ครูผูส อน นายชษิ ณุพงศ นนทะสี
ช่อื -สกุล................................................................เลขท่ี...............ชั้น.................
เอกสารประกอบการเรียน
รายวิชา ว33225 เคมี 5
เคมอี ินทรยี
ช่อื -สกลุ ..................................................................................เลขท่.ี ...........หอ ง.........
เคมีอนิ ทรีย (Organic Chemistry)
เคมอี ินทรยี เปนวชิ าทยี่ ากเหมือนทที่ ุกคนกลาวขานถงึ หรือไม คำตอบจะมที ั้งใชและไมใ ช และเม่ือถาม
ตอ ไปอกี วาแลวเปน วิชาทต่ี องทองจำหรือไม เชื่อเลยวา เกือบท้ังหมดตองตอบวาใช ซ่งึ แทจ รงิ แลว ไมใ ชเลย เคมี
อินทรียเปนวิชาที่เปรียบเหมือนบทละครเรื่องยาวที่ตองการความตอเนื่อง และตองการความเอาใจใสของ
ผูเรียน อยางไรก็ตามคงจะปฏิเสธไมไดวาผูเรียนก็ตองอาศัยความจำที่ตองอยูบนพื้นฐานของความเขาใจซึ่งจะ
ทำใหผ เู รยี นใชการทองจำนอยลงโดยทำความเขาใจมากขนึ้
เคมีอินทรียเปนเคมีของสารประกอบของคารบอน และสารประกอบของคารบอนนั่นเองที่เปน
องคประกอบของสารตาง ๆ ในธรรมชาติที่พบในส่ิงมีชีวิต จึงมักเรียกวา สารประกอบอินทรีย เชน ฮอรโมนที่
ควบคุมการทำงานของรางกาย ดีเอ็นเอซึ่งเปนสารอินทรียที่มีขนาดใหญที่เก็บขอมูลทางพันธุกรรม โปรตีนซึ่ง
เปนสารที่สำคัญที่พบอยูในสวนตาง ๆ ของรางกาย รอบๆ ตัวเราก็ประกอบไปดวยสารประกอบอินทรียอื่น ๆ
อีกมากมาย เชน อาหาร เครือ่ งนมุ หม ยารกั ษาโรค และเชอ้ื เพลงิ ตา ง ๆ เปนตน
จากตัวอยางท่ียกมาเพยี งบางสว นเทาน้ัน เปนที่ชัดเจนวาสารประกอบอินทรียมีความสำคัญเปนอยาง
ยิ่งตอชีวิต และความสำคญั เหลาน้ีทำใหเกิดการพัฒนาความรูทางดา นเคมอี ินทรียอยางตอ เน่ือง กอใหเกิดการ
พฒั นาทางดา นตา ง ๆ ท้ังอตุ สาหกรรมเคมี อาหารและยา เกษตรกรรม และอืน่ ๆ อีกมากมาย ดงั น้นั การเขาใจ
และศึกษาศาสตรทางเคมีอนิ ทรยี จ งึ มคี วามจำเปนและสำคัญอยางยิ่ง เพ่อื ที่จะเขา ใจถงึ กระบวนการความรูและ
ความคิดเพื่อนำไปสูการพฒั นาและเกดิ ผลกระทบตอวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยแี ละสังคม
ธาตุคารบอนเปนธาตุที่มีอยูในธรรมชาติทั้งภาวะอิสระและสารประกอบ ในรูปของธาตุอิสระมีอยู 3
รปู คอื เพชร แกรไฟต และฟลเู ลอรีน แตสวนใหญจะพบธาตุคารบ อนอยใู นรูปของสารประกอบ
สารประกอบของคารบ อน แบง เปน 2 ประเภท คอื
1. สารอนินทรีย (inorganic substance) ศึกษาเกี่ยวกับสารที่มีกำเนิดมาจากแรธาตุตาง ๆ
โดยตรง พบในธรรมชาติ ไดแก
- ออกไซดข องคารบ อน เชน CO2 , CO
- ซัลไฟดข องคารบอน เชน CS2
- เกลือคารบอเนตและเกลือไฮโดรเจนคารบอเนต เชน CaCO3 , Na2CO3 , CuCO3 , Ca(HCO3)2 ,
NaHCO3
- เกลือคารไบด (carbide salt) เชน CaC2
- เกลือไซยาไนด (cyanide salt) เชน KCN , NaCN
- เกลือไซยาเนต (cyanate salt) เชน NH4OCN , KOCN
- สารประกอบคารบ อนบางชนิด เชน CCl4 , COCl2
- เกลอื ไทโอไซยาเนต (thiocyanate salt) เชน KSCN , NH4SCN
- สารประกอบดวยธาตคุ ารบ อนเพยี งชนิดเดียว เชน เพชร แกรไฟต ฟลเู ลอรนี
2. สารอินทรีย (organic substance) ศึกษาเกี่ยวกับสารที่สวนใหญมาจากสิ่งมีชีวิต ฟรีดริช เวอ
เลอร (Friedrich Wohler) นักเคมีชาวเยอรมัน ตองการเตรียมแอมโมเนียมไซยาเนต (NH4OCN) โดยการเผา
เกลืออนินทรียสองชนิดเขาดวยกัน คือ โพแทสเซียมไซยาเนต (KOCN) กับแอมโมเนียมคลอไนด (NH4Cl) แต
ตองแปลกใจ แทนที่จะไดผลติ ภัณฑเปน NH4OCN แตไดยูเรีย (NH2CONH2) แทน ซึ่งเปนของแข็งสีขาวพบใน
ปส สาวะของสัตวเ ลย้ี งลกู ดว ยนำ้ นม ปฏิกริ ยิ าท่เี กดิ ขึ้นเขยี นแสดงไดด ังนี้
เผา
KOCN + NH4Cl ⟶ [NH4OCN] ⟶ NH2CONH2
+
KCl
เขาไดสรุปวา NH4OCN ที่เกิดขึ้นไดจัดเรียงอะตอมภายในโมเลกุลใหมดวยอิทธิพลของความรอนได
ผลติ ภณั ฑเ ปน ยูเรยี (จดั เปนสารอินทรยี )
ปจจุบันเมื่อกลาวถึงสารประกอบอินทรียจะหมายถึงสารประกอบที่มีคารบอนเปน องคประกอบ ทั้งท่ี
เกิดจากสง่ิ มีชวี ิตและจากการสงั เคราะห ยกเวนสารอนนิ ทรยี ท ม่ี ีคารบ อนเปนองคป ระกอบในขอที่ 1
ต้ังแตนั้นมาความรูเกย่ี วกบั สารอนิ ทรียไดเจริญรุดหนาอยา งรวดเร็ว และไดม ีการแยกเรื่องสารอินทรีย
เปนสาขาหนึ่งของวิชาเคมี เรียกวา เคมีอินทรีย ซึ่งในปจจุบันเปนสาขาหนึ่งของวิชาเคมีที่สำคัญมาก เพราะ
เกี่ยวของกับชีวิตประจำวัน เชน พลาสติก ยาง ยารักษาโรค ผา ผงซักฟอก กระดาษ น้ำมันเชื้อเพลิง หรือ
เชือ้ เพลิงอยางอ่ืน อาหารประเภทตาง ๆ ฯลฯ ลว นเปนสารอินทรียท ง้ั สนิ้
ตารางแสดงการเปรียบเทียบความแตกตา งระหวางสารประกอบทเ่ี ปนสารอนิ ทรยี แ ละสารอนนิ ทรยี
สมบัติ สารอนิ ทรีย สารอนนิ ทรยี
1. แหลง ทเี่ กิด สวนใหญไ ดจากพชื และสัตว ไดจากธรรมชาติโดยตรง เชน หิน
แร ทราย
2. ชนิดของพันธะเคมี เปนพันธะโคเวเลนต มีพันธะโคเวเลนต พนั ธะไอออนิก
3. การหลอมละลาย สว นใหญห ลอมละลายไดง ายท่ี สวนใหญหลอมละลายที่อุณหภูมิ
อุณหภมู ติ ำ่ สงู
4. การละลาย สวนนอยท่ลี ะลายน้ำ สวนใหญ ละลายนำ้ ได แตก็มบี างชนดิ ท่ีไม
ละลายไดด ใี นโมเลกุลไมมีขวั้ เชน ละลายนำ้
เบนซนี เอทานอล คลอโรฟอรม
อีเทอร เฮกเซน
5. การนำไฟฟาของสารละลาย สวนใหญเ ม่อื ละลายน้ำไมน ำไฟฟา เมอ่ื ละลายน้ำสวนใหญนำไฟฟา
ยกเวน กรดอนิ ทรยี เพราะสามารถแตกตัวเปน ไอออน
6. การจดุ ติดไฟ ตดิ ไฟงา ย ถา มีการเผาไหม เม่อื ตดิ ไฟ มกั มีขเ้ี ถาเหลืออยู
สมบรู ณ จะให CO2 และ H2O
เทานัน้
สมบตั ิ สารอนิ ทรีย สารอนินทรีย
7. โครงสรา ง สารบางชนดิ มสี ตู รโมเลกุล สารชนิดหนง่ึ ๆ มีสตู รโครงสราง
เหมอื นกนั แตอ าจมโี ครงสราง เฉพาะ
8. จดุ หลอมเหลวและจดุ เดือด และสมบตั ิแตกตา งกัน
9. การทำปฏกิ ริ ิยา คอนขางสงู
คอนขางตำ่ เร็ว สว นมากจะเปนปฏกิ ิรยิ า
10. องคประกอบ ระหวางไอออน
ชา เพราะเปนปฏิกริ ิยาระหวาง
โมเลกุล สวนมากตอ งเติมตัวเรง มธี าตทุ กุ ชนดิ
ปฏกิ ริ ยิ าทั้งยังตองควบคมุ
อณุ หภูมแิ ละความดนั
สว นใหญเ ปน C, H แตอาจมี O,
N, S, P, Cl, Br, I, Cu ได
คำถามชวนคดิ : วงกลมลอมรอบสารอนิ ทรีย
Cu2S CH3CH2NH2 NaHCO3 Fe2(SO4)3 CH3CH2COOCH3 C6H5COCl
K2Cr2O7
CCl4 CH3COOK Pb(NO3)2 CH3CH2CN CH3(CH2)3CONH2 LiOCN
NH4SCN NaCN C5H10 NaSCN K3[Fe(CN)6]
1. พนั ธะของธาตุคารบ อนในสารประกอบอินทรยี
สาเหตุท่สี ารอนิ ทรียมจี ำนวนมาก เนื่องจาก...
