู้ว่าเด็กสาวตื่นมาแต่เช้าตรู่แล้วก็ออกไปแต่ก็จ่ายค่าห้องส าหรับหนึ่งคืนของ ตัวเองและนอกจากนี ้ยังจ่ายค่าอาหารสมัยราชวงศ์ชิงของเมื่อคืนให้ด้วย อ้าปากค้างเลยล่ะสิ ถึงจะคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ เธอเป็ นเพียงมือใหม่แน่ๆ แต่ด้วยเรื่องราวของมือใหม่นี ้ก็นับว่าช่างใจกล้ามาก และไม่ว่าจะมองใน มุมไหนก็ไม่ใช่มืออาชีพแต่ก็ไม่รู้ว่านี่มันอะไรกันอยู่ดี เรื่องที่ไม่รู้ ก็ปล่อยทิ ้งไว้ตามที่ไม่รู้อดัมที่ลองชิมผลไม้แห่งปัญญาก็มีความคิดเช่นนั ้นในบางครา รสชาติที่ซ่อนเร้นของเด็กสาวที่ไม่ใช่มืออาชีพ ท าให้ลืมไม่ลงมากกว่าการอยากรู้ถึงเหตุผลนั ้นว่าเป็ นเพราะ อะไรเสียอีก


72 หลังจากสัมผัสเรื่องราวที่เหมือนดั่งความฝัน ก็นึกว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นนี ้ ไม่คาดคิดว่าจะเกิด เรื่องตามมา มันก็ไม่ใช่เรื่องราวที่มีอะไรพิเศษที่น่าจะมีเรื่องตามมา แต่ก็เรื่องนี ้ดันมีเรื่องเกิดตามมาน่ะสิ 1 ปี ถัดมาหลังจากที่เกิดเรื่อง ตอนนั ้นฉันไม่ได้จ าว่าเหตุการณ์นั ้นเป็ นปัญหา เพียงแต่จ าว่าเป็ น ความฝันที่ผ่านไปเท่านั ้น เป็ นโอกาสที่ได้ทั ้งรอยยิ ้มและความหอมหวานไปพร้อมกัน เรือรบน่าจะขึ ้นฝั่งที่อินชอนแล้ว ความจริงฉันก็ไม่ได้อยากจะดูเรือรบหรอก แต่เหล่าสาวนางโลมก็ พูดอย่างนั ้นอย่างนี ้อ้อนชวนมากๆเข้า มีหรือที่จะไม่พาไปดูสักสองสามคน ที่นั่นก็ได้พบกับสาวที่ไม่คาดฝัน หมายถึงที่เรือรบนั่นแหละ ที่บันไดที่ขึ ้นไปหอบัญชาการเรือรบ ฉัน พาสาวนางโลมสองสามคนขึ ้นไป ส่วนเธอก็ลงมา แล้วก็ชนกันอย่างจังเลยล่ะ นอกจากเธอจะดูเหมือน คุณนายแล้วก็ยังเดินไปกับผู้หญิงสองสามคนที่ดูคล้ายกับคุณนาย เนื่องจากชนเข้าอย่างจัง เธอก็สะดุ้งตกใจ ใต้เท้าเองก็สติหลุดอย่างไม่สมกับเป็ นหนุ่มเจ้าส าราญ แต่เพราะเธอแกล้งท าเป็ นไม่รู้ไม่ชี ้ ใต้เท้าก็เลยท าเช่นกัน


73 ทว่าท่ามกลางผู้ติดตามคนอื่นๆ ก็มีผู้มีอ านาจทางราชการของอินชอนคนหนึ่งทักทายกับเธอ ใต้ เท้าก็เลยลองถามดู “หญิงสาวคนนั ้นเป็ นใครกัน” “หญิงสาวคนนั ้นน่ะหรือ ภรรยาของคุณ xx” “คุณ xx รึ” คนมีหน้ามีตาของอินชอนที่เคยเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ว่า..... “คุณ xx เป็ นคนแก่อายุ 60 ไม่ใช่รึ” “ใช่แล้ว” “ถ้าอย่างนั ้น หมายถึงเป็ นเมียน้อยเหรอ” “เมียน้อยอะไร เมียหลวง เป็ นภรรยาจากการแต่งงานรอบสอง” พอรู้อย่างนี ้เหตุการณ์ของค ่าคืนในตอนนั ้นก็ยิ่งน่าคลางแคลงใจ พอได้ฟังก็รู้ว่าอาหารที่อยากกินที่แท้เป็ นอาหารในฝันที่หายากมาก “ถ้าเป็ นภรรยาของชายสูงวัยก็น่าจะมีนอกใจนิดๆหน่อยๆสินะ” พูดออกไปแล้ว “เปล่า ท่าทางไม่ใช่คนแบบนั ้นนะ ถึงอย่างนั ้นจะว่าเหงาก็คงเหงานิดหน่อยแหละ แต่อยู่ดี ๆใครจะ เอาตัวไปเกลือกกลั ้วกับโคลนตมรู้สึกว่าจะมีเสียงร ่าลือกันหนาหูเลยว่าเป็ นภรรยาของคนแก่ที่มีความเป็ น กุลสตรีสูงเลยนะ” “เป็ นกุลสตรีรึ” เดาได้ละ ตอนนั ้นเป็ นฤดูใบไม้ผลิ และก็เป็ นภรรยาคนแก่


74 คงจะอยากตื่นเต้นสินะ เลือดของคนหนุ่มสาวในฤดูใบไม้ผลิมันพลุ่งพล่าน แต่ในเขตพื ้นที่อินชอนก็ ลือกันหนาหูว่าเธอเป็ นกุลสตรีแล้วท ายังไงให้หัวใจแห่งความกล้าได้กล้าเสียมันสูบฉีดไปทั่วได้เช่นนี ้ เดินทางออกไปตามหาความตื่นเต้นถึงคยองซองงั ้นหรือ ความลังเล ความรู้สึกผิด หัวใจที่เพรียกหาความตื่นเต้น ในระหว่างที่สองจิตสองใจอยู่อย่างนี ้ก็เลย เวลาเดินรถไฟเที่ยวสุดท้ายพอดี หากพูดๆ ไปแล้ว ผู้หญิงคนนี ้ก็เป็ นเพียงนางเอกของละครโศกนาฏกรรมชีวิตนี ้ เช่นนี ้แล้วก็เท่ากับว่าใต้เท้าได้ร่วมประเวณีที่ไม่คาดฝันอีกทั ้งยังร่วมโดยที่ไม่เสียเงินด้วย แต่ถ้าลอง คิดดูแล้ว สรุปว่าฉันก็ไม่ได้เป็ นฝ่ ายกระท าแต่เป็ นฝ่ ายที่ถูกกระท าเสียมากกว่า ชายหนุ่มเจ้าส าราญแห่งเมืองหลวงไม่ได้เป็ นฝ่ ายได้ความสาวแต่กลับเป็ นฝ่ ายถูกกิน เรื่องน่าอาย ขนาดนี ้ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนละ เอาขี ้มาป้ ายหน้าเสียยังดีกว่า พูดๆ ไปมันก็ไม่ใช่เรื่องตลกหรอก แต่เป็ นเรื่องโศกนาฏกรรมต่างหาก ผู้หญิงคนนี ้เองก็มีชีวิตที่น่า สงสารเช่นกัน (ชินอินมุนฮัก , 1934. 12)


