The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

CuriculumManual_T2 Earth คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ โดย สสวท.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์

CuriculumManual_T2 Earth คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ โดย สสวท.

คูม่ อื การใช้หลักสูตรรายวิชาเพมิ่ เติมวิทยาศาสตร์

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑

วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

จดั ท�ำ โดย

สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

ค่มู ือการใชห้ ลักสูตรรายวชิ าเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตร์

กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

วิชาโลก ดาราศาสตร์และอวกาศ ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

จัดทำ�โดย

สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร





ST I PST I PST I PST I PST I PST I PST T I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PS I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST

ST สารบัญ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
• เปา้ หมายของการจดั ทำ�คู่มือการใช้หลักสตู ร
• สว่ นที่ ๑ ความรูแ้ ละแนวคิดท่วั ไปเกี่ยวกับหลกั สตู ร ก

๑. ทมี่ าและเหตุผลของการปรับหลกั สูตร ๑
๒. เปา้ หมายของการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ ๓
๓. เรียนรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์ ๔
๔. ผลการเรียนรู้และสาระการเรยี นรูเ้ พม่ิ เตมิ ๖
๕. คุณภาพผู้เรียน ๑๔
๖. ทักษะท่สี ำ�คัญในการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ๑๗
๗. จิตวิทยาศาสตร์ ๓๕
๘. แนวทางการจัดการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรเ์ พื่อพฒั นาผู้เรยี นในศตวรรษท่ี ๒๑ ๓๘
๙. การวางแผนการจดั การเรยี นร้ดู ว้ ยวฏั จักรการเรยี นร้แู บบต่าง ๆ ๔๖
๑๐. แนวทางการประเมนิ การเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ ๔๘
๑๑. ปจั จยั ความสำ�เรจ็ ในการจัดการเรียนรู้ ๖๑
เอกสารอา้ งองิ ส่วนท่ี ๑ ๖๗
๗๑
ส่วนท่ี ๒ การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ ๗๓
• คณะผู้จัดทำ�คู่มอื การใชห้ ลักสูตร ๗๗
๑๓๓

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ



สารบญั ภาพ ๒

ภาพท่ี ๑ ตวั อยา่ งการวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้
ภาพท่ี ๒ สาระของรายวชิ าเพ่มิ เติมในกลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ ๘
๑๒
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน (ฉบับปรับปรงุ พุทธศักราช ๒๕๖๐) ๔๑
ภาพที่ ๓ วัฏจกั รการสืบเสาะหาความรูท้ างวิทยาศาสตรแ์ บบชีน้ ำ� ๖๐
ภาพที่ ๔ วฏั จกั รการสบื เสาะหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ในห้องเรยี น ๖๒
ภาพที่ ๕ กรอบความคิดเพ่อื การจัดการเรยี นรสู้ ำ�หรับศตวรรษท่ี ๒๑ ๖๔
ภาพที่ ๖ เปรยี บเทยี บอนุกรมวธิ านของบลูมและอนกุ รมวธิ านที่ปรับปรงุ จากบลูม ๖๕
ภาพท่ี ๗ วัฏจกั รการเรยี นรู้ของคาร์ปลัซ
ภาพท่ี ๘ วัฏจกั รการเรียนรูแ้ บบ ๕ ข้นั
ภาพท่ี ๙ วัฏจักรการเรียนรูแ้ บบ ๗ ขนั้

กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ



สารบญั ตาราง

ตารางท่ี ๑ ลกั ษณะจำ�เป็นของการสืบเสาะหาความรใู้ นช้นั เรียนและระดับของการสืบเสาะหาความรู้ ๑๓
ตารางท่ี ๒ การเปรยี บเทยี บการสบื เสาะหาความรขู้ องนักวิทยาศาสตร์และของผเู้ รียน ๕๓
ตารางที่ ๓ ระดับของการสอนวิทยาศาสตร์แบบสบื เสาะหาความรู้ ๕๔
ตารางท่ี ๔ การเปรยี บเทยี บในวฏั จักรการเรยี นรูข้ องคารป์ ลซั และวฏั จักรการเรยี นรแู้ บบ ๕ ขนั้ ๖๓

กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ



จดั การเรยี นรทู้ ใ่ี หผ้ เู้ รยี นใช้ความร้ทู างวิทยาศาสตร์ ชว่ ยผ้เู รียนเช่อื มโยงความรหู้ รอื
ควบคกู่ บั การพฒั นาและฝกึ ฝนทักษะที่จ�ำ เปน็ แนวคดิ (Concept) ใหเ้ ปน็
โครงขา่ ยความรู้ (Network)
สำ�หรับศตวรรษที่ ๒๑ และกระบวนการออกแบบ
เชิงวศิ วกรรม เพือ่ แก้ปัญหาในชวี ิตจริง ประเมนิ การเรยี นรทู้ ั้งแบบระหว่างเรยี น
(Formative Assessment) และ
ศกึ ษาหลกั สูตร และผลการเรียนรใู้ หเ้ ข้าใจ การจดั การเรยี นร�ู
พจิ ารณาเชอ่ื มโยงกบั ผลการเรยี นรขู้ องกลมุ่ สาระอน่ื  ๆ วทิ ยาศาสตร� แบบสรุปรวม (Summative Assessment)
ผูส� อนต�อง ด้วยเคร่ืองมือท่หี ลากหลาย

มีองคค์ วามรทู้ างวิทยาศาสตร์ที่เขม้ แขง็ เลอื กและใช้กลวธิ ีการจดั การเรียนรู้ท่เี ปิดโอกาสให้
ช่วยเหลอื ใหผ้ ู้เรยี นได้พฒั นาความรู้ นักเรยี นได้คดิ สืบเสาะและใชเ้ ทคโนโลยีรว่ มสมัย
และทักษะตามผลการเรียนรู้
ผา่ นการเรยี นรู้อย่างสนกุ สนาน
วางแผนการจดั การเรยี นรู้ สรรหาและ จดั การเรียนร้ทู ใ่ี ห้ผู้เรียนได้ลงมอื ปฏบิ ัติ
เลอื กกิจกรรมท่ีสอดคลอ้ งกบั ผลการเรียนรู้ ผ่านการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry) และ
สอดคล้องกับธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์
เพ่ือใหน้ กั เรียนไดล้ งมือปฏบิ ัติ
(Nature of Science)

กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

1

เปา้ หมายของการจัดทำ�คู่มอื การใชห้ ลักสูตร

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ทีม และอนื่  ๆ ซงึ่ เปน็ พ้นื ฐานสำ�คญั ทีพ่ ลเมอื งแห่งศตวรรษที่ ๒๑ จำ�เป็นต้องเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) และฝึกฝน ตลอดจนความรู้ด้านการประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน เป้าหมายของ
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ และใหส้ ถานศกึ ษา การจัดทำ�ส่วนน้ี เพ่ือเป็นข้อมูลพื้นฐานสำ�หรับบุคลากรทางการศึกษา และผู้ใช้
นำ�ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน ในการนี้สถาบัน หลักสูตรในการทำ�ความเข้าใจเกย่ี วกบั ความจ�ำ เปน็ ของการปรับหลกั สตู ร ตลอดจน
สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.) จงึ ไดพ้ ฒั นาคมู่ อื การใชห้ ลกั สตู ร สามารถจดั การเรยี นรทู้ สี่ อดคลอ้ งกบั หลกั สตู รและศตวรรษท่ี ๒๑ ใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตร อย่างมีความสุข ผ่านการลงมือปฏิบัติ สืบเสาะหาความรู้เพ่ือทำ�ความเข้าใจแนวคิด
แกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ เพอ่ื ชว่ ยใหผ้ ้ใู ช้หลักสตู ร อาทิ ทางวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะกระบวนการต่าง ๆ และสามารถเชื่อมโยงและนำ�มา
บุคลากรทางการศึกษา ผู้ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทุกระดับของประเทศ ใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจำ�วันและอาชีพได้
ผเู้ ขยี นต�ำ ราและสอ่ื การเรยี นรปู้ ระกอบหลกั สตู ร และส�ำ นกั พมิ พต์ า่ ง ๆ ได้ใชป้ ระโยชน์
ในการจัดทำ�หรือจัดหาตำ�ราเรียน สื่อการเรียนรู้ประกอบหลักสูตร การจัดทำ� ส่วนที่ ๒ การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้
แบบทดสอบและข้อสอบการประเมินคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูและ
สถานศกึ ษา และอืน่  ๆ ใหส้ อดคลอ้ งกบั เจตนารมณข์ องหลกั สตู ร หลีกเลี่ยงการเกิด เป็นการวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ความสับสนหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ต่าง ๆ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง
ท่รี ะบไุ ว้ในหลกั สูตรเช่นทผี่ ่านมา พ.ศ. ๒๕๖๐) รายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีการ
น�ำ เสนอผลการวเิ คราะหใ์ นรูปแบบของตาราง ประกอบด้วย
คู่มือการใช้หลักสูตร ฯ ฉบับนี้จำ�แนกเนื้อหาสาระสำ�คัญออกเป็น ๒ ส่วน
ดังนี้ - การวเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมการเรยี นรดู้ า้ นพทุ ธพิ สิ ยั (Cognitive Domain)
ดา้ นทกั ษะพสิ ยั (Psychomotor Domain) และดา้ นเจตคติ (Affective
ส่วนที่ ๑ ความรแู้ ละแนวคิดทั่วไปเกี่ยวกบั หลกั สตู ร Domain) ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทางของผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังให้
ผู้เรยี นไดแ้ สดงออกมาหลังจากเรียนรตู้ ามผลการเรยี นรู้เหลา่ นัน้
ประกอบดว้ ย ทมี่ าของการปรบั หลกั สตู ร เปา้ หมายของหลกั สตู ร เปา้ หมาย
ของการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละคณุ ภาพของผเู้ รยี น แนวการจดั การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ - แนวทางการจัดการเรียนรู้ท่ีนำ�ไปสู่การเรียนรู้และการเปล่ียนแปลง
ท้ังด้านวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการต่าง ๆ ได้แก่ ทักษะกระบวนการทาง พฤติกรรมการเรียนรู้ทั้งสามด้านของผู้เรียน เปิดกว้างให้ผู้สอน
วทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะการคดิ ระดบั สงู ทกั ษะการอา่ นเพอ่ื ความเขา้ ใจ ทกั ษะกระบวนการ และผู้ใช้หลักสูตรสามารถออกแบบและสร้างสรรค์แผนการจัดการ
สำ�หรับการออกแบบและเทคโนโลยี ทักษะการเรียนรู้ร่วมกันและการทำ�งานเป็น

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

2

เรียนรแู้ ละกจิ กรรมการเรยี นร้ใู หเ้ หมาะสมกับบรบิ ทของตนเอง แตย่ งั - แนวการประเมนิ การเรยี นรู้ท่สี อดคล้องกบั พทุ ธพิ สิ ยั ทักษะพสิ ยั และ
คงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ตามธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ผ่าน เจตคติ ทว่ี เิ คราะหไ์ ดจ้ ากผลการเรยี นรู้ ตลอดจนแนวการประเมนิ ทกั ษะ
กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ แหง่ ศตวรรษท่ี ๒๑

ตัวอย่างการนำ�เสนอรายละเอยี ดของการวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ และแนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ แสดงไวด้ ังภาพท่ี ๑

ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 80 การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4
สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
79

1. เข้าใจกระบวนการเปล่ียนแปลงภายในโลก ธรณพี บิ ตั ิภยั และผลตอ่ สง่ิ มชี ีวติ และสิง่ แวดลอ้ ม รวมทง้ั ลำาดบั ชั้นหิน ทรพั ยากรธรณี แผนที่ 3. ร่วมกันอภิปรายเพ่ือสรุปองค์ความรู้ตามประเด็นและการปฏิบัติกิจกรรม ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
ผลการเรียนรู้ และการนำาไปใชป้ ระโยชน์ ในขอ้ 2 ความใจกวา้ ง จากการรว่ มอภปิ ราย และการตอบคาำ ถาม
1. อธบิ ายการแบง่ ชั้นและสมบตั ขิ องโครงสร้างโลก พร้อมยกตัวอย่างขอ้ มลู ที่สนบั สนนุ
4. นาำ ความรทู้ ไ่ี ดใ้ นขอ้ ท ่ี 3 มาปรบั ปรงุ ผลงานในขอ้ 2.2 เพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลงานและ
องคค์ วามร้ทู ีถ่ ูกต้อง

การวิเคราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำาเข้าสู่บทเรียน โดยร่วมอภิปรายเพื่อทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน ด้านความรู้
เร่อื งโครงสร้างโลก ดังตวั อย่างต่อไปน้ี
1. การแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก การแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลกตาม
ตามองคป์ ระกอบทางเคมี 1.1 ใชป้ ระเดน็ คาำ ถาม เชน่ โครงสรา้ งภายในโลกแบง่ เปน็ กช่ี น้ั มลี กั ษณะ องค์ประกอบทางเคมี และการแบ่งชั้นและสมบัติ
2. การแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก เป็นอยา่ งไร ทราบไดอ้ ย่างไร ของโครงสร้างตามสมบัติเชิงกล จากผลงานและ
ตามสมบตั ิเชงิ กล 1.2 ใชก้ ิจกรรมเกย่ี วกับการเปรยี บเทยี บโครงสรา้ งโลกตามความคิด การตอบคาำ ถามระหวา่ งการนาำ เสนอผลงาน การรว่ ม
ของนักเรียนกับสิ่งต่าง ๆ เชน่ ไข่ตม้ เงาะ อภิปรายเพือ่ สรปุ และแบบฝกึ หัดหรือแบบทดสอบ
ดา้ นทักษะ 2. รว่ มกันทำากจิ กรรมเป็นกลุม่ โดยปฏบิ ัตดิ ังน้ ี
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 2.1 สบื คน้ ข้อมูล ตามประเด็นทีก่ ำาหนดให้ ดงั นี้ ด้านทกั ษะ
1. การหาความสมั พันธ์ของสเปซกับเวลา - ข้อมูลที่ใช้ศึกษาโครงสร้างโลก เช่น องค์ประกอบทางเคมีของ 1. การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซ จาก
2. การสร้างแบบจำาลอง หินและแร่ การศึกษาองค์ประกอบของอุกกาบาต การใช้ การสรา้ งแบบจาำ ลองโครงสรา้ งโลก โดยแสดงความหนา
ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 คลน่ื ไหวสะเทอื น ปรมิ าตร องคป์ ระกอบ และสถานะของโครงสรา้ งโลก
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สือ่ - การแบง่ ชั้นโครงสร้างโลกตามองค์ประกอบทางเคม ี แตล่ ะช้นั โดยใชส้ ัดสว่ นทถี่ ูกตอ้ ง
2. การสรา้ งสรรค์และนวัตกรรม - การแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสรา้ งโลกตามสมบตั เิ ชิงกล 2. การสร้างแบบจำาลอง จากการออกแบบและ
3. ความรว่ มมอื การทาำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ าำ - ความหนาและปริมาตรของโครงสร้างโลกแตล่ ะชัน้
- รอยตอ่ ระหวา่ งชน้ั โครงสร้างโลก เช่น แนวแบ่งเขตโมโฮโรวซิ กิ สรา้ งแบบจาำ ลองโครงสรา้ งโลก
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ แนวแบง่ เขตกเู ทนเบริ ์ก แนวแบ่งเขตเลหแ์ มน 3. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จาก
ความใจกว้าง 2.2 รวบรวมข้อมูล ออกแบบ และสร้างแบบจำาลองโครงสร้างโลก เช่น การสืบค้นข้อมูล และการนาำ เสนอผลงาน
ภาพวาด แบบจำาลองสามมิติ เพื่อนำาเสนอตามประเด็นในข้อ 2.1 4. การสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม จากการออกแบบและ
โดยมีสัดส่วนที่สัมพันธ์กับสัดส่วนจริง พร้อมนำาเสนอผลงาน
และร่วมกันอภปิ รายในประเด็นดังกล่าว สรา้ งแบบจาำ ลองโครงสรา้ งโลก
5. ความร่วมมือ การทำางานเป็นทีมและภาวะผู้นำา

จากการแบง่ หนา้ ทรี่ บั ผิดชอบในการทำางานกลมุ่

ภาพท่ี ๑  ตวั อย่างการวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้
รายละเอยี ดของคู่มือการใชห้ ลักสูตร ฯ มีดงั ตอ่ ไปนี้

I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST ส่วนที่ ๑ I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I P I PST I PST I PST I PS I PST I PST I PST
ความรู้และแนวคดิ ท่วั ไปเกี่ยวกบั หลักสตู ร

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

4

๑. ท่มี าและเหตผุ ลของการปรับหลักสตู ร

ด้วยปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าอย่าง ๒. จัดเรียงลำ�ดับตัวช้ีวัดในสาระต่าง ๆ ให้เช่ือมโยงและร้อยเรียงกันจาก

รวดเร็ว การปรับหลักสูตรและแนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แนวคิดท่ีเป็นรูปธรรมไปสู่แนวคิดที่เป็นนามธรรม หรือจากแนวคิดท่ี

และเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าน้ีเป็นส่ิงจำ�เป็นสำ�หรับการเตรียม ใกลต้ วั ไปสไู่ กลตวั หรอื จากแนวคดิ ทเ่ี ปน็ พน้ื ฐานในการเรยี นแนวคดิ อนื่  ๆ

ความพร้อมพลเมืองในอนาคตของชาติสำ�หรับการประกอบอาชีพและดำ�รงชีวิตใน ในสาระวิทยาศาสตร์ ต้ังแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึงช้ันมัธยมศึกษา

สังคมโลกแห่งศตวรรษท่ี ๒๑ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีท่ี ๖

(สสวท.) ตระหนักถึงความสำ�คัญของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้เกิด ๓. วเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช

ผลสมั ฤทธต์ิ อ่ ผเู้ รยี นมากทส่ี ดุ จงึ ไดร้ ว่ มกบั ส�ำ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน ๒๕๕๑ กบั หลกั สตู รของประเทศชน้ั น�ำ ดา้ นการจดั การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์

(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการทบทวนและปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา เพอ่ื ปรับหลักสตู รใหม้ คี วามทนั สมยั และทดั เทยี มนานาชาติ

ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ให้ทันสมัยและทัดเทียมนานาชาติ อาทิเช่น มีการ ๔. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แนวคิดวิทยาศาสตร์ควบคู่กับการพัฒนาความ
จัดเรียง โยกย้ายแนวคิดรวบยอดและทักษะต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน คิดระดับสูง ทั้งการคิดเป็นเหตุเป็นผล การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมี
ทัดเทียมนานาชาติ พิจารณาการเชื่อมโยงกันของเน้ือหาต่าง ๆ ท้ังภายในสาระ วิจารณญานและการแก้ปัญหา ด้วยการทำ�กิจกรรมและปฏิบัติการต่าง ๆ
และระหว่างสาระ คำ�นึงถึงความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรอ์ ยา่ งสนกุ สนานควบคกู่ บั การฝกึ ฝนและพฒั นาตนเองอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เปน็ วิทยาศาสตร์ และทักษะสำ�คัญในศตวรรษท่ี ๒๑ จนเกิดสมรรถนะด้าน
พลเมืองของประเทศที่มีสมรรถนะเหมาะสมกับการดำ�รงชีวิตและประกอบอาชีพ วิทยาศาสตร์ท่ีสามารถนำ�ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตได้อย่าง
ส�ำ หรับศตวรรษที่ ๒๑ อนั นำ�ไปสูก่ ารพัฒนาประเทศชาตติ อ่ ไป เปน็ ระบบ เชอื่ มน่ั และศรทั ธาในความรแู้ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

จดุ เดน่ ของหลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.

