The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dear_nps, 2022-03-18 02:10:53

สัมมนาสัตวศาสตร์ 2-2564

สัมมนา 2-2564

48

ถูกนามาใชเปนเกณฑการคัดเลือกเพื่อใหทราบถึงชวงอายทุ ่ีพนั ธกุ รรมท่แี สดงออกทางเพศและเปนอยางไร แมพนั ธุมี
สามารถกลับสูวงรอบการเปนสัดหลงั จากการคลอดลกู ครงั้ แรกและในการต้งั ทองในฤดูกาลผสมพันธรุ อบตอไปเปน
อยางไร (Schmidt et al., 2019)

การรวมหรือการเปลี่ยนแปลงของคุณลักษณะในดัชนีการเลอื กตองมีความรูเกี่ยวกับคณุ ลักษณะเหลาน้ัน
นอกจากนี้ การประมาณคาพารามิเตอรทางพันธุกรรม (ความแปรปรวน การถายทอดทางพันธุกรรม และ
ความสัมพันธ) สาหรับลักษณะที่เกี่ยวของในประชากรชวยใหสามารถออกแบบกลยุทธการคัดเลือกที่สงผลใน
ทางบวกตอความกาวหนาทางพนั ธุกรรมและดวยเหตนุ ี้ ประสทิ ธิภาพการผลติ ดังนั้น การศึกษาทปี่ ระเมนิ ลักษณะที่
เก่ียวของกับน้าหนกั ลกั ษณะการเจริญเติบโต คุณภาพซาก และการเจริญพนั ธุ เพ่ือปรับปรุงผลผลิตของโคเนื้อ
(Schmidt et al., 2019)

อตั รำทำงพนั ธกุ รรมมปี ระโยชน์ตอกำรปรบั ปรงุ พนั ธ์ุอยำงไร

อัตราทางพนั ธุกรรม (Heritability) คอื ความแปรปรวนของลักษณะทปี่ รากฏทางพนั ธกุ รรมโดยตรง หรือมสี ิ่ง
แวดอน่ื ๆ เขามารวมดวย สามารถทาใหทราบถงึ ลกั ษณะท่ีปรากฏจากรนุ พอและแมวาคลายคลงึ มากนอยเพียงใด
บอกถงึ ความใกลเคยี งและความแมนยาทางลักษณะท่ีปรากฏ คาอัตราทางพันธกุ รรมเปนคาเฉพาะของแตประชากร
นนั้ แตสงิ่ แวดลอมนน้ั สามารถเปล่ียนแปลงไดตามการเปลย่ี นแปลงของทุกความแปรปรวนทใ่ี ชในการคานวณ ดังนัน้
ลักษณะการแสดงอออกตางๆ ถกู ควบคุมโดยอตั ราทางพันธุกรรมหรอื ยีน และในการปรบั ปรงุ พนั ธุสัตวการปรบั ปรุง
ทางพันธกุ รรมจะตองมกี ารคัดเลอื กพันธสุ ตั วทีด่ ีเหมาะกับวธิ ีการผสมพนั ธุ โดยการคดั เลอื กพอแมพันธุจะตองเลอื ก
พอแมพันธุท่ีมคี าอัตราทางพันธุกรรมสูง ซ่ึงถาคาอตั ราทางพันธุกรรมสงู การถายทอดลักษณะไปยงั รุนตอไปก็จะสูง
เชนกัน อัตราพนั ธกุ รรมสามารถเปนตัวบอกความแปรปรวนทางพนั ธุกรรม ใชในการกาหนดแผนการคัดเลือกและ
ผสมพันธุ ใชสาหรบั ทานายความกาวหนาในการคัดเลือกแตละลักษณะ โดยคาอัตราทางพันธกุ รรมลกั ษณะตางๆ
การสืบพันธแุ ละการอยูรอดมอี ัตราทางพนั ธกุ รรมนอยกวา 0.2 อยใู นระดบั ต่า การเจรญิ เตบิ โตมีอตั ราทางพนั ธุกรรม
0.2-0.4 อยูในระดบั ปานกลาง ซากมอี ัตราทางพนั ธุกรรม 0.4-0.6 อยูในระดบั สงู (นิรนาม, 2552)

อตั รำพันธุกรรมท่สี อดคลองกับกำรสมบูรณพ์ ันธ์ุ

ลกั ษณะการสมบรู ณพนั ธถุ ูกการประเมินไวในการพัฒนาสายพนั ธุ การปรบั ปรุงพันธุและวางแผนการพฒั นาสาย
พันธุ มกี ารวัดเสนรอบอัณฑะหลงั หยานม (Silva et al., 2018) ชวยในการประเมินการแสดงออกทางเพศสามารถบ
อกถึงคณุ ภาพอสจุ ใิ นอนาคตซงึ่ สามารถถายทอดทางพนั ธกุ รรมไดในระดับปานกลางถึงสูงและมคี วามสัมพันธกับอายุ
เมอ่ื คลอดลกู คร้ังแรก ระยะเวลาอุมทอง ความหางของการใหลูก (Bessa et al., 2021) ความสัมพันธของคะแนน
เตานม (Oliveira et al. 2013) และการผสมพันธแุ ละการตั้งทองของโคสาว (Schmidt et al., 2019)

อตั รำพันธกุ รรมและควำมเกี่ยวของกบั คุณภำพซำก

ลักษณะซากของโคพนั ธซุ บี ู ไดทาการวดั และประเมินบริเวณพื้นทีห่ นาตดั เน้อื สัน ไขมนั สวนหลังและความหนา
ของไขมันสะโพก การวิเคราะหความสัมพันธระหวางนา้ หนักโตเต็มวัยกับคะแนนกลามเนอื้ (Silva et al., 2018)
เพอ่ื ตองการปรบั ปรุงคุณภาพซากใหผลลัพธใกลเคียงกับโคสายพันธุยุโรปในโคพันธบุ ราหมัน โคบราหมนั -แองกัส
อัตราทางพันธุกรรมตัง้ แตต่าถึงปานกลาง ตรงขามสาหรบั ลกั ษณะซาก นอกจากการประมาณคาพารามิเตอรทาง
พันธกุ รรรม การติดตามผลการกาวหนา การคดั เลือกคณุ สมบตั ิ เชน การประเมินแนวโนมทางพันธกุ รรม ชวยในการ
ประเมนิ การจนไปถึงการวางแผนการปรับปรงุ สายพันธุ สาหรับการปรับปรงุ พันธเุ ปนการติดตามผลของการผสมพนั ธุ
ลักษณะท่ีแสดงออกทางฟโนไทปสามารถบงบอกถึงลักษณะการผลติ และการสืบพันธทุ ี่ถายทอดจากพอแมพันธุวามี
การแสดงออกมากนอยเพียงใด (Bessa et al., 2021)

49

กำรประเมินสหสมั พันธร์ ะหวำงอัตรำพนั ธกุ รรมตอลักษณะปรำกฏ

สหสัมพันธเปนการศึกษาชุดความสัมพันธของขอมูล ต้ังแต 2 ขอมูลข้ึนไปที่เกิดจากความสัมพันธทาง
พนั ธกุ รรมวามีความสมั พันธกันอยางไร สามารถบอกระดับและทศิ ทางความสมั พันธได เม่ือตวั แปรหนึง่ เพ่มิ ขึน้ อกี
ตวั แปรกม็ แี นวโนมทเี่ พ่ิมขึน้ (หรือลดลง)

สหสัมพนั ธของลักษณะปรากฏ (Phenotypic correlation) คือ สหสัมพนั ธระหวางการผลิต 2 ลักษณะที่
เกดิ ข้ึนจากความสมั พนั ธทางพนั ธกุ รรมและความสัมพนั ธส่ิงแวดลอม ซ่งึ ยีนและสิง่ แวดลอมมอี ทิ ธพิ ลตอลกั ษณะท่ี
เราสนใจ

สหสมั พันธของส่งิ แวดลอม (Environment correlation) เกิดจากส่งิ แวดลอมหนึ่งๆ ที่มีผลตอการแสดงออก
ของลกั ษณะ

สหสมั พันธของพันธุกรรม (Genetic correlation) สหสมั พันธระหวางคาการผสมพันธขุ อง 2 ลักษณะเกิดข้ึน
จาก pleiotropy และหรอื gene linkage

ความสัมพันธทางพันธกุ รรมบางลกั ษณะในโค น้าหนกั แรกเกิดตอน้าหนักหยานมมีความสัมพันธทางพนั ธุกรรม
0.20 ถึง 0.40 น้าหนกั แรกเกิดตอน้าหนักโตเต็มวัยมคี วามสมั พนั ธทางพนั ธกุ รรม 0.30-0.50 (นิรนาม, 2552)

ควำมสัมพันธข์ องกำรอัตรำพันธุกรรมระหวำงน้ำหนกั ตวั ในแตระยะของโค

ความสัมพันธของโคแตละระยะ พบวา ในโคพนั ธุบราหมันมีน้าหนักเมื่อโคอายุ 120 วนั จะมีความสมั พนั ธกบั
นา้ หนกั เมอ่ื โคอายุ 210 วนั มากท่ีสดุ และรองลงมามคี วามสมั พนั ธกับน้าหนกั เม่อื อายุ 1 ป (Bessa et al., 2021) ใน
สวนโคพันธุเนลลอรมีความสมั พันธนา้ หนกั แรกเกิดกับน้าหนักหยานมมากท่ีสุด และในสวนของนา้ หนกั หยานมมี
ความสัมพันธกบั นา้ หนกั เม่อื 1 ป และรองลงมามคี วามสัมพนั ธกับน้าหนักเมอื่ อายุ 550 วัน (Boligo et al., 2013)
เชนเดยี วกับ Schmidt et al., (2019) นา้ หนกั แรกเกิดถงึ หยานมมีความสมั พนั ธกบั น้าหนักหยานมถงึ 1 ปมากกวา
นา้ หนักหยานมเม่ือน้าหนัก 1 ปตอน้าหนกั แรกเกิดถึงหยานม แตโคในพ้นื ท่ีประเทศเคนยานา้ หนักแรกเกดิ จะมี
ความสัมพนั ธกับนา้ หนกั เม่ือโตเต็มวยั มากกวาน้าหนกั หยานมและนา้ หนกั เม่ืออายุ 1 ป แตมีความสัมพนั ธนอยกวา
นา้ หนกั หยานมตอน้าหนักเม่อื อายุ 1 ป (Gathura et al., 2020) นอกเหนอื จากน้ี ในโคพันธเนลลอรมคี วามสมั พนั ธ
ของนา้ หนักหยานมกบั น้าหนกั เมอื่ โตเต็มวยั ใกลเคียงกับคะแนนกลามเน้อื (Silva et al., 2018)

50

ตำรำงที่ 1 ความสมั พนั ธของอัตราพันธุกรรมระหวางน้าหนักตัวในแตระยะของโค
อำงองิ รำยกำร
Bessa et นา้ หนักเมื่ออายุ 120 วันของโคพนั ธุบราหมันมีความสมั พนั ธการแสดงออกของน้าหนกั เม่ืออายุ

al. (2021) 210 วันมากทส่ี ดุ (0.95±0.01)
Boligo et นา้ หนักแรกเกิดของโคพนั ธเุ นลลอรมีความสมั พันธกับนา้ หนักหยานมท่ีสุด (0.72) สวนน้าหนกั
al. (2013) หยานมจะมีความสมั พนั ธกบั นา้ หนัก 1 ป (0.86) มากกวา 550 วนั (0.79)
Gathura et นา้ หนักแรกเกิดของโคในพ้นื ท่ีประเทศเคนยามีความสัมพันธกับนา้ หนกั เม่ือโตเตม็ วัยมากท่สี ุด
al. (2020) (0.63) แตมีความสัมพนั ธนอยกวาน้าหนักหยานมตอน้าหนักหนึ่งปของโคขนุ (0.84)
Schmidt et น้าหนักแรกเกิดถึงน้าหนักหยานมของโคพันธุเนลลอรมีความสัมพันธกับน้าหนักเม่ือ 1 ป
al. (2019) (0.18±0.01) ซึ่งมีความสมั พันธมากกวาน้าหนักหยานมเม่อื 1 ป ตอนา้ หนักแรกเกิดถึงน้าหนัก

หยานม (0.11±0.01)
Silva et al. นา้ หนักหยานมท่ีแสดงออกของลักษณะโดยตรงของโคพันธุเนลลอรมีความสมั พันธกบั น้าหนกั

(2018) นา้ หนักเมื่อโตเต็มวยั (0.55±0.04) ใกลเคยี งกบั คะแนนกลามเน้ือ (0.55±0.02)

ควำมสมั พันธข์ องอตั รำพนั ธกุ รรมระหวำงลกั ษณะกำรเตบิ โตในแตระยะของโค

ลักษณะการเจริญเติบโตของโคแตละระยะ พบวา ในโคพนั ธุเนลลอรการเพมิ่ ขึ้นของนา้ หนักแรกเกิดถึงหยานม
จะมีความสมั พันธกบั การเพิม่ ขึ้นของนา้ หนกั หยานมถงึ อายุ 1 ป มากกวาการเพ่มิ ขน้ึ ของนา้ หนกั หยานมถงึ เม่อื 1 ป
ตอการเพ่ิมข้ึนของน้าหนกั แรกเกิดถึงหยานม (Schmidt et al., 2019) เชนเดียวกับ (Silva et al., 2018) นา้ หนัก
หยานมมคี วามสมั พันธกบั การเจริญเตบิ โตท่ีเพิ่มข้ึนใน 345 วัน แตโคในพ้ืนที่ประเทศเคนยา นา้ หนักหยานมจะมี
ความสัมพันธกับน้าหนักที่เพิ่มข้ึนหลังหยานมรายวันเปนลบ (Gathura et al., 2020) ในโคพันธุเนลอรมีการ
เจรญิ เติบโตทีเ่ พ่มิ ขนึ้ ของน้าหนักแรกเกิดถึงหยานมมคี วามสมั พันธกับโครงสรางเมือ่ หยานมมากกวาการเจริญเติบโต
ท่ีเพมิ่ ข้ึนของน้าหนักหยานมถึง 1 ปตอโครงสราง 1 ป (Vargas et al., 2018)

ตำรำงที่ 2 ความสมั พันธของอัตราพนั ธุกรรมระหวางลักษณะการเติบโตในแตระยะของโค
อำงอิง รำยกำร

Gathura et ในโคพืน้ ท่ีประเทศเคนยาน้าหนกั หยานมมคี วามสมั พนั ธกบั อตั ราการเจรญิ เตบิ โตเฉลี่ยตอวันหลงั
al. (2020) หยานมเปนลบ (-0.12)
Schmidt et การเพมิ่ ข้ึนของนา้ หนกั แรกเกดิ ถงึ นา้ หนกั หยานมในโคพันธเุ นลลอรมีความสมั พนั ธกับการเพ่ิมข้นึ
al. (2019) ของน้าหนกั หยานมถึง 1 ป (0.18±0.01) ซึ่งมีความสัมพันธมากกวาการเพม่ิ ข้นึ น้าหนักหยานม

ถงึ 1 ป ตอการเพมิ่ ขึน้ ของน้าหนกั แรกเกิดถึงหยานม (0.11±0.01)
Silva et al. น้าหนักหยานมของโคพันธุเนลลอรมีความสัมพันธกับการเจริญเติบโตท่ีเพ่ิมข้ึนใน 345 วัน

(2018) (0.19±0.01)
Vargas et การเจริญเติบโตที่เพ่ิมข้ึนของน้าหนักแรกเกิดถึงหยานมในโคพันธุเนลลอรมีความสมั พันธกบั
al. (2018) โครงสรางเมอื่ หยานม (0.88) มากกวาการเจริญเติบโตที่เพ่มิ ข้นึ ของน้าหนกั หยานมถึง 1 ปตอ

โครงสรางเม่อื 1 ป

51

ควำมสมั พันธข์ องอตั รำพนั ธุกรรมระหวำงคณุ ภำพซำกในแตระยะของโค

ความสัมพนั ธคุณภาพซากของโคแตละระยะ พบวา ในโคพันธุบราหมันมีน้าหนักเม่อื โคอายุ 450วัน จะมี
ความสัมพนั ธกบั พ้นื ท่หี นาตัดเนอื้ สนั มากท่ีสุด รองลงมา ความหนาของไขมันสันหลงั และความหนาของไขมันสะโพก
ซ่ึงมคี วามสมั พนั ธมากกวานา้ หนักโคเม่ืออายุ 365 วันและ 210 วัน (Bessa et al., 2021) ตางจาก Kluska et al,.
2018 ในโคเนลลอรน้าหนกั โคเม่อื อายุที่ 210 วันมีความสัมพันธมากกวาโคเมื่ออายุ 450 วัน โคพันธุเนลลอรที่มี
ความสัมพนั ธระหวางน้าหนักหยานมกับคะแนนกลามเน้ือมากทีส่ ดุ (Silva et al., 2018) นา้ หนักแรกเกดิ ถงึ หยานม
ในโคพนั ธเุ นลออรมคี วามสัมพันธกบั กลามเน้ือเม่อื หยานมมากทีส่ ดุ (Vargas et al., 2018)

ตำรำงที่ 3 ความสมั พันธของอัตราพันธุกรรมระหวางคณุ ภาพซากในแตระยะของโค
อำงอิง รำยกำร
Bessa et อายโุ คท่ี 450 วนั ของโคพนั ธุบราหมนั ความสัมพันธกบั พ้นื ท่ีหนาตัดเนอ้ื สนั (0.75±0.08) ความ

al. (2021) หนาของไขมันสันหลัง (0.42±0.15) และความหนาของไขมันสะโพก (0.35±0.13) ซึ่งมี
ความสมั พนั ธมากกวานา้ หนักโคเมอ่ื อายุ 365 วัน

Silva et al. นา้ หนักหยานมของโคพนั ธุเนลลอรมคี วามสมั พันธกบั คะแนนกลามเนื้อ (0.55±0.02)
(2018)
Kluska et นา้ หนกั โคท่ี 210 วนั มีความสัมพันธกับพน้ื ท่หี นาตัดเนอ้ื สนั (0.48±0.04) ความหนาของไขมัน
al. (2018) สันหลัง (0.20±0.01) และความหนาของไขมันสะโพก (-0.07±0.07) มีความสมั พันธมากวาโคเมื่อ
อายุ 450 วนั
Vargas et นา้ หนักแรกเกิดถึงหยานมในโคพนั ธุเนลลอรมีความสัมพันธกับกลามเนื้อเมื่อหยานม (0.56)
al. (2018) มากกวากลามเน้อื เมอ่ื 1 ป (0.46)

ควำมสมั พนั ธข์ องอตั รำพนั ธุกรรมระหวำงควำมเจรญิ พนั ธ์ุ

ความสัมพันธการเจรญิ พนั ธุของโคแตละระยะ พบวา โคพันธุเนลลอรมคี วามสมั พนั ธกบั นา้ หนักหยานมตอเสน
รอบอณั ฑะ (Silva et al., 2018) เชนเดียวกบั โคพันธุบราหมนั ท่ีมนี า้ หนกั เมอ่ื โคอายุ 365 วนั มีความสัมพนั ธกบั
ขนาดเสนรอบอัณฑะมากทส่ี ุด รองลงมาระยะเวลาในการอุมทองและอายเุ ม่ือคลอดลูกตวั แรก (Bessa et al.,
2021) สวนโคในพ้ืนเมืองทป่ี ระเทศเคนยามีความสมั พนั ธกับอายุเมือ่ คลอดลูกตวั แรกมากท่สี ุด รองลงมาน้าหนกั
อัณฑะเมือ่ อายุ 1 ป และเสนรอบอณั ฑะ (Gathura et al., 2020) ตางจากโคพันธุเนลลอร นา้ หนักแรกเกิดถึงหยา
นมมคี วามสัมพนั ธกับการตง้ั ทองของโคสาว รองลงมาการผสมพนั ธโุ คและอายุแรกคลอด มคี วามสมั พันธนอยกวา
นา้ หนักหยานมถึง 1 ป ตอการผสมพันธุโค (Schmidt et al., 2019) นอกเหนือจากน้ีมีการประเมินความสมั พนั ธ
ของเตานมในโคพนั ธุเนลลอร นา้ หนกั หยานมมีความสัมพันธกับคะแนนเตานมมากท่สี ดุ (Oliveira et al., 2013)

52

ตำรำงที่ 4 ความสมั พันธของอัตราพนั ธกุ รรมระหวางความเจริญพนั ธุ
อำงอิง รำยกำร
Bessa et อายโุ คท่ี 365 วัน มีความสมั พันธกับขนาดเสนรอบอัณฑะมากทสี่ ดุ (0.48±0.11) ระยะเวลาอมุ

al. (2021) ทอง (0.16±0.12) และอายเุ มื่อคลอดลกู ตวั แรก (-0.44±0.14)
Oliveira et นา้ หนักหยานมมีความสัมพันธกบั คะแนนเตานมมาก (0.48±0.053)
al. (2013)
Gathura et นา้ หนักแรกเกิดมคี วามสัมพันธกบั อายเุ ม่อื คลอดลูกตวั แรกมากสุด (0.82) น้าหนักอณั ฑะเมื่ออายุ
al. (2020) 1 ป (0.09) เสนรอบอณั ฑะ (0.08)
Schmidt et นา้ หนักแรกเกิดถึงน้าหนักหยานมมีความสัมพันธกับการต้ังทองของโคสาวเมื่ออายุ 18 เดือน
al. (2019) (0.15±0.01) การผสมพันธุโค (0.03±0.01) อายุแรกคลอด (-0.10±0.01) ซึ่งมีคานอยกวา

ความสมั พนั ธน้าหนกั หยานมถึง 1 ปตอการผสมพนั ธโุ ค (0.10±0.01)
Silva et al. นา้ หนักหยานมมีความสมั พันธกบั เสนรอบอัณฑะ (0.20±0.01)

(2018)

สรุป

จากการศึกษาการประเมนิ คาอัตราทางพันธุกรรมระหวางน้าหนกั ตวั แตระยะน้าหนกั หยานมมีความสัมพันธ
มากกวานา้ หนักแรกเกดิ อัตราทางพนั ธุกรรมระหวางลักษณะการเติบโตการเพมิ่ ขนึ้ ของนา้ หนกั แรกเกิดถึงหยานมมี
ความสัมพันธกับการเพ่มิ ข้ึนนา้ หนกั หยานมถึง 1 ป ตางจากน้าหนกั หยานมกับการเจรญิ เติบโตเฉลย่ี ตอวนั หลังหยา
นมเปนลบ อัตราทางพนั ธุกรรมระหวางคุณภาพซาก พืน้ ท่ีหนาตดั เนือ้ สันมคี วามสมั พันธมากกวาคะแนนกลามเนอ้ื
ไขมนั สันหลงั และไขมันสะโพก อัตราทางพันธกุ รรมระหวางการเจรญิ พนั ธุนา้ หนักแรกเกดิ มคี วามสมั พนั ธกบั นา้ หนกั
เม่ือคลอดลกู ตัวแรก และนา้ หนักหยานมมีความสัมพนั ธกบั คะแนนเตานม

ขอเสนอแนะ

เกษตรกรตองเลือกพอโคท่มี คี าอตั ราทางพันธุกรรมของนา้ หนกั แรกเกดิ นอย เพื่อลดปญหาการคลอดยากทจ่ี ะ
สงผลไปยังอัตราการตายของลกู แรกเกิดและลดปญหาการชวยคลอด นา้ หนกั หยานมและนา้ หนกั 1 ปตองเลือกพอ
โคทค่ี าอัตราทางพันธกุ รรมสูง เพ่ือการเจริญเติบโตในอนาคตทด่ี ี

53

เอกสำรอำงองิ

กรมปศุสตั ว. 2561. ยุทธศาสตรโคเนื้อ 2561-2565. คณะกรรมการยุทธศาสตรโคเน้ือ สานกั สงเสรมิ และพฒั นาการ
ปศุสตั ว กรมปศสุ ัตว, กรุงเทพฯ

ทวพี ร เรืองพร้มิ . 2556. การปรับปรุงพนั ธุโคเนือ้ เพื่อการผลิต. วารสารปศุสัตวเกษตรศาสตร. 40(157): 34-38
นิรนาม. 2552. การประเมนิ คาพารามเิ ตอรทางพนั ธุกรรมสตั ว. แหลงที่มา: http://www.agri.ubu.ac.th/ สืบคน

วันท่ี 15 มกราคม 2565
วรางคณา กจิ พิพิธ มนสั นนั ท นพรัตนไมตรี และสายณั ห บัวบาน. 2561. คาพารามเิ ตอรทางพนั ธกุ รรมของลักษณะ

ความสมบรู ณพนั ธขุ องโคนม ในประเทศไทย. วารสารแกนเกษตร. 46(1)
Abreu Silva, B. C., Eler, J. P., Santana, M. L., Mattos, E. C., Menezes, I. R., and Ferraz, J. B. S. 2 0 1 8 .

