The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เอกภพ (เอกภพและกาแล็กซี่)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cheerfully_9, 2022-02-24 12:54:28

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เอกภพ (เอกภพและกาแล็กซี่)

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เอกภพ (เอกภพและกาแล็กซี่)

การแบ่งเขตบริวารรอบดวงอาทิตย์

เขตบรวิ ารของดวงอาทติ ย์ สามารถแบง่ ตามลกั ษณะการเกิดและองค์ประกอบได้เปน็ 4 เขต

1 เขตดาวเคราะห์วงใน (ดาวเคราะห์หิน ผิวดาวเปน็ ของแขง็ ) (ดาวเคราะหแ์ ก๊ส ผวิ ดาวเป็นแกส๊ ) แถบไคเปอร์
2 เขตดาวเคราะห์นอ้ ย
ดาวพธุ , ดาวศกุ ร,์ โลก, ดาวอังคาร แถบดาวเคราะหน์ อ้ ย ดาวพฤหัส, ดาวเสาร,์ ดาวยเู รนัส, ดาวเนปจูน 4

12 3

3 เขตดาวเคราะหว์ งนอก
4 เขตดงดาวหาง



ดาวยเู รนัส (Uranus)

ดาวเนปจูน (Neptune)

ดาวเสาร์ (Saturn)
ดาวพฤหสั (Jupiter)

ดาวองั คาร (Mars)

ดวงอาทติ ย์ (Sun) ดาวศกุ ร์ (Venus)

โลก (Earth)
ดาวพธุ (Mercury)

ระบบสุริยะ

ระบบสุริยะ 1

1. ดวงอาทติ ย์ (Sun)

- ดวงอาทิตยเ์ ป็นศูนย์กลางและแหลง่ พลงั งานท่สี าคัญ
ของระบบสุรยิ ะ
- ของโลกดาวฤกษ์มวลนอ้ ย จัดอยู่ในสเปกตรัมสีเหลือง
- ทแี่ ก่นกลางเกิดปฏกิ ริ ยิ าเทอร์โมนิวเคลยี ร์ฟวิ ชัน

(หลอมนิวเคลียสไฮโดรเจนเปน็ นวิ เคลียสฮเี ลยี ม)

ระบบสรุ ยิ ะ ดาวเคราะหท์ ่ีใกล้ดวงอาทติ ยท์ ส่ี ุด คือ ดาวพุธ 2

เขตดาวเคราะหช์ น้ั ใน เป็นดาวเคราะห์หิน

2. ดาวพธุ (Mercury)

- ใกลด้ วงอาทติ ย์ทีส่ ุดและโคจรเร็วทส่ี ดุ
- ไม่มชี ั้นบรรยากาศหอ่ หมุ้ ดงั นนั้ ดาวพธุ จึงร้อนจดั ในเวลา
กลางวันและเย็นจดั ในเวลากลางคนื เรียกว่า เตาไฟแช่แขง็
- เปน็ ดาวเคราะหข์ นาดใหญ่กวา่ ดวงจนั ทรข์ องโลกเล็กน้อย

ดาวพุธอยใู่ กลด้ วงอาทิตยท์ ่สี ดุ เฉล่ยี ประมาณ 60 ล้านกิโลเมตร ช่วงเวลาหนึง่ วนั
ของดาวพุธ (เวลาท่ดี าวพธุ หมนุ รอบตวั เองครบหนึง่ รอบ) เท่ากับ 59 วันของโลก

ระบบสรุ ยิ ะ ดาวเคราะหท์ ใ่ี กล้ดวงอาทิตย์เป็นลาดบั ที่ 2 คอื ดาวศุกร์ 3

3. ดาวศุกร์ (Venus)

- มีขนาดและมวลใกล้เคียงกับโลก (ฝาแฝดกับโลก)
- สามารถมองเหน็ ไดด้ ว้ ยตาเปลา่
- ชัน้ บรรยากาศหนาแน่นกวา่ โลกมากและเต็มไปด้วยแกส๊

คารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) และกรดซลั ฟิวริก ทาให้เกิดปรากฏการณ์

เรอื นกระจก (Greenhouse Effect)
- ถ้าเห็นดาวศกุ รท์ างทิศตะวนั ตกตอนหัวคา่ เรยี กวา่ ดาวประจาเมอื ง

หรือทางทิศตะวันออกตอนใกล้รุ่ง เรยี กว่า ดาวประกายพรกึ

ระบบสรุ ิยะ ดาวเคราะหท์ ี่ใกล้ดวงอาทิตยเ์ ปน็ ลาดบั ที่ 3 คอื โลก 4

4. โลก (Earth)

- อย่หู ่างจากจากดวงอาทิตยใ์ นตาแหน่งทเ่ี หมาะสม ทาให้
อณุ หภูมิและสภาวะทเ่ี ออื้ ตอ่ ส่งิ มชี วี ติ

