The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน การพัฒผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 1โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม ปีการศึกษา 2/2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัยในชั้นเรียน การพัฒผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 1โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม

วิจัยในชั้นเรียน การพัฒผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 1โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม ปีการศึกษา 2/2566

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 Development of learning achievement in the thesis subject on continuous problem solving in the 5-step inquiry format (5E) for Mathayom 1. ส่งศักดิ์ ศรีบุญเรือง วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 Development of learning achievement in the thesis subject on continuous problem solving in the 5-step inquiry format (5E) for Mathayom 1. ส่งศักดิ์ ศรีบุญเรือง วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ก ชื่อเรื่อง วิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นายส่งศักดิ์ ศรีบุญเรือง ครูพี่เลี้ยง ครูวิภาวรรณ วรเมธาพงศ์ สถานศึกษา โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาการคำนวณ ก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อ เปรียบเทียบทักษะกระบวนแก้ปัญหาโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชาวิทยาการคำณ วน หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสืบ เสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนใช้มัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้แก่ นักเรียน โรงเรียนาน้ำโสมพิทยาคม จำนวน 41 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. พบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 78.65 / 79.63 สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนใช้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 11.83 คะแนน และ 15.93 คะแนน ตามลำดับและเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของ นักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความสามารถในการใช้ทักษะกระบวนแก้ปัญหารายวิชาวิทยาการคำณวน เรื่อง การแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ 75 หลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ข 4. พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม จังหวัดอุดรธานี มีความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนใช้มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก( X = 4.23) คำสำคัญ : การแก้ปัญหา , การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้


ค กิตติกรรมประกาศ การวิจัยในเรื่อง การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชาวิทยาการ คำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม สำเร็จลุล่วงได้ ดีเพราะได้รับความอนุเคราะห์ความรู้จากอาจารย์นิพล สังสุทธิอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย นางสาววิภา วรรณ วรเมธาพงศ์ คุณครูพี่เลี้ยง คณะผู้บริหารและครูโรงเรียนน้ำโสมพิทยาคมทุกท่านได้ช่วยเหลือให้ คำปรึกษาแนะนำตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดียิ่ง ตลอดจนสำเร็จ สมบูรณ์ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณท่านเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่านที่ผู้วิจัยได้นำมาศึกษา อ้างอิง ในการ ทำวิจัยครังนี้ รวมถึงคณะอาจารย์สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา ที่ให้ความร่วมมือ ตลอด จนอำนวยความ สะดวก ทั้งนี้ผู้วิจัยขอขอบคุณนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคมที่เป็นผู้ให้ข้อมูลและ มีส่วนร่วมในการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อจะนำไปใช้เป็นประโยชน์ภาคการศึกษาต่อไปขอกราบขอบพระคุณคุณ พ่อ คุณแม่และครอบครัวที่เป็นกำลังใจและการสนับสนุนมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนสำเร็จ ส่งศักดิ์ ศรีบุญเรือง ผู้วิจัย


ง สารบัญ เรื่อง หน้า คำสำคัญ : การแก้ปัญหา , การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้...............................ข กิตติกรรมประกาศ ............................................................................................................ ค ความเป็นมาและความสำคัญ..........................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญ ........................................................................................................1 วัตถุประสงค์..................................................................................................................................3 สมมติฐานของการวิจัย..................................................................................................................4 กรอบแนวคิดในการวิจัย................................................................................................................4 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ปรับปรุง 2560)กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี...........................................................................................................5 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น............................................................................14 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน...............................................................................................................18 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ....................................................................................................23 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน .....................................................................24 ความพึงพอใจ.............................................................................................................................25 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ......................................................................................................................26 วิธีการดำเนินการศึกษา.................................................................................................28 1. ประชากร................................................................................................................................28 2. แบบแผนการทดลอง...............................................................................................................28 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา.......................................................................................................29


จ 4. การทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล....................................................................................31 5. การวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................................31 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................36 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล...........................................................................................36 ลำดับขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................37 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................................37 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ...........................................................................41 สรุปผล........................................................................................................................................41 อภิปรายผล.................................................................................................................................41 ข้อเสนอแนะ................................................................................................................................43 รายการอ้างอิง...............................................................................................................45 ภาคผนวก.....................................................................................................................49 ภาคผนวก ก................................................................................................................................50 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล........................................................................50 ภาคผนวก ข................................................................................................................................97 แบบประเมินและผลการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา.....................................................97 ภาคผนวก ค.............................................................................................................................109 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล..............................................................................................................109 ภาคผนวก ง.............................................................................................................................122 ประวัติผู้วิจัย...............................................................................................................125


ฉ สารบัญรูปภาพ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย........................................................................................................5 ภาพที่ 2 วัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในห้องเรียนตามแนวทางของ สสวท. (IPST, 2017) .............................................................................................................................................18 ภาพที่ 3 ง.1 ภาพกิจกรรม..........................................................................................................123 ภาพที่ 4 ง.2 ภาพกิจกรรม..........................................................................................................123 ภาพที่ 5 ง.3 ภาพกิจกรรม..........................................................................................................124 ภาพที่ 6 ง.4 ภาพกิจกรรม..........................................................................................................124


ช สารบัญตาราง ตาราง 1 รูปแบบการวิจัย The Single Group, Pretest - Posttest Design......................................28 ตาราง 2 การจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75......................37 ตาราง 3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา สำหรับ นักเรียนใช้มัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน (n = 41).............................................................38 ตาราง 4 การเปรียบเทียบทักษะกระบวนแก้ปัญหาโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำณวน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75.................38 ตาราง 5 การศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนใช้มัธยมศึกษาปีที่ 1 (n = 41) .............................................39 ตาราง 6 ข.1 แบบประเมินความสอดคล้องของทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน..........................98 ตาราง 7 ข.2 ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.............104 ตาราง 8ตารางที่ ข.3 การประเมินความพึงพอใจต่อวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E)....................................................................................................................................................106 ตาราง 9 ข.4 ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบสอบถามความพึงพอใจ.............................108 ตาราง 10 ค.1 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการ คำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการทดลองภาคสนาม ได้ผลดังตาราง........................................................................................110 ตาราง 11 ค.2 ประสิทธิภาพของการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.........112 ตาราง 12 ค.3 ผลการวิเคราะห์จากการนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาการ คำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่


ซ 1 จำนวน 20 ข้อ ไปทดลองใช้กับนักเรียนจำนวน 41 คนเพื่อนำมาหาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนก แบบอิงเกณฑ์ ได้ผลดังตาราง ..............................................................................................................113 ตาราง 13 ค.4 ผลการวิเคราะห์จากการหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้ง ฉบับ 20 ข้อ ที่ผ่านการวิเคราะห์หาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกได้ผลดังตาราง .........................115 ตาราง 14 ค.5 ผลรวม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละคะแนนทดสอบก่อนเรียนและ คะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ผลดังตาราง..........................................118 ตาราง 15 ค.6 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ได้ผลดัง ตาราง..................................................................................................................................................120 ตาราง 16 ค.7 ผลการวิเคราะห์จากการนำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบ การจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5E ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ผลดังตาราง...................121


1 บทที่ 1 ความเป็นมาและความสำคัญ ความเป็นมาและความสำคัญ การจัดการเรียนรู้ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของประเทศไทยในปัจจุบัน มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ หลากหลาย การที่จะจัดการเรียนรู้โดยวิธีใดนั้นจะต้องคำนึงถึงคุณลักษณะของผู้เรียนที่พึงประสงค์ที่ นักการศึกษาจะต้องตั้งไว้เป็นประเด็นที่ชัดเจน เพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายและทิศทางของการจัดการศึกษา (ไพฑูรย์ สินลารัตน์, 2559, หน้า 27) สำหรับการจัดการเรียนรู้ของประเทศไทยในปัจจุบัน มีจุดมุ่งหมาย ทางการศึกษาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ณพัฐอร บัวฉุน นฤมล ยุตาคม และพจนารถ สุวรรณรุจิ, 2559, หน้า 99) ผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาอันจะเห็นได้จากหลักสูตร แกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุงพ.ศ. 2560 ที่ได้มีการปรับปรุงหลักสูตร โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัยมากขึ้นทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความ เจริญก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ คำนึงถึงการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 ก, หน้า 2)ตลอดจนสามารถจัดการเรียนรู้ที่ สอดคล้องกับหลักสูตรและศตวรรษที่ 21 ผ่านการลงมือปฏิบัติสืบเสาะหาความรู้ เพื่อทำความเข้าใจ แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะกระบวนการต่าง ๆสามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ประโยชน์ใน ชีวิตประจำวันได้ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2561 ก, หน้า 1) การจัดการเรียนรู้ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของประเทศไทยในปัจจุบัน มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ หลากหลาย การที่จะจัดการเรียนรู้โดยวิธีใดนั้นจะต้องคำนึงถึงคุณลักษณะของผู้เรียนที่พึงประสงค์ที่ นักการศึกษาจะต้องตั้งไว้เป็นประเด็นที่ชัดเจน เพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายและทิศทางของการจัดการศึกษา (ไพฑูรย์ สินลารัตน์, 2559, หน้า 27) สำหรับการจัดการเรียนรู้ของประเทศไทยในปัจจุบัน มีจุดมุ่งหมาย ทางการศึกษาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ณพัฐอร บัวฉุน นฤมล ยุตาคม และพจนารถ สุวรรณ รุจิ, 2559, หน้า 99) ผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีทาง การศึกษาอันจะเห็นได้จากหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ที่ได้มีการปรับปรุงหลักสูตร โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัยมากขึ้นทันต่อการเปลี่ยนแปลงและควาเจริญก้าวหน้า ทางวิทยาการต่าง ๆ คำนึงถึงการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็น


2 สำคัญ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 ก, หน้า 2)ตลอดจนสามารถจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตร และศตวรรษที่ 21 ผ่านการลงมือปฏิบัติสืบเสาะหาความรู้ เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะกระบวนการต่าง ๆสามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ (สถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2561 ก, หน้า 1) การจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้จึงนับเป็นการจัดการเรียนการสอนวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ (ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2558, หน้า 343) เนื่องจากการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริม ให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (สุวัฒก์ นิยมค้า, 2531, หน้า 502) ผ่านการที่ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดคำถาม เกิดความคิด และลงมือเสาะ แสวงหาความรู้ เพื่อนำมาประมวลหาคำตอบหรือข้อสรุปด้วยตนเอง โดยที่ผู้สอนอำนวยความสะดวก ในการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน (ทิศนา แขมมณี, 2553, หน้า 141) การสืบเสาะหาความรู้จึง เป็นการค้นหาคำตอบที่สนใจ ผ่านการทำงานอย่างเป็นระบบ รอบคอบ แต่มีอิสระ และไม่เป็นลำดับ ขั้นที่ตายตัว เนื่องจากอาจมีการสืบเสาะซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อตอบคำถาม และอาจเกิดคำถามขึ้นมาใหม่ที่ ต้องสืบเสาะหาคำตอบต่อไป หมุนวนเป็นวัฏจักร 5 ขั้นตอน ประกอบไปด้วย 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และ 5. ขั้นประเมินความรู้ (Evaluation) (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2561 ก, หน้า 7, 66) แต่รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาได้ เนื่องจากการจัด การศึกษาในยุคไทยแลนด์ 4.0 ต้องมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อ ปรับเปลี่ยนเป็นการศึกษา 4.0 ให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ที่มีการนำ เทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาใช้ในห้องเรียนรวมถึงการจัดการเรียน การสอน (ดนัยศักดิ์ กาโร, 2562, หน้า 1) การจัดการศึกษาในยุคไทยแลนด์ 4.0 แม้ว่าจะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้นด้วยปัจจัย หลายประการตามเหตุผลที่ได้กล่าวไปข้างต้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็ยังคงเป็นเสาหลัก ของการจัดการศึกษา การให้ความเอาใจใส่ดูแลเป็นรายบุคคล หรือการเป็นพี่เลี้ยงในฐานะการเป็นครูที่ดี ก็ยังคงเป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าที่เทคโนโลยีไม่สามารถจะทำหน้าที่เทียบเท่าหรือมาแทนได้ (วิโรจน์สาร รัตนะ, 2556, หน้า 46) ดังพระราชดำรัสของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่กล่าวไว้ในการพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 3 ปีพุทธศักราช 2562 ความตอนหนึ่งว่า "ไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ สามารถมาแทนที่ครูได้" (news.thaipbs, เว็บไซต์, 2562)


