The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

CuriculumManual_T2 Earth คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ โดย สสวท.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์

CuriculumManual_T2 Earth คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ โดย สสวท.

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

42

การท่ีจะประสบความสำ�เร็จในการประกอบอาชีพและดำ�รงชีวิตใน ผลลัพธ์ทค่ี วรเกิดกับผู้เรียนแหง่ ศตวรรษที่ ๒๑
ศตวรรษท่ี ๒๑ ผู้เรียนจำ�เป็นต้องได้รับการพัฒนาและฝึกฝนวิทยาการความรู้และ (21st Century Student Outcomes)
ทักษะต่าง ๆ ได้แก่ ทักษะการใช้ชีวิตและอาชีพ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม
ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อต่าง ๆ และเทคโนโลยี ซ่ึงล้วนเป็นทักษะสำ�คัญสำ�หรับ องค์ประกอบสำ�คัญท่ีเป็นผลลัพธ์ของผู้เรียนแห่งศตวรรษที่ ๒๑
พลเมืองโลกทุกวันน้ี นอกจากน้ียังต้องมีรูปแบบและวิธีการประเมินการเรียนรู้ ประกอบดว้ ย ความรแู้ ละเรอ่ื งราวทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ศตวรรษท่ี ๒๑ ทกั ษะการเรยี นรแู้ ละ
และทกั ษะเหลา่ นอี้ ยา่ งสอดคลอ้ ง เหมาะสม และมปี ระสทิ ธภิ าพ ส�ำ หรบั การจดั การ นวัตกรรม ทกั ษะชวี ติ และอาชพี และทกั ษะสารสนเทศ ส่ือมีเดยี และเทคโนโลยี
เรียนรู้วิทยาศาสตร์เพ่ือพัฒนาทักษะเหล่านี้สามารถทำ�ได้โดยผสมผสานบูรณาการ
ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ด้านเน้ือหาและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผลลัพธ์ที่ควรเกิดกับผู้เรียนด้านความรู้และเร่ืองราวที่เกี่ยวข้องกับ
โดยสถานศึกษาจำ�เป็นต้องมีการจัดระบบต่าง ๆ เช่น หลักสูตรสถานศึกษา ศตวรรษท่ี ๒๑ ผู้เรียนแห่งศตวรรษนี้จำ�เป็นต้องมีความรอบรู้ เร่ืองราว เหตุการณ์
ส่ือการจัดการเรียนรู้ การประเมินการเรียนรู้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สถานการณ์ท่ีเกิดขึ้นในศตวรรษท่ี ๒๑ ผู้สอนจึงต้องออกแบบและจัดการเรียนรู้ท่ีมี
ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้ส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ด้านวิชาการต่าง ๆ การผนวกหรือบูรณาการเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับศตวรรษท่ี ๒๑
ให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการเรียนรู้อย่างมีความสุข ไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ หรือหลักสูตรสถานศึกษา เช่น การตระหนักต่อโลก
และเหน็ ประโยชนข์ องการหมน่ั เพยี รเรยี นรแู้ ละฝกึ ฝนเพอื่ พฒั นาสมรรถนะทจี่ �ำ เปน็ ความรอบรู้ในเร่ืองการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจและการประกอบการ ความรอบรู้ใน
เหล่าน้แี ละประสบความสำ�เร็จในอนาคต เรอื่ งหนา้ ทพ่ี ลเมอื ง สขุ ภาพ และสง่ิ แวดลอ้ ม ความรดู้ า้ นศาสตรว์ ทิ ยาการตา่ ง ๆ ทม่ี ี
ความสำ�คัญตอ่ ผเู้ รยี นในศตวรรษน้ี ได้แก่
กรอบความคิดน้ียังอธิบายว่า ผู้เรียนแห่งศตวรรษที่ ๒๑ จะประสบ
ความสำ�เร็จในชีวิตและอาชีพได้จำ�เป็นต้องรู้หนังสือ น่ันคือมีความสามารถในการ - ภาษาอังกฤษ ทั้งดา้ นการอ่าน และความงดงามของภาษา
อ่านออกเขียนได้ควบคู่ไปกับความรอบรู้ที่บูรณาการกันระหว่างความรู้ในวิชาการ - ภาษาต่าง ๆ ในโลก
และทักษะกระบวนการต่าง ๆ ที่กล่าวมา ดังน้ันบุคคลแห่งศตวรรษท่ี ๒๑ จะต้อง - ศิลปะ
เป็นผู้รู้หนังสือ มีทักษะในการเสาะแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเองอันนำ�ไปสู่การเป็น - ภูมิศาสตร์
ผมู้ ดี า้ นความรทู้ างวชิ าการทเ่ี ขม้ แขง็ จงึ จะสามารถคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ สรา้ งสรรค์ - ประวตั ิศาสตร์
ส่ือสารและทำ�งานรว่ มมือกับผู้อืน่ ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ - วิทยาศาสตร์
- คณติ ศาสตร์
- เศรษฐศาสตร์
- การปกครองและหนา้ ท่ีพลเมือง

กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

43

ดังท่ีกล่าวแล้วข้างต้น นอกจากผลลัพธ์ด้านความรู้ พลเมืองในศตวรรษ ๒. ดา้ นการสือ่ สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สื่อ
ท่ี ๒๑ ควรมีสมรรถนะท่ีจำ�เป็นอีก ๓ ด้าน ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Communications, Information, and Media Literacy)
(Learning and Innovation Skills) ความรอบรู้และสมรรถนะด้านทักษะชีวิต
และอาชีพ และทักษะสารสนเทศ ส่ือมีเดียและเทคโนโลยี ราชบัณฑิตยสถานได้ หมายถึง ความสามารถในการเข้าถึง การจัดการ การประเมิน
ระบทุ กั ษะทจ่ี �ำ เป็นแห่งศตวรรษท่ี ๒๑ ท่ีสอดคลอ้ งกบั สมรรถนะทค่ี วรมใี นพลเมอื ง และการใช้งานสารสนเทศอย่างมีประสิทธิผล (เวลาในการเข้าถึงส่ือ)
ยคุ ใหมร่ วม ๗ ด้าน (สำ�นักงานพัฒนาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยแี หง่ ชาต,ิ ๒๕๕๘; และประสิทธิภาพ (การเข้าถึงและใช้งานแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย)
ราชบณั ฑิตยสถาน, ๒๕๕๗) ดงั นี้ รวมถึงความสามารถในการผลิตและใช้ส่ือเพื่อสื่อสารกับบุคคลอ่ืน
อย่างถกู ตอ้ ง เหมาะสม ประกอบด้วย
๑. ดา้ นการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณและการแกป้ ัญหา
(Critical Thinking and Problem Solving) ๑. สามารถเลือกใช้เคร่ืองมือที่ถูกต้อง เหมาะสมเพ่ือสร้างส่ือได้
ตรงตามวัตถุประสงค์รวมถึงสามารถสื่อสารความคิดผ่านสื่อ
เปน็ ความสามารถในการใชเ้ หตผุ ลอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ การคดิ อยา่ งเปน็ ข้อความหรอื ส่ือรปู แบบอนื่
ระบบ การประเมนิ และการตดั สนิ ใจ และการแกป้ ญั หา
๒. เขา้ ใจวตั ถปุ ระสงคข์ องการสรา้ งสอ่ื ขอ้ ความรวมถงึ วธิ กี ารสรา้ ง
การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ (Critical Thinking) สื่อน้ัน ๆ

หมายถงึ การคดิ โดยใชเ้ หตผุ ลทหี่ ลากหลายเหมาะสมกบั สถานการณ์ ๓. เขา้ ใจอทิ ธพิ ลของความเชอื่ และวฒั นธรรมตอ่ สอ่ื รปู แบบตา่ ง ๆ
มกี ารคดิ อยา่ งเปน็ ระบบ วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ หลกั ฐานและขอ้ คดิ เหน็ และผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
ด้วยมุมมองที่หลากหลาย สังเคราะห์ แปลความหมาย และจัดทำ� ตอ่ การด�ำ เนนิ ชวี ิต อาชพี สงั คม และวฒั นธรรม
ข้อสรุป สะท้อนความคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้ประสบการณ์
และกระบวนการเรยี นรู้ ๔. เขา้ ใจขอ้ ตกลง ขอ้ ก�ำ หนด และกฎหมายในการใชส้ อ่ื หรอื แหลง่
ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ การใชล้ ขิ สทิ ธดิ์ า้ นสารสนเทศและสอ่ื ของผอู้ น่ื โดย
การแกป้ ัญหา (Problem Solving) ชอบธรรม

หมายถึง การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยหรือปัญหาใหม่ ได้โดยอาจใช้
ความรู้ ทักษะ วิธีการ และประสบการณ์ท่ีเคยรู้มาแล้ว หรือการ
สืบเสาะหาความรู้วิธีการใหม่ มาใช้แก้ปัญหาก็ได้ นอกจากนี้
ยั ง ร ว ม ถึ ง ก า ร ซั ก ถ า ม เ พื่ อ ทำ � ค ว า ม เ ข้ า ใ จ มุ ม ม อ ง ท่ี แ ต ก ต่ า ง
หลากหลายเพ่ือใหไ้ ดว้ ธิ แี กป้ ญั หาที่ดีมากขน้ึ

กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

44

๓. ด้านความรว่ มมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ� เพื่อสร้างแนวคิดใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงการเป็นผู้มีมุมมอง
(Collaboration, Teamwork and Leadership) และความเข้าใจว่าความล้มเหลวเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้
การสรา้ งสรรคผ์ ลงานและการสรา้ งนวตั กรรมเปน็ เรอื่ งทตี่ อ้ งใชเ้ วลา
เป็นการแสดงความสามารถในการทำ�งานร่วมกับคนกลุ่มต่าง ๆ และระหวา่ งกระบวนการสรา้ งผลงาน จะพบความผดิ พลาดมากกวา่
ที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพและให้เกียรติ มีความยืดหยุ่นและ ความส�ำ เรจ็ สิง่ เหล่าน้ีเกิดข้ึนเป็นวฏั จกั ร
ยินดีที่จะประนีประนอม เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายการทำ�งาน พร้อมท้ัง
ยอมรับและแสดงความรับผิดชอบต่องานที่ทำ�ร่วมกัน และเห็นคุณค่า การนำ�ไปปฏบิ ตั ิเพือ่ สรา้ งนวัตกรรม
ของผลงานทพี่ ฒั นาขน้ึ จากสมาชกิ แต่ละคนในทีม (Implement Innovations) หมายถึง การปฏบิ ัตติ ามแนวคิดเพอื่

๔. ด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) สรา้ งผลงานทเี่ ปน็ ประโยชนใ์ หเ้ กดิ ขน้ึ จรงิ ใหไ้ ดซ้ งึ่ จะน�ำ ไปสผู่ ลงาน
เป็นความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์ การทำ�งานกับผอู้ ื่นอยา่ ง ท่ีเป็นนวตั กรรมในท่สี ุด
สรา้ งสรรค์ และการนำ�ไปปฏิบัติเพื่อสร้างนวตั กรรม
๕. ด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
การสร้างสรรค์ (Creativity) หมายถึง การใช้เทคนิคที่ (Computing and ICT Literacy)
หลากหลายในการสร้างสรรค์แนวคิด เช่น การระดมพลังสมอง
ร ว ม ถึ ง ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร พั ฒ น า ต่ อ ย อ ด แ น ว คิ ด เ ดิ ม ห รื อ หมายถึงทักษะและความชำ�นาญในการนำ�เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือ
ได้แนวคิดใหม่ และความสามารถในการกลั่นกรอง ทบทวน วิธีการที่เก่ียวกับดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ เช่น คอมพิวเตอร์
วิเคราะห์ และประเมินแนวคิด เพื่อปรับปรุงให้ได้แนวคิดท่ีจะ โทรศัพท์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่ือออนไลน์ จนกระทั่ง
สง่ ผลใหค้ วามพยายามอยา่ งสรา้ งสรรคน์ เี้ ปน็ ไปไดม้ ากท่ีสุด ฐานขอ้ มลู ออนไลนม์ าใชใ้ นการท�ำ งานเพอื่ การสบื คน้ การรวบรวม การ
จดั การ การประมวลผล การประเมนิ ความถกู ตอ้ ง และการสอื่ สารและ
การทำ�งานกับผู้อ่ืนอย่างสร้างสรรค์ (Work Creatively นำ�เสนอสารสนเทศเพื่อพัฒนากระบวนการทำ�งานให้ทันสมัย และมี
with Others) หมายถึง การพัฒนาและการนำ�ผลงานไปใช้ ประสทิ ธภิ าพ นอกจากน้ี ทกั ษะในดา้ นนยี้ งั รวมถงึ ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั
แล้วสื่อสารแนวคิดใหม่ ๆ อย่างมีประสิทธิภาพให้ผู้อื่นเข้าใจ หลักการทำ�งานของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร สามารถ
การเปิดใจยอมรับและตอบสนองต่อทัศนคติใหม่และหลากหลาย ใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ขั้นพ้ืนฐานจนถึงการเขียนโปรแกรม
การนำ�แนวคิด และข้อสะท้อนกลับของกลุ่มมาใช้ในการทำ�งาน เพื่อส่ังงานคอมพิวเตอร์ การใช้แนวคิดเชิงคำ�นวณในการแก้ปัญหา
การแสดงให้เห็นถึงการนำ�แนวคิดแปลกใหม่ สร้างสรรค์มาใช้ใน อย่างเปน็ ขั้นตอน
การทำ�งาน และการนำ�ความเข้าใจถึงข้อจำ�กัดต่าง ๆ มาปรับใช้

กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

45

๖. ด้านการทำ�งาน การเรียนรู้ และการพ่ึงตนเอง ๗. ด้านความเขา้ ใจตา่ งวัฒนธรรม ต่างกระบวนทศั น์
(Career and Learning Self–Reliance) (Cross–Cultural Understanding)

หมายถงึ ทกั ษะทจ่ี �ำ เปน็ ส�ำ หรบั การด�ำ รงชวี ติ และท�ำ งานในยคุ ปจั จบุ นั ทักษะในด้านน้ีหมายถึง ความสามารถในการทำ�งานและดำ�รงชีวิต
อยา่ งมคี ุณภาพ ทักษะทส่ี �ำ คัญในกล่มุ น้ปี ระกอบด้วย ในสภาพแวดล้อมที่คนมีความคิดเห็นและความเชื่อหลากหลาย
โดยไม่รู้สึกแปลกแยก เคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม สามารถ
ความยดื หยุ่นและการปรับตัว (Flexibility and Adaptability) ยอมรับและตอบสนองความคิดเห็นที่แตกต่างในเชิงบวก นำ�ไปสู่
เพื่อให้เข้ากับภาวะการเปล่ียนแปลงที่รวดเร็ว รวมถึงภาวะที่ การสรา้ งแนวคดิ หรือวิธีการทำ�งานใหม่ได้
มีทรัพยากรจำ�กัดในยุคปัจจุบันซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผน
การท�ำ งานทว่ี างไว้ พลเมอื งในศตวรรษที่ ๒๑ จงึ ตอ้ งมคี วามยดื หยนุ่
และสามารถปรับเปล่ียนแผนงานเพ่ือให้เข้ากับบริบทและเงื่อนไข
ของการท�ำ งานทเ่ี ปลย่ี นแปลง และสามารถน�ำ ความเหน็ ทแ่ี ตกตา่ ง
มาทำ�ความเขา้ ใจ และสร้างดุลยภาพเพอ่ื ใหง้ านส�ำ เร็จลลุ ่วงได้

การริเร่ิมและการกำ�กับดูแลตัวเอง (Initiative and
Self-Direction) ทักษะน้ีหมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้
พัฒนาทักษะท่ีจำ�เป็นในการทำ�งานได้ด้วยตนเองและมองเห็น
โอกาสในการเรียนรู้เพื่อเพ่ิมพูนประสิทธิผลและขยายความ
เชี่ยวชาญของตนเองได้ ความสามารถในการกำ�หนดเป้าหมาย
จัดการเวลาและภาระงานของตนเอง และความสามารถในการ
ชี้นำ�ตนเองและพัฒนาตนเองโดยการทบทวนจากประสบการณ์ที่
ผา่ นมา (วจิ ารณ,์ ๒๕๕๕; เบลลนั กาและแบรนต,์ ๒๐๑๐ / ๒๕๕๖)

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

46

๗. จติ วทิ ยาศาสตร์ การใช้วจิ ารณญาณ (Critical-Mindedness)

จติ วิทยาศาสตร์ (Scientific Mind or Scientific Attitudes) คน้ หาและยอมรบั การไมส่ อดคลอ้ งกนั ของขอ้ มลู ทสี่ บื เสาะไดก้ บั ความ
เชื่อหรือความรู้ที่มีมา รวบรวมแนวคิดจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น
เปน็ คณุ ลกั ษณะหรอื ลกั ษณะนสิ ยั ของบคุ คลทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ความรสู้ กึ นกึ คดิ ผเู้ ชยี่ วชาญ งานวจิ ยั แลว้ พยายามวเิ คราะหแ์ ละใหเ้ หตผุ ลแตล่ ะขอ้ มลู
ในทางวทิ ยาศาสตร ์ ทเี่ กดิ จากการศกึ ษาหาความรหู้ รอื ไดร้ บั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ กอ่ นประเมินและตดั สนิ ใจ
ทางวทิ ยาศาสตร ์ ซง่ึ สง่ ผลตอ่ ความคดิ การตดั สนิ ใจ การกระท�ำ และการแสดงออก
ทางพฤตกิ รรมต่อความรหู้ รือส่งิ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั วิทยาศาสตร์ ความรอบคอบ (Suspended Judgement)

ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในช้ันเรียนมีความจำ�เป็นที่จะต้อง ไม่แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ต่าง ๆ จนกว่าจะลงมือทำ�การ
สร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดความชอบ สนใจที่จะเรียนรู้ ตลอดจนมีความรู้สึกที่ดี สบื เสาะคน้ หา พรอ้ มทง้ั ยอมรบั และเหน็ คณุ คา่ ของการสรา้ ง หรอื คดั คา้ น
ต่อวิทยาศาสตร์ เพราะจะส่งผลต่อความรู้สึก นึกคิด และทำ�ให้ผู้เรียนเกิดเจตคติ ในข้อจำ�กัดของข้อสรุปหรือทฤษฎี สรุปหรืออธิบายในขอบเขตของ
ท่ีดีต่อวิทยาศาสตร์ เห็นประโยชน์และคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์และการนำ� หลักฐานที่ปรากฏเท่าน้นั
วิทยาศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำ�วัน ตลอดจนเป็นผู้ท่ีเช่ือมั่น ยึดถือและศรัทธาใน
การใชค้ วามรวู้ ทิ ยาศาสตรใ์ นทางทสี่ รา้ งสรรค์ สามารถน�ำ ความรไู้ ปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ ความเชอ่ื มั่นตอ่ หลักฐาน (Respect for Evidence)
ต่อตนเองและผู้อ่ืนอย่างมีคุณธรรมและมีคุณค่า โดยจิตวิทยาศาสตร์จะครอบคลุม
เกีย่ วกับเจตคตติ อ่ วิทยาศาสตร์ และเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ ดังน้ี พยายามสืบเสาะค้นหาหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้จากการสังเกต การ
ทดลองหรือการสร้างแบบจำ�ลอง เพื่อใช้สนับสนุนการอธิบายทาง
เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ (Attitudes Towards Sciences) วิทยาศาสตร์ หรือใช้โต้แย้งกับคำ�อธิบายท่ีแตกต่างหรือไม่สอดคล้อง
กับค�ำ อธบิ ายของตนเอง
เปน็ ความรสู้ กึ ความเชอื่ และการยดึ ถอื ของบคุ คล ในคณุ คา่ ของงานดา้ นวทิ ยาศาสตร์
รวมถึงผลกระทบในด้านตา่ ง ๆ ของวิทยาศาสตร์ทมี่ ตี อ่ ตนเองและตอ่ สังคม ซึ่งเปน็ ความซอ่ื สัตย์ (Honesty)
ผลจากการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โดยผา่ นกจิ กรรมทหี่ ลากหลาย ความรสู้ กึ ดงั กลา่ ว เชน่
ความสนใจ ความชอบ การเหน็ ความสำ�คัญและคุณคา่ ของวิทยาศาสตร์ เกบ็ รวบรวมหลกั ฐานใหม้ ากทสี่ ดุ รายงานหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษแ์ ละขอ้ มลู
เพม่ิ เตมิ อนื่ ๆ ทกุ รายการ แมว้ า่ บางขอ้ มลู จะขดั แยง้ กบั สมมตฐิ านหรอื สงิ่
เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Attitudes) ท่ีพยากรณ์ไว้ ไม่แอบอ้างผลงานของผู้อ่ืนมาเป็นของตน โดยยอมรับงาน
ของผู้อ่ืนอยา่ งเปิดเผย
เปน็ คณุ ลกั ษณะหรอื ลกั ษณะนสิ ยั ของบคุ คลทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การคดิ แบบวทิ ยาศาสตร์
ความเชื่อเก่ียวกับวิทยาศาสตร์ หรือการแสดงออกถึงการมีจิตใจท่ีเป็นวิทยาศาสตร์
(Kozlow,M.J. & Nay, M.A., 1976)

กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

47

วัตถวุ ิสัย (Objectivity) ความอยากรอู้ ยากเหน็ (Questioning Attitude)

แปลความหมายข้อมูลให้สอดคล้องกับหลักฐานอย่างเท่ียงตรง กระตือรือร้นในการสืบเสาะค้นหาความรู้ตามที่สงสัย หรือแนวคิดท่ี
ปราศจากอคติ โดยวิเคราะห์ข้อมูลทุกมิติท้ังด้านท่ีสนับสนุนและ ขดั แยง้ หรอื ไมส่ อดคลอ้ งกนั กบั แนวคดิ ของตนเอง ตงั้ ค�ำ ถามทสี่ ามารถนำ�
ขดั แยง้ กบั สมมตฐิ านหรอื สงิ่ ทพ่ี ยากรณไ์ ว้ และไมน่ �ำ ความเชอ่ื สว่ นตวั หรอื ไปสู่การสืบเสาะค้นหาคำ�ตอบ หรือตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล
ความรูท้ มี่ ีอยู่มามอี ิทธพิ ลเหนอื การแปลความหมายข้อมูล หรือแนวคิดที่แตกต่างน้ัน ตั้งคำ�ถามที่นำ�ไปสู่การสืบเสาะค้นหาทาง
วิทยาศาสตรอ์ ย่างสม�ำ่ เสมอ
การยอมรับความเหน็ ต่าง (Willingness to Change Opinions)
ความมุ่งมั่นอดทน (Tolerance of Uncertainty)
ยอมรบั ความเหน็ หรอื แนวคดิ ทม่ี ปี ระจกั ษพ์ ยานและเหตผุ ลทแี่ ตกตา่ งจาก
ตนเอง แสดงการยอมรบั วา่ ทกุ สมมตฐิ าน ขอ้ สรปุ แนวคดิ หรอื ทฤษฎตี า่ ง ๆ ไมย่ อ่ ทอ้ ในการคน้ หาขอ้ มลู หลกั ฐาน เพอื่ น�ำ ไปสกู่ ารอธบิ ายปรากฏการณ์
ไมม่ คี วามแนน่ อน มขี อ้ จ�ำ กดั ซง่ึ สามารถเปลยี่ นแปลงได้ ยนิ ดเี ปลย่ี นแปลง ตา่ ง ๆ ทเี่ กดิ ขนึ้ ในธรรมชาตหิ รอื สง่ิ ทส่ี งสยั แสดงความเขา้ ใจและยอมรบั วา่
สมมติฐานหรือแนวคิดตามหลักฐานเชิงประจักษ์และเหตุผลที่ถูกต้อง ความไมแ่ นน่ อน ความไมช่ ดั เจนสามารถเกดิ ขนึ้ ไดเ้ สมอ และค�ำ อธบิ ายทาง
มากกว่า วิทยาศาสตร์ใด ๆ สามารถเข้าใกล้ความจริงทางธรรมชาติ แตย่ งั ไมส่ น้ิ สุด
จึงต้องมุ่งมั่นในการสืบเสาะค้นหาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์เหล่าน้ัน
ความใจกว้าง (Open-Mindedness) อย่างตอ่ เนือ่ ง ไมท่ ้อถอย

คดิ พจิ ารณาทางเลอื กอน่ื  ๆ ทเ่ี ปน็ ไปได้ ในระหวา่ งท�ำ การสบื เสาะหาความรู้
พรอ้ มทง้ั ยนิ ดรี บั ฟงั และประเมนิ แนวคดิ ตา่ ง ๆ ทผ่ี อู้ น่ื น�ำ เสนอหรอื แนะน�ำ

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

48

๘. แนวทางการจัดการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรเ์ พ่อื พัฒนาผเู้ รยี น
ในศตวรรษที่ ๒๑

แนวการจัดการเรียนรตู้ ามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษา ๕. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม
สอ่ื การเรยี น และอ�ำ นวยความสะดวกเพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรแู้ ละ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๒ ระบุว่า มคี วามรอบรู้ รวมทงั้ สามารถใชก้ ารวจิ ยั เปน็ สว่ นหนงึ่ ของกระบวนการ
การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนา เรยี นรู้ ท้ังนี้ ผสู้ อนและผู้เรยี นอาจเรยี นร้ไู ปพรอ้ มกันจากส่อื การเรียน
ตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำ�คัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาต้อง การสอนและแหล่งวทิ ยาการประเภทต่าง ๆ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในมาตรา
๒๓ (๒) เน้นการจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศยั ใหค้ วามสำ�คญั ๖. จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี มีการประสานความ
ของการบูรณาการความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของ ร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย
ระดับการศึกษา โดยเฉพาะความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อรว่ มกันพัฒนาผูเ้ รยี นตามศกั ยภาพ
รวมท้ังความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์เร่ืองการจัดการ การบำ�รุงรักษา
และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน การจัดการเรียนรู้ตามแนวดังกล่าว จำ�เป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ในส่วนของการจัดกระบวนการเรียนรู้ มาตรา ๒๔ ได้ระบุให้สถานศึกษาและ การเรียนการสอนท้ังของผู้เรียนและผู้สอน กล่าวคือลดบทบาทของครูผู้สอน
หน่วยงานท่เี กย่ี วข้องดำ�เนินการ ดังน้ี จากการเป็นผู้บอกเล่า บรรยาย สาธิต เป็นการวางแผนจัดกิจกรรมให้นักเรียน
เกิดการเรียนรู้ กิจกรรมต่าง ๆ จะต้องเน้นท่ีบทบาทของผู้เรียนต้ังแต่เร่ิม คือ
๑. จดั เนอื้ หาสาระและกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั ความสนใจและความถนดั รว่ มวางแผนการเรยี น การวดั ผล ประเมนิ ผล และตอ้ งค�ำ นงึ วา่ กจิ กรรมการเรยี นนน้ั
ของผเู้ รียน โดยคำ�นึงถึงความแตกตา่ งระหว่างบุคคล เนน้ การพฒั นากระบวนการคดิ วางแผน ลงมอื ปฏบิ ตั ิ ศกึ ษา คน้ ควา้ รวบรวมขอ้ มลู
ด้วยวิธีการต่าง ๆ จากแหล่งเรียนรู้หลากหลาย ตรวจสอบ วิเคราะห์ การแก้ปัญหา
๒. ฝกึ ทกั ษะ กระบวนการคดิ การจดั การ การเผชญิ สถานการณ์ และการ การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การสร้างคำ�อธิบายเกี่ยวกับข้อมูลท่ีสืบค้นได้
ประยุกตค์ วามรู้มาใช้เพอื่ ป้องกนั และแกไ้ ขปัญหา เพื่อนำ�ไปสู่คำ�ตอบของปัญหาหรือคำ�ถามต่าง ๆ ในที่สุดสร้างองค์ความรู้
ท้ังนี้ กิจกรรมการเรียนรู้เหล่านี้ต้องพัฒนาผู้เรียนให้มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย
๓. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ท้ังทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสตปิ ัญญา
ให้ท�ำ ได้ คิดเป็น ท�ำ เปน็ รกั การอา่ นและเกดิ การใฝร่ ู้อย่างตอ่ เนอ่ื ง

๔. จั ด ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น โ ด ย ผ ส ม ผ ส า น ส า ร ะ ค ว า ม รู้ ด้ า น ต่ า ง  ๆ
อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมท้ังปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและ
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคไ์ ว้ในทุกวชิ า

กลุม่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

49

แนวทางการจัดการเรียนรู้ทส่ี อดคลอ้ งกบั การเรียนรู้ของมนุษย์ ปลาก็คอื ปลา โดย ลีโอ ไลออนี

สภาวิจัยแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (National Research วนั หนง่ึ ลกู ปลาน้อยกบั กบได้พดู คยุ กนั เกย่ี วกับเรือ่ งราวตา่ ง ๆ
Council, NRC) ไดส้ งั เคราะหง์ านวจิ ยั เกย่ี วกบั การเรยี นรขู้ องมนษุ ย์ แลว้ เรยี บเรยี ง นอกสระ กบเล่าใหป้ ลานอ้ ยฟังอยา่ งตนื่ เต้นว่า
และเผยแพร่ในรูปแบบหนังสือ มีชื่อว่า มนุษย์เรียนรู้อย่างไร: สมอง จิตใจ
ประสบการณ์ และโรงเรียน (How People Learn: Brain, Mind, Experience, กบ: นี่ ๆ เจา้ ปลาน้อย ฉันกระโดดออกไปเทยี่ วขา้ งนอก
and School) ในหนังสือเล่มน้ีได้กล่าวถึงการเรียนรู้ของผู้เรียนใน ๓ วิชา ได้แก่ มาละ่ แลว้ ฉันก็เหน็ สิง่ แปลก ๆ มากมาย
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ผู้เรียบเรียงได้ระบุว่าในการเรียนรู้
วิชาต่าง ๆ ของมนุษย์ทุกเพศและวัยจะขึ้นอยู่กับหลักการเรียนรู้ ๓ ประการ ซึ่งผู้ ปลานอ้ ย: เชน่ อะไรบ้างล่ะ
เรียบเรียงได้นำ�เสนอผ่านการเรียนรู้ของปลาน้อย ณ สระน้ำ�แห่งหนึ่ง จากนิทาน
เรอื่ ง ปลากค็ อื ปลา (Fish is Fish) ทป่ี ระพนั ธโ์ ดยลโี อ ไลออนี (อา้ งองิ ไวใ้ น Donovan กบ: นก… (กบบอกปลาแบบลึกลบั นดิ  ๆ)
& Branford, 2005) เนอ้ื หาโดยสงั เขปมดี งั นี้
ปลานอ้ ย: นกเหรอ!

แล้วเจ้ากบก็เล่ารายละเอียดของนกท่ีตนพบเห็นมาอย่างตื่นเต้นว่ามี
ปกี สองปกี มขี าสองขาและมหี ลากหลายสี ในขณะทเี่ จา้ กบเลา่ ไปนนั้ ปลานอ้ ยก็
นึกภาพของนกผ่านความคิดของตนเอง ซึ่งก็คือปลาตัวใหญ่ท่ีมีสองปีก
สองขา และมีหลายสี

จากนั้นกบก็เล่าเรือ่ งราวเก่ยี วกบั วัว ซง่ึ เจา้ ปลานอ้ ยก็จนิ ตนาการ
เป็นปลาทมี่ ีจดุ สีขาว-ดำ� มีเขา และเต้านม

ครัน้ เม่อื กบเลา่ เรอ่ื งราวเก่ียวกับมนุษย์ เจ้าปลานอ้ ยกจ็ ินตนาการ
เหน็ ปลาที่มสี องขา เดินตัวตรงและสวมเสอ้ื ผ้า

ที่มา: Donovan, M. S. & Branford, J.D. (2005). How students
learn science in the classroom, p.2 - 3

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

50

จากนิทานข้างต้นนี้ หากเปรียบสระน้ำ�แห่งน้ีเป็นห้องเรียน กบอาจ
เปรียบไดก้ ับผูส้ อน ในขณะที่ปลานอ้ ยอาจเปรียบไดก้ ับผูเ้ รียน บทสนทนาและภาพ
ที่ปลาน้อยจินตนาการสื่อให้เราเห็นว่า แม้ว่ากบจะเล่ารายละเอียดเก่ียวกับนก วัว
หรือคนได้อย่างครบถ้วนตามที่ตนเองพบมา แต่ปลาน้อยก็นำ�ประสบการณ์ของ
ตนเองมาทำ�ความเข้าใจข้อมูลใหม่ท่ีกบเล่า แล้วสร้างเป็นความรู้และความเข้าใจ
ของตนเองอยู่ดี โดยที่กบไม่มีโอกาสร้เู ลยวา่ ปลาน้อยมีความเขา้ ใจเกย่ี วกับส่ิงมชี วี ิต
ท่ีตนเล่าอยา่ งไรบา้ ง
นทิ านเรอ่ื งนส้ี ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ การเรยี นรวู้ า่ ถา้ ผสู้ อนจดั การเรยี นการสอน
ที่มุ่งเน้นแต่เพียงการถ่ายทอดข้อมูล โดยไม่มีการตรวจสอบหรือค้นหาความรู้เดิม
(Prior Knowledge) หรือสิ่งท่ีผู้เรียนเคยรู้มาก่อนท่ีจะมาเรียนในห้องเรียน
สิ่งที่ผู้เรียนรู้มาอาจแตกต่างจากสิ่งท่ีผู้สอนคาดหวังให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เพราะ
เมอ่ื ไดร้ บั ความรหู้ รอื ขอ้ มลู ใหม่ ผเู้ รยี นมกั ใชค้ วามรแู้ ละประสบการณเ์ ดมิ ของตวั เอง
ซงึ่ อาจได้มาจากชน้ั เรียน จากประสบการณ์ตรงของตวั เอง จากพ่อ แม่ ญาติ เพอื่ น
โทรทศั น์ หรอื จากทอี่ น่ื ๆ มาผสมผสานกบั ขอ้ มลู ใหมท่ ไี่ ดแ้ ลว้ สงั เคราะหเ์ ปน็ ความรู้
หรือความเข้าใจของตัวเอง ดังน้ันเพื่อป้องกันการเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้เรียน
ผู้สอนควรยึดหลกั ปฏิบตั ิ คือ

๑. มีการตรวจสอบความรู้เดมิ ของผเู้ รยี นเสมอก่อนลงมอื สอน
๒. ใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รียนรู้ผ่านการลงมือปฏบิ ัตใิ หม้ ากท่สี ุด
๓. ผู้เรียนควรได้สะท้อนและติดตามการเรียนรู้ของตัวเอง ขณะเดียวกัน

ผสู้ อนควรมกี ารประเมนิ การเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นอยา่ งตอ่ เนอื่ ง (Musikul,
2010 ; กุศลิน, ๒๕๕๔)

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

51

แนวการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตรใ์ ห้สอดคลอ้ งกับการพฒั นาผูเ้ รียน ผู้เรียนสามารถออกแบบและทำ�โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในศตวรรษที่ ๒๑ เพ่ือฝึกฝนและสามารถใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ
กระบวนการสำ�หรับการออกแบบและเทคโนโลยี และทักษะท่ีสำ�คัญ
การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพ่ือพัฒนาสมรรถนะของ สำ�หรับศตวรรษที่ ๒๑ มาแก้ปญั หาทางวิทยาศาสตร์ได้
ผู้เรียนให้พร้อมที่จะดำ�รงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างประสบความสำ�เร็จได้
ในอนาคตนั้น จำ�เป็นต้องเน้นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนานักคิด ผู้เรียนได้เพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์จากแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น
นักแกป้ ัญหา และนกั เรยี นรตู้ ลอดชวี ติ โดยจัดการเรียนรใู้ หผ้ ู้เรียนมสี ่วนร่วมในการ เพื่อขยายขอบเขตการเรียนรู้และสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ใน
เรียนรขู้ องตนเองตง้ั แต่เริ่มตน้ จนส้ินสดุ กระบวนการเรียนรู้ โดยอาจทำ�ได้ดงั น้ี หอ้ งเรยี นกบั สง่ิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ จรงิ ในชวี ติ ประจ�ำ วนั ตลอดจนเหน็ ความส�ำ คญั
ของการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จดั เนอ้ื หาสาระและกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั ความสนใจและความถนดั
ของผเู้ รียน โดยค�ำ นึงถึงความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล ผู้เรียนควรมีโอกาสได้รู้จักและคุ้นเคยกับการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิด
ข้ึนจริง ซ่ึงอาจเพิ่มระดับความซับซ้อนของข้อมูลให้เหมาะสมกับวัย
ผู้สอนกระตุ้นหรือจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้เกิดคำ�ถามหรือข้อสงสัย ของผู้เรียน เชน่ ผู้เรยี นระดับประถมศกึ ษาไดฝ้ กึ ฝนการวิเคราะหแ์ ละ
ท่อี ยากค้นหาคำ�ตอบ สร้างคำ�อธิบายจากข้อมูลท่ีเก็บได้จริงแต่ไม่มีความซับซ้อน ส่วนใน
ระดับมัธยมศึกษาอาจให้ผู้เรียนได้ฝึกการวิเคราะห์และอธิบายข้อมูล
ผู้เรียนใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้อย่างเป็นระบบเพ่ือค้นหา ขนาดใหญ่ (Big Data) ซง่ึ เปน็ ขอ้ มูลที่หลากหลาย ซบั ซ้อน มปี ริมาณ
ค�ำ ตอบทส่ี งสยั โดยเรม่ิ จากการลงมอื สบื เสาะหาความรตู้ ามค�ำ แนะน�ำ มาก และเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ จงึ ไมส่ ามารถน�ำ มาจดั กระท�ำ หรอื
จนกระทง่ั สามารถออกแบบและวางแผนการสบื เสาะ เพอ่ื เกบ็ รวบรวม จัดการได้ด้วยวธิ กี ารหรือเครื่องมอื แบบเดิม
ขอ้ มลู และหลักฐานเชิงประจกั ษ์ แลว้ นำ�มาสรา้ งคำ�อธิบายดว้ ยตนเอง
ผเู้ รยี นมโี อกาสน�ำ ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยไี ปบรู ณาการ
ผเู้ รยี นควรมโี อกาสไดฝ้ กึ ฝนและพฒั นาแนวคดิ ทางวทิ ยาศาสตรต์ า่ ง ๆ กบั ความรจู้ ากแขนงวชิ าอน่ื ๆ เชน่ คณติ ศาสตร์ มาแกป้ ญั หาทเี่ กยี่ วขอ้ ง
อย่างลุ่มลึกและเช่ือมโยงกันผ่านการทำ�กิจกรรมที่หลากหลาย กบั ชวี ติ จรงิ หรอื เกดิ ขนึ้ จรงิ โดยใชก้ ระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม
ทั้งในหอ้ งเรียนและนอกห้องเรียน

ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ อย่างต่อเน่ือง สมำ่�เสมอและเหมาะสม
กบั วัย

ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีที่สอดคล้องตามยุคสมัยในการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ เชน่ ใชใ้ นการสืบเสาะหาความรู้ ใช้
สืบค้นข้อมลู ทั้งจากแหล่งขอ้ มลู ปฐมภูมแิ ละทุตยิ ภูมิ ใชจ้ ดั กระทำ�และ
สื่อความหมายข้อมลู ใช้สร้างแบบจ�ำ ลอง

