The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน วิชามรณศึกษา BH 4017

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เอกสารประกอบการสอน วิชามรณศึกษา BH 4017

เอกสารประกอบการสอน วิชามรณศึกษา BH 4017

45

บทท่ี 3
สภาวะจิตกอ่ นตาย การกลับชาติมาเกดิ ในภาวะต่าง ๆ

3.1 ความนำ

การศึกษาเร่ืองความตายมีข้อจำกัดและยังคงเป็นเร่ืองลึกลับสำหรับมนุษย์ โดยหลัก
พระพุทธศาสนาเห็นว่า การตายเป็นสภาวะธรรมดาที่อยู่คู่กับการเกิด โดยมีอาการ 3 ประการเก่ียวเน่ือง
สัมพันธ์กันอยู่ในระหว่างชีวิตและความตาย ไดแ้ ก่ อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตา ที่ส่งผลต่อความสุขและ
ความทุกข์ของสรรพสัตว์ การตายในทางพระพุทธศาสนาจึงมี 2 ลักษณะคือ การตายแล้วเกิด กับการตาย
แล้วดับสูญกล่าวคือ การตายของปุถุชนคนมีกิเลส เม่ือตายไปจะยังคงต้องกลับเกิดใหม่อีกในภพภูมิต่าง ๆ
ตามวิบากกรรมแต่การตายของพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้วย่อมดับสูญไม่กลับมาเกิดอีก แนวคิดทาง
พระพุทธศาสนาจงึ มีวิธีปฏิบัติต่อความตาย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการไม่กลับมาเกดิ อีกจึงจะถือได้ว่าเป็น
ความตายท่ีสมบูรณ์แท้จรงิ โดยต้องเรยี นรู้ฝึกฝนอบรมกายและจิตเพ่ือนำไปสู่การเปลย่ี นแปลงตนเอง จาก
ระดับโลกยิ ะไปสู่โลกุตร โดยมมี รรควิธีคอื ศลี สมาธิ และปัญญา เป็นแกนหลักส่วนทา่ ทีตอ่ ความตายและวธิ ี
ปฏิบัติต่อความตายนั้น เห็นว่า ย่ิงพิจารณาเห็นความตายให้เปน็ ความธรรมดาไดม้ ากเท่าไหร่ ก็จะลดความ
ทุกข์ท่ีเกิดจากความตายได้มากเท่านั้น การทำความคุ้นเคยกับความตายเพ่ือเผชิญกับความตายอย่างมีสติ
จงึ จะเปน็ การตายดีทมี่ ีคุณภาพตามแนวพระพุทธศาสนา
จติ สดุ ท้ายก่อนตายของมนษุ ยค์ ดิ อะไรอยู่

จิตสุดท้ายก่อนตายของมนุษย์คิดอะไรอยู่ ทุกคนเกิดมาล้วนต้องตาย และความตายไม่เคยมี
นิมิตหมาย เราไม่อาจรู้เลยว่าเราจะมีชีวิตอยู่บนโลกน้ีได้ยาวนานแค่ไหน แต่เมื่อเราตายไปก็มีเพียงแค่ผล
บุญและบาปที่เราได้กระทำไว้ตอนยังมีชีวิตเท่าน้ัน ท่ีสามารถนำติดตัวไปได้ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
ตรัสไว้ว่า “จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา” เมื่อจิตผ่องใสไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป และ “จิตเต สังกิ
ลฏิ เฐ ทคุ ติ ปาฏกิ งั ขา” เมอ่ื จิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส ทคุ ตเิ ปน็ ทไ่ี ป

จติ สุดท้ายของชีวิต น่ีเป็นส่ิงท่ีแสดงให้เห็นว่า ความตายอยู่ใน “กฎแห่งไตรลักษณ์” และเรา
ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับความตายอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ เมื่อคนเราใกล้ตาย จิตสุดท้ายก่อนตายเราคิดอะไร
นั้นจะเป็นภพภูมิปลายทางท่ีเราจะไปเกิด ดังคำพระท่านว่า “ศึกชิงภพ จะอยู่หรือไม่ ใจน้ันสำคัญยิ่ง ถือ
เป็นนาทีทองของชีวิต ญาติต้องพยายามให้จิตผู้ท่ีจะเสียชีวิตเกาะเก่ียวอยู่ในบุญตลอดเวลา”หลาย ๆ คน
อาจจะส่งสัยว่า ทำไมในช่วงเวลาก่อนตาย “จิต” ถึงสำคัญ น่ันก็เพราะว่า ภาพบุญและบาปอกุศลท้ังหมด
ทเ่ี ราได้ประกอบมาตลอดชีวิต จะฉายอย่างต่อเน่ืองท้งั กศุ ลและอกุศล เพราะถ้าภาพสุดท้ายหยุดที่ภาพไหน
ปรโลกที่จะไปก็จะหยุดท่ีภาพนั้น ศึกชิงภพ จึงเป็นศึกสงครามที่เกิดข้ึนระหว่างบุญและบาปอกุศลท่ีจะ
ระลกึ ได้ในช่วงจติ สุดท้ายของชีวิต ลกั ษณะของอารมณก์ อ่ นตายของผ้จู ะเดินทางไปสู่ปรโลก

46

ท้งั นี้เวลาคนเราใกล้จะตาย โดยท่ัวไปจะมีลกั ษณ์อารมณ์ 3 อย่างท่ีเกิดข้ึน ปรากฎเป็นอารมณ์
ของปฏสิ นธจิ ิต ทีจ่ ะชกั นำเราไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ดังน้ี

กรรมมารมณ์ เป็นอารมณ์ของกรรมที่ตนเคยกระทำไว้ ได้มาปรากฎให้เห็นในขณะจิตท่ีกำลัง
ใกล้ตาย เช่น ถ้าตนเคยฆ่าวัวเพื่อขายเน้ือเป็นประจำ ภาพท่ีตัวเองเคยฆ่าจะมาปรากฏ ด่าพ่อว่าแม่ เคย
ทะเลาะเบาะแว้ง หรือดม่ื เหล้าเป็นปกติ ลักขโมยของเป็นปกติ ภาพเหลา่ น้ีจะมาปรากฏใหเ้ ห็นอย่างชัดเจน
เหมือนกับท่ีตัวเคยทำไว้ไม่ผิดเพยี้ น แล้วจิตก็ยึดเอาภาพเหล่านั้นเป็นอารมณ์ กรรมารมณ์น้ีจะมีผลต่อจิตท่ี
จะทำให้ไปเกิดในภพภูมติ ่าง ๆ

กรรมนิมติ ตารมณ์ หากกรรมารมณ์ไมป่ รากฏให้คนทใ่ี กล้จะตายเห็น ก็จะมีกรรมนิมติ ตารมณ์
ปรากฏให้เห็น ได้แก่ อุปกรณ์ที่ตนใช้กระทำดีหรือชั่วในอดีตมาปรากฏให้เห็น เพราะตามธรรมดาในการ
ประกอบกรรมทุกชนิด ส่วนมากจะมีอุปกรณ์เคร่ืองมือ เช่น ฆ่าวัว ก็ต้องมีมีด ค้อน เป็นต้น เป็นเคร่ืองมือ
หรือทำบุญก็จะมีไทยธรรม มีเคร่ืองใช้ไม้สอยในการประกอบบุญ เช่น ขันใส่ข้าว ทัพพีตักอาหารใส่บาตร
เป็นต้น อุปกรณ์เหล่าน้ีจะมาปรากฏเป็นกรรมนิมิตในขณะจิตใกล้จะดับ ซ่ึงภาพท่ีเห็นจะแจ่มชัดเพียงใด
สุดแต่ใครจะทำดีชั่วด้วยส่ิงใด บ่อยมากเพียงใด เมื่อจิตยึดหน่วงไว้เป็นอารมณ์ ภาพเหล่าน้ันจะมีผลต่อ
ความหมองหรอื ใสของใจ

คตินิมิตตารมณ์ หากกรรมนิมิตตารมณ์ไม่ปรากฏ คตินิมิตตารมณ์จะปรากฏให้เห็น ได้แก่
นมิ ติ ตา่ ง ๆ ท่ีจะบ่งบอกถึงภพภมู ิท่ีตนจะต้องไปเกิด ปรากฏให้เห็นเดน่ ชดั บางทีกเ็ ปน็ ภาพท่ีตนไม่เคยเห็น
มาปรากฏ แต่บางทีก็เป็นภาพท่ีตนเคยเห็นคร้ังท่ีเป็นมนุษย์มาปรากฏ เช่น ภาพสัตว์หรือมนุษย์ เป็นต้น
ท้ังน้ีพระพุทธองค์ได้สอนไว้ว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเปน็ ประธาน ทุกอย่างจะสำเรจ็ ด้วยใจ ฉะนั้นเราทกุ คนควรทำ
ใจใหใ้ ส ไม่หมอง เพ่อื ให้มีสคุ ติเป็นท่ไี ป

47

3.2 ความหมายกุศลจติ จิตทผี่ อ่ งใส

ธรรมะท่ีพระพุทธเจ้าแสดงในโอวาทปาฏิโมกข์ เราก็ฟังกันมาเยอะแล้ว ที่เป็นใจความคำสอน
ของพระพุทธเจ้า ละบาปอกุศลท้ังปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม ฝึกจิตให้ผ่องแผ้ว ธรรมะอื่นๆ ก็อยู่ในเรื่องของ
พวกน้ีทั้งหมดเรียนกันมามากแล้วฟังมามากแลว้ อยู่ท่ีทำหรือไมท่ ำเท่านั้น บาปอกุศลทั้งหลาย จะละก็ต้อง
ละด้วยตัวเราเอง กุศลท้ังหลายจะทำให้ถึงพร้อม ก็ต้องทำเอาเอง จะฝกึ จิตให้ผอ่ งแผ้วกต็ ้องฝึกเอาเอง เป็น
ธรรมะท่ีต้องทำเอาเองทั้งหมดเลย ถ้าเราทำบาปอกุศลมาก เราก็มีความทุกข์ มีความเศร้าหมองรอเราอยู่
ทำกุศลก็มคี วามสะอาดหมดจด มีความสขุ รอเราอยู่ จะฝึกจิตฝึกใจให้ผ่องแผว้ ต้องฝึกให้หนัก จติ ของเราแต่
ละวันมีแต่ความวุ่นวาย ยุ่ง ปรุงเร่ืองโน้นปรุงเรื่องน้ี เดี๋ยวก็ปรุงชั่วเดี๋ยวก็ปรุงดี เดี๋ยวก็ปรุงความไม่ปรุง
อยากจะไม่ปรุง ปรุงความว่างๆ จิตที่มันหลงอยู่กับความปรุงแต่ง มันผ่องแผ้วไม่ได้ ก็ต้องค่อยๆ ฝึกฝึกที
แรกก็ฝกึ ให้มันผ่องใสก่อน แล้วก็เจรญิ ปัญญาไป จนมันบริสุทธ์ิสะอาดผ่องแผ้วจริงๆ ตัวจิตท่ีมันผอ่ งใสเป็น
จิตธรรมดาของพวกเรา ในขณะที่กิเลสยังไม่เข้ามา พระพุทธเจ้าท่านก็บอกจิตมันมีธรรมชาติเดิมของมัน
มันผ่องใส ประภัสสรผ่องใส แต่เศร้าหมองเพราะกิเลสที่จรมา เห็นไหมกิเลสเป็นของจรมา มาแล้วก็ไปๆ
เราจะฝกึ จิตฝกึ ใจใหผ้ อ่ งใส ฝึกจิตให้ประภัสสร กอ็ ย่าไปหลงตามกิเลสไป

ถ้าใจเราไม่ถูกกิเลสครอบงำ ใจมันก็ผ่องใสเอง อย่างเวลาเราฝึกสมาธิ ใจเป็นผู้รู้ ผู้ต่ืน ผู้เบิก
บานข้ึนมา ตรงนี้คือใจที่ผ่องใส เรียกว่าจิตประภัสสร จิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ต่ืน ผู้เบิกบาน จิตดวงน้ีมีได้ทุกคน แต่
ว่ามันถูกกิเลสย้อมจนมันหายไป มันแสดงตัวออกมาไม่ได้ กลายเป็นจิตโลภ จิตโกรธ จิตหลงไป ฉะนั้น
เบ้ืองต้นเราก็มาฝึกจิตฝึกใจให้มันผ่องใส ทำกรรมฐานสักอย่างหน่ึง แล้วคอยรู้ทันจิตตนเองไป กรรมฐานมี
เยอะแยะ จริตนิสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็เลือกทำกรรมฐานท่ีเราทำแล้ว จิตมันสามารถถอนตัวออกมา
จากโลกของความปรุงแตง่ มาเปน็ ผู้รู้ ผู้ต่นื ผเู้ บิกบานข้ึนมาได้

ตรงท่ีเรามีสตริ ู้ทันจิตตนเอง ว่าตอนน้ีมนั เป็นอย่างไรอยู่ ตรงน้ันจิตผู้รู้มันจะเกิดขึ้น จิตฟุ้งซ่าน
มนั จะดบั จิตผู้รูม้ ันจะเกิดข้ึนแทน หรอื ในวดั นี้บางองค์ หลวงพ่อก็ให้ดูกระดูก ดูกระดูกไล่ตั้งแต่หวั กะโหลก
ลูกนยั น์ตา ลงไปตามไขสันหลัง ตามกระดูกสันหลัง ออกไปกระดูกแขน กระดูกขาอะไรอย่างน้ี จติ เป็นคนดู
จะเห็นกระดูกไปเร่ือยๆ ทีแรกก็เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ดูไปเรื่อยๆ มันจะเห็นชัดข้ึนๆ กระดูกใสข้ึนมา จิตใจก็
สงบผอ่ งใส จิตเปน็ คนดูกระดูก ตัวจิตผูร้ ้มู ันกเ็ ด่นชดั ขึน้ มา เราก็จะไดจ้ ติ ประภสั สรขึ้นมา

48

คำว่า จิต ตามรูปศัพท์ หมายถึง ธรรมชาติที่คิด คือ รับรู้อารมณ์ โดยคุณลักษณะ จิตมีความ
ผ่องใส ท่ีเรียกว่า“จิตประภัสสร” ตามทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาท จิตประภัสสร หมายถึง จิตที่ผุด
ผ่อง หรือ มีรัศมีอันซ่านออกมาเปรียบเหมือนน้ำใสสะอาดบริสุทธิ์ เปรียบเหมือนแสงไฟที่ส่องสว่าง แต่
สภาวะท่ีจิตผ่องใสตามธรรมชาติน้ี ยังไม่บริสุทธป์ิ ราศจากอนุสัยกิเลสที่เป็นมลทินละเอียด ตกตะกอนนอน
เนอื่ งในสนั ดาน ถา้ หากเปน็ จติ ทีบ่ ริสทุ ธ์ิแท้ ก็ไม่ขุ่นมัวหรือกระเพ่ือมไหว เพราะถูกกระตุ้นด้วยพลงั อปุ กิเลส
อันทจี่ ริง จิตประภัสสร เป็นจติ ปกติเมื่ออยู่ในสภาวะน่ิงไม่แกว่งไกว ก็ยงั รักษาความใสเอาไว้ขณะท่ียังมีสาร
แขวนลอย (อนุสัย) นอนตกตะกอนในช้ันล่าง แต่เม่ือจิตถูกอุปกิเลสเข้ามารบกวนกระตุ้นทำให้เสียสภาวะ
นงิ่ ดวงจติ กข็ ุ่นมวั เศร้าหมองดว้ ยอนสุ ยั ที่ฟงุ้ ขนึ้ มาและดว้ ยอปุ กิเลสท่เี ข้ามาแปดเป้ือนดว้ ย
ลกั ษณะสภาวะจิตเปน็ เช่นน้ี จิตประภสั สรก็คือภวงั คจิต ถึงจะมคี วามบรสิ ทุ ธ์ิโดยธรรมชาติ แต่พอถกู กเิ ลสท่ี
จรเข้ามากระต้นุ ก็จะเศร้าหมองไป เปรียบเหมือนมารดาบิดา หรอื อุปัชฌาย์และอาจารย์ ซงึ่ เป็นที่ผ้สู มบูรณ์
ด้วยอาจาระและความประพฤติ แต่กลับมาได้ความเส่ือมเสียช่ือเสียง เพราะการกระทำที่ไม่ดีของบุตร
สัทธิวิหาริก และ อนั เตวาสิก บริวารรอบตัว เมอ่ื จติ เศร้าหมองต้องอบรมจติ ด้วยสติปัฏฐาน 4 จิตประภัสสร
ก็จะเป็นกุศลญาณสัมปยุตจิต สามารถพัฒนาไปเป็นมรรคจิต ผลจิตจิต กำจัดกิเลสทุกชนิดมีสภาพบริสุทธิ์
สะอาด เปน็ จิตของพระอรยิ ะตอ่ ไป

เนื่องจากพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทในไทยเราได้รับอิทธิพลเรอ่ื งจิตประภัสสรจากตา่ งนิกาย
มากเกินไป และยังมีนกั ปราชญ์ฝ่ายเถรวาทได้ยกคำว่าจติ ประภัสสรนม้ี าอธบิ ายอย่างพิสดาร จริงอยู่ มพี ุทธ
พจน์ที่ว่า “จิตนี้ประภัสสรแต่จิตน้ันแลเศร้าหมอง เพราะอุปกิเลสท่ีเกิดข้ึนภายหลัง”(องฺ.เอกฺก. (บาลี)
20/49-52/96) ความตรงน้ีอาจทำให้เข้าใจได้ว่า จิตประภัสสรมีมาต้ังแต่ดั้งเดิม หรือ จิตจะประภัสสรได้ก็
ต่อเมื่อเข้าถึงอปั ปนาสมาธิ จึงจะรไู้ ด้ว่าเคยเศร้าหมองเพราะมีอุปกิเลสมาพ้องพานท่านพุทธทาสได้กลา่ วไว้
วา่ “จิตนต้ี ามธรรมชาตแิ ทๆ้ มันกม็ ิไดม้ ีกิเลสตดิ มา นับเป็นจติ ท่ีเกล้ียงท่วี ่างจากกิเลส กอ่ นแต่ที่จะเกิดกเิ ลส
มีลักษณะประภัสสร” (พุทธทาสภิกขุ, 2550, น. 43) และ “ทารกน้ันไม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุตติ ไม่มี
ความรู้เร่ืองปัญญาวิมุตติสำหรับจะควบคุมไม่ให้เกิดกิเลส” ตรงน้ีทำให้ตีความได้ว่าทุกคนเมื่อเกิดมานั้น
ย่อมมีจิตประภัสสรอยู่เดิมแล้ว และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงกิเลส หรืออนุสัยกิเลสท้ังหลายน้ันเกิดข้ึนมาจาก
ตรงไหน และเกิดข้ึนได้อย่างไร ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ตคี วามวา่ จิตไม่บริสทุ ธ์ิมาแต่เดิมกต็ ง้ั คำถามวา่ แสดงว่า
จติ เศร้าหมองโดยธรรมชาติ แล้วความเศร้าเกิดเม่ือไร เป็นเนื้อเดียวกับจิตใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเน้ือเดียวกับจิต
แล้วเราจะกำจัดกิเลสได้อย่างไร เหมือนน้ำกับความสกปรกเป็นเน้อื เดียวกนั จึงทำให้เกิดคำถามต่อไปอีกว่า
แนวความคิดของจิตประภัสสรที่ถูกทำให้เศร้าหมองเกิดขึ้นมาจากตรงไหนได้อย่างไร และตามความหมาย
ของนกิ ายเถรวาทนั้นเป็นอย่างไร ขณะที่เป็นภวงั คจติ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้อยู่ อารมณ์ของโลกน้ี
ไม่ปรากฏ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กล่ินไม่ได้ล้ิมรสไม่รู้สิ่งท่ีกระทบสัมผัส เพียงช่ัวขณะที่จิต ไม่รู้อารมณ์ทาง
ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนั้น ไม่มีกิเลสประการต่างๆ เกิดข้ึน ทำกิจหน้าที่ดังนั้น ขณะที่
เป็นภวังคจิต จึงกลา่ วว่า เป็นจิตประภัสสรด้วย ขณะที่ไม่มีอกุศลเกิดข้ึน มีกุศลจิตและภวังคจิตขณะนั้นจิต
ผ่องใส ผ่องใสเพราะไม่มีกิเลสเกิดขึ้นร่วมด้วยในขณะน้ัน เพราะกิเลสเป็นสภาพธรรมท่ีเศร้าหมอง จิตที่
ประภัสสรจงึ มจี ริง

49

3.3 ความหมายอกศุ ลจติ จติ เศร้าหมอง

อกุศลจิต คือ จิตไม่ดีงาม เป็นจิตท่ีประกอบด้วยอกุศลเจตสิกท่ีมีต้นเหตุจากความโลภความ
โกรธ ความหลงทำใหเ้ กิดโทษ สง่ ผลให้สตั วท์ ้ังหลายที่มีอกุศลจิตไดร้ บั ความทุกข์อกศุ ลจติ ม3ี กลุ่ม คือ โลภ
มูลจิตม8ี สภาวะ โทสมลู จติ 2 สภาวะและโมหมลู จิต 2 สภาวะ โลภมลู จิตม8ี สภาวะ เป็นจิตทีเ่ กิดขึน้ โดยมี
ต้นเหตุจากความโลภ ซ่ึงมีโลภเจตสิกเป็น ประธาน เพราะความยินดีอยากได้ยึดติด ติดใจในอารมณ์ต่างๆ
ที่ได้รบั รผู้ ่านทางอายตนะทั้ง 6 โทสมูลจิต2สภาวะเปน็ จติ ท่ีเกิดขนึ้ โดยมีตน้ เหตุจากความไมต่ อ้ งการอารมณ์
นัน้ ๆ ทำให้เกิดความโกรธความประทุษร้ายความขัดเคอื งความเสียใจความเกลียดความกลัวความกลดั กลุ้ม
รำคาญใจ ความอาย ซงึ่ มโี ทสเจตสิกเป็นประธาน โมหมูลจติ 2 สภาวะ เปน็ จิตทีเ่ กิดขน้ึ โดยมีต้นเหตจุ าก
ความหลงใหลออกจากรูปนามหรือไม่รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงในอารมณ์ที่ได้ประสบน้ันๆ ซ่ึงมีโมห
เจตสกิ เป็นประธานทำใหเ้ กิดความหลง ความใหล ไม่รอู้ ารมณ์ความรสู้ กึ ท่ีเกดิ ขึ้นกบั ตนเอง

อเหตุกจิต 18 สภาวะ อเหตุกจิต คือ เป็นจิตท่ีไม่มีเจตสิกทั้งเหตุบุญ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ
อโมหเหตุ และเหตบุ าป คอื โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ เข้าประกอบในจิต เพราะอาศัยการประชุมพร้อมกัน
ของปัจจัยโดยเฉพาะของตน อเหตุกจิตมี3 กลุ่ม คือ อกุศลวิบากจิตมี7 สภาวะ อเหตุกกุศลวิบากจิตมี8
สภาวะ และอเหตุกกิริยาจิตมี3 สภาวะ ดังนี้ อกุศลวิบากจิตมี7 สภาวะ จิตท่ีเป็นผลของอกุศลจิต 12
สภาวะ ท่ีไม่ประกอบด้วยเหตุโลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ เพราะอกุศลจิต 12 สภาวะเป็นจิตท่ีถูกบ่ันทอน
กำลังทำให้ความแนบแน่นในอารมณ์น้อย ความฟุ้งซ่านทำให้จิตจับอารมณ์ไม่มั่นคง เนื่องจากอำนาจของ
อุทธัจจเจตสิกท่ีเข้าประกอบร่วมอยู่กับอกุศลจิตท้ัง 12 สภาวะ ทำให้กำลังของเอกัคคตาเจตสิกที่ประกอบ
ร่วมด้วยน้ันลดน้อยลงไป และทำให้กำลังของเหตุถูกทำลายไปด้วย ด้วยเหตุนี้อกุศลจิต 12 สภาวะนั้นเม่ือ
ส่งผลเปน็ วิบาก จงึ ไมป่ ระกอบดว้ ยเหตุอย่างใดอยา่ งหน่ึงเลย (พระมหาชินวัฒน์จกฺกวโร (กุยรมั ย์), 2557)

