91 ตัวอย่างบัตรผังงาน ให้นักเรียนยกตัวสถานการณ์ที่เกิดขั้นในชีวิตประจำวันนักเรียนแล้วเขียนเป็นผังงาน 1. การแปรงฟัน
92 2. การเดินทางมาโรงเรียน
93 แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน 1.การแก้ปัญหาโดยการออกแบบกระบวนการทำงานอย่างเป็นลำดับขั้นตอน สอดคล้องกับแนวคิดใด ก. แนวคิดการออกแบบขั้นตอน ข. แนวคิดการแยกย่อย ค. แนวคิดเชิงนามธรรม ง. แนวคิดเชิงรูปธรรม 2. การมุ่งเน้นความสำคัญของปัญหา โดยไม่สนใจรายละเอียดที่จำเป็น สอดคล้องกับแนวคิดใด ก. แนวคิดเชิงรวบยอด ข. แนวคิดการแยกย่อย ค. แนวคิดเชิงนามธรรม ง. แนวคิดเชิงรูปธรรม 3. หลักเกณฑ์นการเขียนรหัสลำลอง ตรงกับข้อใด ก. ภาษาที่สั้น กระชับ ข. ใช้ภาษาอังกฤษในการเขียน ค. ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องหมายวรรคตอน ง. ถูกทุกข้อ 4. ประโยชน์ของการเขียนผังงาน ก. หาข้อผิดพลาดง่าย ข. แสดงลำดับการทำงานง่าย ค. ไม่ขึ้นกับภาษาใดภาษาหนึ่ง ง. ถูกทุกข้อ 5. จากรูปเป็นสัญลักษณ์ใด ก. ประมวลผล ข. การตัดสินใจ ค. เริ่มต้น / สิ้นสุดการทำงาน ง. รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ 6. จากรูปเป็นสัญลักษณ์ใด ก. ประมวลผล ข. การตัดสินใจ
94 ค. เริ่มต้น / สิ้นสุดการทำงาน ง. รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ 7. จากรูปเป็นสัญลักษณ์ใด ก. ประมวลผล ข. การตัดสินใจ ค. เริ่มต้น / สิ้นสุดการทำงาน ง. รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ 8. จากรูปเป็นสัญลักษณ์ใด ก. ประมวลผล ข. การตัดสินใจ ค. เริ่มต้น / สิ้นสุดการทำงาน ง. รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ 9. การแก้ปัญหามีทั่งหมดกี่ขั้นตอน ก. 3 ขั้นตอน ข. 4 ขั้นตอน ค. 5 ขั้นตอน ง. 6 ขั้นตอน 10. ขั้นตอนการแก้ปัญหาเริ่มจากขั้นตอนใดเป็นขั้นแรก ก. การดำเนินการแก้ปัญหา ข. การตรวจสอบและประเมินผล ค. การวางแผนการแก้ปัญหา ง. การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา 11. การนำกระบวนการที่วางแผนไว้มาปฏิบัติเป็นขั้นตอนใดของการแก้ปัญหา ก. การดำเนินการแก้ปัญหา ข. การตรวจสอบและประเมินผล ค. การวางแผนการแก้ปัญหา ง. การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา 12. การคิดค้นกระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นขั้นตอน เป็นขั้นตอนใดของการแก้ปัญหา ก. การดำเนินการแก้ปัญหา
95 ข. การตรวจสอบและประเมินผล ค. การวางแผนการแก้ปัญหา ง. การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา 13. ถ้ามีการเขียนผังงานหลายหน้าสามารถใช้สัญลักษณ์ใดเพื่อเชื่อมต่อ ก. ข. ค. ง. 14. ถ้ามีการเขียนผังงานหน้าเดียวกันสามารถใช้สัญลักษณ์ใดเพื่อเชื่อมต่อ ก. ข. ค. ง. 15. ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับผังงาน ก. ทำให้เห็นคำสั่งที่ต้องปฏิบัติ ข. ทำให้เกิดความเข้าใจรายละเอียดปัญหา ค. ทำให้เห็นลำดับในการปฏิบัติงาน ง. ประกอบด้วยสัญลักษณ์ ข้อความ และ เส้นเชื่อมโยง 16. ผังงาน ประกอบด้วยอะไรบ้าง ก. ตัวเลข ข. ผังงานระบบ ค. ผังงานโปรแกรม ง. เส้นและสัญลักษณ์ 17. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของผังงาน ก. สามารถเรียนรู้และเข้าใจผังงานได้ง่าย ข. ไม่สามารถตรวจสอบ และแก้ไขได้ ค. ช่วยให้ดัดแปลง แก้ไข ได้สะดวก ง. ช่วยให้ลำดับขั้นตอนการทำงานได้ง่ายขึ้น
