The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน วิชามรณศึกษา BH 4017

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เอกสารประกอบการสอน วิชามรณศึกษา BH 4017

เอกสารประกอบการสอน วิชามรณศึกษา BH 4017



คำนำ

เอกสารประกอบการสอน รายวิชามรณศึกษา (วิชาเลือก) รหัสวิชา BH4017 จำนวน 3 หน่วยกิต
อยู่ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาพระพุทธศาสนา เป็นรายวิชาบังคับที่ทุกคนต้องเรียน ซึ่งในสังเขปรายวิชา
กำหนดให้ศึกษามุ่งเน้นไปท่ีความหมาย ประเภท ของความตาย การดำรงอยู่ในภพทั้งสาม และ สภาวะ
ระหว่างภพ สภาวะจิตก่อนตายการกลับชาติมาเกิดในภาวะต่าง ๆ การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ตามคติ
ความเช่ือทางพระพุทธศาสนา กระบวนการพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย การเตรียมตัวตาย ความสัมพันธ์
ระหวา่ งความตายกบั กรรม การเวียนว่ายตายเกิด และภพภูมิตา่ ง ๆ

เนื้อหาสาระของเอกสารประกอบการสอนภายในเล่มนี้ได้แบ่งแยกไว้ 8 บทการเรียน
ซึ้งประกอบด้วย บทท่ี 1 ศึกษาความหมายและประเภทของความตาย, บทท่ี 2 การดำรงอยู่ในภพท้ังสาม
และสภาวะระหว่างภพ, บทที่ 3 สภาวะจิตก่อนตาย การกลับชาติมาเกิดในภาวะต่าง ๆ, บทที่ 4 การ
ดำเนินชีวิตอยา่ งมีคุณค่าตามคติความเช่ือทางพระพุทธศาสนา, บทท่ี5 กระบวนการพิธีกรรมเก่ียวกบั ความ
ตาย, บทท่ี 6 การเตรียมตัวตาย, บทที่ 7 ความสัมพันธ์ระหว่างความตายกับกรรม, บทที่ 8 การเวียนว่าย
ตายเกิดและภพภูมิต่าง ๆ และคำประจำบทสำหรับประเมินผลการเรียนรู้และความเข้าใจของเน้ือหาและ
สาระของแต่ละบท นอกจากนี้ยังมีที่มาของเนื้อหาในแต่ละบทเรียนท่ีเป็นเอกสารอ้างอิงท่ีได้จากการศึกษา
ค้นคว้าเพ่ิมเตมิ

เอกสารประกอบการสอนเล่มนี้ ได้ค้นคว้าและรวบรวม เรียบเรียงจากหนังสือหลายๆ เล่มดัง
ปรากฏในบรรณานุกรม ในโอการน้ี ขออนุโมทนาขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.บุญร่วม คำเมืองแสน
ช่วยตรวจเน้ือหาและพิสูจน์อักษร และคณาจารย์คณะศาสนาและปรัชญาทุกท่านที่ได้ให้คำปรึกษาช้ีแนะ
เนอ้ื หาและให้กำลังใจ

หวังเป็นอย่างย่ิงว่าเอกสารประกอบการสอนการบรรยายเล่มน้ี คงเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจทั่วไป
ผิดพราดประการใด ขอนอ้ มรับและปรารถนาจะคน้ ควา้ พัฒนาใหม้ คี วามสมบรู ณย์ ง่ิ ขึ้นตอ่ ไป

ดว้ ยความปรารถนาดี
พระปลดั บุญชว่ ย ฐติ จิตฺโต (ยงั สามารถ)
(บญุ ชว่ ย ฐิตจิตฺโต นธ.เอก, ประโยค 1-2, ศน.บ., ศน.ม.)
อาจารยป์ ระจำ คณะศาสนาและปรัชญา

ข หนา้

สารบัญ ข
1
คำนำ 7
สารบัญ
แผนบรหิ ารประจำรายวิชา 7
บทที่1 ศกึ ษาความหมายและประเภทของความตาย 8
10
1.1 ความนำ 12
1.2 ความหมายของความตาย 17
1.3 ประเภทและสาเหตุความตาย 20
1.4 ทรรศนะทางพุทธศาสนานกิ ายเถรวาทต่อภาวะใกล้ตาย 23
1.5 ทรรศนะทางพุทธศาสนานิกายวัชรยานต่อภาวะใกล้ตาย 23
1.6 ทรรศนะทางศาสนาอสิ ลามต่อภาวะใกลต้ าย 24
สรปุ ทา้ ยบท
คำถามประจำบทท่ี 1 29
เอกสารอา้ งองิ ประจำบท
29
บทท่ี 2 การดำรงอยใู่ นภพทง้ั สามและสภาวะระหว่างภพ 31
31
2.1 ความนำ 33
2.2 ความเปน็ มาของภพภมู ิ 33
34
2.2.1 กามภูมิ 37
2.2.2 รูปภมู ิ 37
2.2.3 อรูปภูมิ 37
2.3 ความสำคญั ของจิตทเี่ กดิ ในภพภมู ทิ ั้ง 3 38
2.4 การดำรงอยู่ในภพภูมทิ ั้ง 3 39
2.4.1 กามภูมิ 40
2.4.2 รูปภมู ิ 41
2.4.3 อรปู ภูมิ
สรุปทา้ ยบท
คำถามประจำบทที่ 2
เอกสารอ้างอิงประจำบท

บทท่ี 3 สภาวะจิตกอ่ นตาย การกลบั ชาตมิ าเกดิ ในภาวะตา่ ง ๆ ค

3.1 ความนำ หน้า
3.2 ความหมายกุศลจิต จติ ท่ีผ่องใส่
3.3 ความหมายอกุศลจติ จิตเศรา้ หมอง 45
3.4 การกลับชาตมิ าเกดิ
สรปุ ทา้ ยบท 45
คำถามประจำบทท่ี 3 47
เอกสารอา้ งอิงประจำบท 49
54
บทที่ 4 การดำเนนิ ชวี ิตอย่างมีคุณค่าตามคติความเชอื่ ทางพระพทุ ธศาสนา 56
57
4.1 ความนำ 58
4.2 ความหมายของชวี ิตตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท
4.3 องคป์ ระกอบของชีวติ ตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท 61
4.4 อดุ มคตขิ องชวี ติ ตามหลักการพืน้ ฐานของพระพุทธศาสนาเถรวาท
4.5 ด้านคตคิ วามเช่ือทางพระพทุ ธศาสนา 61
สรุปท้ายบท 62
คำถามประจำบทที่ 4 62
เอกสารอา้ งอิงประจำบท 63
66
บทท่ี 5 กระบวนการพิธีกรรมเกยี่ วกับความตาย 69
69
5.1 ความนำ 70
5.2 การจัดงานศพ
5.3 ฌาปนกจิ 73
5.4 การทำบญุ อทุ ิศ
5.5 การทำบุญอฐั ิ 73
สรุปท้ายบท 74
คำถามประจำบทที่ 5 76
เอกสารอ้างองิ ประจำบท 78
79
81
82
83

ง หนา้

บทที่ 6 การเตรียมตวั ตาย 87

6.1 ความนำ 87
6.2 กระบวนทัศน์พระพุทธศาสนา 88
6.3 การเตรยี มตวั ตาย 90
6.4 พทุ ธวิธีในการเตรียมตวั ตาย 93
6.5 ชวี ติ และความตาย 96
สรุปทา้ ยบท 98
คำถามประจำบทท่ี 6 98
เอกสารอา้ งอิงประจำบท 99

บทที่ 7 ความสมั พันธ์ระหวา่ งความตายกบั กรรม 103

7.1 ความนำ 103
7.2 ชวี ติ กบั การเกิดในภพภมู ิตา่ งๆ 103
สรุปทา้ ยบท 108
คำถามประจำบทท่ี 7 109
เอกสารอ้างองิ ประจำบท 110

บทที่ 8 การเวียนว่ายตายเกิดและภพภมู ติ ่าง ๆ 113

8.1 ความนำ 113
8.2 สังสารวฏั ในภพภมู ิตา่ งๆ 113
8.3 บทสรุป 117
สรุปท้ายบท 117
คำถามประจำบทท่ี 8 118
เอกสารอ้างอิงประจำบท 119

บรรณานุกรม 121
ประวตั ผิ ู้จดั ทำ 128

1

แผนบรหิ ารประจำรายวชิ า

1. รหัส BH4017

2. รายวชิ า มรณศกึ ษา

3. คำอธิบายรายวชิ า
ความสำคัญของความหมาย ประเภท ของความตาย การดำรงอยู่ในภพท้ังสาม และ สภาวะ

ระหว่างภพ สภาวะจิตก่อนตายการกลับชาติมาเกิดในภาวะต่างๆ การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ตามคติ
ความเช่ือทางพระพุทธศาสนา กระบวนการพิธีกรรมเก่ียวกับความตาย การเตรียมตัวตาย ความสัมพันธ์
ระหว่างความตายกับกรรม การเวียนว่ายตายเกิด และภพภูมิต่าง ๆ ศึกษาวิเคราะห์ตาย ความสัมพันธ์
ระหว่างความตายกับกรรม การเวียนวา่ ยตายเกิด และภพภมู ติ ่าง ๆ

4. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้รายวชิ า
1. เพ่ือให้นักศึกษามีความรู้เกี่ยวหลักวิชาเก่ียวกับความหมาย ประเภท ของความตาย การดำรง

อยู่ในภพทัง้ สามตามแนวทางพระพุทธศาสนาทถี่ ูกต้องได้
2.เพอื่ ให้นักศึกษามีความเข้าใจ สภาวะระหวา่ งภพ สภาวะจติ กอ่ นตายการกลับชาติมาเกิดในภาวะ

ต่างๆ การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา กระบวนการพิธีกรรมเก่ียวกับ
ความตาย การเตรยี มตวั ตาย ตามแนวทางพระพุทธศาสนาตามหลักวิชาการได้

3. เพื่อให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความตายกับกรรม การเวียนว่ายตาย
เกดิ และภพภูมิต่าง ๆ ในทางพระพทุ ธศาสนาได้

5. เน้อื หา
บทท่ี 1 ความรู้พ้นื ฐานเกยี่ วกบั ความตาย

1.2 ความนำ
1.2 ความหมายของความตาย
1.3 ประเภทและสาเหตุความตาย
1.4 ทรรศนะทางพุทธศาสนานกิ ายเถรวาทต่อภาวะใกลต้ าย
1.5 ทรรศนะทางพุทธศาสนานิกายวชั รยานตอ่ ภาวะใกล้ตาย
1.6 ทรรศนะทางศาสนาอสิ ลามตอ่ ภาวะใกลต้ าย
สรปุ ทา้ ยบท
คำถามประจำบทที่ 1
เอกสารอา้ งองิ ประจำบท

2

บทท่ี 2 การดำรงอยใู่ นภพทั้งสามและสภาวะระหวา่ งภพ
2.1 ความนำ
2.2 ความเปน็ มาของภพภูมิ
2.2.1 กามภมู ิ
2.2.2 รูปภูมิ
2.2.3 อรปู ภมู ิ
2.3 ความสำคญั ของจิตท่เี กิดในภพภูมิทั้ง 3
2.4 การดำรงอยู่ในภพภูมทิ ้ัง 3
2.4.1 กามภูมิ
2.4.2 รูปภูมิ
2.4.3 อรูปภมู ิ

สรุปทา้ ยบท
คำถามประจำบทท่ี 2
เอกสารอ้างองิ ประจำบท

บทท่ี 3 สภาวะจิตกอ่ นตาย การกลับชาติมาเกิดในภาวะต่าง ๆ
3.1 ความนำ
3.2 ความหมายกุศลจิต จติ ท่ีผ่องใส่
3.3 ความหมายอกศุ ลจิต จิตเศรา้ หมอง
3.4 การกลบั ชาติมาเกิด

สรุปทา้ ยบท
คำถามประจำบทท่ี 3
เอกสารอา้ งอิงประจำบท

บทที่ 4 การดำเนินชวี ิตอยา่ งมีคณุ ค่าตามคตคิ วามเช่อื ทางพระพุทธศาสนา
4.1 ความนำ
4.2 ความหมายของชวี ิตตามหลกั พระพทุ ธศาสนาเถรวาท
4.3 องค์ประกอบของชีวิตตามหลกั พระพุทธศาสนาเถรวาท
4.4 อุดมคติของชีวิตตามหลกั การพ้นื ฐานของพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
4.5 ด้านคตคิ วามเชื่อทางพระพุทธศาสนา

สรปุ ทา้ ยบท
คำถามประจำบทท่ี 4
เอกสารอ้างองิ ประจำบท

3

บทที่ 5 กระบวนการพิธกี รรมเก่ียวกบั ความตาย
5.1 ความนำ
5.2 การจัดงานศพ
5.3 ฌาปนกจิ
5.4 การทำบญุ อุทิศ
5.5 การทำบญุ อัฐิ

สรุปท้ายบท
คำถามประจำบทท่ี 5
เอกสารอา้ งอิงประจำบท

บทที่ 6 การเตรียมตัวตาย
6.1 ความนำ
6.2 กระบวนทศั น์พระพุทธศาสนา
6.3 การเตรยี มตัวตาย
6.4 พทุ ธวธิ ีในการเตรียมตัวตาย
6.5 ชีวิตและความตาย

สรปุ ท้ายบท
คำถามประจำบทท่ี 6
เอกสารอา้ งอิงประจำบท

บทท่ี 7 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างความตายกับกรรม
7.1 ความนำ
7.2 ชีวติ กบั การเกดิ ในภพภมู ิต่างๆ
7.3 ความสัมพนั ธ์หวา่ งความตายกบั กรรม
7.4 ความเชอ่ื เร่ืองกรรม
7.5 ความหมายของกรรม
7.6 ประเภทของกรรม
7.7 ผลกรรมดี และกรรมช่ัว

สรปุ ทา้ ยบท
คำถามประจำบทที่ 7
เอกสารอ้างอิงประจำบท

4

บทที่ 8 การเวยี นวา่ ยตายเกิดและภพภูมิต่าง ๆ
8.1 ความนำ
8.2 ชีวติ กับการเกดิ ในภพภูมิต่างๆ

สรุปทา้ ยบท
คำถามประจำบทที่ 8
เอกสารอา้ งอิงประจำบท

6. วธิ กี ารสอนและกจิ กรรม

1. บรรยาย

2. ตงั้ ประเด็น ถาม-ตอบ

3. หมอบหมายงาน งานกลมุ่

7. การวัดผลและการประเมินผล

1.การวดั ผล

ระหว่างภาค 50 คะแนน

- งานกลมุ่

- มอบหมายงาน

- แบบฝกึ หดั ทา้ ยบท

สอบกลางภาค 20 คะแนน

สอบปลายภาค 30 คะแนน

รวม 100 คะแนน

2. การประเมินผล

ใช้เกณฑ์การประเมินผลดังน้ี*

ช่วงคะแนน เกรด ความหมาย ระดับคะแนน

80-100 A ดีเยีย่ ม 4.00

75-79 B+ ดีมาก 3.50

70-74 B ดี 3.00

65-69 C+ คอ่ นข้างดี 2.50

60-64 C พอใช้ 2.00

55-59 D+ ออ่ น 1.50

50-54 D ออ่ นมาก 1

0-49 F ตก 0

หมายเหตุ * ระเบียบมหาวทิ ยาลยั มหามกฎุ ราชวิทยาลยั วา่ ด้วยการจดั การศึกษาระดบั ปริญญาตรี พ.ศ.

2559

5

แผนบริหารประจำบท

1.เน้ือหาประจำบทเรียน
บทท่ี 1 ความรู้พน้ื ฐานเกย่ี วกบั ความตาย

1.1 ความนำ
1.2 ความหมายของความตาย
1.3 ประเภทและสาเหตุความตาย
1.4 ทรรศนะทางพุทธศาสนานกิ ายเถรวาทตอ่ ภาวะใกลต้ าย
1.5 ทรรศนะทางพุทธศาสนานิกายวชั รยานตอ่ ภาวะใกลต้ าย
1.6 ทรรศนะทางศาสนาอสิ ลามต่อภาวะใกลต้ าย

2.วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม
2.1 เพื่อใหน้ ักศึกษาอธบิ าย ความหมายของความตาย ตามแนวทางพระพุทธศาสนาได้
2.2 เพ่ือใหน้ ักศึกษาอธิบาย ประเภทของความตาย ตามแนวทางพระพทุ ธศาสนาได้
2.3 เพื่อให้นักศึกษาอธิบาย สาเหตุแหง่ ความตาย ตามแนวทางพระพุทธศาสนาได้

3. กิจกรรมการเรยี นการสอน
- บรรยาย
- ตั้งประเด็น ถาม-ตอบ
- มอบหมายงาน งานกลมุ่
- ขั้นประเมนิ ผล

4.สอ่ื การเรยี นการสอน
4.1 เอกสารประกอบการสอน
4.2 พาวเวอร์พอยต์
4.3 สื่อออนไลน์

5.การประเมิน
1.ประเมนิ จากมอบหมาย งานกลมุ่
2. ประเมินจากการนำเสนอ
3.ประเมินจากแบบฝึกหดั ทา้ ยบท



7

บทที่ 1

ความร้พู น้ื ฐานเกีย่ วกบั ความตาย

1.1 ความนำ

ความตายถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เกิดข้ึนได้ตลอดเวลา เป็นไปตามหลักกฎไตรลักษณ์ความ
ตายถ้าเราตระหนักชัดว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต เราก็จะทำใจรับความพลัดพราก สูญเสียนี้ได้
พระพุทธศาสนาสอนให้ยอมรับกฎธรรมชาติทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ถ้าเรายอมรับไม่ได้ก็จะเกิดความ
ทุกข์ ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจและยอมรับได้ว่า การตาย เป็นความจริงที่ เรียกว่าสัจธรรม ไม่มีใครหนีความ
ตายพ้น เม่ือป่วยก็ต้องพยายามชว่ ยเหลือกันดูแลรกั ษาให้หาย และใช้ความตายท่ีไม่รู้วา่ จะมาถึงตนเม่ือไหร่
เป็นเคร่ืองกระตุ้นให้คนเร่งพัฒนาตน เมื่อความตายกำลังจะเข้ามาพุทธศาสนามองว่าเป็นโอกาส สุดท้าย
ของการพัฒนาจิตใจ หากทำได้ดีจะช่วยให้ผู้นั้นก้าวสู่ภพภูมิท่ีดีต่อไปได้การให้การปรึกษาผู้มีความวิตก
กังวลเก่ยี วกับความตายดว้ ยหลกั พทุ ธจติ วิทยานั้น จะช่วยให้ผูป้ ว่ ยเห็น สภาวะธรรม ของการเปล่ียนแปลงท่ี
กำลังจะเกิดข้ึน ช่วยให้เขายอมรับความตายที่จะมาถึง โดยการหม่ันพิจารณาความตาย อันจะนำไปสู่การ
เหน็ ความเปล่ียนแปลงของขนั ธ์ 5ช่วยให้ผู้ปว่ ยมจี ิตปราศจากความเศร้าหมอง ขุ่นมัว มจี ิตยดึ เหน่ยี วกบั สง่ิ ที่
ดี จิตใจผอ่ งใส สว่างมีจติ เล่ือมใสใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เวลาท่ีใกล้ตาย เม่ือร่างกายตนเองเปล่ียนแปลงจะไม่เกิดการยึดม่ันถือม่ันว่าเป็นส่ิงสำคัญ เกิดการ
ละวางได้เมื่อเวลาวิกฤตของชีวิตมาถึง ผู้ป่วยจะจากไปด้วยการสงบ คล้ายคนนอนหลับ ถือเป็นการตายดี
จากไปอย่างมีสติ เม่ือเราเข้าใจในเร่ืองความตายตระหนักระลึกถึงความตาย เตรียมพร้อมรับมือ สามารถ
เผชิญกับความตายได้อย่างดี เป็นการลดความทุกข์ทรมานจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย เพ่ือการ
เตรียมตัวตายอย่างแท้จริง เพราะเราทุกคนมีโอกาสที่จะเตรียมตัวอย่างดีต่อความตายของเราน้ันได้เพียง
คร้ังเดยี ว ในการเตรียมตนเองผู้ป่วยทีเ่ ราดูแล บคุ คลทเ่ี รารัก เพอื่ การจากไปด้วยการตายดอี ย่างมีความสขุ

