รายการเบื้องต้น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖7 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม โทร ๐๔๒ – ๕๑๖ – ๐๕๑
คำนำ ปัจจุบันโลกมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะกระแสสื่อสังคมออนไลน์ที่ก่อให้เกิดสังคมไร้พรมแดน ซึ่งนำไปสู่การหลั่งไหลทางวัฒนธรรม อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมมนุษย์ชาติ ซึ่งสังคมไทยก็ประสบกับสถานการณ์ อย่างเดียวกัน วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่นบางส่วนกำลังสูญหายไป โดยเฉพาะมรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนสำคัญของชุมชน ท้องถิ่น และสังคมไทย ประกอบกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) เห็นความจำเป็นในการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จึงได้ออกอนุสัญญาว่าด้วย การสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. ๒0๐๓ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือ จากนานาประเทศ รัฐบาลไทยก็ได้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙ รวมทั้งร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ.๒0๐๓ เพื่อเป็นการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อให้การส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นประโยชน์โดยส่วนรวม จังหวัดนครพนม โดยสำนักงานวัฒนธรรมจึงทำเอกสารมรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖7 เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้ ศึกษาเรียนรู้ พร้อมทั้งสืบทอดต่อไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จังหวัดนครพนม จะเป็นประโยชน์ ต่อชุมชน ท้องถิ่น สังคม และประเทศชาติ ในด้านการอนุรักษ์การส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึก และมองเห็นคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้เด็กและเยาวชน ซึ่งจะเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ต่อไป สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม
สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ สารบัญ หมกจ๊อ 1 กะละแมโบราณนครพนม 10 ผ้าเกาะโส้ 37 ฟ้อนภูไทเรณูนคร 58 หมอลำ 85 บุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุพนม 102 ภาคผนวก ๑. คำสั่งจังหวัดนครพนม ที่ ๔๘๓/๒๕๖๖ 126 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม 2. คำสั่งจังหวัดนครพนม ที่ 106/2567 128 เรื่อง แก้ไขคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม 3. ประกาศจังหวัดนครพนม 129 เรื่อง ประกาศรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จังหวัดนครพนม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖7
๑ แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม แบบ มภ. ๒ ส่วนที่ ๑ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. ชื่อรายการ หมกจ๊อ ชื่อเรียกในท้องถิ่น หมกจ๊อ, หมกเจาะ ๒. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (เลือกได้มากกว่า ๑ ช่อง) วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานช่างฝีมือดั้งเดิม การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ๓. พื้นที่ปฏิบัติ ชาวไทยญ้อ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม และสภาวัฒนธรรอำเภอท่าอุเทน ณ วัดป่าโพธิ์ศรี หมู่ที่ 1 ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ๔. สาระสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป หมกเจาะ หรือ หมกจ๊อ เป็นอาหารขึ้นชื่อของชาวไทยญ้อ โดยเฉพาะในอำเภอท่าอุเทน ถือว่าเป็นเมนู ที่ขาดไม่ได้ในสำรับข้าว ลักษณะสำคัญเป็นการปรุงโดยใช้ปลากรายสด (ปลาตอง) ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่คาว เครื่องปรุงจะเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ตะไคร้ พริกแห้ง ข่า หอมแดง ปรุงรสด้วย น้ำปลา ปลาร้า เกลือ และม้วน ห่อด้วยใบผักม้วน ใบยอ หรือใบชะพลู รับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ ๕. ประวัติความเป็นมา ไทญ้อ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองหงสาวดี แขวงไชยบุรี อาณาจักรล้านช้าง เวียงจันทน์ ประเทศลาว ในรัชสมัยที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี ราวปี พ.ศ. 2351 ชาวไทยญ้อ กลุ่มหนึ่งได้อพยพมา ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ฝั่งขาวแม่น้ำโขง บริเวณปากน้ำสงครามที่บรรจบกับแม่น้ำโขง แล้วตั้งชื่อเมืองว่า “เมืองไชย สุทธิ์อุตมบุรี” แต่ขึ้นตรงต่อนครเวียงจันทน์ ต่อมาเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ต้องการเป็นอิสรภาพจาก กรุงเทพมหานครในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี ราว พ.ศ. 2369 กองทัพเจ้าอนุวงศ์ได้กวาดล้าง ชาวไทยญ้อจากเมืองไชยสุทธิ์อุตมบุรี ไปอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่เมืองปุงลิง แขวงคำม่วน ต่อมาราว พ.ศ. 2373 กลุ่มไทยญ้อเมืองปุงลิงได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งหลักแหล่งใหม่ที่เมืองท่าอุเทน คืออำเภอท่าอุเทนจังหวัดนครพนมในปัจจุบัน วัฒนธรรมประเพณีที่ไทยญ้อนำติดตัวมาเป็นการดำรงค์ชีวิตประจำวันคือ ฮีต 12 คอง 14 ศิลปวัฒนธรรมประเพณีและอาหารประจำชนเผ่าหนึ่งในนั้นประเภทอาหารที่เป็นมรดกตกทอดมา คือ หมกจ๊อ เป็นอาหารที่ต้องมีประจำบ้านเพื่อรับประทานในครัวเรือนและต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองแต่ไม่มีจำหน่ายใน ท้องตลาดในประวัติมีความเป็นมายาวนานจากการเสวนาจากผู้มีองค์ความรู้คาดว่าน่าจะมีมากกว่า 100 ปี เนื่องด้วยชาวชนเผ่าไทยญ้ออาศัยในแถบลุ่มแม่น้ำโขง การประกอบอาหารมักทำจากปลา พืชผักสมุนไพร เป็นเครื่องเคียง ปรากฏมีกับชมเครื่องคาวหวานอาหารไทยญ้อว่า หมกจ๊ออาหารถิ่นไทยญ้อ ปลากรายผักม้วน ห่อขมบ้าง คราดื่มน้ำตามต่อกลับหวาน คุณค่าอุดมสร้าง เสริมด้วยสมุนไพร นอกจากนี้ในเทศกาลสำคัญ เช่น วันตุ้มโฮมไทญ้อ วันลอยกระทง อาหารที่ปรากฏในสำรับจะมีรายการ อาหารหมกจ๊อเสมอ