1) ธาตคุ ารบอนเปน ธาตหุ มู IVA หรือหมู 14 มเี วเลนซอเิ ลก็ ตรอนเทากบั 4 เม่ือรวมกบั ธาตุอนื่ จะสราง
พันธะโคเวเลนตโดยใชเวเลนตอิเล็กตรอนทั้งสี่รวมกับเวเลนซอิเล็กตรอนของธาตุอื่น เพื่อใหมีเวเลนซ
อิเล็กตรอนครบ 8 เชนเดียวกับนีออนซึ่งเปนแกสเฉื่อย โดยที่คารบอน 1 อะตอม สามารถสรางพันธะเดี่ยว
สงู สดุ 4 พันธะ
2) อะตอมคารบอนมีความสามารถในการเกดิ พันธะโคเวเลนตระหวางกันและกัน อาจเปนพันธะเดี่ยว
พนั ธะคู และพนั ธะสาม
- เมอ่ื อะตอมคารบอน 2 อะตอม มาสรางพันธะโคเวเลนตร ะหวางกัน อาจเปน
พันธะเดย่ี ว CC
พันธะคู CC
พันธะสาม CC
ความรูเพมิ่ เตมิ
การใชออรบิทัลมาอธิบายการสรางพันธะเดี่ยว พันธะคู และพันธะสาม ระหวางคารบอนกับคารบอน
อะตอม
กอนอื่นมารูจักพันธะโคเวเลนตที่เรียกวา พันธะซิกมา (sigma bond หรือ -bond) และพันธะไพ
(pi bond หรอื -bond)
- เมื่ออิเล็กตรอนใน s-orbital มาใชอิเล็กตรอนรวมกันใน p-orbital (px py หรือ pz) จะไดพันธะ
ซิกมา
+
- เม่อื อเิ ล็กตรอนใน px-orbital มาใชอ ิเล็กตรอนรวมกนั ใน px-orbital จะไดพันธะซิกมา
+
- เมือ่ อิเล็กตรอนใน py-orbital มาใชอิเลก็ ตรอนรว มกนั ใน py-orbital จะไดพ ันธะไพ
+
- เม่อื อเิ ล็กตรอนใน pz-orbital มาใชอ ิเล็กตรอนรว มกนั ใน pz-orbital จะไดพนั ธะไพ
+
ลองมาพิจารณาการจดั เรียงอิเลก็ ตรอนของคารบอนอะตอม
162C จดั เรยี งอิเลก็ ตรอนไดเปน 1s2 2s2 2p2
พจิ ารณาเฉพาะ 2p-orbital จะเหน็ คารบอนอะตอมตองการอกี เพยี ง 2 อิเลก็ ตรอนมาแชรท ี่ 2px และ
2py อยา งละ 1 อิเลก็ ตรอน น่ันคือสรา งพันธะซิกมาได 2 พันธะ โดยทำมุม 90 องศา เชน สรางพันธะซกิ มากับ
1s1 ของไฮโดรเจน 2 อะตอมได CH2 ซ่ึงเปนโมเลกลุ ทไี่ มเสถียร ดังนี้
จากความรูเรื่องโครงสรางอะตอมและพันธะเคมีนักเรียนทราบวาคารบอนอะตอมมี 4 เวเลนซ
อิเล็กตรอนนั้นคือ คารบอนสรางพันธะเดี่ยวหรือพันธะซิกมาได 4 พันธะ ไดโมเลกุลที่เสถียร โมเลกุลที่เสถียร
ควรเปน CH4 โดยมีพันธะเดี่ยวหรือพันธะซิกมาระหวางคารบอนกับไฮโดรเจนอะตอม (C – H) 4 พนั ธะ แสดง
วามีการเปลี่ยนแปลงการจัดเรียงอิเล็กตรอนใหมใน 2s และ 2p – orbital หรือกลาววามีการผสมของออร
บิทัลข้ึน (orbital hybridization)
1. เม่อื คารบ อนอะตอมตองการสรางพันธะเดี่ยวหรือพันธะซิกมา 4 พนั ธะ โดย 2s (1 ออรบิทัล) ผสม
กับ 2p (3 ออรบิทัล) ไดเปนออรบิทัลใหม 4 ออรบิทัล แตละออรบิทัลใหม (hybrid orbital) จะเรียกวา sp3
ออรบทิ ลั ทง้ั 4 ออรบ ทิ ัลมีพลงั งานเทากันหมด แตละ sp3 ออรบ ทิ ลั มี 1 อิเล็กตรอน และจดั เรียงตัวในลกั ษณะ
ทรงส่หี นา (tetrahedral geometry 109.5 องศา) พรอ มทจี่ ะสรางพนั ธะเดย่ี วหรือพนั ธะซิกมา 4 พันธะ
ดงั นนั้ การเกิดโมเลกุลของมีเทน คารบ อนอะตอมจะใช sp3 - ออรบ ทิ ัลสรางพนั ธะซิกมากับ s-ออร
บิทลั ของไฮโดรเจนอะตอมเกิดเปน สารประกอบมีเทน
2. เมื่อคารบ อนอะตอมตองการสรางพันธะคู นั่นคอื คารบ อนหนึ่งอะตอมสรางสองพันธะเด่ียว (พันธะ
C
ซิกมา) กับหนึ่งพนั ธะคู ดังนี้ ดงั นนั้ คารบ อนอะตอมจะตองนำ 2s และ 2p-orbital มาผสมกันใหไ ด 3
พันธะ
เมื่อ 2s (1 ออรบิทัล) ผสมกับ 2px และ 2py ออรบิทัลจะไดออรบิทัลใหม 3 ออรบิทัล เรียกวา sp2
ออรบิทัล ทง้ั 3 ออรบทิ ลั จะมีพลังงานเทากันหมด แตละ sp2 ออรบ ิทลั มี 1 อิเลก็ ตรอนและท้ังสามจะจัดเรียง
ตัวในลักษณะเปนสามเหลี่ยมแบนราบ (trigonal geometry 120 องศา) โดยมี 2pz ที่มี 1 อิเล็กตรอนไมได
ผสมกบั 2s ออรบ ิทัล sp2 ออรบ ทิ ัลพรอ มสรา ง 3 พนั ธะซกิ มาและ 2pz พรอ มสรา งพนั ธะไพ
ในการเกิดโมเลกุลของอีทีน sp2 – ออรบิทัลของคารบอนหนึ่งอะตอมจะสรางพันธะซิกมากับ sp2 –
ออรบิทัลของคารบอนอีกหนึ่งอะตอม และ sp2 – ออรบิทัลที่เหลือจะสรางพันธะซิกมากับ s - ออรบิทัลของ
ไฮโดรเจนอะตอมตาง ๆ สวน p – ออรบิทัลของแตละคารบอนก็จะซอนเหลื่อมกันทางดานขางเกิดเปน
พันธะไพ
เดี่ยว (พัน3.ธะเมซื่อิกคมาาร)บกอับน1อะพตันอธมะตสอางมกาดรังสนรี้ างพัCนธะสาดมังนนั้นั่นคคาือรบคอานรบออะตนอหมนจึ่งะอตะอตงอนมำจะ2ตsอแงลสะรา2งp-1orพbันitธaะl
มาผสมกนั ใหได 2 พนั ธะ
เม่อื 2s (1 ออรบทิ ัล) ผสมกบั 2px ออรบิทลั จะไดออรบ ิทัลใหม 2 ออรบทิ ลั เรียกวา sp ออรบิทัล sp
ทั้งสองออรบิทัลจะมีพลงั งานเทากันหมด และ sp ออรบิทัลมีหนึ่งอิเลก็ ตรอน ทั้งสอง sp ออรบิทัลจะจัดเรียง
ตัวในลักษณะเสนตรง (linear geometry 180 องศา) โดยมี 2py และ 2pz ซึ่งมีออรบิทัลละ 1 อิเล็กตรอน
ไมไดถูกผสมกับ 2s และ 2p sp ทั้งสองออรบิทัลพรอมสรางพันธะซิกมา และ 2py และ 2pz พรอมจะสราง
พนั ธะไพ
ชนิดของพันธะ จำนวนพันธะซกิ มา จำนวนพนั ธะไพ
พันธะเด่ียว 1 -
พนั ธะคู 1 1
พันธะสาม 1 2
ตัวอยา ง
จากสูตรโครงสรางตอไปน้ีอะตอมของธาตุคารบ อนใชออรบ ิทลั ผสมแบบใดในการสรางพนั ธะโคเวเลนต
sp2 sp sp2
HO
HCCCCCCCH
sp3 H H H
sp2 sp sp
จากโครงสรางดงั กลา ว พันธะซิกมา เทากับ......................พันธะ
พนั ธะไพ เทากับ......................พันธะ
แบบฝกหดั เพิ่มเติม
จงระบกุ ารใชออรบ ิทัลผสมในการสรา งพันธะโคเวเลนตข องอะตอมคารบอนในโครงสรา งตอ ไปนี้
โครงสราง hybrid orbital จำนวนพันธะ
sp3 sp2 sp -bond -bond
1. HCO2H
2. HCCH
3. HH HH
CC
HH
HCCH
4.
5. H H O O H
C C
6. HH H
HCCCN
7. HH
CC
HC CH
CC
HH C C HO
8. H
- นอกจากนี้อะตอมคารบ อนยงั สรางพันธะโคเวเลนตท้ังพันธะเดย่ี ว พันธะคู และพนั ธะสาม กับหมู
VA เชน N และ P H H H H H H H H O
HH HCCN N
CNCCCCCOH
HCNH H N HHHNH
H H H
- อะตอมคHารบ HอนสรางพันธะโคเวเลHนตช Oนิดพันธะเดี่ยวและพันธะคกูHบั ธาHตุ VOIA เชน O และ S
HCCOH HCCOH HSCCCOH
HH H HNH
H
- อะตอมคารบ อนสรา งHพันธะโคเวเลนตช นดิ พนั ธะเด่ยี วกับธาตุหมู VIIA และ H
Cl C F H C C H Cl C C H
Br Br Br
3) อะตอมคารบ อนอาจสรา งพันธะโคเวเลนตร ะหวางอะตอมคารบอนดว ยกันเองเปน โซยาว หรือโซก ิ่ง
หรอื ตอ กนั เปน วง หรอื ตอกนั เปนหลายวง
CCCC โซยาว
CCCCC โซกง่ิ
CC
CCC โซยาวประกอบดว ยพนั ธะเดย่ี วและพนั ธะคู
โซย าวประกอบดว ยพนั ธะเดย่ี วและพนั ธะสาม
CCC ตอกนั เปนวง
CC CC ตอกันเปนหลายวง
CC CC
หรือ
CCCCC
CCCCC
2. สูตรโครงสรา งของสารประกอบอินทรีย
สูตรโครงสราง คือ สูตรที่แสดงการจัดเรียงตัวของธาตุองคประกอบตาง ๆ ภายในโมเลกุลของ
สารประกอบอินทรียแตละชนิด การเขียนสูตรโครงสรางของสารประกอบอินทรียสามารถเขียนไดหลายแบบ