ในเรอื่ งของความตายนเี้ ปน็ เหตกุ ารณส์ ำคญั อย่างหนง่ึ ของชีวิต แตล่ ำพังเรือ่ งการตายอยา่ งเดียวน้ัน
กเ็ ป็นเร่ืองของท่านผู้เกดิ มาแล้วก็จากไปตามคติธรรมดา และเม่ือจากไปก็เปน็ การล่วงลับไมห่ วนกลบั มาอีก
ไม่วา่ เราจะเรียกร้องอย่างไรกไ็ ม่สำเร็จ ทำอย่างไรๆ ก็ไม่มผี ล แตพ่ ุทธศาสนกิ ชนนั้น ปรารภความตายอย่าง
น้ีแล้วก็ทำส่ิงท่ีดีงามเป็นบุญเป็นกุศล ซ่ึงได้ผลเป็นประโยชน์เกิดขึ้น กล่าวคือประการที่หนึ่ง ก็ได้อุทิศกุศล
นั้นแก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยประการท่ีสอง ผู้ท่ีเป็นพี่น้องและมิตรสหายเป็นต้น ก็จะได้บำเพ็ญคุณธรรม
กล่าวคือกตัญญูกตเวทิตาธรรม แสดงความรำลึกถงึ และตอบแทนพระคุณของท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็น
ญาติและมิตรสหายของตนนอกจากน้ี ในส่วนตัวของผู้ที่ทำบุญน้ันเอง ก็เป็นการสร้างความเจริญงอกงาม
ในทางบุญทางกศุ ล สะสมบุญคือความดีไว้ในชวี ติ ของตนใหม้ ากข้นึ ดว้ ย

8

1.2 ความหมายของความตาย

การศึกษาเรื่องความตายมีคำเรยี กดั้งเดมิ ในภาษาองั กฤษว่า “Thanatology” ซ่ึงมีรากศัพท์มา
จากคำในภาษากรีก “Thanatos” ซ่ึงหมายถึง ความตาย ควบรวมกับคำว่า “ology” ซ่ึงหมายถึง
วิทยาศาสตร์หรือองค์ความรู้ (Doka, 2003) ดังนั้นความหมายของคำน้ีจึงหมายถึง องค์ความรู้เกี่ยวกับ
ความตาย ท้ังนี้ คำว่า มรณศึกษา (Death Education) ที่ใช้เรียกขานกันในแวดวงการศึกษาปัจจุบัน ได้ถูก
ให้นยิ ามความหมายโดยราชบัณฑติ ยสถาน หมายถึง

“การจัดเน้ือหาและกระบวนการเรียนรู้เร่ืองความตายและการสูญเสีย ตลอดจนแนวปฏิบัติต่อ
ผู้ใกล้ตาย เน้นความรู้ความเข้าใจท้ังทางกายภาพ การพัฒนาจิตใจและอารมณ์ การปรับตัว ตลอดจน
ความสามารถในการเผชิญสถานการณ์อยา่ งมสี ติและมเี หตผุ ล ช่วยให้บคุ คลยอมรับได้ว่าความตายเป็นเรื่อง
ธรรมชาตเิ กิดข้ึนไดก้ บั ทกุ คน มคี วามระมดั ระวงั ในการดำเนนิ ชีวิต และยอมรับความเปลย่ี นแปลงได้ ผูเ้ รียน
ได้ฝึกการมีสติ ไม่ประมาท ควบคุมอารมณ์ได้ เมื่อเกิดการพลัดพราก เข้าใจความสัมพันธ์และคุณค่าของ
บุคคลที่อยู่แวดล้อม เรียนรู้กฎหมาย ประเพณี พิธีกรรม เพื่อสามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้อง เหมาะสม เม่ือ
ต้องเผชญิ สถานการณเ์ ก่ียวกับความตาย ส่วนผู้ท่มี ภี าวะใกล้ตายจะได้รับการดแู ลอย่างมมี นษุ ยธรรม เคารพ
ในศกั ดศ์ิ รขี องความเป็นมนษุ ย์ และพรอ้ มทจี่ ะจากไปอย่างสงบ” (ราชบัณฑิตยสภา, 2558)

อาจกล่าวโดยย่อวา่ มรณศกึ ษา คือ กระบวนการเรียนรู้เก่ียวกับเร่ืองความตาย เพ่ือให้บุคคลมี
ความรู้ ความเข้าใจที่ถกู ต้องเกย่ี วกับการดำเนินชีวติ และความตาย อันนำไปสู่การยอมรบั ความตายได้อยา่ ง
เหมาะสมและเตรียมตัวตายอย่างสงบด้วยเหตุนี้ เม่ือพิจารณาจากความหมายของมรณศึกษาจะพบ
ความสำคัญของการศึกษาเร่ืองน้ีในแง่ของการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจและยอมรับความจริงของชีวิต
ควบคู่การช่วยให้ผู้เรียนสามารถจดั การสภาวะอารมณ์ของตนเองเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียบุคคล
อันเป็นท่ีรักและบุคคลท่ีอยู่แวดล้อม ยอมรับความตาย ด้วยท่าทีอันสงบ และกลับมาเห็นคุณค่าและ
ความหมายของการมีชีวติ

ปี พ.ศ. 2446 นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ชื่อ Élie Metchnikoff ได้ทำการเรียกร้องให้มี
ศาสตร์การศึกษาเก่ียวกับความตายด้วยความเชื่อที่ว่า ชีววิทยาศาสตร์ท่ีเรียนรู้เก่ียวกับชีวิตจะขาดความ
สมบูรณ์ครบถ้วน ถ้าผู้ศึกษาไม่ให้ความสำคัญกับความตาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2502 Herman Ferfel ได้

9

ทำการศึกษาความหมายของ ความตาย และ Leroy Bowman ได้ทำการศึกษาเร่ืองการฝังศพของคน
อเมริกัน (Morgan, 2001, p.2) นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการให้ความสนใจที่จะศึกษาเก่ียวกับเร่ือง
ความตายในสังคมตะวันตก และ ปี พ.ศ. 2503 มหาวิทยาลัยมินเนโซตา (Minnesota) ประเทศ
สหรัฐอเมริกา ได้เปิดสอนมรณศึกษา ตามด้วย การก่อต้ังศูนย์มรณ ศึกษาข้ึนอย่างเป็นทางการ โดย
Robert Fulton ในปี พ.ศ. 2512 (ปัจจุบันเป็นศูนย์มรณศึกษาและชีวจริยธรรม มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน)
ซ่ึงในปีเดียวกันนี้ Elisabeth Kubler-Ross ได้เขียนหนังสือชื่อ “ความตายและภาวะใกล้ตาย (On Death
and Dying) ซึ่งส่งผลให้กระแสตอบรับอย่างมากจากสังคมในยุคนั้นที่หันมาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้
เรื่องความตายและภาวะใกล้ตาย โดยเฉพาะวงการแพทย์ และ ปี พ.ศ. 2513 Prof.Robert Kastenbaum
มหาวิทยาลัยคลาร์ก ก่อต้ังวารสารวิชาการ Omega: The Journal of Death and Dying ซึ่งนับเป็น
วารสารเล่มแรกในศาสตร์แขนงน้ี และมีการประชุมในเรื่องมรณศึกษาเป็นคร้ังแรก โดยจัดข้ึนที่
มหาวิทยาลัยแฮมไลน์ มินเนโซตา ตามมาดว้ ยการก่อต้ังวารสาร Death Education โดย Prof.Hannelore
Wass ในปี พ.ศ. 2520 ซ่ึงปัจจุบันได้เปล่ียนช่ือวารสารเปล่ียนเป็น Death Studies โดยปัจจุบันหลาย
มหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้จัดให้มีการเรียนการสอนเร่ืองมรณศึกษา (Death Education) ท้ังในแขนง
ของจิตวิทยา สังคมวิทยา วิทยาศาสตร์สุขภาพ ปรัชญา และศกึ ษาศาสตร์(Encyclopedia of Death and
Dying, 2017)

10

1.3 ประเภทและสาเหตุแห่งความตาย

เหตุใหค้ วามตายเกดิ ท้งั 4 ประการ มรี ายละเอยี ดทต่ี อ้ งศึกษาดังตอ่ ไปนี้
1. อายุกขยะมรณะ ตายเพราะส้ินอายุ อายุ เมื่อว่าโดยสภาวธรรมแล้ว ได้แก่ ชีวิตรูป ขยะ
แปลว่า ความส้ินไป เมือ่ รวมกนั เปน็ อายขุ ยั แปลว่า ความส้นิ ไปแหง่ อายุ ในท่ีน้ีมุง่ หมายเอาการกำหนดเขต
แห่งการต้ังอยู่ของชีวิตรูปของบุคคลในภูมิน้ันรวมๆ กันเป็นหลัก อาจเรียกว่า อายุกัป คือกำหนดอายุของ
คนในแตล่ ะยคุ เมือ่ กลา่ วโดยบุคคลาธิษฐาน หมายถงึ ตาย เมือ่ แก่ หรือ แกต่ ายตามปกติทัว่ ไป
หมายความว่า สัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ในภูมิใดสมัยใด เม่ือเกิดข้ึนแล้วก็ดำรงชีวิตอยู่ได้ตลอดขัย
แห่งอายุของสัตว์นั้นๆ ในภูมิน้ันสมัยน้ัน ถึงแม้ว่ากรรมที่จะให้อายุดำรงอยู่ในกำเนิดน้ันยังไม่สิ้นไปก็ตามที
เช่น เกิดเป็นมนุษย์ในชมพูทวีป ในสมัยปัจจุบันน้ี มีอายุครบ 75 ปี อันเป็นขัยแห่งอายุมนุษย์ในปัจจุบันนี้
แล้วจึงตาย เพราะแม้เม่ือปฏิสนธิด้วยจิตที่ให้มีอายุยืนนานมากก็ตาม แต่มาเกิดในช่วงของภูมิที่เร่ิมเส่ือม
เพราะฤดูกาลวิบัติและอาหารวิบัติ สัตว์นั้นก็ต้องตายตามอายุของภูมินั้น เช่น พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทุก
พระองค์มีอายุหนึ่งอสงไขย แต่ก็ไม่อาจดำรงพระชนมชีพตลอดอสงไขย 1 หรือเทพเจ้าบางองค์อุบัติใน
สวรรค์ชั้นต่ำ เพราะความปรารถนาของตนสมัยเป็นมนุษย์ เช่น พระเจ้าพิมพิสาร เสด็จสวรรคตไปอุบัติ ณ
สวรรค์ช้ันจาตุมหาราชิกาเป็นยักษ์ชั้นสูงช่ือ ชนวสภะ แม้พระองค์จะมีบุญมากก็ตาม แต่เมื่อครบกำหนด
อายุในสวรรค์ชั้นน้ันก็ต้องจุติแล้วจึงอุบัติใหม่อีก ผู้ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อยหรือมากกว่าเกณฑ์นิด
หน่อย เช่น ปัจจุบันก็อายุระหว่าง 73-77 ก็ยังจัดอยู่ในการตายเพราะส้ินอายุ (ที.มหา.อ.มหาปนาทสูตร
13/77)
2. กัมมักขยะมรณะ ตายเพราะสิ้นกรรม กรรม ในท่ีน้ี หมายถึง ชนกกรรมและอุปัตถัมภกกร
รม คือกรรมนำไปเกิดและที่หล่อเล้ียงสนับสนุนให้ดำรงอยู่ในภพปัจจุบันน้ีเท่าน้ันกัมมักขยะ หมายถึงเป็น
การสิ้นสุดอำนาจแห่งกรรมท้ังสองนี้ หมายความว่า เมื่อชนกกรรมท่ีนำเกิดและอุปัตถัมภกรรมที่ช่วย
ส่งเสริมในภูมิน้ันหมดกำลังลง ในขณะท่ีสัตว์นั้นดำรงชีวิตอยู่ไม่เต็มอายุกัป ก็ตายลงก่อนก็ดี หรือ อยู่เกิน
อายุขัยของภพนั้นแล้วจึงตายก็ดี เช่น ในสมัยนี้อายุอย่างน้อยต้อง 75 ปี แต่ผู้นั้นอาจดำรงอยู่ได้เพียง 1
เดือน 2 เดือน 1 ปี 10 ปี เป็นต้นก็ตายลงเสียก่อน หรือตายตอนอายุ 100 กว่าปี ซ่ึงเกินอายุกัปเพราะ
อำนาจกุศลกรรมและยาหรือมนต์ แมเ้ ทวดาบางองค์อุบัติในสวรรค์ชั้นสูงด้วยบุญกรรมเล็กน้อย ก็ไมอ่ าจจะ
อยู่เสวยทิพยสมบัติได้ตลอดอายุของเทวดาช้ันนั้นก็ต้องจุติเพราะหมดบุญ เป็นต้น ก็จัดว่า ตายเพราะส้ิน
กรรม (ข.ุ อ.การีเปตวิ ัตถุ 49/392)
3. อภุ ยักขยะมรณะ ตายเพราะสน้ิ อายุและสิ้นกรรมพร้อมกนั หมายความว่า สัตว์เกิดขึ้นและ
ดำรงชีวิตอยู่เต็มขัยแห่งอายุกัปของตนแล้ว และประจวบกับชนกกรรม และอุปัตถัมภกรรมก้สิ้นกำลังลง
พรอ้ มกันดว้ ย สตั ว์น้ันจึงตายลง
4. อุปัจเฉทกมรณะ ตายเพราะมีกรรมตัดรอน หมายถึง การตายเพราะกรรมเข้าไปตัดวิบาก
และกรรมชรูป หมายความว่า ผู้ท่ีมีอายุยังไม่ถึงขดี อายุขัย และอำนาจของชนกกรรมกับอุปัตถัมภกกรรมก็
ยังไม่หมด แต่ด้วยอำนาจของอกุศลกรรมของสุคติสัตว์ที่ได้ทำแล้วในภพก่อนหรือภพนี้ เข้ามาตัดรอนให้
ตายลงเสียก่อน ในสมัยที่ยังไม่ถึงเวลา เพราะอุบัติเหตุ เช่น ถูกไฟไหม้ ถูกรถชน ถูกฆาตกรรม ตลอดจน
เพราะโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เบียดเบียน หรือเพราะการปฏิบัติตนไม่ถูกต้องสม่ำเสมอ เช่น ไม่รู้ประมาณใน

11

โภชนาการ กินน้อยไปจนหิวกระหาย กนิ มากไปจนอิ่มจัดไปอาหารไม่ยอ่ ย การบริหารอิริยาบถไม่สม่ำเสมอ
ไม่รู้วิธีบำรุงรักษาสุขภาพร่างกาย การคบคนพาล เสพติดส่ิงมีโทษ เป็นคนทุศีล การถูกเทวดาลงโทษ เป็น
ตน้

ส่วนการตายของเทวดา เช่น ตายเพราะความโกรธของพวกเทวดามโนปโทสิกา เพราะมัว
ประมาทเล่นเพลิดเพลินจนลืมเสวยสุธาโภชน์ของพวกเทวดาขิฑฑาปโทสิกา เพราะมัวเมาในการเสพกาม
เกินไปของคันธัพพเทพในป่าหมิ พานต์ การทำอธิมุตตกิ าล (ตัง้ ใจตายลงมาเกดิ เพ่อื สรา้ งบารมี) ของเทพหรือ
พรหมผู้มบี ารมี เชน่ พระโพธิสัตว์ ติสสพรหม เป็นตน้ และการฆา่ ตัวตายพรอ้ มกับบรรลุอาหัตของพระฉันน
เถระและพระโคธิกะเถระ ก็นับเขา้ ในการตายเพราะกรรมตัดรอนน้ี

หรือตายด้วยอำนาจของกุศลกรรมของอบายสัตว์ เช่น การตายของสัตว์นรก เปรต อสุรกาย
เพราะอาศัยการระลึกถึงบุญกรรมของตนได้ เช่น เห็นเปลวไปสีคล้ายจีวร ทำให้นึกถึงตอนที่ตนถวายจีวร
จึงทำให้จุติจากนรกทันที ไปเสวยสุขในสุคติภูมิ หรือได้อนุโมทนาบุญที่ญาติมิตรอุทิศให้ตน ทำให้ตัดรอน
วบิ ากของกรรมชว่ั ให้ลดนอ้ ยลงได้ ทำให้อายทุ จ่ี ะเสวยผลบาปอนั เป็นทุกขท์ รมานสั้นลง

อุปัจเฉทกรรมจึงเกิดได้เพราะอำนาจกศุ ลกรรม อกุศลกรรมที่ทำไว้ในอดตี ภพหรือปจั จุบนั ภพก็
ได้ หรือเกิดข้นึ เพราะความประมาทในปจั จุบนั กไ็ ด้

12

สรปุ การตาย 4 ประเภท
1. ส้ินอายุ คือ กำหนดเขตอายุกรรมของสัตว์ท่ีจะให้ดำรงอยู่อาจเท่ากับหรือมากกว่าอายุ

ประจำภมู ิน้นั แม่เมอ่ื ถงึ เขตกำหนดตามอายุภูมิ สัตว์นน้ั ก็ตอ้ งตายตามอายุภูมิ
2. ส้ินกรรม คือ อายุกรรมของสัตว์อาจน้อยหรือมากกว่า อายุกัป (ภูมิ) เล็กน้อย แล้วสัตว์นั้น

จึงตายไปตามอายุของกรรม
3. สิน้ ท้งั สอง คอื อายกุ รรมของสัตว์กับอายกุ ัป (ภมู )ิ เท่ากบั พอดี สตั วน์ ้นั จงึ ตาย
4. กรรมตัดรอน คือ อายุกรรมของสัตวแ์ ละอายกุ ัปยังไม่สนิ้ ไป แตส่ ัตว์ตายไปก่อนเพราะกรรม

อืน่ มาตัดรอน
เหตุแห่งการตายทัง้ 4 รูปแบบนน้ั ดูจากภายนอก การตายลักษณะที่ 1 กับลักษณะท่ี 2 แบบที่

1 และลักษณะท่ี 3 จะคล้ายกัน หากจะให้จำแนกได้ถูกต้องต้องอาศัยผู้มีรู้มีญาณทัสสนะจึงจะสามารถ
จำแนกไดเ้ ด็ดขาด

ความตายทั้ง 4 อย่างน้ี ถ้าตายโดยอายุขยะมรณะ กัมมักขยะมรณะ อุภยักขยะมรณะท้ัง 3
อย่างน้ี เรยี กว่า “กาลมรณะ” คือ เป็นการตายชนิดที่ถึงเวลาแล้ว ส่วนผู้ที่ตายโดยอุปัจเฉทมรณะ เรียกว่า
“อกาลมรณะ” คือ เป็นการตายท่ียังไม่ถึงเวลา ความตายท้ัง 4 ประการย่อมมีได้ท้ังปุถุชน พระอริยบุคคล
ประเภทและพระปัจเจกพทุ ธเจา้ ส่วนพระสมั มาสัมพุทธเจา้ ย่อมได้แก่ความตายทง้ั 3 ประเภทตน้ เว้น อุปัจ
เฉทกมรณะ เพระใครๆ ไม่อาจจะประทษุ ร้ายพระองค์ใหถ้ ึงปรนิ ิพพานได้

1.4 ทรรศนะทางพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทต่อภาวะใกล้ตาย
สังคมในปัจจุบันมองถึงคนไทยส่วนใหญ่ท่ีนับถือศาสนาพุทธมีคติความเชื่อเร่ืองการเวียนว่าย

ตายเกิด คำสอนในพระพุทธศาสนากล่าววา่ มนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ รปู (ร่างกาย) และจิต ร่างกาย
อาจแตกดบั ไปตามอายขุ ัยแต่จติ วญิ ญาณยังคงวนเวียนไปตามผลกรรมท่ีไดก้ ระทำยามมีชีวิตหากตอ้ งการให้
จิตหลุดพ้นจากวัฏจักรอันเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด ต้องประกอบกรรมดีละเว้นจากการทำบาปท้ังปวง และมุ่งฝึก
พัฒนาจิตละกิเลสซ่ึงเป็นเครื่องผูกมัดเหน่ียวร้ังใจทั้งปวง เพื่อเข้าสู่นิพพานคน ไทยพุทธจึงเน้นที่การ
ประกอบพิธีกรรม เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย เพราะเชื่อว่าจะส่งผลให้วิญญาณของผู้ตายไปสู่สุคติภูมิ
การประกอบพธิ ีกรรมหลายวันเป็นหนทางหน่ึงที่ช่วยประคองความรสู้ ึกของญาติมิตรที่ยังมีชีวิตอย่ใู ห้คลาย
ความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นท่ีรักลงได้ทำให้ได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงแท้แห่งสังขารอีก

