94
ตายภายในยังหมายถึง การเตรียมตัวด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Preparation) (ลดารัตน์
สาภินันท์, 2545: 31-35) หมายถึง การวางแผนและการจัดการเกี่ยวกับการดำรงชีวิตในเวลาที่เหลืออยู่
อย่างมีความหมายและมีเป้าหมาย มีความหวังและกำลังใจโดยมีสิ่งยึดเหนี่ยวของจิตใจ ได้แก่การอ่าน
หนังสือเก่ียวกับชีวิตหลังความตายตามความเชื่อทางศาสนา หรืออ่านหนังสือเก่ียวกับความตายและภาวะ
ใกล้ตาย การเดินทางไปยังสถานที่ที่มีความสำคัญต่อตนเอง การต้ังความหวังไว้ว่าตนจะพบกับความตายที่
ปราศจากความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน การตั้งความหวังว่าตนจะสามารถมีชีวติ อยู่ได้นานตามท่ีตนปรารถนา
เช่น การดำรงชีวิตอยู่จนถึงพิธีแต่งงานของหลาน เป็นต้น การปฏิบัติตามความเช่ือทางศาสนาและความ
ศรัทธาของแตล่ ะบุคคล เชน่ การสวดมนต์ การเล่าเร่ืองราวในอดตี ของตนใหผ้ ู้อื่นฟัง การเขียนอัตชีวประวัติ
เพ่ือถ่ายทอดประสบการณ์ในชีวิตของตนให้ผู้อื่น การบันทึกเสียงหรือเขียนจดหมาย เกี่ยวกับการกล่าวคำ
อำลาแกบ่ ุคคลอันเป็นท่ีรัก การสนทนากับสมาชิกในครอบครัวเก่ียวกับการจัดพิธีในการเผาหรือฝังศพ การ
มอบส่ิงของที่เป็นของรักของตนให้ผู้อื่น เช่น ผลงานทางศิลปะ มีการระลึกถึงความหลังและทบทวนชีวิต
เพื่อให้มีความเข้าใจชีวิตของตนในอดีตว่าทำไมชีวิตจึงเป็นเช่นนั้น และเพื่อเป็นการลบล้างความรู้สึกที่ขม
ข่ืนในชีวิตของตนท่ีผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดความสงบในจิตใจ (Bee, 1998; Brant, 1998; Christensen &
Kockrow, 1999; Hoffman, Paris, Hall & Schell, 1988; Hermann, 2001; Lueckenotte,
1996;Monahan, Drake & Neighbors, 1994; Risen, 1999; Taylor, 1997 อ้ า ง ถึ ง ใน ล ด า รั ต น์
สาภนิ ันท์, 2545)
ท้ังน้ี กิจกรรมดังท่ีกล่าวมาแล้ว ก็เพื่อ เป้าหมาย คือ ลดความกังวล บรรเทาความเครียด ความ
กดดันท่ีจะเกิดจากการพลัดพรากและการตาย เป็นการฝึกตายก่อนตายอย่างที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้
อันจะเป็นการลดความตระหนก แต่ให้ตระหนักความความตายและการสูญเสียบุคคลอันเป็นท่ีรัก ทั้งนี้ ก็
เพือ่ วาระสุดท้ายของชีวิต คอื เพอื่ จะตายหรือจากไปด้วยลมหายใจสดุ ท้ายอย่างมีสตกิ บั การเผชิญความตาย
นั่นเอง ซึ่งในทางพระพทุ ธศาสนาเหน็ ว่า เมื่อตายอย่างมีสติจิตไม่เศร้าหมองย่อมจะได้ไปเกิดในสุขคติภพอีก
ด้วยอาจกลา่ วไดว้ า่ มิติการเตรยี มตัวตายทั้งดา้ นจิตใจ (Psychological Preparation) ซงึ่ หมายถึง
การดูแลจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกภายใน และการทำใจยอมรับ และการเตรียมตัวด้านจิต
วิญญาณ (Spiritual Preparation) ซ่ึงเป็นการจัดการกับระบบวถิ ีชีวติ และกิจกรรมของตนเองในการท่ีจะมี
ชีวิตอยู่อย่างมีเป้าหมาย ซึ่งเป็นการจัดการด้วยกระบวนทัศน์ของวิทยาศาสตร์ตะวันตก แต่ในทาง
พระพุทธศาสนามิติท้งั สองด้านน้ี สามารถรวมเป็นมติ ิการจัดการดา้ นภายในได้ กลา่ วคือ การจัดการท่ีจิตใจ
ตามหลักการของพระพุทธศาสนาที่เน้นย้ำให้ความสำคัญกับจิตใจภายในมากกว่ากิจกรรมภายนอก การ
ปฏิบัติเพ่ือการแก้ทุกข์หรือพ้นจากทุกข์ได้ก็คือ การแก้ไขท่ีจิตใจโดยอาศัยกายเป็นเคร่ืองมือท่ีเกื้อกูลกันไป
ทั้งนี้ทางพระพุทธศาสนาจึงเน้นที่การดูแลจิตใจ โดยการฝึกหัดขัดเกลาตนเอง เพื่อยอมรับความจริงของ
ความตาย และเผชญิ กับความตายได้อย่างมสี ติ
2) การเตรียมตัวตายภายนอก หมายถึง การปฏิบัติตัวต่อภาระหน้าท่ีและบทบาทของตนเอง ให้
ถูกต้องเหมาะสมกับวิถีชีวิต หน้าที่การงาน การพูดคุย มอบหมายให้กับครอบครัว และญาติพี่น้อง เม่ือ
ตนเองจะต้องตาย ซึ่งรวมหมายถึง การเตรียมตัวด้านสังคม (Social preparation) (ลดารัตน์
สาภนิ ันท์,2545)กลา่ วคือ ผูเ้ ตรียมตัวตาย ในมิตนิ ้ียังรวมหมายถึง ครอบครัว ญาติพน่ี ้อง คนใกล้ชดิ และคน
95
รักและบุคคลที่เคารพนับถือ เพือ่ ให้บคุ คลเหลา่ น้ไี ดเ้ รียนรู้เตรียมใจต่อการพลัดพรากจากบคุ คลอันเป็นที่รัก
เพื่อให้คนในครอบครัวและญาติลดความทุกข์และความเศร้าโศกจากการสูญเสีย โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้
กล่าวคือ การวางแผนและจัดการด้านพินัยกรรม กรมธรรม์ประกันชีวิต มรดกของรัก ของสะสม และ
คา่ ใช้จา่ ยในพิธศี พ เป็นต้น ทั้งน้รี วมท้ังเก่ียวกับการวางแผนจดั การดา้ นสัมพันธภาพที่มีต่อผู้อ่ืนในขณะท่ีตน
มีชีวิตอยู่และการดำเนินชีวิตของผู้อ่ืนหลังจากการตายของตน ได้แก่ การสนทนาเร่ืองสุขภาพของตนและ
ความตายของตนที่ต้องเกิดข้ึนในอนาคตกับสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดอย่างเปิดเผย การ
ปรกึ ษาหารอื กบั สมาชกิ ของ
ครอบครัว เกี่ยวกับผู้รับผิดชอบค่าดูแลรักษาในภาวะใกล้ตาย การเสริมสร้างสัมพันธภาพของตน
และครอบครัว หรือบุคคลอันเป็นท่ีรกั ใหม้ ีความแน่นแฟ้นยง่ิ ข้ึน (Strengthening-relationships)โดยมกี าร
ปรับความเข้าใจซงึ่ กันและกัน หรอื ให้อภยั ต่อกันในความขัดแย้งที่เกดิ ข้ึนในอดีต การสนทนา กับสมาชิกใน
ครอบครวั เรื่องชีวิตและความหมายของความตาย การพบปะสงั สรรค์กบั สมาชิกในครอบครวั และเพื่อน การ
จัดการธุรกิจที่คั่งค้างให้เสร็จเรียบร้อยและการมอบหมายงานให้ผู้อื่นเป็นผู้รับผิดชอบ การทำพินัยกรรม
การทำประกันชีวิต การจัดการเร่อื งการเงิน การไตรต่ รอง เรื่องผลกระทบของการตายของตนตอ่ บตุ รหลาน
การวางแผนร่วมกับสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดเร่ืองค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ (Barkauskas,
Baumann, Darling-Fisher & Stoltenberg-Allen, 1994; Bee, 1998; Martin, Emanuel &
Singer, 2000; Wilson, 2000) คาลิช และเรย์โนลค์ (Kalish & Reynolds, 1981 cited in
Atchley, 1997 อา้ งถงึ ใน ลดารตั น์ สาภนิ ันท์, 2545)
ท้ังน้ี ก็เพ่ือ เป้าหมาย การวางแผนและทำความเข้าใจอโหสิกรรมและให้อภัยต่อกัน ก่อนจะตาย
จากกันไป เพ่ือไม่ให้ค้างคาใจระหว่างกันและกัน จะเห็นว่าการเตรียมตัวตายในลักษณะนี้ หมายรวมท้ัง
กิจกรรมท่ีเกี่ยวกับการทำประกันชีวิต การมอบหมายให้ผู้อ่ืนเป็นตัวแทนในการจัดการธุรกิจต่าง ๆ เมื่อตน
ถึงแก่กรรม การทำพินัยกรรม เป็นต้นด้วย ซึ่งถือเป็นการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมและ
ความสัมพันธ์ระดับบุคคลต่อญาติและผู้ใกล้ชิด เพ่ือให้วาระสุดท้าย ครอบครัวและญาติผู้ตายมีความทุกข์
และความเศรา้ โศกใหน้ อ้ ยทีส่ ุด คนรักคลายความทกุ ข์ใจ คนตายจากไปอยา่ งมีสติ
นอกจากนี้แล้ว เงื่อนไขที่สำคัญสำหรับการเตรียมตัวตายนั้น ยังพบว่า ประเด็นความเช่ือทาง
ศาสนา หรือทัศนคติทางศาสนามีผลต่อการเตรียมตัวตายอีกด้วย เพราะความเชื่อทางด้านศาสนาจะทำให้
บคุ คลมีความเข้าใจเรื่องประสบการณ์ของภาวะใกล้ตาย ความตาย และชีวิตหลังความตายมากขึ้น จงึ มีผล
ให้บุคคลสามารถยอมรับได้ต่อความตาย (Corr, Nabe & Corr, 1997; Daaleman & Creek, 2000 อ้าง
ถึงใน ลดารัตน์ สาภินันท์,2545)สำหรับในทางพระพุทธศาสนามีความเช่ือเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดที่ว่า
มนุษย์ทุกคน เม่ือตายไปแล้วจะต้องมีการเกิดใหม่ในภพภูมิต่าง ๆ ตามแรงบุญหรือบาปท่ีบุคคลน้ันได้
กระทำ โดยมีการตาย
แล้วเกิด เกิดแล้วตายอีก โดยหมุนเวียนอยู่เร่ือยไป ซ่ึงเรียกว่า สังสารวัฏ โดยเป็นไปตามกระแส
ของกิเลส กรรมวิบากของแต่ละคน จนกว่าบุคคลบรรลุถึงพระนิพพาน จึงจะดับสูญไม่กลับมาเกิดอีก ทั้งน้ี
จุดเชื่อมต่อระหว่างความตายกับการเกิดใหม่ท่ีสำคัญที่สุด หลักทางพระพุทธศาสนา จึงสอนให้บุคคล
เตรียมพร้อมกับความตายด้วยวิธีต่าง ๆ เพ่ือจะได้บรรเทาความเจ็บปวดในการเผชิญกับความตาย ด้วย
96
วิธีการทำฝึกจิตใหส้ งบเพือ่ การยอมรับและทำความค้นุ เคยกับความตาย ได้แก่ การระลกึ ถงึ ความตายบ่อยๆ
การหัดตายก่อนตายจรงิ การมีสติสำนึกถึงความเปลี่ยนแปลงไม่เท่ียงของชีวิต (ศรีเรือน แกว้ กังวาล, 2540;
ณัฎยา วาสงิ หน, 2541 อา้ งถงึ ใน ลดารัตน์ สาภินันท์, 2545)
6.5 ชีวติ และความตาย
พุทธศาสนามองว่าชีวิตกับความตายไม่ได้แยกจากกัน ความตายไม่เพียงเป็นเร่ืองใกล้ตัวอย่างย่ิง
เพราะเรามีโอกาสตายทุกวินาทีเท่าน้ัน แท้จริงความตายเกิดข้ึนกับเราทุกขณะ เซลล์ต่างๆ ในร่างกายตาย
ตลอดเวลา แต่ก็มีเซลล์ใหม่มาแทนที่ จึงดูเหมือนว่าร่างกายของเรานั้นคงท่ี แท้จริงแล้วร่างกายของเรา
ขณะนกี้ ับเม่อื สิบปีก่อน เป็นคนละรา่ งกว็ ่าได้ กล่าวอกี นัยหนึ่งร่างของเราเมื่อสิบปีก่อนได้ตายไปแล้ว และมี
ร่างใหมม่ าแทนท่ี จิตของเราก็เช่นกนั มีการเกิดดบั ตลอดเวลา แต่มคี วามสืบเน่ืองกนั จงึ ดูเหมือนว่าเป็นจิต
ทคี่ งทีค่ งตวั แต่ท่ีจริงหาใชไ่ ม่ ในวัฒนธรรมแบบพุทธ ความตายถกู มองว่าไมใ่ ช่เร่อื งน่ากลัว เพราะมันอยกู่ ับ
เราตลอดเวลา และไม่ช้าก็เร็วความแตกดับทั้งทางกายและใจอย่างสิ้นเชิง คงเหลือแต่ร่างท่ีไว้วิญญาณ ก็
จะต้องเกิดขึ้นกับเรา แต่ก่อนจะถึงตอนน้ัน เราควรใช้ชีวิตให้มีคุณค่า ใช้ทุกนาทีให้เกิดประโยชน์ ท้ัง
ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ซ่ึงมิได้วัดกันท่ีความพรั่งพร้อมทางวัตถุ แต่อยู่ที่ความสงบเย็นทางจิตใจ
ไม่ถูกบีบคั้นด้วยความทุกข์และความผันผวนปรวนแปรต่าง ๆ อันเปน็ ธรรมดาของโลกขณะเดียวกันเม่ือรูว้ ่า
สักวันหนึ่งเราต้องตาย นอกจากจะต้องเร่งทำความดีโดยไม่ประมาทในชีวิตแล้ว ก็ควรเตรียมตัวเตรียมใจ
รับมือกับความตายด้วย วิธีหน่ึงได้แก่ การพิจารณาความตายสม่ำเสมอที่เรียกว่า มรณสติ กล่าวคือระลึก
เสมอว่าความตายเป็นเร่ืองธรรมดาทจ่ี ะต้องเกิดข้นึ กบั เราไม่ชา้ ก็เร็ว การทำเชน่ น้ีสมำ่ เสมอ ช่วยให้เราไมล่ ืม
ตาย ไม่อยู่อย่างประมาท และพร้อมท่ีจะเผชิญกับความตายอยู่เสมอ วัฒนธรรมแบบพุทธยังมองอีกว่า
ความตายไม่ใช่ส่ิงที่ทุกข์ทรมานเสมอไป ความทุกข์จะมากหรือน้อยนั้นข้ึนอยู่กับท่าทีหรือจิตใจของเรา
มากกว่า ว่าจะเผชิญกับความตายอย่างไร เราสามารถทำให้การตายท่ีเกิดข้ึนน้ัน เป็นการ “ตายดี”ได้ ซึ่ง