- พนื้ ผวิ ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยนา้ มีบรรยากาศท่ีมี
องค์ประกอบสว่ นใหญเ่ ป็นไนโตรเจนและออกซเิ จน

- โลกมีดวงจันทรเ์ ป็นบรวิ ารเพียงดวงเดยี ว
- โลกอยหู่ า่ งดวงอาทติ ย์ประมาณ 150 ลา้ นกโิ ลเมตร
เคล่ือนทรี่ อบดวงอาทติ ย์ 1 รอบ ใช้เวลา 365.265 วัน

ระบบสุริยะ ดาวเคราะห์บริวารลาดับท่ี 4 ของดวงอาทิตย์ คือ ดาวอังคาร (Mar) 5

5. ดาวองั คาร (Mars)

บางครั้งเรยี กวา่ ดาวแดง เพราะมพี ื้นผวิ ประกอบด้วย
ออกไซด์ของเหลก็ หรือสนิมเหลก็

มีแกนเอยี งใกล้เคียงกับโลก คือ 25 องศา ในขณะทแ่ี กนโลก
เอยี ง 23.5 องศา ทาให้ดาวอังคารฤดูกาลเดียวกบั โลก

มชี ้ันบรรยากาศเบาบางประกอบด้วย CO2

ดาวองั คารห่างจากดวงอาทติ ยป์ ระมาณ 225 ล้านกิโลเมตร
เคลื่อนรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลา 687 วนั ซงึ่ เกอื บ 2 เทา่
ของเวลาที่โลกเคลื่อนทีร่ อบดวงอาทิตย์

ระบบสรุ ิยะ ดาวเคราะหท์ เ่ี ปน็ บริวารลาดับที่ 5 ของดวงอาทติ ย์ คอื ดาวพฤหสั 6
เขตดาวเคราะหช์ ั้นนอก เป็นดาวเคราะหแ์ ก๊ส

6. ดาวพฤหัส (Jupiter)

ดาวเคราะหท์ ี่มีขนาดใหญ่ท่ีสุดในระบบสุริยะ

มีมวลมากที่สดุ ใช้เวลาในการหมนุ รอบ
ตัวเองนอ้ ยท่สี ุด ประมาณ 10 ช่ัวโมง

มชี นั้ บรรยากาศทแ่ี ปรปรวนและมพี ายตุ ลอดเวลา
มพี ายุหมุนขนาดใหญ่มองเหน็ เปน็ จดุ แดงใหญ่ที่
บริเวณซีกใต้
อยู่หา่ งดวงอาทติ ย์ประมาณ 778 ลา้ นกิโลเมตร

ระบบสุรยิ ะ ดาวเคราะห์ทีเ่ ปน็ บรวิ ารลาดับที่ 6 ของดวงอาทติ ย์ คอื ดาวเสาร์ 7

7. ดาวเสาร์ (Saturn)

มีขนาดใหญเ่ ป็นอันดบั สองรองจากดาวพฤหสั

มีความหนาแนน่ น้อยกว่านา้
มีดวงจนั ทรเ์ ป็นบรวิ ารมากที่สุด
มวี งแหวนทเ่ี ด่นชดั ซ่งึ ประกอบไปดว้ ยก้อนนา้ แข็ง เป็นดาวท่ี
สวยทีส่ ดุ ในระบบสุรยิ ะ มีดวงจันทรท์ ีใ่ หญท่ ส่ี ดุ ชอื่ ไททัน

ระบบสรุ ยิ ะ ดาวเคราะห์ทเ่ี ป็นบริวารลาดับที่ 7 ของดวงอาทิตย์ คอื ดาวยเู รนัส 8

8. ดาวยเู รนัส (Uranus)
เป็นดาวเคราะห์ท่ปี ระกอบไปดว้ ยแกส๊

โคจรรอบดวงอาทิตย์โดยการหมนุ กลิ้งตามทางโคจรเนอื่ งจาก
แกนที่เอียงถงึ 98 องศา คลา้ ยลกู ขา่ งกาลงั ล้ม
หมุนรอบตวั เองเร็วมากใช้เวลาเพยี ง 17 ช่วั โมง เนื่องจาก
มแี กส๊ มีเทน เลยทาให้ผวิ ดาวมีลักษณะสีน้าเงินอมเขยี ว

ระบบสรุ ิยะ ดาวเคราะหท์ ีเ่ ปน็ บริวารลาดับที่ 8 ของดวงอาทติ ย์ คือ ดาวเนปจนู 9

9. ดาวเนปจูน (Neptune)

เปน็ ดาวเคราะห์สีนา้ เงิน เนอ่ื งจากมีแกส๊ มเี ทนและแก๊สแอมโมเนยี
อยู่ห่างจากดวงอาทติ ยก์ ว่า 4,500 ลา้ นกโิ ลเมตร จึงใช้เวลา

