The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญา2567

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nkpculture, 2024-03-25 00:40:37

รายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญา2567

รายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญา2567

๙๗ 3. รูปภาพพร้อมคำอธิบายใต้ภาพ จำนวน ๑2 ภาพ 1. ภาพการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวาดฟ้อนหมอลำสู่สถานศึกษาโรงเรียนธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัด นครพนม 2. เข้าร่วมโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ ศิลปินพื้นบ้านหมอลำ เพื่อจัดเตรียม ทำข้อมูลขึ้นทะเบียนระดับชาติ และระดับนานาชาติเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ณ โรงแรมกรีนโฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดขอนแก่น


๙๘ 3. ร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน หมอลำกลอนแคนเต้าเดียวในโครงการ“ฮักแฮง แพงหลาย สายใยสองฝั่งโขง” งานสานสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาว ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 18 ถึง 21 มกราคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยนครพนม จังหวัดนครพนม พื้นที่แห่งความงามตามอัตลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง -มหาวิทยาลัยพะเยา -มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี -มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ สปป.ลาว -มหาวิทยาลัยสะหวันนะเขต สปป.ลาว -มหาวิทยาลัยนครพนม


๙๙ 4. การลงพื้นที่เก็บข้อมูลงานวิจัย เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรหมอลำรวมถึงการบริหารจัดการด้านศิลปะการแสดง หมอลำกลอนพื้นบ้านจังหวัดนครพนม 5. การแสดงหมอลำนาวา ฟ้าสะอื้น


๑๐๐ 6. การแสดงหมอโจ้ท่าลาด บ้านท่าลาด ตำบล ท่าลาด อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม


๑๐๑ ๑. ข้อมูลภาพถ่าย ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลเสียง (ระบุประเภทของสื่อที่แนบมาพร้อมคำอธิบาย) ข้อมูลภาพถ่าย ได้แก่ นายทัตพล ดีสิงห์บุญ นางสาวรินดา ประกอบบุญ ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว ได้แก่ ........................................................... ข้อมูลเสียง ได้แก่ ........................................................................... ๒. ข้อมูลผู้เสนอ ชื่อ-สกุล นายทัตพล ดีสิงห์บุญ หน่วยงาน โรงเรียนนครพนมวิทยาคม ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม รหัสไปรษณีย์ 48000 โทรศัพท์ ๐๘๑ ๗๙๙๙๑๒๕ โทรสาร - ข้อมูลผู้ประสานงาน ชื่อ-สกุล นางสาวอังคณา แสงประดับ นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ โทรศัพท์ ๐ ๔๒๕๑ ๖๐๕๑ มือถือ 085 799 5938 อีเมล์ [email protected] ......................................


๑๐๒ แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ส่วนที่ ๑ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม ๑.ชื่อรายการ บุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุพนม ชื่อเรียกในท้องถิ่น บุญเดือน ๓, งานเดือน ๓, เทศกาลงานนมัสการพระธาตุพนม, ๒.ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (เลือกได้มากกว่า ๑ ช่อง) วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานช่างฝีมือดั้งเดิม การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ๓.พื้นที่ปฏิบัติ ๑. ชุมชนเทศบาลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๒. ชุมชนตำบลหลักศิลา อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๓. ชุมชนตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๔. ชุมชนตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๕. ชุมชนบ้านนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๖. ชุมชนบ้านกุดฉิม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๗. ชุมชนบ้านดอนนางหงส์ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๔. สาระสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป บุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุพนม จัดเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน แต่เดิมอาจเป็นพิธีบุญ ที่ใหญ่ที่สุดของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้วยซ้ำ โดยผู้คนจากทั่วสารทิศจะมารวมกันในวันเพ็ญเดือน ๓ ซึ่งจะตรงกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือ วันมาฆะบูชา เพื่อที่จะไหว้พระธาตุพนมตามความเชื่อของตน บุญพิธีดังกล่าวเกิดจากความเชื่อที่ว่า พระธาตุพนมเป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า และเปรียบเสมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้าด้วย ดังเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ของทุกปี พระภิกษุสงฆ์จะนำพา อุบาสก อุบาสิกา เดินทางมาเพื่อที่ประกอบพิธีมาฆะบูชา ปัจจุบัน บุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุพนม ได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องยาวนานจนเกิดเป็นพื้นที่ทาง วัฒนธรรมขนาดใหญ่ ผู้คนทั้งภาคอีสานรวมถึงสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่างมุ่งหมายที่จะ มาร่วมบุญพิธีดังกล่าว โดยเฉพาะปัจจุบันมีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ได้ร่วมกันรักษา สืบสาน มภ. ๒


๑๐๓ อย่างเข้มข้น ซึ่งในพิธีกรรมนั้นจะมีกิจกรรมซ้อนอยู่ อาทิ การแห่พระอุปคุต การถวายข้าวพีชภาค เสียค่าหัว การแห่กองบุญ ตักบาตรคู่อายุ เป็นต้น ๕.ประวัติความเป็นมา พระธาตุพนมนี้เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดย เฉพาะอย่างยิ่งชาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงประชาชนลาวด้วย ในฤดูเทศกาล เพ็ญเดือน ๓ ของทุกปี พุทธศาสนิกชน หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ มาสมโภชและนมัสการพระธาตุพนม ถือเป็นประเพณีที่ยึดถือสืบเนื่องกันมานับจาก อดีตจนถึงปัจจุบัน ความเป็นมาของบุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุพนมเป็นบุญประจำปีที่จัดให้ตรงกับวันสำคัญทางพุทธ ศาสนา คือ วันมาฆบูชา ตรงกับ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แต่อย่างไรก็ตามพบว่า มีความเชื่อท้องถิ่นเกี่ยวกับ เดือน ๓ อย่างน่าสนใจ จึงอาจกล่าวได้ว่า มูลเหตุการณ์เกิดขึ้นของงานนมัสการพระธาตุพนมในเดือน ๓ ดังนี้ ๑) วันมาฆบูชา วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชา ในวันเพ็ญเดือน ๓ มีเหตุการณ์อัศจรรย์ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๙ เดือน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน ๓ในเวลาบ่ายพระอรหันต์ สาวกของพระพุทธเจ้า มาประชุม พร้อมกัน ณ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ ที่มี องค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการ เรียกว่าว่า วันจาตุรงคสันนิบาต คือ ๑. พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกัน โดยมิได้นัดหมาย ๒. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือ เป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ๓. พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วน แต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุกๆองค์ ๔. เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ การจัดงานนมัสการพระธาตุพนม จึงน่าจะจัดให้ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เพราะ จากการ สัมภาษณ์ นายพินิจ (๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) ให้ข้อมูลว่า เดิมงานนมัสการพระธาตุพนม จัดขึ้น ๓ วัน คือ วันขึ้น ๑๓-๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ต่อมามีการเพิ่มวันขึ้น จึงเริ่มตั้งแต่วันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ จึงเชื่อได้ว่า การจัดงานนมัสาก รพระธาตุพนมจัดขึ้นให้ตรงกับบุญเดือน ๓ เพราะส่งผลให้ผู้คนเดินทางมาแสวงบุญ เวียนเทียนรอบองค์พระ ธาตุพนม ๒. ตำนานอุรังคธาตุ จากการสัมภาษณ์ ปราชญ์ท้องถิ่นบางท่านให้ข้อมูลโดยยึดตามตำนาน อุรังคธาตุว่า งานนมัสการพระธาตุพนมนี้ สืบเนื่องมาแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยถือเอาตามอุรังคนิทาน เมื่อสร้างพระธาตุพนมเสร็จแล้ว พระอินทร์ และเทวดาทั้งหลาย ต่างพากันลงมาฉลองพระธาตุพนม กลุ่มบรรดาข้าโอกาสพระธาตุพนมจึงยึดถือเอาตามธรรมเนียมนั้น เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ของทุกปี จึงมีการ เฉลิมฉลองสมโภชอย่างยิ่งใหญ่สืบมา (นายหมง อภัยโส, ๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) ผู้ศึกษาเห็นว่า อาจเกิดจากการ ตีความตำนานอุรังคธาตุภายหลังที่สถาปนาองค์พระธาตุพนมเสร็จแล้ว เทวดาได้เสด็จมาบูชาองค์พระธาตุพนม แล้วยึดเอาเหตุการณ์ดังกล่าวมาอ้างอิง


