98
ตำรำงที่ 2 การใชกรดอะมิโนตออตั ราการผลิตไขและคณุ ภาพไข
ที่มา ปริมาณทเ่ี สรมิ อายุ เปอรเซน็ ตไข นา้ หนกั ไข นา้ หนกั น้าหนัก น้าหนกั ความ Albumen อตั ราสวนไข อัตราสวน ชนดิ สตั ว
ตอวนั (g) เปลอื กไข ไขแดง ไขขาว หนา (%) แดง (%) เปลอื กไข ไกไข
(g) (g)
(g) เปลอื กไข (%)
(mm)
Liu Methionine (%) 41-51 89.40 63.68 3.60 - - 0.45b 61.93 27.63a,b 10.45
at.al week 91.44 63.51 3.71 0.48a 60.41 28.79a 10.80
(2016) 0.30 (ควบคุม) 91.60 63.70 3.48
0.27 (ต่า) 0.45b 62.23 27.17b 10.60
0.33 (สงู )
Methionine (%)
สวาง 6-18 87.91 7.26 - -- - - - นกกระทา
week 89.80 7.37
และ 0.45 - ญป่ี นุ ชวง
คณะ 0.50 90.24 7.34 ใหไข
(2559) 0.55
0.60 89.16 7.40
0.65 88.87 7.39
Threonine/Zinc
Neto (g/mg) 20-49 88.31 63.4 6.0 14.9 - - - - - ไก Brown
at.al 6.14/31 week 88.47 63.4 6.0 14.9 layin
(2020) 6.14/73 88.47 61.4 6.0 14.4
6.14/104
6.14/121 88.21 64.4 6.0 14.8
99
ตำรำงท่ี 2 การใชกรดอะมโิ นตออตั ราการผลติ ไขและคุณภาพไข (ตอ)
ทมี่ า ปรมิ าณที่เสรมิ อายุ เปอรเซน็ ตไขตอวัน น้าหนักไข นา้ หนักเปลอื กไข (g) นา้ หนักไขแดง ชนิดสัตว
(g) (g)
Threonine/Zinc (g/mg) 88.15 62.2 5.9 14.6
62.0 5.9 14.4
6.98/31 90.06 60.8 6.0 14.4
6.98/73 61.6 6.0 15.4
6.98/104 90.06 63.9 6.2 15.1
6.98/121 63.0 6.0 15.2
8.75/31 91.00 62.6 6.0 14.8
8.75/73 62.9 6.0 15.0 ไกไข Brown layin
8.75/104 91.54 61.2 5.9 14.7
8.75/121 63.2 6.1 14.9
10.06/31 91.38 62.1 6.0 14.4
10.06/73 62.8 6.0 15.0
Neto at.al (2020) 10.06/104 20-42 90.45 62.7 6.1 14.9
10.06/121 week 89.50 63.8 6.2 15.0
10.55/31 61.7 5.9 15.0
10.55/73 90.05 62.8 5.9 14.4
10.55/104
10.55/121 90.02
90.45
91.29
90.51
90.15
89.92
89.39
100
ตำรำงท่ี 2 การใชกรดอะมิโนตออตั ราการผลติ ไขและคณุ ภาพไข (ตอ)
ทม่ี า ปรมิ าณท่ีเสรมิ อายุ เปอรเซ็นตไขตอวนั น้าหนักไข Albumen อัตราสวนไขแดง (%) อตั ราสวนเปลือกไข ชนิดสัตว
(g) (%) (%) ไกไข
Novak at.al (2004) Lysine/TSAA (mg) 20-63 82.9 50.9
860/635 week 82.9 58.06 11.19 51.4 -
860/689 84.6 58.69 11.10 52.1
860/811 79.7 59.64 11.04 53.5
860/877 81.7 59.70 11.12 51.4
959/635 81.3 59.65 11.32 51.2
959/689 86.6 60.78 11.13 51.9
959/811 84.1 60.01 11.28 52.2
959/877 60.39 11.23
Lysine 82.5 52.0
860 83.4 59.02a 11.11 51.7
959 60.21b 11.24
TSAA 82.3 51.2a
635 82.1 58.86 11.25 51.3a
689 85.6 59.73 11.11 52.0a
811 81.9 59.83 11.16 52.8b
877 60.05 11.17
101
ตำรำงที่ 2 การใชกรดอะมิโนตออตั ราการผลิตไขและคณุ ภาพไข (ตอ)
ท่มี า ปรมิ าณที่ อายุ เปอรเซ็นต นา้ หนัก นา้ หนกั นา้ หนัก น้าหนกั ความหนา Albumen อตั ราสวนไข อัตราสวน ชนิดสตั ว
เสรมิ การผลิตไข ไข เปลือกไข ไขแดง ไขขาว เปลอื กไข (%) แดง (%) เปลอื กไข
(g) (g) (g) (mm) ไกไขพนั ธุ
(g) (%) อีซาบ
14.13 ราวน
Lysine (%) 14.38 -
14.63 ไกไข HY-
สวาง 0.80 81.25 53.83 5.18 14.75 33.88 0.38 9.43 Line
14.50 34.38 0.39 9.26
และ 0.90 6-18 82.14 53.95 5.12 34.50 0.37 - - 9.21
- 34.13 0.38
คณะ 1.00 week 82.59 54.28 5.10 34.00 0.39 8.99
9.16
(2564) 1.10 81.88 53.69 5.02 9.16
9.89
1.20 81.70 53.67 5.06
Threonine
0.42 78.91 62.37 62.35 28.46
62.76 28.23
Gomez 0.48 100 78.16 62.72 -
and 0.54 week 78.51 62.02 62.42 28.62
Angeles methionine --
(2009) 0.19 73.29 57.74
0.32 80.27 63.51 62.84 28.18
62.49 28.34
0.45 80.42 64.07 62.50 28.33
62.21 28.91
0.58 80.13 64.17
102
กำรใชกรดอะมิโนตออัตรำกำรผลิตไขและคุณภำพไข
ผลของการใชเมทไธโอนีนในสูตรอาหารตออตั ราการผลติ ไขและคณุ ภาพไข Liu at.al (2016) ใชเมทไธโอนีน 3
ระดบั คอื ควบคมุ (0.30%) ตา่ (0.27%) และ สูง (0.33%) ในไกไข Brown Hy-line อายุ 41-51 สัปดาห พบวาไม
สงผลกระทบกับเปอรเซ็นตไขตอ น้าหนักไข นา้ หนักเปลือกไข Albumen และ อัตราสวนเปลอื กไข แตสงผลกระทบ
ตอความหนาเปลือกไข และอัตราสวนไขแดงทีร่ ะดบั 0.27% ในขณะท่ี Gomez and Angeles (2009) ไดทาการ
ทดลองโดยพจิ ารณาจากการเปรียบเทียบผลของระดับ ทรโี อนนี กบั เมทไธโอนนี ในอาหารไกไข ท่อี ายุ 100 สัปดาห
โดยใชทรีโอนีนท่ี 3 ระดับ คอื 0.42, 0.48 และ0.54% พบวา การเสริมทรีโอนีนในระดับท่ีแตกตางกันไมมีผลตอ
เปอรเซ็นตการผลิตไข น้าหนักไข Albumen อัตราสวนไขแดง และอัตราสวนเปลอื กไข และใชเมทไธโอนีนที่ 4
ระดบั คอื 0.19, 0.32, 0.45, และ 0.58% พบวา อาหารที่ใชเมทไธโอนีนไมสงผลกระทบตอเปอรเซ็นตไข นา้ หนกั ไข
Albumen อัตราสวนไขแดง และอัตราสวนเปลอื กไข อยางไรกต็ าม สวาง และคณะ (2559) ไดศึกษาผลการใชเมท
ไธโอนีนในสตู รอาหารของนกกระทาญปี่ นุ ชวงใหไข ทีอ่ ายุ 6-18 สัปดาห แตกตางกนั 5 ระดับ คอื 0.45, 0.50, 0.55,
0.60 และ 0.65% พบวา ไมสงผลกระทบเปอรเซ็นตไข และนา้ หนักไข นอกจากน้ี Novak at.al (2004) ไดทาการ
ทดลองผลรวมของไลซีนและกรดอะมโิ นกามะถันตออัตราการผลิตไข โดยใชไลซนี 2 ระดับ คือ 860 และ959
มิลลกิ รัม และในแตระดับของไลซีน จะมีกามะถัน 4 ระดับ คอื 635 689 811 และ877 มิลลิกรัม พบวาไมสงผล
กระทบตอเปอรเซน็ ตไข และนา้ หนักไข แตการใชไลซนี ที่ระดับ 959 มิลลิกรัมทาใหมนี า้ หนกั ไขเพิ่มขน้ึ และการใช
กรดอะมิโนกามะถนั ที่ระดับ 877 มิลลิกรัมทาใหอตั ราสวนไขแดงเพม่ิ ข้ึน ในไกไข อายุ 20-63 สัปดาห ขณะที่ สวาง
และคณะ (2564) ไดทาการศกึ ษาผลของไลซีนในอาหารในระดับตางๆ ตอสมรรถนะการผลิตและคุณภาพไขของไก
ไข โดยทดสอบกบั ไกไขพนั ธอุ ซี าบราวน อายุ 6-18 สปั ดาห ใชไลซีนแตกตางกัน 5 ระดับ คอื 0.80, 0.9, 1.00, 1.10
และ1.20% พบวา ไมสงผลตอเปอรเซน็ ตการผลติ ไข นา้ หนักไข นา้ หนักเปลือกไข นา้ หนักไขแดงนา้ หนักไขขาว และ
ความหนาเปลือกไข ในขณะท่ี Neto at.al (2020) ไดทาการทดลองโดยใชไกไข Brown layin ทอ่ี ายุ 20-42 สปั ดาห
ศึกษาผลรวม ซงิ ค และทรีโอนนี ตอการผลติ ไขและคุณภาพไข โดยแบงทรีโอนีนทั้งหมด 5 ระดบั คอื 6.14, 6.98,
8.75 และ 10.06 กรมั และในแตละระดบั ของทรีโอนนี จะประกอบไปดวย ซงิ ค 4 ระดบั คอื 31, 73, 104, และ 121
มิลลิกรัม พบวา ระดบั ของ ทรีโอนีน และซงิ ค ท่ีรวมในอาหารไมมีผลกระทบตอ เปอรเซ็นตไข นา้ หนกั ไข นา้ หนกั
เปลอื กไข นา้ หนักไขแดง Albumen และอัตราสวนไขแดง ในไกไข Brown layin อายุ 20-42 สัปดาหแตการใชทรี
โอนีนทร่ี ะดับ 8.75 ทาใหเปอรเซน็ ตไขเพ่มิ ข้ึน น้าหนกั ไขเพ่มิ ขึ้น จากกลมุ อื่น และระดบั ของ ซงิ คไมมีความแตกตาง
กัน
สรปุ
จาการทดลองการใชกรดอะมโิ นจาเปน ไดแก เมทไธดอนีน ไลซีน ลิวซีน และทรีโอนนี ในสตั วปกพบวาไมมผี ล
ตอการเจรญิ เตบิ โต คาการเปลี่ยนอาหารเปนเน้อื ผลผลติ และคุณภาพของไขเมือ่ ใชในระดบั สูงกวาหรอื ต่ากวาหรือ
ต่ากวา NRC ท่กี าหนด แตการใชกรดอะมโิ นจาเปนนจ้ี ะชวยเพิ่มระยยภูมิคมุ กัน ระบบสบื พันธุ ปองกันการสะสม
ไขมันในตับ และมีประโยชนตอความผิดปกตขิ องลาไสในอาหาร อยางไรก็ตามการใชกรดอะมโิ นจาเปนควรใชใน
อัตราสวนทเี่ หมาะสม คอื เมทไธโอนนี ใชที่ระดบั 0.27 มิลลิกรมั ไลซีนใชท่ีระดับ 0.96 มิลลกิ รัม ใชทรีโอนนี รามกับ
ซิงคท่ีระดับ 0.87/0.71 มิลลิกรัม และ ไลซีนรวมกับกรดอะมิโนกัมถันใชที่ระดับ 0.96 และ 0. 88 มิลลิกรัม
ตามลาดับ
103
เอกสำรอำงองิ
กานดา ลอแกวมณี. (มปป). ความตองการโภชนะของสัตวปก.คณะทรัพยากรธรรมชาตแิ ละอตุ สาหกรรมเกษตร
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตรวทิ ยาเขตเฉลิมพระเกยี รติ
ชยั พฤกษ หงษลดั ดาพร, สวาง กุลวงษ, สุธาสินี ครฑุ ธกะ, ดาริกา ยามา, ศภุ ิกา หลามะโฮง, สุพรรษา นริ าศโศรก
และศรสี ุดา ศิริเหลาไพศาล. (2558) ผลของระดับเมทไธโอนนี ในอาหารตอสมรรถนะการเจริญเติบโตของ
ไกช.ี สาขาวชิ าสตั วศาสตร คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเลย.
ศศพิ นั ธ วงศสทุ ธาวาส, เฉลมิ พล เยอื้ งกลาง, ไกรสทิ ธิ วสเุ พญ็ , กนกอร นักบุญ, เสมอใจ บรุ ีนอก, จาลองมิตรชาไทย
และแอนตอน ซี เบเนน. (2555) ผลของลวิ ซีนในอาหารไกเนื้อตอสมรรถภาพการเจริญเติบโตและการ
สะสมไขมันในซาก. สาขาวิชาวิศวกรรมหลังการเกบ็ เกี่ยวและแปรสภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร และ
สถาปตยกรรมศาสตร มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงค ลอีสาน. สาขาวิชาสัตวศาสตร คณ
ทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร. คณะสัตวแพทยศาสตร
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีมหานคร.
สาโรช คาเจริญ และเยาวมาลย คาเจริญ. (2560). อาหารและการใหอาหารสัตวไมเค้ียวเอ้ือง. (พิมพครั้งท่ี 3).
ขอนแกน: โรงพมิ พคลงั นานาวิทยา.
สวาง กุลวงษ, ชัยพฤกษ หงษลดั ดาพร, สุธาสินี ครุฑธกะ, ศรุตวิ งศ บุญคง, ขนิษฐา นครขวาง, นภาพร กัณหา,
นิตยา คนวอง, อมรรัตน สมสี และ อรสิ า บตุ รวงศ. (2559) ผลการเสริมเมทไธโอนีนตอสมรรถนะการผลิต
ไขของนกกระทาญปี่ นุ ชวงใหไข. สาขาวิชาสตั วศาสตร คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราช
ภฏั เลย
สวาง กลุ วงษ , ชัยพฤกษ หงษลดั ดาพร, สธุ าสินี ครฑุ ธกะ, ศรุตวิ งศ บญุ คง, ทัดภูมิ ไชยกุลวัฒนา, ณัฐพล แกวมะณี
และ สภุ าพร สภุ าพ. (2562) ผลของระดบั ไลซีนตอสมรรถนะการเจริญเติบโตของนกกระทาญป่ี ุนเพศผู.
สาขาวิชาสัตวศาสตร คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภัฏเลย.
สวาง กลุ วงษ, ชัยพฤกษ หงษลัดดาพร, สุธาสินี ครฑุ ธกะ, ศรุติวงศ บุญคง, จรรยารกั ษ พรมวนั , ธนบตั ร คัมภบุญ
ยอ, และสุจติ รา ทมี า (2564) ผลของการเสริมไลซีนในอาหารตอสมรรถนะการผลติ และคุณภาพไขของไก
ไข. ว.มรม. ปท่ี 15 ฉบบั ที่ 3 สาขาวชิ าสตั วศาสตร คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฏั
เลย.
CHANG, Y., CAI, H., LIU, G., CHANG, W., ZHENG, A., ZHANG, S., AND TIAN, J. (2015). EFFECTS OF
DIETARY LEUCINE SUPPLEMENTATION ON THE GENE EXPRESSION OF MAMMALIAN TARGET
OF RAPAMYCIN SIGNALING PATHWAY AND INTESTINAL DEVELOPMENT OF BROILERS. ANIMAL
NUTRITION, 1(4), 313-319.
Gomez, S., and Angeles, M. (2009). Effect of threonine and methionine levels in the diet of laying
hens in the second cycle of production. Journal of Applied Poultry Research, 18(3), 452-
457.
Greenclinic. (2016). ลิวซีน. คนเมอ่ื 20 กมุ ภาพันธ 2565. http://www.greenclinic.in.th/leucine.html.
JBF. (2556) เมทไธโอนีน. คนเมื่อ 20 กุมภาพันธ 2565. https://jbf.co.th/main.php#!/articles18.
Liu, Y., Lin, X., Zhou, X., Wan, D., Wang, Z., Wu, X., and Yin, Y. (2017). Effects of dynamic feeding
lowand high methionine diets on egg quality traits in laying hens. Poultry
Science, 96(5),1459-1465.
MedThai. (2017) กรดอะมิโน (Amino Acid) คือ ประโยชนของกรดอะมิโน. คนเมื่อ 25 กุมภาพันธ 2565.
https://medthai.com.
104
Memon, A., N. N. Ansari, G. Memon, A. A. Solangi, and T. A. Qureshi, (2003) Effect of methionine,
lysine and cystine supplementation on the production performance of laying Japanese
quails. J. Anim. and Vet. Adv. 2: 27-29
Nasr,J., and Kheiri,F.(2011). Effect of different lysine levels on Arian broiler performances. Italian
Journal of Animal Science, 10(3), e32.
Neto, M. T., Dadalt, J. C., and Tse, M. L. P. (2020). Dietary combination of chelated zinc and threonine
and effects on egg production, egg quality and nutrient balance of Brown laying hens from
20 to 49 weeks of age. Animal Feed Science and Technology, 267, 114555.