96 18. ขั้นตอนการตรวจสอบและประเมินผล เป็นขั้นตอนลำดับที่เท่าไร ก. 3 ขั้นตอน ข. 4 ขั้นตอน ค. 5 ขั้นตอน ง. 6 ขั้นตอน 19. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ รหัสลำลอง ก. มีรูปแบบที่ตายตัว ข. มีภาษาไทยเท่านั้น ค. คำอธิบายขั้นตอนการแก้ปัญที่เข้าใจง่าย ง. เป็นรหัสที่ใช้สำรองเรื่องต่าง ๆ 20. หากพบว่าทำตามขั้นตอนที่วางไว้แล้วแก้ปัญหาไม่ได้ควรทำอย่างไร ก. ตรวจสอบประเมินผลแล้ววางแผนใหม่ ข. ทำตามแผนเดิมจนกว่าจะได้ ค. ใช้แผนของเพื่อนที่แก้ปัญหาอื่น ง. ไม่ใช้แผนแก้ปัญหา ทำเลย
97 ภาคผนวก ข แบบประเมินและผลการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
98 แบบประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้ รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 เกณฑ์การประเมิน ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่า แบบทดสอบนั้นวัดตรงตมจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า แบบทดสอบนั้นวัดตรงตมจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่า แบบทดสอบนั้นวัดไม่ตรงตมจุดประสงค์การเรียนรู้ ตาราง 6 ข.1 แบบประเมินความสอดคล้องของทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จุดประสงค์ การเรียนรู้ แบบทดสอบ ความคิดเห็น ของผู้เชียว ชาญ ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 1.การแก้ปัญหาโดยการออกแบบกระบวนการ ทำงานอย่างเป็นลำดับขั้นตอน สอดคล้องกับแนวคิด ใด ก. แนวคิดการออกแบบขั้นตอน ข. แนวคิดการแยกย่อย ค. แนวคิดเชิงนามธรรม ง. แนวคิดเชิงรูปธรรม 2. การมุ่งเน้นความสำคัญของปัญหา โดยไม่สนใจ รายละเอียดที่จำเป็น สอดคล้องกับแนวคิดใด ก. แนวคิดเชิงรวบยอด ข. แนวคิดการแยกย่อย ค. แนวคิดเชิงนามธรรม ง. แนวคิดเชิงรูปธรรม
99 3. หลักเกณฑ์นการเขียนรหัสลำลอง ตรงกับข้อใด ก. ภาษาที่สั้น กระชับ ข. ใช้ภาษาอังกฤษในการเขียน ค. ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องหมายวรรคตอน ง. ถูกทุกข้อ 4. ประโยชน์ของการเขียนผังงาน ก. หาข้อผิดพลาดง่าย ข. แสดงลำดับการทำงานง่าย ค. ไม่ขึ้นกับภาษาใดภาษาหนึ่ง 5. จากรูปเป็นสัญลักษณ์ใด ก. ประมวลผล ข. การตัดสินใจ ค. เริ่มต้น / สิ้นสุดการทำงาน ง. รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ 6. จากรูปเป็นสัญลักษณ์ใด ก. ประมวลผล ข. การตัดสินใจ ค. เริ่มต้น / สิ้นสุดการทำงาน ง. รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์
100 7. จากรูปเป็นสัญลักษณ์ใด ก. ประมวลผล ข. การตัดสินใจ ค. เริ่มต้น / สิ้นสุดการทำงาน ง. รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ 8. จากรูปเป็นสัญลักษณ์ใด ก. ประมวลผล ข. การตัดสินใจ ค. เริ่มต้น / สิ้นสุดการทำงาน ง. รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ 9. การแก้ปัญหามีทั่งหมดกี่ขั้นตอน ก. 3 ขั้นตอน ข. 4 ขั้นตอน ค. 5 ขั้นตอน ง. 6 ขั้นตอน 10. ขั้นตอนการแก้ปัญหาเริ่มจากขั้นตอนใดเป็นขั้น แรก ก. การดำเนินการแก้ปัญหา ข. การตรวจสอบและประเมินผล ค. การวางแผนการแก้ปัญหา ง. การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา
101 11. การนำกระบวนการที่วางแผนไว้มาปฏิบัติเป็น ขั้นตอนใดของการแก้ปัญหา ก. การดำเนินการแก้ปัญหา ข. การตรวจสอบและประเมินผล ค. การวางแผนการแก้ปัญหา ง. การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา 12. การคิดค้นกระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นขั้นตอน เป็นขั้นตอนใดของการแก้ปัญหา ก. การดำเนินการแก้ปัญหา ข. การตรวจสอบและประเมินผล ค. การวางแผนการแก้ปัญหา ง. การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา 13. ถ้ามีการเขียนผังงานหลายหน้าสามารถใช้ สัญลักษณ์ใดเพื่อเชื่อมต่อ ก. ข. ค. ง. 14. ถ้ามีการเขียนผังงานหน้าเดียวกันสามารถใช้ สัญลักษณ์ใดเพื่อเชื่อมต่อ ก. ข. ค. ง.
102 15. ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับผังงาน ก. ทำให้เห็นคำสั่งที่ต้องปฏิบัติ ข. ทำให้เกิดความเข้าใจรายละเอียดปัญหา ค. ทำให้เห็นลำดับในการปฏิบัติงาน ง. ประกอบด้วยสัญลักษณ์ ข้อความ และ เส้น เชื่อมโยง 15. ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับผังงาน ก. ทำให้เห็นคำสั่งที่ต้องปฏิบัติ ข. ทำให้เกิดความเข้าใจรายละเอียดปัญหา ค. ทำให้เห็นลำดับในการปฏิบัติงาน ง. ประกอบด้วยสัญลักษณ์ ข้อความ และ เส้น เชื่อมโยง 16. ผังงาน ประกอบด้วยอะไรบ้าง ก. ตัวเลข ข. ผังงานระบบ ค. ผังงานโปรแกรม ง. เส้นและสัญลักษณ์ 17. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของผังงาน ก. สามารถเรียนรู้และเข้าใจผังงานได้ง่าย ข. ไม่สามารถตรวจสอบ และแก้ไขได้ ค. ช่วยให้ดัดแปลง แก้ไข ได้สะดวก ง. ช่วยให้ลำดับขั้นตอนการทำงานได้ง่ายขึ้น
103 18. ขั้นตอนการตรวจสอบและประเมินผล เป็น ขั้นตอนลำดับที่เท่าไร ก. 3 ขั้นตอน ข. 4 ขั้นตอน ค. 5 ขั้นตอน ง. 6 ขั้นตอน 19. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ รหัสลำลอง ก. มีรูปแบบที่ตายตัว ข. มีภาษาไทยเท่านั้น ค. คำอธิบายขั้นตอนการแก้ปัญที่เข้าใจง่าย ง. เป็นรหัสที่ใช้สำรองเรื่องต่าง ๆ 20. หากพบว่าทำตามขั้นตอนที่วางไว้แล้วแก้ปัญหา ไม่ได้ควรทำอย่างไร ก. ตรวจสอบประเมินผลแล้ววางแผนใหม่ ข. ทำตามแผนเดิมจนกว่าจะได้ ค. ใช้แผนของเพื่อนที่แก้ปัญหาอื่น ง. ไม่ใช้แผนแก้ปัญหา ทำเลย
104 ผลการประเมินความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบระบบวัดผมสัมฤทธิ์ทางการเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบ เสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน ประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน (IOC) ได้ผลดังตาราง ตาราง 7 ข.2 ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ข้อสอบ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ∑R IOC แปลค่า 1 2 3 ข้อที่ 1 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ ข้อที่ 2 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ ข้อที่ 3 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 4 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 5 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 6 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ ข้อที่ 7 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 8 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 9 