Genetic association between mature weight and early growth and heifer pregnancy traits
in Nellore cattle. Livestock Science. 211: 61–65.
Bessa, A. F. de O., Duarte, I. N. H., Rola, L. D., Bernardes, P. A., Gonzaga Neto, S., Lôbo, R. B.,
Munari, D. P.,and Buzanskas, M. E. 2 0 2 1 . Genetic evaluation for reproductive and
productive traits in Brahman cattle. Theriogenology. 173: 261–268.
Boligon, A. A., Bignardi, A. B., Mercadante, M. E. Z., Lôbo, R. B., and Albuquerque, L. G. 2013. Principal
components and factor analytic models for birth to mature weights in Nellore cattle.
Livestock Science. 152(2–3): 135–142.
de Oliveira, M. H. V., Silva, J. A. I. de V., Faria, R. A. da S., de Paiva, J. T., Malheiros, J. M., Correia, L.
E. C. dos S., Albuquerque, L. G., & Gaya, L. de G. 2 0 2 1 . Genetic evaluation of
weaning weight and udder score in Nellore cattle. LivestockScience. 244: 104400.
Gathura, D. M., Muasya, T. K., & Kahi, A. K. 2020. Meta-analysis of genetic parameters for traits of
economic importance for beef cattle in the tropics. Livestock Science. 242: 104326
Kluska, S., Olivieri, B. F., Bonamy, M., Chiaia, H. L. J., Feitosa, F. L. B., Berton, M. P., Peripolli, E.,
Lemos, M. V. A., Tonussi, R. L., Lôbo, R. B., Magnabosco, C. de U., diCroce, F., Osterstock,
J., Pereira, A. S. C., Munari, D. P., Bezerra, L. A., Lopes, F. B., and Baldi, F. 2018 . Estimates
of genetic parameters for growth, reproductive, and carcass traits in Nelore cattle using the
single step genomic BLUP procedure. Livestock Science. 216: 203–209.
Schmidt, P. I., Ferreira, I. A., Silveira, D. D., Campos, G. S., Souza, F. R. P., Carvalheiro, R., and
Boligon, A. A. 2019. Reproductive performance of cows and genetic correlation with weight
gains and principal components of traits used in selection of Nelore cattle. Livestock
trScience. 229: 77–84.
Vargas, G., Schenkel, F. S., Brito, L. F., Neves, H. H. de R., Munari, D. P., Boligon, A. A., and Carvalheiro,
R. (2018). Unravelling biological biotypes for growth, visual score and reproductive traits in
Nellore cattle via principal component analysis. LivestockScience. 217: 37–43.

54

กำรตำนยำปฏิชีวนะของแบคทีเรียในกระบือ
Antibiotic resistance of bacteria in buffaloes

วลิ ำวรรณ โสเพียร1*
Wilawan Sophian1*

1สาขาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสรุ ินทร์
*Corresponding Author E-mail Address: [email protected]

บทคัดยอ

การเลี้ยงกระบือท่เี พ่ิมข้ึนทาใหเกษตรกรดูแลสุขาภิบาลสัตวไดไมทั่วถึง จึงเกิดปญหาสัตวปวยไดงาย ซ่ึงเปน
สาเหตุทีม่ กี ารเลือกใชยาปฏิชวี นะในการปองกัน ควบคมุ และรักษาโรค ซ่งึ ปจจุบนั ใชยาปฏิชีวนะอยางแพรหลาย
และใชเปนระยะเวลานาน นาไปสูการตกคางในส่งิ แวดลอมและตานยาปฏิชีวนะของเช้ือแบคทเี รยี ในกระบือพบ
Escherichia coli (E. coli) ตานยาปฏิชีวนะ Tetracycline รอยละ 41.6 รองลงมาคอื Amoxicillin รอยละ 16.6
และ Klebsiella spp. ตานยาปฏิชีวนะ Amoxicillin รอยละ 64.0 รองลงมาคือ Tetracycline รอยละ 60.6 ซึ่ง
ตรวจพบจากเน้ือสดของกระบือ อีกทัง้ ยังพบ E. coli ที่ตานยาปฏิชีวนะ Ampicillin รอยละ 100 รองลงมาคือ
Cephalothin, Meropenem และ Ceftazidime รอยละ 75.0 ในน้านมของกระบอื ท่ีเปนเตานมอักเสบ และตาน
ยาปฏิชีวนะ Ampicillin รอยละ 62.8 รองลงมาคือ Sulphathiazole รอยละ 60 ท่ีพบในปสสาวะและมูลของ
กระบอื ซ่ึงแบคทีเรยี ตานยาปฏชิ วี นะเหลานจี้ ะเกิดการปนเปอนในสิง่ แวดลอม และสามารถถายโอนยีนการตานยา
ปฏิชีวนะไดดงั นนั้ เกษตรกรผเู ล้ยี งกระบอื ควรศกึ ษาการใชยาปฏิชีวนะอยางรอบคอบและสมเหตุสมผล เพื่อลดการ
ตกคางและการตานยาปฏิชีวนะในผลิตภณั ฑจากกระบอื และสงิ่ แวดลอม

คำสำคัญ : กระบอื การตานยาปฏชิ วี นะ กลไกการตานยาปฏชิ ีวนะ

55

บทนำ

การเล้ียงกระบือเกิดขึ้นมาเปนเวลายาวนานในอดีตเกษตรกรเลี้ยงกระบือเพ่ือใชเปนแรงงานห ลักเพ่ือ
เกษตรกรรม เปนแหลงอาหารโปรตีนสาหรบั ชุมชน กระบือมีความทนทานตอสภาพภูมิอากาศ โรค และแมลงไดดี
(ปราโมทย, ม.ม.ป.) จากขอมลู ของกรมปศุสัตวรายงานวาสถติ จิ านวนกระบือในประเทศไทยป พ.ศ. 2563 - 2564 มี
จานวนเพ่ิมมากข้ึนจาก 1,256,074 ตัว เปน 1,463,022 ตัว (กรมปศุสัตว, 2564) กอใหเกิดการขยายตัวของ
อุตสาหกรรมการผลิตกระบือ ซ่ึงเปลี่ยนจากการเลี้ยงแบบวิถีชนบทเปนแบบธุรกิจ (กรมปศุสัตว, ม.ม.ป.) จานวน
กระบือท่ีเพ่ิมข้ึนทาใหมีพ้นื ที่ไมเหมาะสมกันจานวนของกระบือ (เทยี นทิพยและคณะ, 2560) สตั วอยรู วมกนั อยาง
หนาแนนเกินไป ทาใหการดแู ลสุขาภบิ าลสัตวไมท่ัวถึงกอใหเกิดปญหาดานสุขภาพ ซ่งึ เปนสาเหตุทอ่ี าจทาใหสตั วเกิด
อาการปวยไดงาย (พยงุ ศกั ดิ์, 2563) เม่อื สตั วปวยจงึ มีการใชยาปฏิชีวนะในฟารม ปศุสัตวเพอื่ ปองกัน ควบคมุ และ
รักษาโรค ซง่ึ การใชยาปฏิชวี นะในปจจุบันมีการใชอยางแพรหลาย โดยใชยาปฏชิ วี นะในปริมาณทีส่ ูงและเปนระยะ
เวลานาน นาไปสูปญหายาปฏชิ ีวนะตกคางท้งั ในผลติ ภัณฑสตั วและส่ิงแวดลอม ตลอดจนเกิดการตานยาปฏิชีวนะ
ของเช้ือแบคทีเรียในสัตวได (สุภาวดีและอิสรพงษ, 2564) ดังนั้นการทาสัมมนาในครั้งนี้จึงไดมีการศึกษาและ
รวบรวมขอมูลเรอื่ งการตานยาปฏชิ ีวนะ กลไกการตานยาปฏชิ ีวนะ แหลงของแบคทีเรียท่มี ีโอกาสเกิดการตานยา
ปฏชิ ีวนะ เชน มูล น้าเสีย และดิน เปนตน และชนดิ ของแบคทเี รยี ทที ่ีเกิดการตานยาปฏิชีวนะในกระบือ ซ่ึงเปน
ขอมลู ทเ่ี ปนประโยชนแกเกษตรกรผูเลยี้ งกระบอื ได

กำรตำนยำปฏชิ ีวนะและกลไกกำรตำนยำปฏิชวี นะ

ยำปฏชิ วี นะ
ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics; ATBs) เปนยาท่ีใชในการรักษาการตดิ เชอ้ื แบคทีเรยี ยาปฏิชวี นะจะออกฤทธโ์ิ ดยการ

รบกวนกระบวนการทางานตาง ๆ และทาลายโครงสรางแบคทีเรีย ซ่งึ มีฤทธิ์ตอเช้อื แบคทีเรีย คอื ฆาเชอื้ แบคทเี รยี
(bactericidal) และยับย้งั การเจริญเตบิ โตของแบคทีเรีย (bacteriostatic) โดยแบคทเี รยี เหลาน้ีจะถกู ทาลายผนัง
เซลล และเย่ือหุมเซลลของแบคทีเรีย ยบั ย้ังหรอื รบกวนกระบวนการสงั เคราะหโปรตนี ภายในเซลลแบคทีเรีย โดย
เปาหมาย (target sites) ในการออกฤทธ์ิของยาปฏิชวี นะจะมีผลตอเซลลของแบคทีเรีย และ ส่ิงแวดลอมรอบ
แบคทเี รีย (อารยา, 2563) ทัง้ นี้ ยาปฏิชีวนะสวนใหญไมมฤี ทธฆิ์ าเช้ือไวรสั และลดการอกั เสบ แกปวด หรือลดไข (วี
ระยทุ ธ, 2563) ดังนน้ั การใชยาปฏชิ วี นะท่มี ากเกินความจาเปน และ ไมเหมาะสมทาใหเช้ือแบคทีเรยี เกดิ การตานยา
ปฏิชีวนะ และยงั สามารถถายทอดยีนตานยาปฏชิ วี นะ และเกิดการตกคางของยีนตานยาปฏิชีวนะในสิ่งแวดลอมได
(ณัฐธิดา และ คณะ, 2559)
กำรตำนยำปฏชิ ีวนะของแบคทเี รีย

การตานยาปฏิชีวนะ (Antibiotic resistance; AR) คือ การปรับตัวของแบคทีเรียท่ีทาใหยาปฏิชีวนะท่ีมี
ความสามารถในการทาลายหรือยับยัง้ การเจรญิ เติบโตของแบคทเี รียลดลง ความไวของยาปฏชิ วี นะตอเชื้อแบคทเี รีย
ลดลง (Less sensitivity) ซงึ่ เกิดจากกลไกท่ีหลากหลายทาใหใชยาปฏิชีวนะตวั เดิมไมไดผล (อารยา, 2563) โดยการ
ตานยาปฏิชวี นะอาจเกิดข้ึนเองตามธรรมชาตขิ องเช้อื แบคทเี รยี นนั้ ๆ หรืออาจเกิดจากการควบคมุ การทางานของยา
ปฏิชวี นะ (วีรวรรณ, 2549) และการท่แี บคทเี รียสามารถตานยาปฏชิ วี นะไดนั้น เกิดจากการควบคุมโดยยีนทีค่ วบคุม
การตานตอยาปฏิชวี นะ ยีนนอี้ าจจะอยบู นพลาสมิดทีเ่ ปนดเี อน็ เอ (Deoxyribonucleic acid; DNA) วงแหวนสายคู
ที่อยูนอกโครโมโซมของแบคทีเรยี หรอื อยูบนโครโมโซมของแบคทเี รยี ก็ได ยนี เหลานี้จะควบคมุ แบคทีเรียใหตานตอ
ยาปฏชิ ีวนะ (สุนัดดา, 2556)
กลไกกำรตำนยำปฏชิ ีวนะของแบคทีเรยี

แบคทเี รยี ที่มียีนตานยาปฏิชีวนะจะยังคงมีชีวติ อยูและสบื ทอดลักษณะดังกลาวไปยังรุนตอ ๆ ไป นอกจากน้ี
แบคทีเรยี ดังกลาวยงั สามารถปรบั เปลย่ี นโครงสรางทางพันธุกรรมในประชากรแบคทเี รยี ใหตานตอยาปฏชิ วี นะไดอีก
ดวย ทาใหเกิดการตานยาปฏิชีวนะของแบคทเี รียเพม่ิ มากข้ึน (สุนดั ดา, 2556) การตานยาปฏชิ ีวนะของแบคทเี รีย

56

เกิดจากแบคทีเรยี มกี ารปรับตวั ตอยาปฏชิ วี นะท่ีไดรับเพอ่ื ความอยรู อดดวยกลไกตาง ๆ โดยแบคทเี รยี ใชพลงั งานจาก
แอดโี นซนี ไตรฟอสเฟต (Adenosine triphosphate; ATP) ลาเลยี งยาปฏชิ ีวนะท่เี ขามาในเซลลใหออกไปนอกเซลล
โดยอาศัยโปรตีนท่ีแทรกอยูในเยื้อหุมเซลล เพ่ือเปนการลดความเขมขนของยาปฏิชีวนะภายในเซลลทาใหยา
ปฏิชีวนะไมสามารถเขาไปยับยงั้ การเจรญิ เติบโตได และแบคทเี รยี ยังสามารถสรางเอนไซมท่ีสามารถเปลีย่ นแปลงยา
ปฏชิ วี นะ หรอื ยอยยาปฏชิ ีวนะทาใหยาปฏชิ วี นะไมสามารถออกฤทธ์ไิ ด และมกี ลไกปองกนั ไมใหยาปฏิชวี นะเขาไปใน
เซลล หรือเขาไปไดนอยลง (สนุ ัดดา, 2556) กลไกการถายโอนยีนตานยาปฏชิ ีวนะ คอื การถายทอดสารพันธกุ รรม
หรือพลาสมิด (เปนสารพันธุกรรมสวนเล็ก ๆ ที่แยกออกมาจากโครโมโซมหลักของแบคทีเรีย เรียกวา
Extrachromosomal DNA) ที่มียีนตานยาปฏิชีวนะโดยแบคทีเรียมาสัมผสั กัน และ มีการถายทอดพลาสมิด พิไล
(pili หรือ adhesins) การถายทอดลักษณะน้ีจะเกิดระหวางแบคทเี รียสปชีสเดียวกนั สงผลใหแบคทเี รียไดรับพ
ลาสมดิ ท่ีมียีนตานยาปฏิชวี นะเกดิ การตานยาปฏชิ วี นะ การเคล่อื นยายสารพันธุกรรมจากแบคทีเรยี ทีม่ ียีนตานยา
ปฏิชีวนะไปยงั แบคทีเรยี ที่ไมมยี นี ตานยาปฏชิ วี นะโดยสารพันธุกรรมจะถูกปลอยออกมานอกแบคทีเรยี และเขาไปยัง
แบคทเี รยี อีกเซลล ซึ่งสภาพแวดลอมรอบแบคทเี รยี ตองเหมาะสม โดยการถายทอดสารพันธุกรรมลักษณะนเ้ี กดิ ท้งั ใน
แบคทีเรียสายพนั ธเุ ดียวกนั หรือตางสายพนั ธุ และ การเคล่อื นยายยนี ตานยาปฏชิ วี นะจากแบคทีเรยี เซลลหนึง่ ไปยงั
แบคทเี รยี อกี เซลลหนง่ึ โดยอาศัยไวรสั ของแบคทีเรีย (อารยา, 2563)

แหลงของแบคทีเรียทีม่ โี อกำสเกดิ กำรตำนยำปฏชิ วี นะ

มลู (Manure)
ยาปฏชิ ีวนะมีความจาเปนตอการรักษาโรคทเ่ี กย่ี วของกับการติดเช้อื แบคทเี รียในมนุษยนั้นกลับถูกนาไปใชใน

ฟารมเลีย้ งสัตวในสัดสวนท่ีมากกวาการรักษาโรคในคน โดยเชื้อตานยาท่ีพบเกิดจากการนาไปใชอยางไมเหมาะสม
และไมถูกวิธี เชน ใชในอาหารสัตวเพ่อื กระตุนการเจรญิ เตบิ โต ใหมีขนาดใหญข้นึ และเพ่อื ปองกันการเจ็บปวยอัน
เนอ่ื งมาจากสภาวะความเปนอยูที่แออัด พ้ืนท่ีนอย และไมถูกหลักอนามัย ไมใชเพ่ือการรักษา ซ่ึงแบคทีเรียเปน
สิ่งมชี ีวิตชนิดหน่ึงทต่ี องการมีชีวิตอยูรอด ดังนัน้ ทกุ ครง้ั ทีม่ ีการใชยาปฏชิ วี นะจะมแี บคทีเรียบางกลมุ ที่รอดชวี ิต อาจ
สงผลใหแบคทเี รียน้นั กลายเปนเชือ้ แบคทเี รียตานยาปฏิชีวนะ ซง่ึ เชอ้ื แบคทเี รยี ทตี่ านยาปฏิชวี นะแทบทกุ ชนดิ ทใ่ี ชใน
การรักษา หากเราใชยาปฏิชีวนะอยางไมเหมาะสม และเกนิ ความจาเปนมาก เช้ือแบคทีเรียตานยาปฏิชวี นะก็จะย่งิ
เพ่ิมจานวนมากข้นึ และรนุ แรงมากข้ึน เนอื่ งจากเช้อื แบคทเี รยี ตานยาปฏชิ วี นะสามารถตกคางในส่ิงแวดลอม และสง
ตอยีนตานยาปฏชิ ีวนะใหแบคทเี รียรอบขางได ซง่ึ ยาปฏชิ วี นะสวนใหญถกู ขบั ออกทางปสสาวะและอจุ จาระ ดงั น้นั มลู
สัตวเปนแหลงปนเปอนหลกั ของทง้ั ยาปฏชิ วี นะและแบคทีเรียตานยาปฏิชีวนะ โดยเปนชองทางหลักในการปนเปอน
ลงสิ่งแวดลอมในบรเิ วณนน้ั ซ่งึ อาจจะซึมลงสดู ิน หรอื แหลงน้าผานทางนา้ ทงิ้ หรอื ระบบบาบัดนา้ เสีย หรือแมแตการ
นามลู ไปใชเปนปุยอนิ ทรียสาหรบั การปลกู พืชก็สามารถสงตอเชอ้ื แบคทเี รียตานยาปฏชิ ีวนะไปยังหญาและผักได
(รัตนศริ ิ, 2563)
นำ้ เสีย (Waste-water)

ในปจจบุ นั มกี ารใชยาปฏชิ ีวนะเพมิ่ มากข้นึ โดยเฉพาะการรักษาโรคทเี่ กิดจากแบคทีเรยี ทีต่ องใชยาตอเน่อื งเปน
ระยะเวลานาน การออกฤทธ์ขิ องยาปฏิชีวนะสวนใหญจะถกู ขับออกจากรางกายทางปสสาวะ และมูล ทาใหเกิดการ
ตกคางของยาปฏชิ ีวนะในนา้ เสยี และนา้ ท้ิงของระบบการบาบัดนา้ เสยี (นิยดา, 2561) นา้ เสียในฟารมเลย้ี งสัตวเปน
แหลงกักเกบ็ ยีนตานยาปฏิชีวนะท่ไี ดรับความสนใจอยางกวางขวาง ซ่ึงมียีนตานยาปฏชิ วี นะท้ังในเซลล และนอก
เซลล มีการตรวจพบระหวางการบาบดั นา้ เสีย โดยทั่วไป ยีนตานยาปฏิชีวนะในน้าเสียสวนใหญจะอยบู นโครโมโซม
และปรากฏเปนยีนตานยาปฏิชีวนะภายในเซลล นอกจากน้ียังเปนไปไดวายีนตานยาปฏิชีวนะถูกนาพาโดย
องคประกอบทางพันธุกรรมเคล่อื นทแ่ี ละปรากฏเปนยีนตานยาปฏชิ วี นะตอเซลลภายนอก ทัง้ ยีนตานยาปฏิชีวนะใน
เซลล และนอกเซลลสามารถเรงการพัฒนาของการตานยาปฏิชีวนะโดยการถายโอนยีนในแนวนอนได ซง่ึ เปนการ
เคล่ือนท่ขี องสารพันธกุ รรมระหวางสิ่งมีชีวิตท่ีมีเซลลเดียวหรือหลายเซลลในการแพรกระจายของการตานยา
ปฏิชวี นะในแบคทีเรยี (Liang et al., 2022)

57

ดิน (Soil)
การใชยาปฏิชีวนะมคี วามสาคัญในการผลิต การรักษาโรคและสงเสริมการเจรญิ เตบิ โตของปศุสตั ว แตอยางไรก็ตาม
การใชยาปฏิชีวนะอยางไมสมเหตุสมผล ทาใหเกิดปญหารายแรง เชน เชือ้ แบคทีเรยี เกิดการตานยาและการตกคาง
ของยาปฏชิ วี นะ ซึ่งในดนิ มีแบคทเี รียมากมายและมีการตรวจพบเชอ้ื แบคทเรียการตานยาปฏชิ วี นะในดินบรเิ วณทม่ี ี
การเล้ยี งสตั วที่มกี ารใชยาปฏิชวี นะเปนเวลานาน และพบในพนื้ ที่ที่มีการปลูกพชื (Peng et al., 2021) เนื่องจาก มลู
สัตวเปนแหลงปนเปอนหลักของท้ังยาปฏชิ วี นะและแบคทีเรยี ตานยาปฏชิ วี นะ โดยเปนชองทางหลกั ในการปนเปอน
ลงส่ิงแวดลอมในบรเิ วณนน้ั ซ่งึ อาจจะซึมลงสดู นิ ได (รัตนศิร,ิ 2563)

กำรตำนยำปฏิชีวนะของแบคทีเรียในกระบอื

ตำรำงที่ 1 การตานยาปฏิชวี นะของแบคทเี รยี ในกระบือ

ชนิดของแบคทเี รีย ชนิดของยำปฏชิ ีวนะ แหลงที่พบ อำงองิ

(เปอร์เซ็นต์กำรตำนยำปฏิชีวนะ/

จำนวนตัวอยำงท้งั หมด)

Escherichia coli Amoxicillin (16.6%/24) เนอื้ สด Saud et al.

Gentamicin (12.5%/24) (31.6%) (2019)

Tetracycline (41.6%/24)

Nitrofurantoin (0%/24)

Cotrimoxazole (16.6%/24)

Nalidixic acid (0.0%/24)

Klebsiella spp. Amoxicillin (64.0%/25) (32.9%)

Gentamicin (0.0%/25)

Tetracycline (60.6%/25)

Nitrofurantoin (9.0%/25)

Cotrimoxazole (42.4%/25)

Nalidixic acid (54.5%/25)

Escherichia coli Cephalothin (75.0%/8) น้ า น ม ท่ี มี อ า ก า ร Vásquez-García

Ampicillin (100.0%/8) Subclinical Mastitis et al. (2017)

Meropenem (75.0%/8) (4.5%)

Cefuroxime (75.0%/8)

Ceftazidime (75.0%/8)

Gentamicin (50.0%/8)

Escherichia coli Streptomycin (3.8%/53) ปสสาวะ Mercat et al.

Tetracycline (0%/53) และมูล (2016)

Amoxicillin (37.7%/53)

Trimethoprim (17.0%/53)

Sulfonamide (37.7%/53)

Kanamycin (3.8%/53)

Chloramphenicol (1.9%/53

Escherichia coli Ampicillin (62.8%/35) ปสสาวะและมลู Katakweba et

Tetracycline (48.5%/35) al. (2015)

Cefotaxime (25.7%/35)

Sulphathiazole(60%/35)

Trimethoprim (60%/35)

58

จากตางรางที่ 1 จะเห็นไดวา Escherichia coli (E. coli) และ Klebsiella spp. พบวาเกิดการตานยาปฏิชวี นะ
ในเนื้อของกระบอื พบ E. coli โดยสุมเก็บตัวอยางเน้ือสดจากตลาดจานวน 24 ราน ตรวจพบวาเกิดการตานยา
ปฏิชีวนะสูงสุดคือ Tetracycline รอยละ 41.6 รองลงมาคือ Amoxicillin, Cotrimoxazole, Gentamicin และไม
พบการตานยาปฏิชีวนะคือ Nitrofurantoin และ Nalidixic acid ซ่ึงแตกตางจาก Klebsiella spp. ท่ีสุมเก็บ
ตวั อยางเนื้อสดจากตลาดจานวน 25 ราน ตรวจพบวาเกิดการตานยปฏชิ วี นะสูงสดุ คอื Amoxicillin รอยละ 64.0
รองลงมาคอื Tetracycline, Nalidixic acid, Cotrimoxazole, Nitrofurantoin และไมพบการตานยาปฏชิ ีวนะคอื
Gentamicin ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ Saud et al. (2019) พบ E. coli ในน้านมกระบือท่เี ปนเตานมอกั เสบ
โดยเกบ็ ตัวอยางจากนา้ นมของกระบอื จานวน 8 ตัว พบวาเกิดการตานยาปฏชิ วี นะสูงสุดคือ Ampicillin รอยละ 100
รองลงมาคือ Cephalothin Meropenem, Cefuroxime, Ceftazidime และพบการตานยาปฏิชีวนะต่าท่สี ุดคือ
Gentamicin รอยละ 50 ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ Vásquez-García et al. (2017) พบ E. coli ในปสสาวะและ
มูลของกระบือ โดยสุมเก็บตัวอยางจากปสสาวะและมูลของกระบือจานวน 53 ตัว พบวาเกดิ การตานยาปฏิชวี นะ
สู ง สุ ดคือ Amoxicillin แ ละ Sulfonamide ร อย ละ 37.7 รองล งมาคื อ Trimethoprim, Streptomycin,
Kanamycin, Chloramphenicol และไมพบการตานยปฏิชีวนะคือ Tetracycline ซ่ึงสอดคลองกับงานวิจัยของ
Mercat et al. (2016) ตางจากงานวิจัยของ Katakweba et al. (2015) ท่ีพบ E. coli โดยสุมเก็บตัวอยางจาก
ปสสาวะและมูลของกระบือจานวน 35 ตัว ตรวจพบการตานยาปฏิชีวนะสูงทส่ี ุดคือ Ampicillin รอยละ 62.8
รองลงมาคอื Trimethoprim, Tetracycline และพบการตานยาปฏิชีวนะท่ตี า่ ทส่ี ุดคอื Cefotaxime รอยละ 25.7
พบ E. coli ในเนือ้ สดทท่ี าการสุมเก็บตัวอยางจากตลาดจานวน 24 ราน มกี ารตานยาปฏชิ วี นะ Tetracycline มาก
ทส่ี ดุ รอยละ 41.6 และไมพบการตานยาปฏิชีวนะ Nalidixic acid รอยละ 0 และพบ Klebsiella spp. ในเน้ือสดที่
ทาการสุมเกบ็ ตัวอยางจากตลาดจานวน 25 ราน มกี ารตานยาปฏชิ วี นะ Amoxicillin รอยละ 64.0 และไมพบการ
ตานยาปฏชิ วี นะ Gentamicin รอยละ 0 ซึง่ สอดคลองกับงานวิจัยของ Saud et al. (2019) แตพบ E. coli ในนา้ นม
ของกระบือท่ีมีอาการ Subclinical Mastitis เก็บตัวอยางจานวน 8 ตวั พบการตานยาปฏิชวี นะ Ampicillin มาก
ทส่ี ุด รอยละ 100 และพบการตานยาปฏิชีวนะ Gentamicin นอยที่สุด รอยละ 50 ซ่ึงสอดคลองกับงานวิจัยของ
Vásquez-García et al. (2017) และ พบ E. coli ในปสสาวะและมูลของกระบือทีท่ าการสุมตรวจจานวน 53 ตวั
พบการตานยาปฏิชีวนะ Amoxicillin และ Sulfonamide มากท่ีสุด รอยละ 37.7 และไมพบการตานยาปฏิชีวนะ
Tetracycline รอยละ 0 ซ่ึงสอดคลองกบั งานวจิ ัยของ Mercat et al. (2016) แตพบวามีความแตกตางจากงานวิจัย
ของ Katakweba et al. (2015) ทพ่ี บ E. coli ในปสสาวะและมลู ของกระบอื ทเ่ี ก็บตัวอยางจานวน 35 ตัว พบการ
ตานยาปฏิชีวนะ Ampicillin มากที่สุด รอยละ 62.8 และพบการตานยาปฏิชวี นะ Cefotaxime นอยท่ีสุด รอยละ
25.7