75


76


77 อัศวินหนุ่มนักสู้ (แปลจากเรื่อง 젊은 용사들) นี่เป็ นเรื่องราวเมื่อประมาณ 4270 ปี ก่อน สังคมในสมัยนั ้นไม่ได้เจริญเหมือนในสมัยนี ้ ประเทศหรืออาณาจักรไม่มีความแน่นอนใด มนุษย์มี ความฉลาดหลักแหลมต่างจากสัตว์ ท าให้ไม่พอใจต่อสิ่งที่มีในธรรมชาติ จึงคิดว่าจะท าอย่างไรให้มีชีวิตดี ขึ ้นด้วยก าลังของตัวเอง จากการค้นหาวิธีการท าเกษตรกรรม การล่าสัตว์ การประมง และการสร้างบ้านเพื่อ ป้ องกันความร้อน ความหนาวในธรรมชาติ ใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยการหาวิธีที่ท าให้มีชีวิตที่ดีขึ ้น ดังนั ้น คน ที่ท าการเกษตรเก่งก็จะอาศัยอยู่ในพื ้นที่ราบ คนที่จับปลาเก่งก็จะอาศัยอยู่ที่ริมแม่น ้าหรือชายฝั่งคนที่ล่า สัตว์เก่งก็จะไปอยู่แถวภูเขา จึงท าให้เกิดเป็ นหมู่บ้านเกิดขึ ้นมา มนุษย์ที่แม้แต่ระหว่างพี่น้องของเศรษฐีก็มีการทะเลาะกันเป็ นเรื่องปกติ การท าเรื่องผิดพลาดก็เป็ น เรื่องปกติเช่นกัน เมื่อเป็ นแบบนี ้ ผู้ใหญ่ก็ต้องคอยแนะน าไม่ให้ท าผิดพลาดหรือคอยห้ามไม่ให้ทะเลาะกัน ยิ่งไปกว่านั ้น ในหมู่บ้านที่รวมคนที่ไม่รู้จักกันไว้ก็ต้องมีผู้ที่คอยแนะน าและไกล่เกลี่ย ที่นี่จ าเป็ นต้องมีหัวหน้าเผ่าและผู้ใหญ่บ้าน ในขณะที่หมู่บ้านมีจ านวนเพิ่มขึ ้น ก็ต้องมีผู้น าร่วมกัน ต้องมีคนที่ปกครองและคอยให้ค าแนะน าใน พื ้นที่หนึ่งที่รวมหลายหลายหมู่บ้านไว้ ที่นี่จ าเป็ นต้องมีผู้สูงส่งที่เรียกว่ากษัตริย์ เมื่อประมาณ 4270 ปี ก่อนตามที่ได้ กล่าวไว้ ด้ านบน หลายๆหมู่บ้ านในอาณาจักรพูยอได้ ปรึกษาหารือและยกย่องผู้สูงส่งให้เป็ นกษัตริย์และเรียกว่าทันกุน ชนเผ่าของแคว้นพูยอไม่สามารถทราบแน่ชัดได้ว่าเริ่มอาศัยอยู่ในซีกโลกตะวันออกนี ้ตั ้งแต่กี่หมื่นกี่ แสนปี ก่อน แต่เมื่อทันกุนได้เป็ นกษัตริย์ ที่แมนจูเรียและคาบสมุทรโชซอนทั ้งหมด เป็ นเพียงแค่หมู่บ้านของ พูยอเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั ้น ชนเผ่าอื่นๆก็อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่พื ้นที่แห่งนี ้ มีครอบครัวของชนเผ่าพูยออาศัยอยู่


78 เป็ นส่วนใหญ่ ตอนที่ทันกุนได้เป็ นกษัตริย์ บริเวณที่ทันกุนอาศัยอยู่นั ้นคือต้นแม่น ้าอัมนกในปัจจุบัน การให้ ทันกุนปกครองตามๆกันของหมู่บ้านในละแวกนั ้น ท าให้ในปัจจุบันคาบสมุทรโชซอนมากกว่าครึ่งและ แมนจูเรียส่วนใหญ่ อยู่ภายใต้การปกครองของทันกุนทั ้งหมด ประชาชนไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าสงคราม ด้วยเหตุนี ้อาณาจักรจึงไม่มีทหาร และอาวุธก็มีเพียงเพื่อใช้ ในการล่าสัตว์หรือตกปลาเท่านั ้น ถ้ามีการทะเลาะกันเกิดขึ ้น ก็จะจบที่การทะเลาะกันด้วยค าพูดเท่านั ้น มี ชีวิตที่ธรรมดาเรียบง่าย ไม่มีความโลภ พื ้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีภูเขา และล าธารที่ใสสะอาดผลผลิตมี ความอุดมสมบูรณ์ซึ่งท าให้ไม่มีเหตุผลที่จะเกิดสงครามขึ ้น ด้านบนมีกษัตริย์ที่ประเสริฐปกครองอยู่ ด้านล่างมีประชาชนที่นอบน้อมอาศัยอยู่ ด้วยดินแดนที่ สงบสุขจึงท าให้เป็ นแคว้นที่สวยงามเหมือนความฝัน ด้วยเหตนุีแ้คว้นศกัดสิ์ิทธิ์ที่ทนักนก่อตั ้งขึ ้นมาก็ได้อยู่ต่อเนื่องไปอีกหลายสิบสมัย นับ ุ 1200 ปี ได้มีเรื่องน่าอัศจรรย์เกิดขึ ้นในประเทศที่สงบสุขนี ้คือเกิดการรุกรานจากต่างชาติ ชาวต่างชาติกว่า 1000 คนบุกรุกเข้ามาในแคว้นที่ไม่รู้จักสงคราม ไม่มีทหาร ชาซอยอ ผู้ปกครองแคว้นซางได้พาคนจ านวน 5000 คนอพยพไป ชาซอยอ ได้ปกครองอาณานิคมในฝั่งตะวันออกตั ้งแต่พื ้นที่บริเวณแม่น ้าอัมนก ไปจนถึง เปี ยงยาง ในปัจจุบัน เมืองใดที่ยังไม่ได้เป็ นเมืองขึ ้นก็ถูกบังคับให้อยู่ภายใต้อ านาจของเขาทั ้งหมด แ ค ว้ น ที่ ทั น กุ น ส ร้ า ง ขึ ้น ทางด้านตะวันออกมีภูเขาสูงใหญ่ตั ้งแต่ เหนือจรดใต้ เส้ นทางคมนาคมผ่าน เปี ยงยางตะวันตก ติดต่อกับพื ้นที่ทั ้ง เหนือและใต้ แต่เพราะอาณาจักรใหม่ ของชนเผ่าฮั่นที่ชาซอยอก่อตั ้ง ท าให้ถูก ตัดขาดออกจากศูนย์กลาง