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

52

แนวทางการจดั การเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ ตามมาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา
(National Science Education Standards) โดยสภาวิจัยแห่งชาติ (NRC,1996)
ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในห้องเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้นิยาม “การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์” (Scientific Inquiry) ว่าเป็น
สอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนแห่งศตวรรษท่ี ๒๑ และธรรมชาติการเรียนรู้ของ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ
มนุษย์น้ัน ครูสามารถเลือกกลวิธีในจัดการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายตามความ ท่ีเกิดขึ้นในธรรมชาติ และนำ�เสนอผลการศึกษานั้นตามสารสนเทศหรือ
เหมาะสมกับเน้ือหา เวลา บริบท และปัจจัยอ่ืน ๆ กลวิธีท่ีสามารถนำ�มาใช้จัดการ หลกั ฐานตา่ ง ๆ ท่ีรวบรวมได้
เรียนรู้ในห้องเรียนได้ เช่น การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based
Learning) การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning) การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบสืบเสาะ
หาความรู้ จึงหมายถึงการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง
“การสืบเสาะ (Inquiry)” เป็นกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดย เพ่ือพัฒนาความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับทักษะ
เลียนแบบวิธีการท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้ในการสืบเสาะหาความรู้ต่าง ๆ เก่ียวกับ กระบวนการต่าง ๆ ระหว่างกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ แบบเดียวกัน
ธรรมชาติ แม้ว่าจะมีการนำ�การเรียนรู้แบบสืบเสาะมาใช้ในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กบั ทนี่ กั วทิ ยาศาสตรใ์ ชเ้ พอื่ ท�ำ ความเขา้ ใจปรากฏการณต์ ามธรรมชาติ จงึ กลา่ วไดว้ า่
มาอยา่ งตอ่ เนอื่ งเปน็ เวลาหลายปี ปจั จบุ นั กย็ งั ปรากฏความสบั สนหลายประการเกยี่ ว หั ว ใ จ สำ � คั ญ ข อ ง ก า ร สื บ เ ส า ะ ห า ค ว า ม รู้ ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ใ น ช้ั น เ รี ย น ก็ คื อ
กับการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ ดงั น้ี การให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการในการสำ�รวจตรวจสอบ (Investigation Process)
และรวบรวมข้อมูลหรือหลักฐานต่าง ๆ มาใช้อธิบายปรากฏการณ์หรือแก้ปัญหา
๑. การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวัฏจักรการเรียนรู้ ขอ้ สงสยั ทตี่ นมเี พอื่ ใหเ้ กดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจในหลกั การหรอื เนอื้ หาทางวทิ ยาศาสตร์
แบบ ๕ ข้ัน (5E Learning Cycle) เปน็ ส่ิงเดียวกนั ซ่ึงการสืบเสาะหาความรู้ที่ผู้เรียนได้ทำ�ระหว่างการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีส่วนที่
คลา้ ยคลึงกับวธิ ีการทนี่ ักวิทยาศาสตร์ใช้ในการเรยี นรู้ส่งิ ตา่ ง ๆ ที่สนใจดงั ตารางที่ ๒
๒. การจัดการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ตอ้ งจัดแบบสบื เสาะหาความรู้เทา่ น้นั

๓. การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรคู้ อื ตอ้ งใหผ้ เู้ รยี นเปน็ ผตู้ งั้ ค�ำ ถามและ
ทำ�การสืบเสาะเพอ่ื ตอบค�ำ ถามทีต่ นตัง้ ไว้ด้วยตวั เอง

๔. การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้คือการมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือทำ�
กิจกรรม (hands-on activity) เพื่อฝึกฝนทกั ษะกระบวนการมากกว่า
การสร้างองคค์ วามรทู้ างวทิ ยาศาสตร์

๕. ความตื่นเต้นสนุกสนานของผู้เรียนระหว่างทำ�กิจกรรมเป็นตัวบ่งช้ี
ระดบั ของการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์

กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

53

ตารางท่ี ๒ การเปรียบเทียบการสบื เสาะหาความร้ขู องนกั วทิ ยาศาสตร์และของผูเ้ รียน

การสบื เสาะหาความรขู้ องนักวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรขู้ องผู้เรียน
๑. สังเกต
๒. เกิดขอ้ สงสัย/ปญั หา ๑. เกิดขอ้ สงสยั /ปัญหา
๓. กำ�หนดปญั หาจากความรพู้ ืน้ ฐาน ๒. ก�ำ หนดปัญหา
๔. รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครอ่ื งมือและ/หรอื ๓. พยากรณ์หรอื ตัง้ สมมตฐิ าน
๔. วางแผนและดำ�เนินการอย่างง่ายเพ่ือสืบเสาะ
ความรทู้ างคณิตศาสตร์
๕. คน้ หาข้อมลู จากงานวจิ ัยท่ผี ่านมา คน้ หาคำ�ตอบ

๖. อธบิ ายส่งิ ที่ศกึ ษา ๕. รวบรวมขอ้ มูลจากการสังเกต ทดลอง
๗. เผยแพรผ่ ลการศกึ ษาโดยมขี อ้ มลู /หลกั ฐานสนบั สนนุ หรือสร้างแบบจ�ำ ลอง

๘. ส่ือสารสง่ิ ท่คี ้นพบ ๖. สร้างค�ำ อธิบายจากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์
๙. อธบิ ายเพม่ิ เติมสิ่งทศี่ กึ ษา ๗. พิจารณาและเปรียบเทียบคำ�อธิบายของตนเอง
๑๐. เผยแพรผ่ ลการศกึ ษาโดยมขี อ้ มลู /หลกั ฐานสนบั สนนุ
กับค�ำ อธบิ ายอนื่ ๆ

๘. สอื่ สารส่ิงทค่ี ้นพบ
๙. ตรวจสอบค�ำ อธบิ าย

ที่มา: ปรับปรงุ จาก National Research Council. (2000). Inquiry and the national science education standards: A guide for teaching and learning.

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

54

การสืบเสาะหาความรู้ในห้องเรียนสามารถทำ�ได้หลากหลายระดับ ตั้งแต่การที่ผู้สอนเป็นผู้กำ�หนดการสำ�รวจตรวจสอบของผู้เรียน
เพื่อตรวจสอบยืนยันส่ิงท่ีรู้มาแล้ว ไปจนถึงการท่ีผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกแบบการสำ�รวจตรวจสอบอย่างอิสระเพ่ือสำ�รวจปรากฏการณ์
ที่ยังไม่สามารถอธิบายได้

การจดั การเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์โดยให้ผเู้ รียนใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบ่งเปน็ ๓ ระดบั คอื

๑. การสืบเสาะแบบกำ�หนดโครงสร้าง
๒. การสบื เสาะแบบก่ึงกำ�หนดโครงสรา้ ง
๓. การสืบเสาะไมก่ ำ�หนดโครงสรา้ ง

โดยบทบาทของผสู้ อนและผูเ้ รียนแตล่ ะระดบั มคี วามแตกต่างกัน ดงั แสดงในตารางตอ่ ไปนี้

ตารางท่ี ๓ ระดับของการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ บบสืบเสาะหาความรู้

ระดับของการเรยี นร้แู บบสืบเสาะหาความร้ทู างวิทยาศาสตร์

ข้นั ระดบั ท่ี ๑ ระดบั ที่ ๒ ระดบั ท่ี ๓
การก�ำ หนดปัญหา
กระบวนการแกป้ ัญหา ผู้สอนหรือหนังสือเรียนเป็น ผูส้ อนหรือผู้เรยี นเป็นผู้ ผูเ้ รยี นเป็นผ้กู �ำ หนดปัญหา
แนวทางการแกป้ ญั หา ผู้ก�ำ หนดปัญหา ก�ำ หนดปัญหา

ผู้สอนหรือหนังสือเรียนเป็น ผู้เรียนเปน็ ผอู้ อกแบบ ผู้เรียนเปน็ ผอู้ อกแบบ
ผู้ก�ำ หนดวิธกี ารแก้ปญั หา การแกป้ ัญหา การแก้ปญั หา

ผู้เรียนแก้ปัญหาตามวิธีการที่ ผเู้ รยี นเปน็ ผู้แก้ปัญหา ผู้เรียนเปน็ ผู้แกป้ ัญหา
กำ�หนดไว้

การจดั การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรด์ ว้ ยกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ ตล่ ะแบบนน้ั มขี อ้ ดแี ละขอ้ จ�ำ กดั ทแ่ี ตกตา่ งกนั ผสู้ อนตอ้ งพจิ ารณา
ระดับของการสืบเสาะหาความรู้ตามความเหมาะสมของเน้ือหา เวลาในการจัดการเรียนรู้ ความสามารถของผู้เรียน บริบทของห้องเรียนและ
โรงเรียน รวมถึงความมั่นใจของตวั ผู้สอนเอง

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

55

แนวทางการใช้ค�ำ ถามกับการส่งเสริมการคิดและการพัฒนา ผู้เรียนมีเวลาคิดอย่างเหมาะสมหลังจากได้ฟังคำ�ถามและคำ�ตอบ งานวิจัย
ด้านพุทธพิ ิสัยตามอนกุ รมวิธานของบลมู และอนุกรมวธิ าน มากมายแสดงให้เห็นว่าเม่ือผู้เรียนได้มีเวลาคิดหลังจากได้ฟังคำ�ถามและ
ท่ปี รับปรุงมาจากบลมู คำ�ตอบจากเพ่ือนแล้ว ผู้เรียนจะสามารถคิดและอภิปรายเก่ียวกับเรื่องน้ัน ๆ ได้
ลึกซึ้งมากขึ้น หากเป็นคำ�ถามที่เน้นการคิดข้ันพ้ืนฐาน ไม่ซับซ้อนมาก ผู้สอน
การสนทนาหรอื อภปิ รายระหวา่ งผสู้ อนและผเู้ รยี น หรอื ระหวา่ งผเู้ รยี นเอง อาจใหเ้ วลาในการคิดประมาณ ๓ – ๕ วนิ าที แตห่ ากเป็นคำ�ถามระดับสูงมคี วาม
จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิด รวมถึงทักษะการส่ือสาร ดังนั้น คำ�ถามของ ซบั ซอ้ นมาก อาจใหเ้ วลาในการคดิ ประมาณ ๑๐ วนิ าที (Rowe, 1974)
ผ้สู อนระหว่างการจดั การเรยี นรใู้ นหอ้ งเรียนจึงมคี วามสำ�คญั อยา่ งยิง่ ในการสง่ เสริม
การคิดของผู้เรียน ลักษณะของคำ�ถามทดี่ ี คือ กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นแสดงความคดิ ออกมาดงั  ๆ ผสู้ อนตอ้ งพยายามใหผ้ เู้ รยี นอธบิ าย
การคดิ ของตนเองออกมาเป็นค�ำ พูด
๑. มีความหมายชดั เจน เข้าใจง่าย ไมก่ �ำ กวม
๒. เป็นคำ�ถามทก่ี ระชับ ใช้คำ�ถามของผู้เรียนเป็นส่วนหน่ึงของการสืบเสาะค้นหาคำ�ตอบ ตั้งสมมติฐาน
๓. เป็นประโยคทสี่ มบูรณ์ หรืออภิปราย คำ�ถามท่ีผู้เรียนต้ังขึ้นมักจะนำ�ไปสู่การคิดท่ีมีคุณภาพและเมื่อ
๔. ไม่ยากหรอื งา่ ยเกินไปสำ�หรับผู้เรียน ผู้สอนใช้คำ�ถามเหล่านี้ ผู้เรียนมักจะให้ความสนใจและร่วมมือในการเรียนรู้
๕. เปน็ คำ�ถามท่ีกระตนุ้ ใหเ้ กิดการคิด มากข้นึ
๖. เปน็ ค�ำ ถามทส่ี ามารถน�ำ ไปสกู่ ารสบื เสาะหาความรู้ หรอื คน้ หาค�ำ ตอบได้
ผู้สอนสาธิตหรือเป็นตัวอย่างให้ผู้เรียนในการถามคำ�ถามแบบต่าง ๆ ผู้สอน
การจดั การเรยี นรู้ โดยใชค้ ำ�ถามเพอ่ื ส่งเสรมิ การคิดอาจมแี นวทางดงั นี้ และผู้เรียนสามารถช่วยกันตั้งคำ�ถามเพ่ือท่ีจะกระตุ้นการคิดแบบต่าง ๆ
โดยผู้สอนสามารถเป็นต้นแบบในการใช้คำ�ถามที่ดี คำ�ถามที่ส่งเสริมการคิด
ก่อนการสอน ผู้สอนควรแต่งคำ�ถามที่ท้าทายการคิดระดับต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า และการนำ�ไปสู่การสืบเสาะหาความรู้
เพ่อื ใหม้ น่ั ใจว่าค�ำ ถามมีหลากหลายระดบั และตรงกบั จดุ ประสงค์หรอื เป้าหมาย
ท่ีต้ังไว้ เช่น การอภิปรายซักถามมีความสำ�คัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
ดังนั้นครูควรวางแผนการสอน คิดรายการคำ�ถามท่ีหลากหลายระดับการเรียนรู้
- เวบ็ ไซต์ท้งั สองน้ีแตกตา่ งกนั อยา่ งไรบา้ ง (การวเิ คราะห)์ ตามอนกุ รมวิธานทน่ี ักจติ วทิ ยาและนกั การศึกษาได้จำ�แนก ดังน้ี
- ผู้เขยี นบทความนีต้ ้องการส่อื สารอะไรกบั เรา (การใช้วจิ ารณญาณ)
- เราจะแต่งตอนจบของเรอ่ื งนใี้ หมไ่ ดอ้ ยา่ งไร (การสรา้ งสรรค)์
- เรอื่ งราวท่อี า่ นทำ�ใหเ้ ราร้สู ึกอยา่ งไร (การประเมนิ )

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

56

อนกุ รมวิธานของบลูม (Bloom’s Taxonomy)

ปี ค.ศ. ๑๙๕๖ (พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๙) เบนจามนิ บลมู (Benjamin S. Bloom) ระดับที่ ๒ ระดบั ความเข้าใจ (Comprehension)
และคณะ ไดเ้ ผยแพรผ่ ลงานทางวชิ าการทมี่ ชี อื่ วา่ อนกุ รมวธิ านวตั ถปุ ระสงคท์ างการ
ศกึ ษาของเบนจามนิ บลมู (Bloom’s Taxonomy of Educational Objectives) หรอื เป็นการเรียนรู้ในระดับท่ีผู้เรียนเข้าใจในเร่ืองที่เรียนรู้ทั้งด้านความหมาย
ทร่ี จู้ กั กนั สน้ั  ๆ วา่ อนกุ รมวธิ านของบลมู (Blooms’ Taxonomy) ซงึ่ กค็ อื การจดั จ�ำ แนก ความสัมพันธ์ และความรู้ทเ่ี ป็นโครงขา่ ยระหวา่ งแนวคดิ (Network of Concepts)
การเรยี นรอู้ อกเปน็ ๓ ดา้ น คอื ดา้ นพทุ ธพิ สิ ยั (Cognitive Domain) ดา้ นทกั ษะพสิ ยั ทงั้ หมดทเ่ี รยี น การประเมนิ การเรยี นรรู้ ะดบั นท้ี �ำ ไดโ้ ดยใหผ้ เู้ รยี นแสดงพฤตกิ รรมหรอื
(Psychomotor Domain) และด้านจิตพิสัย (Affective Domain) สำ�หรับด้าน ใช้ความสามารถในการอธิบาย บรรยาย แปลความหมาย ขยายความ สรุปอ้างอิง
พทุ ธิพิสยั นัน้ บลูมไดแ้ บง่ การเรียนรู้ออกเปน็ ๖ ระดับ ดงั นี้ (จริยา เสถบุตร ๒๕๔๗; จากขอ้ มลู (Data) ทผ่ี า่ นการประมวลเปน็ สารสนเทศ (Information) แลว้ เชน่ กราฟ
ทศิ นา แขมมณ,ี ๒๕๔๕) แผนภมู ิ ตาราง

ระดับท่ี ๑ ระดับความร้ทู ่เี กิดจากความจำ� (Knowledge) ตัวอยา่ งค�ำ ถามเพอ่ื ประเมนิ ความเขา้ ใจ เชน่

เป็นการเรียนรู้ในระดับที่ผู้เรียนสามารถตอบเก่ียวกับสาระหรือ - เพราะเหตุใดในทะเลทรายจึงมีพชื ดำ�รงชวี ิตอยู่ได้นอ้ ย
ขอ้ เทจ็ จรงิ ค�ำ นยิ าม ชอ่ื สตู รตา่ ง ๆ หลกั เกณฑ์ ทฤษฎี การประเมนิ การเรยี นรรู้ ะดบั - ท�ำ ไมดวงจนั ทรจ์ ึงมีลกั ษณะแตกต่างกนั ในแต่ละคนื
นท้ี �ำ ไดโ้ ดยใหผ้ เู้ รยี นแสดงพฤตกิ รรมวา่ ใชค้ วามสามารถในการจ�ำ และระลกึ ถงึ สง่ิ ทไ่ี ด้ - เพราะเหตใุ ดจงึ ตอ้ งสรา้ งเขือ่ นใหฐ้ านเข่อื นมคี วามกว้างกว่าสันเข่อื น
เรยี นรู้หรือเคยพบมาแล้วมาตอบคำ�ถาม
ระดับที่ ๓ ระดบั การนำ�ไปใช้ (Application)
ตวั อย่างคำ�ถามเพอื่ ประเมนิ ความร้ทู เี่ กดิ จากความจำ� เชน่
เปน็ การเรยี นรใู้ นระดบั ทผ่ี เู้ รยี นน�ำ ความรไู้ ปใชใ้ นการหาค�ำ ตอบและแกไ้ ข
- สิ่งแวดล้อมหมายถงึ อะไร ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ การประเมินการเรียนรู้ระดับนี้ทำ�ได้โดยให้ผู้เรียนใช้
- ระบบสุรยิ ะประกอบด้วยอะไรบ้าง ความสามารถในการนำ�เอาข้อเท็จจริง (Fact) ความคิด (Idea) หลักการ
- โมเลกลุ คืออะไร (Principle) กฎ (Law) วธิ กี าร หรอื สตู รตา่ ง ๆ มาใชใ้ นการตอบค�ำ ถามหรอื แกป้ ญั หา
ในสถานการณ์ใหม่

ตวั อย่างค�ำ ถามเพื่อประเมนิ การนำ�ไปใช้ เชน่

- ถา้ อนุ่ แกงไปเร่ือย ๆ จะเกิดอะไรขน้ึ บ้าง
- ในการทำ�นำ้�เช่ือม ถ้าอยากให้น้ำ�ตาลทรายท้ังหมดละลายได้เร็วข้ึน

จะทำ�อยา่ งไรได้บา้ ง
- เราจะวัดความสงู ของต้นไม้ไดอ้ ยา่ งไร

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

57

ระดบั ที่ ๔ ระดับการวเิ คราะห์ (Analyzation) ตวั อยา่ งค�ำ ถามเพื่อประเมินการสงั เคราะห์ เชน่

เปน็ การเรยี นรใู้ นระดบั ทผี่ เู้ รยี นคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและลกึ ซง้ึ เนอ่ื งจาก - เราจะวางแผนการบันทึกจำ�นวนแมลงท่ีบินเข้าและออกจากสวนได้
ไม่สามารถหาขอ้ มูลที่มีอยไู่ ด้โดยตรง มี ๒ ลักษณะ คือ อย่างไร

๑. วเิ คราะหข์ อ้ มลู ทม่ี อี ยเู่ พอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ และหลกั การทส่ี ามารถน�ำ ไปใช้ - ถ้าต้องอธิบายเรื่องความหนาแน่นให้น้องช้ัน ป.๔ เข้าใจ จะมีวิธีการ
ในสถานการณอ์ ่นื ๆ ได้ อย่างไรบา้ ง

๒. วิเคราะห์ข้อสรุป ข้ออ้างอิง หรือหลักการต่าง ๆ เพื่อหาหลักฐานท่ี - ถา้ ตอ้ งสรา้ งแบบจ�ำ ลองแสดงลกั ษณะของอะตอมอกี ครง้ั หนง่ึ จะท�ำ ให้
สนบั สนนุ หรือปฏเิ สธข้อความนน้ั เหมอื นจรงิ มากกวา่ แบบจำ�ลองท่ที ำ�ไว้ก่อนหน้านีไ้ ดอ้ ย่างไรบ้าง

