เอกสารคำสอน 366412 ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชน School, Parent and Community Engagement อัจฉรา ศรีพันธ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 2566
เอกสารคำสอนวิชา 366412 ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชน เล่มนี้ สำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยความกรุณาของคณะอาจารย์ผู้ร่วมโครงการ ภาคีเครือข่ายในสถาบันการศึกษา ต่างๆ และภาคประชาสังคม ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า หลักสูตร กศ.ม.สังคมศึกษา นิสิตสาขาวิชาต่าง ๆ ของคณะศึกษาศาสตร์ เช่น สาขาวิชาฟิสิกส์ สาขาวิชาเคมี สาขาวิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น ที่ได้ให้ ความช่วยเหลือในการผลิตเอกสารคำสอน และให้เกียรติเป็นกรณีศึกษาในเอกสารคำสอนเล่มนี้ ขอขอบคุณ ผศ.ดร.ณัฐเชษฐ์ พูลเจริญ ผู้ร่วมโครงการและสนับสนุนทุกกรณีศึกษา อ.วรานนท์ คลังสีดา วรนรากุล ผู้ร่วมโครงการ ผลิตสื่อประกอบ และผลิตเอกสารคำสอนเสมือนจริง (Augmented Reality: AR) อ.ธนชัย ก๋งพยา ผู้สร้างกรณีศึกษาจักวาลนฤมิต (Metaverse) อัจฉรา ศรีพันธ์
เอกสารคำสอนรายวิชา ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชน รหัสวิชา 366412 เป็นเอกสารประกอบการสอนที่เรียบเรียงขึ้นตามหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) ในหมวดวิชาชีพครูบังคับของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมีคณาจารย์ในคณะ ศึกษาศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบ เรียบเรียงขึ้นใช้ประกอบการสอนในรายวิชา โดยพัฒนาจากการ ทบทวนแนวคิด ทฤษฎี เอกสารงานวิจัยและประสบการณ์ในการสอนของผู้เรียบเรียง เพื่อให้มี เนื้อหาทันสมัยและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เนื้อหาสำคัญในเอกสารคำสอนนี้ เป็นไปตามคำอธิบายรายวิชาที่มุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในแนวคิดการศึกษาบนฐานชุมชน แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียน และชุมชน บทบาทและทักษะความเป็นผู้นำในการสร้างชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การศึกษาบริบทชุมชนบนพื้นฐานความแตกต่างทางสิ่งแวดล้อมและ วัฒนธรรม การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อร่วมพัฒนาผู้เรียนและชุมชน เอกสารคำสอนนี้มีเนื้อหาซึ่งครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดที่กำหนดไว้ในคำอธิบายรายวิชา ประกอบด้วยเนื้อหา 7 บท ดังนี้ บทที่ 1 แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษาการจัดการศึกษาบนฐาน ชุมชนในประเทศไทยและต่างประเทศ บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษาชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ บทที่ 3 แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน บทที่ 4 การศึกษาบริบทชุมชนบนพื้นฐานความแตกต่างทางสิ่งแวดล้อมและ วัฒนธรรม บทที่ 5 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน บทที่ 6 แนวคิดการศึกษาเพื่อปวงชนและปวงชนเพื่อการศึกษา และบทที่ 7 โครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เอกสารคำสอนนี้เรียบเรียงตามลำดับเนื้อหาที่นิสิตจะต้องเรียนทั้งหมดในรายวิชานี้ตลอดภาค การศึกษา ผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารคำสอนนี้จะมีประโยชน์กับนิสิตที่กำลังศึกษาใน รายวิชานี้เพื่อนำไปเป็นฐานในการพัฒนาความรู้ในการวางแผนโครงการต่างๆ ด้านพัฒนาผู้เรียนโดย ความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน และการพัฒนางานวิจัยในประเด็นด้านการจัด การศึกษาร่วมกับชุมชนต่อไปในอนาคต (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา ศรีพันธ์) วันที่ 1 เมษายน 2566
เรื่อง หน้า กิตติกรรมประกาศ คำนำ สารบัญ แผนการสอนประจำวิชา บทที่ 1แนวคิด ทฤษฎี และกรณีศึกษาการจัดการศึกษาบนฐานชุมชน ในประเทศและ ต่างประเทศ 1 ความหมายของการจัดการศึกษาบนฐานชุมชน 1 แนวคิด ทฤษฎีการจัดการศึกษาบนฐานชุมชน 4 หลักการจัดการเรียนรู้บนฐานชุมชน 5 รูปแบบการเรียนรู้บนฐานชุมชน 7 คุณลักษณะของการศึกษาบนฐานชุมชน 9 ประโยชน์ของการจัดการศึกษาบนฐานชุมชน 11 กรณีศึกษาการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนในประเทศไทย 13 กรณีศึกษาการศึกษาบนฐานชุมชนในต่างประเทศ 20 คำถามทบทวน 34 บทที่2 แนวคิด ทฤษฎี และกรณีศึกษาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 35 ความหมายของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 36 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 37 องค์ประกอบของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 40 ระดับของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 41 ประโยชน์ของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษา 42 การนำกระบวนการนำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา 43 กรณีศึกษาการนำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา 48 เอกสารประกอบการเรียนรู้ 54 คำถามทบทวน 55
บทที่3 แนวคิด ทฤษฎี และกรณีศึกษาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 56 ความหมายของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 57 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 58 วิธีการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 65 ภาวะผู้นำในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพจากฐานความสัมพันธ์ ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 67 กรณีศึกษาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 68 คำถามทบทวน 70 บทที่4 การศึกษาบริบทชุมชนบนพื้นฐานความแตกต่างทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม 71 แนวคิดในการศึกษาบริบทชุมชนบนพื้นฐานความแตกต่างทางสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม 72 ระบบนิเวศการเรียนรู้ของชุมชน 72 เครื่องมือในการศึกษาบริบทชุมชน 75 การศึกษาบริบทชุมชนบนพื้นฐานความแตกต่างทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม 76 คำถามทบทวน 79 บทที่5 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 80 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 81 ลักษณะเฉพาะของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 82 แนวทางของวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) 83 ประเภทของ PAR 83 ฐานคิดของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 83 องค์ประกอบของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 83 ลักษณะสำคัญของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 84 กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 84 ขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 85 การตรวจสอบความตรงของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 86 จริยธรรมของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 86 แนวทางการประเมินการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 86 เครื่องมือของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 86
คำถามทบทวน 87 บทที่6 แนวคิดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) และปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education) 88 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน 89 แนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษา 91 พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาและพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา พ.ศ. 2562 94 คำถามทบทวน 96 บทที่7 โครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 97 การออกแบบโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 98 การออกแบบโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 99 ตัวอย่างนวัตกรรมที่ได้จากโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 100 ตัวอย่างโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 104 คำถามทบทวน 105 บรรณานุกรม 106
แผนการสอนประจำวิชา 1. รหัสวิชา 366412 รายวิชา ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชน 3 (2-2-5) หน่วยกิต School, Parent and Community Engagement 2. คำอธิบายรายวิชา การศึกษาบนฐานชุมชน แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียน และชุมชน บทบาทและทักษะความเป็นผู้นำในการสร้างชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การศึกษาบริบทชุมชนบนพื้นฐานความแตกต่างทางสิ่งแวดล้อมและ วัฒนธรรม การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อร่วมพัฒนาผู้เรียนและชุมชน Community - based on education, concepts about professional learning community (PLC), teacher student and community engagement, roles and leadership skills to create PLC, the study of community context based on environment and cultural differences and diversities, the promotion of local wisdom conservation for developing students and community 3. ELOs ของหลักสูตร ELO1 เป็นพลเมืองที่เข้มแข็งและใส่ใจสังคม รักชาติ ท้องถิ่น สำนึกสากล เป็นพลเมืองดี ของไทย ความเป็นพลเมืองโลก มีภาวะผู้นำ สามารถทำงานร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเป็นอย่างดี มีสัมพันธภาพและร่วมมือกับผู้ปกครองเพื่อพัฒนาผู้เรียนและชุมชน ELO2 มีคุณธรรมจริยธรรม จิตวิญญาณความเป็นครูและปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณ วิชาชีพครู รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และสังคม ELO3 ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีจิตอาสา อดทน เสียสละ และพัฒนาตนอย่าง ต่อเนื่องยึดมั่นค่านิยมและคุณลักษณะประชาธิปไตยในการปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่ เคารพสิทธิ ใช้เหตุผลและปัญญาในการดำเนินชีวิต ELO4 ตระหนักถึงคุณค่าของศาสตร์สาขาวิชาต่างๆ รวมทั้งนำแนวคิดปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตและการประกอบวิชาชีพครู มีความรู้ เข้าใจชีวิต เข้าใจชุมชนและการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานความแตกต่างทางวัฒนธรรม ELO5 สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิน และนำความรู้เกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎี และ หลักการที่เกี่ยวข้องในศาสตร์สาขาวิชาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาผู้เรียน การแก้ปัญหา และการต่อยอดองค์ความรู้ โดยคำนึงถึงธรรมเนียมปฏิบัติ กฎ ระเบียบและข้อบังคับ ที่เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ ELO6 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักและกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริง สามารถทำ ความเข้าใจและประเมินข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย อย่างรู้เท่าทันสามารถปรับและ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัลเทคโนโลยีตามแฟลตฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต ELO7 ตระหนักถึงคุณค่าของศาสตรพระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่นยืนและนำมา ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตน พัฒนาผู้เรียน พัฒนางาน และพัฒนาชุมชน