Shook. (2561) กรดอะมิโนจาเปน. คนเมอ่ื 20 กมุ ภาพันธ 2565. https://www.sanook.com/health/13737/
Stark., C.R., B.E. Spencer, J.C.H. Shin, C.G. Chewning and J.J. Wang. 2009. Evaluation of
keratinase stability in pelleted broiler diets. J. Appl. Poult. Res. 18 : 30-33
105
กำรใชสวนประกอบของมันสำปะหลงั ในอำหำรตอสมรรถภำพกำรผลติ และคุณภำพ
ซำกสุกร
Utilization of Cassava in swine diet growth performance and carcass quality pigs
นิลปทม์ เอน็ ยอด1*
Nillapat Enyod1*
1สาขาสตั วศาสตร์ คณะเกษตรศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสรุ นิ ทร์
*Corresponding Author E-mail Address: [email protected]
บทคัดยอ
ในเขตชนบทของประเทศไทยมีประชาชนสวนมากทป่ี ระกอบอาชีพเล้ียงสุกรและทาใหมีการเล้ียงสุกรที่เพิม่
มากขึ้นอีกทั้งยังเปนการสรางรายไดใหแกเกษตรกร การใหอาหารมีความสาคญั ที่ตองคานึงถึงเปนอันดับแรก
เนื่องจากตนทุนอาหารในการเลยี้ งสงู โดยเฉพาะวตั ถุดิบท่ีเปนแหลงโปรตนี และพลังงานจะมรี าคาแพง จึงตองหาวธิ ี
ลดตนทุนในการผลติ ใหไดมากท่ีสดุ ดังน้ันจึงมีการใชผลพลอยไดจากมันสาปะหลงั ไดแก แปงมันสาปะหลัง ใบ
เปลอื ก และเน้ือมันสาปะหลงั เปนวตั ถุดบิ อาหารโดยมีวัตถปุ ระสงคเปนทางเลอื กสาหรบั เกษตรกรหรอื ผปู ระกอบ
สูตรอาหารสัตว ในการตดั สนิ ใจเลือกใชวัตถุดิบ อีกทงั้ ยงั เปนการนาเศษเหลือทม่ี อี ยูในทองถ่นิ ท่หี างายมาใชใหเกิด
ประโยชน จากการศึกษาพบวาเม่ือใชผลพลอยไดจากมนั สาปะหลงั เปนวตั ถดุ บิ อาหาร ในสวนของกากมันสาปะหลงั
สามารถนามาใชเปนอาหารสัตวเพ่ือทดแทนโปรตีนและลดตนทุนในการผลิตอาหารสตั วได ซ่ึงการใชกากมัน
สาปะหลังใชในอาหารสกุ รในระดบั 30 เปอรเซ็นต สามารถใชในอาหารไดโดยไมมผี ลปริมารอาหารที่กิน อตั ราการ
เจริญเติบโตตอวัน อัตราการเปล่ยี นอาหารเปนนา้ หนกั ตัว เปอรเซ็นตซาก การใชผลพลอยไดจากมนั สาปะหลงั
ทดแทนขาวโพดท่รี ะดบั 40 เปอรเซ็นต มผี ลทาใหน้าหนกั สุกทาย ปริมารอาหารท่กี นิ อัตราการเจรญิ เติบโตตอวนั มี
ความแตกตางกันกบั กลุมควบคุมและเมอ่ื ใชท่ีระดบั 20 เปอรเซน็ ต ทาใหอัตราการเปลีย่ นอาหารเปนนา้ หนกั ตัวดี
ทส่ี ดุ ผลทแี่ ตกตางกันขึน้ อยูกับแหลงทีม่ าของมนั สาปะหลงั องคประกอบ และระดบั การเสริม คณุ สมบตั ิของเสนใย
และความเขมขนของโปรตนี ในอาหารลดลง
คำสำคญั : สุกร, มันสาปะหลงั
106
บทนำ
สุกรเปนสตั วเศรษฐกิจทสี่ าคัญของประเทศไทย และเปนที่ตองการของตลาด เพราะสุกรเปนหน่ึงในวัตถดุ บิ ท่ี
ประชากรนามาบริโภคและจาหนาย ทาใหปจจุบนั มกี ารประกอบอาชพี การเลย้ี งสุกรเพิม่ มากข้ึนเปนการสรางรายได
ใหแกเกษตรกร การเลยี้ งสุกรเกษตรกรตองคานึงถึงปจจัยในการผลิต ไดแก พนั ธุ อาหาร และการจดั การ โดยการ
จดั การในดานอาหารและการใหอาหารมีความสาคัญทต่ี องคานึงถึงเปนอันดับแรก เนอ่ื งจากตนทนุ อาหารในการ
เลีย้ งสูงโดยเฉพาะวัตถุดิบท่ีเปนแหลงโปรตนี และพลงั งานจะมรี าคาแพง จงึ ตองหาวิธีลดตนทุนในการผลติ ใหไดมาก
ท่ีสุด การเล้ียงสุกรจาเปนตองเลี้ยงดวยอาหารท่ีมีปริมาณโภชนะและพลังงานท่ีเหมาะสมตอการ เจริญเติบโต
ลักษณะ ดงั นน้ั การจัดหามนั สาปะหลงั และผลพลอยไดจากมันสาปะหลังมาเปนวตั ถดุ บิ อาหารสตั วในทองถ่นิ และหา
ซื้อไดงาย ท่มี ีราคาถกู มาจัดสัดสวนใหมโี ภชนะและพลังงานท่ีเพ่มิ ขน้ึ และเหมาะสมจะชวยใหอาชีพการเล้ียงสกุ รมี
ผลตอบแทนท่ีคุมคา และมคี วามยง่ั ยืน (วรยิ า และคณะ, 2552) ผลพลอยไดจากการแปรรูปหัวมนั สาปะหลงั สามารถ
นามาใชทดแทนเมล็ดขาวโพดบางระดับในอาหารสาหรับสัตวปกและสกุ รไดในอัตราท่ถี ูกกวา ผลพลอยไดจากการใช
มันสาปะหลัง อยางมี ประสิทธิภาพจะชวยลดตนทุนอาห ารและให แหล งรา ยไ ดเพิ่มเติ มแกเกษต รกรผูปลูกมัน
สาปะหลงั และผูแปรรูป เศษเหลอื จากการแปรรปู หัวมนั สาปะหลงั เปนอาหารสัตวท่มี คี ณุ คาทางโภชนาการของสุกร
ในเขตรอน ซ่ึงชวยใหเกษตรกรผูเล้ียงสกุ รรายยอยและขนาดกลางสามารถลดตนทุนการใหอาหารได (Diarra and
Devi, 2015)
มันสาปะหลัง เปนพืชเศรษฐกิจทส่ี าคญั ของไทย โดยประเทศไทยมีพืน้ ท่ใี นการเพาะปลกู มนั สาปะหลงั ประมาณ
8.67 ลานไร(สานกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร, 2562) มีการปลูกกนั อยางกวางขวางโดยเฉพาะในเขตภาคตะวันออก
และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื เมือ่ เก็บเกี่ยวมันสาปะหลงั สวนหวั มันสาปะหลังจะถกู นาไปใชเปนแหลงพลงั งานใน
อาหารสัตว ผลติ กาว ไมอัด และแอลกอฮอล ลาตนจะถกู เก็บเปนทอนพันธุ สวนใบและยอดมันสาปะหลังจะถูกทิง้
เปนเศษเหลือทางการเกษตร ซ่ึงเกษตรกรสวนใหญจะไมนามาใชประโยชน อยางไรก็ตามใบมันสาปะหลังแหงมี
ศักยภาพทส่ี ามารถนามาใชเปนแหลงโปรตีนในอาหารสัตวได (เมธา และคณะ, 2538) ดังนน้ั จงึ มีวตั ถปุ ระสงคในการ
ใชประโยชนจากมันสาปะหลังและผลพลอยไดจากมันสาปะหลังเพ่อื เปนทางเลือกสาหรบั เกษตรกรหรือผปู ระกอบ
สูตรอาหารสัตว ในการตดั สนิ ใจเลือกใชวัตถุดิบ อีกทงั้ ยงั เปนการนาเศษเหลือทีม่ ีอยูในทองถ่นิ ท่หี างายมาใชใหเกิด
ประโยชน และเปนการเพิ่มมลู คาของมนั สาปะหลังอีกดวย
มนั สำปะหลงั
มนั สาปะหลังเปนพชื ที่สามารถเจริญไดในเขตรอน เปนไมพุมมอี ายุคางป มันสาปะหลงั แบงออกเปน 2 ชนิด
ตามปริมาณไซยาไนด ไดแก ชนดิ ขม (Bitter type) และชนดิ หวาน (Sweet type) ชนิดขม (Bitter type) เปนมัน
สาปะหลงั ทมี่ ีกรดไฮโดรไซยานคิ สูง ซงึ่ เปนพษิ และมรี สขมไมเหมาะสาหรบั การบรโิ ภคของมนุษยหรอื ใชหัว สดเล้ียง
สัตว โดยตรง ในขณะเดียวกัน ก็เปนมนั สาปะหลงั ที่มีเปอรเซ็นตของแปงสูง จึงเปนพืชเศรษฐกิจทน่ี ิยมปลูกเพื่อ
ปอนเขาสูภาคอุตสาหกรรม เชน อุตสาหกรรมมันเสน มันอัดเม็ด และแปงมัน สาปะหลัง รวมทั้ง อุตสาหกรรม
ตอเนอื่ งอนื่ เชน กลโู คสแอลกอฮอล แปงดดั แปลง เปนตน ชนดิ หวาน (Sweet type) เปนมนั สาปะหลังท่ีมีปริมาณ
กรดไฮโดรไซยานิคต่า มปี ริมาณแปงต่าไมมรี สขม มีเน้ือสัมผัสท่ดี เี ปนทยี่ อมรับของผูบรโิ ภค มีทง้ั ชนิดเนื้อรวน เน้ือ
นมุ และเนื้อแนนเหนยี วจึงนิยมนามาบรโิ ภคตรง เชน ตม ปง เช่ือม เปนตน ทาใหมีราคาสูงกวา ชนิดขม ในประเทศ
ไทยไมมกี ารปลกู เปนพน้ื ที่ใหญๆ เนอ่ื งจากมีตลาดจากดั และมรี าคาสงู กวา ชนิดขม (อจั ฉรา และจรุงสทิ ธ,์ิ 2537)
107
คุณคำทำงโภชนะของมันสำปะหลัง
มันสาปะหลังเปนแหลงพลงั งาน ซงึ่ มีแปงเปนสวนประกอบหลกั มีโปรตนี ตา่ พลงั งานสงู โดยมีพลังงานใชประ
โยชนได (ME) 3300 kcal/kg มีเยื่อใยประมาณ 4 เปอรเซน็ ต (อุทยั และคณะ,2547) แตอยางไรกต็ ามองคประกอบ
ทางเคมขี ้ึนอยูกบั หลายปจจยั และขนึ้ อยูกับชนดิ ของมนั สาปะหลงั ดังแสดงในตารางที่1
ตำรำง 1 องคประกอบทางโภชนะของมนั สาปะหลัง
วตั ถุดบิ โปรตนี ไขมนั เยื่อใย Ca P Lys Trp Thr ราคา
(%) (%) (%) (%) (%) (%) (%) (%) บาท/kg
มนั 2.00 0.75 4.00 0.12 0.05 0.09 0.02 0.07 2.80
สาปะหลงั
ท่มี ำ : อุทัยและคณะ (2547)
มันสาปะหลงั เปนพืชท่ีมกี ารสะสมอาหารในสวนราก โดยสวนใหญจะประกอบดวยแปงเปนแหลง คารโบไฮเด
รทท่ยี อยไดงาย สามารถนามาใชเปนแหลงพลังงานในอาหารสัตว จากการศึกษาคุณคาทางโภชนะพบวาแปงมัน มนั
เสน มันอัดเม็ดเปลอื กมัน กากมนั สาปะหลัง มรี ะดับของโปรตีนต่า แตมีสวนของแปง หรือพลังงานสงู (เมธาและ
คณะ, 2538)
ประโยชนข์ องกำรใชมนั สำปะหลังในสตู รอำหำรสัตว์ สำมำรถใชแทน ขำวโพด
ประโยชนของการใชมันสาปะหลังในสูตรอาหารสัตวมีอะไรบาง หลักๆ คือ การใหผลประโยชนทางการ
เจรญิ เติบโตของสตั ว สามารถใชทดแทนขาวโพดได เพียงแตจะมวี ิธกี ารใชเฉพาะ หรอื ตองมกี ารปรบั สูตรอาหารตาม
ความเหมาะสม แตถาสตู รอาหารน้ันมโี ภชนะตาง ๆ ครบถวน และอาหารไมเปนฝนุ เกนิ ไป สตั วสามารถกินอาหารได
ตามปกติ สัตวก็มกี ารเจรญิ เตบิ โตตามปกติ (อุทัย คนั โธ, 2559)
กำกมนั สำปะหลงั
กากมนั สาปะหลังเปนวัตถุดิบประเภทแปง ซ่งึ เปนแหลงคารโบไฮเดรตใหพลังงานไดดเี นื่องจากเปนแปงออน
ยอยงาย ไมมีสารพษิ เน่อื งจากกรดไฮโดรไซยานิคในมนั สาปะหลงั เม่ือถูกความรอนจากการตากและความรอนจาก
ขบวนการผลิตอาหาร จะสลายไปจนมีระดับต่ากวา ๓๐ พีพีเอม็ ไมเปนอนั ตรายตอสัตว นอกจากนี้ เชื้อราที่ขึ้นบน
สาปะหลังไมมกี ารสรางสารพิษจากเช้อื รา หรือมีแตอยูในระดบั ต่ามากจนไมเปนอนั ตราย กากมันสาปะหลงั เปน
วัตถุดบิ ทม่ี รี าคาถูก จึงสามารถนามาใชเปนวัตถุดิบทดแทนปลายขาวทม่ี รี าคาแพง และทดแทนขาวโพดซึ่งมกั มี
ปญหาสารพษิ จากเชอ้ื ราไดดี กากมนั สาปะหลงั ท่ีใชในอาหารสตั วเปนผลติ ผลท่ีไดจากโรงงานแปงมนั สาปะหลัง โดย
ใชหัวมนั สาปะหลังสดมาลางนา้ แลวโมใหแหลกจะไดน้าแปงและกาก จากน้าแปงก็ทาการแยกแปงออกจากน้าโดย
การทงิ้ ไวใหแปงตกตะกอนหรือเขาเคร่ืองแยกโดตรง แปงท่ีไดนามาทาใหแหงโดยใชความรอนและบดใหละเอยี ดเปน
แปงมนั สาปะหลงั หัวมันสาปะหลงั สด 1 กโิ ลกรัม ไดแปงมนั สาปะหลงั เฉลีย่ 0.20 กิโลกรมั และไดกากมนั สาปะหลงั
0.4 – 0.9 กโิ ลกรัม ราคากากมันสาปะหลงั เฉลีย่ 0.20 – 0.40 บาท ตอกิโลกรมั (Thaitapiocastarch, 2010)
องคป์ ระกอบทำงโภชนะของกำกมนั สำปะหลงั
องคประกอบทางเคมีของกากมันสาปะหลังจากแหลงตาง ๆ มคี วามผันแปรคอนขางมาก โดยภาพรวมแลวกาก
มันสาปะหลงั มีโปรตีนอยใู นชวง 1.55-3.42% ไขมัน 0.12-0.53% เถา 1.70-5.73% เยื่อใย 10.38-15.26% และ
แปง 47.97-68.89% ซ่งึ องคประกอบทางโภชนะมคี วามแปรผนั มากนอยขนึ้ อยกู ับหลายปจจัย เชน คุณภาพของมัน
108
สาปะหลงั ทีน่ ามาใชในกรรมวธิ ีการสกัดแปง สายพนั ธุมันสาปะหลัง อายุการเกบ็ เก่ยี ว ความสมบูรณของดนิ และ
สภาวะการเพาะปลกู รวมทั้งกระบวนการผลติ ที่แตกตางกันของแตละโรงงาน จึงทาใหโรงงานผลติ แปงมนั สาปะหลงั
ในแตละภูมิภาคของประเทศมวี ัตถุดิบปอนเขาสูโรงงานท่ีมีความแตกตางกันสงผลใหกากมันสาปะหลังทเี่ ปนเศษ
เหลือจากกระบวนการผลิตแปงมันสาปะหลังมันสาปะหลงั เปนพชื เศรษฐกิจที่สาคัญชนิดหนึ่งของไทย (ลัดดาวัลย
,2557)
คณุ คำทำงโภชนะของกำกมนั สำปะหลงั
นจุ ิรา (2553) รายงานวา ปรมิ าณกรดอมิโน ทั้งชนดิ จาเปนและไมจาเปนจานวน 20 ชนดิ จากตัวอยางกากมัน
สาปะหลงั จากโรงงานแปงมนั สาปะหลงั มีปรมิ าณกรดอมโิ นมคี าสัมประสทิ ธ์ิความแปรปรวนตั้งแต 5.99 – 52.68
เปอรเซ็นต โดยกรดอะมโิ นไลซนี มีสมั ประสทิ ธคิ์ วามแปรปรวนสงู ที่สดุ มีคาพลังงานใชประโยชนได (สกุ ร) 3,027 กโิ ล
แคลอร/่ี กก. และ ยอดโภชนะยอยได (TDN) 65-70 เปอรเซ็นต
ปรีดา (2552) จากการศึกษาพบวา กากมันสาปะหลงั มีคาเฉลี่ยของพลังงานใชประโยชนไดในสุกรเทากับ
2,571 กิโลแคลอรตี่ อกิโลกรมั คาความแปรผันของพลังงานใชประโยชนไดขน้ึ อยูกับหลายปจจัย เชน สายพันธุ การ
เก็บเก่ียว และเทคโนโลยีสกัดแปง เปนตน รวมถึงความสัมพันธโดยตรงกับปริมาณแปงในกากมันสาปะหลัง
นอกจากน้ียงั ขนึ้ กับปจจัยของสตั ว เชน อายุ อตั ราการไหลของอาหารและความสามารถในการดูดซมึ สารอาหารของ
ตวั สตั วอกี ดวย
ตำรำง 2 องคประกอบทางโภชนะของกากมันสาปะหลัง
วัตถดุ ิบ วตั ถุแหง (%) โปรตีน ไขมนั (%) เถา (%) เย่ือใย (%) NDF ADF ADL
(%)
กากมันสาปะหลงั 92.6 2.6 0.2 3.8 6.6 37.6 9.8 3.9
ทีม่ ำ : Wisitiporn et al. (2006) อางโดย นจุ ริ า (2553)
สำรพษิ และกำรลดสำรพิษในมันสำปะหลงั
มันสาปะหลงั เปนพชื ที่มีสารพษิ โดยในหัวมนั สาปะหลังมขี องเหลวสีขาวขนอยใู ตเปลือกเม่ือหัวมันสาปะหลัง
เปนแผล หรือถูกตัดสับจะมีน้ายางสีขาวไหลออกมา น้ายางน้ีจะมีสารไซยาโนจีนิคไกลโคไซด (cyanogenic
glycoside) ซึ่งมอี ยสู องชนิด คอื ลนิ ามาริน (linamarin) และ โลทอสตราลิน (lotaustralin) ในปรมิ าณ 93% และ
7% ของไซยาโนจีนิคไกลโคไซดทั้งหมด (Nartey, 1973) การทาใหเซลลแตกดวยการสับหรือการฝานหัวมัน
สาปะหลงั ระหวางทามนั เสน หรือการใหความรอนจะเปนการเรงปฏิกิริยาการสลาย (hydrolysis) ลินามารนิ ดวย
เอนไซมลนิ ามาเรส (linamarase) ไดผลผลติ เปนกรดไฮโดรไซยานิค (อทุ ยั และคณะ, 2547)
109
ตำรำงที่ 3 ผลการใชสวนประกอบของมนั สาปะหลงั ทมี่ ตี อน้าหนักเริ่มตน นา้ หนักสดุ ทาย ปริมาณอาหารที่กิน อตั รา
การเจรญิ เตบิ โตตอวัน และอตั ราการเปล่ยี นอาหารเปนนา้ หนักตัวของสกุ รหยานม
อัตราการ
ระดบั การใช น้าหนกั นา้ หนกั ปริมาณ อตั ราการ เปลีย่ น อางอิง
เริ่มตน สุดทาย อาหารที่ เจรญิ เติบโต อาหาร
(kg) (kg) กนิ (กรมั เปน
ตอวนั ) ตอวนั น้าหนัก
ตวั
ใบ เปลอื ก และเน้ือมัน
สาปะหลงั แหง (%) - 20.35a 1788 a 328 a 5.46 c Zendrato
กลมุ ควบคุม - 19.72b 1547 b 296 b 5.22 c et.al
20 - 21.12a 1724 a 268 c 6.45 b (2020)
40
60 - 20.40a 1542 b 194 d 7.96 a
รากมันสาปะหลงั แหง
ทดแทนขาวโพด (%) 12 20.6a 1063a 433a 2.5c Lallo
กลมุ ควบคุม
10 11.5 18.6ab 914b 358b 2.6c et.al
20 11.5 18.2ab 1010a 335b 3.1b (2016)
40 12.2 19.3b 1072a 354b 3.0b
60 12.1 17.8c 899b 288c 6.3a
ขาวโพด-กากถว่ั เหลือง (%)
20 9.48 33.10 - 562 - Damisa
แปงมันสาปะหลงั (%)
- 557 - and
7.5 9.30 32.70 - 555 - Bawa
15 9.35 32.70 - 553 - (2007)
22.5 9.38 32.30
30 9.25 32 - 547 -
หมำยเหต:ุ a-c อักษรท่ีแสดงความแตกตางอยางมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ (p<0.05)
ผลกำรเสริมสวนประกอบของมันสำปะหลงั ท่ีมีตอนำ้ หนกั เรมิ่ ตน น้ำหนกั สุดทำย ปริมำณอำหำรท่ี
กนิ อตั รำกำรเจริญเตบิ โตตอวนั และอตั รำกำรเปล่ียนอำหำรเปนนำ้ หนกั ตัวของสกุ รหยำนม
การใชใบ เปลือก และเนื้อมนั สาปะหลงั แหงที่ 4 ระดับ คือ 0 20 40 และ 60 เปอรเซ็นต พบวา กลุมทใ่ี ช 20
เปอรเซน็ ต มนี า้ หนกั สุดทายนอยท่สี ุด คอื 19.72 กิโลกรมั แตกลมุ ที่ใช 0 และ 40 เปอรเซ็นต มปี ริมาณอาหารทีก่ ิน
ทเี่ พิม่ ขึน้ เทากบั 1788 และ 1724 กรมั ตอวัน กลุมทใี่ ช ทีร่ ะดบั 20 และ 60 เปอรเซ็นต มีปรมิ าณอาหารทีก่ นิ ลดลง
เทากับ 1547 และ 1542 กรัมตอวัน แตกลุมที่ใช 20 40 และ 60 เปอรเซ็นต มีอัตราการเจริญเติบโตตอวนั ต่ากวา
กลุมท่ีไมมีการใช เทากับ 296 268 และ 194 กรมั ตอวนั สงผลตออัตราการเปลีย่ นอาหารเปนนา้ หนกั ตัว กลุมทใี่ ช
60 เปอรเซ็นต มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเปนน้าหนกั ตัวดอยกวากลุมอื่น ๆ เทากับ 7.96 (Zendrato et.al,2019)
ซึ่งสอดคลองกับ Lallo et.al,(2016) รายงานวา การใชรากมันสาปะหลังแหงทดแทนขาวโพดที่ระดบั 0 10 20 40
110
และ 60 เปอรเซ็นต พบวา มีน้าหนักเร่ิมตนเฉล่ียไมแตกตางกัน แตกลุมที่ใช 10 20 40 และ 60 เปอรเซ็นต มี
นา้ หนกั ตัวสดุ ทายตา่ กวากลมุ ท่ไี มมกี ารใช เทากบั 18.6 18.2 19.3 และ 17.8 กโิ ลกรัมตอตัว สกุ รที่ไดรับการใชท่ี 0
40 และ 60 เปอรเซ็นต มีปริมาณอาหารทก่ี ินมากท่ีสดุ เทากับ 1063 1010 1072 กรัมตอตัว แตกลุมท่ีใช 60
เปอรเซ็นต มอี ัตราการเจรญิ เติบโตตอวนั ตา่ กวากลมุ อ่ืน ๆ เทากับ 288 กรัมตอตวั และอัตราการเปลยี่ นอาหารเปน
นา้ หนักตวั ดอยกวากลมุ อนื่ ๆ เทากับ 6.3 อาจเปนเพราะมีการทดลองท่ีคลายกัน มีการใชในระดบั ท่ใี กลเคยี งกัน ซ่ึง
กลมุ การใชที่ 60 มีโปรตีนหยาบลดลง เน่อื งจากการใชผลพลอยไดของมันสาปะหลังท่สี งู ข้นี ไมไดเพ่มิ โปรตนี แตเพิ่ม
เสนใย กลุมควบคุมจะมีไขมันสูงเนื่องจากไมไดใชผลพลอยไดของมันสาปะหลัง ในขณะทกี่ ลุมอื่น ๆ ใชผลพลอยได
ของมนั สาปะหลงั ซึง่ ทาใหลดไขมนั ลง
อยางไรกต็ าม Damisa and Bawa, (2007) ไดศึกษาการใชแปงมันสาปะหลังในระดับตาง ๆ ท่ี 5 ระดบั คือ