การประเมินการเรียนรู้ระดับนี้ทำ�ได้โดยให้ผู้เรียนใช้ความสามารถในการ ระดับท่ี ๖ ระดับการประเมนิ ผล (Evaluation)
แยกแยะเร่ืองราวให้กระจายออกเป็นส่วนย่อย ๆ จนกระทั่งมองเห็นความสำ�คัญ
หาความสัมพนั ธ์และหลกั การของเรอ่ื งนน้ั มาตอบคำ�ถาม เป็นการเรียนรู้ในระดับท่ีผู้เรียนต้องใช้การตัดสินคุณค่า โดยต้องมีการ
ตง้ั เกณฑใ์ นการประเมนิ และแสดงความเหน็ ในเรอ่ื งนน้ั  ๆ ได้ การประเมนิ การเรยี นรู้
ตัวอย่างค�ำ ถามเพ่อื ประเมนิ การวเิ คราะห์ เชน่ ระดับน้ีทำ�ได้โดยให้ผู้เรียนใช้ความสามารถในการวินิจฉัยหรือตัดสินโดยใช้เหตุผล
มาตอบคำ�ถาม
- การทดลองนี้ นกั เรียนต้องควบคุมอะไรให้คงทบี่ ้าง
- ดาวศุกรแ์ ละโลกมีอะไรเหมอื นกันและแตกตา่ งกนั บ้าง ตัวอยา่ งค�ำ ถามเพ่อื ประเมินการประเมินผล เช่น
- ถ้านำ้�มันปิโตรเลียมและแก๊สธรรมชาติหมดไปจากโลก จะส่งผลต่อ
- นกั เรยี นคดิ วา่ เหตผุ ลของนกั ดาราศาสตรใ์ นการตดั สนิ ใหด้ าวพลโู ตเปน็
มนุษย์อย่างไรบ้าง ดาวเคราะห์แคระในระบบสุริยะเพียงพอแลว้ หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด

ระดับท่ี ๕ ระดบั การสังเคราะห์ (Synthesis) - นกั เรยี นคดิ วา่ การคน้ พบทฤษฎสี มั พทั ธภาพของไอนส์ ไตนม์ ปี ระโยชน์
หรอื ไม่ เพราะเหตุใด
เป็นการเรียนรู้ในระดับที่ผู้เรียนสามารถคิดประดิษฐ์ส่ิงใหม่ ทำ�นาย
สถานการณ์ในอนาคต คิดวิธีแก้ไขปัญหา การประเมินการเรียนรู้ระดับนี้ทำ�ได้ - ห า ก ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย จ ะ ป ร ะ ก า ศ ใ ห้ ก า ร โ ค ล น เ ป็ น เ รื่ อ ง ท่ี ทำ � ไ ด้
โดยให้ผู้เรียนใช้ความสามารถในการผสมผสานส่วนย่อยเข้าเป็นเรื่องราวเดียวกัน โดยถูกกฎหมาย นกั เรียนเหน็ ดว้ ยหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
หรือสร้างรูปแบบหรือแนวคิดใหม่ หรือการปรับปรุงของเก่าให้ดีขึ้นและมีคุณภาพ
สงู ข้นึ มาตอบค�ำ ถาม

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

58

อนกุ รมวธิ านท่ปี รบั ปรุงมาจากบลมู
(Revised Bloom’s Taxonomy)

ต่อมาในปี ค.ศ. ๒๐๐๑ (พุทธศักราช ๒๕๔๔) นักจิตวิทยาชื่อ ระดบั ที่ ๒ ระดับความเขา้ ใจ (Comprehension)
แอนเดอร์สัน (Lorin Anderson) ซ่ึงเป็นลูกศิษย์ของบลูม และเดวิด คราธ
วอห์ล (David Krathwohl) เพื่อนร่วมงานที่เคยเผยแพร่อนุกรมวิธานของบลูม เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถสร้างคำ�อธิบาย ส่ือสาร หรือแสดงให้เห็น
มาก่อนหน้านี้ได้ทบทวนและปรับปรุงอนุกรมวิธานของบลูม โดยใช้ช่ือว่า อนุกรม ความเข้าใจข้อเท็จจริง แนวคิด หรือความรู้ที่ได้เรียนซึ่งอาจทำ�ได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ
วธิ านการเรยี น การสอน และการประเมนิ (A Taxonomy for Learning, Teaching, เชน่ อธิบาย จำ�แนก เปรียบเทียบ สร้างแผนภูมิหรอื แผนผัง
and Assessment) หรอื ทเ่ี รยี กสนั้  ๆ วา่ อนกุ รมวธิ านทปี่ รบั ปรงุ มาจากบลมู (Revised
Bloom’s Taxonomy) (Anderson & Krathwohl, 2001) โดยการปรบั ปรุงอนุกรม ตัวอย่างค�ำ ถามเพอื่ ประเมินความเขา้ ใจ เช่น
วิธานของบลูมให้เป็นพลวัตมากยิ่งข้ึนโดยการเปลี่ยนแต่ละระดับของบลูมจาก
คำ�นามให้เป็นคำ�กิริยาเพื่อแสดงถึงกระบวนการของนักคิดเพ่ือพัฒนาสติปัญญา - แรงสมั ผัสและแรงไมส่ ัมผัสเหมือนและแตกตา่ งกนั อย่างไร
ด้านพุทธพิ สิ ยั ซ่ึงได้แบง่ การเรยี นรูอ้ อกเป็น ๖ ระดบั ดังนี้ - แผนภมู แิ สดงความสงู ของพชื แตล่ ะชนดิ ในหนง่ึ สปั ดาหส์ ามารถอธบิ าย

ระดบั ที่ ๑ ระดบั ความรู้ที่เกิดจากความจำ� (Knowledge) เกีย่ วกับการเจรญิ เติบโตของพืชไดว้ ่าอยา่ งไร
- เพราะเหตุใดนักบินอวกาศจึงต้องสวมชุดอวกาศเมื่อออกไปปฏิบัติ
เป็นระดับท่ีผู้เรียนสามารถจดจำ�หรือย้อนระลึกถึงส่ิงท่ีเคยเรียนรู้แล้ว
สามารถน�ำ ความรู้ทอ่ี ยูใ่ นความทรงจำ�ออกมาได้ ภารกิจภายนอกยานอวกาศ

ตวั อยา่ งคำ�ถามเพื่อประเมนิ ความร้ทู เ่ี กิดจากการจำ� เชน่ ระดับท่ี ๓ ประยกุ ตใ์ ช้ (Apply)

- แรงใดบา้ งจดั เป็นแรงไมส่ มั ผัส เป็นระดับท่ีผู้เรียนสามารถลงมือทำ�หรือดำ�เนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
- อะตอมคืออะไร ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง ตามสถานการณท์ กี่ ำ�หนด โดยนำ�ความรู้ทีเ่ รียนมาใชป้ ระโยชน์
- สมการการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพืชเป็นอย่างไร
ตัวอยา่ งค�ำ ถามเพอ่ื ประเมนิ การประยุกต์ใช้ เช่น

- จะเกดิ อะไรข้ึนถ้าแกงที่กำ�ลังเดือดได้รบั พลังงานความรอ้ นมากขึ้น
- ถ้านำ�พืชแต่ละชนิดไปวางไว้ในท่ีท่ีไม่มีแสงแดดส่องถึง พืชแต่ละชนิด

จะมีการเปล่ียนแปลงเหมอื นหรือแตกตา่ งกัน อยา่ งไร
- จะเลือกใชว้ สั ดชุ นดิ ใดมาสร้างเสอื้ กนั ฝน เพราะเหตุใด

กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

59

ระดับท่ี ๔ วิเคราะห์ (Analyze) ระดับท่ี ๖ สร้างสรรค์ (Create)

เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถแจกแจง แยกแยะส่ิงของ วัตถุ เหตุการณ์ เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถการนำ�ส่วนย่อยต่าง ๆ หรือองค์ประกอบย่อย
ปรากฏการณ์ ระบบต่าง ๆ ออกเป็นองค์ประกอบหรือส่วนย่อย ๆ  และพิจารณา เขา้ มาเชอ่ื มโยงกนั เปน็ ภาพรวมของสง่ิ ของ วตั ถุ เหตกุ ารณ์ ปรากฏการณ์ ระบบตา่ ง ๆ
ความเกยี่ วขอ้ งกนั ของสว่ นยอ่ ยแตล่ ะสว่ น รวมถงึ พจิ ารณาความเกยี่ วขอ้ งของแตล่ ะ อยา่ งมเี หตผุ ล โดยผา่ นการออกแบบ การวางแผน การสรา้ ง การผลติ การกอ่ ใหเ้ กดิ
สว่ นยอ่ ยกบั สง่ิ ของ วตั ถุ เหตกุ ารณ์ ปรากฏการณ์ ระบบตา่ ง ๆ ทไ่ี ดแ้ ยกแยะออกมา (Generating)

ตวั อยา่ งค�ำ ถามเพื่อประเมินการวิเคราะห์ เช่น ตวั อย่างค�ำ ถามเพือ่ ประเมนิ การสรา้ งสรรค์ เชน่

- ปากใบมคี วามสำ�คญั อย่างไรต่อการท�ำ หนา้ ทขี่ องใบพืช - เสนอแนวทางอื่น ๆ ท่ีจะทำ�ให้ประเทศไทยมีพลังงานไว้ใช้ผลิตไฟฟ้า
- การถ่ายโอนความร้อนระหว่างสสารมีผลต่อการเกิดลมอยา่ งไร ได้เพยี งพอตอ่ ความตอ้ งการของคนทงั้ ประเทศ
- ระบุปัจจัยท่ีมีผลต่อการเปล่ียนแปลงของน้ำ�แข็งข้ัวโลก และแต่ละ
- นกั เรยี นเหน็ ดว้ ยกบั การน�ำ เทคโนโลยตี ดั ตอ่ พนั ธกุ รรมมาใชก้ บั ผลผลติ
ปจั จยั มีความสมั พนั ธก์ ันหรือไม่ อยา่ งไร ทางการเกษตรหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด

ระดับท่ี ๕ ประเมนิ ค่า (Evaluate) - เพราะเหตุใดหมาปา่ จงึ ไม่สามารถทำ�ลายบ้านของหมูตวั ที่ ๓ ได้
- ถา้ สามารถเปลยี่ นตอนจบของนทิ านเรอ่ื งน้ี นกั เรยี นจะเปลยี่ นตอนจบ
เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถตัดสินคุณค่าโดยอาศัยเกณฑ์และมาตรฐาน
ซึ่งอาจท�ำ ได้ดว้ ยวธิ ีวพิ ากษ์ (Critisize) ตรวจสอบ (Checking) ของนิทานเรือ่ งน้ีใหเ้ ป็นอยา่ งไร

ตวั อยา่ งคำ�ถามเพ่ือประเมินการประเมินคา่ เชน่

- แบบจำ�ลองใดท่ีอธิบายเกี่ยวกับระบบสุริยะได้ครบถ้วนและใกล้เคียง
กบั ขอ้ เท็จจริงมากท่สี ดุ

- ถ้าต้องอธิบายเรื่องความหนาแน่นให้น้องช้ัน ป.๔ เข้าใจ จะมีวิธีการ
อยา่ งไรบา้ ง

- ถา้ ตอ้ งสรา้ งแบบจ�ำ ลองแสดงลกั ษณะของอะตอมอกี ครง้ั หนง่ึ จะท�ำ ให้
เหมอื นจริงมากกวา่ แบบจำ�ลองทท่ี ำ�ไว้ก่อนหน้านี้ได้อย่างไรบ้าง

กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

60

อนุกรมวธิ านของบลมู และอนกุ รมวิธานท่ปี รบั ปรงุ จากบลมู สามารถแสดงได้ ดังภาพ

อนุกรมวธิ านของบลูม อนกุ รมวิธานทป่ี รบั ปรงุ จากบลูม

ประเมปนิ รคะา�เมินค�า สรา� งสสรรร�าคง�สรรค�
การสังกเาครรสางัะเหค� ราะห� ประเมปนิ รคะา�เมนิ ค�า
การวิเกคารราวะเิ หค� ราะห� วิเคราวะิเหค� ราะห�
การนำกไาปรในชำ� ไปใช� ประยกุปตระ�ใชย�กุ ต�ใช�

ความเคขวา� าใมจเข�าใจ เข�าใจเข�าใจ
ความรคู� วามร�ู จดจำจดจำ

ภาพที่ ๖  เปรยี บเทยี บอนกุ รมวิธานของบลมู และอนุกรมวธิ านทปี่ รับปรุงจากบลมู

กลุม่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

61

๙. การวางแผนการจัดการเรยี นร้ดู ้วยวัฏจกั รการเรยี นรู้
แบบตา่ ง ๆ

การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ท่ีเน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดย วัฏจกั รการเรยี นร้ขู องคารป์ ลซั (Karplus Learning Cycle Model)
ปราศจากการวางแผนการสอนอย่างเป็นระบบรอบคอบตามลำ�ดับขั้นตอน
ท่ีเหมาะสม ย่อมไม่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้สอน ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๖๐ (พุทธศักราช ๒๕๑๐) Robert Karplus และ
จำ�เป็นต้องมีการวางแผนการสอนท่ีมากกว่าให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติหรือเล่นสนุก คณะทำ�งานจาก Science Curriculum Improvement Study; SCIS ได้เสนอ
เท่าน้ัน แต่ต้องมีการผสมผสานข้ันตอนหรือกระบวนการอื่น ๆ อย่างมีลำ�ดับ วฏั จกั รการเรียนรู้ ซ่ึงประกอบดว้ ย ๓ ขัน้ ตอน ดงั แสดงในภาพท่ี ๗
ข้ันตอนที่เหมาะสมเพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสม การผสมผสานข้ันตอนต่าง ๆ
เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน
เรียกว่า วัฏจักรการเรียนรู้ เช่น วัฏจักรการเรียนรู้ของคาร์ปลัซ วัฏจักรการเรียนรู้
แบบ ๕ ขน้ั วฏั จักรการเรียนรแู้ บบ ๗ ข้ัน

งานวิจัยมากมายได้ยืนยันว่า การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เป็นระบบ
มีการวางแผนการจัดการเรียนรู้อย่างรอบคอบ มีลำ�ดับข้ันตอนท่ีช่วยให้ผู้เรียน
ได้ลงมือสืบเสาะและค้นหาสิ่งต่าง ๆ แล้วทำ�ความเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้
อย่างราบรื่นเหมาะสม จะทำ�ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ย่ังยืนและมั่นคง นอกจากน้ี
การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชว้ ฏั จกั รการเรยี นรยู้ งั ชว่ ยพฒั นาทกั ษะการคดิ เชงิ วทิ ยาศาสตร์
และช่วยให้ผ้เู รยี นสนใจเรยี นวิทยาศาสตรม์ ากขน้ึ ด้วย

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

62

แต่ละข้นั ในวัฏจกั รการเรยี นรมู้ จี ดุ ม่งุ หมาย ดังนี้ การสำ�รวจและคน้ หา
- ขน้ั สำ�รวจและคน้ หา Exploration
เปน็ ขนั้ ทเี่ ปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดส้ �ำ รวจปรากฏการณห์ รอื สงิ่ ตา่ ง ๆ รอบตวั
- ขนั้ แนะน�ำ แนวคิด วฏั จักรการเรียนรู�
เปน็ ขนั้ ทเ่ี ปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดส้ รา้ งแนวคดิ ผา่ นการพดู คยุ ปฏสิ มั พนั ธก์ บั ของคาร�ปลัช
เพ่อื นหรือผสู้ อน หรือจากการอา่ นหนงั สือเรยี น
- ขัน้ ประยกุ ตใ์ ชแ้ นวคิด
เปน็ ขน้ั ทเี่ ปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดป้ ระยกุ ตใ์ ชแ้ นวคดิ ทเ่ี รยี นรมู้ าเพอื่ ท�ำ ความ
เข้าใจสถานการณใ์ หม่

การประยุกต์ใชแ้ นวคิด การแนะนำ�แนวคิด
Concept Application Concept Introduction

ภาพท่ี ๗  วัฏจกั รการเรยี นรู้ของคารป์ ลซั

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

63

วัฏจักรการเรียนรแู้ บบ ๕ ข้ัน (5E Learning Cycle Model)

วัฏจักรการเรียนรู้แบบ ๕ ข้ันน้ีได้พัฒนาต่อยอดมาจากวัฏจักรการเรียนรู้ของคาร์ปลัซ โดยกลุ่มผู้พัฒนาหลักสูตรชีววิทยาท่ีมีชื่อว่า
Biological Sciences Curriculum Study; BSCS ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการเพ่ิมอีก ๒ ข้ันตอนเข้าไปในวัฏจักรการเรียนรู้ของคาร์ปลัซ
และก�ำ หนดชอ่ื ขนั้ ตอนทงั้ ๕ ขนึ้ ใหม่ ไดแ้ ก่ ขนั้ สรา้ งความสนใจ ขนั้ ส�ำ รวจและคน้ หา ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ ขนั้ ขยายความรู้ และขนั้ ประเมนิ
ความรู้ (Bybee, 2015) การเปรยี บเทียบในวัฏจกั รการเรยี นรขู้ องคาร์ปลซั และวฏั จักรการเรยี นรูแ้ บบ ๕ ขน้ั ได้แสดงไว้ ดังตารางที่ ๔

ตารางท่ี ๔ การเปรยี บเทียบในวฏั จักรการเรยี นร้ขู องคารป์ ลชั และวัฏจกั รการเรยี นรแู้ บบ ๕ ขั้น

วฏั จกั รการเรยี นรขู้ องคารป์ ลซั วัฏจกั รการเรยี นร้แู บบ ๕ ขน้ั
ข้นั สรา้ งความสนใจ (เพิ่มเข้ามาใหม่)
ข้นั ส�ำ รวจและค้นหา ข้นั ส�ำ รวจและคน้ หา (ดดั แปลงจากคาร์ปลซั )
ขัน้ แนะนำ�แนวคดิ ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (ดดั แปลงจากคาร์ปลซั )
ขัน้ ประยุกต์ใช้แนวคดิ ข้ันขยายความรู้ (ดดั แปลงจากคารป์ ลัซ)
ขน้ั ประเมนิ ความรู้ (เพ่ิมเข้ามาใหม)่

ในช่วงปลายปี ค.ศ. ๑๙๘๐ (พุทธศักราช ๒๕๓๐) เป็นต้นมา หลักสูตรวิทยาศาสตร์ของ BSCS และอีกหลายหลักสูตรใน
สหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกก็ได้ใช้วัฏจักรการเรียนรู้แบบ ๕ ข้ัน เป็นกรอบการวางแผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้กับ
ผเู้ รยี น วัฏจกั รการเรียนรู้น้ี แสดงไว้ดังภาพที่ ๘

กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

64

แต่ละขน้ั ในวัฏจกั รการเรยี นรมู้ จี ดุ มุ่งหมาย ดังน้ี

สร้างความสนใจ - ขน้ั สรา้ งความสนใจ
Engage เปน็ การน�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี นหรอื เรอ่ื งทสี่ นใจ ซงึ่ อาจเกดิ ขน้ึ เองจากความสงสยั

วัฏจกั รการเรียนรู� ห รื อ อ า จ เ ริ่ ม จ า ก ค ว า ม ส น ใ จ ข อ ง ตั ว เ อ ง ห รื อ เ กิ ด จ า ก ก า ร อ ภิ ป ร า ย
แบบ 5 ขชั้น้ัน ภายในกลุม่

ประเมินความรู้ ส�ำ รวจและคน้ หา - ข้นั สำ�รวจและค้นหา
Evaluate Explore เป็นการวางแผนกำ�หนดแนวทางการสำ�รวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน

ขยายความรู้ อธบิ ายและลงข้อสรุป ก�ำ หนดทางเลอื กทเ่ี ปน็ ไปได้ ลงมอื ปฏบิ ตั เิ พอื่ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ขอ้ สนเทศ
Elaborate Explain หรอื ปรากฏการณต์ า่ ง ๆ

- ขน้ั อธิบายและลงข้อสรปุ
เป็นการนำ�ข้อมูล ข้อสนเทศท่ีได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และ

น�ำ เสนอผลทีไ่ ด้ในรูปแบบตา่ ง ๆ

- ขั้นขยายความรู้
เป็นการนำ�ความรู้ที่สร้างข้ึนไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือแนวคิดท่ี

ได้ค้นคว้าเพ่ิมเติม หรือนำ�แบบจำ�ลอง หรือข้อสรุปท่ีได้ไปใช้อธิบาย
สถานการณ์หรอื เหตุการณ์อื่น ๆ

- ขั้นประเมนิ ความรู้
เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้

อะไรบ้าง อย่างไร มากน้อยเพียงใด

ภาพท่ี ๘  วัฏจักรการเรียนรแู้ บบ ๕ ขั้น

กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

65

วฏั จกั รการเรยี นรแู้ บบ ๗ ขั้น (7E Learning Cycle Model)

จากงานวิจัยเร่ืองนักเรียนเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างไร (How students learn science in the classroom, 2005) นักการศึกษา
ของสหรัฐอเมริกาได้เพ่ิมข้ันการจัดการเรียนรู้ข้ึนมา ๒ ข้ัน จากวัฏจักรการเรียนรู้แบบ ๕ ข้ัน เพ่ือป้องกันการละเลยในเรื่องความรู้เดิม
ของผู้เรียนซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และผู้เรียนควรได้รับการประเมินและขยายการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองและสมำ่�เสมอเพื่อให้เกิด
การเรียนรู้ท่ีลึกซ้ึงและย่ังยืน ขั้นตอนในวัฏจักรการเรียนรู้แบบ ๗ ข้ัน ได้แก่ ข้ันตรวจสอบความรู้เดิม ข้ันสร้างความสนใจ ข้ันสำ�รวจและ
คน้ หา ขั้นอธิบายและลงข้อสรปุ ข้นั ขยายความรู้ ขั้นประเมินความรู้ และขน้ั ใช้ความรู้ ซง่ึ แสดงไว้ดังภาพท่ี ๙

ขั้นตรวจสอบความรเู� ดิม

วัฏจักรการเรียนรู้ ขน้ั สร�างความสนใจ ขนั้ สร�างความสนใจ วัฏจักรการเรยี นรู้
แบบ ๕ ข้ัน ขั้นสำรวจและคน� หา แบบ ๗ ขน้ั
ขนั้ สำรวจและค�นหา ขน้ั อธบิ ายและลงข�อสรุป
ขั้นอธบิ ายและลงขอ� สรปุ
ขั้นขยายความร�ู
ขั้นขยายความร�ู
ขั้นประเมินความร�ู ขั้นประเมนิ ความรู�

ขน้ั ใชค� วามร�ู

ภาพท่ี ๙  วฏั จกั รการเรียนร้แู บบ ๗ ขน้ั

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

66

แตล่ ะขั้นในวัฏจักรการเรยี นรูม้ ีจดุ ม่งุ หมาย ดังน้ี - ข้นั ขยายความรู้

- ข้ันตรวจสอบความรู้เดิม เป็นการนำ�ความรู้ที่สร้างขึ้นไปเช่ือมโยงกับความรู้เดิมหรือแนวคิดท่ี
ได้ค้นคว้าเพ่ิมเติม หรือนำ�แบบจำ�ลอง หรือข้อสรุปท่ีได้ไปใช้อธิบาย
เปน็ การคน้ หาและวนิ จิ ฉยั ความรทู้ ตี่ ดิ ตวั มาของผเู้ รยี น ซงึ่ อาจเปน็ ความรทู้ ่ี สถานการณ์หรือเหตกุ ารณ์อืน่  ๆ ทค่ี ล้ายคลึงกนั
สนบั สนนุ หรอื ขดั ขวางการเรยี นรทู้ กี่ �ำ ลงั จะเกดิ ขน้ึ ในหอ้ งเรยี น ซง่ึ จะชว่ ยให้
ผู้สอนวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียนได้ - ขั้นประเมนิ ความรู้
ชัดเจน และมีประสิทธภิ าพมากข้นึ
เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้
- ขัน้ สร้างความสนใจ อะไรบ้าง อย่างไร มากนอ้ ยเพยี งใด

เปน็ การน�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี นหรอื เรอื่ งทสี่ นใจ ซง่ึ อาจเกดิ ขน้ึ เองจากความสงสยั - ขัน้ ใช้ความรู้
ห รื อ อ า จ เ ริ่ ม จ า ก ค ว า ม ส น ใ จ ข อ ง ตั ว เ อ ง ห รื อ เ กิ ด จ า ก ก า ร อ ภิ ป ร า ย
ภายในกลมุ่ เปน็ การเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดน้ �ำ ความรทู้ เี่ รยี นมาใชใ้ นการแกป้ ญั หาหรอื
อธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่อยู่นอกห้องเรียนหรืออยู่ในชีวิตจริง โดย
- ขั้นส�ำ รวจและคน้ หา ทไี่ มเ่ คยเรยี นรู้มากอ่ น

เป็นการวางแผนกำ�หนดแนวทางการสำ�รวจตรวจสอบ ต้ังสมมติฐาน
ก�ำ หนดทางเลอื กทเ่ี ปน็ ไปได้ ลงมอื ปฏบิ ตั เิ พอื่ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ขอ้ สนเทศ
หรอื ปรากฏการณต์ า่ ง ๆ

- ข้ันอธิบายและลงข้อสรปุ

เปน็ การน�ำ ขอ้ มลู ขอ้ สนเทศทไ่ี ดม้ าวเิ คราะห์ แปลผล สรปุ ผล และน�ำ เสนอ
ผลท่ไี ดใ้ นรปู แบบตา่ ง ๆ

กลุม่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

67

๑๐.  แนวทางการประเมินการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์

ในการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์ ตลอดจน จุดประสงค์สำ�คัญของการประเมินการเรียนรู้ คือการช่วยให้ผู้เรียนเกิด
ด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนน้ันจำ�เป็นต้องมีการประเมินการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ท่ีผู้สอนหรือหลักสูตรวางไว้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาท่ีพบ
ตั้งแต่เร่ิมต้น ระหว่าง และส้ินสุดกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้การประเมินใน ในปัจจุบันก็คือ ผู้บริหาร ผู้สอน ตลอดจนผู้ปกครองเป็นจำ�นวนมากยังให้
รปู แบบทหี่ ลากหลายสอดคลอ้ งตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการเรยี นรู้ รปู แบบการประเมนิ ความสำ�คัญกับการประเมินผลสรุปรวม ท่ีเน้นการทำ�ข้อสอบ รวมถึงการให้
การเรียนรู้ ได้แก่ การประเมินการเรียนรู้ระหว่างเรียน (Formative Assessment) ความสำ�คัญกับผลลัพธ์ของการประเมินผลสรุปรวมที่ปรากฏในรูปของระดับ
การประเมินเรียนรู้สรุปรวม (Summative Assessment) และการประเมิน ผลการเรียน (Grade) หรือลำ�ดับของผู้เรียนในช้ันเรียน (Rank) ซ่ึงได้จากการ
การเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ในการประเมินเพ่ือพัฒนา เปรียบเทียบคะแนนระหว่างผู้เรียนมากกว่าการประเมินการเรียนรู้ระหว่างเรียนท่ี
การเรยี นรู้ และการประเมนิ ตามสภาพจรงิ นนั้ ผสู้ อนจ�ำ เปน็ ตอ้ งสะทอ้ นการประเมนิ เน้นการให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาการ
ใหผ้ เู้ รยี นรบั ทราบเพอื่ ปรบั ปรงุ และพฒั นาตนเอง และผสู้ อนตอ้ งน�ำ ผลการประเมนิ เรียนรู้ของตนเองของผู้เรียนแต่ละคน สิ่งต่าง ๆ เหล่าน้ีจึงก่อให้เกิดวัฒนธรรม
มาพิจารณาเพื่อทบทวนและปรับแผนการจัดการเรียนรู้เพ่ือให้สามารถดำ�เนินการ การเรยี นรแู้ บบทอ่ งจ�ำ เพอื่ สอบ หรอื การเรยี นรเู้ พอื่ แขง่ ขนั ซง่ึ ถอื เปน็ การเรยี นรแู้ บบ
แก้ไข ชว่ ยเหลอื หรอื หาวิธีการตา่ งๆ เพอื่ ชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นแต่ละคนเกดิ การเรยี นรู้และ ผิวเผินมากกว่าการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาตนเองซ่ึงผลลัพธ์ของการเรียนรู้จะย่ังยืนกว่า
พัฒนาตนเองได้ตามแต่ละจุดประสงค์การเรียนรู้หรือเป้าหมายของตัวชี้วัดต่าง ๆ (กุศลนิ , ๒๕๕๕; ขจรศกั ดิ,์ เพญ็ จนั ทร์ และวรรณทิพา รอดแรงคา้ , ๒๕๔๘)
(กศุ ลนิ , ๒๕๕๕ )

แนวคิดสำ�คัญของการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๔๕
ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำ�คัญ คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน
คิดและลงมือปฏิบัติด้วยกระบวนการท่ีหลากหลาย เพ่ือเกิดการเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองเตม็ ตามศกั ยภาพ การประเมนิ การเรยี นรจู้ งึ มคี วามส�ำ คญั และจ�ำ เปน็ อยา่ งยง่ิ
ตอ่ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรใู้ นหอ้ งเรยี น เพราะสามารถท�ำ ใหผ้ สู้ อนประเมนิ ระดบั
พฒั นาการเรยี นรูข้ องผเู้ รียน

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

68

แนวคดิ ของการประเมนิ การเรียนรู้ หน้าท่ีสำ�คัญของผู้สอนในการประเมินการเรียนรู้ระหว่างเรียน คือ
เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานท่ีสะท้อนการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนในระหว่าง
การประเมินการเรียนรู้เป็นวิธีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดและทักษะ การเรียนการสอน ตีความหมายข้อมูลหลักฐานเหล่านั้น โดยเปรียบเทียบกับ
ของผู้เรียน (Harlen, 2001) ซ่ึงสามารถทำ�ได้ทั้งการประเมินการเรียนรู้ระหว่าง เปา้ หมายการเรยี นรแู้ ละเกณฑท์ ตี่ งั้ ไวซ้ งึ่ เปน็ ไปตามหลกั สตู ร แลว้ ใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั
เรียน และการประเมินการเรียนรู้สรุปรวม การเรียนรู้เป็นกระบวนการต่อเน่ือง แกผ่ เู้ รยี นวา่ มผี ลการเรยี นรอู้ ยใู่ นระดบั ใด มจี ดุ ออ่ นหรอื ขอ้ บกพรอ่ งหรอื ไม่ อยา่ งไร
(on-going process) ท่ีบูรณาการอยู่ในกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และ ควรจะพัฒนาอะไร และควรทำ�อย่างไรเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองให้บรรลุ
เกิดขึ้นระหว่างการเรียนการสอน โดยถือว่าเป็นหัวใจสำ�คัญของการเรียนการสอน เป้าหมายที่ต้ังไว้ นอกจากนั้นผู้สอนยังมีหน้าที่ติดตามตรวจสอบความก้าวหน้า
ท่ีมีประสิทธิภาพ (Harlen, 1995; 1998; Black and Wiliam, 1998; Bell ในการเรียนรู้ของผู้เรียนระหว่างการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง (Tunstall and
and Cowie, 1999) แนวคิดพื้นฐานของการประเมินการเรียนรู้ระหว่างเรียน Gipps, 1996; Harlen, 1998) ส่ิงสำ�คัญอีกประการหนึ่งก็คือ การเรียนรู้ของ
คือผู้เรียนทุกคนสามารถพัฒนาได้ ดังนั้นจึงเป็นการประเมินการเรียนรู้ท่ีให้ ผู้เรียนนอกจากจะใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียนในการพัฒนาตนเองแล้ว
ความสำ�คัญกับการพัฒนาตนเองของผู้เรียนมากกว่าการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ยังใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้สอนเพ่ือปรับปรุงการสอนในครั้งต่อไปให้สอดคล้อง
ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน (Harlen, 1998) จุดมุ่งหมายหลักของการประเมิน กบั จดุ ออ่ น ขอ้ บกพรอ่ ง หรอื ความตอ้ งการในการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นแตล่ ะคนอกี ดว้ ย
การเรียนรูร้ ะหว่างเรียนมดี งั ต่อไปน้ี (Bell and Cowie, 1999; Black and Wiliam, 1998)

๑. เพอื่ คน้ หาและวนิ จิ ฉยั วา่ ผเู้ รยี นมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเนอ้ื หาวทิ ยาศาสตร์
มีทกั ษะความชำ�นาญในการสำ�รวจตรวจสอบทางวทิ ยาศาสตร์ รวมถงึ
มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์อย่างไรและในระดับใด เพื่อเป็นแนวทางให้
ผู้สอนสามารถวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม
เพอ่ื พัฒนาการเรียนร้ขู องผู้เรียนไดอ้ ย่างเต็มศักยภาพ

๒. เพ่ือใช้เป็นข้อมลู ป้อนกลบั ใหก้ บั ผเู้ รยี นว่ามีการเรียนร้อู ยา่ งไร

๓. เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการสรุปผลการเรียนรู้ และเปรียบเทียบระดับ
พัฒนาการด้านการเรียนรขู้ องผ้เู รียนแต่ละคน

กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

69

ในการประเมินการเรียนรู้ระหว่างเรียน ผู้เรียนควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบ แนวทางการประเมินการเรยี นรู้
การเรียนรู้ของตนเองด้วยการประเมินผลตนเอง (self-assessment) เน่ืองจาก
ไมม่ ใี ครเรยี นรแู้ ทนกนั ได้ ดงั นน้ั ผเู้ รยี นตอ้ งเปน็ ผตู้ ดั สนิ ใจเองวา่ จะพฒั นาการเรยี นรู้ การเรียนรู้จะบรรลุตามเป้าหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่วางไว้ได้
ของตนเองหรอื ไมแ่ ละท�ำ อยา่ งไร มากกว่าจะให้ครูเปน็ ผตู้ ดั สิน ยิ่งผ้เู รยี นมีส่วนรว่ ม ควรมีแนวทางดงั ต่อไปน้ี
รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองมากเท่าใด เขาก็จะสามารถพัฒนาตนเองได้มาก
เท่าน้ัน อย่างไรก็ตาม ผู้เรียนจะประเมินผลตนเองได้ก็ต่อเม่ือได้รับข้อมูลท่ีชัดเจน ๑. ต้องวัดและประเมินท้ังความรู้ความคิด ความสามารถ ทักษะ
และเพียงพอว่า อะไรคือเป้าหมายการเรียนรู้ท่ีตนเองพึงบรรลุ ดังนั้นครูผู้สอนควร กระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมในวิทยาศาสตร์
ชี้แจงให้ผู้เรียนเข้าใจถึงเป้าหมายการเรียนรู้และเกณฑ์การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รวมทงั้ โอกาสในการเรียนรู้ของผ้เู รยี น
อย่างชดั เจน (Harlen, 1998; Bell and Cowie, 1999; Cowie, 2000)
๒. วธิ กี ารวดั และประเมนิ ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรยี นรทู้ ก่ี �ำ หนดไว้
ในการประเมนิ การเรยี นรรู้ ะหวา่ งเรยี น นอกจากครผู สู้ อนจะเนน้ การพฒั นา
การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคลแล้ว ก็ยังสามารถจัดระดับของการตอบสนอง ๓. ต้องเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดและประเมินอย่างตรงไปตรงมา และ
(degree of responsiveness) โดยเน้นพัฒนาการของการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็น ต้องประเมนิ ผลภายใต้ข้อมลู ท่มี อี ยู่
รายกลมุ่ หรอื รายหอ้ งเรยี นไดเ้ ชน่ เดยี วกนั อกี ทง้ั สามารถสนองตอบตอ่ การพฒั นาของ
ผู้เรียนในหลายมิติการเรียนรู้ อาทิเช่น ความรู้ความเข้าใจ อารมณ์ความรู้สึก ๔. ผลการวัดและประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องนำ�ไปสู่การแปลผล
เจตคติ หรือทกั ษะ ดงั นั้นกระบวนการประเมินผลระหวา่ งเรียนจึงข้นึ อยกู่ ับบริบทที่ และลงขอ้ สรปุ ท่สี มเหตุสมผล
เก่ียวข้อง เช่น เป้าหมายของบทเรียน เน้ือหาวิชา กิจกรรมการเรียนรู้ และระดับ
การตอบสนองต่อผู้เรยี น (Bell and Cowie, 1999) ๕. การวดั และประเมนิ ตอ้ งมคี วามเทยี่ งตรงและเปน็ ธรรม ทง้ั ในดา้ นของวธิ ี
การวัด โอกาสของการประเมนิ

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

70

บทบาทของผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้ปกครองในการประเมิน ๔. ผสู้ อนควรปรบั เปลยี่ นความเชอื่ บางประการทข่ี ดั ขวางการใชก้ ารประเมนิ
การเรียนรรู้ ะหวา่ งเรยี น การเรยี นรูร้ ะหวา่ งเรยี นในห้องเรยี น (Black and Wiliam, 1998; Black
and Harrison, 2001) ดังตอ่ ไปนี้
๑. ผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้ปกครองไม่ควรให้ความสำ�คัญกับการประเมิน
การเรียนรู้สรุปรวมและผลลัพธ์ท่ีเก่ียวข้องกับการประเมินดังกล่าว (เช่น การประเมินการเรียนรู้ระหว่างเรียนเป็นการสิ้นเปลืองเวลาและ
ระดับผลการเรียน ลำ�ดับของผู้เรียน และการรับรองมาตรฐานของสถาน ทรัพยากร
ศึกษา) แต่เพียงอย่างเดียว จนทำ�ให้การประเมินการเรียนรู้แบบสรุปรวม
เป็นตัวกำ�หนดการเรียนการสอนและการประเมินผลในห้องเรียนท้ังหมด การสอน คือ การถ่ายโอนความรู้จากผู้สอนไปสู่ผู้เรียน ส่วนการ
หรอื ท�ำ ใหก้ ารประเมนิ การเรยี นรรู้ ะหวา่ งเรยี นไมไ่ ดร้ บั ความสนใจและถกู เรียนรู้คือ การท่ีผู้เรียนสามารถจดจำ�ความรู้ที่ผู้สอนถ่ายโอนไปให้
ละเลยในการปฏิบัติ ไดโ้ ดยไมเ่ นน้ การมปี ฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งผเู้ รยี นกบั ผสู้ อน และผเู้ รยี น
กับเพื่อนรว่ มชั้น
๒. ผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้ปกครองควรให้ความสำ�คัญกับการประเมิน
การเรยี นรรู้ ะหวา่ งเรยี น และเชอื่ มโยงการประเมนิ การเรยี นรรู้ ะหวา่ งเรยี น ผเู้ รยี นแตล่ ะคนมรี ะดบั สตปิ ญั ญาทตี่ ดิ ตวั มาตง้ั แตเ่ กดิ (Fixed I.Q.)
และการประเมินการเรียนรู้แบบสรุปรวมเข้าด้วยกัน โดยทำ�ความเข้าใจ และจะคงท่ีไปตลอดชีวิต โดยไม่สามารถเปล่ียนแปลงได้จาก
บทบาทของการประเมินท้ังสองแบบว่า การประเมินการเรียนรู้ระหว่าง ระบบโรงเรยี น
เรียนมุ่งเน้นการให้ข้อมูลย้อนกลับในระหว่างการเรียนการสอนเพื่อให้
ผู้เรียนพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ืองเต็มตามศักยภาพ และเพื่อให้ครูผู้สอน การประเมินการเรียนรู้ไปสู่ผู้เรียนในกระบวนการประเมินการ
ปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของตนเองอย่างสม่ำ�เสมอ เรียนรู้ระหว่างเรียน ทำ�ให้ครูผู้สอนสูญเสียอำ�นาจการควบคุม
สว่ นการประเมนิ การเรยี นรแู้ บบสรปุ รวมมงุ่ เนน้ การใหส้ ารสนเทศเชงิ สรปุ ชั้นเรยี น
เก่ียวกับการเรียนรู้ในภาพรวมของผู้เรียนในช่วงระยะเวลาหน่ึง ๆ ซ่ึง
การประเมินผลท้ังสองแบบตา่ งก็เอ้อื ประโยชน์ซ่งึ กนั และกนั