13

ด้วย ตามประเพณีด้ังเดิมนั้น พิธีศพมีขั้นตอนท่ีประณีตและซับซ้อนมาก ต่อมาได้ยกเลิกข้ันตอนบางอย่าง
ลงดว้ ยปัจจัยด้านเวลาและค่าใชจ้ า่ ยทเี่ พม่ิ สงู ขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ

แต่สงั คมไทยในปัจจบุ ันน้ี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชนท่ีเป็นกลุ่มพื้นฐาน หรอื กลุม่ รากเหง้า
ของสังคม ไมไ่ ดก้ ำหนดถึงเร่ืองของความเชื่อเร่ืองของกรรมทว่ี ่า บุคคลใดทำความดี เมอื่ ตายไปก็จะได้ขน้ึ ไป
สวรรค์ บุคคลใดทำความช่ัว เมื่อตายไปก็ตกนรก หรือแม้กระทั่งเรื่องของชีวิตหลังความตาย จึงเห็นได้ว่า
ปัจจุบันมีการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ จะเกิดจากกลุ่มเยาวชนยิ่งนับวันย่ิงทวีคูณเพราะเขาเหล่าน้ันไม่ได้เกิด
ความกลัว หรือความละอาย ต่อการกระทำที่ตนเองน้ันได้กระทำถือเป็นเพียงว่าเป็นความคึกคะนอง
สนุกสนาน เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเดียวกัน ดังนั้น เรื่องราวของความตาย ทั้งเรื่องของกรรม เร่ืองของการ
ประกอบพิธที างศาสนา เร่ืองของผลแห่งกรรมที่จะตามมา เพื่อตอ้ งการให้ผู้ท่ีศึกษาเกิดความเข้าใจในการท่ี
เราเกดิ มาเปน็ มนษุ ย์ เพอ่ื เปน็ แนวทางปฏิบตั เิ กี่ยวกับความตายอย่างถูกต้องน่นั เอง

พระธรรมปิฎก ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่าท่าทีการปฏิบัติของมนุษย์ต่อความตายแสดงให้เห็นถึง
ความงอกงามแห่งจิตใจมนุษย์ท่ีแตกต่างกัน ซ่ึงแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้น ดังนี้ ข้ันท่ี 1 มนุษย์ปุถุชนท่ัวไป ยัง
ไม่ได้รับการศึกษาถึงธรรมชาติของชีวิตและความตาย จะระลึกนึกถึงความตายด้วยความหวาดหวั่น พร่ัน
กลัว เศร้าหดหู่ท้อแท้ ท้อถอย ขั้นที่ 2 อริยสาวก ผู้มีการศึกษาระลึกถึงความตายเป็นอนุสสติ สำหรับ
เตือนใจไม่ให้ประมาท จะเร่งขวนขวายปฏิบัติประกอบหน้าที่คุณงามความดีเพราะชีวิตน้ีมีประโยชน์ มี
คุณค่า ข้ันท่ี 3 ผู้รู้เท่ากันความตายซึ่งมีคติเนื่องอยู่ในธรรมดา จะได้มีชีวิตท่ีปราศจากความทุกข์ ไม่ถูกบีบ
คนั้ ความรู้สึกหวาดหว่ัน พรั่นกลัว ต่อความพลดั พราก มีใจปลอดโปรง่ สบายและเป็นอยู่ด้วยปัญญาที่กระทำ
การไปตามเหตุผลด้วย ความรู้เท่าทันเหตุปัจจัย และท่านยังได้อธิบายถึงความเข้าใจและคุณค่าของความ
เข้าใจชีวิตและความตายโดยอ้างถึงคัมภีร์พุทธศาสนาว่า เน้นการมีสติไม่หลงตาย หมายถึง การประคอง
จิตใจให้ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว มีจิตใจดีงาม ผ่องใส เบิกบาน และจิตใจนึกถึง หรือ เกาะเกี่ยว
อยู่กับสิ่งท่ีดีถือว่า เป็นการตายดี การตายดียังรวมไปถึงความหมายท่ีหมายถึง การรู้ทันชีวิต ยอมรับความ
จริงของ การตายว่าเป็น อนิจจัง การรู้เท่าทันน้ีช่วยให้จิตใจมีความสว่าง ไม่ยึดติด โปร่งโล่ง เป็นอิสระ
ยงิ่ กว่าน้ัน สุภาษิตเกยี่ วกับชีวิตและความตายมีปรากฏอยู่ทัว่ ไปในพระไตรปิฎก (พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตฺ
โต), 2545)

การระลึกถึงความตายอยู่ทุกเวลา ย่อมมีอิทธิพลต่อความรู้สึกด้านจิตใจ ในการที่จะทำความดี
ให้แก่ตนและสังคม ดังเร่ืองของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อคราวทอดพระเนตรเห็นคนเจ็บความรู้สึกเบื่อหน่าย
จิตใจหดหู่ จึงทรงคิดหาวธิ ีที่จะเอาชนะความตาย และมีจิตน้อมไปในทางเสด็จออกบวชเป็นบรรพชิต แล้ว
ตั้งใจปฏิบัติธรรมจนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซ่ึงเป็นจุดมุ่งหมายอันสูงสุดในชีวิต (มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย,2539)

14

1.4.1 ความตายในคัมภรี ์พระพุทธศาสนาเถรวาท
ความตาย ตามความหมายของพุทธศาสนา ก็คือ ความดับ หรือ การดับไปของขันธ์ 5 นั่นเอง

แตเ่ ราไม่สามารถท่ีจะเอาเป็นตัวการตายที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนานั้นมีรายละเอยี ดความตาย ตาม
ความหมายของพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น 2 ความหมาย คือความตายทางกายภาพ ก็คือ ความดับ
หรือ การดับไปของขันธ์ 5 อีกอย่าง คือ ความตายทางจิตวญิ ญาณ กล่าวถึงว่าแม้บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ก็อาจ
ชอื่ ว่า ตายได้ เช่นเดียวกนั เป็นองค์ประกอบทางด้านจิตใจ ดงั นน้ั ความตาย หรอื การตายนั้น ในบางครั้งก็
เป็นไปตามระยะเวลา แต่ก็มีบางครั้งที่ไม่เป็นไปตามระยะเวลา และการท่ี มนุษย์ หรือ สัตว์ ตายลงไปใน
ขณะท่ียังไม่ถึงเวลานั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า ถ้าหากคนท่ียังไม่ถึงเวลา ตายน้ัน ยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถท่ีจะ
สร้างกุศล แต่เม่ือเขาตายลงไปย่อมเป็นสาเหตุที่สำคัญทำให้เขา หมดโอกาสในการทำความดี ดังน้ัน ความ
ตายจึงมีโทษ คือ เป็นสาเหตุ หรือ เป็นส่ิงตัดรอนโอกาสในการทำความดีของผู้ที่มีโอกาสในการทำความดี
อยนู่ ่ันเอง เพอ่ื เปน็ การเตรยี มตัว และเปน็ การไมป่ ระมาทตอ่ การดำรงชวี ิต
1.4.2 ศึกษาแนวทางปฏิบตั ติ ่อความตายในคมั ภีร์พระพทุ ธศาสนาเถรวาท

ความตายเป็นอาการ หรือ ปรากฏการณ์ท่ีเกดิ ขึ้นเปน็ ปกติสำหรับชวี ิต เมื่อพิจารณาโดย ไม่ข้ึน
ต่อความรู้สึกของมนุษย์ ความตายจึงเป็นเพียงธรรมดา ๆ แต่ท่ีเป็นธรรมดานี้เองเพราะความรู้สึก ยึดถือ
และไม่ร้เู ข้าใจ มนุษย์จึงต้องพยายามเข้าถึงธรรมดาน้ีให้ได้ โดยเห็นตามเป็นจริงธรรมดาพระพุทธศาสนามุ่ง
ให้เห็นความตายเป็นธรรมดา ทั้งไม่สามารถจะหลีกหนีให้ล่วงพ้นไปได้เมื่อเป็นเช่นน้ันแล้ว มนุษย์ก็ควร
มุ่งม่ันทำกรรมดีให้ได้ผลดี และอยู่ด้วยผลของกรรมดีนั้น หน้าท่ีมนุษย์จึงรวมเด่นอยู่ท่ีการศึกษาหาเหตุ
ปัจจัยที่จะทำให้เกิดผลดีงาม ไม่มัวยุ่งอยูก่ ับการหาวิธีอ้อนวอนเทพเจ้า หรือ มัวรอคอยผลการบันดาล มอง
กว้างออกไปในระดับสังคมความตายในฐานะเป็นธรรมดา จะเป็นสนามฝึกให้สังคม นั้นเป็นสังคมแห่งการ
มุ่งศึกษาหาความจริง เป็นสังคมแห่งการกระทำ และหวังผลจากการกระทำไม่เป็นสังคมแห่งการอ้อนวอน
หรือสังคมแหง่ การอปุ ถัมภจ์ ากผู้มอี ำนาจ ฉะนั้น ความตายจึงเป็นธรรมดาของชวี ิต ที่จะย้ำเตือนให้มนุษยไ์ ด้
เห็นตามเป็นจริง และเป็นหนทางให้ก้าวเดินไปสู่ความเป็นอิสระ พระผู้มีพระภาคทรงช้ีแจงให้เห็นถึงความ
ยากอย่างยิ่งนัน้ ด้วยการที่ พระพุทธองค์ ทรงเปรียบวา่ ประดุจในมหาสมุทรซึ่งมีคล่ืนลมแรง มีเต่าตาบอด
อยู่ตัวหนึ่ง ผ่านไป 100 ปี มันจะโผล่ ขึ้นมาครั้งหนึ่งมีบุรุษคนหน่ึงโยนแอกท่ีมีรูเดียวลงไปในมหาสมุทร
คล่ืนลมในมหาสมุทรพัดแอกน้ันไปทุกทิศโอกาสที่เต่าตาบอดตัวน้ัน จะสามารถเอาหัวของมันโผล่เข้าไปให้
ตรงรูเดียวของแอกน้ันยากเพียงใด การท่คี นพาลประพฤติกรรมชั่วไว้ก็ตอ้ งไปเกิดชดใช้กรรมชวั่ ในอบายภูมิ
และจะหาโอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกได้ยากเพียงน้ัน ดังน้ัน การได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นส่ิงประเสริฐ
สูงสุด เม่ือได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่ิงนับว่าเป็นโชคดีอย่างที่สุด
เพราะสามารถดำเนนิ ชวี ติ อย่างมสี ติสัมปชญั ญะ
1.4.3 ศกึ ษาวิเคราะหแ์ นวทางปฏิบัตติ ่อความตายในคมั ภรี พ์ ระพุทธศาสนาเถรวาท

แนวทาง หรือ วิธีการปฏิบัติ เปรียบเสมือนแผนที่ ท่ีเปน็ ลายแทงสจู่ ดุ ม่งุ หมาย หรือสู่ภาวะหลัง
ความตายน้ัน กล่าวได้ว่า มีหลากหลายวิธี แต่ละวิธี หรือแนวทางนั้น ย่อมมีจุดมุ่งหมายต่างกัน ในท่ีน้ี
กล่าวถึงวิธีท่ีจะปฏิบัติต่าง ๆ เช่น การรู้จักกับหลักธรรมที่เก่ียวข้องกับความตาย คือ ตัวมรณสติ มีท้ังวิธีที่
จะปฏิบัติต่อความตาย เม่ือปฏิบัติแล้วได้รับประโยชน์อย่างไร และรวมไปถึงผลของการปฏิบัติ การได้เกิด

15

เป็นมนุษย์เป็นสิ่งประเสริฐสูงสุด เม่ือได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่ง
นับว่าเป็นโชคดีอย่างทีส่ ดุ เพราะสามารถดำเนินชีวติ อยา่ งมีสติสัมปชัญญะ การท่ีเราจะเวียนว่ายตายเกิดน้ัน
ข้ึนอยู่กับการกระทำของเราเองว่าเราเลือกอย่างไร การฝึกมรณสติ เป็นวิธีการระลึกถึงความตายอยู่เสมอ
เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ในทางพระพุทธศาสนาน้ันได้ระบุถึงส่ิงท่ีพึง
กระทำในการเตรียมตัวตายในเบื้องต้น ทั้งในเรื่องของร่างกาย จิตใจ สังคม และรวมไป ถงึ ด้านของอารมณ์
อีกท้ังแสดงให้ทราบถึงสถานที่ ๆ รองรับหลังจากท่ีเราตายไปแล้ว เมื่อเราตายไปแล้วมีสถานที่รองรับโดย
หลัก มี 2 สถานด้วยกัน คือ 1. สุคติภูมิ2. ทุคติภูมิ แล้วการที่เราจะไปในภพภูมิอย่างเช่น สุคติภูมินั้น
วิธีการท้ังเรื่องของการรักษาศีล การที่จะต้องมีหิริและโอตตัปปะ รวมถึงการท่ีจะต้องบำเพ็ญฌาน แผ่
เมตตา ท้ังนข้ี ึน้ อยู่กับท่ีวา่ เราเลอื กทีจ่ ะปฏิบตั ิตนอย่างไร ถ้าปฏิบัติตนตามหลักของมรณสติ หรอื แมแ้ ต่การ
รักษาศีล เป็นเบ้ืองต้น ก็จะสามารถทำให้เราไปในภพภูมิที่ดีได้ และดำเนินชีวิตได้อย่างไร้กังวล เพราะทุก
ยา่ งกา้ วท่เี ราเดนิ นั้น เรามสี ติระลึกอยเู่ สมอ ทำใหป้ ราศจากการกลวั ความตายอย่างสิน้ เชิง

คัมภีร์อภิธรรมมัตถสังคหะ ได้แบ่งเวลาใกล้ตายออกเป็น 2 ช่วงเวลา คือ 1) มรณาสันนกาล
หมายถึง เวลาใกล้จะตาย โดยจำแนกย่อยเป็น 2 วิถีจิต คือ วิถีจิตใกล้ตายชนิดธรรมดา ได้แก่ วิถีจิตใกล้
ตายทเ่ี กดิ ข้ึนแก่บุคคลท่ีจะตายภายในเวลา 1-2 นาที จนถึง 7 วัน และวิถีจิตใกลจ้ วนตาย ได้แก่ วิถีจิตใกล้
ตายท่ีเกดิ ขน้ึ แก่บุคคลที่จะตายภายในเวลาไม่ถึง 10 –20 วนิ าที และ 2) มรณาสันนวิถี หมายถึง วิถจี ิตใกล้
ตายที่จะทำหน้าที่รับอารมณ์ที่เกิดจากกรรมท่ีมีอำนาจมากท่ีเคยได้กระทำไว้ โดยจะมีอารมณ์ 3 ประการ
อย่างใดอย่างหน่ึงท่ีจะปรากฏขึ้นให้เห็นก่อนจุติจิตหรือการตายจะบังเกิด คือ (สุชญา ศิริธัญภร, 2552, น.
61-65)

1. กรรมอารมณ์ หมายถึง อารมณ์ท่ีเกิดจากอำนาจของผลกรรมที่ได้กระทำไวก้ ่อนในอดีต ถ้า
บุคคลผนู้ ัน้ ทำกุศลไวม้ าก อาทิ การรักษาศีล การให้ทาน การปฏิบัติภาวนา กม็ ีเหตุใหน้ ึกถงึ กุศลนน้ั และจะ
มีอารมณ์ที่เป็นปิติเกิดข้ึน สีหน้าจะเบิกบานแช่มช่ืน บุคคลเหล่าน้ีมักตายอย่างสงบและไปสู่สุคติภูมิใน
ขณะท่ีบุคคลใดได้ก่อกรรมช่ัวหรือทำอกุศลไว้มาก อาทิ การลักทรัพย์ การทุจริต การฆ่า ก็มีเหตุให้นึกถึง
อกุศลน้ันและจะมีอารมณ์ท่ีเป็นเศร้าหมองโกรธ เกลียด และแสดงออกด้วยอาการกระสับกระส่ายหรือ
กระวนกระวานใจ บุคคลเหลา่ นม้ี ักตายอย่างทรมานและไปสู่ทุคติภมู ิ โดยอารมณ์ เหล่าน้ีจะปรากฏทางมโน
ทวาร (ใจ)

2. กรรมนิมิต หมายถึง อารมณ์ท่ีเป็นนิมิตเกิดจากการกระทำในอดีต ถ้าบุคคลผู้นั้นทำกุศลไว้
มาก ก็มีเหตุให้เห็นนิมิตหรือเคร่ืองหมายท่ีตนได้เคยกระทำ อาทิ การเห็นภาพพระพุทธรูป โบสถ์ วิหาร
หรือ การได้ยินเสียงสวดมนต์ จิตย่อมสงบและเบิกบานอันเป็นปัจจัยนำไปสู่สุคติภูมิ ในขณะท่ีบุคคลใดได้
กอ่ กรรมชว่ั หรือทำอกุศลไว้มาก ก็มักเห็นนิมิตภาพหอก ดาบ สัตว์เดรัจฉาน ภาพคนจะมาทำร้าย หรือการ
ได้ยนิ เสียงกรดี รอ้ ง เสียงของการเข่นฆ่า จิตกจ็ ะเศร้าหมองอันนำไปสทู่ ุคตภิ ูมิ โดยอารมณ์เหล่านี้จะปรากฏ
ทางมโนทวาร (ใจ) เป็นหลกั หรอื บางครงั้ กป็ รากฏทางจกั ษุทวาร (ตา)

3. คตินมิ ิต หมายถงึ นิมิตต่าง ๆ ท่รี ะลึกเหน็ เป็นมโนภาพ หรือเคร่ืองหมายท่ีจะนำไปเกิด หรือ
สถานท่ีท่ี จะไปเกิดในภพใหม่ ถ้าเป็นคตินิมิตท่ีจะนำไปสู่สุคติ ก็จะปรากฏเป็นภาพปราสาท วิมาน
เทพบุตร เทพธิดา หรือครรภ์มารดา ในขณะที่คตินิมิตที่จะนำไปสู่ทุคติ เช่น คตินิมิตที่บ่งบอกถึงการเกิดใน

16

นรกก็จะปรากฏเปน็ ภาพเปลวไฟ หรือนายนิรยบาล เช่น คตินิมิตท่บี ง่ บอกถึงการเกิดเป็นสัตวเ์ ดรจั ฉานก็จะ
ปรากฏเป็นหนองน้ำ ป่า ดนิ โคลน เปน็ ตน้

การปรากฏของอารมณ์ 3 ประการอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับการให้ผลของกรรม 4 อย่าง
ได้แก่ (สุชญา ศริ ิธัญภร, 2552, น.189 -191)

1. ครุกกรรม หมายถึง กรรมหนักที่ให้ผลก่อนกรรมอ่ืน โดยครุกกรรมฝ่ายกุศล ได้แก่ สมาบัติ
8 ในขณะท่ีครุกกรรมฝ่ายอกุศล ไดแ้ ก่ การฆ่าแม่ การฆ่าพ่อ การฆ่าพระอรหนั ต์ การทำร้ายพระพุทธเจา้ จน
หอ้ พระโลหติ และการทำสงฆ์ให้แตกแยก

2. อาจณิ ณกรรม หมายถงึ กรรมท่ีทำเคยชิน เมอื่ ไม่มคี รกุ กรรม กรรมชนิดนี้จงึ ปรากฏในจติ
3. อาสันนกรรม หมายถึง กรรมใกล้ตาย หรือ กรรมท่ีทำตอนใกล้ตาย โดยอาสันนกรรมฝ่าย
กุศล ได้แก่ การถวายทาน การฟังธรรม การสวดมนต์ หรือการปฎิบัติภาวนา ในขณะท่ีอาสันนกรรมฝ่าย
อกุศลไดแ้ ก่ การดื่มสรุ า หรอื ความหวงแหนในทรพั ย์สมบตั ิ เมื่อไม่มที ้งั ครุกกรรมและอาจณิ ณกรรม กรรม
ชนดิ นจ้ี งึ สง่ ผลเป็นหลกั
4. กตัตตากรรม หรือ กรรมท่ีทำด้วยเจตนาท่ีอ่อนหรือไม่ได้เจตนา โดยกรรมชนิดน้ีจะปรากฏ
ในจิตก็ต่อเมื่อกรรมทั้งสามข้างต้นไม่ให้ผลทั้งน้ี คำสอนในพุทธศาสนาได้กล่าวถึง เรื่องการแก้ไขอารมณ์ใน
วิถีจิตใกล้ตาย(มรณาสันนวิถี) ของบุคคลจากจิตที่เศร้าหมองให้มีจิตที่เป็นกุศล ด้วยการระลึกถึงคุณงาม
ความดี การถวายทาน การสวดมนต์ หรือ การปฏิบัติภาวนา ดังนั้น ช่วงใกล้ตายจึงเป็นนาทีทองที่สำคัญ
มากซึ่งสามารถทำใหจ้ ิตเข้าสู่การหลุดพน้ ได้ (พระไพศาล วิสาโล และ คณะ ,2556, น.182)

