แบบฝกหัดเพ่ิมเติม เร่อื ง แอลกอฮอล ฟน อล อีเทอร
1. พจิ ารณาโครงสรา งแอลกอฮอลตอไปนี้ แลว ระบุประเภทของแอลกอฮอล โดยทำเคร่ืองหมาย ลงใน
ชอ งวา งใหถูกตอ ง
โครงสรางแอลกฮอล ประเภทของแอลกอฮอล
1o alcohol 2o alcohol 3o alcohol
OH
1.1
1.2 OOHH
1.3
1.4 OH
1.5 OH
1.6 OH
1.7
OH
1.8 OH
2. พิจารณาตารางตอไปนี้
สาร บิวทานอล ไดเอทิลอีเทอร
สมบัติ
จุดเดอื ด (oC) 117 35.6
สภาพการละลายน้ำ 8.0 8.0
(กรัม/น้ำ 100 กรัม)
จงอธิบายวาทำไมสารทง้ั สองจงึ มีสภาพการละลายไดในนำ้ เทากนั แตจ ุดเดือดตา งกัน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. จงเติมผลติ ภณั ฑใหถ ูกตอง HI
3.1 OH
3.2 Cl OH NaOH
3.3 OH NaOH
3.4 HO OH HNO3
3.5 O HI
3.6 O NaOH
3.7 OH H2SO4
180 oC
[O]
3.8 OH
OH [O]
3.9
3.10 OH [O]
4. สตู รโครงสรางทก่ี ำหนดให H
HO R H OH
สารละลายใดบา งทำปฏิกิริยากบั สารอินทรียตามสูตรโครงสรา งดังกลาว
...........4.1 สารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซด
...........4.2 สารละลายโบรมีน
...........4.3 สารละลายโซเดียมคารบอเนต
...........4.4 สารละลายโพแทสเซียมเปอรแมงกาเนต
6.2.4 แอลดไี ฮดและคีโตน O
แอลดีไฮด คือ สารอินทรยี ทีม่ ีหมูคารบอกซาลดีไฮด ( C H ) เปนหมูฟ ง กช นั มีสูตรโมเลกลุ เปน
CnH2nO เม่ือ n คอื จำนวนอะตอมคารบ อน O
คโี ตน คือ สารอนิ ทรียท ่มี ีหมูคารบ อนลิ ( C ) เปน หมฟู ง กช นั มสี ูตรโมเลกลุ เปน CnH2nO เมอื่ n
คือจำนวนอะตอมคารบอน
สมบัตขิ องแอลดไี ฮดแ ละคีโตน
1. แอลดีไฮดและคีโตนมีหมูคารบอนิลซึ่งเปนหมูฟงกชันที่มีขั้ว ดังนั้น แอลดีไฮดและคีโตนจึงมีจุด
เดือดสูงกวาสารประกอบไฮโดรคารบอนที่มีมวลโมเลกลุ ใกลเคียงกัน อยางไรก็ตามทั้งแอลดีไฮดและคีโตนไมมี
พนั ธะไฮโดรเจนระหวา งโมเลกุล จึงมีจดุ เดือดตำ่ กวา แอลกฮออลท ี่มีมวลโมเลกุลใกลเคยี งกนั
สาร สูตรโครงสรา ง มวลโมเลกุล จุดเดอื ด (oC)
pentane CH3CH2CH2CH2CH3 72 36
diethylether CH3CH2OCH2CH3 74 34
butanal CH3CH2CH2CHO 72 76
butan-2-one CH3CH2COCH3 72 80
butan-1-ol CH3CH2CH2CH2OH 74 114
2. แอลดีไฮดที่มีจำนวนอะตอมคารบอนตั้งแต 1 – 2 อะตอมมีสถานะเปนแกส ถามีจำนวนอะตอม
คารบอน 3 – 11 อะตอมมีสถานะเปนของเหลว และถามีจำนวนอะตอมคารบอนตั้งแต 12 อะตอมขึ้นไป มี
สถานะเปนของแข็ง แอลดีไฮดที่เปนของเหลวจะมีกลิ่นฉุนแสบจมูก แตถามีจำนวนคารบอนเพิ่มขึ้นจะมีกล่ิน
หอม
3. แอลดีไฮดมีความหนาแนนนอ ยกวาน้ำ
4. แอลดีไฮดไมเกิดพันธะไฮโดรเจน จึงมีจุดเดือดต่ำกวาแอลกอฮอล เมื่อมีมวลโมเลกุลใกลเคียงกัน
จุดเดอื ดของแอลดีไฮดมีคา เพิม่ ขน้ึ เมือ่ จำนวนคารบ อนอะตอมเพม่ิ ขึน้
5. แอลดีไฮดที่โมเลกุลมีขนาดเล็กละลายน้ำไดดี ไดแก เมทานาลและเอทานาล แตละลายไดนอยลง
เม่อื ขนาดโมเลกลุ ใหญข้นึ เน่อื งจากสภาพขัว้ ลดลง
6. ที่อุณหภมู ิหองคีโตนมสี ถานะเปน ของเหลว
7. จดุ หลอมเหลวและจุดเดอื ดเพิม่ ขนึ้ เมื่อมีมวลโมเลกลุ เพม่ิ ขนึ้
8. คีโตนมคี วามหนาแนน นอ ยกวา น้ำ
9. ถาโมเลกุลมีคารบอน 3 อะตอม ละลายน้ำไดไมจำกัด แตถามีคารบอน 4 อะตอมขึ้นไปจะละลาย
นำ้ ไดนอยลง แตละลายไดด ใี นตัวทำละลายอินทรียไมม ขี ัว้
แอลดีไฮดและตีโตนจะไมมีแรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลที่เปนพันธะไฮโดรเจน แตสามารถสราง
พันธะไฮโดรเจนกบั นำ้ ได
การเกิดพันธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลของแอลดีไฮดกับโมเลกุลของน้ำ และระหวางโมเลกุลคีโตน
กับโมเลกลุ น้ำ จะเกดิ ในสวนของหมคู ารบอนลิ
หมคู ารบอนิลในแอลดีไฮดแ ละคีโตน
หมูค ารบ อนิลให 2 เรโซแนนซ ดังน้ี
CO CO
−
δ+
δ
เนื่องจากออกซิเจนมี EN มากกวาคารบอน จึงดึงอิเล็กตรอนคูรวมพันธะออกจากคารบอน การ
กระจายอิเล็กตรอนในพันธะ C=O จึงไมสมมาตร ออกซิเจนจึงแสดงอำนาจไฟฟาลบ สวนคารบอนแสดง
อำนาจไฟฟาบวก ผลของการเกดิ สภาพขว้ั ของหมูคารบ อนลิ ทำใหทัง้ แอลดีไฮดและคโี ตนเปนโมเลกุลท่ีมีข้ัว ซึ่ง
ไปมีผลตอจดุ หลอมเหลวและจุดเดอื ดของท้ังแอลดไี ฮดแ ละคโี ตน
เมื่อเติมสารลงไปทำปฏิกิริยากับแอลดีไฮดและคีโตน พบวาสวนที่เปนอนุมูลลบของสารเขาทำ
ปฏิกิรยิ าจะไปสรางพนั ธะกับคารบอนตรงหมูค ารบอนลิ และสว นที่เปนอนุมลู บวกของสารเขา ทำปฏกิ ริ ิยาจะไป
สรางพันธะกบั ออกซเิ จนตรงหมูค ารบอนิล
C O + Y+Z- CO Y+ C OY
ZZ
- อนุมลู ลบ มอี ิเล็กตรอนคโู ดดเดย่ี วอยางนอยหนึ่งคู เขาไปสรางพนั ธะโคออรดิเนตโคเวเลนตกบั
คารบอนอะตอมในหมคู ารบ อนิล จะเรียกอนุมูลลบนนั้ วา nucleophile
- อนุมลู บวก ตอ งการอิเล็กตรอนคูโดดเดี่ยวจากออกซิเจนของหมูคารบอนิล เรียกวา electrophile
เนื่องจากหมูแอลคิล (R) เปนหมูที่ใหอิเล็กตรอนกับหมูฟงกชัน ในกรณีคีโตน หมูแอลคิล 2 หมูไปลด
อำนาจไฟฟาบวกของคารบอนในหมูคารบอนิล มีผลทำใหนิวคลีโอไฟดเขาไปสรางพันธะกับคารบอนในหมู
คารบอนิลไดนอยลง หรืออาจกลา วไดวาหมูแอลคลิ 2 หมู ใสคีโตนไปขัดขวางการสรางพันธะระหวางคารบอน
อะตอมในหมคู ารบอนลิ กับนวิ คลีโอไฟRด − R −
Cδ+
Cδ+ Oδ Oδ
RH
ดังนั้นแอลดีไฮดเกิดปฏิกิริยาไดดีกวาคีโตน และมีผลใหคีโตนมีความเสถียรมากกวาแอลดีไฮด (มวล
