ความส่องสวา่ งปรากฏ (apparent brightness)
❑ ระดบั ท่ี 1 สว่างทส่ี ดุ
❑ ระดับที่ 6 ริบหรีท่ ีส่ ดุ
ให้สังเกตความสอ่ งสว่างของดาวแล้วแบง่ ดาวเปน็ ระดบั
โดยใชร้ ะดบั ความสอ่ งสวา่ งที่สังเกตเห็นเปน็ เกณฑจ์ ะแบ่ง
ออกเป็นกีร่ ะดับ
Hipparchus
(190-127 ปีก่อนครสิ ตศ์ ักราช)
ความส่องสว่างและโชติมาตรของดาวฤกษ์
ตารางแสดงค่าโชตมิ าตรของดาวฤกษ์บางดวง
ตัวอยา่ งดาวฤกษ์ ระยะห่างจากโลก(พาร์เซก) โชตมิ าตรปรากฏ โชติมาตรสมั บรู ณ์
2.2 -1.9
แอลฟา แคสโอเปีย 70 1.9 0.9
1.6 -6.8
แคสเตอร์ เอ 15.6 1.6 -2.7
-26.7 4.8
อนลิ าม 600
เบลลาทรกิ ซ์ 77
ดวงอาทิตย์ 4.84 x 10-6
ดาวฤกษ์ท่ีมีคา่ โชตมิ าตรปรากฏมากจะมีค่าความส่องสว่างปรากฏน้อย ในขณะที่ดาวฤกษท์ ี่มีค่า
โชติมาตรปรากฏน้อยจะมีค่าความสอ่ งสว่างปรากฏมาก และค่าโชติมาตรสามารถมีค่าติดลบได้
โชตมิ าตรปรากฏ/อนั ดับความส่องสวา่ งปรากฏ/แมกนจิ ดู ปรากฏ
ความสอ่ งสวา่ งและโชติมาตรของดาวฤกษ์
ดาวท่มี ีค่าโชติมาตรนอ้ ยกับดาวท่ีมโี ชตมิ าตรมาก
ดาวดวงใดมคี วามส่องสวา่ งมากกวา่ กนั ?
ดาวที่มีค่าโชติมาตรนอ้ ย
จะสวา่ งกวา่ ดาวท่ีมีโชตมิ าตรมาก
โชตมิ าตรปรากฏ/อนั ดับความส่องสวา่ งปรากฏ/แมกนจิ ูดปรากฏ
✓ เป็นการกาหนดระดบั ความสวา่ ง เพือ่ เปรยี บเทยี บความสอ่ งสวา่ ง
ปรากฏ
✓ เปน็ ตัวเลขทก่ี าหนดขึ้นโดยกาหนดเปน็ 6 ระดับ
✓ ดาวฤกษ์ทีม่ โี ชตมิ าตรตา่ งกนั 1 จะมีความสอ่ งสว่างต่างกนั 2.512 เท่า
การคานวณความส่องสว่างและโชตมิ าตรของดาวฤกษ์
โชตมิ าตรปรากฏของดาว2 = (2.5) 2− 1 เท่า
โชตมิ าตรปรากฏของดาว1
เมอ่ื m1 และ m2 เป็นโชติมาตรปรากฏของดาว 1 และดาว 2 ตามลาดบั
m2- m1 คอื ผลต่างของโชตมิ าตรปรากฏระหวา่ งดาวสองดวง
หรือ ดาวสองดวงมคี วามสว่างตา่ งกัน = (2.5)n เทา่
ดาว A มีโชติมาตร -0.5 สว่ นดาว B มีโชตมิ าตร 1.5 ความส่องสวา่ งของดาวทั้งสอง
จะต่างกันประมาณกเี่ ท่า
f อันดับความส่องสว่างตา่ งกัน n จะมคี วามสวา่ งต่างกัน (2.5)n เท่า
ดาว A และดาว B มีอนั ดับความสว่างตา่ งกัน = 1.5-(-0.5)