3 เพราะการที่จะใช้แต่เทคโนโลยีในการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว ผู้เรียนต้องมีแรงจูงใจ มีความตั้งใจ มีวินัยใน ตัวเอง อุทิศเวลาที่จะเรียนมาก จึงจะสามารถเรียนได้ตลอดรอดฝั่ง การเรียนโดยใช้เทคโนโลยีเพียงด้าน เดียวเป็นเรื่องยืดหยุ่น ปล่อยเสรีมากกว่าในชั้นเรียนมาก ดังตัวอย่าง การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ ออนไลน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า MOOC(Massive Open Online Course) ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่ว โลกในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา ที่มีคนเรียนจบเพียงราว 3 - 6 % ของผู้สมัครเรียนเท่านั้น การใช้เทคโนโลยี ต่าง ๆ ในการเรียนรู้ อาจใช้เพื่อการเรียนรู้เสริมได้ แต่ไม่อาจทดแทนหลักสูตรแบบต้องมีอาจารย์ดูแลแบบ โดยตรงได้ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ , 2562, หน้า 98 แสดงให้เห็นว่า บทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษานั้นไม่ได้มาแทนที่กระบวนการเรียนการสอนทั้งหมด แต่เป็นเครื่องมือ ที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ ให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น (อุทิศ บำรุงชีพ, 2556, หน้า 295) ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนในยุคไทยแลนด์ 4.0 จึงต้องเป็นการบูรณา การระหว่างการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนร่วมกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยังประโยชน์สูงสุดให้เกิด ต่อผู้เรียนที่จะสามารถพัฒนาให้ผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ 21 ได้เป็น อย่างดี จากที่กล่าวมาข้างตัน ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญถึงการพัฒนาการเรียนการสอนใน ปัจจุบัน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทำการศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นร่วมกับ การใชหนังสือ โดยผู้วิจัยได้ใช้หนังสือรายวิทยาการคำนวณ เพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพการจัดการศึกษา พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียน ผ่านการใช้ เทคโนโลยีในการจัดการศึกษาร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นซึ่งสอดคล้องกับการ จัดการเรียนรู้ในยุคไทยแลนด์ 4.0 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการ คำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาการคำนวณ ก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนแก้ปัญหาโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำณวน หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนใช้มัธยมศึกษาปีที่ 1


4 สมมติฐานของการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน 2. สามารถใช้ทักษะกระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำณวน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 กรอบแนวคิดในการวิจัย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับการใช้ หนังสือ รายวิชาวิทยาการคำนวณ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประกอบด้วย 5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 2. ขั้นสำรวจและค้นหา(Exploration) 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และ 5. ขั้นประเมินความรู้ (Evaluation) (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2561 ก,หน้า 66 ซึ่งมีประโยชน์เป็นอย่างมากต่อผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นในด้าน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่สูงขึ้น นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ สูงขึ้น และนักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่สูงขึ้น (ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2558, หน้า 346-347) ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21ของนักเรียนได้งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับ การใช้หนังสือรายวิชาวิทยาการคำนวณ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประกอบด้วย 5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 2. ขั้นสำรวจและค้นหา(Exploration) 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และ5. ขั้นประเมินความรู้ (Evaluation) (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2561 ก,หน้า 66 ซึ่งมีประโยชน์เป็นอย่างมากต่อผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นในด้าน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่สูงขึ้น นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ สูงขึ้น และนักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่สูงขึ้น (ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2558, หน้า 346-347) ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนได้ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำหนังสือเรียนกับโปรแกรม Scratch เทคโนโลยีทางการศึกษาที่มี ประโยชน์และความน่าสนใจ สามารถเขียนโปรแกรมอย่างง่ายได้ทั้งในรูปแบบของข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว วีดิทัศน์ เสียง นอกจากนี้ยังสามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ง่าย และประหยัดทรัพยากรใน การผลิต (ปานทิพย์ ผ่องอักษร และละเอียด แจ่มจันทร์, 2561, หน้า 3) ทำให้ช่วยกระตุ้นความสนใจของ


5 ผู้เรียน อันจะช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของ นักเรียนให้สูงขึ้น โดยนำมาใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนรู้ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รายวิชาเคมี เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ที่ มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียน เสนอกรอบแนวคิดการวิจัย 1-1 ดังนี้a ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 2. ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ 3. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น 4. การวัดผลสัมฤทธิ์ 5. ความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ปรับปรุง 2560)กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระการเรียนรู้/มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชาวิทยาการคำนวณ -ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน -ความพึงพอใจของนักเรียน


6 มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับ สิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศการถ่ายทอดพลังงาน การ เปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อมรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและ ออกจากเชลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ของสัตว์และนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่ง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ สาระที่2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ สสารกับโครงสร้งและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ สสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฎการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลกรวมทั้ง ผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์ อื่น ๆเพื่อแก้ปัญหาหรือ


7 พัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอนและเป็นระบบใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และการแก้ปัญหา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาการคำนวณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนน้ำโสม พิทยาคม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระวัย และความสามารถของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ ผู้วิจัยตั้งขึ้น ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้และความ เข้าใจทฤษฎีการเรียนรู้ และจิตวิทยาการเรียนรู้ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียร์เจ 2. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของวิก๊อสกี้ 3. ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ หรือทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง 4. ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออชูเบล 1. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียร์เจ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Intellectual development theory) ค้นพบโดยจอห์น เพียร์ เจ (jean piaget) ในปี ค.ศ. 1896 - 1980 มีความสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาและถือว่า เด็กทุกคนตั้งแต่เกิดมาพร้อมที่จะปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและปฏิสัมพันธ์นี้ทำให้เกิดพัฒนาการเชาว์ ปัญญา (ลักขณา สริวัฒน์, 2557, หน้า 84) โดยได้ทำการศึกษาพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามี ขั้นตอนหรือกระบวนคิดอย่างไร ซึ่งทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา(Intellectual development theory) ของเพียร์เจ พบว่าการเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีการลำดับ ขั้นตอนของพัฒนาการที่เป็นไปตามวัยต่าง ๆ โดยธรรมชาติ ดังนั้น ใน การจัดการเรียนการสอนจึงไม่ควรเร่งเด็กให้ข้ามขั้นจากพัฒนาการขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง หากเร่งขั้นตอน การพัฒนาการแล้วจะส่งผลเสียต่อเด็ก (ลักขณา สริวัฒน์, 2557, หน้า 178) อย่างไรก็ตามในการจัด ประสบการณ์ที่สูงกว่าพัฒนาการเดิม ในช่วงที่กำลังพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่า จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของ เด็กให้สามารถพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียร์เจ จึงเน้นความสำคัญของ การเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็ก มากกว่าการกระตุ้นเด็กจนเป็นการเร่งการพัฒนาที่เกินวัย ทฤษฎีการพัฒนาทางสติปัญญาของเพียร์เจ มีดังต่อไปนี้ (ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ , 2553,หน้า 25 และ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2558, หน้า 37-38)


8 1. พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับ ดังนี้ 1.1 ขั้นรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส (Sensorimotor period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ 0 - 2 ปี ความคิดของเด็กวัยนี้ขึ้นอยู่กับการรับรู้และการกระทำ โดยเด็กจะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางและยัง ไม่สามารถเข้าใจความคิดของบุคคลอื่น ๆ ได้ 1.2 ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ2 - 7 ปี ความคิดของเด็กวัยนี้ยังขึ้นอยู่กับการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถใช้เหตุผลลึกซึ้งได้ แต่สามารถ เรียนรู้และใช้สัญลักษณ์ได้ 1.3 ขั้นการคิดแบบรูปธรรม (Concrete operational period) เป็นขั้นพัฒนาการ ในช่วงอายุ 7 - 11 ปี เป็นขั้นที่การคิดของเด็กวัยนี้ไม่ขึ้นกับอยู่กับการรับรู้จากรูปร่างเท่านั้น แต่เด็ก สามารถสร้างภาพในใจ สามารถคิดย้อนกลับ และมีความเข้าใจความสัมพันธ์และใช้สัญลักษณ์ของตัวเลข และสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น 1.4 ขั้นการคิดแบบนามธรรม (Formal operational period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วง อายุ 11 - 15 ปี ความคิดของเด็กในวัยนี้สามารถคิดในสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ สามารถคิดตั้งสมมติฐานและ ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้ได้ 2. ภาษาและกระบวนการคิดของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ 3. กระบวนการทางสติปัญญา มีลักษณะดังนี้ (สุรางค์ โวตระกูล, 2554, หน้า 49 และชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2558, หน้า 37-38) 3.1 การซึมซาบหรือดูดซึมประสบการณ์ (Asimilation) เมื่อมนุษย์มีปฎิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมก็จะซึมชาบหรือดูดซึมประสบการณ์ เรื่องราว และข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งใหม่ เข้ามาสะสมเก็บ ไว้อยู่ในโครงสร้างของสติปัญญา (Cognitive Structure) เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป 3.2 การปรับโครงสร้างทางสติปัญญา (Accommodation) เป็นการเปลี่ยนโครงสร้าง แนวคิดที่มีอยู่แล้วให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือประสบการณ์ใหม่ หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงความคิดเดิมให้ สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมใหม่ จากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียร์เจมีหลักการจัดการการเรียนรู้ตามทฤษฎีดังนี้ (ทิศ นา แขมมณี, 2551, หน้า 66) 1. ผู้สอนควรคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน และจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมกับ พัฒนาการของผู้เรียน ไม่ควรบังคับให้ผู้เรียนต้องเรียนในสิ่งที่ยังไม่พร้อมหรือยากเกินพัฒนาการตามวัย 2. การจัดการเรียนการสอน ควรจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามช่วงวัยของ ตน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ในระดับที่สูงได้