ในการเคล่อื นท่ีรอบดวงอาทติ ยน์ านถงึ 165 ปขี องโลก

ทาใหม้ ีอุณหภูมติ ่ามาก จงึ ถูกเรยี กวา่ ดาวน้าแขง็ ยักษ์

มพี ายุหมนุ ขนาดครึ่งหนงึ่ ของจดุ แดงบนดาวพฤหัสบดี มีกระแส
ลมพดั รุนแรงที่สดุ ในระบบสุริยะ

ดาวพลโู ต ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์แคระท่อี ยูไ่ กลจากดวงอาทติ ยม์ าก
โคจรรอบดวงอาทติ ยใ์ ช้เวลา 249 ปี หมนุ รอบตัวเองใชเ้ วลา 6 วนั

นิยามของดาวเคราะห์แคระ

1. อยใู่ นวงโคจรรอบดาวฤกษ์ แต่ตวั มันเองไมใ่ ช่ดาวฤกษ์
2. มมี วลพอเพียงทจ่ี ะมแี รงโน้มถว่ งของตัวเอง
3. ไมส่ ามารถควบคมุ แรงดงึ ดดู และวงโคจรของสิง่ ตา่ ง ๆ ทีอ่ ยรู่ อบวงโคจรของมัน

ไมใ่ ชด่ วงจันทร์บริวาร

ปัจจุบนั มวี ตั ถบุ นทอ้ งฟ้าทจ่ี ัดเป็นดาวเคราะห์แคระ ไดแ้ ก่

พลโู ต (Pluto)
ซีรีส (Ceres)
อรี ิส (Eris)
เฮาเมอา (Haumea)
มาคีมาคี (Makemake)

ดาวตก (meteor) หรอื ผีพุ่งใต้ (shooting star)

สะเก็ดดาวจากอวกาศที่ผา่ นเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลก

ดาวหาง (Comets)

ดาวหางประกอบด้วยฝุ่นและน้าแขง็ สกปรก
เม่อื โคจรเขา้ ใกล้ดวงอาทติ ย์ น้าแขง็ จะ
ระเหิดกลายเปน็ หางก๊าซ (สีฟา้ ) และหาง
ฝุน่ (สขี าวเหลือง) ให้เราเห็นเป็นทางยาว

อุกกาบาต (meteorite)

ดาวตกท่ลี กุ ไหม้ไมห่ มดและตกลงมาถงึ โลก อุกกาบาตท่เี ปน็ หนิ ลว้ น
(stony meteorite)

อกุ กาบาตทเี่ ปน็ หินผสมโลหะ
(stony-iron meteorite)

อุกกาบาตทีเ่ ป็นโลหะล้วน
(iron meteorite)

อกุ กาบาตจากดาวอังคาร ALH 84001

พบในปี พ.ศ. 2527 มีอายุ 4,000 ล้านปี ตกมาบนโลกเมอ่ื 16 ล้านปที แ่ี ลว้

ภาพขยายโดยกลอ้ งจลุ ทรรศนอ์ เิ ลก็ ตรอนแสดงใหเ้ ห็นถึงซากของเซลล์แบคทเี รยี

(เสน้ กลม ๆ กลางภาพ)

หลมุ อกุ กาบาต (Impact Craters)

ภาพหลมุ อกุ กาบาตบาร์ริงเจอร์ มลรฐั เอรโิ ซนา ประเทศสหรฐั อเมรกิ า มีเสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง
ทกี่ วา้ งถึง 1.2 กโิ ลเมตร เกดิ จากอกุ กาบาตพุ่งชนโลกเม่อื 50,000 ปที ีแ่ ล้ว

ระบบสุริยะ

ดาวเคราะหท์ ่เี อื้อตอ่ การดารงชวี ติ

โคจรรอบดวงอาทิตยใ์ นระยะทเ่ี หมาะสม

มีอุณหภมู เิ หมาะสม

สามารถเกดิ นา้ ทยี่ งั คงสถานะเป็นของเหลว

ดวงอาทติ ย์

คอโรนา (corona)
โครโมสเฟยี ร์ (chromosphere)

โฟโตสเฟียร์ (photosphere)

เขตการพาความร้อน (convection zone) :

ไดร้ บั พลังงานจากเขตการแผ่รงั สแี ลว้ สง่ ไปยังชน้ั บรรยากาศ

เขตการแผร่ งั สี (radiation zone) : ได้รับพลังงาน
จากแกน่ แลว้ สง่ ต่อไปยงั เขตการพาความรอ้ น