๒๕๖๐) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ มดี ังนี้

๑. จดั แนวคดิ รวบยอดทางวิทยาศาสตร์ รวมถงึ เนอื้ หาสาระทางวิทยาศาสตร์
และกระบวนการเรียนรู้ให้มีความสอดคล้องและเช่ือมโยงกันทั้งภายใน
สาระการเรียนรู้และระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้
ตา่ ง ๆ เชน่ คณติ ศาสตร์ สงั คมศกึ ษา สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี น
ได้เรียนรเู้ นือ้ หาตา่ ง ๆ อยา่ งต่อเน่อื งเชือ่ มโยงกันและไมซ่ ้ำ�ซ้อน

กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

5

รายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) ประกอบดว้ ย ๔ สาระ ไดแ้ ก่ สาระชวี วิทยา สาระ
เคมี สาระฟิสิกส์ และสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ โดยแตล่ ะสาระไดก้ ำ�หนดประสิทธิผลของการเรียนรภู้ ายใตเ้ นื้อหาสาระ (strand of
content) ดังนี้

สาระชวี วิทยา
(ขอ้ ๑ - ๕)

สาระฟสิ กิ ส์ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สาระเคมี
(ข้อ ๑ - ๔) วทิ ยาศาสตร์ (ข้อ ๑ - ๓)

สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
(ขอ้ ๑ - ๓)

ภาพที่ ๒  สาระของรายวิชาเพ่ิมเติมในกลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

6

๒. เป้าหมายของการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์

ความหมายของวทิ ยาศาสตรแ์ ละธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์ เราสามารถทำ�ความเขา้ ใจสงิ่ ต่าง ๆ บนโลกได้

วทิ ยาศาสตร์ (Science) เปน็ ความรทู้ เ่ี กดิ จากสตปิ ญั ญาและความพยายาม ปรากฏการณ์ต่าง ๆ บนโลกหรือในเอกภพ ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นแบบรูป (Pattern)
ของมนษุ ยใ์ นการศกึ ษาเพือ่ ท�ำ ความเข้าใจส่ิงตา่ ง ๆ ทเี่ กดิ ขนึ้ บนโลกและในเอกภพ สามารถเข้าใจได้ด้วยสติปัญญา วิธีการศึกษาที่เป็นระบบ ผนวกกับการใช้ประสาท
สมั ผสั และเครอ่ื งมอื ตา่ ง ๆ ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู นกั วทิ ยาศาสตรเ์ ชอ่ื วา่ สงิ่ ตา่ ง ๆ
นักวิทยาศาสตร์ศึกษาหลายคนได้อธิบายถึงธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ สามารถท�ำ ความเข้าใจได้และคำ�ถามใหม่ ๆ เกดิ ขน้ึ ได้เสมอ ย่ิงขอ้ มลู มีความถกู ตอ้ ง
ว่าเป็นลักษณะเฉพาะตัวของวิทยาศาสตร์ที่ทำ�ให้แตกต่างจากศาสตร์ความรู้แขนง แม่นยำ�มากข้ึนก็ยิ่งทำ�ให้มนุษย์เข้าใจและเข้าใกล้ความจริงของปรากฏการณ์น้ัน ๆ
อื่น ๆ รวมถึงเป็นค่านิยม ข้อสรุป แนวคิด หรือคำ�อธิบายท่ีบ่งชี้เก่ียวกับอาชีพ ยง่ิ ข้นึ
นักวิทยาศาสตร์ ลักษณะและวิธีการทำ�งานของนักวิทยาศาสตร์ ความรู้และ
แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงผลของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อสังคม (กุศลิน, ๒๕๕๓; แนวคิดทางวทิ ยาศาสตร์มีความไมแ่ น่นอน สามารถเปล่ยี นแปลงได้
McComas & Almazroa, 1988)
แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะเป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ จากการสังเกต การทดลอง
American Association for the Advancement of Science เป็น การสร้างแบบจำ�ลองอย่างละเอียดรอบคอบและเป็นระบบ เพ่ือทำ�ความเข้าใจ
สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในประเทศ เก่ียวกับปรากฏการณ์หรือสิ่งท่ีสนใจ แต่ระหว่างการทำ�งานก็มักเกิดคำ�ถามใหม่ข้ึน
สหรัฐอเมริกา ได้อธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ โดยจำ�แนกแยกแยะ ตลอดเวลาไม่มีสิ้นสุด ส่งผลให้มีการปรับปรุงหรือคิดค้นวิธีการใหม่ในการค้นหา
ออกเป็น ๓ ด้าน ได้แก่ โลกในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Worldview) คำ�ตอบ และอาจได้หลักฐาน (Evidence) ใหม่ท่ีนำ�ไปสู่การสร้างคำ�อธิบายหรือ
การสบื เสาะหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Inquiry) และกจิ การทางวทิ ยาศาสตร์ องคค์ วามร้ทู างวทิ ยาศาสตร์
(Scientific Enterprise) (AAAS, 1993) ซ่ึงมรี ายละเอยี ดดงั น้ี
ความรู้ทางวิทยาศาสตรม์ คี วามคงทน และเชอื่ ถอื ได้
ดา้ นที่ ๑ โลกในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Worldview)
แมว้ า่ วทิ ยาศาสตรจ์ ะยอมรบั เรอื่ งความไมแ่ นน่ อน และความไมม่ ที ส่ี น้ิ สดุ ของความรู้
ด้วยวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ท่ีเกิดจากสติปัญญาและความพยายามของ หรอื ค�ำ อธบิ ายเกย่ี วกบั สง่ิ ตา่ ง ๆ ในธรรมชาติ แตด่ ว้ ยความรทู้ างวทิ ยาศาสตรพ์ ฒั นา
มนุษย์ในการค้นหาคำ�ตอบเกี่ยวกับส่ิงท่ีเกิดในธรรมชาติทั้งบนโลกและนอกโลก ขึ้นมาผ่านวิธีการต่าง ๆ อย่างต่อเน่ือง ซ้ำ�แล้วซ้ำ�เล่าเป็นระยะเวลาหนึ่งจนมั่นใจใน
นักวิทยาศาสตร์จึงมีมุมมองเฉพาะตัวเกี่ยวกับการได้มาซ่ึงความรู้ของปรากฏการณ์ คำ�อธิบายน้ัน รวมถึงมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากสังคมนักวิทยาศาสตร์ จน
ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ซง่ึ อาจแตกตา่ งจากมุมมองของศาสตร์อืน่  ๆ ดังน้ี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เชื่อถือได้ และกว่าการค้นพบความรู้ใหม่จะลบล้างความรู้
เดิมได้อาจใช้ระยะเวลายาวนาน

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

7

ทฤษฎแี ละกฎมีความสัมพนั ธก์ ันแต่แตกตา่ งกนั ดา้ นท่ี ๒ การสบื เสาะหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Inquiry)

มักมีแนวความเข้าใจคลาดเคล่ือนว่า กฎเป็นทฤษฎีท่ีพัฒนาแล้ว จึงมีความ การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยการให้เหตุผล
น่าเชื่อถือและมีคุณค่ามากกว่าทฤษฎี ซ่ึงในความเป็นจริงแล้ว ทั้งกฎและทฤษฎี เชงิ ตรรกะ (Logic) ขอ้ มลู หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ (Empirical Evidence) จนิ ตนาการ
ต่างก็เป็นผลผลิตของวิทยาศาสตร์ที่มีความสำ�คัญเท่าเทียมกัน โดย กฎ (Law) คือ และการคิดสร้างสรรค์ เป็นการทำ�งานเพ่ือสืบเสาะหาคำ�อธิบายส่ิงที่สนใจท้ังโดย
แบบรปู ทป่ี รากฏในธรรมชาติ สว่ น ทฤษฎี (Theory) คอื ค�ำ อธบิ ายแบบรปู ทป่ี รากฏ ส่วนตัวและร่วมกันของกลุ่มคนท่ีมีความสนใจเดียวกัน การสืบเสาะหาความรู้ทาง
ในธรรมชาตนิ นั้  ๆ เชน่ การใชท้ ฤษฎพี ลงั งานจลนข์ องอนภุ าคมาอธบิ ายแบบรปู ความ วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ มากกวา่ “วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร”์ หรอื “การทดลองทางวทิ ยาศาสตร”์
สมั พันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภมู ิตามกฎของชาร์ล แต่เป็นการค้นหาคำ�ตอบที่สนใจผ่านการทำ�งานอย่างเป็นระบบ รอบคอบ แต่มี
อิสระ และไม่เป็นลำ�ดับขั้นที่ตายตัว ลักษณะสำ�คัญของการสืบเสาะหาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบได้ทุกคำ�ถาม วิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย

วิทยาศาสตร์เชื่อถือข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ท่ีได้จากการสังเกต ทดลอง หรือ ๑. ค�ำ ถามที่สามารถหาคำ�ตอบหรือตรวจสอบได้
วิธีการต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ส่ิงต่าง ๆ ในโลกหลายส่ิง ไม่สามารถหา
คำ�ตอบได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เช่น ความเช่ือเกี่ยวกับเร่ืองจิตวิญญาณ ๒. ข้อมลู หลกั ฐานทั้งเชงิ ประจักษ์และจากท่ผี ู้อ่นื คน้ พบ
สิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ โชคชะตา หรือโหราศาสตร์
ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงไม่มีหน้าท่ีให้คำ�ตอบหรืออธิบายในเร่ืองเหล่านี้ แม้ว่า ๓. การทำ�ความเข้าใจ วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ แล้วหาความสัมพันธ์ของ
บางครัง้ อาจมแี นวคำ�ตอบหรอื ทางเลอื กที่เปน็ ไปไดก้ ต็ าม ข้อมูลและสรา้ งคำ�อธบิ ายเพ่ือตอบคำ�ถามทสี่ งสยั

๔. การเชื่อมโยง เปรียบเทยี บค�ำ อธิบายของตนเองกับผู้อื่น

๕. การสื่อสารคำ�อธบิ ายหรอื สิง่ ทค่ี ้นพบใหผ้ อู้ ่ืนทราบ

การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีลักษณะสำ�คัญตามที่กล่าว
มาข้างต้น ไม่มีลำ�ดับข้ันตอนท่ีแน่นอน ในขณะเดียวกันอาจต้องสืบเสาะซ้ำ�แล้ว
ซำ้�เล่าเพ่ือตอบคำ�ถาม และอาจเกิดคำ�ถามใหม่ท่ีต้องสืบเสาะหาคำ�ตอบต่อไป
หมุนวนเชน่ นีเ้ ปน็ วฏั จกั ร ดงั แสดงไว้ ดังภาพที่ ๓

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

8

ภาพท่ี ๓  วฏั จกั รการสบื เสาะหาความร้ทู างวทิ ยาศาสตร์แบบชีน้ ำ�
ที่มา: Magnusson, S. J. and Palincsar, A. S. (2005). How students learn science in the classroom, p.460

กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

9

การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีลักษณะเฉพาะท่ีทำ�ให้ นอกจากวทิ ยาศาสตรจ์ ะใหค้ ำ�อธบิ ายเกย่ี วกบั ปรากฏการณต์ า่ ง ๆ แลว้ วทิ ยาศาสตร์
วิทยาศาสตรแ์ ตกต่างจากศาสตรอ์ ่ืน ๆ ดงั นี้ ยังให้ความสำ�คัญกับการทำ�นายซึ่งอาจเป็นได้ท้ังการพยากรณ์ปรากฏการณ์ หรือ
เหตกุ ารณใ์ นอนาคต หรือในอดีตทย่ี งั ไม่มกี ารค้นพบหรือศกึ ษามากอ่ น
วิทยาศาสตรต์ อ้ งการหลักฐาน (Evidence)
นกั วทิ ยาศาสตรพ์ ยายามท่จี ะระบุและหลีกเลี่ยงความล�ำ เอยี ง
การสร้างคำ�อธิบายหรือแนวคิดทางวิทยาศาสตร์จำ�เป็นต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์
(Empirical Evidence) จากการสงั เกต ทดลอง สร้างแบบจำ�ลอง หรือวิธีอ่นื  ๆ เพ่อื ข้อมูลหลักฐานมีความสำ�คัญอย่างมากในการนำ�เสนอแนวคิดทางวิทยาศาสตร์
ให้มั่นใจว่าสามารถทำ�ซ้ำ�ได้ และมีความถูกต้อง แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ใดท่ีได้รับ นักวิทยาศาสตร์จะถามตัวเองก่อนเสมอว่ามีหลักฐานอะไรบ้างท่ีสนับสนุนแนวคิดนี้
การยอมรับจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในสังคม ก็จะได้รับการยอมรับและเผยแพร่ให้ การรวบรวมหลกั ฐานทางวทิ ยาศาสตรจ์ งึ จ�ำ เปน็ ตอ้ งมคี วามถกู ตอ้ งแมน่ ย�ำ ปราศจาก
คนทั่วไปในสังคมได้เรียนรู้ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การค้นพบจนกระท่ังเป็น ความลำ�เอียงอันเกิดจากตัวผู้สังเกต กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือและวิธีการท่ีใช้
ที่ยอมรับของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในสังคมอาจต้องใช้เวลานาน เช่น แม้ว่าไอสไตน์ การตีความหมาย หรือการรายงานขอ้ มูล
ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพต้ังแต่ปี ค.ศ. ๑๙๐๕ แต่กว่าทฤษฎีน้ีจะได้รับการยอมรับ
จากสงั คมนกั วิทยาศาสตรต์ อ้ งใช้เวลาถงึ ๑๔ ปี วทิ ยาศาสตร์ไมย่ อมรบั การมีอ�ำ นาจเหนอื บคุ คลอ่นื

วิทยาศาสตรม์ ีการผสมผสานระหวา่ งตรรกศาสตร์ (Logic) วทิ ยาศาสตรเ์ ชอ่ื วา่ บคุ คลใดหรอื นกั วทิ ยาศาสตรค์ นใด มชี อ่ื เสยี งหรอื ต�ำ แหนง่ หนา้ ที่
จนิ ตนาการ (Imagination) และการคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การงานสงู อยา่ งไร ก็ไมม่ ีอ�ำ นาจตดั สินว่า อะไรคือความจรงิ ไม่มีใครมีสิทธพิ เิ ศษใน
การเข้าถึงความจริงมากกว่าคนอ่ืน ๆ เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท่ีถูกค้นพบ
การทำ�ความเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกจะต้องใช้ความเป็นเหตุ ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ สามารถตรวจสอบได้ และหากแนวคิดใหม่น้ันถูกต้อง
เป็นผล (Logic) เพื่อเชื่อมโยงหลักฐานเชิงประจักษ์เข้ากับข้อมูลอ่ืน ๆ เช่น แนวคิด กว่าแนวคิดเดิม ก็ยอ่ มไดร้ ับการยอมรบั แมว้ ่าจะถูกคน้ พบโดยผู้ไม่มีชือ่ เสียง ซ่ึงตอ้ ง
ทางวิทยาศาสตร์ท่ีเก่ียวข้อง ข้อมูลหลักฐานทุติยภูมิ (Secondary Data Source) มาแทนทค่ี วามรู้เดมิ ทคี่ น้ พบโดยคนมชี ่ือเสยี งกไ็ ด้
ที่ได้จากการสืบค้นเพื่อสร้างคำ�อธิบาย และลงข้อสรุป หลายคร้ังท่ีการสืบเสาะ
หาความรทู้ างวทิ ยาศาสตรย์ ังต้องใชจ้ นิ ตนาการและการคิดสร้างสรรค์

วิทยาศาสตร์ให้คำ�อธบิ ายและการพยากรณ์

นกั วทิ ยาศาสตรพ์ ยายามอธบิ ายปรากฏการณท์ สี่ งั เกตโดยใชว้ ธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์
ทเี่ ปน็ ทย่ี อมรบั ความนา่ เชอื่ ถอื ของค�ำ อธบิ ายทางวทิ ยาศาสตรม์ าจากความสามารถ
ในการแสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งหลกั ฐานและปรากฏการณท์ ไี่ มเ่ คยคน้ พบมากอ่ น

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

10

ดา้ นท่ี ๓ กจิ การทางวทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์มหี ลกั การทางจรยิ ธรรมในการดำ�เนนิ การ

วิทยาศาสตร์ คือ กิจกรรมของมนุษยชาติ ซึ่งมีหลายมิติทั้งในระดับของ นักวิทยาศาสตร์ต้องทำ�งานโดยมีจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ เช่น ความซ่ือสัตย์ใน
บุคคล สังคม หรือองค์กร โดยกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่กระทำ�อาจเป็นสิ่งที่ การบนั ทกึ ขอ้ มลู ความมใี จกวา้ ง เพราะในบางครง้ั ความตอ้ งการไดร้ บั การยกยอ่ งวา่
แบ่งแยกยคุ สมยั ตา่ ง ๆ ออกจากกันอย่างชัดเจน เป็นคนแรกท่ีค้นพบความรู้ใหม่อาจทำ�ให้นักวิทยาศาสตร์ก้าวไปในทางท่ีผิดได้ เช่น
การบิดเบือนข้อมูลหรือข้อค้นพบ จริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ท่ีสำ�คัญอีกประการ
• วิทยาศาสตรค์ อื กจิ กรรมทางสังคมท่ซี บั ซอ้ น ก็คือ การระวังอันตรายที่อาจเกิดจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หรือการนำ�ผล
การศึกษาไปใช้
วิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมหน่ึงในระบบสังคมของมนุษย์ ดังน้ันปัจจัยต่าง ๆ ใน
สังคมมีผลต่อการสนับสนุนหรือขัดขวางกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ เช่น เร่ืองราว นกั วทิ ยาศาสตรเ์ ขา้ รว่ มกจิ กรรมทางสงั คมในฐานะผเู้ ชยี่ วชาญและประชาชน
ในประวัติศาสตร์ ความเช่ือตามหลักศาสนา วัฒนธรรมและค่านิยมของสังคม คนหนึง่
หรือสถานะทางสังคม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การโคลน (Cloning) เป็นกิจกรรม
ทางวิทยาศาสตร์ที่นักวิทยาศาสตร์สนใจและเห็นว่ามีประโยชน์ แต่ในเชิงสังคม ในบางครั้งนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในฐานะผู้เชี่ยวชาญท่ีมี
แล้ว เรื่องน้ียังเป็นเรื่องท่ีมีข้อโต้แย้งอย่างกว้างขวาง และมีการยอมรับจากสังคม ความรู้ ทกั ษะ และประสบการณเ์ ฉพาะทาง แตใ่ นบางครง้ั กเ็ ขา้ รว่ มกจิ กรรมทางสงั คม
หลากหลายแตกตา่ งกันไป ในฐานะประชาชนคนหน่งึ ทม่ี ีมมุ มอง ความสนใจ ค่านยิ ม และความเช่ือส่วนตวั

วทิ ยาศาสตรแ์ ตกแขนงเปน็ สาขาตา่ ง ๆ และมกี ารด�ำ เนนิ การในหลายองคก์ ร วิทยาศาสตรเ์ นน้ การแสวงหาความรู้ สว่ นเทคโนโลยจี ะเนน้ การใช้ความรู้

วิทยาศาสตร์ คือ การรวบรวมความรู้เก่ียวกับธรรมชาติ จึงมีความหลากหลายและ ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลายคนเข้าใจว่า วิทยาศาสตร์
แตกเป็นแขนงต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ ตามปรากฏการณ์ที่ศึกษา เป้าหมาย และ และเทคโนโลยีมีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่แท้ท่ีจริงแล้ว ท้ังสองมี
เทคนิควิธีการท่ีใช้ ซึ่งมีประโยชน์ในการจัดโครงสร้างการทำ�งานและข้อค้นพบทาง จุดเน้นท่ีแตกต่างกัน โดยวิทยาศาสตร์จะเน้นการแสวงหาความรู้เพื่อการต่อยอด
วิทยาศาสตร์ แต่แท้ท่ีจริงแล้ว ความรู้หรือคำ�อธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่มีเส้นแบ่ง ความรู้ สว่ นเทคโนโลยจี ะเนน้ การใชค้ วามรเู้ พอ่ื ตอบสนองตอ่ การด�ำ รงชวี ติ ทสี่ ะดวก
หรอื ขอบเขตระหวา่ งแขนงตา่ ง ๆ โดยสน้ิ เชงิ ในทางกลบั กนั อาจตอ้ งเชอื่ มโยงระหวา่ ง สบายมากยิ่งข้ึน อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กัน
แขนงความรู้ เช่น การอธิบายเก่ียวกับการสร้างอาหารของพืช จะต้องใช้แขนง ความรูท้ างวทิ ยาศาสตรส์ ่งผลต่อความกา้ วหน้าของเทคโนโลยี ซง่ึ ในทีส่ ุดก็ส่งผลตอ่
ความรู้ในเร่ืองพืช พลังงานและการเปล่ียนรูปพลังงาน โมเลกุลและสารประกอบ การพฒั นาความรทู้ างวิทยาศาสตร์
การเปลี่ยนแปลงทางเคมี นอกจากนี้ กิจการทางวิทยาศาสตร์ยังมีการดำ�เนินการ
ในหลากหลายองค์กร เช่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
หนว่ ยงานรัฐบาล หรือองค์กรอสิ ระ แต่อาจมีจุดเนน้ ท่แี ตกตา่ งกัน

กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

11

การสืบเสาะหาความร้ทู างวิทยาศาสตรใ์ นห้องเรียน ๓. ผู้เรียนอธิบายแนวคิดทางวิทยาศาสตร์จากหลักฐานเชิงประจักษ์ โดย
ต้องอยู่บนพ้ืนฐานของเหตุผล ต้องแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูล
เราสามารถจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในห้องเรียนโดยจัดโอกาสให้ เชงิ ประจกั ษท์ ร่ี วบรวมได้ สามารถจำ�แนก วเิ คราะห ์ ลงความเห็นจาก
ผเู้ รยี นไดส้ บื เสาะหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตรต์ ามทห่ี ลกั สตู รก�ำ หนด ดว้ ยกระบวนการ ข้อมลู พยากรณ์ ตง้ั สมมติฐาน หรอื ลงข้อสรุป
แบบเดยี วกนั กบั ทน่ี กั วทิ ยาศาสตรส์ บื เสาะ แตอ่ าจมรี ปู แบบทห่ี ลากหลายตามบรบิ ท
และความพร้อมของผู้สอนและผู้เรียน เช่น การสืบเสาะหาความรู้แบบปลายเปิด ๔. ผเู้ รยี นประเมนิ ค�ำ อธบิ ายของตนกบั ค�ำ อธบิ ายอน่ื  ๆ ทส่ี ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ
(Opened Inquiry) ท่ีผู้เรียนเป็นผู้ควบคุมการสืบเสาะหาความรู้ของตนเองต้ังแต่ ความเข้าใจแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ผู้เรียนสามารถประเมิน (Judge)
การสร้างประเด็นคำ�ถาม การสำ�รวจตรวจสอบ (Investigation) และอธิบายส่ิงท่ี ข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ เพื่อตัดสินใจ (Make Decision) ว่า ควร
ศึกษาโดยใช้ข้อมูลท่ียังไม่มีการนำ�มาประมวล (Data) หรือหลักฐาน (Evidence) ท่ี เพิกเฉยหรือนำ�คำ�อธิบายน้ันมาพิจารณาและปรับปรุงคำ�อธิบายของ
ได้จากการสำ�รวจตรวจสอบ การประเมินและเช่ือมโยงความรู้ที่เก่ียวข้องหรือคำ� ตนเอง ในขณะเดียวกันก็สามารถประเมินคำ�อธิบายของเพื่อน บุคคล
อธบิ ายอน่ื เพอื่ ปรบั ปรงุ ค�ำ อธบิ ายของตนและน�ำ เสนอตอ่ ผอู้ น่ื นอกจากนี้ ผสู้ อนอาจ อนื่ หรอื แหลง่ ขอ้ มลู อนื่ แลว้ น�ำ มาเปรยี บเทยี บ เชอื่ มโยง สมั พนั ธ์ แลว้
ใช้การสืบเสาะหาความรู้ที่ตนเองเป็นผู้กำ�หนดแนวในการทำ�กิจกรรม (Structured สรา้ งคำ�อธิบายอย่างมีเหตผุ ลและหลักฐานสนบั สนุน ซงึ่ สอดคล้องกับ
Inquiry) โดยผู้สอนสามารถแนะนำ�ผเู้ รียนไดต้ ามความเหมาะสม ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ทไ่ี ด้รับการยอมรบั แลว้

ในการจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ ผสู้ อนสามารถ ๕. สื่อสารการค้นพบของตนให้ผู้อื่นเข้าใจ ผู้เรียนได้สื่อสารและนำ�เสนอ
ออกแบบการสอนใหม้ ีลักษณะส�ำ คญั ของการสบื เสาะ ดังนี้ การค้นพบของตนในรูปแบบท่ีผู้อื่นเข้าใจ สามารถทำ�ตามได้ รวมท้ัง
เปิดโอกาสให้ได้มีการซักและตอบคำ�ถาม ตรวจสอบข้อมูล ให้เหตุผล
๑. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในประเด็นคำ�ถามทางวิทยาศาสตร์ คำ�ถามทาง วจิ ารณแ์ ละรบั ค�ำ วจิ ารณแ์ ละไดแ้ นวคดิ หรอื มมุ มองอนื่ ในการปรบั ปรงุ
วิทยาศาสตร์ในท่ีนี้หมายถึงคำ�ถามที่นำ�ไปสู่การสืบเสาะค้นหาและ การอธิบาย หรือวิธีการสืบเสาะค้นหาคำ�ตอบ
รวบรวมข้อมูลหลักฐาน คำ�ถามท่ีดีควรเป็นคำ�ถามท่ีผู้เรียนสามารถ
หาข้อมูลหรอื หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์เพอื่ ตอบคำ�ถามน้นั  ๆ ได้

๒. ผู้เรียนให้ความสำ�คัญกับข้อมูลหลักฐานในการอธิบายและประเมิน
คำ�อธิบายหรือคำ�ตอบ ผู้เรียนต้องลงมือทำ�ปฏิบัติการ เช่น สังเกต
ทดลอง สร้างแบบจำ�ลอง เพื่อนำ�หลักฐานเชิงประจักษ์ต่าง ๆ มา
เชื่อมโยง หาแบบรปู และอธบิ ายหรือตอบคำ�ถามท่ีศึกษา

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ มสี ่วนร่วมในคำ�ถาม เก็บขอ้ มลู หลกั ฐาน
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
การสบื เสาะหา
12

ส่อื สารและให้เหตผุ ล

แผน ัผง ความรู้

เช่อื มโยงสงิ่ ท่ีพบกบั สิ่งท่ผี ูอ้ ื่นพบ อธิบายสิ่งทีพ่ บ

ภาพท่ี ๔  วฏั จักรการสบื เสาะหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ในหอ้ งเรยี น

กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

13

ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ ผู้สอนสามารถออกแบบการสอนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหาท่ี
สอน สภาพหอ้ งเรยี น ความพรอ้ มของผสู้ อนและผเู้ รยี น และบรบิ ทอน่ื ๆ การยดื หยนุ่ ระดบั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรสู้ ามารถอธบิ ายได้
ดงั ตารางท่ี ๑

ตารางท่ี ๑  ลกั ษณะจำ�เปน็ ของการสืบเสาะหาความรู้ในชน้ั เรยี นและระดบั ของการสืบเสาะหาความรู้

ลกั ษณะจ�ำ เปน็ ระดบั การสืบเสาะหาความรู้

๑. ผู้เรยี นมสี ว่ นร่วม ผเู้ รียนเปน็ ผถู้ ามค�ำ ถาม ผเู้ รียนเลือกค�ำ ถามและ ผเู้ รยี นพิจารณาและ ผเู้ รียนสนใจคำ�ถามจาก
ในประเด็นค�ำ ถาม สรา้ งคำ�ถามใหมจ่ ากรายการ ปรบั คำ�ถามทค่ี รถู ามหรือ สื่อการสอนหรอื แหล่งอ่นื  ๆ
ทางวทิ ยาศาสตร์ ผู้เรียนก�ำ หนดข้อมูล ค�ำ ถาม ค�ำ ถามจากแหลง่ อ่ืน
ทจ่ี �ำ เปน็ ในการตอบค�ำ ถาม ผเู้ รยี นได้รบั ขอ้ มลู
๒. ผเู้ รียนใหค้ วามส�ำ คัญกับ และรวบรวมข้อมูล ผ้เู รียนได้รบั การชีน้ �ำ ในการ ผเู้ รยี นไดร้ บั ขอ้ มูล และการบอกเลา่ เก่ียวกับ
ขอ้ มลู หลกั ฐานทส่ี อดคลอ้ ง เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทจ่ี �ำ เปน็ เพื่อนำ�ไปวเิ คราะห์ การวิเคราะหข์ อ้ มลู
กบั ค�ำ ถาม ผู้เรียนอธิบายส่ิงที่ศกึ ษา ผูเ้ รียนไดร้ ับหลกั ฐาน
หลังจากรวบรวมและ ผู้เรียนไดร้ ับการช้แี นะ ผ้เู รียนไดร้ ับแนวทางที่ หรอื ขอ้ มูล
๓. ผูเ้ รียนอธิบายสง่ิ ทศ่ี ึกษา สรุปข้อมูล/หลักฐาน ในการสร้างค�ำ อธบิ ายจาก เป็นไปไดเ้ พอ่ื สรา้ งค�ำ อธบิ าย
จากหลักฐานหรือข้อมูล ข้อมลู หลักฐาน จากข้อมลู หลกั ฐาน ผู้เรยี นไดร้ บั การเช่ือมโยง
ผเู้ รียนตรวจสอบแหลง่ ขอ้ มูล ทัง้ หมด
๔. ผูเ้ รียนเชอื่ มโยง อน่ื และเชอ่ื มโยงกบั คำ�อธิบาย ผเู้ รียนไดร้ บั การชีน้ �ำ เกยี่ วกับ ผ้เู รียนไดร้ บั การแนะนำ�ถงึ
คำ�อธิบายกบั องค์ความรู้ ท่ีสรา้ งไว้ แหลง่ ขอ้ มูลและขอบเขต ความเชื่อมโยงทเี่ ป็นไปได้ ผ้เู รียนได้รบั ค�ำ แนะนำ�ถึง
ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ข้นั ตอนและวิธกี ารสื่อสาร
ผเู้ รียนสร้างข้อคดิ เห็นที่มี ผ้เู รียนไดร้ บั แนวทางกวา้ ง ๆ
๕. ผเู้ รยี นสือ่ สารและ เหตุผลและมีหลักการ ผเู้ รยี นไดร้ บั การฝึกฝน สำ�หรับการสือ่ สารที่ชัดเจน
ใหเ้ หตผุ ลเกี่ยวกับ เพื่อสอ่ื สารค�ำ อธิบาย ในการพัฒนาวิธกี ารสือ่ สาร ตรงประเดน็
การคน้ พบของตน

มาก การจัดการเรียนรู้โดยผเู้ รียน น้อย
น้อย การชีน้ �ำ โดยครูหรอื สอ่ื การสอน มาก

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

14

๓. เรียนร้อู ะไรในวิทยาศาสตร์

ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ วิทยาศาสตร์เพ่ิมเติม ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ท้ังด้านเน้ือหาและปฏิบัติการ
ด้วยตนเองมากท่ีสุด เพ่ือให้ได้ทั้งกระบวนการและความรู้จากวิธีการสังเกต โดยใชก้ ระบวนการในการสบื เสาะหาความรู้ และแกป้ ญั หาทห่ี ลากหลาย เนน้ ทกั ษะ
การสำ�รวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำ�ผลท่ีได้มาจัดระบบเป็นหลักการ แนวคิด ปฏบิ ตั กิ ารทางวทิ ยาศาสตรซ์ ง่ึ เปน็ สว่ นส�ำ คญั ทท่ี �ำ ใหผ้ เู้ รยี นไดล้ งมอื ท�ำ กจิ กรรมตา่ ง ๆ
และองค์ความรู้ เพอื่ ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจในเนอื้ หานนั้ ๆ ดยี งิ่ ขน้ึ ใหผ้ เู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในการเรยี นรทู้ กุ ขนั้ ตอน
โดยกำ�หนดสาระสำ�คัญดังนี้
การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตรจ์ งึ มีเปา้ หมายทสี่ �ำ คญั ดังน้ี
ชีววิทยา
๑. เพ่ือให้เข้าใจแนวคิด หลักการ ทฤษฎี กฎและความรู้พื้นฐานใน
วิทยาศาสตร์ เรียนรู้เก่ียวกับ การศึกษาชีววิทยา สารท่ีเป็นองค์ประกอบของส่ิงมีชีวิต เซลล์ของ
ส่ิงมีชีวิต พันธุกรรมและการถ่ายทอด วิวัฒนาการ ความหลากหลายทางชีวภาพ
๒. เพ่ือให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ และข้อจำ�กัด โครงสรา้ งและการท�ำ งานของสว่ นตา่ ง ๆ ในพชื ดอก ระบบและการท�ำ งานในอวยั วะ
ของวิทยาศาสตร์ ตา่ ง ๆ ของสัตวแ์ ละมนษุ ย์ และสิ่งมีชีวติ และสิง่ แวดลอ้ ม

๓. เพื่อให้มที ักษะท่ีสำ�คญั ในการสืบเสาะหาความรู้และพฒั นาเทคโนโลยี เคมี

๔. เพื่อให้ตระหนักการมีผลกระทบซ่ึงกันและกันระหว่างวิทยาศาสตร์ เรยี นรเู้ กย่ี วกบั ปรมิ าณสาร องคป์ ระกอบและสมบตั ขิ องสาร การเปลย่ี นแปลงของสาร
เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และสภาพแวดลอ้ ม ทกั ษะและการแกป้ ญั หาทางเคมี

๕. เพ่ือนำ�ความรู้ในแนวคิดและทักษะต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ และ ฟสิ ิกส์
เทคโนโลยีไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนต์ ่อสงั คมและการดำ�รงชีวติ
เรียนรู้เก่ียวกับ ธรรมชาติและการค้นพบทางฟิสิกส์ แรงและการเคล่ือนที่ และ
๖. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการ พลงั งาน
แก้ปัญหาและการจัดการ ทักษะในการส่ือสาร และความสามารถใน
การประเมนิ และตดั สนิ ใจ โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

๗. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม เรียนรู้เกี่ยวกับ โลกและกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ข้อมูลทาง
ในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยา่ งสรา้ งสรรค์ ธรณีวิทยาและการนำ�ไปใช้ประโยชน์ การถ่ายโอนพลังงานความร้อนของโลกการ
เปลี่ยนแปลงลักษณะลมฟ้าอากาศกับการดำ�รงชีวิตของมนุษย์ โลกในเอกภพ และ
ดาราศาสตร์กบั มนษุ ย์

กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

15

โดยมรี ายละเอยี ดทกี่ �ำ หนดเนอ้ื หาสาระดงั น้ี ๕. เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับระบบนิเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลังงาน
และการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอม
สาระชวี วิทยา การเปลย่ี นแปลงแทนทข่ี องสง่ิ มชี วี ติ ในระบบนเิ วศ ประชากรและรปู แบบ
การเพมิ่ ของประชากร ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม ปญั หา และ
๑.เข้าใจธรรมชาติของส่ิงมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทาง ผลกระทบท่ีเกดิ จากการใชป้ ระโยชน์ และแนวทางการแกไ้ ขปญั หา
วิทยาศาสตร์ สารท่ีเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีใน
เซลล์ของส่ิงมีชีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าท่ีของเซลล์ สาระเคมี
การลำ�เลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจ
ระดบั เซลล์ ๑. เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ
พันธะเคมีและสมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและ
๒. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบน สมบัติของสารประกอบอินทรีย์ และพอลิเมอร์ รวมท้ังการนำ�ความรู้
โครโมโซม สมบัติและหน้าที่ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน ไปใชป้ ระโยชน์
เทคโนโลยที างดเี อน็ เอ หลกั ฐานขอ้ มลู และแนวคดิ เกย่ี วกบั ววิ ฒั นาการ
ของสงิ่ มชี วี ติ ภาวะสมดลุ ของฮารด์ -ี ไวนเ์ บริ ก์ การเกดิ สปชี สี ใ์ หม่ ความ ๒. เขา้ ใจการเขยี นและการดลุ สมการเคมี ปรมิ าณสมั พนั ธใ์ นปฏกิ ริ ยิ าเคมี
หลากหลายทางชีวภาพ กำ�เนิดของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยา
ส่งิ มชี วี ิต และอนกุ รมวธิ าน รวมทง้ั นำ�ความรูไ้ ปใช้ประโยชน์ ของกรด-เบส ปฏกิ ริ ยิ ารดี อกซแ์ ละเซลลเ์ คมไี ฟฟา้ รวมทง้ั การน�ำ ความ
ร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
๓. เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ำ�ของพืช
การลำ�เลียงของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอก ๓. เข้าใจหลักการทำ�ปฏิบัติการเคมี การวัดปริมาณสาร หน่วยวัดและ
และการเจริญเติบโต และการตอบสนองของพืช รวมทั้งนำ�ความรู้ การเปล่ียนหน่วย การคำ�นวณปริมาณของสาร ความเข้มข้นของ
ไปใช้ประโยชน์ สารละลาย รวมทั้งการบูรณาการความรู้และทักษะในการอธิบาย
ปรากฏการณ์ในชวี ิตประจำ�วนั และการแกป้ ญั หาทางเคมี
๔. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมท้ังการหายใจและ
การแลกเปลย่ี นแกส๊ การล�ำ เลยี งสารและการหมนุ เวยี นเลอื ด ภมู คิ มุ้ กนั สาระฟสิ ิกส์
ของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนอง การเคล่ือนที่
การสบื พันธ์ุและการเจริญเตบิ โต ฮอรโ์ มนกบั การรกั ษาดุลยภาพ และ ๑. เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่
พฤติกรรมของสัตว์ รวมท้งั นำ�ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ แนวตรง แรงและกฎการเคล่ือนท่ีของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล
แรงเสียดทาน สมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการอนุรักษ์พลังงานกล
โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนท่ีแนวโค้ง รวมทั้ง
นำ�ความรไู้ ปใช้ประโยชน์

กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

16

๒. เข้าใจการเคล่ือนทีแ่ บบฮาร์มอนกิ สอ์ ย่างงา่ ย ธรรมชาตขิ องคลนื่ เสยี ง ๓. เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการ
และการได้ยิน ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ ความสัมพันธ์ของ
ปรากฏการณ์ท่เี กย่ี วขอ้ งกบั แสง รวมท้งั นำ�ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ดาราศาสตร์กับมนุษย์จากการศึกษาตำ�แหน่งดาวบนทรงกลมฟ้าและ
ปฏสิ มั พนั ธภ์ ายในระบบสรุ ยิ ะ รวมทงั้ การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
๓. เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุ
ไฟฟา้ กระแสไฟฟา้ และกฎของโอหม์ วงจรไฟฟา้ กระแสตรง พลงั งาน
ไฟฟ้าและกำ�ลังไฟฟ้า การเปล่ียนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำ�กับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า
การเหน่ียวนำ�แม่เหล็กไฟฟ้า และกฎของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ
คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้าและการสอื่ สาร รวมท้งั นำ�ความรู้ไปใช้ประโยชน์

๔. เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปล่ียนอุณหภูมิและสถานะ
ของสสาร สภาพยืดหยุ่นของวัสดุ และมอดุลัสของยัง ความดันใน
ของไหล แรงพยุง และหลักของอาร์คิมีดีส ความตึงผิวและแรงหนืด
ของของเหลว ของไหลอุดมคติ และสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส
ทฤษฎีจลน์ของแก๊สอุดมคติและพลังงานในระบบ ทฤษฎีอะตอม
ของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค
กัมมันตภาพรังสี แรงนิวเคลียร์ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์
ฟสิ กิ ส์อนภุ าค รวมท้ังนำ�ความรู้ไปใช้ประโยชน์

สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

๑. เข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก ธรณีพิบัติภัยและผลต่อ
สงิ่ มชี วี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม การศกึ ษาล�ำ ดบั ชน้ั หนิ ทรพั ยากรธรณี แผนท่ี
และการน�ำ ไปใช้ประโยชน์

๒. เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก
การหมุนเวียนของนำ้�ในมหาสมุทร การเกิดเมฆ การเปลี่ยนแปลง
ภมู อิ ากาศโลกและผลตอ่ สงิ่ มชี วี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม รวมทง้ั การพยากรณ์
อากาศ

กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

17

๔. ผลการเรยี นรแู้ ละสาระการเรยี นรูเ้ พมิ่ เตมิ

สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศี
๑. เข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก ธรณีพิบัติภัย และผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม รวมท้ังการศึกษาลำ�ดับชั้นหิน ทรัพยากรธรณี แผนท่ี และ
การน�ำ ไปใชป้ ระโยชน์

ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรูเ้ พิม่ เตมิ

ม.๔ ๑. อธิบายการแบง่ ช้ันและสมบตั ิของโครงสรา้ งโลก พร้อมยกตวั อย่างขอ้ มลู ทส่ี นบั สนุน - การศึกษาโครงสร้างโลกใช้ข้อมูลหลายด้าน เช่น องค์ประกอบทางเคมีของหินและแร่
องค์ประกอบทางเคมีของอุกกาบาต ตัวอย่างหินจากดวงจันทร์ ข้อมูลคล่ืนไหวสะเทือน
ที่เคลื่อนท่ีผ่านโลก จึงสามารถแบ่งชั้นโครงสร้างโลกได้ ๒ แบบ คือ โครงสร้างโลก
ตามองค์ประกอบทางเคมี แบ่งได้เป็น ๓ ช้ัน ได้แก่ เปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก
และโครงสร้างโลกตามสมบัติเชิงกล แบ่งได้เป็น ๕ ชั้น ได้แก่ ธรณีภาค ฐานธรณีภาค
มัชฌิมภาค แก่นโลกชั้นนอก และแก่นโลกช้ันใน นอกจากน้ียังมีการค้นพบรอยต่อระหว่าง
ชนั้ โครงสรา้ งโลก เชน่ แนวแบง่ เขตโมโฮโรวซิ กิ แนวแบง่ เขตกเู ทนเบริ ก์ แนวแบง่ เขตเลหแ์ มน