ขาวโพด-กากถ่วั เหลือง 20 แปงมนั สาปะหลัง 7.5 15 22.5 และ 30 เปอรเซน็ ต พบวา นา้ หนกั เรมิ่ ตนเฉล่ียไมมีความ
แตกตางกัน เทากบั 9.48 9.30 9.35 9.38 และ 9.25 กโิ ลกรมั ตอตวั น้าหนักสุดทายทง้ั หากลมุ การทดลองไมมคี วาม
แตกตางกัน เทากับ 33.10 32.70 32.70 32.30 และ 32 กิโลกรัมตอตัว และอัตราการเจริญเติบโตไมมีความ
แตกตางกัน เทากับ 562 557 555 553 และ 547 กรัมตอตัว ทั้งน้ีอาจเปนเพราะ มีการใชแปงมันสาปะหลังทมี่
ใกลเคียงกัน จงึ ทาใหนา้ หนักเริ่มตน นา้ หนักสดุ ทายและอัตราการกนิ ไดไมแตกตางกนั
ตำรำงที่ 4 ผลการใชสวนประกอบของมนั สาปะหลงั ทม่ี ตี อน้าหนกั เริ่มตน นา้ หนักสดุ ทาย ปรมิ าณอาหารที่กิน อตั รา
การเจรญิ เตบิ โตตอวนั และอตั ราการเปลี่ยนอาหารเปนนา้ หนักตัวของสุกรอนุบาล
ระดบั การใช นา้ หนัก น้าหนัก ปรมิ าณ อตั ราการ อัตราการ อางองิ
เร่มิ ตน สุดทาย อาหารทก่ี ิน เจริญเตบิ โต เปล่ยี น
(kg) (kg) (กรมั ตอวัน) อาหารเปน
ตอวนั น้าหนกั ตวั
กากมนั สาปะหลงั (%) - - 1790.4 707.2 2.53 นารรี ตั น
กลมุ ควบคุม - - 1777.5 721.5 2.46 และ
10 - - 1641.5 696.7 2.30 คณะ
20 - - 1643.8 686.3 2.32 (2552)
30
กากมนั สาปะหลงั (%) - - 684.6 375.6 1.83 วรยิ า
กลมุ ควบคุม - - 662.7 360.2 1.84 และ
5 - - 659.0 361.3 1.83 คณะ
10 - - 653.9 353.5 1.86 (2552)
15
รากมนั สาปะหลงั แหง
ทดแทนขาวโพด (%)
กลมุ ควบคมุ 20.6 30.9 1299 510 2.6 Lallo
10 18.6 28.5 1213 490 2.5 et.al
20 18.2 28.8 1251 528 2.4 (2016)
40 19.3 28.9 1293 478 2.7
60 17.8 26.2 1103 417 2.8
111
ผลกำรเสริมสวนประกอบของมันสำปะหลงั ทม่ี ตี อน้ำหนกั เร่ิมตน นำ้ หนักสดุ ทำย ปรมิ ำณอำหำรที่
กนิ อัตรำกำรเจริญเตบิ โตตอวัน และอตั รำกำรเปลีย่ นอำหำรเปนนำ้ หนกั ตัวของสกุ รอนุบำล
จากการศกึ ษาผลการใชกากมันสาปะหลังท่รี ะดับ 0 10 20 และ 30 เปอรเซ็นต พบวา ปริมาณอาหารท่กี ิน
เทากบั 1790.4 1777.5 1641.5 และ 1643.8 กรัมตอตัว อตั ราการเจริญเติบโตตอวัน เทากบั 707.2 721.5 696.7
และ 686.3 กรัมตอตวั และอัตราการเปล่ียนอาหารเปนนา้ หนักตัว เทากบั 2.53 2.46 2.30 และ 2.32 สมรรถภาพ
การผลิตโดยรวมไมมคี วามแตกตางกนั (นารีรตั นและคณะ,2552) ซ่งึ สอดคลองกบั วริยาและคณะ,(2552) ไดรายงาน
วา ผลของการใชกากมนั สาปะหลงั ที่ 4 ระดบั คอื 0 5 10 และ 15 เปอรเซ็นต พบวา มีปรมิ าณอาหารท่ีกิน เทากบั
684.6 662.7 659.0 และ 653.9 กรมั ตอตวั อัตราการเจรญิ เติบโตตอวัน เทากบั 375.6 360.2 361.3 และ 353.5
กรมั ตอตัว อัตราการเปลีย่ นอาหารเปนน้าหนักตัว เทากับ 1.83 1.84 1.83 และ 1.86 ไมมีความแตกตางกัน แต
ปริมาณอาหารท่กี นิ อตั ราการเจริญเตบิ โต อตั ราการเปลยี่ นอาหารเปนนา้ หนกั ตวั มีแนวโนมลดลงตามระดับกากมัน
สาปะหลังและเย่อื ใยทใ่ี ชเพ่มิ ในอาหาร ท้งั น้ีอาจเปนเพราะ ระดบั เยอื่ ใยในอาหารไมไดสูงมากจงึ มคี วามสาคญั และ
เปนขอจากัดของตัวกากมนั สาปะหลงั เอง
นอกจากนี้ Lallo et.al,(2016) ไดรายงานวา การใชรากมันมันสาปะหลงั แหงทดแทนขาวโพดทรี่ ะดับ 0 10
20 40 และ 60 เปอรเซ็นต พบวา มีนา้ หนักเร่มิ ตนเฉลยี่ ไมแตกตางกัน กลุมท่ีใช 60 เปอรเซ็นต มีน้าหนกั เริ่มตน
เทากับ 17.8 กิโลกรัม น้าหนักตัวสุดทาย เทากบั 26.2 กโิ ลกรมั ปรมิ าณอาหารท่กี นิ เทากบั 1103 กรัมตอวัน อตั รา
การเจริญเตบิ โตตอวัน เทากับ 417 กรมั ตอวัน ซึ่งต่ากวากลุมการทดลองอน่ื ๆ แตอตั ราการเปลย่ี นอาหารเปน
นา้ หนกั ตัวของกลมุ การทดลองท้งั หากลุมไมมีความแตกตางกัน ทง้ั นีอ้ าจเปนเพราะ มีโปรตีนหยาบลดลง เน่ืองจาก
การใชผลพลอยไดของมันสาปะหลงั ทสี่ ูงข้ีน ไมไดเพ่มิ โปรตนี แตเพิ่มเสนใย กลมุ ควบคุมจะมไี ขมนั สูงเน่ืองจากไมไดใช
ผลพลอยไดของมนั สาปะหลงั ในขณะท่กี ลุมอนื่ ๆ ใชผลพลอยไดของมนั สาปะหลงั ซงึ่ ทาใหลดไขมันลง
112
ตำรำงท่ี 5 ผลการใชสวนประกอบของมันสาปะหลงั ทม่ี ตี อน้าหนักเริม่ ตน นา้ หนักสดุ ทาย ปริมาณอาหารที่กิน อัตรา
การเจริญเตบิ โตตอวนั และอตั ราการเปลย่ี นอาหารเปนนา้ หนักตัวของสกุ รขุน
อัตราการ
ระดับการใช นา้ หนัก นา้ หนกั ปรมิ าณ อัตราการ เปล่ียน อางอิง
เริม่ ตน สุดทาย อาหารทีก่ นิ เจริญเตบิ โต อาหาร
(kg) (kg) (กรมั ตอ เปน
ตอวนั นา้ หนกั
วนั )
ตวั
กากมนั สาปะหลงั (%) - - 3263.8 587.3 5.55 นารีรัตน
กลมุ ควบคมุ
10 - - 3056.3 545.7 5.59 และคณะ
20 - - 2933.6 520.3 5.63 (2552)
30 - - 2951.5 514.0 5.74
เปลือกมนั สาปะหลังทดแทน
ขาวโพด (%) 30.5 72.3 2030 600 - Olufemi
กลมุ ควบคมุ
30 30.2 70.1 2090 577 - et.al
40 30.1 72.4 2240 604 - (2013)
50 30.1 65.9 1870 483 -
60 30.1 67.8 2040 485 -
ผลกำรเสรมิ สวนประกอบของมนั สำปะหลงั ท่ีมตี อนำ้ หนกั เร่ิมตน น้ำหนักสุดทำย ปรมิ ำณอำหำรท่ี
กนิ อัตรำกำรเจริญเตบิ โตตอวัน และอตั รำกำรเปล่ียนอำหำรเปนนำ้ หนักตวั ของสกุ รขนุ
การศึกษาผลการใชกากมันสาปะหลังท่ีระดับ 0 10 20 และ 30 เปอรเซ็นต ในอาหารสุกรขนุ พบวา ปริมาณ
อาหารท่ีกิน เทากับ 3263.8 3056.3 2933.6 และ 2951.5 กรัมตอตวั อัตราการเจรญิ เตบิ โตตอวัน เทากบั 587.3
545.7 520.3 และ 514.0 กรัมตอตวั และอัตราการเปลย่ี นอาหารเปนน้าหนกั ตวั 5.55 5.59 5.63 และ 5.74 มี
สมรรถภาพการผลติ โดยรวมไมมคี วามแตกตาง ซึง่ มีแนวโนมลดลงตามระดบั กากมันสาปะหลงั และเยือ่ ใยทใี่ ชเพมิ่ ใน
อาหาร (นารรี ัตนและคณะ,2552) ทงั้ นอ้ี าจเปนเพราะ ระดบั เยื่อใยของอาหารจงึ มคี วามสาคัญและเปนขอจากัด
มากกวาตัวกากมันสาปะหลังเอง ทาใหมปี ริมาณอาหารทก่ี ิน อัตราการเจริญเตบิ โต อัตราการเปล่ยี นอาหารเปน
นา้ หนักตวั ลดลงตามระดบั การใช
นอกจากนี้ Olufemi et.al,(2013) ไดทาการศกึ ษาการใชผลพลอยไดของมนั สาปะหลงั แหงทดแทนขาวโพดท่ี
ระดับ 0 30 40 50 และ 60 เปอรเซ็นต ในอาหารสุกรขุน พบวา มีน้าหนกั เริ่มตนเฉล่ยี เทากับ 30.5 30.2 30.1
30.1 และ 30.1 กโิ ลกรมั ตอตวั และนา้ หนกั สดุ ทายเฉลีย่ เทากบั 72.3 70.1 72.4 65.9 และ 67.8 กโิ ลกรัมตอตวั ไม
มคี วามแตกตางกันระหวางการใช แตกลมุ ทีใ่ ช 40 เปอรเซ็นต มปี ริมาณอาหารที่กินดที ่ีสุด เทากับ 2240 กรัมตอวัน
ยงั ทาใหอัตราการเจริญเติบโตตอวันของสกุ รที่ไดรับเปลือกมันสาปะหลงั 50 เปอรเซ็นต มอี ัตราการเจริญเติบโตดี
ทสี่ ุด มคี าเทากับ 604 กรัมตอตวั อาจเปนเพราะ ปรมิ าณและแหลงทมี่ าของเปลอื กมันสาปะหลังหรือคณุ สมบัติของ
113
เสนใยเปลือกมันสาปะหลงั และเนื่องจากความเขมขนของโปรตีนในอาหารลดลงตามระดับการเสริมเปลือกมัน
สาปะหลงั ทเ่ี พิ่มข้ึน
ตำรำงท่ี 6 ผลการใชสวนประกอบของมนั สาปะหลงั ทม่ี ตี อคณุ ภาพซาก
ความ ความ
ระดบั การใช อายุ นา้ หนัก ยาว หนา หวั ใจ ตับ ไต เนอ้ื อางอิง
ตัวกอน ลาไส ไขมนั สวน (%) (%) (%) แดง
ฆา (Kg) เล็ก (%)
หลงั
(cm) (cm)
กากมนั
สาปะหลงั (%) นารรี ตั น
และคณะ
กลมุ ควบคุม สุกรขนุ 96.43 - 1.2 - - - 57.68 (2552)
10 95.98 - 1.2 - - - 58.76
- 1.1 - - - 59.78
20 91.41
30 91.23 - 1.1 - - - 59.53
เปลือกรากมนั
สาปะหลงั
ทดแทน Olufemi
ขาวโพด (%)
กลมุ ควบคุม สกุ รขุน 72.3 1573 1.8 --- - et.al
1806 1.3 --- - (2013)
30 70.3
40 69.9 1693 1.5 - - - -
50 70.3 1542 1.7 - - - -
60 71.8 1436 1.3 - - - -
แปงมนั
สาปะหลงั
ทดแทน Onyimonyi
ขาวโพด (%) สกุ ร and Okeke
กลมุ ควบคุม อนุบาล 33.25a - 0.50a 0.33a 1.87a 0.12a -
31.25ab - 0.50a 0.35a 1.79a 0.12a - et.al
10 30.00ab - 0.30b 0.34a 1.88a 0.12a - (2005)
20 28.25b - 0.22c 0.38b 2.05b 0.15b -
30
หมำยเหต:ุ a-c อักษรทแ่ี สดงความแตกตางอยางมนี ยั สาคญั ทางสถิติ (p<0.05)
ผลกำรเสริมสวนประกอบของมนั สำปะหลงั ทีม่ ีตอคณุ ภำพซำก
การศึกษาผลการใชกากมันสาปะหลงั ในอาหารสุกรขนุ ทรี่ ะดับ 0 10 20 และ 30 เปอรเซ็นต พบวา การใช
กากมันสาปะหลังในอาหารไมพบความแตกตางกนั ของนา้ หนกั ตัวกอนฆา ความหนาไขมนั สวนหนงั และเปอรเซน็ ต
เนื้อแดงเมื่อเปรียบเทียบกับกลมุ ควบคุม (นารีรัตนและคณะ ,2552) ซ่ึงสอดคลองกับ Olufemiet.al,(2013) ได
รายงานวาการใชเปลอื กมันสาปะหลงั ทงั้ 5 ระดบั ในอาหารสกุ ร พบวา นา้ หนกั ตวั กอนฆา ความยาวลาไสเลก็ ความ
หนาไขมันสวนหลัง ไมพบความแตกตางเม่ือเปรียบเทียบกับกลมุ ควบคุม เนื่องจากระดบั เยอื่ ใยของอาหารจึงมี
ความสาคัญและเปนขอจากัดมากกวาตวั กากมนั สาปะหลงั และเปลอื กรากมันสาปะหลังเอง
114
นอกเหนอื จากนั้น การศึกษาผลการใชเปลือกมันสาปะหลงั แทนขาวโพดที่ 4 ระดับ คือ 0 10 20 และ 30
เปอรเซ็นต ในอาหารสุกรอนบุ าล พบวา นา้ หนักตัวกอนฆาในกลุมควบคมุ มนี า้ หนกั มากทส่ี ดุ เทากับ 33.25 กิโลกรมั
ในขณะที่กลุมการใชเปลอื กมันสาปะหลังแทนขาวโพด กลุมควบคมุ และ 10 เปอรเซ็นต มีความหนาไขมนั สวนหลัง
มากทส่ี ดุ คือ 0.50 เซนตเิ มตร แตเปอรเซ็นตหัวใจของกลุมท่ใี ชเปลือกมนั สาปะหลังแทนขาวโพด 30 เปอรเซ็นต มคี า
3.38 มีคามากกวากลุมอื่น ๆ ซ่ึงกลมุ ควบคมุ 10 และ 20 เปอรเซ็นต ของเปอรเซ็นตหวั ใจ มีคา 0.33 0.35 และ
0.34 เปอรเซ็นตตับท่ดี ที ่สี ุดคือกลมุ ควบคุม 10 และ 20 เปอรเซ็นต มีคา 1.87 1.79 และ 1.88 เปอรเซ็นต ไตใน
กลมุ ที่ใชท่ี 30 เปอรเซน็ ต มคี าสงู สุดเทากบั 0.15 (Onyimonyi and Okeke et.al ,2005) ทง้ั นีอ้ าจเปนเพราะ การ
เพิ่มขึน้ ของปริมาณ กรดไฮโดรไซยานกิ (HCN) เมอื่ ระดับแปงมันสาปะหลงั ในอาหารเพม่ิ ขน้ึ ทาใหไซยาไนดและโร
โอซยาเนตเปนพษิ เฉพราะสวน ในระดบั ความเขมขนทต่ี า่ กวาปกติ
สรุป
การใชกากมันสาปะหลงั สามารถนามาใชเปนอาหารสตั วเพ่อื ทดแทนโปรตีนและลดตนทนุ ในการผลติ อาหาร
สัตวได ซ่ึงการใชกากมันสาปะหลังเสรมิ ในอาหารสุกรในระดบั 30 เปอรเซ็นต สามารถใชในอาหารไดโดยไมมผี ลปริ
มารอาหารทก่ี นิ อตั ราการเจรญิ เติบโตตอวัน อัตราการเปลย่ี นอาหารเปนนา้ หนักตวั เปอรเซน็ ตซาก การใชผลพลอย
ไดจากมนั สาปะหลงั แหงทดแทนขาวโพดท่ีระดับ 40 เปอรเซน็ ต มีผลทาใหน้าหนกั สุกทาย ปริมารอาหารท่ีกนิ อตั รา
การเจรญิ เติบโตตอวัน มีความแตกตางกันกับกลมุ ควบคุมและเม่ือใชท่รี ะดับ 20 เปอรเซ็นต ทาใหอัตราการเปล่ียน
อาหารเปนน้าหนกั ตัวดีท่สี ุด ผลท่ีแตกตางกันขนึ้ อยกู ับแหลงที่มาของมันสาปะหลงั องคประกอบ และระดับการใช
คณุ สมบัตขิ องเสนใยและความเขมขนของโปรตีนในอาหารลดลง
115
เอกสำรอำงอิง
นารีรตั น เจริญวัฒนากลุ , ยุวเรศ เรอื งพานชิ , สกุ ญั ญา รัตนทบั ทิมทอง และ เสกสม อาตมางกูร. (2552). ผลของการ
ใชกากมันสาปะหลังในอาหารสุกรเล็ก รุน และขุนตอสมรรถภาพการผลิต และคุณภาพซาก. ใน การ
ประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร คร้ังที่ 47 กรงุ เทพฯ. 148-155.
นุจริ า ทกั ษิณานันต. (2553). ผลของกากมันสาปะหลังในสตู รอาหารสุกรตอกระบวนการอัดเม็ด การใชประโยชนได
ของสารอาหารและสมรรถภาพการผลิตของสุกรระยะอนุบาล. วิทยานิพนธ บัณฑิตวิทยาลัย.
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
ปรีดา คาศรี. (2552). ผลการใชกากมันสาปะหลังตอลักษณะทางกายภาพของอาหาร สมรรถภาพการผลิต และ
คุณภาพ ซากของไกเนอื้ วิทยานิพนธปริญญาโท. มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.
เมธา วรรณพฒั น, ฉลอง วชิราภากร, กฤตพล สมมาตย, สุทธิพงศอุริยะพงศสรรค, โอภาส พิมพา และเวชสทิ ธ์ิ โท
บรุ าณ. (2538). การใชมนั สาปะหลงั เปนอาหารสตั ว. มหาวิทยาลัยขอนแกน. ขอนแกน.
ลัดดาวัลย หอกก่ิง. (2557). ผลของการใชกากมันสาปะหลังตอการยอยไดสมรรถนะการผลิตคุณภาพไขคลอ
เรสเตอรอลในไขแดงและการเปล่ียนแปลงประชากรจุลินทรียในไกไข วิทยานิพนธ วิทยาศาสตร
มหาบณั ฑติ . มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีสรุ นารี
วริยา โกสุม, ยวเรศ ุ เรืองพานชิ , สุกญั ญา รัตนทบั ทมิ ทอง และ เสกสม อาตมางกรู . (2547). ผลของการใชกากมัน
สาปะหลังในอาหารสุกรอนุบาลตอสมรรถภาพการผลิต. ใน รายงานการประชุมทางวิชาการของ
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ครั้งท่ี 47: สาขาสัตว.มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. กรงุ เทพฯ. 125-131
วริยา โกสุม, นารีรัตน เจริญวัฒนสกุล, ยุวเรศ เรืองพานิช, สุกัญญา รัตนทบั ทิมทอง, และเสกสม อาตมางกูร.
(2552). คณุ สมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ของกากมันสาปะหลงั . ใน:การประชุมวิชาการของ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรครั้งที่49 20 มีนาคม 2560 สาขาสัตว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรกรุงเทพ.
117 -124
สานกั งานเศรษฐกิจการเกษตร. (2562). ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรป 2562 และแนวโนมป 2563. กองนโยบายและ
แผนพฒั นาการ เกษตรสานักงานเศรษฐกจิ การเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ, กรุงเทพฯ.
อัจฉรา ลิ่มศักดา และ จรุงสิทธิ์ ล่ิมศิลา. (2537). ชนิดและพันธุมันสาปะหลังในเอกสารวิชาการมันสาปะหลัง.
ศูนยวจิ ัย พชื ไรระยอง สถาบันพชื ไร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ.กรุงเทพฯ.
อุทัย คนั โท และ สุกัญญา จัตตพุ รพงษ. (2547). การใชมันสาปะหลงั เปนอาหารสตั ว: ผลการใชและวิจัยในประเทศ
ไทย. ศูนยคนควาและพัฒนาวิชาการอาหารสัตวสถาบัน สุวรรณวาจกกสิกิจ. ภาควิชาสัตวบาล
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.
อทุ ัย คันโธ. (2559). อาหารสุกรและสัตวปกเชงิ ประยุกต. พิมพคร้งั ท่ี 1 โรงพมิ พยู เค ที พบั ลิชชง่ิ , บจก: ฉะเชงิ เทรา.
Damisa, M.A. and Bawa, G.S. ( 2007) An Appraisal of Weaner Pigs Fed Different Levels of
Cassava Peal Meal Diets Journal of Basic and Applied Sciences, 1(4): 403-406.
Diarra S S and A Devi (2015) Feeding value of some cassava by-products meal for poultry: A Review
Pakistan Journal of Nutrition 14: 735-741
116
Lallo C H O, V Mlambo, B Sainvil, G M Young and G Mado. ( 2016) . Effect on pig performance of
adiets with cassava root by-products as a replacement for corn grain Tropical Agriculture
(Trinidad) 93, 111-115
Nartey, F. ( 1973) . Biosynthesis of cyanogenic glucosides in cassava (Manihot spp), pp. 73 – 87. In
Chronic Cassava Toxicity. Proceeding of an Interdisciplinary Workshop, London, England,
29 – 30 January 1973. International Development Research Centre, IDRC. Ottawa, Canada.
Olufemi S O S Akinola, A O Fanimo, J A Agunbiade, A Susenbeth and E Schlecht. ( 2 01 3) Casaava
root peel as a replacement for maize in diets for growing pigs: effect on energy and nutrient
digestibility, performance and carcass characteristics Journal of Agriculture and
RuralDevelopments in the Tropics and Subtropics 114(2): 159-166
Onyimonyi, A. E. and Okeke, G. C. ( 2005) . Carcass, Organ and Pathological Characteristics of
Growerpigs Fed Cassava Peel Meal Journal of Agriculture, Food, Environment and
ExtensionVolume 4. Number 1
Thaitapiocastarch, (2010). การใชกากมัน เปนวัตถุดิ บในอาหารสัตว . คนเม่ือ 18 กุม ภาพันธ 2565.
http://thaitapiocastarch. com/customize-8C-85389-1.html.