50

ผลเป็นอกุศลวิบากจิตมี7 สภาวะ คือ การเห็น ได้ยิน ได้กล่ิน รู้รส สัมผัส รับและพิจารณา
อารมณ์ต่างๆ ท่ีไม่ดีเป็นผลทำให้จิตต้องรับรู้อารมณ์ในทางไม่ดี7 ประการอเหตุกกุศลวิบากจิตมี8 สภาวะ
จิตท่ีเป็นผลของมหากุศลจิต 8 สภาวะ ไม่ประกอบด้วยเหตุ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ เพราะขณะท่ี
ทำกุศลน้ัน บกพร่องด้วยเจตนาดี3 ประการโดยเกิดข้ึนอย่างใดอย่างหน่ึงหรือทั้ง 3 อย่าง คือ บุพเจตนาดี
ก่อนทำดีมุญจนเจตนาดีขณะทำดีและอปรเจตนาดีหลังทำดีเสร็จแล้วระลึกขึ้นมาก็ยินดีรวมทั้งแม้ทำดีแล้ว
นานๆ ระลกึ ถึงกย็ ังยนิ ดเี รียกว่าอปราปรเจตนาดี(วรรณสทิ ธไิ วทยะเสวี, 2551)

เม่ือเจตนามีกำลังอ่อน กำลังของเหตุจึงถูกทำลายไปด้วย ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดเป็นวิบาก จึงไม่
ประกอบด้วยเหตุอย่างใดอย่างหน่ึงเลย อีกนัยหนึ่ง อเหตุกกุศลวิบากจิต 8 สภาวะนั้น เป็นจิตมาจากผล
พลอยได้ของมหากุศลจิตอีกส่วนหนึ่งเพราะมหากุศลจิตนั้นนอกจากส่งผลเป็นมหาวิบากโดยตรงแล้ว ยัง
ส่งผลเป็นอเหตุกกุศลวิบากจิต8สภาวะด้วยฉะน้ัน เมื่อเป็นผลโดยอ้อม จึงไม่มีเหตุประกอบ (พระมหา
ชินวัฒน์จกฺกวโร(กุยรัมย์),2557) อเหตุกกิริยาจิตมี3 สภาวะ จิตท่ีเกิดข้ึนตามหน้าท่ีการงานของตน โดยไม่
ต้องอาศัยเหตุบุญ เหตุบาปใดๆ ทั้งส้ิน เน่ืองจากหน้าท่ีน้ันเป็นหน้าที่ท่ีเกิดข้ึนเฉพาะหน้า หรือเป็นหน้าที่ท่ี
ใกล้จะสำเร็จแล้ว คือ ทำหน้าที่เปิดทวารทั้ง 5 ให้อารมณ์ท่ีปรากฎอยู่เฉพาะหน้าได้ผ่านเข้ามากระทบกับ
จิต เหมือนนายทวารท่ีรักษาประตูพระราชวัง (ปัญจทวาราวัชนจิต) ทำหน้าที่ตัดสินปัญจารมณ์ทางปัญจ
ทวาร (มโนทวาราวชั นจติ ) และจิตที่ทำหน้าท่ยี ิ้มแย้มของพระอรหันต์ (หสิตปุ ปาทจิต) (วรรณสิทธิไวทยะเส
ว,ี 2551)

51

อกุศลจติ ท่ีจิตเป็นธรรมอันไม่ตายจะได้รับกรรมเหล่าน้ีเป็นแน่นอนต่อๆ ไป ท่านเหล่าใดก็ดีไม่
วา่ ท่านชายและท่านหญิงทกุ ๆ ท่านไป ถ้าทา่ นเหล่าใดมีจติ เป็นอคติอยู่ คือรักท่านชายรังเกยี จท่านหญิงก็
ดี หรือรักท่านหญิงรังเกียจท่านชายเช่นน้ีท่านเรียกว่าเกิดอกุศลจิตเป็นมูล ครั้นถึงเมื่อกายสังขารตาย
แตกดับไปแล้ว จิตท่านเหล่านั้นก็จะได้รับมูลอกุศลเหล่านี้เป็นเหตุต่อๆ ไป จิตของท่านเหล่าน้ันก็ไปจุติ
ตามภูมิใดใดก็ดี พวกภูมิเหล่านั้น ก็ต้องเกิดความรังเกียจท่านเหล่าน้ันอยู่เสมอๆ ไป จะหาความสุขมิได้
เลยนะท่าน ถ้ามาปฏิสนธิเกิดในร่างของมนุษย์หรอื สัตว์ ส่ิงใดใดก็ดีก็ตอ้ งถูกเขาด่าเขาตีอยู่เสมอๆ จะหา
ความสุขมิได้เลย รูปร่างก็ข้ีเหร่เป็นที่น่ารังเกียจแก่มนุษย์และสัตวเ์ สมอไป เพราะการกระทำนึกคิดอกุศล
จิตของตนท่ีมีอยู่นั้นเอง ถ้าเรามีแล้วให้ละเสียในธรรมเหล่าน้ี เราไม่รกั ไมเ่ กลียดแก่ท่านชายหญิงแต่อย่าง
ใด เรามแี ตค่ วามเมตตาตอ่ ท่าน ทา่ นกค็ วามเมตตาแกเ่ ราดังนี้

เรารักท่าน ท่านก็รักเรา เราเกลียดท่าน ท่านก็เกลียดเรา เราฆ่าท่าน ท่านก็ฆ่าเรา เรา
ขโมยท่าน ท่านก็ขโมยเราทำไมถึงเป็นอย่างน้ัน ก็เพราะการกระทำของตนเองท่ีได้กระทำแก่ท่านไว้
แล้วแต่อดีตชาตีที่ได้ผ่านมาแล้วน้ันเอง เรียกว่ากุศลมูล-อกุศลมูลในทางจิต-เจตสิกกุศลและอกุศลมูล
นน้ั เอง จิตเจตสิกท่ีมีอยู่ในตนทุกๆ คนไปไม่วา่ สัตวม์ นุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั่วๆ ไป ก็มีจิตเจตสกิ ด้วยกัน
ท้ังนั้น ใหพ้ ิจารณาดูในตนของตนน้ันมันถึงจะรวู้ ่าอะไรเป็นอะไร ที่ชอบบ้างท่ีไม่ชอบบ้าง มันเกิดข้ึนอยู่ที่
เราทุกๆ รูปทุกๆ นามไม่ใช่หรือ เพราะอะไร ก็เพราะจิต-เจตสิกที่มีอยู่ในธาตุสังขารของท่านชาย-หญิง
นั้นเอง อภิธรรมมัตถะสังคหะน้ีเป็นธรรมใน-ธรรมในธรรม ธรรมเหล่านี้มีอยู่ในตัวท่านชาย-หญิงจน
ครบถ้วนทุกๆ ตัวคน ธรรมใน-ธรรมในธรรมนก้ี ค็ ือ จติ 1 เจตสิก 1 รปู 1 นิพพาน 1 ท่านเรียกว่าธรรมใน-
ธรรมในธรรม ก็คือจิตของท่านชาย-หญิงนั้นแหละ เป็นมูลฐานจะดีหรือชั่ว ก็จิตของท่านนั้นเอง นานา
จิตตัง นึกคิดของท่านแต่ละท่านมันมากมายเหลือเกินพรรณนาไม่ไหว ขอให้ผู้ปฏิบัติชาย-หญิงพิจารณา
เอาเอง มันมีอยทู่ ี่เราคือตวั ตนของเรานั้นเองเปน็ สงิ่ ไมต่ าย ก็คือจิต-เจตสิกนั้นเองเป็นตวั ทา่ นฯ

52

นักบวชชาย-หญิงผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ความรู้แจ้งแห่งทางพระนิพพาน ท่ีจะออกจากในความ
พ้นจากกองทุกข์ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ได้ยากที่สุด ถึงได้พูดหรือนึกคิดว่าพระนิพพานนี้ไปได้ยากที่สุด คน
อย่างพวกเราๆ น้ีไปไม่ได้คนยุคน้ีสมัยน้ีไปไม่ได้ มีแตย่ ุคพุทธกาลเท่านั้นที่จะเข้าสู่พระนิพพานได้ หมู่ท่าน
ชาย-หญิงนึกคิดพูดมาเช่นนี้น้ัน เพราะอะไร ผู้พูดออกมานั้น มันคืออะไร ก็คือความหลงของท่านชาย-
หญิงน้ันเองเพราะหมู่ท่านหลงอยู่ในสักกายะทิฐิ ที่เห็นผิดรู้ผิดในกายธาตุสังขารตนและผู้อ่ืนว่าเป็นตัวตน
วา่ เป็นบุคคลว่าเป็นเราเขาอยู่ เลยกลายเป็นความเพลิดเพลินไปตามความเห็นผิดคิดผิด ทำใหเ้ กิดอวิชชา
ตัณหาคือความมืดปิดจิตปิดใจ ไม่ให้รู้ว่าอะไรที่ว่าเป็นตัวตนบุคคลเราเขา อย่างน้ีหารู้ได้ไม่ เพราะทิฐิ
ความเห็นผิดของตนน้ันเองจะไปโทษท่านเหล่าใดกันเล่า ทิฐินี้แหละมันปิดบังสวรรค์พระนิพพานไว้ให้ผู้
หลงผิดว่าพระนิพพานไปไม่ได้ พระนิพพานไปได้ยากคนอย่างเราๆ ไปไม่ได้ดอก เพราะทิฐิความเห็นผิดก็
เลยกลายเป็นสักกายะทิฐิ ก็เลยหลงว่ากายสังขารธาตุของสัตว์มนุษย์ชาย-หญิงนี้เป็นตัวตน หลงพูด
ออกมาเปน็ ตุเป็นตะ เพราะความหลงผดิ น้ันเอง

ขอให้พิจารณาดูให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรกันบ้าง ผู้หลงผิดในความเห็นของตนอยู่เช่นน้ี ก็จะมี
ความรู้ในกายสังขารตนและผอู้ นื่ ได้อยู่วา่ เป็นแต่เพียงธาตสุ งั ขารมนุษย์สัตวเ์ ท่านั้น ถา้ เราพจิ ารณาไปตาม
ธรรม ก็จะถอนความเห็นผิดเราได้อยู่ เพราะผู้รใู้ นความเกิดในความตายได้อยู่ก็ให้พิจารณาต่อๆ ไปอีกว่า
นอกจากธาตุสังขารแล้ว คงจะมีอีกส่วนหนึ่งเป็นแน่นอน ที่มาปฏิสนธิอยู่อันเป็นสิ่งไม่ตาย คงมีอยู่เป็น
แน่นอน ก็ให้พิจารณาต่อๆ ไปอีก โดยรู้ความนึกคิดโดยสภาวะตัณหาก็มี โดยสภาวะจิตก็มี ท่ีเป็นสิ่งไม่
ตาย สภาวะเหล่าน้ันแหละเป็นตัวตนบุคคลเราเขาอยู่ เราก็จะรู้ในสิ่งไปเข้าสู่สวรรค์นิพพานได้ เพราะ
ความรู้เหล่านั้น รู้จักการละเว้นปล่อยวางเสียได้ไม่ติดอยู่ในภพท้ังสามอีกต่อๆ ไป สภาวธรรมเหล่านั้น
แหละ จะเข้าสู่พระนิพพานได้ทุกๆ ท่านไป ไม่ต้องสงสัยลังเลอย่างนี้อย่างน้ันดอกท่านชาย-หญิง สิ่งที่ผู้
ไม่มีสติปัญญานึกคิดพูดออกมาว่ามนุษย์และสัตว์ เกิดมาแล้วก็ตายสูญไปเท่านั้นไม่มีอะไรจะเหลืออยู่ ผู้
นกึ คิดเช่นนี้ จะไปสวรรค์นิพพานน้ันไม่ได้ เพราะความเขลาของตนน้ันเอง อกี อย่างหน่ึงท่ีเป็นสภาวะจิต
ทำให้เกิดแก่จิตมนุษย์ชาย-หญิงมีอยู่ 5 อย่าง ท่ีปิดทางประตูพระนิพพานไว้ ไม่ให้รู้ทางสภาวธรรมแห่ง
ทางพระนิพพานได้ ก็คือธรรม 5 ประการ ที่เป็นส่ิงร้อยรัดตรึงสัตว์และมนุษย์ชาย-หญิงไว้ ให้มืดมิดไม่รู้
ทางพระนพิ พานไปไดแ้ ต่อย่างใด เพราะว่าเปน็ เครอื่ งบงั จิตไม่ให้รูท้ างนะท่านชาย-หญงิ มดี ังตอ่ ไปนคี้ อื

53

ขอ้ 1 คอื กามฉัน มันกระทำจติ ใหย้ ินดีไปทกุ อย่าง จะหาทางที่จะสน้ิ สดุ ลงมิไดแ้ ตอ่ ย่างใด
ข้อ 2 คือพยาบาท เป็นเหตุให้ใจร้ายจองเวร ทำให้จิตใจเศร้าหมองอาฆาตตนและผู้อื่น โดย
กระทำทไ่ี ม่พอไม่ถูกแก่ใจตนของตนเอง
ขอ้ 3 คือกุกุจจงั มันกระทำให้จติ ฟุง้ ซา่ นบ่มรี ู้ ห่อมทาง จะนึกคดิ อะไรๆ ก็ไม่ออก ก็ไม่รู้ จะยืน
จะเดนิ จะนง่ั จะนอนกต็ าม มแี ต่ งงงวย หนหวยไมร่ วู้ ่าอะไรเปน็ อะไรอย่างน้ันเอง
ข้อ 4 คือถีนมทิ ทะ มันกระทำให้เป็นความงว่ งเหงานอนไมร่ ู้ตืน่ มีแต่ความซบเซาอยู่เสมอๆ จะมี
ปัญญามไิ ดเ้ ลยนะท่าน
ข้อ 5 คือวิจิกจิ ฉา มันกระทำจิตใจใหเ้ กิดลงั เลสงสยั ไปตามทุกสง่ิ ทุกอย่าง ใหส้ งสยั อยู่ในธรรมทั้ง
ปวง ความสงสัยนี้เหน็ ทางแล้วหาวา่ มใิ ช่ทาง กเ็ พราะความลงั เลสงสัยของตนนัน้ เอง
หา้ อยา่ งนปี้ ิดทางพระนพิ พานท้ังแปด (มรรคมอี งค์แปด) นะทา่ นชาย-หญิงเราเป็นนักบวชผู้ทรงศีล
และธรรม สมควรพิจารณารื้อถอนเลิกละจิตใจเราใหอ้ อกมาจากกามคุณห้านใ้ี ห้ได้เป็นเดด็ ขาดเสยี ก่อน เรา
จะรู้แจ้งเองในทางพระนิพพานตามพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ไม่ต้องสงสัย ท่านเหล่าใด ยังไม่มีสติปญั ญาจงละ
เว้นจากกามคุณนี้ ให้ออกจากจิตใจตนให้ได้ชั่วคราวดูเสียก่อน พอให้รู้ช่องทางว่าพระนิพพานทางของ
พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้นี้ เป็นทางเข้าสู่พระนิพพานได้อย่างแท้จริง เราก็จะรู้ได้เราไม่ควรไปพูดไปนึกคิดว่า
คนสมัยนี้ไปพระนิพพานไม่ได้ อย่างนี้โดยประมาทตนและผ้อู ื่นอยู่เหมือนบัวจมอยใู่ ต้น้ำปลักตมนั้นเอง พูด
โดยไม่มีความหมายให้ตายไปเสียดีกวา่ จะพดู นะท่านชาย-ท่านหญงิ ฯ

ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ห้ามภิกษุ-สามเณร-ชี-พราหมณ์-อุบาสก-อุบาสิกา ผู้เล่ือมใสอยู่ในพุทธ
ศาสนาสัมมาสมั พุทธเจา้ ในทางพุทธบญั ญัติ ไม่ควรไปพดู หรอื นึกคดิ ไปตามอาการความนกึ คิดของตนว่า
นรก-สวรรค์-นิพพาน ไม่มี พูดเช่นนี้เป็นคำพูดเพ่ือทำลายพุทธศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง นรก-
สวรรค์-นิพพานน้ีเป็นพระพุทธเจ้าบัญญัติ บุญ-บาปก็เช่นกัน กรรมเวรและนักบวชชาย-หญิงก็เป็นพุทธ
เจ้าบัญญัติ ท่านเหล่าใดไปถือว่าไม่มี ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ทำลายศรัทธาบารมีตน และผู้อ่ืนโดยไม่รู้สึกตัว
แต่อย่างใด ถ้าเป็นนักบวชชาย-หญิง ไม่สมควรจะเป็นนักบวชอยู่ต่อๆ ไป ก็เป็นผู้ไร้ประโยชน์ มแี ต่โทษ
ท่ีจะมาถึงตนอยู่เสมอๆ ทุกคืน วันไฟโลกันตร์จะมาเผาผลาญท่านเหล่านั้นอยู่ไม่ขาดระยะนะท่าน โลก
มนุษย์เรานี้เป็นสถานที่ก่อสร้างบุญบารมีกัน เพ่ือจะเข้าสู่สวรรค์นิพพานให้ได้ เพ่ือพ้นออกจากกองทุกข์
ด้วยกนั ท้งั นั้น ตามพระพุทธเจา้ บญั ญตั ิไว้เปน็ สายทางในภพในภมู ิต่อๆ ไปดังนฯ้ี

ดกู ่อน ภิกษุ-สามเณร-ชี-พราหมณ์-นักบวชทั้งหลาย สิ่งท่ีปิดปกจิตใจมนุษย์และสัตว์ ไม่ให้รู้
ทางสวรรค์พระนิพพานน้ันก็คือ ตัณหาสามโลกธรรมแปดประการนั้นเอง ธรรมเหล่าที่ครอบงำฝูงสัตว์อยู่
ให้เกดิ ความมดื ปิดบังไวเ้ พราะธรรมสามประการนั้นเอง

ข้อ 1 คอื ความนึกคิดในจติ ใจของตน ในการสะสมในวัตถุของโลกน้อี ยไู่ มย่ อมปล่อยวาง หลง
อยู่ในธาตุปากท้องว่าเป็นเร่ืองใหญ่ มิได้ระลึกถึงความตายที่จะมาถึงธาตุเหล่าน้ีแต่อย่างใด มีแต่ความ
อยากข้ึนมาถมทับตนไว้อย่เู สมอไป ไมร่ ู้วา่ อะไรเป็นอะไรไปได้

ขอ้ 2 คือความกำหนัดเกิดถมทับจิตใจมนุษย์และสัตว์ไว้อีกต่อหน่ึง ไม่ใหร้ ู้ทางออกจากโลกนี้
ไปได้แตอ่ ยา่ งใด

54

ขอ้ 3 คือความมักใหญ่ใฝ่สูงทำให้เกิดขึ้นแก่จิตใจปิดบังไว้ไม่ให้รู้ทาง ความทุกข์ที่จะมาถึงตน
แต่อยา่ งใด

ธรรมสามประการน้ีแหละปิดปกครอบงำมนุษย์และสัตว์ไว้ ไม่ให้รู้ว่านรกสวรรค์นิพพานมีก็
เพราะความไม่รู้ของตนนั้นเอง ถึงไดพ้ ูดว่านรก-สวรรค์ไม่มี ถ้ามีอยู่ท่ีไหนกันเล่าท่านเหลา่ ใด ไปเห็นแต่ท่ี
ไหนกันดังนี้ ก็เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลงของตนปิดบังไว้ ไม่ให้รู้นรก-สวรรค์-นิพพาน-ภพ-
ภูมิต่างๆ ไปได้แต่อย่างใด ก็เพราะความสะสมท่ีมีอยู่ในจิตใจนั้นปิดบังไวน้ ั้นเอง ก็เพราะความกำหนดถม
ทับท่านไว้น้ันเอง ก็เพราะอยากเป็นใหญ่ของท่านน้ันเอง ถึงไม่รู้นรก-สวรรค์-นิพพานว่ามีจริง หมู่ท่าน
เหน็ แต่ช้างเท่านน้ั แต่ไมเ่ หน็ ห้ิงหอ้ ยเลยวา่ อยทู่ ี่ใดใหพ้ ิจารณาเอาเอง

3.4 การกลบั ชาตมิ าเกิด

พระพุทธศาสนาเถรวาทกล่าวถึงการเกิดใหม่ไว้ 2 ลักษณะคือ 1. กลุ่มท่ียังมีกิเลสข้องอยู่
หมายถึงกลุ่มท่ียังมีกิเลส กรรม วิบาก นับต้ังแต่อริยบุคคลช้ันอนาคามี สกิทาคามี โสดาบัน มนุษย์ สัตว์
นรก เปรต อสุรกาย เทวดา 2.กลุ่มท่ีบรรลุอรหันต์จะไม่มีการเกิดใหม่แล้วเพราะมีการตัดวงจรสังสารวัฏ
แล้ว พระพทุ ธศาสนาเถรวาทนั้นให้ความสำคญั กับเรอ่ื งของจิตเป็นสำคัญ เม่ือจุติจติ ดับ ปฏิสนธจิ ิตกเ็ กิดขึ้น
ทันที สัตว์ท่ีตายไปแล้วจะต้องมีภพภูมิท่ีรองรับจะไปเกิดใน ภูมิ 31 ภูมิ ได้แก่ ทุคติภูมิ มีนรก กำเนิด
เดียรัจฉานเปรตวิสัย อสุรกาย ส่วนสุคติภูมิได้แก่ มนุษย์ เทวดา รูปพรหม และอรูปพรหมส่วน
พระพุทธศาสนาวัชรยาน การเกิดใหม่ถือเป็นการเคล่ือนย้ายตามอำนาจของกรรมเมื่อกายได้ตายลง จะ
ปรากฏเป็นสัมภเวสี โดยมีระยะเวลาช่วงนี้ประมาณ 7 วัน หรือที่เรียกว่าสภาวะบาร์โดหรืออันตรภพ รอ
คอยการไปเกดิ ใหม่ สามารถกำหนดภพภูมิที่จะไปเกดิ ไดว้ ่าจะไปเกิดในสุคติภูมิหรือทคุ ตภิ ูมิ รวมภพภูมิท่ีไป
เกิดทั้งหมด 6 ภูมนิ อกจากนี้ วัชรยานยงั พิธีกรรมทจ่ี ะช่วยใหก้ ำหนดสถานท่ีจะไปเกิดได้ โดยอาศยั พลังและ
พระมหากรุณาธิคุณของพระโพธิสัตว์ในการไปสู่ภพภูมิที่ดีรวมถึงการเข้ารวมเป็นหนึ่ง เดียวกับสัมโภคกาย
ของพระโพธิสัตว์

เมื่อเปรียบเทียบ พบว่า กระบวนการเกิดใหม่ในพระพุทธศาสนาเถรวาทและวัชรยานน้ันมี
ลักษณะที่สำคัญ 3 อย่าง คือ 1. เร่ืองความตาย พระพุทธศาสนาเถรวาทไม่สามารถเลือกได้ว่าจะตายใน
เวลาไหน ตายอย่างไร ไปเกดิ ในสถานทไี่ หน และเกิดเป็นอะไร จะทราบได้กต็ ่อเมื่อจติ ใจ ไมบ่ รสิ ทุ ธิ์ก็จะไปสู่
ทคุ ติ แต่ถา้ จิต บรสิ ุทธ์ิก็จะไปสู่สุคติภูมิในขณะที่พระพุทธศาสนาวัชรยานน้ันมีความเช่อื ว่าสามารถที่จะทำ
พิธีต่ออายุเพ่ือผลัดผ่อนความตายได้ในบางกรณี 2.รอยต่อระหว่างการตายและการเกิดใหม่ ใน
พระพุทธศาสนาเถรวาทเช่ือว่าเม่ือตายลงไปแล้วสามารถท่ีจะเกิดใหม่ได้ทันทีไม่มีลักษณะของการรอคอย
แต่พระพุทธศาสนาวัชรยานเชื่อว่ามีการเข้าถึงอันตรภพ เป็นเวลา 7 วัน ก่อนที่จะมีการเกิดใหม่
3. กระบวนการเกิดใหม่ของพระพุทธศาสนาเถรวาทและวัชรยานมีความเหมือนกันคือ อาศัยกรรมเป็น
ปัจจัยหลักทจ่ี ะนำไปเกิดในภพภมู ทิ ้ังสุคตแิ ละทุคติ