ขอเสนอแนะ

1. ควรหลกี เลีย่ งการใชยาปฏชิ วี นะ Amoxicillin และ Ampicillin เนอ่ื งจากทาใหเชื้อเกดิ การตานยาปฏชิ ีวนะสงู
2. ควรหลกี เลย่ี งการใชยาปฏชิ วี นะในอาหารสตั วเพื่อกระตนุ การเจรญิ เติบโต

สรุป

การตานยาปฏชิ วี นะของแบคทีเรียในกระบอื พบวา E. coli ในเน้ือสดมีการตานยาปฏชิ ีวนะ Tetracycline มากทสี่ ุด
ในน้านมของกระบอื ท่ีเปนเตานมอกั เสบและในมูลมีการตานยาปฏชิ วี นะ Ampicillin มากที่สุด สวน Klebsiella
spp. ในเน้อื สดมกี ารตานยาปฏิชีวนะ Amoxicillin มากทสี่ ุด

59

เอกสำรอำงอิง

กรมปศุสัตว. กระทรวงเกษตรและสหกรณ. ม.ม.ป. ยุทธศาสตร กรมปศุสัตว พ.ศ. 2561-2565 แหลงท่ีมา:
https://dld.go.th/th/images/stories/about_us/organization_chart/2561/strategy2561_2
565.pdf สบื คนวนั ท่ี 27 มกราคม 2565

กรมปศุสัตว. ศูนยเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารกลมุ สารสนเทศและขอมูลสถิติ . 2564. ขอมูลจานวน
เกษตรกรผูเลี้ยงสัตวและปศสุ ัตวป 2564. แหลงท่ีมา: https//opendat.nesdc.go.th สืบคนเม่ือวันท่ี
25 มกราคม 2565

ณัฐธิดา สุขสาย, ณัฐพร รัฐบารุง, พักตรวิภา สุวรรณพรหม และ หทัยกาญจน เชาวนพูนผล. 2559. การใชยา
ปฏชิ ีวนะในฟารมปศสุ ัตว: กรณกี ารศึกษาจงั หวดั เชยี งใหม. วารสารเภสัชกรรมไทย ปที่ 8 (2): 1-3

นยิ ดา เกียรติย่ิงอังศุลี. 2561. การปนเปอนยาลงสูส่ิงแวดลอม. แหลงทมี่ า: http://www.thaidrugwatch.org/
วันสบื คน 13 มกราคม 2565

ป ร า โ ม ท ย แ พ ง ค า . ม . ม . ป . อ น า ค ต ก ร ะ บื อ ไ ท ย ใ ก ล สู ญ พั น ธุ จ ริ ง ห รื อ . แ ห ล ง ท่ี ม า :
https://iat.sut.ac.th/animal/editweb/b21.pdf สบื คนเมอ่ื วนั ท่ี 25 มกราคม 2565

พยุงศักด์ิ อินตะ๊ วชิ า. 2563. การพัฒนาชุดความรูการใชนวตั กรรมในการจดั ฟารมกระบือแบบประณีตในภาคเหนอื
แหลงท่ีมา: http://www.thai-explore.net/file_upload/submitter/ สืบคนเม่ือวันท่ี 15 กุมภาพันธ
2565

รั ต น ศิ ริ กิ ต ติ ก อ ง น ภ า ง ค . 2563. ย า ป ฏิ ชี ว น ะ ใ น ร ะ บ บ อ า ห า ข อ ง เ ร า . แ ห ล ง ที่ ม า :
https://www.greenpeace.org/thailand/story/11399/food- label-anitibiotics-in-our-foods/
สบื คนวันที่ 13 มกราคม 2565

วรี ะยุทร บญุ เกียรติเจริญ. 2563. ยาปฏชิ ีวนะไมใชยาแกอักเสบ. แหลงทมี่ า: https://www.paolohospital.com/
สืบคนวนั ท่ี 12 มกราคม 2565

วรี วรรณ ลุวีระ. 2549. การดอ้ื ยาปฏิชวี นะของแบคทเี รีย. แหลงทม่ี า: http://medinfo.psu.ac.th/ วันท่ีสืบคน 11
มกราคม 2565

สุ นั ด ด า โ ย ม ญ า ติ . 2556. ก ล ไ ก ก า ร ถ า ย ท อ ด ยี น ต า น ย า ป ฏิ ชี ว นะ ข อ ง แ บ ค ที เ รี ย . แ ห ล ง ท่ี :
http://biology.ipst.ac.th/ วนั ท่ีสืบคน 11 มกราคม 2565

สุภาวดี เปลงชยั และอิสรพงษ นาสมรปู . 2564. สถานการณการใชยาปฏิชีวนะในฟารมปศุสัตวและแหลงกระจาย
สัตวในพนื้ ท่อี าเภอทงุ เขาหลวง จังหวัดรอยเอ็ด. วารสารการคมุ ครองผูบรอโภคดานสขุ ภาพ. 1(2): 55-68

อารยา ขอคา. 2563. ยาปฏิชีวนะและการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรีย. สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร คณะ
วิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชชภัฏภูเกต็ . แหลงท่มี า: https://he01.tci-thaijo.org/
วนั ที่สืบคน 10 มกราคม 2565

Katakweba, A. A. S., Møller, K. S., Muumba, J., Muhairwa, A. P., Damborg, P., Rosenkrantz, J. T.,
Minga, U. M., Mtambo, M. M. A., & Olsen, J. E. 2015. Antimicrobial resistance in faecal
samples from buffalo, wildebeest and zebra grazing together with and without cattle in
Tanzania. Journal of Applied Microbiology, 118(4), 966–975.

Liang, C., Wei, D., Yan, W., Zhang, S., Shi, J., & Liu, L. 2022. Fates of intracellular and extracellular
antibiotic resistance genes during the cattle farm wastewater treatment process.
Bioresource Technology, 344(PB), 126272. https://doi.org/10.1016/j.biortech.2021.126272

Mercat, M., Clermont, O., Massot, M., Ruppe, E., De Garine-Wichatitsky, M., Miguel, E., Fox, H. V.,
Cornelis, D., Andremont, A., Denamur, E., & Caron, A. 2016. Escherichia coli population
structure and antibiotic resistance at a buffalo/cattle interface in southern Africa.
Applied and Environmental Microbiology, 82(5), 1459–1467. https://doi.org/10.1128/AEM.

60

03771-15
Peng, J. J., Balasubramanian, B., Ming, Y. Y., Niu, J. L., Yi, C. M., Ma, Y., & Liu, W. C. 2021. Identification

of antimicrobial resistance genes and drug resistance analysis of Escherichia coli in the
animal farm environment. Journal ofInfection and Public Health, 14(12), 1788–1795.
https://doi.org/10.1016/j.jiph.2021.10.025
Saud, B., Paudel, G., Khichaju, S., Bajracharya, D., Dhungana, G., Awasthi, M. S., & Shrestha, V. 2019.
Multidrug-resistant bacteria from raw meat of buffalo and chicken, Nepal. Veterinary
Medicine International, 2019. https://doi.org/10.1155/2019/7960268
Vásquez-García, A., Silva, T. dos S., de Almeida-Queiroz, S. R., Godoy, S. H. S., Fernandes, A. M.,
Sousa, R. L. M., & Franzolin, R. 2017. Species identification and antimicrobial susceptibility
profile of bacteria causing subclinical mastitis in buffalo. Pesquisa Veterinaria Brasileira,
37(5), 447–452.

61

กำรศึกษำประสทิ ธภิ ำพกำรเสรมิ โปรไบโอตกิ ตอสมรรถภำพกำรผลิตไกเน้ือ
Study of the effect of supplement probiotic on performance in broiler

วรพล โสวพรรณ1
Worapon Sowapon1

1สำขำสตั วศำสตร์ คณะเกษตรศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหำลยั เทคโนโลยีรำชมงคลอีสำน วทิ ยำเขตสรุ ินทร์
*Corresponding Author E-mail Address : [email protected]

บทคดั ยอ

โปรไบโอตกิ (Probiotic) เปนกลมุ ของจุสินทรียที่ยงั มีชวี ติ นามาใชเปนอาหารเสรมิ ในสตั วระบบทางเดินอาหาร
ของสตั วเกดิ ความสมดลุ เมอื่ ประชากรจุลนิ ทรยี ในทางเดนิ อาหารเกิดความสมดุลจะสงผลใหสุขภาพสตั วดีขน้ึ และมี
สมรรถภาพการผลติ เพ่ิมข้ึน ซ่งึ จุลินทรียโปรไบโอติกจะมคี ณุ สมบัติท่คี นควาพบวา การใชโปรไบโอตกิ ตอสมรรถภาพ
การผลติ ไกเน้อื เสริมในระดับ 5 – 10 % มีผลตอปรมิ าณอาหารทก่ี นิ อัตรการแลกเน้อื อัตตราการเจรญิ เตบิ โต และ
คาสขี องเนอ้ื ไก การเสรมิ ในระดบั 0.5 - 3 % ไมมีผลตอการเสรมิ โปรไบโอติกตอสมรรถภาพการผลติ ซากไกเนือ้ ผล
ท่ีแตกตางกันทง้ั นี้ข้นึ อยูกบั ระดบั การเสริมโปรไบโอตกิ วิธกี ารเลยี้ งไก สายพันธุไก อายไุ ก สขุ อนามัยภานในฟารม
และปจจัยดานสง่ิ แวดลอม

คำสำคัญ: ไกเน้ือ, โปรไบโอตกิ , สมรรถภาพการผลติ , สีของเนื้อไก

62

บทนำ

ในปจจุบนั การเลย้ี งสัตวจะอยใู นรปู แบบอุตสาหกรรมเชิงการคา ซ่ึงมกี ารเลีย้ งแบบหนาแนนเล้ียงในระยะเวลา
จากดั เลี้ยงโดยการเรงการเจรญิ เติบโต ซ่ึงเปนการเพิม่ ความเครยี ดใหกับสัตว เมอ่ื สตั วมีความเครี ยดมากสตั วจะมี
การเกิดโรคระบาดและโรคติดตอไดงาย ทาใหจาเปนจะตองมีการใชยาผสมอาหารสัตวเพอ่ื ปองกันและรักษาโรค
สาหรับวธิ ีการใหยาในการเลยี้ งสตั วรูปแบบอุตสาหกรรมเชงิ การคา จะใหยาโดยการผสมอาหารสัตว เพ่ือใหสัตวทุก
ตัวกินเหมือนกันเปนการใหแบบปูพรมใหครอบคลุมทุกตัวในชวงระยะเวลาหนึ่ง แตการใชยาดังกลาวอาจมี
ผลขางเคยี งหรือการตกคางของยา ซ่ึงเปนผลทาใหสัตวดื้อยาและมีผลกระทบตอมนุษย ผบู รโิ ภคเน้ือสัตวที่มียา
ตกคางได ดังนน้ั ไดมกี ารคิดคนหาส่งิ ท่ีมาแทนยาปฏิชีวนะเพอ่ื ชวยใหสัตวแข็งแรงและลดการเล่ยี งทจ่ี ะตองใชยาผสม
ในอาหารสตั ว จงึ ไดมีนกั วทิ ยาศาสตรคิดคนสารเสริมชีวนะหรือโปรไบโอติก (Probiotic) เพื่อใชผสมอาหารสัตว
ตัวอยางกลุมแบคทีเรียที่นิยมใชเสริมเปนโปรไบโอติกในอาหารสัตวไดแกกลุมของ Bacillus เชน B. subtilis, B.
cereus กลุมของ Enterococcus เช่น E. faecium, E. faecalis กลุมของ Lactobacillus เชน L. acidophilus,
L. casei กลุมของPediococcus เชน P. acidilactici กลุมของStreptococcus เชน S. infantarius กลุมของ
Bifidobacterium เชน B. bifidum, B. longum กลุมของ Propionibacterium เชน P. freudenreichii sp. กลมุ
ของ Lactococcus เชน Lactococcus lactis sp. (หทยั รัตน, 2551) เช้ือเหลานี้เม่ือสตั วกนิ เขาไปแลวมีประโยชน
ตอตัวสัตวหลายดาน เชน ชวยกระตุนการเจริญเติบโตของจุลินทรียและสรางสมดุลของกลุมจุลินทรียในลาไส
สงเสรมิ สขุ ภาพของสตั ว การสรางความแขง็ แรงใหกบั เซลลดดู ซมึ ในลาไส ชวยเพ่ิมการยอยไดของโภชนะปรมิ าณการ
กินไดเพิ่มมากขน้ึ และสงเสรมิ การเจริญเตบิ โต ในการเล้ียงสตั วเชิงอตุ สาหกรรมมีการใชการเสรมิ โปรไบโอติกใหกบั
สัตวสามารถทาไดท้ังในรปู การผสมลงในอาหารและการผสมในน้าดื่ม อยางไรกต็ ามจุลนิ ทรยี ที่ใชเสริมเปนโปรไบโอ
ติกมีหลากหลายสายพนั ธุ ซ่ึงมีความสามารถในการทางานทแี่ ตกตางกนั ขึ้นอยกู ับความสามารถในการรอดชวี ิตจาก
ความรอนในกระบวนการผลิตอาหารสตั วและทนตอสภาวะกรดในกระเพาะของสตั ว แบคทเี รยี กลมุ Bacillussp. จงึ
ไดรับความสนใจเน่ืองจากสามารถสรางสปอรไดทาใหทนตอความรอนในกระบวนการผลติ อาหารสัตวและทนตอ
สภาวะกรดในกระเพาะของสตั วได (สุชาติ และคณะ, 2560) ผลิตภัณฑ GUT PRO เปนโปรไบโอตกิ ทีเ่ สรมิ ในนา้ ดืม่
ประกอบดวยB. subtilisและ L.salivarius

โปรไบโอติก

โปรไบโอติกส ( Probiotics ) คือ จุลินทรยี ชนิดดที ี่มชี ีวติ ขนาดเลก็ เมอ่ื รับประทานเขาไปแลวจะทาใหสุขภาพดี
ในภาวะตางๆ โดยเปนจลุ ินทรยี ที่มคี ณุ สมบัติทนตอกรดและดาง สามารถจบั ทบ่ี ริเวณผวิ ของเย่อื บุลาไสแลวผลติ สาร
ตอตานหรือกาจัดเช้ือจุลินทรยี ชนดิ อ่นื ๆ รวมถึงกอใหเกิดประโยชนตอสขุ ภาพได โปรไบโอตกิ หรอื แบคทเี รยี ท่ีเปน
ประโยชนสาหรบั ไกและสัตวปกชนดิ อื่น โดยทั่วไปแลวมักถกู เตมิ เขาไปในอาหารสตั วปกหรือน้าด่ืม เพื่อชวยสงเสรมิ
สุขภาพ ประสิทธิภาพและการเจริญเตบิ โตของสัตวปก อีกทง้ั สาคัญอยางยิ่งในสัตวเลก็ ที่สมดลุ แบคทเี รยี ในระบบ
ทางเดนิ อาหารยงั ไมเสถยี ร การเตมิ โปรไบโอตกิ ลงในอาหารหรอื นา้ เพอื่ ใหลาไสของสัตวมีประชากรแบคทีเรียทด่ี เี พ่ิม
มากข้ึนนั้น จะชวยเล่ยี งหรอื ลดระดับปรมิ าณของเชือ้ แบคทเี รยี กอโรคลงได (Nurmi and Rantala, 1973)

กำรใชโปรไบโอตคิ และประโยชนข์ องกำรใชโปรไบโอตกิ ในปศุสตั ว์

กานตชนา (2564) การใชโปรไบโอตกิ เปนการเติมจุลินทรียท่ีมีประโยชนตอระบบทางเดนิ อาหารของสิ่งมีชวี ิต
เพอื่ ใหเกิดความสมดลุ ของประชากรแบคทีเรียในลาไสและเกดิ ผลดตี อสขุ ภาพในดานตาง ๆ ดงั นน้ั กลไกที่กอใหเกดิ
ประโยชนของโปรไบโอติกจึงเปนกลไกเด่ยี วกบั ทไ่ี ดอธิบายไว ซง่ึ กลาวเก่ยี วกบั ประโยชนของจลุ ินทรยี ในทอทางเดนิ
อาหาร อยางไรก็ตามหากมองในแงของการใชโปรไบโอติกในการผลติ ปศุสัตว สามารถแบงประโยชนออกไดตาม
จดุ ประสงคหลักของการใช 2 จดุ ประสงค โดยในบทนจี้ ะเนนประโยชนในสกุ รเปนหลกั โดยการใชโปรไบโอติกในปศุ

63

สัตวมกั คาดหวังผลในดานใหญ ๆ ไดแก เพิ่มประสทิ ธิภาพการผลติ และ เพม่ิ ความปลอดภัยในกระบวนการผลิตและ
เพมิ่ ความปลอดภัยของสนิ คาปศุสตั ว การใชโปรไบโอตกิ ในปศสุ ัตวมีหลากหลายรปู แบบ โดยท่ัวไปวิธกี ารใหมักผสม
ในอาหารและนา้ สเปรย หรือปมปาก โดยรปู แบบวธิ กี ารใหขึ้นอยกู ับชนิดสตั ว อายุ และวงจรการผลิต เชน การใหใน
แมพนั ธุสกุ รและสกุ รขุนใหในรูปแบบผสมอาหาร การใหในลกู สุกรใหโดยการปมปากและผสมในอาหารเลยี ราง เปน
ตน แมวาวิธีการใชจะแตกตางกันไป แตจดุ ประสงคของการใหคือเพ่ือเพ่ิมจุลินทรียทเี่ ปนประโยชนเขาไปในทอ
ทางเดนิ อาหารใหเกดิ การสมดุลของจลุ ินทรยี เปนสาคัญ

ประโยชนข์ องโปรไบโอตกิ ในกำรเพม่ิ ประสทิ ธภิ ำพกำรผลิต

การเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการผลติ ของปศสุ ัตวโดยการเสรมิ โปรไบโอตกิ ในอาหารและน้า เปนการคาดหวงั ผลทางออม
ของการเสริมจุลนิ ทรียเพ่อื ใหระบบทางเดนิ อาหารเกิดสภาวะสมดุล โดยเมือ่ ประชากรจลุ ินทรยี ในทางเดินอาหารเกดิ
ความสมดุลจะสงผลใหสขุ ภาพสัตวดีข้ึนและมีประสทิ ธิภาพการผลติ เพิม่ ข้นึ เพม่ิ ประสทิ ธิภาพในการยอยอาหาร
จุลินทรียโปรไบโอตกิ มีคุณสมบัตใิ นการสรางเอมไซมหลายชนิด ซึ่งเปนเอมไซนบางชนดิ รางกายของสัตวไมสามารถ
สรางได ดังนั้นการเสริมจุลินทรียโปรไบโอติกในทางเดินอาหารจึงมีผลเพิ่มประสิทธิภาพการใชอาหารของสตั ว
ตัวอยางเอมไซนท่ีพบการสรางจากโปรไบโอติก ไดแก amylase protease lipase cellulose β–glucanase
xylanse phytase สรางและชวยในการดดู ซมึ สารอาหารสรางวิตามิน จลุ ินทรียท่ีสรางกรดแลคตคิ (Lactic Acid
Bacteria / LAB) ในทางเดินอาหารเปนแหลงในการสรางวิตามินท่ีจาเปนหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินในกลุม
วติ ามนิ B ซง่ึ การศกึ ษาจานวนมากพบวาจุลนิ ทรยี เหลานม้ี ีความสามารถในการสรางวิตามินท่ีมีโมเลกลุ ซบั ซอน (เชน
วิตามิน B12) ได นอกจากนีย้ งั มรี ายงานวาจุลินทรยี กลุม Bifidobacterium สามารถสรางวติ ามินหรือสวนประกอบ
ของวติ ามินหลายชนดิ ไดแก วิตามินK, วิตามนิ B12, biotin, folate, riboflavin และ pyridoxine ชวยในการดดู ซึม
สารอาหาร จุลินทรียในทางเดินอาหารมีสวนชวยในการดูดซึมสารอาหารจาเปนหลายชนดิ เชน ชวยในการดูดซึม
ไขมนั และวิตามนิ ทีล่ ะลายในไขมนั ชวยในการดูดซึมกลโู คสและควบคุมการทางานของสมดุลกลูโคสในรางกายผาน
Intestine-brain-liver neural axis ลดจานวนจลุ ินทรยี กอโรคในระบบทางเดินอาหารของสัตวการลดลงของจานวน
จุลินทรยี กอโรคในระบบทางเดินอาหารมีผลใหประสิทธิภาพการใชอาหารในสัตวดขี ้นึ เนอ่ื งจากสภาวะทีส่ มดลุ ของ
จลุ นิ ทรียในลาไส เอ้ือใหสัตวสามารถใชอาหารไดเกดิ ประสทิ ธภิ าพเพม่ิ ขึ้นและเอ้ือใหมีการดูดซึมสารอาหารไดดขี ึ้น
เสริมสรางระบบภูมคิ ุมกนั การใชโปรไบโอตกิ มผี ลใหระบบภูมิคุมกนั ของสตั วอยูในสภาวะสมดุล โดยพบวาจุลนิ ทรยี
ในโปรไบโอติกมีการสรางสารทีม่ ผี ลตอระบบภูมคิ มุ กันของสตั ว เชน พบวา Bifidobacterium สรางสารที่ชวยใหการ
ทางานของระบบภูมิคุมกันดขี ึ้น ซงึ่ จากผลการศึกษาโปรไบโอตกิ ทง้ั ในสตั วและในมนุษยพบวา การใชโปรไบโอติกมี
ผลตอภูมคิ ุมกนั ท่ผี วิ เยื่อเมือก secretory IgA การหลงั่ ของ cytokine หลายชนิด และการทางานของเซลลในระบบ
ภมู ิคุมกัน การศึกษาในหนทู ดลองพบวาการพฒั นาของ regulatory Tlymphocyte (CD4+ FoxP3+) เกยี่ งของกับ
ปรมิ าณและชนิดของจลุ ินทรยี ในอาหาร อยางไรกต็ าม กลไกของโปรไบติกในการเสริมสรางระบบภูมคิ ุมกนั ยงั ไมเปน
ทีท่ ราบแนชัด (กานตชนา , 2564)

64

ตำรำงที่ 1 การเสริมโปรไบโอตกิ ตอตออัตราการเปลี่ยนอาหารเปนเนอ้ื และการกินได

โปรไบโอติก อายุ ระดับ อัตตราการ การกนิ ได (g) อางองิ

เปลย่ี นอาหาร ยวุ เรศ และ
คณะ (2562)
เปนเน้ือ

ควบคมุ 1.549 3,921.07

0.5 มลิ ลิลิตร 1.549 3,874.82

Bacillus sp. 0-35วนั 1 มิลลลิ ติ ร 1.549 3,944.47

(1-35วนั )

1 มลิ ลลิ ติ ร 1.550 3,915.72

(1-21วนั )

ควบคมุ 1.50±0.02 2,451.87±54.33 มนัสนนั ท
และคณะ
Bacillus sp. 0-35วัน 1 1.45±0.02 2,337.84±98.58 (2561)

2 1.40±0.06 2,250.92±128.24 ศศพิ นั ธ และ
คณะ (2564)
กรมั ตอลติ ร

Bacillus sp. 7-42 วนั ควบคมุ 1.96a 2,700.18a
10 กรัม 1.75b 2,580.06b

หมำยเหต:ุ a-c อกั ษรทแี่ สดงความแตกตางอยางมนี ัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05)