= 2.0
ดาว A และดาว B มีอันดบั ความสว่างตา่ งกนั = (2.5)2เท่า
= 6.25 เท่า
ถ้าดาวฤกษ์ 2 ดวงมีโชติมาตรปรากฏต่างกัน 3 จะสว่างตา่ งกนั กเ่ี ทา่
อนั ดับความส่องสว่างต่างกัน n จะมีความสว่างตา่ งกนั (2.5)n เทา่
ดาวฤกษ์ 2 ดวงมโี ชติมาตรปรากฏตา่ งกัน =3
ดาวฤกษ์ 2 ดวงจะสวา่ งต่างกัน = (2.5)3เท่า
= 15.625 เท่า
ดาวศุกร์เมื่อสวา่ งนอ้ ยสดุ มคี วามสวา่ ง 3.5 ดาวซรี อี สั มอี ันดับ
ความสว่าง -0.5 ดาวศกุ รม์ ีความสวา่ งมากกวา่ ดาวซรี อี สั ก่เี ทา่
วธิ ที า อันดับความสอ่ งสว่างต่างกนั n จะมคี วามสว่างต่างกัน (2.5)n เทา่
ดาวศุกรแ์ ละดาวซิริอสั มีอนั ดับความสวา่ งตา่ งกัน = 3.5-(-0.5)
= 4.0
ดาว A และดาว B มีอนั ดบั ความสว่างต่างกัน = (2.5)4เท่า
= 39.06 เท่า
ตอบ 39.06 เท่า
สแี ละอณุ หภูมขิ องดาวฤกษ์
ดาวฤกษ์
สี อุณหภมู ผิ ิว และชนดิ สเปกตรัม
O B A
นา้ เงนิ ขาว
> 30,000 K นา้ เงินแกมขาว 7,500 - 10,000 K
10,000 - 30,000 K
F G K M
ขาวแกมเหลอื ง เหลือง สม้ แดง
6,000 – 7,500 K 4,900 - 6,000 K 3,500 - 4,900 K 2,500 - 3,500 K
องค์ประกอบทางเคมขี องดาวฤกษ์
สูง ต่า
Oh! Be A Fine Girl, Kiss Me
ววิ ัฒนาการดาวฤกษ์ 2
กาเนดิ ดาวฤกษ์ เกิดปฏิกริ ิยาเทอรม์ อนิวเคลยี ร์
1 สสารภายในเนบิวลายุบตวั ดาวฤกษก์ ่อนเกดิ (Protostar)
ความดนั และอุณหภมู เิ พมิ่ ขนึ้ กลายเปน็ ดาวฤกษ์
เกิดดาวฤกษ์กอ่ นเกดิ
3 ดาวฤกษอ์ ยู่ในสภาพ
สมดลุ อุทกสถิตและปลดปลอ่ ย
พลังงานเป็นเวลานาน
ววิ ฒั นาการดาวฤกษ์
ปฏิกิรยิ าเทอร์โมนิวเคลยี ร์
เปลี่ยนสสารเป็นพลังงาน
ทาใหด้ าวฤกษ์สอ่ งแสงได้
ลาดบั ววิ ัฒนาการของดาวฤกษ์จากกาเนดิ ไปจนถงึ แตกดับ
มวล
เวลา น้อย ดาวฤกษก์ อ่ นเกิด ดาวฤกษ์ก่อนเกดิ ดาวฤกษ์กอ่ นเกิด มาก
น้อย มวล 9-25 เทา่ ของดวงอาทติ ย์ มวลมากกว่า 25 เทา่ ของดวงอาทิตย์
มวล 0.08-9 เท่าของดวงอาทติ ย์
ดาวฤกษ์ ดาวยักษ์ใหญ่ ดาวยักษ์ใหญ่
คล้ายดวงอาทิตย์ (super giant) (super giant)
(main sequence)
ดาวยักษ์ใหญแ่ ดง ซูเปอรโ์ นวา