55

แต่ก็มีความแตกต่างกันคือ พระพุทธศาสนาเถรวาท เม่ือตัดวงจรสังสารวัฏได้ ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่
เรียกว่า เข้าสู่สภาวะนิพพาน ในขณะท่ีพระพุทธศาสนาวัชรยาน สัตว์ท่ีตายไปแล้วจะไปเกิดในภพภูมิตาม
กรรมที่ได้ทำไว้โดยจะมีการประกอบพิธีกรรมเพ่ืออ้อนวอนขอให้คุรุหรือพระโพธิสัตวช์ ่วยช้ีทางให้ไปเกิดใน
สุคติภูมิได้สภาวะท่ีสรรพสัตว์ปรารถนาสูงสุด คือ การเข้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระสัมโภคกายของ
พระพุทธเจ้าอนั เปน็ ความสงบสขุ นริ นั ดร์

ความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด สามารถพบได้ในหลายวัฒนธรรม และพบมากในความเช่ือ
ทางศาสนาในประเทศอินเดียและอิหร่าน ในศาสนาพุทธเช่ือเรื่องการเกิดใหม่ของชีวิต และเรื่องกฎแห่ง
กรรม มนุษย์ทำอะไรไว้ในชาติน้ีก็จะส่งผลต่อการเกิดเป็นคนหรือสัตว์ในชาติหน้า การกลับมาเกิดใหม่จึง
เป็นเร่ืองของศีลธรรม ในศาสนาเชนเชื่อว่าวิญญาณเป็นส่ิงที่ไม่มีวันดับสูญและจะไม่ถูกทำลายแต่สามารถ
แปรสภาพไปอยู่ในรูปแบบต่างๆของวัตถุสสาร ซ่ึงทำให้วิญญาณของมนุษย์สามารถกลับไปเกิดในร่างใหม่
ดังน้ัน คนท่ีตายไปแล้ว วิญญาณก็ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกและรอที่จะไปเกิดใหม่ ทั้งน้ีการเกิดใหม่เป็น
สิง่ มชี ีวิตประเภทใดก็ขึ้นอยู่กบั ผลกรรมแห่งการทำดแี ละช่วั

ในวัฒนธรรมกรีกโบราณ มีลัทธิความเช่ือเก่ียวกับการเกิดใหม่ของวิญญาณ ผู้นำลัทธิคือออร์ฟีอุส
ในศาสนายิวก็มีความเชื่อเร่ืองการเกิดใหม่ กลุ่มชาติพันธ์ุดรูซในเขตตะวันออกกลางเชื่อวา่ วิญญาณของคน
ตายจะกลับไปเกิดเป็นมนุษย์ แต่ต้องเกิดในเพศสรีระเดิมเท่านัน้ วิญญาณของเพศชายจะกลับไปเกิดใหม่ใน
ร่างเพศชาย วิญญาณของเพศหญิงจะเกิดใหม่ในร่างเพศหญิง ชาวดรูซเช่ือว่าตนเองสามารถระลึกชาติใน
อดีตได้ ผู้ที่มีความสามารถในการระลึกชาติจะถูกขนานนามว่า “นาเท็ค”ชนเผ่าอินูอิตในอเมริกาเหนือ มี
ความเช่ือเรื่องการเกิดใหม่อย่างชัดเจน ชนเผ่ายารูบาในแอฟริกาเชื่อว่าคนในครอบครัวที่ตายแล้วจะ
กลับมาเกิดใหม่

ในสังคมทีเ่ ช่ือไสยศาสตร์ เชอ่ื เรอื่ งการเข้าสิงของวญิ ญาณและสิ่งศักด์ิสทิ ธิ์ เช่น วิญญาณของป่ยู ่าตา
ยายกลับมาเกิดใหม่ในร่างของลูกหลาน การกลับมาเกิดใหม่กับการเข้าสิงจึงมีนัยยะที่ต่างกันคนท่ีเกิดใหม่
ภายใตช้ ่ือของคนท่ตี ายไปแลว้ จะถูกคาดหมายวา่ จะไดม้ รดกสืบต่อไป และมีตำแหนง่ ทางสังคม สังคมทีเ่ ช่ือ
เร่ืองการเกิดใหม่ส่วนใหญ่ เชื่อว่าการเกิดใหม่เกิดขึ้นได้กับทุกส่ิงทุกอย่าง อย่างไรก็ตามในบางสังคม จะมี
คนบางประเภทเท่าน้ันทจ่ี ะถกู เข้าสิงจากร่างท่เี กิดใหม่ เชน่ คนทเ่ี ป็นหมอผี หรือนักสู้ที่กล้าหาญ คนเหล่านี้
อาจเสียชีวิตต้ังแต่ยังเด็กหรือเมื่อมีอายุมากแล้วก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้เกิดใหม่มักจะเป็นผู้ที่เสียชีวิตตอนวัย
เยาว์ การเกิดใหม่มักจะเป็นเพศเดิม ผู้ชายเกิดใหม่ในร่างผู้ชาย ผู้หญิงเกิดใหม่ในร่างผู้หญิง แต่อาจมี
ขอ้ ยกเว้นในบางกรณี กาย สวอนสัน กล่าวว่า การเกิดใหม่สัมพันธ์กับเรอื่ งการตัดสินใจทางสงั คมในหลาย
เรื่อง เอ็ดเวิรด์ ไทเลอร์ เชื่อว่าการเกิดใหม่กเ็ หมือนกับความเชื่ออ่ืนๆท่ีเกีย่ วข้องกับวิญญาณ เขาอธบิ ายว่า
คนจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการเกิดใหม่โดยผ่านเครื่องบ่งชี้หรือสัญลักษณ์ เช่น การเขียนลายบนตัวเพ่ือให้
รำลึกถงึ บรรพบรุ ุษ หรือการฝนั ถงึ สตรตี ง้ั ครรภซ์ ่งึ คนตายจะกลบั มาเกิดใหม่

56

สรปุ ท้ายบท

การตายและการเกิดใหม่เป็นกระบวนการทีม่ ีความต่อเนื่องกัน เมื่อหนึ่งชีวิตไดส้ ้ินสุดลงอกี หน่ึง
ชีวิตก็ย่อมที่จะเกิดข้ึนมาทดแทนกัน คำสอนทางพระพุทธศาสนาท้ังฝ่ายเถรวาทและวัชรยานได้ให้
ความสำคัญกับการเตรียมตัวตายและกระบวนการเกิดใหม่เป็นอยา่ งยิ่งโดยเฉพาะกรรมหรือการกระทำของ
ตนเองท่ีจะเป็นตัวกำหนดหลักในการส่งผลให้ไปเกิดในภพภูมิที่เป็นสุคติและทุคติได้ การเกิดใหม่จึงเป็น
กระบวนการทอ่ี าศยั แรงกรรม (การกระทำ)เปน็ สำคญั ในการสง่ ผลใหไ้ ปส่ภู พภมู ติ ่าง ๆ จำนวน 31 ภมู ิ
พยายามฝึกตัวเองให้ได้ตั้งแต่ก่อนท่ีจะตาย ค่อยๆ ภาวนาไปทุกวันๆ จิตใจจะมั่นคงเด็ดเดี่ยวมากขึ้น
เร่ือย ๆ ถ้าเรายังไม่ได้ธรรมะ เวลาจะตายเราทำอย่างไรดี ถ้าคิดถึงคุณงามความดีของตัวเองได้ ก็ใช้ได้
อย่างเราเคยทำทาน เราเคยรักษาศีลได้ดี เรานึกถึงแล้วจิตใจเราเบิกบาน เราจะได้ไปสุคติหรือบางทีก็ต้อง
อาศัยตวั ช่วย นึกถึงความดีของตวั เองไมช่ ดั เรานึกถงึ ครบู าอาจารย์ ดูท่านสะอาด ดูท่านสวา่ ง ดูท่านสงบ ดู
แล้วสดชืน่ เข้าใกล้แลว้ มคี วามสขุ จะบอกใหเ้ ราระลึกถงึ พระพุทธเจ้า

เราก็ไม่รู้พระพุทธเจ้าเปน็ อย่างไร นกึ ได้แค่พระพุทธรปู นึกไมถ่ ึงพระพุทธเจ้า พวกเรายงั ไมเ่ หน็ พระพุทธเจ้า
วันใดที่ได้ธรรมะเราจะเห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นความบริสุทธิ์ นึกถึงคนที่เขาดีๆ คนดี ใจเราจะ
เบิกบานข้ึนมา ใจจะเชือ่ มต่อกัน เบกิ บานสว่างไสวขน้ึ มาได้ เราเตรียมตัวให้พร้อม เราไม่รูว้ ่าจะตายเมื่อไหร่
วิธีเตรียมตัวให้พร้อมคือ พยายามสร้างความดีไว้ ความชั่วอย่าทำ อย่างเราทำทาน เราถือศีล เราเจริญ
เมตตา เวลาจวนตัวจะตายมิตายแหล่ นึกถึงความดีของตัวเอง ถ้านึกถึงความดีของตัวเองไม่ได้ นึกถึงครูบา
อาจารย์

ถ้านึกถึงครูบาอาจารย์ไม่ออก เราใช้มาตรการข้ันเด็ดขาดในกรรมฐาน คือดูร่างกายมันตาย ดู
ร่างกายมนั นอนอยู่ รา่ งกายมนั หายใจอยู่ ไม่รลู้ มหายใจจะส้ินสุดเม่ือไหร่ เรามสี ติระลกึ รู้ เหน็ ร่างกายมันจะ
ตายใจเป็นคนดู แต่จะทำอย่างน้ีได้ต้องฝึกให้มากๆ หน่อย ไม่อย่างน้ันนึกไม่ได้ ดูไม่ทัน กลายเป็นกูจะตาย
แล้ว เราจะตายแล้ว หรือท่ีง่ายกวา่ น้ันดูไปว่า ร่างกายน้ีใกล้จะตายแล้ว อย่าไปปฏิเสธความตาย รวู้ ่าความ
ตายเปน็ สิ่งท่ีทุกคนต้องเจอ ตอนน้ีเรากำลงั จะตายแล้ว เรียกวา่ เรามีมรณสติ แต่เราจะระลกึ ตอนตายได้เก่ง
เราต้องหัดระลึกตงั้ แตย่ ังเปน็ ๆ ทุกวนั น่ังสมาธิเสรจ็ ไหว้พระสวดมนต์แลว้ หรอื จะก่อนปฏิบัติก็ได้ ไหวพ้ ระ
สวดมนต์แล้วก็พิจารณาความตายไป ไม่นานร่างกายนี้ก็จะแตกดับ ก่อนที่มันจะแตกดับเรามาปฏิบัติธรรม
เอาร่างกายซึ่งเป็นของไม่แนน่ อนมาปฏิบตั ิธรรมเพื่อสร้างคณุ งามความดีในจิตใจของเรา

งานท่ีมอบหมาย

นักศึกษาได้รับมอบหมายให้ทบทวนองค์ความรู้จากหนังสือและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับ “สภาวะ
จติ กอ่ นตาย การกลับชาติมาเกิดในภาวะต่าง ๆ” ตามประเด็นที่ตนสนใจ พร้อมกับการเขียนบันทึกสะท้อน
การเรยี นรู้ประจำสปั ดาห์ เพือ่ ทำการนำเสนอในสัปดาห์ สดุ ท้ายของรายวชิ า

57

คำถามประจำบทท่ี 3

1. ให้นักศกึ ษาอธบิ าย ความหมายของกุศลจิต จิตที่ผอ่ งใส่
2. ใหน้ กั ศกึ ษาอธิบาย ความหมายของอกุศลจิต จติ เศรา้ หมอง
3.ให้นกั ศึกษาอธบิ าย สภาวะจติ ก่อนตาย และการกลับชาติมาเกิด

58

เอกสารอา้ งอิงประจำบท

มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. 2539.

พระสัทธัมมโชติกะ ธมั มาจรยิ ะ. ปรมัตถโชติกะ ปริเฉทท่ี 1-2-6.
กรงุ เทพมหานคร: หจก.ทิพยวิสุทธ.ิ์ (2553).

สมเด็จพระพฒุ าจารย์(อาจ อาสภมหาเถร) คัมภรี ์วิสุทธมิ รรค 100 ปี สมเด็จพระพฒุ าจารย์
(อาจ อาสภมหาเถร). (2546).
ระวีภาวไิ ล. อภธิ รรม สำหรับคนรนุ่ ใหม.่ กรงุ เทพมหานคร: บริษทั เอส.อาร์. พรน้ิ ติ้งแมส
โปรดักส์จำกัด.(2551).
พระมหาดนยั ธมฺมาราโม (แก้วโต). (2557).การศึกษาวเิ คราะหก์ ระบวนการทำงานของจติ ในคัมภีร์

อัฏฐสาลนิ .ี ปริญญานพิ นธป์ รญิ ญาดษุ ฎบี ณั ฑติ . บัณฑติ วิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราช
วิทยาลัย.(2557).
พระอนุชา ถาวรสทโฺ ธ (ลับบัวงาม). ศกึ ษาวิถีจิตในการรบั รู้อารมณ์ทางอายตนะ 6

ของผเู้ จริญวปิ สั สนาภาวนา, ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑติ . บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.(2557).
พร รัตนสุวรรณ. ตายแล้วเกดิ . กรงุ เทพมหานคร: สำนกั ค้นคว้าทางวิญญาณ.(2539).
Antonia Mills and Richard Slobodin, ed. 1994. Amerindian Rebirth: Reincarnation Belief
Among North American Indians and Inuit. University of Toronto Press.
Doniger O'Flaherty, Wendy 1980. Karma and Rebirth in Classical Indian Traditions.
University of California Press.
Gananath Obeyesekere, 2002. Imagining Karma: Ethical Transformation in Amerindian,
Buddhist, and Greek Rebirth. University of California Press
James G. Matlock ใน David Levinson and Melvin Ember(eds.) 1996. Encyclopedia of
Cultural Anthropology. Henry Holt and Company, New York, pp.1086-1088.
Jefferson, Warren 2008. Reincarnation beliefs of North American Indians : soul journeys,
metamorphoses, and near-death experiences. Native Voices.

59

แผนบริหารประจำบท

1.เน้อื หาประจำบทเรยี น
บทที่ 4 การดำเนนิ ชีวิตอยา่ งมีคุณคา่ ตามคติความเชอ่ื ทางพระพุทธศาสนา

4.1 ความนำ
4.2 ความหมายของชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท
4.3 องคป์ ระกอบของชีวติ ตามหลกั พระพุทธศาสนาเถรวาท
4.4 อุดมคตขิ องชีวิตตามหลกั การพื้นฐานของพระพุทธศาสนาเถรวาท
4.5 ดา้ นคติความเช่ือทางพระพุทธศาสนา

2.วตั ถุประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
2.1 เพอ่ื ใหน้ ักศึกษาบอก ความหมายชีวติ ตามหลกั พระพุทธศาสนาได้
2.2 เพ่ือใหน้ ักศึกษาอธิบาย องคป์ ระกอบของชวี ติ ตามหลกั พระพุทธศาสนาได้
2.3 เพอ่ื ใหน้ ักศึกษาวิเคราะห์ การดำเนนิ ชีวิตและคุณค่าตามคตคิ วามเชื่อทางพระพุทธศาสนาได้

3. กจิ กรรมการเรียนการสอน
- บรรยาย
- ต้ังประเด็น ถาม-ตอบ
- มอบหมายงาน งานกลุ่ม
- ขน้ั ประเมินผล

4.สอื่ การเรียนการสอน
4.1 เอกสารประกอบการสอน
4.2 พาวเวอรพ์ อยต์
4.3 สื่อออนไลน์

5.การประเมิน
1.ประเมนิ จากมอบหมาย งานกลมุ่
2. ประเมินจากการนำเสนอ
3.ประเมนิ จากแบบฝกึ หัดทา้ ยบท



61

บทที่ 4

การดำเนินชีวติ อย่างมีคุณค่าตามคติความเชื่อทางพระพทุ ธศาสนา

4.1 ความนำ
การศึกษาเก่ียวกับชีวิตมนุษย์ นอกจากการต้ังคำถามว่าชีวิตอะไร ชีวิตมาจากไหน อะไร

เปน็ แกน่ แท้หรอื ตัวตนท่ีแท้จรงิ ของมนษุ ยซ์ ง่ึ อาจมีแนวคดิ ทแ่ี ตกกัน คำถามเกี่ยวกับชวี ิตทส่ี ำคัญคือ มนุษย์
เกิดมาเพื่ออะไร ชีวิตท่ีมีคุณค่าเป็นอย่างไร อะไรคือส่ิงที่ดีที่สุดท่ีมนุษย์ควรแสวงหาอันเป็นจุดหมายสูงสุด
ของชีวิต สิ่งมีค่าท่ีสุดในชีวิตมีเพียงสิ่งเดียวหรือหลายส่ิง ชีวิตท่ีดี มีคุณค่าและชีวิตที่ประเสริฐเป็นอย่างไร
ซึ่งในการตอบคำถามและอธิบายเหตุและผลจึงมีแนวความคิดท่ีแตกต่างกันท้ังในทางปรัชญาและศาสนา
เกี่ยวกับคุณค่าและจุดมุ่งหมายของชีวิต กล่าวได้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล การกระทำของมนุษย์จึงเกิด
จากการวางแผนเพ่ือหวังผลที่เกิดข้ึน ผลที่มนุษย์คาดหวังคือจุดมุ่งหมาย ดังนั้นมนุษย์จึงดำเนินชีวิตอย่างมี
จุดมุ่งหมาย คำว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตในทางปรัชญาเรียกว่า อุดมคติของชีวิต พจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 (2556, น, 1422) ได้ให้ความหมายของคำว่า อุดมคติ ไว้ว่า “จินตนาการท่ี
ถือว่าเป็นมาตรฐานแห่งความดี ความงาม และความจริงทางใดทางหน่ึงที่มนุษย์ถือว่าเป็นเป้าหมายแห่ง
ชีวิตของตน” พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ -ไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2540, น, 45) ได้ให้
ความหมายของคำว่า อุดมคติ ไว้ว่า “จุดหมายสูงสุดที่บุคคลหรือสังคมมุ่งบรรลุถึง” คำว่าเป้าหมายหรือ
จดุ มุ่งหมายของชีวิตในทนี่ หี้ มายถงึ เป้าหมายสูงสุดซง่ึ เปน็ สิง่ ทม่ี นุษย์ตอ้ งการมากทสี่ ดุ ในชวี ติ

ดังนั้น อุดมคติจึงหมายถึง ความจริงอันสูงสุดที่มนุษย์ทุกคนถือว่าเป็นเป้าหมายแห่งชีวิต
ของตน เป็นความจริงอันสูงสดุ ท่ีเป็นแรงจงู ใจให้มนุษย์ทุกคนพยายามบรรลุถึง เป็นจินตนาการท่ีถือวา่ เป็น
มาตรฐานแห่งความดี ความงามและความจริงในทางใดทางหนึ่งท่ีมนษุ ย์ถือว่าเปน็ เป้าหมายแห่งชวี ติ ของตน
มีท้ังที่เป็นเป้าหมายชั้นโลกียะ หมายถึง คนส่วนใหญ่ต้องการมีความรู้ความสามารถ ต้องการมีอาชีพทำท่ี
เป็นหลักฐานและมีรายได้ดี ต้องการมีที่อยู่ที่สะดวกสบาย ต้องการปัจจัยต่าง ๆ มาบำรุงบำเรอเล้ียงชีวิต
อย่างเพียงพอ และเป้าหมายช้ันโลกุตตระ เป็นเป้าหมายข้ันสุดท้ายของชีวิต อุดมคติของชีวิต จึงรวมเอา
ความเช่ือ ทัศนคติ ตลอดจนค่านิยมต่าง ๆ ของบุคคลหรือของสังคมเข้าไว้ด้วยกันท้ังในลักษณะย่อยและ
ลักษณะรวม

62

4.2 ความหมายของชวี ติ ตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท
กำเนิดชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงประเภทกำเนิดชีวิตของสรรพ

สัตว์ไว้ 4 ประการ คือ (ที.ปา 11/263/242)
ชลาพชุ ะ สตั ว์กำเนิดในครรภ์ คอื คลอดออกมาเป็นตัว เช่น คน ช้าง ม้า วัว ควาย เปน็ ตน้
อัณฑชะ สัตว์เกิดในไข่ คือ กำเนิดออกเป็นไข่ก่อนแล้วจึงฟักเป็นตัว เช่น นก เป็ด ไก่ จระเข้ เต่า

เป็นตน้
สังเสทชะ สัตว์เกิดในไคล คือ เกิดในของชื้นแฉะ เน่าเปื่อยขยายแพร่ออกไป เช่น หนอนบางชนิด

เช้ือไวรัส เป็นต้น
โอปปาติกะ สัตว์เกิดผุดข้ึน คือ เกิดผุดข้ึนเต็มตัวในทันทีทันใดไม่ต้องเจริญเติบโตผ่านวัยทารกเมื่อ

ตายกไ็ มท่ ิ้งซากศพไว้ เชน่ เทวดา สัตว์ในอบายภูมิ เวน้ สัตว์เดรัจฉาน เปน็ ต้น

4.3 องค์ประกอบของชีวติ ตามหลักพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
ตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท เมื่ออสุจิได้ผสมกับไข่แล้ว จะมีวิวัฒนาการตามขั้นตอน ดังนี้

1) กลละ เกิดเป็นสภาพน้ำเมือกใส 2) อัพพุทะ เปลี่ยนจากสภาพน้ำใสเป็นน้ำเมือกขุ่น 3) เปสิเปล่ียนจาก
สภาพน้ำขุ่นขน้ เป็นชิ้นเน้อื 4) ฆนะ เปลยี่ นจากสภาพชิ้นเน้ือ (เล็ก) เป็นก้อนเนือ้ (สํ.ส. 15/803/248)

วศิน อินทสระ ให้ทรรศนะเก่ียวกับชีวิตตามแนวพุทธปรัชญาว่า “ชีวิตเป็นการรวมตัวของ
รูปธรรมและนามธรรม ซึ่งทางพระพุทธศาสนาไดว้ ิเคราะห์ออกเป็น 5 อย่าง เรียกว่า ขันธ์ 5” (วศนิ อินทส
ระ, 2530, หน้า 5) ประกอบด้วย

1. รูปขันธ์ กองแหง่ รูป หมายถึง ส่วนประกอบของชีวติ ท่ีเป็นสสาร (Matter) เช่น ขน ผม เล็บ
ฟัน หนัง เน้ือ โลหิต เป็นต้น ลมตามช่องว่างในร่างกาย ความร้อนในร่างกาย ส่วนประกอบของร่างกายท่ี
เปน็ รูปเช่นนี้ สรปุ ลงเปน็ ธาตุ 4 คอื สิ่งทีม่ ีลกั ษณะข้นแข็งในกายเป็นธาตุดิน ส่ิงที่มีลกั ษณะเหลวเอบิ อาบใน
กายเปน็ ธาตุน้ำ สิ่งทม่ี ีลกั ษณะเบาพดั ไปมาในกายเป็นธาตุลม และส่ิงที่มลี กั ษณะร้อนภายในกายเป็นธาตุไฟ