79 ดังนั ้นลูกหลานของทันกุนก็ปกครองพื ้นที่เพียงส่วนเหนือที่มีศูนย์กลางคือต้นแม่น ้าอัมนกเท่านั ้น และละทิ ้งพื ้นที่ส่วนใต้ไป ตอนนั ้นก็ประมาณ 3610 ปี ก่อน ต่อมาผู้คนของแคว้นพูยอรู้สึกว่าศิลปะป้ องกันตัวเป็ นสิ่งจ าเป็ น จึงให้ความส าคัญกับศิลปะป้ องกัน ตัวไปจนถึงคนรุ่นหลังเรื่อยไปจนถึงสมัยโคจูมง เมื่อสร้ างอาณาจักรโคกูรยอ เขตภาคกลางก็ถูกยึดจาก ทายาทของชนเชื ้อสายฮั่น เขตภาคกลางที่เป็ นศูนย์กลางของเปี ยงยางก็อยู่ภายใต้อ านาจของชนเผ่าฮั่น เรื่อยมา ช่วงที่ชาซอยอรวมแผ่นดินจีน ตั ้งแต่ฝั่งตะวันตกไปตะวันออกสถานการณ์เป็ นอย่างไรกัน แคว้นนั ้นยังมีกษัตริย์ที่สูงส่ง เช่น โย ซุน อู ต่อมาอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง แคว้นนั ้นมีดินแดนที่กว้างขวางเพราะการคมนาคมที่ขาดแคลนในสมัยนั ้นไม่ว่าจะไปทางทิศ ตะวันตกออกเหนือใต้ก็ตามจะไม่สามารถมองไม่เห็นปลายทางได้ดังนั ้นจึงเชื่อว่าแคว้นของตัวเองเป็ น ศูนย์กลางของโลกและเป็ นเจ้าของโลกใบนี ้ พื ้นที่ห่างไกล ที่มีคนที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างจากพวกเรา และมีค าพูดที่แตกต่างกันทั ้งหมดถูกเรียกว่าพวกป่ าเถื่อน พวกคนจีนก็เรียกว่าพูยอว่าเป็ นชนเผ่าป่ าเถื่อน เช่นกัน ดินแดนของแคว้นนั ้นกว้างขว้างมากจนท าให้ยากที่กษัตริย์เพียงองค์เดียวจะปกครองทั ้งหมดได้ ดังนั ้นจึงส่งพี่น้อง, ลูกหรือข้าราชการไปปกครองเขตต่างๆเรียกว่าระบบขุนนาง กษัตริย์เป็ นเจ้าของโลก เป็ น ลูกชายของสวรรค์ บรรพบุรุษของแคว้นฮา เริ่มจากพระเจ้าอู ไปถึงพระเจ้าคอล กษัตริย์คนที่ 17 ที่มีความโหดเหี ้ยม ท าให้ซองทัน ซึ่งเป็ นหนึ่งในขุนนางที่ควบคุมทหารไว้โค่นล้มกษัตริย์และแต่งตั ้งตัวเองเป็ นกษัตริย์แทน แคว้นนี ้มีอาวุธและกองทัพทหารมาตั ้งแต่แรก จ านวนขุนนางที่เพิ่มมากขึ ้นท าให้เกิดความขัดแย้ง ระหว่างขุนนางอย่างหนัก เกิดการทะเลาะกันเกี่ยวกับเส้นแบ่งเขตดินแดน การมีทหารก็ท าให้สงคราม เกิดขึ ้น ถ้าอ านาจและความสามารถมีความแข็งแกร่ง กษัตริย์ก็จะหยุดติความขัดแย้งของขุนนางได้ แต่ด้วย ความที่มีพื ้นที่กว้างมากการปกครองด้วยตัวคนเดียวจึงเป็ นเรื่องยากเลยต้องกระจายอ านาจไปที่ขุนนางท า ให้กษัตริย์ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงเหตุการณ์นั ้นได้


80 ในขณะที่ซองทันขึ ้นครองราชย์เป็ นกษัตริย์ ชื่อของเมืองก็ถูกเรียกว่าอึนหรือซัง เมืองอึนถูกปกครอง อย่างโหดเหี ้ยมไปจนถึงยุคกษัตริย์จูที่26 ในที่สุดปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จู ได้เข้ามาปกครองขุนนางและ โค่นกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้อ านาจของตน และแต่งตั ้งตนเองเป็ นกษัตริย์แทน ในตอนที่กษัตริย์ของราชวงศ์จู สถาปนาตัวเองเป็ นกษัตริย์ เขาได้แต่งตั ้งชาซอยอเป็ นกษัตริย์ของเมืองโชซอน และส่งให้ไปที่เมืองเปี ยงยาง ของชนเผ่าพูยอ กาลเวลาได้ผ่านไปเรื่อยๆ หมู่บ้านทางใต้ที่สูญเสียทหารไปเพราะชาซอยอ จะท าอย่างไรต่อไป ตอนนี ้ทางด้านตะวันตกของคาบสมุทรโชซอน เกิดแคว้นใหม่ขึ ้นชื่อว่าแคว้นมาฮั่น อยู่ทางด้าน ตะวันออกเฉียงเหนือ ได้อยู่แบบไม่มีทหารในช่วงระยะเวลาหนึ่งและเกิดแคว้นชินฮั่นขึ ้น ส่วนทางทิศใต้นั ้นก็ เกิดแคว้นที่ชื่อว่าพยอนฮั่น พื ้นที่เขตภูเขาของคังวอนโดกับที่ราบแคบฝั่งทะเลตะวันออก รวมกันทั ้งหมดเรียกว่าเยแม็ก และอยู่ ในอาณาจักรชังแฮกุก ชาซอยอปิ ดเส้นทางคมนาคมท าให้ไม่สามารถติดต่อกับแคว้นบ้านเกิดได้ ตอนนี ้กับกลายเป็ นว่าไม่ มีโอกาสได้ติดต่อกันอีกท าให้หลังจากนั ้นแต่ละแค้วนต่างก่อตั ้งแคว้นของตัวเอง และเริ่มสร้ างวิถีชีวิตให้ มั่นคงอีกครั ้ง ในสมัยต่อมาเพราะคีซาโจซอน ท าให้อาณาจักรของทันกุนถูกแบ่งเป็ นทางเหนือและทางใต้ ทั ้งสามอาณาจักร มาฮั่น ชินฮั่น และพยอนฮั่นมีดินอุดมสมบูรณ์ท าให้ท าเกษตรกรรมเป็ นหลัก ยิ่ง ไปกว่านั ้นยังมีอากาศที่อบอุ่น ในระยะเวลา 1000 ปี รูปร่างของคนจึงเปลี่ยนเป็ นเล็กลงและไม่ค่อยแข็งแรง อาณาจักรชังแฮกุก ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื ้นที่แคบ ฝั่งทะเลตะวันออกเขตภูเขา ตรงนั ้นเป็ นทะเล ผู้คน จึงท าอาชีพเก็บสมุนไพรและจับปลาท าให้มีรูปร่างที่ใหญ่และมีพละก าลัง เลยมีคนที่แข็งแรงมาก ใน อาณาจักรชังแฮกุก ราชวงศ์ยูได้สืบทอดเชื ้อสายและได้กลายเป็ นกษัตริย์ปกครองอาณาจักร สมุนไพรที่ ก าเนิดในอาณาจักรและหนังสัตว์ได้ถูกส่งไปต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนกับธัญพืช เพราะพื ้นที่เป็ นภูเขาก็ เลยมีการบุกรุกจากต่างชาติน้อย ผู้คนก็เลยอาศัยอยู่แบบนั ้นเรื่อยมา