9 3. ในช่วงพัฒนาการเรียนรู้ตามช่วงอายุ แม้จะอายุเท่ากัน แต่ระดับพัฒนาการอาจไม่เท่ากัน จึงไม่ ควรเปรียบเทียบผู้เรียน และให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถไปตามระดับของ ผู้เรียนแต่ละคน 4. การจัดการเรียนการสอนควรจัดให้เป็นรูปธรรม ไม่ควรให้ใช้จินตนาการมากเกินไปเพื่อช่วยให้ ผู้เรียนสามารถเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น 5. ผู้สอนให้ความสนใจและสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน อันจะช่วยให้เราเข้าใจและทราบถึง ลักษณะของผู้เรียนแต่ละคนได้ 6. การจัดการเรียนการสอนควรเริ่มจากสิ่งที่ผู้สอนคุ้นเคยหรือมีประสบการณ์มาก่อนแล้วจึงเสนอ สิ่งใหม่ที่สัมพันธ์กับสิ่งเก่า การกระทำเช่นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนซึมชับและจัดระบบความรู้ได้ 7. การจัดการเรียนการสอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์และมีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมมาก ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนบซับข้อมูลเข้าสู่โครงสร้างทางสติปัญญาและพัฒนาการทางสติปัญญา ได้ดี จากการศึกษาสรุปได้ว่าทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Intellectual development theory) กล่าวถึงการพัฒนาการทางด้านสติปัญญามีลักษณะที่เป็นไปตามวัยและเป็นผลเนื่องมาจากการเจอ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดยบุคคลพยายามปรับตัวโดยใช้กระบวนการดูดซึม ประสบการณ์ และกระบวนการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา โดยการพยายามปรับความรู้ความคิดเดิมกับ สิ่งแวดล้อมใหม่ ซึ่งทำให้บุคคลอยู่ในภาวะสมดุล สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ กระบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการพัฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาของบุคคล 2. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของวิก็อสกี้ ทฤษฎีพัฒนาการทงสติปัญญาของวิก๊อสกี้ คันพบโดย เล็ป ซีมาโนวิช วิก็อสกี้ (LevSemanovick Vygotsky) ในปี ค.ศ. 1886-1934 ซึ่งได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการทางสติปัญญาในสมัยเดียวกับเพียร์ เจ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้นิยมนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่างแพร่หลาย (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2554, หน้า 61) ทฤษฎีของวิกัอสกี้ ได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและสังคม และการเรียนรู้ที่มีต่อการพัฒนาการเชาว์ ปัญญา กล่าวคือ มนุษย์ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งนอกจากสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ แล้ว ยังมีสิ่งแวดล้อมทางทางสังคม ซึ่งคือวัฒนธรรมที่แต่ละสังคมสร้างขึ้น(ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2553, หน้า 37) วิกัสกี้ กล่าวว่า การเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์จะต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่เด็กได้รับการอบรมเลี้ยงดู และถูกปลูกฝังมา เพราะตั้งแต่แรกเกิดมนุษย์จะได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม นั่นคือ "วัฒนธรรม" ซึ่งแต่ ละวัฒนธรรมจะสามารถบ่งชี้ถึงการพัฒนาของเด็กได้ ว่าเด็กควรจะเรียนรู้อะไร มีความสามารถทางใดบ้าง


10 ซึ่งสถาบันทางสังคมตั้งแต่ครอบครัวขึ้นไป ถือว่ามีบทบาทที่สำคัญที่จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และมี อิทธิพลต่อพัฒนาการทางเชาว์ปัญญา โดยพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของเด็กแต่ละวัยจะเพิ่มขึ้นถึงขั้น สูงสุดตามศักยภาพของแต่ละบุคคลได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก เช่น ญาติ หรือแม้กระทั่งเพื่อนในวัยเดียวกัน (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2554, หน้า 61). วิก๊อสกี้ได้เสนอแนวคิดสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านการจัดการเรียนการสอน คือ แนวคิด "Zone of proximal development" (ขอบเขตของการพัฒนาที่ใกล้เคียง) หรือ"Zone of proximal growth " (ขอบเขตของการเติบโตที่ใกล้เคียง) กล่าวคือ เด็กทุกคนมีระดับพัฒนาการทางเชาว์ ปัญญาที่ตนเป็นอยู่ และมีระดับพัฒนาการที่ตนมีศักยภาพจะไปให้ถึง การสอนให้สอดคล้องกับระดับ พัฒนาการของเด็ก จึงเท่ากับเป็นการตอกย้ำให้เด็กอยู่ในระดับพัฒนาการเดิมไม่ได้ช่วยเด็กพัฒนาขึ้น (ทิศ นา แขมมณี, 2550, หน้า 92)ดังนั้น ผู้สอนสามารถพัฒนาเด็กได้โดยการจัดการเรียนการสอนจะต้อง นำหน้าระดับพัฒนาการเสมอ สิ่งที่สำคัญคือ ในกรณีที่หากเด็กทำไม่ได้ ผู้สอนอาจให้ความช่วยเหลือโดย การชี้แนะแนวทางหรือการสาธิตให้ดู เด็กก็จะสามารถทำได้ ทำให้เด็กมีวุฒิภาวะที่จะพัฒนาตัวเองให้มี ศักยภาพที่เพิ่มมากขึ้น (ทิศนา แขมมณี, 2550, หน้า 93) แนวคิดนี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ แนวคิดของการสอนเป็นอย่างมาก จากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของวิก้อสกี้ มีหลักการจัดการการเรียนรู้ตามทฤษฎี ดังนี้ 1. ผู้สอนเข้าใจวัฒนธรรมและสังคมของผู้เรียน เพื่อเข้าใจถึงพัฒนาการผู้เรียน จะทำให้สามารถ จัดการเรียนการสอนได้อย่างถูกทิศทาง เหมาะสมกับตัวผู้เรียน 2. ผู้สอนจะต้องเป็นตัวอย่างแบบอย่าง และฝึกฝนกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเห็นเพื่อที่ผู้เรียน จะได้สามารถฝึกฝนในการสร้างความรู้ด้วยตัวเองได้ ซึ่งมีความสอดคล้องตามหลักทฤษฎีของการสร้าง ความรู้ด้วยตัวเอง (Constructivism) 3. การจัดการเรียนการสอนทักษะต่าง ๆ จะต้องมีประสิทธิภาพ สามารถทำได้และแก้ปัญหาได้ จริง 4. การจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนจะมีบทบาทในการเรียนรู้อย่างตื่นตัว (active)เนื่องจากผู้เรียน จะต้องจัดการกับข้อมูล และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง รวมถึงการสร้างความหมายให้กับสิ่งต่าง ๆ จาก ประสบการณ์ของผู้เรียน (ทิศนา แขมมณี, 2550, หน้า 94) ดังนั้น การจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ วัสดุอุปกรณ์สิ่งของหรือข้อมูล ต่าง ๆ ที่เป็นของจริงและมีความสอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้ผู้เรียนใน


11 การจัดการข้อมูล ศึกษา สำรวจ วิเคราะห์ ทดลอง ลองผิดลองถูก จนเกิดเป็นองค์ความรู้ความเข้าใจของ ผู้เรียน 5. การจัดการเรียนการสอนแบบสร้างความรู้ ผู้สอนจะมีบทบาทเป็นผู้ให้ความร่วมมืออำนวย ความสะดวก และช่วยเหลือให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนในการเรียนรู้ คือ การเรียนการสอนจะต้องเปลี่ยนจาก "การให้ความรู้" ไปเป็น "การให้ผู้เรียนสร้างความรู้" โดยที่ผู้เรียนควรมีบทบาทในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ (Devries, 1992, pp. 3-6 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี, 2550, หน้า 95) ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องทำหน้าที่ช่วยสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดแก่ผู้เรียน จัดเตรียมกิจกรรมการ เรียนรู้ที่ตรงกับความสนใจของผู้เรียน ดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปในทางที่ส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน ให้ คำปรึกษาแนะนำทั้งทางด้านวิชาการและด้านสังคมแก่ผู้เรียน ดูแลให้ความช่วยเหลือผู้เรียนที่มีปัญหา จากการศึกษาสรุปได้ว่า ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของวิก๊อสกี้ (Vygotsky) เชื่อว่ามนุษย์ ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งนอกจากสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติแล้ว ยังมีสิ่งแวดล้อม ทางทางสังคม ซึ่งคือวัฒนธรรมที่แต่ละสังคมสร้างขึ้น ดังนั้นการเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์จะต้องเข้าใจ วัฒนธรรมที่เด็กได้รับการอบรมเลี้ยงดูและถูกปลูกฝังมา ซึ่งจากแนวคิดดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการจัด การศึกษาโดยมาก 3. ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ หรือทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เป็นทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง จัดเป็นทฤษฎีการเรียนรู้แบบปัญญานิยม (Cognitive psychology) มีแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎี คือ การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัว ผู้เรียน ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้สร้างความรู้เอง จากการปฏิสัมพันธ์สิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม (สมชาย รัตนทองคำ, 2556, หน้า 47) โดยพยายามนำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ และปรากฏการณ์ที่ ตนพบเห็น มาสร้างจนเกิดเป็นโครงสร้างทางปัญญา(Cognitive structure) หรือที่เรียกว่า สกีมา (Schema) (วัฒนาพร ระงับทุกข์, 2541 อ้างถึงใน บุญเลี้ยง ทุมทอง, 2556, หน้า 31) ดังนั้น กลุ่มคอน สตรัคติวิสต์ จึงมีแนวทางความเชื่อที่ว่า การเรียนรู้ เป็นกระบวนการสร้างมากกว่าการรับความรู้ ทำให้เป้าหมายของการสอนจะเป็นการสนับสนุนการสร้าง มากกว่าการพยายามในการถ่ายทอดความรู้ โดยจะมุ่งเน้นการสร้างความรู้ใหม่ให้เหมาะสมกับตนเองและ สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างความหมายตามความเป็นจริง กล่าวคือ ในการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ ผู้เรียนลงมือกระทำในการสร้างความรู้ (Duffy & Cunninghanm, 1996 อ้างถึงใน บุญเลี้ยง ทุมทอง, 2556, หน้า 32) ซึ่งจากแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง สามารถแบ่งประเภทธรรมชาติความรู้ของมนุษย์ มี 2 ด้าน ประกอบด้วย ด้านจิตวิทยาและด้านสังคมวิทยา ในส่วนของด้านจิตวิทยา เพียร์เจเสนอไว้ว่า