โมเลกลุ ใกลเ คียงกัน) ทำใหจุดเดือดของคโี ตนสงู กวาแอลดไี ฮด
ปฏิกิริยาของแอลดไี ฮดและคีโตน
1. แอลดีไฮดท ำปฏิกิริยากบั สารบางชนิด (ตัวออกซิไดซ) จะกลายเปนกรดอินทรียไดงาย แตค ีโตนไม
เกิด สมบตั นิ ีส้ ามารถบอกความแตกตางระหวางแอลดีไฮดกับคโี ตนได ตัวอยางปฏิกิรยิ าของแอลดไี ฮด เชน
1.1) แอลดีไฮดส ามารถทำปฏกิ ิริยากับสารละลายเบเนดกิ ซ ซึง่ ประกอบดว ย CuSO4 Na2CO3 และ
โซเดยี มซเิ ตรต ไดต ะOกอนสแี ดงอิฐ ของคอปเปอร(I)ออกไซด (Cu2O)Oแตคโี ตนไมเ กดิ ปฏิกิรยิ านี้
R C H + 2Cu2+ + 4OH- R C OH + Cu2O + 2H2O
1.2) ทำปฏกิ ิริยากับ KMOnO4 หรือ K2Cr2O7 ในสารละลายกรด O
R CH C
KMnO4 R OH
or K2Cr2O7,H+
1.3 แอลดีไฮดท ำปฏิกริ ิยากบั ตัวเขาทำปฏิกิรยิ าทอลเลนส (Tollens’reagent) ซง่ึ เปน ไอออนเชงิ ซอน
[Ag(NH3)2]+ ในเบส (ไดจาก AgNO3 + NaOH + NH3) ไดโ ลหะเงนิ เปน มนั วาวติดอยูขา งหลอดคลา ยกระจกเงา
เรยี กวา การทดสอบนวี้ า การทดสอบกระจกเงิน O
O R C O- + 2H2O + 4NH3 + 2Ag
R C H + 2[Ag(NH3)2]+ + 3OH-
2. ทั้งแอลดีไฮดและคีโตนเมื่อทำปฏิกิริยากับตัวรีดิวซบางชนิด เชน โซเดียมโบโรไฮไดรด (NaBH4)
ลเิ ทียมอะลมู ิเนียมไฮไดรด (LiAlH4) หรอื แกสไฮโดรเจน (H2) โดยมโี ลหะบางชนดิ เปน ตัวเรงปฏกิ ิริยา ไดแ ก Ni,
Pt หรือ Pd จะไดแอลกอฮอล แอลดีไฮดจะกลายเปนแอลกอฮอลชนิดปฐมภูมิ สวนคีโตนจะกลายเปน
แอลกอฮอลช นดิ ทตุ ยิ ภมู ิ O NaBH4 or LiAlH OH
RCH RCH
O 4
R C R' or H2,Ni H
or LiAlH OH
NaBH4 R C R'
4 H
or H ,Ni
2O
หมายเหตุ NaBH4 และ LiAlH4 จะทำปฏิกริ ิยาเฉพาะO C แตไมท ำปฏิกิรยิ า C C
C และ CC
แตถาใช H2 + Ni หรือ Pt จะทำปOฏิกิริยาทง้ั หมู LiAlH
NaBH4
or 4
O OH
H2,Ni OH
การเตรยี มและสมบตั ขิ องแอลดไี ฮดแ ละคโี ตนบางชนดิ
1. เมทานาล (methanal) +หรOอื 2ฟอรมาลH2ด52ีไS0ฮOดo4C (formaldeHhydOCe) เตรียมไดจากเมทานอล ดงั นี้
CH3OH H + H2O
หรือ 2CH3OH+ O Ag O
600 oC 2 H C H + 2H2O
2
เมทานาลมีสถานะเปนแกสที่อุณหภูมิปกติ เมื่อละลายน้ำไดสารละลายที่เรียกวา ฟอรมาลิน
(formalin) ซึ่งมีเมทานาลรอยละ 40 ใชในการดองพืชและสัตว ฆาเชื้อเครื่องมือผาตัด ใชฉีดศพเพื่อรักษา
สภาพไมใหเนาเปอยประโยชนอื่น ๆ ของเมทานาล ไดแก ใชฆาเชอื้ โรคและแมลง ใชทำพลาสตกิ เรียกวา ฟารา
ฟอรมาลดไี ฮด ถา ทำปฏกิ ิรยิ ารวมกบั ฟน อล จะไดพลาสติกที่เรียกวา เบคาไลต นอกจากนนั้ ยงั ใชเ ปนสารต้ังตน
ในการเตรียมสารอื่น เชน กรดฟอรมิก ฟอรมาลดีไฮดหรือเมทานาลมีพิษมาก ถาสูดดมเขาไปจะทำใหระบบ
หายใจและหลอดลมอกั เสบ ถาเขา ตา จะทำใหเ ยื่อตาอักเสบ และยงั เปน อนั ตรายตอ ผวิ หนังดว ย
2. เอทานาล (Ethanal) หรอื อะซิทัลดีไฮด เตรยี มไดง า ย ๆ จากปฏกิ ิรยิ าไฮโดรไลซสิ ของอีไทนโดยใช
ตัวเรง ปฏกิ ิรยิ าดังน้ี HH2gSSOO44 O
HC CH + H2O H3C C H
หรือเตรยี มจากปฏิกิรยิ าระหวางเอทานอลกับออกซิเจน โดยมโี ลหะเงนิ เปนOตัวเรง ปฏิกิริยา
Ag
CH3CH2OH +O H3C C H + H2O
2
เอทานาลเปนของเหลว สวนใหญใ ชเปน สารตง้ั ตน ในการเตรียมสารอนื่ เชน กรดแอซติ ิก แอซติ ิก
แอนไฮไดรด เปนตน
3. โพรพาโนน (propanone) หรอื แอซโิ ตน (acetone) เปนคีโตนท่สี ำคญั ทส่ี ุด สามารถเตรยี มโดยใช
ตัวออกซไิ ดซบางชนดิ เชน K2CrO2OH7 ทำปฏิกริ ิยากับแอลกอฮอล O
CH3 CH CH3 C
CH3 K2Cr2O7 CH3
H+
แอซิโตนเปนของเหลว มจี ดุ เดือด 56 oC ละลายน้ำไดดี ไวไฟ ใชเปน ตวั ทำละลาย เชน น้ำมนั เงา แลก
เกอร ไฟเบอรแ ละพลาสตกิ ชวยทำใหเ ครอื่ งแกว แหงเรว็ ขึน้ ใชท ำพลาสติกที่เรยี กวา ลไู ซต ใชท ำสียอมผา และ
อื่น ๆ แอซิโตนเปน สารท่มี ีพษิ ถาสดู ดมไปของสารน้ีเขา ไปมากจะเปน อันตรายทำใหเ กดิ อาการมมึ งง และหมด
สติ
4. แอลดีไฮดบ างชนดิ ใชเ ปนสารปรุงแตง รสและกล่ินอาหาร เชน วะนิลินท่ีพบในเมลด็ วะนิลา ซนิ นา
มาลดไี ฮดใ นอบเชย O H
H O
O
HO
วะนิลนิ ซนิ มามาลดีไฮด
6.2.5 กรดคารบอกซิลกิ (Carboxylic acid)
กรดคารบ อกซิลิกเปนกรดอนิ Oทรีย สวนใหญม สี ตู รโมเลกุลเปน CnH2nO2 เม่ือ n = 1,2,3,.. กรดคาร
บอกซิลิก เปน กรดอนิ ทรยี ที่มีหมู C OH (หมูคารบอกซิล) เปน หมูฟง กช นั
ชนดิ ของกรดคารบอกซิลิก
กรดคารบอกซลิ ิกแบง ตามจำนวนหมู -COOH ทีอ่ ยใู นโมเลกุลไดเปน ชนดิ ตา ง ๆ ดังนี้
1. Monocarboxylic acid คือกรดคารบ อกซลิ กิ ทม่ี หี มู -COOH 1 หมู
2. Dicarboxylic acid คือกรดคารบอกซลิ ิกทม่ี ีหมู -COOH 2 หมู
3. Tricarboxylic acid คือกรดคารบ อกซลิ ิกทม่ี หี มู -COOH 3 หมู
สมบัติของกรดคารบอกซิลิก
1. กรดคารบ อกซิลกิ มีจัดหลอมเหลว และจดุ เดือดสูงกวา สารประกอบไฮโดรคารบ อน ท่ีมีมวลโมเลกลุ
ใกลเ คียงกัน เชน
สาร สูตร มวลโมเลกลุ จุดเดือด (oC)
ethanoic acid CH3COOH 60 118
propanoic acid CH3CH2COOH 74 141
pentane CH3(CH2)3CH3 72 36
hexane CH3(CH2)4CH3 86 69
hex-1-ene CH2=CH(CH2)3CH3 84 63.5
hex-1-yen CH2=CH(CH2)4CH3 82 72
ที่เปนเชนนั้นเพราะแรงยึดเหน่ียวระหวางโมเลกลุ ของสารประกอบไฮโดรคารบอนเปนแรงแวนเดอรวาลสชนดิ