๑๐๔ ๓. หลวงปู่โพนสะเม็ก งานนมัสการพระธาตุพนมเกิดขึ้นในสมัยหลวงปู่โพนสะเม็ก โดย พระครูโกศลพนมกิจ ได้กล่าวถึงมูลเหตุงานนมัสการพระธาตุพนมว่า เริ่มมีขึ้นในสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะ เม็ก แห่งนครเวียงจันทร์ ท่านได้เทครัวราษฎรลงมาบูรณะพระธาตุพนม ใน พ.ศ. ๒๒๓๖ เมื่อบูรณะเสร็จสิ้น แล้ว จึงได้ทำพิธีฉลองสมโภช ๓ วัน ๓ คืน ในเดือน มาฆบูชา แล้วพิธีกรรมนี้ได้สืบต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ จนถึง ปัจจุบัน ในสมัยก่อนนั้น งานนมัสการพระธาตุพนมไม่ได้จัดขึ้นทุกปี บางปีก็ไม่มี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ บ้านเมือง (พระครูพนมปรีชากร,๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) ๔. พระครูวิโรจรัตโนบล งานนมัสการพระธาตุพนมเกิดขึ้นในสมัยพระครูวิโรจรัตโนบล จาก การสัมภาษณ์ พระครูสุธรรมเจติยาภร ได้พูดถึงที่มาของงานนมัสการพระธาตุพนมว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้น งาน นมัสการพระธาตุพนมได้เริ่มขึ้นหลังจาก พระครูวิโรจน์รัตโนบล มาบูรณะพระธาตุพนม พ.ศ.๒๔๔๔ เมื่อท่าน บูรณะเสร็จแล้วประจวบเหมาะกับเดือนมาฆะบูชาพอดี จึงได้ทำการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ประเพณีนี้จึงสืบเนื่อง มาจนถึงปัจจุบัน (พระครูสุธรรมเจติยาภร, ๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) ส่วนตำนานอุรังคนิทานฉบับพิสดาร ของพระธรรมราชานุวัตร กล่าวถึงงานฉลองสมโภชพระธาตุพนมไว้ ดังนี้ “ท่านพระครูอุดรพิทักษ์คณาเดช ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูวิโรจน์รัตนโนบล เมืองอุบลราชธานีในปีพ.ศ. ๒๔๔๔ ท่านได้เดินทางมาพร้อมคณะ โดยทางเกวียนถึงวัดพระธาตุพนม และเริ่มลงมือบูรณะพระธาตุพนม เมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย ท่านใช้เวลาบูรณะองค์พระธาตุพนมประมาณ ๒ เดือน จึงสำเร็จบริบูรณ์ได้ทำการฉลอง ณ วันพุธ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ จนถึงวันเพ็ญปีนั้นซึ่งเป็นวันมาฆบูชา (พระธรรมราชานุวัตร, ๒๕๓๐ : ๑๔๘) ในงานฉลอง สมโภชมาฆบูชาครั้งนั้น มีประชาชนและพระภิกษุสามเณร จากหัวเมืองต่างๆ ร่วมประชุมหลายหมื่นจนที่พักพาอาศัยแออัดยัดเยียดเป็นมโหฬารยิ่งงานหนึ่งในสมัยนั้น แต่เป็นที่น่าสลดใจอยู่บ้างในงานนั้นการรักษาความสะอาดไม่เพียงพอจึงเกิดอหิวาตกโรคขึ้นแทรกซ้อนในบั้น ปลายของงานจึงทำให้ประชาชนเสียชีวิตไปบ้าง แต่ก็พากันรีบกลับบ้านเมืองของตน ในการบูรณะพระธาตุพนมของพระครูวิโรจน์รันตโนบลนั้น เป็นไปอย่างลำบาก เพราะกลุ่มข้าโอกาส ไม่เข้ามาช่วยเลย เหตุเพราะกลัวเทพารักษ์จะเข้าทำอันตราย จากข้อความข้างต้นพอวิเคราะห์ได้ว่า งานนมัสการพระธาตุพนมได้เกิดขึ้นในสมัยพระครูวิโรจน์ฯ อย่างชัดเจน ทว่ามีมูลเหตุมาจากแนวความคิดเรื่อง การไหว้พระบาทพระเจดีย์ในทางพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิม และความเชื่อเรื่องการมาชุมนุมกันโดยมิได้นัด หมายในวันเพ็ญ มาฆะบูชา ซึ่งความเชื่อนี้มีมาคู่กับพระพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่า การบูรณะพระธาตุพนมของ พระครูวิโรจน์ฯ นั้น เมื่อถึงวันเพ็ญมาฆะบูชา จะมีผู้คนแห่มาทั่วสารทิศโดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำมาเพื่อประกอบ พิธีในวัดพระธาตุพนม ซึ่งการมาประกอบพิธีทางพุทธศาสนานี้มีมาก่อนหน้าพระครูวิโรจน์ฯ จะมาบูรณะพระ ธาตุพนมเสียอีก (พระธรรมราชานุวัตร, ๒๕๓๐ : ๗๙-๘๐)


๑๐๕ เห็นได้ว่า มูลเหตุการณ์เกิดขึ้นของงานนมัสการพระธาตุพนมมีความหลากหลายคติความเชื่อและ จุดเริ่มต้นของการจัดงานที่แตกต่าง จากการเก็บข้อมูลภาคสนาม สรุปมูลเหตุของงานนมัสการพระธาตุพนม ดังนี้ ๑. ความเชื่อดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา ว่า ในเดือนมาฆะบูชาพระสงฆ์จะนำพาทายกทายิกา มาประกอบพิธีที่พระธาตุพนม เสมือนหนึ่งว่า พระธาตุพนมเป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุเป็นตัวแทนขององค์ สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อถึงวันเวลาดังกล่าว ผู้คนทั่วภาคอีสานและประเทศลาวจะมาประกอบพิธีทาง ศาสนาแบบนี้เป็นประจำทุกปี ๒. การเฉลิมฉลองหลังการบูรณะพระธาตุพนมเสร็จ เป็นที่แน่ชัดว่าเมื่อบูรณะเสร็จและจะมีพิธี ดังกล่าวขึ้น โดยจัดอย่างยิ่งใหญ่ สามารถอนุมานได้ว่า ครั้งแรกจะอยู่ในสมัยของเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก และมาจัดอีกครั้งสมัยพระครูวิโรจนรัตโนบล ๓. การเสียค่าหัว และถวายข้าวพีชภาค เป็นประเพณีของชาวธาตุพนมในรัศมี ๘ กิโลเมตร ซึ่งเป็นข้า โอกาสพระธาตุพนมมาแต่เดิม การถวายข้าวพีชภาคนี้ ก็เป็นประเพณีที่มีความคล้ายคลึงกันกับประเพณีบุญคูน ลานของชาวอีสานทั่วไป ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่าง เดือน ยี่ ถึง เดือนสาม ของทุกปี ในสมัยของท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กนฺโตภาโส) แรกเริ่มจัดเพียง ๓ วัน คือ ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ ถึง ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันมาฆะบูชาพอดี ต่อมาได้เพิ่มขึ้น เป็น ๗ วัน ๗ คืน โดยเริ่มจากวันขึ้น ๙ ค่ำ ไปจนถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ ในภายหลังสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงสงขลานครินทร์ พระองค์ตรัส ถามว่า ทำไมไม่จัด ๙ วัน ๙ คืน ทางวัดจึงได้เปลี่ยนตามพระประสงค์ การเดินทางมานมัสการองค์พระธาตุพนมในอดีต เป็นบรรยากาศแบบงานบุญประเพณี ชาวบ้านกลุ่ม ข้าโอกาสจะมาปลูกปรำไว้คอยต้อนรับ ซึ่งจะสร้างรอบๆ องค์พระธาตุพนม กรณีชาวบ้านพิมาน ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ผู้ใหญ่บ้านให้ข้อมูลว่า เมื่อใกล้ถึงบุญเดือนสาม ชาวบ้านจะรีบเก็บเกี่ยวผลผลิต ให้เรียบร้อยแล้วจะพร้อมกันไปปลูกปรำสำหรับไว้คอยต้อนรับและเป็นที่พักแรมสำหรับผู้คนที่จะเดินทางมา นมัสการพระธาตุพนมได้อาศัย ปรำที่ปลูกชั่วคราวนั้น สร้างจาก “ผ้าหมู่ก่า” มาคุมและใช้ใบมะพร้าว บังแดด (นิกร พ่อเพียรโคตร, ๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) ส่วน นายอานนท์ สายครึ้มแสง ชาวอำเภอธาตุพนม อายุ ๘๑ ปี เล่า ว่า ตอนสมัยเด็กตนได้เห็นคนมากราบพระธาตุพนมในเพ็ญเดือน ๓ จำนวนมาก นั่งเกวียนมามีข้าวสาร ปลา แห้ง ปลาแดก มาด้วยเพื่อมาทำกินระหว่างพักแรมอยู่วัดพระธาตุพนม แต่ก็ไม่เป็นกิจจะลักษณะเหมือน ปัจจุบัน บางปีก็คนน้อย บางปีก็คนมาก บางปีแทบจะไม่ได้ทำเลย ต่อมาภายหลังเริ่มที่เป็นรูปร่างขึ้นในสมัย ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร โดยได้ประกาศเป็นงานนมัสการพระธาตุพนมและกำหนดให้จัดทำทุกปี (อานนท์ สายครึ้มแสง, ๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) ส่วน ประหัส มันตะ (๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) เล่าว่าผู้คนจำนวนมากมากราบไหว้องค์พระธาตุพนม เพราะ คนเหล่านั้นเชื่อว่า เมื่อมากราบพระธาตุพนมแล้วอธิฐานขอสิ่งใดจะได้สมปรารถนา ข่าวนี้ได้สะพัดออกไปทำให้