๒. อธบิ ายหลักฐานทางธรณีวทิ ยาที่สนับสนนุ การเคลื่อนท่ีของแผ่นธรณี - แผ่นธรณีต่าง ๆ เป็นส่วนประกอบของ ธรณีภาคซ่ึงเป็นช้ันนอกสุดของโครงสร้างโลก
โดยมีการเปล่ียนแปลงขนาดและตำ�แหน่งต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การเคล่ือนท่ีของ
แผ่นธรณีดังกล่าวอธิบายได้ตามทฤษฎีธรณีแปรสัณฐาน ซึ่งมีรากฐานมาจากทฤษฎีทวีป
เลื่อนและทฤษฎีการแผ่ขยายพื้นสมุทร โดยมีหลักฐานที่สนับสนุน ได้แก่ รูปร่างของ
ขอบทวีปท่ีสามารถเช่ือมต่อกันได้ ความคล้ายคลึงกันของกลุ่มหินและแนวเทือกเขา
ซากดึกดำ�บรรพ์ ร่องรอยการเคล่ือนท่ีของตะกอนธารนำ้�แข็ง ภาวะแม่เหล็กโลกบรรพ
กาล อายุหินของพื้นมหาสมุทร รวมทั้งการค้นพบสันเขากลางสมุทร และร่องลึกก้นสมุทร

๓. ระบุสาเหตุและอธิบายรูปแบบการเคลื่อนท่ีของแผ่นธรณีท่ีสัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณี - การเคล่ือนท่ีของแผ่นธรณี ตามทฤษฎีธรณีแปรสัณฐาน เกิดขึ้นจากการพาความ
สัณฐานและธรณีโครงสร้างแบบตา่ ง ๆ ร้อนของหินหนืดภายในโลก โดยลักษณะการเคลื่อนท่ีของแผ่นธรณีมี ๓ รูปแบบ ได้แก่
แผ่นธรณีเคล่ือนที่เข้าหากัน แผ่นธรณีเคล่ือนที่แยกออกจากกัน และแผ่นธรณีเคล่ือนท่ี
ผ่านกัน ซ่ึงทำ�ให้เกิดลักษณะธรณีสัณฐาน ได้แก่ ร่องลึกก้นสมุทร หมู่เกาะภูเขาไฟรูปโค้ง
แนวภูเขาไฟ แนวเทือกเขา หุบเขาทรุดและเทือกสันเขาใต้สมุทร และธรณีโครงสร้าง ต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุทำ�ให้เกิดธรณีพิบัติภัย เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

18

ชน้ั ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่มิ เติม

๔. วเิ คราะหห์ ลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาทพ่ี บในปจั จบุ นั และอธบิ ายล�ำ ดบั เหตกุ ารณท์ างธรณวี ทิ ยา - การลำ�ดับชั้นหินและธรณีประวัติ เป็นการศึกษาการวางตัว การแผ่กระจาย ลำ�ดับอายุ
ในอดีต ความสมั พนั ธข์ องชนั้ หนิ รอยชน้ั ไมต่ อ่ เนอ่ื ง และหลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาอนื่ ๆ ทปี่ รากฏ ท�ำ ให้
ทราบถึงประวัติเหตุการณ์ทางธรณีวิทยา การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม วิวัฒนาการของ
ส่ิงมชี ีวิต ท่เี กิดขึ้นบนโลกต้งั แต่กำ�เนดิ โลกจนถึงปจั จบุ นั

- หลักฐานทางธรณีวิทยา ได้แก่ ซากดึกดำ�บรรพ์ หิน และลักษณะโครงสร้างทางธรณี
ซง่ึ น�ำ มาหาอายไุ ด้ ๒ แบบ ไดแ้ ก ่ อายเุ ปรยี บเทยี บ คอื อายขุ องซากดกึ ด�ำ บรรพ์ หนิ และ/หรอื
เหตกุ ารณท์ างธรณวี ทิ ยา เมอ่ื เทยี บกบั ซากดกึ ด�ำ บรรพ์ หนิ และ/หรอื เหตกุ ารณท์ างธรณวี ทิ ยา
อ่นื ๆ และอายสุ ัมบรู ณ์ คือ อายุท่ีระบเุ ป็นตวั เลขของหนิ และ/หรอื เหตุการณ์ทางธรณวี ทิ ยา
ซึ่งค�ำ นวณไดจ้ ากไอโซโทปของธาตุ

- ข้อมูลจากอายุเปรียบเทียบและอายุสัมบูรณ์ สามารถนำ�มาจัดทำ� มาตราธรณีกาลคือ
การล�ำ ดบั ชว่ งเวลาของโลกตง้ั แตเ่ กดิ จนถงึ ปจั จบุ นั แบง่ ออกเปน็ บรมยคุ มหายคุ ยคุ และสมยั
ซ่ึงแตล่ ะช่วงเวลามีส่งิ มีชวี ิต สภาพแวดลอ้ มและเหตุการณท์ ี่เกิดขนึ้ แตกตา่ งกนั

๕. อธิบายสาเหตุกระบวนการเกิดภูเขาไฟระเบิดและปัจจัยที่ทำ�ให้ความรุนแรงของการปะทุ - ภูเขาไฟระเบิด เกิดจากการแทรกดันของหินหนืดข้ึนมาตามส่วนเปราะบาง หรือรอยแตก
และรูปร่างของภูเขาไฟแตกต่างกัน รวมทั้งสืบค้นข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย ออกแบบและนำ�เสนอ บนเปลอื กโลก มกั พบหนาแนน่ บรเิ วณรอยตอ่ ระหวา่ งแผน่ ธรณที �ำ ใหบ้ รเิ วณดงั กลา่ วเปน็ พน้ื ท่ี
แนวทางการเฝา้ ระวงั และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย เสย่ี งภยั ความรนุ แรงของการปะทแุ ละรปู รา่ งของภเู ขาไฟทแ่ี ตกตา่ งกนั ขน้ึ อยกู่ บั องคป์ ระกอบ
ของหินหนืด ผลจากการระเบิดของภูเขาไฟมีท้ังประโยชน์และโทษ จึงต้องศึกษาแนวทาง
ในการเฝา้ ระวงั และการปฏิบัตติ นให้ปลอดภัย

๖. อธบิ ายสาเหตุ กระบวนการเกดิ ขนาดและความรนุ แรง และผลจากแผน่ ดนิ ไหว รวมทง้ั สบื คน้ - แผ่นดินไหวเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานท่ีสะสมไว้ของเปลือกโลกในรูปของคลื่นไหว
ข้อมลู พ้นื ทเ่ี สีย่ งภัย ออกแบบและน�ำ เสนอแนวทางการเฝา้ ระวังและการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย สะเทือน แผ่นดินไหวมีขนาดและความ รุนแรงแตกต่างกัน ทำ�ทรัพย์สิน ศูนย์เกิดแผ่นดิน
ไหวมกั อย่บู ริเวณรอยต่อของแผ่นธรณี และพน้ื ท่ภี ายใต้อทิ ธพิ ลของการเคลอ่ื นของแผน่ ธรณี
ทรี่ ะดบั ความลกึ ตา่ งกนั ใหบ้ รเิ วณดงั กลา่ วเปน็ พนื้ ทเี่ สยี่ งภยั แผน่ ดนิ ไหว ซงึ่ สง่ ผลใหส้ งิ่ กอ่ สรา้ ง
เสียหาย เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน จึงต้องศึกษาแนวทางในการเฝ้าระวัง และการ
ปฏิบัติตนให้ปลอดภัย

กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

19

ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพ่มิ เติม

๗. อธบิ ายสาเหตุ กระบวนการเกดิ และผลจากสนึ าม ิ รวมทง้ั สบื คน้ ขอ้ มลู พน้ื ทเี่ สย่ี งภยั ออกแบบ - สึนามิ คือคล่ืนนำ้�ที่เกิดจากการแทนท่ีมวลนำ้�ในปริมาณมหาศาล ส่วนมากจะเกิดในทะเล
และนำ�เสนอแนวทางการเฝ้าระวงั และการปฏบิ ัตติ นใหป้ ลอดภัย หรอื มหาสมทุ ร โดยคลน่ื มลี กั ษณะเฉพาะ คอื ความยาวคลน่ื มากและเคลอ่ื นทด่ี ว้ ยความเรว็ สงู
เมื่ออยู่กลางมหาสมุทรจะมีความสูงคล่ืนน้อย และอาจเพ่ิมความสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเม่ือคลื่น
เคล่ือนที่ผ่านบริเวณนำ้�ตื้น จึงทำ�ให้พื้นท่ีบริเวณชายฝ่ังบางบริเวณเป็นพื้นท่ีเส่ียงภัย สึนามิ
ก่อให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์และสิ่งก่อสร้างในบริเวณชายหาดน้ัน จึงต้องศึกษาแนวทางใน
การเฝา้ ระวัง และการปฏิบตั ิตนใหป้ ลอดภยั

๘. ตรวจสอบ และระบชุ นดิ แร่ รวมทง้ั วเิ คราะหส์ มบตั แิ ละน�ำ เสนอการใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากร - แร่ คือ ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ท่ีมีสถานะเป็นของแข็ง เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
แร่ทเี่ หมาะสม มีโครงสร้างภายในท่ีเป็นระเบียบ และมีสูตรเคมีและสมบัติอ่ืน ๆ ที่แน่นอน หรืออาจ
เปลี่ยนแปลงได้ภายใต้วงจำ�กัด ทำ�ให้แร่มีสมบัติทางกายภาพท่ีแน่นอน สามารถนำ�มาใช้
เพื่อตรวจสอบชนิดของแร่ทางกายภาพ และการทำ�ปฏกิ ริ ิยาเคมีกับกรด

- ทรพั ยากรแรส่ ามารถน�ำ ไปใชเ้ ปน็ วตั ถดุ บิ ในอตุ สาหกรรมไดห้ ลายประเภท เชน่ อาหารและยา
เครื่องมอื แพทย์ อปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนกิ ส์ อัญมณี

๙. ตรวจสอบ จำ�แนกประเภท และระบุชื่อหิน รวมท้ังวิเคราะห์สมบัติและนำ�เสนอการ - หิน เป็นมวลของแข็งที่ประกอบด้วยแร่ชนิดเดียวหรือหลายชนิดต้ังแต่ ๑ ชนิดขึ้นไป หรือ
ใชป้ ระโยชน์ของทรพั ยากรหินที่เหมาะสม ประกอบดว้ ยแก้วธรรมชาติหรอื สสารจากส่งิ มีชีวติ ที่เกิดข้ึนเองรวมตวั กันอยู่ตามธรรมชาติ

- หินสามารถจำ�แนกตามลักษณะการเกิดและเนื้อหิน ได้เป็น ๓ ประเภท ได้แก่ หินอัคนี
หินตะกอน และหินแปร การระบุชื่อของหินแต่ละประเภท จะใช้ลักษณะและองค์ประกอบ
ทางแรข่ องหนิ เปน็ เกณฑ์ หนิ สามารถน�ำ ไปใชป้ ระโยชนไ์ ดห้ ลายดา้ น เชน่ วสั ดกุ อ่ สรา้ ง เครอื่ ง
ประดับ วัตถุดบิ ในอตุ สาหกรรม

๑๐. อธิบายกระบวนการเกิด และการสำ�รวจแหล่งปิโตรเลียมและถ่านหิน โดยใช้ข้อมูล - ทรัพยากรปิโตรเลียมและถ่านหินเป็นทรัพยากรส้ินเปลือง ที่มีอยู่อย่างจำ�กัด ใช้แล้วหมด
ทางธรณวี ิทยา ไปไม่สามารถเกิดข้ึนทดแทนได้ ในเวลาอันรวดเร็ว ทรัพยากรปิโตรเลียมและถ่านหินถูกนำ�
มาใช้ในอุตสาหกรรมท่ีสำ�คัญของประเทศ เช่น การคมนาคม การผลิตไฟฟ้า เชื้อเพลิงใน
๑๑. อธบิ ายสมบตั ขิ องผลติ ภณั ฑท์ ไ่ี ดจ้ ากปโิ ตรเลยี มและถา่ นหนิ พรอ้ มน�ำ เสนอการใชป้ ระโยชน์ อตุ สาหกรรมต่าง ๆ
อย่างเหมาะสม

กลุม่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

20

ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พิม่ เตมิ

- การศึกษากระบวนการเกิดและการสำ�รวจแหล่งปิโตรเลียมและถ่านหินต้องใช้ความรู้
พน้ื ฐานธรณวี ทิ ยาหลายดา้ น เชน่ ตะกอนวทิ ยา การล�ำ ดบั ชน้ั หนิ ธรณโี ครงสรา้ ง รวมทง้ั วธิ กี าร
และเทคนคิ ต่าง ๆ ที่เหมาะสมเพื่อทจ่ี ะน�ำ ทรพั ยากรมาใชไ้ ด้อยา่ งคุ้มคา่ และยงั่ ยืน

๑๒. อ่านและแปลความหมายจากแผนที่ภูมิประเทศและแผนท่ีธรณีวิทยาของพ้ืนที่ท่ีกำ�หนด - แผนท่ภี ูมิประเทศ เป็นแผนท่ที ่สี ร้างเพ่อื จำ�ลองลักษณะของผิวโลกหรือบางส่วนของพ้นื ที่
พรอ้ มทง้ั อธบิ ายและยกตัวอย่างการน�ำ ไปใช้ประโยชน์ บนผวิ โลก โดยมที ศิ ทางทช่ี ดั เจน และมาตราสว่ นขนาดตา่ ง ๆ ตามความเหมาะสมกบั การใชง้ าน
แผนทภี่ มู ปิ ระเทศมกั แสดงเสน้ ชน้ั ความสงู และค�ำ อธบิ ายสญั ลกั ษณ์ ตา่ งๆ ทปี่ รากฏในแผนท่ี

- แผนท่ธี รณีวิทยา เป็นแผนท่แี สดงการกระจายตัวของหินกล่มุ ต่างๆ ท่โี ผล่ให้เห็นบนพ้นื ผิว
ทำ�ให้ทราบถึงขอบเขตของหินในพ้ืนท่ี นอกจากน้ียังแสดงลักษณะการวางตัวของช้ันหิน
ซากดกึ ดำ�บรรพ์ และธรณโี ครงสรา้ ง

- ข้อมูลจากแผนที่ภูมปิ ระเทศและแผนท่ีธรณี สามารถนำ�ไปใช้วางแผนการใชป้ ระโยชนแ์ ละ
ประเมนิ ศกั ยภาพของพน้ื ทไ่ี ดอ้ ยา่ งเหมาะสม เชน่ ประเมนิ ศกั ยภาพแหลง่ ทรพั ยากรธรณี ตา่ ง ๆ
การวางผังเมอื ง การสรา้ งเขอ่ื น

ม.๕ - -

ม.๖ - -

๒. เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมุนเวียนของนำ้�ในมหาสมุทร การเกิดเมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และผลต่อ
ส่งิ มีชีวติ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพยากรณอ์ ากาศ

กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

21

ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้เู พมิ่ เติม

ม.๔ - -

ม.๕ ๑. อธบิ ายปัจจยั ส�ำ คัญทมี่ ผี ลตอ่ การรับและคายพลงั งานจากดวงอาทิตย์แตกต่างกนั และผลทม่ี ี - บรเิ วณตา่ ง ๆ ของโลกไดร้ บั พลงั งานจากดวงอาทติ ยใ์ นรปู ของคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ในปรมิ าณ

ต่ออุณหภมู อิ ากาศในแตล่ ะบริเวณของโลก ทแ่ี ตกตา่ งกนั เนอ่ื งจากโลกมสี ณั ฐานคลา้ ยทรงกลมและแกนหมนุ โลกเอยี งท�ำ มมุ กบั แนวตง้ั ฉาก

๒. อธบิ ายกระบวนการทท่ี ำ�ใหเ้ กิดสมดุลพลงั งานของโลก กับระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ส่งผลต่อการตกกระทบของรังสีดวงอาทิตย์
ซง่ึ สว่ นทผ่ี า่ นเขา้ มาในชนั้ บรรยากาศจนถงึ พน้ื ผวิ โลก จะเกดิ กระบวนการสะทอ้ น ดดู กลนื และ

ถา่ ยโอนพลงั งาน แลว้ ปลดปลอ่ ยกลบั สอู่ วกาศแตกตา่ งกนั เนอ่ื งจากปจั จยั ตา่ ง ๆ เชน่ ลกั ษณะ

ของพน้ื ผวิ ชนดิ และปรมิ าณของแกส๊ เรอื นกระจก ละอองลอย และเมฆ ท�ำ ใหพ้ นื้ ผวิ โลกแตล่ ะ

บรเิ วณมีอณุ หภมู ิอากาศแตกต่างกัน

- พลงั งานจากดวงอาทติ ยโ์ ดยเฉลย่ี ทโ่ี ลกไดร้ บั เทา่ กบั พลงั งานเฉลย่ี ทโ่ี ลกปลดปลอ่ ยกลบั สอู่ วกาศ
ท�ำ ใหเ้ กดิ สมดลุ พลงั งานของโลก สง่ ผลใหอ้ ณุ หภมู เิ ฉลย่ี ของพน้ื ผวิ โลกในแตล่ ะปคี อ่ นขา้ งคงท่ี

๓. อธบิ ายผลของแรงเนอื่ งจากความแตกตา่ งของความกดอากาศ แรงคอรอิ อลสิ แรงสศู่ นู ยก์ ลาง - การหมุนเวียนของอากาศเกิดข้ึนจากความกดอากาศท่ีแตกต่างกันระหว่างสองบริเวณ
และแรงเสียดทานทมี่ ีตอ่ การหมุนเวยี นของอากาศ โดยอากาศเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณท่ีมีความกดอากาศตำ่�
ซ่ึงจะเห็นได้ชัดเจนในการเคลื่อนที่ของอากาศในแนวราบ และเมื่อพิจารณาในการเคล่ือนที่
ของแนวดิ่งจะพบว่าอากาศเหนือบริเวณความกดอากาศตำ่�จะมีการยกตัวข้ึน ขณะที่อากาศ
เหนือบริเวณความกดอากาศสูงจะจมตัวลง โดยการเคล่ือนที่ของอากาศทั้งในแนวราบและ
แนวดง่ิ น้ี ท�ำ ใหเ้ กิดเปน็ การหมุนเวยี นของอากาศ

- การหมุนรอบตัวเองของโลกจะทำ�ให้เกิดแรงคอริออลิสซึ่งมีผลให้ทิศทางการเคลื่อนที่ของ
อากาศเบนไป โดยอากาศท่ีเคลอ่ื นท่ีในบริเวณซกี โลกเหนือจะเบนไปทางขวาจากทิศทางเดมิ
สว่ นบริเวณซีกโลกใต้จะเบนไปทางซ้ายจากทิศทางเดิม เชน่ ลมค้า และมรสมุ

- แรงสู่ศูนย์กลางซึง่ ทำ�ใหเ้ กดิ การหมุนของลม เชน่ พายหุ มนุ เขตรอ้ น ทอรน์ าโด พายุงวงช้าง
และแรงต้านการเคลื่อนท่ีของวัตถุ หรือแรงเสียดทานส่งผลต่ออัตราเร็วลม เช่น พายุไต้ฝุ่น
เมอื่ เคลอ่ื นตัวเขา้ สชู่ ายฝง่ั จะลดระดับความรนุ แรงลงเป็นพายุโซนร้อนหรอื ดีเพรสช่ัน

