๔๗ ซึ่งมีความสวยงามแตกต่างจากผ้ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น ที่เชิงจะโดดเด่นเกินลายผ้า ทว่าแพรเกาะโส้กลับทอเชิงให้ ใหญ่เด่นกว่า มีคำกล่าวว่า “แพรงามที่เชิง” ซึ่งหมายถึงช่อเชิงผ้าต้องสวยและมีขนาดที่โดดเด่นมาก ถัดมาคือ ท้องแพร ผ้าเกาะมักจะมีท้องขนาดใหญ่กว่าลายประกอบอื่น ๆ และขิดสีเดียวคือสีเหลืองเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ถึงแม้ว่าแพรเกาะจะเกาะลายทั้งผืนก็ตาม มักจะทำท้องแพรเป็นขิดล่วงสีธรรมดา ด้วยกรรมวิธีนี้ทำให้ผ้ามีความสวยงาม เพราะมีที่พักสายตาเวลามองลาย ซึ่งแตกต่างจากผ้าแพรวา ถึงแม้จะมีท้องแพรเหมือนกันหากแต่แพรวาจะเกาะจก ลายท้องแพรด้วย ซิ่นเกาะ โดยเฉพาะซิ่นเกาะโส้จัดได้ว่ามีความแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ อย่างมาก รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ในประเทศไทยด้วย ประการแรก ภาพรวมของลายซิ่นเกาะจะทอเต็มหน้าผ้าด้วยลายขนาดใหญ่ การเกาะลาย จะเน้นจุดกลางซิ่นให้มีความโดดเด่น แล้วประกอบด้วยลายขอ ลายกาบ ขึ้นด้านข้าง บางผืนเกาะสลับเป็นดอกดวง บางผืนเกาะเป็นริ้วแถวตามลาย ประการที่สอง ซิ่นเกาะโส้จะทอด้วยพื้นสีครามเข้มหรือดำ ซึ่งทำให้ลายเกาะ มีความโดดเด่นมาก ประการต่อมาคือ นอกจากตัวซิ่นแล้วยังมีส่วนประกอบของหัวซิ่นและตีนซิ่น ซึ่งต้องทอ ต่างหากแล้วนำมาต่อประกอบกัน ตีนซิ่นเกาะมีทั้งแบบตีนมุกและตีนเกาะ ตีนมุกจะทอเป็น ๓ ชั้น ด้วยลายกาบ ส่วนตีนเกาะมักจะเป็นลายช้าง ลายมอมใหญ่ หรือลายคนฟ้อนรำ เกาะสลับสีเป็นเอกลักษณ์ที่ลงตัว ซิ่นเกาะนี้มีความแตกต่างไปจากซิ่นของไทลื้อเมืองฮุน หรือซิ่นจก แม้กระทั้งซิ่นมะกองของสาธารณะรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยที่ซิ่นลื้อเมืองฮุนจะเกาะจกลายไม่เต็มผืน มีการวางลายเป็นแถว และดอกดวง ไม่ใหญ่มาก หรือก็เกาะจกเป็นสีตามผืนผ้า ส่วนซิ่นเกาะโส้นั้นจะเกาะเต็มหน้าผ้าด้วยลายประกอบเดียว เกาะสี เป็นส่วนของลายเฉพาะ ไม่เกาะสีอื่นแซม เช่น ลายนาคก็จะเกาะสีเฉพาะลายนาค ลายใบบุ่นก็จะเกาะสีเฉาะลาย ใบบุ่น ทอแยกหัว ตัว ตีน ต่างหากแล้วค่อยนำมาประกอบกันภายหลัง ในปัจจุบัน มีการทอผ้าเกาะน้อยลงมาก เพราะต้องใช้เวลานานในการทอ และการเก็บลายที่ต้องใช้ ความชำนาญมากกว่าการทอผ้าชนิดอื่น ๆ ชาวโส้จึงทอเฉพาะผ้าขิดธรรมดาที่เป็นลายเดียวกับซิ่นมัดหมี่ ล้วนเท่านั้น ปล่อยให้ผ้าเกาะหายไปตามกาลเวลา เหลือไว้เพียงภาพถ่ายโบราณเท่านั้น หากจะหลือผู้ทอผ้าเกาะอยู่ ก็มิเกิน ๕ รายเท่านั้น เหตุเพราะยังรักและหวงแหนในภูมิปัญญาจึงเพียรพยายามสืบสานไว้ ซิ่นเกาะที่จำหน่าย อยู่ตามตลาดก็เป็นฝีมือของช่างทอผ้าจากสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เขาเห็นถึงความสวยงาม จึงทอออกมาจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ผ้าเกาะโส้นับเป็นมรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษชาติพันธุ์โส้ทั้งจังหวัดนครพนม และจังหวัดสกลนคร ที่ได้สั่งสมสืบสานให้เป็นผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยเฉพาะลวดลายและกรรมวิธี การทอที่มีความละเอียด ถูกถ่ายทอดและสืบสานกันมาจากคนรุ่นก่อน นับเป็นมรดกทางภูมิปัญญาอันทรงคุณค่ายิ่ง - ผ้าเกาะโส้เป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นโส้คือ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าผ้าเกาะเป็นผ้า ที่ใช้กรรมวิธีขิด เกาะ จก มีในหลายท้องถิ่นทั่วทุกภาคในประเทศไทยและสาธารณะรัฐประชาธิไตยประชาชนลาว แต่ผ้าเกาะโส้มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยลวดลายที่ต่างไปจากผ้าของท้องถิ่นอื่น ในผืนเดียวมีลายมากกว่า
๔๘ ๑ ลาย มีสีสันที่โดดเด่นเวลาใช้สอยจะเด่นเห็นชัดเจน ลวดลายไม่คลุมเครือรกรุงรัง มีสีเด่นเฉพาะทำให้ลาย ที่เกาะมีสวยเด่นชัด - ผ้าเกาะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเป็นระเบียบในสังคม ในทุกท้องถิ่น สมัยโบราณผ้าเกาะถือว่าเป็น ผ้าที่ใช้กรรมวิธีซับซ้อน โดยเฉพาะซิ่นเกาะสามารถบ่งบอกฐานะคนใช้ได้อย่างชัดเจนทั้งในด้านพิธีกรรมและการสวมใส่ ผู้ที่เป็นแม่ครูหมอผีจะนุ่งซิ่นเกาะห่มแพรเกาะ (นางเที่ยง ตามขมิ้น, ๒๕๖๗ : สัมภาษณ์) รวมถึงผู้ที่ห่อแพรเกาะ มักจะแสดงฐานะความเป็นช่างทอผ้าที่เก่ง เป็นที่หมายปองของผู้ชายในชุมชน และการสวมใส่ผ้าเกาะจะใส่ เฉพาะเป็นเทศกาลสำคัญไม่สวมใส่ในเวลาประกอบอาชีพ หรือการทำไร่นา ปัจจุบันหลักเกณฑ์การใช้ผ้าได้คลี่คลายลงทุกคนสามารถใช้ผ้าเกาะได้ แต่ก็ยังมีการยึดถือปฏิบัติ ธรรมเนียมอยู่คือ จะไม่ใส่ไปทำนา ทำสวน ทำไร่ จะใส่เฉพาะโอกาสพิเศษ เช่น งานมงคลต่าง ๆ ไปทำบุญ หรืองานเทศกาลเท่านั้น ซิ่นเกาะผู้คนปกติทั่วไปก็นิยมใส่ได้ไม่เคร่งเหมือนอย่างสมัยโบราณ - ผ้าเกาะทำหน้าที่หล่อหลอมบุคลิกภาพ ดังที่กล่าวมาแล้ว ผ้าเกาะคนสวมใส่ต้องดูกาลเทศะ ดูโอกาส สวมใส่ เมื่อเป็นผ้าชั้นสูงคนใส่ต้องทำตัวให้มีเกียรติไปด้วย แน่นอนว่าการใส่ผ้าเกาะจะใส่ในงานสำคัญจึงทำให้ ผู้สวมใส่ดูมีความภูมิฐานมากขึ้น วางตัวเหมาะสมมากขึ้น ในกรณีของแม่หมอผู้ประกอบพิธีเหยาจะไม่ทำพิธี เด็ดขาดถ้าไม่มีแพรเกาะ หรือแพรขิด มีคำกล่าวว่า “ผีจะลงตามผ้าแพร” หมายถึงถ้าไม่มีผ้าเกาะผีไม่ลง มาทรงเด็ดขาด นี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ให้ผ้าเกาะรุ่นโบราณอายุนับ ๑๐๐ ปี ยังคงเหลืออยู่ในชุมชน เพราะความเชื่อ ผีกับผ้าเกาะนี้เอง - ผ้าเกาะก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผ้าเกาะทำให้ความเป็นโส้ จังหวัดนครพนม และจังหวัดสกลนครชัดเจนมากขึ้นระดับหนึ่ง ความชัดเจนทางวัฒนธรรมการใช้เครื่องแต่งกายชัดเจน เป็นเอกลักษณ์ เมื่อสวมใส่ผ้าเกาะจะทำให้ทราบทันทีว่าโส้เกิดสัญญะความรู้สึกร่วมของคนชาติพันธุ์โส้ว่า ต้องสวมใส่ผ้าอย่างไร และต้องใส่ผ้าอะไร เมื่อมีงานเทศกาลคนโส้จะสวมใส่ผ้าที่บ่งชี้ถึงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนโส้ อย่างเด่นชัด ทั้งแพรเกาะ ซิ่นเกาะ ถึงแม้ว่าซิ่นเกาะจะทอขึ้นใหม่ก็ตาม ผู้คนมักมีความภูมิใจถ้าได้สวมใส่ และเป็นเกียรติเสมอ ๒.บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม ทุกชุมชนชาติพันธุ์โส้ในจังหวัดนครพนม และจังหวัดสกลนครรับรู้ถึงการมีอยู่ของผ้าเกาะทราบถึง ความสำคัญ แต่ด้วยความยากและความซับซ้อนในกรรมวิธีการ ทำให้ผ้าเกาะค่อย ๆ หายไปจากชุมชนคงเหลือ แต่ผ้าเก่าไม่กี่ผืนที่ชาวบ้านหวงแหนกัน บางผืนมีอายุนับร้อยปี จะมีการทออยู่ในบางชุมชนเท่านั้นที่ยังสืบต่อ จากยุคบรรพบุรุษ เช่น ชุมชนโส้บ้านโพนจาน ชุมชนโส้หนองนางเลิง ชุมชนโส้นาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม และชุมชนโส้บ้านอีกุด บ้านกุดฮู บ้านโพนแพง อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ชุมชนชาติพันธุ์โส้เหล่านี้มีวัฒนธรรมการใช้ผ้าที่เข้มข้น จึงสามารถรักษาการทอผ้าประจำชาติพันธุ์ ของตนไว้ได้ เป็นผลทำให้กรรมวิธีการทอผ้ายังสืบต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน ทั้งนี้หน่วยงานรัฐยังคงสนับสนุนการใช้ ผ้าพื้นเมืองในเทศกาลสำคัญ รวมถึงในบางประเพณีสำคัญ อาทิ พิธีแซงสนาม ซึ่งเป็นพิธีเลี้ยงผีของชาวโส้ ซึ่งผู้คนที่เข้าร่วมจะแต่งกายด้วยผ้าเกาะอย่างเต็มความภาคภูมิในการเข้าร่วม
๔๙ ปัจจุบันยังมีบางชุมชนที่ยังคงรักและหวงแหนมรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังคงสืบสานการทอผ้าเกาะ กันต่อไป ถึงแม้ว่าจะยากลำบากด้วยการใช้เวลานาน ก็ยังอุตสาหะเพียรพยายามสืบสานกันต่อไปเรื่อย ๆ ทำให้ผ้าเกาะมีลมหายใจต่อมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อมีการทอผ้าอยู่ผู้คนจึงมีผ้าที่พร้อมจะนำมาใช้สอย เมื่อมี งานเทศกาล งานมงคล ผู้คนจะสวมใส่ผ้าเกาะโส้กันอย่างภาคภูมิ ทั้งนี้ยังซื้อหาเพื่อที่จะฝากมอบให้ญาติผู้ใหญ่ ในโอกาสสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของผ้าได้อย่างชัดเจน ส่วนที่ ๓. มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑.สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การศึกษา วิจัย (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) วิจัยเชิงคุณภาพ ในประเด็น - ผ้ามุกนครพนม - การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้ามุกนครพนม - การส่งเสริมและสืบทอดกรรมวิธีการทอผ้ามุกนครพนม พื้นที่ - ชุมชนในจังหวัดนครพนม วิธีการดำเนินงาน - เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เริ่มด้วยการวิจัยเชิงเอกสาร และการศึกษาภาคสนาม การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์ และหาแนวทางในการอนุรักษ์ฟื้นฟู การอนุรักษ์ ฟื้นฟู (ระบุวิธีดำเนินงานพื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) - จัดโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ผ้ามุกนครพนม และรณรงค์การสวมใส่ผ้ามุกนครพนมในสถานศึกษา และหน่วยงานทางราชการในสัปดาห์ละ ๑ วัน การสืบสานและถ่ายทอด (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) - จัดให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ในโรงเรียน หรือมีหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อศึกษาอย่างจริงจัง และจัดให้ มีศูนย์แสดงผ้ามุกนครพนม การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญา(ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) - จัดให้มีการพัฒนา เช่น การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากผ้ามุก ให้เป็นที่นิยมของตลาด การดำเนินงานด้านอื่นๆ(ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และ งบประมาณ) - การสร้างเครือข่ายชุมชนที่มีการทอผ้ามุก เพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็น ที่ยอมรับ ๒. มาตรการ ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอื่นๆที่คาดว่าจะดำเนินการในอนาคต - รณรงค์การสวมใส่ผ้ามุกในหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม
๕๐ ๓.การส่งเสริม สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม (ถ้ามี) - หน่วยงานภาครัฐ อาทิ เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ควรมีการสนับสนุน ให้ชุมชน มีการแข่งขันการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับผ้ามุก เช่น การประกวดผ้าชาติพันธุ์จังหวัดนครพนม และการประกวดการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าเกาะโส้ ส่วนที่ ๔ สถานภาพปัจจุบัน ๑.สถานการณ์คงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการปฏิบัติอย่างแพร่หลาย เสี่ยงต่อการสูญหายต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่มีการปฏิบัติอยู่แล้วแต่มีความสำคัญต่อวิถีชุมชนที่ต้องได้รับการฟื้นฟู ๒.สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม ผ้าเกาะ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เป็นผ้าที่ต้องใช้กรรมวิธีในการทอขั้นสูง ด้วยความยุ่งยากนี้จึงทำให้คนทอ มีน้อยลงอย่างน่าเป็นห่วง ปัจจุบันมีการทอน้อยมาก เหลืออยู่ไม่กี่ชุมชนดังนี้ กลุ่มทอผ้าชุมชนบ้านโพนจาน ตำบลโพนจาน อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ซึ่งชุมชนนี้เป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์โส้ทั้งหมู่บ้าน มีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการรื้อฟื้นวิถีความเป็นโส้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในชุมชนยังมีคนทอผ้า อยู่จำนวนมากกว่า ๔๐ ราย แต่ทว่าผู้ที่ทอผ้าเกาะมีไม่ถึง ๓ รายเท่านั้น ส่วนผู้ทอผ้าที่มีความรู้และประสบการณ์มาก ก็อายุมากกว่า ๘๐ ปี ซึ่งไม่สามารถทอผ้าได้อีกต่อไป ประกอบกับผู้ทอผ้านิยมทอแพรขิดทั่วไป และผ้ามัดหมี่ที่มี กรรมวิธีง่ายกว่าผ้าเกาะ ชุมชนบ้านนาขมิ้น ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ซึ่งมีผู้ทอผ้าจำนวนที่มากกว่า ๒๐ ราย แต่ไม่มีผู้ทอผ้าเกาะได้เลย สาเหตุมาจากการขาดหายบางช่วงเวลาทำให้องค์ความรู้ไม่ถูกถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง อีกทั้งผ้าเกาะรุ่นโบราณต่างถูกกว้านซื้ออย่างหนักจากเอกชนผู้ชื่นชอบในผ้าโบราณ ชาวบ้านที่ยังพอมีเหลืออยู่ ได้นำออกมาขายให้จนเกือบหมดชุมชนไป คนทอรุ่นหลังก็ทอไม่เป็นจัดได้ว่าสภาพการณ์น่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีชุนชนอื่น ๆ ที่มิได้กล่าวถึงทว่าชุมชนเหล่านั้นขาดการสืบสานจากรุ่นก่อน ทำให้ ผ้าเกาะเป็นผ้าที่มีลมหายใจอันแผ่วเบา บางชุมชนหลงเหลืองเพียงภาพถ่ายและความทรงจำว่า ชุมชนของตนเคยมี ผ้าเกาะที่สวยงาม สาเหตุของความสูญหายนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ปัจจัย คือ ๑. สมัยนิยม การทอผ้าเพื่อใช้สอยเป็นวิถีดั้งเดิมของชุมชนในภาคอีสานรวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ทว่าเมื่อ เข้าสู่ยุคพัฒนาโดยภาครัฐที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก ทำให้ผู้คนในชุมชนต่างพากันออกจากชุมชน เพื่อไปเป็นลูกจ้างแรงงาน เมื่อกลับมาจึงนำเอาวิถีวัฒนธรรมต่างถิ่นกลับเข้ามาด้วย ซึ่งทำให้การใช้ ผ้าทอชุมชนเกิดความล้าสมัย ผู้คนจึงไม่นิยมการทอผ้าอีกต่อไป อย่างไรก็ตามเมื่อถึงช่วงเวลาที่ ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมวัฒนธรรมชุมชน อาทิ ผ้าทอพื้นเมือง ผู้คนจึงหวนกลับมาทอผ้าอีกครั้ง ทว่าขาดช่วงเวลาในการถ่ายทอด ผู้ทอผ้ารุ่นเก่าได้สิ้นอายุไขไปเกือบหมดจากชุมชนแล้ว หากจะ เหลืออยู่ก็มีอายุที่สูงมาก ไม่สามารถที่จะสอนถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อได้
๕๑ ๒. กระแสของเอกชนนักสะสมผ้าโบราณ ซึ่งต่างระดมทุนลงพื้นที่ซื้อผ้าโบราณอย่างหนัก ผู้คนในชุมชน จึงนำออกมาขายเพื่อใช้ทุนในการดำรงชีวีต ทำให้ผ้าเกาะรุ่นเก่าแทบสูญสิ้นไปจากชุมชน คงเหลือ เพียงผ้าเกาะรุ่นใหม่ที่มีความแตกต่างจากรุ่นเก่า โดยเฉพาะซิ่นเกาะที่ทั้งอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ณ เวลานี้เหลือเพียง ๓ ผืนเท่านั้น ในส่วนของอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร เหลือเพียง ๒ ผืน ซิ่นเกาะส่วนใหญ่ที่สมบูรณ์ตกอยู่กับเอกชนต่างถิ่นจนหมด ผู้ทอรุ่นปัจจุบันจึงขาด ตัวอย่างซิ่นเกาะ ทำให้มิสามารถทอขึ้นใหม่ได้ หรือผู้ที่เคยทอก็อายุสูงมากไม่สามารถทอได้อีก สภาพเสี่ยงต่อการสูญหาย ผ้าเกาะโส้ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าเป็นผ้าที่มีกรรมวิธีทอที่ยาก ซับซ้อน จึงทำให้ผ้านี้มีความสวยงาม โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แต่ด้วยกรรมวิธีที่ยาก ซับซ้อนนี้เป็นสาเหตุทำให้ผ้าเกาะขาดคนสืบต่อ หันไปทอผ้าชนิดอื่น ๆ ที่มีเทคนิคกรรมวิธีที่ง่ายกว่า และทันต่อความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งผ้าเกาะดั้งเดิมหายไปจากชุมชนจาก การกว้านซื้อของเอกชน จึงทำให้ผู้ทอผ้ารุ่นปัจจุบันไม่มีตัวอย่างในการทอ ถึงแม้ว่าจะมีช่างทอผ้าจากชุมชนอื่น พยายามทอขึ้นใหม่ก็ตาม ทว่ารูปลักษณ์กลับไม่เหมือนผ้าเกาะโส้ดั้งเดิมเท่าที่ควร ปัจจุบันถึงแม้ว่าจะมีกระแส ความนิยมผ้าเกาะโส้ที่เพิ่มมากขึ้น แต่ผ้าเกาะส่วนใหญ่ทอจากชุมชนอื่นไม่ใช่ชุมชนโส้ ๓.รายชื่อผู้สืบทอดหลัก เช่น บุคคล กลุ่มคน ..... เป็นต้น รายชื่อบุคคล / หัวหน้า / คณะ / กลุ่ม อาชีพ / อายุ องค์ความรู้ด้านที่ได้รับการ สืบทอด สถานที่ติดต่อ / โทรศัพท์ กลุ่มทอผ้าบ้านนาขมิ้น ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม นางสมดี ปัญหาชัย หัวหน้ากลุ่ม - ลวดลายผ้า / เทคนิคการ ทอผ้า/ วัสดุและวัตถุดิบใน การทอผ้า / กระบวนการ ทอผ้า ๐๙๖ ๒๗๙ ๔๓๘๘ กลุ่มทอผ้าบ้านดอนสวรรค์ ตำบล นาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์จังหวัด นครพนม นางคำดี ชมภูพระ หัวหน้ากลุ่ม - ๐๙๔ ๒๗๐ ๑๑๗๙ ชุมชนบ้านโพนจาน หมู่ ๒ ตำบล โพนจาน อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัด นครพนม - กลุ่มทอผ้าบ้านโนนอุดม หมู่ ๘ ตำบลโพนบก อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม -
๕๒ ส่วนที่ ๕ การยินยอมของชุมชนในการจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม (ไม่จำกัดจำนวน) ๑. นางสมดี ปัญหาชัย กลุ่มทอผ้าบ้านนาขมิ้น ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๒. นางคำดี ชมภูพระ หัวหน้ากลุ่มกลุ่มทอผ้าบ้านดอนสวรรค์ ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัด นครพนม ๓. นางแตง ดานหา กลุ่มทอผ้าบ้านนาขมิ้น ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๔. นางลี พันธ์จี กลุ่มทอผ้าบ้านโคกนาดี ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๕. กลุ่มบ้านโนนอุดม หมู่ ๘ ตำบลโพนบก อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๖. ชุมชนบ้านโพนจาน หมู่ ๒ ตำบลโพนจาน อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ขอรับรองข้อมูลตามเอกสารคำขอเสนอฯ และยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ลงชื่อ (นางสมดี ปัญหาชัย)
๕๓ ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก ๖.๑ เอกสารอ้างอิง ธวัชชัย ไพใหล. (2559). ประวัติศาสตร์ชาวไทยไทยโส้ อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร. วารสารบัณฑิตศึกษา. ปีที่ 13 ฉบับที่ 60 มกราคม – มีนาคม สัมภาษณ์ นางไต อุเทนจันทร์. (๒๕๖๗). บ้านห้วยพระ ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม นางเที่ยง ตามขมิ้น. (๒๕๖๗). บ้านนาขมิ้น ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม นางสมดี ปัญหาชัย. (๒๕๖๗). บ้านนาขมิ้น ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ๖.๒ บุคคลอ้างอิง นางไต อุเทนจันทร์ บ้านห้วยพระ ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม นางเที่ยง ตามขมิ้น บ้านนาขมิ้น ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม นางสมดี ปัญหาชัย บ้านนาขมิ้น ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม
๕๔ ๖.๓ รูปภาพ พร้อมคำอธิบายใต้ภาพ จำนวน ๑๐ ภาพ ภาพที่ ๑ รายละเอียด : ภาพการห่มแพรเกาะของชาวโส้ บ้านหนองนางเลิง ตำบลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม อายุ ๘๗ ปี แพรเกาะเป็นของมารดาที่ทอไว้ วันที่บันทึกภาพ : ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ผู้บันทึกภาพ : นายณัฏฐกรณ์ คำลุน ภาพที่ ๒ รายละเอียด : ภาพแพรเกาะของชาวโส้ บ้านคำเตย ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งแพรเกาะผืนนี้มีอายุนับร้อยปี ตกทอดมาสองรุ่น วันที่บันทึกภาพ : ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ผู้บันทึกภาพ : นายณัฏฐกรณ์ คำลุน ภาพที่ ๓ รายละเอียด : สิ่นเกาะ ของนางไต อุเทนจันทร์ อายุ ๗๕ ปี บ้านห้วยพระ ตำบลท่าจำปา อำเภอ ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ผ้าผืนนี้นางปัด ซาเส็ง ผู้เป็นมารดาเป็นผู้ทอ วันที่บันทึกภาพ : ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ผู้บันทึกภาพ : นายณัฏฐกรณ์ คำลุน
๕๕ ภาพที่ ๔ รายละเอียด : สิ้นเกาะบ้านดอนสวรรค์ ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม เดิมเป็นของ นางชู ซาเส็ง ปัจจุบันได้ขายแล้ว วันที่บันทึกภาพ : ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ผู้บันทึกภาพ : นายนพเก้า อุทัย ภาพที่ ๕ รายละเอียด : ซิ่นเกาะโส้ของบ้านโพนเพ็ก ตำบลโพนบก อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ปัจจุบันได้ขายแล้ว วันที่บันทึกภาพ : ไม่ปรากฏ ผู้บันทึกภาพ : นายนพเก้า อุทัย
๕๖ ภาพที่ ๖ รายละเอียด : ภาพการยืนยันความเป็นเจ้าของซิ่น เกาะผืนนี้ วันที่บันทึกภาพ : ไม่ปรากฏ ผู้บันทึกภาพ : นายนพเก้า อุทัย ภาพที่ ๗ รายละเอียด : แพรเกาะรุ่นโบราณอายุนับ ๑๐๐ ปี ทอด้วยฝ้ายแดงยอ เกาะลายด้วยไหม วันที่บันทึกภาพ : ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ผู้บันทึกภาพ : นายณัฏฐกรณ์ คำลุน ภาพที่ ๘ รายละเอียด : ซิ่นเกาะโส้ ที่ทอขึ้นใหม่ โดย นายจตุพล พันธ์อ่อน วันที่บันทึกภาพ : ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ผู้บันทึกภาพ : นายจตุพล พันธ์อ่อน
๕๗ ภาพที่ ๙ รายละเอียด : แพรเกาะโส้ที่มีการทออยู่ใน ยุคปัจจุบัน วันที่บันทึกภาพ : ภาพจาก MongKhon Jack Khamkhonsue ผู้บันทึกภาพ : MongKhon Jack Khamkhonsue ภาพที่ ๑๐ รายละเอียด : การสวมใส่ผ้าเกาะโส้ในงานเทศกาล โส้รำลึกTai Orathai วันที่บันทึกภาพ : ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ผู้บันทึกภาพ : Tai Orathai 6.4 ข้อมูลภาพถ่าย ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลเสียง (ระบุประเภทของสื่อที่แนบมาพร้อมคำอธิบาย) ข้อมูลภาพถ่าย ได้แก่ นายณัฏฐกรณ์ คำลุน นายนพเก้า อุทัย นายจตุพล พันธ์อ่อน และ MongKhon Jack Khamkhonsue ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว ได้แก่ นายณัฏฐกรณ์ คำลุน ข้อมูลเสียง ได้แก่ นายณัฏฐกรณ์ คำลุน 6.5 ข้อมูลผู้เสนอ ชื่อ-สกุล นายณัฏฐกรณ์ คำลุน หน่วยงาน อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครพนม เลขที่ อาคาร - หมู่ 9 ซอย - ถนน บายพาส ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม รหัสไปรษณีย์ 48110 โทรศัพท์ - โทรสาร – มือถือ 083-342-5344 อีเมล์ 6.6 ข้อมูลผู้ประสานงาน ชื่อ-สกุล นายณัฏฐกรณ์ คำลุน โทรศัพท์ - โทรสาร - มือถือ 083-342-5344 อีเมล
๕๘ แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม แบบ มภ. ๒ ส่วนที่ ๑ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. ชื่อรายการ ฟ้อนภูไทเรณูนคร ชื่อเรียกในท้องถิ่น ฟ้อนภูไทเรณูนคร ๒. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (เลือกได้มากกว่า ๑ ช่อง) วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานช่างฝีมือดั้งเดิม การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ๓. พื้นที่ปฏิบัติ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ๔. สาระสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป ฟ้อนภูไทเรณูนคร เป็นการฟ้อนรำตามแบบประเพณีที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ประจำชนเผ่าของกลุ่ม ชนชาวภูไท อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ซึ่งท่วงท่าและลีลาของการฟ้อนเป็นการเกี้ยวพาราสีกันระหว่าง หนุ่มและสาว โดยท่าฟ้อนจะเป็นการเลียนแบบมาจากธรรมชาติ เช่นอากัปกริยาของสัตว์ และต้นไม้ ฝ่ายชาย จะเน้นแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง ขยันขันแข็งในการทำมาหากินและสามารถปกป้องดูแลฝ่ายหญิงได้ ส่วน ฝ่ายหญิงจะเน้นแสดงลีลาท่าฟ้อนที่แสดงถึงความอ่อนช้อยสวยงาม ความเป็นกุลสตรี ฟ้อนภูไทเรณูนครที่เริ่มเป็นรูปแบบการฟ้อนรำจากการได้มีโอกาสฟ้อนรำถวายต่อหน้าพระที่นั่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ ณ หน้าวัด พระธาตุพนม วรมหาวิหาร เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายนพุทธศักราช ๒๔๙๘ ถือเป็นการฟ้อนรำเริ่มแรกต้นเค้า ของการฟ้อนภูไทเรณูนครที่เป็นรูปแบบการแสดง “ฟ้อนภูไทขาวแห่ต้นกัลปพฤกษ์” หลังจากนั้นสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิตฯ พระบรมราชินีนาถฯ ในรัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานและสร้างพระตำหนักภู พานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร และเสด็จมาประทับแรมอยู่บ่อยครั้ง จึงได้มีการคัดสรรการแสดงต่างๆ ใน พื้นที่ภาคอีสานขึ้นไปแสดงต่อหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ เป็นประจำทุกปีเมื่อเสด็จมาประทับแรมที่พระ ตำหนักภูพานราชนิเวศน์จากนั้นพุทธศักราช ๒๕๒๖ ได้มีการคัดเลือกนักแสดงการฟ้อนภูไทจากภูไท ๓ กลุ่ม คือกลุ่มภูไทกาฬสินธุ์ กลุ่มภูไทสกลนคร และกลุ่มภูไทเรณูนคร จังหวัดนครพนม และมีการจัดการประกวด ฟ้อนภูไทเพื่อที่จะนำการแสดงไปนำเสนอการแสดงทางวัฒนธรรมโดยติดตามเสด็จเพื่อที่จะเป็นการ ประชาสัมพันธ์ผ้าไหมแพรวาของชาวภูไท ครั้งนั้นฟ้อนภูไทเรณูนครได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนในการ
๕๙ นำเสนอรูปแบบการแสดงที่ไปประชาสัมพันธ์ผ้าไหมแพรวา และศูนย์ศิลปาชีพ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ต่อมา พุทธศักราช ๒๕๒๗ หลังจากที่ได้แสดงกลับมาแล้วทางราชสำนักได้คัดการแสดงชุดนี้ไปแสดงอีกหลาย ครั้ง จากปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ เป็นต้นมาฟ้อนภูไทเรณูนครจึงได้รับการคัดเลือกให้ไปฟ้อนต่อหน้าพระที่นั่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทุกปีที่เสด็จมาประทับแรมที่พระตำหนักภูพาน ราชนิเวศน์ ฟ้อนภูไทเรณูนครเป็นชุดการแสดงที่ทรงโปรดของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานทางราชการให้ความสำคัญและต้องการที่จะชื่นชมการ แสดงชุดนี้ ทำให้เป็นที่นิยมและมีการแสดงเพิ่มในพื้นที่บริเวณโดยรอบของชุมชนและพื้นที่ข้างนอกในการ แสดงชุดนี้เพิ่มขึ้น จากความต้องการทางด้านมหาชนคนไทย ส่งผลให้ศิลปะและวัฒนธรรมการแสดงของชุมชน มีการพัฒนาทั้งด้านจำนวนชุดฟ้อน จำนวนรอบของการแสดงและการเข้ามาในพื้นที่ชุมชนภูไทเรณูนครเพื่อที่จะดู การแสดง หรือแม้กระทั่งการไปแสดงนอกพื้นที่ของชุดการแสดงดังกล่าวส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในชุมชนและได้รับความนิยมจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้การสนับสนุนด้านศิลปะและวัฒนธรรมในชุมชน อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนจวบจนถึงปัจจุบัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงคุณูปการที่ให้มีการสนับสนุนและส่งเสริมจาก สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ ในรัชกาลที่ ๙ ที่ทำให้ชุมชนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาทางด้าน นาฏยศิลป์อย่างชัดเจน “พระธาตุพนมค่าล้ำ วัฒนธรรมหลากหลาย เรณูภูไท เรือไฟโสภา งามตาฝั่งโขง” การสร้างความทรงจำ จากกระบวนการอนุรักษ์รักษา การเปลี่ยนแปลงความทรงจำทางสังคมที่มีต่อศิลปวัฒนธรรมดำเนินอยู่ได้อย่าง ง่ายดายภายใต้การปฏิบัติสืบทอดในวิถีชีวิตของคนในสังคม ดังนั้น การแสดงการฟ้อนรำของชาวเรณูภูไทเรณูนครซึ่ง ได้รับการยอมรับจากมหาชนว่าเป็นการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่น จึงนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ทาง วัฒนธรรมด้านการแสดงมาประกอบใช้ในคำขวัญประจำจังหวัดนครพนมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัด จึงเป็น การสร้างความทรงจำให้เกิดแก่ผู้คนที่ได้รับทราบ และสะท้อนให้เห็นคำขวัญนั้นโดยง่ายจึงนำมาเป็นสัญลักษณ์ ของการท่องเที่ยวภาคอีสานด้วย ดังจะเห็นได้จากการนำภาพการฟ้อนภูไทเรณูนครหรือลักษณะของการผู้หญิง แต่งกายด้วยชุดฟ้อนภูไทเรณูนครเข้ามานำเสนอในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในภูมิภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในหลากหลายมิติมาโดยตลอด เช่น การนำภาพมาใช้เป็นสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลุกเร้าในการเชิญชวนนักท่องเที่ยว แม้แต่ป้ายการแสดงการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดนครพนมภาพของสาวภูไทเรณูนคร หรือการฟ้อนรำภูไทเรณูนครก็ จะถูกนำไปใช้ในป้ายดังกล่าว นั่นแสดงให้เห็นถึงลักษณะแนวทางการสื่อสารของพื้นที่ทางวัฒนธรรมของชาว จังหวัดนครพนมที่ปรากฏเป็นความหมายดังวัตถุประสงค์ของคำขวัญประจำจังหวัดมีความเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์และแสดงถึงสภาพสิ่งที่มีความน่าสนใจในตัวจังหวัดซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ให้เกิดกระบวนการ ขับเคลื่อนทางด้านสังคม ในการหยิบยกเอาวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นและสื่อถึงพื้นที่อันเป็นตัวแทนของของ เป็นชนเผ่าที่หลากหลายที่มีในจังหวัด แสดงถึงความเป็นมาของวัฒนธรรมในเขตลุ่มน้ำโขงโดยเฉพาะพื้นที่ของ ประเทศไทย ซึ่งแสดงให้ถึงคุณลักษณะพิเศษความมีตัวตนในพื้นฐานของสังคมในกลุ่มชนของจังหวัดนั้นๆ
๖๐ จากคำขวัญจังหวัดนครพนมที่กล่าวมาแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดและเป็น ที่น่าสนใจในด้านต่างๆซึ่งเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อ่านคำขวัญนั้นจะต้องมาชื่นชมหรือ มาสัมผัสสิ่ง ต่างๆ เหล่านั้นเพื่อสามารถนำกล่าวว่าได้มาถึงจังหวัดนั้นๆ แล้ว ในคำขวัญจังหวัดนครพนมมีวรรคหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า “เรณูภูไท” จากคำนี้กล่าวถึงอำเภอเรณูนครที่มีชาวภูไทซึ่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรมที่เด่นชัดและสามารถที่จะนำเสนอในรูปแบบของวัฒนธรรมโดยเฉพาะวัฒนธรรมของการฟ้อนรำภูไท เรณูนครทำให้มีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมการแสดงของชาวภาคอีสาน เป็นที่ชื่นชม ของเหล่าผู้มาเยือนจังหวัดนครพนมจากคำเล่าลือต่างๆ ทำให้ผู้ที่มาเยือนจังหวัดนครพนมต้องได้ชมการฟ้อนรำ ภูไทเรณูนครที่เป็นความงามทางด้านศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะ ทั้งนี้ส่งผลถึงผู้คนที่ได้ชมการแสดงในชุดฟ้อน เรณูภูไทจะชมการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมผ่านสิ่งเร้าในด้านของวาทกรรม หรือคำขวัญประจำจังหวัดนครพนม นี่เป็นอีกกระแสหนึ่งที่ทำให้การแสดงการฟ้อนภูไทเรณูนครเป็นที่ต้องการและได้รับความนิยมที่จะชื่นชมศิลปะ และวัฒนธรรมของชาวเรณูภูไทอีกประการหนึ่ง นครพนมเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีชนเผ่า หรือชาติพันธุ์มากถึง ๙ ชนเผ่าด้วยกัน ประกอบไปด้วย ๑. ไท โซ่ ๒. ไทญ้อ ๓. ไทกะเลิง ๔. ไทแสก ๕. ไทข่า ๖. ไทลาว ๗.ไทภูไท ๘. ไทกวน ๙. ไทตาด และ ๒ เชื้อชาติ เวียดนาม และจีน แต่ละกลุ่มชนก็มีศิลปะและวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างและหลากหลายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งประชากรเหล่านี้ได้แบ่งกระจัดกระจายอยู่บนพื้นที่จังหวัดนครพนม ที่แบ่งเป็นอำเภอได้ทั้งหมด ๑๑ อำเภอ จังหวัดนครพนมถือเป็นดินแดนที่ขนานนามว่าเมืองแห่งพระธาตุ ซึ่งโดยหลักแล้วมีพระธาตุที่เป็นประจำจังหวัดที่ สำคัญ คือองค์พระธาตุพนม ปฐมเจดีย์แห่งลุ่มน้ำโขงที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ทั้งนี้ยังมีพระธาตุอีกกว่า ๑๐ พระธาตุในบริเวณใกล้เคียง มีสถานที่ทางด้านธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจสวยงามหลากหลายที่ในที่สุดของ การคัดกรองในด้านคำขวัญประจำจังหวัดนครพนมนั้นทางจังหวัดได้เล็งเห็นคุณค่าในส่วนของคำขวัญโดยคัด เอามาจากความเป็นอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่นำเสนอในมุมมองของความน่าสนใจทางด้านการ ท่องเที่ยวที่มีความน่าสนใจมากกว่าส่วนอื่นๆ จากคำขวัญที่ว่า “พระธาตุพนมค่าล้ำ วัฒนธรรมหลากหลาย เรณูภูไท เรือไฟโสภา งามตาฝั่งโขง” จากคำขวัญแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีความโดดเด่นและมีความจุดน่าสนใจ หนึ่งในคำขวัญประจำจังหวัดนครพนมได้หยิบยกเอา “เรณูภูไท”เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคำขวัญประจำจังหวัด แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความงดงามของศิลปะการแสดงทางวัฒนธรรมของชาวภูไทเรณูนคร ดังที่มีการนำเสนอ ในขั้นต้นแล้ว ส่งผลให้เป็นที่น่าสนใจและมีการสนับสนุนในด้านศิลปะและวัฒนธรรมของชุมชนชาวภูไทเรณูนครใน ภาคส่วน ท้องถิ่นจังหวัดนครพนมเป็นอย่างยิ่ง และสาเหตุของวาทกรรมนั้นก็ส่งผลถึงการสนับสนุนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านศิลปะและวัฒนธรรมทำให้ชุมชนแห่งนี้มีการประกอบกิจกรรมในส่วนของการรักษา ศิลปวัฒนธรรมด้านการแสดงและการสื่อถึงการนำวิถีชีวิตความเป็นอยู่เป็นกระบวนการประกอบสร้างทาง วัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนบ่อยครั้งขึ้น ทั้งภายในชุมชนเรณูนครเอง และการต้อนรับแขกผู้มาเยือนในตัว จังหวัดนครพนมทั้งหมด ซึ่งถือเป็นกลุ่มชนเผ่าที่มีความเข้มแข็งทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม ธำรงรักษาไว้ซึ่ง วัฒนธรรมของชนเผ่าตนไว้อย่างเหนียวแน่น