๑๐๖ ผู้คนอยากมากราบมาไหว้พระธาตุพนมมากขึ้น โดยผู้คนเหล่านี้จะพูดคุยนัดหมายวันเวลากันเป็นทอด ๆ แล้ว จะมีพระสงฆ์เป็นผู้นำมา ซึ่งจะไม่เกินวันมาฆะบูชา สมัยก่อนเขาจะมาด้วยเกวียนบ้าง เดินบ้าง มาเป็นกลุ่ม ๆ ไกลสุดนับจากดงพระยาไฟลงมา อีสานใต้จะนับเขตจังหวัดสุรินทร์ อำเภอศรีขรถูมิ ซึ่งกลุ่มคนศรีขรภูมินี้เคย มาขอซุ้มสัตตนาคราช ท่านพ่อแก้ว (พระธรรมราชานุวัตร) เมื่อสมัยนานมากแล้ว แต่ท่านพ่อไม่ให้โดยออก อุบายไปว่า บรรพบุรุษของท่านเป็นผู้นำมาถวายพระธาตุพนม แล้วเหตุไดท่านจึงจะมานำกลับคืนไป โดยท่าน พ่อแก้วยกตัวอย่างอีกว่า ไม่มีเจ้าอาวาสองค์ไหนที่มีปัญญาไปเอาซุ้มยอดปราสาทของท่านมาได้หรอก มีแต่ บรรพบุรุษของท่านนั้นแล้ว ที่นำมาเอง สุดท้ายชาวศรีขรภูมิก็วางใจไม่นำซุ้มนาคราชนั้นกลับไป ประหัส กล่าว ย้ำเรื่องนี้อีกว่า เคยไปดูปราสาทศรีขรภูมิมาแล้ว ปรากฏว่า ยอดหายไป ๑ ยอด จริง และขนาดก็พอดีกับซุ้ม นาคราชที่อยู่พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุพอดี ส่วน นิกร ต้นวงศ์(๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) กล่าวว่า คนที่มากราบพระ ธาตุพนมเหล่านั้น มีความเชื่ออีกว่า ถ้ามาแล้วต้องมาอาบน้ำโขง หน้าวัดพระธาตุพนม เพื่อจะได้มีความร่มเย็น เป็นสุขต่อไป และจะได้มาทุกปี เมื่อคนมากราบพระธาตุพนมเสร็จแล้ว ตอนเย็นจะพากันเดินลงท่าน้ำโขงหน้า วัดพระธาตุพนม อาบน้ำกันอย่างสนุกสนาน ในส่วน ศรัทธา ทอนใจ ชาวธาตุพนม (๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) กล่าวว่า ตนได้เห็นมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กว่า มีคนมากราบพระธาตุพนมในวันเพ็ญเดือน ๓ ของทุกปี โดยจะมีพระสงฆ์เป็นผู้นำมา นั่งเกวียนบ้าง เดินบ้าง คนที่มานั้นจะอยู่ทั่วทั้งภาคอีสาน เช่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ศรีสะเกศ สุรินทร์ เป็นต้น โดยคนเหล่านี้จะพักเกวียนไว้ที่ทุ่งนาหลังวัดพระธาตุพนมเป็น ร้อย ๆ เล่ม ในส่วนของท่าน้ำโขง จะมีเรือมาหลายลำเหมือนกัน เป็นชาวลาว จากหลวงพระบาง เวียงจันทร์ หนองคาย ซึ่งคนเหล่านี้จะล่องเรือมาเรื่อย ๆ ชวนคนตามฝั่งน้ำโขงมาด้วย เห็นได้ว่า งานบุญเดือน ๓ ไหว้พระธาตุพนม มีผู้คนหลั่งไหลมาจาริกแสวงบุญตั้งแต่เมื่อครั้งอดีต ซึ่ง สันนิษฐานว่า การรับรู้เรื่องราวองค์พระธาตุพนมและเกิดความเลื่อมใสศรัทธาน่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับการ แพร่กระจายของตำนานอุรังคธาตุนิทาน ซึ่งในพิธีบุญเดือน ๓ นั้น จะประกอบไปด้วยกิจกรรมทางพุทธศาสนา แบบท้องถิ่นอยู่หลายอย่าง และพิธีกรรมเหล่านี้ได้รับการสืบถอดมาจากบรรพบุรุษ ดังนี้ ๕.๑ ประเพณีถวายข้าวพีชภาคและบุญเสียค่าหัว พิธีถวายข้าวพีชภาคและบุญเสียค่าหัว เป็นประเพณีเฉพาะของกลุ่มข้าโอกาสพระธาตุพนม ที่ทำ หน้าที่ดูแลวัด โดยเฉพาะในช่วงงานบุญประเพณี ข้าโอกาสจะต้องนำผลผลิต พืชพรรณ ข้าวสาร เพื่อมาถวาย แด่พระภิกษุสงฆ์ ผู้ศึกษาขอนำเสนอตามลำดับดังนี้ ๑) ความหมายของข้าวพีชภาคและบุญเสียค่าหัว พิธีถวายข้าวพีชภาค ถือเป็นพิธีที่สำคัญที่ข้าโอกาสทุกคนจะต้องถือปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และเพื่อความเป็นสิริมงคล (ทศพล อาจหาญ, ๒๕๓๕ : ๗๒) เป็นประเพณีเฉพาะกลุ่ม ต่อเนื่องมาจากสมัย โบราณ