17

1.5 ทรรศนะทางพทุ ธศาสนานิกายวชั รยานตอ่ ภาวะใกลต้ าย
ความเชื่อเรือ่ งอันตรภพอนั เปน็ ภพทอี่ ยู่ระหวา่ งภพเดิมกับภพท่ีจะไปเกิดใหม่ว่ามสี ัตวห์ รอื ภาวะ

ที่ต้ังอยู่ระหว่างความตายกับการเกิดใหม่ หรือชีวิตระหว่างภพ โดยบุคคลหลังจากตายแล้ว จะยังไม่ไปเกิด
ใหม่ทันที แต่จะมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนไปเกิดใหม่อยู่ในอันตรภพ พระพุทธศาสนาบางนิกาย
ยอมรับหรือมีความเช่ือเรื่องอันตรภพ นิกายสัพพัตถิกวาทหรือสรวาสติวาทในภาษาสันสกฤต ซ่ึงแยกตัว
ออกมาจากนิกายเถรวาท มแี นวความคดิ เรื่องอนั ตรภพปรากฏเป็นหลกั ฐานอย่ใู นคัมภรี ์อภธิ รรมโกศศาสตร์
(เสถียร โพธินันทะ, 2543) แสดงว่ามีสัตว์หรือภาวะประเภทหน่ึง อยู่ระหว่างการตายและการเกิดใหม่ คือ
ตั้งอยู่ระหว่างภพต่อภพหรืออันตรภพสัตว์หรือภาวะนั้น เรียกว่าอันตรภาวะ แต่ในเวลาเดียวกันนิกายเถร
วาทไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดเร่อื งอันตรภพ มีการโตแ้ ย้งด้วยเหตุผลปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในคัมภีร์กถา
วตั ถขุ องฝา่ ยเถรวาท ชอ่ื วา่ อันตราภวกถา ว่าดว้ ยอันตรภพ (อภิ.ก.37/505/537)
(มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2560)

แสดงลักษณะของอันตรภพไว้วา่ อันตรภพ หมายถึง ภพของสัตว์ท่ีมีรูปขันธ์และนามขันธ์แบบ
หน่ึง เปน็ ภพท่ีอยู่ชั่วคราวยังไม่ได้รับผลกรรมเตม็ ท่ี รอไปสู่ภพใดภพหนึง่ ในภพท้ัง 3 มีกามภพ รูปภพ อรูป
ภพ เพ่ือเสวยวบิ ากกรรมทีไ่ ด้กระทำมา(วัชระ งามจิตรเจรญิ , 2550) เป็นสถานทที่ ี่สตั ว์ผ้จู ะปฏิสนธิ ไม่มีทิพ
จักษุก็เหมือนมีทิพจักษุ ไม่มีฤทธ์ิก็เหมือนมีฤทธิ์ รอเวลาท่ีบิดามารดาจะมาอยู่ร่วมกัน และพร้อมจะให้
กำเนิดบุตร เป็นเวลา 7 วันบ้าง เกินกว่า 7 วันบ้าง (อภิ.ปญฺจ.อ. 505/319) (มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
,2560) คลา้ ยเทวดาที่มีกายทพิ ย์ และมีอำนาจพเิ ศษ บุคคลผู้อยู่ในอันตรภพเมื่อไปเกิดในครรภม์ ารดาจะไป
พร้อมกับรูป ซ่ึงแสดงว่า สัตว์ในอันตรภพมีรูปเป็นกายทิพย์ (อภิ.ปญฺจ.อ. 91/196)(มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย, 2560) นิกายวัชชีปุตตกะ และนิกายสัมมิติยะ ท่ียอมรับเรื่องอันตรภพน้ันเป็นนิกายท่ีมีความเช่ือ
อยแู่ ล้ววา่ มบี คุ คลหรือมอี ตั ตา (อภิ.ก. 37/91/51) (มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2560) เหน็ วา่ บุคคลผ้อู ยู่
ในอันตรภพ เม่ือไปเกิดในครรภ์มารดาจะไปพร้อมกับรูป นิกายเถรวาทปฏิเสธเรอ่ื งอนั ตรภพ เน่ืองจากเห็น
ว่ามีเพียงภพ 3 คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ เท่านั้น ไม่มีภพที่อยู่ระหว่างภพทั้ง 3 นี้ และเหตุผล
เก่ียวกับการเกิดดับของวิญญาณที่จุติวิญญาณดับลงแล้ว อุปปัตติวิญญาณเกิดติดต่อทันที (อภิ.ป.
41/79/61) (มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2560) ด้วยอำนาจ อนันตรปัจจัยแนวความคิดเรือ่ งอนั ตรภพได้

18

สืบต่อไปในพุทธศาสนามหายานและวัชรยาน มีปรากฏอยู่ท่ัวไปท้ังในแวดวงวิชาการ และการสืบสานทาง
ประเพณี ในทางวิชาการมีการเสวนาเกี่ยวกับชวี ิตและความตายในสังคมสมยั ใหม่ ได้กล่าวถึงอันตรภพ ทใี่ น
ภาษาทิเบต เรียกว่า บาร์โด โดยท่ีคนเราเมื่อตายแล้วจะไปอยู่ในอันตรภพ ก่อนจะไปเกิดในภพใหม่ (พระ
ไพศาล วสิ าโล, 2556)และมีประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลใหแ้ ก่ผู้ที่ลว่ งลับไปแล้ว หรือการทำพิธีกงเต็ก
(รามวชิราวุธ, 2545) ทีม่ ีแนวความคิดมาจากความเช่ือในเร่ืองอันตรภพหรอื บาร์โด การทำพิธฌี าปนกจิ ท้ัง
ในฝ่ายมหายานและวัชรยาน เป็นพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วทุก ๆ 7 วัน รวม 7 รอบ
สอดคลอ้ งกับเวลาขณะอย่ใู นอันตรภพหรือบาร์โด เป็นภาวะที่ผ้ตู ายถกู เรียกว่า วิญญาณ ยังไม่ไดไ้ ปเกิดใหม่
คืออยู่ในระหว่าง 2 ภพ คือ ภพเก่ากับภพท่ีจะไปเกิดใหม่ แต่ในเวลาเดียวกันพระอรรถกาถาจารย์ฝ่ายเถร
วาทก็ได้ปฏิเสธเรื่องอันตรภพด้วยเหตุผลเก่ียวกับการเกิดดับของวิญญาณ ที่เมื่อจุติวิญญาณดับลงแล้ว
ปฏิสนธวิ ิญญาณเกดิ ติดตอ่ ทนั ทโี ดยไม่มีระหว่างค่นั (พระพทุ ธโฆสเถระ, 2548)

พุทธศาสนานิกายวัชรยานในธิเบตได้มีคำสอนสำคัญเร่ืองชีวิตและความตายท่ีรู้จักในชื่อ
“บาร์โด” ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนผ่านหรือช่องว่างจากช่วงเวลาหนึ่งท่ีส้ินสุดลงไปสู่ช่วงเวลาหนงึ่ ท่ีกำลังจะ
บงั เกดิ โดยแบ่งออกเป็น 4 ชว่ ง ไดแ้ ก่ (โซเกียล รินโปเซ, 2554, น.297 – 300)

1. บารโ์ ดแห่งชีวิต หมายถึง ช่วงเวลาต้ังแต่เกิดจนตาย เป็นช่วงเวลาท่ีดีท่ีสดุ สำหรับการเตรียม
ตวั ตาย

2. บาร์โดแห่งการตาย หมายถึง ชว่ งเวลาตั้งแต่ข้นั ตอนของการตายเริ่มขนึ้ จนกระทั่งลมหายใจ
ภายในส้ินสุดลง

3. บาร์โดแหง่ ความเปน็ ธรรมดา เป็นช่วงประสบการณ์หลังความตาย เม่ือวิญญาณออกจากรา่ ง
ธรรมชาติแห่งจติ ไดผ้ ่านรัศมีแห่งความกระจา่ งใส ซึ่งปรากฏในรปู แบบเสียง สี แสง ซ่ึงจิตจะเรม่ิ กลบั มารับรู้
อารมณค์ วามรู้สึกอกี คร้ังหนงึ่

4. บาร์โดแห่งการถือกำเนิด เป็นบาร์โดที่เกยี่ วโยงกับชีวิตหลังความตาย โดยวิญญาณจะอยู่ใน
บารโ์ ดน้ีอยา่ งนอ้ ย 49 วนั ก่อนนำไปสกู่ ารเกดิ ในภพภมู ใิ หม่

ในท่ีนี้ จะขอกล่าวถึงบาร์โดแห่งการตาย ซึ่งเป็นช่วงภาวะใกล้ตายเป็นหลัก โดยขอเริ่มจาก
ขน้ั ตอนการแตกสลายของธาตุต่าง ๆ ตามลำดบั ดังน้ี (กฤษดาวรรณ เมธาวิกลุ , 2559, น.44 -63)

1.การแตกสลายของธาตุดิน จะมีสัญญาณภายนอกทางร่างกาย คือ ระบบการทำงานของม้าม
เส่ือมถอย ลงและสภาพผิวหนังจะเร่ิมหย่อนยานลง ในขณะที่สัญญาณภายในจิตจะปรากฏแสงกระพริบสี
เหลือง และการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ จะเร่ิมเลือนราง

2. การแตกสลายของธาตุน้ำ จะมีสัญญาณภายนอกทางร่างกาย คือ ร่างกายจะสูญเสียความ
ชมุ่ ช้ืน ผิวแห้ง ปากแห้ง หิวน้ำบ่อย ไตและขาซา้ ยเริ่มไม่ทำงาน ในขณะท่ีสัญญาณภายในจติ จะปรากฏแสง
กระพรบิ สฟี า้ หรืออาจเหน็ กลุ่มควนั และรา่ งกายเริ่มร้อนข้ึนซง่ึ แสดงว่าธาตนุ ้ำสลายต่อธาตไุ ฟ

3.การแตกสลายของธาตุไฟ จะมีสัญญาณภายนอกทางร่างกาย คือ ร่างกายจะขาดความอบอุ่น
รู้สึกหนาวข้างในตัว ตับจะเร่ิมไม่ทำงานและเร่ิมมีปัญหาการขับถ่ายอุจจาระพร้อมกับชีพจรอ่อนแอลงใน
ขณะทสี่ ัญญาณภายในจิตจะปรากฏแสงกระพรบิ สีแดง

19

4. การแตกสลายของธาตุลม จะมีสัญญาณภายนอกทางร่างกาย คือ ร่างกายสูญเสียประสาท
การดมกลิ่น ขาขวาไม่ทำงาน และปอดหยุดทำงาน เม่ือธาตุลมแตกสลายก็มีแต่ลมหายออก ไม่ปรากฏลม
หายใจ เขา้ ในขณะทส่ี ัญญาณภายในจิตจะปรากฏแสงกระพริบสเี ขียว และจิตจะอ่อนล้าคล้ายดง่ั แสงเทียน
ใกล้ดบั

5. การแตกสลายของอากาศธาตุ จะมีสัญญาณภายนอกทางร่างกาย คือ หัวใจหยุดเต้น
ในขณะที่ สัญญาณภายในจิตจะปรากฏผ่านการหลอมรวมเป็นหน่ึงเดียวกันของธาตุลมและอากาศธาตุ
จากน้นั อากาศธาตุจะหลอมรวมเปน็ หนึ่งเดียวกบั สภาวธรรมอันไพศาล (ศนู ย์ตา หรอื กุนฉี) ทำให้ความวา่ ง
ใน ดวงจติ เป็นหนงึ่ เดยี วกบั ความว่างภายนอก

ทางการแพทย์จะถือว่าหัวใจหยุดเต้นและสมองตายถือว่า การตายได้เกิดข้ึนอยู่อย่างสมบูรณ์
แต่คัมภีร์มรณศาสตร์ของธเิ บต ถอื ว่ากระบวนการตายยงั ไม่ส้ินสดุ เพราะดวงจิตของบุคคลน้ันยังทำงานอยู่
ปรากฏการณ์ภายในที่เกิดข้ึนต่อจากนี้คือ เลือดท้ังหมดจะไหลไปรวมอยู่ที่เส้นเลือดแห่งชีวิตตรงช่อง
ลมปราณกลางกายกลาง จักระหัวใจ เช่นเดียวกับหยดเลือดอีก 2 หยดท่ีเป็นหยดธรรมชาติ (ทิกเล่)
ในตอนท่ีเราปฎิสนธิ คือ หยดโพธิสขี าวที่เป็นธาตขุ องพ่อ และหยดโพธิสีแดงที่เป็นธาตขุ องแม่ จะเคลอื่ นมา
อยู่ที่จักระหัวใจด้วยเช่นกัน และจะเคลื่อนออกจากกายพร้อมกับลมหายใจ 3 ครั้งสุดท้าย
(กฤษดาวรรณ เมธาวกิ ลุ , 2559, น.64)

เมื่ อ ห ย ด โพ ธิ สี ข า ว ที่ เป็ น ธ า ตุ ข อ ง พ่ อ เค ล่ื อ น จ า ก ก ร ะ ห ม่ อ ม ล ง ม า อ ยู่ ที่ จั ก ร ะ หั ว ใจ จ ะ
เกดิ ปรากฎการณ์นงั วา คอื ดวงจิตของผตู้ ายจะปรากฏทอ้ งฟา้ สีนวลดุจดัง่ แสงจันทรส์ ีขาว โทสะหายไปจาก
ดวงจิต จิตจะกระจ่างใสและปัญญาจะฉายแสง และเมื่อหยดโพธิสีแดงท่ีเป็นธาตุของแม่เคลื่อนจากจักระ
อวัยวะเพศข้ึนมาอยู่ท่ีหัวใจจะเกิดปรากฏการณ์เชปา คือ ดวงจิตของผู้ตายจะปรากฏท้องฟ้าสีแดงของ
แสงอาทิตย์ โลภะหายไปจากดวงจิต ครัน้ ทัง้ หยดธรรมชาตทิ ้ัง 2 หยดมาบรรจบกันอยู่กลางจกั ระหวั ใจ ดวง
จิตของผู้ตายได้ปราศจากกิเลสท้ัง 3 คือ โทสะ โลภะ และโมหะ ดุจด่ังความมืดมิดของท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ี
ไร้เมฆหมอก ปรากฏการณ์น้ีเรียกว่า เญทบ จากน้ันผู้ตายจะหมดสติและเกิดการตายภายในอย่างสมบูรณ์
โดยปรากฏการณ์ท้ัง 3 น้ีเกิดข้ึนในเวลาอันส้ันและรวดเร็ว หากดวงจิตไม่หลุดพ้น ดวงจิตก็จะเข้าสู่บาร์โด
ถดั ไป (กฤษดาวรรณ เมธาวิกลุ , 2559, น.65 -66)

20

1.6 ทรรศนะทางศาสนาอิสลามต่อภาวะใกลต้ าย
ศาสนาอิสลามสอนให้ผู้ป่วยหรือบุคคลท่ีอยู่ในมรณะวิถีได้ระลึกถึงความเมตตาและการอภัย

โทษที่อัลลอฮ์ทรงประทานแก่ตน ไม่ว่าเราจะเคยใช้ชีวิตอย่างไรมาก่อนก็ตาม โดยกล่าวคำปฎิญาณตนว่า
“ไม่มีพระเจ้าอ่ืนใด นอกจากอัลลอฮ์” ซึ่ง นบี มูฮัมมัด ศาสดาของศาสนาอิสลามได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใดที่เปล่ง
คำปฎิญาณนี้เป็นถ้อยคำสุดท้ายก่อนตาย เขาจะได้เข้าสู่สวนสวรรค์ เมื่อบุคคลใกล้ตาย ทูตสวรรค์ (มลาอิ
กะฮ์) แห่งความตายจะได้รับบัญชาให้มาถอดวิญญาณ ผู้ท่ีตายดีจะมองเห็นทูตสวรรค์ (มลาอิกะฮ์) ใน
ภาพลักษณ์ท่ีสวยงาม และได้รับการขออนุญาตเพ่ือถอดวิญญาณของเขาออกจากร่าง ส่วนคนช่ัวร้ายจะ
มองเห็นทูตสวรรค์ (มลาอิกะฮ์) ในภาพลักษณ์ท่ีน่ากลัวและถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง
(อณัส อมาตยกุล, 2560)

“ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย” (อัลกุรอาน 21:35) คำสอนท่ีสะท้อนคติความเช่ือของชาว
มุสลิมที่มีความเช่ือวา่ พระเจา้ ทรงกำหนดมนุษยแ์ ละกำหนดวนั เกิด วันตายไวใ้ หแ้ ล้ว ชวี ิตของคนน้นั มเี พียง
ครั้งเดียว เม่ือตายไปแล้วไม่กลับมาอีก แต่การตายนั้นมิใช่การสูญสลายหายไป เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่าน
จากโลกหน่ึงไปสู่อีกโลกหน่ึงเท่านั้น ซ่ึงมนุษย์ทุกคนจะได้เยือนโลกท้ังสาม โดยตามหลักศาสนาที่มีบอก
กล่าวไวว้ ่ามนุษยต์ ้องได้พบกับโลกทงั้ สาม ดุนยา อาลัมบรั ซัค และอาคเิ ราะฮ์

เมื่อเราเกิดข้ึนมาจะอยู่ใน ดุนยา ซ่ึงเป็นโลกชั่วคราวท่ีใช้อาศัยชั่วคราวในช่วงเวลาหน่ึง หาก
เม่ือเราเสียชีวิตลงแล้วจักเข้าสู่โลกของชีวิตในหลุมฝังศพที่เรียกว่า ‘อาลัมบัรซัค’ ซ่ึงการเข้าสู่โลกท่ีสองน้ี
ผู้ตายไม่อาจพกสิ่งของใดตดิ ตวั มาโลกทสี่ องน้ไี ด้เว้นแตเ่ พียงความดี 3 ประการตามหลักศาสนาอสิ ลาม และ
ความดีอ่ืน ๆ ท่ีเคยกระทำไว้ในดุนยา เพ่ือรอวันพิพากษาหรือ วันกิยามะฮ์ ว่าได้อยู่ส่วนใดของโลกอาคิ
เราะฮ์ ทจ่ี ะมี 2 สว่ นคือสวรรคแ์ ละนรก

จากคติคำสอนในศาสนาอิสลามทำให้พิธีศพมีความเรียบง่ายและรวดเร็ว ส่วนใหญ่จะใช้เวลา
เพียง 1 วัน ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสำรวมและรว่ มแรงร่วมใจกันในการร่วมพิธสี ่งศพ
โดยพิธีตามหลักศาสนาจะมี 4 ข้ันตอน เรมิ่ จากการอาบน้ำศพ ห่อศพดว้ ยผ้ากะฝน่ั บางแหง่ อาจจะให้ผูต้ าย
สวมชุดละหมาดสีขาวก่อนจะห่อด้วยผ้าทับไปอีกช้ัน แล้วค่อยเคลื่อนศพไปมัสยิด โดยจะมีญาติและ

21

ครอบครัวมาร่วมกันขอพรและละหมาดอุทิศให้ผู้จากโลกน้ีไป ก่อนจะเคลื่อนศพไปทีส่ ุสานหรอื ท่ีเรียกว่า กุ
โบร์ แล้วนำศพลงหลุมที่ขุดเตรียมไว้ โดยให้ศพนอนตะแคงหันหน้าไปทางกะบะฮ์ท่ีกรงุ เมกกะฮ์ในประเทศ
ซาอุดิอาระเบีย (ในประเทศไทยคือทิศตะวันตก) แล้วจึงปักเคร่ืองหมายบนหลุมเพื่อไม่ให้ใครเผลอมา
เหยียบ