แรงลอนดอนเพียงอยางเดยี ว แตแ รงยดึ เหนีย่ วระหวา งโมเลกุลของกรดคารบอกซิลิก เปนพนั ธะไฮโดรเจนผสม
กบั แรงแวนเดอรวาลสชนิดลอนดอน เชน โOCมเลกOลุ ขอHงกรดHอะซOติ ิกเกOCิดพนัCธHะ3ไฮโดรเจนดงั น้ี
H3C
นอกจากนี้ยังพับวากรดคารบอกซิลิกที่มีโครงสรางทำนองเดียวกัน เมื่อมวลโมเลกุลเพิ่มขึ้น จะมีจุด
เดอื ดสงู ขน้ึ
กรดคารบอกซิลิกมีจุดเดือดสูงกวาจุดเดือดของแอลกอฮอลที่มีมวลโมเลกุลเทากัน หรือใกลเคียงกัน
เพราะพนั ธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกลุ ของกรดคารบอกซลิ ิกมีสองพันธะตอ 1 โมเลกุลแตแ อลกอฮอลม ีเพียง 1
พันธะทำใหแ รงยดึ เหน่ียวระหวางโมเลกลุ ของกรดคารบ อกซลิ กิ แขง็ แรงกวา ในแอลกอฮอล
สาร มวลโมเลกลุ จุดเดือด (oC)
โพรพานอล 60 97.4
กรดเอทาโนอกิ 60 117.9
2. กรดคารบอกซิลิกที่มีคารบอน 1 – 4 อะตอม ละลายน้ำไดดีมาก เมื่อมีคารบอน 5 อะตอมละลาย
น้ำไดเล็กนอย และเมื่อมีคารบอนมากกวา 5 อะตอม จะละลายน้ำไดนอยลงอีกจนถึงไมละลาย สำหรับกรด
คารบอกซลิ กิ ทล่ี ะลายน้ำได เกดิ จากกรดคCาHร3บ อOกCซิลกิOเกิดHพันธะไOHฮโดHรเจนกบั โมเลกลุ ของน้ำ
3. กรดคารบ อกซิลกิ ทมี่ ีมวลโมเลกุลนอย ๆ เชน กรดฟอรมิก กรดแอซิตกิ จะมกี ล่นิ ฉุน
4. กรดคารบ อกซลิ ิกทกุ ชนดิ เปนกรดออน (มีคา Ka นอยมาก) เปลีย่ นสกี ระดาษลิตมัสจากน้ำเงินเปน
แดง เม่ือละลายน้ำแตกตัวไดนอ ย สารละลายจงึ นำไฟฟาไดไ มด ี
ปฏกิ ริ ยิ าของกรดคารบอกซิลกิ
1. ทำปฏิกิริยากบั เบสไดเกลอื กบั นำ้ เชน
CH3COOH(aq) + NaOH(aq) ⟶ CH3COONa(aq) + H2O(l)
2. ทำปฏิกริ ิยากบั โลหะบางชนิดได (โลหะทีว่ องไว) เชน โซเดียม (Na) โลหะหมู IA อ่ืน ๆ สังกะสี (Zn)
แมกนเี ซียม (Mg) แคลเซียม (Ca) เปนตน ผลติ ภัณฑทไี่ ด คือ เกลือกับแกสไฮโดรเจน เชน
2CH3COOH(aq) + 2Na(s) ⟶ 2CH3COOH(aq) + H2(g)
3. ทำปฏกิ ิรยิ ากับเกลือไฮโดนเจนคารบ อนเนต เชน โซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต (NaHCO3) ไดแกส
คารบ อนไดออกไซด เชน
CH3COOH(aq) + NaHCO3(aq) ⟶ CH3COONa(aq) + H2O(l) + CO2(g)
หมายเหตุ NaHCO3 ใชท ดสอบแอลกอฮอลแ ละกรดคารบอกซิลกิ เพราะแอลกอฮอลไ มท ำปฏิกิรยิ ากับ
NaHCO3 แตกรดคารบ อกซิลกิ เกดิ ปฏิกิริยา
4. ทำปฏกิ ิริยากบั แอลกอฮอลเมือ่ มีกรดแก เHช2น SOH42SO4 เปน ตัวเรง ปฏกิ ิรยิ าไดเ อสเทอร เชน
CH3CH2COOH + CH3OH CH3CH2COOCH3 + H2O
∆
6. เกดิ ปฏกิ ริ ิยาแทนที่ตรงหมูแอลคิลหรือหมเู อริลได (X2 = Cl2 , Br2) + HX
CH3COOH + X2 CH2COOH
X
7. กรดคารบอกซิลกิ เม่ือOถกู รีดวิ ซโ ดยลิเทียมอะลูมเิ นียมไฮไดรด (LiAlH4) จะไดแอลกอฮอล
R C OH LiAlH4
R CH2 OH
กรดคารบอกซลิ กิ ที่ควรรจู ัก
1. กรดฟอรมกิ (Formic acid) มีสตู รเคมีเปน HCOOH
Formic มาจากภาษาละติน formica ซึ่งแปลวา มด ภาษาไทย เรียกวา กรดมด ซึ่งพบในแมลง และ
ผึ้ง เปนกรดตัวแรกที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด เปนกรดที่แรงที่สุดในพวก RCOOH เปนของเหลวไมมีสี มีกลุนฉุน
ละลายน้ำไดดี มีประโยชนในการทำใหยางแยกออกจากน้ำยาง ใชเปนสารตั้งตนในการเตรียมสารอื่น ๆ กรด
ฟอรม กิ ในทางอตุ สาหกรรมเตรียมไดจากปฏิกริ ยิ าระหวาง CO กบั NaOH ท่ีอุณหภมู ิสูงและความดนั สูง
200 oC H+
CO + NaOH 100 Ib/in2 HCOONa HCOOH
2. กรดแอซิติก (Acetic acid) มสี ตู รเปน CH3COOH
Acetic มาจากภาษาละติน acetum แปลวา น้ำสม ภาษาไทยเรียกวา กรดน้ำสม กรดแอซิติกเปน
ของเหลวมีกลิ่นฉุน เปนกรดออน แตกตัวไดนอย ทำปฏิกิริยากับตะกั่วกลายเปนเกลือที่ละลายน้ำไดและแกส
H2 ดว ย O
2 CH3 C OH + Pb L(CeHad3CaOcOe)t2aPteb + H
2
Lead acetate ที่ไดใชเปนยาสมานแผล กรดแอซิติกใหน้ำสมสายชู (สารละลายกรดแอซิติกเขมขนประมาณ
5% โดยมวล/ปริมาตร) และยังใชเปนสารตั้งตนในการสงั เคราะหสารอินทรีย เชน cellulose acetate ซึ่งทำ
ไหมเทียม ทำฟล ม ถา ยรปู นอกจากน้ียังใชผ ลติ สีทาบา น สียอมผา ทำพลาสตกิ ใชท ำยาแอสไพริน เปนตน กรด
แอซติ กิ ที่บรสิ ุทธ์ิเรียกวา glacial acetic acid ในทางอุตสาหกรรม กรดแอซติ ิกเตรียมจากอะเซทิลีนหรือเอทา
นอล หรืออาจเตรียมไดโดยการออกซิไดซเอทานอลในอากาศ และใชแบคทีเรียอะซีโตแบคเตอร
(Acetobacter) H2O, H2SO4, HgSO O O2, Mn2+
HC CH C
CH3CH2OH 4
Cu, 250-300 oC CH3 H CH3COOH
6.2.6 เอสเทอร (Ester)
เอสเทอรเ ปนอนุพนั ธของกรดคารบอกซิลิก Oมีสตู รทัว่ ๆ ไป คอื CnH2nO
R C O R'
หมฟู งกชันของเอสเทอร คือ -COO- องคประกอบในสูตรโครงสรางของเอสเทอรม าจากสารอนิ ทรีย 2
ชนิด คือ กรดคารบอกซลิ กิ และแอลกอฮอล O
carboxylic acid R C O R' alcohol
สมบตั ขิ องเอสเทอร
1. มีจุดหลอมเหลว และจุดเดือดต่ำกวาแอลกอฮอล หรือกรดคารบอกซิลิก ที่มีมวลโมเลกุลเทากัน
เพราะแรงยึดเหนีย่ วระหวางโมเลกุลของเอสเทอรไมมีพันธะไฮโดรเจน มีแตแรงดึงดูดระหวางขั้วบวกกับขัว้ ลบ
(แรงไดโพล-ไดโพล) และแรงลอนดอน
2. เอสเทอรที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก ๆ เชน มีจำนวนคารบอน 2 – 5 อะตอม ละลายน้ำไดดี แตเม่ือ
ขนาดโมเลกุลใหญขั้น หรือจำนวนอะตอมของคารบอนเพิ่มขึ้น จะละลายน้ำไดนอยมาก จนกระทั่งไมละลาย