81 ช่วงปลายสมัยชุนชู ได้มีคนที่ชื่อขงจื๊อถือก าเนิดขึ ้น และเกิดเป็ นลัทธิขงจื๊อ เป็ นยุคที่วุ่นวายมาก สมัยก่อนมีการสอนเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง แต่ผ่านไปไม่กี่ร้อยปี ก็เกิดความวุ่นวายขึ ้น อิทธิพลของขุนนางนับวันยิ่งน้อยลง ก็เลยเรียกว่าสมัย ชุนชู สมัยชุนชูตอนต้น แคว้นต่างๆลดลงเหลือ 120 แคว้น ช่วงปลายสมัยชุนชู ลดลงเรื่อยๆจนเหลือ แคว้นใหญ่ๆเพียง 10แคว้น และแคว้นอื่นๆก็หายไปทั ้งหมด หลังสมัยชุนชู ในช่วงต่อมาถูกเรียกว่าสมัยชอนกุก สมัยชอนกุกนั ้น สุดท้ายก็กลายเป็ นอาณาจักรฉิน แต่เดิมแคว้นฉินเป็ นบริเวณที่อ่อนแอและไม่มี ระบบขุนนาง ดังนั ้นจึงได้ยกย่องทหารที่ช่วยเหลือเมื่อตอนเมืองหลวงไปที่ชูชิลให้ขึ ้นเป็ นขุนนางและได้รับ พื ้นที่ทางทิศตะวันตกของคีซันนอกจากแคว้นฉิน แคว้นอื่นเหลือเพียงหกแคว้นเท่านั ้น


82 แต่พื ้นที่แคว้นฉินเป็ นพื ้นที่ที่ลาดเอียงมาก และมีพื ้นดินต ่า ท าให้ถูกแคว้นอื่นดูถูกและไม่ถูกเชิญใน งานประชุม ท าให้ได้รับความโกรธแค้นมาก หลังจากประสบความส าเร็จ ก็เริ่มขยายอาณาเขตไปยังดินแดน ทางด้านตะวันออก ตอนนี ้เองแคว้นฉินมีก าลงมากขึ ้นจนแคว้นอื่นทั ้งหกไม่สามารถเอาชนะแคว้นฉินได้แล้ว แคว้นทั ้งหกไม่มีแผนการที่จะควบคุมแคว้นฉินไว้ ช่วงเวลาที่ตื่นตระหนกนั ้นแคว้นฉินก็มีอ านาจ มากขึ ้น และรุกรานดินแดนของแคว้นอื่น แคว้นฉินมีจักรพรรดิที่ฉลาดเกิดขึ ้นอย่างต่อเนื่อง ปกครองอาณาจักรโดยไม่มีอุปสรรคภายใต้ นโยบายเดียวกันมาตลอด100ปี และตั ้งใจจะกวาดล้างแคว้นทั ้งหก เจิ ้ง ลูกของชังยางวัง จึงแอบส่งเข้าไป เพื่อยุให้ขุนนางทั ้งหกแตกคอกัน และโค่นแคว้นหาน(韩) จ้าว(赵) เว้ย(魏) ฉู่(楚) เยียน(燕) และฉี (齐) ตามล าดับเขาสถาปนาตัวเองเป็ นจักรพรรดิ และให้เรียกตัวเองว่าชีฮวังเจ (ฮ่องเต้) ระบอบศักดินาที่ เคยใช้ตั ้งแต่เมื่อหลายพนั ปีก่อน กล่าวคือระบบที่ให้สิทธิ์แก่ขนุนางในการปกครองถกูล้มเลิกอย่างเด็ดขาด และการสืบเชื ้อสายของจักรพรรดิก็ถูกควบคุม เขาแบ่งการปกครองเป็ นคุน และฮยอน ในคุนได้มีการ แต่งตั ้งข้าราชการระดับสูงขึ ้นมาสามคน คือ ซู,วี,คัมซูดูแลด้านการเมือง วีดูแลทหาร และคัมดูแลประชาชน ฮยอนอยู่ภายใต้การปกครองของกุน รองจากจักรพรรดิคือข้าราชการระดับสูงสามคน ต่อจากนั ้นก็คือข้าราชการธรรมดา อ านาจการ แต่งตั ้งและถอดถอนจากต าแหน่ง อยู่ในมือของจักรพรรดิ จักรพรรดิมีอ านาจเด็ดขาด เสียงคัดค้านในการปฏิบัติแบบนี ้เกิดขึ ้นมากมาย (มาจากการคัดค้านของข้าราชการที่อยากจะเป็ น ขุนนางต าแหน่งที่สูงขึ ้น) แต่ก็ถูกปราบปรามได้ทั ้งหมด อาวุธภายในอาณาจักรทั ้งหมดถูกส่งไปท าลายที่โซลและได้สร้ างตุ๊กตาขึ ้น 12 ตัว ท าให้นอกจาก พระบรมมาวงศานุวงค์แล้ว ประชาชนก็ไม่มีอาวุธใดๆ เขาได้สร้างระเบียบแบบแผนให้เป็ นหนึ่งเดียวทั ้งหมดเช่นก าหนดเงินตรา หน่วยชั่งตรงวัดกฎหมาย ปฏิทิน สร้างรางรถไฟ ก าหนดการแต่งกายและการก าหนดให้ใช้ตัวอักษรภาษาจีน เป็ นระบบเดียวกันหมด ทั่วทั ้งอาณาจักร