ELO8 เป็นผู้นำทางปัญญา สามารถใช้เหตุผล หลักการทางวิชาการเพื่อวิเคราะห์และ สร้างสรรค์วิธีการแก้ปัญหาทางสังคม วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แก่สถานศึกษา ชุมชน และสังคมอย่างสร้างสรรค์ ELO9 สามารถนำความรู้ในสาขาวิชามาประยุกต์ใช้ทักษะและความเข้าใจเกี่ยวกับวิชาชีพ ครูและศาสตร์สาขาวิชาที่สอนและประยุกต์การวิจัยมาใช้แก้ปัญหา และพัฒนาการเรียนรู้ ของผู้เรียนและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นนวัตกร ELO10 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองและ ผู้อื่นในการทำงานและการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร และในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองและ วิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ELO11 มีความเข้าใจและใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น มีความคิดในเชิงบวก และมีวุฒิทาง อารมณ์และสังคม สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดี มีความรับผิดชอบ ทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดี แสดงออกถึงภาวะผู้นำในสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจน และวิเคราะห์และแก้ปัญหากลุ่มได้ อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมขององค์กร เป็นพลเมืองที่มี คุณค่าขององค์กรและสังคม ELO12 มีความรับผิดชอบต่อตนเอง องค์กรและสังคมและปฏิบัติต่อผู้เรียนด้วยความเข้าใจ และเป็นมิตร ELO13 ตระหนักถึงคุณค่าของการนำแนวคิดปรัชญาการศึกษา และหลักการ และทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการสอน การวัดประเมินผล การจัดการชั้นเรียน การบันทึกและรายงานผลการ จัดการเรียนการสอน การวิจัยในชั้นเรียน และการมีส่วนร่วมกับครอบครัว และชุมชนมาใช้ในการ พัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสมตามความแตกต่าง ระหว่างบุคคล ELO14สร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อและแหล่งเรียนรู้ภายใน และภายนอก สถานศึกษา มีความสามารถประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในการจัด การศึกษา 4. CLOs ของรายวิชา CLO1 อธิบายแนวคิดและวิธีการจัดการการศึกษาบนฐานชุมชน CLO2 อธิบายแนวคิดและวิธีการขับเคลื่อนกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) CLO3 อธิบายแนวคิดและวิธีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียน และชุมชนที่ สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคมในโลกปัจจุบัน CLO4 วิเคราะห์บทบาทและทักษะความเป็นผู้นำในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพที่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคมในโลกปัจจุบัน CLO5 ประยุกต์ใช้ความรู้ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาไปสู่การพัฒนา นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาผู้เรียนร่วมกับชุมชนบนพื้นฐานของความแตกต่างหลากหลายของบริบท ชุมชนและสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคมในโลกปัจจุบันได้
5. เนื้อหา บทที่ 1 แนวคิด ทฤษฎี และกรณีศึกษาการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนในประเทศไทย และต่างประเทศ บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ บทที่ 3 แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียน และ ชุมชน บทที่ 4 บทบาทและทักษะความเป็นผู้นำในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ บทที่ 5 การศึกษาบริบทชุมชนบนพื้นฐานความแตกต่างทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม บทที่ 6 การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อร่วมพัฒนาผู้เรียนและชุมชน บทที่ 7 แนวคิดการศึกษาเพื่อปวงชน บทที่ 8 แนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษา บทที่ 9 โครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 6. แผนการจัดการเรียนรู้ CLOs สัปดาห์ หัวข้อ TLOs (Topic learning outcome) ผลการเรียนรู้รายหัวข้อ หรือ รายคาบ วิธีการ จัดการ เรียนรู้ รูปแบบการ ประเมิน ผู้สอน GLOs SSLOs CLO1 1 1. การปฐมนิเทศ รายวิชา 2. แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับการจัด การศึกษาบนฐาน ชุมชน (1) √ √ บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ การมีส่วน ร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ อัจฉรา CLO1 2 แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับการจัด การศึกษาบนฐาน ชุมชน (2) √ บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ การมีส่วน ร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ อัจฉรา CLO2 3 กรณีศึกษาการจัด การศึกษาบนฐาน ชุมชนในประเทศ ไทย √ 1. บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ 2. วิเคราะห์ กรณีศึกษา 1.การมีส่วน ร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ 2. ผลการ วิเคราะห์ กรณีศึกษา อัจฉรา
CLOs สัปดาห์ หัวข้อ TLOs (Topic learning outcome) ผลการเรียนรู้รายหัวข้อ หรือ รายคาบ วิธีการ จัดการ เรียนรู้ รูปแบบการ ประเมิน ผู้สอน GLOs SSLOs CLO2 4 กรณีศึกษาการจัด การศึกษาบนฐาน ชุมชนใน ต่างประเทศ √ 1. บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ 2. วิเคราะห์ กรณีศึกษา 1. การมี ส่วนร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ 2. ผลการ วิเคราะห์ กรณีศึกษา อัจฉรา CLO2 5 แนวคิด ทฤษฎีและ กรณีศึกษาชุมชน แห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ (PLC) √ บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ การมีส่วน ร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ อัจฉรา CLO2 6 กรณีศึกษาชุมชน แห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ (PLC) √ 1. บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ 2. วิเคราะห์ กรณีศึกษา 1. การมี ส่วนร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ 2. ผลการ วิเคราะห์ กรณีศึกษา อัจฉรา CLO3 7 แนวคิด ทฤษฎีและ กรณีศึกษาการสร้าง ความสัมพันธ์ ระหว่างครู นักเรียน และชุมชน (1) √ √ บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ การมีส่วน ร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ อัจฉรา CLO3 8 แนวคิด ทฤษฎีการ สร้างความสัมพันธ์ ระหว่างครู นักเรียน และชุมชน (2) √ √ บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ การมีส่วน ร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ อัจฉรา CLO3 9 กรณีศึกษาการสร้าง ความสัมพันธ์ ระหว่างครู นักเรียน และชุมชน √ √ 1. บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ 2. วิเคราะห์ กรณีศึกษา 1. การมี ส่วนร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ 2. ผลการ วิเคราะห์ กรณีศึกษา อัจฉรา
CLOs สัปดาห์ หัวข้อ TLOs (Topic learning outcome) ผลการเรียนรู้รายหัวข้อ หรือ รายคาบ วิธีการ จัดการ เรียนรู้ รูปแบบการ ประเมิน ผู้สอน GLOs SSLOs CLO4 10 บทบาทและทักษะ ความเป็นผู้นำใน การสร้างชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทาง วิชาชีพ √ √ บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ การมีส่วน ร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ อัจฉรา CLO5 11 การศึกษาบริบท ชุมชนบนพื้นฐาน ความแตกต่างทาง สิ่งแวดล้อมและวัฒ สิ่งแวดล้อมและ วัฒนธรรม √ √ บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ การมีส่วน ร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ อัจฉรา C CLO5 12 แนวคิดการศึกษา เพื่อปวงชน และ แนวคิดปวงชนเพื่อ การศึกษา √ √ บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ การมีส่วน ร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ อัจฉรา C CLO1-5 13 โครงการพัฒนา ผู้เรียนโดย ความสัมพันธ์ โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน (1) √ √ 1.บรรยาย แบบมี ปฏิสัมพันธ์ 2. วิเคราะห์ กรณีศึกษา 1. การมี ส่วนร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ 2. ผลการ วิเคราะห์ กรณีศึกษา อัจฉรา CLO1-5 14 โครงการพัฒนา ผู้เรียนโดย ความสัมพันธ์ โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน (2) √ √ ลงพื้นที่ ศึกษาชุมชน 1. การมี ส่วนร่วมใน กิจกรรม การเรียนรู้ 2. การ สังเกต พฤติกรรม ผู้เรียน อัจฉรา C CLO1-5 15 โครงการพัฒนา ผู้เรียนโดย ความสัมพันธ์ √ √ 1. รับฟังการ นำเสนอ ผลงาน 1. การมี ส่วนร่วมใน กิจกรรมการ เรียนรู้ อัจฉรา