ดงั น้ี
2.1) สตู รโครงสรางลวิ อสิ
เปนสูตรโครงสรางที่มีการเขียนพันธะทุกพันธะระหวา งธาตอุ งคประกอบตา ง ๆ จึงแสดงใหเห็นพันธะ
เคมภี ายในโมเลกุลของสารอินทรียอ ยา งชัดเจน แตย ุง ยากในการเขียน มีหลักการดังนี้
- ใหเ ขียนคารบ อนและพันธะระหวา งคCารบ CอนCเปนCโครCงสรา งของสารประกอบอินทรยี
- เติมไฮโดรเจน เขยี นพนั ธะเด่ยี วระหHวางHไฮโดHรเจนและคารบอน
HCCCCCH
H
- เตมิ ธาตอุ ่ืน ๆ เชน ไนโตรเจน (N) อHอกซCิเlจนH(O)Oคลอรนี (Cl) และเขยี นพนั ธะระหวา งธาตเุ หลา น้ัน
HCCCCNH
Br H
2.2) สตู รโครงสรา งแบบยอ
คลายสูตรโครงสรางลวิ อิส แตมีขอ แตกตา งดงั นี้
- ถาสารประกอบอินทรียเปน โซเปด ไมเขยี นพนั ธะเดี่ยวระหวา งคารบ อนกับคารบอน แตถ า
สารประกอบอินทรยี เปน โซป ด จะเขียนพันธะเดย่ี วระหวางคารบ อนกับคารบ อน
- ตอ งเขียนพันธะคูหรือพันธะสามระหวางคารบอนกบั คารบอน
- ไฮโดรเจนซงึ่ สรา งพันธะกบั คารบ อนอะตอมใด ใหเ ขียนไฮโดรเจนไวหลังคารบอนอะตอมนน้ั
HHH CH3CH CHC CH
HCCCCCH
H
สูตรโคHรงสรHางลวิ อสิ สูตรโครงสรา งแบบยอ
HCCH H2C CH2
HC CH
CC
HH
สตู รโครงสรางลิวอสิ H สตู รโครงสรา งแบบยอ
C
- ถา สารประกอบอนิ ทรียม หี มู H ซ้ำกนั หลายหมู ใหเ ขยี นในรูป CH2 ในวงเลบ็ และบอก
จำนวนหมูเปนตัวเลขหอ ยท่มี ุมขวาลา งของวงเล็บ
HHHHH CH3(CH2)3CH3
HCCCCCH สูตรโครงสรางแบบยอ
HHHHH
สตู รโครงสรา งลวิ อิส
- ถาสารประกอบอินทรียมีโซกง่ิ ใหเขยี นโซกง่ิ ในวงเลบ็ หลงั คารบอนอะตอมซ่ึงโซก่งิ น้ันเกาะอยู ถามีโซ
กิ่งชนิดเดียวกันหลายกิ่งเกาะที่คารบอนอะตอมเดียวกัน ใหเขียนจำนวนโซกิ่งเปนตัวหอยไวที่มุมขวาลางของ
วงเล็บ
H H H H H HH
C
HCCC CCH CH3CH2CH(CH3)C(CH3)3
H H HCHH C H H
HH
สูตรโHครงสHรา งลวิ อิส สูตรโครงสรางแบบยอ
HCCH H2C CH2
HC C
C CH CH3
H CH
H
สูตรโครงสรางลวิ อิส สูตรโครงสรา งแบบยอ
2.3) สตู รโครงสรางแบบเสน พันธะ
เปนสตู รโครงสรางท่ีมกี ารแสดงทิศทางการจดั เรยี งตัวในสามมติ ิโดยใชเ สน หยกั มหี ลกั การเขยี นดงั นี้
- ไมเขยี นสญั ลักษณข องธาตุคารบ อน (C) และสญั ลักษณของธาตไุ ฮโดรเจน (H) แตส ัญลักษณของธาตุ
อน่ื ตอ งเขียนเสมอ ยกเวนไฮโดรเจนอะตอมท่ีสรางพนั ธะกับธาตุอื่นซงึ่ ไมใ ชคารบ อน ตองเขยี นสญั ลักษณข อง
ไฮโดรเจนอะตอมน้นั
- ตำแหนงปลายและมุมของเสนหยกั แทนคารบอนและไฮโดรเจนซ่งึ สรางพนั ธะกบั คารบ อนอะตอมนนั้
- ใชเ สน หยักแสดงทิศทางของพันธะระหวา งคารบ อนกบั คารบ อน และทิศทางของพันธะระหวาง
คารบ อนกับธาตุอนื่ ซึ่งไมใ ชไ ฮโดรเจน
- ไมเ ขียนเสนหยกั แสดงพันธะระหวางไฮโดรเจนกบั ธาตใุ ด ๆ
- ตำแหนงท่เี กดิ พันธะคูและพันธะสามใหเ พ่ิมเสน ตรงบนเสนหยักอีก 1 และ 2 เสน ตามลำดับ
HHHH
HCCCCH
HHHH
สHูตรโคHรงสรา HงลิวอHสิ สตู รโครงสรางแบบเสน พันธะ
HC C CCH
HH C H H H สูตรโครงสรา งแบบเสน พันธะ
H
สูตรโครงสรา งแบบเสน พนั ธะ
Hสตู รHโครงสHรา งลิวอิส Cl OH
HCCCCCH สูตรโครงสรางแบบเสนพันธะ
H
สูตรโHครงสHรา งลิวอิส
HCCH
C C H
Cl O
สูตรโครงสรางลิวอสิ
สูตรโHครงสHรางHลวิ อสิ สตู รโครงสรางแบบยอ สูตรโครงสรา งแบบเสนพนั ธะ
HCCCH CH3CH2CH3
H HH H
H C H CH3CH(CH3)CH3
H H
HCCCH
H HH HH H H
H C C C C Cl
HH H H HH CH3(CH2)3Cl Cl
CH3CH CHCH3
HCCCCH H2C CH2
H HH HH H
HC CH
HCCH
CC
HH
HสูตHรโคOรงสรางลิวอิส สตู รโครงสรา งแบบยอ สูตรโครงสรางแOบบเสน พนั ธะ
HCCCOH CH3CH2COOH OH
H HH H O CH3CH2CONH2
HCCCNH O
HH CH3COCH(CH3)2 NH2
HOH HH CH CH CH
CH CH CH O
HCCC CH
(CH3)2CHCH2OH OH
H H C HH O
CH3COOCH3
HH CH3CH2CHO O
HCCCH CH3COCH2CH3 O
HCCCH CH3(CH2)2NH2 O
H HH H
HC C COH NH2
HH C H H
H HO H
HCCOCH
HH H OH
HCCCH
H HO H H H
HCCCCH
HH H HH H
H C C C NH
HHHH
เพม่ิ เติม
การหาสูตรโมเลกุลของสารอินทรยี
การหาสูตรโมเลกลุ จากสูตรโครงสรางสารอินทรยี คือการนับจำนวนอะตอมของแตล ะธาตุใน
โครงสรา ง โดยมหี ลักการการหาสตู รโมเลกลุ ดงั น้ี
- นับจำนวนอะตอมคารบ อนท้ังหมด สมมมติเปน n ตวั แลว จำนวน H อมิ่ ตัวท่มี ีได คือ 2n + 2
- นบั จำนวนพันธะคู พนั ธะสาม จำนวนวงปด ธาตุหมู 7 (หมูแทนท่ี เชน Cl, Br, I) จำนวนอะตอม N
ท้งั หมดในโครงสรา ง แลว หาจำนวน H ท่ีเพม่ิ หรอื ลด ดังตาราง
จุดสังเกต จำนวนอะตอม H ทเี่ พ่ิม (+) หรอื ลด (-)
พนั ธะคู -2 ตอ 1 แหง
พันธะสาม -4 ตอ 1 แหง
วงปด -2 ตอ 1 วง
หมูแ ทนที่ -1 ตอ 1 แหง
อะตอม N
+1 ตอ 1 อะตอม
- นับจำนวนอะตอมของธาตอุ ่ืน ๆ เชน O , N , Cl แลวเขยี นสูตรโมเลกลุ โดยเขียนใหอ ะตอมท่ีมีคา
EN สงู อยดู า นหลัง
* คา EN 5 อันดบั แรกของธาตุในตารางธาตุ F > O > Cl > N > Br
ตวั อยาง จงหาสูตรโมเลกลุ ของสารประกอบOอินทรียตอไปนNHี้ O
O
N
แนวคิด NH
C 16 อะตอม ดังนน้ั H อ่ิมตัว = 2(16) + 2 = 34
คำนวณ H ที่ลดลงหรือเพ่ิมจาก
พนั ธะคู 9 แหง = -2 x 9 = -18
วงปด 3 วง = -2 x 3 = -6
N 3 อะตอม = +1 x 3 = +3
H = 34 – 18 – 6 + 3 = 13
นบั O และ N ไดอ ยางละ 3 อะตอม
ดังนัน้ สูตรโมเลกุล คือ C16H13N3O3
แบบฝกหดั เพ่ิมเตมิ
1. เขยี นสูตรโครงสรา งแบบยอและสูตรโครงสรา งแบบเสนพนั ธะของสารประกอบตอไปน้ี
โครHงสรHางแบHบลิวอสิ โครงสรา งแบบยอ โครงสรางแบบเสนพันธะ
HCCCH
HHH
1.1 H HH
HCCCCH
HH C H H
1.2 H
1.3 H H H
HCCCCC I
H HClH H H
HCCCOH
HHH
1.4 HOH
HCCCH
HH
1.5 HHHO
HCCCCNH
1.6 H H H H
HH
H C H
1.7 H CC H
HH
HCCH
1.8 H C C Cl
2. เขยี นสตู รโครงสรางลิวอสิ และสตู รโครงสรา งแบบยอของสารประกอบตอไปนี้
โครงสรางแบบเสน พนั ธะ โครงสรา งแบบยอ โครงสรางแบบลิวอิส
1.1
โครงสรา งแบบเสนพันธะ โครงสรา งแบบยอ โครงสรางแบบลิวอิส
1.2 O Cl
1.3
Br
1.4
1.5
OH
1.6
O
1.7
3. เขยี นสูตรโครงสรางลิวอิสและสูตรโครงสรา งแบบเสน พนั ธะของสารประกอบตอไปนี้
โครงสรา งแบบยอ โครงสรา งแบบเสน พนั ธะ โครงสรางแบบลวิ อิส
1.1 CH3(CH2)2CH3
1.2 CH3CH2CH(CH3)CH2CH3
1.3 (CH3CH2)2CH(CH2)2CH3
โครงสรา งแบบยอ โครงสรางแบบเสน พนั ธะ โครงสรา งแบบลวิ อิส
1.4 CH≡CHN(CH2)2Cl
1.5 CH3COOCH2CH3
HC CCl CCOH2
Br2C HC2
1.6
HOC C
HC CCONH2
HC
1.7
4. จงหาสูตรโมเลกลุ ของสารประกอบอินทรยี ต อ ไปน้ี
4.1 4.2
................................. .................................
4.3 4.4
................................. .................................