83 พระองค์มีค าสั่งให้เผาท าลายหนังสือทั ้งหมดทิ ้ง ภายใต้การจัดการจากพระราชวัง ท่ามกลางเสียง คัดค้านของพวกนักวิชาการ ซึ่งได้เหลือไว้เพียงหนังสือว่าด้วยการแพทย์ การเกษตรกรรมและการท านาย พยากรณ์ นักวิชาการที่คัดค้านการกระท าของพระองค์ก็ถูกฝังทั ้งเป็ น จ านวนไม่ต ่ากว่า 460 คน มีการสร้างและซ่อมแซมก าแพงที่เคยสร้างในอดีตมาเพื่อป้ องกันพวกขุนนางที่ป่ าเถื่อน มีการสร้าง ให้เชื่อมต่อกันและขยายให้ยาวขึ ้นจนถึงหมื่นลี ้ มีการเรียกพวกคนรวยในอาณาจักรให้ไปที่ฮันยัง (ชื่อเมืองโซลในสมัยก่อน) และสร้างเมืองโซลให้มี ความหรูหรา เขาเอาชนะพวกชนเผ่าป่ าเถื่อนทางทิศเหนือ และอพยพชนเผ่าฮั่นไปที่นั่นแทน เขาไล่พวกชนเผ่า ป่ าเถื่อนจากใต้ไปจนถึงทางเหนือของอันนัม และอพยพชนเผ่าฮั่นเข้ามา ท าให้กลายเป็ นอาณาจักรที่ กว้างขวางจนไม่มีที่สิ ้นสุด ในหนึ่งปี เขาได้ตระเวนไปทั่วอาณาจักรเป็ นจ านวนห้าครั ้งเพื่อให้ราษฎรรับรู้ถึงความรักและความ ยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิ เขาไม่ได้เป็ นที่รู้จักแค่ในอาณาจักรเท่านั ้นแต่ยังโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศด้วย แต่ชีฮวังเจผู้ที่เป็ นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของอาณาจักรและเป็ นเจ้าของอาณาจักรแห่งนี ้ก็มีเรื่องที่ วิตกกังวลใจอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่คือความตาย 'ข้าเป็ นเจ้าของอาณาจักร ถ้าตายไปจะเป็ นอย่างไรนะ' ในอดีตโซโลมอนกษัตริย์ของอิสราเอล ได้พูดออกมาอย่างเศร้าสลด ชีฮวังเจก็ได้เปล่งค านี ้ออกมา อย่างโศกเศร้าด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าชีฮวังเจจะได้ปกครองอาณาจักรฉิน แต่ก็รู้ สึกกลัวความตาย ในช่วงที่ก าลังสับสนนั ้น อาณาจักรชังแฮกุก เขตภูเขา ทางด้านตะวันออกก็มีจักรพรรดิที่ชื่อว่ายูพี ซึ่งปกครองเมืองด้วยสันติสุข [ยอมินอง] ในสวนที่ตัวเองเพิ่งวางไว้จนเต็ม เขาหันควับไปตามเสียงเรียกจากด้านหลังที่ตรงนั ้น พ่อของเขา เป็ นซังแดบู ก าลังยิ ้มและเดินมาทางนี ้


84 "ท่านพ่อ มาแล้วหรือขอรับ" "ใช่ เจ้าเอาแง่หิน มาวางไว้เต็มเชียว" "ขอรับ เพิ่งเสร็จเมื่อกี ้ ตอนนี ้ก าลังพักอยู่ขอรับ" ยอมินองลุกขึ ้น เขาเป็ นคนที่มีร่างกายก าย าจนน่าตกใจ "งั ้น เริ่มกันเลยดีไหมขอรับ" "ต้องไถให้เสร็จก่อนฟ้ าจะมืด" สองพ่อลูกยืนเหม่ออยู่ตรงคันดินฝั่งหนึ่ง จากนั ้นจึงเดินไปทางวัวที่เล็มหญ้าอยู่ ทั ้งสองช่วยกันไถนา โดยพ่อจูงวัว ลูกดูตรงผาลไถ "ท่านพ่อ" ลูกชายเรียกพ่อในขณะที่ก าลังไถนาอยู่ "มีอะไร"


85 "ได้ยินมาว่าคนที่ชื่อชีฮวังแห่งอาณาจักรฉิน ก าลังตามหาโสมภูเขาเพื่อความเป็ นอมตะ ช่างโง่เขลา เสียจริง" “โง่อย่างนั ้นหรือ” "อาณาจักรตั ้งกว้างใหญ่ โสมภูเขาอยู่ที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ นอกอาณาจักรของเราจะมีคนที่ทิ ้ง อาชีพตัวเองและออกไปตามหาโสมภูเขาเพื่อรางวัลของชีฮวังเจด้วยไหม ท าอย่างนั ้นจะไม่โง่เกินไปหน่อย หรือ" "ไม่รู้ สิ ถ้าคิดอย่างนั ้นมันก็ถูก แม้จะไม่รู้ว่าโง่ไหม แต่อาณาจักรที่ติดต่อกับเราในสมัยคีบูมีชนเผ่า ฮั่นอยู่มาก ความโลภของชนเผ่าฮั่นก็รุนแรงมาตั ้งแต่สมัยก่อนแล้วไม่ใช่หรือ" "ไอ้พวกนั ้น ถ้ามันเข้ามาในอาณาจักรเราแม้แต่คนเดียว ข้าจะซัดมันให้ร่วง” มินอง ก ามือขวาที่จับผาลไถแล้วมองไปรอบๆมือนั ้น "นี่ แต่ชีฮวังเจก็ไม่ใช่เล่นๆนะ ถ้าปกครองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แบบนั ้นได้ ก็ต้องท าได้อยู่แล้ว ไม่มี แผนการอื่น เขาสร้ างไว้ดีขนาดนั ้น แต่ลูกๆก็ไม่ได้รับการยอมรับ ตัวเองก็แก่ตัวลงไปเรื่อยๆก็คงต้องกังวล เป็ นธรรมดา ถ้ามีชีวิตนานยาวนานขึ ้นอีกก็คงดีไม่ใช่หรือ?" "ไม่รู้สิขอรับ" “เรื่องของอาณาจักรอื่นเป็ นเรื่องรอง อาณาจักรเราเองก็มีเรื่องไม่ดีไม่น้อยเชียว” "อะไรนะขอรับ" "นี่ ท่านจุงแดบูถูกใส่ร้าย ทั ้งๆที่ไม่ได้เป็ นคนท า ลุงของแกถูกใส่ร้าย เลยเกิดเรื่องผิดพลาดขึ ้น” “ท่านจุงแดบู หมายถึงท่านโดจอนกักอย่างนั ้นหรือขอรับ ท่านโดถูกจักรพรรดิใส่ร้ายหรือขอรับ” "ใช่" "ท่านพ่อ จงหันไปมองด้านหลังสักประเดี๋ยว"