แก่น (core) : บรเิ วณใจกลางซงึ่ เกิด
ปฏิกริ ยิ าเทอรม์ อนวิ เคลยี ร์ฟิวชัน

โครงสร้างภายในดวงอาทิตย์

แกน่ (core) โฟโตสเฟยี ร์
(photosphere)
เ ป็ น บ ริ เ ว ณ ท่ี มี แ ร ง โ น้ ม ถ่ ว ง
มหาศาลคอยบีบอัดอะตอมของ เป็นช้ันที่เปรียบเสมือนพ้ืนผิวของ
ไฮโดรเจน เกิดปฎิกิริยาฟิวชัน ดวงอ าทิตย์ แสง อาทิต ย์ที่เร า
ที่ ค อ ย ห ล อ ม ร ว ม ไ ฮ โ ด ร เ จ น สงั เกตได้จะมตี ้นกาเนิดจากบริเวณนี้
กลายเปน็ ฮีเลียม
เขตการพาความร้อน
เขตแผร่ ังสคี วามร้อน (convective zone)
(radiative zone)
เป็นบริเวณท่ีพลาสมาได้รับความ
เป็นบริเวณทีแ่ ผ่พลงั งานจากแก่น ร้อนจากเขตการแผ่รังสีความร้อน
โดยการแผร่ งั สดี ้วยอนภุ าคโฟตอน เ กิ ด ก า ร เ ค ล่ื อ น ท่ี ห มุ น ว น ด้ ว ย
ก ร ะ บ ว น ก า ร พ า ค ว า ม ร้ อ น ที่ พ า
พลังงานออกจากภายในดวงอาทิตย์

ชน้ั บรรยากาศทหี่ อ่ หุม้ ดวงอาทิตย์

1. ชัน้ อุณหภูมิต่าสุด (temperature
minimum) เปน็ ส่วนของดวงอาทติ ยท์ ่มี ี
อุณหภูมติ า่ ทส่ี ุดอยู่ถดั จากช้ันโฟโตสเฟียร์

2. โครโมสเฟยี ร์ (chromosphere) 3. เขตเปล่ียนผา่ น (transition region)
เป็นบรเิ วณท่ีปรากฏเปน็ สที ่ี เป็นบริเวณที่เช่อื มตอ่ ระหวา่ งชนั้

สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า โครโมสเฟยี ร์และชน้ั โคโรนา

5. เฮลโิ อสเฟยี ร์ (heliosphere) เปน็ ส่วนนอก 4. โคโรนา (corona) เป็นบริเวณที่มีอุณหภูมสิ งู
สดุ ของดวงอาทิตย์ และเปน็ บริเวณท่ีอนภุ าค มากในระดับลา้ นเคลวิน ซ่ึงพลาสมาทีห่ ลดุ ออก
จากลมสรุ ิยะเคล่ือนทีผ่ ่าน ชน้ั นจ้ี ะกลายเปน็ ลมสรุ ยิ ะ

คอโรนา จะเห็นไดข้ ณะเกิดสรุ ิยปุ ราคาเตม็ ดวง

ดวงอาทติ ย์

จุดมืด (sunspot) :
บริเวณที่มอี ณุ หภูมิตา่ ทสี่ ดุ บนดวงอาทติ ย์

เปลวสรุ ิยะ (prominence) :
การระเบิดอย่างรนุ แรงบริเวณจดุ มดื บนดวงอาทิตย์

การลกุ จา้ (Solar flare) :

มีการปลอ่ ยอนุภาคโปรตอนและอนภุ าคอิเล็กตรอน
มากข้ึน ซง่ึ มกั เกิดอย่างรุนแรงบรเิ วณจุดมดื บนดวงอาทิตย์

ปรากฏการณบ์ นดวงอาทิตย์

ดวงอาทติ ย์ปลดปล่อยอนภุ าคพลังงานสงู ออกมาปริมาณมาก จนทาใหส้ ภาพอวกาศแปรปรวนจนเกิดเปน็ พายสุ ุรยิ ะ
อนุภาคพลังงานสงู เปน็ อนภุ าคทม่ี ีประจุ เมือ่ เคลอื่ นที่มาชนกับชน้ั บรรยากาศตอนบนของโลกแถบใกลข้ ้ัวแม่เหล็กโลก
ทาให้เกิดปรากฏการณแ์ สงเหนือ แสงใต้ หรอื ออโรรา (aurora)

ลมสุริยะ

20-40 ชัว่ โมง 20-40 ชั่วโมง

ลมสรุ ิยะ คือ กระแสของอนภุ าคประจไุ ฟฟ้าท่ีถูกปลอ่ ยออกมาจากชั้นบรรยากาศของดวงอาทติ ย์

ซ่ึงสว่ นใหญ่ประกอบดว้ ยอนภุ าคโปรตอนและอิเล็กตรอน



ดวงอาทิตย์ พายุสรุ ิยะ เกดิ จากการพ่นมวลคอโรนาร่วมกบั การลุกจ้า

ลมสรุ ิยะ เกดิ จากการปลดปลอ่ ยอนภุ าค ทาใหอ้ นุภาคทมี่ ีประจเุ คลอ่ื นทดี่ ว้ ยความเร็วสงู
ทมี่ ีประจไุ ฟฟ้าพลังงานสูงจากช้นั
คอโรนา มคี วามเร็ว 200 – 900 km/s ทาใหเ้ กิด