ดาวยักษ์แดง (red supergiant) (supernova)
(red giant)
เนบวิ ลาดาวเคราะห์ ซเู ปอรโ์ นวา หลมุ ดา
(planetary nebula) (supernova) (black hole)
มาก ดาวแคระขาว ดาวนิวตรอน
(neutron star)
(white dwaf)
แบบทดสอบ
1. เม่อื ใชส้ เปกตรมั จดั เรยี งชนดิ ของดาวฤกษ์ ขอ้ ใดจัดลาดับจากอณุ หภูมสิ งู
ไปตา่ ไดถ้ กู ตอ้ ง
ก. M-O-B-K ข. A-F-G-K
ค. O-K-B-A ง. G-K-O-M
แบบทดสอบ
2. ข้อใดระบุคณุ สมบัตขิ องดวงอาทติ ยไ์ ด้ถูกต้องท่สี ดุ
ก. ดาวยักษแ์ ดงชนิด M
ข. ดาวฤกษส์ ีแดงชนดิ K
ค. ดาวฤกษส์ เี หลืองชนิด G
ง. ดาวแคระสเี หลอื งชนดิ O
แบบทดสอบ
3. ดาวฤกษ์ในข้อใดทมี่ ีอุณหภูมขิ องผิวดาวต่าทีส่ ุด
ก. มแี สงสีนา้ เงิน
ข. มีแสงสแี ดง
ค. มแี สงสเี หลอื ง
ง. มีแสงสสี ม้
แบบทดสอบ
4. ดาวดวงใดมอี ุณหภมู ผิ วิ สงู ที่สดุ
ก. ดาวปาริชาต สีส้มแดง
ข. ดาวดวงแกว้ สสี ้ม
ค. ดาวซีรอี สั สขี าว
ง. ดาวรวงข้าว สขี าวนา้ เงนิ
ระยะห่างของดาวฤกษ์
หนว่ ยท่ใี ช้บอกระยะทางในดาราศาสตร์
หนว่ ยดาราศาสตร์ (astronomical unit: AU)
1 AU = 150 ลา้ นกโิ ลเมตร
ปแี สง
1 ปแี สง = 9.5 ลา้ นลา้ นกโิ ลเมตร
พาร์เซก (Parsac : pc ; Parallax Angle of 1 Arc Second )
1 pc = 3.26 ปีแสง = 206,265 AU
แพรลั แลกซ์ คอื ปรากฏการณ์ทีผ่ สู้ ังเกตมองจาก 2 จุด แลว้ เหน็ ตาแหนง่ ของวตั ถุ
เปลีย่ นไปเมอื่ เทียบกัน
การหามมุ แพรัลแลกซ์
Tan p =
p =
d =
ตวั อย่างที่ 1.1
ถ้าดาวซรี อี ัส มีมมุ แพรัลแลกซ์ เทา่ กับ 0.379 ดาวซีรอี ัสอยูห่ ่างจากโลกกี่พารเ์ ซก
ดาวซรี อี สั ; d = 1
=1
0.379
= 2.64 pc
ดังนนั้ ดาวซรี ีอสั น้ีอยหู่ ่างจากโลกเทา่ กับ 2.64 pc
ตัวอยา่ งที่ 1.2
ดาวไรเจลอย่หู า่ งจากโลก 4.5 พาร์เซก จงหาวา่ ดาวไรเจลมีมมุ แพรัลแลกซ์ เทา่ กบั เท่าไหร่
ดาวไรเจล ; P = 1
P= 1
4.5
P = 0.22
ดังนัน้ ดาวไรเจลมีมมุ แพรัลแลกซ์เทา่ กับ 0.22
เนบิวลา แหลง่ กาเนิดดาวฤกษ์
เนบิวลา คอื แก๊สและฝุ่นทร่ี วมกนั อยเู่ ปน็ กลุ่มใหญ่ระหว่างดาวฤกษภ์ ายในกาแลก็ ซี
ตน้ กาเนดิ ของเนบิวลา คือ สสารดั้งเดมิ หลงั บกิ แบงและซากทีเ่ หลือจากการ