7. วิธีการจัดการเรียนรู้และกิจกรรม 1. การบรรยายแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive Lecture) 2. การวิเคราะห์กรณีศึกษา (Case Study Analysis) 3. การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) 4. การเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Learning) 8. สื่อ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน ภาษาไทย โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. (2559).วิถีชุมชน เครื่องมือ 7 ชิ้น ที่ทำให้งานชุมชนง่าย ได้ผล และ สนุก.กรุงเทพฯ: สุขศาลา. ทิศนา แขมมณี. (2560). ศาสตร์การสอน: องค์ความเพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2555). ปรัชญาการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2565). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13. กรุงเทพ: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579. กรุงเทพ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. อัจฉรา ศรีพันธ์. (2561). การศึกษาบนฐานชีวิตและชุมชน: เมื่อประชาชนลุกขึ้นมาปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ: แดแน็กซ์อินเตอร์คอร์เปอร์เรชั่น. CLOs สัปดาห์ หัวข้อ TLOs (Topic learning outcome) ผลการเรียนรู้รายหัวข้อ หรือ รายคาบ วิธีการ จัดการ เรียนรู้ รูปแบบการ ประเมิน ผู้สอน GLOs SSLOs โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน (3) 2. ประเมิน เพื่อการ พัฒนา 2.การศึกษา ค้นคว้า 3.การ นำเสนอ ผลงาน CLO1-5 16 สอบประมวลความรู้ปลายภาคเรียน อัจฉรา
ภาษาอังกฤษ Atchara Sriphan. (2017). Community-based Education in Thailand: Implications for Practice, Research, and National Policy. Proceedings of 20th Annual Southeastern Association of Educational Studies (SEAES), April 1st, 2017. Barrett, Michelle,S. (2012). An Introduction to Community-Based Learning. https://www.holycross.edu/sites/default/files/files/cbl/introduction_to_comm unity-based_learning_17.pdf David,L. (2015). Constructivism: Learning Theories. Retrieved from https://www.learning- theories.com/constructivism.html Fabel, A. (1993). Constructionism Tools to Think and Build with. Retrieved from http://learning.media.mit.edu/courses/mas713/readings/Constructionism%20- %20Falbel. Pdf Froyd, and Simpson. (2010). Student-Centered Learning Addressing Faculty Questions about Student centered Learning. Texas: Texas A&M University. Howard, Jeffrey. (2001). Service-Learning Course Design Workbook. Michigan:The University of Michigan. Lamyaa, E.-G. (2018). Case Study on Community-Based Learning: Toy Design Project for Children in Egyptian Squatter. European Journal of Engineering Education, 879-894. Retrieved fromhttps://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/03043797.2018. 1451492?scroll=top&needAccess=true Marshall University. (2017). What is Community-Based Learning? Retrieved from https://www.marshall.edu/ctl/community-engagement/what-is-service- learning. Melaville, Atelia, Berg, Amy C. and Blank, Martin J. (2006). Community-Based Learning: Engaging Students for Success and Citizenship. Washington D.C.: Coalition for Community Schools. Sliwka, A., Tett, L. (2008). Teaching, Learning and Assessment for Adults Improving Foundation Skills: Case Study Scotland. OECD Publishing. Retrieved from http://dx.doi.org/10.1787/172212187274 Special Issue. (2011). Research in Action: Linking Communities and Universities. Retrieved from http://ci-journal.org/index.php/ciej/article/view/805/786 Thoughtful Learning. (2017). What are life skills? Retrieved from https://k12.thoughtfullearning.com/FAQ/what-are-life-skills. UNESCO. (2016). Community-Based Lifelong Learning Lifelong Learning and
Adult Education: Situations of Community Learning. Paris: UNESCO. The University of British Columbia. Informal Learning in Community-based Ecotourism. Vancouver: The University of British Columbia University of Notre Dame. (2015). Community-Based Learning in Study Abroad. Indiana: University of Notre Dame. Villani, Christine J. and Atkins, Douglas. (2000). The Community of The School. School Community Journal. 10(1). Spring/Summer. Yale University. (2018). Community-Based Learning. Retrieved from https://cbl.sites.yale.edu/ 9. แผนการประเมินผล ผลการเรียนรู้ตาม CLOs วิธีการประเมินผลนิสิต สัปดาห์ที่ ประเมิน สัดส่วนของการ ประเมินผล 1-5 การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ 1-16 20% 1-5 การนำเสนอผลการวิเคราะห์กรณีศึกษา 13-15 20% 1-5 โครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความร่วมมือ ของโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 13-15 40% 1-5 การสอบประมวลความรู้ปลายภาค 16 20% รวม 100% 10. การวัดและประเมินผล เกรด ช่วงเกรด A 80+ B+ 75-79 B 70-74 C+ 65-69 C 60-64 D+ 55-59 D 50-54 F 0-49 I Incomplete
1
2 การศึกษาบนฐานชุมชน หรือ การศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Education: CBE) ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนจะใช้คำว่า “การศึกษาบนฐานชุมชน” มีฐานคิดมาจากปรัชญา แนวคิด ทฤษฎีการศึกษาที่มุ่งเน้น “การจัดการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (StudentCentered Learning)” ซึ่งหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ ผู้เรียนมีอิทธิพลต่อเนื้อหา กิจกรรม สื่อ และขั้นตอนของการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนรู้นี้เน้นให้ผู้เรียน เป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้ ผู้สอนให้โอกาสผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างอิสระจากผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ แนวคิดการศึกษาบนฐานชุมชนเป็นแนวคิดที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในบทบาทของ ผู้เรียนและผู้สอน กล่าวคือ ผู้เรียนที่เรียนรู้ตามแนวคิดนี้จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้เรียนเชิงรับ (Passive Learner) ไปเป็นผู้เรียนเชิงรุก (Active Lerner) และผู้สอนจะเป็นบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้ กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งหมดไปเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (Facilitator) ผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้เฉพาะ ทาง (Learning Specialist) ผู้สร้างสรรค์แรงบันดาลใจในการเรียนรู้ (Learning Inspiration Creator) เพราะในบางกรณีผู้เรียนมีความต้องการแรงเสริมเพื่อผลักดันการเรียนรู้ไปสู่การสร้างสรรค์การ เปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในสังคมและประเทศชาติ ผู้สอนจึงจำเป็นจะต้องมีบทบาทมากกว่าการอำนวย ความสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มักจะพบในกรณีศึกษาในการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ผู้สอน จึงมีบทบาทเป็น “ผู้สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ (Learning Inspiration Creator)” การจัดการเรียนรู้บนฐานชุมชนเป็นการจัดการเรียนรู้ที่รวบรวมเทคนิคต่างๆ ไว้มากมายโดยใช้ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แทนการบรรยาย การกำหนดปัญหาปลายเปิดและปัญหาที่ต้องใช้ ความคิดเชิงวิพากษ์และความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการอ่านตำราเพียงอย่างเดียว เช่น การจำลองสถานการณ์และบทบาทสมมติ การศึกษาด้วยตนเองและการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เป็นต้น การจัดการเรียนรู้รูปแบบนี้จึงนำไปสู่การสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ความคงทนของความรู้ความเข้าใจ ที่ลึกซึ้ง และทัศนคติเชิงบวกต่อเรื่องที่ได้เรียนรู้ของผู้เรียน (Collins and O'Brien, 2003) 1. ความหมายของการจัดการศึกษาบนฐานชุมชน การศึกษาบนฐานชุมชน (Community-Based Education) มีความหมายเช่นเดียวกับการ เรียนรู้บนฐานชุมชน (Community-Based Learning) ซึ่งมีนักวิชาการให้คำจำกัดความไว้มากมาย ดังนี้ The Glossary of Education Reform (2014) ได้ให้ความหมายว่า การศึกษาบนฐานชุมชน มีความหมายเช่นเดียวกับการเรียนรู้บนฐานชุมชน การเรียนรู้โดยใช้พื้นที่เป็นฐาน การศึกษาโดยใช้พื้นที่ เป็นฐาน ซึ่งหมายถึง ความหลากหลายของวิธีการเรียนการสอนและโปรแกรมที่นักการศึกษาใช้เพื่อ เชื่อมโยงสิ่งที่ได้รับการสอนจากโรงเรียนกับชุมชนโดยรอบรวมทั้งสถาบันท้องถิ่น วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติต่างๆ ด้วยการกระตุ้นการเรียนรู้จากชุมชน โดยมีความเชื่อว่าทุกชุมชนมีสินทรัพย์และทรัพยากรภายในที่นักการศึกษาสามารถใช้เพื่อเพิ่ม ประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับผู้เรียนได้