ทาใหเ้ กิด

หางของดาวหาง แสงเหนอื แสงใต้ รบกวนการ กระทบวงจร
สง่ กระแสไฟฟ้า อเิ ล็กทรอนกิ ส์
และการสื่อสาร ของดาวเทียม

สรปุ คอโรนา
บรรยากาศชนั้ นอกสดุ มีบรรยากาศเบาบาง
ดวงอาทิตย์
โครโมสเฟียร์
อยู่ถัดจากชั้นโฟโตสเฟยี ร์ อณุ หภูมิประมาณ 4,000 – 20,000 เคลวนิ

โฟโตสเฟยี ร์
ช้นั บรรยากาศทต่ี ิดกบั เขตการพาความร้อนซึ่งเปล่งแสงออกสู่อวกาศ
เขตการพาความร้อน
บริเวณทไ่ี ด้รับพลงั งานจากเขตการแผร่ ังสี แล้วส่งตอ่ ไปยงั ชั้นบรรยากาศ

เขตการแผร่ งั สี
บรเิ วณทีไ่ ดร้ ับพลังงานจากแกน่ แล้วส่งต่อไปยงั เขตการพาความร้อน

แก่น
บริเวณใจกลาง ซึ่งเกิดปฏกิ ริ ิยาเทอรม์ อนวิ เคลยี ร์ฟิวชัน อณุ หภมู สิ ูงถงึ 15 ลา้ นเคลวนิ

จุดมืดดวงอาทติ ย์ (sunspot) การลูกจ้า (flare) และเปลวสุริยะ (prominence)
เกิดจากแกรนลู ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอุณหภมู ิต่าที่สดุ เปน็ การระเบดิ อยา่ งรนุ แรงบรเิ วณจดุ มดื บนดวงอาทติ ย์

แบบฝึกหัดท่ี 3.1 ระบบสุรยิ ะ

พจิ ารณาภาพ แล้วเตมิ คาตอบลงในตาราง

หมายเลข เขตบริวาร ลกั ษณะการเกดิ และองคป์ ระกอบ

 ……ด…งด…า…วห…าง…….. …ด…า…วห…า…ง …เป…็น…วัต…ถ…ุท้อ…ง…ฟ…้าท…ี่ป…ระ…ก…อบ…ด…้วย…ฝ…ุ่น…ห…ิน……………
นา้ แขง็ และแกส๊ แขง็ ตัว
…………………………………………………………………………

 ดาวเคราะห์นอ้ ย …ก…้อ…นห…ิน…แข…็ง…ที่ม…ีร…ูปร…่าง…ไม…่แ…น่น…อ…น…ม…ีขน…า…ดเ…ล็ก…ก…ว่า…ดา…ว…เค…รา…ะห…์ แต่
…แใ…หกญส…ป่ก…าว…่ดาสา…วะเ…เคกร…็ดาด…ะหา…น์ว้อ…แย…ลพะา…ไลม…ล่ใัสช…่ด…าว…ห…าง……เช…่น …ด…าว…เค…ร…าะ…ห์น…้อย
……………………..

 ดาวเคราะห์วงใน …ดา…วเ…คร…า…ะห…์ท…่ีมีผ…ิว…ดา…วเ…ป็น…ข…อง…แ…ข็ง…ม…ีอ…งค…์ป…ระ…กอ…บ…ห…ลัก…เป…็นโลหะ
และหิน จัดเป็นดาวเคราะห์หิน ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และ
…………………….. …ดา…วอ…ัง…คา…ร ………………………………………………………

 ดาวเคราะห์วงนอก …ดา…วเ…ค…รา…ะห…์ท…ี่ม…ีผิว…ด…าว…เป…็น…แ…ก๊ส……มีอ…ง…ค์ป…ร…ะก…อ…บ…หล…ัก…เป…็นแก๊ส
…ไยฮูเ…รโดน…รสั เ…จแนล…ะแ…ดลา…ะวแเ…นกป๊ส…จฮ…นูีเล…ีย…ม …ได…้แ…ก่ …ดา…ว…พฤ…ห…ัส…บด…ี …ดา…วเ…ส…าร์ ดาว
……………………..

แบบฝกึ หัดที่ 3.2 ระบบสรุ ยิ ะ

ระบุโครงสร้างและชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ แล้วตอบคาถาม

เ…ขต…กา…รพ…าค…วา…มร…้อ…น ………ค…อโ…รน…า ……
……เข…ตก…าร…แผ…่รัง…สี … ………โคร…โม…สเ…ฟยี …ร์ …
…………แก…น่ ……… ………โฟโ…ตส…เฟ…ยี ร…์ …

แบบฝกึ หดั ที่ 3.2 ระบบสรุ ยิ ะ

1. โครงสร้างส่วนใดของดวงอาทติ ยท์ ่ที าหน้าทผี่ ลิตพลังงานใหแ้ กด่ วงอาทติ ย์

_________แ_ก__่น_ข_อ_ง__ด_ว_ง_อ_า_ท__ติ _ย_์ ___________________________________________________________________________

2. โครงสร้างส่วนใดของดวงอาทติ ย์ทม่ี ีความหนาแนน่ สูงทสี่ ุด เพราะเหตใุ ดจงึ เป็นเช่นนน้ั