12 การเรียนรู้ของเด็กเป็นกระบวนการส่วนบุคคลมีความเป็นเอกนัย ส่วนด้านสังคมวิทยาวิก๊อสกี้ ได้ขยาย ขอบเขตของการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลว่าเกิดจากการสื่อสารทางภาษากับบุคคลอื่น(ลักขณา สริวัฒน์, 2557, หน้า 185) แนวคิดทฤษฎีนี้มีรากฐานมาจาก 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีของเพียร์เจและวิก๊อสกี้ ประกอบ ไปด้วย (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2554, หน้า 210) 1. ทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบพุทธิปัญญานิยม (Cognitive constructivism) มีรากฐานมา จากทฤษฎีพัฒนาการของเพียร์เจ ทฤษฎีนี้ถือว่าผู้เรียนเป็นผู้กระทำ (Active) และเป็นผู้สร้างความรู้ขึ้น ภายในเอง ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจึงมีบทบาทที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางพุทธิปัญญา เป็นเหตุให้ผู้เรียน ต้องปรับความเข้าใจเดิมที่มีอยู่ให้เข้ากับความรู้ใหม่ จนกระทั่งเกิดความสมดุลทางพุทธิปัญญา หรือเกิด ความรู้ใหม่ขึ้น (Fowler, 1994 และ Greens et al, 1996 อ้างถึงในสุรางค์ โค้วตระกูล, 2554, หน้า 210) 2. ทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยตนเองเชิงสังคมนิยม (Social constructivism) มีรากฐานมาจากทฤษฎี พัฒนาการของวิอสกี้ ซึ่งถือว่าผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ได้ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น การมี ส่วนรวมกิจกรรมในห้องเรียน ถือเป็นสภาวะทางสังคม (Social context) ที่สำคัญและขาดไม่ได้ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทำให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเดิมให้ถูกต้อง ซับซ้อน กว้างขวางขึ้น (Bruning et al, 1999 อ้างถึงใน สุรางค์ โค้วตระกูล, 2554, หน้า 210) จากทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ หรือ ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง (Constructivism) มี หลักการจัดการการเรียนรู้ตามทฤษฎี ดังนี้ (ลักขณา สริวัฒน์, 2557, หน้า 187-188) 1. ผู้สอนควรออกแบบการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสในการแก้ปัญญาที่มีความหมาย ที่แท้จริง และเป็นปัญหาในชีวิตจริงของผู้เรียน 2. ผู้สอนควรจัดเตรียมหากลุ่มหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มี ปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันได้ 3. ผู้สอนควรช่วยเหลือโดยการแนะแนวทาง และสั่งสอน หรือฝึกฝน ให้ผู้เรียนมีแนวทางในการ แก้ปัญหาที่เหมาะสม จากการศึกษาสรุปได้ว่า ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ หรือทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเองเชื่อว่าการ เรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้สร้างความรู้เอง จากการปฏิสัมพันธ์สิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม โดยพยายามนำความเข้าใจเกี่ยวกับ เหตุการณ์ และปรากฏการณ์ที่ตนพบเห็น มาสร้างจนเกิดเป็นโครงสร้างทางปัญญา (Cognitive structure) การเรียนรู้จึงเป็นกระบวนการสร้างมากกว่าการรับความรู้ ทำให้เป้าหมายของการสอนจะเป็น การสนับสนุนการสร้างมากกว่าการพยายามในการถ่ายทอดความรู้ โดยจะมุ่งเน้นการสร้างความรู้ใหม่ให้


13 เหมาะสมกับตนเองและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างความหมายตามความเป็นจริง กล่าวคือ ในการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนลงมือกระทำในการสร้างความรู้ 4. ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล คันพบโดย ออซูเบล (Ausubel) ในปีค.ศ. 1968 (ลักขณา สริวัฒน์, 2557, หน้า 181) ออซูเบล มีแนวคิดทางการเรียนรู้ที่เน้นความสำคัญของการ เรียนรู้อย่างมีความเข้าใจ และมีความหมาย หรือที่เรียกว่า "ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย " (A theory of Meaningful verbal learning) (ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2553, หน้า 28)สำหรับความหมายของ การเรียนรู้อย่างมีความหมาย ออซูเบลได้อธิบายความหมายไว้ว่า เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับมาจากการที่ผู้สอน อธิบายสิ่งที่ จะต้องเรียนรู้ให้ฟังและผู้เรียนรับฟังด้วยความเข้าใจ โดยที่ผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนรู้กับ โครงสร้างพุทธิปัญญาที่ได้เก็บไว้ในความทรงจำและสามารถนำมาใช้ในอนาคตได้ (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2554, หน้า 217)ออซูเบลยังได้ชี้ให้เห็นว่า ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะ อธิบายเกี่ยวกับพุทธิปัญญา โดยเชื่อว่าการเรียนรู้จะมีความหมายแก่ผู้เรียน หากการเรียนรู้นั้นสามารถ เชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ผู้เรียนนั้นรู้มาก่อน (ลักขณา สริวัฒน์, 2557, หน้า 182) กล่าวคือการเรียนรู้ อย่างมีความหมายจะเกิดขึ้นได้ หาการเรียนรู้นั้นสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมหรือสิ่งใดสิ่ง หนึ่งที่เคยทราบมาก่อน ดังนั้น การแสดงกรอบความคิดบทสรุปล่วงหน้า ให้เห็นเนื้อหาใหม่ที่จะเรียนและ ความรู้เดิมของผู้เรียน ก่อนเริ่มจัดการเรียนการสอน จะช่วยเป็นสะพานหรือโครงสร้างที่ผู้เรียนสามรถนำ เนื้อหา สิ่งที่เรียนใหม่ไปเชื่อมโยงยึดเกาะกับความรู้เดิมได้ ทำให้เกิดการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความหมาย ออชูเบลได้นำเสนอหลักสำคัญของแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยให้ความสำคัญ กับโครงสร้างทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ของมนุษย์ และได้แบ่งการรับรู้ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2554, หน้า 217) 1. การเรียนรู้โดยการรับอย่างมีความหมาย 2. การเรียนรู้โดยการรับแบบท่องจำโดยไม่คิด หรือแบบนกแก้วนกขุนทอง 3. การเรียนรู้โดยการค้นพบอย่างมีความหมาย 4. การเรียนรู้โดยการค้นพบแบบท่องจำโดยไม่คิด หรือแบบนกแก้วนกขุนทอง จากทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล มีหลักการจัดการการเรียนรู้ตามทฤษฎี ดังนี้ 1. ออซูเบลได้กล่าวถึงเทคนิคในการจัดการเรียนการสอน ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมี ความหมายโดยไม่ท่องจำ โดยการให้ผู้เรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ที่มีมาก่อน กับข้อมูลใหม่ หรือความคิดรวบยอดใหม่ที่จะต้องเรียนก่อน หรือที่เรียกว่า เทคนิค Advanceorganizer


14 2. ก่อนจัดการเรียนการสอน ผู้สอนควรมีการแนะนำเนื้อหา สาระการเรียนรู้ของบทเรียน ก่อนที่ จะเริ่มทำการสอนสิ่งใหม่ 3. การจัดการเรียนการสอน ผู้สอนควรสอนให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างความรู้เดิมที่มีกับความรู้ ใหม่ หรือความคิดรวบยอดใหม่ก่อนที่จะเริ่มจัดการเรียนการสอน โดยไม่เน้นการท่องจำ 4. การจัดการเรียนการสอน ผู้สอนควรแบ่งหัวข้อบทเรียนที่สำคัญ ให้ท ราบความคิดรวบยอด ของเนื้อหาที่จะต้องเรียน รวมถึงแบ่งเนื้อหาการเรียนรู้ออกเป็นหมวดหมูให้ชัดเจน จากการศึกษาสรุปได้ว่า ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ ผู้เรียนได้รับมาจากการที่ผู้สอน อธิบายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ให้ฟังและผู้เรียนรับฟังด้วยความเข้าใจ โดยที่ ผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนรู้กับโครงสร้างพุทธิปัญญาที่ได้เก็บไว้ในความทรงจำและสามารถ นำมาใช้ในอนาคตได้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น 1. ความเป็นมาของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1992 โดยบาร์แมน(Barman) ได้ดัดแปลงและพัฒนาวัฏจักรการเรียนรู้ออกเป็น 4 ขั้น ซึ่งต่อมานักวิทยาศาสตร์ศึกษาบางคนได้ดัดแปลง ชื่อเป็น 4E อันประกอบไปด้วย 1. ขั้นสำรวจ (Exploration Phase) 2. ขั้นอธิบาย(Explanation Phase) 3. ขั้นขยายมโนทัศน์ (Expansion Phase) และ 4. ขั้นประเมินผล (Evaluation Phase) (ศศิธร เวียงวะ ลัย, 2556, หน้า 152) ต่อมาในปี ค.ศ. 1992 ได้มีโครงการศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยาของ สหรัฐอเมริกา (Biological Science Curriculum Studiesหรือ BSCS ได้ปรับขยายรูปแบบการสอน แบบวัฎจักรการเรียนรู้ออกเป็น 5 ขั้น หรือเรียกย่อ ๆ ว่า 5E เพื่อเป็นแนวทางสำหรับใช้ออกแบบการ จัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2561 ก, หน้า 66) 2. ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มีผู้นิยามความหมายไว้หลากหลายความหมาย ดังตัวอย่างเช่น สุวัฒก์ นิยมค้า (2531, หน้า 53) ได้ให้ความหมายของ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง การสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการค้นหา ความรู้ที่ผู้เรียนยังไม่เคยมีความรู้นั้นมาก่อน ภพ เลาห์ไพบูลย์ (2542, หน้า 123) ได้ให้ความหมายของ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง วิธีการสอนที่เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้ที่จะช่วย ให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้นักเรียนได้มีประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ เนื้อหาวิชา


15 ทิศนา แขมมณี (2553, หน้า 141) ได้ให้ความหมายของ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง การดำเนินการเรียนการสอน โดยผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดคำถาม เกิดความคิด และลงมือเสาะ แสวงหาความรู้ เพื่อนำมาประมวลหาคำตอบหรือข้อสรุปด้วยตนเอง โดยที่ผู้สอนช่วยอำนวยความสะดวก ในการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน กู๊ด (Good, 1973, p.303) ได้ให้ความหมายของ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง เทคนิคในการจัดการเรียนรู้ โดยการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น และพยายาม ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง นากลาสกี้ (Nagalski, 1980) ได้ให้ความหมายของ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง การแสวงหาคำตอบ โดยอาศัยการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ จากการศึกษาสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง การจัดการเรียนการ สอนที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดข้อสงสัยหรือคำถามแล้วแสวงหาความรู้หรือคำตอบอย่างเป็นกระบวนการด้วย ตนเอง โดยมีผู้สอนช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน 3. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น มีผู้นิยามความหมายในแต่ละขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ไว้ หลากหลายความหมาย ดังตัวอย่างเช่น บายบีและคณะ (Bybee et al, 2006, P. 2) ได้นิยามความหมายในแต่ละขั้นตอนการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นไว้ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ครูเข้าถึงความรู้เก่าของนักเรียนและช่วยให้นักเรียน สนใจในมโนมติใหม่ด้วยกิจกรรมสั้น 1 ที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและตรวจสอบความรู้เดิม กิจกรรม ควรเชื่อมระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ แสดงมโนมติก่อนหน้าออกมา และจัดระเบียบความคิดที่มีต่อ ผลการเรียนรู้ของกิจกรรม ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) ครูเตรียมกิจกรรมให้นักเรียนสำรวจและค้นหา อาจจะเป็นการทดลองที่ช่วยนักเรียนได้ใช้ความรู้เก่าในการสร้างความคิดใหม่ สำรวจและค้นหาข้อสงสัย และออกแบบวิธีการหาคำตอบ ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุปจะมุ่งไปที่มุมมองของ นักเรียนหลังจากผ่านการสร้างความสนใจและการสำรวจค้นหาโดยเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความเข้าใจ ทักษะกระบวนการ หรือพฤติกรรม ในขั้นนี้ครูคอยช่วยแนะนำให้นักเรียน รวมไปถึงครูอธิบายให้นักเรียนมี ความเข้าใจที่ลึกมากขึ้นซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญของขั้นนี้