กำรเสรมิ โปรไบโอตกิ ตอตออตั รำกำรเปลย่ี นอำหำรเปนเนือ้ และกำรกินได

จากการศกึ ษาการใช บาซลิ สั ซบั ซิลิส เสริมทีร่ ะดับ 0 ไมมกี ารเสรมิ 0.5 มิลลิลิตร ตอน้าด่ืม 5 ลิตร 1 มลิ ลลิ ติ ร
ตอน้าดม่ื 5 ลิตร ทีช่ วงอายุ 1 - 35 วนั 1 มลิ ลลิ ิตร ตอน้าดืม่ 5 ลิตร ทีช่ วงอายุ 1 – 21 วนั ในนา้ ดม่ื ไกเน้ือพันธุ
Ross 308 พบวา ไมมีผลตอ ปรมิ าณอาหารที่กนิ และอัตราการแลกเน้ือ (ยวุ เรศ และคณะ, 2562) ซึง่ สอดคลองกับ
งานวิจยั มนสั นนั ท และคณะ (2561) ไดรายงานวา การเสรมิ Bacillus sp. ผสมในนา้ ดมื่ เสริมทร่ี ะดบั 0 1 2 กรัม
ตอลิตร การทดลองแบงออกเปนสองระยะ คอื 0 - 21 วนั และ 22 -35 วนั ในไกเน้ือพนั ธุ Ross 308 พบวา การ
เสริม Bacillus sp. ในน้าดื่ม ไมมผี ลตอปริมาณอาหารท่ีกนิ ได และอัตราการแลกเน้ือ ท้ังนอ้ี าจเปนเพราะมีการ
ทดลองท่คี ลายกนั ท้งั ระดบั การเสรมิ โปรไบโอติกอายขุ องไก และมรี ะยะเวลาการเลย้ี งทีใ่ กลเคยี งกัน จงึ ทาใหปรมิ าณ
อาหารท่กี นิ และอตั ราการแลกเน้อื ไมแตกตางกันในขณะเดยี วกนั การเสรมิ โปรไบโอติก Bacillus sp ในอาหาร เสริม
ทร่ี ะดับ 0 10 กรัมตอกโิ ลกรัมอาหาร ในอาหารไกเนื้อพนั ธุ อารเบอร เอเคอรส ผลการทดลองพบวาการเสริมโปร
ไบโอตกิ มีผลปริมาณการกนิ ได และอัตราการแลกเน้ือลดลงกวากลุมควบคุม ทงั้ น้อี าจเปนเพราะมกี ารศึกษาทไ่ี ม
เหมือนกนั ท้งั ระดบั การเสริมโปรไบโอตกิ สตู รอาหาร สายพนั ธุไก อายุของไก และระยะเวลาในการเลย้ี งทตี่ างกนั จึง
ทาใหมีความแตกตางของปริมาณอาหารทีก่ นิ กลุมควบคมุ เทากบั 2,700.18 กรมั และกลมุ ทเ่ี สริมโปรไบโอติกเทากับ
2,580.06 กรัม อตั ราการแลกเนื้อกลุมควบคมุ เทากบั 1.96 และกลมุ ทีเ่ สรมิ โปรไบโอติกเทากับ 1.75 มคี วามแตกตาง
ระหวางกลมุ ทีเ่ สรมิ โปรไบโอติกและกลมุ ควบคมุ (ศศพิ นั ธ และคณะ 2564)

65

ตำรำงที่ 1 การเสริมโปรไบโอติกตอตออัตราการเปลี่ยนอาหารเปนเน้อื และการกินได (ตอ)

โปรไบโอตกิ อายุ ระดับ อตั ตราการ การกินได (g) อางอิง

เปลย่ี นอาหาร Seyed et al.
(2012)
เปนเนอื้
Yun et al. (2017)
ควบคมุ 2.28±0.12a 3807.79±1.97a
bacillus 0-49 วัน 1% 2.05±0.11b 3716.16±0.99a
5% 1.73±0.06c 3544.17±1.26b
10% 1.691±.05c 3584.84±1.36b

Bacillus 1-28 วนั ควบคุม 1.386a 2,164
Subtilis 0.2% 1.386a,b 2,118
0.5% 1.327a,b 2,134
1% 1.327a,b 2,144
2% 1.309a,b 2,139
4% 1.318a,b 2,180
5% 1.276b 2,117

Bacillus 1-28วนั ควบคุม 1.82a 2,345.00a Rahman et al.
Subtilis 1-28 วัน 1 1.76b 2,298.50b (2007)
2 1.54c 2,203.75c
Bacillus 4 1.54c 2,206.75c Park et al.
Subtilis (2014)
B2A cfu ควบคมุ 1.66 2,286
1.1×104 1.61 2,176 Diana et al.
1.0×105 1.60 2,217 (2019)
1.0×106 1.54 2,126

ควบคมุ 1.795 3,805.86

Bacillus sp 1-6 0.5 1.734 3,774.52

สัปดาห 1.0 1.606 3,668.89

1.25 1.626 3,679.59

หมำยเหต:ุ a-c อกั ษรทแ่ี สดงความแตกตางอยางมีนัยสาคัญทางสถติ ิ (P<0.05)

กำรเสริมโปรไบโอติกตอตออตั รำกำรเปล่ียนอำหำรเปนเนื้อและกำรกินได

การเสริมโปรไบโอตกิ Bacillus Subtilis ตอกรัม เสรมิ ในระดับที่ 0 1 5 10 ในอาหารไกเน้ือพันธุ Cobb 400
พบวากลุมทเี่ สริม 5 10 มีผลตอปริมาณอาหารที่กินอยทู ่ี 3,544 3,584.84 กรัม และอัตราการแลกเนื้ออยูท่ี 1.54
1.54 ซึ่งดีกวากลุมที่เสริมในระดับ 0 1 Seyed et al. (2012) ซ่ึงสอดคลองกับ Yun et al. (2017) ไดรายงานวา
การเสริมโปรไบโอติกที่มีสวนประกอบของ Bacillus sp. ระดับทีเ่ สรมิ 0 0.2 0.5 1 2 4 5 ในการไกเนอื้ พันธุ Ross
308 พบวากลุมทีส่ ารเสริม 5 ราขาว มีผลตอปริมาณอาหารทกี่ นิ ดที ่ีสดุ เทากบั 2,117 กรัม และอัตตราการแลกเนื้อ
ที่สดุ เทากับ 1.276 ลดลงกวากลุมควบคุมและกลุมที่เสริมในระดับตางๆ ตามลาลับ ยังสอดคลองกับงานวิจัย
Rahman et al. (2007) ไดรายงานวา การใชโปรไปโอตกิ ท่ีมีชื่อ Bacillus Subtilis เสริมที่ระดบั 0 1 2 4 กรัมตอ
กโิ ลกรมั ในอาหารไกเนื้อพนั ธุ Hubbard พบวาการเสรมิ โปรไบโอตกิ ทร่ี ะดับการเสรมิ ที่ 2 4 มผี ลตอปริมาณอาหาร
ท่กี นิ ที่ดีเทากับ 2,203.75 2,206.75 กรัม และอัตราการแลกเน้ือที่ดีเทากบั 1.54 1.54 ซึ่งลดลงกวากลุมทีเ่ สริมใน

66

ระดบั 0 1 ตามระดับการเสรมิ ซงึ่ ยังสอดคลองกับ Park et al. (2014) ไดรายงานวา การเสรมิ โปรไบโอตกิ Bacillus
subtilis B2A เสริมทร่ี ะดับ 0 1.1×104 1.0×105 1.0×106 cfu ในอาหารไกเน้อื พนั ธุ Ross 308 พบวาการเสริม
Bacillus Subtilis B2A ในระดบั 1.0×106 cfu มผี ลตอปรมิ าณอาหารทก่ี นิ ดีทีส่ ดุ เทากบั 1,126 กรัม และอตั ราการ
แลกเน้ือทส่ี ุดเทากบั 1.54 ซงึ่ ลลดลงกวากลมุ ควบคมุ และกลมุ ทีเ่ สริมในระดบั ตางๆตามลาดบั ทง้ั นอ้ี อาจเปนเพราะ
ทั้งส่ีงานทดลอง มีการทดลองท่ีคลายๆกัน ท้ังระดับการเสริมโปรไบโอติก อายุไก และระยะเวลาในการเลีย้ งที่

ใกลเคียงกัน จึงทาใหปริมาณอาหารท่กี ิน และอตั ตราการแลกเน้ือลดลงในขณะเดยี วกัน Devi et al. (2019) กลับ
พบวา การเสริมโปรไบโอติกในอาหาร เสริมทีร่ ะดบั 0 0.75 1.0 1.25 กรัมตอกโิ ลกรัมอาหาร ในอาหารไกเนือ้ พนั ธุ
Cobb 400 พบวาการเสรมิ โปรไบโอติกไมมีความแตกตางระหวาง ปริมาณอาหารทกี่ ิน และอัตราการแลกเน้อื ท้งั น้ี

อาจเปนเพราะ การทดลองแตกตางจากงานทดลองอน่ื ทง้ั ระดับการเสรมิ องโปรไบโอตกิ สายพันธพุ นั ไก อายุของไก
และระยะเวลาในการเลย้ี งแตกตางการงานทดลองอน่ื จึงทาใหปริอาหารท่กี ิน และอตั ราการแลกเนือ้ ไมแตกตางกัน

ตำรำงที่ 2 การเสรมิ โปรไบโอตกิ ตออตั ตราการเจรญิ เตบิ โต

โปรไบโอตกิ อายุ ระดบั นา้ หนกั ที่เพม่ิ ข้ึน (g) อางองิ
ยวุ เรศ และคณะ
Bacillus sp. 0–35 วัน ควบคมุ 2,532.02
0.5 มิลลิลิตร 2,501.64 (2562)
2,530.27
1 มิลลลิ ิตร (1-35 วนั ) 2,526.39 ศศพิ ันธ และคณะ
1มลิ ลิลติ ร (1-21วนั ) (2564)
1,320.00
Bacillus sp. 7-42 วนั ควบคมุ 1,400.60 มนสั นนั ทและคณะ
10 กรมั (2561)

ควบคุม 1,603.23±52.65 Seyed et al. (2012)

Bacillus sp 0-35 วนั 1 1,571.54±44.90 Park et al.
(2014)
2 1,567.69±32.23

กรมั ตอลติ ร

ควบคุม 1667.96±1.70c
1% 1810.06±1.62b
Bacillus 1-49 วัน 5% 2043.30±1.02a

Subtilis 10% 2114.84±1.14a

ควบคมุ 2,286
1.1×104
Bacillus 1.0×105 2,176

Subtilis 1-28 วนั 1.0×106 2,217

B2A cfu 2,126

cfu

หมำยเหต:ุ a-c อักษรทีแ่ สดงความแตกตางอยางมีนยั สาคญั ทางสถิติ (P<0.05)

กำรเสริมโปรไบโอติกตออัตรำกำรเจริญเตบิ โต

จากการศึกษการใชบาซลิ สั ซับซิลิส เสริมท่ีระดบั 0 ไมมีการเสริม 0.5 มิลลลิ ิตร ตอนา้ ดื่ม 5 ลิตร 1 มลิ ลลิ ิตร
ตอน้าดมื่ 5 ลิตร ท่ชี วงอายุ 1 - 35 วัน 1 มลิ ลลิ ิตร ตอน้าดมื่ 5 ลิตร ที่ชวงอายุ 1 – 21 วนั ในนา้ ดมื่ ไกเน้ือพันธุ
Ross 308 พบวาไมมีผลตอน้าหนกั ท่ีเพม่ิ ขนึ้ (ยวุ เรศ และคณะ , 2562) ซ่งึ สอดคลองกบั งานวิจยั มนสั นันทและคณะ
(2561) ไดรายงานวา การเสรมิ Bacillus sp. ผสมในน้าดื่มเสริมทร่ี ะดบั 0 1 2 กรัมตอลิตร การทดลองแบงออกเปน
สองระยะ คอื 0 - 21 วัน และ 22 -35 วัน ในไกเนอ้ื พนั ธุ Ross 308 พบวา การเสรมิ Bacillus sp. ในนา้ ด่ืมไมมผี ล

67

ตอสมรรถนะการผลติ ยังสอดคลองกับงานวจิ ยั ศศิพันธ และคณะ (2564) ศึกษาการเสรมิ โปรไบโอตกิ ในอาหารไก
เนื้อ เสริมที่ระดบั 0 10 กรัมตอกิโลกรัมอาหาร ในอาหารไกเนื้อพันธุ อารเบอร เอเคอรส ผลการทดลองพบวา การ
เสรมิ โปรไบโอตกิ ไมมีผลตอสมรรถภาพการเจริญเติบของไกเนื้อ และยงั สอดคลองกบั Park et al. (2014) ไดรายงาน
วา การเสริมโปรไบโอติก Bacillus subtilis B2A เสริมทรี่ ะดับ 0 1.1×104 1.0×105 1.0×106 cfu ในไกเน้ือพนั ธุ
Ross 308 พบวา การเสรมิ Bacillus Subtilis B2A ไมมีความแตกตางตอน้าหนกั ท่ีเพ่ิมขนึ้ ทั้งนี้อาจเปนเพราะ ทั้ง
สี่งานทดลอง มกี ารทดลองทีค่ ลายกนั ท้งั ระดับการเสริมของโปรไบโอติก สายพนั ธไุ ก อายขุ องไก ระยะเวลาการเลยี้ ง
ท่ใี กลเคียงกัน จงึ ทาใหอัตราการเจริญเติบโตของไก ไมมคี วามแตกตางกัน

ในขณะเดียวกัน Seyed et al. (2012) ไดรายงานวา การเสรมิ โปรไบโอติก Bacillus Subtilis เสรมิ ในระดับท่ี 0
1 5 10 กรมั ในอาการไกเนื้อพันธRุ oss 308 พบวา กลมุ ที่เสริมโปรไบโอติก มีผลตอน้าหนกั ท่ีเพม่ิ ข้นึ ทัง้ นอ้ี าจเปน
เพราะ งานวิจยั ของ Seyed et al. (2012) มีการทดลองตางจากงานทดลองอน่ื ท้งั ระดบั การเสริมโปรไบโบตกิ สาย
พนั ธไุ ก อายุไก ระยะเวลาการเลี้ยง จงึ ทาใหมีผลอัตราการเจริญเตบิ โต ที่ระดบั การเสริม 0 นา้ หนกั 1667.96 กรัม
ระดบั การเสริม 1 น้าหนกั 1810.06 กรมั ระดับการเสรมิ 5 นา้ หนกั 2043.30 กรมั ระดบั การเสริม 10 นา้ หนัก
2114.84 กรมั การเสริมทีร่ ะดบั 5 10 มีความแตกตางของน้าหนกั ทเ่ี พ่มิ ขึ้นตามระดบั การเสริมในระดบั ตาง ๆ

ตำรำงท่ี 3 การเสรมิ โปรไบโอตกิ ตอคาสีของเน้ือไก

โปรไบโอติก ระดบั L* a* b* อางอิง
0.67±0.23 13.34±0.75 มนสั นนั ท
ควบคมุ 54.83±1.55 0.47±0.13 13.35±1.87 และคณะ
0.47±0.26 13.28±1.06 (2561)
Bacillus sp. 1 53.9±01.59
0.38 0.34 ศศพิ นั ธ
2 54.41±1.89 0.38 0.35 และคณะ
(2564)
กรัมตอลิตร
Park
ควบคุม 25.17b et al.
26.51a (2014)
Bacillus sp. 10 กรัม

Bacillus ควบคุม 54.79 15.44 12.18
Subtilis 1.1×104 55.69 14.25 12.91
B2A cfu 1.0×105 55.70 15.43 13.03
1.0×106
59.17 15.79 13.82

หมำยเหตุ L*(lightness)ความสวาง , a*(redness)สแี ดง , b*(yellowness)สเี หลอื ง
a* =Red(+)/Green(-) , b* = yellow(+)/blue(-)

กำรเสรมิ โปรไบโอตกิ ตอสีเนอ้ื ไก

จากการศกึ ษาการใช Bacillus sp. ท่ีระดับ 0 1 และ 2 ในน้าดื่มของไกเนื้อพนั ธุRoss 308 พบวา การเสริม
Bacillus sp. ไมมีผลตอคาสีในเน้ือไก ( มนัสนันท และคณะ, 2561) ซ่ึงสอดคลองกับ Park et al. (2014) ได
รายงานวา การเสริม Bacillus Subtilis B2A ทรี่ ะดับ 0 1.1×104 1.0×105 1.0×106 cfu ในไกเน้อื พันธRุ oss 308
พบวา การเสริม Bacillus Subtilis B2A ไมมีความแตกตางกันในสีเนื้อไก ทั้งนี้อาจเปนเพราะการทดลองข อง
มนัสนันท และคณะ (2561) และ Park et al. (2014) มีการใชชนดิ ของโปรไบโอติก สายพันธุไก ระยะเวลาในการ
เลี้ยงท่ใี กลเคยี งกนั จงึ ทาใหคาสใี นเนอ้ื ไกไมแตกตางกนั

ในขณะเดียวกัน ศศพิ ันธ และคณะ (2564) ท่ไี ดรายงานวา การเสรมิ โปรไบโอติกในอาหารไกเนือ้ พันธุอารเบอร
เอเคอรส ซง่ึ แบงออกเปน 2 กลุมทดลอง อาหารพื้นฐาน และอาหารพน้ื ฐานเสรมิ ดวยโปรไบโอตกิ 10 กรัม การเสรมิ
โปรไบโอตกิ ลงในสูตรอาหารไกเนื้อพันธุอารเบอร เอเคอส พบวา คา (L*) มีความแตกตางกันทางสถิติ แตคา (a*)

68

และ (b*) ไมแตกตางกนั ทางสถิติ ทัง้ น้อี าจเปนเพราะมีการทดลองที่แตกตางกัน ทั้งชนดิ ของโปรไบโอติก สายพนั ธุไก
อายุของไก และระยะเวลาการเลยี้ งทีต่ างกนั จงึ ทาให คา (L*) มคี วามแตกตางกันทางสถิติ แตคา (a*) และ (b*) ไม
แตกตางกนั ทางสถติ ิ

สรปุ ผล

โปรไบโอติก เปนกลุมของจุลินทรียที่ยังมีชีวติ และนามาเสริมในอาหารไกเนอื้ บทบาทของจุลินทรยี เหลาน้ี มี
ประโยชนตอความสมดลุ ของจลุ ินทรียชนดิ ตาง ๆ ในลาไสสตั ว สามารถนามาเปนทางเลอื กเพือ่ ทดแทนยาปฎชิ วี นะ
ซึ่งการใชโปรไบโอติกตอสมรรถภาพการผลติ ไกเนอื้ เสริมในระดบั 5 – 10 % มผี ลตอปริมาณอาหารท่ีกนิ อัตรการ
แลกเนื้อ อัตตราการเจริญเติบโต และคาสขี องเนอ้ื ไก การเสริมในระดบั 0.5 - 3 % ไมมผี ลตอการเสริมโปรไบโอติ
กตอสมรรถภาพการผลติ ซากไกเนอ้ื ผลที่แตกตางกันท้งั นีข้ ้ึนอยกู ับระดับการเสริมโปรไบโอติก วิธีการเลย้ี งไก สาย
พนั ธไุ ก อายไุ ก สขุ อนามยั ภานในฟารม และปจจยั ดานสงิ่ แวดลอม

69

เอกสำรอำงองิ

กานตชนา พนู สขุ . (2564). การใชโปรไบโอติคและประโยชนของการใชโปรไบโอตกิ ในปศุสัตว. สมาคมผเู ลยี้ งสุกร
แหงชาต.ิ แหลงที่มา : http://www. swinethailand.com 18 ธนั วาคม 2564

มนัสนนั ท นพรตั นไมตรี, วรางคณา กจิ พิพธิ , จริ ฎั ฐวฒั น ศรีออนเลศิ , ศักดา ประจกั ษบญุ เจษฎา, ชวลติ ผง้ึ ปฐมภรณ
ศราวธุ มวงเผอื ก, เอกกมล กมลลาภวรกลุ , เสาวภา เขยี นงาม. (2561). การเสริมBacillus sp.ผสมหลาย
ชนิดในน้าด่มื ของไกเนื้อตอสมรรถนะการผลติ ลกั ษณะซาก คณุ ภาพเนอื้ คอเลสเตอรอลและกรดไขมนั ใน
เนอื้ .เพชรบรุ : คณะสัตวศาสตรและเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศลิ ปากร วิทยาเขตสารสนเทศ
เพชรบรุ ี.

ยุวเรศ เรืองพานิช และพิเชษฐ ศรีบุญยงค. (2562). ผลของการใชโปรไบโอติก (GUT PRO) ตอสมรรถภาพการ
เจรญิ เติบโตและสณั ฐานวิทยาของลาไสของไกเน้ือ. บทความวิจยั ภาควิชาสตั วบาล คณะเกษตรกาแพงแสน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกาแพงแสน และคณะสัตวศาสตรและเทคโนโลยีการเกษตร
มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร วิทยาสารสนเทศเพชรบุรีมนสั นันทและคณะ.

ศศพิ ันธ วงศสทุ ธาวาส, วรรณรีย วงศไตรรัตน, ไกรสิทธิ วสเุ พ็ญ, เฉลมิ พล เย้ืองกลาง และเบญญา แสนมหายกั ษ.
(2564). การเสรมิ โปรไบโอตกิ ในอาหารไกเนื้อตอสมรรถนะการเจริญเตบิ โตและคุณภาพเนือ้ .นครราชสีมา:
สาขาเทคโนโลยกี ารเกษตรและสิ่งแวดลอม คณะวทิ ยาศาสตรและศลิ ปศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าช
มงคลอีสาน.

สุชาติ สงวนพนั ธ,ุ ภคอร อคั รมธุรากลุ และนวลจนั ทร พารกั ษา. (2560). การศึกษาประสิทธิภาพของสารเสริมชีวนะ
(Bacillus subtilis) ในการยบั ยงั้ เช้ือแบคทีเรียกอโรคในระบบทางเดินอาหารและผลตอสมรรถภาพการ
ผลติ ของไกเน้อื . แกนเกษตร, 255-262.

หทยั รัตน มุสิกสงั ข. (2551). การคัดเลือกแบคทเี รียแลกติกท่เี ปนโปรไบโอตกิ ในไกและการเพิ่มการรอดชวี ิตของเชอื้
โดยการหอหุม.วิทยานิพนธวิทยาศาสตรมหาบัณฑติ , มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร.

Altaf-ur-Rahman, Mohsin Ali , Shoaib Sultan and Nazir Ahmad. (2007). EFFECT OF DIETARY
PROBIOTIC SUPPLEMENTATION ON PERFORMANCE OF BROILERS. Sarhad J. Agric. Vol. 23,
No. 2

J.H.Park. and H.Kim. (2014 ). Supplemental effect of probioticBacillus subtilis B2A on productivity,
organ weight, intestinalSalmonella microflora, and breast meat quality of growing broiler
chicks. Volume 93, Issue 8, Pages 2054-2059

N. Diana Devi Nizamuddin and V.K. Vidyarthi. (2019). Effect of Dietary Supplementation of Probiotic
on the Performance of Broiler Chicken. Department of Livestock Production and
Management Nagaland University, SASRD, Medziphema Campus Medziphema - 797106
(Nagaland).

Nurmi, E and M. Rantala. (1973). New aspects of Salmonella infection in broiler production
Seyed Mozafar Seyed Mehdizadeh Taklimi, Hushang Lotfollahian, Ahmad Zarea Shahn, and
Farhad Mirzaei Alireza Alinejad. (2012). Study on efficacy of probiotic in broiler chickens
diet. Animal Science Research Institute, Karaj, Iran; Corresponding Author, College of
Agriculture, University of Tehran, Karaj, Iran.College of Agriculture, Islamic Azad University,
Ghaemshahr, Iran.

W.Yun D.H, Lee Y.I.Choi I, H.Kim and J.H.Cho. (2017). Effects of supplementation of probiotics and
prebiotics on growth performance, nutrient digestibility, organ weight, fecal microbiota,
blood profile, and excreta noxious gas emissions in broilers. Volume 26, Issue 4, Pages 584-
592.