แตละลายไดดีในตัวทำละลายอินทรีย หรือตัวทำละลายที่โมเลกุลมีสภาพขั้วต่ำ หรือ ไมมีขั้ว เชน อีเทอร
แอลกอฮอล เบนซนี เปนตน Oเอสเทอรโมเลกุลเล็ก ๆ ละลายนำ้ ไดดี เพราะสภาพขว้ั ของโมเลกุลไมต่ำมาก (ข้ัว
ของโมเลกุลเกิดจากหมู C O แตเมื่อโมเลกุลใหญขึ้นสภาพขั้วของโมเลกุลลดลงจนกระทั่งถือวาไมมี
ขวั้ )
3. เอสเทอรส วนใหญเ ปน ของเหลวท่รี ะเหยงา ยและมกี ลน่ิ หอม เมื่อมวลโมเลกลุ เพ่ิมข้ึนกลิน่ จะคอ ย ๆ
หมดไป สว นใหญไมเปนพิษ
ปฏกิ ิรยิ าของเอสเทอร
1. เอสเทอรเกิดปฏิกริ ิยาไฮโดรไลซสิ ไดท้ังในสารละลายเบสและสารละลายกรด เม่อื ใหค วามรอน
1.1 ในสารละลายเบส
เอสเทอรจะทำปฏิกิริยากับน้ำ ไดกรดคารบอกซิลิก และแอลกอฮอล โดยมีเบสเปนตัวเรง
ปฏิกิริยา แตกรดคารบอกซิลิกที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยากับเบสตอไปทันทีไดเกลือของกรดคารบอกซิลิกและน้ำ
ดังนน้ั ปฏิกริ ยิ าน้ีจึงOไมผ นั กลับและผลติ ภณั ฑท่ีเกิดข้นึ คอื เกลือของคารบOอกซิลกิ และแอลกอฮอล
R C OR' + H2O NaOH R C ONa + R' OH
เอสเทอรป ระเภทไขมันหรือน้ำมนั (Fat or oil) ซงึ่ เกดิ จากกรดไขมัน (กรดคารบอกซลิ ิกที่มี
ขนาดโมเลกลุ ใหญ) ทำปฏกิ ริ ิยากบั กลเี ซอรอล เมื่อเกิดปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรไลซิสโดยมเี บสเปนตวั เรงปฏกิ ริ ยิ า จะได
กลีเซอรอลกบั เกลือขOองกรดไขมัน (สบ)ู ปฏกิ ิริยานเ้ี รียกอีกชอื่ หน่งึ วา สะปอนนิฟเ คชัน (sponification) เชน
CH2 O OC C17H33 ∆ CH2 OH
CH O OC C17H33 + 3NaOH CH OH + 3C17H33COOH
CH2 OH
CH2 O C C17H33
1.2 ในสารละลายกรด
เอสเทอรจะทำปฏิกิรยิ ากับน้ำโดยมีกรดเปนตวั เรงปฏกิ ริ ยิ า ไดกรดคารบ อกซิลิก และ
แอลกอฮอล และปฏOิกริ ิยาท่ีเกิดขนึ้ เปนปฏิกริ ยิ าที่ผนั กลบั ได O
R C OR' + H2O H+ R C OH + R' OH
2. เอสเทอรท ำปฏิกริ ิยากับไฮโดรเจนทีอ่ ณุ หภูมสิ ูงและความดนั สูง โดยมีสารประกอบออกไซดผ สม
คอื CuO.CuCr2OO4 เปนตัวเรง ปฏิกิรยิ าไดแ อลกอฮอล R CH2 OH + R' OH
R C OR' + 2H2 3,00C0u-2O65,.0C00uo0CCrIb2O/i4n2
3. เอสOเทอรท ำปฏกิ ิรยิ ากับแอมโมเนยี ไดเ อไมด และแอลกอฮอล O
R C OR' + NH R C NH2 + R' OH
3
4O. เอสเทอรบ างชนดิ สามารถเกิดปฏกิ ริ ิยาพอลเิ มอไรเซชนั ไดพอลิเมอร เชน
n CH3 C O CH CH2 polymerization
CH2 CH CH2 CH CH2 CH
OOO
COCOCO
CH3 CH3 CH3
5. ปฏิกริ ยิ ารดี ักชนั ของเอสเทอร เอสเทอรถูกรีดวิ ซเปนแอลกอฮอลใ นตวั รีดวิ ซ เชน LiAlH4 หรือใช
โลหะโซเดยี มในแอลกOอฮอล or NLai/AallHco4 hol R CH2OH + R' OH
C
R OR'
6. ปฏิกิริยาแอลกอฮอลิซิส เปนการเปลี่ยนเอสเทอรชนิดหนึ่งเปนเอสเทอรอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งตางกันที่
หมขู องแอลกอฮอล ปฏิกิรยิ านี้จึงมชี อื่ หนึง่ วา ทราสเ อสเทอริฟเ คชนั (transesterification) การทำปฏกิ ิริยาจะ
ใชแอลกอฮอลเ มอ่ื มกี รดหรอื เบสเปน ตวั เรงปฏิกิรยิ า สมการท่ัวไปคอื O
O C
R C O R' + H OR'' Ho2rSONa4OoHr /H∆Cl R O R'' + H OR'
การเตรยี มเอสเทอร
ปฏกิ ริ ิยาการเตรยี มเอสเทอรจะเรียกวา ปฏกิ ริ ยิ าเอสเทอริฟเคชัน (esterification reaction) โดยการ
นำเอากรดคารบอกซิลิกมาทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล โดยการใหความรอนและมีตัวเรงปฏิกิริยา นิยมใช
H2SO4 เขมขน ปฏOกิ ริ ิยาทเ่ี กิดข้นึ จดั เปนปฏกิ ิรยิ าผนั กลับได O
R C OH + H OR' H2SO4 R C OR' + H2O
∆
แหลง และประโยชนข องเอสเทอร
เอสเทอรเปนสารอินทรียที่พบมาในธรรมชาติในผลิตภัณฑจากพืช และสัตว เชน ผลไม ดอกไม
น้ำหอม น้ำมันพืช สารที่ทำใหเกิดกล่ินในแมงดา เปนตน จะเห็นไดวากลิน่ หอมหรือกลิน่ เฉพาะตัวของพืชและ
สัตวสวนใหญเปนกลิ่นของเอสเทอร นอกจากนั้นเอสเทอรยังไดจากกการสังเคราะหโดยวิธีตาง ๆ กัน เชน
สงั เคราะหจากปฏกิ ริ ยิ าระหวา งแอลกอฮอลก ับกรดอนิ ทรีย เปน ตน
เนื่องจากเอสเทอรสวนหนึ่งมีกลิ่นหอม จึงนิยมใชเปนสารแตงกลิ่นในอาหาร และใชทำน้ำหอม
นอกจากนน้ั เอสเทอรย ังใชเปนตวั ทำละลาย เชน ใชเปน ตัวทำละลายในอตุ สาหกรรมทำแลกเกอร น้ำมันขัดเงา
เอทิลแอซิเตตใชทำน้ำยาลางเล็บ เปนตน เอสเทอรบางชนิดผลิตขึ้นเพื่อใชเปนยาแกไขแกปวด คือ แอสไพริน
หรือใชเปน ยาบรรเทาอาการปวดเมื่อยกลา มเนื้อ คือ น้ำมันระกำ (เมทิลซาลิซิเลต) นอกจากนั้นยังใชเ อสเทอร
ในอตุ สาหกรรมผลิตเสน ใยสงั เคราะหอกี ดว ย
OO
O OCHH3O O
OH
aspirin Methyl salicylate (นำ้ มนั ระกำ)
แบบฝกหัดเพ่ิมเตมิ แอลดีไฮด คีโคน กรดคารบอกซลิ ิก และเอสเทอร
1. จงเตมิ ผลติ ภัณฑข องปฏกิ ริ ิยาตอไปน้ีใหถูกตอ ง
1.1 O OCH3 + OH
C
O +
1.2 HO OH
1.3 O NaOH
OH
O H2O
1.4 O H+
1.5 OC O NaOH
O
1.6 O LiAlH4
1.7 O + NH3
O
1.8 O KMnO4
1.9 O NaBH4
1.10 O H2/Ni
2. นำแอสไพรนิ (A) มาทำปฏิกริ ยิ าไฮโดรไลซสิ ดวยกรดเพ่ือตดั พันธะเอสเทอรออก จะไดผลติ ภัณฑ 2 ชนิด มี
สตู รโครงสรา งดงั นี้ O
OH
O
OH OH
สูตรโครงสรา งแอสไพริน A ควรเปน อยางไร
แอสไพรนิ A
3. จงเรียงลำดบั จุดเดือดของสารตอไปน้จี ากตำ่ ไปสงู O
O OH
OH
ABC D
เรียงลำดบั จดุ เดอื ดไดด ังน…ี้ …………<…………..<…………..<…………..