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 10 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 11 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 12 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 13 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ ข้อที่ 14 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ ข้อที่ 15 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 16 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 17 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
105 ข้อที่ 18 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ ข้อที่ 19 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ ข้อที่ 20 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ ข้อสอบมีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 0.50 ถึง 1.00 ซึ่งแสดงว่าวัตถุประสงค์นั้นวัดได้ครอบคลุมเนื้อหา ถ้า ข้อใดได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 0.50 ต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขเพราะว่ามีความสอดคล้องต่ำ จากตารางที่ ข.2 พบว่า การประเมินข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญประเมิน จำนวน 3 คน ได้คะแนนการประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปทั้งหมด และค่าเฉลี่ยของความสอดคล้อง (IOC) ทั้ง ฉบับมีค่าเท่ากับ 0.88 แสดงให้เห็นว่าจุดประสงค์การเรียนรู้ทุกข้อมีความสอดคล้องกับเนื้อหาและข้อสอบ ที่สร้างขึ้นทุกข้อมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้
106 แบบประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของประเด็นแบบสอบถามความพึงพอใจ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบ เสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านพร้อมเขียนข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ในการนำไปพิจารณาปรับปรุงต่อไป เกณฑ์การประเมินความสอดคล้อง (Index of consistency : IOC) ของผู้เชี่ยวชาญ มี ดังนี้ + 1 หมายถึง เหมาะสม 0 หมายถึง ไม่แน่ใจ - 1 หมายถึง ไม่เหมาะสม ตาราง 8ตารางที่ ข.3 การประเมินความพึงพอใจต่อวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ข้อความ ผลการประเมิน +1 0 -1 1. เนื้อหามีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย 2. เนื้อหาที่อยู่ในบทเรียนมีความเหมาะสมและทันสมัย 3. ความสอดคล้องของเนื้อหาแต่ละด่าน 4. ความชัดเจนในการอธิบายเนื้อหา 5. ความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ 6. ความเหมาะสมของเวลากับเนื้อหา 7. ความเหมาะสมของเวลากับแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน 8. สื่อประกอบการเรียนมีความน่าสนใจ 9. ความพึงพอใจในภาพรวมที่มีต่อบทเรียน
107 ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ......................................... ............................................................................................................................. ....................................... ลงชื่อ.............................................. ผู้เชี่ยวชาญ (……………………………………..)