สูตรโครงสรางแบบตาง ๆ ที่กลาวมา เปนการแสดงการเชื่อมตอกันของอะตอมในโมเลกุลดวยรูป
2 มิติ แตเนื่องจากการศึกษาหรือการอธิบายเกี่ยวกับสมบัติบางประการของสารประกอบอินทรียจำเปนตอง
ทราบรูปรางโมเลกุลหรือตำแหนง ของอะตอมใน 3 มิติ ซึ่งตองใชแ บบจำลองโมเลกลุ ดังตัวอยางตอไปนี้
สูตรโครงสรHางแบบลิวอิส แบบจำลองโมเลกลุ 3 มิติ
HCH
HHH
HCCH
HH
HHH
HCCCH
HHH
H
HCH
HH
HC C CH
HH H
HH
CC
HH
HCCH
H
HCCCH
HCCCH
H
HO
HCCOH
H
O
HNCNH
HH
3. หมูฟงกชนั
หมูฟงกชัน (functional group) คือ กลุมอะตอมที่แสดงสมบัติเฉพาะตัวของสารประกอบอินทรีย
สารประกอบอินทรียชนิดเดียวกันจะมีหมูฟงกชันเหมือนกัน จึงมีสมบัติและการเกิดปฏิกิริยาไดคลายคลึงกัน
โดยการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาของสารประกอบอินทรียจะเกิดท่หี มฟู งกช ันของสารนน้ั และหมูฟง กช ันยังสามารถใชบอก
ประเภทของสารไดอีกดวย ตัวอยางเชน สารที่มีพันธะคูระหวางคารบอน (C=C) เปนหมูฟงกชัน เรียกวา
แอลคีน สวนสารที่มีพันธะสามระหวางคารบอน (C≡C) เปนหมูฟงกชัน เรียกวา แอลไคน เนื่องจากแอลคีน
และแอลไคนมีหมูฟงกชันตางกัน จึงมีสมบัติตางกัน เชน แอลไคนเกิดปฏิกิริยารวมตัวกับโบรมีนไดมากกวา
แอลคนี 2 เทา HHH HHH
H C C C H + Br2 HCCCH
H H Br Br
H H Br Br
H C C C H + 2Br2 HCCCH
H H Br Br
ตัวอยางอน่ื เชน สารท่มี หี มฟู งกชนั เปน หมไู ฮดรอกซลิ (-OH) คือแอลกอฮอล เชน เอทานอลมีสตู ร
โครงสรางดงั นี้ HH
HCCOH
HH
สารทม่ี ีหมฟู งกช ันเปนหมูคารบอกซิล (-COOH) คือ กรดคารบอกซิลิก เชน กรดแอซตี ิก มีสตู ร
โครงสรา งดังน้ี HO
HCCOH
H
เอทานอลและกรดแอซีตกิ สามารถทำปฏกิ ิรยิ ากับโลหะโซเดยี มไดด ังสมการ
2CH2CH2OH + 2Na ⟶ 2CH3CH2ONa + H2
2CH3COOH + 2Na ⟶ 2CH3COONa + H2
แตเ มอื่ ใหเ อทานอล และกรดแอซตี กิ ทำปฏกิ ริ ยิ ากบั NaHCO3 พบวากรดแอซตี ิกเทาน้นั ทีท่ ำปฏกิ ิริยา
กับ NaHCO3 ดังสมการ CH3COOH + NaHCO3 ⟶ CH3COONa + H2O + CO2 หรือเมื่อทดสอบดวย
กระดาษลิตมัส กรดแอซีติกจะแสดงสมบัติเปนกรด แตเอทานอลเปนกลางไมเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสที่เปน
เชน นน้ั อธบิ ายไดดงั น้ี
เม่ือพิจารณาโครงสรางของเอทานอล CH3 CH2 O H ออกซิเจนที่เกิดพันธะโคเวเลนตเดี่ยวกับ
ไฮโดรเจน มีคา อิเลก็ โทรเนกาติวติ ีสูงมาก อเิ ล็กตรอนคูรวมพนั ธะระหวา งไฮโดรเจนกับออกซิเจนจึงถูกดึงไปอยู
ทางดานออกซิเจนมากกวา ไฮโดรเจน ทำใหไฮโดรเจนหลุดไปเปนโปรตอนได เอทานอลจงึ แสดงสมบัติเปนกรด
ได ดังน้นั โลหะโซเดียมจึงสามารถเขาแทนท่ีไฮโดรเจนอะตอมได แตความเปน กรดของเอทานอลนอยมากจึงไม
ทำปฏกิ ิริยากับ NaHCO3 ซงึ่ เปนเบสออ นมากหรือไมท ำปฏิกิริยากับกระดาษลิตมัส จะเห็นไดวาเอทานอลหรือ
แอลกอฮอลอื่น ๆ ขณะเกิดปฏิกิริยาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่หมูไฮดรอกซิล (-OH) ดังนั้นหมูไฮดรอกซิลจึง
เปนหมฟู ง กชัน หรือหมูอะตอมท่แี สดงสมบตั เิ ฉพาะตวั ของเอทานอลและแอลกอฮอลอ น่ื ๆ
O
กรณขี องกรดแอซีติก เมอื่ พจิ ารณาโครงสราง CH3 C O H จะเหน็ ไดว าออกซิเจนที่เกิดพันธะคู
กบั คารบ อนมคี าอเิ ลก็ โทรเนกาติวติ สี งู กวา คารบ อน อิเลก็ ตรอนครู วมพนั ธะระหวา งออกซเิ จนกับคารบอนจึงถูก
ดึงไปอยูทางดานออกซิเจนมากกวาคารบอน คารบอนจึงดึงอิเล็กตรอนคูรวมพันธะในพนั ธะเดีย่ ว C-O เพื่อมา
ชดเชยออกซิเจน ซึ่งเกิดพันธะกับไฮโดรเจนจึงดึงอิเล็กตรอนคูรว มพันธะระหวางไฮโดรเจนกับออกซิเจนไปอยู
ทางดานออกซิเจนOไดดีกวาในเอทานอล ทำใหไฮโดรเจนอะตอมหลุดไปเปนโปรตอน ไดงายกวาในเอทานอล
ทั้งนี้ก็เพราะมี C ชวยดึงอิเล็กตรอนคูรวมพันธะระหวางไฮโดรเจนกับออกซิเจนนั่นเอง กรดแอซีติกจึง
แสดงความเปน กรดมากกวา เอทานอล ดังนนั้ กรดแอซีติกจึงสามารถเปลยี่ นสีกระดาษลติ มัสจากน้ำเงินเปนแดง
หรือทำปฏิกิริยากับ NaHCO3 ซึ่งเปนเบสออนได จะเห็นOไดวากรดแอซีติกหรือกรดคารบอกซิลิกอื่น ๆ ขณะ
เกิดปฏิกิริยาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่หมูคารบอกซิล ( C OH ) ดังนั้นหมูค ารบอกซิลจงึ เปน หมูฟงกชนั หรือ
หมูอะตอมท่แี สดงสมบตั เิ ฉพาะตัวของกรดแอซีติกหรือกรดคารบอกซิลกิ อ่ืน ๆ
ดงั น้นั ในโมเลกลุ ของสารอนิ ทรียสวนใหญจ ะประกอบดวย 2 สว น คอื สว นที่มกี ารเปลย่ี นแปลงระหวาง
เกดิ ปฏกิ ิริยา ซึ่งเรยี กวาหมฟู ง กช นั กบั สว นที่ไมมกี ารเปล่ียนแปลง
นอกจากหมูไฮดรอกซลิ และหมูค ารบอกซิลแลว ยงั มหี มฟู งกชนั อน่ื ๆ อีกหลายชนดิ จงึ ทำใหสามารถ
แบง สารอนิ ทรยี อ อกไดห ลายประเภทตามชนิดของหมูฟงกช นั หมฟู ง กชนั ทพ่ี บบอ ย ๆ แสดงดังตาราง
ชนดิ ของสารประกอบ หมฟู งกชัน ช่อื ของหมูฟ งกชัน H3CCHC2HC3CตHวั CอHยC2าHCงC2 HC3HC3H3
แอลเคน (alkane) C-C พนั ธะเดย่ี ว (single bond)
C=C CH3 CH2 OH
แอลคนี (alkene) C≡C พันธะคู (double bond) H3C O CH3
แอลไคน (alkyne) พันธะสาม (triple bond)
แอโรมาติก (aromatic) -OH
แอลกอฮอล (alcohol) -O- -
อีเทอร (ether) ไฮดรอกซลิ (Hydroxyl)
ออกซี (oxy) หรือ แอลคอกซี
(alcoxy)
ชนดิ ของสารประกอบ หมูฟงกชัน ชื่อของหมฟู งกช นั ตวั อยOาง
แอลดีไฮด (aldehyde) คารบอกซาลดีไฮด
O H (carboxaldehyde) H3C C H
คโี ตน (ketone) C O
กรดคารบอกซลิ ิก คารบอนลิ (carbonyl)
(carboxylic acid) OC H3C C CH3
เอสเทอร (ester) คารบ อกซลิ (carboxyl) O
O H3CO C OH
C OH แอลคอกซีคารบ อนลิ
(alcoxycarbonyl)
OC O H3C C O CH3
อะมโิ น (amino) CHC2H2NNH2H
H หรือ CH3
เอมีน (amine) NH H CH3 NCH3CH3
N อิมมิโน (imino) CH3
CH3 CH2
N O
(1o, 2o , 3o - amine)
OH CH3 C NH2
OC NH H O
OC N เอไมด (amide) C CH3
เอไมด (amide) CN หรอื H3C O N
(1o, 2o , 3o - amide) H
อะมโิ ด (amido)
C N CH3
H3C OCH3
แอซดิ เฮไลด O ฮาโลคารบ อนลิ H3OC C Cl
(acid halide) C Cl (halocarbonyl) O
OC O OC คารบอกซิลกิ แอนไฮไดรด H3C C O C CH3
แอซิดแอนไฮไดรด CN Carboxylic anhydride CH3 CH2 CN
(acid anhydride) SH CH3 CH2 SH
ไนไตรล (nitrile) หรือ ไซยาโน (cyano)
ไซยาไนด (cyanide)
ซัลฟไฮดรลิ (Sulfhydryl)
ไทออล (Thiol)
แบบฝก หดั เพิ่มเตมิ
1. วงกลมรอบหมูฟง กชนั ของสารประกอบตอไปนี้ พรอมท้ังบอกช่ือชนดิ ของสารประกอบและชอื่ หมูฟงกชนั
1.1 1.2
1.4 OH
1.3 O
1.5 OH 1.6 NH2
NH O
OO
1.7 1.8
NH2
1.9 O
1.10 OH
2. บอกช่ือหมูฟงกชันของสารประกอบตอไปน้ี 2.2)...........................
2.4)........................... O
O NH
OH 2.1)...........................
2.3)...........................
2.5)...........................
HO N O 2.6)...........................
O O
O
OH O OHOH
2.8)........................... NH2 2.7)...........................
4. ช่อื ของสารประกอบอินทรีย
ในอดตี เม่ือมีการคนพบสารประกอบอินทรยี ในปริมาณไมมาก นักเคมีมักจะเรียกสารประกอบอินทรีย
เหลานั้นตามความเหมาะสมหรือแหลงที่ไดมา เปนตน ชื่อที่ตั้งโดยไมมีกฎเกณฑที่แนนอนเรียกวา ชื่อสามัญ
(common name) ซงึ่ เมือ่ มีการคนพบสารประกอบอินทรียใ นปริมาณที่มากข้ึน ท้ังท่คี นพบจากธรรมชาติหรือ
จากการสังเคราะห การใชชื่อสามัญจึงเกิดปญหา เนื่องจากไมมีระบบที่แนนอน หรือชื่อสามัญดังกลาวไมไดมี
ความสมั พันธก บั สตู รโครงสรา งของหมูฟงกชันของสาร โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อสารนน้ั มีสูตรโครงสรางท่ีซับซอน
จึงทำใหนักเคมีกำหนดเกณฑการอานชื่อสารประกอบอินทรียขึ้นมา เรียกวา ระบบ IUPAC (International