การจดั การศพขัน้ ตน้ แยกออกเป็น 2 วธิ ี คือ
วธิ ที ี่ 1 สำหรับมสุ ลมิ ที่ตายดว้ ยโรคภยั ไขเ้ จ็บ หรอื ด้วยพิษบาดแผลทีก่ ำลังรกั ษาอยู่
- ใหน้ ำศพมาอาบนำ้ ชำระสงิ่ สกปรกท่ตี ดิ อยู่รดี ทอ้ ง เพอ่ื ให้สง่ิ ปรกภายในเคล่อื นทอี่ อกมา แล้ว
รดน้ำใหส้ ะอาดท้ังตวั
- นำศพมาวางบนผ้าขาวซึ่งปูไว้ 3 ช้ัน นำมือทั้งสองไว้ท่ีระดับอกให้มือขวาทับบนมือซ้ายแล้ว
หอ่ ดว้ ยขาว 3 ช้นั
- นำศพไปบรรจุในหีบศพถา้ หากอยู่ในท่ีกันดาร ไม่ใช้หบี ศพก็ได้แต่ให้ทำลูกหลุมเพื่อเตรียมฝัง
- ฝังในหลมุ ลึก คะเนพอไมใ่ ห้มกี ลิ่นขนึ้ หรือสัตวป์ ่าคยุ้ เขยี่ ขน้ึ มาได้
- เมอ่ื ฝงั ในทีใ่ ดแล้ว ห้ามขดุ ศพนั้นข้ึนมาไม่ว่าประการใด ๆ
- การฝังให้วางศพนอนตะแคงข้างขวา หันหน้าศพไปทางทิศตะวันตก แล้วนำดินท่ีขุดข้ึนมา
กลบไปจนหมด
- หากจำเป็นต้องนำศพกลัง ให้รักษาไว้ไม่ให้มีกลิ่นเหม็น ถ้าปล่อยให้มีกล่ินเหม็นทางศาสนา
ถอื ว่าเปน็ การบาป
วิธีท่ี 2 สำหรับทหารท่ีตายในขณะปฏิบัติการ ทหารที่ตายในขณะปฏิบัติการในสนามรบ
นั้น ไม่จำเป็นต้องเตรียมการเกี่ยวกับการอาบน้ำหรือห่อศพ ใด ๆ ทั้งสิ้นให้ใส่เสื้อผ้าในชุดเดิม แล้วฝังลง
ไปเลยวิธีฝังเหมือนกับวิธีที่ 1 และถ้าตายพร้อมกันหลายศพก็ฝังลงในหลุมเดียวกันได้ ข้อแนะนำในการ
ไปเยี่ยมเคารพศพผู้นับถือศาสนาอิสลาม เม่ือชาวมุสลิมถึงแก่กรรม เจ้าหน้าท่ีจะจัดการศพตามพิธีทาง
ศาสนา เชน่ 1. กรณศี พอยู่ทบี่ ้าน
- นำศพมาอาบนำ้ ชำระสิง่ สกปรก รดน้ำใหส้ ะอาดทั้งตัว
- นำศพมาวางบนผา้ ขา้ วซึง่ ปไู ว้ 3 ชน้ั หรอื นำศพบรรจุในหีบศพ
- ผ้ไู ปเยย่ี มเคารพศพ ควรไปแสดงไว้อาลยั กบั ญาตทิ มี่ ีชีวิตอยู่ เปน็ การใหเ้ กียรติแกเ่ จ้าภาพ
- ทำความเคารพศพ โดยกลา่ วคำไว้อาลยั ได้ (ไมน่ ิยมนำหวดี ไปวาง)
- มอบเงินซองชว่ ยเหลอื (ถา้ ม)ี
- เสรจ็ พิธี
2. กรณศี พอยูท่ ่มี สั ยดิ หรอื สเุ หรา่
- ผรู้ ว่ มพิธีจะรอเคารพศพก่อนพธิ ีละหมาด
- ผรู้ ว่ มพธิ มี ่งุ ไปแสดงความเสยี ใจกับญาติ (พธิ ีฝังจะเป็นพิธขี องญาติ ๆ)
- หากมเี งินซองช่วยมอบเจา้ ภาพ

22

พธิ ฝี งั ศพชาวไทยมสุ ลิม
ในจังหวัดตรัง พิธีชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่ปฏิบัติแบบเรียบง่าย ตามศาสนบัญญัติ เมื่อมุสลิมตาย

ลง เพื่อนบ้านจะไปให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้ตาย อาจมีการบอกกันด้วยวาจาหรือตีกลองของมัสยิด
เปน็ การบอกขา่ ววา่ มคี นตายในหมู่บ้าน

พิธีศพของมุสลิมจะใช้วธิ ีการฝัง โดยปกติแล้วจะต้องฝังภายใน 24 ชั่วโมง เพราะถอื ว่าถ้าไวน้ าน
จะทำให้ผทู้ ี่มีชีวิตอยูต่ ้องเสียใจเพม่ิ มากขึ้น นอกจากมปี ัญหาเก่ียวข้องกับกฎหมายบ้านเมือง เพ่ือนบ้านจะ
ช่วยเหลือกันอย่างรวดเร็ว ช่วยขุดหลุมที่สุสาน (กุโบว์) ทำโลง ศพด้วยไม้กระดานแบบง่าย ๆ เพราะ
อสิ ลามถือว่าการตายเป็นเร่ืองการเปลี่ยนแปลงท่ีอยู่ไปยังอีกโลกหนึ่ง ผู้ไปช่วยงานหรือเย่ียมครอบครัวของ
ผูต้ ายแต่งกายธรรมดาไม่มีการแต่งดำไวท้ ุกข์ หลายท้องที่นิยมนำสิ่งของ หรอื เงินมอบให้แก่ครอบครวั ผู้ตาย
เป็นการรว่ มทำบญุ

การปฏิบัติต่อศพ (มัยยิต) ก่อนนำไปฝัง จะมีการอาบน้ำทำความสะอาดศพ แล้วห่อด้วยผ้าขาว
ต่อจากนั้นกเ็ ปน็ พิธีละหมาดให้แก่ผู้ตายซ่ึง เรียกว่า ละหมาดญะนาซะห์ ซึ่งอาจจะทำที่บ้านของผู้ตาย หรือ
นำศพไปทำพิธีละหมาดให้ท่ีมัสยิดก็ได้ เมื่อมีการเคล่ือนศพ ผู้ท่ีนั่งอยู่หรือทำงานอยู่ในทางศพผ่าน จะยืน
ขนึ้ เปน็ การเคารพศพและตามไปส่งศพถึง กโุ บร์

การฝงั ศพ มีการขุดหลมุ ลึกพอสมควร ฝังศพในท่านอนตะแคงขวา หนั หน้าไปทางทศิ ลตั (อยู่ทาง
ทิศตะวันตก) หลังฝังศพเรียบร้อยแล้วใช้ก้อนหินหรือหลักไม้ส้ัน ๆ 2 ท่อน เรียก ตาหนา ปักด้านศีรษะ
และปลายเท้าเป็นเครื่องหมายไว้บนหลุมศพ ถ้าเป็นผู้ชายจะทำตาหนามีลักษณะกลม ผู้หญิงจะมี
ลักษณะแบน ต่อจากนัน้ ผนู้ ำศาสนากจ็ ะอ่านดอุ า (คำขอพร) ขอพรตอ่ พระผเู้ ป็นเจา้ ให้แก่ผู้ตาย

หลังจากฝังศพแลว้ มปี ระเพณที ี่อยขู่ ้างหลังมกั ปฏิบัติ คือ การเยย่ี มสสุ านเพ่ือให้ระลึกถงึ ความตาย
ไม่ต้ังอยู่ในความประมาทมกี ารจัดทำบญุ เรียกวา่ นุหรี ท่ีบ้านหรือสุเหร่าเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตาย ซ่ึงจะทำกัน
ในวันตาย และช่วงระยะ 3 วัน 7 วัน 40 วัน หรือ 100 วัน และตามความเหมาะสม บางแห่งท่ีจัดให้มีการ
ทำบุญ 40 วัน เจ้าภาพจะจัดพิมพ์ประกาศหรือบอกล่าวแก่ญาติมิตรให้ทราบและมาร่วม มีการเล้ียง
อาหารโดยเชิญผ้นู ำศาสนามารว่ มขอพรจากพระผ้เู ป็นเจ้า

พิธีศพของไทยมุสลิม ในจังหวัดตรังส่วนใหญ่ปฏิบัติเรียบง่ายตามหลักการของศาสนาดังที่กล่าว
แลว้ สำหรับนอกทเ่ี หนือไป เช่น วันตายเจ้าภาพจัดเลีย้ งอาหารแกผ่ ู้มาเยย่ี มการทำบุญให้แก่ผตู้ ายเมื่อครบ
3 วนั 7 วนั หรือ 40 วัน การก่อสร้างหลมุ ศพใหส้ วยงาม หรือการนำอาหารหวานคาวไปทำบุญทก่ี ุโบร์ ถือ
เป็นประเพณีทีส่ บื ทอดผสมผสาน ซึ่งบางอยา่ งเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสม

23

สรปุ ทา้ ยบท

จากท้ังสามศาสนาขา้ งตน้ ผู้อา่ นจะได้สามารถรบั รไู้ ด้ถงึ คติความคิดของผู้ศรัทธาทถี่ ่ายทอดลงมาอยู่
ในพิธีศพ หวังให้คนท่ีเรารักได้ไปสู่ภพภูมิท่ีดีตามท่ีศาสนาได้บัญญัติไว้ และเป็นคำสอนเตือนสติให้กับคน
อยู่ได้หมั่นทำตามคำสอนของศาสนา ร้านหรีดมาลายังคงเป็นส่วนหน่ึงในการส่งความอาลัยผ่านพวงหรีด
ดอกไม้สดทผี่ ่านการคัดสรรอย่างดี เพื่อเปน็ เกยี รติแก่ผ้จู ากไปเสมอ การเรียนร้เู รื่องความตายและภาวะใกล้
ตายเป็นเรื่องสำคัญท่ีผู้คนในสังคมควรทำความเข้าใจเพ่ือเตรียมความพร้อมให้กับร่างกายและจิตใจของตน
ในการเผชิญหน้ากับความตายอย่างสงบ อีกท้ังการเรียนรู้สภาวะจิตใจของผู้ป่วยท่ีใกล้ชีวิตหรือผู้ท่ีกำลัง
เผชิญหน้ากับความสูญเสียจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถการตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณหรือความ
เชื่อท่ีตนนับถือและสามารถช่วยให้ญาติหรือคนรู้จักที่กำลังจะจากไปได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีท้ังร่างกาย จิตใจ
และจิตวิญญาณในระยะสุดท้ายของชีวิต โดยทัศนะทางศาสนามองว่าการระลึกถึงกุศล หรือการทำสมาธิ
ภาวนาในช่วงวถิ ีจิตใกล้ตายเป็นชว่ งเวลาสำคัญทีส่ ามารถชว่ ยให้จติ ของผู้ตายไปเกดิ ในภพภมู ิท่ีดี หรอื สรวง
สรรค์ และทสี่ ำคัญคอื จิตสามารถเข้าถึงความจรงิ สูงสุด หรอื การหลดุ พ้น

งานทม่ี อบหมาย

นักศึกษาได้รับมอบหมายให้ทบทวนองค์ความรู้จากหนังสือและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับ “ความรู้
พื้นฐานเก่ียวกับความตาย” ตามประเด็นที่ตนสนใจ พร้อมกับการเขียนบันทึกสะท้อนการเรียนรู้ประจำ
สัปดาห์ เพอ่ื ทำการนำเสนอในสปั ดาห์ สดุ ท้ายของรายวิชา

คำถามประจำบทที่ 1

1. ให้นักศึกษาอธิบาย ความหมายของความตาย
2. ให้นักศกึ ษาอธิบาย ประเภทของความตาย
3. ใหน้ ักศึกษาอธิบาย สาเหตุแห่งความตาย 4 ประการ

24

เอกสารอ้างองิ ประจำบท

กฤษดาวรรณ เมธาวกิ ลุ . (2559). รกู้ อ่ นตายไม่เสียดายชวี ติ . กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรธ์ รรมะ.
โซเกียล รินโปเซ. (2554). ประตูสสู่ ภาวะใหม่ คำสอนธิเบตเพื่อเตรียมตัวตายและช่วยเหลอื ผใู้ กลต้ าย.
[The Tibetan Book of Living and Dying] (พระไพศาล วสิ าโล, ผู้แปล). (พมิ พค์ ร้ังที่ 5). กรุงเทพฯ:

มูลนิธโิ กมลคมี ทอง. (ตน้ ฉบบั พิมพป์ ี ค.ศ.1992
พระไพศาล วสิ าโล และคณะ. (2556). เผชญิ ความตายอย่างสงบเล่ม 1: แนวคิดและกระบวนการเรยี นรู้.

(พิมครัง้ ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: เครือขา่ ยพุทธิกา.
ราชบณั ฑิตสภา. (2558). พจนานุกรมศัพท์ศกึ ษาศาสตรร์ ว่ มสมยั ฉบบั ราชบัณฑิตยสภา.

กรุงเทพฯ : สำนกั งานราชบัณฑิตยสภา.
สุชญา ศริ ธิ ญั ภร. (2552). คูม่ ือตายดี. กรงุ เทพฯ: คณุ า.
อณสั อมาตยกุล. (2560). เอกสารนำเสนอในเวทีวิชาการสังคมศาสตรส์ ุขภาพ เรื่องการตายดี (Good

Death) :มติ ทิ างสังคมและวัฒนธรรมกบั การสร้างเสริมสขุ ภาวะในระยะท้ายของชีวติ . นครปฐม:
ภาควชิ าสังคมและสุขภาพ และ ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.
เอมอชั ฌา วัฒนบรุ านนท.์ (2554). มรณศึกษา. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.์
ทะไลลามะ. (2559). ปรัชญาปารมิตาหฤทยั สตู รและอรรถกถา. แปลโดย นัยนา นาควชั ระ.
กรงุ เทพมหานคร: หจก. สามลดา.
พระพุทธโฆสเถระ. (2548). คัมภรี ์วิสทุ ธิมรรค. แปลโดย สมเด็จพระพฒุ าจารย์ (อาจ
อาสภมหาเถระ). (พิมพ์ครัง้ ที่ 6). กรงุ เทพมหานคร: บริษัท ธนาเพรส จำกัด.
พระไพศาล วสิ าโล. (2556). ชีวติ และความตายในสงั คมสมัยใหม.่ (พิมพค์ ร้งั ท่ี 2).
กรงุ เทพมหานคร : เครือขา่ ยชาวพทุ ธเพื่อพระพทุ ธศาสนาและสังคมไทย.
พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญโฺ ญ. (2543). พระพุทธศาสนามหายานในอนิ เดยี พฒั นาการและสา
รตั ถธรรม. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . (2539). พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั . กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
. (2560). อรรถกถา พระอภิธรรมปิฎก ฉบับมหาจุฬาอรรถกถา. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ราม วชริ าวธุ . (2545). ประวัตติ ้นรัชกาลท่ี 6. กรงุ เทพมหานคร: บริษัท พร้นิ ตงิ้ เซ็นเตอร์ จำกดั .
วชั ระ งามจิตรเจรญิ . (2550). แนวความคดิ เร่อื งอันตรภพในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท.
ใน รายงานวิจัย. มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
เสถียร โพธินนั ทะ. (2543). ประวัติศาสตร์พระพทุ ธศาสนา. (พมิ พค์ รง้ั ท่ี 4). กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหามกุฎราชวทิ ยาลัย.

25

เสถียร โพธินันทะ. (2555). ปรัชญามหายาน. (พิมพ์ครง้ั ที่ 6). นครปฐม:
โรงพิมพ์มหามกฎุ ราชวทิ ยาลัย.

แสง จนั ทร์งาม. (2535). ตายแลว้ เกิด. กรงุ เทพมหานคร: พรศวิ าการพิมพ
Doka, K.J. (2003). The Death Awareness Management: Description, History and Analysis.
CA: Sage.Encyclopedia of Death and Dying. (2017). Encyclopedia of Death and Dying.
Retrieved May 2,

2017, from http://www.deathreference.com
Kubler-Ross, E. (1969). On Death and Dying. New York: Macmillan.
Morgan, E. (2001). Dealing Creatively with Death: A Manual of Death Education and Simple

Burial. Vermont: Upper Access, Inc



27

แผนบรหิ ารประจำบท

1.เน้อื หาประจำบทเรียน
บทที่ 2 การดำรงอยูใ่ นภพทั้งสามและสภาวะระหว่างภพ

2.1 ความนำ
2.2 ความเป็นมาของภพภูมิ

2.2.1 กามภมู ิ
2.2.2 รปู ภมู ิ
2.2.3 อรูปภมู ิ
2.3 ความสำคญั ของจิตท่เี กิดในภพภมู ิท้งั 3
2.4 การดำรงอยู่ในภพภูมิท้ัง 3
2.4.1 กามภมู ิ
2.4.2 รูปภูมิ
2.4.3 อรปู ภมู ิ
2.วัตถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรม
2.1 เพ่อื ใหน้ ักศึกษาอธิบาย ความหมายของภพภูมิ ตามแนวทางพระพุทธศาสนาได้
2.2 เพื่อใหน้ ักศึกษาอธิบาย ความสำคญั จิตท่ีเกิดในภพภูมิทั้ง 3 ตามแนวทางพระพทุ ธศาสนาได้
2.3 เพื่อให้นักศึกษาอธิบาย การดำรงอยใู่ นภพภมู ทิ ง้ั 3 ตามแนวทางพระพทุ ธศาสนาได้
3. กิจกรรมการเรียนการสอน
- บรรยาย
- ต้งั ประเด็น ถาม-ตอบ
- มอบหมายงาน งานกลุ่ม
- ข้นั ประเมนิ ผล

4.ส่ือการเรียนการสอน
4.1 เอกสารประกอบการสอน
4.2 พาวเวอร์พอยต์
4.3 สอ่ื ออนไลน์

5.การประเมนิ
1.ประเมนิ จากมอบหมาย งานกลุม่
2. ประเมินจากการนำเสนอ
3.ประเมินจากแบบฝกึ หดั ท้ายบท



29

บทที่ 2

การดำรงอยใู่ นภพทั้งสามและสภาวะระหวา่ งภพ

2.1 ความนำ

เวลา คือ ชีวิต หมดชีวิตก็ คือ หมดเวลา เวลาเป็นสิ่งสำคญั ย่ิงต่อการสร้างบารมี เมื่อผ่านไปแล้วก็
ไม่สามารถจะเรียกกลับคืนมาได้ เหมือนดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปแล้วไม่อาจหวนกลับ ชีวิตเราย่างก้าวไป
พร้อมกับกาลเวลา ก้าวไปพร้อมกับการสร้างความดี เราจะต้องใช้เวลาท่ีมีอยู่อย่างจำกัดน้ี สร้างบารมีให้
เต็มที่ เพื่อทำสิ่งที่มีคุณค่าท่ีสุด ให้เกิดขึ้นต่อตัวของเราเองและชาวโลก ด้วยการประพฤติธรรม ทำใจให้
หยดุ นิง่ เพราะเวลาแหง่ ใจหยุดนิ่ง เปน็ ชว่ งเวลาทด่ี ีท่ีสดุ ในชีวิตของเรา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขทุ ทกนิกาย ธรรมบท ว่า