ไม่ไดห้ มายถงึ การหลับตายหรอื ตายโดยไม่เจบ็ ปวด ไมร่ เู้ นื้อรูต้ วั แต่หมายถึงการตายในภาวะจติ ทส่ี งบ เป็น
กศุ ล หรือเห็นแจง้ ในธรรม กล่าวอีกนัยหน่ึง คุณภาพของความตายไมไ่ ด้อย่ทู ี่ว่าตายด้วยสาเหตุใด แต่อยู่ท่ี
คุณภาพจติ ใจของผ้ปู ่วยเป็นสำคญั
ความตายมิได้หมายถึงความแตกสลายทางกายเท่าน้ัน หากยังเป็นโอกาสในการเข้าถึงความลุ่มลึก
ทางจิตวิญญาณด้วย ดังท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า ช่วงเวลาใกล้ตายน้ันเป็น “นาทีทองของชีวิต”
ดังนั้นเราจึงควรใช้ประโยชน์จากความตายให้เกิดคุณค่าแก่ชีวิตโดยเฉพาะในทางจิตใจหรือจิตวิญญาณ
ดังนั้นเม่ือป่วยหนักจนอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต นอกจากการดูแลทางกายแล้ว การดูแลทาง
จิตใจก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้เก่ียวข้องควรทำทุกอย่างเพ่ือให้ผู้ป่วยมีจิตใจสงบ พร้อมรับความตาย หรือ
สามารถเผชิญกับความทุกข์จากความตายให้ได้มากที่สุด เช่น การสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับญาติ
มิตร ทั้งน้ีเพื่อให้ผู้ป่วยมีโอกาสเล่าความในใจที่ค่ังค้าง รวมทั้งมีโอกาสปลดเปล้ืองทั้งภาระ (ทางการงาน
ครอบครัว และภาระทางใจ) ตลอดจนปลดเปลอ้ื งความกังวลขนุ่ เคืองใจทมี่ ีอยู่
97
ความเมตตาของญาติมติ ร พร้อมทจ่ี ะเข้าใจและยอมรับเขาโดยไม่ตัดสิน ยังช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึก
โดดเดี่ยว และปล่อยวางความรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตนเองได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นญาติมิตรยังควรช่วยน้อมนำ
จิตใจผู้ป่วยให้ระลึกถึงบุญกุศลและความดีงามที่ได้บำเพ็ญ ตลอดจนระลึกถึงส่ิงศักด์ิสิทธิ์ท่ีนับถือ รวมท้ัง
เปิดโอกาสให้เขาทำความดีหรือสร้างบุญกุศลเพิ่มเติม จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความพร้อมในการรับมือกับความ
ตายมากขึ้น และหากสามารถแนะนำให้ผู้ป่วยรู้จักวางใจเมอื่ ตอ้ งเผชญิ กบั ทกุ ขเวทนา เช่น ช่วยให้เขารู้จัก
ทำสมาธิ เจริญสติ หรือมีความรูส้ ึกตัวอยู่เสมอ เขาก็จะสามารถรกั ษาใจให้เป็นปกติ และรบั มือกบั ความตาย
ได้ดว้ ยใจสงบ
ความตายไม่ใช่เป็นแค่วิกฤตของชีวิตเท่าน้ัน หากยังเป็นโอกาสในทางจิตวิญญาณ พุทธศาสนา
เช่ือว่าจิตท่ีสงบเป็นกุศล ไม่เพียงช่วยให้ตายอย่างไม่ทุกข์ทรมานแล้ว ยังสามารถนำพาผู้ตายไปสู่สุคติ เป็น
การยกระดับจิตใจให้เข้าสู่ภพภูมิที่ดีกว่าเดิม ย่ิงผู้ใกล้ตายน้ันมีสติเต็มท่ี เห็นโทษของความติดยึดในสังขาร
หรือความสำคัญม่ันหมายในตัวตน จนสามารถละวางได้อย่างส้ินเชิง ก็จะเข้าถึงความวิมุติหลุดพ้นคือ
นพิ พานได้ทันที ดังพระสาวกหลายท่านไดก้ ระทำไวเ้ ป็นแบบอย่าง นับเป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าความตายสามารถ
เป็นปัจจัยให้เกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณอย่างถึงที่สุดได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงสมควรท่ีจะเตรียมตัวรับความ
ตายแต่เนิน่ ๆ ในขณะท่ียังมีเวลาอยู่ ท้ังนเี้ พอื่ ใชค้ วามตายให้เป็นโอกาสในทางจิตวิญญาณ ไม่ปล่อยให้ความ
ตายนำชีวิตไปสวู่ ิกฤตหรอื ความแตกดบั เท่าน้นั
นอกจากจะลดทอนความตายเหลอื เพียงมิตกิ ายภาพแลว้ ยังมีความพยายามท่ีจะลดทอนตอ่ ไป
ให้ความตายกลายเป็นเรื่องของความผิดปกติของอวัยวะบางส่วนเท่าน้ัน (เชอร์วิน นูแลนด์ แพทย์ชาว
อเมริกัน ผู้เขียน How We Die เล่าว่า ในชีวิตการเป็นแพทย์กว่า 35 ปีของเขา เขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้
ระบุในมรณบัตรว่า ผู้ป่วยวัย 80-100 ปีของเขาตายเพราะ "ชราภาพ" ได้เลย หากจะต้องระบุว่า ตายด้วย
โรคหรือความผิดปกติท่ีอวัยวะส่วนใด หากเขาเขียนว่าตายเพราะชราภาพ มรณบัตรนั้นก็จะถูกตีกลับมา
ดว้ ยเหตผุ ลว่า เขากำลังทำผดิ กฎหมาย นแู ลนด์สรปุ ว่า "ทกุ หนแหง่ ในโลกนี้ การตายเพราะชราภาพเปน็ สิ่ง
ผิดกฎหมาย" การมองว่าความตายหมายถึงความผิดปกติของอวัยวะอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่ยอมรับว่ามี
ความตายที่เกิดจากชราภาพหรือเพราะถึงอายุขัยแล้วน้ัน เท่ากับบอกว่าความตายไม่ใช่ปรากฏการ ณ์
ธรรมชาติ ความตายอย่างเป็นธรรมชาตนิ ้ันไมม่ ี มีแตค่ วามตายเพราะเป็นโรค กลา่ วอีกนัยหนึ่งความตายน้ัน
ถือว่าเป็นโรค (disease) อย่างหน่ึง
98
สรปุ ทา้ ยบท
กระบวนทัศน์ทางพระพทุ ธศาสนาเห็นว่าชีวิตประกอบดว้ ยกายกับจิต และมีฐานคิดเร่ืองความตาย
ทผี่ ูกโยงกับการเวยี นว่ายตายเกิด ความตายจงึ ไม่ใช่การสิ้นสุด ปุถชุ นเมื่อตายแล้วจะต้องเกิดอีกวนเวียนอยู่
ในสังสารวัฏ เมื่อตายไปกายแตกสลายและจิตยังคงมีการเวียนมาเกิดอีกเป็นวัฏจักร จนกว่าจะหมดกิเลส
วธิ ีปฏิบัติต่อความตาย จึงต้องสั่งสมเรยี นรู้ฝึกปฏิบัติด้วยหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิและ ปัญญา ด้วยการ
ฝึกหัดขัดเกลาอบรมจิตใจด้วยการพิจารณามรณสติ ผ่านการปฏิบัติอบรมกรรมฐาน เพ่ืออบรมกาย วาจา
และใจ ในการปรบั แก้ไขพฤติกรรมในการทำความดีที่เป็นกุศลกรรม เพื่อจักเกิดปัญญารู้แจ้งไม่สงสัยในภพ
ชาติ และไม่ประมาทในชีวิต แนวคิดทางพระพุทธศาสนาจึงสอนให้พิจารณาถึงความตายเพ่ือเตือนสติ
ตนเอง ไม่ให้ประมาทและรีบขวนขวายทำความดีสะสมให้มาก การเตรียมตัวตายตามหลักพระพุทธศาสนา
จึงเน้นไปที่การแก้ไขระดับลึก คือ มโนกรรมเป็นสำคัญ เป็นการเตรียมตนภายใน ซ่ึงแตกต่างจากกระบวน
ทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ (Positivism) ท่ีมุ่งจะเอาชนะโรค และพยามเอาชนะความตาย แต่กระบวนทัศน์
ทางพระพุทธศาสนากลับสอนให้มองเห็นความตายว่าเป็นเร่ืองธรรมดา ให้ยอมรับความตายและปรับมุ่ง
สอนให้ขัดเกลาจิตใจ เพ่ือปรับทัศนภายในให้เอาชนะสัญชาตญาณตนเอง โดยยอมรับความเป็นจริงของ
ความตายและการดับสลายของชีวิต การเตรียมตัวตายแนวพุทธจึงเน้นท่ีการ เตรียมตน (Self-
preparation) แต่กระบวนทัศน์แนววิทยาศาสตร์นอกจากจะมุ่งเอาชนะความตายแล้ว ก็ยังมุ่งเน้นไปใน
เรื่องการเลือกตายอย่างมีศักดิ์ศรีและมุ่งศึกษาการดูแลระยะใกล้ตาย (Palliative Care) และการเตรียม
ญาตขิ องผู้ป่วยมากกวา่ การเตรยี มการภายในระดบั มโนกรรมอยา่ งกระบวนทัศน์ของพระพทุ ธศาสนา
งานที่มอบหมาย
นักศึกษาได้รับมอบหมายให้ทบทวนองค์ความรู้จากหนังสือและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับชีวิตและ
ความตาย ตามประเด็นที่ตนสนใจ พร้อมกับการเขียนบันทึกสะท้อนการเรียนรู้ประจำสัปดาห์ เพ่ือทำ
การนำเสนอในสัปดาห์ สดุ ท้ายของรายวิชา
คำถามประจำบทที่ 6
1. ใหน้ กั ศกึ ษาอธิบาย กระบวนทัศน์พระพุทธศาสนา
2. ให้นกั ศกึ ษาอธิบาย การเตรยี มตัวตาย
3. ใหน้ ักศึกษาอธบิ าย พทุ ธวธิ ีในการเตรียมตัวตาย
4. ให้นักศึกษาอธิบาย ชวี ติ และความตาย
99
เอกสารอ้างอิงประจำบท
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . 2539.
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2538). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบบั ประมวลศัพท.์
กาญจนา จิตตว์ ฒั น. (2554). การบรู ณาการการเตรยี มตวั ตายแบบเถรวาทกบั วัชรยาน (ปรญิ ญาพุทธ
ศาสนาดุษฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา). มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย. นครปฐม.
โกมาตร จงึ เสถียรทรัพย์. (2550). วัฒนธรรมความตายกบั วารสดุ ทา้ ยของชวี ติ คมู่ ือ เรยี นร้มู ติ สิ ังคม
ของการดูแลผ้ปู ว่ ยระยะสดุ ท้าย. นนทบุร:ี สำนักวจิ ัยและสุขภาพ.
พระครอู ุทัยปรยิ ัตโิ กศล (เสถียร ยอดสงั วาลย)์ . (2554). ปริศนาธรรมเก่ียวกบั ประเพณกี ารตายของภาค
อสี าน (วทิ ยานิพนธ์พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา). มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลยั . นครปฐม.
พระพรหมคุณาภรณ(์ ป.อ.ปยุตฺโต). (2550). การแพทยย์ ุคใหมใ่ นพุทธทัศน.์ กรงุ เทพฯ: สหธรรมมิก.
พระมหาบัวพันธ์ ฉนฺทโสภโณ. (2553). ศกึ ษาการเตรียมตวั ตายตามหลักมรณานุสสติในคัมภรี ์ฝ่าย
เถรวาท การเตรียมตวั ตายอย่างสงบตามหลักพุทธธรรม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั .
เปรมใจ หวังสริ ิไพศาล. (2545). ความตายและการเตรยี มตวั ตายของผู้สูงอายุ กรณีศกึ ษาพืน้ ท่ี
เขตคลองเตย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
รัตนพงษ์ ก๋องตา. (2548). การเตรยี มตัวตายอย่างสงบตามหลักพุทธธรรม.
(สาระนพิ นธศ์ าสนศาสตรบณั ฑิต).มหาวทิ ยาลัยมกุฏราชวทิ ยาลยั . นครปฐม.
ลดารัตน์ สาภนิ นั ท.์ (2545). ภาวะธรรมทศั นใ์ นผ้สู งู อายแุ ละการเตรียมตวั เกีย่ วกับความตาย
(วิทยานพิ นธพ์ ยาบาลศาสตรมหาบัณฑติ ). มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่. เชยี งใหม่.
วรรษมน โฆษะวิวัฒน.์ (2559). มรณศึกษา : วชิ าที่ศึกษาความตายเพื่อให้เราเขา้ ใจการมีชวี ิต,
สืบคน้ 16 สิงหาคม 2565 จาก https://thematter.co/social/what-is-
deatheducation/12989
ศริ มิ า เทพสุภา. (2551). ความเข้าใจเก่ียวกบั ความตายในพระพทุ ธศาสนากับจรยิ ธรรมทางพยาบาล.
(วทิ ยานพิ นธจ์ ติ วทิ ยา). มหาวิทยาลยั รามคำแหง. กรุงเทพฯ.
สกล สิงหะ. (2559). จิตตปญั ญาเวชศึกษา 227: มรณวทิ ยา (Thanatology).สบื ค้น 16 สิงหาคม 2565,
จาก https://www.gotoknow.org/posts/588247
หลวงตาหมอ. (2555). ถงึ อย่างไรก็ต้องตาย มารู้จักความตายกันดีกวา่ แต่ยังไม่ตอ้ งรบี ตายนะโยม.
สมุทรปราการ: โรงพิมพ์ล้านคำ.
Cole, T. R. and others. (2001). Thanatology as moral philoshopy. University of Texus, (5-
8).Luciana, M. (2001). Emergence of Thanatology and Practice in Death Education. Journal
of death and dying, 64(2), 159-162.
100
Meagher, D. K., & Balk, D. E. (Eds.). (2013). Handbook of thanatology : The essential body
of knowledge for the study of death, dying, and bereavement. (2nd ed.). London:
Routledge.Tuten, M. (2011). Death with dignity in Oregon. Oncology forum, (58-64).