๖๑ จากที่กล่าวมาแสดงให้ว่าศิลปะและวัฒนธรรมของชาวภูไทเรณูนครในด้านวาทกรรมในส่วนของคำ ขวัญจังหวัดนครพนมนั้น ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่และความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมการแสดงทางด้านนาฏยศิลป์ของ ชนเผ่าในนครพนมและรวมถึงชุมชนในภาคอีสาน เกิดแรงผลักดันในการส่งเสริมด้านศิลปะการแสดงนาฏยศิลป์ของ ชนเผ่าในจังหวัดนครพนมได้ ดังจะเห็นได้จากเกือบทุกโรงเรียนจะมีการนำเสนอการฟ้อนภูไทเรณูนคร ในวง ดนตรีโปงลาง หรือการต้อนรับแขกผู้มาเยือนพื้นที่ต่างๆ ในเขตจังหวัดนครพนม แม้กระทั่งชุดแต่งกายประจำ จังหวัดนครพนมก็ยังนำเอาเอกลักษณ์ของสีชุดภูไทเรณูนครและการแต่งคลิปแถบแดงของชาวภูไทเรณูนครเข้า ไปสวมใส่ให้เกิดกระบวนการทางด้านอิทธิพลของศิลปะการแสดงนาฏยศิลป์ภูไทเรณูนครเข้ามามีบทบาทอย่าง มากในพื้นที่จังหวัดนครพนม ๕. ประวัติความเป็นมา ชาวภูไท อพยพมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีนเข้าสู่บ้านนาน้อยอ้อยหนู เมืองเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนามปัจจุบัน อพยพต่อมาเนื่องจากพื้นที่มีจำนวนจำกัด เกิดการขยายตัว เกิดการขัดแย้ง จึงได้มา ตั้งบ้านเมืองที่ใหม่บริเวณ เมืองวัง เมืองอ่างคำ เมืองเซโปน เมืองพิน เมืองนอง สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ต่อมาชาวภูไทในเมืองวังได้ขัดแย้งในการปกครองระหว่างสายเลือดจึงเกิดการอพยพข้ามฝั่ง แม่น้ำโขงในบริเวณท่าน้ำธาตุพนม(ฝั่งไทย) และเดินทางต่อไปยังแถบบริเวณหนองหานแต่สภาพอากาศไม่ เหมาะสมเนื่องจากปกติเคยอาศัยอยู่บริเวณที่ราบหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบไว้กำบังลมอีกทางหนึ่ง จึงไม่คุ้นชิน กับสถาพอากาศที่มีลมผัดผ่านแรง ทั้งมีน้ำมาก สภาพอากาศลมและชื้น จึงทำให้เด็กและคนชราเกิดอาการป่วย ไข้และล้มตายมาก จึงมีแนวคิดว่าจะอพยพข้ามแม่น้ำโขงกลับ ก่อนจะข้ามแม่น้ำโขงจึงพาขบวนผู้อพยพไปแวะ นมัสการพระธาตุพนม ท่านเจ้าอาวาสสมัยนั้นได้สอบถามและก็ได้แนะนำให้ไปตั้งถิ่นฐานบริเวณใกล้เคียง ณ บ้านดงหวายสายบอกแก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากธาตุพนม อันมีชัยภูมิที่เหมาะสมกับการตั้งถิ่นฐานใหม่ ต่อมาชาว ภูไทได้อพยพจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง(ฝั่งลาว)มายังฝั่งขวามากขึ้นเรื่อยๆเป็นระลอกๆจากสาเหตุที่ต่างกัน แต่เนื่อง ด้วยพื้นเพสายเลือดชาวภูไทมีความผูกพันธ์และมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น ในขณะนั้นไม่มีร้านสะดวกซื้อ หรือโรงแรมผู้คนที่อพยพมาจากฝั่งซ้ายจึงต้องมาแวะที่เรณูนครและใช้ชีวิตโดยการทำมาหากิน และแบ่งข้าว ปลาอาหารก่อนที่จะไปตั้งถิ่นฐานต่อไปในพื้นที่ใหม่ดังนั้นพื้นที่เรณูนครจึงเป็นพื้นที่จุดสำคัญในการเป็น เครือข่ายเชื่อมโยงพี่น้องชาวภูไทที่ข้ามฝั่งแม่น้ำโขงมาแล้ว ซึ่งหากแม้นกลุ่มใดมีพื้นที่และข้าวปลาอาหารแล้ว แต่ก็ยังคงต้องแวะเวียนมาถามไถ่ถึงบุคคล ญาติพี่น้องที่ได้อพยพมาก่อนแล้ว ก็จะติดตามเดินทางไปหาตาม จุดมุ่งหมายของคนที่ต้องการพบเจอ ด้วยเหตุนี้ ชุมชนชาวภูไทเรณูนครจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เมืองเว” (คำว่า “เว” หมายถึง การแวะเวียน หรือวนกลับในภาษาภูไท ซึ่งตรงกับการที่คนที่ต้องการสอบถามข้อมูล ถึงแม้ไปต่างพื้นที่แล้วแต่ต้องวนกลับมาถามบุคคลที่ต้องการพบเจอชาวภูไทด้วยกันเองในพื้นที่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง) โดยเฉพาะเรณูนครถือว่าเป็นศูนย์กลางของกลุ่มชาติพันธ์ชาวภูไทในประเทศไทย เพราะการข้ามฝั่งแม่น้ำโขงเข้า มาชาวภูไทส่วนใหญ่จะต้องแวะเวียนเข้ามาหาชุมชนแห่งนี้และสอบถามพร้อมทั้งแบ่งปันข้าวปลาอาหาร เพื่อที่จะไปสร้างบ้านแปลงเมืองในพื้นที่ต่างๆ ต่อไปโดยในหลายพื้นที่ ดังปรากฏการณ์บอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่
๖๒ ของชาวภูไทที่อื่นๆ ว่าชาวเรณูนครเป็นพี่ใหญ่เป็นเชื้อเป็นสายที่นับว่าเป็นพี่ในการแบ่งปันข้าวปลาอาหารแล้ว ก็แบ่งปันสิ่งต่างๆ ไปใช้ในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่ เช่น เขาวง กุฉินารายณ์ คำม่วง นายูง คำชะอี เป็นต้น หรือหลากหลายที่ของชาวภูไทในประเทศไทย ประเพณีวัฒนธรรมชาวภูไทเรณูนครยึดตามครรลองชาว อีสานทั่วไปในฮีตสองคลองสิบสี่ โดยมีความใกล้เคียงกันแต่มีภาษาที่มีความแตกต่างกันในสำเนียง ยังคงรักษา ศิลปะและวัฒนธรรมในพิธีการบายศรีสู่ขวัญในวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ความเชื่อของชาวภูไทเรณูนี้มีความเชื่อใน ด้านของนับถือ ผีบรรพบุรุษ และนับถือศาสนาพุทธ ในด้านการนับถือผีบรรพบุรุษจะเป็นการนับถือของปู่ถลา ซึ่งถือเป็นใจกลางบ้านหรือสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชนภูไทเรณูนครซึ่งมีความเชื่อว่าท่านจะสิงสถิตปกปักษ์ รักษา และช่วยเหลือผู้คนชาวเรณูนครในสิ่งต่างๆ ซึ่งประวัติท่านเป็นนักรบที่ดูแลและปกป้องชาวภูไทเรณูนคร ภูมิศาสตร์ ชุมชนเรณูนครมีพื้นที่อาณาเขตติดต่อกับอำเภอธาตุพนม อำเภอนาแก อำเภอวังยาง สภาพภูมิ ประเทศมีอาณาเขตไม่ติดแม่น้ำโขง ใกล้เคียงท่าของแม่น้ำโขงอย่างธาตุพนมจึงมีการถ่ายเทผู้คนในพื้นที่ที่มี ความหนาแน่นอย่างเมืองท่า ใหญ่โบราณในลุ่มน้ำโขงอย่างธาตุพนมนั้นเอง โดยเฉพาะการผ่อนปรนความ หนาแน่นผู้คนของชาวกุลาที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ในพื้นที่ชุมชนชาวภูไทเรณูนครถือเป็นที่พักอาศัยที่เป็นแหล่งหนึ่ง ที่มีความผสมผสานทางด้านวัฒนธรรมของชาวกุลาและชาวภูไทตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากการ บันทึกจดหมายเหตุสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ นั้นเอง จากสาเหตุดังกล่าวจึงทำให้เห็นถึงการ ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่โดยเฉพาะชาวกุลาที่เข้ามาค้าขายส่วนใหญ่เป็นชายและได้แต่งงานอยู่กินกับ หญิงสาวชาวภูไทเรณูนคร และได้แฝงตัวพร้อมทั้งอยู่ในชุมชนภูไทเรณูนครจนกลายเป็นหนึ่งในชุมชนภูไทเรณู นคร จะเห็นได้ว่ามีลักษณะศิลปะและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกับกลุ่มชนชาวกุลาในพื้นที่ชุมชนภูไทเรณูอย่าง เห็นได้ชัด จากการบันทึกของศาลสมเด็จฯ และภาพอดีตของชุมชนแห่งนี้ รวมทั้งการฟ้อนรำที่มีลักษณะท่า ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ที่แฝงอยู่ในท่าภูไทเรณูนครด้วย เช่นกัน สภาพเศรษฐกิจสังคมในชุมชนแห่งนี้ชาวภูไทเรณูนคร ส่วนใหญ่จะเป็นสายเครือญาติกัน แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาสาธารณูปโภค การเข้ามาทางด้านเทคโนโลยี การศึกษาการ การค้าขาย และการเมืองการปกครอง ทำให้มีการปะปนกับกลุ่มอื่นๆบ้าง แต่ยังคงโครงสร้าง ความสัมพันธ์แบบเครือญาติเป็นส่วนใหญ่ในพื้นที่ มีการประกอบอาชีพหลักเป็นเกษตรกรรม การทำนาและยัง พบมีการปลูกฝ้ายเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจในการทำหัตถกรรมในชุมชน พร้อมทั้งมีอาชีพเสริมหลังจากฤดูกาลการ ทำนามีการทำมาค้าขาย ไปตามพื้นที่ในลักษณะค้าขายตรงโดยลักษณะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันพบว่า มีค้าขายแบบคาราวานและค้าขายแบบขายตรงคล้ายคลึงกับลักษณะของนายฮ้อยสมัยก่อน ยังพบว่าชุมชน แห่งนี้นิยมที่จะส่งเสริมให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือและมีการศึกษาขั้นสูงเพื่อเข้ารับข้าราชการค่อนข้างมาก อุปนิสัยชาวภูไทเรณูนครมีลักษณะคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสมี อัธยาศัยไมตรีที่ดีงามต่อบุคคลที่มาเยี่ยม เยือน และยังพบว่าชาวภูไทเรณูนครเป็นคนที่หัวคิดก้าวหน้า ทันสมัยทันยุคทันเหตุการณ์จากการสังเกตภาพ เก่าที่มีการการแต่งกาย และลักษณะของทรงผมนางฟ้อนนางรำในชุมชน เมื่อยุค 40-50 ปีที่แล้ว ส่งผลให้เห็น ถึงการรับเอาสิ่งใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งน่าจะได้รับมาจากลักษณะการที่ใกล้เมืองท่า และมีการค้าขายใน ชุมชนต่างพื้นที่จนถึงเมืองไทย(กรุงเทพมหานครฯ) จึงได้มีการแลกเปลี่ยนและรับเอาสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว แต่ ยังคงรักษาและยึดมั่นวัฒนธรรมหลักของตัวเองได้อย่างชัดเจน การแต่งกายเดิมชาวภูไทเรณูแต่งกายนิยมแบบเสื้อคอ
๖๓ จีนแขนสามส่วน-สี่ส่วน ไม่เต็มแขนเผื่อไว้ไส่กำไล มีกระดุมเงินหรือกระดุมมัดตามสถานภาพทางเศรษฐกิจของ แต่ละบุคคล หรือตามโอกาสต่างๆ ชายนิยมใส่กางเกงขาก๊วยและใส่โสร่งได้เวลาที่อยู่บ้าน หญิงนิยมใช้ซิ้นต่อตีน พบผ้าโบราณที่เรียกว่า “ผ้าเก็บดอก” ซึ่งมีลักษณะคล้ายแพรวาของชาวภูไทกาฬสินธุ์ซึ่งอาจมีลักษณะเป็น แนวทางเดียวกันตามแบบภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาติพันธุ์ภูไทแต่ไม่ปรากฏการผลิตในปัจจุบันแล้ว ผ้านิยมใช้ ฝ้ายมากกว่าไหม เนื่องจากพื้นที่บางช่วงเวลามีอากาศหนาวจัด นิยมสีที่ใช้ธรรมชาติจากพื้นที่โดยนิยมใช้คราม แล้วก็สีแดงที่ได้จากครั่ง อดีตชาวกุลาที่อยู่ในเรณูนครนิยมขายน้ำแต้มน้ำย้อมส่วนมากจะมีสีครามออกน้ำเงิน ซึ่งเป็นน้ำสีในการผสมเพื่อย้อมผ้าในสมัยโบราณที่ได้รับความนิยมจากคนในพื้นที่อีสาน เครื่องประดับจะนิยม เป็นเงินมากกว่าทอง เนื่องจากทองคำสมัยก่อนเป็นสิ่งที่หายากกว่าเงิน แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างตามสถานภาพ ทางเศรษฐกิจของแต่ละบุคคล พบว่ามีเครื่องประดับที่แปลกตาออกไป จากพื้นที่ของภูมิภาคอีสานทั่วไป เนื่องจากการค้าขายจากหัวเมืองฝั่งเหนือจนถึงหัวเมืองทางสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับเมืองท่าอย่างธาตุพนม ดังจะกล่าว อ้างจากจดหมายเหตุสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุ ภาพ นั่นเอง ปัจจุบันนิยมแต่งกายแบบปกติสากลทั่วไป ตามแฟชั่นและกาลเทศะในปัจจุบัน แต่หากเมื่อมีงาน พิธีหรือบุญเทศกาลชาวภูไทในชุมชนจะแต่งกายแบบพื้นเมืองประยุกต์ซึ่งเป็นการนำเอาผ้าพื้นเมืองมาตกแต่ง และสวมใส่ให้มีความสวยงามตามแบบสมัยนิยมมากขึ้น แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้โดยการใช้ผ้าฝ้ายที่ทอจาก ชุมชนเรณูนครเอง พัฒนาการทางด้านการแสดงนาฎยศิลป์ของชาวภูไทเรณูนคร ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนแห่งวัฒนธรรม ทางด้านนาฏยศิลป์ที่มีความยาวนานมากกว่า ๖๐ ปีแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่น ชัดเจนในกลุ่ม มีรูปแบบการพัฒนาออกเป็นช่วงๆ ดังต่อไปนี้ ๑. พ.ศ.๒๔๙๕ การก่อกำเนิดฟ้อนบายศรีในชุมชนภูไทเรณูนคร เพื่อการต้อนรับหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ณ อยุธยา ๒. พ.ศ. ๒๔๙๘ การกำเนิดฟ้อนภูไทเรณูนครโดยใช้ชื่อชุด “ฟ้อนภูไทขาวแห่ต้นกัลปพฤกษ์” ซึ่งเป็น หนึ่งในแปดชุดการแสดง ณ ที่ประทับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จพระราชกุศลนมัสการองค์พระธาตุพนมในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ในปีดังกล่าว ๓. พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๑๐ เป็นช่วงบ่มเพาะนาฏยศิลป์ของภูไทเรณูนคร เนื่องด้วย หลังจากนั้นชาวภูไทเรณูนคร ได้รับการเลือกไปแสดงในจังหวัดนครพนมและได้นำเอาการเยี่ยมเยือนของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้ามาในชุมชน ทำให้เกิดการแสดงเพิ่มมากขึ้นซึ่งมีการตัดท่าจาก ๖ ท่าเป็น ๕ ท่า และต่อมาได้มีการเพิ่มท่าฟ้อน ๔ ท่า รวมเป็น ๙ ท่า ๔. พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๒๐ เป็นช่วงของการปรับปรุงการแสดงฟ้อนภูไทและนำเอาชุดการแสดงฟ้อนบายศรี และฟ้อนอื่นๆอีกประมาณสองถึงสามชุดเพื่อให้มีความหลากหลายในการนำเสนอรูปแบบของการแสดงในพื้นที่ ชุมชนเรณูนคร
๖๔ ๕. พ.ศ. ๒๕๒๑-๒๕๓๐ เป็นช่วงของการคงรูปช่วงที่หนึ่งซึ่งการแสดงแต่ละการแสดงเป็นรูปแบบคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมแต่ว่ามีลักษณะของการทำซ้ำและก็นำเสนอในบริบททางสังคมในพื้นที่ชุมชนแห่งนี้ อย่างต่อเนื่อง ๖. พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๔๕ เป็นช่วงของการปรับปรุงช่วงที่สองของชุมชนแห่งนี้สาเหตุ เนื่องจากมีการนำ วงดนตรีโปงลางในพื้นที่ชุมชนแห่งนี้จากกระแสความนิยมของวงโปงลางในพื้นที่ภูมิภาคอีสาน ๗. พ.ศ. ๒๕๔๕-ปัจจุบัน เป็นช่วงของการคงรูปในลักษณะของการต้อนรับขับสู้และการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการฟ้อนภูไทในชุมชนภูไทเรณูนคร เอกลักษณ์การฟ้อนหลักของชาวภูไทเรณูนคร คือ ฟ้อนภูไทเรณูนคร ซึ่งแตกต่างจากฟ้อนภูไทในกลุ่มอื่นๆ โดยจะเป็นลักษณะของการโยกตัว การเอี้ยวลำตัว และรักษาสมดุลในการทรงตัวของผู้ฟ้อนในการยกขาสูงของ ผู้ฟ้อนชาย และการเอี้ยวบิดลำตัวของท่าฟ้อนหญิง ใช้ลำตัวให้เกิดความสมดุลในตัวของผู้ฟ้อนแต่ละคน ฟ้อน ชุดนี้มีลักษณะของการใช้หลังมือออก ซื่งปกติฟ้อนอีสานและนาฏยศิลป์ไทยทั่วไปจะนิยมใช้หน้ามือออก การใช้ ขาและการใช้ปลายเท้าในการโยกลำตัวเพื่อให้เกิดปรากฏของการหมุนเวียนเปลี่ยนไปในลักษณะการใช้มือที่ เป็นเลขแปดและการใช้เท้าวาดไปตามจังหวะ ท่าฟ้อนรำเป็นการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่ม-สาว ท่าฟ้อนชาย มีลักษณะเป็นอิสระ บางครั้งด้นสด (improvisation) โดยเป็นการใช้ปฏิภาณไหวพริบของผู้ฟ้อนชาย โดยเห็น ในท่วงท่าลีลาการเดี่ยวโชว์แต่ละครั้ง จะมีเอกลักษณ์และท่าทางที่แปลกแตกต่างกันตามแต่ผู้ที่เดียวโชว์จะ แสดงออกมาของฝ่ายชาย ซึ่งมีลักษณะที่ไม่ตายตัว แต่เน้นลีลาเฉพาะตัว ที่สามารถบ่งบอกให้เห็นถึงวิธีการ ฟ้อนแบบเกี้ยวพาราสีฝ่ายหญิง และเป็นการฟ้อนบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้ท่าฟ้อนของฝ่ายชายจะมีลักษณะ แตกต่างกันบ้างอันแล้วแต่ลีลาเฉพาะบุคคล แต่ก็ยังมีงานโครงสร้างเหมือนกันตามรูปแบบการแสดงในการ แสดงแต่ละครั้ง นักแสดงคนเดียวกันอาจจะมีลักษณะท่าฟ้อนที่มีความแตกต่างกันโดยไม่เหมือนเดิมได้ จึงมี เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการฟ้อนชุดนี้ ๖. ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การฟ้อนรำประเพณีภูไทเรณูนคร เป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรมแบบพื้น ของชาวภูไท เมืองเรณูนคร ที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของชาวภูไทเรณูนครอย่างชัดเจน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดสืบต่อ กันมาเป็นจากบรรพบุรุษของชาวภูไทเรณูนคร ในเดิมเรียกการฟ้อนชนิดนี้ว่า “ฟ้อนละครไทย” เป็นการ แสดงออกซึ่งแสดงถึงความสามัคคีในหมู่คณะเดียวกัน โดยการจับกลุ่มละเล่นฟ้อนรำเพื่อความสนุกสนานใน งานเทศกาลบุญเดือน ๕ ประเพณีบุญผเวส เทศน์มหาชาติ และเดือน ๖ ประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลอง อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการนมัสการองค์พระธาตุเรณูและเป็นการฟ้อนถวายแถนหรือพญาแถน เพื่อขอฟ้าขอฝน ให้ตกถูกต้องตามฤดูกาล ในการฟ้อนรำสมัยก่อนนั้นเป็นการฟ้อนรำตามความถนัด ความสามารถ ของแต่ละ บุคคล ไม่ได้เน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมเพรียง แต่เน้นลีลาท่าฟ้อนรำและอารมณ์ที่แสดงออกมา ส่วน