๒ ๖. ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยให้มีรายละเอียดครอบคลุมสาระ ดังต่อไปนี้ ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ประกอบด้วย ประเภท ความเชื่อ วัสดุ และกระบวนการ ขั้นตอน วิธีการ เป็นงานฝีมือดั้งเดิมประเภทอาหาร มีลักษณะพิเศษที่ใช้ปลากรายสด มีวัตถุดิบและวิธีการปรุงที่เน้น สมุนไพร ดังนี้ วัตถุดิบ 1. เนื้อปลากรายขูด 2. พริกสด 3. พริกแห้ง 4. ตะไคร้ 5. ข่า 6. หอมแดง 7. ใบมะกรูด 8. ใบผักม้วน/ใบยอ 9. น้ำปลาร้า 10. เกลือ 11. ไข่ไก่ ขั้นตอนการทำ 1. นำปลากรายสด (ปลาตอง) มาขูด/แร่ เอาเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อ 2. นำเนื้อปลากรายที่ได้มาโขลกเข้ากันให้ละเอียด จะช่วยให้เนื้อปลากรายเหนียวนุ่มและเคี้ยวง่าย 3. ต่อมาเตรียมหั่น/ซอยสมุนไพรซึ่งมี หอมแดง พริกสด พริกแห้ง ตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด เพื่อที่จะ นำมาโขลกให้ละเอียด 4. เมื่อโขลกเครื่องสมุนไพรละเอียดแล้วนำเนื้อปลากรายมาโขลกรวมให้เข้ากันอีกรอบ 5. ปรุงรสด้วย เกลือ/น้ำปลาร้า แล้วโขลกทั้งหมดให้เข้ากัน และหากต้องการให้เนื้อปลามีความหนึบมาขึ้นให้ใส่ ไข่ไก่เพิ่มเข้าไป 6. นำใบม้วน หรือใบที่จะใช้ห่อล้างน้ำและวางใส่ถาดให้พอสะเด็ดน้ำ เพราะถ้าหากใบที่นำมาใช้ห่อ แห้งเกินไปจะทำให้เนื้อปลากรายที่โขลกไว้ติดกับใบห่อ 7. ห่อเนื้อปลากรายด้วยใบม้วน ให้ออกมามีลักษณะแบบม้วนโรตี 8. นำเนื้อปลาที่ห่อเสร็จแล้วไปนึ่งประมาณ 20 นาที 9. เมื่อนึ่งเสร็จตามเวลาที่กำหนดแล้วก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำหมกจ๊อ และนำไปหั่นเป็นชิ้น พอดีคำให้ง่ายต่อการรับประทาน ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญ 1. ได้ใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่มีในธรรมชาติ (ปลา, สมุนไพร) ที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น 2. ส่งเสริม ถ่ายทอด วิธีปรุงอาหารจากรุ่นสู่รุ่น เป็นการรักษาวิถีชีวิตของชาวไทยญ้อ 3. ส่งเสริมเป็นผลผลิตของชุมชน เกิดความภาคภูมิใจในการต้อนรับนักท่องเที่ยว 4. เป็นอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไทยญ้อที่สร้างสรรค์เมนูอาหาร
๓ 5. มีความสุนทรียภาพของการดำรงชีวิตที่มีความศรัทธา/จินตนาการในการกินอาหารที่ดี ๒. บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 1. ชุมชนมีความสมัครสมานสามัคคี และเข้าใจดีต่อกัน เพราะลักษณะการทำ/ปรุงหมกจ๊อ ปลากราย เป็นการช่วยเหลือกันและกันในการเตรียม การปรุงในแต่ละขั้นตอน 2. ชุมชนจะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทส ช่วยส่งเสริมรายได้ชุมชน 3. การส่งเสริมประชาสัมพันธ์ในคนต่างถิ่น ต่างชาติพันธุ์รู้จักไทยญ้อมากขึ้น ส่วนที่ ๓ มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. โครงการ กิจกรรมที่มีการดำเนินงานของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การศึกษา วิจัย (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) การส่งเสริม สืบสาน อนุรักษณ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอาหาร “หมกจ๊อ” ปีงบประมาณ 2567 พื้นที่อำเภอท่าอุเทน งบประมาณ 30.000.- บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) การอนุรักษ์ ฟื้นฟู (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) การอนุรักษ์ ฟื้นฟู หมกจ๊อ ในงานประเพณีตุ้มโฮมไทญ้อ กินหมกจ๊อท่าอุเทน เดือน 3 งบประมาณ 30,000.- บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) การสืบสานและถ่ายทอด (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) การสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอาหาร “หมกจ๊อ”งบประมาณ 30,000.- บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญา (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) การส่งเสริมการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติ โดยกำหนดเป็นหลักสูตรอาหารในโรงเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา โรงเรียนผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอท่าอุเทนทุกปีการศึกษา การดำเนินงานด้านอื่น ๆ (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) ๒. มาตรการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่คาดว่าจะดำเนินการในอนาคต 1. การสาธิต ให้ความรู้เสริมหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุ โรงเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาใน อำเภอท่าอุเทน 2. การประสานและมีส่วนร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอ หรือการนำเสนอในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานรณรงค์ส่งเสริม สืบสาน อนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๓. การส่งเสริม สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม (ถ้ามี) การนำเสนอ/กิจกรรมในหน่วยงานเทศกาลประจำปีชาวอำเภอท่าอุเทน เช่น งานตุ้มโฮมไทญ้อ กินหมกจ๊อ เดือน 3 งานระดับจังหวัด ได้แก่ งานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช งานประเพณีไหลเรือไฟ ส่วนที่ ๔ สถานภาพปัจจุบัน ๑. สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการปฏิบัติอย่างแพร่หลาย เสี่ยงต่อการสูญหายต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่มีการปฏิบัติอยู่แล้วแต่มีความสำคัญต่อวิถีชุมชนที่ต้องได้รับการฟื้นฟู ๒. สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม - ต้นทุนในการทำหมกจ๊อค่อนข้างสูงเนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้คือปลากรายสดและเป็นปลาจากแม่น้ำโขง - กระบวนการในการทำหมกจ๊อต้องใช้เวลา
๔ ๓. รายชื่อผู้สืบทอดหลัก (เช่น บุคคล กลุ่มคน .... เป็นต้น) รายชื่อบุคคล/หัวหน้าคณะ/กลุ่ม/ สมาคม/ชุมชน อายุ/อาชีพ องค์ความรู้ด้านที่ได้รับ การสืบทอด/จำนวนปีที่ สืบทอดปฏิบัติ สถานที่ติดต่อ/โทรศัพท์ 1. พระครูพิพัฒน์สิริโพธิ พระ การจัดทำหมกจ๊อ วัดป่าโพธิ์ศรี ต.ท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม 08 6977 0878 2. นายณรงค์ ไชยตา 9 ซ.ราชกิจภักดี 08 1812 0647 3. นายประมวล จันทะบุตร 698 ถ.สุนทรวิจิตร 08 1442 2359 4. นายณัฐพล วาทะวัฒนะ 128/9 ถ.พินิจรังสรรค์ 08 1601 8372 5. นางสาวสุวรรณ บุสุวะ 192 ม.5 ต.ท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม 06 5093 8322 6. นางฉลวย มูลโคตร 159/1 ม.5 ต.ท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม 08 1262 0362 7. นางเกล็ดดาว ภัทรา 97 ม.1 ต.ท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม 08 3346 6556 8. นายเศรษฐการ จันดาประดิษฐ์ 49 ม.2 ต.ท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม 08 1768 1796 9. นายสมหมาย คำสิงห์ 8/2 ม.6 ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม 06 5465 3851 10. นางสมสมร ธิสาคร 47 ม.7 ต.ท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม 09 3460 4772 11. นางสาวทัศนีย์ เจริญราษฎร์ 212 ม.6 ต.ท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม 09 0519 2755 12. นางสมยง โพธิ 13 ม.1 ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม 08 7225 9193
๕ ส่วนที่ ๕ การยินยอมของชุมชนในการจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ไม่จำกัดจำนวน) ชื่อ-สกุล 1. พระครูพิพัฒน์สิริโพธิ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอท่าอุเทน 2. นางสาวสุวรรณ บุสุวะ กรรมการและเลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอท่าอุเทน 3. นางฉลวย มูลโคตร รองประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอท่าอุเทน สถานภาพที่เกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (เช่น เป็นครูผู้สืบทอด เป็นผู้ได้รับการถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้นำชุมชน เป็นเจ้าหน้าที่ในชุมชน เป็นผู้ชม เป็นผู้รับบริการ หรือเป็นผู้สนับสนุนด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง) ขอรับรองข้อมูลตามเอกสารคำขอเสนอฯ และยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ลงชื่อ (พระครูพิพัฒน์สิริโพธิ) ตำแหน่ง ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอท่าอุเทน