๑๐๗ ข้าวพีชภาค หมายถึง ผลผลิตทางทางการเกษตรที่ได้จากที่ดินของวัดเดิม “นาจังหัน” โดยแยกว่า “ข้าว” หมายถึงข้าวจ้าว ข้าวเหนียว และ “พีช” หมายถึง พืชพันธ์ต่างๆ ผลไม้ ฯ “ภาค” หมายถึง ส่วน รวม แล้ว มีความหมายว่า เป็นผลผลิต ได้แก่ หอม มันแกว กล้วย อ้อย และผลผลิตอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต โดยข้าวเป็นผลผลิตที่สำคัญ และข้าวถือเป็นอาหารหลักของพระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาในวัดพระธาตุพนม ส่วน ผลผลิตอื่นๆเป็นองค์ประกอบ (สุรชัย ชินบุตร,๒๕๕๗) พระสัญญา ชิตมาโร (๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) กล่าวถึง ข้าวพีชภาค หมายถึง ข้าวสาร ที่นำไปถวายแก่วัด พระธาตุพนม รวมถึง พืชพรรณต่างๆ เรียกรวมว่า ข้าวพีชภาค วันทนารี สุวรรณกลาง (๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) กล่าวถึง ข้าวพีชภาค ว่า สมัยบรรพบุรุษ จะนำข้าวจาก ไร่นา ไปถวายแด่องค์พระธาตุเป็นประจำทุกปี มีหอม กระเทียม มัน พืชต่างๆ ประกอบด้วย พินิจ ประเคนคะชา (๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) กล่าวถึง นาจังหัน หมายถึง ที่ดินของวัด สำหรับให้ข้า โอกาสได้ทำไร่ ทำนา และเมื่อได้ผลผลิตต้องให้แก่ทางวัด สรุปได้ว่า ข้าวพีชภาค หมายถึง ข้าว พืชพรรณ ต่างๆ ที่กลุ่มข้าโอกาสถือปฏิบัตินำมาถวายแด่องค์ พระธาตุพนม ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ๒) เครื่องประกอบพิธีกรรม จากการศึกษาพบเครื่องประกอบพิธีกรรมดังนี้ (สุรชัย ชินบุตร,๒๕๕๗) ๒.๑) ขันหมากเบ็ง ตั้งไว้ ๔ ทิศ ขันหมากเบ็งมีลักษณะเป็นพุ่มใส่เครื่องบูชาทำจากใบตอง มีลักษณะ คล้ายกรวยสูง ภายในกรวยจะใส่เครื่องบูชา ขัน ๕ ได้แก่ ธูป เทียน หมากพลู ข้าวตอก ดอกไม้ มีการตกแต่ง ด้วยดอกไม้ต่าง ๆ อาทิ ดอกดาวเรือง ดอกบานไม่รู้โรย ฯ ขันหมากเบ็งมีหลายขนาด ถ้าเป็นตัวแทนของหมู่คณะ ชุมชน จะมีขนาดใหญ่ มีความหมายว่า เป็น การรวมใจกันของกลุ่มข้าโอกาส เพื่อมาขอขมาและบูชาองค์พระธาตุพนม และวิญญาณของกษัตริย์ที่ร่วมกัน สร้างพระธาตุพนม เป็นการแสดงถึงความจงรักภักดี อ่อนน้อม เพื่อให้ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระธาตุพนมช่วย คุ้มครอง ปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้มีความสุข และปลอดภัย รวมทั้งสัตว์เลี้ยง และพืชพันธ์ธัญญาหาร ให้อุดมสมบูรณ์ ๒.๒) ข้าวเปลือก ข้าวเป็นอาหารหลักของพระภิกษุสงฆ์ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาจเป็นข้าว เหนียว หรือข้าวจ้าว ข้าวเป็นสัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ การมีชีวิต เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนภายในวัดเพื่อให้ ดำรงอยู่และดำเนินชีวิตต่อไป ๒.๓) ผลไม้ พืชผัก ต่าง ๆ จากความหมายของ “ข้าวพีชภาค” ข้างต้น ผัก ผลไม้ต่างๆ เป็นสิ่งบริวาร ของเครื่องถวายพีชภาค ได้แก่ ข้าวโพด มันแกว พริก ต้นหอม มะพร้าว กล้วย อ้อย เป็นผลผลิตจากสวน ไร่ ของกลุ่มข้าวโอกาส


๑๐๘ ๒.๔) ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง แสดงถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย เจริญรุ่งเรือง คล้ายกับการถวายดอกไม้เงิน ดอกไม้ทองเพื่อขึ้นกับองค์พระธาตุพน เดิมนั้นทำจาก เงิน และ ทองคำ จริง ๒.๕) เงินตามศรัทธา เป็นเงินที่บริจาคให้กับทางวัด โดยมีพระภิกษุคอยรับ เรียบกว่า “เงินเสียค่าหัว” ต้องชำระ ครอบครัวละ ๔ บาท ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสยาม เรียกเก็บภาษีจากชายฉกรรจ์ ที่มีความสูง จากไหล่ถึงเท้า ๒ ศอก ๑ คืบ โดยเก็บคนละ ๔ บาท ซึ่งมีการนำมากำหนดเสียค่าหัวให้กับองค์พระธาตุพนม ในปัจจุบัน เงินเสียค่าหัว ไม่ระบุจำนวน ส่วนมาก ตั้งแต่ ๑๐๐ บาทขึ้น ไป ตามศรัทธา โดยไม่ได้กำหนดตายตัว เมื่อนำเงินเสียค่าหัวมาเสียให้กับทางวัดแล้ว จะต้องนำ “เทียนเวียนหัวคาคีง” มาประกอบ ซึ่งนับเท่ากับ จำนวนสมาชิกในครอบครัว แล้วนำมาถวายพระธาตุพนม ๓) ขั้นตอนการประกอบพิธีกรรม การถวายข้าวพีชภาคและเงินเสียค่าหัวของชาวข้าโอกาส ครั้งโบราณกำหนดให้ถวายในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ หลังจากเสร็จงานนมัสการพระธาตุพนมประจำปีแล้ว ต่อมาทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร (สมัยพระธรรมปริยัติมุนี เป็นเจ้าอาวาสได้กำหนดให้ชาวข้าโอกาสถวายเงินค่าหัวพร้อมกับถวายข้าวพีชภาคใน วันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ) เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของชาวบ้านในปัจจุบันส่วนข้าโอกาสใน ประเทศลาวทุกวันนี้ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการลาวให้ถวายเงินค่าหัวและข้าวพีชภาคเหมือนสมัยอดีต จากการสัมภาษณ์ พินิจ ประเคนคะชา (๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) รองนายกเทศมนตรีเทศบาลธาตุพนม กล่าวถึงการประกอบพิธีถวายข้าวพีชภาคแตกต่างออกไป คือ พิธีถวายข้าวพีชภาคมี ๒ ลักษณะ คือ ประการ แรก เป็นการถวายข้าวพีชภาคปกติทั่วไป หลังจากทำไร่ ทำนาเสร็จแล้ว บางหมู่บ้านจะเอาข้าวใหม่มาถวาย พระสงฆ์ โดยมีพระสงฆ์ในหมู่บ้านนำพามา ซึ่งไม่ระบุเจาะจงเป็นบุญเดือนสามเท่านั้น เพราะข้าวที่นำมาถวาย นั้นจะนำไปประกอบอาหารเลี้ยงเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลพระธาตุพนมส่วนประการที่สองจะนำมาถวายในวันแห่พระ อุปคุต ในงานบุญเดือนสามทั่วไป พิธีถวายเงินค่าหัวและข้าวพีชภาคในวัยขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ เริ่มด้วยการทำบุญที่ลานหน้าองค์พระธาตุ พนม ซึ่งตรงกับงานประเพณีนมัสการพระธาตุพนมในวันแรก จากการศึกษาของ ทศพล อาจหาญ (๒๕๔๒) และมาลินี กลางประพันธ์ (๒๕๕๕) มีข้อมูลไปในลักษณะเดียวกันว่า ในงานประเพณีนมัสการพระธาตุพนม ข้า โอกาสที่อพยพไปทำกินที่อื่นจะกลับมาทำพิธี เสียข้าหัวและถวายข้าวพีชภาคตามประเพณีของข้าโอกาสตลอด ทั้งเดือน โดยจะเริ่มตั้งแต่ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ จนถึงแรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ รวม ๗ วัน ๗ คืน โดยพิธีถวายข้าวพีช ภาคจะดำเนินไปหลังพิธีการแห่พระอุปคุต เมื่อพระสงฆ์เสร็จภัตกิจแล้ว เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมฯ เป็น ประธานนำชาวบ้านและชาวข้าโอกาสไปทำพิธีอัญเชิญพระอุปคุตจากท่าน้ำโขง หน้าด่านศุลกากร อำเภอธาตุ พนม แห่มาสถิตอยู่ที่หน้าพระประธาน (ด้านหน้าพระธาตุพนม) ครั้นถึง ๑๐ : ๓๐ น. เจ้าอาวาสวัดพระธาตุ พนมฯ เป็นประธานนำชาวบ้านข้าโอกาสทำพิธีถวายเงินค่าหัวและข้าวพีชภาค ที่บริเวณลานพระธาตุพนม ชั้นในทั้ง ๔ ด้าน