_______แ_ก_น่ _เ_ป__น็ _ส_ว่ _น__ท_่มี _ีค__ว_า_ม_ห_น__า_แ_น_่น__ส_ูง_ท_ี่ส__ดุ __ม_คี _า่_ค_ว__า_ม_ห_น__า_แ_น_น่ __ป_ร_ะ_ม_า_ณ___1_5_0__เ_ท_า่ _ข_อ_ง_ค__ว_า_ม_ห_น__า_แ_น_่น__น_้า__เน__อื่ _ง_จ_า_ก_____
____เป__น็ _โ_ค_ร_ง_ส_ร_า้_ง__ท_อ่ี _ย_ภู่__า_ย_ใ_น_ส_ุด__ข_อ_ง_ด_ว_ง__อ_า_ท_ิต_ย__์ ____________________________________________________________

3. บรรยากาศชนั้ โฟโตสเฟยี รไ์ ดร้ บั พลังงานมาจากส่วนใดของโครงสร้างดวงอาทติ ย์ และบรรยากาศ

ช้นั น้มี คี วามสาคญั ต่อโลกอยา่ งไร

_____บ_ร_ร_ย_า_ก__า_ศ_ช_น้ั _โ_ฟ__โต_ส__เฟ__ีย_ร_์ไ_ด_้ร_ับ_พ__ล_งั _ง_า_น__ม_า_จ_า_ก_เ_ข_ต__ก_า_ร_พ_า_ค__ว_า_ม_ร_้อ_น__ซ__่ึง_บ_ร_ร_ย_า_ก__า_ศ_ช_นั้ _น__้ีเป__น็ _ช_ัน้__ท_่ีเ_ป_ล_ง่__แ_ส_ง_ส_ว_่า_ง______
__อ_อ_ก_ส__ูอ่ _ว_ก_า_ศ__ซ__่ึง_แ_ส_ง_ข_อ__ง_ด_ว_ง_อ_า_ท__ติ _ย_์ท__ีโ่ ล__ก_ไ_ด_ร้ _ับ_ส__่ว_น_ใ_ห_ญ__่ม_า_จ_า_ก__บ_ร_ร_ย_า_ก__า_ศ_ช_ั้น_น__ี้ _________________________________

แบบฝกึ หดั ท่ี 3.2 ระบบสุริยะ

4. บรรยากาศชนั้ ใดของดวงอาทิตยท์ มี่ องเหน็ เมือ่ เกิดปรากฏการณ์สรุ ิยุปราคาเตม็ ดวง และเห็นเปน็
ลกั ษณะอยา่ งไร

___บ__ร_ร_ย_า_ก_า_ศ__ช_้นั _โ_ค_ร_โ_ม_ส_เ_ฟ_ยี__ร_แ์ _ล_ะ_ค_อ__โร_น__า__ซ_ึ่ง_ม_ลี _ัก__ษ_ณ__ะ_เ_ป_็น_ช_้ัน__ท_ี่ม__ีส_ีส_นั _ส__ว_ย_ง_า_ม__แ_ล__ะ_พ_บ_เ_ป_ล__ว_ส_รุ _ิย_ะ_ท__่พี _่น__ข_ึ้น_ส_งู_จ__า_น_ว_น_ม__า_ก_

5. บรรยากาศช้นั คอโรนาของดวงอาทติ ย์ส่งผลกระทบตอ่ โลกอย่างไร

_____ก__อ่ _ใ_ห_้เ_ก_ิด_ล_ม__ส_รุ _ิย_ะ_แ_ล__ะ_พ_า_ย_ุส__ุร_ยิ _ะ__ส_่ง_ผ_ล__ให__เ้ ก_ิด__แ_ส_ง_เ_ห_น__ือ_แ_ส_ง_ใ_ต_้_(_a_u_r_o_r_a_)__แ_ล_ะ_อ_า_จ__ท_า_ใ_ห_้ร_ะ_บ_บ__ส_ื่อ_ส__าร__แ_ล_ะ_ร_ะ_บ_บ_______
___ส_ง่ _ไ_ฟ_ฟ_า้_ใ_น_บ__ร_เิ _ว_ณ__ใก_ล__ข้ _้วั _แ_ม__่เห__ล_ก็ _โ_ล_ก_ข_ัด__ข_อ้ _ง_______________________________________________________________

Thank!!!