4. พจิ ารณาแผนภาพปฏิกริ ยิ าตอ ไปน้ี cKoMoln,dOi4l. B Na C
A O
Br2 H H+,∆OH
dibromocyclohexane D
สตู รโครงสรางของ A , B , C และ D เปน อยางไร
ABCD
6.3 สารประกอบอินทรียท่มี ีธาตุไนโตรเจนเปนองคป ระกอบ
6.3.1 เอมีน (Amine)
เอมนี คอื สารอินทรียทม่ี หี มูอะมโิ น (-NH2) เปนหมูฟงกช นั โดยมสี ูตรท่ัวไปเปน R-NH2 เอมีนสามารถ
เตรยี มไดจากปฏกิ ริ ิยาระหวาง NH3 และแอลคิลแฮไลด ดงั นี้
NH3 + R-Cl ⟶ R-NH2 + HCl
เอมีนสามารถแบงไดเ ปน 3 ประเภท
1. เอมีนปฐมภูมิ (primary amine) คือเอมีนที่เกิดจากไฮโดรเจน 1 อะตอม ใน NH3 ถูกแทนที่ดวย
-R 1 หมู มสี ูตรท่ัวไปเปน R-NH2
2. เอมนี ทตุ ยิ ภมู ิ (secondary amine) คือเอมีนทเ่ี กดิ จากไฮโดรเจน 2 อะตอม ใน NH3 ถูกแทนทดี่ ว ย
-R 2 หมู มสี ูตรทั่วไปเปน R-NH-R’
3. เอมีตติยภูมิ (pRrimNary aRmine) คือเอมีนที่เกิดจากไฮโดรเจน 3 อะตอม ใน NH3 ถูกแทนที่ดวย
-R 3 หมู มีสูตรทวั่ ไปเปน R''
โดยท่ี R, R’ , R’’ อาจจะเปนหมแู อลคิลเหมือนกันหรอื ตา งกันกไ็ ด
สมบตั ิของเอมีน
1. เอมีนเปน เบสออนจึงสามารถรับโปรตอนจากกรด และทำใหเ กดิ สมดุลในการรับโปรตอน ดังสมการ
CH3-NH2 + H+ ⇌ CH3-NH3+
2. ภายในโมเลกุลของเอมีนประกอบดว ยสว นทม่ี ขี ้วั คือ -NH2 และสวนที่ไมมขี วั้ คือ -R
3. เอมีนที่มีคารบอน 1 – 4 อะตอม ละลายน้ำไดดี เมื่อจำนวนอะตอมเพิ่มขึ้น การละลายน้ำลดลง
เพราะ เมื่อเพิ่มจำนวนคารบอน ทำใหหมู -R ซึ่งแสดงความไมมีขั้วภายในโมเลกุลเพิ่มขึ้น การละลายน้ำ
(โมเลกุลมขี ้วั ) จงึ ลดลง
4. จุดเดือด-จุดหลอมเหลว ของเอมีนเพิ่มขึ้นตามมวลตอโมลหรือจำนวนอะตอมคารบอน เมื่อ
เปรียบเทียบจุดเดือด-จุดหลอมเหลว ระหวางเอมีนปฐมภูมอ เอมีนทุติยภูมิ เอมีนตติยภูมิที่มีจำนวนคารบอน
อะตอมเทา กนั สามารถเรยี งลำดับจุดเดอื ด-จดุ หลอมเหลวไดด งั น้ี
เอมีนปฐมภูมิ > เอมีนทุตยิ ภูมิ > เอมีนตตยิ ภมู ิ
เพราะเอมีนปฐมภูมิสามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนไดแข็งแรงกวาเอมีนทตุ ิยภูมิ สว นเอมีนตติยภูมิไมสามารถเกิด
พนั ธะไฮโดรเจนได CH3-CH2-CH2-NH2 CH3-CH2-NH-CH3 CH3 N CH3
เอมนี CH3
จดุ เดือด (oC) -6 17 48
สามารถเปรยี บเทียบจุดเดอื ดของเอมนี แอลเคน และแอลกอฮอล ที่มจี ำนวนคารบ อนอะตอมเทา กนั
ดังตาราง
สารประกอบ CH3-CH2-NH2 CH3-CH3 CH3-CH2-OH
จุดเดอื ด (oC) 17 -88 48
พบวาเอมีนมีจุดเดือดสูงกวาแอลเคน เพราะเอมีนเปนโมเลกุลมีขั้ว แตแอลเคนเปนโมเลกุลไมมีขั้ว
เอมีนมีจุดเดือดต่ำกวาแอลกอฮอลทั้งที่สารทั้งสองเปนโมเลกุลมีขั้วและสามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนได
เหมือนกนั แตส ภาพข้วั ของเอมนี ออนอกวาแอลกอฮอล
ปฏิกริ ยิ าของเอมีน
1. ปฏิกิรยิ ากบั กรด
เอมีนมีสมบัติเปนเบสออนจงึ สามารถทำปฏิกิริยากบั กรด ไดเกลือเปน ผลิตภณั ฑ
R-NH2 + HCl ⟶ R-NH3Cl
2. ปฏกิ ิรยิ ากบั แอซดิ คลอไรด
เอมนี สามารถทำปฏิกริ ยิ าOกับแอซดิ คลอไรด ไดเอไมดเ ปน ผลติ ภณั ฑO
R NH2 + R C Cl R C NH R + HCl
แหลงและประโยชนของเอมีน
เอมีนบางชนิดมีกลิ่นคลายปลาเนาพบไดในสิ่งมีชีวิตที่เนาเปอย เอมีนหลายชนิดมีพิษทำใหเกิดการ
ระคายเคืองตอเนื้อเยื่อตาง ๆ โดนเฉพาะผิวหนังและตา เอมีนที่พบในพืชเรียกวา แอลคาลอยด มักพบในสวน
ตาง ๆ ของพืช ไดแก ใบ เมล็ด เปลือกหรือราก เชน มอรฟน ซึ่งสกัดไดจากดอกฝน ใชเปนยาแกปวด โคดิอีน
เปนสารสกัดไดจากดอกฝนเชนเดียวกับมอรฟน ใชเปนสวนประกอบในยาแกไอ ควินิน สกัดไดจากเปลือกตน
ซินโคนาใชรักษาโรคมาลาเรีย โคเคน พบในใบโคลาใชเ ปน ยาชาทผ่ี ิวหนัง ใชเ ปนยาสลบ คาเฟอีนในกาแฟเปน
ยากระตุนการเตนของหัวใจและระบบประสาทสวนกลาง นิโคติน ในใบยาสูบเปนสารเสพติดทำใหความดัน
โลหิตและอัตราการเตน ของหัวใจเพิม่ ขน้ึ เปน ตน
เอมีนบางชนิดในรางกาย เชน อะดรีนาลีน เปนสารประเภทฮอรโ มนที่เพมิ่ อัตราการเตนของหัวใจ ทำ
ใหน้ำตาลในเลอื ดเพ่มิ ขึ้น เอมีนบางชนดิ มนุษยสงั เคราะหขน้ึ เชน แอมเฟตามนี เปน สารเสพติดที่กระตุนระบบ
ประสาทสวนกลางทร่ี จู ักกันในช่ือยาบา
6.3.2 เอไมด (Amide) O
เอไมด คือ สารอินทรียท ี่มหี มเู อไมด C NH2 เปนหมูฟงกชนั โดยมสี ูตรทั่วไปเปน R-CONH2 เอ
ไมดเ ตรียมไดจากปฏกิ ริ ิยาระOหวา งแอซิดคลอไรดก ับแอมโมเนยี ดังนี้ O
C + NH C + HCl
R Cl 3 R NH2
สมบัตขิ องเอไมด O
1. ภายในโมเลกุลของเอไมดประกอบดว ยสวนทีม่ ีขั้ว คือ C NH2 และสว นท่ไี มม ีขัว้ คอื -R
2. เอไมดทม่ี ีคารบ อน 1 – 3 อะตอม ละลายน้ำไดดี เม่อื จำนวนคารบอนเพิ่มข้ึน การละลายน้ำจะ
ลดลง เพราะเมื่อเพ่มิ จำนวนคารบอนอะตอมทำใหหมู -R ซึ่งแสดงความไมม ีขว้ั ภายในโมเลกลุ มากข้ึน การ
ละลายนำ้ จึงลดลง
3. จุดเดอื ด-จดุ หลอมเหลวของเอไมดสงู กวา เอมีนทีม่ ีจำนวนคารบ อนอะตอมเทากนั เพราะเอไมด
สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนไดแข็งแรงกวา เอมีน
สารประกอบ CH3CONH2 CH3CH2NH2
จุดเดือด (oC) 111 17
แนวโนมจุดเดือด-จดุ หลอมเหลวของเอไมดเ พ่ิมขนึ้ ตามมวลตอโมลหรือจำนวนคารบ อนอะตอม เพราะ เมื่อมวล
ตอโมลเพ่ิมขนึ้ ทำใหแรงแผก ระจายลอนดอนเพ่ิมขน้ึ ดว ย
เอไมด CH3CONH2 CH3CH2CH2CONH2
มวลตอโมล 59 87
จดุ เดอื ด (oC) 111 216