ระเบิดของดาวฤกษ์
กล่มุ ดาวนายพรานและกระจกุ ดาวลกู ไก่
ดาวฤกษ์ในกลมุ่ ดาวนายพรานดวงใดท่มี ีอายุ
มากใกล้ถงึ จุดสุดทา้ ยของชีวติ
ตอบ เบทเทลจุส (Betalqeuse)
จากการสังเกตสีของดาวฤกษใ์ นกระจุกดาวลูกไก่ ดาวฤกษ์เหลา่ นี้มีอุณหภมู ิผิว
เป็นอย่างไรเมื่อเทยี บกับดวงอาทติ ย์
ดาวฤกษใ์ นกระจกุ ดาวลูกไกม่ ีสีนา้ เงนิ ขาว แสดงวา่ มีอุณหภมู ผิ วิ สูงกว่าอุณหภูมผิ ิวของดวงอาทติ ย์
เนบวิ ลาทีม่ วลสารกาลงั ยบุ ตัวเกิดเปน็ ดาวฤกษ์ใหม่
เนบวิ ลานกอินทรยี ์ เนบวิ ลาสามแฉก เนบวิ ลาดอกกหุ ลาบ
เนบวิ ลาผีเสอ้ื เนบิวลาหวั ใจ เนบิวลาเมดูซา เนบวิ ลานาฬิกาทราย
เนบวิ ลามืดเพราะฝ่นุ บงั แสงดาวฤกษห์ รอื แสงอืน่ ๆ ทอ่ี ยูเ่ บื้องหลัง
เนบิวลางู เนบิวลาหวั ม้า
ประเภทของเนบวิ ลา
1. เนบิวลาเรืองแสง มสี แี ดง
2. เนบวิ ลาสะทอ้ นแสง มีสีแดงปนฟา้ เช่น เนบวิ ลาในกระจดุ ดาวลกู ไก่
3. เนบวิ ลามดื เห็นเปน็ เงามดื เชน่ เนบิวลาหัวมา้
สรปุ ดาวฤกษ์ โชติมาตร
ความสอ่ งสวา่ ง คา่ แสดงระดบั ความส่องสว่างของดาวฤกษ์
ณ ตาแหน่งของผ้สู งั เกต
พลังงานจากดาวฤกษท์ ีป่ ลดปลอ่ ย
ออกมาในเวลา 1 วินาทีตอ่ หน่วย โชตมิ าตรมาก ความส่องสว่างนอ้ ย
พื้นท่ี ณ ตาแหนง่ ของผ้สู งั เกต โชติมาตรน้อย ความสอ่ งสว่างมาก
สี อณุ หภูมผิ วิ
และ ชนดิ สเปกตรมั
สี นา้ เงิน น้าเงินแกมขาว ขาว ขาวแกมเหลือง เหลือง ส้ม แดง
อณุ หภมู ผิ วิ (K) >30,000 10,000-30,000 7,500-10,000 6,000-7,500 4,900-6,000 3,500-4,900 2,500-3,500
สรุป
ววิ ฒั นาการของดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์ ดาวยักษ์แดง เนบิวลาดาวเคราะห์ ดาวแคระขาว
คลา้ ยดวงอาทติ ย์
ดาวฤกษ์ก่อนเกิด
นวล 0.08-9 เท่า
ของดวงอาทติ ย์ ดาวยักษ์ใหญแ่ ดง ซูเปอร์โนวา
ดาวฤกษ์ก่อนเกดิ การระเบดิ อยา่ งรุนแรง ดาวนิวตรอน
มวล 9-25 เท่า ดาวยักษใ์ หญ่
เนบิวลา
ของมวลดวงอาทิตย์
ดาวฤกษ์กอ่ นเกิด ซเู ปอรโ์ นวา หลุมดา
มวลมากกวา่ 25 เท่า การระเบิดอย่างรนุ แรง
ของมวลดวงอาทติ ย์
ดาวยักษใ์ หญ่