2. เวทนาขันธ์ โดยความหมายในพระพุทธศาสนา คือความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉยๆ
(Sensation or Feeling) แบ่งเปน็ 3 คอื

2.1 สขุ เวทนา ความร้สู ึกเป็นสุข
2.2 ทุกขเวทนา ความรู้สกึ เป็นทุกข์
2.3 อทุกขมสขุ เวทนา หรืออเุ บกขา ความรู้สึกเฉย ๆ ไม่ทุกข์ไม่สขุ
3. สัญญาขนั ธ์ หมายถึง ความจำได้หมายร(ู้ Perception or Memory) เช่น จำรปู เสยี งกลิ่น
รส โผฏฐพั พะได้ เมื่อเผชิญหรอื ประสบเข้ากับสิง่ นน้ั ๆ
4. สังขารขนั ธ์ คือ ความคดิ ปรงุ แต่ง คิดดีเปน็ กุศลหรือเป็นบุญ คิดชว่ั เป็นอกศุ ลหรือเปน็ บาป
คดิ ไม่ดีไมช่ ่วั เป็นอัพยากฤต กล่าวคือ คณุ ธรรมเปน็ กศุ ลสงั ขาร กเิ ลสเป็นอกุศลสังขาร กเิ ลสและคุณธรรมนี้
เองเปน็ ตวั ปรงุ แต่งใหจ้ ติ เปน็ ไปตา่ ง ๆ จิตจะดหี รือชว่ั กอ็ ย่ทู ี่คุณธรรมกบั กิเลสทง้ั สองอยา่ งนเ้ี ขา้ ไปปรุงแต่ง
เปรียบเสมือนสที ่ีผสมลงไปในน้ำ ทำใหน้ ้ำซงึ่ ใสสะอาดอยู่กลบั แปรเปล่ียนไปเปน็ สตี ่าง ๆ ตามชนดิ ของสีแต่
ละชนดิ

63

5.วิญญาณขนั ธ์ วิญญาณในท่ีนีจ้ ะแยกกล่าวเป็น 2 นยั คือ
5.1 วิญญาณ (Object not Emotion) คอื ความรูอ้ ารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมกู ทางลิ้น

ทางกาย และทางใจ เรียกว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณและ
มโนวิญญาณ ทั้งหมดน้ีรวมเรียกว่า“วิถีวิญญาณ”ที่ออกไปรับรู้อารมณ์ทางทวารท้ัง 6 กล่าวคือ ทวาร คือ
ตา ทวารคอื หู ทวาร คอื จมกู ทวาร คอื ลน้ิ ทวาร คอื กาย และทวาร คอื ใจ

5.2 วิญญาณ คือ การส่ังสมความดีความช่ัว เป็นความสามารถของวิญญาณท่ีสามารถสั่ง
สมความดีและความชั่วท่ีบุคคลได้กระทำแล้วด้วยกายและใจ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้ง 4
ประการนี้ เป็นนามขันธ์ แปลว่า กองนาม คือ สิ่งที่เป็นจิตใจไม่มีรูปร่างตัวตนเหมือนรูปขันธ์ ขันธ์ท้ัง 5 ที่
กล่าวมาโดยสังเขปนี้ เมื่อรวมกันเข้าโดยความหมาย ก็คือ ชีวิตตามทรรศนะของระพุทธศาสนาพระพุทธ
องค์ตรัสว่า กำเนิดของมนษุ ย์มีข้ึนได้ เพราะมีปัจจัยประกอบกันเข้า 3 ประการ ดังข้อความที่วา่ “ดูกรภกิ ษุ
ท้ังหลาย เม่ือใดบิดามารดาอยู่ร่วมกัน มารดามีฤดูด้วยและทารก (ปฏิสนธิวิญญาณ) ก็มีปรากฏด้วยเพราะ
ความประชมุ พร้อมแหง่ ปัจจยั ท้งั 3 ประการ ความเกิดขน้ึ แห่งทารกจึงม”ี (ม.ม.ู 12/452/342)

เม่ือมนุษย์ได้คลอดจากครรภ์มารดา มีชีวิต คือ ร่างกายท่ีจะต้องดำรงอยู่ ตรงจุดน้ีปัญหา
ก็คอื มนุษย์ไมอ่ าจเติบโตและอยู่เพียงลำพังได้ จะทำอย่างไรให้มีชีวิตอยู่ต่อไป เม่ือมชี ีวติ ต่อไปได้แล้ว จะให้
ชวี ิตท่ีเป็นชีวิตมคี วามสุขได้อย่างไร แต่ละวนั แตล่ ะเดือน แต่ละปีจะต้องย่างก้าวไปข้างหนา้ ตามลำดับ เรา
กำลังเดินไปสู่จุดไหนกันอะไรคือเป้าหมายของชีวิตสิ่งที่ประจักษ์ชัดแล้วในขณะน้ีคือ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม
จะต้องอยู่ร่วมกับมนุษย์คนอ่ืน ๆ เกือบตลอดชีวิต เร่ิมแต่คลอดออกมาก็อยู่ในความดูแลของพ่อแม่และ
ญาตมิ ิตรรอบ ๆ ข้าง เม่ือเตบิ โตข้ึนก็ต้องเขา้ มาใช้ชีวติ ในสังคมอย่างเต็มตัว มนุษย์ทุกคนจึงตอ้ งมี เป้าหมาย
หรืออุดมคติสำหรับเป็นหลักในการดำเนินชีวิตในสังคมของแต่ละคน บางคนอาจมีเป้าหมายเพียงเพื่อให้
ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขเท่านน้ั บางคนอาจมีอุดมคตทิ ี่สูงส่งขึ้นไปกว่านั้นอีกหรือย่งิ ๆ ข้ึนไปจนถึงเป้าหมาย
สงู สดุ

4.4 อดุ มคตขิ องชีวติ ตามหลกั การพื้นฐานของพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
อุดมคติตามทรรศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาท ที่ปรากฏในคัมภีร์คำสอนของ

พระพุทธศาสนา มีปรากฏอยู่หลายแหง่ แตเ่ มือ่ กล่าวโดยสรุปแลว้ หลักคำสอนของพระพทุ ธศาสนามเี พียง 3
ข้ันหรือ 3 ระดับ คือ ระดับศีล เป็นข้ันพ้ืนฐานฝึกอบรมความประพฤติทางกาย ทางวาจาให้บริสุทธิ์ แล้ว
ประณีตขึ้นถึงระดับที่ 2 ระดับสมาธิ การฝึกจิตให้มั่นคงแน่วแน่ จนถึงระดับสุดท้ายระดับที่ 3 คือ ปัญญา
โดยการทำปัญญาใหแ้ กก่ ล้า จนหลดุ พน้ จากอวิชชา ตณั หา อปุ าทานได้

64

1.อุดมคตขิ องชีวติ ขน้ั พ้ืนฐาน
ความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ เกียรติยศและการยกย่องสรรเสริญจากคนในสังคม ถือว่า

เป็นยอดปรารถนาของบุคคลผู้ครองเรือน ซ่ึงเป็นอุดมคติข้ันพื้นฐานท่ีผู้ครองเรือนควรจะได้รับ อุดมคติใน
ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนจึงได้แก่ความปรารถนาในความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยมนุษย์สมบัติหรือ
ความสำเร็จประโยชน์ ท่ีบุคคลจะพึงได้รับในปัจจุบันท่ีเก่ียวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละ
บคุ คล สามารถกล่าวโดยสรปุ ได้ดงั ต่อไปน้ี

1.1. ต้องการทรัพย์สมบัติ คือ ความมั่งมีร่ำรวยเพราะทรัพย์สมบัติย่อมยังความปลื้มใจ
ความสขุ ใจ แกค้ วามขัดขอ้ งตา่ ง ๆ ทีเ่ กิดข้นึ และสามารถใหส้ ำเร็จความประสงค์ในส่ิงท่ตี ้องการได้

1.2. ต้องการความมีเกียรติยศชื่อเสียง ปรารถนาความเป็นใหญ่ มีเพื่อนฝูงพวกพ้องท่ีให้ความ
รกั สนิทสนม ยกยอ่ งเชดิ ชใู นสงั คม

1.3. ต้องการความมีไมตรี มีบริวารชายหญิงไว้คอยช่วยเหลือในกิจการต่างๆ และให้ความ
เคารพยกยอ่ งนบั ถือ

1.4. ต้องการความผาสกุ ในชีวิต มีความสุขเพยี บพรอ้ มทัง้ กายและจิตใจ
ประโยชน์ในระดับนี้ พระพุทธศาสนามีอธิบายโดยอเนกปริยาย สำหรับให้คนรู้จักตนเองช่วย
ตนเอง และพัฒนาตนเองให้เป็นคนม่ังคั่งและเป็นคนดี เพ่ือความสุขและวัฒนาการของชีวิตในปัจจุบัน
ตลอดจนการมีชีวติ อยู่ร่วมกับผ้อู ่นื ในสงั คมอยา่ งมคี วามสขุ อดุ มคติในขั้นนี้คอื การได้มนุษย์สมบัตคิ ือ ความ
ถึงพร้อมสมบูรณ์ในฐานะของมนุษย์ เช่น มีทรัพย์สิน เงินทอง มีบ้านท่ีอยู่อาศัย สมบูรณ์ด้วยปัจจัย 4 มี
ทรัพย์ มียศ มีตำแหน่ง ได้รับคำยกย่องสรรเสริญ ประสบกับความเป็นอยู่ท่ีดี มีความสุขตามสมควรแก่
ฐานะของตน ได้ชื่อว่าเป็น ผู้สมบูรณ์ในมนุษย์สมบัติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา
สังฆปริณายก (2537, น, 61-62) ได้ทรงนิพนธเ์ ก่ยี วกับประโยชนใ์ นปัจจบุ นั น้วี ่า
พระพุทธศาสนา ได้แสดงธรรมสอนโลก สำหรับบุคคลที่ยังอยู่ในโลกและยังต้องการโลก ให้
ประพฤติปฏิบัตินำตนให้ได้รับประโยชน์ที่ต้องการในทางโลก สิ่งท่ีต้องการในทางโลกน้ันเป็นต้นว่า ปัจจัย
เครื่องอาศัยสำหรับดำรงชีวติ ท่ีเป็นส่วนสำคัญ ก็คือ ปัจจัยส่ีอันได้แก่ผ้านงุ่ ห่ม ที่อยู่อาศัย ยาแก้ไข้ และส่ิง
ที่ต้องการอย่างอื่น ๆ รวมความเป็นลาภ เป็นยศ เป็นสรรเสริญ เป็นสุขที่เป็นโลกธรรมฝ่ายท่ีปรารถนา
ต้องการ เช่น ลาภ คอื สง่ิ ท่ีพึงไดท้ ่ีตอ้ งใช้ดำรงชวี ิต เป็นทรัพย์ต่าง ๆ ตลอดถงึ ยศคือความมีไมตรีดว้ ย บุคคล
ในฐานะเป็นมิตรสหายตา่ ง ๆ ที่สมั พันธก์ ันอยูด่ งั เช่นในฐานะเป็นทิศ 6 และเป็นความผาสุกไม่มโี รค คอื ทุก
ๆ อย่างอนั เปน็ สงิ่ ที่ตอ้ งการสำหรับดำรงชีวิตใหช้ วี ติ มคี วามเจรญิ ในปัจจุบนั เป็นประโยชนป์ จั จบุ นั
ทิฏฐธัมมิกัตถะ คือ ประโยชน์ที่บุคคลจะพึงได้ในปัจจุบันในระดับของการครองเรือนครองสุข
พระพทุ ธศาสนาเนน้ ไปทคี่ วามสุขซึง่ เป็นทีต่ ้องการของคนทงั้ หลาย ในช้ันของโลกยี ะ คอื ประสบความสำเร็จ
ในการครองเรอื น ซ่ึงสามารถวดั ดว้ ยหลกั เกณฑ์ ดังตอ่ ไปนี้
1. อัตถิสุข ความสุขที่เกิดจากการมีทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอ่ิมใจ และอุ่นใจว่าตนมีโภค
ทรัพยท์ ไ่ี ด้มาดว้ ยน้ำพกั นำแรง ความขยันหมน่ั เพียรของตนและโดยชอบธรรม

65

2. โภคสุข ความสุขท่ีสามารถซ้ือหาจบั จ่ายใช้สอยทรัพย์ตามที่ตนต้องการ คือ ความภูมิใจเอิบ
อ่มิ ใจวา่ ตนได้ใช้ทรพั ย์ท่ีได้มาโดยชอบเล้ียงตวั เลี้ยงครอบครัว เลยี้ งผู้ท่ีควรเล้ียงและบำเพ็ญคุณประโยชน์
แก่สังคมสว่ นรวม

3. อนณสุข ความสุขท่ีเกดิ จากการไมเ่ ป็นหนีส้ นิ คอื ความภมู ิใจเอิบอิม่ ใจวา่ ตนเปน็ ไท
ไม่มหี น้ีสนิ ติดคา้ งใคร

4. อนวชั ชสขุ ความสขุ ที่เกดิ จากการทำงานทป่ี ราศจากโทษ ไมผ่ ดิ กฎหมายและไมผ่ ดิ ศลี ธรรม
คือ ความเอิบอ่ิมใจว่าตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใคร ๆ ติเตียนไม่ได้ทั้งทางกาย ทาง
วาจาและทางใจ (องฺ.จตกุ ฺก. 21/62/68)

2. อดุ มคติของชวี ติ ครอบครวั
ครอบครวั นัน้ ถอื ได้ว่าเปน็ สถาบนั ทเ่ี ลก็ ท่สี ุดของสังคม อนั เปน็ มลู ฐานที่สำคัญท่สี ดุ ในการสรา้ ง

สภาพของสังคมสว่ นรวมวา่ เป็นสังคมท่ีดหี รือไม่เพียงใด หากครอบครัวส่วนใหญ่ของสังคมเปน็ ครอบครัวที่
อบอุ่นรักใครป่ รองดอง มีระเบียบมีวนิ ัย มีคุณธรรม สมาชิกทุกคนรู้จักหน้าท่ี มีความรับผิดชอบร่วมมือร่วม
ใจ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ รักษาความสะอาดให้บ้านเรือนท่ีอยู่อาศัยเรียบร้อยสวยงามถูกสุขลักษณะ ก็
ยอ่ มทำให้ทุกคนมจี ิตใจสะอาด เป็นสุข รักใคร่ รว่ มใจและปรารถนาดตี ่อกัน สงั คมส่วนรวมก็จะเป็นสังคมที่
สวยสะอาดและเป็นสุข สมาชิกส่วนใหญ่ของสังคมก็จะมีความร่วมมือร่วมใจกันในงานของส่วนรวม
ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ความสุขของชวี ิตของคนเรานั้น เบื้องแรกที่สุดจะนึกถึงความสุขของตนเองก่อน
แตเ่ มื่อเรามีความรกั และมีครอบครวั ดว้ ยความรัก ความสุขของชวี ิตของเรากจ็ ะไปอยู่ท่ีครอบครวั สมาชิกใน
ครอบครัวแต่ละคน ถ้าหากรักใคร่ปรองดองกันแล้ว ต่างก็จะมีจิตใจรักใคร่ห่วงใยซึ่งกันและกัน หาก
ครอบครวั ใดมคี วามรกั กันเหนียวแนน่ เชน่ น้แี ลว้

ชีวิตของทุกคนก็จะมีความสุข และครอบครัวเช่นนี้ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรก็จะชักนำให้ลูก
ทกุ คนเป็นคนดี นิสยั ใจคอดี จิตใจมีคุณธรรม มีความรักเรียน รกั พ่อรักแม่ รักเคารพครูอาจารย์และเป็นคน
มีประโยชน์ต่อส่วนรวมในทางกลับกันครอบครัวใดก็ตามที่พ่อแม่มีความร่ำรวย ยิ่งด้วยยศศักด์ิ ย่ิงด้วย
อำนาจ ยิ่งด้วยบริวาร แต่หัวหน้าครอบครัวพ่อแม่ไม่มีความรักและความเสียสละ อดทนอดกลัน้ ต่อกันแล้ว
ครอบครัวนั้นก็จะเป็นครอบครัวท่ียิ่งใหญ่แต่ไม่เป็นสุข ท่ีย่ิงใหญ่ก็เพราะท้ังพ่อท้ังแม่จะย่ิงแสดงความ
ยิ่งใหญ่ ความร่ำรวย ความมีเกียรติ มีอำนาจ มีหน้ามีตาในสังคมมากยิ่งขึ้น จึงนับวันยิ่งจะห่างไกลจาก
ครอบครัว พ่อแม่ลูกจะไม่มีความเข้าใจต่อกันอย่างแท้จริง ลูกจะหันไปหาที่พ่ึงทางใจจากบุคคลอื่น และ
ส่วนใหญ่มักจะหาที่พึ่งท่ีให้ความสนุกเพลิดเพลินบันเทิงใจนอกบ้าน ด้วยการคบเพื่อนเท่ียวสนุก ในที่สุดก็
หันเข้าสู่ความเย้ายวนใจต่าง ๆอันเป็นอบายมุขแล้วจะจบลงด้วยยาเสพติด ผลท่ีจะตามมาอาจเป็น
อาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ กันก็ได้ ความสุขในชีวิตหรือประโยชน์ท่ีจะได้รับในปัจจุบัน หรือชาตินี้ที่
มนุษย์ทุกคนมุ่งหมายกัน พอจะประมวลได้จากการอวยพรกันทั่ว ๆ ไป คือ ให้มีความสุขกายสุขใจ มี
ความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าท่ีการงานและปลอดภัยด้วยประการทั้งปวงหรือเจริญด้วยจตุรพิธ
พรชัย ประกอบดว้ ยเจรญิ ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เป็นต้น โดยสรุป คอื (จรัญ ฐิตธมโฺ ม, 2555, น. 10)

66

1 มีความสำเร็จเจริญก้าวหนา้ 2 มีความสุขกาย คือ ร่างกายแข็งแรง อายุยนื ผิวพรรณผ่องใส
และมคี วามปลอดภัยตา่ ง ๆ อนั เปน็ เรือ่ งทางกาย 3 มคี วามสขุ ทางใจ

พระพุทธศาสนาเถรวาท มีหลักเกี่ยวกับประโยชน์สุขในระดับการครองเรือนว่าขึ้นอยู่กับโลก
ธรรม 8 ประการ โลกธรรมหมายถึง ธรรมดาของโลก เร่ืองของโลก ความเป็นไปตามคติธรรมดา ซ่ึง
หมุนเวียนมาหาสัตว์โลก และสัตว์โลกก็หมุนเวียนตามมันไป ใครไม่ติดโลกธรรมก็สบายใจ แต่ถ้าติดอยู่ใน
โลกธรรมก็มีแต่ ทุกข์ใจ โลกธรรม มี 8 ประการ ดังต่อไปนี้ 1 ลาภ ได้ลาภและมีลาภ 2 อลาภ เสื่อมลาภ 3
ยส ได้ยศและมียศ 4 อยส เสื่อมยศ 5 ปสังสา สรรเสริญ 6 นินทา ติเตียน 7 สุข ความสุข 8) ทุกข์ ความ
ทุกข์โดยสรุปแยกเป็น 2 ฝ่าย คือข้อ ลาภ,ยส, ปสํสา,สุขเป็นฝ่ายอิฏฐารมณ์ ท่ีน่าปรารถนาน่าใคร่ ข้อท่ี
เหลอื เปน็ ฝา่ ยอนฏิ ฐารมณค์ ือ ส่วนทไี่ ม่น่าปรารถนา (อง.ฺ อฏฐฺ ก. 23/95/132)

4.5 ด้านคตคิ วามเชอ่ื ทางพระพุทธศาสนา
ชาวพุทธเช่ือว่าศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน จะมีอายุยืนยาวถึง 5,000 ปีและหลังจาก

กึ่งพุทธกาลคือต้ังแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นไป พระพุทธศาสนาจะค่อยๆเสื่อมไปโดยลำดับ ความเสื่อม
ดังกล่าวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลังสองประการคือ ปัจจัยภายนอกได้แก่การทำลายล้างโดยบุคคลต่างศาสนาจะ
เป็นด้วยศึกสงครามและปัจจัยภายใน คือ“การทำลายโดยชาวพุทธเอง” หลายปีผ่านมามีผู้แต่งกาย
เลียนแบบสงฆ์ (ลักเพศ) มีพฤติกรรมเป็นข่าวดังพาดหัวหนังสือพิมพ์หลายคร้ัง จนญาติโยมที่ศรัทธากล้า
แขง็ ในศาสนา บางท่านถงึ กบั ศรทั ธาถอยหันหลงั ให้วัดความจริงแล้ว พุทธศาสนาไมเ่ ส่ือม แตบ่ คุ คลตา่ งหาก
ท่ีเส่ือม ปัญหาอยู่ที่ว่าบุคคลท่ีเสื่อมนั้นใช้เครื่องแบบและรูปแบบของศาสนาเป็นเคร่ืองมือหากินหา
ผลประโยชนบ์ นพ้นื ฐานศรทั ธาของชาวบ้าน ฝา่ ยชาวบ้านเอง รู้ท้งั รกู้ ็ปล่อยเลยตามเลยเข้าทำนอง“ชั่วชา่ งชี
ดีช่างสงฆ์”อย่างน้ีสถานการณ์ของพุทธศาสนาคงจะย่ำแย่คนทำบุญก็ต้องเลือกให้เหมาะท้ังบุคคล และ
กาลเทศะ ไม่เปิดโอกาสให้พวกห่มผ้าเหลืองหากินอย่างลอยนวล นักบวชหากนิ ที่ประพฤติละเมิดพระธรรม
วินัยอย่างชัดแจ้ง มีโทษเพียงให้สึก กฎหมายบ้านเมืองไม่มีสิทธ์ิไปลงโทษอะไรได้ที่หลอกลวงชาวบ้าน
ผกู ดวงสะเดาะเคราะห์ หากินกันเป็นล่ำเป็นสันหรือใช้สถานท่ีวดั เป็นแหล่งหากินในรูปแบบต่างๆก็ไม่มีใคร
ทำอะไรได้

มลู เหตุของการเกิดความเชื่อว่าเกิดจากมนษุ ย์มีปัญหาทางดา้ นจติ ใจ และความไม่รูไ้ มว่ ่ามนุษย์
จะอยู่ในสภาพใดสังคมแบบไหน ภาวะจิตของมนุษย์จะมีความรู้สึกไม่สบายใจไม่ม่ันคงต่อชีวิตตนเองความ
เช่ือน้ีจะช่วยให้กำลังใจช่วยรักษาจิตใจให้กับมนุษย์ช่วยตอบคำถามที่มนุษย์ไม่สามารถหาคำตอบได้
พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นและเจริญรุ่งเรืองในประเทศอินเดียแต่ปัจจุบันพระพุทธศาสนาในอินเดียเหลือเพียง
รอ่ งรอยความเจริญในอดตี ทเี่ ป็นเชน่ น้เี หตุสำคัญประการหนึ่งก็เนื่องจากปัจจัยภายใน คือนักบวชประพฤติ
ตนไม่ตา่ งไปจากฆราวาส ผู้คนจึงถอยศรัทธาจากค่อย ๆ เสอ่ื มและทวีความรุนแรงถงึ ข้ันสญู ไปหมด

67

ซ่ึงมีปัจจยั อีก 4 ประการ คือ สาวกวิกล ประชาชนวิบัติพระมหากษัตริย์ขึ้นหน้าศาสนาพกิ าร “สาวกวิกล”
หมายถึงพระภิกษุไม ่ประพฤติตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาประพฤตินอกธรรมวินัยแล้ว พวกนอก
ศาสนายกมารุกรานเข่นฆ่า “ประชาชนก็ถึงกาลวิบัติ” อีกทั้ง“พระมหากษัตริย์ก็ยังนับถือลัทธิอื่นไม่นับถือ
พุทธศาสนา”“ศาสนาจึงพิการถึงตาย”เมืองไทยพระพุทธศาสนาอยู่ได้เพราะมีพระมหากษัตริย์นับถือพุทธ
ศาสนา ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์หรือพระมหากษัตริยไ์ ม่นับถือแล้ว ก็คงไม่เหลือพระพุทธศาสนาไว้ให้กับคน
ร่นุ หลงั ได้เห็นอกี เลย