4. เอไมดไมแสดงสมบัติความเปนเบส เพราะอิเล็กตรอนคูโดดเดี่ยวของไนโตรเจนไมหนาแนน
เทาเอมนี
ปฏกิ ิริยาของเอไมด
1. ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรไลซสิ ของเอไมดในสภาวะที่เปน กรด
เกดิ ปฏิกิรยิ า 2 ขัน้ ตอน คือ
O H+ O
RC
R C NH2 + HH+2O NH4+ OH + NH
NH3 +
3
2. ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรไลซิสของเอไมดใ นสภาวะท่ีเปน เบส
เกดิ ปฏกิ ิรยิ า 2 ขนั้ Oตอน คือ OH- O
R C NH2 + H2O R C OH + NH
O O
3
R C OH + OH- R C O- + H2O
3. ปฏกิ ริ ยิ ารีดักชนั เม่อื OCเอไมดNถHกู 2รดี ิวซด 21ว))ยHLL+iAiAlHlH4 4 จะไดเ อมนี
R R CH2 NH2
การเตรยี มเอไมด
เอไมดสามารถเตรยี มไดโดยใหกรดคารบอกซลิ ิก ทำปฏกิ ิริยากบั แอมโมเนียหรือเอมนี ทอี่ ุณหภูมิสูง
เชน O O
R C OH + NH ∆ R C NH2 + H2O
O
O 3
H3C C OH + CH3NH2 ∆ R C NH CH3 + H2O
แหลงและประโยชนของเอไมด
ยเู รยี (NH2CONH2) เปนไดเอไมดข องกรดคารบ อกซิลกิ พบในปส สาวะสัตวเ ลี้ยงลกู ดวยนม เปน
ผลติ ภณั ฑท ี่ไดจ ากกระบวนการยอ ยโปรตีน ตามปกติคนเราจะขบั ถายยูเรยี ออกมาประมาณ 25 – 30 กรมั ตอ
วนั ยเู รียเปนสารอินทรียชนดิ แรกที่ ฟรีดรชิ เวอเลอร นักเคมชี าวเยอรมนั สงั เคราะหไดจ ากแอมโมเนยี มไซยา
เนต (NH4CNO) ซง่ึ เปน สารอนินทรีย NH4CNO →∆ NH2CONH2
ในอตุ สาหกรรม ยเู รียสังเคราะหจากแกส คารบอนไดออกไซด (CO2) และแกสแอมโมเนีย (NH3) ดงั
สมการ + CO 180-200 oC NH2CONH2 + H2O
2,800-3,000 Ib/in2
2NH3 2
ประโยชนของยูเรยี ทสี่ ำคัญ คือ ใชใ นการทำปยุ ทำเรซนิ ยเู รียฟอรมาลดีไฮด และทำยา
แบบฝก หัดเพิ่มเตมิ เรอื่ ง เอมีนและเอไมด
1. ขอ ใดไมถูกตอง
ก. เอไมดม แี รงยดึ เหน่ียวระหวา งโมเลกุลสูงกวาเอมีน
ข. พันธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกลุ ของเอไมดแ ข็งแรงกวา เอมีน
ค. เอไมดจุดเดอื ด-ขุดหลอมเหลวสงู กวาเอมนี
ง. เอไมดล ะลายน้ำไดดดี วา เอมีน
2. C4H9NH2 มีก่ไี อโซเมอรท ม่ี ีหมูฟงกชันเปน -NH2
ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4
CONH2
3. สารประกอCบOตอ2CไปHน3 ้ี ปฏกิ ิริยาขอ ใดผิด CO2H CH2NH2
ABCD
ก. สารประกอบ A , B , C และ D ไมฟ อกสีสารละลาย KMnO4
ข. สารประกอบ C และ D ทำปฏกิ ิรยิ ากบั กรดไฮโดรคลอริกไดเ กลือ
ค. สารประกอบ A และ D เกิดไฮโดรลิซิสในสารละลายกรดไดสารประกอบ B
ง. สารประกอบ B เกิดฟองแกส กบั สารละลาย NaHCO3
4. ขอใดเปรยี บเทียบความเปนกรด-เบสของสารไดถูกตอง
ก. ความเปนกรด (CH3)2CHCOOH > CH3COOCH2CH3
ข. ความเปน เบส C6H5OH > C6H5NH2
ค. ความเปนกรด CH3CH2CONH2 > (CH3)2CHOH
ง. ความเปนเบส CH3NH2 ≅ CH3CONH2
5. ขอใดสอดคลอ งกับสมบัติของสาร A, B และ C ตามตารางตอไปน้ี
สาร สถานะ การละลายนำ้ การเปลยี่ นสกี ระดาษลติ มสั ในสารละลาย
A ของแข็ง ดี ไมเปลย่ี นสี
B ของเหลว เล็กนอ ย แดงเปนนำ้ เงนิ
C ของเหลว ไมล ะลาย ไมไดทดสอบ
A B C
ก. CH3CONH2 (CH3CH2)2NH2 CH3(CH2)4CH2OH
ข. C6H5CONH2 CH3CH2OH
ค. CH3CH2CH2OH CH3COOC2H5
ง. C6H5OH HCONH2 CH3COC6H5
CH3CH2CH2CO2H CH3COOC2H5
6. พิจารณาขอมูลตอไปน้ี สูตรโครงสรา ง มวลตอโมล จุดเดอื ด (oC)
สารอินทรยี CH3COOH 60 141
A CH3CH2CH2OH 60 97
B CH3CH2CH2NH2 59 49
C CH3CH2CH2CH3 58 -0.5
D
การท่ีสารอินทรียเหลา นม้ี ีจดุ เดือดตางกนั คำอธิบายขอใดผิด
ก. สาร A มีจดุ เดอื ดสงู สุด เพราะระหวา งโมเลกลุ มพี ันธะไฮโดรเจน 2 พนั ธะ
ข. สาร B มีจุดเดอื ดสูงกวาสาร C เพราะพนั ธะไฮโดรเจนระหวา งโมเลกุลของสาร B แขง็ แรงกวา
พันธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกลุ ของสาร C
ค. สาร C มีพนั ธะไฮโดรเจนระหวา งโมเลกลุ แตส าร D ไมม ีพนั ธะไฮโดรเจน
ง. พันธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลของสาร D มีคา นอยทสี่ ุด
7. ปฏิกริ ยิ าใดใชบ อกความแตกตางของสารตอไปน้ี
(1) สาร OH ปฏิกิริยา
(2) O A. ปฏิกริ ิยากับ Br2/CCl4
OH
O B. ปฏิกิริยากับ NaHCO3
C. ปฏิกริ ิยาการแทนท่ีดว ย Na
(3) NH2
D. ปฏิกิรยิ าไฮโดรลิซสิ ดวย NaOH
ก. A และ B ข. C และ D ค. A และ C ง. A และ D
8. พจิ ารณาปฏกิ ิรยิ าตอไปน้ี ตวั เรง ปฏกิ ริ ิยา สาร A + สาร B
โพรพานาไมด + H2O ความรอ น
สาร B เปล่ยี นสกี ระดาษลิตมัสจากสีแดงเปนสนี ้ำเงิน
กำหนดขอความตอไปนี้
1. สาร B คือ เอมีน
2. หมูฟง กชนั ของสาร A คือ -OH
3. สาร A ทำปฏิกิริยากบั Na ใหแกส H2
4. สาร A ทำปฏกิ ิรยิ ากับกรดเอทาโนอิกโดยมกี รดซลั ฟว รกิ เปน ตวั เรงปฏิกริ ิยาไดโ พรพลิ เอทาโนเอต
ขอ ใดถูกตอง
ก. 1 และ 2 ข. 1 และ 3 ค. 3 และ 4 ง. 3 เทานัน้
9. สารประกอบตอไปนีค้ วรจะมีปฏกิ ริ ิยาอOยา งไร O
OH C CH CH C C C NH2
1. ฟอกสดี า งทบั ทิมและทำปฏิกริ ิยากบั Br2 3 โมล
2. มีสมบตั ิเปนท้ังกรดออนและเบสออน
3. ทำปฏกิ ิริยากับ NaOH และ HCl
4. ทำปฏกิ ิริยากบั CH3OH
ก. 1 และ 4 ข. 2 และ 3 ค. 2 และ 4 ง. ถกู ทกุ ขอ
O
10. สารประกอบชนดิ หนึ่งเกิดปฏกิ ริ ยิ าดงั นี้
- เกดิ ปฏกิ ิริยาไฮโดรลซิ ิสกับน้ำ 2 โมล
- เกดิ สมดุลในการรบั โปรตอน
- ฟอกสีดางทับทิม
สารประกอบนั้นมโี ครงสรOางตรงกบั ขอใดO O
O NH2 HO NH2
ก. ข.