๑๐๙ ๕.๒ พิธีแห่กองบุญบูชาพระธาตุพนม พิธีแห่กองบุญบูชาพระธาตุพนม เกิดขึ้นในงานนมัสการพระธาตุพนม โดยเป็นกิจกรรมการทำบุญ อย่างหนึ่ง ที่ผู้คนที่เคารพศรัทธาได้ นำกองบุญ มาร่วมถวายองค์พระธาตุพนม จากการสัมภาษณ์ พระครูสุ ธรรมเจติยาภรณ์กล่าวถึงพิธีแห่กองบุญในงานบุญเดือน ๓ ซึ่งพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานต้องประกอบพิธีแห่ กองบุญบูชาพระธาตุพนมจึงจะถือว่าได้มาร่วมพิธีกรรมบูชาพระธาตุพนมอย่างแท้จริง ความเป็นมาของพิธีแห่ กองบุญนั้น เดิมครั้งพุทธกาลใช้ผ้าบังสุกุลคือ ผ้าห่อศพ หรือ ผ้าของผู้ตายนำไปวางทิ้งกับศพ พระต้องอาศัยผ้า เหล่านี้และครองได้ผืน (ชุด) เดียว จนนางวิสาขาไปพบตอนพระซักผ้าต้องเปลือยกายรอผ้าแห้ง จึงเป็นที่อุจาด ตายิ่งนัก นางได้ทูลถามพระพุทธองค์ แล้วมีพุทธานุญาตให้ถวายผ้าอาบน้ำฝนได้ ต่อมาประเพณีการถวายผ้าได้ พัฒนาการตามยุคสมัยและผนวกเข้ากับคตินิยมของชุมชนนั้น ๆ ซึ่งจะสร้างบริวารต่าง ๆ เพิ่มเข้ามาด้วยตาม ศรัทธาและมีบริวารมากขึ้นจึงเป็นกองบุญ การแห่กองบุญรอบองค์พระธาตุพนมเกิดจากศรัทธาของข้าโอกาส ต่าง ๆ จึงมีบริวารของผ้าบังสุกุลมากแทนที่จะเป็นผ้าบังสุกุลเพียงอย่างเดียว สำหรับการแห่เป็นกุศโลบายทำ ให้เกิดปีติโดยมีประสงค์ให้เทวดารับทราบ และร่วมอนุโมทนา ความจริงการมีผู้คนร่วมแห่ก็มีความปีติชื่นชม กว่าถวายคนเดียว ชาวธาตุพนมและจังหวัดใกล้เคียงจะเรียกกองบุญตามคำถวาย และเป็นคำถวายคำเดียวกัน กับผ้าป่านั้นเอง องค์ประกอบและขั้นตอนของพิธีแห่กองบุญบูชาพระธาตุพนม องค์ประกอบและขั้นตอนของ พิธีแห่กองบุญบูชาพระธาตุพนม ประกอบด้วยจีวร ปัจจุบันจะเป็นไตรจีวร หมอนขิด ดอกไม้ ธูป เทียน สังฆทาน และส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ ตามกำลังศรัทธาของข้าโอกาส ส่วน พระครูพนมปรีชากร (๒๕๖๗) ให้ ข้อมูลตรงกันว่า แรกเริมเดิมทีนั้น ชาวบ้านจะนำกองบังสุกุลมาอุทิศถวายให้กับพรรพชนผู้ล่วงลับไปแล้ว โดย มาถวายพระธาตุพนมไม่ได้ถวายพระสงฆ์ (พระสงฆ์เป็นเพียงผู้รับแทนเท่านั้น) เพราะถือกันในบรรดาข้าโอกาส ว่าพระธาตุพนมเป็นใหญ่ที่สุดเหมือนพระพุทธเจ้า การทำกองบุญนี้มีมาแต่เดิมมิปรากฏปีที่ชัดเจน รูปแบบมิได้ เป็นเหมือนปัจจุบัน ต่อมาท่านพระครูสิริเจติยานุรักษ์ (พระมหาสมลักษณ์สีหเตโช) ได้จัดไว้เป็นหมวดต่างหาก พร้อมจัดหากลองตุ้มมาคอยบริการข้าโฮกาสที่นำกองบุญมาแห่ถวายพระธาตุพนมในบุญเดือน ๓ และต่อมา ได้จัดเป็นขบวนกลองยาวแทนเพื่อความสนุกสนานสมดังคำที่พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กนฺโตภาโส) กล่าวว่า “เมืองพนมเป็นเมืองฟ้อนเมืองรำ” ตลอดจนได้จัดหาหมอนขิด ผ้าไตรจีวร ไว้ให้บรรดาข้าโอกาสที่มาจาก ต่างจังหวัดได้ร่วมทำบุญกับพระธาตุพนมด้วย จากการสนทนากลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ นายอานนท์ สายครึ้มแสง นายสว่าง แก้วมุกดา และนายไชยยศ ดานิต ให้ข้อมูลตรงกันว่า กองบุญพระธาตุจัดเป็นรูปร่างขึ้นในราว พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยพระครูสิริเจติยานุรักษ์ (พระมหาสมลักษณ์) ได้จัดรูปแบบการแห่กองบุญขึ้น มีการให้บูชากองบุญและบริวารต่าง ๆ สำหรับข้าโอกาส ที่มาเป็นหมู่บ้าน กลุ่มครอบครัว ซึ่งมักจะนำต้นปัจจัยมาด้วยเพื่อถวายพระธาตุพนม สมัยก่อนหน้ามักจะถาม หากลองตุ้ม พ่างฮาด เพิ่งใช้บรรเลงแห่รอบองค์พระธาตุพนม ท่านพระครูสิริเจติยานุรักษ์ (พระมหาสม ลักษณ์) จึงจัดหาไว้รอเพื่อความสะดวก ต่อมาท่านจึงจัดหากลองยาวมาด้วยเพื่อความสนุกสนาน ต่อมาเพื่อ