๖๕ ใหญ่จะเป็นผู้ชายล้วน จับกลุ่มกันฟ้อนรำ และเที่ยวหาสาโท ตามคุ้มต่างๆ ในหมู่บ้าน เมื่อแต่ละกลุ่มเจอกันก็จะ ฟ้อนเข้าหากัน เป็นการฟ้อนรำเพื่ออวดสาวและแสดงความเข้มแข็งของผู้ฟ้อน ถ้าหากว่าสาวใดมีความพอใจก็ จะออกมาร่ายรำด้วย โดยเฉพาะหนุ่มชาวภูไท ที่มีฐานะดีเป็นพวกพ่อค้าหรือที่เรียกว่า “นายฮ้อย” จะมีการ แต่งตัว โดยการนุ่งผ้าหางโจงกระเบน แล้วปล่อยหางผ้าโจงให้ยาว หรือที่เรียกว่า “นุ่งผ้าหาง” ฟ้อนลากหางไป ตามลานกว้าง วาดลวดลายอวดสาวๆ อวดสักขาลาย และอวดความเป็นใหญ่ในพื้นที่ หากผู้ใดเหยียบ หรือข้าม จำต้องมีการชกต่อยกัน แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่มีผู้ใดกล้าเหยียบผ้าหางนั้น ถือเป็นการให้เกียรติและเคารพซึ่งกัน และกัน การฟ้อนส่วนมากจะเป็นท่าที่เลียนแบบมาจากการเคลื่อนไหวจากธรรมชาติ ทั้งจาก สัตว์และต้นไม้เช่น ท่านกกระบาบินเลียบหาด ท่าจระเข้ฟาดหาง ท่าเสือออกเหล่า ท่าลมพัดพร้าว เป็นต้น ต่อมาในปี พ .ศ. ๒๔๙๘ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถฯ รัชกาลที่ ๙ ทรงเสด็จพระ ราชดำเนิน ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม การฟ้อนภูไทเรณูนครจึงได้จัดเตรียมการฟ้อนถวาย โดยครั้งนี้ได้เริ่มมีการจัดการฟ้อนให้เป็นรูปแบบขึ้นเป็นครั้งแรก มีการนำฝ่ายหญิงมาร่วมฟ้อนด้วย เป็นท่าทีอ่อน ช้อยสวยงาม เป็นที่พอพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนัก นับแต่นั้นมาการฟ้อนภูไทก็ได้สืบสานมาจวบจนปัจจุบันนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปด้านนาฏกรรมประจำท้องถิ่นชาวภูไท อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม พ.ศ. ๒๔๙๕ มีการแสดงทางด้านนาฏยศิลป์อย่างเป็นรูปแบบขึ้นเป็นครั้งแรกในชุมชนชาวภูไทเรณูนคร เป็น การฟ้อนต้อนรับคณะครูจากโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย และได้นำเอาบทเพลงฟ้อนบายศรีสู่ขวัญมาจากกรมป่า ไม้จังหวัดอุดรธานี สันนิฐานว่าน่าจะมาอาจารย์พะนอ กำเนิดการ ซึ่งบิดาของท่านเป็นผู้ทำงานในกรมนี้ใน จังหวัดอุดร และในระยะเวลานั้นท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านนาฏยศิลป์ที่มีชื่อในแถบภาคอีสาน ต่อมามีการ ฟ้อนบายศรีนี้อย่างต่อเนื่องควบคู่กับฟ้อนภูไทเรณูนครจนถึงปัจจุบัน เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถฯเสด็จประพาสมณฑลอีสาน ในวโรกาสทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันมาฆะบูชาที่วัดพระธาตุพนมวรวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ทาง จังหวัด โดยนายฉลอง รมิตตานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (ในสมัยนั้น) ทำหนังสือเชิญให้ชาวไทยเผ่าต่าง ๆ ในเขต จังหวัดนครพนม และจังหวัดใกล้เคียงนำการแสดงมาคัดเลือกโดยมีอาจารย์สวาท รัตนวราหะ ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนสตรีนครพนม มาเป็นที่ปรึกษาและผู้ที่มีความเกี่ยวข้องฝ่ายชาย คือ อาจารย์ชม เตโช อาจารย์ประวัติ มณีปกรณ์ อาจารย์ทวี ราชชมพู อาจารย์คำนึง อินทร์ติยะ กำนันลุย อินทร์ติยะ ผู้ใหญ่เดช เตโช ผู้ใหญ่พลคำ อินทร์ติยะ ฝ่ายหญิง คือ อาจารย์คำเสาร์ ธงยศ อาจารย์ประพิศ อินทะสันตา มาคัดเลือกท่าฟ้อนและเรียบ เรียงท่าฟ้อนในครั้งนั้นได้เลือกผู้อาวุโสที่มีความสามารถในการฟ้อนละครไทย ฟ้อนเลาะตูบ ได้เลือกเอา ๕ ท่านมาเป็นแบบคือ ๑. ปู่ควันทองฟ้า แก้วมณีชัย (เสียชีวิต) ๒. ปู่เชียงชลี ขอดเมชัย (เสียชีวิต) ๓. ปู่หนูเวียง คัดทะจันทร์(เสียชีวิต) ๔. ปู่หลวงนรินทร์ คัดทะจันทร์(เสียชีวิต) ๕. ปู่สูนทะวงค์ แก้วมณีชัย (เสียชีวิต)
๖๖ เมื่อนางเติมสุข ระมิตานนท์ ภรรยานายฉลอง ระมิตานนท์ผู้ว่าราชการในเวลานั้น มาดูการซ้อม ฟ้อนจึงมีความคิดให้คณะดำเนินการฝึกซ้อมร่วมกันพิจารณาคัดเลือกหญิงสาวและชายหนุ่มหน้าตาดีชาวภูไท เรณูนครมาฟ้อนคู่ผู้ชาย ก่อนเดือนสาม พ.ศ. ๒๔๙๘ ทางคณะจึงนำท่าฟ้อนของผู้เฒ่าทั้ง ๕ มาปรับท่าฟ้อนให้ มีทั้งชายและหญิงมาฟ้อนเข้าคู่กันโดยชายยืนเข้าหาคู่ทางขวามือของหญิง จากการสัมภาษณ์คุณยาย บุญยืน เตโช ได้กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนท่านั้นนางเติมสุข ได้แนะนำไห้ปรับท่าจากเดิมที่ชาวเรณูนครนั้นได้คิด แต่ชาวเรณูนครนั้นไม่ได้เอาตามความคิดของนางเนื่องจากผู้นำกลุ่มในขณะนั้นคือ อาจารย์คำนึงคิดว่าไม่สวย และไม่ใช่คนภูไท การฟ้อนชนิดนี้ควรเป็นความคิดของชาวภูไทเรณูนคร จึงเกิดการผิดใจกันเล็กน้อย นางเติมสุข จึงทำหน้าที่แค่มาดูความเรียบร้อยในการฝึกซ้อมบางครั้งเท่านั้น เพื่อความเรียบร้อยควบคู่กับกลุ่มการ แสดงอื่นๆ ที่นำมาแสดงในงานดังกล่าว รายนามผู้แสดงฟ้อนภูไทแห่ต้นกัลปพฤกษ์มีดังนี้ ฝ่ายชาย นายคำนึง อินทร์ติยะ (เสียชีวิต) นายทองมาก แก้วมณีชัย (เสียชีวิต) นายคำนุน หุ่นศิริ(เสียชีวิต) นายประวัติ มณีปกรณ์(เสียชีวิต) นายทวี ราชชมพู(เสียชีวิต) นายมัทราช บัวบาน (เสียชีวิต) นายประพิศ อินทะสันตา (เสียชีวิต) นายชม เตโช (เสียชีวิต) นายกาสี ธงยศ (เสียชีวิต) นายวิจิตร แก้วมณีชัย (เสียชีวิต) ฝ่ายหญิง นางคำเสาร์ ธงยศ (เสียชีวิต) นางใสสะอาด อินทร์ติยะ (เสียชีวิต) นางสมบูรณ์ ตุ้ยนวล (เสียชีวิต) นางบุญยืน เตโช (เสียชีวิต) นางสาวนิลทอน อินทร์ติยะ (เสียชีวิต) นางสาวจันทร์เรือง เกสรราช (เสียชีวิต) นางสาวเต็งคำ ราชชมพู(เสียชีวิต) นางสาวมิตรไทย จันทร์ไต(เสียชีวิต) นางสาวจันทร์ยืน ลำพูน (เสียชีวิต)
๖๗ ท่าฟ้อนที่เป็นรูปแบบในครั้งแรกมีทั้งหมด ๕ ท่า ดังนี้ ๑. ท่ากาเต้นก้อน ๒. ท่าลำเพลิน ๓. ท่าลมพัดพร้าว ๔. ท่ารำม้วนหรือท่ากาเต้นก้อนข้าวเย็น ๕. ท่าถวายบังคม “การแสดงถวายต่อหน้าที่ประทับในครั้งนั้น เป็นการจุดประกายให้วงการฟ้อนอีสานเริ่มเข้าสู่พัฒนา ตามลำดับสมัย ฟ้อนแบบเรณูนครจึงถือเป็นต้นแบบรากเหง้าของนาฏยศิลป์อีสานที่สำคัญอีกจุดหนึ่งในเขตพื้นที่ ภาคอีสาน การฟ้อนภูไทเรณูนครยุคแรกเป็นการฟ้อนหน้าที่ประทับ และมีการฟ้อนหน้าที่ประทับเกิดขึ้นอีกครั้ง หนึ่ง คือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร จังหวัดนครพนม และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลประกอบการพระราชพิธีสมโภชพระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ลำดับการแสดงมีดังนี้ ๑. ฟ้อนหางนกยูงของไทลาว ๒. ฟ้อนภูไทขาวแห่ต้นกัลปพฤกษ์ (ฟ้อนภูไทเรณูนคร) ๓. ฟ้อนบูชาของไทย้อ ๔. การละเล่นแสกเต้นสากของไทแสก ๕. ฟ้อนนมัสการพระธาตุพระพนมของไทคำม้วนไทคำเกิด ๖. การละเล่นโซ่ทั้งบั้งของไทโซกุสุมาลย์ ๗. ฟ้อนนมัสการพระธาตุพระพนมของไทเหมย ๘. ฟ้อนบูชาพระธาตุพนม หลังจากนั้นการฟ้อนภูไทเรณูนครได้ปรับปรุงเพื่อออกแสดงในการต้อนรับแขกของอำเภอและ จังหวัดเรื่อยมา พร้อมทั้งฟ้อนกันตามงานบุญ การฟ้อนพัฒนาอย่างต่อเนื่องจน ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เริ่มมีการเป็น รูปแบบจากเดิมที่ไม่มีการฟ้อนเดี่ยว เพิ่มมีการฟ้อนเดี่ยว และ ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ อาจารย์คำนึง อินทร์ติยะ มี ความคิดที่เอาการฟ้อนมวยกุลาเข้ามาในการฟ้อนภูไทเรณูนคร เนื่องจากในอดีตชาวกุลาได้ผ่านเข้ามาค้าขาย ในพื้นที่เรณูนครและได้แต่งงานอยู่กินกับสาวชาวภูไทจำนวนไม่น้อย (จากการสัมภาษณ์บุคคลในชุมชน ๒๕๔๖) จึงให้ผู้ฟ้อนที่เป็นชายไปฝึกกับอ่าวต่าหรือ นายคำตา ลำพูน เป็นชาวกุลา (ไทยใหญ่) เมืองแพร่ อาศัย อยู่ที่เรณูนคร รายนามผู้ฝึกมวยกุลามี ๑๒ คนดังนี้ ๑. นายสุธรรม ประสานพันธ์(เสียชีวิต) ๒. นายสุนันท์ พรรณุวงษ์ ๓. นายสุรชาติ ไชยภัคดี
๖๘ ๔. นายสิทธิพงษ์ อินทร์ติยะ ๕. นายส่งเสริม แก้วมณีชัย ๖. นายประชาศักดิ์ อ่างคำ ๗. นายเจิมศักดิ์ อินทร์ติยะ (เสียชีวิต) ๘. นายหวั่นไหว ปรัชญา ๙. นายมานะ วัชโน ๑๐. นายอุทิศ วิโย (เสียชีวิต) ๑๑. นายกมล แก้วมณีชัย (เสียชีวิต) ๑๒. นายชัยบดินทร์ สาลีพันธ์ ด้วยเหตุนี้การฟ้อนภูไทเรณูนครนั้นจึงได้มีการฟ้อนมวยกุลาเข้ามาเสริมในการฟ้อนชุดนี้ จากการเข้า มาของชาวกุลาในชุมชนทำให้เกิดการนำเอาวัฒนธรรมกุลาเข้ามาด้วยอย่างเลี่ยงมิได้ ส่งผลถึงนาฏกรรมการ แสดงของชาวภูไทเรณูนครเกิดการผสมผสานปรับตัวขึ้น แต่เนื่องจากกุลาที่เข้ามาค้าขายนั้นเป็นชาย จะมีการ แสดงก่อนการขายสินค้า น้ำแต้มน้ำย้อม(สีย้อมผ้า) เป็นการแสดงการฟ้อนรำในการนำเอาท่าฟ้อนซึ่งเน้นการ แสดงความเข้มแข็ง และแข็งแกร่งของบุรุษเพศ อาทิท่ามวยกุลา ท่าฟ้อนดาบ ท่าฟ้อนเจิง เป็นต้น จากลักษณะที่เป็นบุรุษเพศทำให้ท่าฟ้อนมีความแข็งแกร่งน่าเกรงขาม ผนวกกับการฟ้อนในบุญบั้งไฟนั้นมีการ ฟ้อนเพื่ออวดความแข็งเกร็งความเข้มแข็ง การรับเอาวัฒนธรรมการฟ้อนของชาวกุลาที่ตั้งรกรากผสมกับคน พื้นเมืองในพื้นที่จึงสามารถแทรกซึมเข้ากันได้อย่างดีอีกทั้งลักษณะของท่าฟ้อนรำ เช่น การตบมะผาบ กับท่า ฟ้อนของหมอเหยาของชาวภูไทนั้นมีการตบมือ ตบตามลำตัว ตบตามแข้งตามขา การโยกตัวที่คล้ายคลึงกันการรับ เอาจากท่าฟ้อนนั้นจึงมีความรวดเร็ว ทั้งนี้ทั้งนั้นท่าฟ้อนแต่ละท่านั้นมีการลอกเลียนแบบและมีการปรับให้เข้ากับ คุณลักษณะของดนตรีไปตามวิถีของชาวบ้านในกลุ่มชาวภูไทเรณูนครนี้ด้วย ถือเป็นการเลียนแบบ การหยิบยืม และปรับปรุงศิลปะซึ่งถือเป็นการประสานทางวัฒนธรรรมให้เข้ากับชุมชนได้อย่างสวยงามและลงตัวอย่างยิ่ง จากที่กล่าวมาพบอีกว่า การที่ชาวกุลานั้นมีการเข้ามาถ่ายโอนทางวัฒนธรรมก่อนการฟ้อนละครไทย เนื่องจากว่าชาวกุลาเข้ามาก่อนการที่ชาวภูไทเรณูนครจะทำการค้าขายในเมืองไทย(กรุงเทพมหานคร) จาก สาเหตุที่ชาวกุลานี้เข้ามาและได้แต่งงานกับหญิงในชุมชนนี้และได้พำนักในที่นี้ด้วยจึงมีการอบรมสั่งสอนคนใน ชุมชนและลูกหลานให้มีการค้าขายนอกพื้นที่ มีการค้าขายเป็นคาราวานในเวลาต่อมา ซึ่งจากสาร์นสมเด็จพระ ยาดำรงราชานุภาพฯ ได้แสดงให้เห็นว่ามาการค้าขายจริงและพบกุลาในพื้นที่ชุมชนชาวภูไทเรณูนคร จาก บันทึกดังกล่าว แต่การฟ้อนในชุมชนนั้นเดิมมีการฟ้อนที่เป็นพิธีกรรมอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ การฟ้อน เหยาและการฟ้อนบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นการฟ้อนที่ไม่เป็นรูปแบบ แต่เป็นการฟ้อนที่มีลักษณะก้มต่ำ วงกว้าง ยกขา สูง หากนับการฟ้อนภูไทเรณูนครหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถฯ นั้นปรากฏตั้งแต่ครั้ง แรกที่เป็นการฟ้อนที่เป็นรูปแบบในการเสด็จเยือนมณฑลอีสานพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ในการพระราชดำเนินทรงงานศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถฯ ณ ภูพานราชนิเวศน์หลังจากเสร็จสินพระราชกรณียกิจแล้วโปรดเกล้าพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ชาวบ้าน
๖๙ ข้าราชการ และข้าราชบริพารทุกฝ่าย และให้มีการแสดงของชาวบ้านแต่ละจังหวัดในอีสานหมุนเวียนขึ้นไป แสดงในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๙-๒๕๒๖ การแสดงนั้นไม่มีการซ้ำ หากแต่ปีใดเป็นลำดับของจังหวัดนครพนมจัดแสดง ถวายฟ้อนภูไทเรณูนครจึงจะได้รับคัดเลือกให้ไปแสดงถวายในงานพระราชทานเลี้ยงเท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เริ่มเป็นครั้งแรกที่กำหนดให้มีการประกวดผ้าไหม หลังจากเสร็จสิ้นการประกวดผ้าไหม ได้ทรง โปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการทุกฝ่ายออกร่วมกันรำวงกับชาวบ้านเพื่อความสนุกสนานรื่นเริง โดยมีวงดนตรีสากล ของกองทัพภาคที่สอง ๒ บรรเลงในงาน พันเอกเรวัต บุญทับ (ยศในขณะนั้น) ได้เสนอความคิดว่าควรมีการ อนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านที่ชาวบ้านนำมาแสดง จึงกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มี พระราชดำริให้มีการประกวดผ้าไหมและการฟ้อนของชาวบ้านขึ้น ในช่วงนั้นสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถฯ ทรงมีพระราชดำริที่จะเสด็จไปเปิดตัวผ้าไหมแพรวาของชาวภูไท เมื่อสำรวจแล้วพบว่ามี ชาวภูไทอยู่ ๓ กลุ่มใหญ่ใน ๓ จังหวัด ได้นำการฟ้อนภูไทมาฟ้อนถวายในปีก่อนๆ จึงมีการจัดเตรียมจัดชุดการ แสดงฟ้อนภูไททั้ง ๓ กลุ่มมาประกวดกันในปีถัดมาฟ้อนภูไทที่มาแสดง ๓ กลุ่มนั้น คือ ๑. กลุ่มภูไทสกล ๒. กลุ่มภูไทกาฬสินธุ์ ๓. กลุ่มภูไทเรณูนคร ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เริ่มมีการประกวดการฟ้อนภูไทใน 3 กลุ่มดังกล่าว คณะกรรมการการตัดสินมีดังต่อไปนี้ ๑. คุณข้าหลวง และนางสนองพระโอษฐ์ ๒. เจ้าหน้าที่กองราชเลขานุการในส่วนพระองค์ ๓. ข้าราชการในจังหวัดอื่นๆ ยกเว้น ๓ จังหวัดที่เข้าแข่งขัน ๔. แม่บ้านฝ่ายทหาร เกณฑ์การให้คะแนน มีดังนี้ ๑. ลีลาการฟ้อน ๒. การแต่งกาย ๓. เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลง ต้องเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมือง ๔. ลายดนตรีอนุรักษ์ของคงเดิม ผลการตัดสินของคณะกรรมการ ให้ลำดับไว้ในใจ หากแต่ประกาศรางวัลพระราชทาน ทั้งสามกลุ่ม เป็นจำนวนเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทเท่าๆ กัน ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราช ดำเนินเผยแพร่ โครงการศิลปาชีพพิเศษ ณ โรงแรมนิวเวอร์ รี ซิว ลอสแองเจอสิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๒๒ – ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ทรงมีรับสั่งให้ฟ้อนภูไทเรณูนครติดตามเสด็จไปฟ้อนถวายในงาน ดังกล่าว โดยคัดเลือกตัวแทนฟ้อนภูไท ๑๐ คนดังนี้ ฝ่ายหญิง ๑. นางสาวเอื้อมพร บุญชิต ทะเบียนสำนักงานเกษตรเรณูนคร
๗๐ ๒. นางสาวจัทร์สวาท โกพลรัตน์ อาจารย์โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล ๓. นางสาวพิลัยพันธ์ แก้วมณีชัย ราษฎรเรณูนคร ๔. นางสาวสุญาณี ชนะนู อาจารย์โรงเรียนพระซองสามัคคีวิทยา อำเภอนาแก ๕.นางสาวธนาพร นครเขต นักศึกษาวิทยาลัยครูสวนสุนันทา ฝ่ายชาย ๑. นายสุธรรม ประสานพันธ์ อาจารย์โรงเรียนเรณูวิทยาคาร (เสียชีวิต) ๒. นายเรืองศักดิ์ ชุปวา อาจารย์โรงเรียนเรณูวิทยาคาร ๓. นายส่งเสริม แก้วมณีชัย อาจารย์โรงเรียนบ้านโคกกลาง อำเภอเรณูนคร ๔. นายชัยทวี แก้วมณีชัย อาจารย์โรงเรียนบ้านหัวขัวใต้ อำเภอเรณูนคร ๕. นายชัยบดินทร์ สาลีพันธ์ อาจารย์โรงเรียนเรณูวิทยาคาร ต่อมาประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๘ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระ ราชดำเนินแปรพระราชฐาน ณ ภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร ซึ่งมีกำหนดการประกวดฟ้อนเผ่าต่างๆ และทาง กองทัพภาคที่ ๒ เกรงว่าจะทรงเบื่อการแสดงฟ้อนภูไทเรณูนคร จึงมอบให้จังหวัดสุรินทร์นำวงดนตรีพื้นเมือง กันตรึมมาฟ้อนถวายหน้าพระที่นั่ง แต่ใกล้เวลาจะถึงวันงานมีรับสั่งเรียกให้กลุ่มฟ้อนภูไทเรณูนคร มาฟ้อนถวาย และทรงมีรับสั่งให้ขึ้นถวายทุกปี บางปีมีการแสดงฟ้อนภูไทหน้าที่ประทับ ๒-๓ ครั้ง “ฟ้อนภูไท เราดูแล้วไม่เคยเบื่อ ฟ้อนยกแข้งยกขาอย่างไรเมื่อ ๒๐ ปีอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น” จากพระกระแสรับสั่งแห่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชราชินีนาถ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๗ นั้น ได้แสดงให้เห็นถึง ความชื่นชอบเป็นที่พอพระราชหฤทัยของสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถฯ ต่อการแสดงนาฏยศิลป์ของ ชนเผ่าภูไทเรณูนครเป็นอย่างมาก และได้แสดงให้เห็นถึงประวัติและพัฒนาการของการฟ้อนภูไทเรณูนครได้พอ สังเขป ซึ่งส่งผลให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาทางด้านนาฏยศิลป์ในภาคอีสานตามลำดับด้วย โดย ในระยะเวลาต่อมาพัฒนาการการฟ้อนภูไทเรณูนคร สามารถแบ่งออกเป็น ๖ ยุคดังจะมีรายละเอียดดังนี้ ยุคที่ ๑ ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๙๘ สมัยนั้นเรียกว่า “ฟ้อนละครไทย” จะฟ้อนในเทศกาลบุญเดือนหก ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม ของทุกปี มีการจุดบั้งไฟ นมัสการพระธาตุเรณู ฟ้อนถวายพระยาแถนเพื่อขอฝนให้ตกถูกต้องตามฤดูกาล นิยม ฟ้อนกันเป็นหมู่คณะ ท่าฟ้อนและลีลาแล้วแต่ละบุคคลตามความถนัดไม่เน้นความพร้อมเพรียง ส่วนใหญ่ผู้ฟ้อน จะเป็นชายจับกลุ่มฟ้อนสนุกสนานดื่มเหล้าสาโทตามคุ้ม ผามต่างๆ ในหมู่บ้านและวัด ยุคที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๙๘ เริ่มมีกระบวนการและแบบแผนขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลอีสาน และเสด็จพระราชกุศล วันมาฆะบูชา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ที่วัดพระธาตุพระพนมวรวิหาร ทางจังหวัดนครพนมได้คัดเลือกการ แสดงของชนเผ่าต่างๆ ในเขตจังหวัดและบริเวณใกล้เคียง เผ่าภูไทเรณูนครได้รับคัดเลือกในการแสดงครั้งนั้น โดยนำการฟ้อนที่เป็นท่าฟ้อนชายมาปรับเปลี่ยนให้เป็นท่าฟ้อนทั้งหญิง-ชาย ให้มีการฟ้อนเกี้ยวพาราสีกันเพื่อ