๓. ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการประเมิน
การเรียนรรู้ ะหวา่ งเรยี น และได้รบั ประสบการณ์ตรงจากการประเมินการ
เรียนรู้ระหว่างเรียนในห้องเรียนของตนเอง นอกจากนั้นควรส่งเสริมให้
ผู้สอนทำ�งานวิจัยในช้ันเรียน (classroom research) เพื่อทำ�ความเข้าใจ
เกี่ยวกับผลของการประเมินการเรียนรู้ระหว่างเรียนที่มีต่อการพัฒนา
การเรียนรขู้ องผู้เรียนและการพัฒนาการสอนของผู้สอน

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

71

๑๑.  ปัจจัยความสำ�เรจ็ ในการจดั การเรียนรู้ ๒. ครูผูส้ อน

๑. ผู้บรหิ าร เป็นผู้ที่มีความสำ�คัญในการวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด
เป็นผู้ที่มีความสำ�คัญที่สุดในการสนับสนุนให้การจัดกิจกรรมการเรียน เพ่ือออกแบบหรือเลือกกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับหลักสูตร
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้กระบวนการเรียนรู้อย่างหลากหลายและอิสระ
การสอนบรรลุเป้าหมาย ผู้บริหารต้องมีความรู้ความเข้าใจในปรัชญา ทง้ั น้ผี ูส้ อนจึงจำ�เปน็ ต้อง
กระบวนการเรียนรู้และธรรมชาติของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี เพอ่ื จะไดส้ นับสนนุ สง่ เสริมและอำ�นวยปัจจัยตา่ ง ๆ ดงั น้ี มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับเป้าหมายของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี
งบประมาณจดั ซอ้ื สอื่ การเรยี นรู้ จดั ท�ำ และจดั หาแหลง่ เรยี นรทู้ งั้ ใน
และนอกโรงเรยี น มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี
ให้กำ�ลังใจ และขอ้ เสนอแนะต่าง ๆ
นเิ ทศ ตดิ ตามผลการจัดการเรยี นรอู้ ย่างสมำ่�เสมอ มีความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
อย่างดี สามารถสืบเสาะ ค้นหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง สนใจใฝ่หา
ความรอู้ ย่างสม่ำ�เสมอเพ่อื พัฒนาตนเอง

มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้เรียน สามารถออกแบบกิจกรรม
การเรียนรู้ เลือกใช้สื่อการเรียนรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศ
เพอ่ื พฒั นาสมรรถนะของผเู้ รียนไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกับผู้เรยี น

มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับกลวิธีสอน วิธีการประเมินการเรียนรู้
ท้ังระหว่างเรียนและสรุปรวม ตลอดจนสามารถเลือกใช้กลวิธีและ
การประเมินการเรียนร้ไู ดอ้ ยา่ งเหมาะสม

มีคุณธรรม จริยธรรมและคา่ นยิ มในอาชพี ครใู นฐานะครูวิชาชีพ

มที กั ษะการท�ำ งานรว่ มกบั ผอู้ น่ื อยา่ งสรา้ งสรรคเ์ พอื่ พฒั นาคณุ ภาพ
ด้านการจัดการเรยี นรู้อยา่ งสม�ำ่ เสมอ

กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

72

๓. ผเู้ รียน
องค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำ�คัญต่อการเรียนการสอนก็คือผู้เรียน โดย

แต่ละคนมีความแตกต่างกันท้ังบุคลิกภาพ สติปัญญา ความถนัด ความ
สนใจและความสมบูรณ์ของร่างกาย ตลอดจนความแตกต่างในเรื่องรูป
แบบและวิธีการเรียนรู้ เช่น โดยการฟัง โดยการมองเห็น โดยการได้หยิบ
จับ สัมผัส หรือลงมือทำ� ซึ่งผู้สอนต้องออกแบบการเรียนรู้ให้หลากหลาย
สอดคลอ้ งกบั ความแตกตา่ งของผเู้ รยี นเพอ่ื ใหท้ กุ คนสามารถเกดิ การเรยี นรู้
และพฒั นาตนเองไดอ้ ยา่ งเทา่ เทยี มกนั นอกจากน้ี ผเู้ รยี นควรมโี อกาสรว่ มคดิ
รว่ มวางแผนในการจดั การเรยี นการสอน และมโี อกาสเลอื กวธิ เี รยี นไดอ้ ยา่ ง
หลากหลายตามความเหมาะสมภายใตก้ ารแนะนำ�ของผู้สอน
๔. สภาพแวดล้อมและบรรยากาศการเรยี นการสอน
ผู้สอนต้องมีวิธีการท่ีจะจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศท่ีเอื้ออำ�นวย
ตอ่ การพัฒนาทางวชิ าการ เชน่ จดั ห้องชวนคิด ห้องกจิ กรรมวิทยาศาสตร์
จัดระบบนิเวศจำ�ลอง จัดบริเวณโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ทางชีววิทยา
ธรณีวิทยา ฯลฯ มีการดัดแปลงห้องเรียนให้ผ้เู รียนทำ�กิจกรรมการเรียนรู้
ที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้ดี และจัดกิจกรรมท่ีเอื้อให้ผู้ปกครอง และ
ชมุ ชนเข้ามามีสว่ นรว่ มในการเรยี นการสอนดว้ ย

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

73

เอกสารอา้ งองิ

กุศลิน มุสิกุล. (๒๕๕๕). การผนวกการประเมินระหว่างเรียนในกระบวนการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้. วารสารครูวิทยาศาสตร์
คณติ ศาสตร์ และเทคโนโลย.ี น. ๕๕-๖๐.

กุศลนิ มสุ ิกลุ . (๒๕๕๔). การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร.์ (เอกสารอัดส�ำ เนา).
กศุ ลนิ มุสกิ ุล. (๒๕๕๔). เพราะเหตใุ ดจึงตอ้ งเปลยี่ นแปลงการสอนเพอ่ื ศตวรรษที่ ๒๑. วารสารครวู ิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และเทคโนโลย.ี
กศุ ลิน มสุ กิ ุล. (๒๕๕๓). ธรรมชาตวิ ทิ ยาศาสตร์. วารสารครวู ทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และเทคโนโลยี.
ขจรศกั ดิ์ บวั ระพนั ธ,์ เพญ็ จนั ทร์ ซงิ ห์ และวรรณทพิ า รอดแรงคา้ . (๒๕๔๘). การส�ำ รวจแนวคดิ ของนกั ศกึ ษาครวู ชิ าเอกฟสิ กิ สช์ น้ั ปที ี่ ๓ เกย่ี วกบั

แรงและการเคลื่อนที.่ วารสารสงขลานครินทร์ ฉบบั สงั คมศาสตร์และมนษุ ยศาสตร์, ๑๑ (ฉบับพิเศษ: ม.อ.วิชาการ): ๔๕-๖๙.
คณะอนกุ รรมการการพฒั นาการสอนและผลติ วสั ดอุ ปุ กรณก์ ารสอนวทิ ยาศาสตร,์ ทบวงมหาวทิ ยาลยั . ๒๕๒๓. ชดุ การเรยี นการสอน หนว่ ยท่ี ๙

การใชค้ �ำ ถาม (เอกสารอดั สำ�เนา).
จรยิ า  เสถบตุ ร. (๒๕๔๗). การประเมนิ การปฏบิ ตั ติ ามสภาพจรงิ : วธิ ดี �ำ เนนิ งานเชงิ คณุ ภาพในการประเมนิ คา่ ทางการศกึ ษา. คมู่ อื อาจารย์ การ

พฒั นาการเรยี นการสอนทเ่ี นน้ ผเู้ รยี นเปน็ ส�ำ คญั . ขอนแกน่ : ส�ำ นกั นวตั กรรมการเรยี นการสอน ฝา่ ยวชิ าการและวเิ ทศสมั พนั ธม์ หาวทิ ยาลยั
ขอนแก่น.
ทศิ นา แขมมณ.ี (๒๕๔๕). ศาสตรก์ ารสอน: องคค์ วามรเู้ พอ่ื การจดั กระบวนการเรยี นรทู้ มี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ. กรงุ เทพฯ: ส�ำ นกั พมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.
ราชบัณฑติ ยสถาน. (๒๕๕๗). ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี ๒๑. สืบค้น ๓๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๐, จาก http://www.royin.go.th
วรรณทิพา รอดแรงค้า. (๒๕๔๐). การสอนวิทยาศาสตร์ท่ีเน้นทกั ษะกระบวนการ. กรุงเทพมหานคร: สถาบันพฒั นาคุณภาพวชิ าการ (พว.).
ศึกษาธกิ าร, กระทรวง. (๒๕๔๔). หลักสตู รการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์องค์การรับสง่ สนิ คา้ และพัสดุภัณฑ.์
สำ�นักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. (๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘). การรู้ดิจิทัล (Digital literacy). สืบค้นเมื่อ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๐,
จาก https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/142-knowledges/2632.

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

74

American Association for the Advancement of Science. (1993). Benchmarks for science literacy. New York: Oxford
University Press.

Anderson, L.W. and Krathwohl, D.R. (editors). (2001). A Taxonomy for Learning, Teaching, and Assessing: A Revision of
Bloom’s Taxonomy of Educational Objectives. New York: Longman.

Bell, B. and Cowie, B. (1999). Formative assessment and science education. London: Kluwer Academic Publishers.
Bell, B. and Cowie, B. (2001). The characteristics of formative assessment in science education. Science Education, 85, 536-553.
Black, D. and Wiliam, D. (1998). Inside the black box: Raising standards through classroom assessment. Phi Delta Kappan,

80(2), 139-148.
Black, P. and Harrison, C. (2001). Feedback in questioning and marking: the science teacher’s role in formative assessment.

School Science Review, 82(301), 55-61.
Bybee, R.W. (2015). The BSCS 5E instructional model: Creating teachable moments. Virginia: National Science Teacher

Association Press.
Cowie, B. and Bell, B. (1999). A model of formative assessment in science education. Assessment in Education, 6(1), 101-116.
Cunningham, R.T. (1971). Developing Teacher Competencies. Englewood Cliff, New Jersey: Prentice-Hall.
Harlen, W. (1995). To the rescue of formative assessment. Primary Science Review, 37, 14-16.
Harlen, W. (1998). Classroom assessment: a dimension of purposes and procedures. Paper presented at the Annual Conference

of the New Zealand Association for Research in Education, Dunedin, New Zealand.
Harlen, W. (2001). Primary science: Taking the plunge. Portsmouth, NH: Heinemann
Magnusson, S. J. and Palincsar, A. S. (2005). How students learn science in the classroom, p.460

กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

75

Musikul, K. (2010, June). Exploring primary students’ understanding about the world before they come to science classroom.
Paper presented at the annual meeting of the Australasian Science Education Association, Port Stephen, New South
Wales, Australia

Kozlow, M.J. and Nay, M.A. (1976). An approach to measuring scientific attitudes. Science Education 60:2147-2172
McComas, W.F. and Almazroa, H. (1998). The Nature of Science in Science Education: An Introduction. Science and Education,

7, 511-532.
National Research Council. (2000). Inquiry and the national science education standards: A guide for teaching and learning.

Washington, D.C.: National Academy Press.
National Research Council. (1996). National science education standards. Washington, D.C.: National Academy Press.
Padilla, M. J. (1990). Research Matters to the Science Teacher. NARST Publication, No. 9004.
Rowe, M.B. (1974). Wait-time and Rewards as Instructional Variables, Their Influence on Language, Logic, and Fate Control:

Part One-Wait-Time. Journal of Research in Science Teaching. 11, 81-94.
Tunstall, P. and Gipps, C. (1996). Teacher feedback to young children in formative assessment: A typology. British Educational

Research Journal, 22(4), 389-404.
Wilson, J., Murdoch, K. (2006). How to Succeed with Thinking: Little books of big ideas. Curriculum Corporation.

ST I PST I PST I PST I PST I PST T I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST

I PST
I PST

I PST
I PST

I PST
I PST

I PST
I PST

I PST
I PST

I PST I PST I PST I PST T I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST ส่วนท่ี ๒ I PST I PST I PST I PST I PST

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้

I P I P I PS I P

โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4

79

1. เขา้ ใจกระบวนการเปลย่ี นแปลงภายในโลก ธรณีพิบัตภิ ยั และผลต่อสิ่งมีชีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม รวมทงั้ ลำ�ดบั ช้นั หนิ ทรพั ยากรธรณี แผนที่
และการนำ�ไปใช้ประโยชน์
ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายการแบ่งชนั้ และสมบตั ิของโครงสร้างโลก พรอ้ มยกตัวอยา่ งขอ้ มูลท่สี นับสนนุ

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยร่วมอภิปรายเพื่อทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน ด้านความรู้
เรื่องโครงสรา้ งโลก ดงั ตัวอย่างตอ่ ไปน้ี
1. การแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก การแบ่งช้ันและสมบัติของโครงสร้างโลกตาม
ตามองค์ประกอบทางเคมี 1.1 ใชป้ ระเดน็ ค�ำ ถาม เชน่ โครงสรา้ งภายในโลกแบง่ เปน็ กช่ี น้ั มลี กั ษณะ องค์ประกอบทางเคมี และการแบ่งช้ันและสมบัติ
2. การแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก เปน็ อยา่ งไร ทราบได้อย่างไร ของโครงสร้างตามสมบัติเชิงกล จากผลงานและ
ตามสมบตั เิ ชงิ กล 1.2 ใช้กิจกรรมเก่ียวกบั การเปรียบเทยี บโครงสร้างโลกตามความคิด การตอบค�ำ ถามระหวา่ งการน�ำ เสนอผลงาน การรว่ ม
ของนกั เรียนกับสิง่ ตา่ ง ๆ เช่น ไขต่ ้ม เงาะ อภปิ รายเพ่อื สรุปและแบบฝึกหดั หรอื แบบทดสอบ
ดา้ นทักษะ 2. รว่ มกนั ทำ�กจิ กรรมเป็นกลุ่ม โดยปฏบิ ัตดิ งั นี้
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2.1 สืบค้นขอ้ มูล ตามประเดน็ ทีก่ ำ�หนดให้ ดังนี้ ดา้ นทกั ษะ
1. การหาความสัมพันธข์ องสเปซกับเวลา - ข้อมูลที่ใช้ศึกษาโครงสร้างโลก เช่น องค์ประกอบทางเคมีของ 1. การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซ จาก
2. การสร้างแบบจ�ำ ลอง หินและแร่ การศึกษาองค์ประกอบของอุกกาบาต การใช้ การสรา้ งแบบจ�ำ ลองโครงสรา้ งโลก โดยแสดงความหนา
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 คลน่ื ไหวสะเทอื น ปรมิ าตร องคป์ ระกอบ และสถานะของโครงสรา้ งโลก
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรเู้ ท่าทันสอ่ื - การแบง่ ชัน้ โครงสรา้ งโลกตามองคป์ ระกอบทางเคมี แตล่ ะชั้น โดยใชส้ ัดส่วนทถี่ ูกตอ้ ง
2. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม - การแบง่ ชน้ั และสมบตั ิของโครงสร้างโลกตามสมบตั ิเชิงกล 2. การสร้างแบบจำ�ลอง จากการออกแบบและ
3. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ - ความหนาและปริมาตรของโครงสร้างโลกแต่ละช้นั
- รอยตอ่ ระหว่างช้นั โครงสร้างโลก เช่น แนวแบง่ เขตโมโฮโรวซิ กิ สรา้ งแบบจำ�ลองโครงสรา้ งโลก
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ แนวแบง่ เขตกูเทนเบริ ก์ แนวแบ่งเขตเลห์แมน 3. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จาก
ความใจกวา้ ง 2.2 รวบรวมข้อมูล ออกแบบ และสร้างแบบจำ�ลองโครงสร้างโลก เช่น การสืบค้นข้อมูล และการนำ�เสนอผลงาน
ภาพวาด แบบจำ�ลองสามมิติ เพื่อนำ�เสนอตามประเด็นในข้อ 2.1 4. การสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม จากการออกแบบและ
โดยมีสัดส่วนที่สัมพันธ์กับสัดส่วนจริง พร้อมนำ�เสนอผลงาน
และรว่ มกันอภิปรายในประเดน็ ดังกลา่ ว สรา้ งแบบจำ�ลองโครงสรา้ งโลก
5. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�

จากการแบ่งหน้าท่ีรับผิดชอบในการทำ�งานกลมุ่

80 แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้
การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้

3. ร่วมกันอภิปรายเพ่ือสรุปองค์ความรู้ตามประเด็นและการปฏิบัติกิจกรรม ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์
ในขอ้ 2 ความใจกวา้ ง จากการรว่ มอภปิ ราย และการตอบค�ำ ถาม

4. น�ำ ความรทู้ ไี่ ดใ้ นขอ้ ท่ี 3 มาปรบั ปรงุ ผลงานในขอ้ 2.2 เพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลงานและ
องค์ความรทู้ ถี่ ูกตอ้ ง

โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4

ผลการเรยี นรู้ 2. อธิบายหลักฐานทางธรณวี ทิ ยาท่ีสนบั สนนุ การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี 81
3. ระบุสาเหตุ และอธบิ ายรูปแบบแนวรอยต่อของแผ่นธรณีทีส่ ัมพันธ์การเคลอื่ นที่ของแผน่ ธรณี พรอ้ มยกตัวอย่างหลกั ฐานทางธรณีวทิ ยาทพ่ี บ