Union of Pure and Applied Chemistry) ซึ่งการเรียกชื่อสารประกอบอินทรียในระบบ IUPAC ไดรับการ
ยอมรบั และใชก ันมาถงึ ปจจุบนั
4.1 การอา นชอ่ื สารประกอบอนิ ทรยี ระบบสามัญ (Common name)
การเรียกชือ่ ระบบสามัญใชสารที่มีโครงสรางขนาดเล็กและไมซับซอน โดยอาจตั้งช่ือตามแหลง ที่ไดมา
ตามความสัมพันธกับสูตรโครงสรางหรือสารในกลุมเดียวกันกับที่คนพบมากอน ซึ่งบางครั้งพบวาอาจจะไมมี
ความสัมพนั ธกับสงิ่ ใดเลยก็ได
O OH Citric acid (กรดซิตริก)
HO OH มาจากภาษาละตินคำวา citron หรือภาษากรีกคำวา
O OH O cedar เปนกรดอนิ ทรียช นดิ หนึง่ ที่ไดมาจากผลไมท่ีมี
OH รสเปรี้ยว เชน สม มะนาว
O Vanillin ไดม าจากตน วะนลิ า (vanilla tree)
OH HN paracetamol (พาราเซตามอล)
HO O
ตัวอยางช่ือสามัญของสารประกอบอินทรยี ทคี่ วรทราบ
สารอินทรีย ชือ่ สามัญ สารอนิ ทรยี ช่ือสามัญ
CH2 CH2 acetylene
ethylene HC CH (อะเซทลิ นี )
CH3 CH2 OH (เอทิลีน) O
O acetone
ethyl alcohol CH3 C CH3 (อะซิโตน)
H C OH (เอทลิ แอลกอฮอล) O
acetic acid
formic acid CH3 C OH (กรดอะซิติก)
(กรดฟอรมิก)
สารอนิ ทรีย ช่ือสามัญ สารอินทรยี ช่ือสามัญ
chloroform CH3 toluene
CHCl3 (คลอโรฟอรม) OH (โทลอู ีน)
O
OH benzoic acid phenol
(กรดเบนโซอิก) (ฟนอล)
4.2 การอา นชื่อสารประกอบอินทรียร ะบบสากล (IUPAC name)
เมื่อจำนวนสารประกอบอินทรียมีปริมาณมากขึ้น ทำใหการอานใชชื่อสามัญในการเรียกชื่อสารเกิด
ความไมสะดวก ในป ค.ศ. 1889 คณะที่ประชุมเคมีระหวางประเทศ (International Chemistry Congress)
ไดมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อสรางระบบในการอานชื่อสารประกอบอินทรีย และไดมีการตั้งกฎเกณฑ
การอานชื่อขึ้นที่เมืองเจนีวาในป ค.ศ. 1892 ซึ่งยังไมสมบูรณและไดรับการแกไขปรับปรงุ ใหมในป ค.ศ. 1930
โดยสหภาพเคมีระหวางประเทศ (International Union of Chemistry : IUC) และยังไดรับการแกไขอีกในป
ค.ศ. 1947 โดยสหภาพที่ไดเปลี่ยนชื่อเปนสหภาพเคมีบริสุทธิ์และเคมีประยุกตระหวางประเทศ
(International Union of Pure and Applied Chemistry : IUPAC) กฎการอานชื่อสารประกอบอินทรียได
มีการปรับปรุงอีกครั้งในป ค.ศ. 1979 และมีการปรับเปลี่ยนแกไขขอกำหนดในการเรียกชื่อเปนระยะ ๆ ซ่ึง
เอกสารเลมน้ใี ชข อ กำหนดที่ประกาศเม่ือป ค.ศ. 2013
ชื่อสารประกอบอินทรียตามระบบ IUPAC แบงไดเปน 3 สวน คือ สวนคำลงทาย โซหลัก และคำ
นำหนา ซง่ึ บง บอกลกั ษณะโครงสรา งดงั น้ี
คำนำหนา โซห ลัก คำลงทาย
(prefix) (main chain) (suffix)
คำนำหนา คอื ตำแหนง และช่ือของหมทู ี่ไมใชห มูฟ ง กชนั หลกั หรอื ทเ่ี รยี กทว่ั ไปวา หมแู ทนท่ี เชน หมู
แอลคิล การเรียกช่อื หมูแอลคิลใชห ลกั การเดียวกบั ช่อื ท่ีแสดงจำนวนอะตอมของคารบอน ในตารางขา งบน แต
ลงทายเสยี งเปน -ly (อลิ ) เชน methyl (เมทิล) ethyl (เอทลิ ) propyl (โพรพิล) นอกจากนีย้ ังมีอะตอมของ
ธาตแุ ฮโลเจน ในการเรยี กชื่อเปลย่ี นสว นทายเสียงของช่อื ธาตจุ าก -ine(อีน) เปน -o (โอ) ไดแก
F เรยี กวา fluoro (ฟลูออโร) Cl เรยี กวา chloro (คลอโร)
Br เรยี กวา bromo (โบรโม) I เรยี กวา iodo (ไอโอโด)
โซหลกั เปน สวนทแี่ สดงจำนวนคารบ อนอะตอมที่ตอกนั เปน สายตรงที่ยาวทีส่ ดุ
จำนวนคารบ อน ชอ่ื โซห ลกั จำนวนคารบ อน ชื่อโซห ลกั
ของโซหลัก ของโซหลัก
1 meth- 11 undec-
2 eth- 12 dodec-
จำนวนคารบ อน ชอ่ื โซห ลกั จำนวนคารบอน ช่อื โซหลกั
ของโซหลัก ของโซหลัก
3 prop- 13 tridec-
4 but- 14 trtradec-
5 pent- 15 pentadec-
6 hex- 16 hexadec-
7 hept- 17 heptadec-
8 oct- 18 octadec-
9 non- 19 nonadec-
10 dec- 20 eicos-
คำลงทาย เปนสวนที่อยูทายชื่อและเปนสวนที่สำคัญมาก เนื่องจากเปนสวนที่แสดงวาสารอินทรีย
นน้ั ๆ เปน สารประกอบจำพวกใด และจะบอกประเภทของหมูฟง กช ันของสารประกอบอนิ ทรียท่ีสำคัญที่สุดใน
โมเลกุล
ประเภทของสารประกอบอนิ ทรยี คำลงทายของหมูฟ งกช ัน การออกเสียงคำลงทาย
สารประกอบไฮโดรคารบอน
แอลเคน -ane เอน
แอลคนี -ene อนี
แอลไคน -yne ไอน
แอโรมาติก - -
สารประกอบอินทรยี ทมี่ ธี าตุออกซเิ จนเปน องคป ระกอบหลัก
แอลกอฮอล -ol ออล
อีเทอร - -
แอลดไี ฮด -al อาล
คโี ตน -one โอน
กรดคารบอกซิลิก -oic acid โออิก แอซิด
เอสเทอร -oate โอเอต
สารประกอบอินทรียทีม่ ีธาตุไนโตรเจนเปน องคป ระกอบหลกั
เอมนี -amine เอมนี
เอไมด -amide อาไมด หรือ เอไมด
4.2.1 ชอื่ ของสารประกอบไฮโดรคารบ อน
1) การเรยี กช่ือแอลเคน
เปนพืน้ ฐานสำคัญในการเรยี กชอ่ื สารประกอบอนิ ทรียป ระเภทอ่ืน ๆ โดยใชกฎตอไปนี้
1. หาโซค ารบ อนท่ียาวท่สี ุดหรือโซห ลกั ของโครงสรา งหลกั แลว ใชคำลงทา ยวา -ane เชน
CH3 CH2 CH2 CH2 CH CH3 CH3 CH2 CH2 CH2 CH CH3
CH3 CH3
เรียกวา -hexane
CH3 CH2 CH2 CH CH2 CH3
CH2 CH2 CH2 CH3
เรยี กวา -octane
2. เมื่อมีหมูแทนที่ (substituent groups) เกาะอยูบนโซหลัก ใหอานชื่อหมูแทนที่นั้นๆ เปนคำ
นำหนา โดยใหตำแหนงของคารบอนของโซหลักที่หมูแทนที่นั้น ๆ เกาะอยูโดยเปนตัวเลขที่นอยที่สุด ชื่อของ
หมูแทนท่แี ละช่อื โซหลักจะเขยี นตดิ กัน แตต ำแหนงของหมแู ทนทจี่ ะคน่ั ดว ยเครอื่ งหมาย - นำหนา ช่อื หมูแทนที่
น้ัน เชน C6 H3 C5H2 C4H2 C3H2 C2H C1H3
CH3
C1H3 CH2 2 C3H CCHH4 23 CH5 2 C6H3 2-methylhexane
CH2 3-ethylhexane
3. กรณีทีม่ ีหมูแทนท่ีมากกวา 1 หมู ใหต ำแหนง แทนที่ในทศิ ทางทีใ่ หผลรวมของตำแหนง หมแู ทนท่ีมี
คา นอยทส่ี ุด เรยี กหมแู ทนทเ่ี รียงตามลำดับอกั ษรภาษาอังกฤษ
C1H3 2CCHH3 C3 H2 4CCHH2 CC5HH23 C6H3 C6H3 5CCHH3 4CH2 3CCHH2 CC2HH23 C1 H3
4-ethyl-2-methylhexane ไมใช 3-ethyl-5-methylhexane
4. กรณที ่ีมหี มูแทนที่ซ้ำ ๆ กัน ใชอ กั ษรกรกี ที่แสดงถึงจำนวนหมแู ทนทซ่ี ้ำกันนำหนาช่ือหมูแทนที่นน้ั
โดยที่ di หมายความวา มีหมแู ทนทีน่ ้ัน 2 หมู
tri หมายความวา มีหมแู ทนที่นั้น 3 หมู
tetra หมายความวา มหี มูแทนทน่ี น้ั 4 หมู
CH3 CH3 CH3
CH3 CH2 C CH3 CH3 C CH2 CH CH3
CH3 CH3
2,2-dimethylbutane 2,2,4-trimethylpentane
คำนำหนา เชน di tri sec และ tert จะไมน บั รวมเปน ชอื่ ของหมแู ทนที่ แตคำนำหนา เชน iso neo
และ cyclo นับเปนสว นหน่ึงของชือ่ หมูแทนที่นน้ั ๆ เชน
CH2 CH3 CH2 CH3 CH3
CH3 C CH2 CH2 C CH2 CH3 CH3 CH2 CH2 CH CH2 CH CH3
CH2 CH3 CH3
CH3 CH CH3
3,6-diethyl-3,6-dimethyloctane 4-isopropyl-2-methylheptane
5. เมือ่ ใหตำแหนงหมแู ทนทแ่ี ลวทำใหตำแหนง เหมือนกันทั้งสองทิศทาง ใหหมทู ่ตี องอานชอื่ กอนมี
ตำแหนงท่ีต่ำกวา เชน Cl
CH3 CH2 CH CH2 CH CH2 CH3
Br
3-bromo-5-chloroheptane
ไมใช 5-bromo-3-chloroheptane
6. กรณีท่ีมโี ซหลักมีจำนวนคารบ อนอะตอมทย่ี าวทีส่ ดุ มากกวา 1 สายโซ ใหเ ลือกโซท ม่ี ีจำนวนหมู
แทนท่ีมากกวา เปนโซหลัก
CH3 CH2 21CCHH3 C4CHH32 C5 H2 C6 H3 1CH3 C2 H2 CCHH3 C4CHH32 C5 H2 C6 H3
3CH 3CH
3-ethyl-2-methylhexane ไมใช 3-isopropylhexane
7. ชอื่ หมูแทนท่ี เชน isopropyl sec-butyl tert-butyl เปนท่ยี อมรบั ในระบบ IUPAC แตก ารอานชื่อ
หมูแ ทนทีใ่ นระบบ IUPAC สามารถใชหลกั การ คอื ใหต ำแหนง คารบ อนของหมูแทนท่ีท่ีเกาะกับโครงสรางหลัก
เปนคารบอนตำแหนงที่ 1 จากนั้นอานชื่อของโซยอยลงทายดวย yl ถามีหมูแทนที่ในซยอยใหนำมาไวเปนคำ
นำหนาโดยบอกตำแหนงของหมูแทนท่ีนั้นดว ย ชื่อของหมูแทนที่จะอยูใ นวงเลบ็ โดยตำแหนงของโซหลักที่หมู
แทนท่เี กาะจะไวด า นนอกของวงเลบ็ และมเี ครอื่ งหมาย - คน่ั เชน
CH3 CH2 CH2 1CCHH3 CCHH32 CH2 CH3
4CH
4-isopropylheptane
หรือ 4-(1-methylethyl)heptane