101
แผนบรหิ ารประจำบท
1.เน้ือหาประจำบทเรียน
บทที่ 7 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งความตายกับกรรม
7.1 ความนำ
7.2 ชีวติ กับการเกดิ ในภพภมู ิต่างๆ
7.3 ความสัมพันธ์หว่างความตายกับกรรม
2.วตั ถุประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม
2.1 เพอื่ ใหน้ ักศึกษาสามารถอธิบาย ชวี ติ กบั การเกิดในภพภูมิตา่ งๆได้
2.2 เพื่อใหน้ ักศึกษาสามารถวิเคราะห์ ความสัมพนั ธห์ ว่างความตายกับกรรมได้
3. กจิ กรรมการเรียนการสอน
- บรรยาย
- ต้ังประเด็น ถาม-ตอบ
- มอบหมายงาน งานกลุ่ม
- ขนั้ ประเมินผล
4.สอ่ื การเรียนการสอน
4.1 เอกสารประกอบการสอน
4.2 พาวเวอรพ์ อยต์
4.3 ส่ือออนไลน์
5.การประเมิน
1.ประเมนิ จากมอบหมาย งานกล่มุ
2. ประเมินจากการนำเสนอ
3.ประเมนิ จากแบบฝกึ หดั ท้ายบท
103
บทท่ี 7
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งความตายกบั กรรม
7.1 ความนำ
มีในโลกมีคนอยู่มากมาย ถึงแม้จะเป็นคนด้วยกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันไปท้ังทางร่างกายและ
ทางจิตใจ ตลอดท้ังทางโชคชะตาในทางร่างกาย เช่น บางคนมีรูปร่างสวย แต่บางคนอัปลักษณ์ บางคนมี
อวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ แต่บางคนพิกลพิการ บางคนมีเสียงไพเราะ แต่บางคนมีเสียงไม่ไพเราะ บางคนมี
สติปัญญาดี แตบ่ างคนโง่ บางคนมีโรคน้อย บางคนมีโรคมากในทางจิตใจก็มีความแตกต่างกัน เชน่ บางคน
ใจบุญ แต่บางคนใจบาป บางคนประณีต แต่บางคนหยาบ บางคนชอบใฝ่หาความรู้ แต่บางคนไม่ชอบ
ความแตกต่างทางโชคชะตา เช่น บางคนร่ำรวย แต่ บางคนยากจน บางคนมียศ บางคนไม่มียศ บางคน
รุ่งเรือง จำเริญ แต่บางคนอาภัพดังท่ีกลา่ วกันว่า แข่งเรือแข่งพายพอแข่งกันได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาไม่ได้
กเ็ ร่อื งดีและไม่ดีในด้านตา่ ง ๆ ดังกล่าว พระพุทธเจ้าตรัสว่า มาจากเหตุ คอื บุญและบาป บุญจะช่วยให้คน
ประสบแต่ในทางดี แต่บาปก็ให้ผลตรงกนั ข้าม บุญและบาปจึงเรียกว่า กรรม ใครทำกรรมดีย่อมได้รบั กรรม
ดี ใครทำกรรมช่ัวย่อมได้รับผลชั่ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม และกรรมย่อมจำแนก
สัตว์ใหท้ รามและประณตี ตา่ งกัน (มหามกุฏราชวทิ ยาลัย , 2525) เปน็ ตน้
ขอ้ นี้ก็เชน่ กัน แสดงถึงความเป็นอมตะของวิญญาณ จึงได้มีบุญและบาปติดตามมาได้ หากวญิ ญาณ
สูญสลายไปตามร่างกาย เร่ืองต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เช่น การปรากฏรา่ งของเทวดาก็ตามการเข้าทรง
และการถูกผีเข้าก็ตาม วิญญาณออกจากร่างกายเพราะเหตุต่าง ๆ ก็ตาม การระลึกชาติได้ก็ตาม ความ
อัจฉริยะก็ตามและความแตกต่างระหว่างบุคคลก็ตาม แสดงให้เห็นว่า เร่ืองชีวิตหรือจิตวิญญาณเป็นอมตะ
คอื ไม่ตายไปตามรา่ งกาย จงึ รับช่วงบุญและบาป ตลอดทั้งความถนัดทั้งหลายสืบต่อไปยังภพชาติต่าง ๆ จึง
ทำให้มีความแตกต่างกันระหว่างบุคคลและความลี้ลับต่าง ๆ ในโลก อย่างไรก็ตาม เรื่องจิตและวิญญาณ
เป็นอมตะนี้ ทางพระพุทธศาสนาถือว่า จิตหรอื วิญญาณไม่ได้ตายตามรา่ งกาย กลา่ วคอื จติ เป็นอมตะ แต่มี
รายละเอียดแตกต่างกัน พระพุทธศาสนาถือว่าจิตหรือวิญญาณไม่ได้เป็นอมตะยืนโรงคงที่ไม่มีการ
เปลย่ี นแปลงอยา่ งในศาสนาอน่ื แต่ถอื ว่าจิตและวิญญาณเปลย่ี นแปลงได้ เช่น เปลย่ี นความคิดได้ เปลี่ยนไป
เกิดในกำเนิดดีหรือชั่วได้ สามารถยกระดับจิตให้สูงข้ึนไปตามลำดับ จากนชั่วเป็นคนดี จากปุถุชนเป็น
อริยชนได้ พระพุทธศาสนาถือว่าจิตหรือวิญญาณดับได้ แต่ก่อนท่ีจะดับ จิตหรือวิญญาณดวงเก่าจะ
ถา่ ยทอดคุณสมบัติต่าง ๆ อยา่ งครบถว้ นใหจ้ ติ หรือวญิ ญาณดวงใหม่ไวห้ มดแลว้ จงึ ดบั
7.2 ชวี ติ กบั การเกิดในภพภมู ติ ่างๆ
ลักษณะความมีอยู่ของทุคติภูมิและตัวอย่างที่ ปรากฏในพระไตรปิฎก ผลการวิจัย พบว่าทุคติภูมิ
คือ ภูมิที่ไปไม่ดี มีแต่ความทุกข์ทั้งกายและใจ ถ้าจำแนกทุคติภูมิออกเป็นส่วนใหญ่ ๆ โดยเรียงจากภูมิที่มี
ความทุกข์น้อยไปหาภูมิท่ีมีความทุกข์มากกว่ากันตามลำดับ คือ 1. ติรัจฉานภูมิ 2. อสุรกายภูมิ 3. เปตติ
วสิ ยั ภมู ิ 4. นิรยภมู ิสว่ นความเป็นไปในแตล่ ะภมู ิ มลี ักษณะดงั นี้
104
1. ตริ จั ฉานภูมิ เปน็ ภูมทิ ่ีอยู่อาศยั ของสตั วเ์ ดรจั ฉานท้ังหลายซึ่งมมี ากมายนบั ไม่ถว้ น มี
ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ ตลอดท้ังแมลงต่าง ๆ รวมทั้งจุลินทรีย์ท้ังหลายด้วย ดังนั้น สัตว์เดรัจฉานจึงมี 4
ประเภท คอื
1.1 อปาทติรัจฉาน สัตวเ์ ดรจั ฉาน ที่ไมม่ ีเทา้ เช่น งู และ ปลาไหล เป็นตน้
1.2 ทวิปาทติรัจฉาน สัตวเ์ ดรจั ฉานทีม่ ี 2 เท้า เชน่ นก เปด็ ไก่ เปน็ ต้น
1.3 จตปุ าทติรจั ฉาน สัตว์เดรจั ฉานที่มี 4 เทา้ เชน่ โค กระบอื ชา้ ง ม้า เป็นตน้
1.4 พหุปาทตริ จั ฉาน สตั วเ์ ดรัจฉานทม่ี ีเท้ามากเกนิ 4 เทา้ เช่น ตะขาบ กิง้ กอื
7.3 ความสมั พันธ์หว่างความตายกับกรรม
2. อสุรกกายภูมิ หรือตามนัยภาษาบาลีพระไตรปิฎก เรียกว่า ทุคติภูมิ เป็นภูมิที่ไม่มีความ
สนุกสนานร่าเริงเลย มีแต่ความทุกข์ทรมาน ทุกข์ท่ีเด่นมาก ก็คือความกระหายเพราะฉะน้ัน อสุรกายและ
เปรต จึงคล้ายกันมาก บางทีก็เลยเรียกรวมกันว่า พวกเปรตอสุรกายแต่ ถ้าจะแยกให้เห็นความแตกต่างก็
พอมีบ้าง คือ อสุรกายส่วนมากจะทุกข์ทรมานด้วยความกระหายน้ำส่วนเปรตโดยมากจะทุกข์ทรมานด้วย
ความหิวอาหาร ที่ว่าอสุรกายมีความทุกข์ด้วยความกระหาย ก็เพราะอสุรกายไม่ได้ดื่มน้ำมานาน บางตน
ไมไ่ ด้ดื่มน้ำมาเป็นพุทธันดร บางตนกห็ ลายพุทธันดร เมือ่ เห็นหนองน้ำหรือสระน้ำ ก็จะวิ่งไปหาทันที แต่พอ
ไปถึงแหล่งน้ำต่าง ๆ น้ำก็อันตรธานหายไป กลายเป็นไฟลุกโชติช่วง หรือ มีแต่ก้อนหิน ดินทราย เท่าน้ัน
เม่ือว่าถึงรูปร่างท้ังเปรตและอสุรกาย ต่างก็มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว พิลึก แปลกประหลาดเหมือนกัน แต่
อสุรกาย จะมีรูปร่างวิปรติ มากกวา่ เช่น มีรา่ งกายผา่ ยผอมนกั หนา เลอื ดเนื้อในร่างกายแมส้ ักนิดก็ไมม่ ีเลยมี
แต่หนังหุ้มกระดูกดุจสัตว์ตายซาก ทั้งสูงชะลูดหลายวา ร่างกายก็มีกล่ินเหม็นสาบนักหนา อสุรกายบางตน
มีดวงตาเล็กนิดเดียว เท่ารูเข็ม ทั้งต้ังอยู่บนศีรษะกลางกระหม่อมใกล้ดวงตาน่ันเอง และก็เพราะมีรูปร่าง
วิปริตผิดธรรมดา หากพบ ก็ยากที่จะดื่มได้อีกเพราะปากเล็กและตาตั้งอยู่ผิดที่ดังกล่าว (พระพรหมโมลี
(วิลาศ ญาณวโร), 2535, หน้า 176) อสุรกายบางตนมีท้องใหญ่ ตัวใหญ่ กายดำทะมึนน่ากลัว เล็บมือเล็บ
เท้ายาวรแี หลมคม สันดานโหดเหี้ยมดุดนั
3. เปตติวิสัยภูมิเป็นภมู ิท่ีห่างไกลจากความสุข มีแต่ความหิวกระหาย เปรตบางตนไม่ได้กนิ อาหาร
เลยเป็นเวลาหลายพุทธันดรก็มี เปรตมีมากมาย แต่เมื่อว่าด้วยตระกูลใหญ่ๆ ก็มี12 ตระกูล เปรตแต่ละ
ตระกลู มีลกั ษณะและความเปน็ ไป (พระยาธรรมปรชี า (แก้ว), 2520,หน้า 175) ดังนี้
3.1 วันตาสาเปรต มีรูปร่างวิกลวิปริตยิ่งนัก เท่ียวหากินแต่น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ และส่ิงสกปรก
ทั้งหลาย ท้ังนี้ก็เพราะมีบุพกรรมสมัยที่เป็นมนุษย์ได้ให้ข้าวและน้ำอันเป็นเดนเปรอะเปื้อนด้วยน้ำมูก
น้ำลาย เสลด และเหง่ือไคล แก่สมณพราหมณ์ และผู้ทรงศีลหรือถ่มน้ำลายเสลดลงไปในบริเวณเจดีย์วิหาร
พระพุทธปฏิมากร และต้นศรีมหาโพธ์ิ หรือถ่มน้ำลายรดผู้อื่นกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งดังแสดงมาแล้ว เป็น
เหตใุ ห้เปน็ เปรตตระกลู วนั ตาสาเปรต
105
3.2 กุณปขาทกเปรต เป็นเปรตมรี ูปร่างวปิ รติ เชน่ กัน เท่ียวหากนิ ซากศพต่าง ๆ เช่น
ซากมนุษย์ ซากช้าง ซากม้า ซากโค ซากกระบือ และซากสุนัข เป็นต้น ซึ่งเหม็นยิ่งนักเป็นอาหาร
ท้ังน้ีก็เพราะในชาติก่อนที่เป็นมนุษย์ เขาได้เอาเนื้อมนุษย์ เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เน้ือเสือเหลือ เนื้อหมี
และ เนอ้ื สนุ ัข เป็นตน้ ใหส้ มณชพี ราหมณเ์ ปน็ อาหาร
3.3 คูถปขาทกเปรต มีรปู รา่ งวปิ รติ เช่นกัน เทยี่ วหากนิ แต่มูตรคูถของคนเป็นอาหารทัง้ นก้ี ็เพราะมี
บาปกรรม สมัยที่ยังเป็นมนุษย์ได้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะในบริเวณโบสถ์ วิหาร และเจดีย์ หรือ ด่าสมณชี
พราหมณ์ และ ผู้ทรงศลี ว่า จงกินมูตรคูถเป็นอาหาร หรือ ให้อาหารอันเปือ้ นด้วยมูตรโค กระบือ ชา้ ง และ
มา้ เป็นตน้ แกส่ มณชีพราหมณ์
3.4 อัคคิชาลมุขเปรต เปรตพวกนี้นอกจากจะมีรูปร่างวิปริตแล้ว ปากยังถูกไฟไหม้อยู่ตลอดเวลา
ทง้ั กลางวันและกลางคืน ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสร้องไหค้ รวญคราง สำหรบั บาปกรรมท่ที ำให้มาเกิดเป็น
เปรตพวกน้ี ก็เพราะในสมัยที่เป็นมนุษย์นึกสนุก เอาอาหารที่ร้อนจัดหรือเผ็ดจัดหรือขมจัดให้สมณชี
พราหมณ์บริโภคหรอื ชอบด่าว่าสมณชีพราหมณ์และบิดามารดา
3.5 สูจิมุขเปรต มีท้องใหญ่ คอยาว ปากเท่ารูเข็ม จึงกินอาหารได้ยากนักอดอยากทุกข์ทรมาน
ด้วยความหิวโหย ท้ังนี้ก็เพราะบาปกรรมที่เขาได้ทำไว้ในสมัยท่ีเป็นมนุษย์ เป็นคนตระหน่ีไม่ทำบุญกุศลทั้ง
ยงั คอยห้ามไม่ให้คนอื่นทำบุญทำทานอีกด้วย3.6 ตัณหาชิตเปรต เปรตพวกน้ีมีความทุกขท์ รมานด้วยความ
กระหายน้ำเพราะไม่ได้ดื่มน้ำมานาน เม่ือเห็นสระหรือบ่อน้ำ ก็ดีใจนัก รีบวิ่งลงไปดื่มน้ำ แต่น้ำเกิดกลับ
กลายเป็นเพลิงหรือแกลบ สำหรับบาปกรรมท่ีนำมาให้เกดิ เป็นเปรตพวกนี้ ก็เพราะสมัยทเี่ ป็นมนุษย์เป็นคน
หวงน้ำ ปิดบอ่ ปดิ สระไมใ่ หค้ นและสัตว์ไดด้ ่ืมกนิ
3.7 นิชฌามกเปรต เปรตพวกนี้มีกายดำดุจตอไม้ที่ไฟไหม้ มือและเท้างอเป็นกระจอกเข้ียวงอก
ออกนอกปาก ตาไม่เสมอกัน ผมเป็นเปลวเพลิง กล่ินตัวเหม็นสาบยิ่งนัก หิวกระหายมานานนัก ส่วน
บาปกรรมท่ีทำมาในสมัยท่ีเป็นมนุษย์ ชอบสนุกกระทำรูปท่ีน่ากลัว เช่น รูปปีศาจ เป็นต้น ไว้หลอกคนแก่
และ คนป่วยให้ตกใจ3.8 สัตถังคเปรต เปรตพวกน้ีมีเล็บมือเล็บเท้างอดุจเบ็ดท้ังคมกริบ คอยข่วนเน้ือและ
เลือดของตนเป็นอาหาร บาปกรรมท่ีนำมาให้เกิดเป็นเปรตพวกนี้ ก็คือสมัยที่เขาเป็นคน เขาชอบหยิกข่วน
บิดา มารดา สมณชีพราหมณ์และผู้ทรงศลี หรือ ภรรยาชอบหยิกข่วนสามี หรอื นายชอบหยิกขว่ นทาสหรือ
บา่ วไพรข่ องตน
3.8 สัตถังคเปรต เปรตพวกนี้มีเล็บมือเล็บเทา้ งอดุจเบ็ดท้ังคมกริบ คอยข่วนเนื้อและเลือดของตน
เป็นอาหาร บาปกรรมท่ีนำมาให้เกิดเป็นเปรตพวกน้ี ก็คือสมัยที่เขาเป็นคน เขาชอบหยิกข่วนบิดา มารดา
สมณชีพราหมณ์และผู้ทรงศีล หรือ ภรรยาชอบหยิกข่วนสามี หรือนายชอบหยิกข่วนทาสหรอื บ่าวไพร่ของ
ตน
3.9 ปัพพตังคเปรต เปรตพวกน้ีมีร่างกายใหญ่ดุจภูเขา แต่ถกู เปลวไฟไหม้ท่ัวกาย ไดร้ ับความทกุ ข์
ทรมานยิ่งนัก บาปกรรมท่นี ำให้มาเกิดเป็นเปรตพวกนี้ ก็เพราะสมัยที่เป็นมนุษย์ เขาเคยเผาวัด หรือ โบสถ์