๑๑๐ ความสะดวกของข้าโอกาสที่เดินทางมาบุญเดือน ๓ ทางวัดได้จัดเตรียมกองบุญไว้ให้ที่วัดพระธาตุพนม (อานนท์ สายครึ้มแสง, สว่าง แก้วมุกดา, และไชยยศ ดานิต, ๒๕๖๗ : สนทนากลุ่ม) ด้าน ทวี แก้วดี (๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) ให้ข้อมูลแตกต่างออกไปว่า การแห่กองบุญถวายพระธาตุพนม บุญเดือน ๓ นั้น มีมาแต่ครั้งบูรณะองค์พระธาตุพนมช่วง พ.ศ. ๒๔๔๔ โดยพระครูวิโรจน์รัตโนบล ข้าโอกาส จากทั่วสารทิศจึงนำเงินมาถวายเพื่อช่วยในการบูรณะพระธาตุพนม สืบมาจึงกลายเป็นพระเพณีเมื่อมางานบุญ เดือน ๓ ผู้คนมักจะเรี่ยรายเงินมาด้วย สรุปได้ว่า ประเพณีแห่กองบุญถวายพระธาตุพนมในบุณเดือน ๓ นั้น มีมูลเหตุความเชื่อดั้งเดิมของ ท้องถิ่นผสมผสานกับคติทางพุทธศาสนาคือ เมื่อมีงานบุญชาวบ้านจะถวายกองบังสุกุลหรือกองบุญอุทิศหาผู้ วายชน สำหรับวัดพระธาตุพนมได้มีพิธีกรรมบางอย่างเพิ่มเติมขึ้นมา จากการศึกษาภาคสนาม มีมูลเหตุ ประกอบพิธีแห่กองบุญ คือ 1. ชาวบ้านจัดทำกองบังสุกุล ไว้อุทิศหาบุคคลผู้วายชน ซึ่งมักจะทำในช่วงหน้าเทศกาล เช่น บุญ สงกรานต์บุญสำคัญในพุทธศาสนา มาฆะบูชา วิสาขะบูชา เป็นต้น 2. ภายหลังการบูรณะพระธาตุพนม สมัยพระครูวิโรจน์รัตโนบล พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้มีการบอกบุญออกไป อย่างกว้างขวาง ทำให้บุคคลทั่วสารทิศต่างพากันนำเงินมาช่วยในการบูรณะองค์พระธาตุพนม ซึ่งคาบเกี่ยวกับ ช่วงวันเพ็ญมาฆะบูชา และมีการเฉลิมฉลองพระธาตุพนมเมื่อบูรณะแล้วเสร็จด้วย จึงกลายเป็นประเพณีปฏิบัติ สืบเนื่องมา กองบุญถวายพระธาตุพนมในบุญเดือน ๓ ได้ถือกำเนิดเป็นรูปธรรมโดยพระครูสิริเจติยานุรักษ์ (พระ มหาสมลักษณ์ สีหเตโช) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม ซึ่งเป็นผู้จัดรูปแบบการนำถวาย สิ่งของบริวาร ต่าง ๆ ไว้ให้ข้าโอกาสได้ร่วมทำบุญกันอย่างเท่าเทียมคือ บางคนไม่สะดวกในการนำสิ่งของเหล่านั้นมา เนื่องจากการเดินทางระยะไกล ท่านจึงจัดไว้ให้ทั้งนี้ประกอบกับท่านเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านศิลปะดลตรีพื้นบ้าน อีสาน ลูกศิษย์ทั้งหลายต่างพากันอาสาเข้ามาช่วยนำขบวนแห่ จึงกลายเป็นการแห่ด้วยกลองยาวอย่างสวยงาม เหมือนปัจจุบัน ๕.๓ พิธีตักบาตรเงินคู่อายุบูชาพระธาตุพนม จากการสัมภาษณ์ ประหัส มันตะ (๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) กล่าวว่าพิธีตักบาตรเงินคู่บูชาพระธาตุพนม สมัยก่อนใช้เงินเฟื้องเงินเหรียญ 5 สตางค์ ทั้งชนิดดำและชนิดขาวที่แม่บ้านใช้เข็มกลัดใหญ่ร้อยใส่เอว การตัก บาตรเป็นพิธีกรรม “ให้” ถวายพระเพื่อลดความตระหนี่ ความยึดมั่น เสียดาย ห่วงหา การตักบาตรคู่อายุที่วัด พระธาตุพนม เริ่มที่เงินหลายเหรียญหลายราคา หลายชนิดที่เลิกใช้บางชนิด เช่น เฟื่อง สลึง สองสลึง บาท เป็นเงินแท้ ครั้นจะเก็บสะสมก็กลัวตายไปแล้วห่วงหาเกิดเป็นจระเข้ในนิทานทอดผ้ากฐิน จึงเก็บไว้แต่พอเป็น มรดกให้ลูกหลาน ที่เหลือถวายพระส่วนพระที่รับก็ใช้บาตรรับ คนอื่น ๆ เห็นก็เอาอย่าง “การทำบุญทำมาก


๑๑๑ เท่าไรยิ่งดี” จึงกำหนดว่าเท่า (คู่) อายุเพื่ออุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวรที่คุ้มครองเราแต่ละปี ความเชื่อนี้ขึ้นอยู่กับ แต่ละท้องถิ่น คติความเชื่อเรื่องการตักบาตรคู่อายุนี้เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งของข้าโอกาสพระธาตุพนม นอกจากเป็น การให้ทานแล้ว ยังเป็นการอธิฐานให้มีอายุยืนยาวเพื่อว่าปีหน้าจะได้มาบุญเดือน ๓ อีก การเกิดขึ้นประเพณีนี้ ไม่ชัดเจนว่าเริ่มขึ้นในปีใด ทราบเพียงว่ามีคู่กับบุญเดือน ๓ มาโดยตลอด สมัยก่อนอาจจะเรียกว่า “ตักบาตร สวรรค์” เพราะด้วยอานิสงส์การให้ทานจะได้เกิดเป็นเทวดา สมัยก่อนหน้าข้าโอกาสจะมีเงินเหรียญตามสมัย นิยมมาตักบาตรกันอย่างคึกคัก ซึ่งจะมีเกณฑ์กำหนดมากกว่าอายุของตนเอง ๑ เหรียญ ปัจจุบันทางวัดพระ ธาตุพนมได้จัดเตรียมไว้ให้เพื่อความสะดวก เป็นเหรียญพระธาตุพนมลักษณะคล้ายเหรียญสตางค์รูโบราณ ใน เหรียญจะมีข้อความว่า “วัดพระธาตุพนม งานนมัสการพระธาตุพนม” ซึ่งทางวัดจะนำออกมาให้ข้าโอกาส ประกอบพิธีกรรมนี้ในบุญเดือน ๓ เท่านั้น ๕.๔ พิธีเวียนเทียนบูชาพระธาตุพนม พิธีเวียนเทียนเพื่อบูชาพระธาตุพนมบุญเดือน ๓ แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือการเวียนเทียนเนื่องในวัน สำคัญทางพระพุทธศาสนาและการเวียนเทียนประจำวันเพื่อบูชาพระธาตุพนม ซึ่งถือว่าเป็นพิธีที่ง่ายและ สะดวกต่อการประกอบพิธีกรรมบูชาพระธาตุพนมสำหรับข้าโอกาสที่มายังพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เนื่องจากมี ความเชื่อว่าเกิดมาชาติหนึ่งต้องไปไหว้พระธาตุพนมให้ได้สักครั้ง ข้อสำคัญ บุญเดือน ๓ จะขาดเสียมิได้เลยคือการเวียนเทียน ในทางศาสนพิธีพุทธศาสนาจะเวียนเทียน ในวันสำคัญ อาทิ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา และวันอัฐมีบูชา ส่วนบุญเดือน ๓ ซึ่งจะตรงกับวัน มาฆบูชาเป็นประจำทุกปี ทว่ามีพิธีเวียนเทียนในทุกวันพร้อมกับมีการแสดงธรรมเทศนาควบคู่ไปด้วย ดังที่ กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับประวัติบุญเดือน ๓ ที่พระสงฆ์เป็นผู้นำพาข้าโอกาสที่กระจายตัวอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ มารวมกันเพื่อบูชาพระธาตุพนมตามคติความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยหมายเอาวัดมาฆบูชาเป็นเกณฑ์ ในด้าน พิธีกรรมจึงมีการเวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนาเป็นหลักการใหญ่ ๆ ในการปฏิบัติ ๖.ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยให้มีรายละเอียด ครอบคลุม สาระดังต่อไปนี้ แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล ประกอบด้วย ประเภท สถานที่ แหล่งปฏิบัติ ระเบียบพิธีกรรม การประพฤติปฏิบัติของการแสดงออกนั้นๆ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา เอกลักษณ์ อัตลักษณ์และความเชื่อ บุญเดือน ๓ เป็นประเพณีสำคัญของจังหวัดนครพนมซึ่งจัดขึ้นยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี มีหน่วยงานทั้ง ภาครัฐ เอกชน ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางมาร่วมในงานจำนวนมาก โดยจัดขึ้น ๙ วัน ๙ คืน มีการสร้างขบวนแห่ที่ใช้แนวคิดตามตำนานอุรังคธาตุ เช่น เจ้าพระยาทั้ง ๕ พระองค์ที่ร่วมสร้างพระธาตุ พนม ได้แก่ เมืองศรีโคตรบูรณ์ เมืองหนองหานน้อย เมืองหนองหานหลวง เมืองจุลณีพรมหมทัต เมือง