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

22

ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพมิ่ เติม

๔. อธิบายการหมนุ เวียนของอากาศตามเขตละตจิ ูด และผลที่มตี อ่ ภมู อิ ากาศ - แต่ละบริเวณของโลกมีความกดอากาศแตกต่างกันประกอบกับอิทธิพลจากการหมุน
รอบตวั เองของโลกทำ�ใหอ้ ากาศในแตล่ ะซกี โลกเกดิ การหมนุ เวยี นของอากาศตามเขตละตจิ ดู
แบง่ ออกเปน็ ๓ แถบ โดยแต่ละแถบมีภมู ิอากาศแตกตา่ งกัน ไดแ้ ก่ การหมุนเวียนแถบขั้วโลก
มีภูมิอากาศแบบหนาวเย็น การหมุนเวียนแถบละติจูดกลางมีภูมิอากาศแบบอบอุ่น และ
การหมนุ เวียนแถบเขตรอ้ นมีภูมอิ ากาศแบบรอ้ นชื้น

- บริเวณรอยต่อของการหมุนเวียนอากาศแต่ละแถบละติจูด จะมีลักษณะลมฟ้าอากาศที่
แตกต่างกัน เช่น บริเวณใกล้ศูนย์สูตรมีปริมาณหยาดนำ้�ฟ้าเฉล่ียสูงกว่าบริเวณอ่ืน บริเวณ
ละตจิ ดู ๓๐ องศามอี ากาศแหง้ แลง้ สว่ นบรเิ วณละตจิ ดู ๖๐ องศา อากาศมคี วามแปรปรวนสงู

๕. อธิบายปจั จัยทท่ี �ำ ให้เกิดการแบง่ ชัน้ น�ำ้ ในมหาสมุทร - น�ำ้ ในมหาสมทุ รมอี ณุ หภมู แิ ละความเคม็ ของน�ำ้ แตกตา่ งกนั ในแตล่ ะบรเิ วณและแตล่ ะระดบั
ความลึก ซ่ึงหากพิจารณามวลน้ำ�ในแนวดิ่งและใช้อุณหภูมิเป็นเกณฑ์ จะสามารถแบ่งช้ันน้ำ�
ได้เปน็ 3 ชนั้ คือ น�้ำ ช้ันบน นำ�้ ช้ันเทอร์โมไคลน์ และน�ำ้ ช้ันล่าง

๖. อธิบายปัจจัยท่ีทำ�ให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำ�ในมหาสมุทรและรูปแบบการหมุนเวียน - การหมนุ เวยี นของกระแสน�ำ้ ผวิ หนา้ ในมหาสมทุ รไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากการหมนุ เวยี นของอากาศ
ของน้ำ�ในมหาสมทุ ร ในแตล่ ะแถบละตจิ ดู เปน็ ปจั จยั หลกั ประกอบกบั แรงคอรอิ อลสิ ท�ำ ใหบ้ รเิ วณซกี โลกเหนอื มกี าร
ไหลเวียนของกระแสน้ำ�ผิวหน้าในทิศทางตามเข็มนาฬิกา และทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้
ซ่ึงกระแสนำ้�ผิวหน้าในมหาสมุทรมีท้ังกระแสนำ้�อุ่น และกระแสน้ำ�เย็น ส่วนการหมุนเวียน
กระแสน�ำ้ ลกึ เปน็ การหมนุ เวยี นของน�ำ้ ชน้ั ลา่ ง เกดิ จากความแตกตา่ งของอณุ หภมู แิ ละความเคม็
ของน�้ำ โดยกระแสน�ำ้ ผิวหนา้ และกระแสน้ำ�ลกึ จะหมนุ เวียนตอ่ เนอื่ งกนั

๗. อธิบายผลของการหมนุ เวยี นของน�ำ้ ในมหาสมุทรที่มตี อ่ ลกั ษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิต และ - การหมนุ เวยี นอากาศและน�ำ้ ในมหาสมทุ ร สง่ ผลตอ่ ลกั ษณะอากาศ สง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม
ส่ิงแวดลอ้ ม แตกต่างกันไปเช่น การเกิดน้ำ�ผุดน้ำ�จม จะส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของชายฝ่ัง เช่น
กระแสนำ้�อุ่นกัลฟ์ สตรีมที่ทำ�ให้บางประเทศในทวีปยุโรปไม่หนาวเย็นจนเกินไปนักและเม่ือ
การหมุนเวียนอากาศและน้ำ�ในมหาสมุทรแปรปรวน ทำ�ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพลมฟ้า
อากาศ เชน่ ปรากฏการณเ์ อลนโี ญและลานญี า ซงึ่ เกดิ จากความแปรปรวนของลมคา้ และสง่ ผล
ตอ่ สภาพลมฟา้ อากาศของประเทศทอ่ี ยบู่ รเิ วณมหาสมทุ รแปซฟิ กิ รวมถงึ บรเิ วณอนื่ ๆ บนโลก

กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

23

ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพ่มิ เติม

๘. อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหว่างเสถยี รภาพอากาศและการเกดิ เมฆ - เสถียรภาพอากาศ หมายถึง สภาวะของบรรยากาศท่ีช่วยส่งเสริมหรือยับย้ังให้ก้อนอากาศ
เคลอ่ื นทข่ี น้ึ ลงในแนวดง่ิ ในกรณที ก่ี อ้ นอากาศมอี ณุ หภมู ติ �ำ่ กวา่ อณุ หภมู ขิ องอากาศทอ่ี ยโู่ ดยรอบ
ก้อนอากาศนั้นจะไม่สามารถยกตัวสูงขึ้นได้มากนัก และจมตัวกลับสู่ที่เดิม เรียกว่า อากาศ
มีเสถียรภาพ จะพบสภาวะอากาศแจม่ ใส เมฆนอ้ ยหรือปราศจากเมฆ ส่วนสภาวะอากาศไม่มี
เสถียรภาพน้ัน อุณหภูมิก้อนอากาศจะสูงกว่าอุณหภูมิของอากาศโดยรอบทำ�ให้ก้อนอากาศ
ยกตวั ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ เกดิ เมฆในแนวตง้ั เชน่ เมฆคิวมโู ลนิมบสั

๙. อธบิ ายการเกดิ แนวปะทะอากาศแบบต่าง ๆ และลกั ษณะลมฟา้ อากาศท่ีเก่ยี วขอ้ ง - แนวปะทะอากาศเกดิ จากการเคลอ่ื นทป่ี ะทะกนั ของกอ้ นอากาศทส่ี มบตั ติ า่ งกนั ตง้ั แตส่ องกอ้ น
ข้ึนไป แนวปะทะอากาศแบ่งออกได้ ๔ รูปแบบคือ แนวปะทะอากาศอุ่น ซึ่งมักพบเมฆแผ่น
เช่น เมฆซีร์รสั อลั โตสเตรตัส เกิดฝนกระจายเป็นบรเิ วณกว้าง แนวปะทะอากาศเยน็ เกิดเมฆ
ก้อนเช่น เมฆคิวมูโลนิมบัส ทำ�ให้อากาศแปรปรวนเกิดฝนฟ้าคะนอง แนวปะทะอากาศรวม
เกิดเมฆคิวมูโลนิมบัสท่ีส่งผลต่อการเกิดพายุฝน แนวปะทะอากาศคงที่ จะมีลักษณะอากาศ
แจม่ ใสจนถึงมีเมฆบางสว่ น และอาจสง่ ผลให้เกิดแนวปะทะอากาศแบบอืน่ ตอ่ ไปได ้

๑๐. อธิบายปัจจัยตา่ ง ๆ ทีม่ ีผลตอ่ การเปล่ียนแปลงภมู อิ ากาศของโลก พร้อมยกตวั อย่างขอ้ มลู - โลกไดร้ บั พลงั งานจากดวงอาทติ ย์ โดยปรมิ าณพลงั งานเฉลยี่ ทโี่ ลกไดร้ บั เทา่ กบั พลงั งานเฉลยี่
สนับสนุน ที่โลกปลดปล่อยกลับสู่อวกาศ ทำ�ให้เกิดสมดุลพลังงานของโลก ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของ
โลกในแต่ละปีค่อนข้างคงท่ีและมีลักษณะภูมิอากาศที่ไม่เปล่ียนแปลง หากสมดุลพลังงาน
ของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจะทำ�ให้อุณหภูมิเฉล่ียของพ้ืนผิวโลกและภูมิอากาศเกิด
การเปลี่ยนแปลงได้ โดยมีปัจจัยหลายประการท้ังปัจจัยที่เกิดข้ึนตามธรรมชาติและปัจจัย
ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเปล่ียนแปลงความรีของวงโคจรโลกรอบดวงอาทิตย์
การเปลี่ยนแปลงมุมเอียงของแกนหมุนโลกและการหมุนควงของแกนหมุนโลก รวมทั้งชนิด
และปรมิ าณของละอองลอย เมฆ และแกส๊ เรอื นกระจก ซง่ึ มขี อ้ มลู สนบั สนนุ การเปลยี่ นแปลง
อณุ หภูมโิ ลกตัง้ แต่อดีตถงึ ปัจจุบันท่ีได้จากการวิเคราะหห์ ลักฐานต่าง ๆ เช่น แกนน�้ำ แขง็

๑๑. วิเคราะห์ และอภิปรายเหตุการณ์ท่ีเป็นผลจากการเปล่ียนแปลงภูมิอากาศของโลก และ - การเปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศโลกอาจสง่ ผลกระทบตอ่ สง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม เชน่ การเพม่ิ ขน้ึ
น�ำ เสนอแนวปฏิบัติของมนษุ ย์ทีม่ สี ่วนช่วยในการชะลอการเปลีย่ นแปลงภมู ิอากาศโลก ของอุณหภูมิเฉลี่ยโลก การละลายของนำ้�แข็งข้ัวโลก และการเพ่ิมข้ึนของระดับนำ้�ทะเล
การเปล่ียนแปลงของระบบนเิ วศท้ังทางบก และทางทะเล

กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

24

ชน้ั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พม่ิ เตมิ

- มนษุ ยอ์ าจมสี ว่ นชว่ ยในการชะลอการเปลยี่ นแปลงภมู อิ ากาศโลกไดโ้ ดยการลดปจั จยั ทท่ี �ำ ให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงสมดุลพลังงานที่เกิดจากกระทำ�ของมนุษย์

๑๒. แปลความหมายสัญลกั ษณล์ มฟ้าอากาศบนแผนทีอ่ ากาศ - แบบแสดงข้อมูลของสถานีตรวจอากาศผิวพื้นเป็นการแสดงข้อมูลตรวจอากาศที่แสดง
ในรปู สญั ลกั ษณห์ รอื ตวั เลขทปี่ รากฏบนแผนทอ่ี ากาศ เชน่ อณุ หภมู ิ ความชนื้ ความกดอากาศ
ความเร็วและทศิ ทางลม ปรมิ าณและชนิดของเมฆ ท�ำ ให้ทราบลกั ษณะอากาศ ณ สถานนี ้ันๆ
ในเวลาที่มีการตรวจวัด เมื่อนำ�ข้อมูลของสถานีตรวจอากาศผิวพื้นมาแสดงในแผนที่อากาศ
ทำ�ให้สามารถวิเคราะห์ลักษณะอากาศในบริเวณกว้างได้ เช่น บริเวณความกดอากาศสูง
หย่อมความกดอากาศตำ่� พายุหมุนเขตรอ้ น รอ่ งความกดอากาศตำ่�

๑๓. วิเคราะห์ และคาดการณ์ลักษณะลมฟ้าอากาศเบ้ืองต้นจากแผนที่อากาศและข้อมูล - การแปลความหมายสัญลักษณ์ท่ีปรากฏบนแผนที่อากาศ ร่วมกับข้อมูลสารสนเทศอ่ืน ๆ
สารสนเทศ เพ่ือวางแผนในการประกอบอาชีพและการดำ�เนินชีวิตให้สอดคล้องกับสภาพ เช่น โปรแกรมประยุกต์เกี่ยวกับการพยากรณ์อากาศ เรดาร์ตรวจอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม
ลมฟ้าอากาศ และค่าทางสถิติ สามารถนำ�มาวิเคราะห์รูปแบบ คาดการณ์การเกิดและการเปล่ียนแปลง
ปรากฏการณท์ างลมฟา้ อากาศในชว่ งเวลาตา่ ง ๆ ซงึ่ สามารถน�ำ มาใชว้ างแผนการด�ำ เนนิ ชวี ติ
ใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพลมฟ้าอากาศ เชน่ การเลือกชว่ งเวลาในการเพาะปลูกให้สอดคล้องกบั
ฤดกู าล การเตรยี มพรอ้ มรบั มอื สภาพอากาศแปรปรวน

ม.๖ - -

๓. เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ ความสัมพันธ์ของดาราศาสตร์กับมนุษย์
จากการศึกษาต�ำ แหนง่ ดาวบนทรงกลมฟา้ และปฏิสมั พันธ์ภายในระบบสุริยะ รวมท้งั การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศในการดำ�รงชวี ิต

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

25

ชนั้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ

ม.๔ - -

ม.๕ - -

ม.๖ ๑. อธิบายการกำ�เนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาดอุณหภูมิของเอกภพหลังเกิด - ทฤษฎกี �ำ เนดิ เอกภพทย่ี อมรบั ในปจั จบุ นั คอื ทฤษฎบี กิ แบง ระบวุ า่ เอกภพเรม่ิ ตน้ จาก บกิ แบง

บกิ แบงในช่วงเวลาต่าง ๆ ตามวิวัฒนาการของเอกภพ ทเ่ี อกภพมขี นาดเลก็ มาก และมอี ณุ หภมู สิ งู มาก ซง่ึ เปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ของเวลาและววิ ฒั นาการของ

เอกภพ โดยหลงั เกดิ บกิ แบงเอกภพเกดิ การขยายตวั อยา่ งรวดเรว็ มอี ณุ หภมู ลิ ดลง มสี สารคงอยู่

ในรปู อนภุ าคและปฏยิ านภุ าคหลายชนดิ และมวี วิ ฒั นาการตอ่ เนอ่ื งจนถงึ ปจั จบุ นั ซง่ึ มเี นบวิ ลา

กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ยิ ะเปน็ สมาชกิ บางสว่ นของเอกภพ

๒. อธิบายหลักฐานท่ีสนับสนุนทฤษฎีบิกแบง จากความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับระยะทาง - หลกั ฐานส�ำ คญั ทส่ี นบั สนนุ ทฤษฎบี กิ แบง คอื การขยายตวั ของเอกภพ ซง่ึ อธบิ ายดว้ ย กฎฮบั เบลิ
ของกาแล็กซี รวมทั้งข้อมลู การคน้ พบไมโครเวฟพนื้ หลงั จากอวกาศ โดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วแนวรัศมีและระยะทางของกาแล็กซีท่เี คล่อื นท่หี ่างออก
จากโลกและหลกั ฐานอกี ประการ คอื การคน้ พบไมโครเวฟพน้ื หลงั ทก่ี ระจายตวั อยา่ งสม�ำ่ เสมอ
ทกุ ทศิ ทาง และสอดคลอ้ งกบั อณุ หภมู เิ ฉลย่ี ของอวกาศ มคี า่ ประมาณ ๒.๗๓ เคลวนิ

๓. อธิบายโครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทางช้างเผือก และระบุตำ�แหน่งของระบบ - กาแลก็ ซี ประกอบดว้ ย ดาวฤกษจ์ �ำ นวนหลายแสนลา้ นดวง ซงึ่ อยกู่ นั เปน็ ระบบของดาวฤกษ์
สุริยะพรอ้ มอธบิ ายเช่ือมโยงกบั การสงั เกตเห็นทางช้างเผอื กของคนบนโลก นอกจากนย้ี งั ประกอบดว้ ยเทหฟ์ า้ อน่ื เชน่ เนบวิ ลา และสสารระหวา่ งดาว โดยองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ
ภายในของกาแลก็ ซอี ย่รู วมกันด้วยแรงโน้มถว่ ง

- กาแล็กซีมีรูปร่างแตกต่างกัน โดยระบบสุริยะอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกซึ่งเป็นกาแล็กซี
กงั หนั แบบมคี าน มโี ครงสรา้ ง คอื นวิ เคลยี ส จาน และฮาโล ดาวฤกษจ์ �ำ นวนมากอยใู่ นบรเิ วณ
นิวเคลียสและจาน โดยมีระบบสุริยะอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก
ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ปแี สง ซงึ่ ทางชา้ งเผอื กทสี่ งั เกตเหน็ ในทอ้ งฟา้ เปน็ บรเิ วณหนง่ึ ของกาแลก็ ซี
ทางช้างเผือกในมุมมองของคนบนโลก แถบฝ้าสีขาวจางๆของทางช้างเผือกคือดาวฤกษ์ท่ีอยู่
อยา่ งหนาแนน่ ในกาแลก็ ซีทางชา้ งเผอื ก

กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

26

ชน้ั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนร้เู พ่ิมเตมิ

๔. อธิบายกระบวนการเกิดดาวฤกษ์ โดยแสดงการเปล่ียนแปลงความดัน อุณหภูมิ ขนาด - ดาวฤกษส์ ว่ นใหญอ่ ยรู่ วมกนั เปน็ ระบบดาวฤกษ์ คอื ดาวฤกษท์ อ่ี ยรู่ วมกนั ตง้ั แต่ ๒ ดวงขน้ึ ไป
จากดาวฤกษก์ ่อนเกิดจนเป็นดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์เป็นก้อนแก๊สร้อนขนาดใหญ่ เกิดจากการยุบตัวของกลุ่มสสารในเนบิวลาภายใต้
แรงโนม้ ถว่ ง ท�ำ ให้บางสว่ นของเนบิวลามีขนาดเล็กลง ความดันและอุณหภมู เิ พิ่มขน้ึ เกิดเป็น
๕. อธิบายกระบวนการสรา้ งพลังงานของดาวฤกษแ์ ละผลท่ีเกดิ ขน้ึ โดยวิเคราะห์ปฏิกริ ิยาลูกโซ่ ดาวฤกษ์ก่อนเกิด เมื่ออุณหภูมิท่ีแก่นสูงขึ้นจนเกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ ดาวฤกษ์ก่อน
โปรตอน-โปรตอน และวฏั จกั รคาร์บอน-ไนโตรเจน ออกซิเจน เกดิ จะกลายเปน็ ดาวฤกษ ์ ดาวฤกษอ์ ยใู่ นสภาพสมดลุ ระหวา่ งแรงดนั กบั แรงโนม้ ถว่ งซง่ึ เรยี กวา่
สมดุลอทุ กสถิต จึงท�ำ ให้ดาวฤกษม์ ขี นาดคงท่ีเปน็ เวลานานตลอดชว่ งชวี ติ ของดาวฤกษ์

- ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ เป็นปฏิกิริยาหลักของกระบวนการสร้างพลังงานของดาวฤกษ์
ทำ�ใหเ้ กดิ การหลอมนวิ เคลียสของไฮโดรเจนเป็นนิวเคลยี สฮีเลยี มที่แกน่ ของ ดาวฤกษ์ ซึง่ มี ๒
กระบวนการ คอื ปฏกิ ิรยิ าลูกโซ่โปรตอน-โปรตอน และวัฏจกั รคาร์บอนไนโตรเจน ออกซิเจน

๖. ระบปุ จั จยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ ความสอ่ งสวา่ งของดาวฤกษ์ และอธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความสอ่ งสวา่ ง - ความสอ่ งสวา่ งของดาวฤกษเ์ ปน็ พลงั งานจากดาวฤกษท์ ป่ี ลดปลอ่ ยออกมาในเวลา ๑ วนิ าที
กับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ต่อหน่วยพื้นที่ ณ ตำ�แหน่งของผู้สังเกต แต่เนื่องจากตาของมนุษย์ไม่ตอบสนองต่อ
การเปล่ียนแปลงความส่องสว่างท่ีมีค่าน้อยๆ จึงกำ�หนดค่าการเปรียบเทียบความส่องสว่าง
ของดาวฤกษ์ด้วยค่าโชติมาตร ซ่ึงเป็นการแสดงระดับความส่องสว่างของดาวฤกษ์ (หรือเทห์
ฟา้ อ่ืน) ณ ตำ�แหน่งของผู้สังเกต

๗. อธิบายความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสี อณุ หภมู ผิ วิ และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ - สขี องดาวฤกษส์ มั พนั ธก์ บั อณุ หภมู ผิ วิ ซงึ่ นกั ดาราศาสตรใ์ ชด้ ชั นสี ใี นการแบง่ ชนดิ สเปกตรมั
ของดาวฤกษ์ และใชส้ เปกตรมั ในการจ�ำ แนกชนดิ ของดาวฤกษ์
๘. อธบิ ายวธิ กี ารหาระยะทางของดาวฤกษด์ ว้ ยหลกั การแพรลั แลกซ์ พรอ้ มค�ำ นวณหาระยะทาง
ของดาวฤกษ์ - การหาระยะทางของดาวฤกษท์ มี่ รี ะยะทางหา่ งจากโลกไมเ่ กนิ ๑๐๐ พารเ์ ซกมวี ธิ กี ารทสี่ �ำ คญั
คอื วธิ แี พรัลแลกซ์ โดยวดั มุมแพรัลแลกซ์ของดาวฤกษ์ เมือ่ โลกเปล่ียนต�ำ แหน่งไปในวงโคจร
ทำ�ใหต้ �ำ แหนง่ ปรากฏของดาวฤกษเ์ ปล่ียนไปเม่ือเทยี บกับดาวฤกษอ์ า้ งอิง