Zendrato, D. P. Hasan, F. Hanafi, N. D. Henuk, Y. L. Daulay, A. H. ( 2020) The utilization of cassava
by- products into complete ration on performances and feed digestibility of weaning
male crossbred Landrace pigs IOP Conf. Series: Earth and Environmental Science 454
117
กำรใชโพรไบโอติกกลมุ แลคโตบำซลิ ลัสในโค
The use of lactobacillus probiotics in cattle
กญั ญำรตั น์ ไชยโย1*
Kanyarat Chaiyo1*
1สาขาสตั วศาสตร์ คณะเกษตรศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสรุ นิ ทร์
*Corresponding Author E-mail Address: [email protected]
บทคัดยอ
การเลี้ยงโคในปจจบุ นั มกี ารเลี้ยงเพิม่ มากขนึ้ แตปรมิ าณของโคก็ยังไมเพียงพอตอความตองการของผบู รโิ ภค ซง่ึ
ในกระบวนการเลีย้ งโคนน้ั มีการใชยาปฏิชวี นะเขามาชวย ซึง่ อาจมแี บคทีเรียทดี่ ้อื ตอยาปฏิชวี นะ สงผลทาใหมีความ
เสีย่ งหากมีการถายโอนยนี ตานยาไปยงั มนุษย จึงมกี ารนาโพรไบโอตกิ มาใชในดานการผลติ ปศุสตั ว โพรไบโอติกเปน
จลุ ินทรยี ทมี่ ชี ีวติ ซ่ึงเมอื่ สตั วไดรบั ในปรมิ าณที่เพียงพอจะมปี ระโยชนตอสขุ ภาพ ซึง่ พบวาการใช Lactobacillus ใน
โคเน้ือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเจริญเตบิ โตและความสามารถในการตานอนุมูลอิสระและภูมคิ ุมกัน เพิม่
ประสทิ ธิภาพการผลติ น้านม ลดการทองเสีย ดงั นน้ั เกษตรกรผูเลยี้ งโค ควรศึกษาการใชโพรไบโอตกิ อยางรอบคอบ
และสมเหตุสมผล เพอื่ ลดการใชยาปฏิชวี นะ
คำสำคญั : โพรไบโอตกิ แลคโตบาซลิ ลสั โค
118
บทนำ
การเลี้ยงโคในปจจุบนั เล้ยี งเพอื่ บริโภคเนือ้ นม และจาหนายเพือ่ สรางรายไดสรางอาชพี จากขอมูลของกรมปศุ
สัตวรายงานวาสถิติจานวนโคในประเทศไทยต้ังแตป พ.ศ. 2562-2564 มจี านวนโค 7.6 ลานตวั เกษตรกรผเู ล้ยี งโค
ประมาณ 1.1 ลานราย (ฉตั รชยั , 2564) ปจจุบันการตลาดของโคเนอื้ ไดขยายไปอยางมากแตปรมิ าณโคเนื้อก็ยังไม
เพียงพอตอความตองการของผบู ริโภค การเล้ียงโคในปจจุบนั มีการใชยาปฏชิ วี นะเพ่ือสงเสริมการเจริญเตบิ โตของ
สัตวและจัดการจุลินทรยี ในลาไสหากใชในระยะยาวสามารถนาไปสกู ารพัฒนาของแบคทีเรยี ทดี่ ือ้ ตอยาทใ่ี ชรักษาการ
ตดิ เช้อื ซ่งึ อาจมีความเส่ียงหากถกู ถายโอนยนี ไปยังมนษุ ย (Noohi et al., 2021) โพรไบโอติกเปน จลุ นิ ทรยี ที่มชี ีวิต
ซึ่งเม่ือรับในปริมาณท่ีเพียงพอจะมีประโยชนตอสุขภาพ การนาโพรไบโอติกมาใชในดานการผลิตปศสุ ัตวเปนทน่ี ยิ ม
อยางมากเพราะโพรไบโอติกสามารถสงเสริมการเจริญเติบโต และปรับปรุงความตานทานตอโรคซึ่งมีทั้งเช้ือ
แบคทเี รียและทีไ่ มใชเชอื้ แบคทีเรยี และมีชนดิ หลายสายพนั ธุและสายพันธุเดยี ว สามารถควบคุมความสมดุลของ
จุลินทรียในลาไส เม่ือจุลินทรียในทางเดินอาหารสมดุลสงผลใหสุขภาพสัตวดี เพิ่มประสิทธิในการผลิต ระบบ
ภมู คิ ุมกันในตวั สัตวเพมิ่ ขึ้นและเปนทางเลือกหน่ึงที่สามารถทดแทนการใชยาปฏิชีวนะ ดังนน้ั หากมกี ารศกึ ษาเร่อื ง
การใชโพรไบโอตกิ ประเภทของโพรไบโอติก ประโยชนของโพรไบโอติก กลไกการทางานของโพรไบโอติก เปน
ประโยชนแกเกษตรกรผเู ล้ียงโคได
โพรไบโอตกิ (Probiotic)
ควำมหมำยของโพรไบโอตกิ (Probiotic)
จุลินทรียที่มีชีวติ ในรูปแบบของวฒั นธรรมเด่ียวหรือผสมทใี่ ชกับมนษุ ยหรือสัตวซึง่ สงผลดีตอสขุ ภาพของ
โฮสตโดยการปรับปรงุ คุณสมบัติของจุลนิ ทรียในลาไส (Zendeboodi et al., 2020) เปนสิง่ มีชีวิตทสี่ ามารถใหผลดี
ตอเจาบาน เพิม่ การเจริญเตบิ โตหรอื ตานทานโรค ตองไมกอใหเกดิ โรคและปลอดสารพษิ จะตองสามารถอยรู อดและ
เผาผลาญในสภาพแวดลอมของลาไสโดยตานทาน มีความเปนกรดสูงของกระเพาะอาหาร กรดอินทรยี กรดน้าดีและ
เอนไซมทม่ี อี ยใู นลาไส (Hossain et al., 2017) โพรไบโอตกิ คอื จุลินทรียท่มี ชี วี ติ ซงึ่ มปี ระโยชนตอสขุ ภาพเมอ่ื บรโิ ภค
เขาไปในปริมาณท่ีเพยี งพอ (Silva et al., 2020)
ประเภทของโพรไบโอตกิ
โพรไบโอตกิ สามารถจาแนกประเภทจลุ ินทรียทีใ่ ชเปนโพรไบโอตกิ ไดดงั นี้
โพรไบโอตกิ ทเ่ี ปนเชอ้ื แบคทเี รียและโพรไบโอติกท่ไี มใชเช้อื แบคทเี รยี จลุ ินทรยี ทใี่ ชสวนใหญเปนแบคทเี รีย
ตัวอยาง โพรไบโอติกท่ีเปนแบคทีเรยี เชน กลุม Lactobacillus, Bifidobacterium และ Bacillus ซ่ึงแบคทเี รยี ท่ี
นิยมนามาใชเปนโพรไบโอตกิ ในอุตสาหกรรมการผลิตสตั วคือ แบคทเี รียกลุม Lactobacillus (Cherdthong et al.,
2021) โพรไบโอติกท่ีไมใชเช้ือแบคทีเรีย ประกอบดวยราบางชนิด เชน Aspergillus oryzae Candida
pintolopesii และยสี ต เชน Saccharomyces
โพรไบโอติกท่ีสรางสปอรและไมสรางสปอร โพรไบโอติกที่ไมสรางสปอร เชน Lactobacillus และ
Bifidobacterium โพรไบโอติกที่สรางสปอร เชน Bacillus subtilis (Genovese et al., 2021)
โพรไบโอติกชนิดหลายสายพันธุและสายพันธุเดียว โพรไบโอติกที่ประกอบดวยจุลินทรีย หลายสายพันธุ
เ ช น Enterococcus faecium, Lactobacillus reuteri, Lactobacillus salvarus แ ล ะ Pediococcus
acidilactici รวมกัน โพรไบโอติกท่ีประกอบดวยจุลินทรียสายพันธุเดียว เชน Saccharomyces servisir และ
Enterococcus faecium (มินตรา.มปป)
ประโยชนข์ องโพรไบโอตกิ
โพรไบโอตกิ สงผลตอประสิทธิภาพการทางานและสุขภาพของสตั ว ทาใหเกิดความสมดุลของจุลนิ ทรยี ทด่ี ีชวย
ในการควบคุมจลุ ินทรียกอโรคในลาไสสัตว เพม่ิ ประสิทธภิ าพการยอยและการดดู ซึมสารอาหาร ชวยเพิม่ ผลผลติ และ
ลดการใชยาปฏิชีวนะ (คกึ ฤทธ,์ิ 2561) โดยเปล่ยี นแปลงความสมดลุ ของจลุ ินทรยี ในลาไส ยับย้งั การเจริญเตบิ โตของ
119
แบคทีเรียท่ีทาใหเกิดโรค การสังเคราะหและเสริมสรางการดดู ซึมสารอาหาร สงเสริมการยอยอาหารท่ีดี ลด
คอเลสเตอรอล กระตุนภูมคิ มุ กัน บรรเทาอาการแพแลคโตส และเพิม่ ภมู ิตานทานตอการติดเช้ือ (Hossain et al.,
2017) ซ่ึงมีประโยชนตอสุขภาพของมนุษยโดยการยับยัง้ กลไกการแพ ปรับภูมิคุมกันและตานไวรัส กระตุนการ
ตอบสนองของภูมคิ ุมกัน และกระตนุ การปองกนั การตานจลุ ชีพและไวรสั (Gouda et al., 2021) โดยรักษาจลุ นิ ทรยี
ในลาไสใหเปนปกติ ปองกันความผดิ ปกติของระบบทางเดินอาหารของสัตว (Karamzadeh-dehaghani et al.,
2021)
กลไกกำรทำงำนของโพรไบโอติก
การทางานของจุลนิ ทรียโพรไบโอติกโดยการเพม่ิ จุลนิ ทรียท่มี ีประโยชนในระบบทางเดนิ อาหารของสง่ิ มชี ีวติ ทา
ใหเกดิ ความสมดุลของจานวนแบคทีเรยี ในลาไสและเกดิ ผลดตี อสขุ ภาพ (ศลิ าลาย, 2561) โดยกลไกที่โพรไบโอติกสา
มารถปองกันการติดเช้ือได ไดแก การเพมิ่ คณุ คาทางโภชนาการของอาหาร การเสริมสรางสขุ ภาพของลาไส และการ
ใหประโยชนตอสขุ ภาพ เชน การผลติ สารตานจุลชีพ การยับยงั้ การบุกรุกของเยือ่ บุผิวโดยเช้ือโรค การปรบั ระบบ
ภูมิคมุ กนั (Hossain et al., 2017) ซงึ่ กลไกทางชวี วทิ ยาหลกั ของการกระทาของโปรไบโอตกิ ไดแก การเพ่มิ อปุ สรรค
ของเย่อื บผุ วิ การยดึ เกาะทีเ่ พ่ิมขน้ึ กบั เยอ่ื บลุ าไสและการยับย้ังการยดึ เกาะของจลุ ินทรยี และการกีดกันของจุลนิ ทรยี
ท่ีทาใหเกิดโรคการผลิตสารตานจุลชีพและการปรับระบบภูมิคมุ กนั (Silva et al., 2020) ทง้ั นก้ี ลไกการออกฤทธข์ิ อง
โพรไบโอตกิ ขน้ึ อยูกบั สายพนั ธุแตละชนดิ ที่แตกตางกนั (Ashaolu, 2020)
กำรใชโพรไบโอตกิ กลุมแลคโตบำซลิ ลสั ในโค ผล อำงองิ
ตำรำงท่ี 1 การใชโพรไบโอติกกลุมแลคโตบาซิลลสั ในโค
ชนดิ ชนดิ ชนดิ สัตว์ ปรมิ ำณกำรใช
โพรไบโอติก แบคทเี รยี
ชนิดเดยี ว Lactobacillus โคเนื้อ 1 × 1010 CFU เพอ่ื เพิ่ม Jiang et al.
plantarum 299v ประสทิ ธภิ าพการ (2020)
เจรญิ เติบโต
ลดการทองเสีย
Lactobacillus โคเน้อื 105 CFU /kg ชวยปองกนั การ Cherdthong
casei TH14 สญู เสียคุณคาทาง et al.
อาหารของโปรตีน (2021)
และการยอยไดของ
อินทรยี วัตถเุ พ่ิมมาก
ขึน้
ชนิดเดยี ว Lactobacillus โคนม 109 CFU ชวยลดความเสีย่ ง Chida et al.
plantarum LP1 ของการแลกเปลี่ยน (2021)
ของพลังงานใน
รางกายเส่ือมสภาพ
และการทางานของ
ภมู ิคมุ กนั
120
ตำรำงที่ 1 การใชโพรไบโอติกกลุมแลคโตบาซลิ ลัสในโค (ตอ) ผล อำงองิ
ชนิด ชนิด ชนดิ สัตว์ ปริมำณกำรใช
โพรไบโอตกิ แบคทเี รีย
Lactobacillus โคนม 1 × 1010 CFU เพมิ่ ประสิทธภิ าพ Zhang et
rhamnosus GG การเจรญิ เตบิ โต al. (2019)
ลดผลกระทบตอตับ
หลายชนิด Lactobacillus casei โคนม 1.3 × 109 CFU เพิ่มประสทิ ธิภาพ Xu et al.
Zhang การผลิตนา้ นม (2017)
Lactobacillus
plantarum P-8
Lactobacillus โคนม 4.5 × ชวยลดการการ Genís et al.
rhamnosus CECT 1010 CFU/dose อกั เสบของเย่ือบุ (2018)
โพรงมดลูก
278 และชวยสราง
Pediococcus ภูมคิ มุ กันเพ่มิ มาก
acidilactici CECT ข้ึน
5915
Lactobacillus
reuteri DSM20016
Lactobacillus โคนม 1 × 109CFU ชวยใหสตั วสขุ ภาพ Maldonado
murinus CRL1695 ดแี ละมีนา้ หนัก et al.
(2018)
Lactobacillus เพิม่ ขึน้
mucosae CRL1695 โรคทองรวงและ
อัตราการเสยี ชีวติ
Lactobacillus
johnsonii CRL1693 ลดลง
Lactobacillus
salivarius CRL1702
จากตารางท่ี 1 พบวาการใชโพรไบโอติกเชื้อชนิดเดียวในโคเนื้อสวนใหญนิยมใชเช้ือในกลมุ Lactobacillus
plantarum 299v ในระดับความเขมขนเชือ้ 1 × 1010 CFU ตอลูกโค โดยปอนใหลูกโคทกุ วันโดยผสมกับนมในตอน
เชา สงผลตอประสิทธิภาพในการเจริญเตบิ โตท่ีเพ่ิมขึ้นและความสามารถในการตานอนุมูลอิสระและภมู ิคุมกัน
อุบตั ิการณทองรวงลดลง และองคประกอบของชุมชนแบคทีเรียในอุจจาระทหี่ ลากหลาย สอดคลองกับงานวิจยั ของ
Jiang et al. (2020) ตางจากงานวิจัยของ Cherdthong et al. (2021) ท่ีพบเ ชื้อในกลุม Lactobacillus
casei TH14 ใชในระดบั ความเขมขนเชื้อ 105 CFU/kg กอนเริ่มการทดลอง สตั วตางๆ จะถกู เลี้ยงในกรงเดย่ี วเปน
เวลา 7 วนั และใหอาหารโคเน้ือแบบปกติพรอมทั้งปรับตัวใหเขากับสถานท่ีทดลอง อาหารเขมขนถกู ปอนที่ 10
กรัม/กก. ของ BW ในขณะที่ฟางขาวท่ีเคลือบแลวจะถูกปอนโดยอิสระ สัตวไดรับอาหารในสองสวนเทา ๆ กันเวลา
7.00 และ 16.00 นาฬิกา ทกุ วนั หลอดขาวเคลือบโดย L. casei TH14 ทีม่ ีกากน้าตาล หรือ L. casei TH14 ทม่ี ี
121
กากน้าตาลและเซลลูเลสใหผลลัพธท่ดี กี วาโดยการปองกนั CP ระหวางการหมัก ในขณะท่ีมีการยอยไดเพ่มิ ข้ึนของ
DM อินทรียวัตถุ แบคทเี รียในกระเพาะรเู มน และกรดโพรพิโอนกิ
พบเชื้อในกลมุ Lactobacillus plantarum LP1 ในโคนม ใชในระดับความเขมขนเช้ือ109 CFU ซงึ่ สอดคลอง
กับงานวิจัยของ Chida et al. (2021) ตางจากงานวิจัยของ Zhang et al. (2019) พบเช้อื ในกลุม Lactobacillus
rhamnosus GG ใชในระดับความเขมขนเช้ือ LGG 1 × 1010 CFU และ AFB 1 4.80 มิลลิกรัม. (AFB 1บวก
LGG) นองไดรบั สารแขวนลอย LGG ในนา้ เกลือบฟั เฟอรฟอสเฟต 50 มลิ ลลิ ิตร ทกุ วนั โดยการบรหิ ารชองปากเปนเวลา
14 วัน LGG ลดการดูดซึมของ AFB 1ในทางเดินอาหารโดยการเพ่ิมการขับถายผานทางอจุ จาระ ซ่ึงชวยบรรเทา
ผลกระทบตอตบั ของ AFB 1
สวนการใชโพรไบโอตกิ เชื้อหลายชนิดในโคนม พบเช้อื กลุม Lactobacillus casei Zhang และ Lactobacillus
plantarum P-8 ใชในระดับความเขมขนเช้ือ1.3 × 109 CFU ใหอาหารเสรมิ โปรไบโอตกิ แกกลุมการรักษา 60 วนั
หลังการคลอดอยางตอเนื่องเปนเวลา 30 วัน กลุมควบคุมไดรับอาหารพ้ืนฐานโดยไมมีอาหารเสรมิ โปรไบโอติกต
ลอด สตั วทบ่ี าบัดแตละตวั ไดรบั โปรไบโอติก 50 กรมั /วนั ประกอบดวยอาหารเสริมโปรไบโอติก 1.3 × 10 9CFU ผสม
กับอาหารพื้นฐาน ชวยปรบั ปรุงคณุ ภาพและปรมิ าณการผลติ นา้ นมโค ซึง่ สอดคลองกบั งานวจิ ยั ของ Xu et al. (2017)
และยังพบเช้ือในกลุม Lactobacillus rhamnosus CECT 278 และ Pediococcus acidilactici CECT5915 และ
Lactobacillus reuteri DSM 20016 ใชในระดับความเขมขนเชื้อ 4.5 × 1010 CFU/dose ฉดี เขาไปในชองคลอดดวย
เข็มฉีดยาขนาด 5 มิลลิลิตร ทางชองคลอดที่ใชในที่น้ีไมสามารถไปถึงเยื่อบุโพรงมดลูกและควบคุมภูมคิ ุมกันโดย
กาเนิดที่ระดับมดลูกเมื่อทาเขาไปในชองคลอด สามารถปรับสภาพแวดลอมท่ีทาใหเกิดโรคในชองคลอดได ซ่ึง
สอดคลองกับงานวิจัยของ Genís et al. (2018) ตางจากงานวิจยั ของ Maldonado et al. (2018) พบเช้ือในกลมุ
Lactobacillus murinus CRL1695 แล ะ Lactobacillus mucosae CRL1695 แล ะ Lactobacillus johnsonii
CRL1693 และ Lactobacillus salivarius CRL1702 การทดลองแบบสุมมกี ลมุ ควบคุมโดยสัตวที่เกดิ ใหม 56 ตวั ถกู
แบงออกเปนสองกลมุ : กลุมทไี่ ดรับการบาบัด (T) ไดรับนมหมักเปนเวลา 60 วันและกลุมควบคุม (C) เฉพาะนม
เทาน้ัน สัตวเหลาน้ีไดรับอาหารทีเ่ ปนของแขง็ โดยไมจากัดจานวนกลุมทีไ่ ดรับการรักษาไดรบั นมหมักโพรไบโอติก
ขนาด 1 × 109CFU ตอวนั ทาใหโคมสี ุขภาพดีและมนี า้ หนกั เพิม่ ขึ้น โรคทองรวงและอตั ราการเสยี ชีวติ ลดลง
สรุป
การใชโพรไบโอติกในโคนิยมใชในรปู แบบของโพรไบโอตกิ สายพันธชุ นิดเดียวและโพรไบโอติกชนิดหลายสายพนั ธุ
โดยใช Lactobacillus เปนหลัก สงผลตอประสิทธภิ าพการเจริญเติบโต เพิ่มประสิทธภิ าพการผลิตน้านม ลดการ
ทองเสีย
122
เอกสำรอำงองิ
ฉัตรชัย นวลปลอด. 2564. ขอมลู สถิตจิ านวนโคเนอ้ื ในประเทศไทย. กรมปศสุ ัตว. แหลงท่ีมา:https://dld.go.th/th/
วันท่สี ืบคน 25 กมุ ภาพนั ธ 2565
มินตรา ลักขณา และ ภัทรพล เปยมสมบูรณ. มปป. แบคทีเรียที่นิยมใชเปนโปรไบโอติก. แหลงท่ีมา:
http://www.pcf-farm.com/ วันทสี่ บื คน 25 มกราคม 2565
คึกฤทธ์ิ ศิลาลาย. 2561.โพรไบโอติกท่ีใชประโยชนในปศุสัตว. วารสารเกษตรพระจอมเกลา. แหลงที่มา:
https://www.tcithaijo.org/วนั ทส่ี บื คน 24 มกราคม 2565
Ashaolu, T. J. 2020. Immune boosting functional foods and their mechanisms: A critical evaluation
of probiotics and prebiotics. Biomedicine and Pharmacotherapy, 130, 110625.
https://doi.org/10.1016/j.biopha.2020.110625
Cherdthong, A., Suntara, C., Khota, W., & Wanapat, M. 2021. Feed utilization and rumen
fermentation characteristics of Thai-indigenous beef cattle fed ensiled rice straw with
Lactobacillus casei TH14, molasses, and cellulase enzymes. Livestock Science, 245(1),
104405. https://doi.org/10.1016/j.livsci.2021.104405
Chida, S., Sakamoto, M., Takino, T., Kawamoto, S., & Hagiwara, K. 2021. Changes in immune system
and intestinal bacteria of cows during the transition period. Veterinary and Animal Science,
14(12), 100222. https://doi.org/10.1016/j.vas.2021.100222
Genís, S., Cerri, R. L. A., Bach, À., Silper, B. F., Baylão, M., Denis-Robichaud, J., & Arís, A. 2018. Pre-
calving intravaginal administration of lactic acid bacteria reduces metritis prevalence and
regulates blood neutrophil gene expression after calving in dairy cattle. Frontiers in
Veterinary Science, 5(6), 1–10. https://doi.org/10.3389/fvets.2018.00135
Genovese, M., Poulain, E., Doppler, F., Toussaint, R., & Boyer, M. 2021. Bacillus spore enumeration
using flow cytometry: A proof of concept for probiotic application. Journal of
Microbiological Methods, 190, 0–3. https://doi.org/10.1016/j.mimet.2021.106336
Gouda, A. S., Adbelruhman, F. G., Sabbah Alenezi, H., & Mégarbane, B. 2021. Theoretical benefits of
yogurt-derived bioactive peptides and probiotics in COVID-19 patients – A narrative review
and hypotheses. Saudi Journal of Biological Sciences, 28(10), 5897–5905.
https://doi.org/10.1016/j.sjbs.2021.06.046
Hossain, M. I., Sadekuzzaman, M., & Ha, S. Do. 2017. Probiotics as potential alternative biocontrol
agents in the agriculture and food industries: A review. Food Research International, 100(5),
63–73. https://doi.org/10.1016/j.foodres.2017.07.077
Jiang, X., Xu, H. J., Cui, Z. Q., & Zhang, Y. G. 2020. Effects of supplementation with Lactobacillus
plantarum 299v on the performance, blood metabolites, rumen fermentation and
bacterial communities of preweaning calves. Livestock Science, 239(5).
https://doi.org/10.1016/j.livsci.2020.104120
Karamzadeh-dehaghani, A., Towhidi, A., Zhandi, M., Mojgani, N., & Fouladi-nashta, A. 2021. Animal
The international journal of animal biosciences Combined effect of probiotics and speci fi
123
c immunoglobulin Y directed against Escherichia coli on growth performance , diarrhea
incidence , and immune system in calves. Animal, 15(2), 100124. https://doi.org/10.1016/
j.animal.2020.100124
Maldonado, N. C., Chiaraviglio, J., Bru, E., De Chazal, L., Santos, V., & Nader-Macías, M. E. F. 2018.