ชือ่ หมแู ทนท่ีที่สำคญั ในระบบสามัญและระบบ IUPAC
CH3CCหHHม33CCูแHHท3CC2นHHท2Cี่ H2 ชอื่ สามัญ ชอ่ื ระบบ IUPAC
CCHH33CCCHHHCCC333CHHHHCCC23CCC3HHHHHC23C33CCCCCHHHHHH2CCC33322HHH32CCHH22 - methyl
- ethyl
propyl
n-propyl
isopropyl 1-methylethyl
n-butyl butyl
isobutyl
2-methylpropyl
sec-butyl
1-methylpropyl
tert-butyl
1,1-dimethylethyl
isopentyl
3-methylbutyl
neopentyl
2,2-dimethylpropyl
สำหรบั การเรียกชอื่ สารประกอบไซโคลแอลเคน
ใชก ฎเกณฑคลายกบั การอานช่ือของแอลเคนท่ีไมเปนวง คือ
1. ถาวงไซโคลแอลเคนนัน้ มหี มูแทนที่ใหอา นวงไซโคลแอลเคนเปนโซห ลกั ไมตองแสดงตำแหนงหมู
แทนทถ่ี า มีหมูแทนท่เี พยี ง 1 หมู ถาหมแู ทนทเ่ี ปนหมูของคารบ อนที่มีจำนวนคารบอนอะตอมมากกวา จำนวน
คารบ อนอะตอมในวงไซโคลแอลเคน ใหอ านวงไซโคลแอลเคนเปน หมูแทนทข่ี องไฮโดรคารบ อนหลกั
CH3 Br CH2CH2CH2CH3
methylcyclohexane bromocyclopentane 1-cyclopropylbutane
2. การทมี่ ีหมแู ทนท่ีมากกวา 1 หมู ใหอานตามลำดบั ตัวอักษรภาษาอังกฤษและใหหมูแทนที่ที่มลี ำดบั
ตัวอกั ษรมากอนเปน ตำแหนงท่ี 1
CH3 CH3 CH3 CH2CH3
CH3 Br
1,4-dimethylcyclohexane 1-bromo-3-methylcyclopentane 1-ethyl-2-methylcyclopentane
3. กรณีทีม่ หี มูแทนท่ีมากกวา 2 หมูขน้ึ ไป ใหอา นตามลำดบั ตัวอักษร หมูแทนท่ีในตำแหนงที่ 1
จะตองทำใหหมูแทนที่อนื่ ที่อยูถ ัดไปมีตำแหนงนอยทส่ี ดุ
1CH32 CH2CH2CH3 2CH21CHC3CHH33
3 2-ethyl-1,1-dimethylcyclohexane
ไมใช 1-ethyl-2,2-dimethylcyclohexane
C4H2CH3
4-ethyl-1-methyl-2-propylcyclohexane
ไมใ ช 1-ethyl-4-methyl-3-propylcyclohexane
2) การเรยี กชื่อแอลคนี
การอานชื่อในระบบ IUPAC ของสารประกอบแอลคีนทำไดโดยการเปลี่ยนคำลงทาย ane ของ
สารประกอบแอลเคนเปน ene
1. หาโซท ่ียาวทีส่ ุดท่ีผานหมูฟ งกช ัน ซงึ่ ในกรณีน้คี ือพันธะคู โดยใหตำแหนงของพันธะคูมีเลขตำแหนง
นอยทสี่ ดุ อา นตำแหนงและค่นั ดวยเคร่ืองหมาย - หนา คำลงทายหรือหนาโซหลกั
CH2 CH CH2 CH3 CH3 CH CH CH3
1-butene หรือ but-1-ene 2-butene หรอื but-2-ene
CH3 CH2 CH2 CH2 CH2 CH CH2 CH2 CH3
HC CH2
3-propyl-1-octene หรอื 3-propyloct-1-ene
ไมใ ช 4-ethenylnonane
2. ชื่อของหมูแทนที่ใหวางไวหนาชื่อของโซหลักที่ระบุตำแหนงของพันธะคูแลว โดยใหตำแหนงหมู
แทนที่เกาะอยบู นโซห ลกั ดวย
CH3 CH CH CCHH3 CH3 CH2 CH2 CH3
CH3 CH2 C CH CH3
4-methylpent-2-ene 3-ethylhex-2-ene
3. ถา โซห ลกั มีหมแู ทนทมี่ ากกวา 1 หมู ใหอานหมแู ทนทตี่ ามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ
CH2 CH CCHH3 Br CH3 CH3 CH C CCHH3 CH3
CH CH3
4-bromo-3-methylpent-1-ene 3,4-dimethylpent-2-ene
4. ถาตำแหนงของพันธะคูที่ไดมีเลขตำแหนงเทากัน 2 ทิศทาง เลือกชื่อที่ทำใหหมูแทนที่มีตำแหนง
ตวั เลขนอยท่สี ุด
CH3 CH CH2 CH C CH2 CH2 CH3 CH3 CH CH Br CH3
CH3 CH3 CH3 C CH2
2,5-dimethyloct-4-ene 4-bromo-2-methylhex-3-ene
ไมใช 4,7-dimethyloct-4-ene ไมใช 3-bromo-5-methylhex-3-ene
5. สำหรับสารไซโคลแอลคีน ไมตองใหตำแหนงของพันธะคู เนื่องจากตำแหนงของพันธะคูจะใหเปน
ตำแหนงที่ 1 และ 2 เสมอ กรณีที่มีหมูแทนที่บนวง พันธะคูยังคงเปนตำแหนงที่ 1 และ 2 โดยเลือกวนไป
ทางดา นท่ใี หตำแหนงหมูแทนท่ีมตี วั เลขนอยท่สี ุด (ไมใชท ำใหผลรวมของตำแหนงของหมูแทนที่มีคานอยที่สุด)
และอานตามลำดับตวั อักษรภาษาองั กฤษ
1 2 3 CH3 1
3-methylcyclohexene 2
CH3 34
CH3 CH2CH3
4-ethyl-3-mCHe3thylcyclopentene
CH3 CH2CH3
1,5-dimethylcyclohexene 6-ethyl-1-methylcyclohexene
ไมใช 2,4-dimethylcyclohexene ไมใช 3-ethyl-2-methylcyclohexene
6. แอลคีนที่มีจำนวนพันธะคูตั้งแต 2 พันธะขึ้นไป ใหอานชื่อเปน ไดอีน (diene) เมื่อมีพันธะคู 2
พันธธ หรือไตรอีน (triene) เมื่อมีพันธะคู 3 พันธะ เปนตน โดยใหตำแหนงของพันธะคูเปนตัวเลขนอยที่สุด
กรณีท่มี หี มแู ทนท่ีใหใชหลกั เกณฑต ามที่ไดกลาวมาในขางตน
CH2 CH CH CH2 CH2 CH CH CH CH C CH3
CH2 CH3
1,3-butadiene 6-methyl-1,3,5-octatriene
CH3 CH CH CH2 CH CH2
1,4-hexadiene
3) การเรียกชื่อแอลไคน
การอานชื่อในระบบ IUPAC ของสารประกอบแอลไคนทำไดโดยการเปลี่ยนคำลงทาย ane ของ
สารประกอบแอลเคนเปน yne
1. หาโซที่ยาวที่สุดที่มีพันธะสามอยูบ นโซน้ัน ใหตำแหนงของพันธะสามมีเลขตำแหนงนอยที่สดุ อาน
ตำแหนงโดยค่นั ดวยเครอื่ งหมาย – หนา คำลงทา ยหรือหนาโซหลกั
HC CH CH3 C CH CH3 C C CH3 CH C CH2 CH3
ethyne propyne but-2-yne but-1-yne
2. กรณีที่มีหมูแทนที่ใหตำแหนงโดยสัมพันธกับตำแหนงของพันธะสามทีไดกำหนดไว ใชกฎตาง ๆ ท่ี
ไดกลา วมา เชน C CCHH3 CH3 CH3 CH2 CH2 C C Br CH CH3
CH3 C CH CH3
4-methylpent-2-yne 3-bromo-2-methyloct-4-yne
3. กรณีที่สารประกอบดวยพันธะคูและพันธะสาม จะเรียกสารประกอบนั้นวา สารประกอบอีนไอน
(enyne) การอานชื่อสารประเภทน้ีทำไดโดยหาโซหลักที่มจี ำนวนคารบ อนมากท่ีสุดท่ผี านทั้งพันธะคูและพันธะ
สามโดยใหตำแหนงของหมูฟงกชนั เปนจำนวนตัวเลขที่นอยที่สุด ซึ่งอาจจะเปนพันธะคูหรือพันธะสาม ถาการ
อานสารประกอบนนั้ ใหต ำแหนงทเี่ หมอื นกนั ใหพ นั ธะคูมีความสำคญั และมีตำแหนงพนั ธะที่นอยกวา
CH C CH2 CH CH CH3 CH C CH CH2
hex-4-en-1-yne but-1-en-3-yne
4) การเรยี กชื่อแอโรมาติกไฮโดรคารบ อน CH2CH3
1. ใหใชช ื่อเบนซนี เปนชือ่ หลัก อานชอ่ื หมูแ ทนทีเ่ ปนคำนำหนา
Cl NO2
chlorobenzene Nitrobenzene ethylbenzene
2. มสี ารอนพุ นั ธข องเบนซีนท่ีมีหมูแทนท่ี 1 หมูเ ปนจำนวนมากที่มีชอื่ สามัญท่เี ปนท่นี ิยมเรยี กกนั และ
เปนทย่ี อมรับในการใชในระบบสากลดว ย
CH3 OH NH2 OCH3
methylbenzene hydroxybenzene aminobenzene methoxybenzene
(toluenOe) (phenoOl) (aniline) (anisole)
C OH CH CH CH2
(benzoic acid) (benzaldehyde) (styrene)
3. เมอ่ื มหี มูแทนท่ี 2 หมู กรณีท่เี ปนหมูแทนทีห่ มเู ดียวกนั ใหอา นตำแหนงใหสมั พนั ธก ัน ในบางครั้ง
นิยมใชค ำนำหนา เปน ออรโ ท (ortho) เมตา (meta) หรอื พารา (para) (ใชต วั ยอเปน o- , m- , p-) หรือจะ
บอกความสัมพนั ธว าเปน 1,2- 1,3- หรอื 1,4-
CH3 CH3 CH3
CH3 CH3 CH3
1,2-dimethylbenzene 1,3-dimethylbenzene 1,4-dimethylbenzene
o-dimethylbenzene m-dimethylbenzene p-dimethylbenzene
(o-xylene) (m-xylene) (p-xylene)
4. กรณีที่มีหมูแทนท่ีมากกวา 1 ชนิด ใหอา นตำแหนงใหส มั พนั ธกัน โดยใหผ ลรวมของเลขตำแหนง
นอ ยทส่ี ุด ถา อานแลวใหตำแหนง ทเี่ หมอื นกนั ใหห มูทีส่ ำคัญกวามตี ำแหนงนอ ยกวา อา นช่อื ตามลำดับอักษร
ภาษาองั กฤษ CH3 Cl
Cl
CH2CH3 Br
1-ethyl-3-methylbenzene 4-bromo-1,2-dichlorobenzene
5. เมือ่ วงเบนซนี เปน หมูแทนทใี่ หอานวา เฟนลิ (phenyl) ซง่ึ นยิ มเขียนเปน ตวั ยอ ไดหลายแบบ คอื
C6H6- Ph- และ -
CH3 CH CH2 CH2 CH2 CH2 CH3
2-phenylheptane
6. เบนซลิ (benzyl) คอื หมูเฟนิลเมทลิ มักใชต ัวยCอHเ2ปนBBrn- หรือ PhCH2-
benzylbromide
4.2.2 ชอ่ื ของสารประกอบอินทรยี ที่มีธาตุออกซิเจนเปนองคป ระกอบ
1) การเรยี กชื่อแอลกอฮอล
1. หาโซที่ยาวที่สุดที่มีหมูฟงกชัน (หมูไฮดรอกซี, -OH) เกาะอยู โซนั้นจะเปนโซหลัก ใหอานชื่อ
แอคเคนน้นั แตต ดั e ทคี่ ำลงทา ยทิง้ และเตมิ ol เปน คำลงทา ย
2. ใหต ำแหนง ของหมูฟงกช ันมตี ัวเลขนอยทสี่ ดุ ถา มีหมูแทนทอ่ี ื่น ๆ ใหอา นใหส มั พันธก ันโดยวางไว
เปน คำนำหนาพรอมบอกตำแหนง และเรยี งลำดบั ตามตัวอักษร
OH OH
OH 3-ethylhexan-2-ol Br