86 พ่อหยุดจูงวัวแล้วหันไปมอง มินองยิ ้มร่า วางผาลไถแล้วถือแท่งเหล็กอันใหญ่ขึ ้นมา และจับปลาย ด้ามด้วยมือขวา ตะโกนหนึ่งครั ้งแล้วงอมันเต็มแรง ไม่เพียงแค่นั ้น เขายังใช้พลังค่อยๆงอมันแล้วพันไปที่ แขนเหมือนกับพันเชือก เมื่อพันเสร็จแล้วก็ค่อยๆคลี่ออกอีกครั ้ง จับปลายไว้ทางด้านขวามือ แท่งเหล็กที่ถูก งอก็กลับมาตรงอีกครั ้ง “ท่านพ่อ ถ้าก ามือก็จะไม่มีวันแพ้ใช่ไหมขอรับ” “โอ้...” พ่อมองดูด้วยความประทับใจ “ตอนที่ข้าเป็ นวัยรุ่นก็มีพละก าลังแบบนี ้เหมือนกัน เจ้าเยี่ยมมาก” “ในอนาคตพละก าลังนี ้จะเปล่าประโยชน์ไหมครับ” พูดคุยกันเพียงเท่านี ้ และสองพ่อลูกก็ช่วยกันไถนาต่อสักพัก แล้วพูดขึ ้นมาอีกครั ้ง “ท่านพ่อ คุณโดถูกใส่ร้ายว่าอย่างไรหรือขอรับ” “มากมายหลายเรื่อง เขาถูกจักรพรรดิยึดอ านาจไป” “อย่างนั ้นหรือ เขาอยากเป็ นซังแดบูใช่ไหมขอรับ” “ใช่!” ในตอนนี ้สองพ่อลูกไถนากันเกือบแล้วเสร็จ จู่ๆก็มีเด็กผู้หญิงอายุประมาณ10ขวบเดินจ ้าๆจากถนน ใหญ่มาทางนา มินองเห็นเลยเอ่ยปากถามพ่อ “ท่านพ่อ รู้จักเด็กคนนั ้นไหมขอรับ” “ดูเหมือนหลานของข้าเลย” จริงๆแล้วเด็กคนนั ้นคือลูกสาวของยอแฮ ซึ่งเป็ นอาของมินอง “ท่านลุง!” เด็กคนนั ้นวิ่งมาหาลุงด้วยใบหน้านองน ้าตา


87 “โอ้ เธอเองหรือ เป็ นอะไร ร้องไห้ท าไม เกิดอะไรขึ ้น” “ท่านลุง! เมื่อตะกี ้มีทหารหลวงมาจับตัวท่านพ่อไป” “อะไรนะ?” ทั ้งสองพ่อลูกส่งเสียงออกมาพร้อมกัน “ท่านพ่อ ท่านหลอกข้าเรื่องท่านโดหรือ” พ่อไม่ตอบและก้มหน้าลง “นี่ เจ้าอยู่ที่นี่ก่อน ไถต่ออีกสักไร่แล้วค่อยไป” ขณะที่เขาก าลังไถต่ออีกหนึ่งไร่ ดูเหมือนว่าเขาก าลังคิดอะไรอยู่แต่ไม่ได้พูดมันออกมา สองพ่อลูก จูงวัวเดินไปอีกฝั่งหนึ่ง หลังจากพวกเขาเตรียมหน้าดินเสร็จ ก็เดินกลับมา ก่อนจะหยุดตรงหน้าหลานสาว และพูดว่า “นี่ ทางนี ้ข้าจะจัดการเอง เจ้าไปหาแม่ของเจ้าแล้วบอกท่านว่าไม่ต้องเป็ นห่วง ให้รอก่อน” “จะหมดห่วงได้จริงหรือเจ้าคะ” “คิดว่าข้าไม่ห่วงอย่างนั ้นหรือ” หลานสาวยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก็เดินกลับบ้านไป สองพ่อลูกจึงเริ่มไถนาต่อ หนึ่งไร่สองไร่ พ่อยังคงครุ่นคิด อะไรบางอย่างอยู่ หลังจากไถเสร็จอีกสองไร่ เขาก็เปิ ดปากพูดออกมา “นี่” “ขอรับ” “คืนนี ้เจ้าไปที่คุกแล้วไปช่วยอาของเจ้าออกมาเสีย แอบเจาะก าแพงข้างหลังเข้าไป และอย่าให้ ทหารที่ไม่รู้ตาสีตาสาได้รับบาดเจ็บ” “ขอรับ ข้าจะท าตามที่ท่านพ่อสั่ง”