๖ ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก 1. เอกสารอ้างอิง รายงานการวิจัย การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมในหมู่บ้านชาติพันธุ์ ไทญ้อ บ้านโพน 2535 2. บุคคลอ้างอิง - พระครูพิพิฒน์สิริโพธิ - นายณรงค์ ไชยตา - นายประมวล จันทะบุตร - นายณัฐพล วาทะวัฒนะ - นางสาวสุวรรณ บุสุวะ - นางฉลวย มูลโคตร - นางเกล็ดดาว ภัทรา - นายเศรษฐการ จันดาประดิษฐ์ - นายสมหมาย คำสิงห์ - นางสมสมร ธิสาคร - นางสาวทัศนีย์ เจริญราษฎร์ - นางสมยง โพธิ 3. รูปภาพ พร้อมคำอธิบายใต้ภาพ จำนวน ๑๐ ภาพ ภาพประกอบที่ 3.1 วัตถุดิบที่ใช้ในการทำหมกจ๊อ
๗ ภาพประกอบที่ 3.2 นำปลากรายสด (ปลาตอง) มาขูดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อ ภาพประกอบที่ 3.3 เนื้อปลากรายที่ได้มาโขลกเข้ากันให้ละเอียด จะช่วยให้เนื้อปลาเหนียวนุ่มและเคี้ยวง่าย ภาพประกอบที่ 3.4 เตรียมหั่น/ซอยสมุนไพรซึ่งมี หอมแดง พริกสด พริกแห้ง ตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด เพื่อที่จะนำมาโขลกให้ละเอียด ภาพประกอบที่ 3.5 เมื่อโขลกเครื่องสมุนไพรละเอียดแล้วนำเนื้อปลากรายมาโขลกรวมให้เข้ากันอีกรอบ
๘ ภาพประกอบที่ 3.6 ปรุงรสด้วย เกลือ/น้ำปลาร้า แล้วโขลกทั้งหมดให้เข้ากัน และหากต้องการให้เนื้อปลามี ความหนึบมาขึ้นให้ใส่ไข่ไก่เพิ่มเข้าไป ภาพประกอบที่ 3.8 นำใบม้วน หรือใบที่จะใช้ห่อล้างน้ำและวางใส่ถาดให้พอสะเด็ดน้ำ เพราะถ้าหากใบที่ นำมาใช้ห่อแห้งเกินไปจะทำให้เนื้อปลากรายที่โขลกไว้ติดกับใบห่อ ภาพประกอบที่ 3.9 ห่อเนื้อปลากรายด้วยใบม้วน ให้ออกมามีลักษณะแบบม้วนโรตี ภาพประกอบที่ 3.10 นำเนื้อปลาที่ห่อเสร็จแล้วไปนึ่งประมาณ 20 นาที
๙ ภาพประกอบที่ 3.11 เมื่อนึ่งเสร็จตามเวลาที่กำหนดแล้วก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำหมกจ๊อ และนำไปหั่นเป็นชิ้นพอดีคำให้ง่ายต่อการรับประทาน 4. ข้อมูลภาพถ่าย ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลเสียง (ระบุประเภทของสื่อที่แนบมาพร้อมคำอธิบาย) ข้อมูลภาพถ่าย ได้แก่ ขั้นตอนการทำหมกจ๊อ ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว ได้แก่ หมกจ๊อ รายการอาหาร 1 จังหวัด 1 เมนู จังหวัดนครพนม ข้อมูลเสียง ได้แก่ 5. ข้อมูลผู้เสนอ ชื่อ-สกุล นางสุพิชญ์ชนันท์ อนุวรรณ หน่วยงาน - เลขที่ 128/9 อาคาร - หมู่ - ซอย - ถนน พินิจรังสรรค์ แขวง/ตำบล ในเมือง เขต/อำเภอ เมืองนครพนม จังหวัด นครพนม รหัสไปรษณีย์ 48000 โทรศัพท์ - โทรสาร - มือถือ 06 1697 6999 อีเมล - 6. ข้อมูลผู้ประสานงาน ชื่อ-สกุล นางสาวสุวรรณ บุสุวะ โทรศัพท์ 06 5093 8322 โทรสาร - มือถือ - อีเมล -
๑๐ แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม แบบ มภ. ๒ ส่วนที่ ๑ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. ชื่อรายการ กะละแมโบราณนครพนม ชื่อเรียกในท้องถิ่น กะละแม ๒. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (เลือกได้มากกว่า ๑ ช่อง) วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานช่างฝีมือดั้งเดิม การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ๓. พื้นที่ปฏิบัติ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๔. สาระสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป กะละแมโบราณนครพนมเป็นขนมที่มีมาแต่ดั้งเดิม ใช้แป้งข้าวเหนียวกวนเคี่ยวผสมกับน้ำตาล และกะทิสด มีลักษณะเหนียวนุ่ม สีดำ รสชาติหวานมันอร่อย เป็นเอกลักษณ์ การห่อกะละแม โบราณนครพนมจะห่อด้วยใบตองที่รีดให้แห้ง ทำให้เกิดกลิ่นหอมของใบตองรีด แล้วกลัดด้วยไม้กลัด ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งรสชาติความเหนียวนุ่มและการห่อด้วยใบตองรีดถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ของกะละแมโบราณนครพนม เป็นขนมของฝากที่ขึ้นชื่อจากอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ช่วงงานนมัสการพระธาตุพนมของทุกปี ชาวบ้านจะนำกะละแมไปทำบุญตักบาตร พอถึงงานเดือนสาม ก็ทำบูชา ๕. ประวัติความเป็นมา กะละแมโบราณนครพนม เป็นอาหารท้องถิ่นที่ทำสืบทอดต่อกันมากว่า 100 ปี ใช้วัตถุดิบ แป้งข้าวเหนียวเคี่ยวผสมกับน้ำตาล ผงถ่านกะลา และกะทิสด เคี่ยวในกระทะทีมีความร้อน ที่เหมาะสม จนได้กะละแมที่มีสีดำ เหนียวนุ่ม รสชาติ หอม หวาน มัน เอกลักษณ์ที่สำคัญ ของกะละแมโบราณนครพนม คือ การห่อด้วยใบตองรีด โดยนำใบตองสดมาทำความสะอาดแล้วรีด ให้แห้งด้วยเตารีดโบราณที่ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง ทำให้มีกลิ่นหอม แล้วกลัดด้วยไม้กลัดที่ทำมาจาก ไม้ไผ่ กะละแมโบราณถือว่าเป็นของฝากขึ้นชื่อจากอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มักทำจำหน่าย กันมากในช่วงงานนมัสการพระธาตุพนม ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ถึง แรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี
๑๑ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในอดีตมีชาวจีนที่มาจากทางภาคกลางของประเทศจีน ได้มาอยู่ที่อำเภอธาตุพนม ในช่วงเทศกาลทำบุญหรืองานนมัสการพระธาตุพนม ชาวบ้านกลุ่มนี้จะทำ ขนมไปถวายพระ เดิมเป็นขนมสำปันนี ที่กวนจากข้าว ลักษณะเป็นแป้งใสๆ กวนโดยใช้ไฟอ่อน ซึ่งทำยากกว่าการทำกะละแม ต่อมาภายหลังก็มีการดัดแปลงสูตรการทำขนมใหม่ โดยเอาเปลือก มะพร้าวเผาบดใส่ (เรียกน้ำดัง) หรือบางทีก็ใช้งวงตาล มาเป็นวัสดุดิบในการผลิตขนม จึงได้ออกมา เป็นขนมที่มีสีดำ จึงกลายมาเป็น “กะละแม” ในช่วงแรกๆ จะมีกลุ่มผู้ที่เริ่มทำขนมกะละแมซึ่งเป็นกลุ่มคนที่บ้านอยู่ใกล้ๆ กัน ก็จะมา ร่วมกันทำขนมเพื่อถวายพระ ในส่วนที่เหลือจากการถวายพระ ก็นำมารับประทานกัน เมื่อเห็นว่ามี รสชาติอร่อย หลายคนก็เลยไปหัดทำ จนมีหลายคนที่ทำเป็น ต่อมาจากการทำถวายพระ และรับประทานกันภายในครัวเรือน ก็ได้มีการทำเพื่อจำหน่ายในงานเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะในงาน นมัสการองค์พระธาตุพนม ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 แรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยว มาเที่ยวงานจำนวนมาก และมีการซื้อกะละแมกลับไปเป็นของฝาก ทั้งนักท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทำให้กะละแมนครพนมมีชื่อเสียง เพิ่มมากขึ้นทุกปี “กะละแมโบราณนครพนม” ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกว่า 20 ราย มีการผลิตกะละแมจำหน่ายสร้างรายได้นับหลายล้านบาทต่อปี ซี่งสูตรในการทำกะละแมโบราณ นครพนมของผู้ประกอบการแต่ละรายก็จะมีสูตรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ละรายผ่านการทำ กะละแมมายาวนาน สะสมประสบการณ์ จนได้สูตรเป็นเอกลักษณ์ แต่ก็ยังคงมีส่วนประกอบหลัก คือ แป้งข้าวเหนียว น้ำตาล เปลือกมะพร้าวเผาบดใส่ (เรียกน้ำดั่ง) หรือบางทีก็ใช้งวงตาล และกะทิสด และที่สำคัญคือมีใบตองรีดที่เป็นเอกลักษณ์สร้างความหอมของกะละแมโบราณนครพนม ถึงแม้ใน ปัจจุบัน จะมีผู้ประกอบการจำน วนมาก แต่ก็ไม่เป็น ปัญ หาในการจำห น่ายกะละแม เพราะผู้ประกอบการแต่ละรายมีสูตรความอร่อยที่แตกต่างกันไป ลักษณะที่โดดเด่นของกะละแมโบราณนครพนมคือใช้แป้งข้าวเหนียวกวนเคี่ยวผสมกับน้ำตาล และกะทิสด มีลักษณะเหนียวนุ่ม สีดำ รสชาติหวานมัน มีเอกลักษณ์การห่อด้วยใบตองที่รีดให้แห้ง ทำให้เกิดกลิ่นหอม กลัดด้วยไม้กลัดทำจากไม้ไผ่ ซึ่งรสชาติความเหนียวนุ่มและการห่อด้วยใบตองรีด ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกะละแมโบราณนครพนม สืบทอดกันมาจนกลายเป็นขนมของฝากที่ขึ้น ชื่อของอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม หากพิจารณาจากเรื่องราวจากการทำขนมสำปันนี มาพัฒนาดัดแปลงสูตรในการทำขนม จนออกมาเป็นกะละแมที่มีเอกลักษณ์ หอมใบตองรีดในแบบฉบับนครพนม บวกความเชื่อ ความศรัทธา เฉพาะถิ่นนครพนม โดยมีองค์พระธาตุพนมเป็นจุดรวมใจ กล่าวได้ว่าเรื่องราว ของกะละแมมีประวัติยาวนานกว่า 70 ปี ๖. ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยให้มีรายละเอียด ครอบคลุมสาระ ดังต่อไปนี้ วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา -วรรณกรรมพื้นบ้าน ประกอบด้วย ประเภท โครงเรื่องของแต่ละสำนวน ลักษณะเด่นของแต่ละ สำนวน และความสัมพันธ์และบทบาทในวิถีชีวิต
๑๒ - ภาษา ประกอบด้วย ระบบภาษา คำและความหมาย ระบบการเขียน ภาษาเขียนดั้งเดิม ลักษณะ การสื่อสาร การปรากฏใช้วรรณกรรมมุขปาฐะ ศิลปะการแสดง ประกอบด้วย ลักษณะการแสดง ประเภท พัฒนาการ ขนบ ความเชื่อ ลำดับขั้นตอน การแสดง รูปแบบการจัดการแสดง โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร อุปกรณ์ และกระบวนท่า แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล ประกอบด้วย ประเภท สถานที่ แหล่งปฏิบัติ ระเบียบพิธีกรรม การประพฤติปฏิบัติของการแสดงออกนั้น ๆ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และความเชื่อ ความเชื่อ พิธีกรรม คือ ในงานนมัสการพระธาตุพนมจะมีพิธีถวายข้าวพีชภาค โดยการนำพืชพรรณ ธัญญาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่เกิดในผืนแผ่นดินที่รัศมีที่พระธาตุพนมปกปักษ์รักษามาเป็นของบูชา เช่น กะละแมก็เป็นส่วนหนึ่งในการเป็นเครื่องถวายในงานพิธีในครั้งนี้ (ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓) ซึ่งเป็นการ แสดงออกถึงความรัก ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชนที่ได้นำผลผลิตที่เกิดในชุมชนมาถวาย สิ่งของที่นำมาถวายบูชาองค์พระธาตุพนม ส่วนหนึ่งแจกจ่ายให้กับผู้มาร่วมงาน อีกส่วนหนึ่งผู้ที่นำ สิ่งของมาถวายจะนำกลับบ้านเพื่อเป็นศิริมงคลตามความเชื่อ ข้าวพีชภาค คือ พืชพรรณธัญญาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่เกิดในผืนแผ่นดินที่ รัศมีที่พระธาตุพนมปกปักษ์รักษา) ภูมิปัญญา คือ กรรมวิธีในการเคี่ยว การกวน การรีดใบตอง การห่อด้วยใบตอง เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา เอกลักษณ์ คือ การห่อด้วยใบตองรีด รสชาติความหอมใบตองรีดเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ คือ การห่อกะละแมด้วยใบตองรีดจากเตารีดถ่านแบบโบราณแล้วกลัดด้วยไม้กลัดอันเล็กๆ ที่ทำจากไม้ไผ่ซึ่งเป็นกระบวนการที่สืบทอดกันมายาวนาน ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ประกอบด้วย ประเภท ความเชื่อ วัสดุ และกระบวนการ ขั้นตอน วิธีการ การนำข้าวพีชภาคมาทำกะละแม การนำใบตองมารีด การห่อกะละแมด้วยใบตองรีด การนำกะละแมไปเป็นส่วนหนึ่งของข้าวพีชภาคถวายบูชาองค์พระธาตุพนมในงานนมัสการพระธาตุพนม งานช่างฝีมือดั้งเดิม ประกอบด้วย ประเภท ลักษณะพิเศษหรือเอกลักษณ์ เครื่องมือ กลวิธีการผลิตงาน และกระบวนการจัดการองค์ความรู้ ของช่างฝีมือดั้งเดิม การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ประกอบด้วย ประเภท ความเชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ขนบ ข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง คุณค่า และวิธีการแข่งขัน ส่วนผสมและสัดส่วน ๑. แป้งข้าวเหนียว ๒๕% ๒. น้ำตาล ๓๐% ๓. น้ำกะทิ ๒๕% ๔. แป้งมัน ๕% ๕. สีธรรมชาติ ๕% (จากผงถ่านจากเปลือกมะพร้าวเผา)
๑๓ ขั้นตอนการผลิต ๑. น้ำแป้งที่ผสมแล้วเทลงผสมกับน้ำหัวกะทิ ๒. เติมน้ำกาบมะพร้าวเผาแล้วคนให้เข้ากัน ๓. นำส่วนผสมทั้งหมดกรองด้วยผ้าขาวบาง ๔. เติมน้ำตาลแล้วยกขึ้นตั้งไฟ (ใช้ถ่านในการกวน) ๕. ใช้ไม้พายคนไปเรื่อยๆ จนเนื้อแป้งเริ่มเหนียวจับกัน ๖. เติมส่วนที่เป็นหาวกะทิลงทีละน้อยคนไปเรื่อยๆ จนน้ำกะทิหมด แล้วกวนแป้งไปอีกประมาณ 4 ชั่วโมงโดยใช้ไฟอ่อน ๗. เมื่อขนมเริ่มเหนียวได้ที่แล้ว ยกลงตักใส่หม้อพักไว้เตรียมห่อ ๘. นำใบตองรีดที่ตัดได้รูป และทำความสะอาดแล้วมาตักขนมใส่ขนาดพอดีคำ ทำการห่อกลัดด้วยไม้ กลัดทีละอันไปเรื่อยๆ จนหมด ๙. เมื่อห่อเสร็จแล้ว ทำการบรรจุลงถุงบรรจุภัณฑ์ ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญ กะละแมโบราณนครพนม เป็นขนมที่มีการผลิตมาเป็นระยะเวลายาวนาน เกือบร้อยปี มีเอกลักษณ์ที่สำคัญ คือ การห่อกะละแมด้วยใบตองรีด ที่ใบตองกล้วยสดผ่านกระบวนการรีดใบตอง ให้แห้งด้วยเตารีดโบราณที่ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง ทำให้มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของนครพนม แล้วกลัดด้วยไม้กลัดที่ทำมาจากไม้ไผ่ กะละแมโบราณถือว่ามีเอกลักษณฺเฉพาะตัวที่สำคัญ กะละแมโบราณถือว่าเป็นของฝากขึ้นชื่อจากอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในช่วงงานนมัสการ พระธาตุพนม ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ถึง แรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี รวมถึงเป็นของฝากของผู้มาเยือน ทุกเทศกาล และในงานบุญต่างๆ ๒. บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการใช้วัตถุดิบในชุมชนทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่คนรีดใบตอง ซึ่งปัจจุบันใบตอง มาจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในจังหวัดนครพนม ใบตองรีดเพื่อห่อกะละแม ก็ถูกผลิตจากกลุ่ม ชุมชนรีดใบตอง และไม้กลัด ก็ถูกผลิตจากกลุ่มชุมชนทำไม้กลัด ในอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม นอกจากจะสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมกะละแมแล้ว ยังได้กระจายรายได้ให้แก่ชุมชน ที่ปลูกใบตอง รีดใบตอง และทำไม้กลัดด้วย ส่วนที่ ๓ มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. โครงการ กิจกรรมที่มีการดำเนินงานของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การศึกษา วิจัย (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) โครงการ “การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตลอดสายโซ่ผลิตภัณฑ์กะละแมโบราณนครพนม ด้วยกลไกขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่น” ผู้วิจัย ดร.คมศักดิ์ หารไชย มหาวิทยาลัยนครพนม
๑๔ การอนุรักษ์ ฟื้นฟู (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) การสืบสานและถ่ายทอด (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) มีการจัดตั้งแหล่งเรียนรู้การทำกะละแม
๑๕ มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการทำกะละแม
๑๖ การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญา (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) การยืดอายุผลิตภัณฑ์ การพัฒนารสชาติใหม่เพิ่มขึ้น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย เป็นศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นการทำกะละแม การดำเนินงานด้านอื่น ๆ (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ)
๑๗ ๒. มาตรการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่คาดว่าจะดำเนินการในอนาคต เพิ่มสูตรใหม่โดยใช้สัปปะรด ซึ่งจังหวัดนครพนมมีแหล่งปลูกสัปปะรด และข้าวเม่าในช่วงข้าวออกรวง ๓. การส่งเสริม สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม (ถ้ามี) - เทศบาลตำบลธาตุพนม - อบจ.นครพนม - มหาวิทยาลัยนครพนม - สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตขอนแก่น - สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม และ สำนักงานอุตสาหกรรมภาค ๕ - สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม - สาธารณสุขจังหวัดนครพนม - สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม ส่วนที่ ๔ สถานภาพปัจจุบัน ๑. สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการปฏิบัติอย่างแพร่หลาย เสี่ยงต่อการสูญหายต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่มีการปฏิบัติอยู่แล้วแต่มีความสำคัญต่อวิถีชุมชนที่ต้องได้รับการฟื้นฟู ๒. สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม การถ่ายทอดความรู้ - มีศูนย์การเรียนรู้ให้กับคนในชุมชน ผู้สนใจ ทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้ได้ ทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ - นักเรียน นักศึกษา นักวิจัย มาเรียนรู้การทำกะละแม และการทำโครงงานเกี่ยวกับการผลิตกะละแม การแก้ไขปัญหากระบวนการผลิตให้กับผู้ประกอบการ ปัจจัยคุกคาม - ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น - เกิดเหตุการณ์โรคระบาด โควิด19 - ขนมหวานอื่นๆ
๑๘ ๓. รายชื่อผู้สืบทอดหลัก(เช่น บุคคล กลุ่มคน .... เป็นต้น) รายชื่อบุคคล/หัวหน้า คณะ/กลุ่ม/สมาคม/ชุมชน อายุ/อาชีพ องค์ความรู้ด้านที่ได้รับ การสืบทอด/จำนวนปีที่ สืบทอดปฏิบัติ สถานที่ติดต่อ/ โทรศัพท์ นางบังอร มหาผล กะละแมจำเริญผล 90 ปี โดยประมาณ 095 659 3959 นางสาวโสภา อึ้งสกุล กะละแมพรประเสริฐ 90 ปี โดยประมาณ 042 541 012 นายธนัตชัย คำป้อง กะละแมทูลใจ 66 ปี โดยประมาณ 081 799 0091 นางประมวล จารุมณี ตุ๊กตากะละแม 60 ปี โดยประมาณ 085 853 0629 นางฉวีวรรณ รัตนไพบูลย์ กะละแมเลิศรส 40 ปี โดยประมาณ 085 925 3196 นางรุ่งทิวา ทศศะ กะละแมรุ่งพลอย 36 ปี โดยประมาณ 087 949 3355 นางเล็ก วงศ์ศรีแก้ว กะละแมสุขสบาย 29 ปี โดยประมาณ 086 851 3699 นางวารุณีเทียมภักดี กะละแมอมรเลิศ 24 ปี โดยประมาณ 089 274 9353 นายธวัชชัย มหาผล กะละแมครูน้อย 16 ปี โดยประมาณ 095 659 3959 นางนิลวัน รามางกูร กะละแมขุนราม 10 ปี โดยประมาณ 095 169 9629 ส่วนที่ ๕ การยินยอมของชุมชนในการจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ไม่จำกัดจำนวน) ชื่อ-สกุล นายธนัตชัย คำป้อง สถานภาพที่เกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ในชุมชน ครูผู้สืบทอด ผู้ ได้รับการถ่ายทอดความรู้) ขอรับรองข้อมูลตามเอกสารคำขอเสนอฯ และยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ลงชื่อ (นายธนัตชัย คำป้อง)
๑๙ ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก ๑. เอกสารอ้างอิง ดร.คมศักดิ์ หารไชย มหาวิทยาลัยนครพนม โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตลอดสาย โซ่ผลิตภัณฑ์กะละแมโบราณนครพนม ด้วยกลไกขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทุนทรัพยากรพื้น ถิ่น ๒. บุคคลอ้างอิง นายธนัตชัย คำป้อง ๓. รูปภาพ พร้อมคำอธิบายใต้ภาพ จำนวน ภาพ ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม
๒๐ ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม
๒๑ ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม
๒๒ ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม
๒๓ ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม
๒๔ ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม
๒๕ ภาพประกอบที่ ๑ กะละแมโบราณนครพนม ภาพประกอบที่ ๒ ส่วนประกอบ
๒๖ ภาพประกอบที่ ๓ ผสมส่วนประกอบเข้าด้วยกันแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ภาพประกอบที่ ๔ การกวนกะละแม
๒๗ ภาพประกอบที่ ๔ การกวนกะละแม
๒๘ ภาพประกอบที่ ๕ ใส่น้ำกะทิลงไป แล้วกวนต่อ ภาพประกอบที่ ๖ หลังจากกวนไป ๔ ชั่วโมง
๒๙ ภาพประกอบที่ ๗ เทลงกะละมังเพื่อเตรียมห่อ ภาพประกอบที่ ๘ ตักทีละคำห่อหมกด้วยใบตองที่รีดจากเตารีดถ่านแบบโบราณ
๓๐ ภาพประกอบที่ ๘ ตักทีละคำห่อหมกด้วยใบตองที่รีดจากเตารีดถ่านแบบโบราณ ภาพประกอบที่ ๘ ตักทีละคำห่อหมกด้วยใบตองที่รีดจากเตารีดถ่านแบบโบราณ ภาพประกอบที่ ๘ ตักทีละคำห่อหมกด้วยใบตองที่รีดจากเตารีดถ่านแบบโบราณ
๓๑ ภาพประกอบที่ ๘ ตักทีละคำห่อหมกด้วยใบตองที่รีดจากเตารีดถ่านแบบโบราณ
๓๒ ภาพประกอบที่ ๙ การรีดใบตองจากเตารีดถ่านแบบโบราณ ภาพประกอบที่ ๙ การรีดใบตองจากเตารีดถ่านแบบโบราณ ภาพประกอบที่ ๑๐ การกลัดด้วยไม้กลัดไม้ไผ่อันเล็กๆ
๓๓ ภาพประกอบที่ ๑๑ บรรจุลงบรรจุภัณฑ์เรียบร้อย
๓๔ ภาพประกอบที่ ๑๑ บรรจุลงบรรจุภัณฑ์เรียบร้อย ภาพประกอบที่ ๑๑ บรรจุลงบรรจุภัณฑ์เรียบร้อย ภาพประกอบที่ ๑๑ บรรจุลงบรรจุภัณฑ์เรียบร้อย
๓๕ ภาพประกอบที่ ๑๑ บรรจุลงบรรจุภัณฑ์เรียบร้อย ภาพประกอบที่ ๑๑ บรรจุลงบรรจุภัณฑ์เรียบร้อย
๓๖ ภาพประกอบที่ ๑๑ บรรจุลงบรรจุภัณฑ์เรียบร้อย ๔. ข้อมูลภาพถ่าย ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลเสียง (ระบุประเภทของสื่อที่แนบมาพร้อม คำอธิบาย) ข้อมูลภาพถ่าย ได้แก่ ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว ได้แก่ ข้อมูลเสียง ได้แก่ ๕. ข้อมูลผู้เสนอ ชื่อ-สกุล หน่วยงาน มหาวิทยาลัยนครพนม เลขที่ ๑๐๓ อาคาร ......................หมู่ ๓ ซอย ........................... ถนน ชยางกูร แขวง/ตำบล ขามเฒ่า เขต/อำเภอเมือง จังหวัด นครพนม รหัสไปรษณีย์ ๔๘๐๐๐ โทรศัพท์ ..................... โทรสาร ...................... มือถือ ......................... อีเมล์ ...................................... ๖. ข้อมูลผู้ประสานงาน ชื่อ-สกุล นางสาวอังศุมาลิน สมเทพ โทรศัพท์ ..................... โทรสาร ...................... มือถือ ๐๙๔ ๓๖๑ ๙๖๘๙ อีเมล์ [email protected] ***********************