pentan-3-ol 3-bromocyclohexanol
3. กรณที ีม่ ีหมูไฮดรอกซลิ มากกวา 1 หมู ถามี 2 หมูใหอานเปน diol ถามี 3 หมจู ะอานเปน triol
HO OH HO OH
ethane-1,2-diol OH
propane-1,2,3-triol
2) การเรียกชื่ออเี ทอร
เน่อื งจากไมมกี ฎการอานช่อื อยางเปนทางการโดย IUPAC การอานช่ือสารประกอบอเี ทอร จงึ สามารถ
อา นไดหลายแบบ ที่เปน ทีน่ ิยมกันและสามารถปรบั ใชไดก ับสารท่ีมขี นาดใหญได คือ การอานหมู -OR วา หมู
แอลคอกซี (alkoxy group) เปนหมูแทนที่ของโซหลกั
OO O
methoxymOethane methoxyetOhane 2-ethoxypropane
ethoxycyclohexane methoxybenzene
3) การเรียกชื่อแอลดไี ฮด
1. หาโซทยี่ าวทส่ี ดุ ทีม่ หี มคู ารบอนลิ ของแอลดไี ฮดอ ยูบ นโซนั้นและใหโ ซน้นั เปนชื่อของโซหลกั ถา หมู
แอลดีไฮดเ ปน หมฟู งกชันท่สี ำคญั ทสี่ ุดของสารประกอบ ตำแหนง ของหมูค ารบ อนลิ จะเปนตำแหนง ที่ 1 การ
อา นช่ือของโซน นั้ โดยตดั อักษร e ของชอ่ื แอลเคนนนั้ แลว ใสคำลงทา ยวา al
2. ถา มีหมูแ ทนทบี่ นโซนนั้ ใหอา นตำแหนง ใหส ัมพนั ธกนั และวางไวห นา ช่อื ของโซหลัก โดยอา น
ตามลำดบั ตวั อักษรภาษาอังกฤษ OO
HH
Br
3-methylbutanal 4-bromo-3-ethylpentanal
3. กรณที ม่ี ีหมูคารบอนลิ เกาะอยูโซห ลกั ท่ีเปนวง ใหอา นชอ่ื ของโครงสรางหลักท่เี ปน วงน้ัน จากน้ัน
ตามดวยคำลงทา ยวา carbaldehyde หรอื carboxaldehyde กรณที ี่มหี มแู ทนท่บี นวงใหตำแหนงคารบอนที่
มีหมูคารบ อนิลของแอลดไี ฮดเกาOะอยูเ ปน ตำแหนงที่ 1 O
HH
cyclohexanecarbaldehyde benzenecarbaldehyde (benzaldehyde)
O
H
3-methylcyclopentanecarbaldehyde
4) การเรยี กช่ือคีโตน
1. ใหหาโซไฮโดรคารบ อนที่ยาวทส่ี ุดทผี่ า นหมคู ารบ อนลิ ของคีโตน อานช่อื ไฮโดรคารบอนนั้นโดยตดั
อกั ษร e ทา ยชื่อทิง้ แลวตามดว ยคำวา one
2. ใหบ อกตำแหนงคารบอนลิ ของคีโตนมีตำแหนงนอยทีส่ ดุ ดานหนา คำลงทาย ถามีหมแู ทนทอ่ี ่นื ๆ
ใหอ า นใหสมั พันธก นั โดยใชก ฎเกณฑต าง ๆ ตามท่ีไดก ลาวมาแลว
OO
butan-2-one 3-methylpentan-2-one
3. สำหรับคีโตนที่มีโครงสรา งเปนวง ใหอ า นชอ่ื วงของโซหลักนนั้ โดยตัด e ของชือ่ โซหลกั ทิง้ และเติม
คำวา one O
cyclopentanone O
3-methylcyclohexanone
5) การเรยี กชื่อกรดคารบอกซลิ กิ
1. หาโซท่ียาวทส่ี ดุ ท่ีมหี มู -COOH อยูบ นโซน้นั ดว ย จากนั้นอานช่ือโซแ อลเคนนน้ั โดยตัดอักษร e ท่ี
คำลงทายออกแลวเติม oic acid
2. ใหค ารบ อนของ -COOH เปน ตำแหนง ท่ี 1 จากน้นั หมูแทนทอี่ ืน่ ๆ ใหอา นใหสมั พันธกนั โดยใช
หลกั เกณฑท ี่ไOดกลาวมาขา งตนแลว O O O
H C OH
OH OH OH
methanoic acid O ethanoic acid propanoic acid butanoic acid
O
OH HO
Br 2,3-dimethylpentanoic acid
2-bromo-3-methylbutanoic acid
3. กรดคารบ อกซลิ ิกที่มีหมู -COOH เกาะอยบู นโซห ลกั ท่ีมีลกั ษณะเปน วง ใหอา นชื่อไฮโดรคารบอน
น้นั แลว เติมคำวา carboxylicOacid O
OH OH
cyclohexanecarboxylic acid benzenecarboxylic acid (benzoic acid)
6) การเรียกช่ือเอสเทอร
ในการอานช่ือสารประกอบเอสเทอร ใหอา นช่ือหมู R ของแอลกฮอลอานกอน โดยอา นเหมอื นเปน หมู
แทนที่ ลงทา ยดวย yl จากนัน้ ตามดวยช่ือของสวนที่มาจากกรดคารบ อกซลิ ิกทีต่ ัดคำลงทาย ic acid ท้ิงแลว
เปลย่ี นเปน ate O
มาจากกรดคารบ อกซิลิก R' C OR มาจากแอลกอฮอล
O O
O
O phenyl propanoate
ethyl etOhanoate
O
O O
O
methyl 2-methoxypropanoate methyl cyclohexanecarboxylate
4.2.3 ช่ือของสารประกอบอินทรียทม่ี ธี าตุไนโตรเจนเปนองคประกอบ
1) การเรียกชื่อเอมีน
1. หาโซท ย่ี าวทส่ี ุดทีม่ ีหมูฟง กชัน (หมูอะมโิ น, -NH2) เกาะอยู จากนนั้ อา นช่อื โซไฮโดรคารบ อนนัน้
โดยตัด e ที่คำทายชอื่ ออก แลว เตมิ คำวา amine กรณที ต่ี องระบุตำแหนงทีห่ มอู ะมิโนเกาะอยูใหว างไวห นา คำ
ลงทาย NH2
CH3 NH2
methanamine Propan-2-amine
2. กรณีทมี่ หี มูแทนท่ีอ่ืนบนโซหลัก ใหระบใุ หสัมพนั ธกนั กับตำแหนง ของหมูอะมโิ น โดยวางไวห นาชื่อ
ของโซห ลักและอา นเรียงลำดับตามตวั อักษร NH2
NH2
4-methylpentan-2-amine 3-ethylcyclohexanamine
3. กรณที ี่หมูแทนท่ีอยูบนไนโตรเจนอะตอม ใหอา นช่ือหมูแทนทีโ่ ดยใช N- นำหนาชือ่ หมแู ทนที่นั้น
CH3 NH CH3 HN Cl
N-methylmethanamine 4-chloro-N-methylpentan-2-amine
Cl N
4-chloro-N,N-dimethylpentan-2-amine
2) การเรียกช่ือเอไมด
1. เอไมด คือ อนพุ นั ธข องกรดคารบ อกซิลกิ ที่มหี มู -NH2 , -NHR หรอื -NR2 แทนทหี่ มู -OH ของกรด
คารบอกซลิ กิ การอา นชื่อทำไดโ ดยตัดคำลงทายช่ือกรดคารบ อกซิลิก oic acid หรือ ic acid แลว เตมิ amide
OO
NH2 NH2
ethanamide 3-methylbutanamide
2. กรณีทเี่ ปน วง ใหอานชื่อวงไฮโดรคารบอนน้ันแลว เตมิ คำลงทา ยวง carboxamide
O
NH2
2-methylcyclohexanecarboxamide
3. กรณที ่ีมีหมูแทนท่บี นไนโตรเจนอะตอมใหอานช่อื หมูแทนท่นี ั้นโดยใช N- นำหนาและใหว างไวท่ี
หนาช่อื โซห ลัก ถาเปนหมตู างกันใหอา นตามลำดับภาษาองั กฤษ
NH HN
O O
N-cyclohexylpropanamide N,N-dimethylmethanamide
O
N
N-ethyl-N-methylethanamide
แบบฝก หัดเพิ่มเตมิ ชือ่ IUPAC
1. จงบอกช่ือสารประกอบอนิ ทรยี ตอ ไปนี้
สารประกอบอนิ ทรยี
1.1
1.2
1.3
1.4
1.5
1.6 CH3 CH2 CH OH
1.7 C2H5
1.8 HO
สารประกอบอนิ ทรยี ช่ือ IUPAC
O
1.9 O
1.10 H
O
1.11 O OH
1.12 O
1.13 O
NH2
1.14 O
1.15 H2N
1.16
Br
1.17 CH3 CH CH2 CH3
1.18 C3H7
1.19 Cl I
Br
1.20 CH3 C C CH CH3
C2H5
1.21
1.22
1.23 Br
C2Hสา5รประกอCบ2Hอิน5 ทรีย ชอื่ IUPAC
1.24 Cl Br
Br Cl
1.25
1.26 CH3 CH CH OH
1.27 C2H5 C2H5
1.28 O
O
OH
1.29 O
1.30 Cl Br
O
CH3 C CC2HH5CH3
1.31 F F
1.32 CH3 F NH2
1.33 CH CCH2H5CH3
NH2
O
1.34 H2N Cl Cl
F NH2
1.35 O
2. เขียนสูตรโครงสรา งของสารประกอบตอไปน้ี โครงสรา งแบบเสน พนั ธะ
ช่ือสารประกอบอนิ ทรยี
2.1 pentane
2.2 pent-2-ene
2.3 5,5-dimethylhex-1-yne
2.4 5-ethylhept-2-yne
2.5 3,5-dichloro-2,2-dimethylpentane
2.6 5-chloro-3-ethylpentan-2-ol
2.7 2,3,4-tribromobutanal
2.8 1,4-dimethylbenzene
2.9 2-chloro-4-methylpentan-3-one
2.10 butan-2-amine
ช่ือสารประกอบอินทรีย โครงสรางแบบเสนพันธะ
2.11 4-chloropentanamide
2.12 ethyl propanoate
2.13 3-chloro-2-methylbutanoic acid
2.14 2,3-dimethylcyclobutene
2.15 3-methylcyclopentyne
3. ชื่อสารใดตอ ไปนีไ้ มถูกตอง ใหเขยี นโครงสรา งของสารท่ีมีช่อื ผดิ น้ี และเรียกชอ่ื ใหถูกตอง
...........3.1) 1,1-dimethylpentane
...........3.2) 3-methyl-2-propylhexane
...........3.3) 4,4-dimethyl-3-ethylpentane
...........3.4) 5-ethyl-4-methylhexane
...........3.5) 2,3-methylhexane
5. ไอโซเมอร
ไอโซเมอริซึม (isomerism) หมายถึง ปรากฎการณที่สารมีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แตมีสูตร
โครงสรางตางกัน สวนไอโซเมอร (isomer) หมายถึงสารแตละชนิดที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแตมีโครงสราง
ตางกัน และสารที่เปนไอโซเมอรกันจะมีสมบัติตางกัน ถาสารที่เปนไอโซเมอรกันเปนสารตางประเภทกันจะมี
สมบตั ิตา งกนั มาก แตถ าเปน สารประเภทเดยี วกันจะมีสมบัติตา งกนั นอยกวา ไอโซเมอรป ระเภทน้ีเรียกวา ไอโซ
เมอรโครงสรา ง (structural isomer)
ตัวอยางที่ 1 C2H6O สHามาHรถเขยี นสูตรโครงสรางได 2 แบบดังนี้ HH
HCCOH HCOCH
HH HH
(1) (2)
สารทั้งสองเปน สารตา งประเภทกัน สตู รโครงสรา ง (1) เปนของเอทานอล ซ่งึ เปนแอลกอฮอลชนดิ หนึง่