ค. O O NH2NH2O NH2 ง. O OHNH2O
O
NH2
7. สารประกอบอินทรียในชีวิตประจำวันและการนำไปใชป ระโยชน
สารอินทรียบางชนิดซึ่งมักจะมีโมเลกุลขนาดใหญหรือที่เรียกวาพอลิเมอร เปนองคประกอบสำคัญใน
สิ่งมีชีวิตหรือใชเ ปนอาหาร เชน คารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมันและน้ำมัน กรดนิวคลีอิก (RNA และ DNA) เปน
ตน สารประกอบอินทรียหลายชนิดถูกนำมาใชประโยชนในชีวิตประจำวันดังที่กลาวมาแลวขางตน เชน
แอลเคนใชทำเชื้อเพลิง เมทานอล เอทานอล เฮกเซน และอะซิโตน ใชเปนตัวทำละลาย เอทานอลยังใชทำ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล เชน เหลา เบียร ไวน ฟอรมาลินใชดองพืชและสัตว กรดแอซิติกใชทำน้ำสมสายชู
เปนตน ดังนนั้ เกีย่ วประโยชนของสารประกอบอินทรียจงึ ขอกลา วเพ่มิ เติมบางชนิดเทาน้ัน
7.1 กรดแอซที ิลซาลซิ ลิ ิก (Acetylsalicylic acid)
สารชนิดนี้เปนสารประกอบอินทรียประเภทเอสเทอรซึ่งสามารถเตรียมไดจากกรดซาลิซิลิก ทำ
ปฏกิ ริ ยิ ากับกรดแอซิตกิ ดงั นี้ O
O
OH + O H+ O OH +H2O
OH OH ∆
O
กรดแอซทิ ลิ ซาลิซลิ ิกหรือแอสไพรนิ ใชเ ปนยาบรรเทาปวด ลดไข แตเนื่องจากแอสไพรนิ เปนกรดมี
ฤทธ์กิ ดั กระเพาะอาหารจงึ ควรกินหลงั อาหารทันทีไมควรกินตอนทองวาง
7.2 เมทลิ ซาลิซเิ ลต (Methyl salicylate)
เปนสารประกอบอินทรยี ประเภทเอสเทอร ซ่ึงสามารถเตรียมไดจ ากกรดซาลิซิลิกทำปฏิกิรยิ ากับเมทา
นอล ดงั นี้ OH O OH O
OH + CH3OH H+ O +H2O
∆
เมทลิ ซาลิซเิ ลตหรือน้ำมนั ระกำ ใชเปน ยาทาเพ่ือบรรเทาอาการปวดเมอื่ ยกลามเน้ือ
7.3 ไบโอดีเซล (Biodesel)
เปนสารประกอบอินทรยี ป ระเภทเอสเทอรเ ตรียมไดโดยใชน ้ำมันพืชชนิดตาง ๆ ทำปฏิกิรยิ ากบั เมทา
นอล หรือเอทานอOล CH2 OH
CH2 O OC R CH OH
CH O OC R + 3CH3OH ∆ O
CH2 O C R CH2 OH + 3R C O
biodesel CH3
หมายเหตุ หมู R อาจเหมือนกนั หรอื ตางกันก็ได และมีทง้ั ไฮโดรคารบอนอ่มิ ตวั และไมอิ่มตัว แตสว นใหญเปน
ประเภทไมอ ่ิมตัว
เนื่องจากน้ำมันพืชที่ใชเกิดจากกลีเซอรอลทำปฏิกิริยากับกรดไขมันหลายชนิด (R ตางกัน) จึงทำให
ไบโอดเี ซลทไ่ี ดเ ปนสว นผสมของเมทิลเอสเทอรห รือเอทิลเอสเทอรห ลายชนิด ไบโอดีเซลใชเปน พลังงานทดแทน
นิยมใชผสมกับน้ำมันดีเซลเพื่อลดการใชพลังงานจากแหลงปโตรเลียม เชนสูตร B7 หมายถึง น้ำมันดีเซลท่ี
ประกอบดว ยน้ำมนั ดีเซล (C14H30 – C19H40) 93 สว นและไบโอดเี ซล 7 สว น
7.4 สเตอรอยด (Steroids)
เปนลิพดิ ประเภทหน่ึงที่ไมล ะลายนำ้ แตละลายไดในน้ำมนั หรอื ตัวทำละลายอนิ ทรยี ไมเ กดิ ปฏิกริ ิยา
สะปอนนิฟเ คชันกยั สารละลายเบส สเตอรอยดมีโครงสรางพ้ืนฐานท่ีประกอบดว ยวงคารบอน 4 วง โดยเปน วง
หกเหลย่ี ม 3 วงและวงหา เหลี่ยมอกี 1 วง เชอ่ื มตอกัน ซึ่งมีชอ่ื เรียกวา เปอรไฮโดรไซโคลเพนทาโนฟแนนทรีน
(Perhydrocyclopentanophenanthrene)
สารประเภทสเตอรอยดมีหลายชนดิ ไดแ ก คอเลสเตอรอล แอลโดสเทอโรน เทสโทสเทอโรน โพรเจส
เทอโรน วติ ามินดี 2 กรดโคลิก คอรติซอล คอรตโิ ซน เอสทราไดออล เปนตน
HO O คอลเลสเตอรอล (Cholesterol)
OH -มักพบในคนและสัตว
OH OOH - สวนหน่งึ ไดจากอาหารท่ีรับประทาน อาหารที่มีคอลเลสเตอรอลสงู
HO OH เชน ไขแดง สมองสัตว หอยนางรม ปลาหมกึ กุง เครื่องในสัตว อกี
สวนหนง่ึ ตับสังเคราะหจากแอซติ ลิ โอเค
HO - คอเลสเตอรอล เปนสารต้งั ตนในการสังเคราะหส ารสเตอรอยดอ ืน่
HO ๆ เชน สงั เคราะหน ้ำดี สังเคราะหฮอรโมนเพศ สังเคราะหวิตามินดี
O
กรดโคลกิ (Cholic acid)
- รางกายสังเคราะหจากคอเลสเตอรอล เปนกรดน้ำดีชนิดที่อยใู น
นำ้ ดี
- ชวยละลายไขมันลชั วยยอยไขมันในลำไสเล็ก
- ชว ยกำจดั คอเลสเตอรอลในรางกาย
คอรติซอล (Cortisol)
- ฮอรโ มนสรา งจากตอมหมวกไตสว นนอก
- กระตนุ การสรางไกลโคเจนจากโปรตีนและไขมัน
- เพิ่มปริมาณกลโู คสในเลอื ด
- เพ่มิ การสลายตัวของโปรตีน
OH แอลโดสเทอโรน (Aldosterone)
HO O O - ฮอรโมนท่สี รางจากตอ มหมวกไตสว นนอก
O - ชว ยควบคุมสมดลุ ของนำ้ และอเิ ล็กโทรไลต คือชว ยเพ่มิ การดูด
กลบั ของ Na+ ทห่ี ลอดไตและเพ่ิมการขบั K+
O โพรเจสเทอโรน (Progesterone)
O - ฮอรโมนเพศหญิง สรางจากรงั ไข
- ควบคุมเยือ่ บผุ นงั มดลกู ในระหวา งต้งั ครรภหรือมปี ระจำเดอื น
OH
O เทสโทสเทอโรน (Testosterone)
- ฮอรโ มนเพศชาย สรางจากอัณฑะ
HO - ควบคมุ การเจรญิ เตบิ โตของอวัยวะสืบพันธุ
- ควบคุมลกั ษณะของความเปนชาย เชน เสียง หนวดเครา
โครงสรางกลา มเน้ือ ความตองการทางเพศ
วติ ามินดี 2 (Vitamin D2)
- ชวยเพ่มิ ประสทิ ธิภาพในการใชป ระโยชนของธาตุแคลเซียมและ
ฟอสฟอรัสของรางกาย
- ควบคุมการใชธาตุอ่นื ๆ ทีจ่ ำเปนในการสรางกระดูกและฟน