108 ผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของประเด็น แบบสอบถามความพึงพอใจ เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การ แก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ตาราง 9 ข.4 ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบสอบถามความพึงพอใจ ข้อความ ผู้เชี่ยวชาญ IOC ผลพิจารณา 1 2 3 1. เนื้อหามีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2. เนื้อหาที่อยู่ในบทเรียนมีความเหมาะสมและ ทันสมัย +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3. ความสอดคล้องของเนื้อหาแต่ละด่าน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4. ความชัดเจนในการอธิบายเนื้อหา +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5. ความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6. ความเหมาะสมของเวลากับเนื้อหา +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7. ความเหมาะสมของเวลากับแบบทดสอบก่อน และหลังเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8. สื่อประกอบการเรียนมีความน่าสนใจ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9. ความพึงพอใจในภาพรวมที่มีต่อบทเรียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ จากตารางที่ ข.4 พบว่า ผลการประเมินความสอดคล้องของการจัดการเรียนรู้เรื่อง การพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) มีค่าความสอดคล้อง (IOC) เป็นรายข้อมีค่า IOC 0.67 ขึ้นไป และค่าเฉลี่ยของความสอดคล้อง (IOC) ทั้งฉบับมีค่า 1.00 ซึ่งถือว่าเป็นแบบสอบถามความพึงพอใจที่สามารถนำไปใช้ได้
109 ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
110 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองภาคสนาม ตาราง 10 ค.1 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการ คำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการทดลองภาคสนาม ได้ผลดังตาราง นักเรียนคนที่ คะแนนระหว่างเรียน (20คะแนน) ทดสอบก่อนเรียน (20คะแนน) ทดสอบหลังเรียน (20คะแนน) 1 14 7 15 2 14 8 16 3 15 13 15 4 14 14 16 5 16 10 17 6 14 11 16 7 15 9 14 8 15 11 14 9 14 13 16 10 15 10 14 11 14 12 15 12 16 13 15 13 16 14 16 14 15 14 16 15 16 14 16 16 16 14 16 17 15 14 14 18 16 14 16 19 16 14 16 20 17 13 16 21 16 13 16
111 22 15 13 14 23 16 8 17 24 17 9 17 25 17 9 16 26 15 11 18 27 16 10 17 28 15 10 17 29 17 10 16 30 18 12 17 31 17 13 16 32 16 10 17 33 16 13 15 34 17 13 16 35 17 8 16 36 17 13 17 37 16 15 16 38 16 13 16 39 17 13 16 40 16 14 17 41 15 13 17 ∑ 645 485 653̅ 15.73 11.83 15.93 S.D. 1.05 2.14 0.98 ประสิทธิภาพ (E1/E2) 78.65 79.63
112 E1= ∑ x N A ×100 E2= ∑ Y N B ×100 E1= 645 41 20 ×100 E2 = 653 41 20 ×100 E1 = 78.65 E2 = 79.63 ตาราง 11 ค.2 ประสิทธิภาพของการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน นักเรียน (N) คะแนนแบบทดสอบย่อยหลังเรียน(E1) คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน(E2) คะแนน เต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ คะแนน เต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 41 20 15.73 78.65 20 14.85 79.63 จากตาราง แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การ แก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) มีประสิทธิภาพ ตาม 78.65/79.63 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 75/75