๑๑๒ อินทปัตนคร เจ้าเฮือนสามพระองค์ที่เป็นอารักษ์ใหญ่ของพระธาตุพนมคือ เจ้าแสนเมือง เจ้าโฮงกลาง และเจ้า โต่งกว้าง มีการสร้างเครื่องบูชา อาทิหมากเบ็งหลวง ที่แสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชุมชน ปราสาท ผึ้งโบราณ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมประเพณีย่อย ได้แก่ แห่พระอุปคุตที่เชิญในวันแรกของงาน ณ บริเวณริม ฝั่งแม่น้ำโขง เพื่อนำไปรักษางานให้เกิดความร่มเย็น ปลอดภัย ประเพณีถวายข้าวพีชภาคและเสียค่าหัว ที่ข้า โอกาสนำพืชพรรณธัญญาหาร และเงินไปเสียค่าหัว พิธีแห่กองบุญ พิธีห่มผ้าพระธาตุ พิธีตักบาตรคู่อายุ พิธี ทำบุญต่าง ๆ ตลอด ๙ วัน ๙ คืน ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑.คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญ บุญเดือน ๓ ไหว้พระธาตุพนม เป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดนครพนม ที่มีพัฒนาการสืบทอดมาจาก อดีตถึงปัจจุบัน โดยชุมชนมีส่วนร่วมให้เกิดการคงอยู่ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญ รวมถึง หน่วยงานการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครพนม โรงเรียนธาตุพนม มีส่วนร่วมในการจัดขบวนมา ร่วมงานในวันเปิดงาน และเชิญพระอุปคุต ๒.บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม ชุมชนในบริเวณรอบพระธาตุพนม รวมถึงชาวจังหวัดนครพนมมีความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์องค์พระ ธาตุพนม มีความรักหวงแหน รักษา ปกป้อง คุ้มครอง ร่วมแรงร่วมใจให้ความร่วมมือกับวัดพระธาตุพนมในการ จัดงานมาโดยตลอด ให้ความร่วมมือ สละแรงกาย แรงใจ รวมถึงเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาว ไทยและชาวต่างประเทศที่เดินทางมาร่วมงาน ส่วนที่ ๓. มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑.สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การศึกษา วิจัย (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) วิจัยเชิงคุณภาพ ในประเด็น - การศึกษาอัตลักษณ์ประเพณีวัฒนธรรมชุมชนธาตุพนม - พิธีกรรมของชุมชนข้าโอกาส, - การดำรงอยู่ของคติความเชื่อและบุญประเพณีของวัดพระธาตุพนม พื้นที่ - ชุมชนข้าโอกาสวัดพระธาตุพนม อาทิ ชุมชนในเขตเทศบาลตำบลธาตุพนม อาจมีการเปรียบเทียบ กับชุมชนข้าโอกาสที่อยู่ห่างไกลจากองค์พระธาตุ


๑๑๓ วิธีการดำเนินงาน - เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เริ่มด้วยการวิจัยเชิงเอกสาร และการศึกษาภาคสนาม การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์ และหาแนวทางในการอนุรักษ์ฟื้นฟู การอนุรักษ์ ฟื้นฟู (ระบุวิธีดำเนินงานพื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) - การอนุรักษ์ ฟื้นฟู เครื่องบูชา ขบวน กิจกรรมทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับบุญเดือนสาม การสืบสานและถ่ายทอด(ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) - มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ในโรงเรียน หรือมีหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อศึกษาอย่างจริงจัง การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญา(ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) - จัดให้มีการพัฒนา เช่น เครื่องบูชา การจัดรูปแบบขบวนการแห่ ตามบริบททางสังคมในปัจจุบัน การดำเนินงานด้านอื่นๆ(ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และ งบประมาณ) - การสร้างเครือข่ายชุมชนข้าโอกาสพระธาตุพนม เช่น การพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้การประกอบ พิธีกรรม ๒. มาตรการ ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอื่นๆที่คาดว่าจะดำเนินการในอนาคต - จัดให้มีขบวนแห่เครื่องบูชาของแต่ละชุมชนข้าโอกาส วันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ในงานนมัสการ พระธาตุพนม และประกอบพิธีแห่พระอุปคุต พิธีถวายข้าวพีชภาคและบุญเสียค่าหัว ประเพณีแห่กองบุญ กิจกรรมทางศาสนาต่าง ๆ ๓.การส่งเสริม สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม (ถ้ามี) - หน่วยงานภาครัฐ อาทิ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ควรมีการสนับสนุน ให้ชุมชน มีการร่วมขบวน และมีกิจกรรมภายในวัดพระธาตุพนม - ชุมชนท้องถิ่น ควรมีการเตรียมการและจัดพิธีอย่างเป็นรูปธรรมและกำหนดวันเวลาชัดเจน ส่วนที่ ๔ สถานภาพปัจจุบัน ๑.สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการปฏิบัติอย่างแพร่หลาย เสี่ยงต่อการสูญหายต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่มีการปฏิบัติอยู่แล้วแต่มีความสำคัญต่อวิถีชุมชนที่ต้องได้รับการฟื้นฟู ๒.สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม - ปัจจุบันบุญเดือน ๓ ไหว้พระธาตุพนม เป็นบุญสำคัญและยิ่งใหญ่ของจังหวัดนครพนม ที่มีการ ประชาสัมพันธ์และแพร่หลาย ให้ผู้คนเดินทางมาจาริกแสวงบุญอย่างต่อเนื่อง


๑๑๔ - เกิดประเพณีพิธีกรรมอื่น ๆ ภายในงาน ได้แก่ พิธีแห่พระอุปคุต พิธีแห่กองบุญ พิธีถวายข้าวพีชภาค และเสียค่าหัว พิธีตักบาตรคู่อายุ พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาต่าง ๆ - หน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุน และได้รับความร่วมมืออย่างดี โดยเฉพาะขบวนแห่ได้รับความร่วมมือ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยา วิทยาลัยสงฆ์นครพนม และโรงเรียนธาตุพนม ๓.รายชื่อผู้สืบทอดหลัก เช่น บุคคล กลุ่มคน ..... เป็นต้น รายชื่อบุคคล / หัวหน้า / คณะ / กลุ่ม อ า ช ี พ / อายุ องค์ความรู้ด้านที่ได้รับ การสืบทอด ส ถ า น ท ี ่ ต ิ ด ต ่ อ / โทรศัพท์ ชุมชนชาวอำเภอธาตุพนม ชุมชนชาวจังหวัดนครพนม บุญเดือน ๓ นมัสการพระ ธาตุพนม ประเพณีแห่พระอุปคุต ประเพณีถวายกองบุญ ประเพณีทาง พระพุทธศาสนา ส่วนที่ ๕ การยินยอมของชุมชนในการจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม(ไม่จำกัดจำนวน) ๑. พระธรรมวัชรโสภณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ๒. พระครูพนมปรีชากร,ดร. เลขานุการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ๓. พระครูสุธรรมเจติยาภรณ์,ดร. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เจ้าคณะตำบลธาตุ พนม เขต ๒ ๔. นายสรรชัย ธ.น.ตื้น นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลธาตุพนม ๕. นายธนัตชัย คำป้อง กำนันตำบลธาตุพนม ๖. นายประหัต มันตะ ปราชญ์ชาวบ้านชุมชนธาตุพนม ๗. นายหมง อภัยโส ประธานชมรมศิษย์วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ขอรับรองข้อมูลตามเอกสารคำขอเสนอฯ และยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ลงชื่อ (นายหมง อภัยโส)