ในแต่ละสังคมย่อมมีการสร้างระเบียบแบบแผน ในสังคมไทยภูมิปัญญาด้านความเช่ือท่ีมี
อิทธิพลต่อคนไทยมีอยู่ 2 ความเช่ือ คือ คติความเช่ือในพระพุทธศาสนาและคติความเช่ือในเรื่องจิต
วญิ ญาณ

1. คตคิ วามเช่ือในพระพุทธศาสนา
ค ติ ค ว า ม เ ช่ื อ ใ น พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า เ ป็ น แ น ว ท า ง ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ข อ ง สั ง ค ม ไท ย ม า เป็ น เว ล า ช้ า น า น
พระพทุ ธศาสนาทำให้คนไทยมีกรอบความคิดและโลกทัศนเ์ ป็นไปตามคำสัง่ สอนในพระพุทธศาสนา

ด้านโลกทัศน์ คนไทยมองธรรมชาติตาหลักพระพุทธศาสนา คือ สรรพสิ่งมีเกิด มีดับ มี
ความเสื่อม และมีความเจรญิ ตามลำดบั

ด้านการเมืองการปกครอง คำสอนในด้านการปกครองของพระพุทธศาสนาได้กลายมา
เปน็ หลักในการปกครองประเทศของพระมหากษัตรยิ ์ โดยหลักคำสอนท้ังทศพิธราชธรรม 10 และจกั รวรรดิ
วัตร 12

ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานสำคัญของขนบธรรมเนียม
ประเพณขี องไทยเกอื บทุกดา้ น ท้งั จารตี ประเพณีซ่งึ เป็นเรอื่ งของศลี ธรรม

ด้านการศึกษา ในช่วงเวลาก่อนหน้าการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลท่ี 5 สถาบันท่ีมี
บทบาทในด้านการศึกษาสังคมไทยคือสถาบันพระพุทธศาสนา โดยเป็นแหล่งในการถ่ายทอดความรู้
ทางดา้ นการศาสนาและศิลปวทิ ยาต่างๆ

ดา้ นภาษาและวรรณคดี พระพุทธศาสนาเขา้ มามีบทบาทในสังคมไทย ในด้านภาษา ไดแ้ ก่
ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ซ่ึงเป็นภาษาท่ีนิยมใช้ในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทและพระพุทธศาสนา
นิกายมหายาน

ดา้ นสังคม วัดในพระพทุ ธศาสนาดำรงฐานะเป็นศูนยก์ ลางของชุมชน โดยดำรงฐานะสำคัญ
สำหรบั ชุมชนในหลายด้าน

คติความเช่ือในพระพุทธศาสนา เป็นภูมิปัญญาสำคัญที่สุดของสังคมไทย เน่ืองจากเป็น
รากฐานทางภูมปิ ัญญาทใ่ี หก้ ำเนดิ ภูมปิ ัญญาด้านอ่ืนๆในสังคมไทย

68

2.คติความเชื่อในเรือ่ งจติ วญิ ญาณ
คติความเช่ือในเรื่องจิตวิญญาณเป็นคติความเช่ือสำคญั ที่ใช้อธบิ ายปรากฎการณ์ตา่ งๆ ท่ีมนุษย์

ไม่สามารถอธิบายได้ คนไทยนับถือผีตั้งแต่ก่อนนับถือพระพุทธศาสนา ผีสามารถแบ่งได้เป็นผีฟ้าอยู่บน
สวรรค์ เป็นท่ีนับถือในหมู่ชาวไทยบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ผีเมืองเป็นผีที่ปกปักรักษาเมือง เป็นท่ีนับถือของ
คนไทยทุกภูมภิ าค ผีบรรพบุรษุ ของชนเผา่ ตา่ งๆ ผีบา้ นเป็นบรรพบุรุษของหมบู่ ้าน และผเี รือนเป็นผที ่สี ิงอยู่
ในบ้านเรอื น นอกจากน้ยี งั มผี ชี นิดอ่นื ๆอีก

พุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักที่คนไทยโดยมากและทุกระดับยอมรับนับถือ แต่การนับถืออาจ
ต่างกันไปตามพื้นภูมิปัญญาของแต่ละบุคคล มีแนวคิดสำคัญ ได้แก่ เร่ืองเวียนว่ายตายเกิดกรรม บาป
บญุ คุณโทษ บารมี และการอทุ ศิ สว่ นบญุ กศุ ล ความเช่ือดงั้ เดิม

1. ความเชอ่ื เร่อื งผสี างเทวดา
2. การนับถือบรรพบรุ ษุ
3. ความเชื่อเก่ียวกับเรื่องข้าว การเคารพ ไม่ดูถูกดูหมิ่นจึงจะเกิดผลดี ที่เรียกว่า ขวัญ หรือ
เรียกว่า พลัง ของชีวิตอยู่ด้วย จึงเกิดเป็นประเพณีปฏิบัติต่อข้าว ในกระบวนการการปลูกข้าว เก็บเก่ียว
ข้าว เหมือนหนึ่งวา่ ขา้ วเป็น "บุคคล"
4. ความเชื่อเรอ่ื งโลกจกั รวาลและกำเนิดคนสตั ว์
คติความเช่ือต่างๆ ในวรรณคดีก็มาจากทางพุทธศาสนา เช่น เรื่อง ลิลิตพระลอ มีโคลงหลาย
บทที่แสดงแนวคิดทางพทุ ธศาสนา เชน่

ใดใดในโลกลว้ น อนจิ จงั
คงแตบ่ าปบุญยัง เที่ยงแท้
คือเงาตดิ ตวั ตรงั ตรึงแนน่ อยนู่ า
คงแต่บาปบุญแล้ กอ่ เก้ือรกั ษา
ความคดิ เร่อื งบุญ-กรรมนี้มีให้เห็นโดยตลอดในงานกวนี พิ นธแ์ ต่โบราณจนถึงยคุ ปจั จุบัน
ในสังคมไทย พุทธศาสนาอันเป็นศาสนาหลักก็ต้องพยายามปรับตัว เกิดความต่ืนตัวในเรื่องการนับถือพุทธ
ศาสนา หรืออยากจะทำให้พุทธศาสนาสนองความต้องการของสังคมมากขึ้น ความเปล่ียนแปลงทางสังคม
บางครั้งทำให้เกิดช่องว่างทางความคิด เกิดการเสาะแสวงหาทางที่จะพ้นทุกข์หรือหาส่ิงยึดเหน่ียวใหม่ๆ ทำ
ใหเ้ กิดกระแสของศาสนาใหม่ๆ หรอื แนวใหม่ๆ ในศาสนาหลักแตเ่ ดิมพุทธศาสนาในปจั จุบนั
แนวคดิ ท่ีจะใช้ ศีล หรือวัตรปฏบิ ัตปิ รับปรุงพทุ ธศาสนาเกิดขน้ึ ด้วยเห็นว่า พระภกิ ษปุ ระพฤตยิ ่อ
หย่อน การรักษากายวาจาให้สงบตามหลักการในพุทธศาสนา
แนวคิดดา้ น สมาธิ เป็นเรื่องของการพยายามปลกี ตวั เองออกไปเพ่ือแสวงหาความสงบ
แนวคิดทางดา้ น ปัญญา คอื การพยายามหาเหตผุ ลตีความให้เข้าหลกั การทางวทิ ยาศาสตร์
เม่ือเกิดปัญหาในสังคม เช่น เรอ่ื งปัญหาสภาพแวดล้อม ปัญหาคนนยิ มวัตถุมากเกินไป ก็ยังมีความพยายาม
จะหาคำตอบจากหลักการในพุทธศาสนาอยู่ ความขัดแย้ง หรือกระบวนการต่างๆ การเสาะหาคำตอบจาก
พทุ ธศาสนาแสดงใหเ้ หน็ วา่ พุทธศาสนายงั "มชี วี ติ " อยู่

69

น่าสังเกตว่าในสังคมไทยปัจจุบัน คนไทยยังมีความไมม่ ั่นคงทางจิตใจและชีวิต ไม่ต่างไปจากคน
ไทยทุกสมัยที่ผ่านมา ย่ิงคนวิ่งตามโลกสมัยใหม่ที่มีแต่การแข่งขัน คนไทยก็ย่ิงมีความทุกข์ จะเห็นได้ว่า คน
ไทยจำนวนมากยงั วิ่งหาหมดดู คนไทยยังพ่ึงพระสงฆ์และศาสนามากเพียงใดในการที่จะทำให้ตนเองมคี วาม
สบายใจขึ้น การหันหน้าเข้าวัดปฏิบัติธรรม น่ังสมาธิภาวนา ส่ิงเหล่าน้ี่สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยในสังคม
ปัจจุบันยังต้องการ "ศาสนา" เป็นที่พง่ึ อยู่มาก ตราบใดท่ีคนยังไม่มีความมนั่ ใจในชีวิต "ศาสนา" ยังมบี ทบาท
สนองความต้องการทางจิตใจคนในสังคมได้เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะเลือกรูปแบบใด วิธีการใด ทาง
ความเชอื่ และพิธกี รรมศาสนามาใชใ้ ห้เหมาะกบั ความต้องการของตน

สรปุ ท้ายบท

การค้นพบความเช่ือที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ท่ีจะนำมาปรับใช้ได้ในสังคมไทย คือ ความเชื่อกฎ
แหง่ กรรม เปน็ กระบวนการก่อกรรม และการให้ผลของกรรมอยา่ งเป็นเหตุเป็นผล ซ่ึงกระบวนการกอ่ กรรม
นั้นต้องประกอบด้วยเจตนา ดังน้ัน จึงเป็นคำสอนที่สำคัญย่ิงเร่ืองหน่ึงในพระพุทธศาสนาโดยสอนให้มนุษย์
เชื่อเร่ืองกรรม ผลของกรรม ทำดีได้ดีทำช่ัวได้ชั่ว โดยมีหัวใจหลกั คือการสร้างความดีละเว้นความช่ัวทั้งปวง
และทำจติ ใจใหบ้ ริสุทธ์อิ ยูเ่ สมอ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พุทธศาสนิกชนเป็นคนดีมีศีลธรรม คณุ ธรรม จริยธรรม
อันนำไปส่คู วามสงบสขุ ของตนเองและประเทศชาติ

งานท่ีมอบหมาย

นักศึกษาได้รับมอบหมายให้ทบทวนองค์ความรู้จากหนังสือและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับ “การ
ดำเนินชีวิตอย่างมคี ุณคา่ ตามคตคิ วามเช่อื ทางพระพทุ ธศาสนา” ตามประเด็นท่ีตนสนใจ พร้อมกับการเขียน
บนั ทึกสะท้อนการเรยี นรูป้ ระจำสัปดาห์ เพื่อทำการนำเสนอในสปั ดาห์ สดุ ท้ายของรายวิชา

คำถามประจำบทที่ 4

1. ใหน้ กั ศึกษาอธบิ าย ของชวี ิตตามหลักพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
2. ให้นักศกึ ษาอธิบาย องค์ประกอบของชวี ิตตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท
3. ใหน้ กั ศกึ ษาอธิบาย อดุ มคตขิ องชีวิตตามหลักการพ้ืนฐานของพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
4. ใหน้ ักศกึ ษาอธบิ าย ดา้ ยคตคิ วามเชอ่ื ทางพระพุทธศาสนา

70

เอกสารอา้ งอิงประจำบท

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. 2539.

กรมการศาสนา. (2525ก). คมู่ อื การศึกษาจรยิ ธรรมระดับอดุ มศกึ ษา ตอนท่ี 2.
กรุงเทพฯ: กรมการศาสนา.

กรมการศาสนา. (2525ข). พระไตรปฎิ กภาษาไทยฉบับหลวง. กรงุ เทพฯ: กรมการศาสนา.
จรญั ฐิตธมโฺ ม. (2555). พระอันประเสรฐิ . กรุงเทพฯ: สำนกั พิมพ์น้ำใจ.
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. (2556). กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.
พจนานกุ รมศัพทป์ รชั ญา องั กฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (2540). กรงุ เทพฯ: ราชบัณฑติ ยสถาน.
พระโสภณคณาภรณ์ (ระแบบ ฐิตญาโณ). (2529). ธรรมปริทรรศน์ 2. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวทิ ยาลัย.
วศิน อนิ ทสระ. (2530). แนวทางการพฒั นาทรัพยากรมนุษย.์ กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พก์ ิจเจริญ.
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. (2537). ธรรมดุษฏี. กรุงเทพฯ: เรือน
แกว้ การพมิ พ์

71

แผนบรหิ ารประจำบท

1.เนื้อหาประจำบทเรยี น
บทที่ 5 กระบวนการพิธกี รรมเกย่ี วกับความตาย

5.1 ความนำ
5.2 การจัดงานศพ
5.3 ฌาปนกจิ
5.4 การทำบญุ อุทิศ
5.5 การทำบญุ อฐั ิ

2.วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม
2.1 เพอ่ื ใหน้ ักศึกษาสามารถบอก กระบวนการพิธกี รรมเกี่ยวกบั ความตายได้
2.2 เพื่อใหน้ ักศึกษาสามารถอธบิ าย กระบวนการพิธีกรรมเกย่ี วกับความตายได้
2.3 เพื่อให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์ กระบวนการพธิ กี รรมเก่ียวกับความตายได้

3. กิจกรรมการเรยี นการสอน
- บรรยาย
- ต้งั ประเด็น ถาม-ตอบ
- มอบหมายงาน งานกลุม่
- ขัน้ ประเมนิ ผล

4.สือ่ การเรยี นการสอน
4.1 เอกสารประกอบการสอน
4.2 พาวเวอรพ์ อยต์
4.3 สอ่ื ออนไลน์

5.การประเมิน
1.ประเมนิ จากมอบหมาย งานกลมุ่
2. ประเมินจากการนำเสนอ
3.ประเมนิ จากแบบฝึกหัดทา้ ยบท



73

บทท่ี 5

กระบวนการพธิ กี รรมเกย่ี วกบั ความตาย

5.1 ความนำ

พิธีกรรมความเช่ือเก่ียวกับการเกิด การตาย แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงต้ังครรภ์ช่วงคลอด ช่วง
หลังคลอด ในช่วงต้ังครรภ์ชาวบ้านมีความเชื่อท่ีเก่ียวกับความปลอดภัยของเด็กในครรภ์และของหญิง
ต้ังครรภ์เป็นหลัก ซ่ึงเป็นความเช่ือเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติ การวางตนอยู่ในความไม่ประมาท การ
พยายามทำให้ทารกคลอดได้ง่ายการเตรยี มการให้เดก็ ท่ีคลอดออกมามีสุขภาพและผิวพรรณดี เจริญเติบโต
อย่างปลอดภัยในช่วงคลอดมีความเชื่อเก่ียวกับความปลอดภัยในการคลอด เพ่ือใหค้ ลอดได้ง่ายและสะดวก
ความปลอดภัยและการเจริญเติบโตของเด็กให้มีสุขภาพแข็งแรง การมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต โดยขอ
กำลังใจจากอำนาจเหนือธรรมชาติและคนรอบข้างที่ใกล้ชิดการให้ความสำคัญกับรกท่ีห่อห้มุ ทารกมาตั้งแต่
เร่ิมสร้างตัวเองอยู่ในครรภ์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งท่ีให้คุณกับเด็ก โดยการหาสถานท่ีกลบฝังทำลายให้เป็นอย่างดี
และช่วงหลังคลอดผู้เป็นแม่จะต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพ่ือพร้อมรับมือกับการเล้ียงดูลูกน้อยตามความ
เชอ่ื ทั่วไป ดังน้ัน การคาดหวังให้อาการบาดเจ็บทุเลาลงตามธรรมชาตจิ ึงยังไม่เพียงพอ ต้องพึ่งแรงใจจากคน
รอบขา้ ง และพงึ่ พาอาศัยอำนาจเหนือธรรมชาติ

เพ่ือสร้างขวัญและกำลังใจ ทั้งยังก่อให้เกิดความสามัคคีข้ึนในหมู่วงศาคณาญาติและเพ่ือนบ้านที่
ร่วมกันประกอบพิธีกรรมพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับการตาย แบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงใกล้เสียชีวิตช่วง
ทำศพ ช่วงหลังเผาศพ ในช่วงใกล้เสียชีวติ มีพิธีกรรมเกี่ยวกบั การจำเริญอายุ และความเช่ือที่เกยี่ วกับความ
ฝันและลางสังหรณ์ต่าง ๆ ส่วนในช่วงทำศพมีข้อห้ามระหว่างการตั้งศพ การจัดการศพ อาหารสำหรับเซ่น
ศพ การเคล่ือนย้ายและการเผาศพ ความสัมพันธ์ระหว่างศพกับญาติ อาหารในงาน คนป่วยกับการไป
ร่วมงาน ของใชส้ ่วนตัว การมัดตราสัง การสวดพระอภิธรรม การบวชหนา้ ศพและหน้าไฟ การชกั ผา้ บังสกุ ุล
การหว่านกำพลิก การวางดอกไม้จันทน์ รวมถึงความเก่ียวข้องกับสัปเหร่อ และในช่วงหลังเผาศพมีความ
เช่ือท่ีเก่ียวเน่ืองกับสุขภาพและสวัสดิภาพ จึงมีการประกอบพิธีดับธาตุ พิธีเก็บอัฐิการทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย
และทำบญุ อฐั ิ เพื่อใหผ้ ู้ตายได้ใชช้ วี ิตอยา่ งสขุ สบายในภพภูมใิ หม่

74

5.2 พิธกี ารจดั งานศพ

คนไทยส่วนใหญ่ท่ีนับถือศาสนาพุทธมีความเชอ่ื ว่าการเกิดกับการตายเป็นของคู่กันในช่วงเวลาที่มี
ชวี ิตอยู่นั้นจะต้องผ่านประสบการณ์ชวี ิต ยิ่งมีชีวติ ยืนยาวก็ต้องผ่านประสบการณ์ชีวิตมากมาย ดังน้ันวาระ
สุดท้ายของชีวิตจึงมีความสำคัญมากการไปจากโลกน้ีของคนผู้หน่ึง จึงมีผลกระทบต่อท้ังสองระดับ คือ
สงั คมในระดับครอบครวั และสังคมโดยรวม คนไทยซ่ึงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่มคี วามอบอุ่น มีความเอ้ืออาทร
เคารพนับถือในระบบอาวุโสและมีความกตัญญูกตเวที จึงให้ความสำคัญแก่ประเพณีและพิธีกรรมเก่ียวกับ
ความตายเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นการให้เกียรติและแสดงความเคารพต่อผู้ตายเป็นคร้ังสุดท้ายก่อนที่
สังขารจะสญู สลายไปจากโลกน้ี

ความตายในมิติทางศาสนาถือว่าเป็นส่ิงท่ีทุกคนหลีกเลี่ยงไปไม่ได้เพราะว่าเกิด ขึ้นย่อมมีดับไปเป็น
ธรรมดาหรือตามสภาวะธรรมของสังขารทั้งหลายท่ีไม่เที่ยงเป็นไปตามวั ฏจักรการเวียนว่ายตายเกิดของ
มนุษย์ แต่ในระบบความเช่ือของแต่ละศาสนาทำให้มนุษย์มั่นใจว่าสามารถเอาชนะความตายได้ด้วยการ
ยืนยันชวี ติ ในภพหนา้ (พระครูกันตธรรมาภิวฒั น์ (คุ้มบัวลา). (2555).

ส่วนการประกอบพิธีกรรมทำให้มนุษย์มีความเป็นตัวของตัวเอง มีวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อ
และค่านิยมทถ่ี ือปฏิบตั ิกันมาของแตล่ ะบริบทของพื้นที่ ความสำคัญของพิธีกรรมศพทำใหค้ นเป็นได้เห็น ได้
รู้พิธีกรรมเกี่ยวกับศพ ตามหลักพุทธศาสนามากมายท่ีแฝงความหมายอยู่ในพิธีกรรมบางตอน เช่น ชีวิต
เหมอื นดวงไฟท่ีจดุ หน้าศพ มีการเกิดขึ้นเปล่ยี นแปลงและดับสลาย ทำใหค้ นเราเข้าใจธรรมชาติของชีวิต จะ
ได้ไม่ลุ่มหลงมัวเมาและเศร้าโศกเสียใจเมื่อชีวิตต้องมีอันเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง พิธีกรรมศพท ำให้
ความสัมพนั ธท์ างสังคมของคนในชุมชนแน่นแฟน้ ม่นั คงยิ่งขน้ึ (สุเมธ เมธาวทิ ยกุล). (2532)

เพราะต่างก็ได้คบหาสมาคม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เนื่องจากญาติมิตรท่ีมาร่วมงานศพทำให้
เจ้าภาพอบอุ่นใจ ไม่ว้าวุ่น ว้าเหว่เดียวดาย รู้สึกสำนึกบุญคุณท่ีญาติมิตรให้กำลังใจยามทุกข์ และเมื่อถึง
คราวที่คนอื่นประสบเหตุการณ์เช่นน้ีเข้าบ้างความคิดเกี่ยวกับความเช่ือในความตาย และพิธีกรรมงานศพ
การจากไปของบุคคลในครอบครัวเป็นภาวะทที่ ำาให้เกดิ ความเศรา้ โศก แต่ก็มคี วามเช่ือวา่ คนตายไปจะเป็น
ผี ซ่ึงเป็นส่ิงที่น่ากลัว จึงมีประเพณีเพื่อผ่อนคลายความเศร้าโศก และตัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผี วิธี
ทำศพส่วนใหญ่จะต้องคล้อยตามความเช่ือทางศาสนา ซ่ึงโดยท่ัวไปจะมีเพียง 2 วิธี คือ การฝังและการเผา
พิธกี รรม (ประชดิ สกณุ ะพัฒน์ และอดุ ม เชยกวี งศ์). (2548)

คือ สิ่งท่ีเกี่ยวข้องกับมนุษย์มาโดยตลอด ต้ังแต่แรกเกิดจนถึงวันตาย เม่ือมีการตายจึงมีประเพณี
เก่ียวกับความตายเป็นแบบแผนการปฏิบัตใิ นการทำบุญให้แก่ผลู้ ่วงลับ อันได้แก่ พิธีเก่ียวกับการทำศพ พิธี
การทำาบุญร้อยวัน พิธีการทำบญุ อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาตผิ ู้ล่วงลับพิธีกรรมงานศพในประเทศไทยกล่าวถึง
ความตายท่ีทำาให้เกิดถึงความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของคนในสังคม ความเช่ือของมนุษย์กับวิญญาณ
ของผู้ตาย โดยอาศัยพิธีกรรมเป็นส่ือติดต่อความสัมพันธ์กัน จากนี้ยังได้กล่าวถึงข้ันต้องพิธีกรรมศพใน
ปัจจุบัน ตั้งแต่การบอกหนทางให้แก่คนป่วยใกล้ตาย พิธีอาบน้ำศพ การตั้งศพบำเพ็ญกุศลจนกระท่ังถึงพิธี
เผาและพิธเี กบ็ เถา้ กระดูก โดยกล่าวให้เห็นถึงพิธีกรรมในรูปแบบพิธีกรรมศพของชาวบา้ นและชนชั้นสูงที่มี
ความแตกตา่ งกันทัศนคตเิ กยี่ วกับความตายของสงั คมหนึ่งๆ การจัดการศพในสังคมไทยเกดิ จากความเชอ่ื ท่ี
สำคัญ 3 ประการคือ คนตายมีลักษณะความเป็นอยู่และความต้องการคล้ายกับคนเป็น เพียงแต่อยู่คนละ