16 ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนนำความเข้าใจและทักษะไปใช้ กับสถานการณ์ใหม่ด้วยกิจกรรมเพิ่มเติมเพื่อนักเรียนจะได้มีความเข้าใจข้อมูลและทักษะที่มากขึ้น ขั้นที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) ขั้นการประเมินเป็นขั้นที่นักเรียนจะถูกประเมินความเข้าใจ และความสามารถเพื่อครูจะได้ทราบถึงความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าเป็นไปตามของ วัตถุประสงค์ในการเรียนหรือไม่ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (เว็บไซต์, 2545) ได้นิยามความหมายในแต่ ละขั้นตอนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ไว้ดังนี้ ขั้นที่ 1 การสร้างความสนใจ (Engage) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้น เองจากความสงสัยหรือความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่ น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่ง เรียนมารู้มาแล้วเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มี ประเด็นใดน่าสนใจ ครูอาจจะจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์เพื่อกระตุ้น ยั่วยุ หรือท้าทายให้นักเรียนตื่นเต้น สงสัย ใคร่รู้ อยากรู้อยากเห็น หรือขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา การศึกษาค้นคว้า หรือการทดลอง แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือปัญหาที่ครูกำลังสนใจเป็นเรื่องที่จะศึกษา สามารถจัดการ เรียนรู้ได้หลายแบบ เช่น การสาธิต การทดลอง การนำเสนอข้อมูลการเล่าเรื่องหรือเหตุการณ์ การให้ ค้นคว้าหรืออ่านเรื่อง การอภิปรายหรือพูดคุย การสนทนา การใช้เกม การใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ การสร้าง สถานการณ์หรือปัญหาที่น่าสนใจที่น่าสงสัยแปลกใจ ขั้นที่ 2 การสำรวจและค้นคว้า (Explore) นักเรียนดำเนินการสำรวจ ทดลอง ค้นหาและรวบรวม ข้อมูล วางแผนกำหนดการสำรวจตรวจสอบ หรือออกแบบการทดลอง ลงมือปฏิบัติ เช่นการสังเกต การ วัด การทดลอง การรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฎการณ์ต่าง ๆ ขั้นที่ 3 การอธิบาย (Explain) นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและค้นหามาวิเคราะห์แปล ผล สรุปและอภิปราย พร้อมทั้งนำเสนอผลงานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นรูปวาดตาราง แผนผัง ผลงาน มีความหลากหลาย สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือโต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น ที่กำหนดไว้ โดยมีการอ้างอิงความรู้ประกอบการให้เหตุผลสมเหตุสมผลการลงข้อสรุปถูกต้องเชื่อถือได้ มี เอกสารอ้างอิงและหลักฐานชัดเจน ขั้นที่ 4 การขยายความรู้ (Elaborate) 1. ครูจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งขึ้น หรือขยายกรอบความคิด กว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่หรือนำไปสู่การศึกษาคันคว้า ทดลอง เพิ่มขึ้น เช่น ตั้ง


17 ประเด็นเพื่อให้นักเรียน ชี้แจงหรือร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมให้ ชัดเจนยิ่งขึ้นซักถามให้ นักเรียนชัดเจนหรือกระจ่างในความรู้ที่ได้หรือเชื่อมโยงความรู้ที่ได้กับความรู้เดิม 2. นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น อธิบายและขยายความรู้เพิ่มเติมมีความละเอียดมากขึ้น ยก สถานการณ์ ตัวอย่าง อธิบายเชื่อมโยงความรู้ที่ได้เป็นระบบและลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือสมบูรณ์ละเอียดขึ้น นำไปสู่ความรู้ใหม่หรือความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประยุกต์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในเรื่องอื่นหรือสถานการณ์อื่น หรือ สร้างคำถามใหม่และออกแบบการสำรวจ คันหา และรวบรวมเพื่อนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ ขั้นที่ 5 การประเมิน (Evaluate) 1. นักเรียนระบุสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งด้านกระบวนการและผลผลิต 2. นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ที่ได้ เช่น วิเคราะห์วิจารณ์แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกัน และกัน คิดพิจารณาให้รอบคอบทั้งกระบวนการและผลงาน อภิปราย ประเมินปรับปรุงเพิ่มเติมและสรุป ถ้ายังมีปัญหา ให้ศึกษาทบทวนใหม่อีกครั้ง อ้างอิงทฤษฎีหรือหลักการและเกณฑ์เปรียบเทียบผลกับ สมมติฐาน เปรียบเทียบความรู้ใหม่กับความรู้เดิม 3. นักเรียนทราบจุดเด่น จุดด้อยในการศึกษาค้นคว้า หรือทดลองสถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2561 ก, หน้า 66-67) ได้นิยามความหมายในแต่ละขั้นตอนการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นไว้ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) คือ ขั้นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่ง อาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัยหรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวเองหรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) คือ ขั้นการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจ ตรวจสอบ ตั้งสมมติฐานกำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลข้อสนเทศหรือ ปรากฎการณ์ต่าง ๆ ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) คือ ขั้นการนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มา วิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปแบบต่าง ๆ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) คือ ขั้นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลอง หรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ เหตุการณ์อื่น ๆ ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินความรู้ (Evaluation) คือ ขั้นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร มากน้อยเพียงใด จากการศึกษาสรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา(Exploration) ขั้นที่


18 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้(Elaboration) และขั้นที่ 5 ขั้น ประเมินความรู้ (Evaluation) สามารถแสดงแผนภาพวัฏจักรการเรียนรู้แบบ 5 ขั้น (5E Learning Cycle Model) ได้ดังนี้ ภาพที่ 2 วัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในห้องเรียนตามแนวทางของ สสวท. (IPST, 2017) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีผู้นิยามความหมายไว้หลากหลายความหมาย ดัง ตัวอย่างเช่น บุญชม ศรีสะอาด (2537, หน้า 68) ได้ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ผลที่ เกิดขึ้นจากการคันคว้า การอบรม การสั่งสอน หรือประสบการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากการเรียนการสอน ภพ เลาห์ไพบูลย์ (2542, หน้า 329) ได้ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้จากที่ไม่เคยกระทำหรือกระทำได้น้อย ก่อนที่จะมีการเรียนการสอน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีการวัดได้


19 พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548, หน้า 125) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง ขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ชนินทร์ชัย อินทิราภรณ์ และสุวิทย์ หิรัณยกาณฑ์ (2548, หน้า 5) ได้ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ว่าหมายถึง ความสำเร็จที่ได้รับจากความสามารถ ความรู้และทักษะหรือผลของ การเรียนการสอน หรือผลงานที่เด็กได้จากการประกอบกิจกรรมส่วนนั้น ๆ ราชบัณฑิตยสถาน (2555, หน้า 9) ได้ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ว่า หมายถึง ผลการเรียนรู้ที่วัดหรือเทียบจากเกณฑ์ที่กำหนด โดยใช้แบบทดสอบหรือเครื่องมืออื่นที่ เหมาะสมประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ศิริชัย กาญจนวาสี (2556, หน้า 166) ได้ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ว่าหมายถึง ผลการเรียนรู้ตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อันเกิดจากกระบวนการเรียนการสอนในช่วงระยะเวลาใดเวลา หนึ่งที่ผ่านมา จากการศึกษาสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน อันเป็นคุณลักษณะและความสามารถที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน โดยวัดจากคะแนนที่ได้จากการ สอบด้านพุทธิพิสัยตามอนุกรมวิธานที่ปรับปรุงมาจากบลูม (Revised Bloom'sTaxonomy ทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย ด้านความรู้ความจำ (Knowledge) ด้านความเข้าใจ(Comprehension) ด้านการนำไปใช้ (Apply ด้านการวิเคราะห์ (Analyze) ด้านการประเมินค่า(Evaluate) และด้านความคิดสร้างสรรค์ (Create) ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับการใช้หนังสือรายวิชาวิทยาการ คำนวณ 2. ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บลูม (Bloom, 1965, pp. 201) หรือเบนจามิน บลูม (Benjamin s. Bloom) ได้จำแนกประเภท ของวัตถุประสงค์ทางการศึกษาออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย ด้านเจตพิสัยและด้านทักษะพิสัย แสดงรายละเอียดแต่ละด้านได้ดังนี้ ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นวัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่เกี่ยวกับความรู้ ความ เข้าใจ การใช้ความคิด เป็นการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญา ด้านเจตพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นวัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่เกี่ยวกับความสนใจ เจตคติ คุณธรรมหรือค่านิยม ความชาบซึ้ง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ทางด้านความรู้สึก


20 ด้านทักษะพิสัย (Affective Domain) เป็นวัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่เกี่ยวกับการกระทำอย่าง มีทักษะในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ มีความสามารถในการใช้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ปฏิบัติงาน ซึ่งในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยมีการสร้างเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หรือผลของการเรียนจาก การจัดการเรียนรู้ทั้งก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดยวัดจากคะแนนที่ได้จากการสอบด้านพุทธิพิสัยตามอนุกรมวิธานที่ปรับปรุงม าจากบลูม (Revised Bloom's Taxonomy) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงจะขอกล่าวเฉพาะในด้านพุทธพิสัยเพียงด้านเดียว แสดง รายละเอียดได้ ดังนี้ ด้านพุทธิพิสัยนั้นเป็นวัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่เกี่ยวกับความรู้ความคิดพฤติกรรมที่แสดงออก ทางด้านนี้จะบ่งบอกถึงความสามารถทางสติปัญญา ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 6 ขั้น เรียงลำดับจากขั้นต่ำไปขั้น สูง ได้แก่ ความรู้ความจำ (Knomedge) ความเข้าใจ (Comprehension) การนำไปใช้ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การสังเคราะห์ (Synthesis) และการประเมินค่า(Evaluation) เรียกว่า อนุกรมวิธานของบลูม (Bloom's Taxonomy) แต่ต่อมาในปีคริสต์ศักราช 2001 (พุทธศักราช 2544) นักจิตวิทยาชื่อ แอนเดอร์สัน(Lorin Anderson) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของบลูม และเดวิด คราธวอห์ล (David Krathwoh) เพื่อนร่วมงานที่เคย เผยแพร่อนุกรมวิธานของบลูมมาก่อนหน้านี้ได้ทบทวนและปรับปรุงอนุกรมวิธานของบลูม โดยใช้ชื่อว่า อนุกรมวิธานการเรียน การสอน และการประเมิน (A Taxonomy forLearning, Teaching and Assessment) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า อนุกรมวิธานที่ปรับปรุงมาจากบลูม(Revised Bloom's Taxonomy) (Anderson & Krathwohl, 2001 อ้างถึงใน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2561 ก, หน้า 61 โดยการปรับปรุงอนุกรมวิธานของบลูมให้เป็น พลวัตมากยิ่งขึ้นโดยการเปลี่ยนแต่ละระดับของบลูมจากคำนามให้เป็นคำกิริยาเพื่อแสดงถึงกระบวนการ ของนักคิดเพื่อพัฒนาสติปัญญาด้านพุทธิพิสัย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2561 ก, หน้า 61-62) ได้กล่าวถึง อนุกรมวิธานที่ปรับปรุงมาจากบลูม (Revised Bloom's Taxonomy) และแนวทางการใช้คำถามกับการ ส่งเสริมการคิดและพัฒนาด้านพุทธิพิสัย ซึ่งได้แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้ ระดับที่ 1 ระดับความรู้ที่เกิดจากความจำ (Knowledge) เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถจดจำ หรือย้อนระลึกถึงสิ่งที่เคยเรียนรู้แล้ว สามารถนำความรู้ที่อยู่ในความทรงจำออกมาได้ตัวอย่างคำถามเพื่อ ประเมินความรู้ที่เกิดจากการจำ เช่น - แนวคิดเชิงนามธรรม คืออะไร