แบบฝึกหัดท่ี 1.2
พิจารณาภาพ แล้วระบุประเภทและอธิบายลักษณะของกาแลก็ ซี
1. กาแลก็ ซี _____________________________ 2. กาแล็กซี _____________________________
__________________________________________ __________________________________________
__________________________________________ __________________________________________
__________________________________________ __________________________________________
__________________________________________ __________________________________________
แบบฝึกหดั ท่ี 1.2
พจิ ารณาภาพ แลว้ ระบปุ ระเภทและอธบิ ายลักษณะของกาแล็กซี
3. กาแลก็ ซี _____________________________ 4. กาแลก็ ซี _____________________________
__________________________________________ __________________________________________
__________________________________________ __________________________________________
__________________________________________ __________________________________________
__________________________________________ __________________________________________
แบบฝึกหดั ท่ี 1.2
พิจารณาภาพ แล้วระบปุ ระเภทและอธบิ ายลักษณะของกาแลก็ ซี
1. กาแลก็ ซี __ก_ัง_ห__ัน_แ_บ_บ__ธ_ร_ร_ม__ด_า__แ_ท_น__ด_้ว_ย_ส_ัญ__ลกั ษณ์ 2. กาแล็กซี __เล__น_ส__์ ห__ร_ือ_ก__า_แ_ล__็ก_ซ_ีล__ูก_ส_ะ_บ__้า__แ_ทน
___S__ม_ลี__ัก_ษ_ณ__ะ_ค_ล__้า_ย_จ_า_น__บ__ร_ิเว_ณ__แ_ก__น_ก_ล__า_ง_เ_ร_ีย_ก__ว่า ___ด_้ว__ย_ส_ัญ__ล__ัก_ษ__ณ_์_S__O__ม_ีล__ัก_ษ__ณ__ะ_ค_ล_้า_ย__เล__น_ส_์_โ_ด_ยมี
นวิ เคลยี ส มแี ขนหมนุ เป็นเกลยี วรอบแกนกลาง ___ล_ั_ก_ษ__ณ__ะ_เ_ป_็ น__จ_า__น_ค__ล_้ า_ย__ก_ั บ__ก_า__แ_ล_็ _ก_ซ_ี ก__ั ง_ห__ั น_แ ต่