88 “มันเป็ นอุบายของตระกูลโดไม่ผิดแน่ แต่หากเจ้าเข้าไปยุ่งกับตระกูลโดล่ะก็ จะท าให้บ้านเมืองเกิด ความวุ่นวายเปล่าๆ ข้าลองคิดว่าจะขอร้องพระราชาดูแต่เนื่องจากในตอนนี ้พระราชาเห็นว่าข้าได้รับความ ไว้วางใจจากประชาชน จึงแต่งตั ้งข้าให้เป็ นข้าราชการระดับสูง และข้าไม่คิดว่าข้าจะสามารถยื่นค าขอแก่ พระราชาได้หรอกนะเพราะตระกูลโดก็ได้รับความไว้วางใจเพิ่มมากขึ ้น ดังนั ้น สิ่งที่เราท าได้ก็มีเพียงเจาะ ก าแพงด้วยก าปั ้นเจ้าและช่วยอาของเจ้าออกมาเท่านั ้นแหละ” “ท่านพ่อไม่ต้องห่วงขอรับ ข้าจะท าร้ายทหารไปท าไมข้าจะไปช่วยท่านอาออกมาให้ได้ขอรับ” “เฮ้อ ปัญหาบ้านเมืองช่างวุ่นวายนัก” “ท่านพ่อ ขอเพียงแค่ท่านพ่ออนุญาต ข้าจะท าให้คนตระกูลโดกลายเป็ นผุยผงด้วยก าปั ้นของข้า เลย ท าไมถึงไม่อนุญาตล่ะขอรับ” “ท าไมน่ะหรือ เจ้าก็รู้ อยู่ว่าอาณาจักรของเรา พวกเราคนของตระกูลยอกับคนของตระกูลโดนั ้น ไม่ได้สืบทอดมาจากตระกูลที่มีชื่อเสียง ถึงแม้โดจอนกักจะหายไปคนหนึ่ง แล้วคิดว่าจะไม่มีคนแบบนั ้นใน ตระกูลโดอีกงั ้นรึถ้าท าอย่างนั ้นบ้านเมืองก็จะยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่ ในฐานะอัครมหาเสนาบดี ควรท า อย่างไรกับบ้านเมืองที่วุ่นวายนี ้ดี” “ถ้าเป็ นข้า ข้าจะท าให้มันกลายเป็ นผุยผงด้วยก าปั ้นนี ้เลย ท่านพ่อ ข้าขอไถต่ออีกแค่ไร่เดียวได้ หรือไม่” เด็กหนุ่มไถต่ออีกหนึ่งไร่จนเสร็จ พ่อลากวัวส่วนลูกชายก็แบกเครื่องมือท านากลับบ้านในเวลา พลบค ่า เย็นวันนั ้น หลังจากที่มินองกินข้าวเสร็จก็รีบเข้านอนทันที เขาตั ้งใจเข้านอนแต่หัวค ่าเพื่อที่จะได้ตื่น ขึ ้นมากลางดึก มินองลืมตาตื่นขึ ้นกลางดึก ตอนที่ไก่ขันเป็ นครั ้งที่สองเขาลุกพรวดขึ ้น และออกจากบ้านไปอย่าง เงียบๆ


89 ตอนนี ้เป็ นวันสิ ้นเดือน(ทางจันทรคติ)ที่มืดสลัว เขาคล าทางไปจนถึงคุก มินองเดินวนไปวนมาที่ ประตูหน้าคุก หลังจากนั ้นก็อ้อมไปทางด้านหลัง เขาวางมือลงบนก าแพงที่ไม่ได้สูงนัก จังหวะนั ้นเอง ร่างกายที่ก าย าของเขาก็สามารถเข้าไปข้างหลังก าแพงได้โดยปราศจากเสียงใดๆ เขาผู้ซึ่งสามารถมองเห็นได้ดีในที่มืด ก็เห็นเหล่าทหารที่นั่งอยู่หน้าประตูคุกลางๆ เขาเอาหลังพิงกับ ก าแพงแล้วค่อยๆย่องกลับไปทางด้านหลัง เขาอ้อมไปข้างหลัง ทีละก้าว ทีละก้าว มุ่งหน้าไปยังคุกที่อาของเขาถูกขังไว้ เขาพยายามอย่าง เต็มที่เพื่อไม่ให้มีเสียงฝี เท้า จนกระทั่งเกือบถึงคุก เขาลองลูบที่ก าแพงเบาๆหนึ่งทีหลังจากนั ้นเขาก็ชูก าปั ้นขึ ้นโดยไม่พูดอะไร แล้วต่อยเข้าที่ก าแพง หมัดนั ้นเจาะก าแพงจนทะลุ และเขาจึงเข้าไปข้างในนั ้น ราวกับว่าไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงชกก าแพงนั ้นเลย เขาคลายก าปั ้น แล้วค ้าก าแพงไว้ มินองดูสะดุ้ง ตกใจเล็กน้อย


90 ก าแพงคุกสั่นไหวด้วยพลังที่น่าตกใจของเขา มินองพยายามอย่างมากและใช้เวลาพักหนึ่งเพื่อที่จะ รื ้อก าแพงโดยไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกไป เขาจึงรื ้อก าแพงด้านหนึ่งออกเป็ นรูกว้างในคราวเดียว มินองเข้า ไปทางช่องนั ้น เขาคล าทางไปเรื่อยๆ จนไปโดนตัวคนๆหนึ่งที่นอนแผ่อยู่ มินองเข้าไปดูใกล้ๆ และหลังจากที่ มินองเอามือลูบที่หนวดของชายผู้นั ้น เขาก็รู้ทันทีว่าเป็ นท่านอาไม่ผิดแน่ เขาจึงเอามือสอดเข้าไปที่หลังคอ และบั ้นท้าย เพื่อที่จะอุ้มท่านอาขึ ้นมาอย่างเบามือที่สุด มินองอุ้มอามาทั ้งๆที่ยังหลับอยู่ เขาย้อนกลับมา ออกทางช่องเดิม และย่องออกมาจนถึงก าแพงหิน มินองยกตัวอาขึ ้นแล้ววางลงบนก าแพง จากนั ้นเขาก็ ข้ามก าแพงไป หลังจากนั ้นก็อุ้มอาลงจากก าแพง จังหวะนั ้นเองอาของเขาก็ตื่นขึ ้น “หืม?” “ท่านอา” “เจ้าคือใครกัน” “ท่านอา นี่ข้าเองขอรับ ได้โปรดอย่าส่งเสียงดัง” “โอ้! มินองเองรึ แล้วที่นี่มันที่ไหนกันล่ะ” “นอกก าแพงคุกขอรับ” “นี่เจ้าพาข้าออกมาถึงนี่เลยอย่างนั ้นรึ” “ขอรับ” “ไม่ได้การแล้ว เจ้าพาข้าออกจากคุกด้วยพระบรมราชโองการหรือเปล่า” “ไม่ขอรับ กระผมรับค าสั่งของท่านพ่อให้มาท างานนี ้ขอรับ ท่านพ่อบอกอย่างชัดเจนว่าถึงแม้เรื่องนี ้ จะไม่ถูกต้อง แต่พูดไปพระราชาก็ไม่ฟัง ให้ปล่อยไว้เฉยๆแล้วถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ ้นมันก็จะไปถึงหูพระราชาเอง เลยให้มาช่วยท่านอานี่แหละขอรับ” “ท่านพี่บอกอย่างนั ้นหรือ” “ใช่ขอรับ ท่านพ่อบอกอย่างนั ้น” “อืม”