วหิ าร พระพทุ ธรปู เจดยี ์ หรอื ตน้ พระศรีมหาโพธิ์ หรอื เผาบ้านเรือนหรหอื ผ้านุ่งห่มของผ้อู น่ื
3.10 อชครังคเปรต เปรตพวกน้ีมรี ่างกายเป็นสัตว์ต่างๆ แตกต่างกันไป บา้ งก็เหมอื นงูเหลอื ม บา้ ง
เหมอื นโค บา้ งก็เหมอื นกระบือเหล่านี้เปน็ ต้น ตลอดทง้ั มีรูปร่างเหมือนช้นิ เนื้อก็มี มแี ตศ่ ีรษะกลง้ิ ไปกลงิ้ มาก็
106
มี ไฟได้ไหม้เผาผลาญเปรตเหล่าน้ีตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืนสำหรับบาปกรรมท่ีส่งผลให้มาเกิด
เป็นเปรตพวกนี้ก็คือในสมัยที่เป็นมนุษย์ เป็นคนชอบสนุก ทำรูปสัตว์ต่างๆ และอ่ืนๆท่ีน่ากลัว หลอกคนขี้
ขลาด มผี หู้ ญงิ และเด็ก เป็นตน้ ใหต้ กใจ
3.11 เวมานิกเปรต เปรตพวกนี้มีวิมานอยู่อย่างสุขสบาย แต่บางพวกเสวยทิพยสุขเพียงกลางวัน
ส่วนกลางคืนต้องไปรับทุกข์ทรมาน บางพวกเสวยทิพยสุขเพียงครึ่งเดือน อีกครึ่งเดือน ต้องไปรับทุกข์
ทรมาน วนเวยี นอยู่อย่างน้ี ทง้ั นี้กเ็ พราะทัง้ ทำบญุ และบาปในสมยั ท่ีเป็นมนษุ ยน์ น่ั เอง
3.12 มหิทธิกเปรต เปรตพวกนี้มีรูปร่างงาม ท้ังบริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ แต่ก็บริโภคข้าว น้ำ และ
อาหารตา่ งๆไม่ได้ กนิ แตม่ ตู รคถู เป็นอาหาร นานๆจึงมีโอกาสบรโิ ภคอาหารไดค้ รั้งหนึ่ง ทัง้ นก้ี ็เพราะเกิดจาก
บาปกรรมสมัยท่ียังเป็นมนุษย์ เคยบวชเป็นพระภิกษุหรือภิกษุณีสามเณรหรือสามเณรรี แต่ลุแก่อำนาจแก่
ความโลภ หวงแหนกุฏิวิหารที่ทายกถวายไว้สำหรับสงฆ์ท่ีมาจากจากจตุรทิศได้มาพัก ไว้เป็นของตนตลอด
ท้ังศาลา โรงธรรม บอ่ น้ำหรอื สระน้ำเป็นต้น ไว้เป็นของตนนอกเหนอื จากเปรต 12 ตระกูลแลว้ ก็ยังมีเปรต
อกี มาก เชน่ สูจิโลมาเปรต เปรตท่ีมขี นเป็นเข็ม คอมทิ่มแทงตัวเองก็มี เอกปาทเปรต เปรตท่ีมีเทา้ ข้างเดียว
ก็มี อเนกปาทเปรตเปรตที่มีหลายเท้าก็มี เอกหัตถเปรต เปรตที่มีมือข้างเดียวก็มี อเนกหัตถเปรต เปรตท่ีมี
มือหลายข้างก็มี เอกเนตตเปรต เปรตที่มีตาข้างเดียวก็มี อเนกเนตตเปรต เปรตท่ีมีตาหลายดวงก็มีเหล่าน้ี
เปน็ ต้น
ทั้งน้ีก็เป็นไปตามบาปกรรมที่ได้ทำไว้ต่างกันเป็นเหตุ ก็เปรตและอสุรกาย อาศัยอยู่บนโลกมนุษย์
น่เี อง มีอยู่ตามท่ีท่ัวไป ในทุกประเทศ ตามวัดบ้าง ตามบ้านร้างบา้ ง ตามตน้ ไม้บา้ ง ตามถ้า บา้ ง เหล่าน้ีเป็น
ต้น เม่ือใครเห็นเปรต จะตกใจมาก เพราะเห็นรูปร่างแปลกประหลาด อาจคิดไปว่า เปรตเนรมิตกายมา
หลอก ความจริงเขาไม่ได้มาหลอก เพราะเขาต้องรับทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่มีเวลามาคิด
หลอกใคร เขามีรปู ร่างอย่างนน้ั เอง การทเี่ ขามาปรากฏรา่ งเพอ่ื ขอบญุ
ลักษณะความมีอยู่ของสุคติภูมิและตัวอย่างที่ปรากฏในพระไตรปิฎก พบว่าสุคติภูมิคือภูมิท่ีดีมี
ความสุขทั้งกายและใจ โดยเรียงจากภูมิท่ีมีความสุขน้อยไปหาภูมิท่ีมีความสุขมากกว่ากันตามลำดับคือ
1. มนุสสภมู ิ 2. เทวภูมิ 3. พรหมภมู คิ วามเป็นไปในแต่ละภูมิ มีลกั ษณะดังนี้
1. มนุสสภูมิ เป็นภูมิท่ีมีท้ังความสุขและความทุกข์ แต่ก็ไม่ได้มีความทุกข์ทรมานเหมือนทุคติภูมิ
และไม่ได้มีความสขุ อย่างในสวรรค์ แต่ละคนมที ั้งความสขุ และความทุกข์กายใจคลุกเคล้ากนั ไป ทงั้ น้ี ขนึ้ อยู่
กับสิ่งแวดล้อมและการกระทำของตัวเอง สิ่งแวดล้อม เช่น คนที่เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ก็จะสุขสบาย
กว่าคนที่เกิดในครอบครัวที่ยากจน เป็นต้น ส่วนการกระทำก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตนเอง ใครทำดีก็
ได้รับผลดีตอบ ใครทำชั่วก็ไดร้ ับผลช่ัวตอบเช่น คนขยนั หมั่นเพียรก็มหี วงั ต้ังตัวได้ สว่ นคนเกียจคร้าน ก็ตอ้ ง
ยากจน เป็นต้น การกระทำนี่แหละท่ีให้ความสุขหรือความทุกข์ได้มากกว่าส่ิงแวดล้อม ดังน้ัน มนุสสภูมิจึง
เปน็ เวทแี ห่งเจตนาเมื่อมีเจตนาจะทำอะไรลงไปไมว่ ่าทางกาย วาจาและใจ กจ็ ดั เป็นกรรม
2. เทวภูมิ เป็นภูมิที่มีความสุขทั้งกายและใจชั้นเลิศ เรียกกันว่า สวรรค์ เป็นท่ีอยู่ของเทวดา แต่
เทวดาก็มีมากและหลายระดับ เพราะสวรรค์มี 6 ช้ัน หากเรียงจากต่ำไปหาสูงหรือจากชั้นที่มีความสุข
ประณีตน้อยไปหาช้ันทม่ี ีความสุขประณีต ตามลำดับคือ 1. จาตุมมหาราชิกะ 2. ดาวดึงส์ 3. ยามา 4. ดุสิต
5. นมิ มานรดี 6. ปรนิมมิตวสวัตตีนออกจากน้ี ยังมีเทวดาทีม่ ีศกั ด์ินอ้ ยอยใู่ นระดับต่ำกว่าสวรรคก์ ็มมี าก เช่น
107
รุกขเทวดา ภูมิเทวดา คงคาเทวดา และอากาสเทวดา เป็นต้น เทวดาประเภทต่าง ๆ เหล่าน้ีสงเคราะห์เข้า
ในสวรรค์ช้ันจาตุมหาราชิกะ ก็เทวดาในสวรรค์ท้ัง 6 ช้ัน มีความแตกต่างกันในเรื่องอายุ วรรณะ สุข ยศ
อธิปไตย รูป รส กลิ่นเสียง และโผฎฐัพพะอันเป็นทิพย์ ท่ีประณีตตามลำดับ แต่ก็มีลักษณะความเป็นไปท่ี
เหมอื นกนั (พระพรหมโมลี (วลิ าศ ญาณวโร), 2535, หนา้ 291-292)
คือ 1. บังเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องอาศัยท้องมารดา พออุบัติขึ้นมาก็เป็นหนุ่มเป็นสาทันที
2. ร่างกาย แพรพรรณ เครื่องประดับและประสาทวิมานของเทวดา ล้วนแต่มีรัศมีแสงสว่าง จึงทำให้สวรรค์
สว่างไสวตลอดเวลา ท้ังๆ ที่ไม่มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เลย ดังน้ัน ในเทวโลกจึงมีเฉพาะกลางวัน ไม่มี
กลางคืน 3. ร่างกายมีกลิ่นหอม ไม่มีกล่ินตัวอย่างมนุษย์ 4. อาหารที่บริโภคไปจะย่อยหมด ไม่เหลือเป็น
อุจจาระ 5.ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ท้ังไม่มีอุบัติเหตุ 6. เทวดาจะไปไหนก็เหาะไปหรือคิดจะไปก็ไปถึงท่ีน่ัน
ทนั ทดี ้วยอำนาจจิต ดงั นัน้ ในสวรรคจ์ งึ ไม่มยี านพาหนะ ระยะทางใกล้ไกล จงึ ไมม่ ีปัญหาสำหรบั เทวดา
3. พรหมภูมิเป็นภมู ขิ องพระพรหม ซงึ่ อยสู่ ูงจากเทวดาภูมิไปอีก แบง่ เปน็ 2 ประเภทคือ รูปพรหม
และอรูปพรหม รูปพรหม คือ พรหมที่มีรูปและนาม ผู้ที่ไปเกิดเป็นพรหมได้จะต้องได้ฌาน และเม่ือไปเกิด
เป็นพรหมแล้วจะกลายเป็นผู้ชายไปหมด ไม่มีเพศหญิง ดังนั้น จึงไม่มีการสืบพันธ์ุ ไม่ตกอยู่ในอำนาจ
กามารมณ์อย่างเทวดาท้ังหลาย จึงเรียกว่า พวกรูปาวจรภูมิ รูปสัณฐานแห่งพรหมนั้นกลมเกลี้ยง กล่าวคือ
กระดูกอวยั วะของร่างกายส่วนท่ีต่อกัน เช่น หัวเข่าก็ตาม แขนก็ตาม มสี ัณฐานกลมเกล้ียงไม่เห็นที่ตอ่ กันจึง
สวยงามมาก ท่ีศีรษะก็ประดับด้วยชฎามีรัศมีแผ่ซ่านออกจากายเลื่อมประภัสสรรุ่งเรืองกว่ารัศมีแห่งดวง
อาทิตย์หรือดวงจนั ทร์ เพียงหัตถ์หน่ึงที่พระพรหมเหยียดออกไป หวงั จะให้ส่องแสงสว่างไปทั่วห้วงจกั รวาล
ก็สามารถทำได้ กในพรหมโลกมีปราสาทแก้วเป็นพรหมวิมานอยู่มาก และเคร่ืองประดับอลังการประดับ
ประดา
อย่างวิจิตรบรรจงย่ิงกว่าในชั้นสวรรค์ข้ึนไปอีก พระพรหมแม้มีรูปร่าง แต่ก็ละเอียดประณีตยิ่งกว่า
กายทิพย์ของเทวดา รูปพรหมจึงมีท้ังหมด 16 ช้ัน เรียงจากต่ำไปหาสูงคือ 1. ปาริสัชชาภูมิ2. ปุโรหิตาภูมิ
3. มหาพรหมาภูมิ 4. ปรติ รตาภาภูมิ 5. อัปปมาณาภาภูมิ 6.อาภสั ราภูมิ 7.ปริตตสุภาภูมิ 8. อัปปมาณสุภา
ภูมิ9. สุภกิณหาภูมิ 10. เวหัปผลาภูมิ 11. อสญั ญีสัตาภูมิ 12.อวิหาสุทธาวาสภูมิ 13. อตัปปาสุทธาวาสภูมิ
14. สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ 15. สุทัสสสี ุทธาวาสภูมิ16. อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ ส่วนอรูปพรหม เป็นพรหมท่ีไม่
มีรูป มีแต่จิตและเจตสิกเท่านั้น ท้ังนี้ก็เพราะผู้ที่เกิดในอรูปพรหมภูมิ ล้วนเบื่อหน่ายเห็นโทษทุกข์ภัยใน
สงั ขาร เห็นสังขารหรือรูปเป็นที่มาแห่งความทุกข์ต่าง ๆ จึงปรารถนาท่ีจะพ้นไปจากรูปมแี ต่นามอย่างเดียว
จึงได้เจริญสมถภาวนาท่ีมีแต่จิต ไม่มีรูป เป็นอารมณ์ จนบรรลุอรูปฌานท้ัง 4 ดังน้ัน อรูปพรหมภูมิจึงมี 4
ช้ันเรียงจากต่ำไปหาสูง คือ 1. อากาสานัญจายตนภูมิ 2. วิญญาณัญจายตนภูมิ 3. อากิญจัญญายตนภูมิ
4. เนวสัญญานาสัญญายตนภมู ิ
108
สรุปทา้ ยบท
ตราบใดท่ียังมีกิเลสอยู่ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบนั้น และตราบที่ยังเวียนว่ายตายเกิดก็ต้อง
ประสบสุขทุกข์มากหรือน้อยไปตามภพภูมิท่ีไปเกิด ถ้าไปเกิดในทุคติภูมิก็มีทุกขม์ ากสุขน้อยไปจนมีแต่ทุกข์
อย่างเดียว แต่ถ้าไปเกิดในสุคติภูมิ ก็มีสุขพอ ๆ กับทุกข์ไปจนแทบไม่มีทุกข์เลย เพราะฉะน้ัน คนท่ีเชื่อเรื่อง
วิญญาณเป็นอมตะ เช่ือเร่ืองสังสารวัฏ ก็จะไม่กล้าทำความชั่ว ทั้งต่อหน้าและลับหลังคน เพราะกลัว
บาปกรรมอันจะชักนำให้ไปรับทุกข์ทรมานในชาติหน้าไม่มีใครหรอกที่อยากมีทุกข์เดือดร้อน มีแต่ตรงข้าม
พยายามขวนขวายทำบุญกุศลเพื่อท่ีตนเองจะได้สุขสบายในชาติหน้า ดังนั้น การเชื่อเรื่องชีวิตจิตใจเป็น
อมตะและเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด จึงเป็นบ่อเกิดให้มีความเช่ือท่ีสำคัญ 4 อย่าง ในพระพุทธศาสนา
(มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2539) ดงั นี้
1. กมมฺ สทธฺ า เชอื่ กรรมวา่ มจี รงิ
2. กมมฺ วปิ ากสทฺธา เชื่อในผลของกรรม คือเช่อื ว่าผลของกรรมมีจริง
3. กมฺมสสฺ กตาสทธฺ า เชอ่ื วา่ สัตว์มกี รรมเปน็ ของตน ใครทำดีได้ดี ทำช่ัวได้ชัว่
4. ตถาคตโพธิสทฺธา เชื่อในพระปญั ญาตรัสรูข้ องพระพุทธเจา้
จากท่ีได้แสดงมาจะเห็นได้ว่า การเชื่อเร่ืองชีวิตจิตวิญญาณเป็นอมตะ และเชื่อเร่ืองการเวียนว่าย
ตายเกดิ เปน็ รากฐานใหค้ นเช่ือเรื่องกรรมและการตรสั รขู้ องพระพุทธเจ้า เม่ือใครมคี วามเช่ืออย่างนี้กจ็ ะเป็น
คนดีโดยอัตโนมัติ จิตใจจะอ่อนโยนพร้อมที่จะรับการปลูกฝังศีลธรรมอีกท้ังทำให้ศีลธรรมเจริญเติบโตและ
มัน่ คงอีกด้วย ดุจดินดี ย่อมพร้อมท่ีจะรับพืชท่ีบุคคลหว่านหรือปลูกลงไป อีกท้ังทำให้พืชน้ันเจรญิ เติบโตอีก
ด้วยฉันน้นั ผิดกับคนที่ไม่เช่ือเร่ืองวิญญาณเปน็ อมตะ ไม่เชื่อว่ามีชาติหน้า ก็ย่อมไม่สนใจทำความดีเพราะไม่
เชื่อเร่ืองกฎแห่งกรรม จึงยากแท้ท่ีจะปลูกฝังศีลธรรมให้เกิดในจิตใจของเขาได้ และหากเกิดข้ึนได้บ้างก็
เส่ือมงา่ ยอีกด้วย ดุจดินไม่ดี แม้ใครจะหว่านพืชอะไรลงไปก็ยากที่จะข้ึนหรือถึงจะขึ้นบ้างก็พลันตายได้ง่าย
อีกฉันนั้นเพราะฉะนั้น ความเช่ือมั่นในเร่ืองชีวิตจิตวิญญาณเป็นอมตะและการเวียนว่ายตายเกิด นั่นแหละ
เป็นทั้งบ่อเกิดและหลักประกันศีลธรรมโดยตรงและอย่างแท้จริง ศีลธรรมที่เกิดมาจากภายใน คือ จิตใจ
ย่อมจะเจริญและย่ังยืนยิ่งกว่าท่ีเกิดจากภายนอก ซ่ึงยากท่ีจะเกิดขึ้นและเสื่อมง่ายอีกด้วย ดังนั้น การท่ีจะ
ปลูกฝังให้คนมีศีลธรรมจะต้องวางรากฐานเสียก่อนว่า ชีวิตคนเรามิได้ส้ินสุดเพียงชาติน้ี แต่จะมีต่อไปอีก
เพราะจิตวิญญาณเป็นอมตะ และก็เพราะวิญญาณเป็นอมตะ จึงมีการเวียนว่ายตายเกิด และก็เพราะมีการ
เวยี นวา่ ยตายเกดิ จึงมีกฎแห่งกรรม เมื่อมีกฎแหง่ กรรม ก็ทำให้ชีวิตจติ วญิ ญาณได้รับสุขและทกุ ข์ตามผลแห่ง
กรรมทีเ่ คยทำไว
109