113 ผลการวิเคราะห์หาค่าความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบ สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตาราง 12 ค.3 ผลการวิเคราะห์จากการนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาการ คำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 ข้อ ไปทดลองใช้กับนักเรียนจำนวน 41 คนเพื่อนำมาหาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนก แบบอิงเกณฑ์ ได้ผลดังตาราง ข้อ H L P R คุณภาพตามเกณฑ์ ผลการ P R พิจารณา 1 8 5 0.72 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 2 7 5 0.67 0.22 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้พอใช้ ใช้ได้ 3 8 5 0.72 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 4 8 2 0.56 0.67 ยากเหมาะสม จำแนกได้ดีมาก ใช้ได้ 5 6 3 0.50 0.33 ยากเหมาะสม จำแนกได้ดี ใช้ได้ 6 7 5 0.67 0.22 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้พอใช้ ใช้ได้ 7 8 5 0.72 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 8 7 4 0.61 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 9 9 4 0.72 0.56 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 10 8 3 0.61 0.56 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 11 8 5 0.72 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 12 8 5 0.72 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 13 8 5 0.72 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 14 8 5 0.72 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 15 8 5 0.72 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 16 8 5 0.72 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 17 8 5 0.72 0.33 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 18 9 4 0.72 0.56 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้
114 19 8 4 0.67 0.44 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้ 20 9 3 0.78 0.44 ค่อนข้างง่าย จำแนกได้ดี ใช้ได้
115 ผลการวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทั้งฉบับ ตาราง 13 ค.4 ผลการวิเคราะห์จากการหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้ง ฉบับ 20 ข้อ ที่ผ่านการวิเคราะห์หาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกได้ผลดังตาราง นักเรียน คนที่ x ข้อสอบ สัดส่วนของผู้ตอบ ถูก(p) สัดส่วนของ ผู้ตอบผิด(q) Pq 1 19 361 1 0.67 0.33 0.22 2 17 289 2 0.73 0.27 0.20 3 17 289 3 0.64 0.36 0.23 4 17 289 4 0.64 0.36 0.23 5 17 289 5 0.48 0.52 0.25 6 16 256 6 0.61 0.39 0.24 7 15 225 7 0.48 0.52 0.25 8 14 196 8 0.64 0.36 0.23 9 13 169 9 0.67 0.33 0.22 10 13 169 10 0.58 0.42 0.24 11 13 169 11 0.55 0.45 0.25 12 13 169 12 0.55 0.45 0.25 13 13 169 13 0.70 0.30 0.21 14 13 169 14 0.55 0.45 0.25 15 13 169 15 0.64 0.36 0.23 16 12 144 16 0.61 0.39 0.24 17 12 144 17 0.61 0.39 0.24 18 12 144 18 0.61 0.39 0.24
116 19 12 144 19 0.70 0.30 0.21 20 12 144 20 0.76 0.24 0.18 21 12 144 ∑ =4.62 23 12 144 24 12 144 25 12 144 26 11 121 27 10 100 28 10 100 29 9 81 30 8 64 31 7 49 32 5 25 33 5 25 34 17 289 35 17 289 36 16 256 37 15 225 38 14 196 39 13 169 40 13 169 41 13 169 รวม 526 7144 Kr-20 เป็นสูตรในการหาค่าความเชื่อมั่นที่เหมาะสำหรับแบบทดสอบที่มีค่าความยากง่ายใน ลักษณะกระจาย สูตรที่ใช้ในการหามีรูปแบบดังนี้ = − 1 {1 − ∑ 2 }
117 เมื่อ คือ สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ k คือ จำนวนข้อของแบบทดสอบ p คือ สัดส่วนของผู้เรียนที่ทำข้อสอบข้อนั้นถูกกับผู้เรียนทั้งหมด q คือ สัดส่วนของผู้เรียนที่ทำข้อสอบข้อนั้นผิดกับผู้เรียนทั้งหมด 2 คือ ความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับ N คือ จำนวนผู้เรียน หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากสูตร = − 1 {1 − ∑ 2 } = 20 20 − 1 {1 − . 10.23} = 1.05 * 0.55 = 0.58 จากค่าที่ได้คือ 0.58 หมายถึง แบบทดสอบชุดนี้มีความเชื่อมั่นสูงเนื่องจากค่าความเชื่อมั่นที่คำนวณได้มี ค่าเข้าใกล้ 1 แสดงว่ามีความเชื่อมั่นสูงมาก