๑๑๕ ส่วนที่ ๖. ภาคผนวก ๑.เอกสารอ้างอิง ชัยมงคล จินดาสมุทร์. การศึกษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมของพระธาตุพนมและพระธาตุอื่น ๆในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย. ปริญญานิพนธ์ศศ.ม. มหาสารคาม :มหาวิทยาลัยศรีนคริ นทรวิโรฒ มหาสารคาม, ๒๕๓๒. เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำรา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. ๒๕๔๒. ทศพล อาจหาญ. ข้าโอกาสพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ๒๕๔๒ ทองสมุทธ โดเร และ สมหมายเปรมจิตต์ แปล. บันทึกการเดินทางในลาว ภาค ๑ พ.ศ. ๒๔๓๘. ของเอเจียน แอมมอนิเยน์. สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๒๕๓๙ . ธวัช ปุณโณทก.จารึกสมัยไทย-ลาว. กรุงเทพฯ : อักษรกิจ, ๒๕๓๐. ธวัช ปุณโณทก. พุทธศาสนาในภาคอีสานและล้านช้าง. บทความสำเนา. ธวัช ปุณโณทก..“ศรีโคตรบอง : ตำนาน”ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๑๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพานิชย์. ๒๕๔๒. พระครูโกศลพนมกิจ และคณะ. “จดหมายเหตุพระธาตุพนม,” ใน แม่น้ำโขง ณ นครพนม. หน้า ๑๐๓ – ๑๔๕. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๕๒. พระเทพรัตนโมลี. “ประวัติเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ท่านเจ้าราชครูขี้หอม),” ใน มูลมรดกชนชาติอ้ายลาว. หน้า ๑๐๔-๑๒๔. กรุงเทพฯ : วัดเทพศิรินทราวาส, ๒๕๒๘. พระเทพรัตนโมลี. ประวัติย่อพระธาตุพนม. กรุงเทพฯ : เทพรัตน์การพิมพ์, ๒๕๓๗. พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว อุทุมมาลา). อุรังคนิทาน ตำนานพระธาตุพนม (พิสดาร). พิมพ์ครั้งที่ ๑๑. กรุงเทพฯ : นีลนาราการพิมพ์, ๒๕๕๑. พจนีย์ เพ็งเปลี่ยน. อุรังคธาตุฉบับหลวงพระบาง. กระทรวงวัฒนธรรม.๒๕๕๕ พิเชฐ สายพันธ์. “ผีเจ้าเฮือน ๓ พระองค์ : พิธีกรรมสืบทอดกลุ่มข้าโอกาสธาตุพนม”. ใน จุลสารไทยคดีศึกษา. ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๒ (พ.ย.๒๕๔๑ – ม.ค. ๒๕๔๒) หน้า ๔๒-๔๘ มาลินี กลางประพันธ์. เครือข่ายทางสังคมข้าโอกาสพระธาตุพนในชุมชนสองฝั่งโขง. วิทยานิพนธ์ ปรัชญา ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาลาว มหาวิทยาลัยนครพนม ๒๕๕๔ สพสันติ์ เพชรคำ.ลวงลุ่มน้ำโขง : พื้นที่ทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนบริเวณพรมแดนไทย-ลาว. มหาสารคาม: วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.๒๕๕๔ สมชาติ มณีโชติ. พระธาตุพนม : ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ในมิติด้านสัญลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม.


๑๑๖ วิทยานิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาไทศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ๒๕๕๔ สุรชัย ชินบุตร. “สัญลักษณ์ข้าโอกาสพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในพิธีถวายข้าวพีชภาคและเสียค่าหัว”. ใน วารสารไทยศึกษา สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.๒๕๕๖ หน้า ๑๖๑-๑๘๙. สุรชัย ชินบุตร. “ข้าโอกาสพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม การสืบทอดและการดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบัน”. สุธิดา ตันเลิศ. “ข้าโอกาสพระธาตุพนมสองฝั่งโขงกับการปรับมโนทัศน์ทางประวัติศาสตร์”.วารสารภาษาและ วัฒนธรรม. ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑ (ม.ค.-มิ.ย. ๒๕๕๘) หน้า ๒๙-๖๐. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์เอกลักษณ์ภูมิปัญญา จังหวัดนครพนม. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์คุรุ สภาลาดพร้าว, ๒๕๔๒. ๒.บุคคลอ้างอิง ๑) นายพินิจ ประเคนคะชา บ.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ๒) พระอธิการสัญญา ชิตมาโร เจ้าอาวาสวัดมรุกขาราม ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ๓) นางดาวทอง แก้วนิยม บ.หลักศิลา ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ๔) นางปิยะวรรณ พรหมอารักษ์ บ.หลักศิลา ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ๕) นางหนูพัฒน์แก้วปัญญา บ.หลักศิลา ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ๖) นางวันทนารี สุวรรณกลาง บ.ธาตุพนมใต้ เทศบาลธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ๗) เจ้าอาวาสวัดบ้านห้อม ต.อาจสามารถ จ.นครพนม ๘) นายอานนท์ สายครึ้มแสง บ.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ๙) นายทวี แก้วดี บ.พิมาน ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม


๑๑๗ ๓.รูปภาพ พร้อมคำอธิบายใต้ภาพ จำนวน ๑๐ ภาพ ลำดับ ภาพ คำอธิบาย อ้างอิง ๑ พิธีอัญเชิญพระอุป คุตงานบุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุ พนม ภาพถ่าย เพจวัดพระ ธาตุพนม วรมหาวิหาร


๑๑๘ ๒ ข้าโอกาสพระธาตุ พนมร่วมงานบุญ เดือน ๓ นมัสการ พระธาตุพนม ในพิธี แห่ข้าวพีชภาค และ ขบวนอัญเชิญพระ อุปคุต ภาพถ่าย เพจวัดพระ ธาตุพนม วรมหาวิหาร ๓ ข้าโอกาสเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้ว ที่มา บุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุ พนม เป็นหลักฐาน เชิงประจักษ์ของ การมีอยู่ หอจดหมาย เหตุ ภาพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙


๑๑๙ ๔ ขันหมากเบ็ง เครื่อง ประกอบในพิธีถวาย ข้าวพีชภาคและเสีย ค่าหัว บุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุ พนมในอดีต ภาพจาก สารานุกรม วัฒนธรรม ไทยภาค อีสาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ๕ การแห่กองบุญ ถวายพระธาตุพนม ในบุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุ พนม พระมหา ธัญญพิสิทธิ์ คำมุงคุณ ผู้ ถ่ายภาพ พ.ศ.๒๕๖๗


๑๒๐ ๖ ข้าโอกาสแห่กอง บุญถวายพระธาตุ พนม ในบุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุ พนม ภาพจาก นางสาว วันทนารี สุวรรณ กลาง ๗ ข้าโอกาสพระธาตุ พนมร่วมฟังพระ ธรรมเทศนา ซึ่งเป็น พิธีสำคัญอย่างหนึ่ง ของบุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุ พนม ภาพเพจวัด พระธาตุ พนม วรมหาวิหาร


๑๒๑ ๘ ข้าโอกาสเดินทาง มาร่วมบุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุ พนม ทั่วทั้งภาค อีสานและ สปป. ลาว ภาพเพจวัด พระธาตุ พนม วรมหาวิหาร


๑๒๒ ๙ ข้าโอกาสพระธาตุ พนมร่วมบุญเดือน ๓ นมัสการพระธาตุ พนม ภาพเพจ นครพนม บ้านเฮา


๑๒๓ ๑๐ ภาพมุมสูงข้าโอกาส และผู้ศรัทธาองค์ พระธาตุพนม ภาพจาก เพจ นครพนม บ้านเฮา ๔. ข้อมูลภาพถ่าย ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลเสียง (ระบุประเภทของสื่อที่แนบมาพร้อม คำอธิบาย) ข้อมูลภาพถ่าย ได้แก่ เพจวัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร ,หอจดหมายเหตุ ,สารานุกรมวัฒนธรรม ไทยภาคอีสาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ,พระมหาธัญญพิสิทธิ์ คำมุงคุณ ,นางสาววันทนารี สุวรรณกลาง และเพจนครพนม บ้านเฮา ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว ได้แก่ นายณัฏฐกรณ์ คำลุน ข้อมูลเสียง ได้แก่ นายณัฏฐกรณ์ คำลุน


๑๒๔ ๕. ข้อมูลผู้เสนอ ชื่อ-สกุล นายณัฏฐกรณ์ คำลุน หน่วยงาน อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครพนม เลขที่ อาคาร - หมู่ 9 ซอย - ถนน บายพาส ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม รหัสไปรษณีย์48110 โทรศัพท์ - โทรสาร – มือถือ 083-342-5344 อีเมล์ ๖. ข้อมูลผู้ประสานงาน ชื่อ-สกุล นายณัฏฐกรณ์ คำลุน โทรศัพท์ - โทรสาร - มือถือ 083-342-5344 อีเมล์


๑๒๕ ภาคผนวก


๑๒๖ ๑. คำสั่งจังหวัดนครพนม ที่ ๔๘๓/๒๕๖๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม


๑๒๗


๑๒๘ 2. คำสั่งจังหวัดนครพนม ที่ 106/2567 เรื่อง แก้ไขคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและ รักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม


๑๒๙ 3. ประกาศจังหวัดนครพนม เรื่อง ประกาศรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จังหวัดนครพนม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖7


Click to View FlipBook Version