๓๗ แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม แบบ มภ. ๒ ส่วนที่ ๑ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. ชื่อรายการ ผ้าเกาะโส้ ชื่อเรียกในท้องถิ่น แพรเกาะ,แพรขิด, แพรเก็บ,สิ่นเกาะ,ผ้าเกาะ,ผ้าเก็บ ๒. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (เลือกได้มากกว่า ๑ ช่อง) วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานช่างฝีมือดั้งเดิม การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ๓. พื้นที่ปฏิบัติ ๑. ชุมชนบ้านโพนจาน ตำบลโพนจาน อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๒. ชุมชนบ้านกลางจาน ตำบลโพนจาน อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๓. ชุมชนบ้านโคกก่อง ตำบลโพนสวรรค์ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๔. ชุมชนบ้านหนองนางเลิง ตำบลโพนสวรรค์ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๕. ชุมชนบ้านโพนเพ็ก ตำบลโพนบก อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๖. ชุมชนบ้านนาขมิ้น ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๗. ชุมชนบ้านดอนยาง ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๘. ชุมชนบ้านนาคำ ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๙. ชุมชนบ้านทุ่งน้อย ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๑๐. ชุมชนบ้านดอนสวรรค์ ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๑๑. ชุมชนบ้านโคกนาดี ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๑๒.ชุมชนบ้านห้วยพระ ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ๑๓. ชุมชนบ้านคำเตย ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ๔. สาระสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป ผ้าเกาะโส้ หรือแพรเกาะของชาติพันธุ์โส้จัดเป็นผ้าโบราณที่มีความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ทอด้วยลวดลายวิจิตรงดงาม มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ มีการสืบทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษนับร้อยปี กรรมวิธีการทอที่ซับซ้อนใช้เวลานาน ด้วยกระบวนการเกาะด้านหน้าของผ้า สลับสีเป็นช่อง ทั้งนี้ยังเป็น การแสดงความเป็นกุลสตรีของชาวโส้ และบ่งชี้ถึงฐานะทางสังคมอีกด้วย ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมใช้แพรเกาะ ในกาลพิธีสำคัญ อาทิ แต่งงาน เทศกาลสำคัญทางศาสนา ด้วยกาลเวลาที่เปลี่ยนไปประกอบกับกรรมวิธี
๓๘ ที่ซับซ้อน จึงทำให้ผ้าเกาะโส้ไร้ผู้สืบทอด เหลือผู้ทออยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะทอผ้าขิดธรรมดาและผ้ามัดหมี่ โดยทิ้งการทอผ้าเกาะให้เลือนหายไปตามกาลเวลา ๕. ประวัติความเป็นมา โส้ หรือชาติพันธุ์โส้ มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บริเวณตอนกลางของสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว บริเวณเมืองภูวานากระแด้ง เมืองพิณ เมืองนอง เมืองวัง-อ่างคำ และเมืองตะโปน เคลื่อนย้าย เข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณตามจังหวัด สกลนคร นครพนม มุกดาหาร (ธวัชชัย ไพใหล, ๒๕๕๙ : ๖) ลักษณะของชาติพันธุ์โส้เป็นเชื้อสาย มองโกลอยด์พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติค กลุ่มมอญ–เขมร ในด้านประวัติศาสตร์ ชาวโส้ได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาสู่ราชอาณาจักรไทยหลังกบฏเจ้าอนุวงศ์แห่ง เวียงจันทร์ ซึ่งมีทั้ง ๑๕ เมือง หนึ่งในนั้นคือกลุ่มชาติพันธุ์โส้ ทั้งนี้ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในเขตอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม และอำเภอกุสกมาลย์ จังหวัดสกลนคร ถึงแม้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์โส้จะอยู่ ทั้งสองเขตจังหวัดทว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน มีวัฒนธรรมที่เหมือนกัน และมีพื้นที่ติดกันต่างกันเพียงเขตจังหวัด ที่ถูกกำหนดเขตขึ้นในภายหลังเท่านั้นเอง นอกจากภาษาที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์โส้แล้ว ยังมีเครื่องแต่งกาย ที่สวยงามมีคำกล่าวกันว่า “นุ่งซิ่นเม่า เก้าผมยุ่ง คือโส้” คำว่า “นุ่งซิ่นเม่า” หมายถึงผ้าซิ่นนย้อมคราม หรือมะเกลือ มีพื้นสีครามหรือดำ ตัดลายหมี่สีขาว ต่อด้วยตีนมุก คำว่า “เก้าผมยุ่ง” หมายถึง ชาวโส้จะมวยผม ไม่เป็นระเบียบเหมือนชาวผู้ไท ชาวโส้จะปล่อยปลายผมฟู แม้ว่าปัจจุบันกาลเวลาจะเปลี่ยนผ่านมา หลายศตวรรษ ชาวโส้ยังนิยมนุ่งผ้าซิ่นแบบดั้งเดิม รวมถึงมวยผมแบบนั้นอยู่ และยังห่มแพรเก็บสีแดงสด ขิดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนจนเป็นที่สนใจแก่ผู้ที่พบเห็น ทว่าสิ่งหนึ่งที่เลือนหายไป หรือเหลืออยู่น้อยมาก เต็มที คือผ้าเกาะ แพรเกาะ ที่จะพบเห็นกับคนแก่อายุ ๗๐ - ๘๐ ปี ขึ้นไป คำว่าผ้าเกาะโส้นั้น มี ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ ซิ่นเกาะ และแพรเกาะ โดยผ้าดังกล่าวจัดเป็นผ้า ที่ใช้วิธีการทอซับซ้อน ใช้เวลานาน เพราะต้องเกาะเส้นไหมทีละเส้น สลับสีให้ลงตัวตามลวดลาย ที่จินตนาการ อีกทั้งต้องใช้สมาธิจดจ่อคิดลายผ้าออกมาทั้งลายสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ และลายดอกไม้ พฤกษาพันธุ์ต่าง ๆ ผ้าเกาะมีอยู่ ๒ ประเภท คือ ๑. แพรเกาะ คือ ผ้าสไบ ทอด้วยฝ้ายสีแดงสด เกาะ ขิด ลายด้วยเส้นไหม สลับสี ขาว ม่วง น้ำเงิน เหลือง เขียว ในหนึ่งผืนจะประกอบไปด้วยลวดลายมากกว่า ๕ ลายขึ้นไป มีท้องผ้าที่ใหญ่และช่อแทง ท้องผ้า เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยิ่ง ๒. ซิ่นเกาะ คือ ผ้าซิ่น ที่ทอด้วยฝ้ายเข็นมือเส้นเล็ก ย้อมด้วยคราม เกาะลายด้วยเส้นไหม ทอด้วยฟืมที่มีฟันไม่ถี่มาก ต่อหัวซิ่นด้วยผ้าสีแดงที่ทอต่างหาก มีทั้งแบบขั้นและแบบขิด ต่อตีนซิ่นด้วยผ้ามุก ลายดอกกาบแบบ ลายแมงมุม ดอกแก้วใหญ่ เป็นต้น หรือต่อด้วยตีนขิดลายนาค ลายมอม ลายช้าง เกาะสี เป็นช่อง ๆ ซึ่งพบได้เฉพาะโส้เท่านั้นเป็นส่วนใหญ่
๓๙ ประโยชน์การใช้ผ้าเกาะโส้สมัยโบราณจะใช้ในพิธีสำคัญ อาทิ วันแต่งงาน และกาลพิธีตาม ความเชื่อของชุมชน ในวันแต่งงานผู้หญิงชาวโส้จะห่มแพรเกาะที่ตนเองเป็นผู้ทอ เข้าพิธีบายศรีสู่ขวัญ บ้างก็ ทอเป็นของกำนันให้ฝ่ายชาย หรือในงานบุญประเพณีประจำชุมชนหญิงชาวโส้มักจะห่มแพรเกาะออกมาอวดกัน แสดงถึงฝีมือในการทอผ้า อีกอย่างเป็นการสร้างความยอมรับจากแม่ฝ่ายชายที่ตนชอบ ว่าตน “เป็นหูก เป็นฝ้าย” และมีความสามารถในการทอแพรเกาะได้สวยงาม อีกทั้งเป็นหมุดหมายว่าตนเป็นผู้มีความมานะอดทน จนทอแพรเกาะได้ห่อมได้ถือ (นางสมดี ปัญหาชัย, ๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) นอกจากนี้แล้วแพรเกาะยังใช้ในพิธีกรรมเหยา และ พิธี “แซงสนาม” ซึ่งเป็นพิธีกรรมสำคัญ ของชาวโส้อีกด้วย แต่เดิมนั้นกลุ่มชาติพันธุ์โส้นับถือผีและความเชื่อนี้ยังสืบเนื่องถึงปัจจุบันอย่างเข้มข้น เห็นได้จากชุมชนหลายแห่งของโส้จะมีหอผีที่ใหญ่ ทว่าวัดทางพุทธศาสนาจะเล็ก แทบทุกชุมชนไม่มีอุโบสถ ด้วยซ้ำ ทั้งที่เป็นชุมชนโบราณนับร้อยปี จะมีเพียงศาลาการเปรียญกับกุฏิสงฆ์ไม่กี่หลังเท่านั้น สำหรับพิธี “แซงสนาม” หมายถึง การลงเลี้ยงผีของชาวโส้ โดยจะหมายเอาวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี ชาวบ้านจะมา รวมกันที่บ้านของแม่ครูใหญ่ หรือลานกลางหมู่บ้าน เพื่อประกอบพิธีลงเลี้ยงผี มีการประทับทรงเป็นผีต่าง ๆ ทั้งอดีตเจ้าเมือง มเหศักดิ์ วีรบุรุษ รวมถึงเทวดาต่าง ๆ สิ่งที่ขาดมิได้คือ การห่มแพรเกาะของผู้ที่เป็นหมอเหยา และลูกคายผู้เข้าร่วมพิธี ยิ่งผู้ที่เป็นแม่ครูใหญ่จะต้องห่มแพรเกาะที่มีลวดลายวิจิตรมากที่สุด เชิงผ้าใหญ่ที่สุด หรือนุ่งซิ่นเกาะด้วย ทั้งนี้ซิ่นเกาะส่วนใหญ่จะนุ่งโดยหมอเหยาเป็นหลัก (นางเที่ยง