3 Villani และ Atkins (2000) ได้ให้ความหมายว่า การศึกษาบนฐานชุมชน คือ ความสามารถ ของผู้เรียนในการเป็นศูนย์กลางการรับรู้และสนับสนุนความต้องการของชุมชนโดยรอบ ด้วยวิธีการนี้ ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่มีบทบาทรับผิดชอบในการแสวงหาคุณค่าอย่างอิสระในการปฏิบัติ การพัฒนา และ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตลอดจนคลายความกังวลสงสัยต่างๆ ที่มีต่อชุมชน โดยทั้งชุมชนจะ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ จึงทำให้วัฏจักรการศึกษาขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องยาวนาน เกิด ความสัมพันธ์ที่สนับสนุนซึ่งกันและกันบนพื้นฐานของอุดมการณ์เดียวกัน ผู้เรียนและผู้อำนวยการเรียนรู้ เปรียบเสมือนพลังในการที่สร้างการศึกษาบนฐานชุมชน ผู้ปกครอง ผู้บริหารโรงเรียน ผู้นำชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษาและประชาชนที่เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา การผลิต การดำเนินงานและการ ประเมินผลการจัดการศึกษารูปแบบนี้ อาจกล่าวได้ว่ารูปแบบการจัดการศึกษาที่น่าสนใจนี้ถูกออกแบบ มาเพื่อส่งเสริมให้เกิดความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ นอกจากนี้ยังสร้างความ ร่วมมือระหว่างโรงเรียนและชุมชนในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อีกด้วย Center for Teaching & Learning, Marshall University (2018) ได้ให้ความหมายว่า การศึกษาบนฐานชุมชน ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับการเรียนรู้บนฐานชุมชน หมายถึง การเรียนการ สอนและกลยุทธ์การเรียนรู้ที่บูรณาการการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีความหมายกับการเรียนการสอน การสะท้อนผลการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ที่มีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้และการ สะท้อนซึ่งกันและกัน Melaville Berg และ Blank (2006) ได้ให้ความหมายว่า การศึกษาบนฐานชุมชน ซึ่งมี ความหมายเช่นเดียวกับการเรียนรู้บนฐานชุมชน หมายถึง กลยุทธ์การเรียนรู้ที่ครอบคลุมการบริการ วิชาการ พลเมืองศึกษา สิ่งแวดล้อมศึกษา การศึกษาโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน การจัดการเรียนรู้ด้วยการ บริการสังคม และการเรียนรู้จากการทำงาน Barrett (2012) ได้ให้ความหมายว่า การศึกษาบนฐานชุมชนเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ เชื่อมโยงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ในชั้นเรียนกับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของประชาชนในชุมชน ด้วยการจัดการบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนผ่านกระบวนการวิจัยและการถ่ายทอด ประสบการณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพันธกิจของชุมชน กระบวนการนี้ นำมาซึ่งประโยชน์ร่วมกันระหว่างสถานศึกษาและชุมชน เนื่องจากผู้เรียนจะสามารถเข้าใจเนื้อหาที่ลึกซึ้ง ของหลักสูตรได้ด้วยการ บูรณาการทฤษฎีกับการปฏิบัติงานจริงในชุมชน ในขณะที่ชุมชนก็จะได้ ประโยชน์จากอาสาสมัคร ทรัพยากรทางวิชาการ งานวิจัย และความเชี่ยวชาญด้านวิชาการที่ หลากหลายจากบุคลากรในสถานศึกษาต่างๆ กล่าวโดยสรุป การศึกษาบนฐานชุมชน หมายถึง การจัดการศึกษาที่เพื่อสร้างความเข้มแข็งใน การจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับฐานรากด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสถานศึกษาและภาคประชาชน ที่ประกอบด้วย ครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น สถาบันศาสนา องค์กรภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์กร พัฒนาเอกชน (NGOs) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ในการจัดการศึกษารูปแบบต่างๆ เพื่อ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่บูรณาการเข้ากับวิถีชีวิต วัฒนธรรม รากเหง้า ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นที่ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงบริบททางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของประเทศและโลก
4 2. แนวคิด ทฤษฎีการจัดการศึกษาบนฐานชุมชน การศึกษาบนฐานชุมชนเป็นการรวบรวมกลยุทธ์การเรียนรู้ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ในการเรียนรู้ที่ครอบคลุมฐานความรู้ทางวิชาการในด้านการบริการชุมชน (Community Service) พลเมืองศึกษา (Civic Education) สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education) การเรียนรู้โดยใช้ สถานที่เป็นฐาน (Place Based Learning) การเรียนรู้ด้วยการบริการ (Service Learning) และการ เรียนรู้จากการทำงาน(Work-Based Learning) กลยุทธ์เหล่านี้มีรากฐานมาจากการปฏิบัติ ประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ความสำเร็จซึ่งเป็นทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีค่า (Melaville, Berg, and Blank, 2006) อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาบนฐานชุมชนเป็นแนวคิดที่มีการผสมผสานระหว่างแนวคิดใน การจัดการศึกษาที่สำคัญหลายแนวคิด ประกอบด้วย การบริการวิชาการบนฐานชุมชน (Academically Based Community Service) เป็น การเชื่อมโยงภารกิจทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษากับความต้องการของชุมชน โดยใช้สภาพปัจจุบัน และปัญหาของชุมชนเป็นโจทย์ในการจัดบริการ หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาใช้ในสถานศึกษาต่างๆ เพื่อ การช่วยเหลือ ฟื้นฟูชุมชนโดยบุคลากรของสถานศึกษาจะออกแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการองค์ความรู้ สหสาขาวิชา และนำความรู้ทางวิชาการเหล่านั้นไปจัดโครงการบริการวิชาการในชุมชนต่อไป พลเมืองศึกษา (Civic Education) เป็นการจัดการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองที่มีความสามารถ และตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเอง สนับสนุนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในทางการเมืองและกิจกรรม สาธารณะต่างๆ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ทางวิชาการของผู้เรียนกับ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะในฐานะพลเมืองของโลก กล่าวคือ แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่เน้น ความสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ และเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ แนวคิดประชาธิปไตยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้เรียนด้วยการสร้างประสบการณ์ตรงให้แก่ผู้เรียน สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education) เป็นการจัดการศึกษาที่กระตุ้นความสนใจ ของผู้เรียนเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและความสัมพันธ์ทางสังคมนั้นๆ โดยใช้สภาพแวดล้อมรอบๆ สถานศึกษาและชุมชนเป็นกรอบให้ผู้เรียนสร้างการเรียนรู้ของตนเอง กลยุทธ์นี้ไม่เน้นหลักในการเรียนรู้ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แต่จะใช้สิ่งแวดล้อมกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจธรรมชาติและความรู้พื้นฐานต่างๆ การเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐาน (Place-Based Learning) เป็นการจัดการศึกษาที่ใช้ ประวัติศาสตร์ชุมชน สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจภายในชุมชนเป็นบริบทในการเรียนรู้ การ เรียนรู้ของผู้เรียนมุ่งไปที่ความต้องการและความสนใจของชุมชน และคนในชุมชนจะทำหน้าที่เป็น ทรัพยากรการเรียนรู้ และพันธมิตรในการจัดการเรียนรู้ทุกแง่มุม การเรียนรู้ด้วยการบริการ (Service Learning) เป็นการบูรณาการการบริการชุมชนกับ การศึกษาทางวิชาการ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยผู้เรียนจะ ค้นหากิจกรรมบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเป้าหมาย ทางวิชาการ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมและสะท้อนผลการเรียนรู้ผ่านงานบริการต่างๆ ของ ชุมชน
5 การเรียนรู้จากการทำงาน (Work-Based Learning) เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนที่เป็นเยาวชน ใช้เวลากับผู้ใหญ่ในความสัมพันธ์แบบที่ปรึกษา คนต้นแบบ ด้วยการทำงานร่วมกันเพื่อการเรียนรู้ เกี่ยวกับอาชีพ เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างการเรียนรู้ที่การผสมผสานกับคุณค่าตามมาตรฐานการ ทำงานในโลกแห่งความเป็นจริงจริง โดยระบุไว้ในหลักสูตรว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้การเรียนรู้และ ประยุกต์ใช้ความรู้ตามบริบท เพื่อส่งเสริมความต่อเนื่องของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสู่การศึกษา หลังจบมัธยมศึกษาและการฝึกอบรมอาชีพต่างๆ จากแนวคิดการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นแนวคิดที่มี ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการบริการชุมชนอย่างชัดเจน อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาบนฐานชุมชนมี รากฐานมาจากการจัดการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชน (Community Service Learning) 3. หลักการจัดการเรียนรู้บนฐานชุมชน Jeffrey Howard (2001) ได้เสนอหลักการจัดการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชน 10 ประการใน หนังสือชื่อ Community Service Learning ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้บนฐานชุมชนใน ปัจจุบัน โดยหลักการต่างๆ เหล่านี้เป็นหลักการวางแผนการจัดการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนให้มีผลกระทบสูง ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนี้ หลักการข้อที่ 1: การประเมินผลการเรียนในการจัดการเรียนรู้ประเมินที่ผลการเรียนรู้ทาง วิชาการไม่ใช่ผลการบริการ (Academic Credit is for Learning, Not for Service) เนื่องจากมี ข้อถกเถียงกันว่าการจัดการเรียนรู้รูปแบบนี้ควรจะประเมินผลการเรียนอย่างไร ซึ่งถ้าหากอ้างอิงจากการ จัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนแบบดั้งเดิมจะพบว่า ผู้สอนจะประเมินผลการเรียนของผู้เรียนจากผลงานที่ สะท้อนความสามารถทางด้านวิชาการ เช่น การเขียนรายงาน การศึกษาค้นคว้า การมีส่วนร่วมในชั้น เรียน การอภิปรายในชั้นเรียน เป็นต้น แต่ในการจัดการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนนี้จะประเมินผู้เรียน ด้วยวิธีการประเมินผลการเรียนแบบดั้งเดิม ประเมินผลการบริการชุมชน และประเมินทั้งสองส่วน ร่วมกัน ดังนั้นผลการเรียนไม่ใช่รางวัลสำหรับการบริการสังคม แต่เป็นผลจากการเรียนรู้ทางวิชาการ ร่วมกับการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง หลักการข้อที่ 2: ไม่ประนีประนอมทางวิชาการ (Do Not Compromise Academic Rigor) ซึ่งสาเหตุมาจากความเข้าใจผิดที่ว่า การเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนเป็นเรียนรู้ที่ “อ่อน” ในเชิงวิชาการ เพราะผู้เรียนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้รูปแบบนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ทั้งในหลักการทางวิชาการจาก หลักสูตรแบบดั้งเดิม มีความรู้ในวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่ไร้แบบแผนโครงสร้างของชุมชน และมีความรู้ในการผสานทรัพยากรการเรียนรู้จากหลักสูตรอื่นๆ อีกด้วย หลักการข้อที่ 3: การกำหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ (Establish Learning Objectives) สิ่งแรกที่ต้องกำหนดก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชน คือ วัตถุประสงค์ในการเรียนรู้เพราะ การกำหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้เป็นความรับผิดชอบที่ทุกหลักสูตรต้องทำ นอกจากนั้นการกำหนด วัตถุประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนยังเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมาก เนื่องจากชุมชน มีบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายและซับซ้อนจึงจำเป็นต้องเรียงลำดับความสำคัญในการจัดการเรียนรู้ และวางแผนการจัดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น การวางแผนการใช้ประโยชน์จาก