๗๑ ความสวยงามและน่าสนใจมากขึ้น พร้อมได้ตั้งชื่อชุดการแสดงว่า “ฟ้อนภูไทแห่ต้นกัลปพฤกษ์” มีท่าทั้งหมด ๕ ท่า ดังนี้ ๑. ท่ากาเต้นก้อนขี้ไถ ๒. ท่าลมพัดพร้าว ๓. ท่ารำเพลิน ๔. ท่ารำม้วนหรือกาเต้นก้อนข้าวเย็น ๕. ท่าถวายบังคม ในยุคที่ ๒ นี้มีการรับเสด็จ ๒ ครั้ง แสดงอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ เนื่อง ในวโรกาสเด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร จังหวัดนครพนม และทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ประกอบพระราชพิธี สมโภชองค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรวิหาร ยุคที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๙๙ - ๒๕๐๑ หลังจากแสดงหน้าพระที่นั่งในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ผ่านไป ชาวเรณูนครได้พัฒนาท่าฟ้อนให้มีมากกว่า จากท่าเดิม คือ ในอดีต ๕ ท่า เพิ่มอีก ๕ ท่า มีการตัดท่าถวายบังคมออกจึงมีทั้งหมด ๙ ท่าคือ ๑. ท่าเตรียม (ท่ายืนเอามือป้องก้ม) ๒. ท่านกกระบาบินเลียบหาด ๓. ท่าเกี้ยว ๔. ท่าฟ้อนเตี้ยลงครึ่งตัว ๕. ท่ารำม้วนหรือกาเต้นก้อนข้าวเย็น ๖. ท่าลมพัดพร้าว ๗. ท่ารำเพลิน ๘. ท่ากาเต้นก้อน ๙. ท่าถวายแถน ยุคที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๒๐ ในช่วงนี้เป็นการนาของ อาจารย์คำนึง อินทร์ติยะ ได้เห็นถึงการแสดงชุดนี้ว่าควรมีการเพิ่มเติม จึง ได้เชิญผู้อาวุโสคือ ปู่ควันท่องฟ้า แก้วมณีชัย และอาจารย์ประวัติ มณีปกรณ์และคณะมาเป็นหลักพัฒนา และ ได้มีการปรับปรุงรูปแบบคือมีการฟ้อนเดี่ยวเลือกคู่ขึ้นมาเพิ่มมาเป็น ๑๒ ท่า เพิ่มจากเดิม ๑๓ ท่า ดังนี้ ๑. ท่าจระเข้ฟาดหาง ๒. ท่าเสือออกเหล่า ๓. ท่าบูชายัญ ยุคที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๒๕ ในยุคนี้ทางอาจารย์คำนึง อินทร์ติยะ ได้คิดปรับปรุงท่าฟ้อนขึ้นอีก โดยการนำเอาการฟ้อนมวยกุลา เข้ามาในฟ้อนภูไทในการฟ้อนเดี่ยว มีท่ามวยกุลา ๖ ท่า คือ
๗๒ ๑. ท่าตบมะผาบ ๒. ท่ารำขวาน ๓. ท่าเสือลากหาง ๔. ท่าทรพีสู้พ่อ ๕. ท่าเสือชมหมอก ๖. ท่าเสือมอน้ำลาย ใน พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้มีการเปลี่ยนสีของชุดการฟ้อนภูไทเรณูนครจากเดิมเป็นสีครามหรือสีกรมท่านั้น เป็นสีน้ำเงิน สาแหตุจากครั้งนั้นมีการเปลี่ยนของชุดเป็นผ้ามัดหมี่ก่อนเพื่อต้องการให้ขายสินค้าที่ระลึกในการ ออกงานช่อง ๔ หารายได้ไปสร้างองค์พระธาตุพนมในสมัยนั้น (โดยเป็นการใช้เฉพาะกิจเท่านั้น) การแสดงนั้นก็ ยังคงใช้แบบเดิม ต่อมาปัญหาการตกสีของชุดฟ้อนและสีไม่สดใสจากการย้อมสีธรรมชาติเพราะในช่วงเวลานั้น นิยมใส่สีสีนสดใสในการแสดง จึงได้หันไปใช้ผ้าฝ้ายย้อมสีเคมีให้สีน้ำเงินที่มีความสว่างสดใสมากขึ้น แต่รูปแบบ รูปทรงของการตัดเย็บการตกแต่งเป็นแบบเดิมอยู่มีการเปลี่ยนแค่สีของชุดฟ้อนให้มีความสว่างขึ้นเท่านั้น ยุคที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๒๕ - ปัจจุบัน การแสดงมีการแยกคณะแสดงมากขึ้น หากแต่มีผู้หนึ่งที่อนุรักษ์และพัฒนาคือ อาจารย์ชัยบดินทร์ สาลีพันธ์ มีการเพิ่มท่าฟ้อนโดยท่าจากวิถีชีวิตและธรรมชาติเพิ่มขึ้น คือท่าส่องกล้องหาคู่ ท่าตัดไม้ข่มหนาม ท่า เต่าลงหนอง ท่าไก่เลียบเหล้า ท่าขว้างแหจับปลา ท่าหมาหยอกไก่ ท่าปะแป้งสาวน้อย อนึ่ง การแสดงเดี่ยวนั้น ฝ่ายชายสามารถเลือกท่าแสดงออกโดยอิสระเพื่อลีลาที่แตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนของฝ่ายชายได้ หากแต่ต้องยึดหลักตามรูปแบบการแสดงที่เป็นอยู่ในจารีตและรูปแบบของการแสดงฟ้อนภูไทเรณูนคร ตาม ความหมายของท่วงท่าเดิม ที่เป็นการแสดงนาฏยศิลป์ที่ปรากฏในชุมชนเรณูนคร กล่าวโดยสรุปกลุ่มภูไทที่อาศัยอยู่ในอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม มีศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ มีความเป็นเอกลักษณ์ มีนิสัยส่วนตัวรักความสงบ อยู่กันอย่างสันติ มีความรักและหวงแหนในเผ่าพันธุ์ มี ขนบธรรมเนียม ประเพณีศิลปวัฒนธรรม การแต่งกาย ดนตรี ความเชื่อและภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยที่ ผ่านมาชาวภูไทเรณูนครยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อ การแต่งกาย ดนตรี และภาษาพูด ของกลุ่มตนไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ด้วยสภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจที่เจริญ รุดหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ปัจจัยเหล่านี้เข้ามามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมและวัฒนธรรม ของชาวภูไทเรณูนครอย่างเห็นได้ชัด ทำให้วิถีของผู้คนชาวภูไทเรณูนครเปลี่ยนแปลงไปมาก ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ที่เคยปฏิบัติกันมา หลายๆ อย่าง คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรับรู้และให้ความสำคัญ วัฒนธรรมบางอย่างถูกลืมเลือนไปจากสังคม หรืออาจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย จึงจำเป็นอย่าง มากที่ต้องมีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนา สิ่งสำคัญคือการให้ความรู้และเข้าใจแก่คนในชุมชน เด็กและเยาวชน ในท้องถิ่น เพื่อให้คนในชุมชน เยาวชนคนรุ่นใหม่เห็นถึงคุณค่า และรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิด ความรู้สึกร่วมกันในการที่จะช่วยกันธำรงรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของชนเผ่าตน อันเป็นผลผลิตทางปัญญาของ บรรพบุรุษชาวภูไทอำเภอเรณูนคร ทั้งนี้กลุ่มภูไทมีการใช้นาฏยศิลป์เป็นตัวหลักในการแสดงวัฒนธรรม การ
๗๓ บันเทิงและสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมในชุมชนและสามารถพัฒนาชุมชนและสร้างรายได้จากการใช้ วัฒนธรรมทางด้านนาฏยศิลป์มาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ด้านต่างๆ ตามมา ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของชุมชนใน กลุ่มชนเผ่าต่างๆ ในพื้นที่อีกด้วย ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๒.๑ คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ฟ้อนภูไท เรณูนคร ชาวภูไทเรณูนครมีความผูกพัน กับศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะนาฏศิลป์ซึ่งมี การเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตเช่นการเหยา หรือการรักษาคนไข้ และการฟ้อนรำในบุญประเพณีเช่นบุญบั้งไฟในเดือน ๖ ซึ่งมีความผูกพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ชุดการแสดงฟ้อนภูไทเรณูนคร ก่อให้เกิดการกลมกลืนทางสังคมมี ประเพณีและกิจกรรมร่วมกันทางสังคม มีการจัดกลุ่มแสดงในประเพณีต่างๆ ที่เป็นแบบแผนขึ้นจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในรัชกาลที่ ๙ พร้อมทั้งสำเร็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ ๒๔๙๘ ทั้ง ๒ พระองค์ ได้เสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศลในวัดพระธาตุพนมวาระ มหาวิหาร จังหวัดนครพนม ได้มีชนเผ่าต่างๆในกลุ่มจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง มาทำการแสดงหน้า พระที่นั่ง ชุมชน ชาวภูไทเรณูนคร ได้พัฒนาการฟ้อนภูไท เพื่อฟ้อนถวาย และปฏิบัติสืบต่อกันมา อย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันในชุมชน ภูไทเรณูนคร ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมการฟ้อนไว้อย่างดีเยี่ยม เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ของกลุ่ม สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชุมชน ชาติพันธุ์ภูไทเรณูนครได้เป็นอย่างดี ๒.๒ บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม ในสังคมปัจจุบัน ฟ้อนภูไทเรณูนคร เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตทั่วไปของชุมชน ในการจัดกิจกรรม การแสดง การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรม ทั้งในและต่างประเทศ จะมีการจัดฟ้อนภูไทเรณูนคร ในงานสังสรรค์ ทั่วไปงานประเพณีงานเพื่อความบันเทิง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ผู้ชมที่เข้ามาในงานได้มีส่วนร่วมในการรับชม ในวัฒนธรรมของการแสดง ชุมชนภูไทเรณูนคร ประกอบผู้ประกอบไปด้วย ชาวภูไทเรณูนคร ที่มีอัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรมของตนเองเมื่ออยู่ร่วมกันท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง และกระแสของทั้งคนในชุมชนและนอกชุมชน ที่มีแรงผลักดันในเชิงความรู้สึกและวิกฤตทางสังคมซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นกลไกหลอมรวมให้วัฒนธรรม ภูไทเรณูนครดำรงอยู่ ในชุมชนชาวภูไทเรณูนคร ชุมชน มีสวนในการพัฒนาเลือกสรรปรับเปลี่ยนให้เข้ากับกลุ่ม ของตนเองได้อย่างถูกต้องตามจารีตประเพณีดั้งเดิมอย่างลงตัวภูไทเรณูนคร ยังเข้าไปอยู่ในหลักสูตรของชุมชน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษามัธยมศึกษาในจังหวัดนครพนม และเชื่อมโยงไปถึงระดับอุดมศึกษาที่ออกมาเก็บ ข้อมูลและขอสืบสานถ่ายทอดไปเป็นบทเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ปัจจุบันมีการเรียนการสอนฟ้อนภูไทเรณูนคร ในสถานศึกษา ก่อให้เกิดความภูมิใจ ของชาวภูไทเรณูนคร มีการฟ้อนที่เป็นอัตลักษณ์ของอำเภอเรณูนคร จนเป็นคำขวัญของจังหวัดนครพนม สร้างคุณค่ารายได้ลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้าไปดูชุมชน ภูไทเรณูนคร ในการฟ้อนในการศึกษาถ่ายทอดไปฝึกรำใบแต่งตัวเป็นชาวภูไทเรณูนคร มีบ้านภูไทที่อำเภอเรณูนคร โดยมีอาจารย์ชัยบดินทร์ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สำหรับผู้สนใจตลอดเวลา มาฝึกฟ้อนมาแต่งตัวมาถ่ายรูป
๗๔ ชุดการแสดงฟ้อนภูไทเรณูนคร ส่งผลถึงการตระหนัก สำนึกของคนในชุมชนสร้างคุณค่าความหมายทาง วัฒนธรรมให้เห็นถึงลักษณะการก่อเกิดพลังทางปัญญาของชาวภูไทเรณูนคร ในการดำรงรักษาวัฒนธรรม ดั้งเดิมของตน ส่วนที่ ๓. มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. โครงการกิจกรรมที่มีการดำเนินงานของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การศึกษา วิจัย (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) การวิจัยเชิงคุณภาพ เริ่มด้วยวิจัยเอกสารการศึกษาภาคสนามการสนทนากลุ่มกับชุมชนการ สัมภาษณ์และหาแนวทาง ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูศึกษาบริบทของ การฟ้อนภูไทเรณูนครในด้านท่าฟ้อน ทำนองเพลงเครื่องดนตรี โดยสถาบันการศึกษาต่างๆ เข้ามาศึกษาในชุมชน การศึกษาท่าฟ้อนภูไทเรณูนคร ในอดีตแบ่งเป็นช่วง ก่อนรับเสด็จช่วงรับเสด็จ และในช่วงปัจจุบันการอนุรักษ์ฟื้นฟู ระบบวิธีดำเนินงานของ ชุมชนด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูการฟ้อนภูไทเรณูนคร จัดให้มีการฟ้อนภูไทเรณูนครเป็นประจำ ในเขตพื้นที่ อำเภอเรณูนคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลงานประเพณี ควรส่งเสริมการฟ้อนภูไทเรณูนครเป็นชุดมรดก ภูมิปัญญา ที่ชาวนครพนมมีความภาคภูมิใจที่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เมื่อมานครพนมได้มีโอกาสมา ชมและมาร่วมฟ้อน ขณะเดียวกันก็เป็นการอนุรักษ์ทางหนึ่ง ถ้าจะให้ยั่งยืนต้องได้รับการสืบสานและถ่ายทอดมี การจัดโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูการถ่ายทอดการฟ้อนภูไทเรณูนคร โดยจัดให้มีหลักสูตรการเรียนการสอนใน โรงเรียนหรือมีหลักสูตรท้องถิ่นรวมถึงขยายผลไปถึงชุมชนใกล้เคียง การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาระบุวิธี ดำเนินงานพื้นที่ชุมชน ส่งเสริมให้เยาวชน ฝึกหัดการฟ้อน การแต่งกายแบบพูดไทยเรณูนคร ใช้พื้นที่อำเภอ เรณูนครจังหวัดนครพนม เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการแสดงที่เป็นต้นตำรับการฟ้อนภูไทเรณูนคร ถือเป็นต้นแบบ Soft Power ของวัฒนธรรมชนเผ่าในนครพนม และควรมีการถ่ายทอดความรู้จากศิลปะการแสดงฟ้อนภูไทเรณู นคร ให้เยาวชนชมรมต่างๆในชุมชนทั่วไปในจังหวัดนครพนมเป็นการเผยแพร่และให้โอกาสในการฟ้อนรำ เพื่อ ในงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ทุกคนในชุมชนมีโอกาสได้มาฟ้อนภูไทเรณูนคร ถวายพระธาตุพนม จัดการอบรมระยะ สั้น เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมฟ้อนภูไทเรณูนครให้มีความยั่งยืนสืบไปจัดให้มีโฮมสเตย์ ให้การ เรียนรู้พิธีกรรมการบายศรีสู่ขวัญ จัดให้มีการฝึกถ้าฟ้อนง่ายๆสำหรับการฟ้อนภูไทเรณูนครให้กับนักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับการแต่งกายชุดภูไทเรณูนคร ทั้งชายและหญิง ให้มีการถ่ายภาพเพื่อ ส่งเสริม ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ไปทั่วโลก และให้เกิดความยั่งยืนสืบไป การอนุรักษ์ ฟื้นฟู (ระบุวิธีดำเนินงานพื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) การสืบสานและถ่ายทอด (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญา (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ)
๗๕ การดำเนินงานด้านอื่นๆ (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และ งบประมาณ) ๒. มาตรการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่คาดว่าจะดำเนินการในอนาคต ๑. ส่งเสริมการฟ้อนภูไทเรณูนครของชุมชนเพื่อให้ชุมชนเห็นความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมยิ่งขึ้น ๒. ให้ชุมชน จัดตั้งแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมการฟ้อนภูไทเรณูนครมีการรวบรวมข้อมูล และจัดกิจกรรมเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ถ่ายทอดฟื้นฟูและพัฒนามรดก ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของตน ๓. จัดสร้างหลักสูตรการฟ้อนภูไทเรณูนคร เป็นหลักสูตรท้องถิ่น ประจำจังหวัดนครพนมเพื่อ ส่งเสริมให้เกิดการสืบสานโดยเยาวชนในท้องถิ่น ๔. จัดกิจกรรมสาธิต การฟ้อนภูไทเรณูนคร สาธิตการแต่งกาย เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้ ๕. การสร้างความรับรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆในจังหวัดนครพนม และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ ออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ๖. จัดแสดงฟ้อนภูไทเรณูนครและจำหน่ายสินค้า โอทอปของ ชาวภูไทหรือชาวจังหวัดนครพนมจาก มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อเศรษฐกิจรายได้ของชุมชน ๓. การส่งเสริม สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม (ถ้ามี) - ส่วนที่ ๔ สถานภาพปัจจุบัน ๑.สถานการณ์คงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการปฏิบัติอย่างแพร่หลาย เสี่ยงต่อการสูญหายต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่มีการปฏิบัติอยู่แล้วแต่มีความสำคัญต่อวิถีชุมชนที่ต้องได้รับการฟื้นฟู ๒.สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้ การฟ้อนภูไทเรณูนคร มีการถ่ายทอดท่าฟ้อนในสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในระดับประถม และระดับ มัธยม รวมทั้งการทำงานวิจัย ของสถานศึกษาต่างๆ ที่เข้ามาให้ความสนใจสัมภาษณ์และถ่ายทอด ท่าฟ้อนรำ จากชุมชนชาวภูไทเรณูนครพนม การฟ้อนภูไทเรณูนครเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนม ที่มีการเผยแพร่ไป อย่างกว้างขวาง ทุกครั้งที่มีการแสดงของจังหวัดนครพนมจะปรากฏการฟ้อนภูไทเรณูนคร เพื่อเป็นการสงวน