ตามขมิ้น, ๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) บุคคลทั่วไปแทบจะไม่นิยมเลย เป็นเหตุผลที่ว่าเพราะอะไรซิ่นเกาะจึงพบน้อยในชุมชนโส้ บางชุมชนพบเพียงแค่ ๑ - ๒ ผืน เท่านั้น หรือถ้าเป็นชุมชนขนาดเล็กก็ไม่พบเลย รวมถึงกรรมวิธีการทอ ที่ต้องใช้ความเพียรพยายามสูงผู้คนจึงไม่นิยมทอกัน เพราะต้องแบ่งเวลาไปทำกินหาเลี้ยงชีพ ทำไร่ทำนา หาสัตว์ตามฤดูกาล ด้วยสมัยนิยมและการทอที่ซับซ้อนผู้คนจึงทอผ้าเกาะน้อยลงมาก ส่วนใหญ่จะทอผ้าแพร ขิดธรรมดา และทอผ้ามัดหมี่ จนกระทั่งประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในพิธีอัญเชิญพระอุปคุตงานนมัสการ พระธาตุพนม ได้มีขบวนหลักใช้ผ้าเกาะโส้ซึ่งเป็นการนำเสนอผ้าเกาะโส้อีกครั้งหนึ่งที่เกือบสูญหายไป การนำเสนอในรูปขบวนอัญเชิญพระอุปคุตงานนมัสการพระธาตุพนมที่มีผู้คนร่วมงานนับแสนคน ผลที่ตามมาคือ มีการสืบเสาะค้นหาอย่างเป็นขบวนการของกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มช่างทอผ้า และกลุ่มเอกชน ที่นิยมผ้าโบราณ โดยกลุ่มดังกล่าวได้ลงพื้นที่อย่างเข้มข้น ต่อมาหลังจากที่มีการนำเสนอในขบวนอัญเชิญพระอุปคุตงานนมัสการพระธาตุพนม วงโปงลาง จากมหาวิทยาลัยภาคอีสานได้เริ่มนำเสนออย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผนวกกับมีการลงพื้นที่สืบหาข้อมูลแบบ จริงจัง จึงมีชุดแสดงฟ้อนไทโส้เกิดขึ้น การแสดงนั้นมีการใส่ผ้าเกาะโส้อย่างสวยงาม สร้างกระแสความนิยม ให้ผู้คนเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ภายใต้กระแสนิยมที่เพิ่มขึ้น นักวิชาการ เอกชน ได้ลงพื้นที่อย่างหนักเพื่อที่ได้ครอบครอง ผ้าเกาะโส้โบราณตามที่สื่อต่าง ๆ นำเสนอไป ในอีกด้านหนึ่ง ช่างทอผ้าได้เริ่มที่จะกลับมาทอผ้าเกาะแบบ ดั้งเดิมบ้าง แต่ยังมีไม่กี่รายเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักความเป็นดั้งเดิม ในกลุ่มคนทอผ้า
๔๐ ที่เป็นผู้ใหญ่ก็พยายามที่จะฟื้นฟูการทอผ้าเกาะโส้ขึ้นมาบ้าง ภายใต้กระแสนิยมดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ กลุ่มเอกชนลงพื้นที่กว้านซื้อผ้าเกาะโบราณโดยที่ให้ราคาแพงมากขึ้น ชาวบ้านคนเฒ่าแก่ต่างนำออกมาขาย จนเกือบหมดไปจากชุมชน โดยเฉพาะซิ่นเกาะด้วยแล้วแทบหมดจากชุมชน อย่างไรก็ตาม ชาติพันธุ์โส้มิได้มีเพียงเขตอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนมเท่านั้น แต่ยัง รวมถึงอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนครด้วย ทั้งนี้นั้นทั้งสองอำเภอมีพื้นที่ติดกัน และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เดียวกัน ในด้านวัฒนธรรมผ้าเกาะก็มิได้แตกต่างกัน ทว่าด้วยการนำเสนอบนสื่อต่าง ๆ จึงสร้างภาพจำ ในสังคมว่า ไทโส้เป็นกลุ่มที่อยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร อีกทั้งผ้าเกาะโส้เป็นของอำเภอกุสุมาลย์ ทั้งที่เขต อำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ต่างก็มีวัฒนธรรมที่คล้ายกันมากจนแทบจะแยกไม่ออก สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งผ้าเกาะโส้ที่เป็นซิ่นเกาะ ส่วนใหญ่พบที่เขตอำเภอโพนสวรรค์ที่มีเขตติดกับชาติพันธุ์ กะเลิง หรือข่าเลิง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นช่วงเวลาการฟื้นกลับมาของกระแสนิยมผ้าเกาะโส้ ได้มีการสร้าง เป็นละครเรื่อง “ซิ่นลายโส้” ผลิตโดย เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ - รีไมน์ เค มีทั้งหมด ๕๐ ตอน ซึ่งส่งผลให้ ผู้คนทั้งประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ต่างแสวงหาผ้าเกาะโส้มาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ประกอบกับ ทางหน่วยงานของภาครัฐได้สนับสนุนส่งเสริมวัฒนธรรมอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์โส้มากขึ้น ภายใต้การจัดงาน เทศกาลโส้รำลึกขึ้นที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ทำให้เป็นการเปิดพื้นที่นำเสนอผ้าเกาะโส้อย่างเป็น รูปธรรม ผู้คนต่างพากันสวมใส่ด้วยผ้าเกาะโส้ที่สวยงาม ผ้าเกาะโส้จึงกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ทว่าการทอ ผ้าเกาะโส้แบบดั้งเดิมกลับมีผู้สืบทอดน้อยมาก โดยเฉพาะซิ่นเกาะที่นิยมกันอย่างกว้างขวางทำให้สินค้า ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซิ่นเกาะที่ซื้อขายกันเวลานี้ส่วนใหญ่หรือเกือบจะทั้งหมดเป็นฝีมือของช่างทอผ้า จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่นำเข้ามาจัดจำหน่าย ส่วนชาวไทโส้ทั้งเขตจังหวัดนครพนม และสกลนครมีผู้ทอเวลานี้ไม่เกิน ๕ ราย เท่านั้น ในส่วนของผู้เฒ่าผู้แก่ก็ไม่สามารถทอได้อีกต่อไป เพราะมี อายุมากกว่า ๘๐ ปี ด้วยกระแสความนิยมอย่างแพร่หลายบวกกับมีการนำเสนอในพื้นที่ต่าง ๆ นักวิชาการ และเอกชนลงพื้นที่กว้านซื้อจนแทบจะหมดไปจากชุมชน ทำให้ผ้าเกาะโส้โดยเฉาะซิ่นเกาะสูญหายไป เกิดสภาวะความหายากยิ่ง ผลที่ตามมาคือ ความต้องการของตลาดมีเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ยังรวมถึง ความสวยงามแปลกตาทำให้ผ้าเกาะโส้ได้สมญานามว่า “ราชินีแห่งพงไพร” ที่มีความสวยงามเต็มเปี่ยมล้น ด้วยอัตลักษณ์ที่ทรงเสน่ห์ทัดเทียมผ้าไหมแพรวา “ราชินีแห่งไหมไทย” ๖. ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ผ้าเกาะโส้เป็นผ้าทอพื้นเมือง มีลักษณะพิเศษและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งวิธีการทอ รูปแบบ ลวดลาย รวมทั้งมีความแตกต่างจากผ้าท้องถิ่นอื่น ๆ ดังนี้ ๑) ชื่อเรียก ๒) ลวดลาย ๓) กรรมวิธีการทอ
๔๑ ๔) ความแตกต่างจากท้องถิ่นอื่น ๑) ชื่อเรียก ผ้าเกาะโส้ มีชื่อเรียกที่เฉพาะไม่เหมือนชุมชนอื่น โดยคนไทโส้จะเรียกว่า ผ้าเกาะ ไม่เรียก ผ้าขิดหรือผ้าวาเหมือนอย่างที่เข้าใจกันแบบสากล ซึ่งการเรียกจะเรียกตามวิธีการทอผ้าที่ใช้วิธีเกาะจากด้านหน้า ของผ้า ไม่เกาะด้านหลังเหมือนผ้าแพรวา การเรียกชื่อผ้าชนิดนี้ จะแบ่งออกเป็น ๒ ชนิดตามลักษณะนามของผ้า คือ แพรเกาะ กับซิ่นเกาะ - แพรเกาะ สมัยโบราณจะมี คำเรียกว่าผ้าชนิดนี้ว่า แพรเก็บบ้าง แพรเกาะบ้าง ไม่เรียกว่าผ้าขิด หรือผ้าจก และผ้าวา ทั้งที่แพรเกาะ มีขนาดความยาว ๑ วา ของผู้ทอ กว้าง ๑ ศอก กำมือ ในส่วนของการใช้สอยคือ นำมาห่มเป็นสไบสำหรับ สตรีเวลาไปเทศกาลสำคัญหรือการแต่งงาน การห่ม แพรเกาะก็มีอัตลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนกลุ่มชาติพันธุ์ ในบริเวณใกล้เคียง คือจะนิยมปล่อยชายผ้ามาข้างหน้า ยาว ซึ่งต่างไปจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ปล่อยชายยาว ด้านหลัง ดังภาพ อย่างไรก็ตาม แพรเกาะได้มีแบบทั้งเกาะสลับสี และแบบขิดธรรมดา แพรเกาะหมายถึง แพรที่เกาะ ด้วยสีต่าง ๆ สลับกัน แพรเก็บ หมายถึงแพรที่ทอ แบบขิดไปตลอดทั้งผืน ไม่เกาะสลับสี - สิ่นเกาะ ผ้าชนิดนี้มีกรรมวิธีการทอที่ต่างจากการทอผ้าปกติทั่วไป คือซิ่นเกาะ หมายถึงผ้าซิ่น ที่เกาะลายด้วยไหม สลับสีต่าง ๆ มีการใช้สอยคือ การนุ่ง การเกาะซิ่นของชาวไทโส้จัดได้ว่ามีความเป็นเฉพาะถิ่น มีความแตกต่างจากชุมชนอื่น ๆ อย่างชัดเจน ด้วยลายที่ใหญ่ประกบกันเป็นดอกดวงที่สะดุดตา และที่สำคัญ เกาะลายจากด้านหน้าของผ้า ผู้ทอต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษ และต้องมีความเพียรพยายามในการทอซิ่นเกาะ อย่างมาก ในส่วนความละเอียดต่าง ๆ ซิ่นเกาะมีหลากหลายในลวดลาย แต่จะวางลายคล้าย ๆ กัน การเกาะลาย ชัดเจนบนพื้นสีคราม หรือดำ ซิ่นเกาะโส้จะทอด้วยฝ้ายเกาะลายด้วยไหม โดยจะใช้ฟืมทอผ้าที่มีฟันฟืมไม่ถี่มาก จึงได้ลวดลายที่ใหญ่ป้าน การสวมใส่ก็เฉพาะผู้ที่เป็นหมอเหยา (ผีฟ้า) ไม่ปรากฏว่าผู้คนทั่วไปสวมใส่กัน หรือแม้กระทั่งภริยาพระอรัญอาสา เจ้าเมืองกุสุมาลย์มณฑล ก็มิปรากฏว่าสวมใส่ซิ่นเกาะ จากหลักฐานภาพถ่าย โบราณครา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จฯ ประพาสหัวเมืองอีสานได้บันทึกภาพพระอรัญอาสา