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนสังเกตและเปรียบเทียบขนาด ตำ�แหน่ง ด้านความรู้
และการวางตวั ของทวปี ในแผนทโ่ี ลกแตล่ ะยคุ ทางธรณวี ทิ ยาโดยใชภ้ าพนง่ิ
1. หลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาทส่ี นบั สนนุ การเคลอ่ื นท่ี หลักฐานทางธรณีวิทยาท่ีสนับสนุนการเคล่ือนท่ี
ของแผน่ ธรณี หรอื ภาพเคลอ่ื นไหวจากสอ่ื ตา่ ง ๆ เพอ่ื กระตนุ้ ความสนใจใหน้ กั เรยี นอยากรู้ ของแผน่ ธรณี การเคลอ่ื นทข่ี องแผน่ ธรณตี ามทฤษฎี
2. การเคล่ือนท่ีของแผ่นธรณีตามทฤษฎี เก่ียวกับการเปลี่ยนตำ�แหน่งของทวีปต่าง ๆ และร่วมกันอภิปรายโดยใช้ ธรณีแปรสัณฐานและผลที่เกิดข้ึน จากผลงานและ
ธรณแี ปรสัณฐานและผลที่เกิดขึ้น ค�ำ ถามดังตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี การตอบคำ�ถามระหว่างการนำ�เสนอผลงานเร่ือง
- เมอ่ื เปรยี บเทยี บขนาด ต�ำ แหนง่ และการวางตวั ของทวปี ในแผนทโ่ี ลก การเคลอ่ื นทข่ี องแผน่ ธรณ ี การรว่ มอภปิ รายเพอ่ื สรปุ
ดา้ นทักษะ ในอดตี กบั แผนทโี่ ลกในปจั จุบนั มคี วามแตกต่างกนั อยา่ งไรบา้ ง
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ - มหี ลกั ฐานใดบา้ งทีจ่ ะสนบั สนนุ การเปล่ยี นแปลงดังกลา่ ว และแบบฝึกหัดหรอื แบบทดสอบ
1. การหาความสัมพันธ์ของสเปซกับเวลา 2. ร่วมกันทำ�กจิ กรรมเป็นกลุ่ม โดยปฏบิ ัติดังน้ี
2. การสรา้ งแบบจ�ำ ลอง 2.1 ศึกษาเกี่ยวกับหลักฐานที่สนับสนุนว่าทวีปเคยเป็นแผ่นเดียวกัน ดา้ นทักษะ
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทนั สือ่ มากอ่ นโดยใชแ้ บบจ�ำ ลองแสดงรปู รา่ งของขอบทวปี ทส่ี ามารถตอ่ กนั ได้ 1. การหาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสเปซกบั สเปซ และสเปซ
2. การสร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรม 2.2 สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานอื่น ๆ ที่สนับสนุนว่าทวีปเคยเป็น กบั เวลา จากการใชแ้ บบจ�ำ ลองทเ่ี หมาะสมมาอธบิ าย
3. ด้านความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ แผน่ เดยี วกนั มากอ่ น พรอ้ มทงั้ รว่ มกนั อภปิ รายเกย่ี วกบั การเคลอ่ื นที่ ความสัมพันธ์ของหลักฐานที่สนับสนุนการเคล่ือนท่ี
ของทวปี จากหลักฐานท่ีพบ โดยมีประเดน็ ดังน้ี
ภาวะผนู้ �ำ - กลุม่ หนิ และแนวเทอื กเขา ของแผน่ ธรณี และรปู แบบการเคลอ่ื นทข่ี องแผน่ ธรณี
- ซากดกึ ดำ�บรรพ์ แบบตา่ ง ๆ
ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ - การเคล่ือนท่ขี องธารนำ้�แข็งบรรพกาล 2. การสรา้ งแบบจ�ำ ลอง จากการสรา้ งแบบจ�ำ ลองรปู แบบ
1. ความใจกวา้ ง - อายุของหนิ ทพ่ี ้นื มหาสมทุ ร การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี และผลที่เกิดขึ้นจาก
2. ความเชือ่ มั่นต่อหลักฐาน - ภาวะแมเ่ หล็กโลกบรรพกาล การเคล่ือนทีข่ องแผน่ ธรณี
- สันเขากลางสมุทรและร่องลึกกน้ สมุทร 3. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จาก
2.3 สืบค้นข้อมูล และร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับกลไกการแตกและ การสบื คน้ ข้อมลู และการนำ�เสนอผลงาน
การเคลื่อนท่ีของทวีปและแผ่นธรณี (plate) ในประเด็นต่อไปน้ี 4. การสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม จากการออกแบบและ
- ความหมายของแผ่นธรณี
- แผน่ ธรณคี ือส่วนใดของโครงสรา้ งโลก สร้างแบบจำ�ลอง เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
รปู แบบการเคลอ่ื นท่ี และผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการเคลอ่ื นท่ี
ของแผ่นธรณี

82 แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้

- กลไกทีท่ ำ�ให้ชัน้ ธรณีภาคแตกออกเป็นแผ่นและเคลื่อนท่ี 5. ดา้ นความร่วมมอื การทำ�งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ ำ�
จากแบง่ หนา้ ทรี่ ับผิดชอบในการทำ�งานกลมุ่
- ความสัมพนั ธข์ องฐานธรณีภาคกับการเคลือ่ นทข่ี องแผน่ ธรณี
ด้านจติ วิทยาศาสตร์
2.4 สบื คน้ ขอ้ มลู ออกแบบ สรา้ งแบบจ�ำ ลอง และน�ำ เสนอผลงานเกย่ี วกบั 1. ความใจกวา้ ง จากการรว่ มอภปิ ราย การตอบค�ำ ถาม
2. ความเชื่อมั่นต่อหลักฐาน จากการอธิบาย
ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเคล่ือนท่ีและผลท่ีเกิดข้ึนจาก การเคลื่อนที่ของทวีปและแผ่นธรณีโดยมีหลักฐาน

การเคลอ่ื นทีข่ องแผ่นธรณี ดังน้ี สนับสนนุ

- ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดแ้ ก่ ธรณสี ณั ฐานแบบตา่ ง ๆ เชน่ รอ่ งลกึ กน้ สมทุ ร

หมเู่ กาะภเู ขาไฟรปู โคง้ แนวภเู ขาไฟ แนวเทอื กเขา หบุ เขาทรดุ

และสนั เขากลางสมทุ ร โครงสรา้ งทางธรณี เชน่ รอยเลอ่ื นและ

ชน้ั หนิ คดโคง้ ธรณพี บิ ตั ภิ ยั เชน่ แผน่ ดนิ ไหว สนึ ามิ ภเู ขาไฟระเบดิ

- รูปแบบการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี 3 รูปแบบ ได้แก่

แ น ว แ ผ่ น ธ ร ณี แ ย ก ตั ว แ น ว แ ผ่ น ธ ร ณี เ ค ลื่ อ น ห า กั น

แนวแผน่ ธรณีเคลอื่ นท่ผี า่ นกนั ในแนวราบ

3. ร่วมกันสรุปองค์ความรู้ และอภิปรายเชื่อมโยงถึงแนวความคิดของ

การเคล่ือนท่ีของแผ่นธรณีตามทฤษฎีทวีปเลื่อน ทฤษฎีการแผ่ขยาย

พ้ืนสมทุ ร และทฤษฎธี รณแี ปรสณั ฐาน

4. รว่ มกนั ขยายความรู้ โดยใหน้ กั เรยี นน�ำ ความรเู้ กย่ี วกบั ทศิ ทางการเคลอ่ื นท่ี

ของแผ่นธรณีประกอบกับสืบค้นองค์ความรู้ที่จำ�เป็นอ่ืน ๆ มาสร้าง

แบบจำ�ลองแผนที่โลกทคี่ าดวา่ จะเปลย่ี นแปลงใน 100 ลา้ นปขี ้างหน้า

ผลการเรียนรู้ 4. วิเคราะห์หลักฐานทางธรณีวิทยาทพ่ี บในปัจจุบัน และอธบิ ายล�ำ ดบั เหตุการณท์ างธรณีวิทยาในอดีต โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4

83

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้สังเกตภาพถ่าย หรือภาพข่าว เก่ียวกับการพบ ด้านความรู้
ซากดึกดำ�บรรพ์ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีต่างไปจากสภาพแวดล้อม
1. หลกั การพนื้ ฐานในการล�ำ ดบั ชน้ั หิน ในปัจจุบัน เช่น การพบซากหอยน้ำ�จืดบริเวณชายทะเล การพบ หลักการพ้ืนฐานในการลำ�ดับช้ันหิน วิธีการหาอายุ
2. วิธีการหาอายุทางธรณวี ทิ ยา ทางธรณีวิทยา ตารางธรณีกาล และความสำ�คัญ
3. ตารางธรณีกาล ซากปะการงั บนภเู ขา แลว้ รว่ มกนั อภปิ รายโดยใชค้ �ำ ถามดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี ของการศึกษาการลำ�ดับชั้นหิน จากผลงาน และ
4. ความสำ�คญั ของการศึกษาการลำ�ดับชั้นหนิ - ข้อมลู ท่ีไดจ้ ากชน้ั หนิ ในภาพเปน็ เร่ืองราวของสงิ่ ใดบา้ ง การตอบคำ�ถามระหว่างการนำ�เสนอผลงาน
- ซากดึกดำ�บรรพ์ที่พบในชั้นหินกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน การร่วมอภิปรายเพื่อสรุปและแบบฝึกหัดหรือ
ดา้ นทักษะ สอดคล้องกันหรอื ไม่ อยา่ งไร
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2. ร่วมกันทำ�กิจกรรมเป็นกลุม่ โดยปฏบิ ตั ดิ ังนี้ แบบทดสอบ
1. การหาความสมั พันธ์ของสเปซกับเวลา 2.1 สร้างแบบจำ�ลอง นำ�เสนอผลงาน และร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ
2. การสรา้ งแบบจ�ำ ลอง ลำ�ดับชั้นหิน รอยช้ันไม่ต่อเนื่อง และอายุ จากสถานการณ์ท่ี ดา้ นทกั ษะ
3. การตีความหมายขอ้ มลู และลงข้อสรุป ก�ำ หนดตามความคดิ ของผเู้ รยี น โดยใช้วัตถุตา่ ง ๆ แทนชน้ั หิน เช่น 1. การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซ และ
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ดินนำ้�มนั สเปซกับเวลา จากการอธิบายความสัมพันธ์ของ
1. การสื่อสารสารสนเทศและการร้เู ท่าทนั ส่อื 2.2 รว่ มอภปิ รายเกย่ี วกบั การล�ำ ดบั ชนั้ หนิ โดยเชอื่ มโยงความรทู้ ไ่ี ดจ้ าก
2. การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและการแกป้ ญั หา กิจกรรมในข้อ 2.1 และสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับหลักการ ลำ � ดั บ ชั้ น หิ น กั บ ลำ � ดั บ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ท า ง ธ ร ณี วิ ท ย า
3. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ พ้ืนฐานในการลำ�ดับชนั้ หนิ และขอ้ มูลท่เี ก่ียวขอ้ ง ได้แก่ ในอดตี
- กฎช้นั แนวระนาบ หรือกฎชนั้ แนวนอน (Law of original 2. การสร้างแบบจำ�ลอง จากการสร้างแบบจำ�ลอง
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกบั ล�ำ ดับชั้นหิน รอยชั้นไมต่ อ่ เนือ่ ง
1. การใชว้ จิ ารณญาณ horizontality) 3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จาก
2. ความเช่อื มน่ั ตอ่ หลักฐาน - กฎการลำ�ดบั ช้นั (Law of superposition) การแปลความจากหลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาได้
3. ความใจกวา้ ง - กฎสมั พันธภาพของการตดั กัน (Law of cross-cutting 4. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จาก
4. การยอมรับความเหน็ ต่าง relationship) การสืบคน้ ข้อมูล และการนำ�เสนอผลงาน
- ความหมายของรอยช้ันไมต่ อ่ เน่อื ง (unconformity) 5. การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา จาก
- วิธกี ารหาอายทุ างธรณีวทิ ยา การวิเคราะห์และอธิบายการลำ�ดับเหตุการณ์ทาง
- ตารางธรณกี าล ธรณวี ิทยาในอดตี จากหลักฐานทางธรณีวิทยาทพ่ี บ
- ความสำ�คัญของการศกึ ษาการล�ำ ดบั ชน้ั หิน 6. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
3. ร่วมกนั อภปิ รายเพอ่ื สรปุ องคค์ วามร้ตู ามประเดน็ และการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม จากการร่วมมอื กันทำ�งานในกลมุ่

ในข้อ 2

84 แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้

4. รว่ มกนั ขยายความรู้ โดยรวบรวมขอ้ มลู วเิ คราะหห์ ลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยา ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
ของพน้ื ทก่ี รณศี กึ ษา น�ำ เสนอผลงาน และรว่ มกนั อภปิ รายล�ำ ดบั เหตกุ ารณ์
ทางธรณีวทิ ยาในอดีต 1. การใช้วิจารณญาณ จากการวิเคราะห์และอธิบาย
ก า ร ลำ � ดั บ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ท า ง ธ ร ณี วิ ท ย า ใ น อ ดี ต จ า ก
หลักฐานทางธรณีวทิ ยาทีพ่ บ

2. ความเชื่อมน่ั ต่อหลักฐาน จากการอธบิ ายการลำ�ดบั
เหตกุ ารณท์ างธรณีวทิ ยาโดยมหี ลกั ฐานสนับสนนุ

3. ความใจกว้าง และการยอมรับความเห็นต่าง
จากการร่วมอภิปราย และการตอบคำ�ถาม โดยมี
หลักฐานหรือเหตุผลสนับสนุน

โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4

ผลการเรยี นรู้ 5. อธบิ ายสาเหตุ กระบวนการเกดิ ภเู ขาไฟระเบดิ และปัจจยั ท่ีท�ำ ให้ความรนุ แรงของการปะทุและรูปรา่ งของภูเขาไฟแตกต่างกนั 85
รวมท้งั สืบค้นข้อมลู พ้ืนทเ่ี สยี่ งภัย ออกแบบและนำ�เสนอแนวทางการเฝา้ ระวงั และการปฏิบตั ิตนใหป้ ลอดภยั
6. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกดิ ขนาดและความรนุ แรง และผลจากแผน่ ดนิ ไหว รวมท้ังสบื คน้ ข้อมูลพน้ื ท่ีเส่ียงภัย
ออกแบบและนำ�เสนอแนวทางการเฝา้ ระวงั และการปฏิบัตติ นใหป้ ลอดภยั
7. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกดิ และผลจากสนึ ามิ รวมทัง้ สืบคน้ ขอ้ มูลพนื้ ทเ่ี ส่ียงภัย ออกแบบและน�ำ เสนอแนวทางการเฝ้าระวงั และ
การปฏิบตั ติ นใหป้ ลอดภยั

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับข้อมูลจากข่าว ดา้ นความรู้
หรือกรณศี กึ ษาเกี่ยวกับธรณีพบิ ัตภิ ยั ดงั ตวั อยา่ งต่อไปนี้
1. สาเหตุ กระบวนการเกดิ และผลจากการเกดิ - การระเบดิ ของภเู ขาไฟทป่ี ระเทศอนิ โดนเี ซยี ซง่ึ สง่ ผลใหม้ เี ถา้ ภเู ขาไฟ สาเหตุ กระบวนการเกดิ และผลจากการเกดิ ภเู ขาไฟ
ภเู ขาไฟระเบิด แผน่ ดนิ ไหว และสนึ ามิ อยใู่ นบรรยากาศบรเิ วณภาคใตข้ องประเทศไทย นกั เรยี นเชอ่ื หรอื ไม่ ระเบิด แผ่นดินไหว และสึนามิ พร้อมแนวทาง
อยา่ งไร
2. แนวทางการเฝ้าระวังและปฏิบัติตนให้ - การเกดิ แผ่นดนิ ไหวทำ�ให้แผ่นดนิ เคลอื่ นท่ีไปจากเดิม นักเรยี นเชอ่ื การเฝา้ ระวงั และปฏบิ ตั ติ นใหป้ ลอดภยั จากภเู ขาไฟ
ปลอดภัยจากภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ระเบิด แผ่นดินไหว และสึนามิ จากผลงานและ
และสึนามิ ขอ้ มลู ดังกล่าวหรอื ไม่ อย่างไร การตอบค�ำ ถามระหวา่ งการน�ำ เสนอผลงาน การรว่ ม
- คลื่นสึนามิทำ�ให้สภาพชายฝั่งเปลี่ยนแปลงรูปร่าง นักเรียนเชื่อ
ด้านทกั ษะ ข้อมลู ดังกลา่ วหรือไม่ อย่างไร อภิปรายและแบบฝึกหดั หรือแบบทดสอบ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 2. รว่ มกนั ทำ�กจิ กรรมเป็นกลุ่ม โดยปฏบิ ัติดังน้ี
การหาความสัมพนั ธ์ของสเปซกบั เวลา 2.1 ปฏิบัติกิจกรรมเพ่ือศึกษาหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เก่ียวข้องกับ ดา้ นทักษะ
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ภเู ขาไฟระเบดิ แผน่ ดนิ ไหว และสนึ ามิ เชน่ สรา้ งแบบจ�ำ ลองแสดง 1. การหาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสเปซกบั สเปซ และสเปซ
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สอื่ ความสัมพันธ์ระหว่างความหนืดของแมกมากับความรุนแรงของ กบั เวลา จากการอธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกระบวน
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ การปะทุ ตำ�แหน่งของการเกิดภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหว การเกิดธรณพี ิบัตภิ ยั ปัจจยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ การเกิด และ
3. การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและการแกป้ ญั หา ท่ีสัมพันธ์กับแผ่นธรณี (plate) เปรียบเทียบการหักไม้อัดกับ
4. การสร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรม การปลดปลอ่ ยพลงั งานขณะเกดิ แผน่ ดนิ ไหว แบบจ�ำ ลองการเกดิ สนึ ามิ ผลทเี่ กดิ ขึน้
2.2 สบื ค้นขอ้ มูล น�ำ เสนอผลงาน และรว่ มกันอภปิ รายเกี่ยวกบั ภูเขาไฟ 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จาก
ด้านจิตวิทยาศาสตร์ การสบื ค้นขอ้ มลู และการนำ�เสนอผลงาน
1. ความใจกว้าง ระเบิด แผ่นดินไหว และสึนามิจากแหล่งข้อมูลที่ครูแนะนำ� ตาม 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
2. ความสนใจในวทิ ยาศาสตร์ ประเดน็ ตวั อย่างตอ่ ไปนี้
3. ความเหน็ คณุ ค่าในวทิ ยาศาสตร์ จากการแบ่งหน้าทร่ี ับผิดชอบในการทำ�งานกล่มุ
4. การสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม จากการสรา้ งแบบจ�ำ ลอง
แสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความหนดื ของแมกมากบั

86 แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้
การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้

ภูเขาไฟระเบิด ความรุนแรงของการปะทุ ตำ�แหน่งของภูเขาไฟ
- กระบวนการเกิด และผลทีเ่ กดิ ขน้ึ ร ะ เ บิ ด แ ล ะ แ ผ่ น ดิ น ไ ห ว ท่ี สั ม พั น ธ์ กั บ แ ผ่ น ธ ร ณี
- องค์ประกอบของหนิ หนดื กับลกั ษณะการปะทุ และรปู ร่างของ ก า ร ป ล ด ป ล่ อ ย พ ลั ง ง า น ข ณ ะ เ กิ ด แ ผ่ น ดิ น ไ ห ว
การเกดิ สึนามิ
ภเู ขาไฟ
- พ้นื ทเ่ี สย่ี งภัยและกรณีศกึ ษา ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
แผ่นดนิ ไหว 1. ความใจกวา้ ง จากการรว่ มอภปิ รายและการตอบค�ำ ถาม
- สาเหตุ กระบวนการเกดิ และผลที่เกิดขนึ้ 2. ความสนใจในวิทยาศาสตร์ และความเห็นคุณค่า
- ขนาดและความรุนแรงของแผน่ ดนิ ไหว
- พ้นื ทเ่ี สย่ี งภยั และกรณีศึกษา ทางวทิ ยาศาสตร์ จากการสบื คน้ ขอ้ มลู การตง้ั ค�ำ ถาม
สนึ ามิ และการอภิปรายเก่ียวกับแนวทางและเทคโนโลยี
- สาเหตุ กระบวนการเกิด และผลท่เี กิดข้นึ
- ปจั จัยที่มีผลตอ่ ความรนุ แรงของสนึ ามิ ที่ใช้ในการเฝ้าระวังและปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจาก
- พื้นที่เสย่ี งภัยและกรณีศึกษา ธรณีพิบัตภิ ัย
- แนวทางและเทคโนโลยีที่ใช้ในการเฝ้าระวังและปฏิบัติตน
ให้ปลอดภยั จากธรณีพบิ ัติภยั
3. ร่วมกันอภิปรายเพื่อสรุปองค์ความรู้ ตามประเด็นและการปฏิบัติ
กจิ กรรมในข้อ 2
4. รว่ มกนั ขยายความรู้ โดยรวบรวมขอ้ มลู การเกดิ ธรณพี บิ ตั ภิ ยั จากกรณศี กึ ษา
ออกแบบ และสร้างแบบจำ�ลองอธิบายกระบวนการเกิดธรณีพิบัติภัย

อย่างน้อย 2 เหตุการณ์ท่ีเก่ียวข้องกัน พร้อมทั้งเสนอแนวทางการใช้
เทคโนโลยีในการเฝ้าระวงั และปฏิบตั ิตนให้ปลอดภยั จากธรณีพิบัตภิ ัย