6 ทรัพยากรการเรียนรู้ของชุมชน การวางแผนการเรียนรู้จากประสบการณ์การบริการชุมชน การวางแผน การเรียนรู้เชิงวิชาการ การเรียนรู้ความเป็นพลเมือง เป็นต้น หลักการข้อที่4: การกำหนดเกณฑ์ในการเลือกสถานที่ในการจัดบริการ (Establish Criteria for the Selection of Service Placements) โดยเกณฑ์ทั่วไปประกอบด้วย - จำกัดขอบเขตของการจัดบริการด้วยเนื้อหาในหลักสูตร - จำกัดกิจกรรมด้านการบริการและบริบทการบริการให้ครอบคลุมเฉพาะที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ทางวิชาการและการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง - การจัดบริการควรมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบทบาทตามวัตถุประสงค์ทางวิชาการและการ เรียนรู้ความเป็นพลเมือง - จัดโครงการบริการชุมชนที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงในชุมชนที่กำหนดโดยชุมชน หลักการข้อที่ 5 จัดเตรียมกลยุทธ์การเรียนรู้เพื่อเก็บเกี่ยวการเรียนรู้จากชุมชนให้สอดคล้อง กับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่แท้จริง (Provide Educationally Sound Learning Strategies to Harvest Community Learning and Realize Course Learning Objectives) การเรียนรู้ตาม หลักสูตรใดๆ ก็ตามเป็นการผสมผสานระหว่างกลยุทธ์การเรียนรู้และงานที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ตามหลักสูตร โดยในหลักสูตรการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนต้องการที่จะให้ผู้เรียนได้รับ ประโยชน์จากประสบการณ์การจัดบริการชุมชนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ด้าน วิชาการและความเป็นพลเมือง กลยุทธ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมจะต้องสนับสนุนการเรียนรู้จาก ประสบการณ์การจัดบริการชุมชนซึ่งสามารถบรรจบกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามหลักสูตรได้อย่างลง ตัว สอดแทรกการเรียนรู้ด้วยการส่งเสริมการสะท้อนความคิดเชิงวิพากษ์ การวิเคราะห์ และการ ประยุกต์ใช้ประสบการณ์จากการจัดบริการชุมชนมาใช้ในการเรียนรู้ โดยต้องมั่นใจว่ากิจกรรมการ บริการต่างๆ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ที่บูรณาการระหว่างความรู้เชิงวิชาการและประสบการณ์ได้อย่าง แท้จริง กิจกรรมเหล่านี้ประกอบด้วยการอภิปรายในชั้นเรียน การนำเสนอผลงาน การวิเคราะห์ข้อมูล จากรายงานและวารสารวิชาการต่างๆ ซึ่งนำมาวิเคราะห์ร่วมกับประสบการณ์การจัดบริการชุมชนต่างๆ ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ทางวิชาการและการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง หลักการข้อที่ 6: การเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเรียนรู้ชุมชน (Prepare Students for Learning from the Community) ผู้เรียนส่วนใหญ่ขาดประสบการณ์ในการถอดองค์ความรู้ จากประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากชุมชน การตีความและการให้ความหมายกับประสบการณ์ต่างๆ และ การผนวก กลยุทธ์การเรียนรู้ทางวิชาการและการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง แม้จะผ่านการทบทวน เอกสารงานวิจัยต่างๆ ทางวิชาการมาแล้วก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่สถาบันการศึกษาต้องเตรียมการให้ผู้เรียน ก่อนที่จะส่งผู้เรียนไปเรียนรู้ในชุมชน คือ 1) สนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้วิธีการสกัดความรู้จากชุมชน และ2) ตัวอย่างโครงการเรียนรู้ที่ประสบความสำเร็จ หลักการข้อที่ 7: ลดความแตกต่างระหว่างบทบาทการเรียนรู้ในชุมชนและบทบาทการเรียนรู้ ในชั้นเรียน (Minimize the Distinction Between the Students’ Community Learning Role and Classroom Learning Role) ชั้นเรียนและชุมชนมีความแตกต่างกันในบริบทการเรียนรู้ และผู้เรียนก็ต้องมีบทบาทการเรียนรู้ที่แตกต่างกันด้วย โดยทั่วไปแล้วการเรียนรู้ในชั้นเรียนจะเรียนรู้จาก
7 การแนะนำของผู้สอนเป็นหลักซึ่งผู้เรียนจะมีบทบาทเป็นผู้เรียนรู้เชิงรับ ในทางตรงกันข้าม การเรียนรู้ ด้วยการบริการชุมชนผู้สอนจะแนะนำผู้เรียนได้น้อย และผู้เรียนก็ต้องปรับบทบาทให้เป็นผู้เรียนรู้เชิงรุก การเปลี่ยนบทบาทจากผู้เรียนเชิงรับในชั้นเรียนไปเป็นผู้เรียนเชิงรุกในชุมชนอาจจะเป็นความท้าทาย หรือเป็นได้แม้แต่อุปสรรคในการเรียนรู้ของผู้เรียน แต่มีวิธีการแก้ไขคือ การจัดสภาพแวดล้อมในการ เรียนรู้ให้คล้ายคลึงกันในทั้งสองบริบท หลักการข้อที่ 8: การทบทวนบทบาทการจัดการเรียนการสอนของคณาจารย์ (Rethink the Faculty Instructional Role) เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทของผู้เรียนที่เปลี่ยนไป ผู้สอนก็ควร ปรับเปลี่ยนบทบาทตนเองไปสู่การเป็นผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยเช่นกัน ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายบนฐานที่มั่นคงทางวิชาการและการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง หลักการข้อที่ 9: เตรียมความพร้อมสำหรับความผันแปรภายในและปัจจัยการเรียนรู้บาง ประการที่ควบคุมไม่ได้ในผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน (Be Prepared for Variation in, and Some Loss of Control with, Student Learning Outcomes) เป็นสิ่งที่ผู้สอนต้องเตรียมการ เพราะการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนมีความหลากหลายในวิธีการเรียนรู้ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และบริบทอื่นๆ ในการเรียนรู้ซึ่งแตกต่างจากการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่มีความคล้ายคลึงกัน ผู้สอน ต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับความแตกต่างในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน การประเมินผลงาน ที่แตกต่างกัน และปัจจัยบางประการที่เหนือการควบคุมที่อยู่ในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน หลักการข้อที่ 10: ขยายขอบเขตความรับผิดชอบของชุมชนไปสู่การวางแนวทางของ ห ลั ก สู ต ร (Maximize the Community Responsibility Orientation of the Course) เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักในการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชน คือการเรียนรู้ทางวิชาการและการเรียนรู้ ความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ดังนั้นการจัดการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่จัดขึ้นภายในสถานศึกษา โดยมีผู้สอน เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียนจึงไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้นชุมชนจึงจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทความ รับผิดชอบในการวางแนวทางของหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลต่อไป 4. รูปแบบการเรียนรู้บนฐานชุมชน รูปแบบการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนเสนอโดย Heffernan (2001) ประกอบด้วย 6 รูปแบบ ดังนี้ 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนตามสาขาวิชา (Discipline-Based Service-Learning Model) การจัดการศึกษารูปแบบนี้ผู้เรียนจะอยู่ในชุมชนตลอดทั้งภาคการศึกษา และสะท้อนให้เห็นประสบการณ์การเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอโดยใช้เนื้อหาตามหลักสูตรเป็นพื้นฐานในการ วิเคราะห์และการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ในชุมชน ผู้เรียนจะต้องเชื่อมโยงเนื้อหาในบทเรียนกับ ประสบการณ์ที่ได้รับจากชุมชนอย่างชัดเจน ด้วยการจัดการศึกษารูปแบบนี้ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่มีความ เข้าใจแนวคิด ทฤษฎีทั้งหมดในภาพรวมและในมุมมองที่หลากหลาย