21 - แนวคิดเชิงคำนวณ คืออะไร ระดับที่ 2 ระดับความเข้าใจ (Comprehension) เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถสร้างคำอธิบาย สื่อสาร หรือแสดงให้เห็นความเข้าใจข้อเท็จจริง แนวคิด หรือความรู้ที่ได้เรียนซึ่งอาจทำได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น อธิบาย จำแนก เปรียบเทียบ ระหัสลำหรือแผนผังตัวอย่างคำถามเพื่อประเมินความเข้าใจ เช่น - รหัสลำลองการทอดขา - แผนผังงานการทอดไข่ - เพราะเหตุใดเราถึงต้องเขียนขั้นตอนการแก้ปัญหา ระดับที่ 3 ประยุกต์ใช้ (Apply) เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถลงมือทำหรือดำเนินการอย่างใด อย่างหนึ่งตามสถานการณ์ที่กำหนด โดยนำความรู้ที่เรียนมาใช้ประโยชน์ตัวอย่างคำถามเพื่อประเมินการ ประยุกต์ใช้ เช่น - จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเกิดปัญหาขั้น - ถ้าจะซื้อของใช้ควรวางแผนอย่างไร - จะเลือกวางแผนแก้ปัญหาอย่าง เพราะเหตุใด ระดับที่ 4 วิเคราะห์ (Analyze) เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถแจกแจง แยกแยะสิ่งของวัตถุ เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ ระบบต่าง ๆ ออกเป็นองค์ประกอบหรือส่วนย่อย ๆ และพิจารณาความเกี่ยวข้อง กันของส่วนย่อยแต่ละส่วน รวมถึงพิจารณาความเกี่ยวข้องของแต่ละส่วนย่อยกับสิ่งของ วัตถุเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ ระบบต่าง ๆ ที่ได้แยกแยะออกมา ตัวอย่างคำถามเพื่อประเมินการวิเคราะห์ เช่น - การเขียนขั้นตอนการแก้ปัญมีความสำคัญอย่างไร - การถ่ายโอนข้อมูลอย่างปลอดภัยทำอย่างไร - การใช้เทคโนโลยีให้ปลอดภัยทำอย่างทำไร ระดับที่ 5 ประเมินค่า (Evaluate) เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถตัดสินคุณค่าโดยอาศัยเกณฑ์และ มาตรฐาน ซึ่งอาจทำได้ด้วยวิธีวิพากษ์ (Critisize) ตรวจสอU (Checking)ตัวอย่างคำถามเพื่อประเมินการ ประเมินค่า เช่นแบบจำลองใดที่อธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการแก้ปัญหาได้ครบถ้วนและใกล้เคียงกับ ข้อเท็จจริง เข้าใจ จะมีวิธีการอย่างไรบ้าง - ถ้าต้องการแก้ปัญหาที่พบเจอควรแก้ปัญหาอย่างไรให้เหมาะสม ระดับที่ 6 สร้างสรรค์ (Create) เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถนำส่วนย่อยต่าง ๆ หรือ องค์ประกอบย่อย เข้ามาเชื่อมโยงกันเป็นภาพรวมของสิ่งของ วัตถุ เหตุการณ์ ปรากฎฏการณ์ ระบบต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล โดยผ่านการออกแบบ การวางแผน การสร้าง การผลิต การก่อให้เกิด(Generating)


22 ตัวอย่างคำถามเพื่อประเมินการสร้างสรรค์ เช่น - เสนอแนวทางอื่น ๆ การเขียนโปรแกรมมาแก้ปัญหา - นักเรียนเห็นด้วยกับการนำเทคโนโลยีมาสอนแทนครูหรือไม่ เพราะเหตุใด - เพราะเหตุใดหมาป่าจึงไม่สามารถทำลายบ้านของหมูตัวที่ 3 ได้ - ถ้าสามารถเปลี่ยนตอนจบของนิทานเรื่องนี้ นักเรียนจะเปลี่ยนตอนจบของนิทานเรื่องนี้ให้เป็นอย่างไร รัฐพล ประดับเวทย์ (2560, หน้า 1054-1055) ได้กล่าวถึง ลำดับขั้นของกระบวนการทางปัญญา ในจุดมุ่งหมายของการศึกษาด้านพุทธิพิสัยตามอนุกรมวิธานที่ปรับปรุงมาจากบลูม (Revised Bloom's Taxonomy) ซึ่งได้แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 6 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 การจำ เป็นความสามารถของสมองในการระลึกได้ จากความรู้ สารสนเทศแสดงรายการ ได้ ระบุ บอกชื่อได้ ซึ่งเป็นความจำระยะยาว ขั้นที่ 2 การเข้าใจ เป็นความสามารถของสมองในการแปล สร้างความหมายยกตัวอย่าง สรุป อ้างอิงการศึกษาด้วยตนเอง ขั้นที่ 3 การประยุกต์ใช้เป็นการใช้กระบวนการที่ได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดในสถานการณ์ ใหม่ หรือสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ขั้นที่ 4 การวิเคราะห์เป็นการแยกความรู้ออกเป็นส่วน ๆ โดยสามารถให้เหตุผลว่าความรู้ ส่วนย่อยที่แยกแต่ละส่วนมีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของความรู้ทั้งหมดอย่างไร ขั้นที่ 5 การประเมินค่า เป็นความสามารถของสติปัญญาเกี่ยวกับการตรวจสอบควบคุม ทดสอบ เพื่อค้นหาความไม่สอดคล้องหรือความขัดแย้งในกระบวนการหรือผลผลิต และการวิพากษ์ต่าง ๆ เพื่อการ ตัดสินใจ ขั้นที่ 6 การคิดสร้างสรรค์คือ ความสามารถของสติปัญญาในการสร้างสิ่งใหม่ จากสิ่งที่เคย เรียนรู้ หรือพบเห็นในบริบทต่าง ๆ ที่สามารถสร้างสรรค์งาน วางแผนงาน และดำเนินงานตาม กระบวนการจนได้รับความสำเร็จ ชวลิต ชูกำแพง (2550, หน้า 91 ได้กล่าวถึง ลำดับขั้นของกระบวนการทางปัญญาในจุดมุ่งหมาย ของการศึกษาด้านพุทธิพิสัยตามอนุกรมวิธานที่ปรับปรุงมาจากบลูม (Revised Bloom's Taxonomy ซึ่ง ได้แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 6 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 จำ (remembering) หมายถึง ความสามารถในการระลึกได้ แสดงรายการได้ ระบุชื่อได้ ตัวอย่างเช่น นักเรียนสามารถบอกความหมายของทฤษฎีได้ ขั้นที่ 2 เข้าใจ (understanding) หมายถึง ความสามารถในการแปลความหมายยกตัวอย่าง สรุป อ้างอิง ตัวอย่างเช่น นักเรียนสามารถอธิบายแนวคิดของทฤษฎีได้


23 ขั้นที่ 3 ประยุกต์ใช้ (applying) หมายถึง ความสามารถในการนำไปใช้ ประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหา ตัวอย่างเช่น นักเรียนสามารถใช้ความรู้ในการแก้ไขปัญหาได้ ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ (analyzing) หมายถึง ความสามารถในการเปรียบเทียบ อธิบายลักษณะ การ จัดการ ตัวอย่างเช่น นักเรียนสามารถบอกความแตกต่างระหว่าง 2 ทฤษฎีได้ ขั้นที่ 5 ประเมินค่า (evaluation) หมายถึง ความสามารถในการตรวจสอบ วิจารณ์ตัดสิน ตัวอย่างเช่น นักเรียนสามารถตัดสินคุณค่าของทฤษฎีได้ ขั้นที่ 6 คิดสร้างสรรค์ (creating) หมายถึง ความสามารถในการออกแบบ (design)วางแผน ผลิต ตัวอย่างเช่น นักเรียนสามารถนำเสนอทฤษฎีใหม่ที่แตกต่างไปจากทฤษฎีเดิมได้ การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. ความหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักการศึกษาได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ ไอเซนค์และคนอื่น ๆ (Eysenck & Arnold & Meily , 1972: 16) ได้ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง ระดับ (Degree) ของความสำเร็จที่ได้จากการทำงาน หรือผลของการ ใช้ความสามารถทางสติปัญญาหรือความสามารถด้านร่างกาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Academic Achievement) คือ คุณ ลักษณ ะรวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนหรือคือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคล ได้รับจากการเรียนการสอนทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพ สมอง (พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2529 : 29) ไพศาล หวังพาณิชย์ (2526: 89) ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นคุณลักษณะและ ความสามารถของบุคคล อันเกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์ การเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกอบรบหรือจากการสอน นิภารัตน์ วิธี (2555 : 44) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ขนาดความสำเร็จที่ได้ จากกระบวนการเรียนการสอน ทั้งด้านพุทธพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย ซึ่งเป็นความรู้ความเข้าใจและ ความสามารถของนักเรียนที่บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ในบทเรียนวัดโดยใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ ทั่วไป สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง พฤติกรรมของผู้เรียนที่ได้มาหลังจากผ่านกระบวนการเรียน การสอน โดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ในการวัด


24 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน Bloom (Bloom, 1976: 139; อ้างถึงใน ทัศนีย์ ประสงค์สุขม 2546: 15) กล่าวว่า สิ่งที่ที อิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีอยู่ 3 ตัวแปรคือ 2.1 พฤติกรรมความรู้สึกและความคิด (Cognitive Entry Behaviors) หมายถึง ความรู้ ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียนที่มีมาก่อน 2.2 คุณลักษณะทางจิตใจ (Affective Entry Characterizations) หมายถึง แรงจูงใจที่ทำให้ผู้เรียนเกิด ความอยากเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ได้แก่ ความสนใจในวิชาที่เรียนเจตคติต่อเนื้อหาและสถาบัน ให้การยอมรับ ความสามารถของตัวเอง 2.3 คุณภาพการเรียนการสอน (Quality of Instruction) หมายถึงประสิทธิภาพการเรียนการสอนที่ นักเรียนได้รับ ได้แก่ คำแนะนำการปฏิบัติและแรงเสริมของผู้สอนที่มีต่อผู้เรียน จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องผู้วิจัย ได้สรุปว่า อิทธิพลที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางการ เรียนของนักเรียน คือ ต้องประกอบด้วย พฤติกรรมความรู้สึกและความคิด คุณลักษณะทางจิตใจ และ คุณภาพการเรียนการสอน ซึ่งถ้าผู้เรียนมี 3 องค์ประกอบนี้อยู่ในตัวจะทำให้ผู้เรียนนั้นสามารถมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่ดี ลักษณะของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดผลสัมฤทธิ์เป็นการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้เรียน ในด้านพุทธิพิสัยซึ่งเป็นการวัด 2 องค์ประกอบ ตามจุดมุ่งหมายและลักษณะของวิชาที่เรียนดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2530: 29-30) 3.1 การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบความรู้ความสามารถทางการปฏิบัติ โดยให้ผู้เรียนได้ลง มือปฏิบัติจริง ให้เห็นเป็นผลงานปรากฏออกมาให้ทำการสังเกตและวัดได้ เช่น วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การช่าง เป็นต้น การวัดแบบนี้จึงต้องใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ (Performance Test) ซึ่งการประเมินผลจะ พิจารณาที่การปฏิบัติ (Procedure) และผลงานที่ปฏิบัติ 3.2 การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความรู้ความสามารถ ที่เกี่ยวกับเนื้อหาวิชา (Content) รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน มีวิธีการสอบวัดได้ 2 ลักษณะคือ 3.2.1 การสอบปากเปล่า (Oral Test) การสอบแบบนี้มักกระทำเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็น การสอบที่ต้องการดูผลเฉพาะอย่าง เช่น การสอบอ่านฟังเสียง การสอบสัมภาษณ์ ซึ่งต้องการดูการใช้ ถ้อยคำในการตอบคำถาม รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นและบุคลิกต่าง ๆ เช่น การสอบปริญญานิพนธ์ ซ่ง