ผลการเรยี นรู้ 8. ตรวจสอบ และระบชุ นดิ แร่ รวมท้งั วิเคราะหส์ มบตั ิและนำ�เสนอการใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากรแรท่ ีเ่ หมาะสม โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4

87

การวิเคราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการสำ�รวจฉลากแสดงส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ ด้านความรู้
ในชีวิตประจำ�วัน เช่น ยาสีฟัน แป้งทาตัว เคร่ืองสำ�อาง โดยใช้คำ�ถาม
1. สมบตั ิบางประการของแร่ ดงั ตวั อย่างต่อไปน้ี สมบตั บิ างประการของแร ่ วธิ กี ารตรวจสอบ การระบุ
2. วิธกี ารตรวจสอบ และระบชุ นดิ แรท่ ่กี ำ�หนด ชนิดแร่ท่ีกำ�หนด และการเลือกใช้ประโยชน์ตาม
3. การเลือกใชป้ ระโยชนต์ ามสมบตั ขิ องแร่ - จากการสำ�รวจฉลากผลิตภัณฑ์ มีแร่ใดบ้างที่เป็นส่วนประกอบ
ของผลิตภัณฑ์ สมบัติของแร่ จากผลงาน และการตอบคำ�ถาม
ด้านทักษะ - เพราะเหตใุ ดเลือกใช้แรด่ งั กล่าวในผลิตภัณฑ์นนั้  ๆ ระหวา่ งการน�ำ เสนอผลงาน การรว่ มอภปิ รายเพอ่ื สรปุ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 2. ร่วมกันทำ�กิจกรรมเป็นกลุ่ม โดยปฏิบัติดงั น้ี และแบบฝึกหดั หรือแบบทดสอบ
1. การสงั เกต 2.1 ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม โดยสงั เกตลกั ษณะของตวั อยา่ งทก่ี �ำ หนดเพอ่ื ระบวุ า่
2. การตคี วามหมายข้อมูลและลงข้อสรุป สง่ิ ใดคอื แร่ และสง่ิ ใดไมใ่ ชแ่ ร ่ เชน่ ควอตซก์ บั แกว้ แคลไซตก์ บั โอปอล์ ดา้ นทกั ษะ
ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 2.2 สืบค้นข้อมูล นำ�เสนอผลงาน และร่วมกันอภิปราย ตามประเด็น 1. การสังเกต จากผลการสังเกตแร่ตัวอย่าง
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ ตวั อยา่ งต่อไปน้ี 2. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จาก
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ - สมบตั ิทางกายภาพของแร่ การตรวจสอบและระบชุ นิดแร่
- วิธกี ารตรวจสอบ และระบุชนดิ แร่ 3. การสื่อสารสารสนเทศ และการรู้เท่าทันสื่อ จาก
ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์ - แหลง่ แรใ่ นประเทศไทยและการน�ำ ไปใชป้ ระโยชน์ ไดแ้ ก่ ทองค�ำ การสืบค้นข้อมูล การนำ�เสนอผลงานและการตอบ
1. ความใจกว้าง จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ คอรันดัม (พลอย) จังหวัดจันทบุรี
2. การยอมรบั ความเหน็ ตา่ ง เคโอลไิ นต์ (ดนิ ขาว) จงั หวดั ล�ำ ปาง ซลิ ไวต์ (โพแทช) ภาคอสี าน ค�ำ ถาม
3. การเหน็ คณุ ค่าทางวิทยาศาสตร์ แคสซิเทอไรต์ (ดีบกุ ) ภาคใต้ 4. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
2.3 ตรวจสอบสมบัตทิ างกายภาพและการทำ�ปฏกิ ิริยาเคมกี บั กรด เพ่อื
ระบุชนิดแร่จากตัวอย่างแร่ทีก่ ำ�หนดให้ พรอ้ มนำ�เสนอการเลอื กใช ้ จากการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการทำ�งานกล่มุ

ประโยชน์ตามสมบัตขิ องแร่จากสถานการณ์ทก่ี ำ�หนด ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์
3. ร่วมกันอภิปรายเพื่อสรุปองค์ความรู้เรื่องตามประเด็นและการปฏิบัติ 1. ความใจกว้าง และการยอมรับความเห็นต่าง จาก
กิจกรรมในขอ้ 2 การรว่ มอภปิ ราย และการตอบค�ำ ถามโดยมหี ลกั ฐาน

หรือเหตผุ ลสนบั สนนุ
2. การเหน็ คณุ คา่ ทางวทิ ยาศาสตร์ จากการสบื คน้ ขอ้ มลู
การตง้ั ค�ำ ถามและการอภปิ รายเกย่ี วกบั การใชป้ ระโยชน์
ทรพั ยากรแร่ท่ีเหมาะสมและยัง่ ยนื

88 ผลการเรียนรู้ 9. ตรวจสอบ จ�ำ แนกประเภท และระบุชอ่ื หนิ รวมท้ังวิเคราะหส์ มบตั แิ ละนำ�เสนอการใชป้ ระโยชนข์ องทรัพยากรหินทีเ่ หมาะสม

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการส�ำ รวจเครอ่ื งใช้ และ/หรอื สง่ิ ตา่ ง ๆ ทท่ี �ำ ดว้ ยหนิ ด้านความรู้
โดยใชค้ ำ�ถามดงั ตัวอย่างต่อไปนี้
1. กระบวนการเกดิ ของหนิ แตล่ ะประเภท และ - จากการส�ำ รวจ มสี ่ิงใดบ้างทท่ี ำ�มาจากหนิ กระบวนการเกิดของหินแต่ละประเภท วัฏจักรหิน
วฏั จักรหนิ - เพราะเหตใุ ดจงึ เลือกใชห้ นิ ดังกล่าว ประเภทและช่ือหิน แหล่งหินที่พบในประเทศไทย
2. ประเภทและชื่อหนิ 2. ร่วมกนั ทำ�กจิ กรรมเปน็ กลุ่ม โดยปฏิบตั ดิ งั นี้ และการใช้ประโยชน์ จากผลงาน และการตอบ
3. หนิ ทพ่ี บในประเทศไทยและการใชป้ ระโยชน์ 2.1 สบื ค้นขอ้ มูล ตามประเด็นตวั อย่างตอ่ ไปนี้ คำ�ถาม การร่วมอภิปรายเพื่อสรุป และแบบฝึกหัด
- กระบวนการเกิดของหินแตล่ ะประเภท และวัฏจักรหนิ หรอื แบบทดสอบ
ดา้ นทักษะ - ประเภทและช่อื หิน
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2.2 ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมโดยสงั เกตเนอ้ื หนิ เพอ่ื จ�ำ แนกประเภท และระบชุ อ่ื หนิ ดา้ นทกั ษะ
1. การสังเกต จากตัวอย่างหนิ ทกี่ �ำ หนดให้ 1. การสงั เกต จากผลการสังเกตตัวอย่างหนิ
2. การจำ�แนกประเภท 2.3 รวบรวมข้อมูล ออกแบบ และนำ�เสนอการนำ�หินไปใช้ประโยชน์ 2. การจ�ำ แนกประเภท จากผลการจ�ำ แนกประเภทและ
3. การตคี วามหมายข้อมลู และลงข้อสรปุ อยา่ งเหมาะสม
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 3. ร่วมกันอภิปรายเพื่อสรุปองค์ความรู้เรื่องตามประเด็นและการปฏิบัติ ระบุชอ่ื ของหนิ
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เทา่ ทนั สือ่ กจิ กรรมในขอ้ 2 3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุปจาก
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ การนำ�เสนอผลงาน
4. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อจาก
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ การสืบคน้ ขอ้ มลู และการนำ�เสนอผลงาน
1. ความใจกว้าง 5. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
2. การยอมรบั ความเหน็ ตา่ ง
3. การเห็นคุณค่าทางวทิ ยาศาสตร ์ จากการแบง่ หน้าทรี่ ับผิดชอบในการทำ�งานกลุ่ม

ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
1. ความใจกว้าง และการยอมรับความเห็นต่าง จาก
การรว่ มอภิปราย และการตอบคำ�ถาม
2. การเหน็ คณุ คา่ ทางวทิ ยาศาสตร์ จากการสบื คน้ ขอ้ มลู
การต้ังคำ�ถามและการอภิปรายเก่ียวกับการใช้

ประโยชนท์ รพั ยากรหนิ ทีเ่ หมาะสมและย่ังยืน

โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4

ผลการเรยี นรู้ 10. อธบิ ายกระบวนการเกดิ และการส�ำ รวจแหลง่ ปิโตรเลียมและถ่านหนิ โดยใชข้ ้อมลู ทางธรณวี ทิ ยา 89
11. อธิบายสมบัติของผลิตภัณฑ์ท่ีได้จากปิโตรเลยี มและถา่ นหิน พร้อมนำ�เสนอการใช้ประโยชนอ์ ยา่ งเหมาะสม

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยนำ�เสนอข้อมูลสถิติการใช้พลังงานไฟฟ้าของ ดา้ นความรู้
ประเทศไทย เพอ่ื กระตนุ้ ความสนใจของนกั เรยี นเกยี่ วกบั ความส�ำ คญั ของ
1. กระบวนการเกิด แหล่งกักเก็บปิโตรเลียม เชื้อเพลิงซากดึกดำ�บรรพ์ และร่วมกันอภิปรายโดยใช้คำ�ถามดังตัวอย่าง กระบวนการเกิด แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมและ
และถ่านหนิ ตอ่ ไปน้ี ถ่านหิน การใช้ประโยชน์ของทรัพยากรปิโตรเลียม
และถา่ นหนิ อยา่ งเหมาะสม จากผลงานและการตอบ
2. การใช้ประโยชน์ของทรัพยากรปิโตรเลียม - แหลง่ พลังงานทใ่ี ช้ในการผลิตไฟฟา้ ไดแ้ กอ่ ะไรบ้าง ค�ำ ถามระหวา่ งการน�ำ เสนอผลงาน การรว่ มอภปิ ราย
และถ่านหินอย่างเหมาะสม - แหลง่ พลังงานทสี่ ำ�คญั ท่ีใชใ้ นการผลติ ไฟฟา้ ในประเทศไทย เพื่อสรุปและการตอบคำ�ถามในแบบฝึกหัดหรือ
ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง
ด้านทกั ษะ - ถ้าเราใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะมีผลกระทบต่อ แบบทดสอบ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. การตคี วามหมายข้อมูลและลงขอ้ สรุป เช้ือเพลิงท่ใี ช้ในการผลติ ไฟฟา้ อยา่ งไรบ้าง ด้านทกั ษะ
2. การสรา้ งแบบจ�ำ ลอง - ถ้าเชื้อเพลิงดังกล่าวหมดไปจะมีผลกระทบต่อการดำ�รงชีวิต 1. การตีความหมายและลงข้อสรุป จากการนำ�เสนอ
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 อยา่ งไรบ้าง
1. การสือ่ สารสารสนเทศและการรเู้ ท่าทนั ส่ือ 2. ร่วมกันทำ�กจิ กรรมเป็นกลุ่ม โดยปฏบิ ัตดิ ังน้ี ผลงาน
2. การสรา้ งสรรค์และนวตั กรรม 2.1 ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมโดยเชื่อมโยง 2. การสร้างแบบจำ�ลอง จากการสร้างแบบจำ�ลอง
3. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ ความรู้เก่ียวกับหินตะกอน ธรณีโครงสร้าง และการลำ�ดับชั้นหิน
2.2 สบื ค้นข้อมลู และร่วมกันอภิปรายเกีย่ วกบั ปโิ ตรเลียมและถ่านหนิ อธิบายกระบวนการเกิด และแหล่งของปิโตรเลียม
ด้านจติ วิทยาศาสตร์ ตามประเดน็ ตัวอย่างตอ่ ไปนี้ และถา่ นหิน
1. ความใจกว้าง - กระบวนการเกดิ และแหล่งกักเก็บปโิ ตรเลียมและถ่านหนิ 3. การสื่อสารสารสนเทศ และการรู้เท่าทันสื่อจาก
2. การเหน็ คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ - การใชป้ ระโยชนจ์ ากทรัพยากรปโิ ตรเลียม ผลิตภณั ฑท์ ีไ่ ดจ้ าก การสืบค้นข้อมลู และการนำ�เสนอผลงาน
4. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม จากการสร้าง
ปโิ ตรเลยี ม และถา่ นหิน อย่างย่ังยืน แบบจำ�ลองกระบวนการเกิด และแหล่งกักเก็บ
- ผลกระทบจากการนำ�ทรัพยากรปิโตรเลียมและถ่านหินมาใช้ ปิโตรเลยี มและถา่ นหิน
ประโยชน์ และตัวอยา่ งวธิ ีการลดผลกระทบดงั กลา่ ว 5. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
2.3 นำ�ความรู้จากข้อ 2.2 มาสร้างแบบจำ�ลองอธิบายกระบวนการเกิด จากการแบง่ หน้าทรี่ ับผิดชอบในการทำ�งานกลุ่ม
และแหลง่ กกั เกบ็ ปโิ ตรเลยี มและถา่ นหนิ น�ำ เสนอผลงาน และรว่ มกนั
อภปิ รายในประเดน็ ดังกลา่ ว ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
1. ความใจกว้าง จากการร่วมอภิปราย และการตอบ

ค�ำ ถาม

90 แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้

2.4 วิเคราะหส์ ถานการณท์ ี่ครกู ำ�หนดใหเ้ กีย่ วกับการใชป้ โิ ตรเลยี มและ 2. การเหน็ คณุ คา่ ทางวทิ ยาศาสตร์ จากการสบื คน้ ขอ้ มลู
ถ่านหิน ร่วมกันอภิปรายและนำ�เสนอแนะแนวปฏิบัติในการใช้ การตั้งคำ�ถามและการอภิปรายเกี่ยวกับการใช้
ทรัพยากรปโิ ตรเลยี มและถา่ นหนิ อย่างย่งั ยืน
3. ร่วมกันอภิปรายเพื่อสรุปองค์ความรู้เรื่องตามประเด็นและการปฏิบัติ ป ร ะ โ ย ช น์ ท รั พ ย า ก ร ปิ โ ต ร เ ลี ย ม แ ล ะ ถ่ า น หิ น ท่ี
กจิ กรรมในขอ้ 2 เหมาะสมและยง่ั ยนื

โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4

ผลการเรียนรู้ 12. อ่านและแปลความหมายจากแผนทภี่ มู ิประเทศและแผนทีธ่ รณีวทิ ยาของพืน้ ท่ที ีก่ ำ�หนด พร้อมอธิบายและยกตัวอย่างการน�ำ ไปใช้ประโยชน์ 91

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับสถานการณ์ปัญหาการใช้ ด้านความรู้
ประโยชน์พื้นท่ีที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่ เช่น
1. องคป์ ระกอบและการแปลความหมายแผนท่ี การก่อสรา้ งถนน การหาพื้นทฝ่ี ังกลบขยะของเมอื ง การปลูกสรา้ งอาคาร องคป์ ระกอบและการแปลความหมายแผนทภ่ี มู ปิ ระเทศ
ภูมปิ ระเทศ เพื่อกระตุ้นความสนใจเกี่ยวกับประโยชน์ของแผนที่ โดยใช้คำ�ถาม องคป์ ระกอบและการแปลความหมายแผนทธ่ี รณวี ทิ ยา
และการใช้ประโยชน์จากแผนท่ีภูมิประเทศ และ
2. องคป์ ระกอบและการแปลความหมายแผนที่ ดงั ตวั อยา่ ง
ธรณีวิทยา - ปัญหาที่เกิดจากสถานการณ์ดังกล่าวได้แก่เรื่องใด และเกิดจาก แผนท่ีธรณีวิทยา จากผลงานและการตอบคำ�ถาม
สาเหตุใด ระหวา่ งการน�ำ เสนอผลงาน การรว่ มอภปิ รายเพอ่ื สรปุ
3. การใชป้ ระโยชนจ์ ากแผนทภ่ี มู ปิ ระเทศ และ - วิศวกรควรศึกษาข้อมูลของพื้นที่จากแหล่งใด เพื่อป้องกันการเกิด และการตอบคำ�ถามในแบบฝกึ หดั หรอื แบบทดสอบ
แผนที่ธรณีวิทยา ปัญหาดังกลา่ ว
2. ร่วมกันทำ�กิจกรรมเปน็ กล่มุ โดยปฏิบัติดงั นี้ ดา้ นทกั ษะ
ดา้ นทักษะ 2.1 สำ�รวจ และสืบค้นข้อมูลองค์ประกอบของแผนที่ภูมิประเทศ และ 1. กา รหา ควา มสัมพันธ์ระหว่า งสเปซกับสเปซ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. การหาความสัมพันธข์ องสเปซกบั เวลา แผนท่ีธรณีวิทยา เช่น ระวาง มาตราส่วน และสัญลักษณ์อื่น ๆ จากอธิบายความสัมพันธ์ของจำ�ลองภูมิประเทศ
2. การตีความหมายข้อมูลและลงขอ้ สรุป จากแผนที่ตัวอย่าง และจัดกระทำ�ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ และ เสน้ ช้นั ความสงู และภาคตดั ขวางภูมิประเทศ
3. การจัดกระท�ำ และสอ่ื ความหมายขอ้ มูล อธบิ ายองคป์ ระกอบทพ่ี บในแผนที่ทัง้ สองประเภท 2. การตคี วามหมายและลงขอ้ สรปุ จากการแปลความหมาย
4. การสร้างแบบจ�ำ ลอง 2.2 สำ�รวจสัญลักษณ์และคำ�อธิบายจากแผนที่ธรณีวิทยา วิเคราะห์ จากแผนทภ่ี ูมปิ ระเทศและแผนทีธ่ รณีวทิ ยา
ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ความสัมพันธ์ของสัญลักษณ์และคำ�อธิบายข้อมูลทางธรณีวิทยา 3. การจัดกระทำ�และสื่อความหมายข้อมูล จาก
1. การส่อื สารสารสนเทศและการรู้เทา่ ทันสือ่ และจัดกระทำ�ข้อมูลเพื่ออธิบายสัญลักษณ์และข้อมูลที่แสดงใน การน�ำ เสนอผลการเปรยี บเทยี บองคป์ ระกอบแผนที่
2. การสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม แผนท่ธี รณวี ทิ ยา ธรณวี ทิ ยาและแผนทภ่ี มู ปิ ระเทศ และและการสรปุ
3. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ 2.3 ส�ำ รวจสญั ลกั ษณแ์ ละค�ำ อธบิ ายในแผนทธ่ี รณวี ทิ ยา แปลความหมาย ข้อมูลทางธรณวี ิทยาและสัญลักษณท์ ่สี อดคล้องกนั
สัญลักษณ์ เพื่อระบุข้อมูลทางธรณีวิทยาที่พบ และสืบค้นข้อมูล 4. การสร้างแบบจำ�ลอง จากการออกแบบและ
ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์ เพ่อื ยกตวั อยา่ งการใช้ประโยชน์ สร้างแบบจำ�ลองภมู ปิ ระเทศและ เสน้ ชน้ั ความสงู
1. ความใจกว้าง 2.4 ออกแบบและสรา้ งแบบจ�ำ ลองภมู ปิ ระเทศ และสรา้ งเสน้ ชน้ั ความสงู 5. การสื่อสารสารสนเทศ และการรู้เท่าทันสื่อจาก
2. ความเหน็ คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ ของแบบจำ�ลองภมู ิประเทศดังกล่าว การสบื คน้ ข้อมลู และการนำ�เสนอผลงาน
3. คุณธรรมและจริยธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับ 2.5 สร้างภาคตัดขวางภูมิประเทศของเส้นชั้นความสูงที่กำ�หนด และ 6. การสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม จากการออกแบบและ
แสดงลกั ษณะภมู ปิ ระเทศจากภาคตดั ขวางทส่ี รา้ งขน้ึ พรอ้ มน�ำ เสนอ สร้างแบบจำ�ลอง ภมู ิประเทศและ เส้นช้ันความสูง
วิทยาศาสตร์ การนำ�ความรู้เรื่องเส้นชั้นความสูงและภาคตัดขวางภูมิประเทศ


Click to View FlipBook Version