๗๖ รักษามรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านศิลปะการแสดงการฟ้อนคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครพนม จึงสมควรขึ้น ทะเบียนการฟ้อนภูไทเรณูนครเป็นมรดกระดับภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ในด้านปัจจัยคุกคามถ้าหาก เยาวชนรุ่นใหม่ไม่ได้รับการปลูกฝังหรือละเลยไม่สืบทอดกระแสจากสื่อต่างๆในปัจจุบันจะมีผลกระทบเป็น อย่างยิ่ง ดังนั้นควรมีการจัดอบรมถ่ายทอดท่าฟ้อนเพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมประเพณี กระตุ้นให้เยาวชนรุ่น ใหม่ให้เกิดความรักความภาคภูมิใจ มีจิตสำนึกและหวงแหนในการอนุรักษ์การฟ้อนภูไทเรณูนครซึ่งเป็นอัต ลักษณ์ของจังหวัดนครพนม โดยคนรุ่นใหม่เป็นผู้สืบสานในกระแสสังคมที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญา ท้องถิ่น เป็นการช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้าใจอันดีงามระหว่าง ชุมชนสังคม การฟ้อนภูไทเรณูนคร ที่เป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่มีการเชื่อมโยงสองฝั่งโขงหรือประเทศเพื่อนบ้านอันเป็นกลไกสำคัญที่ช่วย สร้างสัมพันธภาพที่ดี ลดข้อกำจัดของเขตแดนแห่งรัฐขจัดเงื่อนไขของพรมแดนทางการปกครองแต่เห็นพ้อง ต้องกันทั้งด้านศิลปะการแสดงศิลปะวัฒนธรรมที่งดงาม อันเป็นมรดกร่วม ที่ควรต้อง เข้ามาดูแลและส่งเสริม เร่งจัดทำเป็นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติสืบไป ๓.รายชื่อผู้สืบทอดหลัก เช่น บุคคล กลุ่มคน ..... เป็นต้น รายชื่อบุคคล / หัวหน้า / คณะ / กลุ่ม อาชีพ / อายุ องค์ความรู้ด้านที่ ได้รับการสืบทอด สถานที่ติดต่อ / โทรศัพท์ -นายชัยบดินทร์ สาลีพันธ์ -นางเปรมศิลป์ ทิพย์วงษ์ -นางสุญาณี วงชาชม -ปราชญ์และ ผู้เชี่ยนวชาญ นาฏยศิลป์ภูไท -เจ้าของศูนย์ วัฒนธรรม บ้านบ้านภูไท อายุ ๖๙ ปี -ผู้เชี่ยวชาญ นาฏยศิลป์ภูไท เรณูนคร อายุ ๖๙ ปี -ผู้เชี่ยวชาญ นาฏยศิลป์ภูไท เรณูนคร อายุ ๖๒ ปี ฟ้อนภูไทเรณูนคร ฟ้อนภูไทเรณูนคร ฟ้อนภูไทเรณูนคร -๐๖๒๔๗๘๙๒๗๔ -๐๘๓๗๘๓๔๘๘๔ ข้าราชการครูบำนาญ -๐๙๖๒๓๙๙๒๔ ข้าราชการครูบำนาญ -๐๘๕๘๕๕๕๒๖ ข้าราชการครูบำนาญ
๗๗ -นางรัตนาพร คงพรามห์ -นายนฤบดินทร์ สาลีพันธ์ -นางสาวสิริยาพร สาลีพันธ์ -นางเสาวลักษณ์ ทศศะ -นางนิภาวรรณ บัวสาย นายกเทศมนตรี เทศบาลอำเภอ เรณูนคร อายุ ๖๔ ปี -ผู้เชี่ยวชาญ ด้านนาฏยศิลป์ ภูไท ผู้สอน ผู้ สืบทอด อายุ ๔๔ ปี -ผู้เชี่ยวชาญ ด้านนาฏยศิลป์ ภูไท ผู้สอน ผู้ สืบทอด อายุ ๔๓ ปี -ผู้เชี่ยวชาญ ด้านนาฏยศิลป์ ภูไทผู้สอน ผู้ สืบทอด ครู นาฏยศิลป์ใน ชุมชนเรณูนคร อายุ ๓๘ ปี -ผู้เชี่ยวชาญ ด้านนาฏยศิลป์ ภูไทผู้สอน ผู้ สืบทอด ครู นาฏยศิลป์ใน ชุมชนเรณูนคร อายุ ๓๙ ปี ฟ้อนภูไทเรณูนคร ฟ้อนภูไทเรณูนคร ฟ้อนภูไทเรณูนคร ฟ้อนภูไทเรณูนคร ฟ้อนภูไทเรณูนคร -สำนักงานเทศบาลอำเภอ เรณูนคร -๐๘๕๕๙๘๙๗๘ วิชาเอกนาฏยศิลป์ พื้นบ้าน คณะศิลปกรรม ศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม -๐๙๕๘๖๒๙๖๕๔ คณะศิลปศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม -สาขานาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ บุรีรัมย์ -ครูนาฏศิลป์ โรงเรียน บ้านดงดาวแจ้ง อำเภอ เรณูนคร จังหวักนครพนม
๗๘ ส่วนที่ ๕ การยินยอมของชุมชนในการจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม (ไม่จำกัดจำนวน) ๑. นายชัยบดินทร์ สาลีพันธ์อายุ ๖๙ ปีปราชญ์และเจ้าของศูนย์วัฒนธรรมบ้านบ้านภูไท ๒. นายนฤบดินทร์ สาลีพันธ์ อายุ ๔๔ ปี ผู้ฟ้อน ผู้ถ่ายทอด และสืบทอด ๓. นางสาวสิริยาพร สาลีพันธ์อายุ ๔๓ ปี ผู้ฟ้อน ผู้ถ่ายทอด และสืบทอด ๔. นางเปรมศิลป์ ทิพย์วงษ์ อายุ ๖๙ ปี ผู้ฟ้อน ผู้ถ่ายทอด และสืบทอด ๕. นางสุญาณี วงษ์ชาชม อายุ ๖๒ ปี ผู้ฟ้อน ผู้ถ่ายทอด และสืบทอด ๖. นางสุวีณา พรมจันทร์ อายุ ๕๘ ปี ผู้ฟ้อน ผู้ถ่ายทอด และสืบทอด ๗. นายภานุวัฒน์ทิพย์วงษ์ อายุ ๔๔ ปี ผู้ฟ้อน ผู้ถ่ายทอด และสืบทอด ๘. นางฤทัยรัตน์ กุตรัตน์ อายุ ๔๒ ปี ผู้ฟ้อน ผู้ถ่ายทอด และสืบทอด ๙. นางสาวิณี โกพลรัตน์ อายุ ๔๐ ปี ผู้ฟ้อน ผู้ถ่ายทอด และสืบทอด ๑๐.นางเสาวรัตน์ ทศศะ อายุ ๓๘ ปี ผู้ฟ้อน ผู้ถ่ายทอด และสืบทอด ๑๑.นายอุกฤษฏ์ แก้วมณีชัย อายุ ๓๓ ปี ผู้ฟ้อนในชุมชนเรณูนคร ๑๒.นายสิทธิพงค์ โกพลรัตน์ อายุ ๒๕ ปี ผู้ฟ้อนในชุมชนเรณูนคร ๑๓.นายเกียรติยศ บุญรัตน์ อายุ ๒๒ ปี ผู้ฟ้อนในชุมชนเรณูนคร ๑๔.นางสาวมัชณิมา รูปดี อายุ ๒๒ ปี ผู้ฟ้อนในชุมชนเรณูนคร ๑๕.นายเกียรติยศ บุญรัตน์ อายุ ๒๒ ปี ผู้ฟ้อนในชุมชนเรณูนคร ลงชื่อ (นายชัยบดินทร์ สาลีพันธ์)
๗๙ ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก ๖.๑ เอกสารอ้างอิง -ชัยบดินทร์ สาลีพันธ์. (๒๕๔๑). ไทมาจากไหนกันแน่?. ม.ป.ท.: อัดสำเนา. -ชัยบดินทร์ สาลีพันธ์. (๒๕๔๑). ประวัติชนชาติภูไท หรือผู้ไท เรณูนคร. ม.ป.ท.: อัดสำเนา. -นฤบดินทร์ สาลีพันธ์. (๒๕๔๗). พัฒนาการฟ้อนบูชาพระธาตุพนม. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลป ศาสตร มหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. -นฤบดินทร์ สาลีพันธ์. (๒๕๔๘). รายงานการวิจัยเรื่อง มวยกุลาในฟ้อนภูไทเรณูนคร. คณะ ศิลปกรรมศาสตร์ภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย -สิริยาพร สาลีพันธ์.(๒๕๕๔). บทบาทศูนย์วัฒนธรรมบ้านภูไทในการอนุรักษ์และเผยแพร่ วัฒนธรรมภูไทเรณูนคร ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต.บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล. -นฤบดินทร์ สาลีพันธ์.(๒๕๖๔). นาฏยศิลป์ : อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ภูไทเรณูนคร ในสังคมวัฒนธรรม รัฐชาติไทย.บัณฑิตวิทยาลัย. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย มหาสารคาม ๖.๒ บุคคลอ้างอิง - นายชัยบดินทร์ สาลีพันธ์อายุ ๖๙ ปี ข้าราชการครูบำนาญ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงมะเอก อ.เรณูนคร จ.นครพนม ปราชญ์และเจ้าของศูนย์วัฒนธรรมบ้านบ้านภูไท -นางเปรมศิลป์ ทิพย์วงษ์อายุ ๖๙ ปี ข้าราชการครูบำนาญ อดีตครูนาฏศิลป์ โรงเรียนเรณูวิทยาคาร จ.นครพนม -นางสุญาณี วงชาชม อายุ ๖๒ ปี ข้าราชการครูบำนาญ อดีตผู้จัดการด้านการแสดงโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล -นางรัตนาพร คงพรามห์ อายุ๖๔ ปี นายกเทศมนตรีเทศบาลอำเภอเรณูนคร และประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเรณูนคร -นางสาวสิริยาพร สาลีพันธ์ อายุ ๔๓ ปี ผู้แสดง ผู้สอน ผู้สืบทอด อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว คณะ ศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม -นายนฤบดินทร์ สาลีพันธ์ อายุ ๔๔ ปีผู้แสดง ผู้สอน ผู้สืบทอด อาจารย์ประจำภาควิชา ทัศนศิลป์และศิลปะการแสดง วิชาเอกนาฏยศิลป์พื้นบ้าน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม
๘๐ -นางเสาวลักษณ์ ทศศะ อายุ ๓๘ ปี ผู้แสดง ผู้สอน ผู้สืบทอด อาจารย์ประจำสาขานาฏยศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรีมย์ -นางนิภาวรรณ บัวสาย อายุ ๓๙ ปี ผู้แสดง ผู้สอน ผู้สืบทอด ครูนาฏศิลป์โรงเรียนบ้านดงดาวแจ้ง อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ๖.3 รูปภาพ พร้อมคำอธิบายใต้ภาพ จำนวน ๑๐ ภาพ ที่ รูปภาพ คำอธิบาย วันที่ บันทึกภาพ ผู้บันทึกภาพ ๑ ภาพที่ ๑ ครั้งแสดงถวายสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิต พระบรมราชินีนาถฯ รัชกาลที่ ๙ ณ พระ ตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ปี พ.ศ.๒๕๒๒ สำนัก พระราชวัง ๒ ภาพที่ ๒ ครั้งตามเสด็จสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิต พระบรมราชินีนาถฯ รัชกาลที่ ๙ ไปเผยแพร่ วัฒนธรรมและการเปิดตัว ผ้าแพรวาของศูนย์ศิลปา ชีพ ณ ลอสแองเจอลิส สหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ.๒๕๒๘ คณะ นักแสดงชาว ภูไทเรณูนคร
๘๑ ที่ รูปภาพ คำอธิบาย วันที่ บันทึกภาพ ผู้บันทึกภาพ ๓ ภาพที่ ๓ ครั้งแสดง ณ วัดพระธาตุ เรณูในงานบุญเทศกาล ประเพณีและเพื่อต้อนรับ แขกผู้มาเยือน ปี พ.ศ.๒๕๐๕ พ.อ.ดำเนิน เดชะกุล ภาพจาก หนังสือ อสท. ๔ ๕ ภาพที่ ๔-๕ แสดงถวายหน้าที่ประทับ ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาล ที่ ๙ และสามเด็จพระนาง เจ้าสิริกิต พระบรมราชินีนาถฯ ครั้ง เสด็จเยี่ยมราษฎรใน มณฑลอีสาน และ นมัสการองค์พระธาตุพนม วรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังนครพนม ๑๓ พฤศจิกายน ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ภาพยนตร์ ส่วนพระองค์ สำนัก พระราชวัง
๘๒ ที่ รูปภาพ คำอธิบาย วันที่ บันทึกภาพ ผู้บันทึกภาพ ๖ ภาพที่ การฟ้อนรำภูไทเรณู นครเพื่อถ่ายทำรายการ สารคดี และถ่ายภาพ ประชาสัมพันธ์การ ท่องเที่ยวณ วัดพระธาตุ เรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ สมาคมนัก ถ่ายภาพแห่ง ประเทศไทย ๗ ภาพถ่ายที่ ๗ ถ่ายภาพแสดงแบบ เครื่องแต่งกายของฟ้อน รำภูไทเรณูนคร เพื่อ ประกอบเอกสาร หลักสูตรการฟ้อนภูไท เรณูนคร อำเภอเรณูนคร จังหวัด นครพนม ๑๙ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ สุภาพร คำยุธา ๘ ภาพถ่ายที่ ๘ ถ่ายภาพแสดงแบบเพื่อ ประกอบหลักสูตรการ ฟ้อนภูไทเรณูนคร(ท่ารำส่ายเตี้ยลง) ๑๙ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ สุภาพร คำยุธา
๘๓ ๖.๔ ข้อมูลภาพถ่าย ข้อมูลเคลื่อนไหว หรือข้อมูลเสียง (ระบุประเภทของสื่อที่แนบมาพร้อมคำอธิบาย) ข้อมูลภาพถ่าย ได้แก่ข้อมูลตามข้อ 6.3 ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว ได้แก่ ข้อมูลเสียง ได้แก่ ที่ รูปภาพ คำอธิบาย วันที่ บันทึกภาพ ผู้บันทึกภาพ ๙ ภาพถ่ายที่ ๙ ถ่ายภาพแสดงแบบเพื่อ ประกอบหลักสูตรการ ฟ้อนภูไทเรณูนคร (ท่ากาเต้นก้อนขี้ไถ) ๑๙ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ สุภาพร คำยุธา ๑๐ ภาพถ่ายที่ ๑๐ ถ่ายภาพแสดงแบบเพื่อ ประกอบหลักสูตรการ ฟ้อนภูไทเรณูนคร (ท่ารำเกี้ยว-เดี่ยวโชว์) ๑๙ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ สุภาพร คำยุธา
๘๔ ๖.๕ ข้อมูลผู้เสนอ ชื่อ สกุล นายชัยบดินทร์ สาลีพันธ์ หน่วยงาน เจ้าของศูนย์วัฒนธรรมบ้านภูไท “บ้านแห่งวัฒนธรรมภูไทเรณูนคร” อ.เรณูนคร จ.นครพนม ๖.๖ ข้อมูลผู้ประสาน ชื่อ สกุล นางสาวสิริยาพร สาลีพันธ์ หน่วยงาน อาจารย์ประจำสาขาวิชามานุษยวิทยาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว คณะศิลปศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
๘๕ แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม แบบ มภ. ๒ ส่วนที่ ๑ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. ชื่อรายการ หมอลำ ชื่อเรียกในท้องถิ่น หมอลำ ๒. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (เลือกได้มากกว่า ๑ ช่อง) วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานช่างฝีมือดั้งเดิม การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว 3. พื้นที่ปฏิบัติ จังหวัดนครพนม 4. สาระสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป หมอลำเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสานที่มีมาอย่างยาวนาน คำว่า “หมอ” คือ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน “ลำ” คือ การเปล่งเสียง การแสดงออกทางเสียง ดังนั้น “หมอลำ” คือ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการในการขับเสียง การเปล่งเสียงภาษาถิ่น โดยการลำมักจะมีการเล่า เรื่องราว มีระเบียบขั้นตอนการเปล่งเสียง การโอ่การร่ายบท ประกอบเสียงดนตรี การฟ้อนรำประกอบ หมอลำจึงมีความสำคัญในฐานะที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวอีสานไปสู่ คนรุ่นหลัง หมอลำจึงถือเป็นศิลปะการแสดงที่มีความสำคัญต่อสังคมอีสานที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมอีกด้วย และ ควรได้รับการอนุรักษ์ไว้เนื้อหาของหมอลำมักสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี และ วัฒนธรรมของชาวอีสานได้หลากหลาย ยกตัวอย่าง เช่น เกี่ยวกับความเชื่อหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา จารีตประเพณี ความเชื่อเรื่องผีฟ้า แถน เรื่องราวเกี่ยวกับความรักความผูกพันในครอบครัว วิถีชีวิตและความ เป็นอยู่ของชาวอีสาน เช่น การทำนา การทำไร่ การเก็บเกี่ยวพืชผล ฯลฯ นอกจากนั้นหมอลำยังถ่ายทอดให้เห็นถึง ประเพณีสิบสองเดือนของชาวอีสานหรือที่เรียกว่าฮีตสิบสอง คองสิบสี่ ทำให้หมอลำไม่เพียงแต่จะสร้างความความ บันเทิงและผ่อนคลายความเครียดยังเป็นสื่อในการถ่ายทอดค่านิยมทางวัฒนธรรมในหมู่คนอีสานอีกด้วย หมอลำจึงเป็นการแสดงที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมที่มีความสำคัญต่อสังคมอีสานมีวิวัฒนาการควบคู่กับ สังคมอีสานเมื่อสภาพสังคมอีสานเปลี่ยนไป รูปแบบและเนื้อหาของการแสดงหมอลำก็เปลี่ยนไปด้วย การเปลี่ยนแปลงของศิลปะการแสดงหมอลำมีทั้งที่เป็นเชิงอนุรักษ์และพัฒนา การอนุรักษ์ในที่นี้เป็นการอนุรักษ์ เฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์ เป็นที่ชื่นชมยอมรับของผู้ฟังผู้ชม ขณะเดียวกันก็มีการปรับประยุกต์หรือการต่อเติม เสริมสร้างในสิ่งที่ดีงาม 5. ประวัติความเป็นมา หมอลำเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของชาวอีสานที่มีมาอย่างยาวนาน ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าหมอลำ เกิดขึ้นเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ชาวอีสานเริ่มรับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามา ในช่วงแรกหมอลำจะเป็นรูปแบบของการเล่านิทานหรือวรรณกรรมพื้นบ้านด้วยทำนองร้อง ต่อมาจึงพัฒนามาเป็น
๘๖ การแสดงที่มีเนื้อหาหลากหลายขึ้น เกิดการประยุกต์รูปแบบการเล่าใหม่ เช่น เรื่องที่เล่า นอกจากจะเล่าเรื่องราว ในชาดกแล้ว ยังมีนิทานพื้นบ้าน เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต รวมไปถึงข่าวสารต่างๆ ที่เป็นประเด็นอยู่ในความสนใจ ของผู้ฟัง ท่วงทำนองในการเล่าเรื่อง มีวิวัฒนาการ มีทำนองทางสั้น ทำนองทางยาว ทำนองทางเต้ย มีการใช้ลูกเอื้อน ลูกคอ เป็นไปตามความถนัดของหมอลำ จนกระทั่งมีการนำเครื่องดนตรี เช่น แคน พิณ เข้ามาประกอบการเล่าเรื่อง เกิดเป็นทำนองต่างๆรูปแบบของเรื่องที่เล่า มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับท่วงทำนอง จังหวะของเครื่องดนตรี เกิดการประพันธ์เรื่องเล่าให้มีแบบแผนเป็นบทกลอน มีความสัมผัสคล้องจอง การแสดงศิลปะหมอลำมีพัฒนาการด้านจำนวนผู้แสดง พัฒนาดนตรีประกอบการแสดง และมีนางรำ ประกอบการขับลำแต่ละทำนองจำนวนมาก ถ้าจะเรียกหมอลำ ตามจำนวนผู้แสดง และดนตรีประกอบการแสดง คือ หมอลำพื้นและหมอลำกลอน ซึ่งใช้หมอลำในการแสดงเพียง 1 - 2 คน คือ หมอลำฝ่ายหญิงและหมอลำ ฝ่ายชาย มีแคนเป็นดนตรีประกอบการขับลำของแต่ละคน การแสดงหมอลำกลอนบนเวทีจะเริ่ม ด้วยกลอนไหว้ครู กลอนประกาศศรัทธา กลอนถามข่าว กลอนบอกข่าว กลอนปรึกษาคู่ลำ กลอนลำทางคดีโลกและทางคดีธรรม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ โบราณคดี นิทานพื้นบ้าน ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ ข่าวสารเหตุการณ์สมัยเก่าและสมัยใหม่ นอกจากนั้นในบางพื้นที่ยังพบเห็นหมอลำที่มีลักษณะพิเศษที่มีความเกี่ยวพันกับความเชื่อในการรักษาโรค ของคนโบราณ เราเรียกหมอลำประเภทนี้ว่า “หมอลำผีฟ้า” หรือ”หมอลำส่อง” การลำผีฟ้า เป็นพิธีกรรมที่ ชาวบ้านได้กระทำขึ้นเพื่อรักษาความเจ็บป่วย โดยการอัญเชิญผีฟ้า มาร่วมในพิธี โดยมีเครื่องดนตรีคือ แคนบรรเลง ประกอบการลำผีฟ้า ตั้งแต่ผีฟ้าเข้า คายจนถึงพิธีการ ลำไปจนเสร็จพิธี เพื่ออ้อนวอนให้มาช่วยรักษาผู้ป่วยให้หาย เป็นปกติ ซึ่งถือว่าการ เจ็บป่วยของมนุษย์ส่านหนึ่งเกิดจากการกระทำที่ละเมิดต่อผี สร้างความไม่พอใจต่อผี เรียกว่า การผิด ผี ผู้ใดที่ล่วงละเมิด หรือประพฤตินอกรีต นอกทาง ผีก็จะลงโทษให้มีอันเป็นไป การลำผีฟ้าเพื่อ เชิญผีฟ้าให้มาสิงสถิตในร่างของหมอลำ หรือคนทรงเพื่อที่จะทำนายลักษณะอาการของผู้ป่วยประกอบพิธี กรรมการรักษา และยังเป็นสื่อกลางระหว่างผีที่มากระทำกับผู้ป่วยผู้ซึ่งละเมิดต่อผีให้มีความเข้าใจ ประพฤติปฏิบัติ ให้ถูกต้อง (อนุรักษ์ อาสาสู้. 2553 : 53) หมอลำกลอนก็ได้พัฒนาการมาเป็นหมอลำที่นำเอาเครื่องดนตรีสากล มาประยุกต์ดังที่รู้จักกันดังแพร่หลาย คือ หมอลำกลอนประยุกต์หรือที่เรียกขานกันว่า “หมอลำซิ่ง” ประเภทที่สอง คือ หมอลำเรื่องต่อกลอนหรือหมอลำหมู่ เป็นการแสดงหมอลำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะโดยพัฒนามาจากหมอลำพื้น ที่แต่เดิมเป็นการลำเพียงคนเดียวและนำเสนอปฏิภาณโวหารแสดงบทบาทสมมุติเป็นตัวละครได้หลากหลายในตัว ผู้แสดงคนเดียว ต่อมาเพื่อให้สมบทบาทการแสดงจึงปรับให้มีนักแสดงที่หลากหลายขึ้นตามบทบาทของตัวแสดงใน ท้องเรื่องนั้นคล้ายกับละครเวทีหรือลิเกในภาคกลางจนบางครั้งหมอลำหมู่ก็ถูกคนภาคกลางเรียกว่าเป็นลิเกลาว เอกลักษณ์เฉพาะอย่างหนึ่งของหมอลำหมู่ คือ สังวาดลำ (วาด) โดยสามารถแบ่งได้ตามพื้นที่ตั้ง เช่น วาดขอนแก่น วาดชัยภูมิ วาดอุบลราชธานีวาดมหาสารคาม วาดกาฬสินธุ์ วาดร้อยเอ็ด เป็นต้นซึ่งแต่ละทำนอง ก็จะมีจังหวะและลักษณะการลำที่มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน เรื่องราวที่นิยมนำมาเป็นเนื้อเรื่องในการแสดงของ หมอลำหมู่ในยุคแรกมักนิยมนำเอานิทานปรัมปราของชาวอีสาน เรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ต่อมาอิทธิพลของ ละครเวทีและภาพยนตร์ทำให้เรื่องราวของหมอลำหมู่ปรับมาเป็นเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความรัก ที่สะท้อน สังคมในปัจจุบัน หมอลำในฐานะที่เป็นศิลปะการแสดงจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวอีสาน ทั้งในแง่เป็นสื่อในการ สั่งสอนศีลธรรมจริยธรรม เป็นสื่อในการถ่ายทอดตำนานความเชื่อ นิทานพื้นบ้าน เป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าวสารเป็นเครื่องสร้างความบันเทิง พักผ่อนหย่อนใจจากความเหนื่อยล้า นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทาง ประกอบอาชีพของผู้ที่มีความสามารถในการขับร้องหมอลำอีกด้วย