๙. อธิบายลำ�ดับวิวัฒนาการที่สัมพันธ์กับมวลต้ังต้น และวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสมบัติ - มวลของดาวฤกษ์ขึ้นอยู่กับมวลของดาวฤกษ์ก่อนเกิด ดาวฤกษ์ท่ีมีมวลมากจะผลิตและ
บางประการของดาวฤกษ์ในล�ำ ดบั วิวัฒนาการ จากแผนภาพเฮริ ซ์ ปรุง-รสั เซลล์ ใช้พลงั งานมาก จึงมีอายุส้ันกวา่ ดาวฤกษท์ ี่มมี วลนอ้ ย

- ดาวฤกษ์มีการวิวัฒนาการท่ีแตกต่างกัน การวิวัฒนาการและจุดจบของดาวฤกษ์ข้ึนอยู่กับ
มวลตง้ั ต้นของดาวฤกษ์ ส่วนใหญ่เทยี บกับจำ�นวนเทา่ ของมวลดวงอาทิตย์

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

27

ช้นั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พม่ิ เติม

- ดาวฤกษ์จะมีการเปล่ียนแปลงสมบัติบางประการตามวิวัฒนาการ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้
แสดงการเปลยี่ นแปลงดงั กลา่ วดว้ ยแผนภาพเฮริ ซ์ ปรงุ -รสั เซลล์ ซง่ึ เปน็ แผนภาพทแี่ สดงความ
สมั พนั ธร์ ะหวา่ งโชตมิ าตรสมั บรู ณแ์ ละดชั นสี ขี องดาวฤกษ์ โดยดาวฤกษส์ ว่ นใหญจ่ ะอยใู่ นแถบ
ล�ำ ดับหลัก ซงึ่ เปน็ แถบทีแ่ สดงวา่ ดาวฤกษจ์ ะมีช่วงชีวิตส่วนใหญอ่ ยใู่ นสภาวะสมดลุ

๑๐. อธิบายกระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ และลักษณะของ - ระบบสรุ ยิ ะเกดิ จากการรวมตวั กนั ของกลมุ่ ฝนุ่ และแกส๊ ทเี่ รยี กวา่ เนบวิ ลาสรุ ยิ ะ โดยฝนุ่ และ
ดาวเคราะห์ที่เอือ้ ตอ่ การด�ำ รงชีวิต แก๊สประมาณร้อยละ ๙๙.๘ ของมวล ได้รวมตัวเป็นดวงอาทิตย์ซ่ึงเป็นก้อนแก๊สร้อน หรือ
พลาสมา สสารส่วนท่ีเหลือรวมตัวเป็นดาวเคราะห์และบริวารอื่น ๆ ของดวงอาทิตย์ ดังน้ัน
๑๑. อธิบายการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ด้วยกฏเคพเลอร์ และกฎความโน้มถ่วง จงึ แบง่ เขตบรวิ ารของดวงอาทติ ยต์ ามลกั ษณะการเกดิ และองคป์ ระกอบไดแ้ ก่ ดาวเคราะหช์ น้ั ใน
ของนิวตัน พร้อมค�ำ นวณคาบการโคจรของดาวเคราะห์ ดาวเคราะหน์ อ้ ย ดาวเคราะห์ชนั้ นอก และดงดาวหาง

- โลกเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะท่ีมีสิ่งมีชีวิต เพราะโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระยะทาง
ท่ีเหมาะสม จึงเป็นเขตที่เอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิต ทำ�ให้โลกมีอุณหภูมิเหมาะสมและสามารถ
เกิดนำ้�ที่ยังคงสถานะเป็นของเหลวได้ และปัจจุบันมีการค้นพบดาวเคราะห์ที่อยู่นอกระบบ
สุรยิ ะจ�ำ นวนมาก โดยมดี าวเคราะหบ์ างดวงท่มี ีลักษณะคลา้ ยโลก และอยใู่ นเขตทเ่ี อ้ือตอ่ การ
มสี ิ่งมชี วี ิต

- บริวารของดวงอาทิตย์อยู่รวมกันเป็นระบบภายใต้แรงโน้มถ่วงระหว่างดาวเคราะห์กับ
ดวงอาทิตย์ ตามกฏแรงโน้มถ่วงของนิวตัน ส่วนการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์
เปน็ ไปตามกฎเคพเลอร์

๑๒. อธิบายโครงสร้างของดวงอาทิตย์ การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะ และวิเคราะห์ นำ�เสนอ - ดวงอาทิตย์มีโครงสร้างภายในแบ่งเป็น แก่น เขตการแผ่รังสี และเขตการพาความร้อน
ปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับผลของลมสุริยะ และพายุสุริยะที่มีต่อโลกรวมท้ัง และมีชั้นบรรยากาศอยู่เหนือ เขตพาความร้อน ซึ่งแบ่งเป็น ๓ ชั้น คือ ช้ันโฟโตสเฟียร์ ช้ัน
ประเทศไทย โครโมสเฟยี ร์ และคอโรนา ในชน้ั บรรยากาศของดวงอาทติ ยม์ ปี รากฏการณส์ �ำ คญั เชน่ จดุ มดื
ดวงอาทิตย์ การลกุ จ้า ท่ที ำ�ใหเ้ กดิ ลมสุรยิ ะ และพายุสุรยิ ะ ซ่ึงส่งผลตอ่ โลก

- ลมสุริยะ เกิดจากการแพร่กระจายของอนุภาคจากช้ันคอโรนาออกสู่อวกาศตลอดเวลา
อนุภาคที่หลุดออกสู่อวกาศเป็นอนุภาคท่ีมีประจุ ลมสุริยะส่งผลทำ�ให้เกิดหางของดาวหาง
ทเี่ รอื งแสงและชไี้ ปทางทศิ ตรงกนั ขา้ มกบั ดวงอาทติ ย์ และเกดิ ปรากฏการณแ์ สงเหนอื แสงใต้

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

28

ชนั้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพิม่ เตมิ

- พายุสุริยะ เกิดจากการปลดปล่อยอนุภาคมีประจุพลังงานสูงจำ�นวนมหาศาล มักเกิดบ่อย
ครั้งในช่วงท่ีมีการลุกจ้า และในช่วงท่ีมีจุดมืดดวงอาทิตย์จำ�นวนมาก และในบางครั้งมีการ
พ่นก้อนมวลคอโรนา พายุสุริยะอาจส่งผลต่อสนามแม่เหล็กโลก จึงอาจรบกวนระบบการส่ง
กระแสไฟฟ้าและการส่อื สาร รวมทง้ั อาจส่งผลต่อวงจรอิเลก็ ทรอนิกสข์ องดาวเทียม นอกจาก
นัน้ มักทำ�ใหเ้ กดิ ปรากฏการณแ์ สงเหนอื แสงใต้ที่สงั เกตไดช้ ดั เจน

๑๓. สร้างแบบจำ�ลองทรงกลมฟ้า สังเกต และเช่ือมโยงจุดและเส้นสำ�คัญของแบบจำ�ลอง - ทรงกลมฟ้า เป็นทรงกลมสมมติขนาดใหญ่ที่มีรัศมีอนันต์ มีจุดศูนย์กลางของโลกเป็น
ทรงกลมฟา้ กบั ทอ้ งฟา้ จรงิ และอธบิ ายการระบพุ กิ ดั ของดาวในระบบขอบฟา้ และระบบศนู ยส์ ตู ร จุดศูนย์กลางของทรงกลมฟ้า มีดวงดาวและเทห์ฟ้าต่างๆปรากฏอยู่บนผิวของทรงกลมฟ้าน้ี
การระบุพิกัดของดวงดาวและเทห์ฟ้าต่างๆบนทรงกลมฟา้ ตามระบบทส่ี ำ�คัญ ไดแ้ ก่

- ระบบขอบฟ้า เป็นระบบท่ีอ้างอิงจากตำ�แหน่งผู้สังเกตบนโลกโดยระบุพิกัดเป็นมุมทิศและ
มุมเงยอ้าองิ กับทิศเหนอื และเสน้ ขอบฟา้ ของผสู้ ังเกต

- ระบบศูนย์สูตร เป็นระบบท่ีอ้างอิงกับเส้นศูนย์สูตรฟ้าและจุดวิษุวัต ระบุพิกัดเป็นไรต์แอส
เซนชนั กบั และเดคลเิ นชนั

๑๔. สงั เกตทอ้ งฟา้ และอธบิ ายเสน้ ทางการขึ้น การตกของดวงอาทติ ย์และดาวฤกษ์ - โลกหมนุ รอบตวั เองจากทางทศิ ตะวนั ตกไปทางทศิ ตะวนั ออก ท�ำ ใหเ้ กดิ ปรากฏการณก์ ารขน้ึ
การตกของดวงอาทิตย์และดวงดาวต่างในรอบวัน ซึ่งเส้นทางปรากฏของการขึ้น การตกของ
ดวงอาทติ ยจ์ ะเปลยี่ นแปลงตามวนั เวลาและต�ำ แหนง่ ละตจิ ดู ของผสู้ งั เกต สว่ นเสน้ ทางปรากฏ
ของการขึ้น การตกของดาวฤกษจ์ ะเปลย่ี นแปลงตามละติจูดของผ้สู งั เกต

๑๕. อธบิ ายเวลาสรุ ยิ คตปิ รากฏ โดยรวบรวมขอ้ มลู และเปรยี บเทยี บเวลาขณะทดี่ วงอาทติ ยผ์ า่ น - การกำ�หนดเวลาสุริยคติจะเทียบกับดวงอาทิตย์ โดยเวลาสุริยคติ มีทั้งเวลาสุริยคติปรากฏ
เมรเิ ดยี นของผูส้ ังเกตในแต่ละวัน และเวลา สุริยคติปานกลาง

- เวลาสุริยคติปรากฏ เป็นเวลาท่ีได้จากการสังเกต ดวงอาทิตย์จริงที่เคล่ือนที่อยู่บนท้องฟ้า
ของผู้สังเกต ช่วงเวลาระหว่างการเห็นจุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ผ่านเมริเดียนครั้งแรก
ถึงคร้งั ถดั ไป เรียกวา่ ๑ วัน สุริยคตปิ รากฏ

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

29

ช้นั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพิม่ เติม

๑๖. อธิบายเวลาสรุ ยิ คติปานกลาง และการเปรียบเทยี บเวลาของแต่ละเขตเวลาบนโลก - เวลาสุริยคติปานกลางกำ�หนดโดยให้มีดวงอาทิตย์สมมติเคล่ือนท่ีบนเส้นศูนย์สูตรฟ้าด้วย
อตั ราเรว็ สม�ำ่ เสมอ ชว่ งเวลาระหวา่ งการเหน็ จดุ ศนู ยก์ ลางของดวงอาทติ ยผ์ า่ นเมรเิ ดยี นครง้ั แรก
ถงึ ครง้ั ถดั ไป เรยี กวา่ ๑ วนั สรุ ยิ คตปิ านกลาง ซง่ึ ยาว ๒๔ ชว่ั โมง ๐ นาที ๐ วนิ าท ี เวลาสรุ ยิ คติ
ปานกลางกรนี ซิ เปน็ เวลาสรุ ยิ คตปิ านกลางทใ่ี ชเ้ มรเิ ดยี นของหอดดู าวกรนี ซิ ในประเทศองั กฤษ
เปน็ ตวั ก�ำ หนด ซง่ึ น�ำ มาใชใ้ นการก�ำ หนดเขตเวลามาตรฐานสากลของต�ำ แหนง่ อน่ื ๆ บนโลก

๑๗. อธิบายมุมห่างท่ีสัมพันธ์กับตำ�แหน่งในวงโคจร และอธิบายเชื่อมโยงกับตำ�แหน่งปรากฏ - โลกและดาวเคราะห์ทุกดวงหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตก
ของดาวเคราะห์ทีส่ ังเกตได้จากโลก ไปทางทิศตะวันออก หรือในทิศทวนเข็มนาฬิกาจากมุมมองด้านบน คนบนโลกจะสังเกต
เห็นดาวเคราะห์มีตำ�แหน่งปรากฏแตกต่างกันในช่วงวันเวลาต่างๆ เพราะดาวเคราะห์มีมุม
ห่างทแี่ ตกตา่ งกนั

- มุมห่างของดาวเคราะห์ คือ มุมระหว่างเส้นตรงที่เช่ือมระหว่างโลกกับดาวเคราะห์กับ
เส้นตรงท่ีเชื่อมระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ เมื่อวัดบนเส้นสุริยวิถี โดยดาวเคราะห์อาจอยู่ห่าง
จากดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันออก หรือทางทิศตะวันตก ซ่ึงมีการเรียกช่ือตามตำ�แหน่ง
ของดาวเคราะหใ์ นวงโคจร ขนาดของมุมห่าง และทิศทางของมุมห่าง

- ดาวเคราะห์ท่ีมีมุมห่างต่างกันจะมีตำ�แหน่งปรากฏบนท้องฟ้าแตกต่างกัน โดยตำ�แหน่ง
ปรากฏของดาวเคราะหว์ งในจะอยใู่ กลข้ อบฟา้ ในชว่ งเวลาใกลร้ งุ่ หรอื เวลาหวั ค�ำ่ สว่ นต�ำ แหนง่
ปรากฏของดาวเคราะห์วงนอกจะสามารถเห็นได้ในช่วงเวลาอ่ืน ๆ นอกจากนี้มุมห่าง
ยงั สามารถน�ำ มาอธบิ ายปรากฏการณ์ ทางดาราศาสตร ์ เชน่ ดาวเคยี งเดอื น ดาวเคราะหช์ มุ นมุ
ดาวเคราะห์ผ่านหน้าดวงอาทติ ย์

๑๘. สืบค้นข้อมลู อธิบายการสำ�รวจอวกาศโดยใชก้ ล้องโทรทรรศน์ในชว่ งความยาวคล่ืนตา่ ง ๆ - มนุษย์ใช้เทคโนโลยีอวกาศในการศึกษาเพื่อขยายขอบเขตความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และ
ดาวเทยี ม ยานอวกาศ สถานอี วกาศ และน�ำ เสนอแนวคดิ การน�ำ ความรทู้ างดา้ นเทคโนโลยอี วกาศ ในขณะเดียวกันมนุษย์ได้นำ�เทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น วัสดุศาสตร์
มาประยกุ ต์ใช้ในชีวิตประจ�ำ วนั หรือในอนาคต อาหาร การแพทย์

๑๙. สืบค้นข้อมูล ออกแบบและนำ�เสนอกิจกรรมการสังเกตดาวบนท้องฟ้าด้วยตาเปล่าและ/ - นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างกล้องโทรทรรศน์เพ่ือศึกษาแหล่งกำ�เนิดของรังสีหรืออนุภาค
หรือกลอ้ งโทรทรรศน์ ในอวกาศ ในช่วงความยาวคลื่นต่าง ๆ ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสง
อลั ตราไวโอเลต และรงั สีเอก็ ซ ์

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

30

ชนั้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้เู พิม่ เติม

- ยานอวกาศ คือ ยานพาหนะที่นำ�มนุษย์หรืออุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ข้ึนไปสู่อวกาศ เพื่อ
ส�ำ รวจหรอื เดนิ ทางไปยงั ดาวดวงอน่ื สว่ นสถานอี วกาศ คอื หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารลอยฟา้ ทโี่ คจรรอบ
โลก ใช้ในการศกึ ษาวจิ ัยทางวิทยาศาสตร์ในสาขาต่าง ๆ ในสภาพไรน้ ำ้�หนัก

- ดาวเทียม คืออุปกรณ์ท่ีใช้ในการสำ�รวจวัตถุท้องฟ้าและนำ�มาประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ
เช่น การส่ือสารโทรคมนาคม การระบุตำ�แหน่งบนโลก การสำ�รวจทรัพยากรธรรมชาติ
อตุ นุ ยิ มวทิ ยา โดยดาวเทยี มมหี ลายประเภทสามารถแบง่ ไดต้ ามเกณฑว์ งโคจรและการใชง้ าน

เน่ืองจากหลกั สตู รรายวชิ าเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) น้ ี มีผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้เพ่ิมเติมที่ครอบคลุมตัวชี้วัดรายวิชาพื้นฐาน
วทิ ยาศาสตร ์ โดยเมอื่ ผเู้ รยี นเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์ สาระชวี วทิ ยา สาระเคม ี สาระฟสิ กิ ส ์ และสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ครบทกุ ผลการเรยี นรใู้ นระดบั
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๔ – ๖ แลว้ กส็ ามารถบรรลผุ ลสมั ฤทธต์ิ ามตวั ชวี้ ดั ของรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ และวทิ ยาศาสตรโ์ ลก และ
อวกาศ ได ้ และในขณะเดยี วกนั กส็ ามารถตอ่ ยอดเนอื้ หาจากรายวชิ าพน้ื ฐานไปสเู่ นอ้ื หาในรายวชิ าเพม่ิ เตมิ ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งเสยี เวลาเรยี น ในการนจี้ งึ ไดม้ กี ารเทยี บเคยี งตวั ชวี้ ดั
ในสาระพื้นฐานและผลการเรียนรู้ในสาระเพ่ิมเตมิ ไว้ให ้ ดังน้ี

- สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ กับ สาระชีววิทยา

- สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ กับ สาระเคมี และสาระฟิสิกส์

- สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ กับ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

31

การเทียบเคียงตัวช้วี ัดในสาระพื้นฐานวิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ และผลการเรียนรใู้ นสาระเพ่มิ เตมิ โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

ตัวช้ีวดั ในสาระพน้ื ฐาน ผลการเรียนรใู้ นสาระเพ่มิ เติม

มาตรฐาน ว ๓.๑ เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแลก็ ซี ขอ้ ๓. เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์
ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ยิ ะ รวมทง้ั ปฏสิ มั พนั ธภ์ ายในระบบสรุ ยิ ะทสี่ ง่ ผลตอ่ สงิ่ มชี วี ติ และการประยกุ ต์ และระบบสรุ ยิ ะ ความสมั พนั ธข์ องดาราศาสตรก์ บั มนษุ ยจ์ ากการศกึ ษาต�ำ แหนง่ ดาวบนทรงกลมฟา้
ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ และปฏสิ ัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ รวมท้งั การประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
ตัวชีว้ ดั ม.๖ ผลการเรียนรู้ ม.๖
๑. อธบิ ายการก�ำ เนดิ และการเปลย่ี นแปลงพลงั งาน สสาร ขนาด อณุ หภมู ขิ องเอกภพหลงั เกดิ บกิ แบง ๑. อธบิ ายการกาเนดิ และการเปลยี่ นแปลงพลงั งาน สสาร ขนาดอณุ หภมู ขิ องเอกภพหลงั เกดิ บกิ แบง
ในชว่ งเวลาต่าง ๆ ตามววิ ฒั นาการของเอกภพ ในช่วงเวลาต่าง ๆ ตามวิวัฒนาการของเอกภพ

๒. อธิบายหลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง จากความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับระยะทางของ ๒. อธิบายหลักฐานท่ีสนับสนุนทฤษฎีบิกแบง จากความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับระยะทางของ
กาแล็กซรี วมทงั้ ขอ้ มูลการคน้ พบไมโครเวฟพ้ืนหลังจากอวกาศ กาแล็กซีรวมทั้งขอ้ มูลการค้นพบไมโครเวฟพนื้ หลงั จากอวกาศ

๓. อธบิ ายโครงสรา้ งและองคป์ ระกอบของกาแลก็ ซที างชา้ งเผอื ก และระบตุ �ำ แหนง่ ของระบบสรุ ยิ ะ ๓. อธบิ ายโครงสรา้ งและองคป์ ระกอบของกาแลก็ ซที างชา้ งเผอื ก และระบตุ าแหนง่ ของระบบสรุ ยิ ะ
พร้อมอธบิ ายเช่อื มโยงกบั การสังเกตเหน็ ทางชา้ งเผอื กของคนบนโลก พรอ้ มอธิบายเชอื่ มโยงกบั การสังเกตเหน็ ทางช้างเผือกของคนบนโลก