"คพภฺ เมเก อปุ ปฺ ชฺชนตฺ ิ นิรยํ ปาปกมฺมิโน
สคคฺ ํ สคุ ติโน ยนตฺ ิ ปรินิพพฺ นตฺ ิ อนาสวา
ชนท้ังหลายบางพวก ย่อมเข้าถึงครรภ์ ผู้ทำบาปอกุศล ย่อมเข้าถึงนรก ผู้ส่ังสมความดีเป็นเหตุสุคติ
ย่อมไปสสู่ วรรค์ ผไู้ ม่มีกเิ ลสอาสวะ ยอ่ มปรินิพพาน"
วิบากแห่งกรรมของสัตว์ทั้งหลาย เป็นเรื่องอจินไตย ยากที่จะกำหนดไดว้ า่ หลงั จากละโลกน้ไี ปแล้ว
จะไปบังเกิดท่ีไหนกันบ้าง ตราบใดที่เรายังไม่พ้นจากกิเลสอาสวะ ก็ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพ 3
ต้งั แต่กลบั มาเกิดในครรภม์ ารดา มาเกิดเป็นมนุษยเ์ พ่อื สร้างความดีกนั ต่อไป หากทำบาปอกุศลเอาไว้มาก ก็
มีภพภูมิของคนบาปมารองรับ ท่านเรียกว่า อบายภูมิ คือ ดินแดนท่ีปราศจากความเจริญ มีท้ังที่เป็นสัตว์
นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย พอเกิดปุ๊บก็โตทันที ไม่มีการเลย้ี งดกู ันเหมือนโลกมนุษย์ ท่านเรยี กวา่ เป็นสตั ว์
ประเภทโอปปาตกิ ะ เกดิ มากถ็ ูกทรมานทนั ที
ถ้าทำบาปไม่มาก หรือหากพ้นจากนรก เศษกรรมยังเหลืออยู่ ก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน มีความ
เป็นอยู่ทีด่ ีข้นึ แต่ก็ยงั มคี วามลำบาก มีท้ังที่เป็นสัตว์สองเท้า สัตว์ส่เี ทา้ มีเท้ามาก หรือเป็นสัตว์จำพวกเลื้อย
คลาน สัตว์เดียรัจฉานจะหาความสุขจากการกิน การนอนก็ยากมาก มีความสะดุ้งหวาดระแวงอยู่เป็นนิตย์
เพราะต้องคอยระวงั ภยั จากสัตวอ์ ่ืน หรอื กระทง่ั ระวงั ภัยจากมนษุ ย์
ถา้ เป็น สคฺคํ สคุ ติโน ยนฺติ คือ ประเภทสัง่ สมบุญเอาไว้มาก ละโลกไปแล้ว จะไปเป็นสหายแห่งเทวดา
น่กี ็เป็นโอปปาติกะเหมือนกัน พอเกดิ มาก็มีสมบัติอันเป็นทิพย์รอคอยอยู่ เป็นกายทิพย์ที่เสวยสุขอย่างเดียว
ในสวรรค์ ซึง่ มีต้ังแต่จาตมุ หาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสติ นมิ มานรดี ปรนมิ มติ วสวัตดี เป็นดินแดนสุขาวดที ่ี
นำความสขุ มาใหอ้ ย่างเดียว ปรารถนาสงิ่ ใดก็นกึ เอา จะสมหวงั ดังใจทกุ อย่าง
อบายภูมทิ ั้ง 4 มนุษย์และสวรรคท์ ั้งหกชัน้ รวมท้ังหมดเปน็ 11 ภมู เิ หล่านี้ ทา่ นเรยี กวา่ เป็นกามภพ ท่ี
ยงั ขอ้ งเก่ียวในเร่ืองของเบญจกามคุณ ยังยินดีในรูป เสียง กลนิ่ รส สัมผัส ธรรมารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบ มี
ทั้งท่ีเสวยสุขและทุกข์คลุกเคล้ากันไป แม้สุขของสวรรค์เองก็มีขีดจำกัด เม่ือถึงขีดถึงคราวก็ต้องจุติมาเกิด
ใหม่ เหตุท่ีต้องจุติมีตั้งแต่ เป็นเพราะหมดอายุขัย คือ อายุอันเป็นทิพย์บนสวรรค์แต่ละชั้น เมื่อครบแล้วก็

30

ต้องจุติมาเกิดใหม่ หรือบางทีก็เป็นเพราะว่าหมดบุญ เนื่องจากส่ังสมบุญเอาไว้น้อย เสวยสขุ ในสวรรค์ได้ไม่
นานเทา่ ไร กต็ อ้ งจุติไปเกิดท่ีอื่นเสยี แล้ว

เหตุอีกประการหน่ึงท่ีเทวดาต้องจุติมาเกิด ก็เพราะหมดอาหาร เน่ืองจากเพลิดเพลินอยู่ในเบญจกาม
คณุ อันเป็นทิพย์ จนลืมเสวยสธุ าโภชนาหารอนั เปน็ ทิพย์ นอกจากน้ี ยงั เป็นเพราะเทวดาบางตนมคี วามโกรธ
เช่น ทนเห็นสมบตั ิของเทวดาตนอ่นื มีมากกว่าตนเองไม่ได้ กำลังความโกรธหรอื อิจฉาริษยานี้ ก็เป็นเหตุให้
ต้องจตุ ิ

เมื่อเทวดาจำเป็นต้องจุติ จะมีเหตุให้รู้ตัวเพ่ือเตรียมใจเหมือนกันว่า ได้เวลาแล้วที่จะต้องละจากทิพย
สมบัติเหล่าน้ี น่ันก็คือ ดอกไม้ทิพย์ซ่ึงประดับอยู่ในวิมานของตัวเองจะเห่ียวแห้งลง และไม่มีกลิ่นหอม
เส้ือผ้าอาภรณอ์ ันเป็นทิพย์ก็จะเศร้าหมองลง ดแู ล้วไม่สดใส รัศมีกายก็เริ่มลดลง ไม่สวา่ งไสวอย่างที่เคยเป็น
เหงื่อจะไหลออกจากรักแร้ อาสนะที่นอนท่ีน่ังซึ่งเคยใช้สอยอย่างสำราญ กลับแข็งกระด้าง มีอาการร้อน
เหมือนลกุ เป็นไฟ ทำให้ใจห่อเห่ียวเศร้าหมอง เทพบางตนก็สามารถทำใจได้ บางตนก็มีอาการห่วงหาอาลัย
ไม่อยากจากไป แตก่ ต็ ้องจำใจ บนสวรรค์กม็ สี ขุ มีทกุ ข์คลกุ เคลา้ กนั ไปอยา่ งน้ี

ภพ หมายถึง โลกท่ีเกิด โลกท่ีเป็นท่ีอยู่ บรรดาสัตว์โลกจะพึงเกิดตามบุญกรรม 31 ภูมิ แบ่ง
ออกเป็น 3 ภพ คือ กามภูมิ หมายถึง ภพของผู้เสพกาม โลกของผู้ยังร่ืนเริงยินดีอยู่ในกามคุณ แบ่งเป็น
อบายภูมิ4 , กามสุคติภูมิ7 อันประกอบด้วยโลกมนุษย์ และสวรรค์อีก6รูปภูมิ คือ ภพของผู้มีรูป เป็นท่ี
เกิดของรูปพรหมมี 16 ชั้นตามฌานที่บรรลุ รูปพรหมไม่มีความกำหนัดยินดีในกามราคะ คงแต่รูปราคะ
อย่างเดียวแต่ข่มไว้ด้วยกำลังฌาน อรูปภูมิ คือ ภพของผู้ไม่มีรูป หรืออรูปพรหม มีนามขันธ์4 เกิดดับ
ติดต่อกันไปจนกว่าส้ินอายุขัย มีแต่อากาศว่างเปล่า มี 4 ชั้น ไม่มีทิพยสมบัติ เพราะผู้ที่จะเกิดชั้นน้ีก็ด้วย
อำนาจภาวนาท่ีปราศจากความยนิ ดีในรูป

31

2.2 ความเป็นมาของภพภมู ิ

2.2.1 กามภูมิ คือภมู ิระดบั ล่าง มีท้งั สิ้น 11 ภูมิ แบ่งออกเป็น อบายภูมิ หรอื ทุคตภิ ูมิ 4 และ
สคุ ติภูมิ 7

อบายภูมิ 4 เป็นภูมิของความช่ัวร้ายต่างๆ นรกภูมิ คือภูมิช้ันต่ำท่ีสุดในอบายภูมิ ท่ียั่งลึกซ้อน
กนั ลงไปอีกถึง 8 ชั้น มหาอเวจีนรก คือชั้นนรกท่ีต่ำท่ีสุด ผู้ท่ีกระทำบาปอนั เป็น อนัตริยกรรม5 (บาปอย่าง
หนัก ได้แก่ ฆ่ามารดา, ฆ่าบิดา, ฆ่าประอรหันต์, ทำร้อยพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตหอ้ ข้ึนไป, ทำลายหรือ
ยุยงสงฆ์ให้แตกแยกดัน) จะไปเกิดในขุมนากชั้นน้ี ถัดข้ึนมาคือ เดรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ และอสุรการภูมิ
ตามลำดับ

สุคติภูมิ 7 เป็นภูมิช้ันสูงขึ้นมา แบ่งออกเป็น ภูมิมนุษย์ 1 และภูมิของเทวดา อีก 6 ช้ัน (ภูมิ
เทวดาทั้ง6 รวมเรียกว่า ฉกามาพจร) ท้ังหมดนี้รวมอยู่ในภามภูมิ คือยังหลงมัวเมาอยู่ในกามกิเลส
นรกภูมิ สัตว์ท่เี กดิ ในภมู นิ ้ีประกอบด้วยอกศุ ลจติ เหตมุ าจาก โลภ โกรธ หลง ทำบาปดว้ ย กาย ปาก และใจ
ทางกาย 3 คือ ฆ่าคนฆ่าสัตว์ด้วยต้ังใจ ลักทรัพย์ เป็นชู้, ทางวาจา คือ พูดโกหก พูดยุแหย่ ติเตียนนิทาพูด
คำหยาบ พูดตลกเล่นอันมิควรพูด, ทางใจ 3 คือ ไม่ชอบว่าชอบและชอบว่าไม่ชอบ อาฆาตพยาบาท คิด
ปองรา้ ยเพื่อทรพั ย์สินผูอ้ น่ื ( ละเมดิ ศีล 5)

เดรัจฉานภูมิ สัตว์ท่ีเกิดในภูมิน้ี เป็นสัตว์ท่ีมีตีและไม่มีตีน เวลาเดินเออกคว่ำลง ได้แก่ ครุฑ นาค
สิงห์ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ นก แมลง ดำรงชีวติ ด้วย กามสัญญา อาหารสัญญา มรณสัญญา มักไมร่ ู้จัก
บุญ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักค้าขาย ทำไรไถนา ล่ากินกันเองเปรตภูมิ ผู้ที่ทำบาปหยาบช้าจะเกิดในภูมิน้ี
แล้วแต่บาปท่ีกระทำ เช่น ตัวงานด่ังทองแต่ปากเหม็นเต็มไปด้วยหนอน เน่ืองเพราะเคยบวชรักษาศีล แต่
ชอบยุยุให้หมู่สงฆ์ผิดใจกัน บางตัวงามด่ังท้าวพรหม แต่ปกเป็นหมู่ อดอยากนักหนา เม่ือก่อนได้บวชรักษา
ศีลบริสุทธิ์ แต่ด่าว่าครูบาอาจารย์และพระสงฆ์ผู้มีศีล บางตัวผอมโซกินลูกตัวเองที่คลอดออกม เพราะเคย
รบั ทำแท้งให้ชาวบ้าน บางตัวสูงเท่าต้นตาล ผมหยาบตัวเหม็น อดอยากไม่มีข้าวน้ำกิน เพราะไม่เคยทำบุญ
ให้ทาน แม้เห็นใครทำก็ห้าม บางตัวเพียรเอาสองมอื กอบข้าวที่ลุกเป็นไฟมาใสห่ ัวอยู่อย่างน้ัน เพราะเคยเอา
ข้าวไมด่ ีปนกบั ขา่ วดีหลอกขายชาวบา้ น

อสรุกาย มี 2 จำพวก คือ กาลกัญชกาอสูรกาย ร่างกายผอมสูง 2,000 ว่า ไม่มีเลือด ไม่มีเนื้อ ดัง
ไม้แห้ง ตาเล็กเท่าตะปุ ปากเท่ารูเข็ม ตาและปากอยู่เหนือกระหม่อน เวลากินต้องหัวลง ตีนชี้ฟ้า ลำบาก
นักหนา ส่วนทิยพอสูรกาย ตัวสูงหน้าตาน่าเกลียด ท้องยาน ฝีปากใหญ่ หลังหัก จมูกเบ้ียว แต่ยังมีช้างม้า
ข้าไท มีรี้พล ด่ังพระอินทร์ อยู่ในอสูรพิภพ..มีเม่ืออสูรใหญ่ 4 เมือง 4 ทิศ มีพระยาอสูรอยู่เมืองละ 2 เมือง
ทางทิศหนือมีพระยาอสุรชื่อ ราหู มีอำนจและกำลังกว่าพระยาอสูรท้ังหลาย มีร่างกายใหญ่โต หัวใหญ่โต
สามารถอดพระอาท์ิและพระจนั ทรเ์ ขา้ ไวใ้ นปาก ท่ีคนท้งั หลายเรียกว่า สุริยคราส หรือ จนั ทรคราส

มนุษยภูมิ ภูมิของมนุษย์เป็นภูมิระดับสุงกว่าอบายภูมิ เป็นช้ันแรกของสุคิภูมิ แต่ยังรวมอยู่ภูมิ
ใหญ่ คือ กามภูมิ สัตว์อันเกิดในมนุย์ภูมิน้ี แรกก่อกำเนิดในครรภ์เรียก กลละ(รูปเม่ือเร่ิมในครรภ์) มีรูป 8
คือ ปฐวีรูป(ดิน), อาโปรูป(น้ำ), เตโชรูป(ความร้อน), วาโยรูป(ลม), กายรูป(ตัวตน), ภาวรูป(เพศ), หทัยรูป
(ใจ), ชีวิตรูป(ชิวิต), ก่อกำเนิดจาก 3 ส่ิงก่อนคือ กายรุป ภาวรูป หทัยรูป ผสมรวมกันเป็นหน่ึงแล้วรวมกับ
ปฐวี อาโป เตโช วาโย วณโน คนโธ รโส โอชา ปรกอบกันเป็นองค์ 9 แล้ว จักษุ(ตา), โสต(หู), ฆาน(จมูก),

32

ชวิ หา(ลน้ิ ) จึงตามมา เมื่อเริ่มเป็นกลละได้ 7 วันด่ังน้ำล้างเนื้อ ต่อไปอีก 7 วัน ขน้ เปน็ ดั่งตะก่ัวหลอม อกี 7
วัน แข็งเนก้อนด่ังไข่ไก่ อีก 7วันเป็นตุ่มออก 5 แห่ง ตุ่มน้ันเป็นมือ 2 ตีน 2 และหัว 1 แล้วต่อไปอีก 7 วัน
เป็นผ่ามือ น้ิวมือ ผม ขน เล็บ...และอวัยวะอื่นๆ อันประกอบเป็นมนุษย์ กุมารนั้นน่ังกลางท้องแม่และเอ
หลังมาชนหนังท้องแม่ ผุ้กุมารมนุษย์อันเกิดมาดีกว่า พ่อแม่ เรียกว่า อภิชาตบุตร ดีเสมอเรียกว่า อนุชาติ
บตุ ร ดอ้ ยกวา่ เรียกวา่ อวชาตบุตร

จาตุมมหาราชิกา-ดาวดึงส์ภูมิ เหนือมนุษย์ภูมิข้ึนมาจะเป็นภูมิของเหล่าเทพยดา ท้ังส้ิน 6 ช้ัน
รวมเรียกว่าฉกามาพจรภมู ิ แต่ยังอยู่ในภมู ิระดับลา่ งคือกามภูมิ

จาตมุ มหาราชิการภูมิ เป็นสวรรค์ชั้นแรกอยู่เหนือโลกมนุษย์ขึ้นไป มีพระยาผู้เป็นเจา้ ท้ัง 4 รวม
เรียกว่า พระยาจโุ ลกบาล มีหนา้ ทค่ี อยสอดส่องดูมนุษย์ท่ีประกอบผลบุญ แล้วรายงานตอ่ พระอินทร์ เพ่ือให้
ได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์

ดาวดึงภูมิ อยุ่เหนือจาตุมหาราชิกาขึ้นไปอี มีพระอินทร์เป็นเจ้าแก่พระยาเทพยดาทั้งหลาย ที่
รายล้อมออกไปทง้ั สี่ทิศ รวม 72 องค์ เหลา่ ยเทพยาดามี 3 จำพวกคือ

สมมตชุติเทวดา คือ ฝูงท้ายแลพระยาในแผ่นดินผุ้รู้หลักแก่งบุญธรรมและกรทำโดย
ทศพิธราชธรรมทงั้ 10 ประการ

อุปปตั เิ ทวดา คอื เหลา่ เทพยาในพรหมโลก
วิสุทธเิ ทวดา คือ พระพุทธปจั เจกโพธเิ จา้ และพระอรหนั ต์สาวกเจ้า ผเู้ สดจ็ เข้าสู่นิพพาน
ยามาภูมิ อย่สู ูงกว่าชั้นดาวดึงส์ขึ้นไปอีก อยู่เหนือพระอาทิตย์และพระจันทร์ แสงสว่างในภูมินี้
เกิดจากรศั มขี องเหลา่ เทวดาในชน้ั น้ีเอง
ดุสิตตาภมู ิ สูงกวา่ ยามาสวรรคอ์ ีก เป็นทีส่ ถิตของพระโพธิสตั วแ์ ละพระศรอี ารยิ ์
นมิ านรดภี ูมิ สลุ ขึ้นไปอกี เหล่าเทพยดาในช้ันน้ตี อ้ งการส่งิ ใดเนรมิตเอาเองได้ดงั่ ใจตน

33

ปรมินมิตวสวัตตีภูมิ สวรรค์ช้ันท่ีสุดของฉกามาพจรภูมิ สูงสุดในระดับกามภูมิ อยู่ถัดขึ้นไปอีก
เหล่าเทพยดาในสวรรค์ช้ันนี้ อยากได้ส่ิงใดก็เนรมิตเอาเอง ได้ตามประสงค์ มีพระยาผู้เป็นเจ้าแห่งเทพยา
ทง้ั หลาย 2 องค์ มอี ายตุ ัง้ แต่ 500-16,000 ปีทพิ ย์

2.2.2 รูปภูมิ หรือรูปาวจรภูมิ ได้แก่ รูปพรหมสิบหกช้ัน เร่ิมตั้งแตพ่ รหมปริสชั ชาภูมิ ทีอ่ ยสู่ ูงกว่า
สวรรคช์ ้นั หก คือ ปรนมิ มิตวสวตั ดี มากจนนับระยะทางไม่ได้ ระยะทางดังกล่าวอุปมาไว้วา่ สมมติมหี ินกอ้ น
ใหญ่เท่าโลหะปราสาทในลังกาทวีป หินก้อนน้ีท้ิงลงมาจากชั้นพรหมปริสัชชาภูมิ หินก้อนนั้นใช้เวลาถึงส่ี
เดอื นจงึ จะตกลงถงึ พ้ืน

จากพรหมปริสัชชาภูมิขึ้นไปถึงชั้นที่สิบเอ็ด ชื่อช้ันอสัญญีภูมิ เป็นรูปพรหมท่ีมีรูปแปลก
ออกไปจากพรหมชั้นอื่น ๆ คือ พรหมชั้นอ่ืน ๆ มีรูป มีความรู้สึก เคลื่อนไหวได้ แต่พรหมช้ันอสัญญีมีรูปท่ี
ไม่ไหวติง ไรอ้ รยิ าบท โบราณเรยี กว่า พรหมลกู ฟักคร้ันหมดอายุ ฌานเสื่อมแลว้ ก็ไปเกิดตามกรรมตอ่ ไป

รูปพรหมท่ีสูงขึ้นไปจากอสัญญีพรหมอีกห้าชั้นเรียกว่า ชั้นสุทธาวาส หมายถึงท่ีอยู่ของผู้
บริสุทธิ ผู้ท่ีจะไปเกิดในพรหมช้ันสุทธาวาสคือ ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลช้ันพระอนาคามี คือเป็นผู้ท่ีไม่
กลับมาสโู่ ลกนตี้ อ่ ไป ทุกทา่ นจะสำเร็จเปน็ พระอรหันตแ์ ลว้ นิพพานในชนั้ สุทธาวาสนี้