Effect of milk fermented with lactic acid bacteria on diarrheal incidence, growth
performance and microbiological and blood profiles of newborn dairy calves. Probiotics
and Antimicrobial Proteins, 10(4), 668–676. https://doi.org/10.1007/s12602-017-9308-4
Noohi, N., Papizadeh, M., Rohani, M., Talebi, M., & Pourshafie, M. R. 2021. Screening for probiotic
characters in lactobacilli isolated from chickens revealed the intra-species diversity of
Lactobacillus brevis. Animal Nutrition, 7(1), 119–126. https://doi.org/10.1016/j.aninu.
2020.07.005
Silva, D. R., Sardi, J. de C. O., Pitangui, N. de S., Roque, S. M., Silva, A. C. B. da, & Rosalen, P. L. 2020.
Probiotics as an alternative antimicrobial therapy: Current reality and future directions.
Journal of Functional Foods, 73(7), 104080. https://doi.org/10.1016/j.jff.2020.104080
Xu, H., Huang, W., Hou, Q., Kwok, L. yu, Sun, Z., Ma, H., Zhao, F., Lee, Y. K., & Zhang, H. 2017. The
effects of probiotics administration on the milk production, milk components and fecal
bacteria microbiota of dairy cows. Science Bulletin, 62(11), 767–774. https://doi.org/
10.1016/j.scib.2017.04.019
Zendeboodi, F., Khorshidian, N., Mortazavian, A. M., & da Cruz, A. G. 2020. Probiotic:
conceptualization from a new approach. Current Opinion in Food Science, 32(8), 103–123.
https://doi.org/10.1016/j.cofs.2020.03.009
Zhang, L. Y., Liu, S., Zhao, X. J., Wang, N., Jiang, X., Xin, H. S., & Zhang, Y. G. 2019. Lactobacillus
rhamnosus GG modulates gastrointestinal absorption, excretion patterns, and toxicity in
Holstein calves fed a single dose of aflatoxin B 1. Journal of Dairy Science, 102(2), 1330–
1340. https://doi.org/10.3168/jds.2018-15444
124
อทิ ธผิ ลของระยะเวลำกำรเลีย้ งขนุ ตอกำรเจรญิ เติบโต คณุ ภำพซำกและคณุ ภำพเน้ือ
ของโคขุน
Factor affecting time on ted of fattening beef cattle on growth
performance, carcass charisteristic and beef quality
ธัญญำลกั ษณ์ เชยรมั ย์1*
Thanyalak Cheyram1*
1สำขำสตั วศำสตร์ คณะเกษตรศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลยั เทคโนโลยีรำชมงคลอสี ำน วทิ ยำเขตสุรินทร์
*Corresponding Author E-mail Address: [email protected]
บทคัดยอ
การรวบรวมเอกสารงานวิจัยในคร้ังนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศกึ ษาผลของระยะเวลาการขุนตอการเจริญเติบโต
ลักษณะซากและคณุ ภาพของโคขุน เน่อื งจาการขุนโคใหไดคุณภาพตองคานึกถงึ ในเรือ่ งของสายพนั ธุ เพศ อายุ ที่จะ
ทามาขุน และตนทนุ ในการขุนทั้งในเรอ่ื งอาหาร เพ่อื ใหไดผลกาไรและคาตอบแทนมากท่ีสุด ผลการศกึ ษาพบวา โคที่
มีระยะเวาลาการขุนและน้าหนักเม่ือเร่ิมขนุ แตกตางกัน สงผลใหน้าหนักส้ินสุดสูงข้ึน ขณะท่ีโคขุนเมื่อเร่ิมตนมี
นา้ หนกั แตกตางกัน โคท่มี ีนา้ หนกั ตวั มาก จะมนี า้ หนักส้ินสุด และอตั ราการเจริญเติบโตเฉลี่ยทสี่ งู กวา ในดานขอ ง
ลักษณะซาก การขนุ ในระยะเวาลาแตกตางกันพบวา น้าหนกั ซาก เปอรเซ็นตซาก และพืน้ ทหี่ นาตัด มคี วามแตกตาง
กันของจานวนวนั ท่ขี นุ เม่ือเพม่ิ จานวนวันในการขุนจะสงผลใหความหนาของไขมนั และไขมันแทรกในกลามเนอ้ื สูงขึน้
และเม่ือพิจารณาถงึ ดานคุณภาพเนอ้ื ระยะเวลาในการขุนแตกตางกนั พบวาการสูญเสียน้าในการแชเย็น (Drip Loss)
การสูญเสียการทาอาหาร (Cooking Loss) การสูญเสยี น้าในการละลาย (Thawing Loss) และแรงเฉอื น (Shear
force) มคี วามแตกตางกนั ความสาคญั ขององคประกอบทางเคมีของเน้อื โคขนุ ระยะเวลาในการขุนท่แี ตกตาง สงผล
ตอประสทิ ธภิ าพดานโปรตนี หยาบ ไขมนั หยาบ เถา และความชน้ื
คำสำคัญ: โคขุน, คณุ ภาพซาก, คุณภาพเน้อื
125
บทนำ
ปจจุบนั ประเทษไทยมีความนิยมในการบริโภคเนอ้ื มีแนวโนมที่สงู ขึ้นท้ังดานปริมาณและคุณภาพ จากจานวน
ประชากรท่ีเพ่ิมข้ึน และจานวนโคท่ีมีแนวโนมลงลดลงสงผลทาใหการผลติ เนื้อโคภายในประเทศมไี มเพียงพอตอ
ความตองการ โดยเฉพาะเน้ือโคคุณภาพท่มี คี วามตองการสูงอยางตอเนื่อง (สมติ , 2563) และปจจุบันยังพบวามีการ
เปลี่ยนแปลงดานวฒั นธรรมการบริโภค ท้ังตามแบบตะวันตกคอื รับประทานสเต๊กและแบบเอเชียไดแกญ่ีปนุ และ
เกาหลีคอื สุก้ียากี้ ชาบู ซึง่ ตองการใชเนอื้ โคคณุ ภาพท่มี ไี ขมนั แทรกสงู ทาใหความตองการสาหรับการบริโภคเนื้อโค
ประเภทน้ีมอี ัตราสูงขึ้น เปนเหตุใหเกิดการขยายตัวอยางมากของการผลติ โคขนุ คุณภาพสงู ภายในประเทศ (ญาณนิ
และคณะ, 2550)
การเล้ียงโคขุน หมายถึง การเล้ียงโคใหเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว โดยใหไดรับอาหารท่ีคอนขางดีอยางเต็มท่ี
ในชวงระยะเวลาหนงึ่ คอื นอกจากจะใหโคกินอาหารหยาบแลวยงั มีการใหอาหารขนดวย ทาใหโคเจริญเตบิ โตอยาง
รวดเรว็ โคจะถึงกาหนดเขาโรงฆาสตั วในขณะทอ่ี ายุยังนอยทาใหไดเนอ้ื ทม่ี คี ุณภาพดี และขายไดราคาดกี วาโคทีเล้ียง
โดยใหอาหารหยาบเพยี งอยางเดียว (ปรารถนา, 2550) และในสวนของซากและคุณภาพเน้ือกย็ ังมคี วามสาคัญตอผู
บริโภคโดยเฉพาะ อยางยงิ่ ท้ังในเร่อื งของความนุมและลกั ษณะเนอื้ สมั ผัส ซึ่งจะพจิ ารณาจากประสาทสัมผสั ไดแกการ
ชมิ การดมและการดู ประกอบกับการคานึงถึงคุณคาทางการบรโิ ภคซง่ึ มปี จจัยทีเกยี่ วของไดแก ความแตกตางของ
ปรมิ าณไขมนั แทรกในกลามเน้อื ปรมิ าณและชนดิ ของเนอ้ื เย่อื เก่ยี วพัน ปริมาณและชนดิ ของเอนไซมภายในเนือ้ ชนิด
ของเสนใยกลามเนอ้ื ชนดิ ของกลามเนือ้ เปนตน โดยปจจัยเหลานี้เกย่ี วของโดยตรงกบั พันธุสัตว อายุ เพศ อาหาร
และการจดั การเปนประการสาคัญ (จฑุ ารตั น, 2539)
การรวบรวมเอกสารงานวิจัยครัง้ นม้ี ุงศึกษาระยะเวลาของการเล้ียงขุน คณุ ภาพซากและคณุ ภาพเน้อื ของโค เพ่ือ
เปนแนวทางในการสงเสรมิ และพฒั นาการผลิตเนือ้ โคคุณภาพสงู ซึง่ นาไปสูการเพมิ่ รายไดในการประกอบอาชีพท้ังเป
นอาชีพหลักและอาชพี เสรมิ ได
โคขุนคุณภำพหมำยถงึ อะไร
Lunn., (nd) กลาววาในประเทศแคนนาดา แบงเกรดเนอ้ื ออกเปน (Prime, AAA, AA, A) ซึ่ง Prime เปนเนือ้ ที่
เกรดสงู ท่สี ดุ เน่อื งจากมลี ายหนิ ออนมากท่ีสุด และในสหรฐั อเมรกิ า แบงเกรดเนือ้ ออกเปน 1-5 (โดย 1 เปนคาสงู สุด
และ 5 เปนซากที่ใหผลผลิตตา่ ท่สี ุด) โดยคานวณจากปริมาณไขมันภายนอก เปอรเซ็นตของไขมันในไตบริเวณอุงเชิง
กรานและหัวใจ ขนาดรบิ อาย และน้าหนักซาก ไขมันภายนอกเปนตัวท่ีกาหนดระดับผลผลติ เม่ือถึงเวลาขายโคจะ
คดิ ตามเกรดคณุ ภาพและผลผลิต ซากทม่ี ี ลายหนิ ออนมากกวาและใหผลผลติ สงู เมอ่ื ขายจะไดราคาทส่ี งู ซากทใี่ ห
ผลผลิตตา่ หรือมีลายหินออนต่าเมื่อขายจะไดราคาต่าลง การเลย้ี งโคเพือ่ ใหไดรบั ผลผลติ ทีส่ งู ยังตองคานึงถงึ ไขมนั ใน
กลามเน้ือ (Marbling) ซ่ึงเปนไขมันภายในกลามเน้ือทีแ่ ทจริง ของสัตวซึ่งเกิดการสะสมที่ชากวาและมีการ
พฒั นาอยางตอเนื่องตั้งแตอยใู นครรภและตลอดชีวิตของสัตว ตางจากไขมันใตผิวหนังซึ่งเปนไขมนั ภายนอก ท่มี กี าร
สะสมอยางรวดเรว็ ในระยะเวลาสน้ั แตเปนเพยี งไขมนั ใตช้นั ผิวหลังท่ีไมไดอยใู นกลามเนือ้ ทาใหระยะเวลาในการขนุ มี
การน้าหนักซากทสี่ ูงแตไมไดไขมนั แทรกเนือ้ ทม่ี ีคุณภาพ เกรดคุณภาพของเนือ้ วัวน้นั สมั พันธโดยตรง กบั ความพงึ
พอใจของผูบรโิ ภคท่ีมตี อเน้ือสัตวทต่ี องการลายหินออนมากกวา
126
ท่ีมำ: Armstong., (2018)
คุณภำพซำกของโคพจิ ำรณำอยำงไร
Lunn., (nd) กลาววาในประเทศแคนนาดา การคัดเกรดซากสัตวมจี ดุ มงุ หมายเพือ่ จาแนกเน้ือสัตวออกเปนกลมุ
เดียวกันในดานของคณุ ภาพเน้อื ลักษณะซาก โดยมตี ัวกาหนด ไดแก Maturity, Muscling, Fat (colour, texture
and cover), Meat (colour, texture and marbling) ซึ่งคะแนนลายหินออนห รือไขมันแทรกเน้ือนั้นเปน
องคประกอบสาคญั ในการกาหนดเกรดคุณภาพ และยังสงผลใหซากสงู ข้ึน Marbling (ไขมันในกลามเนอ้ื ) เปนไขมนั
ภายในกลามเนื้อทแ่ี ทจริงของสตั วและจะสะสมชากวาไขมนั ใตผิวหนงั และมีการพฒั นาต้ังแตลกู โคอายุยงั นอย การ
ใหอาหารที่มีพลงั งานสูงแกลูกโคจะชวยเพิ่มปรมิ าณลายหินออนMyers et al., (1999) พบวาการหยานมลูกโคกอน
กาหนดมีคะแนนลายหินออนมากกวาลูกโคที่หยานมปกติแบบใหอาหารขนและหยานมปกติไมใหอาหารขน
เชนเดียวกับ Lunn., (nd) พบวาการหยานมลูกโคที่อายุ 5 - 6 เดือน ไดรับอาหารขนอยางเตม็ ท่มี ีคะแนนลายหนิ
ออนท่สี ูงกวาลูกโคทห่ี ยานมอายุ 7 - 8 เดือน ทเ่ี ลย้ี งแบบไมใหอาหารขน ซง่ึ สอดคลองกบั ผลรายงานของ Cross
et al., (1984) ท่ีรายงานวาน้าหนักซากอุน ความหนาไขมันหุมซาก ขนาดพ้ืนที่หนาตัดเนื้อสนั นอก เปอรเซ็นต
ไขมัน หุมไต เกรดผลผลติ และเกรดคณุ ภาพเพิ่มข้ึนตามอายุที่เขาฆา เชนเดยี วกบั งานวิจัยของ (Dikeman et al.,
1986) ทีศ่ กึ ษาอิทธิพลของอายตุ อลกั ษณะซากพบวาระดบั ไขมันแทรกและความหนาไขมันหุมซากจะเพมิ่ ขึ้นตาม
อายุอยางมนี ยั สาคัญทางสถิติ (p<0.05) แตบางรายงานพบวาอายเุ มื่อสงฆาไมมีผลตอความหนาไขมันสันหลัง
(ญาณิน และคณะ, 2550) ทั้งน้ีอาจมีสาเหตุจากความแตกตางระหวางข้ันตอนการลอกหนังของกระบวนการ
ชาแหละ อยางไรก็ตามจากการรวบรวมเอกสารพบวาแนวโนม ความหนาไขมนั สนั หลงั เพ่ิมสงู ข้ึนเมื่ออายุเมอื่ สงฆา
เพิ่มขน้ึ
พฒั นำกำรของไขมนั แทรกเนอ้ื
การเตบิ โตของกลามเน้ือและเซลลไขมันมักเกิดขั้นเมอื่ มวลเพม่ิ ขึ้น เน่อื งจากท้งั Hyperplasia (การเพิม่ จานวน
เซลล) และการเจริญเติบโตที่มากไป (การเพ่ิมขนาดเซลล) (Hood et al., 1973; Owens et al., 1993) แตใน
รายงานของ Du et al., (2013) กลาววาการพัฒนาของกลามเนือ้ และเซลลไขมันมักข้นึ อยกู ับการสรางกลามเน้อื
และในงานของ Albrechtted et al.,(2006) รายงานวา Hyperplasia ของ Preadipocyte มีบทบาทสาคัญในการ
สรางลายหินออนในระหวางการเจริญเติบโตหลังคลอดของไขมันในกลามเนื้อ การเกิด Adipogenesis ในโคเน้ือ
เกิดข้ึนครง้ั แรกใน Adipocytes หนาทอง (Visceral) จากขอมลู ของ Du et al., (2013) สาหรับระยะ Adipocytes
127
ใตผวิ หนงั และกลามเน้ือ และเม่ืออายุประมาณ 250 วัน สาหรับไขมันในกลามเน้อื ดังน้ันในชวงระยะปลายของโค
เนื้อ Adipocytes ลายหินออนอาจเตบิ โตอยางตอเน้ืองแมวาการพัฒนาของไขมันหนาทอง กลามเน้ือและใตผิวหนัง
อาจชาหรือหยุดการเจรญิ เติบโต Esteve et al., (2014) รายงานวาการสะสมไขมนั ในกลามเน้อื โดยการเพ่ิมจานวน
เซลล (hyperplasia) และขนาดของเซลล (การเจริญเติบโตมากเกินไป) โดยปกติการเพ่ิมจานวนเซลลไขมันจะ
เกิดข้ึนในระยะแรกของการเจริญเติบโตของสัตวโดยการกาหนดและการแพรกระจายของ pre-adipocyte ไปเปน
adipocytes โดยปกตขิ นาดของเซลลไขมันจะเพิ่มขึน้ เพอื่ ตอบสนองตอการสะสมของไตรเอซลิ กลีเซอรอล (TG) ใน
ระยะหลงั ของการเจริญเติบโตของสตั วกลาวโดยสรปุ ไดวาในการสรางเซลลไขมนั ของลกู โคจะมีการสรางอยแู ลว แต
ในการสรางไขมนั แทรกเนื้อจะมีการสรางต้งั แตลูกโคแรกเกิดและคอยๆสรางจนไปถงึ ลูกโคโต
ทีม่ ำ: Park et al., (2018)
ปจจยั ที่สงผลตอคุณภำพซำก
Park et al., (2018) ไดศกึ ษาปจจัยทางพันธุกรรม การจัดการ และโภชนาการท่ีสงตอไขมนั สะสมในโคเนอื้
รายงานวาโค สายพนั ธุวากิวมีอัตราการเจริญเติบโตดกี วาโคสายพันธเุ กาหลี, โคสายพนั ธแุ องกัส, โคสายพนั ธุเฮยี
ฟอรด และโคสายพนั ธุ บราหมัน โดยพบวาโคสายพนั ธุวากวิ เพศเมียมีอัตราการเจรญิ เตบิ โตดีกวาเพศผู และ
สงผลตอน้าหนกั ส้นิ สดุ และน้าหนักซากท่มี ากกวาเพศผู แตในโคสายพนั ธเุ กาหลีและโคสายพนั ธบุ ราหมันพบวาเพศผู
และเพศเมียมีอตั ราการเจริญเตบิ โตและนา้ หนักซากทไี่ มแตกตางกัน และไดทาการศกึ ษาลกู โคในอายหุ ยานมท่ี 213
วัน และ 231 วนั ไมมผี ลตอประสทิ ธภิ าพการเจรญิ เตบิ โตและพบวาโคทีห่ ยานมกอนกาหนด 123 วนั มีนา้ หนกั ถึง
145 กก. กับลูกโคทหี่ ยานมปกติ 259 วัน มีนา้ หนัก 273 กก. และยงั พบวาโคสายพันธวุ ากจิ เพศเมีย มีระยะเวลาใน
การขนุ และอายฆุ าท่ีเร็วกวา (22 เดือน) นา้ หนกั ซาก 444±11.9 กก. เม่ือเทยี บกับโค สายพันธบุ ราหมันเพศผูพอ
พนั ธแุ ละเพศเมยี แมพนั ธทุ ีม่ อี ายฆุ า 24-30 เดือน น้าหนักอยทู ี่ 148 กก. อาจเนื่องดวยอายทุ ใ่ี ชขนุ ทม่ี อี ายมุ ากกวาจึง
ทาใหอัตราการเจริญเติบโตทช่ี ากวาการนาโครุนมาขุน และวิธีการเลี้ยงที่แตกตางกันเชน การใหอาหารขนทม่ี ี
พลังงานสงู ในงานของ Lunn., (nd) รายงานวาการเพม่ิ ระดับของโปรตีนในอาหารขนอาจสงผลตอคะแนนลายหนิ
ออน การเล้ยี งแบบปลอยแปลงแทะเลม็ กย็ งั สงผลตอการใหนา้ หนักซากท่ีแตกตางกนั เชนเดียวกนั
128
เปำหมำยผลกำรศึกษำขอมูลท่ีทำกำรศกึ ษำ
เพื่อศกึ ษาระยะเวลาในการเลย้ี งที่แตกตางกนั ในแตละสายพนั ธุ สายพนั ธทุ ใี่ หนา้ หนักซากดีกวาในระยะเวลาการ
ขุนทแี่ ตกตางกัน และคุณภาพเน้อื ของโคแตละสายพนั ธนุ ั้นมีความแตกตางกนั ของไขมนั แทรกในกลามเน้ือ เพ่ือทาให
สามารถคัดเลือกสายพันธุในการเขาขนุ และยนระยะเวลาในการขนุ ยังรวมไปถงึ การจัดการดานอาหารทปี่ รมิ าณ
โปรตีนที่ใหเพียงพอตอความตองการการเจริญเติบโตตอวนั หรือการเล้ียงแบบปลอยแปลงแทะเลม็ ดีกวาการให
อาหารเพียงอยางเดยี ว
ความสาคญั ของระยะเวลาในการขุน และอายเุ มือ่ เร่ิมขุน สงผลตอประสิทธภิ าพการเจริญเตบิ โตของโคเน้อื อยาง
มาก เชน ในโคลกู ผสมชารโรเลส ทม่ี ีระยะการขุนและน้าหนักเร่ิมขนุ แตกตางกนั พบวา เมื่อน้าหนกั เรม่ิ ขุนสงู จะทา
ใหน้าหนักสิ้นสดุ การขนุ สูงขึ้น (p<0.05) และเมอื่ จานวนวันขุนเพม่ิ ขนึ้ น้าหนกั สดุ ทายก็สูงข้นึ ดวย (ณรกมล และคณะ
, 2559) เชนเดยี วกับ (Koevering et al., 1995) ที่ทาการขนุ โคพื้นเมืองในเกาะองั กฤษการทเ่ี พม่ิ จานวนวนั ขนุ ทาให
นา้ หนักสุดทายสูงข้ึนดวย (p< 0.05) อยางไรก็ตามท้ังสองงานวจิ ัยไมพบความแตกตางของอัตราการเจรญิ เติบโต
เฉล่ียตอวนั (p>0.05) ขดั แยงกบั อนภุ าพ และคณะ (2559) ที่ใชโคขนุ เม่ือเร่มิ ตนมีนา้ หนกั แตกตางกนั โคทม่ี ีนา้ หนกั