7.5 พาราควอต (Paraquat)
พาราควอตเปนช่ือทางการคา ของ 1,1’-dimethyl-4,4’-bipyridinium dichloride มีสูตรโครงสรา ง
ดังนี้
ทมี่ า https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Paraquat.svg
พาราควอตสามารถละลายน้ำได และแตกตัวเปนไอออนดังรูป เปนสารประกอบอินทรียที่ใชกำจัด
วัชพืช เมื่อฉีดพนสารละลายของพาราควอตที่วัชพืชใบจะเหี่ยว ไมสามารถสังเคราะหแสงไดและตาย
พาราควอตมีประสิทธิภาพสูงแตตนทุนต่ำจึงทำใหเกษตรกรนิยมใชอยางกวางขวาง แตพาราควอตมีความเปน
พิษตอมนุษยสูง ปจจุบันประเทศไทยจึงมีการพิจารณาเลิกใช ป พ.ศ.2563 สวนในประเทศแถบยุโรป
และอเมริกามกี ารประกาศหา มใชห รือควบคุมการใชใหเ หมาะสม
7.6 สตวี โิ อไซต (Stevioside)
เปนสารใหความหวานใชแทนน้ำตาล แตไมใหพลังงาน เปนสารสกัดไดจากใบหญาหวาน ใหความ
หวานประมาณ 250 – 300 เทาของน้ำตาลทราย นิยมใชปรุงแตงอาหารโดยเฉพาะอาหารของคนเปน
โรคเบาหวาน โรคอวน โรคหวั ใจ เปนสารทมี่ ีความปลอดภยั สงู ตอ สขุ ภาพไดร ับการรับรองจาก อย.
ท่ีมา https://en.wikipedia.org/wiki/Stevioside
7.7 ซูคราโลส (Sucralose)
เปนสารใหความหวานแทนน้ำตาลทราย (ซูโครส) แตไมใหพลังงาน ใหความหวานประมาณ 600 เทา
ของน้ำตาลซูโครส มีรสชาติใกลเคียงน้ำตาลซูโครสแตราคาแพง เปนสารสังเคราะหจากน้ำตาลซูโครส โดยให
ธาตุคลอรีน แทนท่หี มูไฮดรอกซิล 3 หมูในโครงสรา งของนำ้ ตาลซูโครส
ทม่ี า https://shorturl.asia/H5oxt
ซูคราโลสนยิ มใชปรงุ แตง อาหารและเครื่องดื่มหลายชนดิ เชน กาแฟสำเร็จรูป บนเตารอน ๆ กป็ รงุ
อาหารไดมคี วามปลอดภัยในการใชส งู ไดรบั การรับรองจาก อย.ไทย และ อย.สหรฐั อเมริกา นยิ มใชกับผูท ่ี
ตองการหลีกเลีย่ งการบรโิ ภคน้ำตาลโดยเฉพาะผปู ว ยโรคเบาหวาน
7.8 แอสพารเทม (Aspartame)
เปนสารใหความหวานแทนน้ำตาลอีกชนดิ หนึ่ง มีความหวานประมาณ 180 – 200 เทา ของน้ำตาลให
พลังงานนอ ยมาก (ประมาณ 4 kcal/g) มีราคาถูก เปนสารสงั เคราะหจากกรดอะมโิ น 2 ชนดิ คือกรดแอสพาร
ติกและเฟนิลอะลานีน แอสพารเทมไมท นความรอ น ใชเปนสารใหความหวานในอาหารสำเรจ็ รูป และเครอ่ื งดื่ม
เชน น้ำอัดลม กาแฟ รวมทั้งหมากฝรั่ง ขนมหวานตาง ๆ เปนตน หรือใชควบคุมปริมาณน้ำตาลในรางกาย
แอสพารเทมมีความปลอดภัยนอยกวาซูคราโลส และสตีวิโอไซด ถาใสแอสพารเทมในอาหารที่รอนจัด ความ
รอ นจะไปทำลายโครงสรางจนกลายเปน สาเหตขุ องโรคมะเร็งไดด ว ย จึงควรบรโิ ภคไมเ กนิ ปริมาณท่ีแนะนำ
ทีม่ า https://en.wikipedia.org/wiki/Aspartame
แบบฝก หดั เพิ่มเติม เรือ่ ง สารประกอบอินทรียใ นชีวิตประจำวันและการนำไปใชป ระโยชน
1. อานขอความตอ ไปน้ี แลวตอบคำถามใหถ กู ตอง
ยาฟาวิพิราเวียร (Favipiravir) เปนยาตานไวรัสที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส SARS
CoV2 ท่ีกอใหเกิดโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนาสายพันธใุ หม 2019 หรือ COVID-19 มโี ครงสรา งดังนี้
ปจจุบันยาฟาวิพิราเวียรถือเปนยาหลักในการรักษาผูปวย COVID-19 ตามแนวทางการดูแลรักษา
COVID-19 โดยกรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข เน่ืองจากยานี้มปี ระสทิ ธิภาพในการลดปรมิ าณไวรัสไดด ี
ที่มา : https://www.rama.mahidol.ac.th/atrama/issue041/rama-rdu
1.1 จงเขียนโครงสรา งของผลิตภณั ฑท ่ีเกิดข้นึ เมื่อนำ Favipiravir มาทำปฏิกริ ิยาดังนี้
Favipiravir + CH3COOH Favipiravir + H2O/H+
เรงดว ยกรดและความรอ น
1.2 กระบวนการสงั เคราะห Favipiravir จาก 3-aminopyrazine-2-carboxylic acid (11) เปนดงั น้ี
AB
C
ทมี่ า https://link.springer.com/article/10.1007/s11696-018-0654-9
กำหนดให
1) เอมนี ปฏกิ ิริยากับกรดไนตรัสหรือในสารละลายโซเดยี มไนไตรทในกรด จะเกดิ ผลติ ภัณฑเ กลอื ท่ี
เรยี กวา NdHia2zoniumNHasNCaOllt2โดยท่เี กลdRือiaนz้ีสoาnมiNuา2mร+ถCเslกa-ิดltปฏกิ ิรยิ Hาแ2Oทนท่ีกับนำ้ Rไดเ ปนOแHอลกอฮอล
R
2) สาร C มีชอื่ วา 6-bromo-3-hydroxypyrazine-2-carboxamide
โครงสรางของ A , B และ C เปน อยา งไร C
AB
2. ใหน กั เรยี นอา นโปสเตอรตอไปน้ี แลวตอบคำถาม
ท่ีมา https://shorturl.asia/hy0uk
2.1 จงเขยี นโครงสรางของไอโซโพรพิลแอลกอฮอล และเอทิลแอลกอฮอล
ไอโซโพรพลิ แอลกอฮอล เอทลิ แอลกอฮอล
2.2 ภาวะการแพรร ะบาดของโรคโควดิ -19 นักเรียนควรเลือกผลิตภัณฑฆาเชื้อโรคท่มี สี ว นผสมของ
แอลกอฮอลช นดิ และเพราะเหตุใดจงึ เลือกแอลกอฮอลชนิดน้ัน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
.………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
.………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..