70

กำรตำนยำปฏิชีวนะของเช้อื แบคทีเรียในโค
Antibiotic resistance in cattle bacteria

นำยรัชชำนนท์ กำนเหลอื ง1*
Ratchanon Kanleuang1*

1สาขาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสุรินทร์
*Corresponding Author E-mail Address: [email protected]

บทคัดยอ

โคเปนสัตวท่มี ีความสาคญั ทางเศรษฐกจิ และเปนทต่ี องการของผูบริโภค ท้งั น้ีเพ่อื ใหผลผลติ เน้อื โคเพยี งพอตอ
ความตองการของผูบรโิ ภค จงึ มีการใชยาปฏชิ ีวนะท้งั ในดานการใชรกั ษาโรคและใชเปนสารเรงการเจริญเตบิ โต โดย
ยาปฏชิ ีวนะจะไปยับยั้งการเจริญเติบโตหรือฆาเชื้อแบคทีเรีย ซ่งึ หากมีการใชยาปฏิชีวนะอยางเกินความจาเปน
หรือไมสมเหตุสมผลก็จะสงผลทาใหเกิดการตานยาปฏิชวี นะได ซ่ึงพบวา ในโคเนื้อพบเชือ้ Escherichia coli (E.
coli) สวนใหญตานยาปฏชิ ีวนะ Streptomycin (91.4%) เชอื้ Salmonella enterica (S. enterica) สวนใหญตาน
ยาปฏิชีวนะ Tetracycline (66.9%) เช้ือ Lactobacillus amylovorus (L. amylovorus) และ Lactobacillus
salivarius (L. salivarius) สวนใหญตานยาปฏิชีวนะท้ังหมด ไดแก Clindamycin, Streptomycin, Vancomycin,
Gentamycin และ Kanamycin ซ่ึงตรวจพบจากตัวอยางเยอ่ื เมือกของทวารและอุจจาระ ในโคนมพบเชือ้ E. coli
สวนใหญตานยาปฏิชีวนะ Streptomycin (63.5%) เช้ือ S. enterica สวนใหญตานยาปฏิชีวนะ Ampicillin
(100%) เชื้อ Enterococcus faecalis (E. faecalis) และ Enterococcus faecium (E. faecium) สวนใหญตาน
ยาปฏชิ ีวนะ Tetracycline (33.3%) ซ่ึงตรวจพบจากตัวอยางซาก อุจจาระและนา้ นม จากการศกึ ษาการตานยา
ปฏิชีวนะของโคทง้ั สองชนิดพบวา โคเนือ้ และโคนม พบเชอ้ื E. coli สวนใหญตานยาปฏชิ ีวนะ Streptomycin เชอ้ื
S. enterica สวนใหญตานยาปฏิชีวนะ Tetracycline และ Ampicillin เชื้อ E. faecalis และ E. faecium สวน
ใหญตานยาปฏชิ ีวนะ Tetracycline เชือ้ L. amylovorus และ L. salivarius สวนใหญตานยาปฏิชวี นะท้ังหมด ซง่ึ
การตานยาปฏิชีวนะเหลานี้จะเกิดการปนเปอนในมูลสัตว น้าเสียและสง่ิ แวดลอมในฟารม ดังน้ันเกษตรกรหรือ
ผูประกอบการเล้ียงโค ควรใชยาปฏชิ ีวนะอยางสมเหตุสมผลในการเล้ียงโค และควรหลกี เลีย่ งการใชยาปฏิชีวนะ
เหลาน้ี เพราะยาปฏิชีวนะเหลานี้มีโอกาสเกิดการตานยาปฏิชีวนะสูง

คำสำคัญ : ยาปฏชิ วี นะ การตานยาปฏิชวี นะ

71

บทนำ

การเลีย้ งโคของประเทศไทยมีการเลี้ยงอยูคูกับเกษตรกรไทย โดยเปนการเลยี้ งในรูปแบบ เลยี้ งไวเพื่อใชแรงงาน
ควบคูกับการทาการเกษตร แตในปจจบุ ันไดปรับเปล่ียนรูปแบบการเล้ยี งมาเปนการเลย้ี งแบบไวเพอ่ื บริโภคเน้ือและ
จาหนายสรางรายไดเปนอาชีพ โดยในปจจบุ นั จานวนโคเน้ือมีการเพิ่มข้ึนอยางรวดเรว็ จากขอมูลของกรมปศุสัตว
รายงานวาสถิติจานวนโคในประเทศไทยตัง้ แตป พ.ศ. 2562-2564 มจี านวนโคกวา 7.6 ลานตวั เกษตรกรผูเลย้ี งโค
ประมาณ 1.1 ลานราย (ฉตั รชัย, 2564) ปจจุบนั การตลาดของเน้อื โคไดขยายตัวไปอยางมากแตปริมาณของเนอื้ โคก็
ยงั มไี มเพยี งพอตอความตองการของผบู ริโภค อนั เน่อื งมาจากการเพ่มิ ข้ึนอยางรวดเรว็ ของจานวนประชากร ตลอดจน
การขยายตัวและความเจริญกาวหนาทางเศรษฐกิจ จึงมีสวนผลักดันใหความตองการดานอาหารเพอ่ื การบรโิ ภค
ภายในประเทศสูงขึ้นท้ังดานปริมาณและดานคุณภาพ ซึ่งการทาฟารมปศุสัตวในปจจุบัน โดยเฉพาะฟารมโคเปน
แหลงสาคัญในการสะสมของยาปฏิชีวนะ โดยในการเลี้ยงโคนั้นไดมีการใชยาปฏิชีวนะในกระบวนการเลยี้ งเปน
จานวนมาก ทั้งใชในการรักษาโรคเมอ่ื สตั วเจบ็ ปวยและใชเปนสารเรงการเจริญเตบิ โต ซึ่งอาจใชยาปฏิชวี นะเกนิ ความ
จาเปนและใชไมสมเหตสุ มผล จงึ ทาใหยาปฏิชวี นะตกคางในรางกายของสตั วและถกู สงผานมายังของเสยี หรือมูลของ
สัตวทีข่ บั ถายออกมา ซ่งึ ในมูลของสัตวนั้นอาจมกี ารปนเปอนของยีนตานยาปฏชิ ีวนะตดิ มาดวย จึงสงผลกระทบตอ
สุขภาพของมนุษย สตั ว และสงิ่ แวดลอมทไี่ ดรบั เขาไปไดอกี ดวย จงึ สงผลทาใหยาปฏิชวี นะตกคางในเนื้อสัตว มูล นา้
เสียในฟารม ส่ิงแวดลอม และระบบนิเวศทางธรรมชาติ และกอใหเกิดกลไกการตานยาปฏิชวี นะตามมา ในสวนของ
E. coli ท่พี บจากมูลโคเน้อื ตรวจพบการตานยาปฏิชีวนะ Streptomycin (91.4%) (Obaidat, 2020) รองลงมาคอื
Chlortetracycline (21.7%) (Rothrock et al., 2021) ในสวนของ E. coli ที่พบจากซากและมูลโคนมท่ีมสี ขุ ภาพ
ดีและวินิจฉัยโรค ตรวจพบการตานยาปฏิชีวนะ Streptomycin (63.5%) รองลงมาคือ Kanamycin (8.8%)
(Aasmäe et al., 2019) ดังนน้ั หากมีการศึกษาขอมลู เรอ่ื ง การตานยาปฏชิ วี นะ กลไกการตานยาปฏิชีวนะ แหลง
ของแบคทีเรียท่มี โี อกาสเกิดการตานยาปฏชิ ีวนะ เชน อจุ จาระ ปสสาวะ น้าเสยี และสิ่งแวดลอม เปนตน ตลอด
จนถงึ ชนดิ ของแบคทเี รยี ท่ีเกดิ การตานยา ก็จะเปนขอมลู ทเ่ี ปนประโยชนแกเกษตรกรผเู ล้ยี งโคได จงึ เปนท่มี าของ
การทาสมั มนาในคร้งั น้ี

กำรตำนยำปฏิชีวนะและกลไกกำรตำนยำปฏิชวี นะ

ยำปฏชิ วี นะ (Antibiotic)
ยาปฏิชีวนะ หรือเรียกอีกช่ือหนึ่งวา ยาฆาเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial) เปนยาท่ีมีฤทธ์ิในการยับย้ังการ

เจริญเตบิ โตหรอื ฆาเชื้อแบคทีเรยี ไมมฤี ทธิ์ตอเชื้อไวรสั อีกทงั้ ยาปฏิชีวนะยงั เปนยาทีใ่ ชในการรกั ษาอาการ หรือโรค
ท่มี ีสาเหตมุ าจาก การติดเช้ือแบคทีเรยี โดยยาชนิดน้จี ะไปยับยัง้ การเจริญเตบิ โตหรือฆาเชอ้ื แบคทีเรยี ดวยกลไกตาง
ๆ เชน การยับย้ังการสังเคราะหสารพนั ธุกรรมของแบคทีเรีย ยับย้ังการสรางผนงั เซลล เยือ่ หมุ เซลล และยบั ย้ังการ
สังเคราะหโปรตนี (อารยา, 2563) และยาปฏชิ วี นะยงั ใชเพอ่ื ชวยในการเจรญิ เตบิ โตและการควบคุมโรค (Gou et
al., 2021) ทง้ั นีก้ ารใชยาปฏิชวี นะอยางแพรหลายเกินความเหมาะสมสงผลทาใหเกดิ เชอ้ื แบคทเี รียกอโรคทตี่ านทาน
ตอยาปฏิชีวนะ อีกท้งั การใชยาปฏชิ ีวนะทเ่ี กินความจาเปน โดยอาจใชยาปฏิชีวนะท่ีไมถกู วธิ ีและการทาลายหรอื
กาจัดยาปฏชิ ีวนะอยางไมเหมาะสม สามารถทาใหเกิดการถายทอดยีนตานยาปฏิชวี นะไดและกอใหเกิดการตกคาง
ของยนี ตานยาปฏชิ วี นะตอสภาพแวดลอมและเกิดความเสยี่ งตอสุขภาพของมนษุ ยและสตั วได (Liang et al., 2022)
กำรตำนยำปฏิชวี นะ (Antibiotic resistance)

การตานยาปฏิชวี นะ หรอื การดอื้ ยาปฏชิ ีวนะ คอื การท่ียาปฏชิ ีวนะมคี วามสามารถในการทาลาย หรือยบั ยง้ั การ
เจริญเติบโตของแบคทเี รียลดลง ความไวตอการออกฤทธิ์ของยาปฏชิ ีวนะทใี่ ชในการรกั ษาตอเช้ือโรคลดลง เกดิ จาก
การปรับตวั ของแบคทเี รียหลากหลายกลไก จงึ สงผลทาใหยาปฏิชวี นะตัวเดมิ ใชไมไดผลตองเพิ่มจานวนโด๊ส (doze)
ของยา หรอื ตองเปลย่ี นตวั ยาชนดิ ใหม (อารยา, 2563) ปจจบุ นั การใชยาปฏชิ วี นะในการผลติ ปศุสัตวอาจนาไปสูการ
เกดิ ของแบคทเี รยี ที่ตานยาปฏชิ วี นะและลดประสทิ ธภิ าพของยาปฏิชีวนะทใ่ี ชในการรกั ษาโรคและปองกนั การติดเช้ือ

72

แบคทีเรียในมนษุ ยและสัตว (Zhu et al., 2021) ยาปฏชิ วี นะจะถกู ใชบอยทส่ี ดุ ในการผลติ ปศุสตั ว ยาปฏชิ ีวนะท่ีใช
จะถูกขับออกมาในมูลสัตวและปสสาวะของสตั ว ซ่ึงมูลสัตวสามารถกระตุนการพฒั นาของแบคทีเรียท่ีดื้อตอยา
ปฏิชวี นะ (Gou et al., 2021) มูลสัตวถือเปนแหลงสาคัญของยาปฏิชีวนะที่เกิดการตกคางและกลายเปนแหลง
สะสมของแบคทเี รียที่ด้ือยา ซ่ึงสามารถกระจายตวั เขาสูสภาพแวดลอมโดยผานการปลอยมูลจากสัตวทาใหเกิด
มลพิษในดนิ พืชผลท่ปี ลูกและแหลงน้าตามธรรมชาติ (Zhu et al., 2021) จะเหน็ ไดวามลู สัตวไดกลายเปนแหลง
สะสมของยาปฏิชีวนะและยนี ที่ตานตอยาปฏชิ ีวนะ ซึ่งสามารถกระจายตัวเขาสสู ่ิงแวดลอมหรือระบบนเิ วศทาง
ธรรมชาติไดจงึ เกิดความเสีย่ งของยีนท่ีตานทานตอยาปฏิชีวนะ ในมูลสัตวทอ่ี าจแพรกระจายไปยังเชอื้ โรคหรอื เชื้อ
แบคทีเรยี ในสงิ่ แวดลอมผานการถายโอนยนี ตานยาปฏิชวี นะ เม่ือมนษุ ยและสตั วไดรบั ยีนตานยาปฏิชีวนะเขาไป อาจ
กอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพของมนุษยและสัตวได (Gou et al., 2021) ซ่ึงเมื่อมนุษยและสัตวนั้นเกิดอาการ
เจ็บปวย หากใชยาปฏิชีวนะในการรกั ษา จะสงผลทาใหประสทิ ธิภาพของการใชยาตวั น้ี ใชไมไดผลในโด๊สปกติ อาจ
ตองเพม่ิ โดส๊ ของยาในการรกั ษา หรอื อาจถงึ ขั้นใชยาปฏชิ วี นะในการรักษาไมไดผลเลย

กลไกกำรตำนยำปฏชิ วี นะ
กลไกการตานยาปฏิชีวนะของแบคทีเรยี เกดิ จากแบคทีเรยี มกี ารปรับตวั ตอยาปฏชิ ีวนะท่ไี ดรบั เพอ่ื ความอยูรอด

ยาปฏิชวี นะบางชนิดไมสามารถทาลายหรือยับยัง้ การเจริญเติบโตของแบคทเี รียบางชนดิ ได เนื่องจากธรรมชาตขิ อง
แบคทีเรียชนิดน้นั ไมมเี ปาหมายสาหรบั ยาปฏิชวี นะ ซ่ึงเม่อื ไดรับยาปฏชิ ีวนะท่ีไมเหมาะสมจงึ ทาใหเช้อื แบคทีเรยี ที่มี
กลไกการปรับตวั ตอยาปฏิชวี นะท่ไี ดรบั เพอ่ื การมีชีวติ รอด สงผลใหเกดิ การตานยาตามมาและการใชยาปฏชิ วี นะตอ
เชอ้ื ท่ตี านยาจึงใชไมไดผล (อารยา, 2563) การแพรกระจายของการตานยาปฏชิ ีวนะในแบคทเี รยี กอโรค แบคทเี รีย
จะสรางแหลงสะสมของยนี ท่ีตานตอยาปฏชิ ีวนะ จากแบคทเี รียท่ีกอโรคสามารถไดรบั ความตานทานผานการถาย
โอนยีนทาใหเกดิ การตานยาปฏิชีวนะในการแพรกระจายจากแบคทีเรียสายพนั ธุท่ัวไปในสิ่งแวดลอมนาไปสกู ารกอ
โรค (Frieri et al., 2017) การที่แบคทีเรียสามารถตานทานตอยาปฏิชีวนะไดนั้น เกิดจากการควบคุมโดยยีนท่ี
ควบคุมการทนทานตอยาปฏิชีวนะ ยีนนี้อาจจะอยูบนพลาสมิด (Plasmids) ท่ีเปน (Deoxy ribonucleic acid ;
DNA) วงแหวนสายคูที่อยนู อกโครโมโซมของแบคทเี รยี หรืออยูบนโครโมโซมของแบคทเี รียกไ็ ด แบคทเี รียทไ่ี มมียนี
ตานทานตอยาปฏิชวี นะจะตายไป ขณะท่แี บคทเี รียทีม่ ียีนตานทานยาปฏชิ วี นะจะยงั คงมีชวี ติ อยูและสบื ทอดลกั ษณะ
ดังกลาวไปยังรุนตอ ๆ ไป นอกจากน้ีแบคทีเรียตัวดังกลาวยังสามารถปรับเปลยี่ นโครงสรางทางพันธุกรรมใน
ประชากรแบคทีเรียใหตานทานตอยาปฏิชีวนะไดอีกดวย ทาใหเกิดการด้ือยาปฏิชวี นะของแบคทเี รียเพมิ่ มากขึน้
แบคทเี รียเกดิ การเปลีย่ นแปลงของสารพันธกุ รรมในเซลลแบคทีเรยี เอง โดยแบคทเี รยี ไดรับยนี ตานทานยาปฏิชีวนะ
มาจากแบคทีเรียเซลลอื่น แลวทาการจบั คกู ัน มีการถายทอดสารพนั ธุกรรมที่เปนพลาสมดิ ผานทางพไิ ล (pili) โดยท่ี
แบคทีเรียเซลลหนึ่งจะเปนผูให และอีกเซลลหน่งึ เปนผูรับ โดยท่ที ้ัง 2 เซลลจะตองเปนแบคทีเรีย สปชสี (Species)
เดียวกบั พลาสมิดท่มี ียนี ตานทานยาปฏิชีวนะของเซลลผูใหจะถูกจาลองขน้ึ และเคลื่อนที่ไปยงั เซลลผรู บั ทาใหเซลล
ผูรบั มีพลาสมิดทม่ี ยี ีนตานทานยาปฏชิ วี นะ ทาใหเกดิ การตานยาปฏชิ วี นะน้ันได (สนุ ัดดา, 2556)

แหลงของแบคทเี รียทม่ี ีโอกำสเกิดกำรตำนยำปฏิชวี นะ

มลู สตั ว์ (Animal feces)
การทาฟารมปศุสตั วในปจจุบัน โดยเฉพาะฟารมโคเปนแหลงสาคญั ในการสะสมของยาปฏิชีวนะ เนื่องจากใน

การจัดการเลี้ยงสัตวน้ัน จะมกี ารใชยาปฏชิ ีวนะในการรักษาหรอื ใชเปนสารเสริมในอาหารสัตว จงึ ทาใหยาปฏิชวี นะ
ตกคางในของเสยี หรอื มลู ของสัตวท่ขี ับถายออกมา ซึ่งในมลู ของสัตวนน้ั อาจมีการปนเปอนของยนี ตานยาปฏิชีวนะติด
มาดวย จึงสงผลกระทบตอสขุ ภาพของมนุษย สตั ว และสงิ่ แวดลอมทไ่ี ดรบั เขาไปไดอีกดวย ยีนทต่ี านตอยาปฏชิ ีวนะ
น้ัน อาจพบในยาปฏิชวี นะเตตราไซคลิน ซลั โฟนาไมด คารบาเพเนม และยาปฏชิ ีวนะอื่น ๆ ท่ีใชในการรักษาสัตวและ
อาจตกคางอยใู นมูลของสตั ว จึงสงผลทาใหเกดิ การตานยาปฏิชีวนะ นอกจากนีม้ ลู โคยงั เปนแหลงของเช้ือโรคท่ตี ิดตอ
จากสัตวสูคน ซงึ่ เกิดจากแบคทเี รียท่ีกอโรคท่ีปนเปอนมากับอาหาร สงผลตอระบบทางเดินอาหาร ทาใหเกดิ อาการ

73

อาเจียนหรือทองเสีย (Mills et al., 2021) เพราะเหตนุ ม้ี ูลโคจึงเปนแหลงสะสมของยีนตานยาปฏิชีวนะและเช้ือ
แบคทีเรียท่ีกอโรค ที่สามารถแพรกระจายไปสูมนษุ ย สตั ว และส่ิงแวดลอมไดโดยการถายทอดของยีนตานยา
ปฏิชีวนะ (Gou et al., 2021)

มูลและปสสำวะ (Manure)
การเลี้ยงสตั วในปจจบุ นั ยาปฏิชวี นะนยิ มใชเพือ่ ชวยเรงการเจริญเตบิ โตและการควบคมุ และรักษาโรค ตัวอยาง

เชน ยา Chlorotetracycline (CTC) เปนยาที่ใชบอยที่สดุ ในการทาฟารมปศุสัตว โดยใชในการรักษาโรคติดเช้ือ
แบคทีเรีย ในระบบทางเดนิ อาหาร ทางเดนิ ปสสาวะ โดยยาปฏิชวี นะทใ่ี ชนัน้ จะถกู ขับออกมากับมลู และปสสาวะของ
สัตว ในรูปแบบไมยอยสลาย ทงั้ น้ียาปฏิชวี นะที่ไมยอยสลายในมูลและปสสาวะของสัตวน้ัน จะกระตุนใหเกดิ การ
พัฒนาของแบคทีเรยี ทต่ี านตอยาปฏชิ ีวนะและเกิดการตานยาของเชือ้ โรคได โดยเฉพาะในการทาการเกษตร มีการ
นามลู ของสตั วไปใชในการเพาะปลูกพืช จึงมีความเสย่ี งในการแพรกระจายของยีนตานยาปฏชิ วี นะและเช้ือโรคทดี่ อ้ื
ตอยาปฏิชีวนะในมูลของสัตว เมื่อมนุษยมีการบรโิ ภคพชื ผกั เหลานน้ั เขาไป จะทาใหไดรับการถายทอดยนี ตานยา
ปฏิชีวนะเขาไปในรางกายทันที (Gou et al., 2021) จงึ เหน็ ไดวามลู และปสสาวะของสัตว เปนแหลงสะสมของยีนท่ี
ตานยาปฏิชีวนะและเชื้อแบคทีเรียทีด่ ื้อตอยาปฏชิ ีวนะ ที่สามารถสงผลกระทบตอสุขภาพมนุษยและสัตวและยัง
สามารถแพรกระจายไปในสิ่งแวดลอมได

นำ้ เสีย (Waste water)
การใชยาปฏิชีวนะในการทาฟารมเลี้ยงสัตว ปจจุบนั มกี ารใชยาปฏิชีวนะท่ีไมเหมาะสมและใชเกินความจาเปน

จึงสงผลทาใหเกิดการตานยาปฏิชีวนะเกิดข้ึนในธรรมชาติ กอใหเกิดผลกระทบตอสภาพแวดลอม และสุขภาพของ
มนุษยและสัตว ปจจุบนั ในทางการรกั ษาของสตั วแพทย ไดมกี ารใชยาปฏิชีวนะอยางแพรหลายในการผลติ สัตว โดย
ยาปฏิชีวนะท่ใี ช สวนหน่งึ ถูกผลิตขึ้นในสัตว ทงั้ น้ีการเลือกใชยาปฏชิ ีวนะในการทาฟารมปศุสัตว ยังสามารถเพ่ิม
จานวนยีนทต่ี านยาปฏิชีวนะและอาจทาใหแบคทีเรียที่ดอื้ ยาปฏชิ วี นะมีโอกาสรอดมากข้นึ อีกดวย นอกจากนี้ฟารม
ปศุสัตวยังตรวจพบยนี ตานยาปฏิชีวนะเกือบ 200 ชนิด ในน้าเสียของฟารมโค โดยยีนตานยาปฏิชีวนะสามารถ
แพรกระจายไปในสภาพแวดลอมไดโดยผานบอบาบัดน้าเสยี ของฟารม (Liang et al., 2022) โดยรูปแบบการ
ปนเปอนของเสยี ภายในฟารม เชน ปยุ คอก ขยะมลู ฝอย ปยุ หมกั หรือมลู สตั วและน้าเสียจากฟารมสตั ว นอกจากนน้ั
สิง่ ปนเปอนเหลาน้ียงั สามารถเพิ่มจานวนของแบคทเี รียทด่ี ื้อตอยาปฏชิ วี นะและยีนตานทานตอยาปฏิชีวนะ กระจาย
สูส่ิงแวดลอมและอาจสงผลกระทบทางออมตอสขุ ภาพของมนุษยและสตั วไดอีกดวย (Durso et al., 2018) ยีนตาน
ยาปฏชิ ีวนะ ในน้าเสียสวนใหญจะอยบู นโครโมโซมและมอี ยใู นเซลล สามารถเกดิ การพัฒนาการตานยาปฏชิ ีวนะได
โดยผานการถายโอนยนี ตานยาปฏิชวี นะ (Liang et al., 2022) ดงั นั้นน้าเสียจงึ ถือเปนพาหะสาคัญของแบคทเี รียดื้อ
ยาปฏิชีวนะและยนี ตานยาปฏิชวี นะ ที่สามารถแพรกระจายไปยงั สง่ิ แวดลอมและอาจนาไปสโู รคติดเชอ้ื ทร่ี กั ษาไมได
ในมนษุ ยและสตั ว

สิ่งแวดลอม (Environment)
ฟารมเลี้ยงสัตวถือเปนแหลงสะสมท่ีสาคัญของยีนตานยาปฏิชีวนะและแบคทีเรียที่ตานตอยาปฏิชีวนะ ที่

กอใหเกิดอนั ตรายตอสุขภาพของมนุษยและสตั ว และสงผลกระทบใหเกิดการตกคางในสิ่งแวดลอม (Bai et al.,
2022) โดยมูลสัตวถือเปนแหลงสาคัญของยาปฏชิ ีวนะที่เกิดการตกคางและกลายเปนแหลงสะสมของแบคทีเรียท่ี
ตานยาปฏชิ วี นะ สงผลทาใหยีนตานทานยาปฏชิ วี นะ สามารถกระจายเขาสรู ะบบนเิ วศทางธรรมชาตไิ ด โดยผานการ
ปลอยของเสยี จากมลู สัตว ทาใหเกดิ มลพษิ ในดนิ แหลงน้า และพืชผลทางการเกษตร (Zhu et al., 2021) โดยฟารม
เลีย้ งสัตวนน้ั ตัวอยางเชน ฟารมโค ถือเปนแหลงมลพิษทสี่ าคัญของยีนตานยาปฏิชีวนะและแบคทเี รยี ทต่ี านตอยา
ปฏิชีวนะ เน่ืองจากในการเลย้ี งโคนน้ั มีการใชยาปฏชิ ีวนะอยางมากและอาจเกนิ ความจาเปน จึงสงผลใหยีนตานยา
ปฏิชีวนะและแบคทเี รียท่ีตานยาปฏิชวี นะเหลานี้ สามารถแพรกระจายไปสสู งิ่ แวดลอมได โดยผานทางการขบั ถาย

74

ของเสยี หรือการขับถายมลู ของโค (Bai et al., 2022) นอกจากน้ียังมกี ารตรวจพบการแพรกระจายของยนี ตานยา
ปฏชิ ีวนะและแบคทีเรียที่กอโรคตานตอยาปฏิชวี นะ ปนเปอนในสภาพอากาศอกี ดวย (Chen et al., 2019) ดวย
เหตนุ ี้สิ่งแวดลอมจงึ ถอื เปนแหลงปนเปอนของยนี ตานยาปฏชิ วี นะและเช้ือแบคทีเรยี ท่ีกอโรค ท่อี าจตกคางในดิน ใน
สภาพอากาศ ลม ฝุนละออง รวมถงึ ในระบบนิเวศทางธรรมชาติ โดยผานทางการปลอยของเสียจากฟารมสตั วที่ใชยา
ปฏิชีวนะ ทาใหเกิดการถายทอดยนี ตานยาปฏิชวี นะตอมนุษยและสตั วทไ่ี ดรับเขาไป และยังสงผลกระทบตอสขุ ภาพ
ของมนุษยและสตั วได

กำรตำนยำปฏชิ ีวนะของแบคทีเรยี ในโค

ตำรำงท่ี 1 การตานยาปฏชิ ีวนะของแบคทีเรียในโค

ชนดิ ของโค ช นิ ด ข อ ง แ ห ล ง ที่ กำรตำนยำปฏชิ วี นะ อำงอิง

แบคทเี รียทพี่ บ พบ (ควำมชกุ /จำนวนตวั อยำงทง้ั หมด)

โคนม Escherichia ซาก และ Kanamycin (8.8% / 171) Aasmäe et al.

สขุ ภาพดี coli อจุ จาระ Streptomycin (7 . 0 % / 1 7 1 ) (2019)

Tetracycline (7.0% / 171)

Sulfamethoxazole (4.7% / 171)

Ampicillin (3.5% / 171)

โคนม Enterococcus อจุ จาระ Tetracycline (33.3% / 51) Aasmäe et al.