___แ_ต__ก_ต__่า_ง_ก_ัน__ต_ร_ง__ท_ี่ไ_ม_่ม__ีแ_ข__น__แ_ล__ะ_ม_ีส_่_ว_น_ป__่อ_ง_ต_ รง
___เ_ร_ยี _ก_ว_่า__จ_า_น__แ_ล__ะ_ม_ีด_า_ว_ท__ี่ก_ร_ะ_จ_า_ย_เ_ป_็น__ท_ร_ง_ก__ล_ม_ร_อบจาน
___ก_า_แ_ล__็ก_ซ_ี _เ_ร_ยี _ก__ว_า่ __ฮ_า_โ_ล_ห_ร_ือ__ก_ร_ด_ด_า_ร_า_จ__กั _ร_____ กลางขนาดใหญ่เมื่อเทยี บกบั ขนาดของจาน
__________________________________________ __________________________________________
แบบฝกึ หดั ที่ 1.2
พิจารณาภาพ แล้วระบปุ ระเภทและอธบิ ายลักษณะของกาแล็กซี
3. กาแล็กซี _ท__า_ง_ช_้า_ง_เ_ผ_ือ_ก__แ__ท_น_ด__้ว_ย_ส_ัญ__ล__ัก_ษ_ณ_ ์ I 4. กาแลก็ ซี _แ__อ_น_ด_ร_อ__เม__ด_า__แ_ท_น__ด_ว้ _ย_ส_ัญ__ล__กั _ษ_ณ_ ์ I
___เ ป__็ น__ก_า_แ__ล_็ ก__ซ_ี ก_ั ง__ห_ั น__แ_บ__บ__ม_ี ค__า_น__ม__ี โ_ค_ร_ง__ส_ร_้ า_ง ท่ี ___เป__็น_ก_า_แ_ล__ก็ _ซ_กี _ัง__ห_ัน__ม_ขี__น_า_ด_ใ_ห_ญ__่ก_ว_่า_ก__า_แ_ล_ก็ _ซ__ีท_า_ง
___ป_ร_ะ_ก_อ__บ_ด_้ว_ย_น__ิว_เ_ค_ล_ยี _ส__จ__า_น__แ_ล_ะ_ฮ_า_โ_ล__ภ_า_ย__ใน__ม_ีดาว ___ช_้า_ง_เ_ผ_อื _ก__ส_ัง_เ_ก_ต__เห__น็ _ไ_ด_้โด__ย_ม_ีล__กั _ษ_ณ__ะ_ฝ_า้_จ__า_ง_ๆ__ข_นาด
___ฤ_ก_ษ__์ก_ว_่า__2_0_0_,_0_0_0____ล__้า_น_ด_ว_ง__อ__ย_ู่ร_ว_ม_ก__ัน_ด_้ว__ย_แรง ___เล__ก็ __อ_ย_่ทู _า_ง__ท_ิศ_เ_ห_น__อื _บ_ร_เิ_ว_ณ__ก_ล_่มุ__ด_า_ว_แ_อ__น_ด_ร_อ_เ_ม_ดา
โน้มถว่ งและโคจรรอบจุดศูนยก์ ลางกาแล็กซี __________________________________________
__________________________________________
แบบฝึกหดั ที่ 2.1 ดาวฤกษ์
ตอบคาถามต่อไปน้ี
1. ดาวฤกษ์ดวงใดบ้างทมี่ นุษยส์ ามารถมองเหน็ ไดใ้ นเวลากลางวนั เพราะอะไร
_________ด_ว_ง_อ__า_ท_ติ _ย_์_เ_พ_ร_า_ะ_ด__ว_ง_อ_า_ท_ิต__ย_์เป__น็ _ด_า_ว__ฤ_ก_ษ_์ท__่ีอ_ย_ู่ใ_ก_ล_้โ_ล_ก__ม_า_ก_ท__ีส่ _ดุ ________________________________________
_____________________________________________________________________________________________________
2. เพราะเหตใุ ด เมอ่ื เราสังเกตดาวฤกษ์แต่ละดวงบนทอ้ งฟา้ จึงมีความสวา่ งไม่เท่ากนั
_____________________________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________________________
เพราะระยะห่างจากโลกและกาลงั สอ่ งสว่าง
Thank!!!