2.2.3 อรูปภูมิ หรืออรูปาพาจรภูมิ มีสี่ช้ัน เป็นพรหมท่ีไม่มีรูปปรากฏ ผู้ที่ไปเกิดในภูมิน้ีคือผู้ที่
บำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุฌานโลกีย์ชั้นสูงสุด เรียกว่าอรูปฌานซ่ึงมีอยู่ส่ีระดับได้แก่ผู้ที่บรรลุอากาสานัญ
จายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาอากาศเป็นอารมณ์) จะไปเกิดในอากาสานัญจายตะภูมิ ผู้ท่ีบรรลุวิญญาณัญ
จายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาวิญญาณเป็นอารมณ์) จะไปเกิดในวิญญาณัญจายตะภูมิ ผู้ท่ีบรรลุอา
กิญจัญญายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาความไม่มีเป็นอารมณ์) จะไปเกิดในอากิญจัญญาตนะภูมิ และผู้ท่ีบรรลุ
เนวสัญญานสสัญญายตนะฌาน (ยดึ หนว่ งเอาฌานที่สามใหล้ ะเอียดลงจนเปน็ ผู้มีสัญญากม็ ใิ ช่ ไมม่ ญี าก็มใิ ช่)
จะไปเกิดในแนวสัญญานาสัญญายตนะภูมิ พรหมเหล่านี้เมื่อเสื่อมจากฌานก็จะกลับมาเกิดในรูปพรหมภูมิ
หรอื ภูมิอนื่ ๆ ไดเ้ ช่นกนั
การกำเนิดของสัตว์ การเกิดของสตั ว์ในสามภูมมิ อี ยู่ส่อี ย่างด้วยกันคอื

- ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ เชน่ มนษุ ย์และสตั ว์เดรัจฉานบางชนดิ ที่เล้ยี งลกู ดว้ ยนม
- อัณฑชะ เกิดในไข่ ได้แก่สัตว์เดรัจฉานบางชนิด เช่น นก สัตว์เล้ือยคลานบางชนิด
ปลา เป็นตน้
- สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล ได้แก่สัตว์ช้ันต่ำบางชนิดท่ีใช้การแบ่งตัวออกไป เช่น
ไฮดรา อมบิ า เป็นตน้
- โอปาติกะ เกิดขนึ้ เอง เม่ือเกิดแล้วก็จะสมบูรณ์เตม็ ที่ เมอ่ื ตายไปจะไม่มที ราก ได้แก่
เปรต อสูรกาย เทวดา และพรหม เปน็ ต้น
การตายของสัตว์ การตายมสี าเหตุสปี่ ระการดว้ ยกันคอื
- อายุขยะ เปน็ การตายเพราะสิ้นอายุ
- กรรมขยะ เป็นการตายเพราะสิน้ กรรม
- อุภยขยะ เป็นการตายเพราะส้นิ ท้งั อายุ และสิ้นทั้งกรรม
- อุปจั เฉทกรรมขยะ เป็นการตายเพราะอบุ ัติเหตุ

34

นอกจากน้ันแล้ว มีการกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ในโลกและในจักรวาล มีภูเขาพระสุเมรุราชเป็น
แกนกลาง แวดล้อมด้วยกำแพงน้ำสีทันดรสมุทร และภูเขาสัตตบรรพต อันประกอบด้วย ภูเขายุคนธร อิ
นิมธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินันตกะ และอัสสกัณณะ กล่าวถึงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวนพเคราะห์
และดารากรทั้งหลายในจักรวาล เป็นเคร่ืองบ่งบอกให้รู้วันเวลาฤดูกาล และเหตุการณ์ต่าง ๆ กล่าวถึงทวีป
ทัง้ ส่ีที่ตง้ั อยู่รอบภูเขาพระเมรุมาศ ชมพูทวีปอยู่ทางทิศใต้กวา้ ง 10,000 โยชน์ มีปริมณฑล 300,000 โยชน์
มีแผ่นดินเล็กล้อมรอบได้ 500 มีแผ่นดินเล็กอยู่กลางทวีปใหญ่ส่ีผืน เรียกว่า สุวรรณทวีป กว้างได้ 1,000
โยชน์ มีประมณฑล 30,000 โยชน์ เป็นเมอื งท่ีอย่ขู องพญาครุฑ

การกำหนดอายุของสัตว์และโลกท้ังสามภูมิ มี กัลป์ มหากัลป์ การวนิ าศ การอบตั ิ การสร้าง
โลก สรา้ งแผ่นดินตามคติของพราหมณ์ ท้ายสุดของภูมิกถา เป็นนิพพานคถาว่าด้วยนิพพานสมบัติของพระ
อริยะเจ้าทั้งหลาย วิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุพระนิพพาน อันเป็นวิธีตามแนวทางของพระพุทธศาสนา(หอมรดก
ไทย www.heritage.thaigov.net)

2.3 ความสำคัญของจิตทเี่ กิดในภพภูมทิ งั้ 3
1. จิตอันเป็นไปในกามาวจรภูมิ คือจิตที่มีเคร่ืองล่อเป็นกามคุณ 5 ทั้งรูป เสียง กล่ิน รส สัมผัส

โดยเฉพาะอย่างย่ิงเพศตรงข้ามอันยวนตายวนใจ ถ้าได้เสพสิ่งที่ระคายสัมผัส เช่นตากแดดร้อนกระหายน้ำ
อยู่กลางทะเลทราย หรือถ้าไม่ได้เสพส่ิงท่ีปรารถนา เช่นอยากนอนกับใครแล้วเจอข้อจำกัดให้ต้องเร่าร้อน
ทรมานใจ อย่างน้ันพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นนรกชื่อ ‘ผัสสายตนิกะ’ จะเรียกผัสสายตนิกนรกก็ได้ ส่วนถ้า
ใครได้เสพสิ่งที่น่าบันเทิงเริงรมย์ เช่นนั่งนอนบนฟูกนุ่มในห้องปรับอากาศเย็นสบายดูหนังฟังเพลงตาม
ต้องการ หรือได้เสพสิ่งท่ีปรารถนา เช่นได้สามีหรือภรรยาถูกใจ ชวนอภิรมย์ชมช่ืนทุกวันคืนไม่ตดิ ขัด อย่าง
นั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่าเป็นสวรรค์ชื่อ ‘ผัสสายตนิกะ’ เช่นกัน จะเรียกผัสสายตนิกสวรรค์ก็ได้ พูด
ง่ายๆว่าคนเราเวยี นว่ายตายเกิดระหว่างนรกและสวรรคท์ ี่ช่ือผัสสายตนกิ ะกันต้งั แต่เด็กจนแก่

อย่างไรก็ตาม เรายังคงมีจิตเป็นมนุษย์ แม้ขณะทตี่ กภวังค์ไม่รเู้ ร่ืองรู้ราวอะไร ก็เป็นสภาพภวังค์อัน
สืบต่อรักษาภพแห่งความเป็นมนุษย์ไว้อยู่ดี ถ้าใครเปรียบเทียบว่าคนชั่วเหมือนสัตว์นรก เดรัจฉาน หรือ

35

เปรต และเปรียบเทียบว่าคนดีเหมือนเทวดา พรหม ขอให้ทราบว่านั่นเป็นเพียงการอุปมาอุปไมยท่ีขาด
ความจรงิ ทางจิตรองรับ เพราะตลอดชีวิตเรานับแต่ปฏสิ นธจิ นจตุ ินน้ั เป็นไดอ้ ย่างเดียวคือมนษุ ย์ มนุษยเ์ ป็น
สัตว์รักสนุก ชอบกอบโกยความสุขเข้าหาตัว ดังน้ันความสุขจึงเป็นแรงผลักดันให้ก่อกรรมอันจะได้มาซ่ึง
วตั ถบุ ำเรอสุข ซ่ึงบางครง้ั ก็เป็นกุศลกรรม แต่โดยมากจะดว้ ยวถิ แี หง่ อกุศลกรรม เมอ่ื มนษุ ยก์ ่อกรรมอันใดไว้
มาก กรรมน้ันย่อมพาเขาไปสภู่ พอันสมควร ถ้าน้ำหนักกรรมเอียงไปทางดกี ็ล่องล่ิวข้ึนสวรรค์ไป ถ้าน้ำหนัก
กรรมเอียงไปทางชั่วก็พุ่งหลาวลงนรกกัน และคราวน้ีจะไม่ใช่ผัสสายตนิกสวรรค์หรือผัสสายตนิกนรก แต่
เป็นสวรรค์มีช่ือเป็นต่างๆ นรกมีชื่อเป็นต่างๆ อันเป็นภพใหม่ท่ีให้ผัสสะเย็นหรอื ผัสสะร้อนเปน็ ทวีคูณตั้งแต่
อุบัติข้นึ ในภพนั้นจวบจนถึงเวลาจุติไป

2. จิตอันเป็นไปในรูปาวจรภูมิ คือจิตที่มีเครื่องล่อเปน็ รูปธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้กำหนดหมาย
โดยเคร่ืองกำหนดหมายน้ันไม่เป็นโทษ ไม่ก่อให้เกิดความครุ่นคิดฟุ้งซ่าน อย่างเช่นลมหายใจอันเป็นสมบัติ
ติดตวั พวกเราทกุ คนมาต้ังแต่เกิด เพียงเฝ้าดูเล่นๆวา่ มันเขา้ มันออก เดีย๋ วมนั ยาว เด๋ียวมันส้นั ซำ้ ไปซ้ำมาไม่
นานก็จะเปล่ียนภาวะคิดสุ่มไร้ระเบียบ กลายเป็นคิดถึงแต่เรื่องลมหายใจอย่างเดียว และพบด้วยตนเองว่า
การคิดถงึ แต่ลมหายใจ ระงับความพะวงหลงแส่ส่ายไปในเร่ืองไร้สาระต่างๆน้ัน ให้ผลเป็นความปลอดโปร่ง
เยือกเย็น มีปีติสุขเพิ่มข้ึนเรื่อยๆ กระท่ังถึงจุดหนึ่งเมื่อคิดฟุ้งน้อยลงๆจนหยุดคิดถึงเร่ืองอ่ืนใดอย่างส้ินเชิง
เหลือไว้แต่การรับรู้ในลมหายใจว่าผ่านเข้าผ่านออก ผ่านเข้าผ่านออกอยู่เช่นนั้น จิตก็แปรสภาพเป็นภาวะ
สงบประณีต เหมือนดวงไฟใหญ่ท่ีค้างนิ่งอยู่กับการรับรู้ส่ิงเดียว ราวกับไม่มีการเคล่ือนของเวลา มีแต่การ
ไหลเข้าไหลออกของสายลมหายใจยืดยาว ตรงนั้นคือสมาธิระดับฌานข้ันแรก เรียกว่า ‘ปฐมฌาน’ ผู้ท่ีถึง
ปฐมฌานไดช้ ื่อว่าร้จู ักสภาพของจิตอันเป็นไปในรูปาวจรภมู ิ เริ่มฉลาดในธรรม คือเห็นจิตที่แน่วนิ่งตั้งมัน่ น้ัน
ดีกว่าจิตทีส่ ่ันไหวโยกโคลง แต่ผู้น้ันจะไดช้ ือ่ วา่ อยใู่ นรูปาวจรภมู ิเตม็ ขน้ั กต็ อ่ เมอ่ื สามารถเข้าออกฌานได้ตาม
ปรารถนา มีจิตใจตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเป็นปกติ คือนึกถึงลมหายใจเพียงไม่นาน หรือเพียงแวบเดียว จิตก็
เปลี่ยนจากสภาพนึกคิดธรรมดาเป็นสภาพยุตคิ วามคิด สว่างโพลงเด่นดวงย่ิงใหญ่ ยับยั้งอยู่ในความรับรู้ลม
หายใจอย่างเดียวโดยไม่มีหลงซวนเซ ไมเ่ ป๋ไปทางไหน การเป็นผู้ชำนาญเข้าออกรูปฌานได้นั้น แมย้ ังเกลอื ก
กลั้วอยู่กับโลกหยาบ วถิ ีชีวิตก็ต้องเปล่ียนแปลงไปพอสมควร อย่างน้อยทีส่ ุดจะไมไ่ ยดใี นสภาพแวดล้อมอัน
เอ้ือให้พบกับกามคุณ 5 อันเผ็ดร้อน เพราะกามคุณจะเป็นตัวบ่ันทอนความสะอาดของจิต และส่ันคลอน
ความแน่วน่ิงต้ังม่ันได้มาก ผู้ทรงฌานจะหวงก็เพียงสภาวจิตท่ีต้ังม่ันได้ตามปรารถนา เพราะสุขอันลึกล้ำ
โอฬารนั้นคุ้มพอจะแลกกับกามอันเป็นของน้อย ฉะน้ันจึงเป็นปกติหากผู้ทรงฌานจะท้ิงบ้านทิ้งเรือน ท้ิง
ความเจรญิ ก้าวหน้าในอาชีพการงานท้ังปวง ออกถือเพศบรรพชิต อาจถือวินัยแบบสงฆ์ หรืออาจประพฤติ
ธรรมแบบฤาษีชีไพร จะมีบ้างเพียงส่วนน้อยที่ยังสามารถประพฤติธรรมได้ทั้งท่ียังเข้าสังคม ทำหน้าที่การ
งานอยู่เป็นปกติ จติ ที่พรากจากกามเพราะสามารถเข้าถึงภาวะแห่งฌานได้เป็นปกตินั้นยากจะหลงสติ ก่อน
ตายจะอยู่กับรูปฌานท่ีตนชินชำนาญ และแล้วเมื่อถึงวาระสุดท้าย จิตจะวูบดับจากความรู้สึกทั้งมวล คือ
คลายออกจากรูปฌานเป็นจุติจิต แล้วเกิดปฏิสนธิจิตข้ึนใหม่ ถัดจากนั้นจึงกลับเข้าสู่ความรู้สึกตัวว่าอยู่ใน
ฌาน ภายใต้การห่อหุ้มของรูปอัตภาพใหม่ที่ละเอียดสุขุมกว่าเทวดาและมนุษย์ ได้ช่ือว่าเข้าถึงความเป็น
หนึง่ ในหม่สู ัตว์ทีเ่ รียก ‘รูปพรหม’

36

3. จิตอันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือจิตที่มีเคร่ืองล่อเป็นอรูปธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้กำหนด
หมาย โดยเครื่องกำหนดหมายนั้นไม่ก่อให้เกิดการสำคัญไปในรูปธรรมท้ังปวง อย่างเช่นภาวะอากาศไม่มีท่ี
ส้ินสุด ไม่มีกรอบจำกัดทางสายตาว่ากว้างประมาณเท่าน้ัน หรือยาวประมาณเท่าน้ี มีแต่หน่วงนึกด้วยใจ
สำคัญด้วยใจถึงสภาวะแห่งอากาศธาตุอันเว้ิงว้างว่างเปล่าปราศจากขอบเขต การจะหน่วงนึกอย่างนี้ได้จิต
ต้องมีกำลัง มีความตั้งมั่นเป็นพ้ืนฐานอยู่ก่อน ส่วนใหญ่ผู้ที่ทำได้จะผ่านรูปฌานมาก่อนแล้ว มีความเป็น
กลางทางจิตชนิดท่ีเรยี กว่า ‘มหาอุเบกขา’ เปน็ พื้นยืนอยู่เป็นทุน เมื่อหนว่ งนึกถึงอากาศอนนั ตไ์ ดจ้ นจิตรวม
ลงเป็นฌาน เขาจะรู้สึกราวกับเห็นอากาศว่างไพศาลเท่าจักรวาล เป็นสภาพเหนือจินตนาการ คล้ายยกจิต
ข้ึนไปอยู่ในอีกระนาบมิติหนึ่งท่ีมีจริงด้วยอำนาจฌาน ผู้ท่ีสามารถเข้าถึงอรูปฌานได้เป็นปกติจะมีจิตท่ี
ปราศจากเยื่อใยในความมีรูปทั้งปวง เห็นรูปทั้งปวงเป็นของเล็กน้อย ไม่น่าแยแส จิตคำนึงถึงแต่นามธรรม
อันโอฬารอยู่เนื่องๆ และเม่ือตายลงเพราะกายหยุดทำงาน เขาก็จะพรากจากสภาพความมีรูปทั้งปวงไปสู่
ความไม่มีรูป มีแต่จิตอันทรงฌานต่ืนรู้อยู่อย่างยาวนานเกินจะนับว่ากี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านปี การเป็นผู้
ชำนาญเข้าออกอรูปฌานไดเ้ ป็นปกตินั้น ยากที่จะเกลือกกลว้ั อยู่กับโลกหยาบ โดยมากจะเปน็ นักบวช ดำรง
ชีพอย่ดู ว้ ยการท่องเทย่ี วไปในปา่ เขาลำเนาไพร โลกท้งั โลกจะปรากฏเป็นภาพลวง แต่ความว่างจะกลายเป็น
ของจริงขึ้นมาแทน ก่อนตายจะอยู่กับอรูปฌานท่ีตนชินชำนาญ และแล้วเม่ือถึงวาระสุดท้าย จิตจะวูบดับ
จากความรู้สึกท้ังมวล คือคลายออกจากอรูปฌานเป็นจุติจิต แล้วเกิดปฏิสนธิจิตขึ้นใหม่ ถัดจากนั้นจึงกลับ
เข้าสู่ความรู้สึกตัวว่าอยู่ในอรูปฌาน โดยไม่มีรูปกายทิพย์ห่อหุ้ม ได้ช่ือว่าเข้าถึงความเป็นหน่ึงในหมู่สัตว์ท่ี
เรียก ‘อรูปพรหม’ จิตสามารถไหวตัวรับรู้ความมีความเป็นในจักรวาลได้ แต่เพิกเฉยไม่ยินยลสนใจ เพราะ
ไม่ทราบจะไปข้องเกี่ยวด้วยอย่างไร จึงพักการก่อกรรมดีร้ายแบบสัตว์ในภพล่างๆเป็นเวลานานแสนนาน
ด้วยความหลงเข้าใจผิดว่าภาวะของตนคงเป็นอมตะ เป็นนิรันดร์อย่างแท้จริง แท้จริงได้ชื่อว่าเป็นเพียง
‘อรูปพรหม’ อนั จะตอ้ งเวยี นว่ายตายเกดิ อย่อู กี เทา่ นั้น

4. จิตอันเป็นไปในโลกุตตรภูมิ คือจติ ท่ีมเี คร่ืองล่อเป็นอาการเกิดดับแห่งรูปนาม หรืออาการท่รี ูป
นามแสดงความไม่ใช่ตัวตนออกมาให้ล่วงรู้ อย่างเช่นเม่ือฝึกสติรู้ลมหายใจได้เป็นปกติ ก็สามารถเห็นชัดว่า
ธาตุลมมีเข้า มีออก มีหยุด ไม่ใช่ส่ิงที่เท่ียง เช่นเดียวกับอารมณ์สุขทุกข์ทั้งปวง เช่นเดียวกับสภาพจิตท่ีสงบ
แล้วกลับฟุ้ง และเช่นเดียวกับสรรพสิ่งท้ังที่เป็นรูปธรรมนามธรรมทั่วสากลจักรวาล ต่างก็แสดงตัวอยู่
ตลอดเวลาว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุ แล้วมีอายุขัยที่จะต้องดับลงเป็นธรรมดา เมื่อจิตมีปกติเห็นท้ังตนเองและ
สรรพสิ่งโดยความเป็นของท่ีต้องดับลง ไม่มีสิ่งใดย่ังยืนค้ำฟ้า ก็จะค่อยๆถอดความเข้าใจผิด และถอนตน
ออกจากหลม่ กาม ถอนตนออกจากอุปาทานว่ามสี ิ่งใดส่งิ หน่ึงเป็นตัวเปน็ ตน กระท่งั เกดิ ธรรมชาติลา้ งผลาญ
เครื่องร้อยรัดจิตให้ติดอยู่กับสังสารวัฏ เป็นผู้บริสุทธ์ิหมดจดจากกิเลสที่เรียกกันว่า ‘พระอรหันต์’ ไม่ต้อง
เวียนกลับมาทุกข์ซ้ำทุกข์ซาก เกิดแล้วแก่ แก่แล้วเจ็บ เจ็บแล้วตายเหมือนอย่างสัตว์อื่นที่ไม่รู้ทางออกอีก
พระอรหันต์จะเป็นผู้ไม่เห็นนิมิตหมายใดๆเมื่อใกล้ดับขันธ์ พวกท่านมีจิตสุดท้ายเป็นดับลงแล้วไม่มีจิตใด
เกิดขึ้นสืบตอ่ อีก แต่สำหรับผ้ทู ่ีเร่ิมมีความเข้าใจความจริงเกยี่ วกับสงั สารวัฏและทางออกจากสังสารวัฏ เร่ิม
กำหนดสติดูรูปนามเกิดดับ เร่ิมมีความเพียรอย่างต่อเน่ือง จนกระท่ังจิตไม่ไยดีส่ิงอ่ืนนอกจากความเห็นรูป