8 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนบนฐานของปัญหา (Problem-Based Service-Learning Model) ด้วยวิธีการนี้ผู้เรียนจะมีความเกี่ยวข้องกับชุมชนในความสัมพันธ์ที่คล้าย กับการเป็น“ที่ปรึกษา” ที่ทำงานให้กับ“ลูกค้า” ผู้เรียนทำงานร่วมกับสมาชิกในชุมชนเพื่อทำความเข้า ใจความต้องการและปัญหาของชุมชน การจัดการศึกษารูปแบบนี้อยู่บนฐานความเชื่อที่ว่าผู้เรียนมี ความรู้เพียงพอที่จะให้ข้อเสนอแนะแก่ชุมชนในการพัฒนา หรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ เช่น ผู้เรียนใน สาขาสถาปัตยกรรมจะสามารถช่วยเหลือชุมชนในการออกแบบสวนได้ ผู้เรียนในสาขาด้านธุรกิจจะ สามารถ ช่วยเหลือชุมชนในการบริหารวิสาหกิจชุมชนได้ ผู้เรียนในสาขาพฤกษศาสตร์จะสามารถอธิบายถึงพืช ต่างถิ่นและวิธีการกำจัดได้ เป็นต้น ประโยชน์จากการจัดการศึกษาตามรูปแบบนี้คือการปลูกฝังทักษะ ความเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ให้แก่ผู้เรียน และชุมชนจะกลายเป็น “ลูกค้า” ลดช่องว่างระหว่างสถานศึกษา และชุมชน ลดภาวะความเป็นนักวิชาการที่อยู่บน “หอคอยงาช้าง” ในสายตาประชาชน 3) รูปแบบการเรียนรู้ในหลักสูตร Capstone (Capstone Course Model) หลักสูตร Capstone เป็นหลักสูตรที่กำหนดแนวทางที่หลากหลายในการสร้างประสบการณ์ทางวิชาการและ ประสบการณ์ทางปัญญาอย่างสูงสุดสำหรับผู้เรียนในช่วงปีสุดท้ายของโรงเรียนมัธยม หรือในช่วงสุดท้าย ของโครงการเรียนรู้/ โครงการฝึกประสบการณ์การเรียนรู้ต่างๆ โดยทั่วไปแล้วหลักสูตรนี้ถูกออกแบบ เพื่อผู้เรียนวิชาเอกและวิชารองที่ศึกษาในปีสุดท้ายในการใช้ความรู้ตามสาขาวิชาในการบริการชุมชน หลักสูตร Capstone นี้จะฝึกฝนให้ผู้เรียนใช้ความรู้ที่ได้จากการเรียนหลักสูตรต่างๆ มาใช้ร่วมกับ งานบริการชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชา เป้าหมายของหลักสูตร Capstone คือ การส่งเสริมให้ผู้เรียน สำรวจหัวข้อในการศึกษาใหม่ๆ หรือ สังเคราะห์หัวข้อต่างๆ จากความเข้าใจในสาขาวิชาของตนเอง โดย หลักสูตรนี้ได้เสนอวิธีการที่ดีในการช่วยผู้เรียนให้เปลี่ยนโลกของทฤษฎีไปสู่โลกของการปฏิบัติ และ เตรียมการประยุกต์ความรู้ในการเลือกเส้นทางอาชีพ 4) รูปแบบการฝึกงาน (Service Internship Model) วิธีการนี้จะเข้มข้นกว่าวิธีการเรียนรู้ ด้วยการบริการชุมชนอื่นๆ เพราะผู้เรียนต้องทำงานในชุมชนเป็นเวลา 10-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการ ฝึกงานแบบดั้งเดิม ผู้เรียนจะได้รับค่าตอบแทนจากการปฏิบัติงานที่มีคุณค่าต่อชุมชน แต่การฝึกงานใน รูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้จะมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนด้วยแนวคิดที่ว่าชุมชนและผู้เรียน ต่างได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันจากประสบการณ์ แต่ที่ปรึกษาที่เป็นพันธมิตรจากชุมชนจะต้อง ควบคุมดูแลผู้เรียนอย่างเอาใจใส่ ใกล้ชิด การฝึกงานเป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะที่มีค่าสำหรับผู้เรียน ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการที่ได้เห็นว่าทักษะของตนเป็นประโยชน์ต่อชุมชน 5) รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการบนฐานชุมชนสำหรับผู้เรียนระดับปริญญ าตรี (Undergraduate Community-Based Action Research Model) การวิจัยเชิงปฏิบัติการบนฐาน ชุมชนคล้ายกับการศึกษาอิสระที่ผู้เรียนจะต้องมีประสบการณ์สูงในการทำงานชุมชน วิธีนี้จะมี ประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้กับผู้เรียนกลุ่มเล็กๆ รูปแบบการเรียนรู้นี้ผู้เรียนจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะ ผู้สอนเพื่อเรียนรู้ระเบียบวิธีวิจัยที่จะสนับสนุนงานชุมชน และเชื่อว่าผู้เรียนมีความสามารถในการบริหาร เวลา เรียนรู้ได้ด้วยการนำตนเองและทำงานได้ดีกับชุมชนที่มีความหลากหลาย
9 6) รูปแบบการศึกษาพิเศษเสริมหลักสูตร (Directed Study Additional/Extra Credit Model) การจัดการศึกษารูปแบบนี้เป็นการให้ผู้เรียนลงทะเบียนเพิ่มเติมจากหลักสูตรปกติที่มีใน สถานศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้เพิ่มเติมในการสำรวจหัวข้อที่ลึกซึ้งด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์เรียนรู้ บนฐานชุมชน ผู้สอนจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการเลือกสิ่งที่จะศึกษา สถานศึกษาจะอนุมัติหน่วยกิต พิเศษโดยให้ผู้เรียนลงทะเบียนเรียน เพิ่ม ถอนรายวิชาได้ในช่วงต้นของภาคการศึกษา การจัดการศึกษา รูปแบบนี้สามารถจัดร่วมกับรูปแบบอื่นๆ ได้ โดยจัดให้รายบุคล หรือรายกลุ่มขึ้นอยู่กับโครงการศึกษา รูปแบบการจัดการศึกษานี้จะใช้ได้ดีกับผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ด้วยการนำตนเอง และมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ สูง 5. คุณลักษณะของการศึกษาบนฐานชุมชน แนวคิดการศึกษาบนฐานชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางที่มีลักษณะ 5 ประการ ดังนี้ (Melaville, Berg, and Blank, 2006) 1) ผู้เรียนได้เรียนรู้จากเนื้อหาที่มีความหมายกับชีวิต เนื่องจากการเรียนรู้เกิดขึ้นในสถานที่จริง และมุ่งเน้นเรียนรู้ในประเด็นที่มีความหมายในชีวิตจริงของผู้เรียน การศึกษาบนฐานชุมชนส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้ใช้ชุมชนเป็นจุดเริ่มต้นและสาระความสำคัญของการเรียนรู้ ชุมชนจะเป็นสถานที่ในการเรียนรู้ ด้วยการถักทอความรู้เดิมของผู้เรียนและเผยให้เห็นประเด็นที่น่าศึกษาและเข้าไปดำเนินการมากมาย การเรียนรู้บนฐานชุมชนเป็นวิธีการที่ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสและเครื่องมือในการสำรวจชุมชนทางกายภาพ ตลอดจนสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ของชุมชน เช่น ประชาชนในชุมชน นักธุรกิจ ศิลปิน พื้นบ้าน เป็นต้น ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ใช้ทักษะและวิธีปฏิบัติใหม่ๆ ในการสร้างนวัตกรรมทาง วิชาการต่างๆ ผ่านการสังเกตชุมชน การอภิปราย และการแก้ไขปัญหา ผู้เรียนจะได้รับรู้ทั้งข้อเท็จจริง และมุมมองที่หลากหลายที่นำไปปรับปรุงความรู้และทักษะที่มีอยู่แล้วในตนเอง ผู้สอนมีบทบาทในการ เรียนรู้นี้ด้วยการให้ความสนใจกับสิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้และเกี่ยวข้องกับผู้เรียน ช่วยเหลือผู้เรียนให้ ใช้กระบวนการสืบเสาะความรู้ที่นำมาใช้ในการปรับปรุงทักษะมาตรฐานทางวิชาการได้ นอกจากนั้น ผู้สอนยังเป็นผู้เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ระหว่างการเรียนรู้ในสถานศึกษา การเรียนรู้ก่อนเข้าเรียน และหลังเลิกเรียนโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และการเรียนรู้ด้วยการทำงาน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้เรียนจะได้ ประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะต่างๆ ในการปฏิบัติงานจริงจากทุกวิชาในหลักสูตร 2) ผู้เรียนได้รับการยอมรับและมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ เนื่องจากผลงานจากการเรียนรู้ เป็นผลงานที่ใช้ได้จริง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ การเรียนรู้บนฐาน ชุมชนทำให้ผู้เรียนได้เห็นแบบอย่างที่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากผลการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งผลจาก การเรียนรู้เหล่านั้นทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” ของผู้เรียนที่ดังขึ้นในชุมชนจนผู้เรียนได้รับการ ยอมรับจากสังคมให้กำหนดประเด็นและวิธีการที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้เรียนจึงได้เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้บริโภคความรู้” เป็น “ผู้ร่วมสร้างความรู้” ผู้สอนจึงได้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นไกด์ โค้ช หรือ ผู้อำนวยการเรียนรู้เพื่อแนะนำแนวทางและสร้างความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ว่าผู้เรียนจะสามารถ แสวงหาความรู้ ปฏิบัติ และประยุกต์ใช้เนื้อหาสาระและทักษะทางวิชาการที่ต้องเรียนรู้ตามหลักสูตรได้ อย่างแท้จริง
10 การเรียนรู้บนฐานชุมชนมักจะใช้วิธีการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry Methods) เช่น การถาม คำถาม การคาดการณ์และการสรุป เป็นต้น เพื่อร่างกรอบในการเรียนรู้ นอกจากนั้นผู้เรียนยังสามารถ ออกแบบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและดำเนินการใดๆ กับข้อมูลได้ด้วยตนเอง กลยุทธ์ การจัดการศึกษาบนฐานชุมชนเป็นการดึงศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคนออกมาใช้ ผู้เรียนอาจใช้กิจกรรม การออกกำลังกาย ดนตรี การเต้นรำ ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กาลเทศะ และความรักในการ สำรวจความเป็นไปตามธรรมชาติของชุมชนมาจัดระบบและนำเสนอในสิ่งที่ได้เรียนรู้สู่สาธารณชนได้ 3) ประสานเป้าหมายส่วนบุคคลและชุมชน การมีเป้าหมายการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความสำเร็จ ส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะ เป็นจุดเด่นประการหนึ่งของการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนในการ สร้างความหวังและกำลังใจให้ผู้เรียนได้เป็นอย่างดีด้วยวิธีการเรียนรู้ที่สามารถรับรู้ได้ถึง “พลังอำนาจ” ในการควบคุมชีวิตตนเองในบทบาทของผู้เรียน ผู้ปฏิบัติงาน สมาชิกในครอบครัว และพลเมืองของ ประเทศ การศึกษาเรื่องหน้าที่พลเมืองเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในหลักการและแนวคิดสำคัญของการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน การจัดการศึกษาบนฐานชุมชนมี กระบวนการที่สอนให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่ดีและมีวุฒิภาวะในทุกกิจกรรมการเรียนรู้ ปัจจัยความสำเร็จ ที่สำคัญในการจัดการเรียนรู้บนฐานชุมชน คือ การประสานเป้าหมายส่วนบุคคลและชุมชนให้เป็น เป้าหมายเดียวกันด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น กิจกรรมทำความสะอาดต่างๆ ของ ชุมชน เยี่ยมชมโรงพยาบาลสถานสงเคราะห์ เป็นต้น การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ช่วยเหลือผู้อื่นเช่นนี้จะ ช่วยให้ผู้เรียนในการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมในบริบทที่กว้างขึ้น และเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับปัญหา ต่างๆ มากมาย เช่น สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความเป็นอยู่ ผู้สูงอายุ ที่อยู่อาศัย เป็นต้น 4) การประเมินผลและการสะท้อนผลการเรียนรู้การประเมินผลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้เรียน ได้มีโอกาสเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลวของตนเอง ซึ่งการศึกษาบนฐานชุมชนมีกระบวนการ ประเมินผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกลยุทธ์การประเมินร่วมกันจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ผู้เรียน ผู้สอน ชุมชนและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ร่วมกันประเมินผลงานตามเป้าหมายที่วางไว้ ทุกภาคส่วนจะ เข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบ ทบทวน และสะท้อนผลการดำเนินงานที่ผ่านมาร่วมกับการให้ข้อมูล ของประชาชนในชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการประเมินผลด้วยวิธีการที่หลากหลาย ดังนั้นผู้เรียนจึง สามารถขยายขอบเขตการประเมินความก้าวหน้าของงานและผลกระทบจากงานที่ทำได้ด้วยตนเอง 5) ทรัพยากรและความสัมพันธ์ความร่วมมือจากชุมชนสร้างความสัมพันธ์อันดีและเพิ่มพูน ทรัพยากรในการเรียนรู้และการปฏิบัติการของผู้เรียน การเรียนรู้บนฐานชุมชนเป็นวิธีการสื่อสารระหว่าง ชุมชนกับผู้เรียนถึงความสำคัญของสถานที่ต่างๆ ในชุมชนได้ดีที่สุด ผู้ใหญ่ในชุมชนกับผู้เรียนวัยหนุ่มสาว ทำงานร่วมกัน เรียนรู้ในเนื้อหาสาระต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในชุมชนร่วมกันและพัฒนา ความสัมพันธ์แบบ “พันธมิตรร่วมเรียนรู้” โดยมีจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ร่วมกัน คือประโยชน์ ของชุมชน กิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะ ทัศนคติ และความเชื่อว่าพวกเขา สามารถช่วยเหลือชุมชนได้และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ผู้เรียนวัยหนุ่มสาวเปลี่ยนแนวคิดที่ว่าพวกเขา เป็นเพียงคนเล็กๆ ที่อยู่วงนอกของชุมชน ไม่มีสิทธิ์ มีเสียงใดๆ ในชุมชน การพัฒนาชุมชนเป็นเรื่องของ