ตัวมาก จะมนี า้ หนกั สิ้นสุด และอตั ราการเจรญิ เติบโตเฉลี่ยทสี่ งู กวา (p<0.05) อยางไรกต็ ามรูปแบบของการขนุ
เชน การขนุ ดวยอาหารขน เมือ่ เปรยี บเทยี บกับการปลอยแปลงแทะเล็ม การขุนดวยอาหารขน โคจะส้ินสดุ การขนุ ได
เร็วกวา การปลอยแปลงแทะเล็ม (p<0.05) (ตารางท่ี 1)
129
ตำรำงที่ 1 ระยะเวลาในการขนุ โคเนื้อสายพันธุโคพ้ืนเมือง, โคลกู ผสมชารโรเลส, British × Continenta, Holstein
Friesianc และ Angus × Nellore โดยมีระยะเวลาในการขุน, น้าหนักเร่ิมตน, น้าหนักส้ินสุด และ ADG (การ
เจรญิ เตบิ โตตอวนั )
อำงองิ สำยพนั ธ์ุ ระยะเวลำใน นำ้ หนัก นำ้ หนกั สนิ้ สดุ ADG
กำรขุน (วัน) เริม่ ตน (kg) (kg) (Kg)
260 119.2 265.8 0.56
อนภุ าพ และ โคพืน้ เมือง 193 151.8 259.28 0.56
คณะ (2549) 92 201.8 271 0.76
ณรกมล และ โคลกู ผสมชารโล 260 476.50b 634.00a 0.61
280 492.00c 644.25ab 0.54
คณะ (2559) เลส 307 566.75a 690.75b 0.40
Koevering British × 105 329 472d 1.37
et al. (1995) Continenta 119 330 499c 1.44
133 330 518b 1.44
Ozdemir et al. Holstein 147 329 529a 1.37
(2020) Friesian 2581 200.0c 481.0b
2582 302.1b 561.5a 1.09
Gomez et al. Angus × 2583 353.8a 600.0a 1.01
(2022) Nellore 1164 0.95
2285 349 534 1.51a
2626 331 526 0.94b
2927 335 535 0.76c
329 515 0.62d
หมำยเหตุ a bและ c ทีก่ ากับอยใู นแตละคอลัมน แสดงความแตกตางอยางมีนัยสาคัญทางสถติ ิ (p<0.05)
1. อายเุ รม่ิ ตน 8 - 10 เดือน 5. ขุนดวยอาหารปรมิ าณตา่
2. อายุเร่มิ ตน 12 - 14 เดอื น 6. ปลอยแทะเล็มปริมาณสงู
3. อายเุ ร่มิ ตน 15 - 17 เดอื น 7. ปลอยแทะเลม็ ปริมาณต่า
4. ขุนดวยอาหารปรมิ าณสงู
ในดานของน้าหนกั ตอลกั ษณะซาก อนุภาพ และคณะ (2559) พบความแตกตางของน้าหนกั ซาก เม่ือขนุ โคใน
ระยะเวลาที่แตกตางกัน เชนเดียวกับงานของ Koevering et al., (1995) และ Ozdemir et al., (2020) แต
เปอรเซ็นตซาก มีความขัดแยงกับงานของ Koevering et al., (1995), Ozdemir et al., (2020) และ Morales
Gomez et al., (2022) ทไ่ี มพบความแตกตางของเปอรเซน็ ตซาก เมอื่ ขนุ โคในระยะเวลาทีแ่ ตกตางกนั พน้ื ท่หี นาตดั
เนื้อสัน Ozdemir et al., (2020) พบวามีความแตกตางกัน เม่ือขนุ โคที่จานวนวันเทากันแตอายใุ นการขนุ แตกตาง
กัน ซึ่งการขุนโคในระยะเวลาที่แตกตางกันไมพบวามแตกตางของพ้ืนทหี่ นาตัดเน้ือสัน (ณรกมล และคณะ, 2559,
Koevering et al., 1995 และ Morales Gomez et al., 2022) ความหนาแนนไขมันสันหลัง Koevering et al.,
(1995) พบวา ระยะเวลาในการขุนทแ่ี ตกตางกัน มีผลทาให ความหนาแนนไขมนั สันหลังแตกตางกัน และเม่อื เพ่ิม
ระยะเวลาในการขุนความหนาแนนไขมันจะเพ่ิมข้ึนดวย ซ่ึงขัดแยงกับงานของ Gomez et al., (2022) ท่ีเพิ่ม
ระยะเวลาในการขนุ มีผลทาให ความหนาแนนไขมันสันหลังลดลง สวนงานของ (อนุภาพ และคณะ, 2559, ณรกมล
และคณะ, 2559 และ Ozdemir et al., 2020) เม่ือขุนโคที่ระยะเวลาแตกตางกันไมพบควาแตกตางของความ
130
หนาแนนไขมันสนั หลงั ในคะแนนไขมนั แทรกในกลามเนือ้ Koevering et al., (1995) พบวาเม่อื ขนุ โคในระยะเวลาท่ี
แตกตางกันมีผลทาใหคะแนนไขมันแทรกในกลามเน้อื แตกตางกัน และเม่ือเพ่ิมจานวนวนั ในการขุนคะแนนไขมัน
แทรกในกลามเน้ือก็จะเพิ่มขึ้นดวย แตขัดแยงกับงานของ ณรกมล และคณะ (2559) ทเี่ พ่ิมจานวนวันในการขุน
พบวา คะแนนไขมนั แทรกในกลามเน้อื ลดลง และงานของ Gomez et al., (2022) รายงานวา ระยะเวลาในการขุน
โคเทากันแตอายใุ นการขุนแตกตางกัน พบวาคะแนนไขมันแทรกในกลามเน้ือไมมคี วามแตกตางกนั และโคท่ีขุนอายุ
8 – 10 เดอื นมคี ะแนนสูงทส่ี ดุ (ตารางท่ี 2)
ตำรำงที่ 2 ผลของน้าหนักตอลกั ษณะซาก นา้ หนกั ซาก เปอรเซน็ ตซาก พ้ืนท่หี นาตดั เน้ือสนั ความหนาแนนไขมันสนั
หลงั Marbling Score
อำงอิง ระยะเวลำ นำ้ หนัก เปอร์เซ็นต์ พน้ื ท่ีหนำตดั ควำม Marbling
ในกำรขนุ ซำก (kg) ซำก (%) เน้อื สนั (cm2) หนำแนน Score
(วัน) ไขมันสันหลัง
(cm)
260 166.50a 61.34a - 1.23 -
อนภุ าพ และ 193 164.67b 58.93b - 1.20 -
คณะ (2549) 92 161.13c 54.04c
- 1.13 -
260 349.20 - 102.75 1.1 4.1b
ณรกมล และ 280 351.38 - 91.56 1.0 4.0b
คณะ (2559)* 307 362.78
- 87.23 0.8 2.8a
105 308d 65.1 82.6 0.86c 377b
Koevering 119 325c 65.3 83.9 0.99bc 433a
et al. 133 335b 64.8 85.9 1.09ab 452a
(1995)* 147 347a 65.6 84.8 1.17a 446a
2581 258.6b 53.7 74.4b 0.51 2.33
Ozdemir et 2582 305.5a 54.2 77.2b 0.39 1.40
al. (2020) 2583 330.0a
55.3 86.4a 0.49 1.88
1164 303 56.7 81.6 0.64a -
Morales 2285 294 56.0 74.1 0.51ab -
Gomez et 2626
al. (2022) 2927 298 55.8 80.4 0.32b -
282 54.6 74.5 0.32b -
หมำยเหตุ a bและ c ทกี่ ากบั อยใู นแตละคอลมั น แสดงความแตกตางอยางมนี ัยสาคัญทางสถติ ิ (p<0.05)
1. อายเุ รม่ิ ตน 8 - 10 เดอื น 5. ขนุ ดวยอาหารปริมาณตา่
2. อายเุ รม่ิ ตน 12 - 14 เดอื น 6. ปลอยแทะเล็มปริมาณสงู
3. อายเุ ร่มิ ตน 15 - 17 เดอื น 7. ปลอยแทะเล็มปริมาณต่า
4. ขนุ ดวยอาหารปรมิ าณสูง
*ณรกมล และคณะ (2559) Marbling Score: 6 Score-scale (1=slight, 2=small, 3=modest, 4= moderate,
5=slightly abundant and 6=moderate abundant)
*Koevering et al. (1995) Marbling Score: (300-399 เลก็ นอย, 400-499 เล็ก)
131
เม่ือพจิ ารณาถงึ ดานคุณภาพเน้ือ ณรกมล และคณะ (2559) พบวาการสญู เสยี นา้ ในการแขวน (Drip Loss) และ
การสูญเสยี การทาอาหาร (Cooking Loss) ไมแตกตางกนั (P>0.05) ซึ่งสอดคลองกับงานของ OZdemir et al.,
(2020) แตขัดแยงกับ Koevering et al., (1995) ที่รายงานวาระยะเวลาในการขุนท่ีแตกตางกันมีผลทาใหการ
สูญเสียการทาอาหาร (Cooking Loss) ท่ีแตกตางกัน โดยท่กี ารสูญเสยี น้าในการละลาย (Thawing Loss) มีความ
แตกตางกัน ที่ระยะการขนุ 280 วนั สูงกวาทุกระยะในการขุน และแรงเฉือน (Shear force) จานวนวันในการขุนที่
แตกตางกันมีผลทาใหแรงเฉอื น (Shear force) มีความแตกตางกัน ซึ่งขดั แยงกับงาน Koevering et al., (1995)
และ Ozdemir et al., (2020) รายงายวาจานวนวันในการขุนท่แี ตกตางกนั ไมสงผลทาใหแรงเฉอื นมีความแตกตาง
กัน (ตารางท่ี 3)
ตำงรำงท่ี 3 ลักษณะคณุ ภาพเน้ือ Drip loss Drip loss Cooking Loss Shear force
ระยะเวลำ Drip Loss Thawing Loss Cooking Loss
อำงองิ ในกำรขุน (%) (%) (%) Shear force (N)
(วนั )
260 4.58 7.60b 24.66 42.76a
ณรกมล และ 280 4.22 11.83c 31.95 58.09b
คณะ (2559) 307
6.46 5.22a 30.17 42.30a
Koevering 105 - - 29.86a 44.5
et al. (1995) 119 - - 28.39b 44.2
133 - - 28.05b 41.1
147 - - 28.38b 41.6
2581 3.5 - 30.6 55.6
Ozdemir et al. 2582 4.5 - 31.5 62.0
(2020) 2583 5.0
- 28.5 61.2
หมำยเหตุ a bและ c ที่กากับอยใู นแตละคอลมั น แสดงความแตกตางอยางมนี ัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05)
1. อายุเร่มิ ตน 8 - 10 เดือน
2. อายุเรม่ิ ตน 12 - 14 เดือน
3. อายุเริม่ ตน 15 - 17 เดือน
ความสาคัญขององคประกอบทางเคมขี องเน้ือโคขนุ ระยะเวลาในการขุนที่แตกตาง สงผลตอประสทิ ธภิ าพดาน
โปรตีนหยาบ ไขมันหยาบ เถา และความช้ืน เชน Koevering et al., (1995) ขุนโคท่จี านวนวันแตกตางกนั ทาให
องคประกอบทางเคมีดานโปรตีนหยาบ ไขมันหยาบ และความชืน้ มีความแตกตางกันของจานวนวันท่เี พม่ิ ขึน้ ในการ
ขุน ซึ่งสอดคลองกับ ณรกมล และคณะ (2559) ทขี่ นุ จานวนวันท่ีแตกตางกันองคประกอบทางดานไขมันหยาบ มี
ความแตกตางกัน แตดานโปรตีนหยาบ และความช้ืนไมมีความแตกตางกัน เชนเดียวกับของ อนภุ าพ และคณะ
(2549) ท่ีขุนจานวนวันแตกตางกันองคประกอบทางเคมีมีความแตกตางทัง้ ในดานโปรตีนหยาบ ไขมนั หยาบ และเถา
ซึ่งขัดแยงกับ Ozdemir et al., (2020) ท่ีใชจานวนวันในการขุนที่เทากันแตอายุในการขุนแตกตางกัน พบวา
องคประกอบทางเคมีในดานโปรตนี หยาบ ไขมนั หยาบ เถา และความชื้น ไมมคี วามแตกตางกนั (ตารางท่ี 4)
132
ตำรำงท่ี 4 องคประกอบทางเคมขี องเนื้อ Protein Fat Ash Moisture Ash (%) Moisture
ระยะเวลำในกำร Protein (%) Fat (%)
อำงอิง ขนุ (วนั )
อนภุ าพ และ 260 11.32 2.04 9.45 -
คณะ (2549) 193 11.32 2.04 9.45 -
92 11.32 2.04 9.45 -
260 21.85 5.96a - 69.56
ณรกมล และ 280 22.92 5.96a - 70.28
คณะ (2559)
307 22.31 6.51b - 70.85
Koevering 105 22.70a 3.01b - 73.64a
et al. (1995) 119 22.44ab 3.66a - 73.23b
133 22.12b 3.75a - 73.40c
147 22.50ab 4.00a - 72.97e
2581 20.9 1.52 1.08 75.6
Ozdemir et al. 2582 21.02 1.48 1.11 75.5
(2020)
2583 21.6 1.42 1.08 75.7
หมำยเหตุ a bและ c ที่กากับอยใู นแตละคอลัมน แสดงความแตกตางอยางมีนยั สาคัญทางสถิติ (p<0.05)
1. อายุเร่มิ ตน 8 - 10 เดือน
2. อายเุ รม่ิ ตน 12 - 14 เดือน
3. อายุเร่มิ ตน 15 - 17 เดอื น
สรุป
จากการศึกษาครง้ั นี้พบวาระยะเวลาในการเลยี้ งขุนท่แี ตกตางกัน และอายุเมอ่ื ขุน จะสงผลตอประสิทธภิ าพการ
เจริญเติบโต และนา้ หนกั เมื่อส้ินสดุ ตวั มีผลตอคณุ ภาพซากในบางลักษณะของโค คือ เปอรเซน็ ตซาก พืน้ ท่ีหนาตดั
เน้ือสัน ความหนาแนนไขมันสนั หลัง คะแนนไขมันแทรกในกลามเน้ือ ไดรบั อทิ ธพิ ลจากปจจัยเดยี วคือระยะเวลาการ
ขุนและอายุเมื่อเริ่มขุน ไดแกโคที่มีอายุขุนเพิ่มและขุนนานทาใหน้าหนักซากท่ีเพ่ิมข้ึน เปอรเซ็นตซาก และ
พ้นื ทห่ี นาตดั เน้อื สนั สูงขนึ้
ขอเสนอแนะ
การคดั เลือกสายพันธใุ นการเขาขนุ ควรเลอื กสายพนั ธุทม่ี กี ารเจริญเตบิ โตดีและเปนเพศผูที่ยงั ไมตอน การจดั การ
ดานอาหารแนะนาใหเสรมิ ดวยอาหารขนท่ีมีโปรตีนสงู เพ่ือเพมิ่ น้าหนกั ซากทด่ี ี
133
เอกสำรอำงอิง
จุฑารัตน ศษฐกุล และ ญาณิน โอภาสพัฒนกิจ. (2548). คุณภาพเน้ือภายใตระบบการผลิตและการตลาด ของ
ประเทศไทยภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว คณะเทคโนโลยีพระจอมกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง,
กรุงเทพฯ.
ญาณิน โอภาสพัฒนกจิ , จฑุ ารตั น เศรษฐกลุ , กันยา ตันติวสิ ุทธกิ ุล และ วิชติ พรหมอินทร. (2550). ปจจัยทีม่ ผี ลตอ
คุณภาพซากของโคขุนภายใตระบบการผลิตของสหกรณโคเน้ือกาแพง แสน. เรื่องเต็มการประชุมทาง
วชิ าการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 45: สาขาสตั ว และสัตวแพทยศาสตร. การประชมุ ทาง
วชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ครงั้ ท่ี 45. (หนา 171-178). สานักงานกองทุนสนบั สนนุ การวจิ ัย.
ณรกมล เลาหรอดพันธ. (2559). ผลของระยะเวลาการเล้ียงขนุ ตอการเจริญเติบโต คณุ ภาพซาก และผลตอบแทน
ทางเศรษฐกจิ ของโคขุนลูกผสมชารโลเลส. วารสารแกนเกษตรปที่ 44 ฉบับพเิ ศษ 2 2559, 2559/ ฉบับ
พเิ ศษ 2. Page: 619-626.
ปรา รถน า พ ฤกษ ะศ รี. ( 2550). กา รเลี้ ย งโ คขุ น เ ป นอ า ชี พ เ สริ ม ภ า ควิชา สัต ว บ าล ค ณะ เ กษ ตร
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน กรงุ เทพฯ.
สมติ ยิ้มมงคล. (2563). เน้ือโคนาเขาจากออสเตรเลียกบั การคาเสรีทวิภาคีไทย-ออสเตรเลีย. เกบ็ ตกจากตางแดน:
การเลย้ี งโคเนอื้ ในออสเตรเลีย “จากบนั ทึกการเดินทางสเู รื่องราวนารเู ก่ียวกบั การเลย้ี งการจดั การโคเนื้อ
และการผลิตเน้ือโค”” ภาควิชาสตั วบาล คณะเกษตร กาแพงแสน มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร วิทยาเขต
กาแพงแสน, 126 หนา.
อานุภาพ เส็งสาย, ปรัชญา ปรชั ญลกั ษณ, วโิ รจน วนาสิทธชัยวฒั น, สมุ น โพธ์ิจนั ทร. (2549). นา้ หนักเรม่ิ ขุนทม่ี ผี ล
ตออัตราการเจริญเตบิ โตและลักษณะซากของโคพืน้ เมืองเพศผูในสภาพการเลยี้ งแบบขงั คอก. รายงาน
ผลงานวิจยั กองอาหารสัตว ประจาป พ.ศ. 2549 กรมรณ กระทรวงเกษตรและสหกปศุสัตว. หนา 221 –
235.
Albrechtted E., Teuscher F., Ender K., Wegner J. (2006). Growth-and breedrela changes of marbling
charateristics in cattle. Journal of Animal Science. 84: 1067 -1075.
Armstrong Pamela., LVT. (2018). Maple Row Stock Farm, Wagyu breeders handbook.
Cross., H.R., J.D. Crouse., and M.D., MacNeil. ( 1 9 8 4 ) . Influence of breed, sex, ageand
electricalstimulationon carcas sand palatability traits of three bovine muscles. Journal of
Animal Science. 58: 1358 - 1365.
Dikeman, M.E., G.B. Reddy., V.H. Arthaud., H.J. Tuma., R.M. Koch., R.W. Mandigo., and J.B. Axe. (1986).
Longissimus muscle quality, palatability and connective tissue histological characteristics
of bulls and steers fed differentenergy levels and slaughtered at four ages. Journal of
Animal Science. 63: 92-101.
Du., M., Huang., Y., Das AK. (2013).et al. Meat science and muscle biology symposium: manipulating
mesenchymal progenitor cell differentiation to optimize performance and carcass value
of beef cattle. Journal of Animal Science. 91: 1419 - 1427.
134
Esteve Ràfols M. Adipose tissue: cell heterogeneity and functional diversity. (2014). Endocrinol Nutr.
61: 100 – 112.
Gómez., J.F.M., Antonelo., D.S., Beline., M., Pavan., B., Bambil., D.B., Fantinato-Neto., P., and Silva.,
S.L. (2022). Feeding strategies impact animal growth and beef color and tenderness. Meat
Science, 183, 108599.
Hood R.L., and Allen C.E. ( 1973) . Determination of cholesterol using o-phthaaldehyhe. Cellularity
of bovine adipose tissue. 14: 605 - 610.
Lunn Dennis., Managing and feeding for maebling and carcass quality in beef cattle. Ruminant
Nutritionist Shur-Gain, Nutreco Canada Inc.
Myers., S.E., Faulkner., D.B., Ireland., F.A., and Parrett., D. F. (1999). Comparison of three weaning
ages on cow-calf performance and steer carcass traits. Journal of animal science. 77 (2):
323 - 329.