25 ต้องการวัดความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ทำตลอดจนแง่มุมต่าง ๆ การสอบปากเปล่าสามารถวัดได้ละเอียด ลึกซึ้งและคำถามสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ตามต้องการ 3.2.2 การสอบแบบให้เขียนตอบ (Paper-pencil Test or Written Test) เป็นการสอบ วัดที่ให้ผู้สอบเขียนเป็นตัวหนังสือตอบ ซึ่งมีการตอบอยู่ 2 รูปแบบคือ 1) แบบไม่จำกัดคำตอบ (Free Response Type) ซึ่งได้แก การสอบงัดที่ใช้ข้อสอบแบบอัตนัย หรือความเรียง (Essay Test) นั่นเอง 2) แบบจำหัดคำถาม (Fixed Response Type) ซึ่งเป็นการสอบที่กำหนดขอบเขตของคำถามที่ จะให้ตอบหรือกำหนดคำตอบมาให้เลือก . สรุปได้ว่า ลักษณะของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็น 2 ด้านคือ การวัดด้านปฏิบัติ และหารวัดด้านเนื้อหา ซึ่งในการวัดด้านเนื้อหาจะมีลักษณะการวัด 2 วิธีคือ การสอบแบบปากเปล่าและ การสอบแบบเขียนตอบ การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะทำให้ได้รับรู้ถึงความสามารถของผู้เรียนว่าอยู่ใน ระดับไหน ความพึงพอใจ ดิเรก ฤกษ์หร่าย (2528) กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติด้านดี ทางบวกของแต่ละ บุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นทัศนคติทางบวกที่ดีต่องานที่ทำของบุคคลนั้น ๆ ความสุขของแต่ละบุคคล อันเกิดจากการปฏิบัติงานได้รับมอบหมายงาน และได้รับผลตอบรับ เป็นความพึงพอใจทางบวก จะทำ ให้ บุคคลนั้นเกิดความกระตือรือร้นที่จะทำงานอย่างมีความสุข มีความมุ่งมั่น มีความผูกพันกับหน่วยงาน และมีความภาคภูมิใจในความสำเร็จของงานที่ทำ และสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นผลประโยชน์ต่อองค์กรที่มี บุคคลากร ที่ดี รักในองค์กร กาญจนา อรุณสอนศรี (2546) กล่าวว่าความพึงพอใจของมนุษย์เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรม เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้และไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้การที่เราจะทราบว่าบุคคลมีความพึงพอใจ หรือไม่ สามารถทราบได้จากการสังเกต พฤติกรรม สีหน้า กริยาท่าทางของบุคคล เทพพนม เมืองแมน และ สวิง สุวรรณ. (2540) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นลักษณะของ ความรู้สึก พึงใจหรือมีอารมณ์ในทางบวกที่เกิดขึ้น เนื่องจากการณ์ได้รับข้อเสนอที่ดี และ ไม่ดีจะทำให้ มนุษย์เกิด ความพึงใจ หรือ ไม่พอใจได้


26 พิทักษ์ ครุษทิพย์ (2538) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นปฏิกิริยาด้านความรู้สึกต่อสิ่งเร้าหรือสิ่ง กระตุ้นที่แสดงผลออกมาในลักษณะของผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการประเมิน โดยบ่งบอกทิศทาง ของ ผลการประเมินว่าเป็นไปในลักษณะทิศทางบวกหรือทิศทางลบหรือไม่มีปฏิกิริยาคือเฉยๆ ต่อสิ่งเร้า หรือสิ่ง ที่มากระตุ้น ประกายดาว ดำรงพันธ์ (2536) เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจไว้ว่าความพึงพอใจเป็น ความรู้สึกสองแบบของมนุษย์คือ ความรู้สึกทางบวกและความรู้สึกทางลบ ความรู้สึกทางบวกเป็น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วจะทำให้เกิดความสุข ความสุขนี้เป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากความรู้สึกทางบวก อื่นๆ กล่าวคือ เป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับความสุขสามารถทำให้เกิดความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้ อีก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสุขเป็นความรู้สึกที่สลับซับซ้อนและความสุขนี้จะมีผลต่อบุคคลมากกว่า ความรู้สึกในทางบวกอื่น ๆ สง่า ภู่ณรงค์ (2540) กล่าวว่าความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับความสำเร็จ ตาม จุดมุ่งหมายที่คาดหวังเอาไว้หรือเป็นความรู้สึกลำดับสุดท้ายที่ได้รับหลังจากประสบผลสำเร็จตาม วัตถุประสงค์ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจหมายถึง ปฏิกิริยาที่มีต่อสิ่งๆหนึ่ง โดยมีการแสดงออกในหลายระดับทั้ง ทางบวกและทางลบ โดยวัดเจตคติตามเทคนิคของของลิเคิร์ท 5 ระดับ ดังนี้ 1 หมายถึง น้อยที่สุด 2 หมายถึง น้อย 3 หมายถึง ปานกลาง 4 หมายถึง มาก 5 หมายถึง มากที่สุด เอกสารที่เกี่ยวข้อง Songkram (2010) ได้สรุปความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่า หมายถึง การนำ คอมพิวเตอร์ มาเป็นเครื่องมือสร้างให้เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้ผู้เรียนนำไปเรียนด้วยตนเองและเกิดการเรียนรู้ ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประกอบด้วย เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัดแบบทดสอบลักษณะของการ นำเสนออาจมีทั้งตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหวสีหรือเสียงเพื่อดึงดูดให้ผู้เรียนเกิดความสนใจมาก ยิ่งขึ้น


27 Wilailak (2008) และ Sonsara (2015) ได้ให้ความหมายว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึงสื่อ การเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่งซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อ ประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิวีดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอด เนื้อหา บทเรียนหรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุดโดยมีเป้าหมาย ที่สำคัญก็คือสามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนเป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อการศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการมี ปฏิสัมพันธ์หรือการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่สามารถตอบสนองความ แตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ ตลอดเวลา กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ (2543 : 8)กล่าวว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ซึ่งออกแบบไว้ เพื่อนำเสนอบทเรียนแทนผู้สอน และผู้เรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเองตามลำดับขั้นตอนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยมีการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ และผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับทันที ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2542 : 7) กล่าวว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหมายถึง สื่อการเรียนการ สอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่งซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียนหรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ใกสัเคียงกับ การสอบจริงในห้องเรียนมากที่สุด เพื่อดึงดูดความสนใจและกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้ ผู้เรียนเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการ โด้ตอบพร้อมทั้งการได้รับข้อมูลย้อนกลับ บูรณะ สมชัย (2542 : 14) ได้ให้ความหมายว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ช่วยครูผู้สอน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายในเวลาอันจำกัด และตรงตาม วัตถุประสงค์ของบทเรียนนั้น ๆ บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543 : 48) กล่าวว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง วิถีทางของ การสอนรายบุคคล โดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่จะจัดหาประสบการณ์ที่มี ความสัมพันธ์ มีการแสดงเนื้อหาตามลำดับที่ต่างกันด้วยบทเรียนโปรแกรมที่เตรียมไว้อย่างเหมาะส ม


28 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษา วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณโดยใช้รูปแบบ สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ดำเนินการตามลำดับดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 4. วิธีดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล . การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 5 ห้อง ม.1/3 ,ม.1/9 ,ม.1/10 ,ม.1/11 ,ม.1/12 รวมทั้งสิ้น 203. คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม ห้อง ม.1/3 จำนวน 40 คน 2. แบบแผนการทดลอง ผู้ศึกษาได้ดำเนินการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Design) โดยใช้แบบวิจัย The Single Group Pretest - Posttest Design ดังตารางที่ 1 ตาราง 1 รูปแบบการวิจัย The Single Group, Pretest - Posttest Design วัดก่อนการทดลอง จัดกระทำตามโปรแกรม วัดหลังการทดลอง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการศึกษา T1 แทน การทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ X แทน แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) T2 แ ท น ก า ร ท ด ส อ บ ห ลั ง ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้


29 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยจำแนกตามลักษณะการใช้มีทั้งหมด 3 ชนิด ดังนี้ 3.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) จะวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแก้ปัญ รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 แผน 8 ชั่วโมง 3.1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก 3.1.3 แบบประเมินความพึงพอใจในการทดลองการใช้วิธีการสอนในรูปแบบเพื่อนช่วย เพื่อนโดยจะมีตัวเลือกให้ 3 ตัวเลือก 3.2 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ผู้สอนได้ดำเนินการสร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ตามขั้นตอนดังนี้ 3.2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและเนื้อหาวิชาที่สอนและ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เพื่อให้ทราบถึงหลักการและแนวการจัดการศึกษาให้ทันต่อ สภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการของผู้เรียน 3.2.2 ศึกษาทฤษฎีและวิธีการสร้างแบบทดสอบ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3.2.3 ศึกษาเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้จากการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) เพื่อสร้างแบบทดสอบให้มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหา 3.2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ แบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก 3.2.5 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอครูพี่เลี้ยง เพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้มีความ เหมาะสมมากยิ่งขึ้น 3.2.6 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้ว เสนอผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประเมิน เพื่อตรวจสอบ ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อสอบกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 3 ท่าน ดังนี้ 1) ครูวารุณี ขันช้าย 2) ครูวิภาวรรณ วรเมธาพงศ์


30 3) ครูขนิษฐา พรมทา มีเงื่อนไขการประเมินความสอดคล้อง ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบข้อนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า ข้อสอบข้อนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบข้อนั้นวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 3.2.7 นำแบบทดสอบที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ข้อมูลหาดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อคำถามของแบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และเลือกข้อสอบที่มีค่า (IOC) เท่ากับ 0.50 ขึ้นไป 3.2.8 นำแบบทดสอบที่ได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ มาตรวจสอบปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่อง แล้วจึงนำไปทดลองสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม อำเภอน้ำ โสม จังหวัดอุดรธานีเพื่อหาคุณภาพแบบทดสอบ 3.2.9 นำกระดาษคำตอบของนักเรียนที่ทำแบบทดสอบมาตรวจให้คะแนน ให้ข้อถูก 1 คะแนน ข้อผิดหรือไม่ตอบให้ 0 คะแนน หลังจากตรวจกระดาษคำตอบได้รวบรวมคะแนนแล้วนำมา วิเคราะห์หาคุณภาพข้อสอบดังนี้ 3.2.9.1 วิเคราะห์หาค่าความยากง่าย วิเคราะห์จากสัดส่วนของจำนวนผู้ที่ ตอบข้อสอบได้ถูกต้องต่อจำนวนผู้ที่ตอบข้อสอบทั้งหมด 3.2.9.2 วิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ โดยวิธีของ เบอร์แมน (Berman) จากนั้นคัดเลือกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นรายข้อที่มีค่าความยากง่าย (P) อยู่ ในระหว่าง 0.20 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนก (R) อยู่ระหว่าง 0.30 – 0.80 จำนวน 30 ข้อ 3.2.9.3 นำข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์มาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้ง ฉบับตามวิธีของของโลเวทท์ (Lovett) ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อโดยได้ค่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.50 ขึ้นไปและค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 แล้วจัดพิมพ์สำเนา ข้อสอบ เพื่อนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.3 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ชั้น (5E) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจที่นักเรียนมีต่อทางการพัฒนารูปแบบ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ชั้น (5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยต่อแผนการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เพื่อนำไปใช้ในการเก็บข้อมูลซึ่งเป็นแบบสอบถามความพึงพอใจ