๔. อธบิ ายกระบวนการเกดิ ดาวฤกษ์ โดยแสดงการเปลย่ี นแปลงความดนั อณุ หภมู ิ ขนาดจากดาวฤกษ์ ๔. อธบิ ายกระบวนการเกดิ ดาวฤกษ์ โดยแสดงการเปลย่ี นแปลงความดนั อณุ หภมู ิ ขนาด จากดาวฤกษ์
กอ่ นเกดิ จนเปน็ ดาวฤกษ์ ก่อนเกดิ จนเปน็ ดาวฤกษ์
๕. อธิบายกระบวนการสร้างพลังงานของดาวฤกษ์และผลที่เกิดขึ้น โดยวิเคราะห์ปฏิกิริยาลูกโซ่
๕. ระบปุ จั จยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ ความสอ่ งสวา่ งของดาวฤกษ์ และอธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความสอ่ งสวา่ ง โปรตอน-โปรตอน และวฏั จกั รคารบ์ อน-ไนโตรเจน ออกซเิ จน
กบั โชติมาตรของดาวฤกษ์
๖. ระบปุ จั จยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ ความสอ่ งสวา่ งของดาวฤกษ์ และอธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความสอ่ งสวา่ ง
๖. อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสี อณุ หภมู ผิ วิ และสเปกตรมั ของดาวฤกษ์ กบั โชตมิ าตรของดาวฤกษ์

๗. อธิบายความสมั พันธร์ ะหว่างสี อณุ หภูมผิ วิ และสเปกตรมั ของดาวฤกษ์
๘. อธบิ ายวธิ กี ารหาระยะทางของดาวฤกษด์ ว้ ยหลกั การแพรลั แลกซ์ พรอ้ มคานวณหาระยะทางของ
ดาวฤกษแ์ พรัลแลกซ์ พร้อมคานวณหาระยะทางของดาวฤกษ์

กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

32

ตวั ชี้วัดในสาระพ้นื ฐาน ผลการเรียนรู้ในสาระเพิม่ เตมิ

๗. อธบิ ายล�ำ ดบั ววิ ฒั นาการทสี่ มั พนั ธก์ บั มวลตง้ั ตน้ และวเิ คราะหก์ ารเปลยี่ นแปลงสมบตั บิ างประการ ๙. อธบิ ายล�ำ ดบั ววิ ฒั นาการทส่ี มั พนั ธก์ บั มวลตง้ั ตน้ และวเิ คราะหก์ ารเปลย่ี นแปลงสมบตั บิ างประการ
ของดาวฤกษ์ ของดาวฤกษใ์ นล�ำ ดบั ววิ ฒั นาการ จากแผนภาพเฮริ ซ์ ปรงุ -รสั เซลล์

๘. อธิบายกระบวนการเกิดระบบสุริยะ และการแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ และลักษณะของ ๑๐. อธิบายกระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ และลักษณะของ
ดาวเคราะห์ท่เี ออ้ื ตอ่ การดำ�ารงชวี ติ ดาวเคราะห์ทเี่ อือ้ ตอ่ การดำ�รงชวี ติ
๑๑. อธบิ ายการโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทติ ยด์ ว้ ยกฏเคพเลอร์ และกฎความโนม้ ถว่ งของนวิ ตนั
๙. อธิบายโครงสร้างของดวงอาทิตย์ การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะ และสืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ พรอ้ มค�ำ นวณคาบการโคจรของดาวเคราะห์
นาเสนอปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ที่เก่ียวข้องกับผลของลมสุริยะ และพายุสุริยะท่ีมีต่อโลกรวม
ทั้งประเทศไทย ๑๒. อธิบายโครงสร้างของดวงอาทิตย์ การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะ และวิเคราะห์ นำ�เสนอ
ปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับผลของลมสุริยะ และพายุสุริยะท่ีมีต่อโลกรวมทั้ง
๑๐. สืบค้นข้อมูล อธิบายการสำ�รวจอวกาศโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ในช่วงความยาวคลื่นต่าง ๆ ประเทศไทย
ดาวเทียมยานอวกาศ สถานีอวกาศ และนำ�เสนอแนวคิดการนำ�ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอวกาศ
มาประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจำ�วนั หรอื ในอนาคต ๑๘. สืบค้นข้อมูล อธิบายการสำ�รวจอวกาศโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ในช่วงความยาวคล่ืนต่าง ๆ
ดาวเทียม ยานอวกาศ สถานีอวกาศ และนาเสนอแนวคิดการนำ�ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำ�วนั หรือในอนาคต
ภายในโลก และบนผวิ โลก ธรณีพิบตั ิภยั กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศโลก ๑๙. สืบค้นข้อมูล ออกแบบและนาเสนอกิจกรรมการสังเกตดาวบนท้องฟ้าด้วยตาเปล่าและ/หรือ
รวมท้ังผลต่อสิ่งมชี วี ติ และสิ่งแวดล้อม กล้องโทรทรรศน์
ตวั ช้ีวดั ชน้ั ปี ม.๖
๑. อธบิ ายการแบง่ ชัน้ และสมบตั ขิ องโครงสรา้ งโลก พร้อมยกตวั อยา่ งขอ้ มูลที่สนบั สนนุ ผลการเรยี นรู้ ม.๔
๑. อธิบายการแบง่ ชั้นและสมบตั ิของโครงสร้างโลก พร้อมยกตัวอย่างขอ้ มลู ทีส่ นับสนนุ
๒. อธิบายหลักฐานทางธรณีวิทยาทส่ี นับสนุนการเคลอ่ื นทีข่ องแผน่ ธรณี
๒. อธิบายหลักฐานทางธรณีวทิ ยาท่ีสนบั สนนุ การเคลอื่ นทีข่ องแผ่นธรณี

กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

33

ตวั ชีว้ ดั ในสาระพื้นฐาน ผลการเรียนรู้ในสาระเพมิ่ เตมิ

๓. ระบุสาเหตุ และอธิบายรูปแบบแนวรอยต่อของแผ่นธรณีท่ีสัมพันธ์การเคลื่อนท่ีของแผ่นธรณี ๓. ระบสุ าเหตแุ ละอธบิ ายรปู แบบการเคลอ่ื นทข่ี องแผน่ ธรณที ส่ี มั พนั ธก์ บั การเกดิ ลกั ษณะธรณสี ณั ฐาน
พรอ้ มยกตวั อย่างหลักฐานทางธรณวี ิทยาทพี่ บ และธรณโี ครงสรา้ งแบบตา่ ง ๆ

๔. อธิบายสาเหตุกระบวนการเกิดภูเขาไฟระเบิด รวมท้ังสืบค้นข้อมูลพื้นท่ีเส่ียงภัย ออกแบบและ ๕. อธิบายสาเหตุกระบวนการเกิดภูเขาไฟระเบิดและปัจจัยท่ีทาให้ความรุนแรงของการปะทุและ
นาเสนอแนวทาง การเฝา้ ระวงั และการปฏิบัตติ นให้ปลอดภัย รูปร่างของภูเขาไฟแตกต่างกัน รวมท้ังสืบค้นข้อมูลพ้ืนท่ีเส่ียงภัย ออกแบบและนำ�เสนอแนวทาง
การเฝา้ ระวงั และการปฏบิ ตั ติ นใหป้ ลอดภยั
๕. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด ขนาดและความรุนแรง และผลจากแผ่นดินไหว รวมทั้งสืบค้น
ข้อมลู พน้ื ท่ีเส่ยี งภัย ออกแบบและนาเสนอแนวทางการเฝ้าระวังและการปฏบิ ัตติ นให้ปลอดภยั ๖. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด ขนาดและความรุนแรง และผลจากแผ่นดินไหว รวมทั้งสืบค้น
ข้อมลู พ้นื ทเี่ สยี่ งภยั ออกแบบและนำ�เสนอแนวทางการเฝา้ ระวงั และการปฏิบัตติ นใหป้ ลอดภัย
๖. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด และผลจากสึนามิ รวมทั้งสืบค้นข้อมูลพ้ืนที่เส่ียงภัย ออกแบบ
และน�ำ เสนอแนวทางการเฝ้าระวงั และการปฏิบัติตนใหป้ ลอดภัย ๗. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด และผลจากสึนามิ รวมทั้งสืบค้นข้อมูลพ้ืนท่ีเส่ียงภัย ออกแบบ
และน�ำ เสนอแนวทางการเฝ้าระวังและการปฏบิ ัตติ นใหป้ ลอดภยั
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง
ภายในโลก และบนผวิ โลก ธรณีพบิ ตั ิภยั กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟา้ อากาศและภมู อิ ากาศโลก ข้อ ๒. เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมุนเวียนของน้ำ�ใน
รวมท้ังผลตอ่ สิ่งมชี วี ติ และส่งิ แวดลอ้ ม มหาสมุทร การเกดิ เมฆ การเปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศโลกและผลต่อสง่ิ มีชวี ติ และส่งิ แวดลอ้ ม รวมท้ัง
ตวั ชีว้ ดั ม.๖ การพยากรณ์อากาศ
๗. อธบิ ายปจั จยั ส�ำ คญั ทม่ี ผี ลตอ่ การไดร้ บั พลงั งานจาก ดวงอาทติ ยแ์ ตกตา่ งกนั ในแตล่ ะบรเิ วณของโลก ผลการเรียนรู้ ม.๕
1. อธิบายปัจจัยสำ�คัญที่มีผลต่อการรับและคายพลังงานจากดวงอาทิตย์แตกต่างกันและผลที่มีต่อ
๘. อธิบายการหมุนเวียนของอากาศทีเ่ ปน็ ผลมาจากความแตกต่างของความกดอากาศ อุณหภูมิอากาศในแต่ละบริเวณของโลก
๙. อธิบายทิศทางการเคลอื่ นที่ของอากาศทเ่ี ป็นผลมาจากการหมุนรอบตัวเองของโลก 2. อธบิ ายกระบวนการท่ที ำ�ใหเ้ กิดสมดุลพลงั งานของโลก

๑๐. อธบิ ายการหมนุ เวียนของอากาศตามเขตละตจิ ดู และผลทมี่ ตี อ่ ภูมอิ ากาศ ๓. อธิบายผลของแรงเน่ืองจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิส แรงสู่ศูนย์กลาง
และแรงเสยี ดทานทม่ี ตี อ่ การหมุนเวยี นของอากาศ

๔. อธิบายการหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจดู และผลทม่ี ตี อ่ ภมู ิอากาศ

กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

34

ตวั ชี้วัดในสาระพ้ืนฐาน ผลการเรยี นร้ใู นสาระเพมิ่ เติม

๑๑. อธิบายปัจจัยที่ทาให้เกิดการหมุนเวียนของนำ้�ผิวหน้าในมหาสมุทรและรูปแบบการหมุนเวียน ๖. อธิบายปัจจัยท่ีทาให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำ�ในมหาสมุทรและรูปแบบการหมุนเวียนของ
ของน�้ำ ผวิ หนา้ ในมหาสมทุ ร น�ำ้ ในมหาสมุทร

๑๒. อธิบายผลของการหมุนเวียนของอากาศและน้ำ�ผิวหน้าในมหาสมุทรท่ีมีต่อลักษณะภูมิอากาศ ๗. อธบิ ายผลของการหมนุ เวยี นของน�ำ้ ในมหาสมทุ รทม่ี ตี อ่ ลกั ษณะภมู อิ ากาศ ลมฟา้ อากาศ สง่ิ มชี วี ติ
ลมฟ้าอากาศ สงิ่ มีชีวติ และสงิ่ แวดล้อม และสง่ิ แวดลอ้ ม

๑๓. อธบิ ายปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ การเปลยี่ นแปลงสมดลุ พลงั งานและภมู อิ ากาศของโลก พรอ้ มทง้ั นาเสนอ ๑๐. อธบิ ายปจั จยั ตา่ ง ๆ ทม่ี ผี ลตอ่ การเปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศของโลก พรอ้ มยกตวั อยา่ งขอ้ มลู สนบั สนนุ
แนวปฏิบตั ิเพ่อื ลดกจิ กรรมของมนษุ ย์ที่สง่ ผลตอ่ การเปลย่ี นแปลงภูมิอากาศโลก ๑๑. วเิ คราะห์ และอภปิ รายเหตกุ ารณท์ เ่ี ปน็ ผลจากการเปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศของโลก และน�ำ เสนอ
แนวปฏบิ ตั ขิ องมนษุ ยท์ ม่ี สี ว่ นชว่ ยในการชะลอการเปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศโลก
๑๔. แปลความหมายสญั ลกั ษณล์ มฟา้ อากาศทส่ี าคญั จากแผนทอ่ี ากาศ และนาขอ้ มลู สารสนเทศตา่ ง ๆ
มาวางแผนการดำ�เนินชวี ติ ให้สอดคลอ้ งกบั สภาพลมฟ้าอากาศ ๑๒. แปลความหมายสญั ลกั ษณล์ มฟา้ อากาศบนแผนทอ่ี ากาศ
๑๓. วเิ คราะห์ และคาดการณล์ กั ษณะลมฟา้ อากาศเบอ้ื งตน้ จากแผนทอ่ี ากาศและขอ้ มลู สารสนเทศ
เพอ่ื วางแผนในการประกอบอาชพี และการด�ำ เนนิ ชวี ติ ใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพลมฟา้ อากาศ

กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

35

๕. คณุ ภาพผู้เรยี น เขา้ ใจการศกึ ษาโครงสรา้ งอะตอมของนกั วทิ ยาศาสตร์ การจดั เรยี งอเิ ลก็ ตรอน
ในอะตอม สมบัติบางประการของธาตุและการจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ
จบชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๖ พนั ธะเคมี สมบตั ขิ องสารทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ บั พนั ธะเคมี กฎตา่ ง ๆ ของแกส๊
ผ้เู รียนท่ีเรียนครบทุกผลการเรยี นร้ขู อง ๔ สาระเพิม่ เตมิ มคี ุณภาพดังน้ี และสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์ และ
ประเภทและสมบัตขิ องพอลเิ มอร์
เข้าใจวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นหาคำ�ตอบเก่ียวกับส่ิงมีชีวิต
สารที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต และปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี การคำ�นวณปริมาณสารต่าง ๆ
การใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์ โครงสรา้ งและหนา้ ทข่ี องเซลล์ การล�ำ เลยี งสารเขา้ ที่เก่ียวข้องกับปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยที่มีผล
และออกจากเซลล์ การแบง่ เซลล์ และการหายใจระดบั เซลล์ ต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยที่มีผลต่อ
สมดุลเคมี ทฤษฎกี รด-เบส สมบัตแิ ละปฏิกิริยาของกรด-เบส สารละลาย
เขา้ ใจหลกั การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของสงิ่ มชี วี ติ การถา่ ยทอด บัฟเฟอร์ ปฏิกิรยิ ารดี อกซ์ และเซลลเ์ คมีไฟฟ้า
ยีนบนออโตโซมและโครโมโซมเพศ โครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมี
ของดีเอ็นเอ การจำ�ลองดีเอ็นเอ กระบวนการสังเคราะห์โปรตีน การเกิด เข้าใจข้อปฏิบัติเบื้องต้นเก่ียวกับความปลอดภัยในการทำ�ปฏิบัติการเคมี
มิวเทชันในสิ่งมีชีวิต หลักการและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ การเลือกใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการทำ�ปฏิบัติการ หน่วยวัดและ
หลกั ฐานและขอ้ มลู ทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษาววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี วี ติ แนวคดิ เกย่ี วกบั การเปลย่ี นหนว่ ยวดั ดว้ ยการใชแ้ ฟกเตอรเ์ ปลย่ี นหนว่ ย การค�ำ นวณเกย่ี วกบั
วิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิต เง่ือนไขของภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก มวลอะตอม มวลโมเลกุล และมวลสูตร ความสัมพันธ์ของโมล จำ�นวน
กระบวนการเกิดสปีชีส์ใหม่ของส่ิงมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ อนภุ าค มวล และปริมาตรของแก๊สท่ี STP การคำ�นวณสตู รอยา่ งงา่ ยและ
กำ�เนิดของสิ่งมีชีวิต ลักษณะสำ�คัญของส่ิงมีชีวิตกลุ่มแบคทีเรีย โพรทิสต์ สูตรโมเลกุลของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย การเตรียมสารละลาย
พชื ฟงั ไจ และสตั ว์ การจ�ำ แนกสง่ิ มชี วี ติ ออกเปน็ หมวดหมแู่ ละวธิ กี ารเขยี น และการบูรณาการความรู้และทักษะในการอธิบายปรากฏการณ์ในชีวิต
ชื่อวิทยาศาสตร์ ประจำ�วันและการแก้ปัญหาทางเคมี

เขา้ ใจกระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมนุ เวียนสารในระบบนิเวศ
ความหลากหลายของไบโอม การเปล่ียนแปลงแทนท่ีแบบต่าง ๆ ใน
ระบบนิเวศ การเปล่ียนแปลงจำ�นวนประชากรมนุษย์ในระดับท้องถ่ิน
ระดับประเทศ และระดับโลก แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

36

เขา้ ใจธรรมชาตขิ องฟสิ กิ ส์ กระบวนการวดั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งปรมิ าณ ธรณีโครงสร้างแบบต่าง ๆ หลักฐานทางธรณีวิทยาท่ีพบในปัจจุบันและ
ท่ีเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ การเคล่ือนท่ีในแนวตรง แรงลัพธ์ กฎการ การล�ำ ดบั เหตกุ ารณท์ างธรณวี ทิ ยาในอดตี สาเหตุ กระบวนการเกดิ แผน่ ดนิ ไหว
เคล่ือนที่ แรงเสียดทาน กฎความโน้มถ่วงสากล สนามโน้มถ่วง งาน กฎ ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏิบัติ
การอนุรักษ์พลังงานกล สมดุลกลของวัตถุ เครื่องกลอย่างง่าย โมเมนตัม ตนให้ปลอดภัย สมบัติและการจำ�แนกชนิดของแร่ กระบวนการเกิดและ
และการดล กฎการอนรุ กั ษโ์ มเมนตมั การชน และการเคลอ่ื นทใี่ นแนวโคง้ การจ�ำ แนกชนดิ หนิ กระบวนการเกดิ และการส�ำ รวจแหลง่ ปโิ ตรเลยี มและ
ถ่านหิน การแปลความหมายจากแผนท่ีภูมิประเทศและแผนที่ธรณีวิทยา
เข้าใจการเคลื่อนที่แบบคลื่น ปรากฏการณ์คล่ืน การสะท้อน การหักเห และการน�ำ ขอ้ มูลทางธรณีวิทยาไปใชป้ ระโยชน์
การเลย้ี วเบนและการแทรกสอด หลกั การของฮอยเกนส์ การเคลอื่ นทขี่ อง
คลน่ื เสยี ง ปรากฏการณท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เสยี ง ความเขม้ เสยี งและระดบั เสยี ง เขา้ ใจปจั จยั ส�ำ คญั ทมี่ ผี ลตอ่ การรบั และปลดปลอ่ ยพลงั งานจากดวงอาทติ ย์
การไดย้ นิ ภาพทเี่ กดิ จากกระจกเงาและเลนส์ ปรากฏการณท์ เี่ กย่ี วขอ้ งกบั กระบวนการทที่ �ำ ใหเ้ กดิ สมดลุ พลงั งานของโลก ผลของแรงเนอื่ งจากความ
แสงและการมองเห็นแสงสี แตกตา่ งของความกดอากาศแรงคอรอิ อลสิ แรงสศู่ นู ยก์ ลางและแรงเสยี ดทาน
ทมี่ ตี อ่ การหมนุ เวยี นของอากาศการหมนุ เวยี นของอากาศตามเขตละตจิ ดู
เข้าใจสนามไฟฟ้า แรงไฟฟ้า กฎของคูลอมบ์ ศักย์ไฟฟ้า ตัวเก็บประจุ และผลทม่ี ตี อ่ ภมู อิ ากาศปจั จยั ทที่ �ำ ใหเ้ กดิ การแบง่ ชน้ั น�ำ้ และการหมนุ เวยี น
ตัวต้านทานและกฎของโอห์ม พลังงานไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงาน ของนำ�้ ในมหาสมุทร รูปแบบการหมุนเวียนของนำ�้ ในมหาสมุทร และผล
ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน สนามแม่เหล็ก ของการหมุนเวียนของนำ้�ในมหาสมุทรท่ีมีต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่ง
ความสัมพันธ์ระหว่างสนามแม่เหล็กกับกระแสไฟฟ้า การเหน่ียวนำ� มีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพอากาศและการ
แม่เหล็กไฟฟ้า ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และประโยชน์ของ เกิดเมฆ การเกิดแนวปะทะอากาศแบบต่าง ๆ และลักษณะลมฟ้าอากาศ
คลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ปจั จยั ตา่ ง ๆ ทม่ี ผี ลตอ่ การเปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศของโลก รวมทง้ั
การแปลความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศ และการพยากรณ์ลักษณะ
เข้าใจผลของความร้อนต่อสสาร สภาพยืดหยุ่น ความดันในของไหล ลมฟา้ อากาศเบ้ืองต้น จากแผนทีอ่ ากาศและข้อมูลสารสนเทศ
แรงพยงุ ของไหลอดุ มคติ ทฤษฎจี ลนข์ องแกส๊ แนวคดิ ควอนตมั ของพลงั งาน
ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคล่ืน เข้าใจการกำ�เนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาดอุณหภูมิของ
และอนุภาค การสลายของนิวเคลียสกัมมันตรังสี กัมมันตภาพ ปฏิกิริยา เอกภพหลกั ฐานทส่ี นบั สนนุ ทฤษฎบี กิ แบง ประเภทของกาแลก็ ซี โครงสรา้ ง
นวิ เคลียร์ พลงั งานนิวเคลียร์ ความสัมพนั ธ์ระหว่างมวลและพลังงาน แรง และองค์ประกอบของกาแล็กซีทางช้างเผือก กระบวนการเกิดดาวฤกษ์
ภายในนิวเคลยี ส และการค้นคว้าวจิ ัยด้านฟิสิกส์อนภุ าค และการสร้างพลังงานของดาวฤกษ์ ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความส่องสว่างของ
ดาวฤกษ์ และความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสว่างกับโชติมาตรของ
เข้าใจการแบ่งช้ันและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบ ดาวฤกษ์ความสัมพันธ์ระหว่างสี อุณหภูมิผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์
การเคล่ือนที่ของแผ่นธรณีท่ีสัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐานและ

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

37

วธิ กี ารหาระยะทางของดาวฤกษด์ ว้ ยหลกั การแพรลั แลกซ์ ววิ ฒั นาการและ แสดงถงึ ความสนใจ มงุ่ มน่ั รบั ผดิ ชอบ รอบคอบ และซอ่ื สตั ย์ ในการสบื เสาะ
การเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบ หาความรู้ โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื และวธิ กี ารทใี่ หไ้ ดผ้ ลถกู ตอ้ ง เชอ่ื ถอื ได้ มเี หตผุ ล
สุริยะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะห์ท่ีเอื้อ และยอมรบั ไดว้ ่าความร้ทู างวทิ ยาศาสตร์อาจมีการเปลีย่ นแปลงได้
ตอ่ การด�ำ รงชวี ติ การโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทติ ยด์ ว้ ยกฎเคพเลอร์
และกฎความโนม้ ถว่ งของนวิ ตนั โครงสรา้ งของดวงอาทติ ย์ การเกดิ ลมสรุ ยิ ะ แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้ พบคำ�ตอบ
พายุสุริยะและผลที่มีต่อโลก การระบุพิกัดของดาวในระบบขอบฟ้าและ หรือแก้ปัญหาได้ทำ�งานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็น
ระบบศูนย์สูตร เสน้ ทางการข้ึนการตกของดวงอาทิตยแ์ ละดาวฤกษ์ เวลา โดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบเกี่ยวกับผลของการพัฒนาและ
สุริยคติ และการเปรียบเทียบเวลาของแต่ละเขตเวลาบนโลก การสำ�รวจ การใชว้ ทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยอี ยา่ งมคี ณุ ธรรมตอ่ สงั คมและสง่ิ แวดลอ้ ม
อวกาศและการประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยอี วกาศ และยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของผู้อืน่

ระบปุ ญั หา ตง้ั ค�ำ ถามทจี่ ะส�ำ รวจตรวจสอบ โดยมกี ารก�ำ หนดความสมั พนั ธ์ เขา้ ใจความสมั พนั ธข์ องความรวู้ ทิ ยาศาสตรท์ ม่ี ผี ลตอ่ การพฒั นาเทคโนโลยี
ระหว่าง ตัวแปรต่าง ๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานท่ี ประเภทตา่ ง ๆ และการพฒั นาเทคโนโลยที ส่ี ง่ ผลใหม้ กี ารคดิ คน้ ความรทู้ าง
เป็นไปได้หลายแนวทาง ตดั สนิ ใจเลือกตรวจสอบสมมติฐานที่เปน็ ไปได้ วทิ ยาศาสตร์ท่ีก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยตี ่อชวี ิต สังคม และส่ิงแวดล้อม

ต้ังคำ�ถามหรือกำ�หนดปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจ ตระหนักถึงความสำ�คัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และ
ทางวิทยาศาสตร์ ท่ีแสดงให้เห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงที่สามารถ เทคโนโลยที ใ่ี ชใ้ นชวี ติ ประจ�ำ วนั ใชค้ วามรแู้ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
สำ�รวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่างครอบคลุมและเชื่อถือได้ และเทคโนโลยใี นการด�ำ รงชวี ติ และการประกอบอาชพี แสดงความชนื่ ชม
สร้างสมมติฐานท่ีมีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์ส่ิงที่จะพบ เพ่ือนำ�ไปสู่ ภมู ใิ จ ยกยอ่ ง อา้ งองิ ผลงาน ชน้ิ งานทเ่ี ปน็ ผลมาจากภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ และ
การสำ�รวจตรวจสอบ ออกแบบวิธีการสำ�รวจตรวจสอบตามสมมติฐาน การพัฒนาเทคโนโลยที ที่ นั สมัย ศึกษาหาความรูเ้ พ่ิมเติม ทำ�โครงงานหรือ
ท่กี ำ�หนดไวไ้ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม มหี ลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ เลือกวสั ดุ อุปกรณ์ สร้างชิ้นงานตามความสนใจ
รวมท้ังวิธีการในการสำ�รวจตรวจสอบอย่างถูกต้องทั้งในเชิงปริมาณและ
คุณภาพ และบันทึกผลการสำ�รวจตรวจสอบอย่างเปน็ ระบบ แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษา
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือ
วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของ ปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ข้อสรุปเพ่ือตรวจสอบกับสมมติฐานท่ีตั้งไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพ่ือปรับปรุง ของทอ้ งถนิ่
วธิ กี ารส�ำ รวจตรวจสอบ จดั กระท�ำ ขอ้ มลู และน�ำ เสนอขอ้ มลู ดว้ ยเทคนคิ วธิ ี
ทเ่ี หมาะสม สอ่ื สารแนวคดิ ความรู้ จากผลการส�ำ รวจตรวจสอบ โดยการพดู
เขยี น จดั แสดงหรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ผอู้ ่นื เขา้ ใจ โดยมหี ลกั
ฐานอ้างองิ หรือมีทฤษฎรี องรบั

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

38

๖. ทกั ษะท่ีส�ำ คญั ในการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ทักษะการสงั เกต (Observing)

การดำ�รงชีวิตและประกอบอาชีพในศตวรรษท่ี ๒๑ นั้น มีความคาดหวัง เปน็ ความสามารถในการใชป้ ระสาทสมั ผสั อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ หรอื หลาย ๆ
ให้พลเมืองในศตวรรษน้ีเป็นผู้มีความรอบรู้ เป็นนักคิดและนักแก้ปัญหา สามารถ อย่างเข้าไปสำ�รวจวัตถุหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติหรือจากการ
นำ�ความรู้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม และทันท่วงที ดังนั้นในการจัดการ ทดลองโดยไม่ลงความคิดเห็นของผสู้ ังเกตลงไปดว้ ย ประสาทสมั ผัสทัง้ ๕
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้สอนจึงจำ�เป็นต้องออกแบบและวางแผนการจัดการเรียนรู้ อย่าง ได้แก่ การดู การฟงั เสียง การดมกลิ่น การชิมรส และการสัมผสั
วิทยาศาสตร์ที่เนน้ การพฒั นาสมรรถนะของผเู้ รียนในดา้ นตา่ ง ๆ ท้ังด้านองคค์ วามรู้
หรือแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้านทักษะ ทักษะการวดั (Measuring)
การคิดระดับสูง ด้านทักษะท่ีจำ�เป็นสำ�หรับศตวรรษที่ ๒๑ และด้านทักษะอ่ืน ๆ
ตลอดจนด้านเจตคติทางวิทยาศาสตร์ เพ่ือให้ผู้เรียนเป็นนักเรียนรู้ นักคิด เชื่อม่ัน เปน็ ความสามารถในการเลอื กใชเ้ ครอ่ื งมอื ในการวดั ปรมิ าณตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ ง
ยึดถือและศรัทธาในการใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ในทางท่ีสร้างสรรค์ สามารถนำ� เหมาะสม รวมถงึ ความสามารถในการหาปรมิ าณของสง่ิ ตา่ ง ๆ จากเครอ่ื งมอื
ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อ่ืนอย่างมีคุณธรรม เป็นกำ�ลังสำ�คัญ ที่เลือกใช้ออกมาเป็นตัวเลขได้ถูกต้องและรวดเร็ว พร้อมระบุหน่วยของ
ในการพัฒนาประเทศชาติ ตลอดจนเป็นพลเมืองของโลกที่ดำ�รงชีวิตในสังคม การวัดได้อยา่ งถูกตอ้ ง
แห่งศตวรรษท่ี ๒๑ อยา่ งมคี ุณค่า
ทกั ษะการลงความเห็นจากขอ้ มูล (Inferring)
ทกั ษะส�ำ คญั ทผ่ี สู้ อนจ�ำ เปน็ ตอ้ งพฒั นาใหเ้ กดิ ขน้ึ กบั ผเู้ รยี นเมอื่ มกี ารจดั การ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ได้แก่ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการ เป็นความสามารถในการคาดเดาอย่างมีหลักการเก่ียวกับเหตุการณ์หรือ
ส�ำ หรับการออกแบบและเทคโนโลยี และทกั ษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ปรากฏการณ์ โดยใช้ขอ้ มูล (Data) หรอื สารสนเทศ (Information) ท่เี คย
เกบ็ รวบรวมไว้ในอดตี
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (Science Process Skills)
ทกั ษะการจ�ำ แนกประเภท (Classifying)
การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ จำ�เป็นต้องใช้ทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์เพ่ือนำ�ไปสู่การสืบเสาะค้นหา ผ่านการสังเกต ทดลอง สร้าง เปน็ ความสามารถในการแยกแยะ จดั พวกหรอื จดั กลมุ่ สงิ่ ตา่ งๆ ทสี่ นใจ เชน่
แบบจำ�ลอง และวิธีการอื่น ๆ เพ่ือนำ�ข้อมูล สารสนเทศและหลักฐานเชิงประจักษ์ วัตถุ ส่ิงมีชีวิต ดาวและเทหวัตถุต่าง ๆ หรือปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษา
มาสร้างคำ�อธิบายเกี่ยวกับแนวคิดหรือองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Padilla, ออกเป็นหมวดหมู่ นอกจากนี้ยังหมายถึงความสามารถในการเลือกและ
1990; วรรณทิพา, ๒๕๔๐) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย ระบเุ กณฑห์ รอื ลกั ษณะรว่ มลกั ษณะใดลกั ษณะหนง่ึ ของสงิ่ ตา่ ง ๆ ทต่ี อ้ งการ
จ�ำ แนก

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

39

ทกั ษะการหาความสัมพนั ธข์ องสเปซกับเวลา ทักษะการพยากรณ์ (Predicting)
(Relationship of Space and Time)
เปน็ ความสามารถในการบอกผลลพั ธข์ องปรากฏการณ์ สถานการณ์ การสงั เกต
สเปซคอื พนื้ ทท่ี ว่ี ตั ถคุ รอบครอง ในทนี่ อี้ าจเปน็ ต�ำ แหนง่ รปู รา่ ง รปู ทรงของ การทดลองทไ่ี ดจ้ ากการสงั เกตแบบรปู ของหลกั ฐาน (Pattern of Evidence)
วัตถุ สงิ่ เหล่าน้ีอาจมคี วามสัมพันธ์กัน ดงั นี้ การพยากรณท์ แ่ี มน่ ย�ำ จงึ เปน็ ผลมาจากการสงั เกตทร่ี อบคอบ การวดั ทถ่ี กู ตอ้ ง
การบนั ทึก และการจดั กระทำ�กับขอ้ มูลอย่างเหมาะสม
การหาความสมั พันธ์ระหวา่ งสเปซกบั สเปซ เป็นความสามารถในการหาความ
(Relationship between Space and Space) เกยี่ วขอ้ ง สมั พนั ธก์ นั ระหวา่ งพน้ื ท่ี ทักษะการตงั้ สมมติฐาน (Formulating Hypotheses)
ทวี่ ตั ถุตา่ ง ๆ ครอบครอง
เป็นความสามารถในการคิดหาคำ�ตอบล่วงหน้าก่อนจะทำ�การทดลอง
การหาความสมั พนั ธ์ระหว่างสเปซกบั เวลา เปน็ ความสามารถในการหาความ โดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิม เป็นพ้ืนฐานคำ�ตอบท่ีคิด
(Relationship between Space and Time) เกยี่ วขอ้ ง สมั พนั ธก์ นั ระหวา่ งพน้ื ที่ ล่วงหน้าท่ียังไม่รู้มาก่อน หรือยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือ ทฤษฎีมาก่อน
ทว่ี ตั ถคุ รอบครองเมอ่ื เวลาผา่ นไป การต้ังสมมติฐานหรือคำ�ตอบที่คิดไว้ล่วงหน้ามักกล่าวไว้เป็นข้อความ ท่ี
บอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม ซึ่งอาจเป็นไปตามท่ี
ทักษะการใช้จำ�นวน (Using Number) คาดการณ์ไว้หรอื ไมก่ ไ็ ด้

เป็นความสามารถในการใช้ความรู้สึกเชิงจำ�นวน และการคำ�นวณเพื่อ ทกั ษะการกำ�หนดนยิ ามเชงิ ปฏิบัติการ (Defining operationally)
บรรยายหรือระบรุ ายละเอยี ดเชงิ ปรมิ าณของส่งิ ทสี่ งั เกตหรือทดลอง
เป็นความสามารถในการกำ�หนดความหมายและขอบเขตของสิ่งต่าง ๆ ที่
ทักษะการจัดกระทำ�และสอ่ื ความหมายข้อมลู อยู่ในสมมติฐานของการทดลอง หรือท่ีเกี่ยวข้องกับการทดลอง ให้เข้าใจ
(Organizing and Communicating Data) ตรงกันและสามารถสังเกตหรือวัดได้

เป็นความสามารถในการนำ�ผลการสังเกต การวัด การทดลอง จากแหล่ง ทกั ษะการก�ำ หนดและควบคมุ ตวั แปร (Controlling Variables)
ตา่ ง ๆ มาจดั กระท�ำ ใหอ้ ยใู่ นรปู แบบทมี่ คี วามหมายหรอื มคี วามสมั พนั ธก์ นั
มากขึน้ จนงา่ ยตอ่ การทำ�ความเข้าใจหรือเหน็ แบบรูปของข้อมูล นอกจาก เป็นความสามารถในการกำ�หนดตัวแปรต่าง ๆ ท้ังตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
น้ียังรวมถึงความสามารถในการนำ�ข้อมูลมาจัดทำ�ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น และตัวแปรที่ต้องการควบคุมให้คงที่ ให้สอดคล้องกับสมมติฐานของการ
ตาราง แผนภูมิ แผนภาพ วงจร กราฟ สมการ การเขียนบรรยาย เพ่ือ ทดลองรวมถงึ ความสามารถในการระบแุ ละควบคมุ ตวั แปรอน่ื ๆ นอกเหนอื
สอื่ สารให้ผอู้ ่นื เขา้ ใจความหมายของขอ้ มูลมากขนึ้ จากตวั แปรตน้ แตอ่ าจสง่ ผลตอ่ ผลการทดลอง หากไมค่ วบคมุ ใหเ้ หมอื นกนั
หรอื เทา่ กนั ตวั แปรทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การทดลอง ไดแ้ ก่ ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม
และตัวแปรท่ีต้องควบคุมให้คงที่ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เก่ียวข้องกับการ
ทดลอง ดังนี้

กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

40

ตัวแปรต้น สง่ิ ทเี่ ปน็ ตน้ เหตทุ �ำ ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงจงึ ตอ้ ง ทักษะการทดลอง (Experimenting)
(Independent Variable) จัดสถานการณใ์ ห้มสี ่งิ นี้แตกต่างกัน
การทดลองประกอบด้วย ๓ ขั้นตอน คือ การออกแบบการทดลอง การ
ตัวแปรตาม สิ่งที่เป็นผลจากการจัดสถานการณ์บางอย่างให้ ปฏบิ ตั กิ ารทดลอง และการบนั ทกึ ผลการทดลอง ทกั ษะการทดลองจงึ เปน็
(Dependent Variable) แตกต่างกนั และเราตอ้ งสงั เกต วัด หรอื ตดิ ตามดู ความสามารถในการออกแบบและวางแผนการทดลองได้อย่างรอบคอบ
และสอดคลอ้ งกบั ค�ำ ถามการทดลองและสมมติฐาน รวมถงึ ความสามารถ
ตัวแปรทต่ี อ้ งควบคุมให้คงที่ สิ่งต่าง ๆ ท่ีอาจส่งผลต่อการจัดสถานการณ์ จึง ในการดำ�เนินการทดลองได้ตามแผน และความสามารถในการบันทึกผล
(Controlled Variable) ต้องจัดสิ่งเหล่าน้ีให้เหมือนกันหรือเท่ากัน เพ่ือ การทดลองได้ละเอียด ครบถว้ น และเทย่ี งตรง
ให้ม่ันใจว่าผลจากการจัดสถานการณ์เกิดจาก
ตวั แปรตน้ เท่านัน้ ทักษะการตีความหมายขอ้ มูลและลงข้อสรปุ
(Interpreting and Making Conclusion)

ความสามารถในการแปลความหมาย หรอื การบรรยาย ลกั ษณะและสมบตั ิ
ของข้อมูลที่มีอยู่ ตลอดจนความสามารถในการสรุปความสัมพันธ์ของ
ข้อมลู ทั้งหมด

ทกั ษะการสร้างแบบจำ�ลอง (Formulating Models)

ความสามารถสร้างและใช้สิ่งที่ทำ�ขึ้นมาเพ่ือเลียนแบบหรืออธิบาย
ปรากฏการณ์ท่ีศกึ ษาหรอื สนใจ เชน่ กราฟ สมการ แผนภมู ิ รปู ภาพ ภาพ
เคล่ือนไหว รวมถึงความสามารถในการนำ�เสนอข้อมูล แนวคิด ความคิด
รวบยอดเพือ่ ให้ผอู้ ืน่ เข้าใจในรูปของแบบจำ�ลองแบบต่าง ๆ

กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

41

ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ ๒๑ (21st Century Skills) แห่งศตวรรษที่ ๒๑ (Partnership for 21st Century Learning, 2009) โดยกรอบ
ความคิดนี้นำ�เสนอทั้งส่วนของผลลัพธ์ของผู้เรียน และระบบสนับสนุนต่าง ๆ
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี ๒๑ หมายถงึ กลมุ่ ความรู้ ทกั ษะ และนสิ ยั การท�ำ งาน ดงั อธบิ ายได้ตามภาพที่ ๕
ท่ีเชื่อว่ามีความสำ�คัญอย่างยิ่งต่อความสำ�เร็จในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะนี้เป็น
ผลจากการพัฒนากรอบความคิดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ โดยภาคีเพ่ือทักษะ

ัทแกลษะะอกาาชีรใพช้ ีชวิต ทกั ษะการเรียนรู้ ทสกั ื่อษมะีเดดา้ ยี นแสลาะรสเทนคเทโนศโลยี
และนวตั กรรม

รายวิชาหลกั และสาระสำ�คัญ
ในศตวรรษท่ี ๒๑

มาตรฐานการเรียนรู้และ
ประเมินการเรียนรู้

หลกั สตู รและการสอน
การพฒั นาวิชาชีพครู
สภาพแวดล้อมท่สี ่งเสรมิ การเรยี นรู้

ภาพท่ี ๕  กรอบความคดิ เพ่ือการจดั การเรียนรสู้ ำ�หรบั ศตวรรษที่ ๒๑
ปรบั ปรงุ จาก P21 Framework for 21st Century Learning (Partnership for 21st Century Learning, 2009)


Click to View FlipBook Version