๔๒ และภริยาซึ่งสวมใส่ซิ่นขั้น ทว่าปรากฏภาพสตรีผู้หนึ่งที่สวมใส่ซิ่นเกาะยืนอยู่ กอปรกับซิ่นเกาะมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับจำนวนแพรเกาะที่มีจำนวนมากกว่า แสดงให้เห็นถึงค่านิยมการสวมใส่ด้วย (ภาพถ่ายโบราณสมัยสมเด็จ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จฯ ประภาสหัวเมืองอีสาน) ๒) ลวดลาย ผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์โส้ในเขตอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จะมีลวดลายเป็นของเฉพาะตนสูงมาก ในบางลายจะคล้ายกับผ้าแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์ ตลอดทั้งผ้าขิด ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในภาคอีสาน อย่างไรก็ตามลายผ้าเกาะโส้จะแบ่งตามประเภทของผ้าเกาะ คือ แพรเกาะ กับซิ่นเกาะ ๒.๑ แพรเกาะ ของกลุ่มชาติพันธุ์โส้จะทอด้วยพื้นสีแดงสด เกาะลายด้วยสีขาว เหลือง เขียว น้ำเงิน ม่วง เป็นช่อง ๆ ขาดออกจากกันไม่จกระเอียดเหมือนผ้าแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์ ความโดดเด่นเป็น อัตลักษณ์สามารถแบ่งตามองค์ประกอบของแพรเกาะ ดังนี้ - เชิงแพรเกาะ แพรเกาะโส้จะมีลายแบ่งชัด ๒ แบบ คือ ๑) ลายดอกผักแว่น ดอกต้นผึ้ง และลายหอปราสาท ซึ่งจะทอแบบขิดทั่วไปไม่เกาะเชิงแพร ๒) ลายสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ อาทิ นาค พญาแถน
๔๓ เชิงแพรเกาะลายนาค เชิงแพรลายดอกผักแว่น เชิงแพรลายหอปราสาท
๔๔ - ลายแพร ส่วนใหญ่จะทอเป็นลายช่อง ไม่นิยมทอลายที่ผูกเป็นเครือ จะประกอบไป ด้วยลายที่บ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ รูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ลายนาค ลายพญาแถน ลายดอกกาบ ลายใบบุ่น ลายมือลิง ลายดอกพันมหาน้อย ลายขอใหญ่ ลายมอม ลายช้าง ลายม้า ลายเงือก ลายช้าง ลายนาคอุ้มดอกใบบุ่น ลายมอมน้อย ลายพญาแถน ลายเงือก ลายนาค ๔ หัว
๔๕ - ช่อแทงท้องแพร เมื่อทอลายแพรเกาะจนพอแล้ว จะขิดลายด้วยช่อเชิงขนาดเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับช่อเชิงผ้า ส่วนใหญ่จะเป็นลายต้นดอกไม้ ช่อแทงท้องแพรนี้จัดได้ว่าเป็นอัตลักษณ์ เฉพาะที่พบในกลุ่มชาติพันธุ์โส้ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในเขตจังหวัดนครพนม สกลนคร ทั้งชาติพันธุ์ ผู้ไท กะเลิง ลายช่อแทงท้องแพร ลายช่อแทงท้องแพร - ลายท้องแพร แพรเกาะของกลุ่มชาติพันธุ์โส้องค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ชูให้แพรมี ความโดดเด่นมาก คือท้องแพร ซึ่งจะทอด้วยลายขนาดใหญ่ ขิดเป็นสีเหลืองสะดุดตา บางลายถึงร้อย ตะกอก็มี หรือบางผืนจะทอต่อลายขึ้นลงเพื่อให้ลายมีขนาดใหญ่ ลายขอใหญ่ ลายนาคหัวพั้ว ลายดาวใหญ่
๔๖ ๓) กรรมวิธีการทอ ผ้าเกาะโส้จะมีวิธีทอที่แตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในเขตเดียวกัน รวมถึงผ้าชนิดอื่นด้วย ผ้าเกาะมีทั้งขิด สลับเกาะ ให้ลายที่แตกต่างจากกลุ่มอื่น ในส่วนของแพรเกาะนั้นจะเกาะลายจากด้านหน้าของผ้า เรียกว่าเทคนิคการเกาะหน้า โดยจะใช้ขนเม่นหรือไม้ไผ่เหลาให้เล็กได้ขนาดพอดีขิดลายก่อน จากนั้นจะใช้เส้นไหม ย้อมสีที่แตกต่างกันเกาะตามแนวของลาย ซึ่งจะปรากฏเส้นของไหมที่เกาะลายอีกมุมหนึ่งของลายช่อถัดไป ที่สำคัญจะเกาะเป็นช่อง ๆ ไม่เกาะเป็นเครือเหมือนผ้าแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์ ในส่วนของซิ่นเกาะนั้นก็เฉกเช่นเดียวกัน โดยจะเกาะจากด้านหน้าของผ้า แต่จะเกาะไปตามลายของซิ่น ซึ่งจะไม่เหมือนลายแพรเกาะ ทั้งมีขนาดใหญ่กว่า ลายไปตามแนวตั้งประกบเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมตั้ง หรือบางผืน จะไม่พบเส้นของไหมที่เกินขึ้นมา เป็นเพราะเทคนิคของผู้ทอที่ทิ้งเส้นไหมเกาะลงด้านล่างของผ้า เวลาเกาะลาย จะใช้ขนเม่นหรือไม้ไผ่เกาะขึ้นมาด้านหน้าของผ้า จากนั้นจะปล่อยทิ้งลงด้านล่าง เทคนิคนี้มีความคล้ายคลึงกับ การทอผ้าซิ่นตีนจก หากแต่การวางลายและขนาดของลายรวมถึงองค์ประกอบมีความแตกต่างกัน การทอผ้าเกาะทั้งสองชนิด คือทั้งแพรเกาะและซิ่นเกาะนั้นต่างใช้กรรมวิธีที่คล้ายกัน เริ่มจากการย้อม เส้นฝ้ายที่นำมาทำเป็นเส้นยืนและเส้นพุ่ง แพรเกาะจะใช้ฝ้ายเส้นเล็กย้อมด้วยสีแดงสด สำหรับเป็นเส้นพุ่ง และเส้นยืน ส่วนไหมที่จะนำมาเกาะลายนั้นจะเป็นไหมสาวเลย หรือบางทีใช้ไหมรัง ๑๐ ย้อมสี เหลือง เขียว น้ำเงิน ม่วง ในส่วนซิ่นเกาะจะใช้ฝ้ายเข็นมือย้อมด้วยคราม หรือมะเกลือ ให้มีสีครามเข้มหรือสีดำ เป็นเส้นพุ่ง และเส้นยืน ส่วนไหมที่จะนำมาเกาะลายนั้นมักเป็นไหมที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ย้อมด้วยสีแดง เหลือง ม่วง เขียว (นางไต อุเทนจันทร์, ๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) กระบวนการทอผ้าเกาะโส้ ก็เหมือนการทอผ้าพื้นฐานทั่วไป แตกต่างกันที่การเกาะลายคือ การทอผ้าเกาะ แต่ละครั้งการเกาะจะเก็บลายไปพร้อมกันด้วย โดยใช้ไม้ลาบเก็บขิดเป็นลายแล้วใช้เส้นไหมเกาะไปพร้อมกัน สอดไม้ตะกอไว้ที่เส้นยืน จากนั้นจะตีขึ้นเก็บลายไว้ที่เขาโตงเตง เมื่อเก็บลายไปจนพอแล้วก็จะตีลายกลับลงมา การทอผ้าเกาะแต่ละผืนนั้นจึงทำได้ช้า ใช้ความมานะอดทนเพียรพยายามในการทออย่างมาก แพรเกาะผืนหนึ่ง ใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือน ซิ่นเกาะผืนหนึ่งใช้เวลานานกว่าแพรเกาะเพราะลายที่ใหญ่ หน้าผ้ากว้าง ๘๐ เซนติเมตรขึ้นไป ๔) ความแตกต่างจากท้องถิ่นอื่น ผ้าเกาะของกลุ่มชาติพันธุ์โส้จัดเป็นผ้าทอประเภทขิด จก เกาะ ซึ่งพบผ้าชนิดนี้ได้แทบจะทุกภาค ของประเทศไทย หากแต่ความเป็นผ้าเกาะโส้นั้นมีลวดลาย กรรมวิธีที่เฉพาะตัวสูงมีความโดดเด่นเป็นอัตลักษณ์ ชัดเจน แพรเกาะนั้นการใช้สอยจะเหมือนผ้าสไบทั่วไป แต่มีความแตกต่างด้านลวดลาย กรรมวิธีการทอ และการเกาะสีของลาย แน่นอนว่าหากกล่าวถึงแพรที่ใช้เป็นผ้าสไบนั้นผู้คนส่วนใหญ่จะมโนภาพถึงผ้าแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นอันดับแรก เพราะความสวยงาม ล้ำค่า สมญานาม “ราชินีไหมไทย” ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติวิสัย ความแตกต่างของแพรเกาะกับแพรวานั้นค่อนข้างชัดเจนและเป็นรูปธรรม แพรเกาะโส้จะประกอบไปด้วยลาย ที่เกาะเป็นช่อง ๆ ไม่ผูกลายขึ้นเหมือนแพรวา ซึ่งทำให้แพรเกาะโส้มีความชัดเจนด้านอารมณ์สัมผัสอย่างยิ่งยวด ลายสัตว์ศักดิ์สิทธิ์สลับสีตัดด้วยพื้นเส้นฝ้ายสีแดงสด ทำให้ลายที่เกาะด้วยเส้นไหมเด่นชัดมากกว่าพื้นที่ทอด้วย เส้นไหม ประการต่อมาคือองค์ประกอบของแพรเกาะ คือจะมีเชิงที่ทอด้วยลายขนาดใหญ่ หรือลายนาค