งานท่ีมอบหมาย
นักศึกษาได้รับมอบหมายให้ทบทวนองค์ความรู้จากหนังสือและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับชีวิตและ
ความตาย ตามประเด็นท่ีตนสนใจ พร้อมกับการเขียนบันทึกสะท้อนการเรียนรู้ประจำสัปดาห์ เพื่อทำ
การนำเสนอในสปั ดาห์ สุดทา้ ยของรายวิชา
คำถามประจำบทท่ี 7
1. ให้นกั ศกึ ษาอธิบาย ชวี ิตกับการเกดิ ในภพภูมิต่างๆ ในทางพระพทุ ธศาสนา
2. ให้นกั ศกึ ษาอธิบาย หว่างความตายกบั กรรม
110
เอกสารอ้างองิ ประจำบท
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร). (2535). ภูมิวลิ าสนิ ี. กรงุ เทพฯ: ธนาคารกรงุ เทพ จำกัด.
พระยาธรรมปรีชา (แกว้ ). (2520). ไตรภูมโิ ลกวินิจฉยกถา. พระนคร: กรมศลิ ปากร.
พุทธทาสภิกขุ. (2539). กรรมและการอยูเ่ หนือกรรม. กรงุ เทพฯ: ธรรมสภา.มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
(2539). พระไตรปฎิ กฉบบั ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
เล่มที่ 20,35. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั . (2525). สตุ ตฺ นฺตปฏิ เก สยํ ตุ ฺตนิกายสสฺ สคาถวคโฺ ค เลม่ 15.
กรุงเทพฯ:มหามกุฏราชวทิ ยาลัย.
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย . (2525). สตุ ฺตนฺตปิฏเก มชฺฌมิ นกิ ายสฺส มชฌฺ มิ ปณณฺ าสกํ เล่ม 13.
กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวทิ ยาลยั .
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั . (2525). สตุ ตฺ นตฺ ปิฏเก ขทุ ฺทกนกิ ายสสฺ ธมฺมปทคาถา เลม่ 24.
กรุงเทพฯ: มหามกฏุ ราชวิทยาลยั .
มหามกุฏราชวิทยาลยั . (2525). สุตตฺ นฺตปฏิ เก มชฌฺ มิ นกิ ายสฺส อปุ ริปณณฺ าสกํ เลม่ 14.
กรุงเทพฯ: มหามกฏุ ราชวิทยาลยั .
วศนิ อินทสระ. (2544). หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด พมิ พ์ครงั้ ที่12.
กรงุ เทพฯ: เคลด็ ไทย.
111
แผนบริหารประจำบท
1.เนอ้ื หาประจำบทเรยี น
บทที่ 8 การเวียนวา่ ยตายเกิดและภพภูมิต่าง ๆ
8.1 ความนำ
8.2 สังสารวัฏในภพภูมิตา่ งๆ
8.3 ความสัมพนั ธห์ ว่างความตายกับกรรม
8.4 บทสรปุ
2.วตั ถุประสงค์เชงิ พฤติกรรม
2.1 เพอ่ื ให้นักศึกษาสามารถอธิบายชีวติ กบั การเกิดในภพภูมติ ่างๆได้
2.2 เพอื่ ให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธห์ ว่างความตายกับกรรมได้
3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน
- บรรยาย
- ตั้งประเด็น ถาม-ตอบ
- มอบหมายงาน งานกล่มุ
- ขน้ั ประเมนิ ผล
4.ส่ือการเรียนการสอน
4.1 เอกสารประกอบการสอน
4.2 พาวเวอรพ์ อยต์
4.3 สื่อออนไลน์
5.การประเมิน
1.ประเมนิ จากมอบหมาย งานกลุ่ม
2. ประเมินจากการนำเสนอ
3.ประเมนิ จากแบบฝึกหดั ทา้ ยบท
113
บทที่ 8
การเวยี นว่ายตายเกดิ และภพภมู ิต่าง ๆ
8.1 ความนำ
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาท่ีมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกผู้ยังมี กิเลส
กล่าวคอื ตราบใดท่ียงั เป็นปุถุชนคนมีกิเลสหนาก็ย่อมมโี อกาสทำกรรมช่ัวบ้าง กรรมดีบา้ ง ชีวิตก็จะเวยี นวา่ ย
ตายเกิดและรับผลแห่งการกระทำของตนในสังสารวัฏ เพราะสังสารวัฏไม่มีที่ส้ินสุดแห่งการเวียนว่ายตาย
เกิดของสัตว์โลกดังกล่าวมานี้ จะสิ้นสุดก็ตอ่ เม่ือได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ท้ังนี้ พระอรหนั ต์ในบ้ันปลาย
ของชีวิตกจ็ ะเข้าถึงพระนพิ พานส้ินภพชาติไมต่ อ้ งมาเวยี นวา่ ยตายเกิดอกี สังสารวัฏตามคติของพุทธปรัชญา
นั้นยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด ยากท่ีจะกำหนดได้ มีกิเลสตัณหาเป็นเคร่ืองชักนำ ข้อนี้เห็นได้จากปฐมโพธิวัตถุใน
เหตุการณ์คราวเม่ือตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งอุทานด้วยความเบิกบานพระหฤทัย ณ ควงไม้โพธิ์
พฤกษ์ว่า เราตามหานายช่างผู้สร้างเรือน เม่ือไม่พบจึงท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ เพราะการเกิด
บ่อย ๆ เป็นทุกข์ นายช่างเอ๋ย เราพบท่านแล้ว ท่านจะสร้างเรือนไม่ได้อีก ซ่ีโครงทุกซี่ของท่านเราหักแล้ว
ยอดเรือนเราก็รื้อแล้ว จิตของเราถึงธรรม ปราศจากเคร่ืองปรุงแต่งแล้ว เราได้บรรลุธรรมเป็นท่ีส้ินตัณหา
แล้ว (ขุ.ธ., 25/153/80)
พุทธอุทานนี้แสดงให้เห็นว่าสังสารวัฏนั้นยาวนานจนไม่อาจกำหนดได้ พระพุทธองค์ทรงตัดขาด
แล้วด้วยพระสัมมาสัมโพธิญาณ ส่วนเหล่าสัตว์ผู้ถูกอวชิ ชาปดิ บัง ถูกตัณหาผูกไว้ วนเวียนท่องเทย่ี วไปอย่าง
ไม่มีสิ้นสุดตราบเท่าท่ีจะถึงซ่ึงนิพพาน คัมภีร์ในพระพุทธศาสนาปรากฏข้อความเก่ียวกับเร่ืองราวการเวียน
วา่ ยตายเกิดของบุคคลทุกระดับ แสดงให้เห็นว่าคนทำดีแล้วจะไดร้ ับผลดีคือความสุข ถ้าทำชว่ั ก็จะได้รับผล
คือความทุกข์ หากจะกล่าวถึงบุคคลในพระพุทธศาสนาต้ังแต่พระพุทธเจ้าจนถึงพระสาวกดังปรากฏเรือ่ งใน
อปทานพุทธวงศ์ เถรคาถา เถรีคาถา ธรรมบท โดยที่เก่ียวกับคำสอนเร่ืองสังสารวัฏ หรือวัฏฏะ 3 หรือ
ไตรวัฏฏ์ มี 1)กิเลสวัฏฏ์ หมายถึงวงจรกิเลส ประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน 2) กรรมวัฏฏ์
หมายถึง วงจรกรรมประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ 3) วิปากวัฏฏ์ หมายถึง วงจรวิปาก ประกอบด้วย
วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซ่ึงแสดงออกในรูปปรากฏท่ีเรียกว่า อุปปัตติภพ ชาติ ชรา
มรณะ เป็นต้น (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), 2556, 100) ก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการของ
สังสารวัฏมีการเวยี นว่ายตายเกิดอยหู่ ลายภพหลายชาตกิ นั มาก จงึ สามารถตัดวงจรนีไ้ ด้
8.2 สงั สารวัฏในภพภมู ติ า่ งๆ
สงั สารวัฏ หมายถึง วงั วนแห่งสงสาร คือการท่องเท่ยี วเวียนว่ายตายเกิดอยู่ซ้ำแลว้ ซ้ำเล่า และคำว่า
วฏั ฏะ หมายถึงการวนเวียน การเวยี นเกิดเวียนตาย การเวียนว่ายตายเกดิ ความเวียนเกดิ หรอื วนเวียนด้วย
อำนาจกเิ ลส กรรม และวิบาก เช่น กิเลสเกิดขนึ้ แล้วทำให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมแล้วยอ่ มได้รับผลของกรรม
เมื่อได้รับผลของกรรมแล้วกิเลสก็เกิดอีก แล้วทำกรรม แล้วเสวยผลกรรมหมุนเวียนต่อไป (พระธรรมปิฎก
(ป.อ.ปยุตฺโต), 2546, 222)
114
สังสารวฏั หมายถึง การที่ส่ิงมีชีวิตเวียนตายเวียนเกิด คือ เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดใหม่ แล้วตาย
อีกแล้วเกิดใหม่อีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีวันจบส้ิน นี่คือการท่องเที่ยวเป็นวงกลม หรือสังสารวัฏตาม
ความหมายของพุทธปรัชญาเถรวาทท่ีเรียกว่าเป็นการท่องเท่ียวไปก็เพราะการมีชีวิตอยู่เปรียบเสมือนการ
เดินทางนับตั้งแต่ปฏิสนธิขึ้นในครรภ์จนกระทั่งออกมาสู่โลกภายนอก ภาวะทางกายและทางจิตของมนุษย์
ไม่เคยอยู่กับที่ แต่ก้าวไปข้างหน้าทุกขณะจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตน้ี ก็ผ่านจากภพนี้ไปสู่ภพอื่น เม่ือ
สน้ิ สดุ ชวี ติ ในภพอ่นื กผ็ า่ นไปสู่ภพอ่ืนต่อไป และตอ่ ๆ ไปไมม่ ีท่ีสน้ิ สุด (สุนทร ณ รงั ษี, 2548, 226-227)
ตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท สามารถจำแนกประเภทตามภพภูมิได้ 3 ประเภท คือ ภูมิชน้ั ต่ำ ภูมิ
ช้ันกลาง และภูมิชั้นสูง ภูมิเหล่านี้หมายเอาสถานที่เกิดของสัตว์ท้ังหลายน่ันเอง ซึ่งเป็นวงจรของการเวียน
ว่ายตายเกดิ จะมีการหมุนเวียนไปตามยถากรรม ซึ่งจะได้กล่าวเปน็ ช้ัน ๆ เพ่อื ให้เขา้ ใจได้งา่ ย ดังนี้
1. เหฏฐิมวัฏฏสงสาร คือ ภูมิท่ีอยู่ในระดับต่ำผู้ที่อยู่ในภูมินี้ต้องได้รับความทุกข์ทรมานมาก หรือ
มีแต่ความทุกข์เท่าน้ัน การท่องเท่ียวไปในโลกเบื้องต่ำ อันมีความทุกข์ทรมานโดยส่วนเดียว หาความเจริญ
มไิ ดม้ ีอยู4่ ภมู ิ หรอื ทเ่ี รยี กว่า อบายภูมิ คอื 1) นิรยภมู ิ 2) ปิตติวิสัยภมู ิ 3) อสุรกายภมู ิ 4) ติรัจฉานภมู ิ (ขุ.อิ
ต.ิ ,25/273/281)
2. มัชฌิมวัฏฏสงสาร คือ ภูมิช้ันกลาง อยู่ในระดับดี ผู้ที่เกิดในภูมินี้จึงมีความสุขต้ัง แต่มีความ
ทกุ ข์บ้าง หรือมีความสุขพอประมาณจนถึงความสุขมาก จึงประกอบด้วยภูมิต่าง ๆ มากมาย เรียงจากต่ำไป
หาสูงดังน้ี 1. มนุสสภูมิ คือ โลกมนุษย์ 2. จาตุมหาราชิกกภูมิ คือภูมิเทวดาช้ันจาตุม มหาราชิกา 3. ดาว
ดงึ สภูมิ คือภูมิเทวดาช้ันดาวดึงส์ 4. ยามาภูมิ คือ คือภูมิเทวดาช้ันยามา 5. ตุสิตาภูมิ คือภูมิเทวดาชั้นดุสิต
6. นิมมานรตภี มู ิ คือภูมิเทวดาชัน้ นมิ มานรดี 7. ปรนมิ มิตวสวตั ตีภมู ิ คือภมู เิ ทวดาชน้ั ปรนมิ ิตวสวตั ดี
3. อุปริมวัฏฏสงสาร คือ คือภูมิชั้นสูง เป็นท่ีอยู่ของพรหมทั้งหลาย ผู้ที่เกิดในภูมิน้ีจะมีความสุข
อยา่ งประณตี แต่ก็ยงั มีทุกขเ์ จือปนอยู่บา้ ง อปุ รมิ วัฏฏสงสาร ประกอบไปด้วยภูมิต่าง ๆ เรียงภูมชิ ั้นต่ำไปหา
ภูมิช้ันสูงคือ พรหมปาริสัชชา ปุโรหิตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา ปริตตสุภา อัปป
มาณสุภา สุภกิณหา เวหัปผลา อสญั ญีสตั ตา อวหิ า อตัปปา สุทัสสา สุทสั สี และอกนิฏฐา และอรปู พรหมผู้
ได้บรรลุฌานสมาบัติท่ีละเอียดกว่ารูปพรหม 4 ภูมิ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อา
กิญจัญญายตนะ และเนวสญั ญานาสญั ญายตนะ (พระพรหมโมลี, 2540, 534)
คำสอนเร่ืองภพภูมิในสังสารวัฏมีประโยชน์ต่อการเข้าถึงความสิ้นทุกข์อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดใน
พระพุทธศาสนา เพราะการรับรูว้ า่ เราเคยเวยี นเกิดและตายมาอย่างยาวนานในสงั สารวฏั ทไ่ี ม่ปรากฏเบื้อต้น
และเบื้องปลายย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและมุ่งสู่ความหลุดพ้น อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นว่า ความรู้
เกยี่ วกับสังสารวฏั น้ไี ด้รับการเปิดเผยในเทศนาของพระพุทธเจ้าภายหลังจากทที่ รงบรรลุโพธิญาณแล้ว และ
พระองค์ได้แสดงธรรมเกี่ยวกับเร่ืองน้ีหลายคร้ังแก่พระสาวกต่างเวลาและสถานท่ี เราจะไม่จะพบข้อความ
เก่ียวกับความน่าเบ่ือหน่ายของสังสารวัฏที่ปรากฏแก่พระองค์ในช่วงที่ยังทรงใช้ชีวิตอยู่พระราชวัง หรือ
ในช่วงแรกๆ ท่ีพระองค์ออกผนวชแสวงหาโมกขธรรม เราได้ทราบจากเร่ืองเล่าในคัมภีร์ว่า การออกผนวช
ของ
พระองคเ์ กิดจากการทท่ี รงพิจารณาเห็นทุกข์ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายของ
พระองค์และคนอื่นๆ ในชาตินี้ แต่หากมองการมองเห็นทุกข์ของพระพุทธองค์ในเชิงสัมพันธ์กับการบำเพ็ญ
115
บารมีมายาวนานเพ่ือตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เราจะเห็นว่า แม้ความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏจะยังไม่ปรากฏ
ชัดเจนแก่พระองค์ในตอนแรก แต่การเห็นทุกข์ ความเบ่ือหน่ายในทุกข์และความคิดที่ต้องการจะหลุดพ้น