สว นสูตรโครงสราง (2) เปน ของไดเมทิลอีเทอร ซง่ึ เปน อีเทอรช นดิ หนึ่ง สารทง้ั สองมสี มบัติตางกันดงั ตาราง
สตู รโครงสรา ง ช่อื จดุ หลอมเหลว จดุ เดือด สถานะท่ี ความหนาแนน ท่ี
(oC) (oC) 25 oC 20 oC (g/cm3)
CH3-CH2-OH เอทานอล -114.1 78.5 ของเหลว 0.785
CH3-O-CH3 ไดเมทลิ อีเทอร -138.5 -24 แกส 0.661
ตัวอยา งที่ 2 C4H10 มสี ตู รโครงสรา งได 2 แบบ หรอื มี 2 ไอโซเมอร ดงั น้ี
butane 2-methylpropane
สารท้ังสองเปน สารประเภทเดียวกัน คือตา งกเ็ ปนแอลเคน แตมีสมบตั ติ า งกัน
สูตรโครงสราง ชือ่ จดุ หลอมเหลว จุดเดือด สถานะที่ ความหนาแนนที่
(oC) (oC) 25 oC 20 oC (g/cm3)
butane -138.4 -0.5 แกส 0.578
2-methylpropane -159.4 -11.7 แกส 0.549
วิธีพจิ ารณาวาสารเปน ไอโซเมอรก นั หรอื ไม มีขนั้ ตอนการพิจารณาดังน้ี
ขั้นที่ 1 พิจารณาจำนวนธาตุวาเทากันหรือไม ถาเทากันใหนับจำนวนอะตอมของธาตุแตละชนิดวา
เทา กนั หรือไม ถา เทากันทุกธาตุ แสดงวา มสี ูตรโมเลกุลเหมือนกนั ใหพจิ ารณาขัน้ ที่ 2 ตอ
ขั้นที่ 2 พิจารณาดูวามีโครงสรางตางกันหรือไม ถามีโครงสรางตางกัน แสดงวาเปนไอโซเมอรกัน ใน
การพจิ ารณาโครงสรางวาเหมือนหรือตางกัน เปนเรอื่ งทค่ี อนขา งยาก เพราะสูตรโครงสรางที่นักเรียนเห็นไมใช
โครงสรางที่แทจริง แตเปนสูตรโครงสรางที่เขียนเพื่อความสะดวก เปนโครงสราง 2 มิติ แตความจริงเปน
โครงสราง 3 มิติเปนสวนใหญ ดังนั้นสูตรโครงสรา งที่เห็นวาตางกันจึงอาจเหมือนกันก็ได ในการพิจารณาใหใช
หลักดังนี้ ถือวาโครงสรางทั้งหลายเปรียบเหมือนเสนลวดที่สามารถดัด พลิก หมุนได (เฉพาะสวนที่เกิดพันธะ
เดย่ี ว) แตหามตดั ตอ ถา ดดั พลิก หรือ หมุนแลว ทำใหเหมอื นกนั แสดงวาเปนโครงสรางเดยี วกนั เชน
เปน โครงสรางเดียวกนั
เปน โครงสรางเดียวกนั
เปนโครงสรางเดียวกนั
ตวั อยางสารชนิดเดียวกนั มโี ครงสรางเหมือนกัน แตสงั เกตเหน็ วา มีโครงสรา งตางกัน
ตัวCอHย3า งCทHี่ 21 CH2 CH2 CH3 CH3 CH2 CH3 CH3 CH2 CH2 CH2 CH3
CH2 CH2
ตวัCCCอHHHย333า งCCCCทHHHHี่ 322 CH2 CH3 CH3 CCHH3 CH2 CH3 CH3 CH2 CCHH3 CH3
CH3
CH3 CH2 CH CH3
CH3
สำหรบั ตำแหนงท่ีคารบ อนเกิดพันธะคหู รือพันธะสามไมส ามารถหมุนได จงึ พจิ ารณาแตกตา งจากการ
เกดิ พันธะเดีย่ ว เชน CH3 CH3 CH3 CH2 CH3
C C CC
H CH2 CH3 H CH3
สารทั้งสองมสี ูตรโมเลกุลเหมือนกนั คือ C6H12 แตมหี มูอ ะตอมทเ่ี หมือนกันเกิดพนั ธะกบั คารบอนใน
ทศิ ทางท่ตี างกนั จงึ เปนไอโซเมอรกนั
5.1 ชนิดของไอโซเมอร
1. ไอโซเมอรโครงสรา ง (Structural isomer) คือสารท่ีมสี ูตรโมเลกุลเหมือนกัน แตมีสูตร
โครงสรา งตา งกัน แบงออกเปน 4 ชนดิ คอื
1.1 Chain isomer คือ สารทม่ี ีสตู รโมเลกลุ เหมือนกันแตมโี ครงสรา งของโซค ารบ อน
แตกตา งกัน ตัวอยางเชน
C4H10 มี 2 ไอโซเมอร คือ
C4H9OH มี 2 ไอโซเมอร คือ OH
OH
ในกรณีนี้สารทเ่ี ปน ไอโซเมอรกันเปน สารประเภอเดยี วกัน แตม ีสมบตั ิบางประการตางกัน เชน
butane มีจุดเดอื ด 0 oC ในขณะท่ี 2-methylpropane มจี ดุ เดือด -12 oC
1.2 Positional isomer คือสาร 2 ชนิดหรือมากกวา 2 ชนิด มสี ตู รโมเลกุลเหมอื นกันแตม ี
อะตอมหรือหมูอะตอมซ่ึงแทนท่ีไฮโดรเจนในโซคารบอนตำแหนงตางกนั ตัวอยางเชน C3H7OH มี positional
isomer 2 ไอโซเมอร ดงั น้ี OH OH
จากสตู รจะเหน็ ไดว า หมูอะตอม คือ หมู -OH เกดิ พนั ธะกับคารบ อนในตำแหนงทีต่ างกัน จึง
เปน positional isomer กัน
ไอโซเมอรแ บบน้ีอาจเกดิ จากการท่ีสารมีพนั ธะคหู รือพนั ธะสาม อยูใ นตำแหนงตา งกันก็ได
เชน C4H8 มี positional isomer 2 ไอโซเมอร คือ
1.3 Functional isomer คือสารท่ีมีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แตมีหมฟู งกชันตางกัน
ตวั อยางสารทเี่ ปน Functional isomer
สตู รโมเลกลุ Functional isomer
CnH2n+2O แอลกอฮอล และ อเี ทอร
CnH2nO แอลดีไฮด และ คโี ตน
CnH2nO2 กรดคารบอกซลิ กิ และ เอสเทอร
O OH
ethoxyethane butan-1-ol
1.4 Metamers คอื สารท่มี สี ูตรโมเลกลุ เหมอื นกนั แตม ีจำนวนอะตอมของคารบอน ซึง่ เกิด
พันธะกับหมูฟงกชัน 2 ขาง ในโมเลกุลของสารประกอบประเภทเดียวกันไมเทากนั ตัวอยาง เชน เมทิลโพรพิล
อีเทอร และไดเอทิลอีเทอรตางก็มีสูตรโมเลกุลเปน C4H10O แตมีจำนวนอะตอมของคารบอนที่เกิดพันธะ
กบั -O- สองขา งตา งกนั สารทัง้ สองจงึ เปน metamer กนั
OO
ตัวอยา งอ่ืนเชน เมทลิ โพรพิลเอมีน และไดเอทิลเอมีน มีสตู รโมเลกลุ เหมือนกนั คือ C4H11N สารทง้ั
สองชนิดตางก็เปนเอมีน แตมีสูตNรHโครงสรางตา งกนั ดงั นี้ NH
2. สเตอรโิ อไอโซเมอร (Stereoisomer) คือสารที่มสี ตู รโมเลกลุ สตู รโครงสรางเหมือนกัน แตมกี าร
จัดเรียงอะตอม หรอื หมูอะตอมในทีว่ างตา งกนั แบงออกเปน 2 ชนิดคือ
2.1 Geometrical หรือ Cis-Trans isomer คือสารที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แตมีหมู
อะตอมหรอื อะตอมท่ีเหมือนกันเกิดพันธะคารบ อนอะตอมที่เกิดพนั ธะคูใ นทิศทางตางกัน ถา หมูท่ีเหมือนกันซ่ึง
เกดิ พันธะกบั คารบ อนอะตอมทเี่ กิดพันธะอยูขางเดียวกันของพันธะคู เรียกวา cis- แตถ าหมูที่เหมือนกันซ่ึงเกิด
พนั ธะกับคารบ อนอะตอมท่เี กดิ พันธะคูอยูดานตรงกนั ขา มของพันธะคู เรียกวา trans-
ไมเ ปน Cis-Trans isomer
เปน Cis-Trans isomer
เปน Cis-Trans isomer
ไมเ ปน Cis-Trans isomer แต
เปน E-Z system
2.2 Enantiomer หรือ Optical isomer คือ สาร 2 ชนดิ ท่มี ีสตู รโมเลกลุ เหมือนกนั และมี
โครงสรางเปนกระเงากนั และกัน แตโครงสรางทั้งสองไมส ามารถซอนทับกันสนทิ หรอื เงากระจกจะซอนทับกัน
ไมสนทิ เรกี ยวา non-superimpsable mirror image
เมื่อผานแสงโพลาไรซไปยังสารละลายของสารไอโซเมอร แสงจะเบนไปจากแนวเดิม ในทิศทางตรงกันขาม
โมเลกุลที่จะมีไอโซเมอรแบบน้ี อะตอมกลางจะตองตอหรือเกิดพันธะอยูกับอะตอมหรือหมูอะตอมที่ตางกนั 4
อะตอม หรือ 4 หมู เรียกวา โมเลกุลไครัล ซึ่งจะมีศูนยกลางไครัล (chiral center) หรือ steregenic center
ตวั อยางเชน
COOH COOH
HC OH C H
H3C HO
CH3
แทนพันธะทีช่ เ้ี ขา ไปในระนาบของกระดาษ
แทนพนั ธะที่ช้ีออกนอกระนาบของกระดาษ
แทนพนั ธะทอี่ ยูระนาบเดยี วกับกระดาษ
5.2 หลักการเขยี นไอโซเมอร
1) เขียนไอโซเมอรจากสารอนิ ทรยี ท ีม่ โี ซย าวกอน (เปน โครงสรา งที่ประกอบดวยอะตอมคารบอนเรียง
ตอ เนอื่ งเพียงแนวเดยี วใหครบจำนวนอะตอมคารบอน)
2) ลดจำนวนอะตอมคารบอนลงทลี ะหนึ่งอะตอมโดยนำมาตอเปน โซก่ิงตำแหนงตาง ๆ กัน ตำแหนง
โซก ง่ิ ตองเปนตำแหนงทีถ่ ูกกำหนดใหมีตวั เลขนอ ยท่ีสดุ บนโซห ลกั ถา ตำแหนง โซกงิ่ เปนตำแหนงเดียวกันก็ไม
จดั เปนไอโซเมอร
C1 C2 C3 C4 C5 C5 C4 C3 C2 C1
C C
แบบที่ 1 แบบที่ 2
สูตรโครงสรางแบบท่ี 1 และ 2 ไมจัดเปนไอโซเมอรซง่ึ กันและกัน เน่ืองจากตำแหนง ของอะตอม
คารบอนที่เปน โซกง่ิ อยใู นตำแหนงเดยี วกนั
3) ในกรณีทม่ี ีพนั ธะคหู รือพนั ธะสามระหวา งอะตอมคารบ อน เม่อื เขยี นโครงสรา งแบบโซตรงแลว ใส
ตำแหนงของพนั ธะคูห รือพันธะสามใหเ ปน ตำแหนงทนี่ อยท่ีสดุ แลว เล่ือนตำแหนง พันธะคูหรอื พนั ธะสาม จะได
ไอโซเมอร (ตองพิจารณาดดู วยวา ซ้ำกับโครงสรางเดมิ หรือไม)
4) การเขยี นไอโซเมอรของโครงสรา งแบบวงใหเ ริ่มจากรปู เหล่ยี มเทากบั จำนวนอะตอมคารบ อนที่
กำหนด แลว ลดขนาดของรูปเหล่ยี มลงทลี ะอะตอม
5) โดยทั่วไปนิยมเขียนไอโซเมอรท ่ีมีโครงสรา งแบบเสน พันธะ เน่อื งจากไมต อ งแสดงไฮโดรเจน ทำให
เหน็ โครงสรางไดช ัดเจน
แบบฝกหัดเพิ่มเติม สูตรโครงสราง
1. เขยี นไอโซเมอรของสารประกอบอนิ ทรยี ต อ ไปนี้
สตู รโมเลกลุ
1.1 C4H10
1.2 C5H12
1.3 C6H14
1.4 C4H8
1.5 C5H10