สขุ ภาพดี faecalis แ ล ะ Erythromycin (21.6% / 51) (2019)

Enterococcus Kanamycin (3.9% / 51)

faecium Gentamycin (1.9% / 51)

Streptomycin (0% / 51)

โคนม Escherichia ซาก และ Streptomycin (63.5% / 63) Aasmäe et al.
ตรวจ coli อุจจาระ Sulfamethoxazole (60.3% / 63) (2019)
วนิ จิ ฉัยโรค
Salmonella Ampicillin (58.7% / 63) Obaidat and
โคนม enterica Tetracycline (58.5% / 63) Stringer (2019)
Kanamycin (0.0% / 63)

อุจจาระ Ampicillin (82.6% / 23)
และ Amoxicillin (56.5% / 23)
Tetracycline (56.5% / 23)
ปสสาวะ Streptomycin (52.2% / 23)
Sulfamethoxazole (52.2% /23)

โคนม Salmonella นา้ นม Ampicillin (100% / 5) Obaidat and

enterica Streptomycin (80.0% / 5) Stringer (2019)

Amoxicillin (60.0% / 5)

Tetracycline (40.0% / 5)

Sulfamethoxazole (40.0% /5)

75

ตำรำงที่ 1 การตานยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียในโค (ตอ)

ชนิดของโค ชนิดของ แหลงที่ กำรตำนยำปฏิชวี นะ อำงองิ
Rothrock et al.
แบคทีเรยี ที่พบ พบ (ควำมชุก/จำนวนตัวอยำงท้งั หมด) (2021)

โคเนอ้ื Escherichia อุจจาระ Chlortetracycline (21.7% / 25) Obaidat (2020)
coli Tetracycline (0.4% / 25)
Sulfamethoxazole (0% / 25)
Trimethoprim (0% / 25)
Oxytetracycline (0% / 25)

โคเนอ้ื Escherichia เย่ือเมือก Streptomycin (91.4% / 17)
coli ทวาร Tetracycline (82.4% / 17)
หนักและ Ampicillin (76.5% / 17)
อจุ จาระ Sulfamethoxazole (52.9% / 17)
Amoxicillin (41.2% / 17)

โคเน้อื Salmonella เยอ่ื เมอื ก Tetracycline (66.9% / 287) Obaidat (2020)

enterica ทวาร Streptomycin (51.9% / 287)

หนักและ Ampicillin (48.8% / 287)

อุจจาระ Sulfamethoxazole (36.2% /287)

Amoxicillin (22.0% / 287)

โคเนือ้ Lactobacillus อุจจาระ Clindamycin (100% / 88) Adetoye et al.

amylovorus Streptomycin (100% / 88) (2018)

และ Vancomycin (100% / 88)

Lactobacillus Gentamycin (100% / 88)

salivarius Kanamycin (100% / 88)

จา ก ต า ร า ง ท่ี 1 จ ะ เ ห็ น ไ ด ว า Escherichia coli (E. coli), Enterococcus faecalis ( E. faecalis),
Enterococcus faecium (E. faecium) และ Salmonella enterica (S. enterica)พบวาเกิดการตานยาปฏิชวี นะ
ในซาก อุจจาระ ปสสาวะ และนา้ นมของโค โดยในกลมุ โคนมที่มีสขุ ภาพดี พบ E. coli โดยสุมเกบ็ ตวั อยางจากซาก
และอุจจาระของโคนมจานวน 171 ตัว ตรวจพบวาเกิดการตานยาปฏิชีวนะสูงที่สุดคือ Kanamycin (8.8%)
รองลงมาคือ Streptomycin, Tetracycline, Sulfamethoxazole และพบการตานยาปฏิชีวนะต่าท่ีสุดคือ
Ampicillin (3.5%) ซ่ึงตางจาก E. faecalis และ E. faecium ท่สี ุมเกบ็ ตวั อยางจากอุจจาระของโคจานวน 51 ตวั
ตรวจพบวาเกิดการตานยาปฏิชีวนะสงู ทส่ี ุดคือ Tetracycline (33.3%) รองลงมาคือ Erythromycin, Kanamycin,
Gentamycin และไมพบการตานยา Streptomycin ซึ่งตางจากกลุมของโคนมทต่ี รวจวินิจฉัยโรค พบ E. coli โดย
สุมเก็บตัวอยางจากซากและอุจจาระของโคจานวน 63 ตัว ตรวจพบวาเกิดการตานยาปฏิชีวนะสูงท่ีสุดคือ
Streptomycin (63.5%) รองลงมาคือ Sulfamethoxazole, Ampicillin และTetracycline และไมพบการตานยา
Kanamycin ซ่งึ สอดคลองกบั งานวิจัยของ Aasmäe et al. (2019) ซงึ่ ตางจาก S. enterica โดยสุมเกบ็ ตวั อยางจาก
ปสสาวะและอุจจาระของโคจานวน 23 ตวั ตรวจพบวาเกิดการตานยาปฏิชีวนะสูงท่ีสุดคือ Ampicillin (82.6%)
รองลงมา คือ Amoxicillin, Tetracycline แ ละพบกา รต านยาป ฏิชีวนะต่าท่ีสุดคือ Streptomycin และ
Sulfamethoxazole (52.2%) ซึ่งตางจาก S. enterica ท่ีสุมเก็บตวั อยางในน้านมโคจานวน 5 ตวั ตรวจพบวาเกดิ

76

การตานยาปฏชิ วี นะสงู ท่ีสุดคือ Ampicillin (100%) รองลงมาคือ Streptomycin, Amoxicillin และพบการตานยา
ปฏชิ ีวนะตา่ ท่ีสุดคอื Tetracycline และ Sulfamethoxazole (40.0%) ซงึ่ สอดคลองกบั งานวิจยั ของ Obaidat and
Stringer (2019)

ในกลมุ โคเน้ือ พบ E. coli โดยสุมเก็บตัวอยางจากอุจจาระของโคจานวน 25 ตัว ตรวจพบวาเกดิ การตานยา
ปฏิ ชี วน ะ สูงท่ีสุ ด คื อ Chlortetracycline (21.7%) รองล งมา คื อ Tetracycline และ ไม พ บ ก ารต า นย า
Sulfamethoxazole, Trimethoprim และ Oxytetracycline ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ Rothrock et al.
(2021) ตางจากงานวิจยั ของ Obaidat (2020) ทพ่ี บ E. coli โดยสุมเก็บตัวอยางจากเยื่อเมือกจากทวารหนกั และ
อจุ จาระของโคจานวน 17 ตวั ตรวจพบวาเกิดการตานยาปฏชิ วี นะสูงท่ีสดุ คอื Streptomycin (91.4%) รองลงมาคอื
Tetracycline, Ampicillin Sulfamethoxazole และพบการตานยาปฏิชีวนะที่ต่าที่สุดคือ Amoxicillin (41.2%)
ซ่ึงตางจาก S. enterica โดยสุมเกบ็ ตัวอยางจากเย่อื เมือกจากทวารหนกั และอุจจาระของโคจานวน 287 ตัว ตรวจ
พบวาเกิดการตานยาปฏิชีวนะสูงท่ีสุดคือ Tetracycline (66.9%) รองลงมาคือ Streptomycin, Ampicillin,
Sulfamethoxazole และพบการตานยาปฏิชีวนะต่าที่สุดคือ Amoxicillin (22.0%) ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ
Obaidat (2020) ตางจาก Lactobacillus amylovorus (L. amylovorus) และ Lactobacillus salivarius (L.
salivarius) โดยสุมเก็บตัวอยางจากอุจจาระของโคจานวน 88 ตัว ตรวจพบวาเกิดการตานยาปฏิชีวนะ
Clindamycin Streptomycin, Vancomycin, Gentamycin และ Kanamycin ท้งั หมดทกุ ตัวอยาง ซ่ึงสอดคลอง
กบั งานวจิ ัยของ Adetoye et al. (2018)

จากการศกึ ษาการตานยาปฏชิ ีวนะของแบคทเี รยี ในโคทงั้ สองชนดิ พบวา ในโคเน้อื พบเชอ้ื E. coli สวนใหญตาน
ยาปฏิชีวนะ Streptomycin (91.4%) เช้ือ S. enterica สวนใหญตานยาปฏชิ วี นะ Tetracycline (66.9%) เช้ือ L.
amylovorus และ L. salivarius สวนใหญตานยาปฏิชีวนะทั้ง หมด ไดแก Clindamycin, Streptomycin,
Vancomycin, Gentamycin และ Kanamycin ซ่ึงตรวจพบจากตัวอยางเยอื่ เมือกของทวารและอุจจาระ ในโคนม
พบเช้ือ E. coli สวนใหญตานยาปฏิชีวนะ Streptomycin (63.5%) เช้ือ S. enterica สวนใหญตานยาปฏชิ ีวนะ
Ampicillin (100%) เช้ือ E. faecalis และ E. faecium สวนใหญตานยาปฏชิ ีวนะ Tetracycline (33.3%) ซ่งึ ตรวจ
พบจากตัวอยางซาก อจุ จาระ และน้านม

ขอเสนอแนะ

การใชยาปฏชิ วี นะอยางสมเหตสุ มผลสาคัญมากในการทาฟารมปศุสตั ว เกษตรกรหรอื ผปู ระกอบการเล้ยี งโคเน้อื
ควรหลีกเล่ียงการใชยาปฏิชีวนะ Streptomycin Tetracycline, Kanamycin, Chlortetracycline, Ampicillin,
Amoxicillin, Gentamycin, Sulfamethoxazole และ Oxytetracycline เพราะยาปฏิชีวนะเหลาน้ีมีโอกาสเกดิ
การตานยาปฏิชีวนะสูง

สรุป

การตานยาปฏิชวี นะของเชือ้ แบคทเี รยี ในโค พบวาเช้อื กอโรคที่สาคญั ไดแก Escherichia coli, Enterococcus
faecalis, Enterococcus faecium, Salmonella enterica, Lactobacillus amylovorus และ Lactobacillus
salivarius สวนใหญพบวาเกดิ การตานยาปฏชิ ีวนะ Streptomycin, Tetracycline, Kanamycin และ Ampicillin
ทั้งนีก้ ารตานยาปฏชิ ีวนะเหลานีจ้ ะเกิดการปนเปอนในมลู สัตว นา้ เสยี และสิ่งแวดลอมในฟารม

77

เอกสำรอำงอิง

ฉัต รชั ย น วลป ลอด. 2564. ขอ มูล สถิ ติจ า นวน โ คเ นื้อ ในป ระเ ทศ ไทย . กรมป ศุสัต ว. แ หลงท่ีมา :
https://dld.go.th/th/ วนั ทีส่ บื คน 19 มกราคม 2565

สุนัดดา โยมญาติ. 2556. กลไกการถายทอดยีนตานทานตอยาปฏิชีวนะของแบคทีเรีย. แ หลงท่ีมา:
http://biology.ipst.ac.th/ วนั ทีส่ ืบคน 25 ธันวาคม 2564

อารยา ขอคา. 2563. ยาปฏิชีวนะและการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรีย. สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร คณะ
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏภเู ก็ต แหลงท่ีมา: https://he01.tci-thaijo.org/ วันท่ี
สืบคน 25 ธันวาคม 2564

Aasmäe, B., Häkkinen, L., Kaart, T., and Kalmus, P. 2019. Antimicrobial resistance of Escherichia coli
and Enterococcus spp. isolated from Estonian cattle and swine from 2010 to 2015. Acta
Veterinaria Scandinavica, 61(1): 1–8. https://doi.org/10.1186/s13028-019-0441-9

Adetoye, A., Pinloche, E., Adeniyi, B. A., and Ayeni, F. A. 2018. Characterization and anti-salmonella
activities of lactic acid bacteria isolated from cattle faeces. BMC Microbiology, 18(1):
https://doi.org/10.1186/s12866-018-1248-y

Bai, H., He, L. Y., Wu, D. L., Gao, F. Z., Zhang, M., Zou, H. Y., Yao, M. S., and Ying, G. G. 2022. Spread
of airborne antibiotic resistance from animal farms to the environment: Dispersalpattern
and exposure risk. Environment International, 158https://doi.org/10.1016/j.envint.2021.
106927

Chen, M., Qiu, T., Sun, Y., Song, Y., Wang, X., and Gao, M. 2019. Diversity of tetracycline- and
erythromycin-resistant bacteria in aerosols and manures from four types of animal farms
in China. Environmental Science and Pollution Research, 26(23): 24213–24222.
https://doi.org/10.1007/s11356-019-05672-3

Durso, L. M., Miller, D. N., and Henry, C. G. 2018. Impact of vegetative treatment systems on multiple
measures of antibiotic resistance in agricultural wastewater. International Journal of
Environmental Research and Public Health , 15(7):https://doi.org/10.3390/ijerph15071295

Frieri, M., Kumar, K., Boutin, A. 2017. Antibiotic resistance. In Journal of Infection and Public Health
(Vol. 10, Issue 4, pp. 369–378). Elsevier Ltd. https://doi.org/10.1016/j.jiph.2016.08.007

Gou, C., Wang, Y., Zhang, X., Zhong, R., and Gao, Y. 2021. Effects of chlorotetracycline on antibiotic
resistance genes and the bacterial community during cattle manure composting.
Bioresource Technology, 323: https://doi.org/10.1016/j.biortech.2020.124517

Liang, C., Wei, D., Yan, W., Zhang, S., Shi, J., and Liu, L. 2022. Fates of intracellular and extracellular
antibiotic resistance genes during the cattle farm wastewater treatment process.
Bioresource Technology, 344. https://doi.org/10.1016/j.biortech.2021.126272

Mills, M., Lee, S., Evans, M., Garabed, R., and Lee, J. 2021. Enteric pathogens and Carbapenem
resistance genes are widespread in the fecal contaminated soils of cattle farms in the
United States. Environmental Advances, 6. https://doi.org/10.1016/j.envadv.2021.100137

Obaidat, M. M. 2020. Prevalence and antimicrobial resistance of Listeria monocytogenes,
Salmonella enterica and Escherichia coli O157:H7 in imported beef cattle in Jordan.
Comparative Immunology, Microbiology and Infectious Diseases, 70(February),
101447.https://doi.org/10.1016/j.cimid.2020.101447

78

Obaidat, M. M., and Stringer, A. P. 2019. Prevalence, molecular characterization, and antimicrobial
resistance profiles of Listeria monocytogenes, Salmonella enterica, and Escherichia coli
O157:H7 on dairy cattle farms in Jordan. Journal of Dairy Science, 102(10): 8710–8720.
https://doi.org/10.3168/jds.2019-16461

Rothrock, M. J., Min, B. R., Castleberry, L., Waldrip, H., Parker, D., Brauer, D., Pitta, D., and Indugu, N.
2021. Antibiotic resistance, antimicrobial residues, and bacterial community diversity in
pasture-raised poultry, swine, and beef cattle manures. Journal of Animal Science, 99(8):
https://doi.org/10.1093/jas/skab144

Zhu, T., Chen, T., Cao, Z., Zhong, S., Wen, X., Mi, J., Ma, B., Zou, Y., Zhang, N., Liao, X., Wang, Y., and
Wu, Y. 2021. Antibiotic resistance genes in layer farms and their correlation with
environmental samples. Poultry Science, 100(12), 101485.https://doi.org/10.1016/
j.psj.2021.101485

79

ปจจยั เสย่ี งตอกำรเกิดโรคแทงตดิ ตอในแพะของประเทศไทย
Risk factors for brucellosis in goats in Thailand

ณัฐวตั ร บญุ ทัน1
Nattavat Boontan1

1 สาขาสตั วศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสุรินทร์

* Corresponding Author E-mail Address: [email protected]

บทคัดยอ

โรคแทงตดิ ตอในแพะ (Brucellosis) เกิดจากเช้อื Brucella melitensis พบไดในสัตวเล้ียงลูกดวยนมหลายชนิด
รวมท้ังในปศุสตั ว เชน โค กระบือ แพะ แกะ และสัตวปา การทาสมั มนาครงั้ น้ไี ดหาปจจยั เส่ียงท่มี ผี ลตอการติดเชื้อโร
คบลเู ซลโรซสิ มหี ลายปจจัยทั้งขนาดของฝงู แพะท่ีมนี อยกวา 50 ตัวตอฝูง อาจเปนผลมาจากเรอ่ื งความหนาแนนของ
ตัวสตั วตอพน้ื ที่ในการเลย้ี ง ประวตั ิการแทงของแพะ การมสี ุนขั หรือหนูในฟารม ประวัติเคยตรวจพบผลบวกตอโรคบ
รเู ซลโรซิส การใชน้ายาฆาเช้อื ภายในฟารมอยางสม่าเสมอ การแยกคอกกอนนาแพะเขาฟารม และปญหาระบบสืบ
พันธตางๆ แตมบี างปจจยั ซ่ึงไมสงผลตอการติดเช้อื โรคบลูเซลโรซิส ไดแก ชวงอายขุ องแพะ เพศ และวิธใี นการผสม
พนั ธุ อยางไรก็ตามหากมีการจัดการฟารมที่ไมดีและไมมีการตรวจติดตามโรคอยูเปนประจา อาจทาใหไมสามารถ
ควบคมุ โรคใหหมดสิน้ ไปได

คำสำคัญ : โรคแทงติดตอ, แพะ

80

บทนำ

1. ควำมหมำยและควำมสำคญั ของโรค
โรคบรูเซลโลซิส (Brucellosis) มีสาเหตุมากจากเช้ือบรูเซลลา พบในกลุมสัตวทเ่ี ลี้ยงลูกดวยนมหลายชนิด

รวมทั้งในปศุสัตว เชนโค กระบือ สุกร แพะ แกะ และสัตวปา โรคบรูเซลโลซิสในแพะ เกิดจากเช้ือแบคทีเรีย
Brucella melitensis รูปรางแทงส้ันและคอนขางกลม (Coccobacilli) ยอมติดสีแกรมลบมีความยาว 0.3-2.3
ไมครอน ไมสรางสปอรไมเคลอื่ นที่ (Nonmotile) และอาศัยภายในเซลล (Intracellular bacteria)เชอื้ สามารถพบ
ไดจากทางสารคัดหลง่ั น้าลาย รกและนา้ เช้อื โดยเช้ือเขาทางปาก จมูกหรอื ตา ทางแผลผิวหนังท่ีฉกี ขาด หรอื การ
ผสมพนั ธุสตั วอาจมกี ารแทงลกู หรือไมแทงลกู กไ็ ดข้นึ กบั ปริมาณเชอื้ ท่ีมอี ยูในรางกาย ระยะฟกตวั ของเช้ือในสัตวพบ
ต้ังแต 2 สัปดาหไปจนถงึ 1 ปหรืออาจยาวนานกวา 1 ปและระยะฟกตัวท่ีทาใหพบการตดิ เชื้อ การแทง หรือการ
แสดงอาการทางระบบสืบพนั ธุอืน่ ๆ มคี วามหลากหลายสงู

โรคบรเู ซลลายังกอโรคท่เี ปนอันตรายในคน อาการท่ีพบในคน ไดแก ผูปวยมีอาการไขหนาวสัน่ เหง่ือออกมาก
ผิดปกตเิ วลากลางคืน เบ่อื อาหาร น้าหนกั ตัวลด ขอบวม ปวดกลามเนื้อ ออนเพลีย และไมมีแรง ตับและมามโต ใน
ผูชายบางครั้งพบวามอี ัณฑะบวมอักเสบ การติดตอจากสัตวสูคนโดยเช้ือโรคเขาทางบาดแผลของคน หรือการดม่ื
นา้ นมของสัตวปวย ระยะฟกตัวของเชอื้ ในคนโดยทั่วไปมักพบที่ 2-4 สัปดาหแตอาจเปนไดตั้งแต 1 สัปดาหถึง 2
เดือนหรือยาวนานกวา
2. อำกำรของโรค

บรูเซลโลซิสอาจทาใหเกิดสญั ญาณและอาการตางๆ ไดหลากหลาย ซึ่งบางอาการอาจปรากฏขึ้นเปนระยะ
เวลานาน อาการเบื้องตนอาจรวมถึง: ไข, เหงื่อออก, ไมสบาย, อาการเบือ่ อาหาร, ปวดหัว, ปวดกลามเน้อื ขอ และ/
หรอื หลงั , ความเหนอื่ ยลา, อาการและอาการแสดงบางอยางอาจยังคงอยูเปนระยะเวลานาน คนอ่ืนอาจไมหายไป
หรอื เกดิ ขน้ึ อีก สิ่งเหลานอี้ าจรวมถึง: ไขซ้าๆ, โรคขออักเสบ, บวมของอัณฑะและบริเวณถงุ อัณฑะ, อาการบวมของ
หัวใจ (เย่ือบุหัวใจอักเสบ), อาการทางระบบประสาท (มากถงึ 5% ของทุกกรณี), ความเหนอื่ ยลาเร้ือรัง, ภาวะ
ซมึ เศรา, อาการบวมของตับและ/หรือมาม อาการมี 2 แบบ

แบบท่ี 1 แบบแบบเฉยี บพลนั อาการในแพะ แกะ ไดแก อาการแทง หรือใหลกู ท่อี อนแอ การแทงจะเกิดในชวง
ตั้งทอง 2 เดือนสดุ ทาย บางตัวมีรกคาง ในตวั ผูมกี ารลงโรคท่ีอัณฑะ ทอเก็บน้าเช้ือ ตอมอวัยวะสืบพันธุ ทาใหเกิด
อาการอกั เสบและไมสมบูรณพนั ธุ พบอาการขออกั เสบไดทัง้ ในเพศผแู ละเมยี

แบบท่ี 2 แบบเรอ้ื รัง สตั วจะแทงเพียงคร้ังเดียว แตเชอ้ื จะกลบั เขาในมดลูกและขบั เช้ือออกมากับเน้ือเยื่อและ
ของเหลวชองคลอด สัตวไมตั้งทองซง่ึ รบั เช้อื จานวนนอยจะทาใหเกิดการตดิ เชอื้ ที่จากดั ตัว มภี ูมคิ ุมกนั โรค หรอื เปน
พวกติดเชื้อแฝง (latent carriers) ในแพะจะเกดิ การตดิ เชือ้ ตลอดไปโดยจะพบเชอื้ ทเ่ี ตานมและตอมนา้ เหลอื งเตานม
(Supramammary lymph nodes) และจะมกี ารขับเชื้อออกมาในนา้ นมอยางถาวร หรือเปนครงั้ คราว แตในแกะ
โรคจะจากดั ตวั นอยตวั ทจี่ ะขับเชือ้ ยาวนาน สวนอาการอณั ฑะอกั เสบจะเปนแบบเรือ้ รงั (EU, 2001)

81

รปู ท่ี 1 : ขอเขาอักเสบ และลูกอณั ฑะอกั เสบ
ที่มำ : สถาบันสขุ ภาพสัตวแหงชาติ กรมปศุสัตว กระทรวงเกษตรและสหกรณ, (2553)

รปู ท่ี 2 : อณั ฑะอกั เสบ (บน) ปกติ (ลาง)
ที่มำ : สถาบันสขุ ภาพสตั วแหงชาติ กรมปศสุ ัตว กระทรวงเกษตรและสหกรณ, (2553)

รูปที่ 3 : ลักษณะภายในของลกู อัณฑะอักเสบ
ทีม่ ำ : สถาบนั สขุ ภาพสัตวแหงชาติ กรมปศสุ ัตว กระทรวงเกษตรและสหกรณ, (2553)

82

รูปที่ 4 : ลกู แทง
ที่มำ : สถาบันสขุ ภาพสัตวแหงชาติ กรมปศสุ ัตว กระทรวงเกษตรและสหกรณ, (2553)

รูปที่ 5 : ลูกแทง
ทีม่ ำ : สถาบันสขุ ภาพสัตวแหงชาติ กรมปศุสตั ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ, (2553)

รูปท่ี 6 : มดลูกโคทีต่ ดิ เชื้อโรคบรูเซลโลซสิ
ที่มำ : สถาบันสุขภาพสัตวแหงชาติ กรมปศสุ ตั ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ, (2553)

83

แกะ มีอาการเบ้ืองตนคือรอยโรคของหลอดนา้ อสุจอิ ักเสบ เนอ้ื เย่ืออัณฑะและลูกอณั ฑะอักเสบในแกะตัวผู รก
อักเสบ การแทงในลกู แกะตัวเมยี และลูกแกะตายกอนกาเนดิ ในบางคร้งั รอยโรคอาจพัฒนาอยางรวดเร็ว ในแกะตัว
ผู การตรวจโรคคร้ังแรกอาจจะพบการผิดปรกติของน้าอสจุ ิทเ่ี กี่ยวของกับการมีอยูของเซลลและส่ิงมีชีวติ ทม่ี ีการ
อักเสบ ระยะท่เี ปนระบบเฉียบพลันมักไมคอยพบในการตดิ เช้ือที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หลังจากการลดลงของระยะ
เฉยี บพลนั ซ่งึ อาจจะเบามากจนไปไมเหน็ รอยโรคอาจจะอยูในทอนา้ อสจุ ิและถุงอัณฑะ การขยายของหลอดเกบ็ อสุจิ
อาจเปนขางเดียวหรอื สองขาง หางอสุจิมสี วนเกีย่ วของมากกวาศีรษะหรือลาตัว และรอยโรคท่ีโดดเดนท่ีสุดคืออสุจิที่
มีขนาดแปรผันซึ่งมีของเหลวอสุจิทเ่ี ขมขนบางสวน เนื้อเยื่ออัณฑะมักจะหนาและเปนเสนๆ และการยึดเกาะที่
กวางขวางเกิดขึ้นระหวางกัน อัณฑะอาจแสดงการฝอของเสนใย แผลเหลานี้มักจะถาวร ในบางกรณี รอยโรคท่ี
มองเห็นไดนน้ั เกดิ ข้ึนช่ัวคราว ในขณะที่ในกรณอี ื่นๆ อาจมีเชือ้ อยูในน้าอสุจเิ ปนเวลานานโดยปราศจากรอยโรคท่ี
ตรวจพบไดในทางการแพทย สวนใหญลูกอณั ฑะซ่ึงสงผลใหทออักเสบ/อุดตนั และเปนผลใหจานวนอสจุ ติ ่าไมมตี วั
อสจุ หิ รอื ตัวอสจุ ผิ ิดปกติ เชนนี้แกะจะติดเช้อื อยางถาวร (Paul, 2013)

รูปที่ 7 : การแทงในแกะทเ่ี กิดจาก B. melitensis
ท่มี ำ : http://www.fao.org/ag/againfo/programmes/en/empres/gemp/avis/b103-
brucellosis/tools/0_imag_10-sheep1.html#

รปู ที่ 8 : ดานซาย – ลูกอัณฑะปกติ ,ดานขวาลกู – อณั ฑะแสดงการขยายตวั
ของศีรษะของหลอดนา้ อสจุ ิอยางเห็นไดชดั
ท่ีมำ : courtesy of the NSW Department of Primary Industries