ลาดับแนวความคิด

นักวทิ ยาศาสตร์ไดส้ รา้ งกล้องโทรทรรศน์เพื่อศึกษาแหล่งกาเนดิ ของ
รังสีหรอื อนุภาคในอวกาศในช่วงความยาวคลน่ื ต่างๆ ไดแ้ ก่

คล่นื วิทยุ ไมโครเวฟ อนิ ฟราเรด แสง อัลตราไวโอเลต และรังสเี อก็ ซ์

ลาดบั แนวความคดิ

ดาวเทยี ม คอื อุปกรณท์ ีใ่ ช้ในการสารวจวัตถุท้องฟ้าและนามา
ประยกุ ต์ใชใ้ นดา้ นตา่ งๆ เชน่ การสื่อสารโทรคมนาคม การระบตุ าแหนง่

บนโลก การสารวจทรัพยากรธรรมชาติ อุตนุ ิยมวทิ ยา
โดยดาวเทยี มมหี ลายประเภท

สามารถแบง่ ได้ตามวงจรโคจรและการใชง้ าน

ลาดบั แนวความคดิ

*ยานอวกาศ คือ ยานพาหนะที่นาอปุ กรณ์ทางดาราศาสตรห์ รอื มนษุ ยข์ ึ้นไปสู่

อวกาศ เพ่ือสารวจหรอื เดินทางไปยงั ดาวดวงอน่ื

*ส่วนสถานีอวกาศ คอื หอ้ งปฏิบัติการลอยฟา้ ที่โคจรรอบโลก ใช้ในการศกึ ษา

วิจยั ทางวิทยาศาสตรใ์ นสาขาตา่ งๆ ในสภาพไรน้ า้ หนกั

ลาดบั แนวความคิด

มนษุ ย์ใช้เทคโนโลยอี วกาศในการศกึ ษาเพือ่ ขยายขอบเขตความร้ดู า้ น
วิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกนั มนุษย์ได้นาเทคโนโลยอี วกาศมา
ประยกุ ต์ใช้ให้เกดิ ประโยชนใ์ นด้านต่างๆ เช่น วสั ดุศาสตร์
อาหาร การแพทย์

เทคโนโลยีอวกาศ
(Space technology)

เทคโนโลยอี วกาศ

เทคโนโลยีอวกาศเกี่ยวขอ้ งกบั ชวี ติ ประจาวนั
ของมนุษยอ์ ย่างไร

เทคโนโลยีอวกาศเก่ยี วขอ้ งกับชวี ติ ประจาวนั ของมนุษย์ เน่ืองจากความร้เู กย่ี วกบั
เทคโนโลยอี วกาศสามารถนามาประยกุ ตใ์ ช้ในดา้ นต่าง ๆ ไมว่ ่าจะเป็นดา้ นวัสดุศาสตร์

ดา้ นอาหาร ด้านการแพทยแ์ ละดา้ นอืน่ ๆ

เทคโนโลยีอวกาศ

เทคโนโลยีทใี่ ชใ้ นการสารวจอวกาศหรือใช้ศกึ ษาโลกของเราจากอวกาศ ปจั จบุ ัน
นน้ั เทคโนโลยอี วกาศได้เจรญิ กา้ วหน้าไปมาก ทั้งนเ้ี พราะมนษุ ย์ไดใ้ ช้ความรทู้ าง
วทิ ยาศาสตร์โดยเฉพาะฟิสกิ ส์ เคมี วิศวกรรมศาสตร์ และคณติ ศาสตรใ์ นการสร้างส่งิ
ตา่ ง ๆ เพอื่ สารวจอวกาศ เชน่ กลอ้ งโทรทรรศน์ จรวด ดาวเทียม สถานีอวกาศ ระบบ
ขนส่งอวกาศเพอ่ื ศึกษาส่งิ ต่าง ๆ ในอวกาศรวมท้งั ศึกษาโลกจากอวกาศอีกด้วย
เทคโนโลยอี วกาศเหล่านีล้ ว้ นสร้างความรแู้ ละประโยชน์ต่าง ๆ มากมายให้กับมนษุ ย์

เทคโนโลยีอวกาศ

เทคโนโลยีอวกาศสง่ ผลต่อการพฒั นาประเทศอยา่ งไรบ้าง

พฒั นาประเทศในหลาย ๆ ดา้ น เช่น การส่อื สารผ่านดาวเทียม การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทยี ม
การสารวจทรัพยากรทางธรรมชาติ การพยากรณ์อากาศจากภาพถ่ายดาวเทียม การสารวจทางการ
ทหาร เพื่อความม่ันคงของประเทศ การนาเทคโนโลยีอวกาศมาใชใ้ นการพฒั นาทางดา้ นการแพทย์
พฒั นาดา้ นเศรษฐกิจ การจัดการดา้ นสังคมและชมุ ชน รวมไปถึงการทดลองทางวิทยาศาสตรด์ ้านต่าง ๆ

เทคโนโลยีอวกาศกบั การสารวจอวกาศ

ในการสารวจอวกาศจาเป็นตอ้ งใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศร่วมกบั หลายอยา่ งใน
การสารวจ ได้แก่ กลอ้ งโทรทรรศน์ ดาวเทยี ม สถานีอวกาศ จรวดระบบ
ขนสง่ อวกาศ โดยใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศทาให้เราสามารถเปิดมุมมองบนท้องฟา้
ไดช้ ัดเจนกวา่ การสังเกตด้วยตาเปล่ากค็ อื กลอ้ งโทรทรรศน์ (telescope)