37
นามเกิดดับ ดังน้ีก็ถือว่าจิตเรมิ่ เข้ามาอยู่ในโลกุตตรภูมิแล้วเหมือนกัน เรียกว่าเป็นผู้พยายามเพื่อมี ‘ดวงตา
เห็นธรรม’ ธรรมในทนี่ ี้คือความจริงสูงสุด ธรรมในทนี่ ้ีคอื ความวา่ งจากตัวตน ธรรมในท่นี ้ีคือพระนิพพานอัน
ปราศจากการเกดิ และการดบั มีแตค่ วามเปดิ เผยไร้ร่องรอยนิมิตอันใดส้ิน

2.4 การดำรงอยูใ่ นภพภมู ิทงั้ 3
ภพ คือโลกอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ จะเรียกว่าภพ จะเรียกว่าสภาพ หรือจะเรียกว่าภาวะชีวิตก็ได้

ทั้งส้ิน ทั้งน้ีเพราะเน้นสภาพแวดล้อม หรือภาวะของอัตภาพที่สัตว์ครองอยู่เป็นสำคัญ เช่นภพของมนุษย์
ย่อมมีแผ่นดิน มีภูเขา มีทะเล มีแม่น้ำ โดยท่ีตัวมนุษย์เองมีหนึ่งหัว หนึ่งตัว สองแขน สองขา ยกตั้งข้ึนด้วย
กระดกู สันหลังอันแสดงสภาพสตั ว์ชน้ั สงู โดยคร่าวสดุ มภี พอยู่ 3 ระดบั รวมเรยี กว่า ‘ไตรภพ’ ได้แก่

2.4.1 กามภพ คือ ภพของผู้ที่ยังเสวยกามคุณ หมายถึงสภาพตำ่ สุดตัง้ แต่สตั ว์นรก ไลม่ าถงึ สัตว์
เดรัจฉาน เปรต มนุษย์ เรอ่ื ยไปจนกระท่ังสูงสุดคือเทวดาผูย้ ังพัวพนั กบั ความใครใ่ นรปู เสยี งกลน่ิ รส

กามภพ คือ ภพอันเป็นทีเ่ กดิ ของผู้ทยี่ ังเกีย่ วข้องอยู่ในกาม ซง่ึ ประกอบดว้ ยภูมิท้ังหมด 11 ภมู ิ
ไดแ้ ก่ เทวภมู ิ 6 มนุสสภูมิ 1 และอบายภมู ิ

38

4 องคป์ ระกอบของกามภพ เทวภมู ิ 6 ประกอบด้วย
- จาตุมหาราชิกาเทวภมู ิ
- ดาวดึงสเ์ ทวภูมิ
- ยามาเทวภูมิ
- ดุสิตาเทวภมู ิ
- นมิ มานรตีเทวภูมิ
- ปรนิมมิตสวัตตเี ทวภูมิ

มนุสสภูมิ เป็นท่ีอยู่ของมนุษย์ อยู่บนพ้ืนดินในระดับเดียวกับไหล่เขาพระสุเมรุ ตั้งอยู่ทั้ง4ทิศของ
เขาพระสเุ มรุ ซ่งึ เปน็ แกนกลางของจกั รวาลผนื แผ่นดินท้ัง 4 เรยี กวา่ ทวปี มชี อื่ วา่

- ปพุ พวิเทหทวีป
- อปรโคยานทวีป
- อตุ ตรกุรทุ วปี
- ชมพูทวปี
อบายภมู ิ 4 ประกอบดว้ ย
- นิรยภูมิ
- เปตติวิสยภมู ิ
- อสรุ กายภูมิ
- ติรจั ฉานภูมิ

2.4.2 รูปภูมิ คือ ภพของผู้ท่ีเข้าถงึ รูปฌาน หมายถึงสภาพของผู้พน้ จากภพอันเกลอื กกลวั้ ด้วยกาม
เพราะมีสมาธิจิตต้ังม่ันถึงระดับฌาน พวกนี้จะมีรูปกายทิพย์ที่สุขุมย่ิง สุขุมและประณีตขนาดท่ีว่าผัสสะ
ภายนอกท้ังปวงปรากฏแผ่วจนไม่อาจทำให้รสู้ กึ รู้สาว่าน่าติดใจแตอ่ ย่างใดได้ พวกเขาพงึ ใจมีชีวติ เพ่ือเสพสุข
อนั เป็นภายในจากสภาพฌานจิตอนั ยิง่ ใหญล่ ้ำลึกเกนิ จนิ ตนาการ

รูปภูมิ ภูมิระดับกลาง เป็นรูปพรหม มี 16 ช้ัน แบ่งออกเป็น ปฐมฌานภูมิ 3 ทุตยฌารภูมิ 3 ตติย
ฌานภูมิ 3 และจุตฌานภูมิ 7 อยู่เหนือสวรรค์ชั้นปรมินมิตวสวัตดีภูมิขึ้นไปนับประมาณไม่ได้ ผุ้ที่จะมาเกิด
ในพรหมโลกนี้ ตอ้ งจำเริญสมาธภิ าวนา จเรญิ กรรมฐาน เพอื่ บำบัด ปัญจนิวรณ์ คือ

กามฉันทะ ความพอใจในกาม, พยาบาท ความคิดร้ายเคืองแค้นใจ, ถินมิทธะ ความหดหู่เซ่ืองซึม,
อุทธจั จกจุ จะ ความกระวนกระวายใจ, วิจกิ ิจฉา ความลังเลสงสยั

จะได้เกิดเป็นพรหมใน ปฐมฌาน3มุ ิ ถ้าจำเริญภานาฌานใหส้ ูงขน้ึ ไป เม่ือส้ินอายุจะไปเกิดใน ทุตย
ฌานภูมิ ตติยฌานภมู ิ และจตุตฌานภูมิ ตามลำดบั พรหมในรูปนีม้ ีแต่ผุ้ชายไม่มีผุ้หญิง มีตา หู จมูก มตี ัวตน
แต่ไม่รู้กล่ินหอมหรือเหม็น ไม่รู้รส ไม่รู้สึกเจ็บ ไม่ยินดีในกาม ไม่รู้หิว ไม่ต้องกินขช้าวกินน้ำ เน้ือตัวเกล้ียง
เกลาส่องสว่างกว่าพระอาทิตย์พระจันทร์พันเท่า ผู้ที่ได้จตุฌานเต็มท่ี เมื่อสิ้นอายุจะได้เกิดแต่ใน ปัญจ

39

สุทธาวาส (ภูมิ 5 ช้ันสุดท้ายของรูปภูมิ) จะไมม่ าเกิดเป็นมนุษย์อกี จนได้เข้าสู่นิพพาน สว่ นผุ้ที่ยังไม่ได้จตุต
ฌานเตม้ ที่ เมอื่ สิ้นอายุ ใจน้นั กค็ ือสปู่ กตดิ ัง่ คนทง้ั หลาย แล้วไปกดิ ตามบุญและบาปต่อไป

2.4.3 อรูปภูมิ คอื ภพของผู้ท่ีเขา้ ถึงอรูปฌาน หมายถึงสภาพของผู้พน้ จากความมรี ูป เพราะสมาธิ
จิตก้าวล่วงการสำคัญในรูปท้ังปวงเสียได้ พวกนี้มีรู้สึกในอีกระนาบหนึ่งซ่ึงเหนือกว่าสุขอันเป็นทิพย์
(หมายเหตุ – คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าไตรภพคือโลกนรก โลกมนุษย์ และโลกสวรรค์ ความจริงแล้วทั้งสามน้ี
เป็นเพียงกามภพเท่านั้น) ส่วน ‘ภูมิ’ นั้นจะเป็นส่วนย่อยของภพอีกที เพราะเน้นท่ีระดับชั้นแห่งจิต
มากกว่าจะพูดถึงส่ิงแวดล้อมหรือแม้แต่ร่างกายอันเป็นของภายนอกที่สัมผัสได้ง่ายกว่ากัน ภูมิแห่งจิต
วญิ ญาณมี 4 ระดับ ได้แก่ 1) กามาวจรภูมิ เป็นภูมิจิตท่ียังข้องแวะอยู่กับกามคุณ 5 คือเสพผัสสะอันน่าพึง
ใจทางตา หู จมกู ลิน้ กาย อย่างใดอยา่ งหนึ่งหรอื ทั้งหมด 2) รูปาวจรภูมิ เปน็ ภูมจิ ิตทยี่ ดึ เอารปู ธรรมเช่นลม
หายใจหรือสีสันเป็นตัวตรึงจิตให้ต้ังมั่นถึงฌาน 3) อรูปาวจรภูมิ เป็นภูมิจิตที่กำหนดเอานามธรรมเช่น
อากาศอนันต์เป็นตัวตรึงจิตให้ตั้งม่ันถึงฌาน 4) โลกุตตรภูมิ เป็นภูมิจิตท่ีเคยเห็นแจ้งว่ารูปนามไม่ใช่ตัวตน
และความเห็นนั้นจะต้องเหนี่ยวนำจิตได้ถึงฌาน ประจักษ์แจ้งว่านิพพานมีจริง พ้นสภาพการมีการเป็นทั้ง
ปวงออกไป

อรูปภูมิ ภูมิระดับสูง มี 4 ช้ัน อยู่สูงสุดขอบกำแพงจักรวาล เหล่าพรหมในชั้นน้ีไม่มีตัวตน มี
เพียงแต่จิต ผุ้ที่จะมาเกิดในภูมินี้ต้องจำเริญภาวนาฌาน พิจารณาขันธ์ห้าจนเข้าถึงอรูปฌาน คือไม่ยินดีใน
ร่างกายตน ปรารถนาท่ีจะไม่มีตัวตน จะได้มาเกิดใน อากาสานัฐจายตนภูมิ คือภพของผุ้เข้าถึงฌานอัน
กำหนดอากาศเป็นช่องว่างหาท่ีสุดมิได้เป็นอารมณ์ มีอายุยืน 20,000 มหากัลป์ แล้วกำหนดจิตให้สูงขึ้น
ปรารถนาให้อยู่เหนืออากาศ จนได้เกิดใน วิญญาณัญจายตนภูมิ คือภพของผุ้กำหนดวิญญาณ อันหาท่ีสุด
มิได้เป็นอารมณ์มีอายุยืน 40,000 มหากัลป์ เปมื่อพิจารณาภานาฌานให้สุงขึ้น จนได้ฌานกำหนดอัน
กำหนดภาวะที่ ไมม่ ีอะไรเปน็ อารมณ์ จึงได้เกิดใน อากิฐจัฐฐายตนภูมิ มีอายุยืน 60,000 มหากลั ป์ แต่ยังไม่
พอใจใคร่จะไดไ้ ปเกิดในพรหมช้ันสงู ขึน้ ไป จนจิตเข้าถึงสภาวะมีสัญญาก็ไมใ่ ช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ถึงภูมิชัน้ สงู สุดใน
ไตรภูมิ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ พรหมโลกช้ันน้ีมีสมาบัติยิ่งกว่าพรหมทุกแห่ง สามารถเห็นชั้นฟ้า
ชน้ั ดิน ช้ันอินทร์ และชั้นพรหม ดุจเห้นมะขามป้อมกลางฝ่ามอ มีจิตอันเป็น โสภณเจตจิต คือสภาวธรรมดี
งามเกิดดบั พรอ้ มกบั จติ มอี ายุยนื ถึง 84,000 มหากลั ป์

อนิจจลักษณะ เหล่าฝูงสัตว์ในภูมิ นรก เปรต ดิรัจฉาน และอสรุกาย เมื่อิส้นแก่อาย จะไปเกิดใน
ภูมิเดิม ถ้าได้เคยทำบุญกุศลมาก่อนก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์ หรือเกิดในภูมิเทพยดา แต่ไม่สามารถไปเกิดใน
ภูมขิ องพรหมทง้ั 20 ชั้นได้ ฝูงสัตวท์ ่ีเปน็ มนุษย์ มี 2 จำพวกคอื อันธปุถุชน คือผ้ทุ ที ำแต่ควาชว่ั ช้าตา่ งๆ เมื่อ
ตายจากมนุษย์ย่อมไปเกิดในอบายภูมิ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะอัปลักาณ์บัดสี กับลยานปุถุชน คือ ผู้ท่ีฝักใฝ่
ประกอบแต่กรรมดี เมื่อกายได้ไปเกิดในสวรรค์ช้ันสุงข้ึนไป ยกเว้นปัญจสุทธวาร หรือได้ไปสู่นิพพานก็มี
เหล่า เทพยดาในฉกามาพจรภูมิ เมื่อสิ้นอายุ ถ้าไม่ได้มรรคผล อาจเกิดในภูมิเดิม ภูมิมนุษย์ หรืออบายภูมิ
ถ้าได้มรรคผล จะไปเกิดในรูปภูมิ หรืออรปู ภูมิ พรหมในรปู ภมู ิ เมื่อิส้นอายุ อาจมาเกดิ ในสุคติภูมิ หรือถา้ ได้
มรรคผลก็จะเกิดในภูมิท่ีสูงขึ้นไป แต่จะไม่เกิดในอบายภูมิ เหล่าฝูง พรหมในอรูปภูมิ และจะไม่ไ้เกิดใน
อบายภูมิแต่ถ้าฌานที่สูงข้ึน ก็ได้ไปเกิดในอรูปภูมิช้ันท่ีสูงกว่า ฝูงสัตว์ทั้งหลายอันเกิดในไตรภูมินี้ ย่อมไม่
ม่ันคง ย่อมรู้ฉิบหายรู้ตายจาก รู้พลัดพราก ไม่ว่าพระอินทร์หรือพระพรหมยังมีเกิดและดับ ย่อมเวียนว่าย

40

อยใู่ นไตรภูมนี้ เนื่องมาแตเ่ หตุแห่งสภาวะจิต ยังรับแรงกระทบจากกิเลส ประดุจดังหยอน้ำตกกระทบผิวน้ำ
ผิวนำ้ ย่อมเกดิ ระลอกสนั่ ไหว ถา้ จิตเราไม่รับสนองตอ่ สิง่ ท่ีมากระทบ จติ น้ันย่อมนงิ่ ย่อมสงบ

สรปุ ทา้ ยบท

ภพสาม นอกจากสุคติสวรรค์แลว้ ยังรวมไปถงึ รปู ภพและอรูปภพอีกด้วย รปู ภพ คือ ภพภูมิซ่งึ เป็น
ท่ีรองรับของกายรูปพรหม มีความละเอียดประณีตข้ึนไปอีก ส่วนมากผู้ที่มาอุบัติเป็นพรหม มักจะเป็นผู้
บำเพ็ญภาวนาได้บรรลุรูปฌานสมาบัติ เจริญเมตตาธรรมเป็นประจำ จึงเขา้ ถึงพรหมโลก คำว่า พรหมโลก
หมายถึงโลกท่ีมีแต่ความเจริญ ทั้งผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่งผ่องใส มีวิมานอันเป็นทิพย์ มีอายุยืนยาวเป็น
กัปทีเดียว รวมแล้วก็คือ มคี วามพิเศษกว่ากามาวจรภมู ิในทกุ เร่ือง แลว้ สามารถบำเพ็ญศีล สมาธิ ปญั ญา ให้
ได้มรรคผลนิพพาน โดยไม่ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็ได้ พรหมโลกแบ่งออกเป็น 16 ช้ัน ตั้งแต่พรหม
ปริสชั ชา ปุโรหติ า มหาพรหมา 3 ชั้นนี้ อยู่ในปฐมฌานภมู ิ 3 ชั้นถดั มาคือ พรหมช้ันปริตตาภา อัปปมาณา
ภา อาภัสสรา จัดอยู่ในชั้นทุติยฌานภูมิ ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา และสุภกิณหา 3 ชั้นน้ีเป็นตติยฌานภูมิ
ส่วนเวหัปผลา อสัญญีสัตตา และสุทธาวาส 5 คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และ อกนฏิ ฐพรหม เป็น
พรหมท่ีจดั อยใู่ นชั้นจตุตถฌานภูมิ

งานทมี่ อบหมาย

นักศึกษาได้รับมอบหมายให้ทบทวนองค์ความรจู้ ากหนังสอื และงานวิจยั ที่เก่ียวข้องกับ “การดำรง
อยู่ในภพทั้งสามและสภาวะระหว่างภพ” ตามประเด็นท่ีตนสนใจ พร้อมกับการเขียนบันทึกสะท้อนการ
เรียนร้ปู ระจำสัปดาห์ เพื่อทำการนำเสนอในสัปดาห์ สุดท้ายของรายวชิ า

คำถามประจำบทที่ 2

1. ใหน้ ักศึกษาอธบิ าย ความเป็นมาของความเป็นมาของภพภมู ิ
2. ใหน้ ักศึกษาอธบิ าย ความสำคัญของความสำคญั ของจติ ที่เกิดในภพภมู ิท้ัง 3
3. ให้นกั ศกึ ษาอธิบาย การดำรงอยูใ่ นภพภูมิท้ัง 3

41

เอกสารอ้างอิงประจำบท

มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . 2539.

สชุ ีพ ปญุ ญานภุ าพ. พระไตรปฎิ กฉบับสำหรับประชาชน. กรุงเทพฯ :
มหามกฎุ ราชวทิ ยาลัย, 2527. 820 หนา้

เสถียรโกเศศ (อนุมานราชธน, พระยา). เล่าเรอื่ งในไตรภูม.ิ พมิ พค์ รัง้ ที่ 8 กรงุ เทพฯ : จงเจรญิ การพิมพ์,
2528. 85 หน้า (พิมพเ์ ปน็ อนุสรณ์ในงานฌาปนกจิ ศพ นายน้อม ลิมปพทั ธ)์

พระญาลิไทย. ไตรภมู ิพระรว่ ง. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3 กรงุ เทพฯ : องคก์ ารค้าของคุรสุ ภา, 2518. 305 หน้า
พระมหาวรี ะ ถาวโร. ไตรภูม.ิ กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2519. 196 หนา้
พระราชวรมนุ .ี ไตรภมู ิพระรว่ ง - อิทธิพลต่อสังคมไทย. กรงุ เทพฯ : ชมุ นมุ ศึกษาพุทธศาสตรแ์ ละประเพณี

มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2526. 100 หนา้
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต). (2539). ระลกึ ถงึ ความตายและวิธปี ฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ต้องตอ่ ความตาย.

กรุงเทพมหานคร: ธรรมสภา. . (2545). เรื่องนา่ รู้เกี่ยวกับพิธศี พและพุทธภาษติ ชีวิตกบั ความตาย.
กรงุ เทพมหานคร : เลี่ยงเซยี ง.
พระไพศาล วสิ าโล. (2552). เหนือความตาย : จากวกิ ฤตสโู่ อกาส . (พิมพ์คร้ังท่ี 4. )
กรงุ เทพมหานคร: เครือข่ายพุทธิกาและสำนักพิมพ์มลู นิธิโกมลคีมทอง.
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . (2532). อรรถกถาภาษาบาลี ฉบับมหาจฬุ าอฏฺฐกถา.กรงุ เทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . . (2539). พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั



43

แผนบริหารประจำบท

1.เนอื้ หาประจำบทเรียน
บทที่ 3 สภาวะจิตก่อนตาย การกลบั ชาตมิ าเกดิ ในภาวะต่าง ๆ

3.1 ความนำ
3.2 ความหมาย กุศลจิต จิตท่ีผอ่ งใส่
3.3 ความหมาย อกุศลจิต จิตเศรา้ หมอง
3.4 การกลบั ชาตมิ าเกิด

2.วตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม
2.1 เพือ่ ให้นักศึกษาบอกความหมาย กุศลจติ จิตทผ่ี อ่ งใส่ พระพทุ ธศาสนาได้
2.2 เพือ่ ให้นักศึกษาอธบิ าย อกุศลจติ จติ เศรา้ หมองได้
2.3 เพอื่ ให้นักศึกษาวิเคราะห์สภาวะจติ ก่อนตาย การกลับชาตมิ าเกดิ ในภาวะตา่ ง ๆได้

3. กิจกรรมการเรียนการสอน
- บรรยาย
- ต้ังประเดน็ ถาม-ตอบ
- มอบหมายงาน งานกลุ่ม
- ขัน้ ประเมินผล

4.สื่อการเรียนการสอน
4.1 เอกสารประกอบการสอน
4.2 พาวเวอร์พอยต์
4.3 สอื่ ออนไลน์

5.การประเมิน
1.ประเมินจากมอบหมาย งานกลุ่ม
2. ประเมนิ จากการนำเสนอ
3.ประเมินจากแบบฝกึ หัดท้ายบท


Click to View FlipBook Version