84

รปู ที่ 9 : อาการอณั ฑะอักเสบและบวมน้าถุงหมุ อัณฑะในพอพันธทุ ่ีเปนโรคแทงตดิ ตอ
ทม่ี ำ : http://www.fao/org,docrep/003/t076e/T0756E06.htm
แพะจะแสดงอาการของโรคบรเู ซลโลซิสคลายกับในโค โรคนี้พบไดท่ัวไปในประเทศสวนใหญทีแ่ พะเปน อยใู นสวน
ของอุตสาหกรรมสัตว และนมเปนแหลงรวมของโรคแทงติดตอในมนุษยในหลายประเทศ สาเหตุคื อBrucella-
melitensis การติดเชอื้ เกดิ ข้ึนจากการกินของแพะเปนหลัก โรคน้ีทาใหเกิดการแทงเมือ่ ประมาณเดือนท่ี 4 ของการ
ต้งั ครรภ โรคขออักเสบและลกู อัณฑะอกั เสบ (Paul, 2013)

รปู ท่ี 10 : การแทงในแพะ

ทม่ี ำ : http://www.108kaset.com/goat/index.php/topic,187.0.html

Brucellae สามารถมีชีวติ รอดอยูในตัวออนในรกสัตวและจากมูลสัตวท่ียังคงอยูในสภาพแวดลอมท่ีเย็นเปนเวลา

นอยกวา 2 เดือน การสัมผัสกบั แสงแดดโดยตรงจะฆาสิ่งมชี ีวิตภายในไมก่ีชว่ั โมง

3. ปจจัยเสย่ี งตอกำรเกดิ โรค

ตำรำงท่ี 1 ขนาดของฝงู แพะทมี่ ีผลตอการเกิดโรคบรูเซลโรซิส

อางองิ หมวดหมู ตัวอยาง P value

ดลุ ยวัต และ คณะ (2560) < 50 ตวั /ฝงู Positive Negative 0.03*
>50 ตัว/ฝูง
3 136
0 361

ธนิษฐา และคณะ (2559) ≥51 ตัว/ฝงู 4 10 0.005***

ชองมาศ และ คณะ (2556) <50 ตัว/ฝงู 22 627 <0.001***

≥50 ตวั /ฝูง 3 727 -

85

ขนำดของฝงู แพะทีม่ ีผลตอกำรเกิดโรคบรูเซลโรซสิ

การทดลองคร้งั นี้ลองทดสอบวาขนาดฝูงมีผลตอการตดิ เชอื้ โรคบรเู ซลโรซิสหรอื ไม โดยนาแพะท่ีมจี านวนนอยกวา

50 ตวั ตอฝงู เปรียบเทียบกับแพะท่ีมีจานวนมากกวาหรือเทากบั 50 ตัวตอฝงู งานวจิ ัยของ (ดุลยวัต และ คณะ,

2560) พบวาในการเล้ยี งแบบนอยกวา 50 ตัว/ฝูง มีการตรวจพบการติดเชอื้ 3 ตัวและไมติดเชื้อ 136 ตัวมีคา P

value เทากับ 0.03 ซึ่งมีคาแตกตางกนั อยางมีนยั สาคญั ทางสถิติ (p<0.05) แปลวาการเล้ียงนอยกวามีความเส่ียง

มากกวา แตงานวิจยั ของ (ธนิษฐา และคณะ, 2559) ทดลองวาการเลยี้ งแพะมากกวา 51 ตวั ตดิ เชือ้ 4 ตวั คดิ เปน

30.8 %ของท้ังหมด มีคา P value เทากับ 0.005 ทาใหมีคาแตกตางกันอยางมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) ใน

ขณะเดียวกันผลวิจัยของ (ชองมาศ และ คณะ, 2556) จากในตารางผลบอกวาการเล้ยี งฝูงขนาดเล็กกวา 50 ตัว/ฝูง

มีอตั ราการตดิ เช้ือมากกวาการเล้ยี งแบบฝงู ขนาดใหญกวา (ตารางท่ี 1)

(Solorio and Rivera et al., 2007) ขนาดฝงู พบวาฝงู แพะท่ีมขี นาดเล็กจะมคี วามสมั พนั ธในการเกดิ โรคแทง

ติดตอมากกวาแพะท่ีมีขนาดฝูงใหญกวา แตทั้งนี้อาจเปนผลมาจากเร่ืองความหนาแนนของตัวสัตวตอพ้ืนทใี่ นการ

เลี้ยง จากรายงานกอนหนานีพ้ บวา ขนาดฝงู แพะทมี่ ีความหนาแนนมากกวา 3.5 ตารางเมตรตอตวั นนั้ จะมีโอกาสใน

การเกิดโรคแทงตดิ ตอเพ่มิ ขึ้นถึง 1.7 เทา แตในฟารมทีม่ ขี นาดพ้นื ที่ไมหนาแนนและมกี ารจดั การที่ดจี ะสงผลใหเกดิ

โรคไดนอยลง

ตำรำงที่ 2 ประวตั ิการแทงท่มี ีผลตอการเกิดโรคบรเู ซลโรซิสในแพะ

อางอิง ประวัตกิ ารแทงลกู ตัวอยาง P value
0.03*
Positive Negative 0.051
<0.001***
คมศักดิ์ และ คณะ(2019) แทง 26
ดุลยวตั และ คณะ (2560) ไมแทง
ชองมาศ และ คณะ (2556) 10 413
แทง
ไมแทง 2 60

แทง 1 437
ไมแทง
40 357

30 952

ประวตั กิ ำรแทงทม่ี ผี ลตอกำรเกดิ โรคบรเู ซลโรซสิ ในแพะ

การตรวจประวตั กิ ารแทง เปนการทดลองเพอื่ เปรยี บเทียบระหวางการเคยมีประวัตกิ ารแทงกับไมเคยแทงมากอน
แตกตางกันมากนอยเพียงใด งานวิจัยของ (คมศักดิ์ และ คณะ, 2019) รายงานวาเคยมีประวตั ิการแทงทีม่ ีการติด
เช้ือบรเู ซลโรซสิ 2 ตัว และแทงแตไมติดเชื้อ 6 ตัว คิดเปนคา P value เทากับ 0.03 ซึ่งมีคาแตกตางกนั อยางมี
นัยสาคญั ทางสถติ ิ (p<0.05) แตผลวิจยั ของ (ดลุ ยวัต และ คณะ, 2560) รายงานวาการมปี ระวัติการแทงที่มีการติด
เชื้อบรเู ซลโรซสิ มี 2 ตวั และไมตดิ เชือ้ 60 ตัวซึง่ คิดเปนคา P value เทากบั 0.051 แปลวาผลทีอ่ อกมานั้นไมมคี วาม
แตกตางทางสถิตอิ ยางมีนัยสาคญั ทาใหขดั แยงกบั งานวิจยั ของ (ชองมาศ และ คณะ, 2556) ที่มกี ารตรวจประวัติ
การแทง แลวตดิ เช้ือ 40 ตวั ไมติดเช้ือ 357 ตัว มีคา P value เทากับ <0.001 ซ่ึงมีคาแตกตางกันอยางมีนยั สาคัญ
ทางสถติ อิ ยางยิ่ง (p<0.01) (ตารางท่ี 2)

ฟารมแพะที่เคยมีประวัตพิ บการแทงมโี อกาสพบผลบวกทางซีรัมวิทยาตอเชื้อ B. melitensis สูงเปน 12.5 เทา
ของฟารมที่ไมเคยพบ (Suddee et al., 2011) ไดกลาวเอาไว

86

ตำรำงที่ 3 การมสี ุนขั หรือหนูในฟารมทาใหเปนปจจยั เสีย่ งตอการเกิดโรคบรูเซลโรซิส

อางอิง การมีสนุ ัขหรอื หนู ตัวอยาง P value 95% Confidence
Interval
ในฟารม Positive Negative
0.30-5.90*
กนษิ ฐา และ คณะ มี 27 4 -
(2559)

ธนษิ ฐา และ คณะ มี 118 24 0.028⁎⁎⁎
(2559)

กำรมีสุนขั หรือหนใู นฟำร์มทำใหเปนปจจยั เสีย่ งตอกำรเกิดโรคบรูเซลโรซิส

การทดลองนี้เพ่ือดูจานวนการตดิ เชื้อบรูเซลโรซิสจากฟารมที่มีสนุ ัขและหนูท่ีอาศัยอยูในฟารมเพื่อหาคาความ

แตกตางอยางมนี ยั สาคญั จากผลการวิจัยของ (กนิษฐา และ คณะ, 2559) ระบวุ าการมสี นุ ขั หรือหนใู นฟารมนัน้ มีผล

ตอการติดเชื้อโรคบรเู ซลโรซิส โดยจากการตรวจหาคาความเชื่อมั่นเทากับ 0.30-5.90 มีความเช่ือมนั 95 % ซ่ึงมี

ผลลัพธตอการวิจัยท่ีใกลเคียงกับวิจยั ของ (ธนิษฐา และ คณะ, 2559) รายงานวาการมีสุนขั หรือหนใู นฟารมนน้ั เปน

ปจจัยเสี่ยงท่ีทาใหมีการติดเชื้อไดโดยดูจากผลทางสถิติคา P value เทากับ 0.028 ซ่ึงมีคาแตกตางกันอยางมี

นยั สาคัญทางสถิติ (p<0.05) (ตารางท่ี 3)

ตำรำงท่ี 4 ฟารมทีม่ ปี ระวัตเิ คยตรวจพบผลบวกตอโรคบรูเซลโรซสิ ภายในฟารม

อางองิ เคยตรวจโรค ตวั อยาง P value
บรูเซลโรซสิ 0.002***
ดุลยวตั และ คณะ (2560) Positive Negative 0.76
ตรวจ
เกียรติศกั ด์ิ และ คมชาย ไมตรวจ 1 466
(2556) ไมตรวจ
2 31

4 31

ฟำร์มที่มปี ระวัติเคยตรวจพบผลบวกตอโรคบรูเซลโรซสิ ภำยในฟำรม์

งานวจิ ยั ของ (ดุลยวัต และ คณะ, 2560) ไดรายงานวาการตรวจโรคบรเู ซลโรซิสน้ันมีผลดีตอฟารม จากการตรวจ
พบการติดเชื้อ 1 ตัวและไมติดเชื้อ 466 ตัวคิดเปนคา P value 0.002 โดยคาแตกตางกนั อยางมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ
อยางยง่ิ (p<0.01) และผลการวจิ ัยของ (เกยี รติศักด์ิ และ คมชาย, 2556) ระบุวาการไมตรวจโรคบรูเซลโรซสิ นัน้ มคี า
P value เทากับ 0.76 ซง่ึ ไมมคี วามแตกตางทางสถิติ การตรวจโรคแทงตดิ ตอเปนประจาโดยเฉพาะแพะท่เี ขาฝงู ใหม
เพอื่ เปนการปองกันโรคและการจดั การสขุ ภาพแพะในฟารมสามารถชวยลดการเกดิ โรคในฟารมได อยางมีนยั สาคญั
(ตารางที่ 4)

การมีประวตั เิ คยตรวจพบผลบวกตอโรคบรูเซลลาภายในฟารม เปนปจจัยเสี่ยงของการเกดิ โรคบรเู ซลลา แมวาผล
การวิเคราะหจะไมพบปจจัยเส่ยี งจากการจัดการฟารมอ่นื ๆ อยางมีนยั สาคัญทางสถิตแิ ตการเคยตรวจพบผลบวกตอ
โรคบรเู ซลลาภายในฟารมนั้น หากเกษตรกรไมไดมีการจดั การฟารมท่ีเหมาะสม เชนการตรวจโรคซา้ การกกั กนั โรค
สัตวทีน่ าเขามาใหมการคัดแยกสัตวปวย การทาความสะอาด การกาจัดซากหรือสง่ิ ปฏิกลู จากสัตวอยางถกู วิธีอาจ
สงผลใหโรคบรูเซลลายังคงมีการวนเวียนอยูภายในฝงู สัตวไดเพราะโรคบรูเซลลานั้นเปนโรคที่มรี ะยะเวลาในการฟก
ตัวคอนขางหลากหลาย (CSFPH, 2018; Ekgatat, 2009) หากมีการจัดการฟารมที่ไมดแี ละไมมกี ารตรวจติดตามโรค
อยเู ปนประจา อาจทาใหไมสามารถควบคุมโรคใหหมดสิ้นไปได

87

ตำรำงที่ 5 การใชนา้ ยาฆาเชอื้ เพ่อื ยับยง้ั การเกดิ โรคบรูเซลโรซสิ

อางอิง การใชนา้ ยาฆาเชอ้ื ภายใน ตัวอยาง P value

ฟารม Positive Negative <0.001***
-
ดุลยวัต และ คณะ (2560) ใชยาฆาเชือ้ 1 468
0.045*
ไมใชยาฆาเชือ้ 2 11

ธนิษฐา และคณะ (2559) ใชยาฆาเชือ้ 8 6

กำรใชนำ้ ยำฆำเช้ือเพ่ือยบั ยงั้ กำรเกิดโรคบรูเซลโรซิส

การทดลองนีเ้ พอ่ื เปรียบเทยี บฟารมทมี่ กี ารฆาเช้อื โดยใชยาฆาเชื้อ และไมใชยาฆาเชอื้ ในการยบั ย้งั การเกดิ โรคบรู

เซลโรซสิ จากงานวจิ ัยของ ดลุ ยวตั และ คณะ (2560) การใชยาฆาเชอื้ น้นั มีการตรวจพบการตดิ เชอื้ 1 ตวั และไมติด

เชื้อ 468 ตัวคิดเปนคาทางสถิติ P value เทากับ <0.001 โดยคาแตกตางกันอยางมีนยั สาคัญทางสถิติอยางยิ่ง

(p<0.01) และงานวจิ ัยของ ธนิษฐา และคณะ (2559) ยงั กลาวอีกวาการใชยานน้ั คิดเปนคา P value เทากบั 0.045

ซ่ึงมคี วามแตกตางทางสถติ อิ ยางมนี ัยสาคญั (p<0.05) การใชนา้ ยาฆาเช้ือเปนประจาภายในฟารม ชวยลดโอกาสใน

การเกิดโรคแทงติดตอภายในฟารมได การใชนายาฆาเช้ือในการลางคอกแพะ สามารถลดโอกาสในการเกดิ โรคแทง

ติดตอในแพะไดถึงรอยละ 63 (Musallam et al., 2014) ซึง่ จากผลทีไ่ ดจากการศกึ ษาก็พบวาเปนไปในทางเดยี วกัน

(ตารางท่ี 5)

ยาฆาเชื้อท่ัวไปตามขนาดที่แนะนาสามารถฆาเช้ือBrucella ที่แขวนลอยในน้าได (phenol 10 g/l,

formaldehyde, xylene 1 ml/l) ยกเวนแตเมอ่ื มกี ารสะสมของอนิ ทรียสารหรือมอี ณุ หภูมติ า่ จะทาใหประสทิ ธภิ าพ

ลดลงมาก ดังน้ันถาเปนไปไดการฆาเชื้อบนพื้นผิวควรจะใชความรอน ยาฆาเชื้อท่ไี มเหมาะสมไดแก quaternary

ammonium compound (EU, 2001)

ตำรำงท่ี 6 การมีคอกแยกกกั กอนนาเขาฟารมเพ่ือยับยัง้ การเกิดโรคบรเู ซลโรซิส

อางองิ มคี อกแยกกักกอน ตวั อยาง P 95% Confidence

นาเขาฟารม Positive Negative value Interval

เกียรติศกั ดิ์ และ คมชาย ไมมคี อกแยก 5 49 0.41 -

(2556)

กนษิ ฐา และ คณะ (2559) มคี อกแยก 8 23 - 0.11-0.95*

ธนิษฐา และคณะ (2559) มีคอกแยก 6 8 0.037* -

กำรมคี อกแยกกักกอนนำเขำฟำรม์ เพื่อยบั ย้งั กำรเกดิ โรคบรเู ซลโรซสิ

จากตารางเปนการจดั การของแตละฟารมทีม่ กี ารจัดการทต่ี างกัน โดยเปรียบเทยี บกบั ฟารมท่ีมีการกกั กอนเขา
ฟารมกบั ไมมีการกกั กอนเขาฟารม งานวจิ ยั ของ (เกียรติศักด์ิ และ คมชาย, 2556) ไดกลาววา การไมมคี อกแยกสัตว
กอนนาสัตวเขาไปภายในฟารม คิดเปนคา P value เทากับ 0.41 ทาใหมีโอกาสใหผลบวกลดลงแตไมมีนัยสาคัญ
(p>0.05) งานวจิ ัย (กนิษฐา และ คณะ, 2559) ไดระบุวา การมีคอกแยกสัตวกอนนาสัตวเขาไปภายในฟารม จาก
การตรวจหาคาความเช่อื ม่นั เทากับ 0.11-0.95 มคี วามเชื่อมนั มากกวา 95 % จงึ สอดคลองกบั งานวจิ ยั ของ (ธนิษฐา
และคณะ, 2559) ท่กี ลาววาการมคี อกแยกสตั วกอนนาสตั วเขาไปภายในฟารมน้ันไมสงผลตอการติดเชอื้ บรูเซลโรซสิ
มีความแตกตางทางสถติ ิอยางมีนัยสาคัญ (p<0.05) โดยคา P value เทากบั 0.037 (ตารางท่ี 6)

88

ตำรำงที่ 7 ปญหาระบบสืบพนั ธทุ ่มี ผี ลตอการตดิ เชอื้ โรคบรเู ซลโรซิส

อางองิ ปญหาระบบสบื พันธุ ตัวอยาง P value 95% Confidence
Interval
Positive Negative <0.001***
- 0.43-19.98*
ดุลยวัต และ มีปญหาระบบสืบพันธุ 3 17

คณะ (2560) ไมมีปญหาระบบสืบพนั ธุ 0 480

กนษิ ฐา และ ผสมไมติด 4 27

คณะ (2559)

ปญหำระบบสืบพนั ธุ์ทีม่ ีผลตอกำรตดิ เชื้อโรคบรเู ซลโรซิส

ปญหาระบบสืบพันธุในการทดลองนี้ เชน มีประวัติการแทง การผสมไมติด จากงานวิจยั (ดุลยวัต และ คณะ,

2560) รายงานวา จากตัวอยางทั้งหมด 500 ตวั อยาง พบวามีแพะทม่ี ีปญหาทางระบบสืบพันธุทมี่ ีการติดเชื้อบรเู ซล

โรซิส 3 ตัว ทไ่ี มตดิ เชอื้ 17 ตวั ซ่ึงมคี วามแตกตางทางสถิติอยางมีนัยสาคัญอยางยงิ่ (p<0.01) เพราะคา P value

เทากับ <0.001 สอดคลองกบั งานวิจยั ของ (กนิษฐา และ คณะ, 2559) ระบวุ าแพะท่ผี มผสมไมตดิ มกี ารติดเชอื้ 4 ตวั

และไมติดเช้ือ 27 ตัว มคี วามเช่อื มัน 95 % เน่ืองจากตองไดรับการผสมซ้าและสัมผัสกบั ส่ิงคดั หล่ังจากอวยั วะเพศ

มากขึน้ ทาใหมีโอกาสในการเกดิ โรคแทงติดตอมากขนึ้ (Rajala et al, 2016) ฟารมแพะทเี่ คยมีประวัตพิ บการแทงมี

โอกาสพบผลบวกทางซีรัมวทิ ยาตอเช้ือ B. melitensis สูงเปน 12.5 เทา ของฟารมที่ไมเคยพบ (Suddee et al.,

2011) (ตารางท่ี 7)

ตำรำงท่ี 8 ชวงอายุของแพะทมี่ ผี ลตอการตดิ เชอื้ โรคบรูเซลโรซสิ

อางอิง อายขุ องแพะ ตวั อยาง P value

Positive Negative

คมศกั ด์ิ และ คณะ 4-6 เดอื น 0 86 0.12

(2019) 6 เดือน-1 ป 3 165 0.18

ดุลยวัต และ คณะ <4ป 0 332 0.07

(2560) > 4 ป 3 165

ชองมาศ และ คณะ ≥3 ป 34 487 0.056

(2556) <3 ป 36 822

ชวงอำยขุ องแพะท่ีมผี ลตอกำรติดเชื้อโรคบรเู ซลโรซิส

การทดลองนี้เพื่อศึกษาชวงอายุของแพะมผี ลตอการตดิ เชื้อบรเู ซลโรซสิ งานวจิ ยั ของ (คมศกั ด์ิ และ คณะ, 2019)
รายงานวาแพะในชวง 4 ถงึ 6 เดอื น มคี า P value เทากบั 0.12 และแพะในชวงเวลา 6 เดอื นถึง 1 ป มคี า P value
เทากับ 0.18 ซึ่งไมมคี วามแตกตางกนั ในทางสถติ ิอยางมีนัยสาคัญ สอดคลองกบั งานวิจัยของ (ดลุ ยวัต และ คณะ,
2560) ทร่ี ะบุวาแพะในชวงอายนุ อยกวา 4 ปและมากกวา 4 ป มีคา คา P value เทากบั 0.07 ไมมีความแตกตางกนั
ในทางสถิติอยางมีนัยสาคัญ ท้ังสองงานวิจัยมีผลลัพธท่ีใกลเคียงกับงานวิจัยของ (ชองมาศ และ คณะ, 2556)
รายงานวาแพะท่ีมีอายุในชวงนอยกวา 3 ปและมากกวาหรือเทากับ 3 ปมีคา P value เทากับ 0.056 ไมมีความ
แตกตางกันในทางสถติ อิ ยางมีนยั สาคญั จึงสรปุ ผลวาชวงอายุของแพะนน้ั ไมไดมีผลตอการตดิ เชอ้ื ของโรคบรเู ซลโรซสิ
(ตารางท่ี 8)

89

ตำรำงท่ี 9 เพศของแพะทมี่ ีผลตอการติดเช้ือโรคบรูเซลโรซสิ

อางอิง เพศ ตัวอยาง P value
0.967
Positive Negative 0.311

ดลุ ยวตั และ คณะ เพศผู 1 78

(2560) เพศเมีย 2 419

ชองมาศ และ คณะ เพศผู 11 153

(2556) เพศเมยี 59 1,156

เพศของแพะท่มี ีผลตอกำรติดเช้อื โรคบรูเซลโรซสิ

การทดลองจะทดลองระหวางแพะเพศผูและแพะเพศเมยี ตอปจจัยเส่ียงในการตดิ เช้ือ จากงานวจิ ยั ของ (ดุลยวัต

และ คณะ, 2560) ทร่ี ะบวุ าแพะเพศผตู ิดเชื้อ 1 ตัวไมตดิ เช้ือ 78 ตัว สวนแพะเพศเมยี ตดิ เชื้อ 2 ตวั ไมติดเชื้อ 419 ตัว

คา P value เทากับ 0.967 ไมมีความแตกตางกันในทางสถติ ิอยางมนี ัยสาคัญ สอดคลองกับงานวิจยั ของ (ชองมาศ

และ คณะ, 2556) รายงานวามีแพะเพศผูติดเช้ือ 11 ตัวไมติดเช้ือ 153 ตวั แพะเพศเมียติดเชื้อ 59 ตัวไมติดเชื้อ

1,156 ตวั คา P value เทากับ 0.311 ไมมีความแตกตางกันในทางสถิติอยางมีนยั สาคัญ จากขอมูลขางตนไดระบุ

แลววาเพศของแพะนั้นไมไดเกี่ยวของตอการตดิ เชอ้ื แตอยางใดในทางสถติ ิ (ตารางท่ี 9)

ตำรำงท่ี 10 วิธกี ารผสมพนั ธทุ ีม่ ผี ลตอการติดเชอื้ โรคบรเู ซลโรซิส

อางอิง วธิ ีการผสมพนั ธุ ตัวอยาง P value

Positive Negative

ดุลยวัต และ คณะ (2560) ผสมเทียม 0 285 0.159
ผสมจริง 3 212 -

ชองมาศ และ คณะ ผสมจรงิ 64 1,160 0.468

(2556) ผสมจริงและผสมเทียม 6 149

วธิ กี ำรผสมพนั ธุ์ทม่ี ีผลตอกำรตดิ เชอื้ โรคบรูเซลโรซสิ

จากตารางขางตน งานวิจยั ของ (ดุลยวตั และ คณะ, 2560) ไดรายงานเกย่ี วกับการผสมพันธทัง้ แบบผสมเทียม
และผสมจริง การผสมเทียมไมพบการติดเช้ือ แตการผสมจรงิ น้นั มีการตรวจพบการตดิ เช้อื 3 ตวั และไมตดิ เชื้อ 212
ตัว คา P value เทากับ 0.159 ไมมคี วามแตกตางกันในทางสถติ ิอยางมีนัยสาคัญ มีผลลัพธเหมือนกับงานวจิ ยั ของ
(ชองมาศ และ คณะ, 2556) ซง่ึ รายงานวาการผสมจรงิ เพยี งอยางเดยี ว มีการตดิ เชื้อ 64 ตวั และไมติดเช้อื 1,160 ตัว
สวนการผสมจรงิ รวมกับการผสมเทยี ม มกี ารตดิ เชือ้ 6 ตัวและไมตดิ เช้อื 149 ตวั คา P value เทา 0.468 ไมมีความ
แตกตางกันในทางสถิติอยางมีนัยสาคญั ท้ังสองงานวิจัยมีผลลัพธไปทิศทางเดียวกันคอื การผสมพันธุท้ังแบบผสม
เทียมและแบบผสมจรงิ นน้ั ไมมผี ลตอการตดิ เชอื้ โรคบรเู ซลโรซสิ ในทางสถติ อิ ยางมนี ยั สาคญั (ตารางท่ี 10)

สรุป

การศกึ ษางานวิจยั การทดลองเก่ียวกับโรคบรเู ซลโรซิสของแพะจากขอมลู ในประเทศไทย พบวาปจจัยเส่ียงตอการ

เกิดโรคบรูเซลโลซิสมีหลายปจจยั ท้ัง ขนาดของฝูง ประวตั ิการแทง การมสี นุ ัขหรือหนูในฟารม ประวัตเิ คยตรวจพบ

ผลบวกตอโรคบรูเซลโรซิส การใชน้ายาฆาเช้ือภายในฟารม การแยกคอกกอนเขาฟารม และปญหาระบบสบื พันธ

ลวนมีความแตกตางอยางมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ แตบางปจจัยก็ไมมคี วามแตกตางทางสถติ ิ ไดแก ชวงอายุ เพศ และวธิ ี

ในการผสมพันธุ จากขอมูลปจจัยทั้งหมดหากมีการนาไปปรับใชในฟารมของเกษตรกรกจ็ ะสามารถปองกันการติด

เชอื้ บรูเซลโรซิสได

90

เอกสำรอำงอิง

เกยี รตศิ ักดิ์ หวั หม่ัน และ คมชาย ศรชี าลี. (2555). ความชกุ โรคแทงติดตอในแพะ จงั หวดั สุราษฎรธาน.ี ความชกุ โรคแทง
ติดตอในแพะ จังหวดั สุราษฎรธาน.ี รายงานการวิจัย. สานกั งานปศสุ ัตวจงั หวัดสุราษฎรธานี อาเภอเมืองสุราษฎรธานี
จังหวดั สุราษฎรธานี

กนิษฐา ตันเชียงสาย และ คณะ (2559). การสอบสวนการระบาดของโรคบรูเซลลาในฟารมสตั วเค้ียวเอ้ืองขนาดเล็ก
จังหวัดสพุ รรณบรุ ีปพ.ศ. 2559 (Brucellosis outbreak investigation in goat and sheep farms, Suphanburi
Province, Thailand, 2016). รายงานการเฝาระวังทางระบาดวทิ ยาประจาสัปดาห. 50(25): 377

คมศกั ด์ิ จนั สด ชลุ ีพร ศักด์ิสงาวงษ ไพรตั น ศรแผลง และคมกรชิ พิมพภักดี. (2562). ความชกุ ทางซีรัมวิทยาและปจจัย
เส่ียงตอโรคแทงตดิ ตอในแพะเนือ้ ในจังหวดั ขอนแกน. รายงานการวจิ ยั . กลุมวิชาสตั วแพทยสาธารณสขุ คณะสัตว
แพทยศาสตร มหาวิทยาลยั ขอนแกน.