118 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ตาราง 14 ค.5 ผลรวม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละคะแนนทดสอบก่อนเรียนและ คะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ผลดังตาราง นักเรียนคนที่ ทดสอบก่อน เรียน (20คะแนน) ทดสอบหลัง เรียน (20คะแนน) ผลต่างคะแนน (D) ผลต่างคะแนน ( ) 1 7 16 9 81 2 8 15 3 9 3 13 19 6 36 4 14 20 6 36 5 10 17 7 49 6 11 18 7 19 7 9 19 10 100 8 11 20 9 81 9 13 17 3 9 10 10 18 8 64 11 12 18 6 36 12 13 17 4 16 13 14 18 4 16 14 14 19 5 25 15 14 20 6 36 16 14 17 3 9 17 14 18 4 16 18 14 18 4 16 19 14 17 3 9 20 13 18 5 25 21 13 19 6 36
119 22 13 20 7 49 23 8 15 7 49 24 9 16 7 49 25 9 15 6 36 26 11 16 5 25 27 10 17 7 49 28 10 16 6 36 29 10 14 4 16 30 12 14 2 4 31 13 16 3 9 32 10 14 4 16 33 13 15 2 4 34 13 15 2 4 35 8 16 8 64 36 13 16 3 9 37 15 16 1 1 38 13 16 3 9 39 13 14 1 1 40 14 16 2 4 41 13 16 3 9 ∑ 485 693 201 1197 ̅ 11.83 16.90 S.D. 2.14 1.76 จากสูตร สถิติทดสอบค่าที (t-test) t = (n 1) n D ( D) D 2 2 − − 37587
120 t = 201 √ 41(1197)−(175) 2 33−1 t = 201 √ 41(1197)−(201) 2 40 t = 201 √ 49077 40 t = 201 √1227 t = t = 5.74 ตาราง 15 ค.6 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ได้ผลดัง ตาราง กลุ่มทดลอง N ̅ S.D. T ก่อนเรียน 41 11.83 2.14 5.74 หลังเรียน 41 16.90 1.76 จากตาราง ค.6 แสดงให้เห็นว่า นักเรียนที่เรียนด้วยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
121 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อการเรียนรู้ ตาราง 16 ค.7 ผลการวิเคราะห์จากการนำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบ การจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5E ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ผลดังตาราง รายการ X̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ ลำดับ 1.เนื้อหาเข้าใจง่าย 2.61 0.56 มาก 2 2.เนื้อหามีความสอดคล้องกันทั้งบทเรียน 2.61 0.56 มาก 2 3.กิจกรรมระหว่างเรียนของบทเรียนน่าสนใจ 2.58 0.61 มาก 3 4.ภาพนิ่งและภาพเคลื่อไหว น่าสนใจ 2.70 0.59 มาก 1 5.สีตัวอักษรและขนาดตัวอักษร อ่านง่าย 2.39 0.75 ปานกลาง 5 6.ปุ่มควบคุมบทเรียนใช้งานง่าย 2.48 0.62 ปานกลาง 4 7.เสียงบรรยายและเสียงประกอบบทเรียนเข้าใจง่าย 2.27 0.63 ปานกลาง 6 8.สื่อการสอนมีประโยชน์ต่อผู้เรียน 2.61 0.56 มาก 2 9.นักเรียนมีความประทับใจในสื่อการสอน 2.61 0.56 มาก 2 โดยภาพรวม 2.54 0.61 มาก
122 ภาคผนวก ง รูปภาพกิจกรรม
123 ภาพที่ 3 ง.1 ภาพกิจกรรม ภาพที่ 4 ง.2 ภาพกิจกรรม
124 ภาพที่ 5 ง.3 ภาพกิจกรรม ภาพที่ 6 ง.4 ภาพกิจกรรม
125 ประวัติผู้วิจัย ชื่อนักศึกษา นายส่งศักดิ์ ศรีบุญเรือง รหัสนักศึกษา 63040145215 ภูมิลำเนาเดิม บ้านเลขที่ 28 หมู่ 6 ตำบล นาแค อำเภอ นายูง จังหวัด อุดรธานี รหัสไปรษณีย์ 41380 โทรศัพท์ 0980233376 สถานที่พักอาศัย บ้าน หอพัก หอพักหลังโรงเรียนนางัว ตำบล นางัว อำเภอ น้ำโสม จังหวัด อุดรธานี รหัสไปรษณีย์ 41210 โทรศัพท์ 0980233376 ความสามารถพิเศษ ใช้งานโปรแกรม Microsorf Word ได้ เล่นกีต้าร์ได้ ประวัติการศึกษา: พ.ศ. 2556 ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านนาแค จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2559 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบ้านนาแค จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2562 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2563 กำลังศึกษา ระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี E-mail: [email protected]