91 ผู้เป็ นอาก้มหน้าลงเพื่อคิดครู่หนึ่ง เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่และพูดว่า “อืม ตอนนี ้ข้าก็เป็ นนักโทษหนีคดีแล้วสินะ” “หา ท าไมหรือขอรับ?” “ไม่ใช่หรือไง นักโทษที่ไหนเขาไม่หนีกันล่ะ” “แค่ไปหลบที่ไหนสักแห่งแล้วเปลี่ยนชื่อก็พอไม่ใช่หรือขอรับ” “นั่นก็คือนักโทษหนีคดียังไงล่ะ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็ นความต้องการของท่านพี่ ก็คงท าได้แค่หนี สินะ” “เรารีบหนีออกไปจากที่นี่กันเถอะขอรับ” “ก่อนอื่นไปพบท่านพี่กันเถอะ” สองอาหลานคล าทางที่มืดสลัวกลับไปยังบ้านของมินอง มีแสงสลัวๆออกมาจากห้องของพ่อมินอง และท่านพ่อลุกขึ ้นมานั่งรออยู่แล้ว ราวกับรู้ว่ามินองและอาก าลังมา เมื่อสองอาหลานเดินเข้ามา ประตูก็ถูก เปิ ดออก “มาแล้วรึ” “ท่านพี่” “ท่านพ่อ” “อืม เข้ามาก่อน” เมื่อสองอาหลานเข้ามาในห้อง ยอบังก็ได้ถามลูกของตนก่อน “มีทหารได้รับบาดเจ็บไหม” “ปลอดภัยหายห่วงขอรับ” ทีนี ้จึงหันมาถามอาอูบ้าง


92 “เจ้าเหนื่อยมามากเลยสินะ” อาอูได้เพียงแต่ก้มหน้า “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่” “นั่นน่ะสิ ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ ก่อนหน้านี ้ มีทหารมาพร้อมราชโองการให้จับข้าเข้าคุก จนถึงตอนนี ้ ข้าเองก็ยังไม่รู้สาเหตุ” ผู้เป็ นพี่ก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้ องเจ้าหน่อยน่ะ เป็ นเรื่องส าคัญ ไม่ใช่แคว้นใดอื่นแต่เป็ นชีฮวังเจกษัตริย์ แคว้นฉิน ตอนนี ้ทั่วทั ้งอาณาจักรก าลังหาโสมภูเขาอยู่ไม่ใช่หรือ เจ้าจงไปสืบมาว่าชีฮวังเจได้ให้คนมาขุด โสมภูเขาแล้วลักลอบส่งมายังเมืองของเราหรือไม่” “หากนั ้นเป็ นค าสั่งจากท่านพี่ ข้าก็จะท าขอรับแต่...” “แต่อะไรอย่างนั ้นรึ” “นักโทษจะกลับมาได้อย่างไรกันขอรับท่านพี่” “ไอ้น้อง เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น จงไปสืบมาแล้วกลับมาหาข้า ข้าจะกราบทูลพระราชาถึงสิ่งที่เจ้า ได้ท าให้แก่พระองค์แล้วขอให้พระองค์ทรงประทานอภัยโทษแก่เจ้าพร้อมกับมอบต าแหน่งให้เจ้าด้วย” “ท่านพี่” “ไม่ต้องห่วง ไปท าตามที่ข้าบอก แล้วก็ไม่ต้องห่วงทางบ้านนะ ข้าจะดูแลให้เอง” “ถ้าอย่างนั ้น ข้าจะไปขอรับ” “งั ้นเจ้าแวะไปที่บ้าน ท าให้พวกเขาหายห่วงก่อนที่พวกเขาจะรู้ เรื่องนี ้ เพราะหากรู้ แล้วคงไม่สนุก แน่” “ถ้างั ้น ข้าลาล่ะ” “ไปเถอะ”


93 อาอูลุกขึ ้น โดยมีท่านพี่และหลานมาส่งเขาจนถึงหน้าประตูบ้าน เมื่ออาอูเดินพ้นประตูไปได้ไม่นาน ยอบังก็เรียกมินอง และพูดว่า “นี่ มินอง เจ้าจงแอบตามอาของเจ้าไป และคอยดูแลความปลอดภัยของอาจนกว่าอาจะออกจาก โซลได้” “ขอรับ” มินองตอบอย่างเริงร่าแล้วเดินออกประตูไป เขาเดินคล าทางมืดๆตามอาไป อากลับเข้าไปในบ้านของตัวเอง มินองรออยู่ที่ด้านนอก อาเข้าไปข้างในเพียงไม่นานก็ออกมา จากนั ้นก็เดินเรื่อยๆไปยังนอกเมือง โดยมีมินองแอบตามไป พอออกมาถึงชานเมือง ผ่านถนนที่ออกมาจากสวนก็เป็ นภูเขา ข้ามภูเขานั ้นก็เป็ นอีกหมู่บ้าน ผ่าน หมู่บ้านนั ้นก็เป็ นดินแดนที่ไร้ผู้คน จนถึงตรงนี ้ก็ปลอดภัยแล้ว


94 มินองเดินตามอา ซึ่งอาไม่ได้เหลียวหลังมามองเลย หลังจากนั ้นพวกเขาก็ข้ามเขาและผ่านหมู่บ้าน ไปยังชายแดนที่ปราศจากผู้คน ตอนนั ้นฟ้ าก็เริ่มสางแล้ว มินองยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง เขาท าความเคารพท่านอาจากด้านหลัง ท่านอาก าลังมุ่งหน้าไปยังต่าง แดนอย่างว้าเหว่ จากนั ้นมินองก็เดินทางกลับบ้านของตน 山蔘[โสมภูเขา] “วันนี ้ก็ไปอีกแล้วหรือ” “ใช่ ต้องไปสิ” ที่ภูเขาแคโกล (皆骨山)อาณาจักรชังแฮ มีบ้านอยู่หนึ่งหลังตั ้งอยู่โดดเดี่ยวกลางเขา บ้านหลังนี ้ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยกันอยู่สองคน แม้จะดูเหมือนเป็ นชาวชังแฮแต่แท้จริงแล้วทั ้งคู่เป็ นชาวจีน(漢族) ตอนที่ชีฮวังเจบุกยึดเมืองต่างๆหกเมือง เผาต าราเรียนและฆ่านักปราชญ์อย่างทารุณ พวกเขาต้องการที่จะ หลีกหนีความวุ่นวายจึงได้อพยพออกมาจนถึงอาณาจักรชังแฮที่ที่เป็ นหุบเขาที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว พวกเขา สร้างกระท่อมเล็กๆ ภรรยามีหน้าที่ทอผ้าส่วนสามีมีหน้าที่ขุดสมุนไพรเอาไปแลกเสบียงประทังชีวิต เจ้าของ บ้านหลังนี ้มีชื่อว่าซอบก(徐福) “ถ้างั ้น ข้าห่อข้าวให้นะ” “อืม” ภรรยาห่อข้าวให้สามี สามีรับไว้และออกจากบ้านไป “เอาล่ะ วันนี ้ลองไปหุบเขานี ้ดูไหม”


Click to View FlipBook Version