ชองมาศ อนั ตรเสน ตระการศักดิ์ แพไธสง และ พไิ ลพร เจติยวรรณ (2556). ความชกุ ทางซรี มั วิทยาและปจจัยเสยี่ งการตดิ
เชื้อ Brucella melitensis และ caprine arthritis-encephalitis virus ในแพะ ภาคตะวันตกของประเทศไทย.
วารสารสัตวแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน. 23(1): 71-73

ดุลยวัต กลัดเข็มเพชร นิติศาสตร สมตัว รักธรรม เมฆไตรรัตน วรี ะศักด์ิปญญาพรวิทยา และอนชุ า สธนวงศ. (2560).
การศึกษาความชุกและปจจัยที่มีผลตอโรคแทงตดิ ตอในแพะบรเิ วณพ้นื ท่จี ังหวัดเชยี งใหม. เชียงใหมสัตวแพทยสาร.
15(2): 99-107.

ธนิษฐา และ คณะ. (2559). การจัดการฟารมแพะและการทดสอบ Brucella serological ในกลุมคนเล้ียงแพะและ
เจาหนาท่ีปศุสัตว พ.ศ. 2554-2555 จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคใตของประเทศไทย. รายงานการวิจัย. หนวย
ระบาดวทิ ยา คณะแพทยศาสตร มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร อาเภอหาดใหญ จงั หวดั สงขลา.

Department of Livestock Development. (2011). Goat Farming Guide. 1 ed. The Agricultural Co-operative
Federation of Thailand: Division of Livestock Extension and Development, Department of Livestock
Development;. p. 1-31.

Ekgatat M. (2009). Brucellosis and Diagnosis in Thailand. 1 ed. National Institute of Animal Health,
Department of Livestock Development, Thailand. 1-232.

EU. (2001). Brucellosis in Sheep and Goats (Brucella melitensis). Scientific Committee on Animal Health
and Animal Welfare, European Commission. 12 July 2001.

Musallam, I.I., Abo-Shehada, M., Omar, M., Guitian, J. (2014). Cross-sectional study of brucellosis in
Jordan: Prevalence, risk factors and spatial distribution in small ruminants and cattle. Prev. Vet.
Med. 118: 387-396.

Paul Nicoletti, (2013). DVM, MS, DACVPM (Deceased), College of Veterinary Medicine. University of
Florida.,

Solorio-Rivera, J.L., Segura-Correa, J.C., Sanchez-Gil, L.G. (2007). Seroprevalence of and risk factors for
brucellosis of goats in herds of Michoacan, Mexico. Prev. Vet. Med. 82: 282–290.

91

Suddee, W., Opaschaitat, P., Sontiphun, S., Boonyo, K., Kasemsuwan, S., Rukkwamsuk, T. (2 0 1 1 ).
Prevalence and risk factors of brucellosis seropositivity of meat goats in Chainat Province. JKV. 21:
42-50

The Center for Food Security and Public Health, Iowa State University. (2 0 1 8 ). Ovine and Caprine
Brucellosis: Brucella melitensis. Accessed 14 dec. 2021.http://www.cfsph.iastate.edu/DiseaseInfo/
factsheets.php.

92

ประสทิ ธภิ ำพของกรดอะมิโนตออตั รำกำรเจรญิ เติบโตและอตั รำกำรผลติ ไขของสตั วป์ ก
Effliciency of amino acids on growth rate and egg production in poultry

ศิรภิ ำ ลอยเล่ือน1*
Siripa Lolaun1*

1สาขาสตั วสาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสรุ นิ ทร์
Corresponding Author E-mail Address: [email protected]

บทคดั ยอ

จากสถานการณปจจุบันมีการตองการบรโิ ภคสัตวปกเพิ่มมากขน้ึ และสภาพเศษรฐกจิ ทีว่ ตั ถุดบิ อาหารสัตวมี
ราคาแพงขน้ึ อยางตอเน่ือง ซึ่งกรดอะมิโนจาเปนมีสวนชวยในการสรางฮอรโมน เพ่ิมประสทิ ธภิ าพการเจริญเติบโต
ประสทิ ธิภาพระบบสบื พนั ธุ และการผลิตเนื้อ ทาใหมกี ารใชกรดอะมิโนท่จี าเปนเขาไป ไดแก เมทไธโอนนี ลิวซีน ไล
ซีน และทรีโอนีน จากการรวบรวมงานทดลองการใชกรดอะมิโนจาเปน ไดแก เมทไธดอนนี ไลซีน ลิวซีน และทรี
โอนีน ในสตั วปกพบวาไมมีผลตอการเจรญิ เตบิ โต คาการเปล่ียนอาหารเปนเนื้อ ผลผลิต และคุณภาพของไข เม่ือใช
ในระดบั ที่สงู ข้ึนหรอื ตา่ ลงจากการแนะนาของ NRC แตการใชกรดอะมิโนจาเปนนจี้ ะชวยเพม่ิ ระบบภมู คิ ุมกัน ระบบ
สบื พนั ธุ ปองกนั การสะสมไขมนั ในตบั และมีประโยชนตอความผดิ ปกตขิ องลาไสในอาหาร โดยแนะนาใหใชกรดอะมิ
โนจาเปน เมทไธโอนีนใชท่ีระดับ 0.27 มิลลกิ รัม ไลซีนใชท่ีระดับ 0.96 มิลลกิ รัม ใชทรีโอนนี รามกับซิงคที่ระดับ
0.87/0.71 มลิ ลกิ รัม และ ไลซนี รวมกบั กรดอะมิโนกาถนั ใชท่ีระดบั 0.96 และ 0. 88 มิลลกิ รมั ตามลาดับ

คำสำคัญ: กรดอะมโิ นจาเปน, สัตวปก

93

บทนำ

จากสถานการณปจจุบันมีการตองการบริโภคสตั วปกเพ่มิ มากข้ึน และสภาพเศษรฐกจิ ท่ีวตั ถุดบิ อาหารสตั วมี
ราคาแพง ในขณะเดียวกันการผลติ สัตวปกตนทนุ คาอาหารจัดเปนตนทนุ หลักมากกวา 70 เปอรเซ็นตของตนทุน
ท้งั หมด (Stark et al., 2009) ไมวาจะเปน ไกเน้อื ไกไข หรือนกกระทา ซ่งึ สมรรถนะการผลิตเน้ือ การผลติ ไข และ
คุณภาพไขของสตั วปก นอกจากจะเปนไปตามมาตรฐานของชนดิ และพันธสุ ัตวแลว การประกอบสูตรอาหารใหมี
โภชนะตรงตามความตองการของสตั วมคี วามสาคัญอยางย่ิง (สวาง และคณะ, 2564) ทั้งนมี้ วี ัตถปุ ระสงคเพ่ือตองการ
ใหสตั วไดรับโภชนะตางๆ เชน โปรตีน พลังงานใชประโยชนได และกรดอะมิโนจาเปนเปนกรดอะมิโนทีร่ างกายสัตว
ไมสามารถสังเคราะหเองได หรือสังเคราะหไดแตในปริมาณท่ีนอยจนไมเพียงพอตอความตองการของรางกาย
จาเปนตองไดรับเพิ่มจาก อาหาร จงึ ทาใหความตองการกรดอะมิโนจาเปนมีความสาคญั มากตามไปดวย (กานดา,
มปป.) ท้งั นี้ระดบั ความสมดุลของกรดอะมโิ น เปนเร่อื งที่สาคญั และสงผลกระทบตอผลผลิต (สาโรช และ เยามาลย,
2560) โดยรายงานการศึกษาทเ่ี กีย่ วกับความตองการของโปรตนี แสดงใหเห็นวาการไดรับโปรตีนโดยเฉพาะกรดอะมิ
โนบางตวั มีผลกระทบโดยตรงตอขนาดฟองไข และผลผลิตไขเมอ่ื กรดอะมิโนทจ่ี ะเปนสงู กวาหรอื ต่ากวาความตองการ
จะทาใหนา้ หนกั ไข และอัตราการใหผลผลติ ลดลง (Memon et. al., 2003) กรดอะมโิ นทีจ่ าเปนตอการผลติ สัตวปก
คือ เมทไธโอนนี (Methionine) ท่ตี องมใี นอาหารสัตว และกรดอะมโิ นเมทไธโอนีนมีความสาคัญตอการเจริญเติบโต
ระบบภูมคิ ุมกนั ระบบสบื พนั ธุ (JBF, 2013) กรดอะมโิ นลิวซีน (Leucine) ซง่ึ เปนหนงึ่ ของกรดอะมิโนที่มีความสาคัญ
สาหรบั สัตว เพราะมีคุณสมบัตทิ างชีวภาพบางอยาง เชนชวยในการใชพลังงาน ควบคุมโปรตีน คารโบไฮเดรต และ
ไขมนั (Chang et al., 2015) กรดอะมโิ นไลซีน (Lysine) เปนกรดอะมโิ นทีจ่ าเปนอนั ดบั สองของสตั วปก เนอ่ื งจากไล
ซนี จะมหี นาทีท่ ่เี ก่ยี วของกบั การทางานของระบบภมู ิคมุ กนั ควบคมุ การเผาผลาญโปรตนี และไขมัน (สวาง และคณะ,
2564) ทรีโอนนี (Threonine) เปนกรดอะมิโนทชี่ วยในการสงั เคราะหโปรตนี และกลตู าไธโอน (Neto , 2020) ดังนั้น
สัมนาครั้งนมี้ ีวัตถปุ ระสงคเพอ่ื รวบรวมขอมลู การใชกรดอะมจิ าเปนตออตั ราการเจรญิ เตบิ โต และผลผลติ ในสัตวปก

กรดอะมโิ น (Amino acid)

กรดอะมิโน (Amino acid) คอื หนวยเลก็ ๆของโปรตีน โดยกรดอะมิโนท่ีใชในรางกายมี 20 ชนดิ เมอ่ื เรา
รับประทานโปรตีนเขาไปรางกายจะยอยโปรตนี เหลานนั้ ใหเปนกรดอะมโิ นกอนทจี่ ะดดู ซึมเขาสกู ระแสเลอื ดแลว
นาไปใชประโยชนแตถารางกายไดรับกรดอะมิโนมากเกินไป กจ็ ะขบั ออกมาทางเหงื่อหรอื ปสสาวะจนหมด กรดอะมิ
โนแบงเปน 2 กลมุ ไดแก กรดอะมิโนท่ีจาเปน และกรดอะมิโนทไ่ี มจาเปน (MedThai, 2556)

1. กรดอะมิโนทจ่ี าเปน (Essential or indispensable amino acids) เปนกรดอะมิโนท่สี ัตวตองการมากและ
ไมสามารถสังเคราะหขน้ึ ใชเองไดหรือสงั เคราะหไดแตในปริมาณท่นี อย ตองไดรับจากอาหาร ไดแก อะลานีน
(Arginine), ฮีสทีดนี (Histidine), ไอโซลวิ ซนี (Isoleucine), ลิวซีน (Leucine), ไลซนี (Lysine), เมทไธโอนีน
(Methionine), ฟนิลอะลานนี (Phenylalanine), ทรโี อนีน (Threonine), ทริปโตเฟน (Tryptophan), วาลนี
(Valine)

2. กรดอะมโิ นทไี่ มจาเปน (Non essential or dispensable amino acids) เปนกรดอะมโิ น ที่สตั วสามารถ
สงั เคราะหไดเพียงพอจากเนือ้ เยือ่ และจากอาหารท่ีไดรบั ไดแก อะลานนี (Alanine), อารจนี นี (Arginine), แอสพารา
จนี (Asparagine), แอสพาตกิ แอซติ (Aspartic acid), ซสี เตอีน (Cysteine), กลตู ามิค แอซติ (Glutamic acid),
กลตู ามีน (Glutamine), ไกลซีน (Glycine), โพลนี (Proline), ซีรีน (Serine), ไทโรซนี (Tyrosine)

กรดอะมโิ นจำเปนท่นี ำมำใชในสัตวป์ ก

ลิวซนี (Leucine) พบไดในแหลงอาหารหลายอยางโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วเชนถ่ัวเหลืองและถ่ัวพุม โปรตีนถวั่
เหลอื งเขมขน ถั่วลสิ ง จมกู ขาวสาลี อลั มอนด ขาวโอ๊ต ถว่ั เขยี วตม ขาวโพดเหลอื ง ขาว นา้ ตาล เมล็ดพืชขนานกลาง
ตม และผลิตภัณฑจากสัตวเชนเน้ือวัวและปลาเปนตน ลิวซีนเปน 1 ใน 8 ของกรดอะมิโนที่สาคญั และสามารถพบใน

94

ธรรมชาติ หนาทีข่ องลวิ ซนี คอื ควบคมุ ความอยากอาหาร หากรางกายไดรับลวิ ซนี จะทาใหรสู กึ อมิ่ ประโยชนของลิวซี
นคือ กระตุนใหเกิดการสรางโปรตนี ของกลามเนื้อ จึงชวยใหกลามเนอ้ื กระชบั แขง็ แรง และลิวซีนชวยกระตนุ การ
ทางานของสมอง เพม่ิ พลงั ใหกลามเน้อื ชวยใหเซลลประสาทแขง็ แรงและชวยในการเผาผลาญไขมันที่อยลู กึ ในชั้น
ไขมนั โดยไขมันเหลาน้ีจะสลายไดยาก (Greenclinic, 2016)

ไลซนี (Lysine) เปนกรดอะมิโนจาเปนอนั ดบั ท่ีสองในสัตวปกเนอ่ื งจากไลซนี มีหนาท่ีทเ่ี กี่ยวของกับการทางาน
ของระบบภูมิคมุ กนั เสรมิ สรางการผลติ ฮอรโมน เอนไซม พลงั งาน คลอลาเจา และอลิ าสติน ไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพ
ควบคุมการเผาผลาญโปรตีนและไขมนั อกี ท้งั ยังชวยกระตุนการดดู ซงึ ของแคลเซยี มเขาสูรางกายใหดยี ง่ิ ข้นึ และเพ่มิ
ประสิทธภิ าพการผลติ ใหสงู ขน้ึ (สวางและคณะ, 2564)

เมทไธโอนนี (Methionine) กรดอะมโิ นเมทไธโอนนี มีความสาคัญตอการเจรญิ เตบิ โต ระบบภูมิคมุ กัน ระบบ
สืบพันธุ และเปนกรดอะมิโนตัวแรกท่ีใชในกระบวนการสังเคราะหโปรตีนบนสายอารเอ็นเอ (RNA) และทาหนาทีใ่ น
หมเู มทิลทสี่ าคัญท่สี ดุ ในรางกาย โดยมีกระบวนการดดู ซึมกรดอะมโิ นเมทไธโอนนี ท่อี ยใู นอาหารจะถูกปลอยออกมา
โดยการยอยของเอนไซมในระบบทางเดินอาหาร กอนถกู ดูดซึมเขาสรู างกาย สวนการเสริมกรดอะมิโนสังเคราะหซง่ึ
เปนกรดอะมโิ นในรูปอสิ ระ สัตวสามารถดูดซมึ และนาไปใชไดเลย ซึ่งกระบวนการดดู ซมึ กรดอะมิโนใชวธิ ี active
transport โดยอาศัย Na+เปนตัวขนสงเปนกระบวนการท่ตี องการใชพลงั งานการดูดซมึ DL-Met จะเกิดขึ้นท่ลี าไส
เลก็ สวนปลาย (JBF, 2013)

ทรีโอนีน (Threonine) ทรโี อนนี มสี วนสาคญั ในการสรางกรดอะมโิ นอกี 2 ชนดิ คือ ไกลซนี และซีรนี ซ่ึงสาคญั
ตอการสรางโปรตนี อกี หลายชนดิ ชวยในการเผาผลาญไขมนั และปองกันการสะสมไขมนั ในตับ และมปี ระโยชนตอ
ความผิดปกติของลาไสและการยอยอาหาร ทาใหการทางานของลาไส ระบบการยอยและการดดู ซึมอาหารดขี ้ึน
สวนประกอบสาคญั ของโปรตนี ทท่ี าหนาทีเ่ ปนโครงสราง เชน คอลลาเจน และอลี าสตนิ ซึง่ เปนสวนประกอบสาคัญ
ของผิวและเน้อื เย่อื เกย่ี วพัน (Connective tissue) ท้งั ยังชวยในการเผาผลาญไขมันและระบบภูมคิ มุ กนั ดวย (Snook,
2561)

95

ตำรำงท่ี 1 การใชกรดอะมโิ นตออตั ราการเจรญิ เตบิ โตของสตั วปก

ทม่ี า ปรมิ าณที่ อายุ การกินได/ น้าหนกั FCR ADG ชนิดสตั ว
เสรมิ ตัว (g) สุดทาย ไกไข
2.07
Methionine 2.03 - Brown
2.04 Hy-line
Liu at.al (%) 41-51 119.66 -
(2016) ควบคมุ week 118.98 2.85 นกกระทา
2.78 - ญีป่ นุ ชวงให
0.27 (ต่า) 2.78
2.76 ไข
0.33 (สงู ) 122.01 2.74
16.26 ไกชี ทา
Methionine 5.04 16.71 พระ
4.91 16.67
(%) 4.92 16.60
4.92
สวาง และ 0.45 6-18 20.68 - - ไกกระทง
คณะ 0.50 week 20.48 1.69
(2016) 0.55 20.40 1.57 ไกเนือ้
1.56
0.60 20.39
1.50
0.65 20.26 1.62
1.48
Methionine
2.03
ชัยพฤกษ (%) 0-4 81.92 1115.33 2.06
และคณะ 0.25 week 82.05 1144.67 2.01
(2558) 0.35 2.11
0.45 81.98 1150.00

0.55 81.64 1147.33

L-

methionine 2288.1

(%) 2150.2

74 99.16 2290.6

Rehman 77 64-69 98.51 2063.8
at.al 80 week 99.67 2200.7
(2019) 2238.3
DL-

methionine

(%)

74 98.07

77 99.30

80 97.39

Lysine (%)

Nasr and NRC 0-42 105.38a 2183a
kheiri 120 day 96.19b 1970b
(2011) 110 1934b
100 92.21b
90 94.33b 1880b

96

ตำรำงที่ 1 การใชกรดอะมิโนตออตั ราการเจรญิ เติบโตของสตั วปก (ตอ)

ท่ีมา ปริมาณที่ อายุ การกินได/ นา้ หนกั FCR ADG ชนิดสัตว
เสริม ตัว (g) สดุ ทาย
-
Lysine (%)
4.82
สวาง 0.80 99.79 1613 4.60
4.50
และ 0.90 50-54 99.53 1665 4.47 - ไกไขสายพันธุ
4.55 Hy-Line W-3
คณะ 1.00 week 99.76 1650 4.47

(2021) 1.10 98.30 1567 1.76
1.43
1.20 99.07 1546

Lysine (%)

สวาง 1.30 12.56 134.92
และ 1.40
คณะ 1.50 3-7 12.63 138.42 - นกกระทา
(2019) 1.60 week 12.41 139.25 ญป่ี นุ เพศผู
1.70 12.44 139.83

12.53 139.00

1.80 12.15 137.50

ศศิ Leucine (%)

พนั ธ ควบคุม 15-42 79.79 1,953.98 45.44 ไกเนื้อ Abor
และ 0.5 day 72.61 2,184.94 50.95 Acres
คณะ

(2012)

กำรใชกรดอะมโิ นตออัตรำกำรเจริญเติบโตของสตั ว์ปก

ผลของระดับเมทไธโอนีนในอาหารไกไขท่แี ตกตางกัน 3 ระดับ คอื ควบคมุ (0.30%) ตา่ (0.27%) และ สูง
(0.33%) ในไกไข Brown Hy-line อายุ 41-51 สัปดาห พบวา ระดบั เมทไธโอนนี ทัง้ 3 ระดบั ไมสงผลกระทบตอการ
กินได และอัตราการเปลีย่ นอาหารเปนเนอื้ (Liu at.al,2016) อยางไรกต็ าม สวาง (2016) ไดทาการศึกษาผลการใช
เมทไธโอนีนในอาหารนกกระทาญ่ีปนุ โดยทาการใชเมทไธโอนนี 5 ระดบั คอื 0.45, 0.50, 0.55, 0.60 และ 0.65%
พบวา การใชเมทไธโอนีน ในสูตรอาหารของนกกระทาญี่ปุนทีร่ ะดับแตกตางกัน 5 ระดับพบวา ไมสงผลกระทบตอ
การกนิ ได และอตั ราการเปล่ียนอาหารเปนเนอ้ื ของนกกระทาญี่ปนุ ชวงใหไขท่ีอายุ 6-18 สปั ดาห ทงั้ น้ี ชยั พฤกษ และ
คณะ (2558) ไดศกึ ษาสมรรถนะการเจรญิ เติบโตของไกชีทไ่ี ดรับเมทไธโอนีนในสตู รอาหารไกที่มีระดับแตกตางกัน 4
ระดับ คือ รอยละ 0.25, 0.35, 0.45 และ0.55 พบวาการใชเมทไธโอนีนไมสงผลกระทบตอ การกินได นา้ หนัก
สดุ ทาย อัตราการเปลย่ี นอาหารเปนเนื้อ และอัตราการเจริญเตบิ โตในไกชีทาพระ ทอ่ี ายุ 0-4 สปั ดาห ในขณะที่ Abd
at.al (2019) ท่ีศึกษาการใช DL-methionine และ L-methionine ในไกกระทง อายุ 64-69 สัปดาห ในระดับท่ี
74, 77, และ80% พบวาไมสงผลกระตอ การกินได นา้ หนักตัวท่ีเพ่ิมข้นึ และอัตราการเปลีย่ นอาหารเปนเน้อื ใน
ขณะทื่ Nasr and kheiri (2011) รายงานวาผลของการใชไลซีนในไกเนือ้ อายุ 0-42 วัน ที่แตกตางกัน 3 ระดับคือ
120% NRC 110% NRC 90% NRC พบวาไมสงผลกระทบตออัตราการเปล่ียนอาหารเปนเน้ือ แตการใชไลซีนท่ี
ระดับ 120% NRC สงผลกระทบตอการกินไดท่ีเพิ่มข้ึน และมีน้าหนักตัวที่สูงข้ึน อยางไรก็ตาม สวาง และคณะ
(2019) ไดทาการศึกษาการใชไลซนี ในสูตรอาหารของนกกระทาญ่ปี ุนเพศผู อายุ 3-7 สัปดาห ท่ี 6 ระดบั คือ 1.30,
1.40, 1.50, 1.60, 1.70, และ 1.80% พบวาผลของการเสรมิ ไลซนี ในสตู รอาหารของนกกระทาญปี่ นุ ทรี่ ะดบั แตกตาง
กัน 6 ระดบั ไมมผี ลกระทบตอการกินได นา้ หนักสดุ ทาย และอัตราการเปล่ยี นอาหารเปนเนื้อ ในขณะท่ี สวาง และ
คณะ (2021) ศกึ ษาการใชไลซนี ในสตู รอาหาร ท่มี รี ะดบั ไลซีนแตกตางกนั 5 ระดับ คือ 0.80, 0.90, 1.00, 1.10, และ

97

1.20% พบวาไมสงผลกระทบตอการกินได และอัตราการเปลย่ี นอาหารเปนเนื้อ ในไกไขสายพันธุ Hy-Line W-3 ท่ี
อายุ 50-54 สัปดาห ท้งั น้ี ศศิพนั ธ และคณะ (2555) ไดศึกษาผลการใชลวิ ซนี ตอ ในไกเน้ือพนั ธุ Abor Acres ที่อายุ
15-42 สปั ดาห ที่ 2 ระดบั คือ ควบคมุ และ 0.5 พบวาผลการใชกรดอะมิโนลิวซนี ในอาหารไมสงผลกระทบตอการ
กินได นา้ หนกั สุดทาย อตั ราการเปลีย่ นอาหารเปนเนอ้ื และอัตราการเจริญเตบิ โต


Click to View FlipBook Version