11 ผู้ใหญ่เท่านั้น มาเป็นผู้ที่อยู่ในศูนย์กลางของชุมชนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินการใดๆ ภายในชุมชน และดำเนินชีวิตในชุมชนอย่างมีคุณค่า มีความหมาย ชุมชนจะพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้เรียนและสถาบันการศึกษาในรูปแบบที่ปรึกษาและผู้ให้การ สนับสนุนอื่นๆ ซึ่งความสัมพันธ์เช่นนี้จะพัฒนาผู้เรียนในด้านต่างๆ มากมาย เช่น ด้านความรับผิดชอบ ต่อสังคม ด้านทักษะอาชีพ เป็นต้น ด้วยการที่ชุมชนสนับสนุนแหล่งและทรัพยากรการเรียนรู้ของชุมชน ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ ชุมชนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้ามาช่วยงานของชุมชน พัฒนา ทักษะอาชีพด้วยการบริการชุมชนและการฝึกงานในชุมชน กล่าวโดยสรุป การเรียนรู้บนฐานชุมชนจะเกิดขึ้นได้ด้วยการได้รับประสบการณ์การเรียนรู้จาก แหล่งเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชนและการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน ผู้เรียนจะได้เห็นความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งที่เข้ามาในชุมชน เช่น วัฒนธรรม เทคโนโลยี แฟชั่น ค่านิยมร่วมสมัย เป็นต้น และสิ่งที่ชุมชน มีอยู่แล้ว เช่น ประวัติศาสตร์ชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม เป็นต้น ซึ่งผู้เรียนจะได้เรียนรู้อย่างเข้าใจผ่าน มุมมองในการต่อรองทางวัฒนธรรม การประนีประนอมทางสังคม การผสมผสานสิ่งใหม่ที่รับเข้ามากับสิ่ง ที่มีอยู่แล้วในชุมชน และความหมายของ “เส้นตายในชีวิตจริง” ที่มีความหมายมากกว่ากำหนดเวลาใน การส่งการบ้าน หรือแบบฝึกหัดในชั้นเรียน ผู้เรียนจะชื่นชมยินดีกับการทำงานร่วมกันเป็นทีม ความ รับผิดชอบส่วนบุคคล และทักษะใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ในชุมชน จากรูปแบบการจัดการเรียนรู้และลักษณะสำคัญของการศึกษาบนฐานชุมชนที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า 1) ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้บนฐานชุมชนเป็นความรู้ถูกสร้างขึ้นและได้รับอิทธิพลจาก ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 2) ความรู้ที่มีอยู่ในความทรงจำนั้นได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติที่มี อยู่เดิม 3) แรงจูงใจในการเรียนรู้เป็นผลมาจากดุลยพินิจส่วนบุคคลของผู้เรียนเกี่ยวกับความสามารถ การยอมรับในความสำคัญของการเรียนรู้เรื่องนั้นๆ และการยอมรับความสามารถของตนเองในการบรรลุ เป้าหมายการเรียนรู้ 4) บุคคลเรียนรู้ด้วยวิถีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 5) อุปสรรคในการเรียนรู้ลดลงได้จากการป้องกันปัจจัยอุปสรรคต่างๆ ไว้ก่อน 6) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพจะเชื่อมต่อกับระบบทั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับวิถี ชีวิตผู้เรียน เช่น บ้าน โรงเรียน ชุมชน เป็นต้น 6. ประโยชน์ของการจัดการศึกษาบนฐานชุมชน Jeffrey Howard (2001) ได้วิเคราะห์ประโยชน์ของการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนใน 3 ด้าน ประกอบด้วย ประโยชน์ต่อผู้เรียน ประโยชน์ต่อคณะผู้สอน และประโยชน์ต่อชุมชนที่เป็นพันธมิตรใน การจัดการเรียนรู้ ประโยชน์ต่อผู้เรียน การเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนให้ประโยชน์ทางวิชาการ ชีวิตส่วนตัว และ การพัฒนาวิชาชีพ ดังนี้
12 - เพิ่มความเข้าใจในหัวข้อที่ได้เรียนรู้ในชั้นเรียนมากขึ้น - พัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์วิพากษ์ และทักษะการแก้ไขปัญหา - สร้างเสริมการสำรวจ การอธิบายถึงคุณค่าและการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลก ตลอดจนได้รับ โอกาสในการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง - สร้างเสริมความเข้าใจและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมและชุมชนที่หลากหลาย - พัฒนาความเข้าใจในประเด็นทางสังคมที่ชุมชนกำลังเผชิญอยู่ และส่งเสริมการสำรวจระดับ รากฐานของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม - เพิ่มขีดความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจน และมีความยืดหยุ่นต่อการ ปรับตัวในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง - ได้ประสบการณ์การทำงานที่มีคุณค่า - พัฒนาทักษะที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านการสื่อสาร การประสานความร่วมมือ และ ภาวะผู้นำ - กระตุ้นให้เกิดการสะท้อนเกี่ยวกับวิธีการเพื่อบูรณาการทักษะ ความสนใจ และคุณค่าใน เส้นทางอาชีพ - สร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มวิชาชีพ และกลุ่มสมาชิกของชุมชนด้านอาชีพในอนาคต - ปลูกฝังความชื่นชมและทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการมีส่วนร่วมตามหน้าที่พลเมือง ประโยชน์ต่อคณะผู้สอน - ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกของผู้เรียน และดึงดูดผู้เรียนด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่แตกต่างออกไป จากแนวทางดั้งเดิม - สร้างเสริมวิธีการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบมากขึ้น และเกิดการเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนและ ผู้สอน - เพิ่มข้อมูลเชิงลึกและมิติใหม่ๆ ในการอภิปรายในชั้นเรียน - ช่วยให้ผู้เรียนบรรลุผลในการเรียนรู้ตามเกณฑ์ของสถานศึกษา - พัฒนาผู้เรียนในด้านความเป็นพลเมืองและทักษะความเป็นผู้นำ - สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ที่สูงขึ้น - เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชนรอบข้างอันเกิดจากความร่วมมือในการ จัดการเรียนรู้ - สร้างความรู้มือหนึ่ง (First Hand Knowledge) จากประเด็นต่างๆ ของชุมชน และนำไปใช้ใน การขับเคลื่อนทางสังคมต่อไป - ได้ลู่ทางใหม่ๆ ในการวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิจัย - เพิ่มโอกาสในการสร้างเครือข่ายทางวิชาการภายในสาขาวิชาระหว่างสาขาวิชา ประโยชน์ต่อชุมชนที่เป็นพันธมิตรในการจัดการเรียนรู้ - ได้ทรัพยากรบุคคลที่จำเป็นต่อการนำพาชุมชนให้บรรลุเป้าหมายมาช่วยงานเพิ่มเติม - ได้มุมมองใหม่ๆ ที่เปี่ยมพลัง - ได้อาสาสมัครเพิ่มเติมภายหลังจากที่ผู้เรียนรู้ได้แบ่งปันประสบการณ์แก่เพื่อน และเพื่อนร่วม ชั้นเรียน - เพิ่มความตระหนักให้แก่ชุมชนในประเด็นปัญหาที่ชุมชนกำลังเผชิญ
13 - ให้โอกาสที่ท้าทายและให้การศึกษาแก่ผู้เรียนในการเรียนรู้ประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน - ช่วยในการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในวันนี้ไปสู่การเป็นผู้นำพลเมืองในอนาคต - ได้โอกาสในการสร้างเครือข่ายกับองค์กรและตัวแทนภาคส่วนอื่นๆ - ให้โอกาสชุมชนในการเข้าถึงทรัพยากรของสถานศึกษาและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน สถานศึกษา และคณะทำงาน 7. กรณีศึกษาการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนในประเทศไทย กรณีศึกษาที่ 1 โครงการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้บนฐานชีวิตและชุมชน เรื่อง หน้าที่พลเมือง และสิ่งแวดล้อมศึกษาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โรงเรียนไทรย้อยพิทยาคม ตำบลไทรย้อย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก (2562) โครงการนี้ดำเนินการโดยผู้เขียนในปี พ.ศ.2562 สืบเนื่องมาจากอำเภอเนินมะปราง จังหวัด พิษณุโลก เป็นพื้นที่ซึ่งรายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงดงามด้วยป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยต้นไม้และสัตว์ป่า เดิมเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ตั้งมาประมาณ 42 ปี ลักษณะภูมิประเทศประมาณร้อยละ 45 เป็นภูเขาหินปูน อายุกว่า 300 ล้านปี มีถ้ำอยู่มากมาย ซึ่งตัวอำเภออยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดพิษณุโลกประมาณ 68 กิโลเมตร มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามน่าสัมผัสมากมาย เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาท่าพล ถ้ำต่างๆ ที่มีซากดึกดำบรรพ์ เป็นต้น ความโดดเด่นของอำเภอเนินมะปราง คือตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่สวยงามของภูเขาหินปูนรูปร่างสวยงามแปลกตา และท้องทุ่งนาสุดกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยป่าเขาสีเขียว ขจีสุดอุดมสมบูรณ์ อากาศเย็นสบายสดชื่นตลอดทั้งปี บรรยากาศเงียบสงบ มีจุดชมวิวและทะเลหมอกที่ สวยงามตำบลไทรย้อยนั้น เป็นตำบลที่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพ ชีวิตแบบมีส่วนร่วม ดังนี้ “สังคมดี สิ่งแวดล้อมดี สุขภาพดี ภาคีมีส่วนร่วม” โดยมีผลงานที่ชัดเจนเป็น รูปธรรมในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตแบบมีส่วนร่วม เช่น ศูนย์รีไซเคิลบ้านผารังหมี ผลผลิตข้าวเกษตรอินทรีย์ กิจกรรมโครงการลด ละ เลิก การใช้ถุงพลาสติก กล่องโฟมและการใช้ถุงผ้า แทนถุงพลาสติก เป็นต้น นอกจากนั้นภายในพื้นที่ตำบลไทรย้อยยังมีฐานการเรียนรู้ชุมชนอยู่แล้ว 4 ฐาน ประกอบด้วย ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้วยใจที่เพียงพอ หมู่ 9 บ้านวังเก่ง ฐานเรียนรู้ฅนรักษ์ สุขภาพ ฐานเรียนรู้ฅนรักษ์พลังงาน และฐานเรียนรู้ฅนรักษ์สัตว์ จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งใน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้บนฐานชีวิตและชุมชนในเรื่อง หน้าที่พลเมืองและสิ่งแวดล้อมศึกษาสู่การ พัฒนาที่ยั่งยืน จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนจึงเข้าไปดำเนินโครงการนี้ โดยมีขั้นตอนการดำเนินโครงการ คือ การพัฒนาโจทย์การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคืเครือข่าย ประกอบด้วย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย นเรศวร โรงเรียนไทรย้อยพิทยาคม และเทศบาลตำบลไทรย้อย ดังภาพที่ 1.1