ไปจากความทุกข์นน้ั ก็มีเหตุปัจจยั มาจากการบำเพ็ญบารมีอันยาวนานน้ันเช่นกันส่วนความรู้เรื่องสังสารวัฏ
ท่ีทรงนำมาตรัสสอนนั้นได้ปรากฏชัดเจนแก่พระองค์ภายหลังการตรัสรู้กล่าวคือ เป็นการหยั่งรู้ผา่ นปุพเพนิ
วาสานุสสติญาณและจตุ ปู ปาตญาณในคนื ที่พระองค์ตรัสรู้ (ว.ิ มหา., 1/12/6)
แต่ความรู้แจ้งชัดเรื่องสงั สารวฏั อย่างคบถ้วนสมบูรณ์นี้อาจจะเปน็ เรื่องใหม่สำหรับพระองค์ ก็ไม่ใช่
เปา้ หมายทพ่ี ระองค์ต้องการให้ พระสาวกเข้าถงึ พระองค์แสดงรายละเอียดเร่อื งสังสารวัฏไว้มากมายเพอ่ื ให้
ผฟู้ ังเกิดความเบ่ือหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิดและหลุดพ้นไปจากความทุกข์ในสังสารวัฏในที่สุด กลา่ วได้
ว่า คำสอนเรื่องภพภูมิและสังสารวัฏไม่ใช่เป้าหมาย แต่สามารถมองว่าเป็นอุบายหรือทางผ่านไปสู่
จดุ มุ่งหมายสูงสุดในคำสอนของพระพทุ ธองค์ คือ ความหลุดจากความทุกข์ในสงั สารวัฏ ดังนั้น ความรู้เร่ือง
ภพภมู ิและสงั สารวฏั จึงไม่ใช่สาเหตุท่ีทำให้เจา้ ชายสทิ ธตั ถะเสด็จออกจากพระราชวังไปผนวช เพื่อแสวงหา
ทางพ้นทุกข์ และไม่ใช่วัตถุประสงค์อันเป็นแก่นคำสอนในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ประสงค์จะนำ
พระสาวกไปให้ถงึ แต่อย่างใด
สังสารวัฏ คือการท่องเที่ยวไปเป็นวงกลม ได้แก่ เกิดแล้วตายแล้วเกิดใหม่แล้วตายอีกแล้วเกิดใหม่
อีกวนเวียนอยู่อย่างน้ีอย่างไม่มีวันจบส้ิน ด้วยอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะเป็นเหตุ และดังพุทธพจน์ว่า
ภิกษุทั้งหลาย สงสารน้ีกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบ้ืองปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเคร่ืองขวางก้ัน มี
ตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ท่ีสุดเบื้องต้นไม่ปรากฏ (สํ.นิ., 16/129/215) มี 3 ประการ
คอื กิเลสกรรม วิบาก
1) กเิ ลส เป็นธรรมชาตฝิ า่ ยอกศุ ลท่ีมี โลภะ โทสะ โมหะ ประกอบกับจิต มอี ยูใ่ นสันดานของปถุ ชุ น
ทุกคน ทำให้จิตเสื่อมทราม ชักจูงให้ทำความชั่วต่าง ๆ มีวิเคราะห์ว่า กิเลเสนติ อุปตาเปนฺตีติ กิเลสา
ธรรมชาติใดย่อมทำให้เศร้าหมองเรา่ ร้อน ธรรมชาติน้ันช่ือว่ากิเลส (ขุ.อุ.อ., 44/363) และยังมีอนุสัยกิเลสท่ี
ละเอียดกว่าซ่อนเร้นอยู่เป็นประจำในขันธสันดานของบุคคล ไม่แสดงออกมาให้ปรากฏทางทวารใดเลย
ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบ อนุสัยกิเลสที่นอนนิ่งอยู่นั้นก็จะแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส เกิดความยินดี
ยินร้ายต่ออารมณ์นั้นและถ้าปริยุฏฐานกิเลสนั้นมีกำลังมากขึ้นก็จะแปรสภาพเป็นวีติกกมกิเลส เกิดเป็น
กิเลสอยา่ งหยาบปรากฏขึ้นเป็นการกระทำที่แสดงออกทางกายและวาจา” (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺ
โต), 2551, 233)
2) กรรม เป็นการกระทำของบุคคลที่ยังมีกิเลสตณั หา ดังท่ีพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตัณหาทำคนให้
เกิดอีก จิตของคนน้ันย่อมพล่านไป เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร กรรมเป็นท่ีไปในเบื้องหน้าของสัตว์ (สํ.ส.,
15/55/69)สัตว์ทั้งปวงจักตอ้ งตาย เพราะชีวิตมีความตายเป็นทส่ี ุด สัตว์ทั้งหลายจักเป็นไปตามกรรม เขา้ ถึง
ผลบุญและบาป คือ ผู้ทำบาปจักไปนรกส่วนผู้ทำบุญจักไปสวรรค์ ฉะน้ัน บุคคลควรทำกรรมดีสะสมไว้เป็น
สมบัติในโลกหน้า เพราะบุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ท้ังหลายในโลกหน้า (สํ.ส., 15/133/166) กรรมตามนัยแห่ง
อรรถกถาท่านแบ่งออกเป็นกรรม 12 คือ 1.ชนกกรรม 2.อุปัตถัมภกกรรม 3.อุปปีฬกกรรม 4.อุป
ฆาตกกรรม 5.ครุกรรม 6.อาสนั นกรรม 7.อาจิณณกรรม หรือพหุลกรรม 8.กตตั ตากรรม 9.ทิฏฐธรรมเวทนี
116
ยกรรม 10.อุปปัชชเวทนียกรรม11.อปราปริยเวทนียกรรม 12.อโหสิกรรม คือ กรรมท่ีเลิกให้ผลไปโดย
ปรยิ าย (ขุ.ป.อ., 69/420–421)
3) วิบาก คือ ผลแห่งกรรม ผลโดยตรงของกรรม ผลดผี ลรา้ ยทีเ่ กิดแก่ตน คือ เกิดข้ึนในกระแสสืบ
ต่อแห่งชวี ิตของตน (ชีวติ สันตติ) อนั เปน็ ไปตามกรรมดีกรรมช่ัวที่ตนทำไว้ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺ
โต), 2550,369) คือผลดีเกิดจากกรรมดี ผลช่ัวเกิดจากกรรมชั่ว เพราะกรรมดีย่อมให้ผลดี กรรมชั่วย่อม
ให้ผลชั่วเสมอ ไม่สับสนกัน เหมือนอย่างตน้ มะม่วงให้ผลเป็นมะมว่ ง ตน้ ขนุนใหผ้ ลเปน็ ขนุน เปน็ ไปตามชนิด
(สมเด็จพระญาณสงั วรสมเดจ็ พระสงั ฆราช (เจริญ สวุ ฑฺฒโน), 2557, 17-18)
เร่ืองกรรมและผลของกรรมที่เป็นภาษาคนคืออย่างที่เป็นลัทธิคือศีลธรรม เป็นปรัชญาซึ่งเป็นเรื่อง
ของความเชื่อมองเห็นไม่ชัด ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธศาสนาท่ีแท้ ส่วนเรื่องกรรมและผลของกรรมท่ีเป็น
ภาษาธรรมหรือเรยี กว่าในรูปของวิทยาศาสตร์ ต้องเป็นเร่ืองที่มองเหน็ ด้วยตาใน ดว้ ยธรรมจักษุ เป็นคำสอน
ของพระพุทธศาสนา ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่าต้องแยกเร่ืองกรรมที่ฝากไว้กับความเช่ือ เพ่ือสอน
ศลี ธรรมนน้ั เป็นพวกหนึ่ง คือพวกที่ไมอ่ าจจะทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ได้ เพราะอ้างเอาเวลาหลังจากตายแล้ว
เป็นเรื่องสำคัญแล้วก็มีตัวมีตนเป็นผู้ทำ มีเราเป็นผู้ทำกรรม มีเราเป็นผู้ได้รับผลของกรรม น่ีภาษาคนภาษา
ศลี ธรรมต้องเปน็ อยา่ งนี้ คือต้องมตี ัวคนมีตวั ฉันผู้ทำ ผู้รบั ผลของการทำ แลว้ กร็ บั กนั จรงิ จังก็ตอ่ เม่ือตายแล้ว
ในชาติหน้า น่ีเรียกว่าเรื่องกรรมชนิดท่ีไม่เป็นวิทยาศาสตร์ และไม่ใช่พุทธศาสนา เพราะว่าศาสนาอื่นเขาก็
สอนกันอยแู่ ล้วอย่างนน้ั (พทุ ธทาสภิกขุ, 2557, 12) สิ่งที่เราทำทง้ั หมดมันสร้าง ศกั ยภาพ คอื ความสามารถ
ท่ีจะเป็น ท่ีจะรับผลกรรม เราจะดีจะชั่ว จะสุขจะทุกข์ในอนาคต มันมีศักยภาพอยู่ในตัวเรา แต่ไม่ได้
หมายความว่ามันจะมี ความเป็นจริงไม่ใช่หมายความว่าเราจะต้องเป็นไปตามน้ัน เรามีศักยภาพแต่ไม่ได้
หมายความวา่ ศักยภาพจะเป็นจรงิ เสมอไป มะม่วงที่เราปลูกมันมีศักยภาพท่ีจะออกลูกเปน็ มะม่วง แตถ่ ้าต้น
มะม่วงตายกอ่ นหรือเราตัดมันทิ้งศักยภาพก็ไม่กลายเป็นผลมะม่วง (พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต),
2556, 7)คำสอนเร่ืองสังสารวัฏนี้พบได้ทั่วไปในคัมภีร์พระพุทธศาสนาท่ีผูกโยงกับภพและกาลเวลาอัน
ยาวนานโดยมีอวิชชา ตัณหา อุปาทานเป็นเคร่ืองผูกมัด อนึ่งคำสอนเรื่องสังสารวัฏในระพุทธศาสนามีคำ
เรียกอยู่หลายคำเช่น วัฏฏะ 3 คือองค์ประกอบท่ีหมุนเวยี นต่อเนื่องของภวจักร หรือ สังสารจักร สังสารวัฏ
คือการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกท้ังหลาย วนเวียนอยู่ในวัฏฏะที่ไม่รู้จบส้ิน จึงมีความสำคัญกับการ
ดำเนินชีวิตของมนุษย์และสัตว์โลกท้ังหลาย สังสารวัฏคือหลักธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับกิเลส กรรม วิบากเป็น
สมุฏฐานในการทำดีทำช่ัวทั้งในอดตี ปัจจุบัน อนาคต เม่ือเป็นดังน้ีแล้ว ผู้ทีต่ ้องการจะพน้ จากสงั สารวัฏ จึง
ตอ้ งพฒั นาตวั เองใหพ้ ้นจากกฎเกณฑด์ ังกลา่ ว ดว้ ยการดำเนินชวี ิตดว้ ยการรอู้ ริยสัจ 4 นนั่ เอง
117
8.3 บทสรปุ
หลักทุกข์ มีความสำคัญต่อการตดั วงจรแห่งสังสารวัฏ ดงั พระพทุ ธพจน์ว่า เมื่อไมร่ แู้ จง้ แทงตลอด
ทุกขสมุทัยในอริยสัจ 4 จึงต้องเที่ยวเร่ร่อนไปตามกาลยาวนานอย่างนี้ แต่เม่ือได้รู้แจ้งแทงตลอด
ทุกขสมุทัยในอริยสัจ 4 เหล่าน้ีแล้ว ถอนตัณหาซ่ึงเป็นเหตุให้เกดิ ทุกข์และเกิดภพได้แลว้ ภพก็จะส้นิ ไป ภพ
ใหมก่ จ็ ะไมม่ ีอกี (สํ .ม., 19/1091/605–606)
หลักทุกขสมุทัย คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ มีสภาพในความท่ีทำให้เป็นไป 4 ประการคือ 1.มีการบำรุง
ให้ทุกข์เกิดข้ึนหรือเจริญขึ้นมากมาย 2.ย่อมชักนำมาซ่ึงทุกข์ให้ตั้งอยู่ยืดยาว 3.ย่อมประกอบหรือร้อยรัดไว้
มีให้ทุกข์พ้นไปได้ 4.ย่อมเป็นสภาพท่ีกังวล ขัดขวางไว้มิให้พ้นจากทุกข์ (ขุ.ป.อ., 50/26) มีความสำคัญต่อ
การตัดวงจรของสงั สารวัฏทีท่ ำใหไ้ ม่ต้องเกดิ กเิ ลส กรรม และเสวยวบิ ากตอ่ ไป
หลักนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ดับตัณหาไม่เหลือด้วยวิราคะ ความสละ ความสละท้ิง ความพ้น
ความไม่อาลัยในตัณหา (วิ.ม., 4/14/22) มีสภาพที่ทำให้เป็นไป 4 ประการคือ 1.เป็นธรรมท่ีออกจากทุกข์
ทั้งปวง 2.เป็นธรรมที่สงัดจากกิเลสและทุกข์ 3.เป็นธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง 4.เป็นธรรมท่ีไม่มีความตาย
ส่วนสภาวธรรมในนิโรธสัจ ได้แก่ พระนิพพาน เพราะเป็นธรรมท่ีดับทุกข์และดับเหตุแห่งทุกข์ ท่านเรียก
พระนพิ พานว่า ทุกขนิโรธอรยิ สัจ เพราะโดยใจความว่าเป็นธรรมทีด่ บั ทุกข์ไดจ้ ริงอย่างประเสริฐ สามารถตัด
วงจรของสงั สารวัฏได้เดด็ ขาด
หลักมรรค คือ ข้อปฏิบัติท่ีจะทำให้เข้าถึงความดับทุกข์ตามอริยมรรคมีองค์ 8 ประกอบด้วย
1.สัมมาทิฏฐิ 2.สัมมาสังกัปปะ 3.สัมมาวาจา 4.สัมมากัมมันตะ 5.สัมมาอาชีวะ 6.สัมมาวายามะ
7.สัมมาสติ 8.สัมมาสมาธิ (วิ.ม., 4/14/22) เป็นหนทาง หรือเป็นเครื่องมือที่จะดำเนินไปให้ถึงนิพพาน คือ
ธรรมทีดับทุกข์ได้จริง มรรคมีองค์ 8 นี้ ท่านจึงเรียกว่า นิโรธคามินีปฏิปทา เป็นข้อปฏิบัติท่ีจะทำให้เข้าถึง
ความดบั ทกุ ขส์ ามารถตัดวงจรแหง่ สงั สารวฏั ไดจ้ ริง
สรปุ ทา้ ยบท
สังสารวัฏ คือ วังวนแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยวงจรของกิเลส กรรม วิบาก มีองค์ประกอบ 3
ทางคือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ โดยไม่ปรากฏเบื้องต้นและเบ้ืองปลาย ไม่สามารถกำหนดรู้กรอบ
เวลาท่ีแน่นอน อันเป็นจุดเร่ิมต้นและจุดส้ินสุดทั้งของสังสารวัฏและสัตว์ท้ังหลาย โดยมีอวิชชาและตัณหา
เป็นสาเหตุของการหมุนวนในกระแสของการเกิดและตาย สัตว์ทั้งหลายจึงถูกขับเคลื่อนโดยอวิชชาและ
ตัณหาดำเนินเร่ือยไป อยู่ในกระแสของการเกิดและตายน้ีต่อไปตราบเท่าท่ีอวิชชาและตัณหาจะถูกทำลาย
ใหห้ มดส้ินไป วงจรของสังสารวัฏมีความสัมพันธ์ท่ีแยกออกจากกนั ไม่ไดก้ ับหลักคำสอนเร่อื ง มรรค ผล และ
นิพพาน รวมเรียกว่าโลกตุ ตรธรรม 9 เพราะชีวติ ของมนษุ ยม์ ลี ักษณะเป็นวงจร คือ มีการเกดิ ขนึ้ ต้งั อยู่ และ
ดับไป ตามอำนาจแห่งกรรมเท่าน้ัน จะเห็นว่ากรรมและสังสารวัฏมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เป็นเหตุ
เป็นผลซ่ึงกันและกัน สังสารวัฏคือ การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกทั้งหลาย ท่ีต้องวนเวียนอยู่ในภพภูมิ
ต่าง ๆ อย่างไม่มีท่ีสุด ในพุทธปรัชญาเถรวาทเรียกส่ิงที่เวียนว่ายตายเกิดนี้ว่า จิตส่วนการตัดวงจรของ