75

โลก จึงต้องทำพิธีเซ่นไหว้อุทิศอาหารสิ่งของ เครื่องใช้ ให้แก่ผู้ตายเพ่ือนำไปใช้ในโลกของผู้ตายประการท่ี
สอง ผู้ท่ีตายไปแล้วได้เปล่ียนสภาพไปเป็นวิญญาณหรือผีที่อาจกลับมารบกวนเพราะความเป็นห่วงคนเป็น
หรอื ยังตัดไม่ขาดจากโลก จึงอาจกลับมา (ธนากติ ,ปราณวี งศเ์ ทศ). (2543)

พิธีกรรมงานศพในประเทศไทยกล่าวถึงความตายท่ีทำให้เกิดถึงความเปล่ียนแปลงความสัมพันธ์
ของคนในสังคม ตลอดถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจความรู้สึกของสมาชิกในสังคมและความเชื่อมโยงความเชื่อ
ของมนุษย์กับวิญญาณของผู้ตาย ปัจจุบันการเข้ามาของกระแสบริโภคนิยม ประเพณีงานศพของ
พุทธศาสนิกชนชาวไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แต่ละท้องถิ่นก็ยังจัดงานศพแตกต่างกันออกไปตามความ
นิยมและตามฐานะของเจ้าภาพ เป็นท่ีน่าสังเกตว่า เจ้าภาพบางรายจัดงานศพให้ใหญ่โตเป็นเหตุให้
สิ้ น เป ลื อ งท รัพ ย์ สิ น เงิน ท อ งม าก ม าย เกิ น ค ว าม จ ำเป็ น (ส ำนั ก งาน ค ณ ะก รรม ก ารวัฒ น ธ รรม แห่ งช าติ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร). (2538)

จึงส่งผลให้การจัดงานศพ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปด้วย จากเดิม
พิธีกรรมต่างๆ ท่ีช่วยเหลอื กนั แบบให้เปล่าให้ยืมในวิถชี ุมชนชนบทก็เร่ิมเลือนหายไป เปลยี่ นมาเปน็ การเช่า
และจ้างเหมา หรือแม้แต่ศิลปะการตกแต่งโลงศพที่ได้รับการช่วยเหลืองานฝีมือ และใช้วัสดุธรรมชาติก็
เปลี่ยนเป็นวัสดุที่ทันสมัยที่ไม่ใช่ธรรมชาติ และต้องใช้เงินทุนมากขึ้นในการจัดงานศพสำหรับประเพณี
พิธีกรรม ความเชื่อ เก่ียวกับงานศพนั้นเม่ือมีคนตาย กรณีที่ต้ังงานศพที่บ้านส่ิงแรกท่ีเราจะต้องปฏิบัติคือ
การอาบน้ำศพตามธรรมเนียมประเพณี เพ่ือแสดงให้เห็นถึงคนตายได้รับความดูแลเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรก
แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ แต่อย่างไรก็ตามมีวิธีปฏิบัติท่ีเหมือนกันๆ ในการอาบน้ำศพ แล้วจึงจัดแจงใส่
เสื้อผ้าให้กลับหน้ากลับหลัง ถือว่าเป็นเคล็ดไม่ให้ผู้ตายกลับบ้านถูก หลังจากน้ันหามศพลงบรรจุในโลงศพ
โดยวางให้ศพนอนหงาย ลักษณะคล้ายคนพนมมือไหว้ ใช้ด้ายดิบพันนิ้วมือเพ่ือให้อยู่ติดกันไม่หลุดนำ
ดอกไม้ธูปเทียนใส่รวมไว้ด้วยเพราะเช่ือว่าสำหรับให้คนตายไปไหว้พระบนสวรรค์ หลังจากนั้นนำศพไปวัด
เพ่ือประกอบพิธีกรรมทางศาสนาส่วนในปัจจุบันน้ันมักนิยมตั้งงานศพที่วัดเพื่อความสะดวกของเจ้าภ าพ
และผู้ที่มาเข้าร่วมงานศพ โดยมีการจัดสวดพระอภิธรรมในแต่ละคืนจนกว่าจะถึงวันเผาศพ และมีการจัด
เล้ียงอาหารสำหรบั แขกทม่ี าเข้าร่วมพธิ ี เพอ่ื เป็นการ

ตอบแทน คร้นั ถึงวันสุดท้ายของการจัดต้ังพิธีศพจะมีการทำพิธฌี าปนกิจศพ โดยมกี ารสวดบังสุกุล
และนำศพข้ึนเมรุเพ่ือทำพิธีเผาศพต่อไป พิธีกรรมในแต่ละข้ันตอนก็จะแทรกไปด้วยความเช่ือ และคติ
สอนใจถึงคนท่ียังมีชีวิตอยู่เพ่ือเป็นเคร่ืองเตือนใจในการใช้ชีวิตของพุทธศาสนิกชน จากบริบทประเพณี
พิธีกรรม ความเชื่อเกี่ยวกับงานศพดังท่ีเป็นมาในอดีตจนกระท่ังปัจจุบันได้ปรากฏความเปล่ียนแปลงอัน
สืบเน่ืองจากการพัฒนาประเทศภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 1 ถึง ฉบับท่ี 11
สง่ ผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมไทย ระบบทุนนิยม คือ การสะสมทุนจากการผลิตสินค้า
และการค้าขายสินค้า (ปญั ญา เลศิ สขุ ประเสริฐ),(2548) ระบบทนุ นยิ ม

จึงมีอิทธิพลอย่างมากท้ังทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม โดยเฉพาะวัฒนธรรมท่ีเก่ียวข้องกับ
ความสมั พันธ์ค่านิยมและพฤตกิ รรมการบริโภคของมนุษย์ ทำใหว้ ัฒนธรรมไดถ้ ูกแปรสภาพให้กลายเป็นการ
บริการที่มีความสำคัญต่อวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมไทย ในสังคมบริโภคนิยมการบริโภควัตถุเพื่อ
แสดงตัวตนของตัวเองออกมาเพื่อท่ีจะวางตวั เองไวใ้ นตำแหนง่ หนึ่งตำแหน่งใดในสังคม โดยจะแสดงออกถึง

76

รสนิยมและคติชีวิตส่วนตัว ประเพณีงานศพเป็นหน่ึงในหลายๆ ประเพณีท่ีได้รับผลกระทบจากกระแส
บริโภคนิยม กระแสบริโภคนิยม มีรูปแบบการจัดงานศพท่ีแตกต่างกันออกไปจากอดีตโดยเน้นในด้านของ
ความสะดวกสบาย รวดเร็ว หรูหรา และการจัดงานศพท่ีบ่งบอกถึงสถานะภาพทางสังคมของเจ้าภาพหรือ
ผู้ตายทำให้ผู้วิจัยตระหนักถึงความสัมพันธ์ของผู้คนในงานศพในอดีตท่ีเปลี่ยนแปลงไป และเพราะเหตุใด
งานศพจึงกลายเป็นสินค้าเพื่อให้ธุรกิจรา้ นค้าบริการงานฌาปนกิจศพ เข้ามารับใช้พิธีกรรมมากขึ้น ส่ิงท่ีทำ
ให้ประเพณีงานฌาปนกจิ ศพกลายเป็นสนิ ค้าภายใต้กระแส บริโภคนยิ มอกี ท้งั ยังเปน็ องค์ความรู้ให้แกผ่ ูค้ นที่
สนใจจะศกึ ษาเรอ่ื งงานฌาปนกิจศพ

5.3 พิธกี ารฌาปนกิจ

เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเร่ืองที่มนุษย์ทุกคนจะต้องประสบและไม่สามารถหลีกหนีจุดจบของชีวิตได้
ประเพณีไทยมีพิธีกรรมในการจัดการกับศพเพื่อแสดงถึงความรักและอาลัยให้แก่ผู้ตายและเป็นการส่ง
วญิ ญาณผู้ตายให้ไปสู่สุขคติ เมื่อมีคนสิ้นลมหายใจแล้ว นำมาทำพิธี พิธีที่จะทำเร่ิมแรก คือ การอาบน้ำศพ
หรือท่ีเรยี กกันว่า พิธีรดนำ้ ศพ ซ่ึงการรดนำ้ ศพจะจัดพิธีหลงั จากคนตายไปไม่นานนัก โดยใช้นำ้ มนต์ผสมน้ำ
สะอาด โรยด้วยดอกไม้หอมหรืออาจะใช้น้ำอบผสมด้วย ผู้ที่มารดน้ำศพจะรดท่ีมือข้างหนึ่งของผู้ตายที่ย่ืน
ออกมาและกลา่ วคำไว้อาลัย

หลงั จากพิธรี ดนำ้ ศพเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะต้องนำศพมาแต่งตวั โดยการหวผี มใหศ้ พ และเมื่อหวีผมเสร็จ
เรียบร้อยแล้ว จะต้องหักหวีโยนลงโลงศพในการนุ่งผ้าสวมเส้ือให้ศพนั้นจะต้องสวมเส้ือเอาหน้าไว้หลังเอา
หลังไว้หน้าเส้ือท่ีใส่เป็นสีขาว นุ่งผ้าขาว ให้เอาชายพกไว้ข้างหลัง จากน้ันจึงเป็นการนุ่งห่มตามธรรมดาอีก
ครง้ั หนึ่ง

การนำเงินใส่ศพ และการนำหมากใส่ปากศพน้ันก็เพ่ือเป็นการให้คติข้อคิดเตือนใจให้กับคนที่มีชีวิต
อยู่ว่า บรรดาทรัพย์สมบัติท่ีผู้ตายมีไม่ว่าจะน้อยหรือมากเพียงใด เม่ือตายไปก็ไม่สามารถเอาไปได้ เช่น
เดยี วกนั กับหมากท่ีผูต้ ายชอบ แต่เมื่อตายไปแลว้ ก็ไม่สามารถเคย้ี วได้ ดังนน้ั จงึ ไมค่ วรมคี วามโลภลุ่มหลงใน
ทรัพยส์ นิ เงนิ ทองแตค่ วรหม่นั สร้างบญุ สรา้ งกศุ ล

77

การปดิ หน้าศพ นั้นกเ็ พือ่ ป้องกันการอุจาดตา สปั เหร่อจะเป็นผู้มัดตราสัง กค็ ือการมัดศพโดยใช้ดา้ ย
ดิบขนาดใหญ่มาทำการมัดมือที่คอ แล้วโยงมาท่ีมือที่ประนมอยู่ที่หน้าอก โยงไปที่เท้า และมีการท่องคาถา
หลังจากนั้นสัปเหร่อก็จะนำศพลงโลงโดยมีการทำพธิ ีเบิกโลงกอ่ น และมีการนำมีดหมอเสกสบั ปากโลงด้วย
เม่ือสัปเหร่อทำพิธีการเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะสามารถนำศพออกจากเรือนหรือย้ายศพไปเผาได้และจะตั้ง
ศพโดยจะหนั ไปทางทิศตะวันตกเพราะเช่ือวา่ เปน็ ทศิ ของคนตาย

การสวดศพ เจ้าภาพอาจจะใช้เวลา 5 วัน หรือ 7 วัน ตามความสะดวกและฐานะของเจ้าภาพ และ
นมิ นตพ์ ระสงฆ์ 4 รปู สวดศพอภิธรรมในการเผาศพ วันเผาศพนน้ั จะต้องไมใ่ ช่วนั ศกุ ร์ วันพฤหสั บดี วันพระ
วนั เลขคู่ ในข้างขึ้น วันเลขคี่ในข้างแรม ในวันเผาศพจะมกี ารทำบญุ และทำมาติกาบังสกุลก่อน จากน้ันก็จะ
เคล่ือนศพเวียนซ้าย 3 รอบ ยกข้ึนเชิงตะกอนหรือขึ้นเมรุ ผู้ที่มาร่วมงานศพจะนำดอกไม้จันทร์ท่ีเจ้าภาพ
แจกให้ข้ึนไปวางไว้ท่ีฝาโลงศพ ซ่ึงในพิธีการเผาศพจะมี 2 ช่วงคือ ช่วงแรกจะเรียกว่าการเผาหลอก คือพิธี
การท่ีบรรดาญาติพี่น้องและแขกท่ีมาร่วมงานจะนำดอกไม้จันทน์ข้ึนไปวางไว้ แต่ยังไม่มีการจุดไฟจริง แต่
พิธกี ารเผาจรงิ จะเป็นบรรดาญาติสนทิ ข้ึนไปวางดอกไมจ้ นั ทน์ และมกี ารจดุ ไฟเผาจรงิ

เม่ือพิธีเผาศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นสามารถมาเก็บอัฐิได้แต่ถ้าเป็นชนบทจะเก็บอัฐิ
ภายหลังการเผาแล้ว 3 วัน เนื่องจากชนบทจะใช้ฟืนเผาจึงจะต้องรอให้ไฟมอดสนิทก่อน ลูกหลานจะเก็บ
ส่วนที่สำคัญไว้บูชา และบางส่วนอาจจะนำไปลอยอังคาร ซึ่งอาจจะเป็นแม่น้ำ หรือทะเล ท้ังน้ีมีความเช่ือ
ทว่ี ่าจะทำใหว้ ญิ ญาณของผตู้ ายมีความสงบและรม่ เยน็

พิธีกรรมที่จัดขึ้นเป็นประเพณีท่ีสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันถึงแม้จะมีพิธีบางอย่างที่ปรับเปลี่ยนไป
เพื่อให้เข้ายุคสมัย แต่ข้อคิด คติเตือนใจท่ีแฝงอยู่ในความเช่ือต่างๆ สามารถช่วยย้ำเตือนให้ผู้ท่ียังมีชีวิตอยู่
ไดข้ ้อคดิ ในการดำเนนิ ชวี ิตและพยายามทำความดีงามเพื่อที่จะไดเ้ จอแต่ส่งิ ดีๆ

78

5.4 พธิ กี ารทำบญุ อุทิศ

การทำบุญอุทิศของชาวพุทธ การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลหรือการแจกข้าวในทางพระพุทธศาสนาที่
ปรากฎในพระไตรปิฎกนั้นมีพัฒนาการมาจากแนวความเช่ือเรื่องการอุทิศส่วนบุญในศาสนาพราหมณ์
โดยเฉพาะในพธิ ีศารทซ่ึงเราก็อาจจะเรียกว่านั้นเป็นการทำบญุ อุทิศใหก้ ับผู้ตาย เมอ่ื พระพุทธศาสนาเกิดข้ึน
พระพุทธศาสนาก็ได้ปรับปรุงแนวคิดดังกล่าวจากการทำบุญให้พระเจ้าก็เปลี่ยนมาเป็นการฝึกฝนบุคคลให้
รู้จกั การให้ทาน รักษาศีลและเจริญภาวนาแทน โดยเฉพาะการอุทศิ นม้ี ุ่งไปท่ีการให้บุญแก่ผู้ตาย การทำบุญ
อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลของชาวพุทธ โดยมีแนวคิด หลักธรรมปรากฎในพิธีกรรมอยู่หลายประการ ได้แก่ คำ
สอนเร่ืองความกตัญญูเรื่องไตรสิกขาหรือเรื่องความสามัคคีเป็นต้น สามารถนำมาวิเคราะห์คุณประโยชน์ได้
3 ประการคือ คุณค่าด้านการศึกษา คือสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการศึกษา ด้านสังคม คือสนับสนุนส่งเสริม
ให้ผู้คนมีความสามัคคีและเร่งเร้าในการสร้างคุณธรรม ด้านจิตใจ คือ สนับสนุนให้ผู้คนเห็นคุณค่าของการ
พฒั นาจิตใจได้

การแสดงออกถึงความปรารถนาดี มุ่งประโยชน์สุขต่อบุคคลเหล่าน้ันเป็นที่ตั้ง อีกท้ังเป็นเคร่ือง
แสดงถึงความตระหนักในคุณงามความดีที่เขาเหล่านั้นได้เคยกระทำไว้แก่ตนเมื่อคร้ังท่ียังมีชีวิตอยู่ โดยใน
ระยะแรกท่ียังไม่มีศาสนาก็จะแสดงออกตามความเชื่อของตนด้วยการฝังส่ิงท่ีคนตายรักไปพร้อมๆกับการ
จากไปของเขาหรือการเผาสิ่งที่เขาต้องการไปให้โดยเชื่อว่าไฟจะนำส่ิงเหล่านั้นไปให้ผู้จากไปได้หรือการ
สร้างศาสนสถานเพ่ืออุทศิ ใหผ้ ู้ตายโดยคิดว่าเขาจะไดอ้ ยอู่ ย่างสุขสบายในโลกแห่งความตายนน้ั ได้ซ่ึงเปน็ การ
แสดงออกถึงการอุทศิ ส่วนบุญสว่ นกุศลตามความเช่ือในศาสนาในยคุ ต้น ต่อมากไ็ ด้พฒั นาความเชอ่ื เหล่าน้ัน
ในรูปของศาสนาทเ่ี ป็น

รูปแบบมากข้ึนโดยศาสนากลุ่มแรกๆเห็นว่ามีเทพเจ้าชื่อต่างๆน้อยบ้างมากบ้างอยู่บนสวรรค์ทำ
หน้าท่ีเป็นผู้ควบคุมวิญญาณคนตายอยู่การที่จะให้ผู้ตายได้ส่วนบุญจะต้องอุทิศหรือแสดงออกผ่านทางเทพ
เจ้าองค์น้ัน เช่นในศาสนาพราหมณ์การอุทิศส่วนบุญเรียกว่าพิธีศราทธ์ท่ีมุ่งอุทิศส่วนบุญให้ผู้ตายผ่าน
ทางการรับรู้ของเทพเจ้า(Lal Mani Joshi, 1992) ผ่านการทำบุญให้กับนักบวชที่เรียกว่าพราหมณ์ซึ่งตรง
กับทัศนะของปีเตอร์ ฮาร์วีย์(Peter Harvey) ตั้งสมมติฐานว่า “พิธีศราทธ์ของศาสนาพราหมณ์ เป็น
พิธีกรรมท่ีเชื่อว่าว่าทานถูกถ่ายโอนไปให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไป โดยการให้แก่พวกพราหมณ์ในประเพณีท่ีเป็น
เครอื่ งระลึกถึงในชว่ งเวลาต่าง ๆภายหลงั จากสมาชกิ ภายในครอบครวั ลว่ งลบั ไป (Peter Harvey, 1995)
การอทุ ิศสว่ นบุญสว่ นกศุ ลตามหลกั การทางพระพุทธศาสนาน้นั มีอยู่ 3 ประเภทไดแ้ ก่

ก) การอทุ ศิ ส่วนบญุ ดว้ ยการอธษิ ฐานจิต คำว่า“อธิษฐาน” คือ การต้ังใจมุ่งผลอย่างใดอย่างหนง่ึ
หรือ ความต้ังจิตปรารถนา (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2538) โดยการต้ังเป้าหมายไว้ในใจให้
มัน่ คง เพ่ือเปน็ แรงกระตุ้นให้กระทำกจิ กรรมท่มี งุ่ ประสงคจ์ นบรรลุผลตามเป้าหมายท่ีต้ังไว้
ข) การอุทิศส่วนบุญด้วยการเปลง่ วาจา การเปลง่ วาจาหรือวจีเภท นับเป็นกริ ิยาที่มคี วามสำคัญต่อ
การติดต่อส่ือสารของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเคร่ืองมือสำหรับสื่อความหมายโดยการใช้ภาษาพูด
ระหว่างมนุษยด์ ้วยกัน ทำให้เขา้ ใจความหมายของภาษานนั้ ๆ ได้

79

ค) การอุทิศส่วนบุญด้วยการแผ่เมตตา การแผ่เมตตา คือ กิริยาที่บุคคลแผ่ความปรารถนาดีออก
ไปสู่ผู้ท่ีเป็นญาติเป็นบุคคลท่ีรู้จัก และมีความรักใคร่คุ้นเคยกัน ตลอดจนสรรพสัตว์อย่างไม่จำกัด
(พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี 25 ข้อท่ี 10 หน้าที่ 13)

ง) การอทุ ิศสว่ นบุญด้วยการกรวดน้ำ คำวา่ “กรวดน้ำ” ผทู้ ีเ่ ป็นแบบอย่างของการอุทศิ ส่วนบญุ
ด้วยวิธีกรวดน้ำก็คือพระเจ้าพิมพิสาร โดยทรงหลั่งทักษิโณทกพร้อมกับเปล่งพระวาจาอุทิศส่วน
บุญให้แก่ญาติที่ไปเกิดเป็นเปรตว่า “ขอทานนี้จงสำเร็จแก่หมู่ญาติของข้าพเจ้าด้วยเถิด” (พระสิริมังคลา
จารย์, 2536)

5.5 พธิ กี ารการทำบญุ อฐั ิ

การกำหนดวนั และเวลาทำบุญฉลองอฐั นิ ั้น นิยมปฏบิ ตั กิ นั โดยมาก แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 แบบ คือ
1. การทำบุญฉลองอัฐิ ตอนเยน็ วันเผาศพนนั้
2. การทำบุญฉลองอฐั ิ ตอนเช้าหรอื ตอนเพล วันร่งุ ข้ึนจากวันเผาศพนั้น
3. การทำบุญฉลองอัฐิ เมอ่ื เจ้าภาพมคี วามพร้อมวันใดวนั หนง่ึ

การทำบุญฉลองอัฐิ ตอนเย็นวันเผาศพนั้น นิยมปฏิบัติในงานพระราชทานเพลิงศพ หรืองาน
ฌาปนกจิ ศพ ที่จัดให้การบำเพ็ญกุศลติดตอ่ กันไปจากงานเผาศพนน้ั โดยจดั งาน ณ วดั ท่ีเผาศพนั้น เพ่ีอรวบ
รัดงานบำเพ็ญกุศลใหแ้ ลว้ เสร็จภายในวนั เผานัน้ เลยทเี ดียว ไม่ตอ้ งกงั วลใจอกี ต่อไป

การทำบุญฉลองอัฐิ ตอนเช้าหรือตอนเพล วันรุ่งข้ึนจากวันเผาศพน้ัน นิยมปฏิบัติในงานเผาศพที่
เจ้าภาพมีความประสงค์จะบำเพ็ญกุศลทำบุญเก็บอัฐิ ในวันรุ่งขึ้น แล้วนำอัฐิและอังคารไปต้ังบำเพ็ญกุศล
ฉลองอฐั ิ ณ บ้านเรอื นของตน หรือ ณ วัดใดวดั หนึ่ง ตามความสะดวกของตนเปน็ ประการสำคัญ

การทำบุญฉลองอัฐิ เมื่อเจ้าภาพมีความพร้อมวันใดวันหน่ึงนั้น นิยมปฏิบัติกันโดยมาก ในเม่ือ
เจ้าภาพได้ตระเตรียมตัวพร้อมแล้วทุกประการ วันใดวันหน่ึงก็ได้ เพราะการทำบุญกุศลท่ีมีผลมาก มี
อานิสงส์มากนั้น เจ้าภาพจะต้องมีความพร้อมด้วยศรัทธาและโภคะตั้งสองประการสถานท่ีจัดงานทำบุญ
ฉลองสถานทีส่ ำหรบั จดั งานทำบุญฉลองอัฐินั้น นิยมปฏบิ ัตกิ นั โดยมาก แบ่งออกไดเ้ ป็น 3 แบบ คือ

1. จดั งานทำบุญฉลองอัฐิ ณ วัดที่เผาศพนน้ั
2. จัดงานทำบุญฉลองอัฐิ ณ วดั ใดวัดหนง่ึ
3. จัดงานทำบญุ ฉลองอฐั ิ ณ บ้านเรอื นของตนเอง

80

การเตรียมอุปกรณ์เครื่องใชใ้ นพิธีทำบญุ ฉลองอัฐิ
ในการจัดงานทำบุญฉลองอัฐิน้ัน นิยมจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ในพิธีไว้ให้มีพรักพร้อมก่อนถึงวัน

และเวลาประกอบพิธดี งั ต่อไปนี้ คือ
1. ผ้าไตร หรือผ้าสบง หรือผ้าเช็ดตัว อย่างใดอย่างหน่ึงสำหรับใช้ทอดให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล

อัฐิ มีจํานวนเท่าพระสงฆ์ที่นิมนต์มาสวดพระพุทธมนต์ จำนวน 5-7-10 รูป หรือมีจำนวนมากกว่าน้ีก็ได้
ตามกาํ ลงั ศรัทธาของเจา้ ภาพ

2. ด้ายสายสิญจน์ 1 ม้วน สำหรับใชโ้ ยงจากอัฐิมาทอดผ้าบงั สุกลุ
โต๊ะสําหรับตั้งอัฐิและอังคาร 1 ตัว หรือจะใช้โต๊ะบูชาก็ยิ่งดีพร้อมท้ังเครื่องสักการบูชาอัฐิ คือ
กระถางธปู 1 ลูก พรอ้ มกบั ธูป 1 ดอก และเชิงเทยี นพรอ้ มทัง้ เทยี น 1 คู่
การจดั งานทำบุญฉลองอฐั ิ

81

การจัดงานทำบุญฉลองอัฐิน้ัน นยิ มปฏบิ ัติพิธีทำบุญเช่นเดียวกับพิธที ำบุญท่ัวไปน่ันเอง มีความนิยมตา่ งกัน
บ้างเพียงบางประการ ดังตอ่ ไปนี้ คอื

1. นิยมไมต่ อ้ งวงดา้ ยสายสญิ จนร์ อบอาคารบ้านเรอื น
2. นิยมไม่ต้องวงด้ายสายสิญจน์รอบฐานพระพุทธรูปที่โต๊ะหมู่บูชา โยงมาให้พระสงฆ์ถือสวดพระ
พุทธมนต์
3. นิยมไม่ต้องตั้งภาชนะน้ำมนต์ เพราะพิธีทําบุญฉลองอัฐินั้น เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญ
กตเวทตี ่อทา่ นผู้ล่วงลับไปแล้ว ไมใ่ ชท่ ำบุญเพ่ือความเปน็ สริ ิมงคลแกเ่ จา้ ภาพงาน
4. นิยมจัดตั้งอัฐิและอังคารไว้บนโต๊ะ พร้อมกับต้ังรูปของผู้ตายด้วย(ถ้ามี) พร้อมทั้งมีเครื่อง
สกั การบูชาอัฐิ คือ

- กระถางธปู 1 ลกู พรอ้ มกับธปู 1 ดอก
- เชงิ เทียน 1 คู่ พรอ้ มกบั เทียน 2 เลม่
พร้อมทั้งจดั เตรียมวงด้ายสายสิญจน์รอบโกศอัฐิ-อังคาร-รูปภาพของผู้ตาย เพื่อใช้ทอดผ้าบังสุกุลให้
พระสงฆพ์ ิจารณาบังสุกุลอัฐิและอังคารต่อไป

สรปุ ทา้ ยบท

หลกั คำสอนในพระพุทธศาสนาทำใหพ้ วกเราร้วู ่าผู้เป็นหนบ้ี ุญหนีค้ ณุ ของบดิ ามารดา ลงุ ป้าน้าอามา
ทุกคนก็พยายามประพฤติปฏิบัติทำตนให้บุญกุศลบังเกิดขึ้นแล้วก็อุทิศส่วนกุศล ให้แก่มารดา บิดา ที่ยังมี
ชีวิตอยู่ก็ตามล่วงลับไปสู่โลกหน้าก็เหมือนกันไม่ใช่ ทำบุญอุทิศ ให้แก่มารดา บิดา ท่ีล่วงลับไปแล้วเท่านั้น
แม้ยังมีชีวิตอยู่เราก็อุทิศกุศลให้ท่านเหมือนกัน เม่ือท่านได้รับส่วนบุญกุศล กับเราแล้วจิตใจท่านก็จะ เบิก
บานท่านก็จะเกิดความเมตตา เอ็นดูลูกย่ิงๆ ขึ้นไป ลุกบางคน ของพ่อของแม่บางคน จิตใจหยาบช้า
สามานย์ไม่ร้จู ัก คุณจากนมของท่าน เม่ือท่านอุตส่าห์ว่ากล่าวก็โกรธ ก็ด่าตอบ อย่างน้ีอันน้ีนะช่ือว่าเป็นลูก
อ ก ตั ญ ญู ลู ก ไม่ รู้ จั ก คุ ณ ข อ ง พ่ อ ข อ งแ ม่ ก็ เพ ร า ะ เห ตุ ว่ า ไม่ ได้ ฟั งค ำ ส อ น ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เจ้ า นี้ เอ งแ ห ล ะ
เนื่องจากว่า พ่อแม่ก็ไม่ค่อยเอาใจใส่กับลูก ไปวัดไปวาก็ไม่พาลูกไป ลูกมันก็เลยไม่ได้ฟังคำสอน
พระพุทธเจ้า เช่นนแี้ ลว้ มันกไ็ ม่ร้จู ักบญุ จกั คณุ ของพ่อของแม่ อะไรเลย

เพราะฉะน้ันการ ท่ีพวกเราได้มาพบพุทธศาสนาแล้วได้ฟังคำสอน พระพุทธเจ้าแล้ว เราจึงได้
ประพฤติตนให้เป็นคนดีไม่ทำบาปทำกรรมอันช่ัว ถ้าได้ลุ่มหลงทำบาปมาแต่ก่อน ก็ภาวนาอธิษฐานละเว้น
แต่กอ่ นข้าพเจา้ ไม่รูบ้ ัดนขี้ ้าพเจ้ารู้แล้วทำอย่างน้ัน เป็นบาป เป็นกรรม บาปกรรมจะนำสนองให้เป็นทุกข์ไป
ท้ังในโลกนี้โลกหน้า พวกเขามีเมตตาน่ีแหละให้พากันคิดให้ดีเม่ือเวลาที่ยังเล็กยังน้อย ไม่รู้เดียงสา ต้อง
ไดร้ ับอุปการะจากท่านผมู้ เี มตตา กรุณา มีมารดา บดิ า เป็นต้น

82

งานทม่ี อบหมาย

นักศึกษาได้รับมอบหมายให้ทบทวนองค์ความรู้จากหนังสือและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับ
“กระบวนการพิธีกรรมเก่ียวกับความตาย” ตามประเด็นท่ีตนสนใจ พร้อมกับการเขียนบันทึกสะท้อนการ
เรียนรูป้ ระจำสัปดาห์ เพ่ือทำการนำเสนอในสัปดาห์ สดุ ท้ายของรายวชิ า

คำถามประจำบทท่ี 5

1. จงอธิบาย พธิ ีการจดั งานศพ
2 จงอธิบาย พิธีการฌาปนกจิ
3 จงอธบิ าย พธิ ีการทำบุญอุทิศ และการทำบุญอฐั ิ

83

เอกสารอ้างองิ ประจำบท

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. 2539.

พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ ฺโต). (2538). พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศัพท์.
กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระสริ มิ ังคลาจารย์. (2536). มงคลตฺถทีปนปี ฐโม ภาโค. พิมพ์ครั้งท่ี 12 . กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์มหามกฏุ ราชวิทยาลัย.

พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั พ.ศ. 2539
กาญจนา รัตนพนั ธ.์ (2552). ชมุ ชนชาวนาทา่ มกลางกระแสบรโิ ภคนยิ ม. วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหา

บัณฑติ สาขาวชิ าพัฒนามนษุ ย์และสังคม มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร,์ สงขลา.
คนคีตา พรหมสุวรรณ. (2551). ศกึ ษาความเช่อื และพธิ ีกรรมเกยี่ วกบั การเกดิ และการตายของชาวบา้ น

อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา. วิทยานพิ นธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าไทยคดีศกึ ษา
มหาวิทยาลัยทกั ษิณ,สงขลา.
พระครกู ันตธรรมาภิวฒั น์ (คุม้ บวั ลา). (2555). การศึกษาความเชื่อในพธิ ีกรรมการฌาปนกิจของชาวบ้าน

ขอนแก่นเหนอื ตำบลขอนแก่น อำเภอเมือง จงั หวดั รอ้ ยเอ็ด. วิทยานิพนธพ์ ุทธศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาวิชา พระพุทธศาสนา มหาวิทยาลยั จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.

Lal Mani Joshi. (1992.). Brahmanism Buddhism and Hinduism. Kandy: Buddhist
Publication Society, 1970.
Peter Harvey. (1995). An Introduction to Buddhism : Teachings, history and
practices. Cambridge : Cambridge University Press.



85

แผนบรหิ ารประจำบท

1.เนือ้ หาประจำบทเรยี น
บทท่ี 6 การเตรยี มตัวตาย

6.1 ความนำ
6.2 กระบวนทัศน์พระพุทธศาสนา
6.3 การเตรยี มตวั ตาย
6.4 พทุ ธวิธใี นการเตรยี มตวั ตาย
6.5 ชีวติ และความตาย

2.วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม
2.1 เพอ่ื ให้นักศึกษาสามารถอธบิ าย พิธีการจัดงานศพได้
2.2 เพ่อื ให้นักศึกษาสามารถบอกถงึ หลักธรรมท่ีส่งเสรมิ การพัฒนาได้
2.3 เพือ่ ใหน้ ักศึกษาสามารถวิเคราะห์หลกั ธรรมท่เี หมาะกบั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงได้

3. กิจกรรมการเรียนการสอน
- บรรยาย
- ต้งั ประเดน็ ถาม-ตอบ
- มอบหมายงาน งานกลมุ่
- ข้ันประเมนิ ผล

4.สือ่ การเรยี นการสอน
4.1 เอกสารประกอบการสอน
4.2 พาวเวอรพ์ อยต์
4.3 ส่ือออนไลน์

5.การประเมนิ
1.ประเมนิ จากมอบหมาย งานกล่มุ
2. ประเมนิ จากการนำเสนอ
3.ประเมนิ จากแบบฝึกหดั ท้ายบท



87

บทท่ี 6
การเตรียมตวั ตาย

6.1 ความนำ

สถานะองค์ความรู้เก่ียวกับการเตรียมตัวตายด้วยการสังเคราะห์จากแนวคิด (Concept) และ
วิธกี าร (Practice) ทางพระพุทธศาสนา โดยต้องการนำเสนอประเด็น ดังตอ่ ไปนี้ คอื 1. องคค์ วามรู้เก่ยี วกับ
ความตายและการเตรียมตัวตาย 2. เสนอวิธีคิดและพุทธวิธีการในเตรียมตัวตายตามแนวทาง
พระพุทธศาสนา อาจกล่าวได้ว่า แม้ความตายจะเป็นสัจธรรมของชีวิตท่ีไม่มีใครหนีได้พ้น แต่ก็มีน้อยคนที่
จะพูดได้อย่างม่ันใจว่ามีความพร้อมในการจะเผชิญกับความตายได้อย่างไม่หว่ันไหว ความตายจึงยังคงเป็น
ปริศนาท่ีเราไม่รู้จักและไม่เข้าใจ และยังคงความเป็นจริงอันยิ่งใหญ่ท่ีมนุษย์ผู้อหังการที่สุดก็ยังต้องยอม
จำนนรับต่อชะตากรรมน้ี ยิ่งไปกว่านั้น ความตายไม่เพียงแต่ทำให้เรายอมสยบ แต่ยังอาจมีอำนาจ
เปลี่ยนแปลงมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง การเผชิญกับความตายอย่างใกล้ชิดและซึ่งหน้า มักทำให้เราต้องกลับมา
ทบทวนเป้าหมายชีวิต หลายคนมีประสบการณ์เฉียดตาย จึงเปลี่ยนเป็นคนใหม่ท่ีใช้ชีวิตอย่างเห็นคุณค่า
และใช้เวลาอย่างระมัดระวัง เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ความตาย เพราะเราทุกคนต้องตายไม่ช้าก็เร็ว และทุก
คนล้วนตายได้ครั้งเดียวในชีวิตนี้ การต่ืนตัวในเรื่องการตายอย่างสันติ เกิดขึ้นพร้อมกับความตระหนักถึง
ข้อจำกัดของกระบวนทัศน์สุขภาพกระแสหลักท่ีเน้นการใช้วิทยาศาสตร์ในการเอาชนะธรรมชาติ จึง
จำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ในการทำความเข้าใจความตายในมิติต่าง ๆ ท้ังสังคมวัฒนธรรมและจิต
วิญญาณ ได้กลับมีความสำคัญข้ึนมา ดังน้ันการปรับกระบวนทัศน์เรื่องความตายจึงเป็นส่วนหน่ึงของการ
ปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้านสุขภาพที่มองชีวิตและสุขภาพเช่ือมโยงไปสู่ปัญญาทางศาสนธรรมหรือมิติทางจิต
วญิ ญาณ (โกมาตรจึงเสถียรทรพั ย์, 2550: III-5)

การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเตรียมตัวตายให้เป็น เขาเตรียมอย่างไร 1. สิ่งแรกเลยรู้ว่าอะไรเป็น
ความชั่วทั้งเลิกท้งั ละให้หมด ถ้าเคยเกะกะเกเรมาเท่าไร ก็หยุดให้หมด ไม่เอา2. ทำความดีให้เยอะๆ ใจจะ
ได้ใสใจจะได้เกาะอยู่กบั บุญ ไมเ่ คยใหท้ าน ก็ใหเ้ สีย ไมเ่ คยให้อภยั ใคร ก็ให้เสยี อย่าไปจองเวรจองกรรมกับ
ใคร ไม่เคยรกั ษาศลี กร็ ีบรักษาเสีย เคยรักษาแคศ่ ีล 5 พรรษาน้กี ็เร่ิมรักษาศลี 8 ยังทำไม่ได้ตลอดพรรษาทุก
วันพระก็ยังดี ถ้าเคยรักษาศีล8 มาทุก ๆ วันพระ หรือทุกวันอาทิตย์ท่ีมาวัด มาหลายๆครั้งแล้ว พรรษานี้ก็
ลองถือศีล 8 ตลอดพรรษาดูบ้างก็ได้ ไปวัดกำลังใจตัวเองดูก็แลว้ กัน ใจจะได้ใส ถ้าไม่เคยน่ังสมาธิ ต้ังแต่
น้ีไปขอให้นั่งสมาธิทุกคืนหรือเคยนั่งสมาธิมาคืนละ 15 นาที พรรษาน้ีก็น่ังสักคืนละหนึ่งชั่วโมงทุกคืนเพิ่ม
ความดีเข้าไปเร่ือย ๆ ใจจะได้ใสแต่ใจใสเฉพาะตัวเองยังไม่พอ ตัวเราเองก็เตรียมให้พร้อม ลูกหลานก็สอน
ให้เขาทำศึกชิงภพเป็นถึงคราวเขาเอง ก็จะได้ช่วยตัวเองได้ แล้วถ้าเขามีน้ำใจมาช่วยเราตอนใกล้จะตาย
คอยเชียร์คอยให้กำลังใจเรานึกถึงบุญกุศล นึกถึงความดีของเราในตอนน้ันมาช่วยเราทำศึกชิงภพให้ชนะก็
ย่งิ ดี

88

6.2 กระบวนทัศนพ์ ระพุทธศาสนา

กระบวนทัศน์ทางพระพุทธศาสนาท่ีมีต่อการอธิบายการสายพานชีวิตต้ังแต่เกิดจนตาย ทำให้เห็น
ไปในลักษณะท่ีว่า ชีวิตนั้นทุกเพศและทุกวัย และทุกคุณสมบัติ ก็ต้องเผชิญกับความตายในท่ีสุดของชีวิต
เป็นสามัญลักษณะได้สิทธิเสมอเท่าเทียมกันด้วยความตายแน่นอนว่าจะต้องเผชิญกับความตายในที่สุด มี
ความเกดิ ขึ้นในเบื้องตน้ เปลี่ยนแปลงไปในทา่ มกลาง และล้วนดบั สลายไปในท่ีสุด การเห็นชวี ิตในลกั ษณะน้ี
จึงเป็นการมองตามความเป็นจริงของชีวิต ว่าการตายคู่กับการเกิด เป็นสัจธรรม ที่ต้องเผชิญในที่สุดของ
ชีวิต การเตรียมตัวตายในทางพระพุทธศาสนาคือการใคร่ครวญพิจารณาให้เห็นความจริงของชีวิต และ
ความตายในลักษณะธรรมดา ยิ่งพิจารณาเหน็ วา่ ความตายเป็นเรอ่ื งธรรมดาของชีวิตมากไดเ้ ท่าไหร่ ก็จะย่ิง
เป็นการเตรียมตัวตายที่พร้อมและทุกข์น้อยที่สุดเท่าน้ัน เนื่องจาก พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์ปฏิบัติ
หรือยอมรับตามกฎธรรมชาติที่เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย พระพุทธศาสนาสอนให้รู้และ
ยอมรับกฎธรรมชาติหรือความจริงที่เรียกว่า สัจธรรมในเร่ืองการตายที่พึงประสงค์ของปุถุชนน้ัน มนุษย์
ส่วนมากมกั ไม่อยากคดิ ถึงความตายเพราะสัญชาตญาณการมชี ีวติ สรรพสัตวย์ ่อมกลวั ต่อความตาย

แต่เมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ใกล้ความตาย ก็มีเวลาทำความรู้จักและเตรียมพร้อมสำหรับ
ความตายน้อย ความวติ กกังวลจงึ เกดิ ข้ึนทั้งกับผู้ปว่ ยและญาติผู้ป่วย การตายท่ีพงึ ประสงค์จึงมคี วามจำเป็น
ทตี่ ้องคนปว่ ยและยังไม่ป่วยรวมท้ังญาติ ไดเ้ ห็นประโยชน์ถึงการเตรยี มพร้อมเพื่อเผชิญมรณภัย เม่ือถึงเวลา
เจ็บป่วยไข้ใกล้ตายจะได้คลายกังวล คลายความผูกพัน จนเป็นอิสระจากกันท้ังฝ่าย 2 ฝ่าย กล่าวคือ คน
ตายก็เผชิญความตายอย่างมีสติ ยอมรับได้ในความตาย ญาติผู้ตายก็คลายความโศกเศร้าในการพลัดพราก
สูญเสียบุคคลอันเป็นท่ีรักลงได้ เป็นการจากกันไปด้วยดีไม่มีส่ิงติดค้างในใจ การเตรียมอารมณ์จิตสุดท้าย
ของผู้ที่จะอำลาโลกนี้ที่ดีท่ีสุด คือจิตคลายกังวลลงได้ ไม่อาวรณ์มีสติพร้อมที่จะจากไปหรืออย่างน้อย ๆ ก็
ทำได้เพียงข้ันนึกถงึ ความดีทีเ่ ป็นบญุ เป็นกุศลที่ตนไดเ้ คยกระทำไว้ หรือแมแ้ ตส่ วดมนต์ บริกรรม พทุ โธ เป็น
ตน้

พระพุทธศาสนาเช่ือว่า การตายท่ดี ีน้นั คือการตายอยา่ งมสี ตคิ อื ไมห่ ลงตาย การตายทด่ี ีกว่านนั้ คือ
การตายทใี่ จมีความรเู้ ทา่ ทันชีวิต สามารถเขา้ ถึงความเปน็ อนจิ จงั ได้ โดยท่ีผใู้ กลต้ ายมจี ิตยดึ เหนีย่ วอยกู่ บั
บญุ กุศลคุณความดี เมอ่ื จติ มคี วามรู้เทา่ ทัน เขา้ ถงึ ความหมายของชีวติ และความไมเ่ ทย่ี งแท้ของชีวติ ได้ ก็คือ
ผู้รเู้ ทา่ ทันความจรงิ แหง่ สจั ธรรมชวี ติ จิตนั้นกจ็ ะสวา่ งไสวไมเ่ กาะเก่ียว ไม่มีความยึดติดแม้แต่บญุ กุศลเปน็
จติ ที่โปร่งใส เป็นอสิ ระท่แี ท้

89

1. องคค์ วามร้เู กย่ี วกบั ความตายและการเตรียมตัวตาย
ในต่างประเทศมีการเรียนการสอนเก่ียวกับความตายและการเตรียมตัวตายอย่างเป็นระบบท้ังใน

ระดับ ประกาศนียบัตร ไปจนถึงระดับปริญญาโท เช่นที่ Hood University ประเทศสหรัฐอเมริกา มี
การศึกษาหลักสูตร มรณวิทยา ที่เรียกว่า Thanatology ซึ่งเป็นการศึกษาเก่ียวกับความตายในมิติและ
บริบทต่าง ๆ หรือในบางแห่งเรยี กวา่ มรณศึกษา (Death Education) ซึ่งผู้เรียนและผู้เก่ยี วข้องมักจะเป็นผู้
ท่ีทำงานในองค์กรด้านการฌาปนกิจ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ทำงานด้านการให้
คำปรึกษา และผู้ดูแลคนป่วยระยะสุดท้าย เปน็ ต้น โดยมีวิชาเรียน เช่น THAN 523 : Dying and Care of
the Dying (วิชาภาวะใกล้ตายและการดูและผู้ป่วยใกลต้ าย) วิชา THAN 521 Mourning and Principles
of Counseling the Bereaved(วิชาการไว้ทุกข์และหลักการให้คำปรึกษาในการคลายทุกข์) ที่
มหาวิทยาลัย Marian University มีการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรและระดับปริญญาโท แบบ
ออนไลน์ ในสาขาวิชามรณวิทยานี้ เช่นกัน โดยมีวชิ าTH 615 Bereavement theory and practice (วิชา
ทฤษฎีและการปฏิบัติเก่ียวกับโทมนัสท่ีเกิดจากการตาย)THA 640 Applied Ethics and end of life
(วชิ าจรยิ ศาสตรป์ ระยุกต์และวาระสุดท้ายของชีวติ ) อยา่ งไรกต็ าม

กระบวนทัศน์ด้านการศึกษาเกี่ยวกับความตาย ในยุคแรกเร่ิมนั้น จะพบว่า ในปี 1903 Elie.
Metchnikoff นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียเรียกร้องให้มีการศึกษาด้านความตายโดยเห็นว่า หากไม่ศึกษา
เร่อื งความตายแล้ว ชีววิทยาศาสตร์ก็จักไม่สมบรู ณ์ได้ จนกระทั่งนำไปสู่การจัดตัง้ ศูนย์มรณะศึกษาขึ้นมาใน
ทส่ี ุด (วรรษมน โฆษะวิวฒั น์, 2559) กระบวนทัศน์การศึกษาในยุคน้ีจึงเป็นการพยายามศึกษากระบวนการ
ตาย (Death Process) และพัฒนามาสู่การเยียวยาความโศกเศร้าจากการตาย ในหนังสือ Death and
Dying ซ่ึงพิมพ์เผยแพร่ปี 1969ของ Kobler-Roos หรืองานของ Glaser and Strauss ซ่ึงได้เผยแพร่
หนังสือ Awareness of Dying ปี 1965ก็ได้พยายามศึกษา เกี่ยวกับการตายและการย้ือความตายของ
ผ้ปู ่วยในโรงพยาบาล และพบว่า การตายเกือบท้ังหมดในโรงพยาบาลเป็นเวลาแห่งความเลวร้ายทั้งนำไปสู่
ภาวะความยุ่งยากท้ังของญาติและคณะแพทย์พยาบาลท่ีดูแล และเคลื่อนตัวมาสู่ยุคของการดูแลผู้ป่วย
ระยะสุดท้าย จนมาถึงยุคปัจจุบันนัน้ พบว่า การศึกษาเร่ืองความตายในประเทศตา่ ง ๆ มีตัวแปรแทรกซอ้ น
เพ่ิมมากขึ้น รวมท้ังการท่ีประชากรเข้าสู่ยุคสูงวัยและมีอายุยืนขึ้น ทำให้การรักษาทางการแพทย์และการ
จัดการความตาย ก็ยิ่งจะมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลแต่
เพียงอย่างเดียว แต่ยังคงเกี่ยวข้องกับจริยธรรมวิชาชีพและกฎหมายต่าง ๆ อีกด้วย (Meagher, D. K., &
Balk, D. E., 2013)