กล้องโทรทรรศนท์ ใ่ี ช้ศึกษาวตั ถทุ อ้ งฟา้ ในความยาวคล่นื ตา่ งๆ

คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าเปน็ คลนื่ ท่มี ีประโยชน์ในชวี ติ ประจาวนั อยา่ งมากนักดาราศาสตร์นาสมบัติของทศั น
อปุ กรณม์ าใชใ้ นการสังเกตการณท์ างดาราศาสตร์มีการประดิษฐก์ ลอ้ งโทรทรรศนท์ ี่สามารถสงั เกตไดใ้ นชว่ ง
ความยาวคลืน่ ต่างๆ เพอ่ื ที่จะศกึ ษาทุกระดับพลังงานที่ปล่อยออกมาจากวตั ถทุ อ้ งฟ้ากลอ้ งโทรทรรศน์ท่ใี ช้ใน
การศกึ ษาวตั ถุตา่ ง ๆ

1. กลอ้ งโทรทรรศน์ช่วงคลื่นแสงท่ีตามองเห็น

เป็นกล้องโทรทรรศน์ท่ตี ิดตง้ั อยบู่ นผวิ โลกเพื่อใชศ้ กึ ษาวตั ถุท่แี ผ่รงั สีในช่วงคลื่นแสงทตี่ า
มองเหน็ (visible light telescope) เช่น ดวงจนั ทร์ ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ เนบวิ ลา กาแลก็ ซี โดย
กล้องโทรทรรศนช์ ว่ งคลน่ื แสงแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามหลกั การรวมแสง ได้แก่

กลอ้ งโทรทรรศน์แบบหักเหแสง (refracting telescope) และ
กลอ้ งโทรทรรศน์แบบสะทอ้ นแสง (reflecting telescope)

1.1 กล้องโทรทรรศนแ์ บบหักเหแสง (refracting telescope)

ปี ค.ศ. 1609 กาลิเลโอ กาลิเลอิ ประดิษฐก์ ล้องโทรทรรศนป์ ระเภทหกั เหแสงเพือ่ ใช้ดดู าวเป็นคร้ังแรก
เลนสใ์ กลต้ าและเลนส์ใกล้วตั ถเุ ปน็ เลนสน์ ูน 2 อันทมี่ คี วามยาวโฟกสั แตกต่างกนั เพื่อใช้ขยายภาพวัตถุ
กล้องโทรทรรศนแ์ บบหักเหแสงส่วนมากมีขนาดเลก็ เหมาะสาหรับใช้สังเกตการณพ์ นื้ ผิวดวงจันทรแ์ ละ
ดาวเคราะห์ เนือ่ งจากให้ภาพคมชัด แต่มีข้อเสยี คือ เมื่อส่องดูดาวท่ีสวา่ งมาก อาจมีความคลาดสี
ถา้ หากคณุ ภาพของเลนส์ไมด่ ีพอ

1.1 กลอ้ งโทรทรรศนแ์ บบหกั เหแสง (refracting telescope)

กล้องโทรทรรศน์แบบหกั เหแสงโดยทัว่ ไป ไม่เหมาะกับงานสารวจ เนบิวลา และ
กาแลก็ ซี เนือ่ งจากวัตถปุ ระเภทน้ี มีความสว่างนอ้ ย จาเป็นตอ้ งใช้กาลงั รวมแสงสูง เลนส์
ขนาดใหญท่ ่ีมีความยาวโฟกสั ส้นั สร้างยาก และมรี าคาแพงมาก เลนสท์ ่ีมขี นาดใหญ่ ทาให้
ลากลอ้ งยาวและมีน้าหนักมาก ไม่สะดวกตอ่ การใชง้ าน เหมาะสาหรบั ใชส้ ังเกตและถ่ายภาพ
ผวิ ของดวงจนั ทร์และดาวเคราะหต์ ่าง ๆ

1.2 กลอ้ งโทรทรรศน์แบบสะทอ้ นแสง (reflecting telescope)

- ปี ค.ศ. 1668 "เซอร์ ไอแซค นิวตนั " ประดษิ ฐก์ ล้องโทรทรรศน์ประเภทสะทอ้ นแสง
เพอ่ื ลดปัญหาความคลาดสีของกลอ้ งหกั เหแสง

- ความสามารถในการรับภาพ สะทอ้ นแสง > หกั เหแสง
- เพมิ่ ขนาดของกระจกเวา้ จะทาให้รบั ภาพได้ไกลขึ้น
จงึ เหมาะสาหรบั ใช้สงั เกตการณว์ ัตถทุ ้องฟ้าทีม่ ีความสวา่ งไมม่ าก เชน่ เนบวิ ลา
และ กาแลก็ ซี


Click to View FlipBook Version