๘๗ ๖. ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยให้มีรายละเอียด ครอบคลุมสาระ ดังต่อไปนี้ -ศิลปะการแสดงหมอลำ ประกอบด้วย ลักษณะการแสดง ประเภท พัฒนาการ ขนบธรรมเนียม ความเชื่อ ลำดับขั้นตอน การแสดง รูปแบบการจัดการแสดง โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร อุปกรณ์ และกระบวนท่า หมอลำในจังหวัดนครพนม 1. หมอกลอน คุณพ่อหมอลำนาวา หนองแสง เทศบาลเมืองนครพนม ได้เรียนการลำมาจากพ่อเคน ดาเหลา ศิลปินแห่งชาติ ปัจจุบันจัดตั้งสำนักงานหมอลำนาวา ณ เทศบาลเมืองนครพนม รูปแบบที่ ๑ หมอลำกลอนแบบดั้งเดิม 1.1 ความเป็นมา รูปแบบการแสดง มีพัฒนาการมาจากลําพื้น โดยนํารูปแบบการร้องโต้ตอบระหว่างหมอลําชายกับหมอลําหญิงคลอไปกับ เสียงแคน และให้เกิดความคล้องจองกันในลักษณะความงามของบทกลอนภายใต้โครงสร้างหลัก คือ โจทย์ แก้ แปล ถาม ลํากลอนจึงถือเป็นการแสดงความสามารถ ไหวพริบปฏิภาณของหมอลําทั้งสองฝ่ายในการตั้งโจทย์และ ร้องแก้ระหว่างกัน หมอลำกลอนจึงแสดงการขับลำด้วยกลอนที่เป็นรสของวรรณคดี คือ กลอนที่มีความอ่อนหวาน ไพเราะจับใจ กลอนแสดงความรักชมความสวยงาม ความหล่อเหลาฝ่ายตรงข้าม มีกลอนแสดงความโกรธโศกเศร้า เสียใจ มีกลอนเสียดสีฝ่ายตรงกันข้าม กลอนยกย่องชมเชยฝ่ายตรงข้าม และกลอนแสดงองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ทั้ง ด้านศาสนา ศีลธรรม ด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ วรรณคดี นิทาน เหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบัน จนถึงกลอนขับลำลาของหมอลำในช่วงสุดท้าย หมอลํากลอนเป็นศิลปะการแสดงหมอลำที่ยากกว่าหมอลำประเภทอื่น ๆ ผู้เรียนจะใช้เวลาศึกษาอยู่ ประมาณ 1-3 ปี บางคนอาจจะใช้เวลานานถึง 7 ปี ก็มี จึงจะสามารถรับงานการแสดงได้เพราะว่าหมอลํากลอน ชาย-หญิง จะต้องมีครูสอนหมอลำเป็นผู้ประพันธ์กลอนลำและทำนองขับลำไว้แล้ว หมอลำจะต้องท่องจํากลอน และทำนองลําของแต่ละกลอนตามขั้นตอนการแสดงหมอลำกลอนให้ได้กลอนที่จะแสดงให้ได้กับเวลาในการแสดง แต่ละครั้ง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8-9 ชั่วโมง เช่น การแสดงตอนกลางคืนจะเริ่มจากเวลาประมาณเวลาสามทุ่มจนถึง เวลาหกโมงเช้า หมอลํากลอนมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่จังหวะการลํากลอนในกลุ่มจังหวัด อุดรธานีและขอนแก่นมี ความเร็วกว่ากลุ่มจังหวัดอื่น ๆ อาจปรากฏจังหวะเร็วสลับช้าบ้าง กล่าวคือจังหวะความเร็วของการคํากลอนเป็นไป ตามลักษณะการพูด สําหรับกลุ่มจังหวัดร้อยเอ็ด มหาสารคามและกาฬสินธุ์ มีจังหวะและลีลาการลํากลอน สม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้การลํากลอนในกลุ่มจังหวัดอุบลราชธานีมีจังหวะช้า เนื่องจากลักษณะจังหวะการพูดของ คนในท้องที่นี้มีความช้ากว่ากลุ่มอื่น ๆ จึงจะเห็นได้ว่า ความแตกต่างของลีลาและจังหวะของ การลํากลอน เป็น การสะท้อนวัฒนธรรมการใช้ภาษาที่ปรากฏอยู่ในบริบทเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น 1.2 ทำนอง ดนตรีประกอบการแสดง และอุปกรณ์ การแสดงจะใช้ดนตรีแคนของแต่ละคนคือฝ่ายหญิงและฝ่ายชายคนละหนึ่งดวง เพราะแคนที่ใช้เป็นดนตรี ประกอบการขับลำจะมีระดับเสียงสอดคล้องกับเสียงของหมอลำแต่ละคนซึ่งมีระดับเสียงไม่เหมือนกันลายแคนที่ใช้ กับหมอลำกลอนจะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของทำนอง มี ๒ กลุ่มเสียง คือกลุ่มทางยาว และกลุ่มทางสั้น กลุ่มทางยาว หมายถึง การบรรเลงแคนประกอบการลำที่มีท่วงทำนองเชื่องช้า กลุ่มทางสั้น หมายถึง การบรรเลง แคนประกอบการลำที่มีท่วงทำนองที่กระชับสนุกสนาน การแต่งกายจะเป็นผ้าพื้นถิ่นในแต่ละพื้นที่ ดูแล้วสวยงาม เรียบร้อย แคนมีลายหลัก ๆ อยู่ ๖ ลาย ลายแยกตามกลุ่มทางสั้นและทางยาว ได้ดังนี้ ลายกลุ่มทางยาว มี ๓ ระดับเสียง - เสียงต่ำ หมอแคนเรียกว่า ทางใหญ่ หรือลายใหญ่
๘๘ - เสียงกลาง หมอแคนเรียกว่า ทางน้อย หรือ ลายน้อย - เสียงสูง หมอแคนเรียกว่า ทางเซ หรือ ลายเซ ลายกลุ่มทางสั้น มี ๓ ระดับเสียง - เสียงต่ำ หมอแคนเรียกว่า สุดสะแนน - เสียงกลาง หมอแคนเรียกว่า ลายโป้ช้าย (หัวแม่มือซ้าย) - เสียงสูง หมอแคนเรียกว่า ลายสร้อย (ราชันย์ เจริญแก่นทราย. 2554: 229) 1.3 ขั้นตอนการแสดงหมอลํากลอน มี 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นตอนยกที่ 1 บทไหว้ครู(ยกอ้อยอครู) กลอนประกาศศรัทรา การลำทางสั้น ลำทางยาว และลำเต้ย ขั้นตอนยกที่ 2 ลำทางสั้น ลำทางยาวเนื้อหาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสั่งสอนของศาสนา อานิสงส์ของการทำบุญ ขั้นตอนยกที่ 3 ลำลา (ทำนองลำทางยาว) และจบด้วยทำนองลำเต้ย (ราชันย์ เจริญแก่นทราย. 2554: 230-231) 2. หมอลำหมู่ คณะลูกพระธาตุ สิทธินาถ มงคลชัย บ้านต้อง ตำบลฝั่งแดง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ได้เรียนมาจาก หมอลำหมู่ทำนองขอนแก่น คณะโขง ชี มูล ศิลป์ชัยน้อย ภูมิลา บ้านชัยศรี อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ลำทำนองอุบลราชธานี หลานของ พ่อ ป ฉลาดน้อย หมอลำหมู่ มีรูปแบบการแสดง ดังนี้ รูปแบบที่ ๑ หมอลำหมู่ 1.1 ความเป็นมา รูปแบบการแสดง หมอลำหมู่เป็นการแสดงเป็นหมู่คณะ ได้มีการพัฒนาและปรับรูปแบบการแสดงใหม่และท่วงทำนองลำโดย มีการประยุกต์นำเอาดนตรีพื้นบ้านเข้ามาผสมผสานให้เกิดจังหวะสนุกสนานยิ่งขึ้น เช่น กลองยาว รำมะนา ฉิ่ง ฉาบ เป็นต้น ซึ่งในยุคแรกหมอลำพื้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากในชุมชนชนบทของชาวอีสาน หมอลำพื้นมีการปรับตัวโดยระยะแรกได้ปรับรูปแบบการแสดง จากการลำเพียง 1 คนพัฒนาเพิ่มจำนวนคนมาเป็น 3-5 คน เพื่อให้เข้าถึงบทบาทการแสดงซึ่งประกอบไปด้วย ตัวพระ ตัวนาง ตัวร้ายหรือตัวโกง และตัวตลก แต่ก็ถือ ว่ายังไม่ครอบคลุมครบตามตัวละครในเรื่อง ศิลปินหมอลำบางคนที่มีความสามารถยังคงได้รับหน้าที่ในการลำ 2-3 บทบาทในการแสดงเพื่อให้ครบองค์ประกอบของเรื่องราวหรือวรรณกรรมที่นำมาลำเมื่อรูปแบบการแสดงหมอลำที่ มีนักแสดงจำนวนมากขึ้น ตัวละครประกอบด้วย พระราชา พระราชินี เจ้าชาย เจ้าหญิง คนใช้ พ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาว ฤาษี เทวดา และภูตผี คนใช้ปกติจะแสดงเป็นตัวตลกด้วยหมอลำ ส่วนมากเรื่องที่จะลำในหมอลำหมู่จะเป็น เรื่องที่หมอลำพื้นนิยมใช้ลำกันซึ่งเรื่องเหล่านี้ได้มาจากนิทานชาดกของภาคอีสาน ข้อใหญ่ใจความของเรื่อง มุ่งที่จะ สั่งสอนคนให้ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีใครหลีกพ้นกรรมที่ก่อไว้ และให้ระงับเวรด้วยการไม่จองเวร แต่ให้ระเวร ด้วยการทำความดี นิทานทุกๆเรื่องมักจะเริ่มต้นด้วยคนที่ทำดีแต่ต้องตกไปอยู่ในห้วงอันตราย จากการกระทำของ คนชั่ว แล้วเรื่องราวก็ดำเนินต่อไประหว่างคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มคนดีและคนชั่ว บางครั้งเทวดาหรือพระอินทร์ จำต้องลงมาช่วยฝ่ายคนดี ถ้าเห็นว่าฝ่ายนี้เพลี่ยงพล้ำจริง ๆ แต่บั้นปลายของเรื่องคนดีจะเป็นผู้ชนะคนชั่วจะถูก ลงโทษ คนดีจะถูกบำเหน็จรางวัล
๘๙ 1.2 ทำนอง ดนตรีประกอบการแสดง และอุปกรณ์ หมอลำหมู่แต่เดิมมีเครื่องดนตรี คือ พิณ (ซุง หรือ ซึง) แคน กลอง การลำจะมี 2 แนวทาง คือ ลำเวียง จะเป็นการลำแบบลำกลอนหมอลำแสดงเป็นตัวละครตามบทบาทในเรื่อง การดำเนินเรื่องค่อนข้างช้า แต่ก็ได้ อรรถรสของละครพื้นบ้าน หมอลำได้ใช้พรสวรรค์ของตัวเองในการลำ ทั้งทางด้านเสียงร้อง ปฏิภาณไหวพริบ และ ความจำ เป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุ ต่อมาเมื่อดนตรีลูกทุ่งมีอิทธิพลมากขึ้นจึงเกิดวิวัฒนาการของ ลำหมู่อีกครั้งหนึ่ง โดยได้ประยุกต์กลายเป็นลำเพลิน ซึ่งจะมีจังหวะที่เร้าใจชวนให้สนุกสนาน ก่อนการลำเรื่องในช่วงหัวค่ำจะมีการ นำเอารูปแบบของ วงดนตรีลูกทุ่งมาใช้เรียกคนดู กล่าวคือ จะมีนักร้อง(หมอลำ) มาร้องเพลงลูกทุ่งหรือบางคณะ หมอลำได้นำเพลงสตริง ที่กำลังฮิตในขณะนั้น มีหางเครื่องเต้นประกอบ นำเอาเครื่อง ดนตรีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เช่น กีตาร์ คีย์บอร์ด แซ็กโซโฟน ทรัมเปต และกลองชุด โดยนำมาผสมผสานเข้ากับเครื่องดนตรีเดิม ได้แก่ พิณ แคน ทำให้ได้รสชาติของดนตรีที่แปลกออกไป ยุคนี้นับว่า หมอลำเฟื่องฟู มากที่สุดคณะหมอลำดัง ๆ ส่วนใหญ่จะ อยู่ในแถบจังหวัดขอนแก่น มหาสารคามอุบลราชธานี หมอลำหมู่สามารถแบ่งตามทำนองของบทกลอนลำได้อีกซึ่ง แต่ละทำนองจะออกเสียงสูงต่ำ ไม่เหมือนกัน ได้แก่ วาดขอนแก่น วาดงกาฬสินธุ์มหาสารคาม วาดอุบลราชธานี การแสดงมีผู้แสดงครบหรือเกือบจะครบตามจำนวนตัวละครในเรื่องที่ดำเนินการแสดงมีอุปกรณ์ประกอบทั้งฉาก เสื้อผ้าสมจริงสมจังและฉากประกอบ แสง สี เสียง การแสดงแจะสวมใส่เครื่องตามบทบาทในท้องเรื่อง โดยปกติตัว ตลกจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ผิดแผกแหวกแนวจากคนอื่นๆ บางทีจะแต่งชุดเป็นตำรวจ แต่การแต่งนั้นไม่ได้เหมือนตำรวจ จริงๆ เขาอาจมีเครื่องประดับที่มีขีดอะไรต่อมิอะไรมากมาย หรือไม่ก็ติดขีดกลับหัวกลับหางอย่างนี้ เป็นต้น ตัวตลก บางทีก็แต่งแต้มหน้าด้วยสีสันฉูดฉาด บางทีตัวตลกจะเตี้ย ผอมสูง หรืออ้วนผิดปกติไป บางทีตัวตลกผู้ชายจะใช้ สิ่งของเสื้อผ้าหนุนท้องเข้าไปให้แลดูเหมือนผู้หญิงท้องแก่ก็มี หมอลำหมู่จะแสดงบนเวทีที่มีความกว้างประมาณ เมตร ลึก 5 เมตร และสูง 2 เมตร เวทีมักจะตั้งอยู่มุม ใดมุมหนึ่งของพื้นโล่ง ซึ่งปกติจะเป็นที่ภายในวัด เวทีจะแบ่งออกเป็น 2 ตอน โดยผ้าฉากหรือฉากไม้ส่วนหน้าจะ เป็นเวทีแสดง ส่วนด้านหลังจะเป็นห้องพักและห้องแต่งตัวมีประตูสองข้างของม่านที่กั้น แบ่งเวทีเพื่อใช้เป็นที่เข้า ออกของผู้แสดง ทางออกอยู่ทางด้านซ้ายของคนดูและทางเข้าอยู่ประตูด้านขวา คนเป่าแคนจะอยู่ข้างๆประตู ทางออกด้านซ้ายหรือด้านหลังของฉาก 1.3 ขั้นตอนการแสดงลำ มี 3 ฉากดังนี้ ฉากที่ 1 เปิดการแสดง เช่นการเปิดวงด้วยเพลงที่มีจังหวะเร็ว ฉากที่ 2 ดําเนินเรื่องราว ฉากที่ 3 ลําลา โดยใช้การลําเต้ยรับกันไปมาจนจบการแสดงเพลงที่ใช้ 3. หมอลำชาติพันธุ์ จังหวัดนครพนมประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ประกอบด้วย 9 ชนเผ่า ๒ เชื้อชาติ มีวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแสดงหมอลำท้องถิ่น ที่พบเห็นในจังหวัดนครพนม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโส้มีวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้าน ภาษาโส้ กลุ่มชาติพันธุ์ไทยแสก มีการขับร้องทำนองแสก กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท มีการขับร้องทำนองผู้ไท และกลุ่มอื่นๆ เช่น ทำนองทางเสมอ พบเห็นที่บ้านรามราช 4. หมอลำพิธีกรรม หมอลําพิธีกรรมเป็นการแสดงหมอลําในระยะแรก ๆ เกี่ยวข้องกับการบูชาแถนการรักษาการเจ็บป่วย หรือการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศแก้ปัญหาความแห้งแล้ง บางท้องถิ่นเรียก ลําล่อง ลําทรง ลําผีฟ้า โดยมีหมอลําเป็น ผู้ประกอบพิธีลักษณะกลอนลําของผีฟ้า คือ “กลอนผญา” ใช้สําหรับสอบถามสาเหตุของความเจ็บป่วยไปพร้อม ๆ กับการเคลื่อนไหวร่างกายของหมอลําในขณะเข้าทรง สําหรับการฟ้อนเป็นไปตามจังหวะของการลําประกอบแคน
๙๐ เนื้อหาของกลอนลําเป็นการไหว้วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายบอกวิธีรักษาให้กับ คนที่กำลังป่วย ถ้าผู้ป่วยหายแล้วจะมีการเลี้ยงสิ่งศักดิสิทธิ์เป็นการตอบแทนมีผู้ลําหรือหมอลำเพียงคนเดียว มีญาติพี่น้องมาร่วมฟ้อนรำและ รอรับฟัง ผลการตอบของหมอลำไม่ มีแบบแผนแน่นอนคนอีสานบางคนมีความ เชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว และบางคนเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของผี ความเจ็บป่วย ที่เกิดจากเชื้อโรค สามารถเยียวยาให้หายได้ด้วยการรักษาโดยการใช้ยา ส่วนความเจ็บปวดหรืออาการป่วยที่เกิด จากผีนั้นเชื่อว่าต้องได้รับการรักษาจาก หมอลำผีฟ้าหรืออำนาจอย่างอื่น อย่างไรก็ตามเมื่อถึงคราวชีวิตจะสิ้นสุดลง ก็ไม่สามารถมีใครเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้ คนป่วยที่ได้รับการรักษา จากวิธีการสมัยใหม่หรือจากยาไม่ได้ผลแล้วคนใช้หรือญาติพี่น้องของคนไข้ก็จนปัญญาจำต้องหันหน้าพึ่งทางอื่น และพึ่งทางอันนั้นก็คือ หมอลำผีฟ้า ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่มีความเชื่อในหมอลำผีฟ้าดังกล่าว แต่เพื่อชีวิตอย่างน้อย ก็ต้องลองเสี่ยงดูเป็นยุคที่มีหมอลำเพื่อการประกอบพิธีกรรมเพื่อรักษาโรคโดยเฉพาะเพราะคนสมัยก่อนมีความเชื่อ ว่าคนที่เจ็บป่วยไม่หายนั้น อาจจะเกิดจากการกระทำของผีตาแฮก ผีเมือง ผีป่า ผีปู่ตา ผีบ้าน ดังนั้นต้องทำพิธี ขอขมาผี ถ้ายังไม่หายอีกก็แสดงว่าอาจจะเป็นการกระทำของผีฟ้าซึ่งอยู่เหนือธรรมชาติ การรักษาจึงต้องมีการ เข้าทรง เพื่ออันเชิญผีฟ้ามาทำให้หายจากอาการเจ็บป่วยในครั้งนั้น ขั้นตอนในการลําพิธีกรรมมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ขั้นที่หนึ่ง เชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าทรง ขั้นตอนที่สอง ลําส่อง สอบถามความเจ็บป่วย ขั้นตอนที่สาม ลําปัว ขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขั้นที่สี่ ลําสุ่ง เชิญสิ่งไม่ดีออกจากร่างผู้ป่วย ขั้นที่ห้า เหยาเรียกขวัญ เป็นการเรียกขวัญของผู้ป่วย ความหมาย เชิญคุณครูบาอาจารย์ที่อยู่เบื้องบนให้ลงมารักษาผู้ป่วยเชิญท่านผู้กล้าทั้งหลายลงมาทํานาย ไข่ ตอนนี้ได้จัดเตรียมดอกไม้ไว้บูชาท่านแล้ว ต่อให้ท่านได้ลงมาตรวจรักษาในลำพิธีกรรม หมอแคนเป่าแคนโดยยึด หมอลำเป็นหลัก เมื่อถึงจังหวะเร็วหมอแคนใช้จังหวะเร็วซึ่งเรียกกันว่า “ลายม้าเร็ว” สลับกับการใช้กลุ่ม “ทำนอง ผู้ไท” และ “ทำนองทางเสมอ” เป่าคลอไปกลับจังหวะช้าเนิบของการลำ โดยเฉพาะ “ลายผู้ไท” ประกอบไปด้วย ทางลายใหญ่ ทางลายน้อย และทางลายเซ ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญ - คุณค่าทางวัฒนธรรม หมอลำเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวอีสานไปสู่คน รุ่นหลัง เนื้อหาของหมอลำมักสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม การรักษาจารีตประเพณี หลักธรรมคำสอนทางศาสนา ตลอดจนสื่อโฆษณาทางการเมือง - คุณค่าทางศิลปะ หมอลำเป็นศิลปะการแสดงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่งดงามและประณีต เช่น ดนตรี การขับร้อง การลำ วรรณกรรม และการฟ้อนรำ การอนุรักษ์หมอลำจึงเป็นการ ช่วยรักษาไว้ซึ่งศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทย - คุณค่าทางเศรษฐกิจ หมอลำเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมภาคอีสาน การแสดง หมอลำมีองค์ประกอบหลายอย่างในการให้ความบันเทิง จึงเป็นการสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น