สำหรบั ในประเทศไทย กม็ ีการศกึ ษาดา้ นมรณวทิ ยา เชน่ ทจ่ี ฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย มีการสอน
วิชา Beautiful death (การตายอย่างมีคุณภาพ) อยู่ในวิชาเลือกในหมวดสหศึกษา ขณะเดียวกัน คณะ
แพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ กม็ ีการเรยี นการสอนวชิ ามรณวิทยา (Thanatology) สำหรบั
นักศึกษาแพทยช์ น้ั ปีที่ 3 เพื่อใหน้ กั ศึกษาแพทยไ์ ด้แลกเปลยี่ นเรียนรูแ้ ละอภปิ รายถงึ ความตายในลักษณะ
เป็นสุขภาวะแบบองค์รวม การปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์เพื่อให้ผู้ป่วยใกล้ตายได้คลายความทุกข์และตาย
อยา่ งมคี ณุ ภาพ (Healthy death) (สกล สิงหะ, 2559)
2. เสนอวธิ คี ิดและพุทธวิธกี ารในเตรียมตัวตายตามแนวทางพระพุทธศาสนา

90

ในทางพระพุทธศาสนาน้ัน มหี ลักคำสอนเก่ยี วกบั ความตายและการเตรียมตัวตายไว้อย่างมากมาย
ในพระไตรปิฎกซึ่งสอนให้เชื่อในเรื่องการกระทำหรือกรรม ด้วยเหตุผลท่ีว่า หากบุคคลทำกรรมดีไว้เป็นเหตุ
เบื้องต้นแล้ว ผลในเบื้องปลายก็คือการได้รับกรรมดี ให้รีบขวนขวายในกรรมดีการแก้ไขกรรมในทาง
พระพุทธศาสนาจึงไม่มีทางลัดแบบสำเร็จรูป หากแต่ต้องเร่งประกอบกรรมดีในปัจจุบัน เพื่อให้เพ่ิมขึ้นและ
บรรเทากรรมท่ีเป็นอกุศล มีตนเป็นที่พึ่ง โดยให้ปฏิบัติกรรมดีในปัจจุบันทั้งทางกาย วาจา และใจ มีพุทธ
ภาษิตที่เกี่ยวข้องกบั ความตายมากมาย เช่น สัตวท์ ้ังหลายย่อมกลัวตอ่ ความตาย พระพุทธศาสนา มองชีวิต
ทงั้ การเกดิ และการตายเป็นส่งิ สามัญทีม่ นุษยท์ ุกคนจะต้องเผชิญ ความตายจึงเป็นความพลัดพราก และเป็น
เหตุให้คนเกิดทุกข์ผู้ที่ยังมีชีวิตก็ประสบทุกข์ ญาติผู้ตายก็ประสบความทุกข์ การเตรียมตัวตายและการมี
เรียนรู้ความตายอย่างมสี ติย่อมจะทำให้เกดิ การบรรเทาทุกข์ทัง้ แกผ่ ูต้ ายและญาติผตู้ ายได้ ทั้งน้ี งานวจิ ยั ต่าง
ๆ ยงั พบวา่ ผู้ป่วยมีความวิตกกงั วลต่อความตาย ญาติของผู้ป่วยเองต่างกม็ ีภาวะความเครยี ดเม่ือต้องเผชิญ
กับความตายของผู้คนรอบข้าง หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น สอนให้พิจารณาให้ยอมรับความตาย
ว่าเป็นเร่ืองธรรมดา เพื่อให้ยอมรับว่าเม่ือมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ ต้องมีตาย ดังมีปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มท่ี
25 พระสุตตันตปิฎก เล่มท่ี 17ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ว่า “ชีวิต
ของสตั วท์ ัง้ หลายในโลกนี้

หลักพระไตรลักษณ์ในพระพุทธศาสนาคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เป็นสัจธรรมที่มนุษย์และสัตว์
รวมท้ังสังขารทั้งท่ีมีสัญญาและไม่มีล้วนตกอยู่ใน หลักพระไตรลักษณ์เสมอหน้า“ความตาย”ไม่สามารถ
หลกี เลยี่ งได้ในทุกสิง่ มชี ีวติ ซึ่งเม่อื ถอื

6.3 การเตรยี มตวั ตาย

การเตรียมตัวตายอย่างสงบตามหลักพุทธธรรม พบว่า มี2 ระยะ คือ การเตรียมตัวตายระยะยาว
ได้แก่ การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา และการเตรียมตัวตายระยะส้ัน คือ การระลึกถึงพระ
รัตนตรยั เม่ือต้องเผชญิ กบั ความตายทีใ่ กลต้ วั เขา้ มา (รัตนพงษ์ ก๋องตา, 2548)

1.การเตรียมตัวตายระยะยาว หมายถึง การปฏิบัติตามหลักทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอ
เนื่องจากแนวคิดทางพระพุทธศาสนาเชื่อในเร่ือง การเวียนว่าย ตาย เกิด หรือที่เรียกว่า สังสารวัฏ ฉะนั้น
ชวี ิตในทศั นะของพระพุทธศาสนา ความตายจึงไม่ใช่การสนิ้ สุดวงจรชีวิตทแ่ี ท้จริง เพราะพุทธศาสนาเชื่อว่า
ความตายของปุถุชนหรือคนท่ียังไม่หมดกิเลส นั้น จะยังคงกลับมาเกิดมีชีวิตใหม่อีกหลายต่อหลายภพชาติ
เครอื่ งมือในการปฏบิ ัตติ อ่ ชวี ติ และความตายทช่ี าวพุทธยึดถอื ดังนี้

1.1) ทาน ได้แก่ การเสียสละ เป็นจิตอาสา แบ่งปัน สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้กับผู้อื่น เพื่อเป็น
ขัดเกลาความตระหนี่ของตนเอง ในขณะเดียวกัน ผลจากการขัดเขลาความเห็นแก่ตัวและความตระหนี่น้ัน
ก็ยังจะเป็นการสะสม ทานบารมี หากตัวเองต้องตายไป ก็จักถือเป็นความดีและบุญที่จะเกื้อหนุนให้ไปเกิด
ในภพชาติทดี่ ี ทศั นทางพระพทุ ธศาสนาเหน็ ว่า การให้ย่อมจะมีผลมากน้อยขนึ้ อยูก่ ับผ้ใู ห้ทเ่ี รียกวา่ “ทายก”
วตั ถุที่ให้ เรียกวา่ “วัตถุทาน” และผรู้ ับเรียกว่า “ปฏคิ าหก” บริสุทธ์ิท้ัง 3 ฝ่าย จะมีอานิสงส์มาก ก่อนตาย
จะเป็นผู้มีความสุข เมื่อใกล้จะตายย่อมจะรู้สึกแช่มชื่นเป็นสุขเมื่อนึกถึงทานท่ีตัวเองได้ให้ และเวลาตายไป
แลว้ ย่อมจะไปเกิดในภพภูมทิ ่ไี ม่อดอยาก เป็นตน้

91

1.2) ศลี เปน็ การอบรมตวั เอง เพ่ือจะสำรวมระวงั ไม่ใหท้ ำบาป หรอื ความชั่ว ท่ีจะเกดิ ขนึ้ ทาง
กาย เรียกว่า “กายทุจริ” ทัศนคติการสมาทานศีลของทางพระพุทธศาสนา ไม่ได้มุ่งหมายแค่
พิธีกรรม หากแต่ยังสอนเรื่องของ ศีล 5 ว่าเป็นคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เบื้องต้น เพราะศีล 5 ข้อนั้น
สรุปลงได้ว่าเม่ือบุคคลสมาทานศีล 5 แล้ว ย่อมจะต้องพึงสังวรและสำรวมระวังไม่ให้ตัวเองบกพร่องในศีล
ศีลย่อมจะคุ้มครองบุคคลไม่ไห้ทำบาปทางกายและวาจา อันเป็นทางมาแห่งบาปธรรม ฉะนนั้ ผู้รักษาศีลทั้ง
5 ข้อ ได้สมบูรณ์ดี ก็ย่อมจะคาดหวังได้ว่า เม่ือจะต้องตายจากโลกน้ีไป ย่อมจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก
ครง้ั
1.3) ภาวนา เป็นการอบรมขัดเกลาภายในจิตใจ ในทัศนทางพระพุทธศาสนา มีท้ังสองระดับ
กล่าวคือ เคร่ืองมือและวิธีในการทำใจให้สงบ เพื่อให้พบความสันติบทเบ้ืองต้น เรียกว่า สมถภาวนา
เคร่ืองมือและวิธีในการทำให้เห็นแจ้งและเกิดปัญญาญาณในชีวิตและสังสารวัฏอย่างแจ่มแจ้งท่องแท้
เรียกวา่ “วิปัสสนาภาวนา” ซึ่งในทางระพุทธศาสนาเห็นว่า การภาวนา คอื เคร่ืองมือที่ดีทส่ี ุดในการเตรียม
ตัวตาย เพราะถือว่าเป็นเคร่ืองมือสุดท้ายที่จะสามารถข้ามพ้นความตายไปได้ กล่าวคือ เป็นแนวทางท่ีจะ
นำไปถงึ การดับทุกข์ส้นิ เชิงท่ีไม่ต้องกลับมาเกิดอีกเลย เพราะในทางพระพุทธศาสนาเห็นว่า ความเกิดนำมา
ซึง่ ความตาย การเกดิ จงึ เป็นเหตุแห่งความทุกข์ การเตรียมตัวตายท่ีดีท่ีสุดกค็ ือ การเป็นผมู้ ีความพร้อมที่จะ
ไม่กลับมาเกิดอีก ที่เรียกว่า การบรรลุอรหัตผลนั่นเอง การเตรยี มตัวตายในระยะยาว จึงหมายถึง การเป็น
ผู้รู้จักให้ทาน รักษาศีลสมำ่ เสมอ และปฏิบัติภาวนา เพอ่ื จำใจให้สงบและเกิดปัญญารู้แจง้ ในชีวิต ซึ่งจะต้อง
ขวนขวายและปฏิบัตไิ ปเรือ่ ย ๆ จนกวา่ จะถงึ วันตาย
2) การเตรียมตวั ตายระยะส้ัน คือ การทำใจให้สงบในช่วงใกล้ตายหรือกำลังเผชญิ ความตาย ด้วย
การน้อมใจให้ระลึกนึกถึงคุณงามความดีของตนเองที่ได้เคยกระทำมาแล้ว การเตรียมตัวตายระยะส้ัน จึง
หมายถึง การมีความพร้อมในการเผชิญกับความตายในระยะสุดท้าย ก่อนสิ้นใจน่ันเอง เพราะในทาง
พระพุทธศาสนาเห็นว่า ชีวิตน้ีประกอบด้วยกายกับจิต (Body and Mind) แต่ทางพระพุทธศาสนาถือว่า
การตายนั้น ทำให้กายแตกสลายไปเท่านั้น แต่จิตจะยังคงไม่ดับสลายไปตามกาย จิตจะยังแสวงหาการเกิด
อีกต่อไปไม่จบสิ้น ฉะน้ัน ช่วงนาทีทองของชีวิต จึงหมายถึงระยะส้ัน ๆ ท่ีคนเรากำลังเผชิญอยู่ตรงกลาง
ระหว่างความเป็นและความตาย หากผู้ใกลจ้ ะตายมีสติรู้ทั่วตัวพร้อม เผชญิ ความตายได้อย่างสงบและมีสติ
เมื่อขณะใกล้จะตาย ทัศนะทางพระพุทธศาสนาเช่ือว่า บุคคลน้ันจะไปเกิดในภพชาติที่ดีคือ สุขคติภพ
น่นั เองนอกจากนี้ การเตรยี มตัวตายระยะสั้น ยงั หมายรวมถึงการใหค้ รอบครัว ญาติ ผใู้ กล้ชิด หรือพระสงฆ์
และบุคลากรทางการแพทย์ได้ช่วยปลอบใจและให้สติและคำแนะนำแก่ผู้ท่ีกำลังเผชิญความตายให้กลับได้
สติเพ่ือเผชิญความตายอย่างสงบได้ และเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วจักเกิดใหม่ได้ในสุคติภพ (รัตนพงษ์ ก๋องตา,
2548) นอกจากนี้ การเตรียมตวั ตายตามหลักมรณานสุ สตใิ นคัมภีรฝ์ ่ายเถรวาท พบวา่ การเผชญิ ความตาย
ที่ดปี ระกอบด้วย การมีสติ ระลึกถงึ ความตาย เกดิ ความสังเวชใจ และรบี ขวนขวายใน ทาน ศลี ภาวนา เมื่อ
บุคคลพิจารณาความตายอยู่บอ่ ย ๆ จะทำให้ได้สติ ไม่ประมาทและเร่งรีบทำความดี(พระมหาบัวพันธ์ ฉนฺท
โสภโณ,2553) จะเห็นได้ว่า การเตรียมตัวตายในทางพระพุทธศาสนานั้น มุ่งเน้นไปท่ีการเตรียมตนเองเป็น
สำคัญ น่ันคอื มุ่งเนน้ ไปยังการฝกึ หัดขัดเกลาเตรยี มตวั ตายในระดับมโนกรรม เพราะในทางพระพุทธศาสนา
ให้ความสำคัญย่ิงว่าจิตเป็นบ่อเกิดของกรรมทงั้ หมด เมือ่ บุคคลอบรมจิตฝึกฝนจิตดีแล้ว ในเวลาเผชิญความ

92

ตายก็ย่อมจะมีสติและตายไปอยา่ งมีคุณภาพจิตทด่ี ีได้ ซง่ึ สอดคลอ้ งกับการศึกษาเรื่อง การบูรณาการในการ
เตรียมตัวตายแบบเถรวาทและวัชรยาน ท่ีพบวา่ พุทธเถรวาท สอนเนน้ ให้พิจารณาที่ตวั ทุกข์ ความไม่เท่ียง
แท้ในสังขารและความไม่แน่นอนของชีวิต ตอ้ งเตรียมตัวตายโดยเริ่มท่ีไตรสิกขาและหม่ันภาวนาใหเ้ กิดเป็น
เปน็ อุปนิสัยทงั้ ขณะที่มีชีวิตอยูแ่ ละขณะใกลต้ าย (กาญจนา จติ ต์วฒั น, 2554)

การเตรยี มตัวตายระยะสั้น ก็คือ การเผชญิ ความตายได้อยา่ งมีสติ ลดความหวาดกลัว วิตกกงั วลลง
ได้ แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม การจะเป็นคนทส่ี ามารถเผชิญความตายอย่างมีสตไิ ดน้ ั้น ทัศนทางพระพุทธศาสนาเห็น
ว่า บุคคลนั้นจะต้องมีการฝึกฝนและเตรียมตัวในการเผชิญความตายมาก่อนจึงจะทำได้สำเร็จ ฉะน้ัน การ
ฝึกฝนหม่ันเจริญภาวนา พิจารณาความตายด้วยมรณานุสติจึงมีความสำคัญยิ่งในการเตรียมตัวตายแนว
พระพุทธศาสนาทั้งน้ีเพราะทางพระพุทธศาสนา เช่ือว่า การตายของปถุ ุชนท่ียังคงมีกิเลส มีโลภ โกรธ หลง
อย่ใู นเม่อื ตายไปแล้ว ย่อมสลายไปแต่เพียงกายเท่านั้น แต่ดวงจิตยังคงไม่ดับสลายไปพร้อมกบั กายก็ยอ่ มจะ
ยังคงเกิดอีกในสังสารวัฏอยู่ตลอดนั่นเอง หลักการของพระพุทธศาสนาจึงเห็นว่า ชีวิตหลังความตายของ
ปุถชุ นนน้ั จะยังคงอยู่ไมไ่ ด้สูญไปและภาวะหลังความตายก็เปน็ ไปตามเหตุปัจจัยหรือกฎแห่งกรรม ดังนั้น จึง
กล่าวได้ว่า กระบวนทัศน์ทางพระพุทธศาสนาน้ันเช่ือว่าผู้ตายแล้วเกิดอีกก็มี กล่าวคือ ผู้เป็นปุถุชนท่ียังคง
ละโลภ ละโกรธ ละหลง ไม่ได้ เม่ือตายไปแล้ว ย่อมจะกลับมาเกิดอีกอันน้ีเรียกว่า ความตายของโลกิย
บุคคล สว่ นผู้ตายแล้วไมเ่ กิดอีกก็มี เรียกว่าความตายของโลกกุตรบุคคล หรือผไู้ ด้บรรลุอรหัตผล ซ่ึงละโลภ
โกรธหลงได้แลว้ เม่อื ตายไปย่อมจะไมก่ ลบั มาเกดิ อกี

ดังปรากฏในยมกสูตร พระไตรปิฎก เล่มท่ี 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกายขันธวาร
วรรค ว่า พระอริยสาวกผู้สดับแล้ว ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในอริยธรรม ย่อมรู้ชัดตามความเป็น
จริง ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เขาย่อมไม่เข้าไปถือม่ันว่า เป็นตัวตนของเรา พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเม่ือตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีกทัศนะของ
พระพุทธศาสนาจึงเห็นว่า อาการของจิตของแต่ละบุคคลนั้น ณ ขณะท่ีจะตายย่อมจะมีผลต่อการไปเกิด
ใหม่อีกด้วย กล่าวคือ ขณะที่คนใกล้จะตาย หากจิตท่ีได้รับการฝึกฝนมีพลังเพียงพอจะก่อให้เกิดสติในการ
ระลึกรู้ไม่เศร้าหมอง ก็ย่อมจะไปเกิดในภพชาติใหม่ท่ีดี แต่หากว่าจิตเศร้าหมอง ขณะใกล้จะตาย ก็ย่อมจะ
ไดไ้ ปเกิดในภพชาติทไ่ี ม่ดี ดังมีปรากฏในหัวข้อธรรม อุปกิเลส 16 พระไตรปฎิ ก เล่มท่ี 12 พระสุตตันตปิฎก
เล่มที่ 4 มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ไว้ว่า “เม่ือจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฉันใด เมื่อจิตเศร้า
หมองแลว้ ทุคติเปน็ อันหวงั ได”้

ดังนั้น ความเป็นและความตายในทางพระพุทธศาสนาจึงถือว่า สภาวะจิตของผู้ใกล้ตาย ณ ขณะ
กำลังจะส้ินลมหายใจนั้น มีผลต่อการไปเกิดในภพภูมิอ่ืน ๆ ด้วย ดังนั้น การตายจึงส่งผลต่อการเกิด และ
การเกิดกส็ ง่ ผลต่อการตายหมนุ เวยี นเปน็ วัฏจักรแหง่ เหตุและผลในสงั สารวัฏรอนั หาที่สุดได้ยาก

93

6.4 พทุ ธวธิ ใี นการเตรียมตวั ตาย

การศึกษาด้านการเตรียมตัวตายน้ันกระบวนทัศน์ในการเตรียมตัวตายกระแสหลัก (Positivism)
คือ การพยายามเอาชนะความตาย การยื้อความตาย และการยอมตายอย่างมีศักดิ์ศรี (Death with
Dignity) ซึ่งสรุปลงได้หลายมิติ เช่น การเตรียมตัวมิติทางด้านจิตใจ (Psychological Preparation) การ
เตรยี มตวั ด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Preparation) การเตรียมตัวดา้ นสังคม (Social Preparation) และ

การเตรียมตัวตายทางด้านศาสนาต่าง ๆ เป็นต้น (ลดารัตน์ สาภินันท์, 2545) อย่างไรก็ตาม หาก
มองในมิติทางพระพุทธศาสนาแล้ว การเตรียมตัวตายอาจสรุปได้เป็น 2 มิติ กล่าวคือ 1) การเตรียมตัวตาย
ภายใน และ 2) การเตรียมตัวตายภายนอก ซ่ึงมีกรอบในการวิเคราะห์และนำเสนอ ได้แก่ ผู้เตรียมตัวตาย
กิจกรรมเรียนรู้ เปา้ หมาย และ วาระสดุ ท้าย

1) การเตรยี มตวั ตายภายใน หมายถงึ การเตรียมตวั เองท้ังด้านร่างกาย และสภาพจิตใจ ที่จะตอ้ ง
ยอมรับสัจธรรมของชีวิตว่า ความตายเป็นความธรรมดาของชีวิต ความตายเป็นส่ิงเที่ยงแท้แน่นอนทีท่ ุกคน
จะต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเตรียมตัวตายในลักษณะน้ี ผู้เตรียมตัวตาย จึงเป็นผู้ตัวเราเอง ซึ่ง
ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การท่ีต้องเตรียมการภายในจิตใจน่ันเอง เป็นการเตรียมตัวตายด้านจิตใจ
(Psychological Preparation) (ลดารัตน์ สาภินันท์, 2545: 31-35) หมายถึง การวางแผนและการจัดการ
เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกของตนไว้ล่วงหน้าสำหรับการเผชิญกับภาวะใกล้ตายและเข้าถึงความตาย
ของตนเองอย่างมีสติ กล่าวคือ การทำความเข้าใจและยอมรับตนเองให้ได้ในเบ้ืองต้นว่า “เรามีความตาย
เป็นธรรมดา” เพ่ือจะเตรียมพร้อมต่อการจากลา และการสูญเสียทั้งในแง่ของชีวิตตนเองและบุคคลอันเป็น
ที่รัก เพ่ือให้สามารถตายอย่างสงบและสมศักด์ิศรีเพ่ือให้เกิดความตระหนักว่าความตายเป็นส่ิงท่ีเกิดขึ้นได้
ทุกขณะ การประเมินความระลึกของตนว่าพร้อมท่ีจะเผชิญกับความตายแล้วหรือหรือไม่ รวมทั้งการ
ประเมินว่าตนว่าได้ให้ความหมายของความตายว่าเป็นอย่างไร การทำใจยอมรับได้ต่อความตายของตนว่า
ความตายเป็นส่ิงท่ีไม่มีใครสามารถหลีกเล่ียงได้ และพร้อมที่จะตายอย่างมีศักด์ิศรี โดยอาจจะเลือก
กิจกรรมในการเรียนรู้คือ การอบรมเจริญวิปัสสนาภาวนา การสวดมนต์บทมรณานุสติ หรือ การเขียน
พินัยกรรม และการเขียนจดหมายเบาใจ ซึ่งเป็นจดหมายลักษณะพินัยกรรมก่อนตายและการจัดการศพ
หรือแม้กระทั่งการเลือกผู้ให้การดูแลตนในภาวะใกล้ตายไว้ในอนาคต การไปเยี่ยมเยียนและปลอบโยนผู้ท่ี
อยู่ในภาวะใกล้ตายและญาติหรอื เพ่ือนของผูท้ ่ีอยู่ในภาวะใกล้ตาย การเข้าร่วมพิธีศพของผู้อ่ืนและระลึกอยู่
เสมอว่าความตายเป็นส่ิงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้การสนทนากับผู้ที่อยู่ในภาวะใกล้ตายว่ามีปรัชญาในการ
ดำเนินชีวิตและความพร้อมที่จะเผชิญกับความตายอย่างไร การมีประสบการณ์ในการพบเห็นการตายของ
ผอู้ ืน่ และการตายของสัตว์ตา่ ง ๆ การปลอบโยนและให้กำลงั ใจแก่ผู้ท่มี คี วามเศร้าโศก เนือ่ งจากการสูญเสีย
บุคคลอันเป็นที่รัก (Atehley, 1997; Hoffinan, Paris, Hall & Schell, 1988; Hayslip & Panek, 1989;
Kagawa-Singer, 1998; Lueckenotte, 1996; Thorson, 1995; Wilson, 2000 อ้างถึงใน ล ด ารัต น์
สาภินันท์, 2545) จะเห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้ คือเครื่องมือในการเรียนรู้ชีวิตและความตาย รวมถึงเป็น
บทเรียนสกู่ ารเตรียมตวั ตายภายในท้งั สน้ิ นอกจากนก้ี ารเตรยี มตวั


Click to View FlipBook Version