Owens FN., Dubeski P., Hanson CE. (1993). Factors that the growth and development of ruminants.
Journal of animal science. 71: 31, 38 - 50
Özdrmir., Veysel Fatih., and Mete Yanar. (2021). "Effects of age at feedlot entry on performance,
carcass characteristics, and beef quality traits of Holstein Friesian bulls reared in high
altitude of Eastern Turkey." Turkish Journal of Veterinary and Animal Sciences. 45.5. 936-
943.
Park S.J., Beak SH., Jung DJS., Kim SY., Jeong IH., Piao MY., Kang HJ., Fassah DM., Na SW., Yoo SP.,
Baik M. ( 2018) . Asian-Australasian Journal of Animal Sciences. Genetic, management, and
nutritional factors affecting intramuscular fat deposition in beef cattle - A review. Jul; 31
(7): 1043 - 1061. doi: 10.5713/ajas.18.0310.
Van Koevering., M.T., Gill., D. R., Owens., F.N., Dolezal., H.G., and Strasia., C.A. (1995). Effect of time
on feed on performance of feedlot steers, carcass characteristics, and tenderness and
composition of longissimus muscles. Journal of Animal Science. 73 (1): 21-28.
134
กำรเสริมโปรไบโอตกิ ตอสมรรถนะกำรผลิตสุกร
Supplemental effect of probiotic on swin production efficieney
ณฐั วุฒิ เทพวงศษ์ ำ1
Nattawut Thepuaongsa1
1สาขาสัตวสาสตร์ คณะเกษตรศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วทิ ยาเขตสรุ นิ ทร์
*Corresponding Author E-mail Address: [email protected]
บทคัดยอ
การใชโปรไบโบติกในสุกรมีการใชในทุกระยะของการผลิต โดยการเสริมโปรไบโอติกจะชวยใหจุลินทรียใน
ทางเดินอาหารเกดิ ความสมดุล สงเสริมใหสุกรเกิดสุขภาพที่ดีและมีผลใหประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น เนื่องจาก
เปาหมายสุกรในแตละระยะแตกตางกัน จึงขอระบุประโยชนท่ีไดรับจากการใชโปรไบโอติกในสุกรระยะตางๆ ตาม
ระยะการผลิตที่มาแทนยาปฏิชีวนะเพอ่ื ชวยใหสตั วแข็งแรงและลดการเลีย่ งท่ีจะตองใชยาผสมในอาหารสัตวไดแก
กลมุ ของ Bacillus เชน B. subtilis, B. cereus กลมุ ของ Enterococcus เชน E. faecium, E. faecalis กลมุ ของ
Lactobacillus เ ช น L. acidophilus, L. casei ก ลุ ม ข อ ง Pediococcus เ ช น P. acidilactici ก ลุ ม ข อ ง
Streptococcus เ ชน S. infantarius ก ลุ ม ขอ งBifidobacterium เชน B. bifidum, B. longum ก ลุ ม ของ
Propionibacterium เชน P. freudenreichii sp. กลมุ ของ Lactococcus เชน Lactococcus lactis sp. เปนตน
โดยจลุ นิ ทรยี ชนดิ ดใี นโปรไบโอตกิ จะทาใหเกิดสมดลุ ในลาไส ลดการเกาะติดของจลุ นิ ทรยี กอโรค เปนการเพม่ิ สัดสวน
ของจุลินทรียท่ดี ใี นทางเดินอาหารของสัตว ซ่งึ จากผลดงั กลาว สามารถระบุประโยชนของการใชโปรไบโอตกิ ในดาน
การเพิม่ ความปลอดภยั ของกระบวนการผลิต สามารถนามาเปนทางเลอื กเพื่อทดแทนยาปฏิชีวนะ ซง่ึ การใชโปรไบโอ
ตกิ ตอเสริมในอาหารสกุ รในระดับท่แี ตกตางกัน สงผลใหผลทาใหปรมิ าณอาหารที่กิน สงผลตออัตราการเติบโตและ
อัตราการเปลี่ยนอาหารเปนน้าหนกั ตัว และความสูงและความลึกของวิลลัส แตกตางจากกลุมควบคุมและกลุม
อาหารเสริมโปรไบโอติก แตคุณภาพเน้ือไมตางกัน ผลลัพธขึ้นอยูกับองคประกอบของสายพันธุสัตว อายุของสตั ว
วิธกี ารเลยี้ ง สภาพแวดลอมทห่ี ลากหลายและจุลินทรียท่มี ชี วี ติ ของโปรไบโอติก
คำสำคญั : สกุ ร, โปรไบโอติก, ยาปฏชิ ีวนะ
135
บทนำ
ปจจุบนั ความปลอดภัยทางอาหาร (Food safety) มีการคานงึ ถงึ และใหความสาคัญอยางแพรหลายทงั้ ในสวน
ของผูผลติ และผูบริโภค รวมทัง้ ยงั เปนปจจัยสาคญั ทีม่ ีผลตอการคา ทงั้ ในแงของการเพ่มิ มลู คาของอาหาร โดยอาหาร
ท่ีมีคุณภาพดี ความปลอดภัยสูงก็สามารถขายไดในตลาดโดยใชราคาสูงขึ้นและนอกจาก น้ีปญหาดาน Food
safety เชน การปนเปอนของจุลินทรียกอโรคในผลิตภณั ฑอาหารยงั เปนปญหาดังนัน้ โปรไบโอติกเปนทีย่ อมรับกัน
ทั่วไปวาการใชโปรไบโอตกิ มสี วนชวยลดการปนเปอนของเชอ้ื จลุ ินทรียท่กี อโรคอาหารเปนพิษ โดยจลุ ินทรยี ชนิดดใี น
โปรไบโอตกิ จะทาใหเกิดสมดลุ ในลาไส ลดการเกาะตดิ ของจลุ ินทรยี กอโรค เปนการเพิ่มสัดสวนของจุลนิ ทรยี ท่ีดีใน
ทางเดินอาหารของสัตว ซ่ึงจากผลดังกลาว สามารถระบุประโยชนของการใชโปรไบโอติกในดานการเพิ่มความ
ปลอดภัยของกระบวนการผลิต (กานตชนา, 2559) เม่ือสัตวมีความเครียดมากสัตวจะมีการ เกิดโรคระบาดและ
โรคตดิ ตอไดงาย ทาใหจาเปนจะตองมกี ารใชยาผสมอาหารสตั วเพอื่ ปองกนั และรักษาโรค สาหรับ วธิ กี ารใหยาในการ
เลยี้ งสัตวรูปแบบอตุ สาหกรรมเชิงการคา จะใหยาโดยการผสมอาหารสตั ว เพ่ือใหสตั วทุกตวั กนิ เหมอื นกนั เปนการให
แบบปพู รมใหครอบคลุมทุกตวั ในชวงระยะเวลาหน่ึง แตการใชยาดงั กลาวอาจมีผลขางเคียงหรอื การตกคางของยา
ซ่ึงเปนผลทาใหสตั วดอ้ื ยาและมีผลกระทบตอมนุษย ผูบริโภคเนื้อสัตวท่มี ียาตกคางได ดังนั้นไดมีการ คิดคนหาส่งิ
ท่ีมาแทนยาปฏิชีวนะเพ่ือชวยใหสัตวแข็งแรงและลดการเล่ียงที่จะตองใชยาผสมในอา หารสัตว จึงไดมี
นกั วิทยาศาสตรคิดคนสารเสริมชวี นะหรือโปรไบโอติก (Probiotic) เพอื่ ใชผสมอาหารสตั วตัวอยางกลมุ แบคทีเรียที่
นิยม ใชเสริมเปนโปรไบโอติกในอาหารสัตวไดแกกลุมของ Bacillus เชน B. subtilis, B. cereus กลุมของ
Enterococcus เชน E. faecium, E. faecalis กลุมของ Lactobacillus เชน L. acidophilus, L. casei กลุมของ
Pediococcus เชน P. acidilactici กลมุ ของStreptococcus เชน S. infantarius กลมุ ของBifidobacterium เชน
B. bifidum, B.longum กลุมของ Propionibacterium เชน P. freudenreichii sp. กลุมของ Lactococcus เช่น
Lactococcus lactis sp. (หทยั รัตน, 2551)
โปรไบโอตกิ หรอื แบคทีเรียทเ่ี ปนประโยชนสาหรบั ไกและสัตวปกชนิดอื่น โดยทว่ั ไปแลวมกั ถกู เติมเขาไปในอาหาร
สัตวปกหรือนา้ ด่ืม เพ่อื ชวยสงเสริมสขุ ภาพ ประสทิ ธิภาพและการเจริญเตบิ โตของสตั วปกอีกทัง้ สาคัญอยางยิ่งใน
สัตวเลก็ ทีส่ มดลุ แบคทีเรยี ในระบบทางเดนิ อาหารยงั ไมเสถียร การเตมิ โปรไบโอติกลงในอาหารหรือนา้ เพอ่ื ใหลาไส
ของสัตวมปี ระชากรแบคทีเรียทีด่ ีเพม่ิ มากขน้ึ นน้ั จะชวยเล่ียงหรือลดระดบั ปรมิ าณของเช้ือแบคทเี รยี กอโรคลงไดการ
ใชโปรไบโอติกมีผลใหระบบภมู ิคมุ กันของสัตวอยใู นสภาวะสมดลุ โดยพบวาจลุ นิ ทรียในโปรไบโอติกมีการสรางสารท่ี
มีผลตอระบบภมู คิ มุ กันของสตั ว เชน พบวา Bifidobacterium ไบฟโดแบคทเี รียม สรางสารทีช่ วยใหการทางานของ
ระบบภมู ิคุมกนั ดขี ้นึ ซ่ึงจากผลการศึกษาโปรไบโอตกิ ท้งั ในสตั วและในมนุษยพบวา การใชโปรไบโอติกมผี ลตอภูมคิ ุม
กนั ท่ีผิวเยอ่ื เมือกและการทางานของเซลลในระบบภูมิคมุ กนั (กานตชนา พูนสขุ , 2559)
ประโยชนข์ องโปรไบโอตกิ ในกำรเพม่ิ ประสิทธภิ ำพกำรผลติ
การเพ่ิมประสทิ ธภิ าพการผลิตของปศุสัตวโดยการเสริมโปรไบโอตกิ ในอาหารและน้า เปนการคาดหวังผลทางออม
ของการเสริมจลุ นิ ทรียเพอ่ื ใหระบบทางเดนิ อาหารเกดิ สภาวะสมดุล โดยเมื่อประชากรจลุ นิ ทรยี ในทางเดนิ อาหารเกิด
ความสมดุลจะสงผลใหสขุ ภาพสตั วดขี ้ึนและมีประสทิ ธิภาพการผลิตเพิม่ ขึ้น
1. เพิ่มประสิทธภิ าพในการยอยอาหาร
จลุ ินทรียโปรไบโอตกิ มคี ณุ สมบัติในการสรางเอนไซมหลายชนิด ซ่งึ เปนเอนไซนบางชนิดรางกายของสัตว
ไมสามารถสรางได ดังนนั้ การเสริมจุลินทรยี โปรไบโอติกในทางเดินอาหารจงึ มีผลเพ่มิ ประสิทธิภาพการใชอาหารของ
136
สัตว ตัวอยางเอมไซนที่พบการสรางจากโปรไบโอตกิ ไดแก amylase protease lipase cellulose (กานตชนา พนู
สขุ , 2559)
2. สรางและชวยในการดดู ซมึ สารอาหาร
1) สรางวติ ามนิ
จลุ นิ ทรียที่สรางกรดแลคตคิ (Lactic Acid Bacteria/ LAB) ในทางเดนิ อาหารเปนแหลงในการ
สรางวติ ามนิ ทีจ่ าเปนหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินในกลมุ วิตามิน B ซง่ึ การศกึ ษาจานวนมากพบวาจลุ นิ ทรียเหลานีม้ ี
ความสามารถในการสรางวติ ามนิ ทมี่ ีโมเลกุลซับซอน (เชน วิตามิน B12) ได นอกจากน้ยี ังมรี ายงานวาจลุ ินทรยี กลมุ
Bifidobacterium สามารถสรางวิตามนิ หรือสวนประกอบของวติ ามินหลายชนิด ไดแก วติ ามิน K, วิตามิน B12,
biotin, folate, riboflavin และ pyridoxine
2) ชวยในการดดู ซึมสารอาหาร
จลุ ินทรียในทางเดินอาหารมีสวนชวยในการดูดซมึ สารอาหารจาเปนหลายชนดิ เชนชวยในการ
ดูดซมึ ไขมนั และวิตามนิ ท่ีละลายในไขมัน ชวยในการดดู ซมึ กลูโคสและควบคมุ การทางานของสมดลุ กลโู คสในรางกาย
ผาน Intestine-brain-liver neural axis
3) ลดจานวนจลุ นิ ทรียกอโรคในระบบทางเดนิ อาหารของสตั ว
การลดลงของจานวนจุลนิ ทรยี กอโรคในระบบทางเดนิ อาหารมีผลใหประสิทธิภาพการใชอาหาร
ในสัตวดขี ้นึ เน่ืองจากสภาวะทสี่ มดุลของจลุ นิ ทรียในลาไส เออ้ื ใหสตั วสามารถใชอาหารไดเกิดประสทิ ธภิ าพเพ่มิ ขน้ึ
และเออ้ื ใหมีการดูดซมึ สารอาหารไดดขี น้ึ
4) เสรมิ สรางระบบภูมิคมุ กนั
การใชโปรไบโอติกมผี ลใหระบบภูมิคุมกันของสตั วอยใู นสภาวะสมดุล โดยพบวาจุลนิ ทรียในโปรไบโอตกิ มี
การสรางสารทม่ี ีผลตอระบบภูมิคุมกนั ของสัตว เชน พบวา Bifidobacterium สรางสารท่ีชวยใหการทางานของ
ระบบภมู ิคุมกนั ดีขึน้ น ซง่ึ จากผลการศกึ ษาโปรไบโอตกิ ท้งั ในสัตวและในมนุษย พบวา การใชโปรไบโอติกมผี ลตอภมู คิ ุ
มกนั ทีผ่ ิวเย่อื เมือก secretory IgA การหลัง่ ของ cytokine หลายชนิด และ การทางานของเซลลในระบบภมู คิ ุมกนั
(กานตชนา พนู สุข, 2559)
กลไกที่โปรไบโอติกสำ มำรถลดจำนว นจุลินทรีย์กอโรคในระบบทำ งเดินอำหำร อำจ
แบงเปน 2 กลไกหลกั
1. ลดการเกาะของจลุ ินทรยี กอโรคในทางเดินอาหารของสัตว
การยดึ เกาะจุลินทรียโปรไบโอติกในลาไสสตั ว มผี ลใหจลุ นิ ทรยี กอโรคไมสามารถเกาะติดกับผวิ ลาไสได ซ่ึง
การยดึ ครองพน้ื ทท่ี างเดินอาหารของจลุ ินทรียทด่ี สี งผลใหจุลนิ ทรียกอโรคไมสามารถเพมิ่ จานวนภายในลาไสสัตวได
2. การสรางท่มี ีผลตอจลุ ินทรียกอโรค
จุลนิ ทรียโปรไบโอติกสามารถสรางสารหรือเมตาบอไลททม่ี ีผลยงั ยั้งการเจริญของจลุ ินทรยี กอโรคได เชน
สารจาพวกกรดอินทรียซ่ึงทาใหสภาวะของทางเดินอาหารไมเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อกอโรค สาร
จาพวก bacteriocin ที่มผี ลตอการเจริญเติบโตของจลุ นิ ทรียอ่ืน และ reactive oxygen species (ROS) (กานตชนา
พูนสขุ , 2559)
137
กำรใชโปรไบโอตกิ ในสกุ ร
การใชโปรไบโอติกในอุตสาหกรรมการเล้ียงสกุ รมีจุดประสงคเพอ่ื การลดผลกระทบตอ สภาพแวดลอม และ
สงเสรมิ การทา งานของลา ไสการใหโปรไบโอติกเสริมรวมกับอาหารของสกุ รทา ใหสุกร มีอตั ราการเจริญเตบิ โตท่ี
อยางไรก็ตามสายพันธุโปรไบโอติกทใ่ี ชจะเปนสิ่งท่ี กาหนดทิศทางของผลจากการใชในเบ้อื งตน เชน การใหโปรไบโอ
ติกในสายพนั ธุ Bacillus เพิ่มเขาไปกบั อาหารของสกุ รสงผลดตี อน้า หนัก ทเ่ี พิ่มข้นึ โดยเฉลยี่ (Average Daily Gain)
อีกท้ังสามารถลดอัตราการตาย ในสุกร การใหโปรไบโอติกสายพันธุ Lactobacillus แสดงใหเห็นวา มีการ
เจริญเติบโตทด่ี ีข้ึนทั้งในลูกสุกร ดดู นมลูกสุกรกาลังอยานม สุกรรุน และในสกุ รขุน เน่ืองจากความสามารถของโปร
ไบโอตกิ ในการกระตนุ การหมกั และการยอยอาหารสงผลตออตั ราการเจรญิ เติบโตที่ดีข้ึนในสกุ ร เชนโปรไบโอตกิ สาย
พันธุ Lactobacilli ที่มีคุณสมบัติในการผลิตกรดแลคติกและเอ็นไซมซึ่งชวยสงเสริมใหเกิดการยอ ยและดูดซึม
อาหารทีด่ ีขน้ึ ในลา ไสของโฮสตและพบวาสกุ รท่ีไดรบั โปรไบโอตกิ มกี ารยอยของโปรตนี ท่ีดีกวา และสงผล ใหไดรับ
พลงงั านทส่ี ูงกวาสุกรท่ไี มรบั โปรไบโอติกความสามารถในการกระตุนภูมิ ตานทานโรคในลูกสกุ รหยานมเปนอกี
บทบาทหน่งึ ของโปรไบโอตกิ ท่ีสาคญั เนอ่ื งจากอาการทองเสียในลกู สุกรหยานมเปนสาเหตสุ าคญั ใหเกดิ ความสูญเสยี
ในการเลีย้ งสกุ รในหลายๆการศกึ ษาพบวาการใหโปรไบโอ ตกิ เพิ่มในอาหารของลกู สกุ ร และลูกสกุ รหยานมสามารถ
ลดอตัราการเกดิ การทองเสีย และการตายในลูก สุกรท้ังสองชวงเวลาน้ีไดจากการศึกษาตางๆพบวาการใหโปรไบโอ
ตกิ เปนอาหารเสริมแกลูกสกุ รและสุกร หยานมน้ันัเกิดจากการท่ีโปรไบโอติกมีสวนชวยในการทาใหความสัมพนั ธ
ระหวางเซลลของโฮสตทางาน ไดดีขน้ึ จงึ สงผลใหการรุกลา เขาไปในเซลลของโฮสตโดยเชือ้ กอโรคนั้นลดลง (วนั ดี
และคณะม, 2554)
138
ตำรำงชนดิ ของจุลินทรีย์ที่มีคณุ สมบัตเิ ปนโปรไบโอติก
Genus Species
Lactobacillus L. plantarum, L. casei, L. fermentum, L. brevis, L. bulgaricus, L.
acidophilus, L. cellobiosus, L. curvatus, L. delbruekii, L. lactis, L. reuterii,
Streptococcus L. helveticus, L. mesenteroides
Bacillus
Bacteroides S. faecium cernelle 68, S. thermophiles, S. faecium, S. cremoris, S.
diacetylactis, S. lactis, S. intermedius
B. subtilis strain BN, B. coagulan, B. lentus, B. lichenifermis, B. pumilus,
B. subtilis, B. toyoi
B. amylophilus, B. capillosus, B. ruminocola, B. suis
Bifidobacterium B. adolescentis, B. animalis, B. bifidum, B. infantis B. longum, B.
Pediococcus thermophilum
P. acidilacticii, P. cerevisiae, P. pentosaceus
Propionibacterium P. freudenreichii, P. shermanii
ท่มี ำ : ดดั แปลงมาจาก พระราชบัญญตั คิ วบคุมคณุ ภาพอาหารสัตว (2558)
กำรเสรมิ โปรไบโอติกตอกำรยอยไดของสกุ ร
มนัสนนั ท และคณะ (2018) พบวาการยอยวตั ถแุ หงและสารอินทรียในกลุมที่ใชสกุ รเพสผเู สรมิ โปรไบโอติกรวมสงู
ทีส่ ุดเม่ือเปรยี บเทียบกับกลมุ อ่ืนท่ีใชสุการเพศผไู มเสริมโปรไบโอติกรวมและเพศเมียเสริมโปรไบโอติกรวมแตจะมี
ผลกระทบกับกลมุ ทีใ่ ชสุกรพศเมียทไ่ี มเสรมิ โปรไบโอติกรวมสวนการยอยไขมันในกลมุ ท่ีใชสกุ รเพศเมยี เสรมิ โปรไบโอ
ตกิ รวมสูงท่ีสุดเมอ่ื เปรยี บเทียบกับกลุมอ่ืนแตไมมผี ลกระทบกับกลุมที่ใชสกุ รเพศผูไมเสริมโปรไบโอตกิ รวมในกลุมท่ี
ใชสกุ รเพศเมยี เสริมโปรไบโอติกรวมแตจะสงผลกระทบกับกลุมที่ใชสุกรเพศเมียเสรมิ โปรไบโอตกิ รวมสวนการยอย
โปรตีนและเย่ือใยรวมในกลุมทใ่ี ชสุกรเพศเมียเสริมโปรไบโอติกรวมสูงท่ีสุดเมื่อเปรียบเทยี บกับกลุมอ่ืนแตไมมี
ผลกระทบกับกลุมที่ใชสุกรเพศผทู ่ีไมเสรมิ โปรไบโอตกิ รวมและกลุมสุกรเพศผูเสริมโปรไบโอติกรวมแตจะสงผล
กระทบกับกลุมสุกรเพศเมียไมเสริมโปรไบโอติกรวม Huan et. al. (2021) พบวาการยอยวัตถุแหงในกลุมท่ีใช
ควบคุม+ 0.2% antibiotics (chlortetracycline) มกี ารยอยสูงท่สี ดุ เมอ่ื ดปรียบเทียบกบั กลมุ อ่ืนแตไมมีผลกระทบ
กับกลมุ ท่ี ควบคมุ , ควบคมุ +0.1% L. plantarum BG0001 (Lactobacillus plantarum BG0001) และควบคมุ +
0.2% L. plantarum BG0001 Yang et. al. (2019) พบวาการการยอยวัตถุแหงในกลุมท่ีใชควบคุม+ 0.06%
probiotic สูงท่ีสดุ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุมอน่ื แตไมมีผลกระทบกบั กลุม ควบคุมและควบคมุ + 0.03% probiotic
(ดงั ตารางที่ 1)
139
ตำรำงท่ี 1 การเสรมิ โปรไบโฮติกตอการกนิ ไดและยอย
อำงอิง กลมุ วัตถแุ หง สำรอินทรยี ์ ไขมนั โปรตีน เยอื่ ใย
91.31ab±2.3 56.04ab±41.