๙๑ ๒. บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม - เป็นแหล่งกำเนิดและสืบทอดหมอลำ หมอลำเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เกิดจากชุมชน หมอลำจึงมี รากฐานมาจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน ชุมชนจึงเป็นแหล่งกำเนิดและสืบทอดหมอลำมาจนถึงปัจจุบัน - เป็นแหล่งสนับสนุนหมอลำ ชุมชนเป็นพื้นที่ที่สนับสนุนให้หมอลำสามารถดำรงอยู่และเติบโตได้ ชุมชน มักให้การต้อนรับการแสดงหมอลำในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานบุญ งานบวช งานแต่ง ฯลฯ การมีส่วนร่วมของชุมชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมให้หมอลำสามารถคงอยู่ต่อไป - เป็นแหล่งผลิตหมอลำรุ่นใหม่ ชุมชนเป็นแหล่งบ่มเพาะบุคลากรด้านหมอลำ ชุมชนมักสนับสนุนให้ เยาวชนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสฝึกฝนและพัฒนาทักษะในการลำ เพื่อเป็นการสืบทอดหมอลำสู่คนรุ่นหลัง 3. บทบาทของหมอลำต่อสังคม - ความบันเทิงจากการทั้งลำนั้นนอกจากจะเกิดจากเนื้อเรื่องแล้วยังเกิดเพราะความสามารถเฉพาะตัวของ ผู้แสดงได้แก่ ท้าวพระยา พระเอก นางเอก ผู้ร้าย หรือตัวตลก หากเป็นลำกลอนความบันเทิงใจในลีลาท่ารำ การรุกไล่ระหว่างหมอลำชาย - หญิง คล้ายทำทีที่หวาดเสียวคล้ายจะถูกเนื้อต้องตัวกัน แต่ฝ่ายหญิงมิได้เพลี่ยงพล้ำ เสียหาย กลับโต้ตอบโดยพลันด้วยท่าที่ที่งดงามเหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ผู้ชมตื่นเต้นระทึกใจ ความสามารถของหมอลำ เมื่อประสานกับเสียงแคนหรือดนตรี ย่อมก่อให้เกิดความคึกคัก ผู้ฟังลำจึงได้รับความบันเทิงใจทำให้เกิดความสุข (จารุวรรณ ธรรมวัตร,๒๕๒๘:6๔) - ด้านการให้ความรู้สังคมอีสานยุคก่อนการศึกษาเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องเรียนรู้โลก เรียนรู้ชีวิตด้วย ตนเองตามธรรมชาติ คือ การสังเกต จดจำแล้วนำไปเป็นเกณฑ์ในการคำรงชีวิตการศึกษาสมัยก่อนจึงเป็นการเรียน การสอนแบบนอกระบบ จุดที่เน้นคือการที่สร้างให้คนเป็นคนดี ปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมอันดี การสั่งสอนอบรมเป็น การสั่งสอนตามความเชื่อตามอุดมคติทางพระพุทธศาสนาและคำนิยมตามจารีตประเพมี หมอลำผู้ที่มีบทบาทหนึ่ง ในการให้ความรู้ ผ่านทางลำกลอน หมอลำจะแสดงความรู้ที่ตนมีเพื่อประชันแข่งขันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอม แพ้แสคงว่าหมดความรู้ที่จะนำมาแสดงโต้ตอบ เรื่องที่นำมาผูกเป็นกลอนลำจะมีทั้งเรื่องที่เป็นคคีทางโลก และ ทางธรรม เช่น ภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ ลัทธิธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ล้วนแล้วแต่มีเนื้อหาสาระ ความรู้ สอดคล้องกับการคำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี (เรื่องเดียวกัน, ๒๕๒๘: 8๘ – 6๔) - ด้านการให้ความรู้สังคมอีสานในปัจจุบัน โดยการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับหมอลำสอดสอดแทรกในหลักสูตร การเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ข้อคิดและได้นำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ ผู้เรียนเกิดความตระหนัก และเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานต่อไป (รินดา บุญประกอบ) - ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย หมอลำมีบทบาทสร้างแนวคิดให้กับผู้ฟังโดยวิธีการเสนอข้อมูลเป็น บรรทัดฐานทางสังคมให้คนปฏิบัติเหมือนกัน ในปัจจุบันชุมชนอีสานอยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ยุคที่หมอลำมีบทบาทด้านนี้ คือ สมัยจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ โดยสถานีวิทยุกระจายเสียงของทหารและรัฐบาล ขอให้หมอลำแต่งกลอนลำตามนโยบายของรัฐบาลออกเผยแพร่ นอกจากนี้ยังให้มีการประกวดกลอนลำที่มีใจความ ปลูกฝังความรู้สึกชาตินิยม (เรื่องเดียวกัน, ๒๕๒๘: ๑๑๔) - ด้านการสื่อสารในชุมชน ในสังคมที่ประชาชนที่ไม่รู้หนังสือ การสื่อสารด้วยวิธีการมุขปาฐะเป็นสิ่งจำเป็น มาก หมอลำเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเข้าถึงและให้ความเชื่อถือในฐานะผู้ให้ข่าวให้ความรู้ให้ความคิดประจำชุมชน การให้ ข่าวสารในรูปแบบนี้เป็นการให้ข้อมูลที่ละเอียดและชี้แนะแนวทางการปฏิบัติอย่างกว้าง ไม่เจาะจงตัวผู้รับสารเรื่อง ที่สื่อสารมีตั้งแต่เรื่องของการเมือง เรื่องนโยบายของรัฐบาล เรื่องตักเตือนภัยที่เกิดกับชุมชน ตลอดจนข่าวสาร เหตุการณ์สังคมที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อชุมชน เช่น การป้องกันน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาฝนแล้ง เป็นต้น
๙๒ ส่วนที่ ๓ มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. โครงการ กิจกรรมที่มีการดำเนินงานของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การศึกษา วิจัย (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) โครงการประชุมเชิงวิชาการผลักดันหมอลำให้ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชุมเครือข่ายสมาคมหมอลำอีสาน และเครือข่ายสภาวัฒนธรรม ทั้ง 20 จังหวัดในภาค อีสาน จำนวน 2 วัน ผู้เข้าประชุม จำนวน 100 คนเพื่อสร้างเครือข่ายศิลปินหมอลำอีสาน สร้างองค์ความรู้ เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมหมอลำในทิศทางเดียวกันในการเสนอหมอลำให้ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้อง ไม่ได้ของยูเนสโก ระหว่างวันที่ 26 - 27 มิถุนายน 2566 ณ โรงแรมวันโอวัน แกรนด์ ร้อยเอ็ด ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด งบประมาณจากโครงการตามแผนปฏิบัติราชการจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ภายใต้โครงการค่าใช้จ่ายในการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการ โครงการประชุมเชิงวิชาการผลักดัน หมอลำให้ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก จำนวน 200,000 บาท การอนุรักษ์ ฟื้นฟู (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) โครงการสืานมรดกภูมิปัญญาและอนุรักษ์ดนตรีพื้นบ้านอีสาน จังหวัดร้อยเอ็ระมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ (สมา การสืบสานและถ่ายทอด (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) 3 โครงการจัดทำสื่อการเรียนการสอนแสดงหมอลำพื้นบ้าน ประจำปี 2565 โดยมีวัตถุประสงค์จัดทำสื่อ การสอนหมอลำเพื่อเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหมอลำพื้นบ้านสู่เด็ก เยาวชน และประชาชน ส่งเสริม สนับสนุนศิลปะการแสดงหมอลำพื้นบ้านอีสานให้เกิดคุณค่าทางสังคมแล้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยได้ให้ กรรมการสมาคมหมอลำอีสาน ใน 5 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี และเลย งบประมาณ อุดหนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมให้สมาคมหมอลำอีสาน จำนวน ๑๐๐,000 บาท การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญา (ระบุวิธีดำเนินงาน พื้นที่ ชุมชน ระยะเวลา และงบประมาณ) โครงการฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหมอลำพื้นบ้านสู่เด็ก เยาวชน และประชาชน ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๘ - ๙ มิถุนายน ๒๕๖๖ ณ หอประชุมเทพบันเทิง วิทยาลัยนาฏศิลป ร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ดจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน สืบทอด ศิลปะการแสดงหมอลำให้คงอยู่และได้รับการสืบทอด ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการฝึกอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย เด็ก และเยาวชน จากสถานศึกษา ในจังหวัดร้อยเอ็ด และประชาชนทั่วไป เพราะในปัจจุบันศิลปะการแสดงหมอลำ พื้นบ้านกำลังจะสูญหายไปจากแผ่นดินอีสาน เนื่องจากสภาพสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป สื่อต่าง ๆ เข้ามามีบทบาท แทนหมอลำมากยิ่งขึ้น เช่น ภาพยนตร์ ละครทางโทรทัศน์ สื่อทางอินเตอร์เน็ตที่เข้าถึงได้เร็วให้ทั้งความรู้และ บันเทิงได้มาก อีกประการหนึ่ง คือหมอลำยังขาดผู้สืบทอด ซึ่งผู้ที่จะเป็นหมอลำจะต้องใช้ระยะเวลาในการปลูกฝัง และบ่มเพาะเพื่อให้สามารถจดจำเนื้อเรื่องและกลอนลำต่างๆ ได้ รวมทั้ง ต้องมีความสามารถในการตีบทตัวละคร ต่างๆ จึงจะเกิดสุนทรียภาพ มีความซาบซึ้ง และชวนให้ติดตาม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการอนุรักษ์ สืบสาน สืบทอดศิลปะการแสดงพื้นบ้านหมอลำอีสานให้คงอยู่สืบต่อไป งบประมาณอุดหนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมให้ สภาวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน ๑๐๐,000 บาท ๒. มาตรการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่คาดว่าจะดำเนินการในอนาคต - การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบทอดหมอลำ ชุมชนเป็นรากฐานของหมอลำ การมีส่วนร่วม ของชุมชนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการอนุรักษ์และสืบทอดหมอลำ แนวทางในการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วม เช่น การสนับสนุนให้ชุมชนเป็นพื้นที่แสดงหมอลำ ส่งเสริมให้ชุมชนจัดกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์หมอลำ สนับสนุนให้ชุมชน สร้างหลักสูตรฝึกอบรมหมอลำรุ่นใหม่
๙๓ - การพัฒนารูปแบบการแสดงหมอลำให้ทันสมัย หมอลำเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม รูปแบบการแสดงหมอลำอาจไม่ตอบโจทย์ผู้ชมในยุคสมัยใหม่ การพัฒนารูปแบบการแสดงหมอลำให้ ทันสมัยจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการส่งเสริมและรักษาหมอลำ แนวทางในการพัฒนา เช่น การนำเทคโนโลยี สมัยใหม่มาใช้ในการแสดงหมอลำ การนำเนื้อหาที่ทันสมัยมาใช้ในการแสดงหมอลำ - การส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่สนใจหมอลำ หมอลำเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ควรได้รับการสืบทอด จากรุ่นสู่รุ่น การส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่สนใจหมอลำจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการอนุรักษ์หมอลำ แนวทางใน การส่งเสริม เช่น การจัดหลักสูตรฝึกอบรมหมอลำสำหรับเยาวชน การสนับสนุนให้เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมที่ เกี่ยวข้องกับหมอลำ - การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการอนุรักษ์หมอลำ หมอลำเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจึงมีความสำคัญในการอนุรักษ์หมอลำ แนวทางใน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เช่น การจัดประชุมสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การจัดทำ แผนงานหรือโครงการร่วมกัน ๓. การส่งเสริม สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม (ถ้ามี) - กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้สนับสนุนงบประมาณผ่านสมาคมหมอลำอีสาน และสภาวัฒนธรรมจังหวัด ร้อยเอ็ด - จังหวัดร้อยเอ็ดสนับสนุนงบประมาณในการจัดประชุมฯ ส่วนที่ ๔ สถานภาพปัจจุบัน ๑. สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการปฏิบัติอย่างแพร่หลาย เสี่ยงต่อการสูญหายต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่มีการปฏิบัติอยู่แล้วแต่มีความสำคัญต่อวิถีชุมชนที่ต้องได้รับการฟื้นฟู ๒. สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม - ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ไม่สนใจหมอลำหรือสนใจในวัฒนธรรมพื้นบ้านน้อยลง การถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นจึงทำ ได้ยากขึ้น - การขาดแคลนครูสอนหมอลำ ครูสอนหมอลำส่วนใหญ่มีอายุสูงและใกล้เกษียณอายุราชการ การขาดแคลนครู สอนหมอลำจึงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของหมอลำรุ่นใหม่ - การแข่งขันจากสื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญในการให้ ความบันเทิงแก่ผู้ชม ทำให้การแสดงหมอลำอาจไม่ตอบโจทย์ผู้ชมในยุคสมัยใหม่
๙๔ ๓. รายชื่อผู้สืบทอดหลัก (เช่น บุคคล กลุ่มคน เป็นต้น) รายชื่อบุคคล/หัวหน้าคณะ/กลุ่ม/ สมาคม/ชุมชน องค์ความรู้ด้านที่ได้รับ การสืบทอด สถานที่ติดต่อ/โทรศัพท์ นางสาวรินดา ประกอบบุญ (รินดา ประกอบบุญ) การแสดงหมอลำ 241 ม.3 ต.ธาตุพนมเหนือ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม 094-5419556 นายสินไช ภูมิลา (สินไชน้อย ภูมิลา) คณะโขง ชี มูล การแสดงหมอลำ 119 ม.12 บ้านชัยศรี ต.หนองแวง อ.บ้านแพง จ.นครพนม นายมิตร มงคลไชย หมอลำ ลูกพระธาตุ สิทธินาถ มงคลชัย การแสดงหมอลำ บ้านต้อง ต.ฝั่งแดง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม นายนาวา วงศ์เหง้า คณะสารพัดหมอลำ การแสดงหมอลำ 29/3 ซ.ร่วมพัฒนา ถ.กลางเมือง อ.เมือง จ.นครพนม นายประสิทธิ์ พิมพา กลุ่มกลองกิ่ง สภาวัฒนธรรมตำบลนาถ่อน การแสดงหมอลำ 186 ม.1 บ้านนาถ่อน ต.นาถ่อน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม นายจีระพล หมั่นที กลองยาวเจ้าปู่ศรีสุทโท การแสดงหมอลำ 201 บ้านมหาชัย ม. 2 ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม นายวัชรินทร์ ธีระนันท์วัฒนา (หมอโจ้ท่าลาด) การแสดงหมอลำ บ้านท่าลาด ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร จ.นครพนม ส่วนที่ ๕ การยินยอมของชุมชนในการจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ไม่จำกัดจำนวน) ชื่อ-สกุล นางสาวรินดา ประกอบบุญ นายสินไช ภูมิลา นายมิตร มงคลไชย นายนาวา วงศ์เหง้า นายประสิทธิ์ พิมพา นายจีระพล หมั่นที นายวัชรินทร์ ธีระนันท์วัฒนา
๙๕ สถานภาพที่เกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (เช่น เป็นครูผู้สืบทอด เป็นผู้ได้รับการถ่ายทอด ความรู้ เป็นผู้นำชุมชน เป็นเจ้าหน้าที่ในชุมชน เป็นผู้ชม เป็นผู้รับบริการ หรือเป็นผู้สนับสนุนด้านอื่นๆที่ เกี่ยวข้อง) ขอรับรองข้อมูลตามเอกสารคำขอเสนอฯ และยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ลงชื่อ (นางสาวรินดา ประกอบบุญ)
๙๖ ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก 1. เอกสารอ้างอิง - จารุวรรณ ธรรมวัตร. (2528). บทบาทของหมอลำต่อสังคมอีสานในช่วงกึ่งศตวรรษ. รายงานการ วิจัย. สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน,มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. - พรชัย ศรีสารคาม. (2524). ลำเต้ย. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. สาขาดุริยางศิลป์ คณะ ศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. - พรสวรรค์ พรดอนก่อ วุฒิพงษ์ โรจน์เขษมศรีและปัทมาวดี ชาญสุวรรณ. (2560). การก่อรูปของลำ กลอนวาดอุบล. Veridian E-Journal. ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ และศิลปะ .นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร - ราชันย์ เจริญแก่นทราย. (2554). กลวิธีการลำกลอน หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน. วิทยานิพนธ์. ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - วรัทยา ด้วงปลี, จินตนา สายทองคำ และศุภชัย จันทร์สุวรรณ. (2556). อิทธิพลของฟ้อนแม่บทอีสาน ที่มีต่อการสร้างสรรค์การแสดงพื้นบ้าน วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด. วารสารวิชาการ รมยสาร. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ - วุฒิศักดิ์ จีระกมล .(2560). แนวทางการฟื้นฟูทำนองลำพื้นในภาคอีสาน. มหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาสารคาม. - ศิวาพร ฟองทอง และคณะ, ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงาน คนไทย 4.0, สนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), เมษายน 2565) - สุดใจ สุนทรส. (2535). ลำเต้ย. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. ไทยคดีศึกษา เน้นมนุษยศาสตร์. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม - อนุลักษณ์ อาสาสู้. (2553). ดนตรีในพิธีกรรมรำผีฟ้า : กรณีศึกษาคณะหมอลำผีฟ้าบ้านหนองคอน ไทย ตำบลกุดตุ้ม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ. วิทยานิพนธ์ ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา มานุษยดุริยางควิทยา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 2. บุคคลอ้างอิง นางสาวรินดา ประกอบบุญ นายสินไช ภูมิลา นายมิตร มงคลไชย นายนาวา วงศ์เหง้า นายประสิทธิ์ พิมพา นายจีระพล หมั่นที นายวัชรินทร์ ธีระนันท์วัฒนา