สังสารวัฏน้ันตัดได้ 3 วิธี คือ 1) การตัดด้วยหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา 2) การตัดวงจรของ
118
สงั สารวัฏตามหลักอริยสัจ 4 คือ ตามหลักทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และ 3) การตัดวงจรของสังสารวัฏด้วย
การเจริญกรรมฐาน 2 อย่าง คือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวแห่งโพธิปักขิยธรรมอัน
เป็นหลักปฏิบัติเพ่ือนำไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์ท้ังปวง และสามารถตัดวงจรแห่งสังสารวัฏบรรลุพระ
อรหนั ตแ์ ล้วนิพพานไมก่ ลับมาเกิดอกี ต่อไป
คำถามประจำบทท่ี 8
1. ใหน้ กั ศึกษาอธบิ าย สังสารวัฏในภพภูมติ า่ งๆในภพภมู ติ า่ งๆ ในทางพระพุทธศาสนา
2. ให้นกั ศกึ ษาอธิบาย ความสมั พนั ธ์หวา่ งความตายกบั กรรม
119
เอกสารอา้ งอิงประจำบท
พระธรรมปฏิ ก (ป.อ. ปยุตฺโต ). (2546). พุทธธรรม. กรงุ เทพมหานคร:
โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต). (2550). พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์.
พมิ พ์คร้งั ท่ี11.กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.
พมิ พ์ครัง้ ที่ 17.กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2552). พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์,
พิมพค์ ร้ังที่ 12.กรุงเทพมหานคร: สำนกั พิมพจ์ นั ทร์เพญ็ .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต). (2556) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.
พมิ พ์คร้งั ท่ี 24.กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.
พระพรหมบณั ฑติ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2556). ปลดบว่ งชีวิตพชิ ติ กรรม. กรงุ เทพมหานคร:
หา้ งหุ้นส่วนจำกดั เซน ปรนิ้ ตง้ิ .
พระพรหมโมล.ี (2540). ภมู ิวลิ าสนิ .ี กรุงเทพมหานคร : สำนักพมิ พ์มติ รสยาม.
พระไพฑูรย์ ถิรสทฺโธ. (2561). ศึกษาเชงิ วเิ คราะห์แนวคิดเรื่องสงั สารวฏั ในพุทธปรัชญาเถรวาท.
วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต. สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา. บณั ฑติ วิทยาลัย.
มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั .
พุทธทาสภิกข.ุ (2557). กรรมเห็น ๆ เป็นวทิ ยาศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์บริษทั
ตถาตาพับลเิ คชัน่ จำกดั .
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
เลม่ ที่ 1,4, 10, 15, 16, 19, 22, 25, 34. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั . (2525). พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาแปล ชดุ 91 เลม่
ฉบบั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย.เลม่ ที่ 44, 50, 69. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย.
ราชบณั ฑิตยสถาน, (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพมหานคร:
บริษัท ศริ ิวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จํากัด.
สมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน). (2557). หลักกรรมในพระพุทธศาสนา.พิมพ์
คร้ังท่ี 6. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หามกุฏราชวทิ ยาลยั .
สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ). (2554). แปลและเรียบเรียง. คัมภรี ์วสิ ทุ ธิมรรค.
พมิ พค์ รั้งท่ี 10.กรุงเทพมหานคร: บริษัท ธนาเพลส จำกัด.
สนุ ทร ณ รังส.ี (2548). พุทธปรัชญาเถรวาท. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาปรชั ญา
คณะอกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
121
บรรณานกุ รม
พระไตรปฎิ กและอรรถกถา
กรมการศาสนา. พระไตรปฎิ กภาษาไทยฉบับหลวง. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พก์ รมการศาสนา. 2525.
มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย.
กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, 2539.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. อรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, 2539.
มหามกุฏราชวิทยาลัย, มูลนิธิ. พระไตรปิฎกและอรรถกถา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราช
วทิ ยาลัย, 2525.
มหามกุฏราชวิทยาลัย, มูลนิธิ. พระไตรปฎกและอรรถกถาแปล 91 เล่ม ฉบับครบรอบ 200 ป
แหงราชวงศจักรี กรงุ รตั นโกสินทร พุทธศักราช 2525.
หนังสือ/เอกสารตำรา
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. พิธีกรรมและประเพณี. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกดั , 2552.
_______. คู่ มื อ ก า ร บ ร ร พ ช า ส า ม เ ณ ร ภ า ค ฤ ดู ร้ อ น . ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร :
การศาสนา, 2528.
_______. ความรู้ศาสนาเบ้ืองต้น. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย,
2554.
_______. ค่มู ือการปฏิบัตศิ าสนพิธีเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย
, 2556.
_______. แบบประกอบนกั ธรรมโท-ศาสนพิธเี ล่ม 2. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์การศาสนา, 2504.
_______. ศาสนพิธีสำหรับครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา . (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์การศาสนา, 2538.
กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส. สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า, วินยั มุข เล่ม 3. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 25). กรงุ เทพมหานคร :
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , 2542.
กองตำรา มหามงกุฎราชวิทยาลัย. อธิบายบาลีไวยากรณ์ นามกิตก์และกิริยากิตก์. (พิมพ์คร้ังท่ี 14)
กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพม์ หามกุฎราชวทิ ยาลยั , 2538.
คณะสงฆ์และรัฐบาล จัดพิมพ์เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา. หลักสูตรธรรมศึกษา ชั้นโท ฉบับปรับปรุง
พทุ ธศกั ราช 2557. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2557.
122
คณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. คู่มือนักธรรมและธรรมศึกษาช้ันเอก วิชาวินัยมุข
(เล่ม 3) และกรรมบถ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
2555.
_______. เทศกาลและพิธีกรรมพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั , 2553.
ดร.บุณย์ นิลเกษ. คัมภีร์วิสุทธิมรรคสำหรับประชาชน. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์ หจก. เชียงใหม่บี.เอส.
การพิมพ์, 2543.
ดร.อำนาจ บวั ศิริ และคณะ. อานสิ งสก์ ารสมาทานศีล 5. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, 2546.
ธรรมปราโมทย์. คูม่ ือพระแท.้ กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภา, 2548.
_______. บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัตจิ ริง ได้ผลจริง คู่มือสำหรับพระแท้. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรงุ เทพมหานคร
: ลเิ บอร์ต้ี เพรส, 2535.
บุญมี แท่นแกว้ . ประเพณแี ละพิธกี รรมพระพทุ ธศาสนา, กรุงเทพมหานคร: สำนกั พมิ พ์โอเดยี นสโตร์, 2547.
ป่นิ มุทกุ ันต์. ประมวลศพั ท์ศาสนา. กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ์, 2527.
พระธรรมปฏิ ก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต ). (2546). พุทธธรรม. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต). (2550). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์.
พิมพค์ ร้งั ท่ี11.กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.
พมิ พ์ครั้งท่ี 17.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต). (2552). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์,
พมิ พ์คร้ังท่ี 12.กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพจ์ ันทร์เพญ็ .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2556) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.
พมิ พค์ รั้งที่ 24.กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.
พระพรหมบัณฑติ (ประยูร ธมมฺ จติ ฺโต). (2556). ปลดบ่วงชีวิตพิชติ กรรม. กรงุ เทพมหานคร:
ห้างห้นุ สว่ นจำกัดเซน ปรนิ้ ตงิ้ .
พระพรหมโมลี. (2540). ภมู วิ ิลาสนิ ี. กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พิมพ์มติ รสยาม.
พระไพฑูรย์ ถริ สทฺโธ. (2561). ศกึ ษาเชิงวิเคราะหแ์ นวคดิ เร่ืองสังสารวัฏในพทุ ธปรัชญาเถรวาท.
วทิ ยานพิ นธ์ปริญญาศาสนศาสตรมหาบัณฑติ . สาขาพุทธศาสนาและปรชั ญา. บณั ฑิตวทิ ยาลัย.
มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั .
พุทธทาสภกิ ข.ุ (2557). กรรมเหน็ ๆ เป็นวิทยาศาสตร.์ กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์บริษทั
ตถาตาพับลเิ คช่ัน จำกัด.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
เลม่ ท่ี 1,4, 10, 15, 16, 19, 22, 25, 34. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
123
มหามกุฎราชวทิ ยาลยั . (2525). พระไตรปฎิ กพร้อมอรรถกถาแปล ชดุ 91 เลม่
ฉบับมหามกุฏราชวทิ ยาลยั .เลม่ ท่ี 44, 50, 69. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม์ หามกุฎราชวทิ ยาลัย.
ราชบัณฑิตยสถาน, (2556). พจนานกุ รม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพมหานคร:
บรษิ ทั ศิรวิ ฒั นาอนิ เตอร์พริน้ ท์ จาํ กัด.
สมเด็จพระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสังฆราช (เจรญิ สุวฑฺฒโน). (2557). หลกั กรรมในพระพุทธศาสนา.พิมพ์
ครงั้ ที่ 6. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หามกฏุ ราชวิทยาลัย.
สมเด็จพระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ). (2554). แปลและเรียบเรียง. คมั ภีรว์ ิสุทธมิ รรค.
พมิ พ์ครง้ั ท่ี 10.กรงุ เทพมหานคร: บริษัท ธนาเพลส จำกัด.
สุนทร ณ รงั ส.ี (2548). พุทธปรัชญาเถรวาท. กรุงเทพมหานคร : ภาควชิ าปรัชญา
คณะอกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พระครูปญั ญามุณี. มงคลทปี นแี ปล. กรุงเทพมหานคร: ทวพี ิมพ์ดี, 2532.
พระครูอรณุ ธรรมรงั ษี (เอยี่ ม สิริวณฺโณ). มนตพ์ ิธี. กรุงเทพมหานคร : อกั ษสมยั , 2534.
พระทอง อุตฺตวโร. การศึกษาเชิงวิเคราะห์ทานตามหลักพุทธศาสนาเถรวาท. วิทยานิพนธ์ ศาสนศาสตร
มหาบณั ฑิต. บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , 2552.
พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์. (พิมพ์คร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์มหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย, 2533.
_______. พจนานกุ รมเพ่ือการศึกษาพทุ ธศาสน์. กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภา, 2551.
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยตุ โต). ความสุขท่แี ท้จรงิ . (พมิ พครงั้ ที่ 2). กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, 2543.
_______. ธรรมกบั การพัฒนาชีวติ . (พมิ พครั้งท่ี 2). กรุงเทพมหานคร : มลู นิธิพุทธธรรม, 2539.
_______. พุทธธรรมฉบับปรบั ปรุงและขยายความ. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, 2543.
_______. กฐินสู่ธรรม. (พมิ พ์ครัง้ ท่ี 2). กรุงเทพมหานคร : บริษทั สหธรรมกิ จำกัด, 2541.
_______. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั , 2549.
_______. พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. (พิมพ์ครั้งที่ 11). กรุงเทพมหานคร :มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, 2546.
_______. พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส.อาร์.พร้ินติ้ง แมส
โปรดกั สจ์ ำกัด, 2546.
_______. พระพุทธศาสนาในอาเซยี น. (พมิ พค์ รง้ั ที่ 5). กรงุ เทพมหานคร : ธรรมสภา, 2540.
_______. สอนนาค-สอนฑิต ชีวิตพระ ชีวิตชาวพุทธ. (พิมพ์คร้ังท่ี 2). กรุงเทพมหานคร : บริษัทสหธรรม
มกิ จำกัด, 2542.
พระธรรมโมลี (บญุมา คณุ สมฺปนฺโน). คมู่ อื พระอปุ ชั ฌาย์. กรุงเทพมหานคร : มปท, 2529.
พระพรหมคุณากรณ์ (ป.อ.ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. (พิมพ์คร้ังท่ี 11).
กรุงเทพมหานคร : เอส. อาร์. พร้นิ ติ้ง แมส โปรดักส์ จำกดั , 2553.
124
_______. ฝังลูกนมิ ติ -ผกู สมี า วัดญาณเวศกวนั . (พิมพค์ ร้งั ท่ี 4). นครปฐม : วัดญาณเวศกวนั , 2555.
_______. พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. (พิมพ์คร้ังท่ี 23). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์
ผลธิ ัมม์, 2558.
_______. พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั , 2546.
_______. พทุ ธธรรม ฉบบั ปรับปรงุ และขยายความ. กรงุ เทพมหานคร : บริษัท สหธรรมกิ จํากัด, 2552.
_______. ศึกษาฝกฝนพัฒนาตนใหสูงสุด. (พิมพครั้งที่ 4). กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิมพสวย จํากัด,
2550.
พระพรหมมุนี (วิชมัย ปุญฺญาราโม). อธิบายธรรมในนวโกวาท (คู่มือสอนพระใหม่). (พิมพ์ครั้งที่ 12).
กรงุ เทพมหานคร : มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , 2551.
พระพรหมโมลี (วลิ าศ ญาณวโร ป.ธ.9). ภาวนาทีปนี. กรงุ เทพมหานคร : ดอกหญ้า, 2538.
พระพุทธโฆสเถระ. คัมภีร์วิสุทธิมรรค. แปลโดยสมเด็จพระพุฒาจารย (อาจ อาสภมหาเถร).
(พิมพค์ ร้งั ที่ 6). กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท ธนาเพรส จํากัด. 2548.
พระภาวนาวิสุทธิคุณ และวิชัย สุธีรชานนท์. หลักการฝึกสมาธิและวิธีสอนการฝึกสมาธิระดับประถมและ
มัธยมศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พว์ ิญญาณ, 2535.
พระมหาบุญชิต ญาณสํโร. กฐิน. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกลางกองการวิปัสสนาธุระ คณะ 5 วัด
มหาธาตุฯ, 2532.
พระมหาสมจนิ ต์ สมมาปญโญ. บณั ฑิตศึกษาปริทรรศน.์ ปที ่ี 2 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถนุ ายน 2549).
พระราชปริยัติโมลี (สมศักด์ิ อุปสโม). พระคัมภีร์กัจจายนมูล. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย, 2535.
พระราชวรมุนี (ประยุทธิ์ ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหาวิทยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชว์ ิทยาลยั , 2518.
พระราชวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐติ วณฺโณ). การส่งั สมบุญด้วยการรักษาศีล. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นสว่ นสามัญ
สทุ ธสิ ารการพมิ พ์, 2536.
พระราชวิสุทธิวิธี (บุญมา คุณสมฺปนฺโน). ระเบียบปฏิบัติของชาวพุทธ. กรุงเทพมหานคร : ส. สมบูรณ์การ
พมิ พ,์ 2517.
พลตำรวจตรีพจนารถ หวลมานพ. คมู่ อื พิธกี ารท่ตี ำรวจควรรู้. กรงุ เทพมหานคร : มปพ, มปป.
พุทธทาส อนิ ทปญั โญ. หลกั และวิธปี ฏบิ ตั ิ เกี่ยวกบั ทาน ศีล สมาธิ. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ม.ป.ป.
พทุ ธทาสภกิ ข.ุ คูม่ อื มนษุ ย.์ กรุงเทพฯ: กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, 2552.
ไพฑูรย์ ใจกา้ วหน้า. การบริหารเพื่อการพัฒนาสมาธิตามแนวพระพทุ ธศาสนา. (วารสาร มจร สังคมศาสตร์
ปริทรรศน์, ปีท่ี 3 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม), 2557.
ไพฑรู ย์ ยมิ้ ทอง. ศาสนาพิธีทางพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : หจก. สำนกั พิมพ์ฟสิ กิ ส์เซน็ เตอร์, 2546.
125
ฟืน้ ดอกบวั . พระพทุ ธศาสนากับคนไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนกั พมิ พศ์ ลิ ปาบรรณาคาร, 2542.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลั ย กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธิการ. ชุดฝึกอบรมวิทยากรทีมนำการจัดการเรียนรู้พระพุทธศาสนา หลักสูตร
การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 ชดุ ที่ 7 ศาสนพิธี, มปท, 2544.
รศ.ดร.ทองหล่อ วงษ์ธรรมา. ปรชั ญา 201 พทุ ธศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร: โอเอส.พร้นิ ตง้ิ เฮ้าส์, 2538.
รองศาสตราจารย์ฟ้ืน คอกบัว. วัดและพระสงฆ์ทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: ศิล
ปาบรรณาคาร, 2550.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมราชฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพมหานคร :นานมีบุ๊ค
พบั ลเิ คชั่นส์, 2546.
วศิน อินทสระ. พทุ ธจรยิ ศาสตร์, กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พธ์ รรมดา, 2549.
สมชาย เชิดกลาง. อนภุ าพแหง่ ศลี . ม.ป.ท. : ม.ป.พ.
สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน). ความจริงที่ต้องเข้าใจ. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหามกุฎราช
วิทยาลัย, 2538.
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโณ). ธรรมาภิธานพจนานุกรมคำสอน
พระพุทธศาสนา. 2556.
_______. วิธีสร้างบุญบารมี. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พส์ ำนกั งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2556.
_______. วธิ ีสร้างบญุ วาสนาบารมี. กรุงเทพฯ: สำนกั พมิ พ์ เอมี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด, 2557.
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ). ธรรมบทเทศนา เล่ม 1. กรุงเทพมหานคร : บริษัทธนาเพรส
จำกดั , 2555.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสนา ฉบับประมวลธรรม.
(พิมพค์ รัง้ ที่ 16). กรงุ เทพมหานคร : บริษทั เอส. อาร์. พริ้นตง้ิ แมส โปรดักส์ จำกดั , 2551.
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. บาลีไวยากรณ์วจีวิภาค ภาคท่ี 2 อาขยาต
และกติ ก.์ (พิมพ์ครั้งที่ 37). กรงุ เทพมหานคร : มหามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2537.
_______. สารานุกรมพระพุทธศาสนา. (สุเชาวน์ พลอยชุม รวบรวม, พิมพ์คร้ังท่ี 2). กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพมหามกุฏราชวทิ ยาลัย, 2538.
_______. หลักพทุ ธประวัติ เล่ม 1. พระนคร : โรงพมิ พ์ ส. ธรรมภกั ดี, 2499.
_______. สารานุกรมพระพทุ ธศาสนา. กรุงเทพ ฯ : โรงพมิ พ์มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , 2529.
สมมาตร ล้วนศิริ. การพัฒนาชีวิตด้วยอานาปานสติ. วิทยานิพนธ์ศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธ
ศาสน์ศึกษา คณะศาสนาและปรัชญา มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2554.
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. ความรู้เรื่องกฐิน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักงาน
พระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ, 2559.
สุชีพ บุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา
มงกุฎราชวิทยาลัย, 2541.
126
_______. คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย,
2533.
_______. พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา ไทย-องั กฤษ. อังกฤษ-ไทย. (พิมพค์ รั้งท่ี 8). กรุงเทพมหานคร
: มหามกุฏราชวิทยาลยั , 2541
สเุ มธ เมธาวิทยกุล. สังกปั พธิ กี รรม. กรงุ เทพมหานคร : สำนักพมิ พโ์ อเดียนสโตร์, 2532.
เสนาะ ผคุงฉัตร. “บุญยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ”. สารนิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2552.
_______. ศาสนาสากล (เลม่ 4). กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พล์ กู ส. ธรรมภกั ดี, 2523.
เวป็ ไซต์
บ้านจอมยุทธ. คำอาราธนาและถวายทาน. สืบค้นข้อมูลเมื่อ 15 สิงหาคม2565, จาก https://www.
baanjomyut.com/pratripidok/kata/11.html.
_______. ก า ร ภ า ว น า . สื บ ค้ น ข้ อ มู ล เมื่ อ วี น ท่ี 1 5 สิ ง ห า ค ม 2 5 6 5 , จ า ก <https://www.
baanjomyut.com/pratripidok/boon/03.html>.
สำนักงานกองสนับสนุนกรมส่งเสริมสุขภาพ. การฝึกสมาธิเบ้ืองต้น. สืบค้นข้อมูลวันท่ี 15 สิงหาคม2565,
จาก <https://www.thaihealth.or.th/Content/21044-html>.
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. การปฏิบัติพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา. สืบข้นข้อมูลเมื่อวันท่ี 15
สิงหาคม2565, จาก <https://www.onab.go.th/th/content/category/detail/id/82/iid
/4121>.
_______. วิธีปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4. สืบค้นข้อมูลเมื่อวันท่ี 15 สิงหาคม2565,
จาก <https://onab.go.th/th/content/category/detail/id /82/iid/4104>.
หน่อแก้วพระพุทธศาสนา. ปกิณกพิธี. สืบค้นข้อมูลเม่ือวันที่ 15 สิงหาคม2565, จาก <https://www.
norkaew.net/html>.
หนังสือพิมพ์ออนไลน์แนวหน้า. การภาวนามีอานิสงส์มากกว่าบุญท้ังหลาย : หลวงตามหาบัว. สืบค้นเมื่อ
วันที่ 15 สงิ หาคม2565, จาก <https://www.naewna.com/likesara/393375>.
หนังสือเรียน+ส่ือประกอบการสอน มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย. บทท่ี 11 วัตถุประสงค์และ
อานิสงส์ของการเจริญภาวนา. สืบค้นเม่ือ 15 สิงหาคม2565, จาก <http://book.dou.
us/doku.php?id=sb101:11>.
ห ล วงปู สิ งห์ ขั น ต ย าค โม . แ บ บ วิธีน่ั งส ม าธิภ าวน า. สื บ ค้ น เมื่ อ วัน ที่ 15 สิ งห าค ม 2565 .
จาก <https://sites.google.com/site/smartdhamma/samathi_lp_singha>.
Kom Chad Luek Online. บำเพ็ญ-ภาวนา : คำวัด โดยพระธรรมกิตติวงศ์. สืบค้นข้อมูลเม่ือวันท่ี 15
สิงหาคม2565, จาก <https://www.komchadluek.net/amulet/158101>.
127
sanook. ศีล 5 ห ลักปฏิ บัติสำคัญ ของชาวพุ ท ธ . สืบค้น ข้อมูลเมื่อวันท่ี 15 สิงหาคม2565 ,
จาก <https://www.sanook. com/horoscope/98197/>.
Thaichaplain. (2563). คู่มือการปฏิบัติศาสน พิธีศาสนพิธี, เรื่องพิธีถวายสังฆทาน. สืบขึ้นข้อมูลเมื่อวันท่ี
10 ตุลาคม 2564, จาก <https://www.thaichaplain.com/CONTENT365.html>.
128
ประวตั ิผูจ้ ดั ทำ
ชือ่ - สกลุ : พระปลดั บุญช่วย ฐติ จิตโฺ ต (ยงั สามารถ)
ท่อี ยู่ปัจจุบนั : เลขที่ 36/1 หม่ทู ่ี 8 ตำบลทา่ วงั ตาล อำเภอสารภี จ.เชยี งใหม่ 50140
อีเมล์ : [email protected]
โทรศพั ท์ : 061-346-0753
ประวัตกิ ารศกึ ษา
ประวตั กิ ารศึกษาทางโลก
- จบปรญิ ญาโท พ.ศ. 2561 สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา บัณฑิตวิทยาลยั ศาสนศาสตร
มหาบัณฑิต มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตลา้ นนา (ศน.ม.)
- จบปริญญาตรี พ.ศ. 2548 สาขาพุทธศาสตร์ คณะศาสนาและปรัชญา ศาสนศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตลา้ นนา (ศน.บ.)
ประวัตกิ ารศึกษาทางธรรม
- นกั ธรรมช้ันเอก พ.ศ. 2555 สำนกั เรียนวัดนครสวรรค์ จงั หวัดนครสวรรค์
- ประโยค 1-2 พ.ศ. 2552 สำนกั เรียนวดั นครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
ประสบการณ์การทำงาน
- พ.ศ. 2565-ปัจจุบัน อาจารย์ประจำหลักสูตรปรัชญา ศาสนาและวัฒนธรรม คณะศาสนา
และปรัชญา มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย จ. นครปฐม
- พ.ศ. 2561-ปัจจุบัน เลขานุการ รองเจ้าคณะอำเภอสารภี(ฝ่ายสาธารณูปการ สาธาณ
สงเคราะห)์ จังหวดั เชียงใหม่
- พ.ศ. 2554-ปจั จุบนั รองผูอ้ ำนวยการ ศพอ.วัดบวกครกเหนอื อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
- พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน ครูพระสอนพระปริยัติธรรม แผนกนักธรรม นักธรรมชั้นตรี - โท -เอก
สำนักศาสนาศกึ ษา วดั บวกครกเหนือ อำเภอสารภี จงั หวดั เชียงใหม่
- พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน ครูพระสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมศึกษา ธรรมศึกษาชั้นตรี - โท -
เอก ประจำ ศพอ.วัดบวกครกเหนืออำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
- พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน กรรมการสถานศึกษา(สพป.ชม.เขต4) โรงเรียนวัดบวกครกเหนือ
อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
- พ.ศ. 2563-ปัจจุบัน รองประธาน หน่วยเผยแพร่ศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา วัดบวกครก
เหนือ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่