ลาดบั แนวความคดิ ระบบสุริยะ
ระบบสรุ ยิ ะเกดิ จากการรวมตวั กนั ของกลมุ่ ฝุ่นและแก๊สท่เี รียกวา่
“เนบวิ ลาสรุ ิยะ”
บริเวณใกลด้ วงอาทติ ยม์ ีอณุ หภูมสิ ูง สสารส่วนหนึง่ ทีร่ วมตัวกนั เป็น
ของแข็งจะเกดิ การพอกพนู มวลเป็นดาวเคราะหห์ นิ หรือดาวเคราะหช์ นั้ ใน
ในขณะที่แกส๊ และสารระเหยงา่ ยจะถูกผลักออกไปไกลจากดวงอาทิตยเ์ กิด
เป็น “ดาวเคราะห์แก๊ส” หรือ “ดาวเคราะหว์ งนอก”
ลาดับแนวความคดิ ระบบสรุ ยิ ะ
การที่จะมีสงิ่ มชี ีวิตได้ ดาวดวงนั้นตอ้ งมีองคป์ ระกอบสาคัญ คือ “น้า” ที่อยู่
ในสถานะของเหลว ชน้ั บรรยากาศทเี่ หมาะสมต่อการดารงชวี ติ สิง่ มชี วี ติ
และต้องอยหู่ ่างจากดาวฤกษ์ในระยะทางทเ่ี หมาะสม
โครงสร้างภายในดวงอาทิตยแ์ บง่ เป็น แกน่ เขตการแผร่ ังสี และเขตการ
พาความรอ้ น สว่ นชั้นบรรยากาศแบง่ เป็นชั้นโฟโตสเฟยี ร์
ช้นั โครโมสเฟียร์ และช้ันคอโรนา
ลาดบั แนวความคิดระบบสุรยิ ะ
ดวงอาทิตยน์ อกจากจะแผพ่ ลังงานออกมาในรปู คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้าใน
ทกุ ความยาวคลืน่ ยังปลอ่ ยอนุภาคพลังงานสงู ทเ่ี รยี กวา่ ลมสุริยะ และ
พายสุ รุ ยิ ะ ซ่งึ เกิดจากปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ เช่น การลุกจ้า
การปลอ่ ยกอ้ นมวลจากคอโรนา และสง่ ผลต่อสง่ิ ชีวติ บนโลก
ระบบสุรยิ ะ (Solar System)
ระบบสรุ ิยะ (Solar System)
ระบบสรุ ิยะ (Solar System) หมายถึง ระบบดาวที่มีดวงอาทติ ย์เปน็ ศนู ยก์ ลาง
และมีบรวิ ารโคจรรอบดวงอาทิตย์ดว้ ยแรงโมถ่วงและแรงหนีศนู ยก์ ลาง
1. เนบิวลาสรุ ิยะเริ่มยบุ ตัว การกาเนิดระบบสุรยิ ะ
เมอ่ื 4,600 ล้านปกี อ่ น เนบิวลาซ่งึ เป็นเศษซากจาก
การระเบดิ ดาวฤกษข์ นาดใหญ่ หรือเรยี กว่าซุปเปอร์โนวา
เรียกว่า เนบิวลาสุริยะ (solar nebula) ซึ่งประกอบไป
ดว้ ยฝุ่น แกส๊ โลหะ เศษหิน และสสารต่าง ๆ เริ่มเกิดการ
ยุบรวมตัวกนั
3. เกดิ ดวงอาทติ ย์ 2. เนบวิ ลาสุรยิ ะยบุ ตัว
ดาวฤกษ์ก่อนเกิดยุบตัวลงไปจนมีความดันและมี • มวลร้อยละ 99.8 ของเนบิวลาสุริยะซ่ึงประกอบด้วยแก๊สไฮโดรเจน
อุณหภูมิสูงจะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันเกิดเป็นดวง และฮีเลียมเกิดการยุบตัวเข้าสู่บริเวณใจกลางด้วยแรงโน้มถ่วง ทา
อาทิตย์ ซึ่งถือเป็นดาวฤกษ์ในลาดับหลักท่ีอยู่ในภาวะ ให้บริเวณใจกลางมีอุณหภูมิและความดันเพิ่มสูงข้ึนจนกลายเป็น
สมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงกับแรงดันแก๊สทาให้เปล่งแสง ดาวฤกษ์ก่อนเกดิ (protostar) เปน็ บรวิ ารของดวงอาทิตย์
เป็นดวงอาทติ ย์
• มวลอีกร้อยละ 0.02 ของเนบิวลาสุริยะท่ีเหลือจะรวมตัวกันเป็น
แผ่นจานแบนและหมุนรอบใจกลาง
4. เกิดการพอกพูนบริเวณแผ่นจานหมนุ การกาเนิดระบบสรุ ยิ ะ
แผ่นจานหมุนบริเวณโดยรอบเร่ิมบางลง
เพราะโลหะ เศษหิน แก๊ส และสสารต่าง ๆ เกิด
การรวมตัวกันด้วยแรงโน้มถ่วง และค่อย ๆ
พอกพูนกลายเปน็ วัตถทุ มี่ ีขนาดใหญข่ ้ึน
5. เกดิ ดาวเคราะห์
บริเวณศนู ยก์ ลางดวงอาทิตยผ์ ลิตจะผลติ พลงั งานดว้ ยปฏิกิรยิ านิวเคลยี ร์ฟิวชันด้วยอตั ราคงท่ี วตั ถรุ อบนอกบริเวณแผ่นจานหมนุ จะเกิดการพอกพนู มวล
สว่ นทีเ่ กดิ การพอกพนู บริเวณใกล้ดวงอาทติ ยจ์ ะถูกลมสุริยะจากดวงอาทิตย์พัดพาแกส๊ ออกไปจากผวิ กลายเปน็ ดาวเคราะหว์ งใน
สว่ นที่เกิดการพอกพูนบริเวณที่อยู่ไกลออกไปจากดวงอาทิตย์ทาให้ได้รับอิทธิพลจากลมสุริยะน้อยทาให้บริเวณผิวยังคงมีแก๊สปริมาณมากปก
คลุมกลายเป็นดาวเคราะห์วงนอก
สว่ นเศษหนิ โลหะ แกส๊ และสสารต่าง ๆ ท่ีไม่ไดร้ วมตัวกนั กลายเปน็ ดาวเคราะห์ จะกลายเปน็ บริวารของดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย
ดาวเคราะหแ์ คระ ดาวหาง และสะเก็ดดาว
ระบบสุริยะ สสารบรเิ วณรอบ ๆ รวมตัวกนั
เปน็ ดาวเคราะห์วงใน ดาวเคราะห์วงนอก
กาเนิดระบบสุริยะ
และบรวิ ารของดวงอาทติ ย์
สสารภายในเนบิวลาสุริยะ
รวมตวั กัน
มวล 99.8% ของเนบวิ ลา ดาวฤกษ์ก่อนเกิด กลายเป็นดวงอาทิตย์
สสารอนื่ ๆ เร่มิ รวมตัวกัน
รวมตัวกันบริเวณใจกลางเกดิ เป็นดาวฤกษก์ ่อนเกดิ
และมวล 0.2% รวมตวั กนั เปน็ จานรอบ ๆ
เขตของบริวารดวงอาทิตย์
นกั ดาราศาสตร์แบง่ ระบบสุริยะออกเปน็ 4 เขต
1. ดาวเคราะหว์ งใน ไดแ้ ก่ ดาวพธุ ดาวศกุ ร์ โลก และ ดาวอังคาร เปน็ ดาวเคราะหท์ มี่ ี
ลกั ษณะผิวแข็งหรือเปน็ หิน แบบเดียวกบั โลกจึงเรียกว่า ดาวเคราะหห์ ิน
2. แถบดาวเคราะห์น้อย มวลสาร ท่อี ยบู่ นแถบของดาวเคราะห์นอ้ ย อยู่บรเิ วณ ระหวา่ ง
วงโคจรของดาวองั คารและดาวพฤหสั บดี
เขตของบรวิ ารดวงอาทิตย์
3. ดาวเคราะห์วงนอก ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนสั ดาวเนปจนู
ดาวเคราะห์ชน้ั นอก หรอื ดาวเคราะหย์ ักษ์ เปน็ ดาวเคราะห์ท่มี ขี นาดใหญ่
มีองคป์ ระกอบหลัก เป็นไฮโดรเจน และฮเี ลียมท้ังดวง จึงอาจเรียกว่า ดาวเคราะหแ์ กส๊
4. ดาวหาง เศษทเี่ หลอื จากดาวเคราะห์ยกั ษค์ อื ดาวหาง จานวนมากท่อี ยรู่ อบนอกของ
ระบบสุรยิ ะ