31 ที่กำหนดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ความพึงพอใจ เป็น 3 ระดับ ดังนี้ 3 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 2 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง 1 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย กำหนดเกณฑ์ในการตัดสินใจเฉลี่ย ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 2.34 - 3.00 หมายถึง พึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 1.67 - 2.33 หมายถึง พึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.66 หมายถึง พึงพอใจอยู่ในระดับน้อย 4. การทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยดำเนินการดังนี้ 4.1 ชี้แจงให้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน จำนวน 41 คน ทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลการศึกษา พร้อมทั้งแนะนำการนำไปต่อยอดในระดับที่สูงขี้น จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทีเป็น นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนลงในกระดาษคำตอบ จำนวน 30 ข้อ 4.3 ให้กลุ่มตัวอย่างได้ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) และครูช่วยให้คำแนะนำ 4.4 ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 30 ข้อ และให้ตอบแบบสอบถามความพึง พอใจ หลังจากทำแบบทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว 4.5 เก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อทำการวิเคราะห์ และสรุปต่อไป 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ ผู้ศึกษาได้คำนวณหาค่าสถิติ ดังนี้ 5.1 หาประสิทธิภาพของการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณโดยใช้ รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 วิธีการ คำนวณหาประสิทธิภาพ


32 สูตรที่ 1 1= ∑ × 100 หรือ ̅ × 100 เมื่อ 1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ คือ คะแนนรวมของแบบฝึก แบบทดสอบระหว่างเรียน A คือ คะแนนเต็มของงานระหว่างเรียนทุกชิ้น N คือ จำนวนผู้เรียน สูตรที่ 2 2= ∑ × 100 หรือ ̅ × 100 เมื่อ 2 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ คือ คะแนนรวมของผลสัมฤทธิ์หลังเรียน B คือ คะแนนเต็มของงานแบบทดสอบหลังเรียน N คือ จำนวนผู้เรียน การคำนวณหาประสิทธิภาพ ทำได้โดยการนำเอาคะแนนรวมของแบบฝึกและคะแนนสอบหลัง เรียนมาเข้าตารางแล้วจึงคำนวณหาค่า E1/E2 5.2 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยกำหนดเกณฑ์การวัดความพึงพอใจ ไว้ดังนี้ น้อยที่สุด อยู่ระหว่าง 0.00-1.00 น้อย อยู่ระหว่าง 1.01-2.00 ปานกลาง อยู่ระหว่าง 2.01-3.00 มาก อยู่ระหว่าง 3.01-4.00 มากที่สุด อยู่ระหว่าง 4.01-5.00 5.3 หาค่าเฉลี่ย = ∑


33 คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนน ∑ คือ ผลรวมของคะแนน N คือ จำนวน 5.4 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ( 1) S.D. 2 2 − − = N N N x x S.D. คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (X - X) คือ ผลรวมของคะแนนลบด้วยคะแนนเฉลี่ย N คือ จำนวน 5.5 การหาค่าความยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบ ทดสอบย่อย = + 2 แทน ค่าความยากง่ายรายข้อ แทน จำนวนผู้สอบที่ตอบถูกในกลุ่มสูง แทน จำนวนผู้สอบที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ แทน จำนวนผู้สอบในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ 5.6 การหาค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน = − r แทน อำนาจจำแนก


34 PH แทน จำนวนผู้สอบที่ตอบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จำนวนผู้สอบที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ แทน จำนวนผู้สอบในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ 5.7 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตรของ ของโล เวทท์ (Lovett) = 1 − ∑ − ∑ 2 ( − 1) ∑( − ) 2 แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ แทน จำนวนข้อสอบทั้งฉบับ ∑ แทน ผลรวมคะแนนของแต่ละคน ∑ 2 แทน ผลรวมคะแนนของแต่ละคน ยกกำลังสอง แทน คะแนนเกณฑ์หรือจุดตัดของแบบทดสอบ 5.8 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติทดสอบ ค่า (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples) = ∑ √ ∑ 2 − (∑ ) 2 − 1 เมื่อ df = N – 1 แทน ผลต่างของคะแนนแต่ละคน แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ∑ แทน ผลรวมของความแตกต่างจากการเปรียบเทียบกัน (∑ ) 2 แทน เป็นรายบุคคลระหว่างคะแนนที่ได้รับจากการทดสอบก่อน 5.9 การหาค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถามเป็นรายข้อ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่าง ง่ายระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item Total correlation)


35 = ∑ − (∑ )(∑ ) √[ ∑ 2 − (∑ ) 2 ][ ∑ 2 − (∑ 2)] แทน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร X กับ Y ∑ แทน ผลรวมของค่าตัวแปร X ∑ แทน ผลรวมของค่าตัวแปร Y ∑ แทน ผลรวมของผลคูณระหว่างค่าตัวแปร X และ Y ∑ 2 แทน ผลรวมของกำลังสองของค่าตัวแปร X ∑ 2 แทน ผลรวมของกำลังสองของค่าตัวแปร Y แทน จำนวนคู่ของค่าตัวแปรหรือจำนวนสมาชิกในกลุ่ม 5.10 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) ใน สัมประสิทธิ์แอลฟา (C- Coefficient) α= −1 [1 − ∑ 2 2 α = −1[1−Σ22] เมื่อ α แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น แทน จำนวนข้อของเครื่องมือวัด ∑ 2 แทน ผลรวมของความแปรปรวนของแต่ละข้อ 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม


36 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชา วิทยาการคำนวณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ดังนี้ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จำนวนนักเรียน ̅ แทน ค่าเฉลี่ย (Mean) ∑ แทน ผลรวมของคะแนน S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) t แทน สถิติสอบที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤตเพื่อทราบความมีนัยสำคัญ df แทน ระดับความเป็นอิสระ (Degrees of freedom) 1 แทน คะแนนเฉลี่ยทั้งหมดของผู้เรียนที่ทำแบบฝึกหัด 2 แทน คะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนทั้งหมดโดยนำมาจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน % แทน ร้อยละ T แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตจากการแจกแจงแบบที (t-distribution) P แทน ความน่าจะเป็นสำหรับบอกนัยสำคัญทางสถิติ * แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ** แ ท น มี นั ย ส ำ คั ญ ท า ง ส ถิ ติ ที่ ร ะ ดั บ . 0 1


37 ลำดับขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล วิจัยได้ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี้ ตอนที่ 1 เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ตอนที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนใช้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน ตอนที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนแก้ปัญหาโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชาวิทยาการคำณวน หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ตอนที่ 4 เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนใช้มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ตาราง 2 การจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 รายการประเมิน จำนวน นักเรียน คะแนน เต็ม คะแนน รวม คะแนน เฉลี่ย คะแนนประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 75/75 คะแนนกระบวนการระหว่างเรียน (E1 ) 41 20 645 15.73 78.65 คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน(E2) 41 20 653 15.93 79.63


38 ตอนที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนใช้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน ตาราง 3ตารางที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การ แก้ปัญหา สำหรับนักเรียนใช้มัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน (n = 41) การทดสอบ X S.D. d S.D.D t Sig.(2-tailed) ก่อนเรียน 11.83 2.14 4.10 2.42 10.86* 0.0000 หลังเรียน 15.93 0.98 จากตารางที่ 2 พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนน เฉลี่ย เท่ากับ 11.83 คะแนน และ 15.93 คะแนนตามลำดับและเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและ หลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตอนที่ 3 การเปรียบเทียบทักษะกระบวนแก้ปัญหาโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำณวน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ตาราง 4ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบทักษะกระบวนแก้ปัญหาโดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชาวิทยาการคำณวน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 การทดสอบ n คะแนน เต็ม Mean S.D. % of Mean t Sig.(2- tailed)


39 ทักษะกระบวน แก้ปัญหา 41 20 15.3 0.98 79.63 6.03 0.0000 จากตารางที่ 3 พบว่า การทดสอบความสามารถทักษะกระบวนแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.93 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 79.63 และเมื่อเปรียบเทียบ ระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตอนที่ 4 การศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนใช้มัธยมศึกษาปีที่ 1 ดังตารางที่ 4 ตาราง 5ตารางที่ 4 การศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) รายวิชา วิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนใช้มัธยมศึกษาปีที่ 1 (n = 41) ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) คะแนน ระดับความพึง ค่าเฉลี่ย S.D. พอใจ ด้านที่ 1 ด้านบรรยากาศในการเรียน 1.1 ครูมีการเตรียมการสอน 4.42 0.60 มาก 1.2 การจัดบรรยากาศห้องเรียนเอื้อต่อการเรียนการสอน 4.58 0.50 มาก 1.3 เนื้อหาที่สอนทันสมัยนำไปใช้ได้จริง 3.82 0.76 ปานกลาง 1.4 ครูให้ความสนใจแก่นักเรียนอย่างทั่วถึงขณะสอน 3.84 0.84 ปานกลาง 1.5 ผู้เรียนตั้งใจในเนื้อหาการเรียนการสอน 4.50 0.50 มาก รวมด้านที่ 1 4.25 0.58 มาก ด้านที่ 2 ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 2.1 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ชัดเจน 4.43 0.60 มาก 2.2 กิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนการสอน 4.57 0.49 มาก


40 2.3 ครูส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และ รายบุคคล 3.80 0.75 ปานกลาง 2.4 ครูส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และ ร่วมกันอภิปราย 3.80 0.80 ปานกลาง 2.5 กิจกรรมการเรียนสนุกและน่าสนใจ 4.43 0.53 มาก รวมด้านที่ 2 4.21 0.59 มาก ด้านที่ 3 ครูผู้สอน 3.1 ครูส่งเสริมให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้จากห้องสมุด อินเทอร์เน็ตหรือแหล่งเรียนรู้อื่นๆ 4.50 0.57 มาก 3.2 ครูมีบุคลิกภาพ การแต่งกายและการพูดจาเหมาะสม 4.60 0.48 มาก 3.3 ครูตั้งใจสอน ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ อำนวยความ สะดวกแก่นักเรียนในการทำกิจกรรม 3.80 0.75 ปานกลาง 3.4 ครูเข้าสอนและออกตรงเวลา 3.90 0.78 ปานกลาง 3.4 ครูเข้าสอนและออกตรงเวลา 4.47 0.53 มาก รวมด้านที่ 3 4.25 0.57 มาก โดยรวม 4.23 0.58 มาก จากตารางที่ 4 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม จังหวัดอุดรธานี มี ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ในรายวิชาวิทยาการคำนวณ โดย การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.23)


Click to View FlipBook Version