มนสั นนั เพศผูไมเสริมโปร 89.54ab±2. 89.42ab±2. 79.28ab±7.
4 49
ท และ ไบโอตกิ รวม 45 53 09 85.69b±1.9 46.47b±14.9
คณะ เพศเมยี ไมเสริม 86.08b±1.4 87.95b±1.1 70.13b±3.6
31 0
(2561) โปรไบโอตกิ รวม 3 0 8 91.32ab±2.0 60.07ab±14.
เพศผูเสริมโปร 93.01a±0.6 93.93a±0.6 81.72a±5.3
9 55
ไบโอตกิ รวม 432 93.71a±0.4 77.83a±2.95
0.001 kg 17 -
เพศเมียเสรมิ โปร 89.8ab±4.0 90.92ab±3. 83.38a±1.5 - -
- -
ไบโอตกิ รวม 8 94 2 - -
-
0.001 kg -
- -
Huan ควบคมุ 80.20 - - - -
-
et. al. ควบคมุ + 0.2% 82.05 - -
(2021) antibiotics
(chlortetracycli 81.07 - -
ne)
ควบคมุ + 0.1% L. 81.43 - -
plantarum
BG0001
(Lactobacillus
plantarum
BG0001)
ควบคมุ + 0.2% L.
plantarum
BG0001
Yang ควบคมุ 79.43 - -
et. al. ควบคุม+ 0.03% 80.52 - -
(2019) probiotic 81.93 - -
ควบคมุ + 0.06%
probiotic
หมำยเหต:ุ a-c อักษรทแ่ี สดงความแตกตางอยางมนี ัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05)
กำรเสรมิ โปรไบโอติกตออตั รำกำรเจรญิ เตบิ โตในสกุ ร
Tianshui et.al. (2016) ศึกษาผลของการใชโปรไบโอติกพบวาอตั ราการเจริญเติบโตในสุกรอายุ 6,12 และ 16
สัปดาหของกลุมควบคุม+ 0.02% Bacillus spp. probiotic มีอัตราการเจริญเติบโตเฉล่ียตอวันสูงที่สุดแตไมมี
ผลกระทบกับกลุมควบคุมและกลุมควบคุมและควบคมุ + 0.01% Bacillus spp. Probiotic โชติชีวนิ ทร และคณะ
(2009) พบวาอัตราการเจริญเติบโตในลูกสุกรอายุ 28 วันของกลุม Bacillus subtilis MP มีน้าหนักตลอดการ
ทดลองและอัตราการเจรญิ เตบิ โตเฉลย่ี ตอวันสงู ทส่ี ดุ และไมมีผลกระทบกบั กลมุ Bacillus subtilis แตจะมผี ลกระทบ
กับกลมุ ควบคุมและกลุมเสริมยาปฏชิ ีวนะ (Chlortetracycline) Artur et. al. (2021) พบวาอัตราการเจริญเตบิ โต
ในสกุ รอายุ 28 วนั ของกลุม Bio Plus มอี ัตราการเจรญิ เติบโตเฉลีย่ ตอวันสงู กวากลุมควบคมุ และยงั มผี ลกระทบกบั
140
กลุมควบคุมสวนอตั ราการเปลี่ยนอาหารเปนนา้ หนกั ตวั พบวากลุม Bio Plus มีอตั ราการเปล่ียนอาหารเปนนา้ หนกั
ตวั ต่ากวากลมุ ควบคุมและมีผลกระทบกับกลมุ ควบคุม เสานิต และคณะ (มปป.) พบวาอตั ราการเจรญิ เติบโตในสุกร
รุน 12 สัปดาหของกลุมเสริม k14 บม 2 วันมนี ้าหนกั ตลอดการทดลองและอตั ราการเจรญิ เติบโตเฉล่ียตอวนั สูงที่
สุดแตไมมีผลกระทบกับกลุมควบคมุ กลมุ เสริม k 14 บม 1 วนั และกลุมอาหารเล้ียงเช้ือไมมี k.14 สวนอัตราการ
เปล่ยี นอาหารเปนนา้ หนกั ตวั กลมุ เสรมิ อาหารเลย้ี งเชอ้ื ไมมี K 14 มอี ัตราเปลย่ี นอาหารเปนนา้ หนักตัวต่าที่สุดแตไมมี
ผลกระทบกบั กลมุ ควบคมุ กลุมเสริม K14 บม 1 วันและ K 14 บม 2 วัน (ดงั ตารางท่ี 2)
ตำรำงท่ี 2 การเสริมโปรไบโฮตกิ ตออตั ราการเจริญเติบโตในสกุ ร
ทีม่ ำ กลมุ นำ้ หนกั ตลอด ADG(g) FCR(g) ชนิดสตั ว์
Tianshui Li กำรทดลอง สุกรอายุ
et.al. (2016) ควบคมุ 750 - 6,12และ
ควบคมุ + 0.01% - 770 - 16 สปั ดาห
โชติชีวนิ ทร และ Bacillus spp. probiotic -
คณะ (2009) ควบคุม+ 0.02% 774 - ลูกสุกรอายุ
Bacillus spp. probiotic - 28 วนั
Artur et. ควบคมุ 150ข -
al.(2021) Bacillus subtilis MP9 5.95ข 190ก - สุกรขุน
เสานติ และคณะ 10 มล. 7.18ก สกุ รรนุ 12
(มปป.) Bacillus subtilis MP10 199ก - สปั ดาห
10 มล. 7.45ก
เสริมยาปฏชิ ีวนะ 169กข -
(Chlortetracycline) 6.48กข
ควบคุม 0.89B±0.01 2.79a±0.03
Bio Plus 0.0004 kg - 1.02A±0.03 2.59b±0.05
ควบคุม -
เสรมิ K14 บม 1 วนั 0.15 46.50 727 2.480
มล. 46.91 751 2.185
เสรมิ K14 บม 2 วนั 0.25
มล. 48.36 799 2.025
อาหารเล้ียงเชื้อไมมี K 14 43.25 710 2.017
หมำยเหต:ุ a-c อักษรท่ีแสดงความแตกตางอยางมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ (P<0.05)
กำรเสริมโปรไบโอตกิ ตอจุลินทรียใ์ นลำไสและมูล
มนสั นนั ท และคณะ (2018) ศึกษาผลการใชโปรไบโอตกิ พบวาการเสริมโปรไบโอติกตอจลุ ินทรยี ในลาไสและมูลใน
กลมุ ที่ใชสกุ รอยานม 6-12 กิโลกรมั เพศผูไมเสรมิ โปรไบโอติกรวมพบจลุ นิ ทรยี E.coli ในลาไสเลก็ สวนกลางมากท่ี
สดุ แตไมมีผลกระทบกบั กลุมสกุ รเพศเมียทไ่ี มเสริมโปรไบโอตกิ , กลุมสุกรเพศผูเสรมิ โปรไบโอติกรวมและกลมุ สกุ รเพศ
เมียเสริมโปรไบโอตกิ รวม Artur et. al. (2021) ศึกษาผลการใชโปรไบโอติกพบวาการเสรมิ โปรไบโอติกตอจุลนิ ทรีย
ในลาไสและมูลในกลุมท่ีใชสุกรขนกลมุ ควบคุมพบจลุ นิ ทรยี Bacillus SP. ในลาไสใหญมากท่ีสดุ และมีผลกระทบกบั
กลมุ bio plus Yc โชตชิ ีวนิ ทร และคณะ (2009) ศกึ ษาผลการใชโปรไบโอติกพบวาการเสรมิ โปรไบโอตกิ ตอจุลินทรยี
141
ในลาไสและมลู นกลมุ ที่ใชสกุ รดูดนมพบจลุ นิ ทรยี Lactobacillus spp. ในหมสู กุ รมากที่สุดแตไมมีผลกระทบกบั กลุม
ควบคุม กลุม Bacillus subtilis MP และกลุมเสรมิ ยาปฏิชีวนะ (Chlortet racycline) (ดังตารางที่ 3)
ตำรำงท่ี 3 การเสรมิ โปรไบติกตอจุลนิ ทรยี ในลาไสและมูล
อำงองิ กลุม ชวี จุลินทรยี ์ จำนวน แหลงทีพ่ บ ชนิดสัตว์
มนสั นันท เพศผูไมเสรมิ โปรไบโอติ E.coli 4.13±0.43 ลาไสเล็ก ลูกสุกรอยา
สวนกลาง นม 6 – 12
และคณะ กรวม กิโลกรมั
(2561) E.coli 3.55±0.15
เพศเมยี ไมเสรมิ โปรไบโอติ
กรวม E.coli 3.66±0.2*
เพศผูเสรมิ โปรไบโอติกรวม E.coli 3.80±0.52
0.001 kg 3.3a±0.64
1.02b±1.52
เพศเมียเสรมิ โปรไบโอติ
9.63b
กรวม 0.001 kg 11.27a
11.04a
Artur et. ควบคุม Bacillus SP. 10.54a ลาไสใหญ สุกรขนุ
มลู สุกร สกุ รดดู นม
al. BioPlus YC 0.0004 kg Bacillus SP.
(2021)
โชติชวี นิ ทร ควบคมุ Lactobacillus
และคณะ spp.
(2009) Bacillus subtilis MP9 10 Lactobacillus
มล. spp.
Lactobacillus
Bacillus subtilis MP10 spp.
10 มล. Lactobacillus
spp.
เสรมิ ยาปฏชิ วี นะ
(Chlortetracycline)
หมำยเหต:ุ a-c อักษรท่ีแสดงความแตกตางอยางมีนัยสาคัญทางสถติ ิ (P<0.05)
กำรเสริมโปรไบโอตกิ ตอควำมสงู ควำมลึกของวลิ ลัส
มนัสนันท และคณะ (2561) ศกึ กษาผลการใชโปรไบโอติกตอความสูงความลกึ ของ วิลลัส ผลปรากฏวากลมุ ทีใ่ ช
สุกรเพศผูเสรมิ โปรไบโอติกรวมในสวนลาไสเล็กสวนดโู อดีนมั มคี วามสงู ของวลิ ลัส สูงท่ีสดุ แตไมมีผลกระทบกับกลุม
เพศเมียท่ีเสริมโปรไบโอติกรวมแตจะมีผลกระทบกับกลมุ สุกรเพศผทู ี่ไมเสรมิ โปรไบโอตกิ รวมและกลุมสกุ รเพศเมียไม
เสรมิ โปรไบโอติกรวมสวนความลึกของ วลิ ลัสกลมุ สกุ รเพศผเู สริมโปรไบโอตกิ รวมมคี วามลกึ ของวิลลัส ลึกที่สดุ แตไม
มผี ลกระทบกับกลุมอ่นื ๆสวนความสงู และความลกึ ของ วิลลัสในลาไสเลก็ สวน เจจูนมั กลุมสกุ รเพศผเู สริมโปรไบโอติ
กรวมมีความสูงที่สดุ แตไมมีผลกระทบกบั กลมุ อ่นื แตความลกึ ของวินรตั นสวน เจจนู ัม พบวากลมุ สกุ รเพศเมียไมเสริม
โปรไบโอตกิ รวมมคี วามลึกที่สุดแตไมมีผลกระทบกับกลุมอน่ื เชนกนั สวนความสูงและความลกึ ของ วิลลัสในลาไสเลก็
สวนไอเลียมกลุมสกุ รเพศเมียไมเสรมิ โปรไบโอติกรวมมคี วามสงู ของ วิลลสั มากที่สุดแตไมมีผลกระทบกบั กลุมสกุ รเพศ
142
เมียเสรมิ โปรไบโอตกิ รวมแตมผี ลกระทบกับกลุมสกุ รเพศผทู ่ีไมเสรมิ โปรไบโอติกรวมและกลุมสุกรเพศเมยี ทไ่ี มเสรมิ
โปรไบโอติกรวมสวนความลึกของวิลลสั พบวากลุมสกุ รเพศเมียไมเสริมโปรไบโอติกรวมมีความลกึ ท่ีสุดแตไมมี
ผลกระทบกับกลุมอ่ืนๆ Zhimei et. al (2020) ศึกกษาผลการใชโปรไบโอติกตอความสงู ความลึกของ วิลลสั ผล
ปรากฏวากลมุ ควบคมุ มีความสูงของวิลลสั ในลาไสเล็กสวนเจจนู มั สงู ที่สดุ แตไมมีผลกระทบกบั กลมุ ทใ่ี ชและแตกลมุ ท
ควบคมุ +Antibiotics และควบคมุ + Lactobacillus reuteri LR1. แตกลุมทควบคมุ +Antibiotics มีผลกระทบกับ
กลุมทใี่ ช ควบคุม+ Lactobacillus reuteri LR1สวนความลึกของ venice สวนเสียจนนากลุมทีค่ วบคุมมีความลึก
ของวินรัตนลึกทส่ี ุดแตไมมผี ลกระทบตอกลมุ อ่นื สวนผลของกลุมควบคุม+Antibiotics มีความสูงของวิลลัส ในลาไส
เลก็ สวนไอเลียมมคี วามสงู ของวินรัตนสูงทสี่ ุดแตไมมผี ลกระทบกับกลุมอนื่ แตกลุมที่ใชสุกรกลุมควบคุมมีผลกระทบ
ตอกลุม ควบคมุ + Lactobacillus reuteri LR1 สวนความลกึ ของวลิ ลสั กลมุ ควบคมุ มคี วามลกึ ของวลิ ลัสในลาไสเล็ก
สวนไอเล่ยี มลกึ ที่สุดแตไมมผี ลกระทบตอกลุมอ่ืน Harutai et. al (2018) ศึกกษาผลการใชโปรไบโอติกตอความสูง
ความลึกของ วลิ ลัส ผลปรากฏวากลุมที่ใช L. salivarius มีความสูงของวลิ ลสั ในลาไสเล็กของลกู สกุ รสวน ดโู อดินัม
และเจจูนมั สงู ทีส่ ดุ และมีผลกระทบตอกลมุ ควบคุมสวนความสงู ของวลิ ลสั ในสวน ไอดลียม กลมุ ทีใ่ ช L. salivarius
มีความสงู ทส่ี ุดแตไมมีผลกระทบตอกลมุ ควบคุมสวนความลึกของสวนดูโอดินัม เจจูนมั และไอเลียม กลุมที่ใช L.
salivarius มคี วามลึกที่สดุ แตไมมผี ลกระทบตอกลมุ ควบคุม (ดังตารางท่ี 4)
143
ตำรำงที่ 4 การเสรมิ โปรไบโอตกิ ตอความสงู ความลกึ ของวลิ ลสั
ท่มี ำ ระดบั ดูโอดนี ัม เจจนู ัม ไอเลยี ม ลำไส
VH (mm) CD VH (mm) CD(mm) VH (mm) CD (mm)
(mm) 0.23±0.014 0.10±0.0137
0.28±0.012 0.11 ± 0.009
มนสั นนั ท เพศผูไมเสรมิ โปรไบโอตกิ รวม 0.22±0.016a 0.11±0.015 0.11± 0.015 0.23± 0.012 0.19±0.0070 a 0.09±0.006 ลาไส
และคณะ เพศเมยี ไมเสริมโปรไบโอตกิ รวม 0.22±0.013a 0.12±0.015 0.27± 0.012 0.11 ± 0.010 0.17±0.01309 a 0.10±0.004 เลก็
(2561) เพศผูเสริมโปรไบโอติกรวม 0.001 kg 0.25±0.012b 0.12±0.080 253.85 0.21 ±0.0056b 0.09±0.006
123.53 0.20 ± 0.0078b 0.09±0.005 ลาไสลกู
เพศเมียเสรมิ โปรไบโอตกิ รวม 0.001 kg 0.24±0.016b 0.12 ±0.01 290.41* 132.16 สุกร
158.01 107.55
Harutai ควบคมุ 251.13 135.85 480.07±53.82ab 429.49±59.93 175.10 105.88 ลาไส
et. al L.salivarius 0.5 มล 297.65** 142.83 เล็ก
458.65±41.16b 377.06±56.62
(2018)
528.17±61.70a 351.96±73.64
Zhimei ควบคุม -- 371.95±43.03b 315.55 ± 32.94
et. al -- 458.44±65.70ab 288.55 ± 24.74
(2020) Antibiotics 5×1010
CPU/Kg 471.73±25.87a 280.12 ± 60.03
Lactobacillus reuteri LR1. 5×1010
CPU/Kg --
หมำยเหต:ุ a-c อกั ษรทแ่ี สดงความแตกตางอยางมีนัยสาคัญทางสถติ ิ (P<0.05)
144
กำรเสรมิ โปรไบโอติกตอคณุ ภำพเนอ้ื
Dankook et al. (2016) ศึกษาผลของการใชโปรไบโอตกิ ในสุกรพบวาการเสรมิ โปรไบโอติกตอคณุ ภาพเนอ้ื ของ
กลุมควบคมุ +0.02% Bacillus spp. probiotic มีColor, Drip loss สูงที่สดุ และไมมีผลกระทบตอกลมุ ควบคมุ และ
กลุมสวนเปอรเซ็นตของและกลุมควบคุม+ 0.01% Bacillus spp. Probiotic มีเปอรเซ็นต Cooking Loss,
Longissimus muscle กลุมควบคุมเี ปอรเซน็ ตสูงทส่ี ุดแตไมมีผลกระทบตอกลมุ สงู ทีส่ ดุ และไมมีผลกระทบตอกลมุ
ควบคุม+ 0.01% Bacillus spp. Probiotic และกลุมควบคุม+ 0.02% Bacillus spp. Probiotic สวน Water
holding กลุมควบคุม+ 0.01% Bacillus spp. Probiotic สูงที่สุดแตไมมีผลกระทบตอกลุมอื่น สวน Carcass
weight กลุมควบคุม+ 0.02% Bacillus spp. Probiotic สูงท่สี ุดแตไมมีผลกระทบตอกลมุ อ่ืน พบวา Artur et. al
(2021) กลมุ ควบคมุ มี pH สงู ท่สี ดุ แตกลมุ Bi0Plus Yc probiotic สวน Color ของเนื้อกลมุ Bi0Plus Yc probiotic
มีColor สูงกวากลุมควบคุม แตไมมีผลกรพทบตอกลุมควบคุมและจะสงผลกรพทบภายในกลุมของตัวเอง สวน
เปอรเซ็นต Drip loss กลุม Bi0Plus Yc probiotic มีเปอรเซ็นตท่ีสูงกวากลุมควบคุมแตไมมีผลกระทบตอกลุม
ควบคมุ นอกจากนี้ Sung et. al (2018) พบวากลุมควบคุม+ probiotic มีColor ของเนื้อ เปอรเซ็นต Drip lossม,
Cooking Loss ที่สูงกวากลุมควบคุม แตไมมีผลกระทบตอกลุมควบคุม สวน Water holding ที่สูงกวา กลุม
ควบคุม+ probiotic แตไมมีผลกระทบตอกลมุ กลมุ ควบคมุ + probiotic (ดังตารางท่ี 5)
145
ตำรำงท่ี 5 การเสริมโปรไบโอติกตอคณุ ภาพเนอ้ื
ทมี่ ำ กลมุ PH Color Drip loss (%) Cooking Loss Longissimus Water Carcass
(%) muscle holding weight, kg
Tianshui LiIn ควบคมุ 5.31 L 3.34 Day1 8.38 30.96 67.83
et. al (2016) a 17.08 Day3 13.97 49.16 85.9
b 6.14 day5 19.01 30.59 68.67
day7 23.92
ควบคุม+ 5.34 L 3.63 49.99 88.0
0.01% 5.36 a 17.23 day1 8.06
Bacillus spp. b 6.26 day3 13.52
Probiotic day5 17.7
L 3.66 day7 22.86
ควบคุม+ a 58.74
0.02% b 6.06 day1 12.38 30.51 69.47 49.33 91.6
Bacillus spp. day3 6.65
probiotic L56.08±0.65 day5 17.5
a 5.48±0.14 day7 23.26
b 8.98±0.15
Sung et. al ควบคมุ - L56.78±0.48 1d 5.15±0.23 23.10±0.71 - 59.10±0.51 -
(2018) a 5.40±0.19
b 9.48±0.15 3 d 6.32±0.26
15d 9.31±0.28
probiotic - 1 d 5.38±0.24 23.33±0.54 - 59.07±0.46 -
3 d 6.44±0.30
15d 9.28±0.32
146
ตำรำงท่ี 5 การเสรมิ โปรไบโอติกตอคุณภาพเนือ้
ทม่ี ำ กลมุ PH Color Drip loss Cooking Loss Longissimus Water Carcass
(%) (%) muscle holding weight, kg
Artur et. al ควบคมุ pH35 min L*56.96 ± 0.54 -
(2021) 2.49 ± - - -
6.58 ± 0.02 a* 5.47 ± 0.11 0.18 -
pH24 SM b* 13.86±0.15 - -
5.98±0.05 c*14.94±0.10
pH48
5.72±0.04
Bi0Plus Yc pH35 min 6.56 ± L*57.62 ± 0.44 -
0.0004 kg 0.02 a* 5.35± 0.13
b*14.14± 0.14 2.69± 0.17
pH24 SM
5.92±0.03 c*15.12±0.15
pH48
5.56±0.02
หมำยเหตุ : L* (lightness) ความสวาง , a* (redness) สแี ดง , b* (yellowness) สเี หลอื ง a* =Red(+)/Green(-) , b* = yellow(+)/blue