14 ภาพที่ 1.1 โจทย์การเรียนรู้ที่ภาคีเครือข่ายร่วมกันพัฒนา จากนั้นภาคีเครือข่ายก็ร่วมกันจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้บนฐานชุมชน เป็นแนวคิดหลักในการดำเนินการ ดังภาพที่ 1.2 ไทรย้อยโมเดล และภาพที่ 1.3 ผลการดำเนินโครงการ ภาพที่1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้บนฐานชุมชน “ไทรย้อยโมเดล”
15 ภาพที่ 1.3 ผลการดำเนินโครงการ
16 ภาพที่ 1.4 สื่อการเรียนรู้ที่ใช้ในการดำเนินโครงการ กรณีศึกษาที่ 2 การสร้างหลักสูตรพลเมืองพิษณุโลกศึกษาแบบมีส่วนร่วมของเยาวชนและภาค ประชาสังคมในจังหวัดพิษณุโลก (2564) โครงการนี้ผู้เขียนได้ดำเนินการในปี พ.ศ. 2563-2564 โดยเริ่มต้นจากการลงพื้นที่เพื่อศึกษาอัต ลักษณ์ของจังหวัดพิษณุโลกที่ครอบคลุมทั้ง 9 อำเภอ 93 ตำบลของจังหวัดพิษณุโลก จากผู้รู้และภาค ประชาสังคมต่างๆ จากนั้นได้นำข้อมูลที่ได้มาพัฒนา “หลักสูตรพลเมืองพิษณุโลกศึกษา” ร่วมกับ ผู้บริหาร คณะครู นักเรียน และภาคประชาสังคมทั่วทั้งจังหวัดพิษณุโลกโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้ บนฐานชุมชนเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาหลักสูตรดังกล่าว ผลจากการดำเนินโครงการ คือ หลักสูตรพลเมืองพิษณุโลกศึกษา ที่มีเนื้อหา 93 หน่วยการเรียนรู้ ครอบคลุมอัตลักษณ์ของตำบลต่างๆ ในจังหวัดพิษณุโลกทั้ง 93 ตำบล ดังภาพที่ 1.5-1.7
17 ภาพที่ 1.5 หลักสูตรพลเมืองพิษณุโลกศึกษา ภาพที่ 1.6 หลักสูตรพลเมืองพิษณุโลกศึกษาอำเภอนครไทย
18 ภาพที่ 1.7 หลักสูตรพลเมืองพิษณุโลกศึกษาอำเภอชาติตระการ กรณีศึกษาที่3 การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมบนฐานชุมชนเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิด BCG Economy สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอน ปลายโรงเรียนเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์(2566) ผู้เขียนได้ดำเนินโครงการนี้ในปี พ.ศ.2566 เนื่องจากตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ เป็นพื้นที่มรดกโลกด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวเชิง วัฒนธรรม แต่ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากนัก เนื่องจากสินค้า และบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ยังไม่มีความหลากหลาย ไม่ตอบสนองวิถี ชีวิตของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ตลอดจนผู้ประกอบการในพื้นที่ยังต้องการแนวคิดใหม่ๆ เช่น แนวคิดการ ผลิตสินค้าเชิงวัฒนธรรมที่เป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ แนวคิดการตลาดในดิจิทัลแพลตฟอร์ม แนวคิดการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น ซึ่งแนวคิดต่างๆ เหล่านี้เป็นแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลก การท่องเที่ยวสร้างสรรค์เป็นแนวคิดที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการยุค ใหม่ ควรจะเป็น “คนรุ่นใหม่” เนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาใน ด้านต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวของชุมชน เนื่องจากเป็นผู้มีความเท่าทันในข้อมูล ข่าวสาร เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มทางธุรกิจต่างๆ ดังนั้นในการเริ่มต้นการพัฒนาตามแนวคิดใหม่ใดๆ ก็ตามจึง
19 จำเป็นต้องเริ่มต้นที่การพัฒนาคนรุ่นใหม่เป็นเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่การขยายผลสู่คนทั้งชุมชนต่อไป ซึ่ง กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เหมาะสมกับภารกิจที่กล่าวมาข้างต้น คือ กลุ่มนักเรียนในพื้นที่ ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กและ เยาวชนที่เป็นลูกหลานของชาวอำเภอศรีเทพ ได้ซึมซับวิถีแห่งศรีเทพผ่านขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ ยังคงดำเนินอยู่ในโลกปัจจุบัน และองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเจริญรุ่งเรื่องของเมือง ศรีเทพเมื่อครั้งอดีตด้วยประจักษ์หลักฐานอันเป็นร่องรอยอดีตที่เป็นรูปธรรม คือ “อุทยานประวัติศาสตร์ ศรีเทพ” กลุ่มเด็กและเยาวชนเหล่านี้ คือ กลุ่มนักเรียนในโรงเรียนในพื้นที่นั่นเอง ในที่นี้ คือ กลุ่ม นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเมืองศรีเทพ ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลศรี เทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์อันเป็นที่ตั้งของ “อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ” สื่อการเรียนรู้ที่ได้จากการดำเนินโครงการ คือ หนังสือ AR “ฟื้นตำนาน...ผ่านวิถี... ผู้ประกอบการ BCG เมืองศรีเทพ” ดังภาพที่ 1.8-1.9 ภาพที่ 1.8 หนังสือ AR “ฟื้นตำนาน...ผ่านวิถี...ผู้ประกอบการ BCG เมืองศรีเทพ” https://online.pubhtml5.com/dxif/qqve/ คำแนะนำ : โหลด Artivive app แล้วใช้Scan ภาพเพื่อรับชมวิดีทัศน์แบบ AR
20 ภาพที่ 1.9 วิดีทัศน์โครงเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมบนฐานชุมชนเพื่อพัฒนาความเป็น ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิด BCG Economy https://www.youtube.com/watch?v=3opXl0o7nHk 8. กรณีศึกษาการศึกษาบนฐานชุมชนในต่างประเทศ กรณีศึกษาการศึกษาบนฐานชุมชนในต่างประเทศนี้ผู้เขียนได้รวบรวมมาจากเอกสาร งานวิจัย และการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยของผู้เขียนเอง ดังนี้ กรณี ศึ กษ าที่ 1 El-Gabry (2018) ได้ ศึ กษ าเรื่อ ง Case study on community-based learning: toy design project for children in Egyptian squatter community ที่ศึกษาหลักสูตร วิศวกรรมศาสตร์ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกของ American University ในกรุงไคโรซึ่งผู้เรียนในสาขา วิศวกรรมศาสตร์ทุกคนต้องเรียน โดยการลงทะเบียน 1 หน่วยกิตในเนื้อหาที่ครอบคลุมหัวข้อ ประวัติศาสตร์วิศวกรรม ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางวิศวกรรม วิชาชีพวิศวกรรม การสื่อสารทาง วิศวกรรม จริยธรรมทางวิศวกรรม และหน้าที่ทางสังคม วิธีการสอนในหลักสูตรนี้จะใช้วิธีการสอนด้วยการให้ผู้เรียนทำโครงการ 1 โครงการ คือ โครงการออกแบบของเล่นให้เด็กยากจนในชุมชนที่ด้อยโอกาสย่าน Old Cairo ประเทศอียิปต์ที่มี ขีดจำกัดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และความเคลื่อนไหวทางสังคม โครงการนี้ได้ดำเนินการ ร่วมกับองค์กรเอกชนต่างๆในพื้นที่ จากกรณีศึกษาที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าเป็นการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนในรูปแบบ การศึกษาพิเศษเสริมหลักสูตร (Directed Study Additional/Extra Credit Model) ร่วมกับรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนตามสาขาวิชา (Discipline-Based Service-Learning Model) ที่มีการบูรณาการเนื้อหาวิชาต่างๆ ในสาขาวิชามาใช้ในการให้บริการชุมชน
21 กรณีศึกษาที่2 Yale University (2018) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้นำการจัดการศึกษาบนฐาน ชุมชนมาใช้ในการจัดการเรียน รู้ตามป รัชญ าที่ว่า “Community-Based Learning (CBL) : Connecting Yale to the Greater New Heaven Community” ซึ่ง Yale University ใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้บนฐานชุมชนโดยให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยจัดโครงการร่วมกับ พันธมิตรจากชุมชนในงานที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและวิชาการแทนการสอบปลายภาค หรือการทำ รายงาน โครงการดังกล่าวนี้เป็นโครงการที่ผู้เรียนต้องทำให้สำเร็จก่อนจบการศึกษา (Final Project) สาระสำคัญของโครงการคือ การประยุกต์สิ่งที่ได้เรียนรู้ในเชิงวิชาการมาใช้ในการช่วยเหลือองค์กรชุมชน โครงการ CBL ของ Yale University มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรใน ชุมชน นักศึกษาปริญญาตรี และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยด้วยการสอนความรู้ในเชิงทฤษฎีในชั้นเรียน และนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานในพื้นที่ โครงการดังกล่าวนี้เริ่มนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ตั้งแต่ ปี 2015 โดยมีการดำเนินโครงการที่หลากหลาย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ - การประเมินผลงานของนายกเทศมนตรีในด้านการศึกษาปฐมวัย - การวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ทางด้านการสาธารณสุขในพื้นที่สีเขียว - การประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรศิลปะ จากกรณีศึกษาการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนของ Yale University กล่าวมาข้างต้นมีการจัด การศึกษาที่มีการผสมผสานกัน 2 รูปแบบหลักดังนี้รูปแบบการเรียนรู้ในหลักสูตร Capstone (Capstone Course Model) และรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการบนฐานชุมชนสำหรับผู้เรียนระดับ ปริญญาตรี(Undergraduate Community-Based Action Research Model) กรณีศึกษาที่ 3 หลักสูตรการเกษตรยั่งยืน (Sustainable Agriculture) ของ Central Carolina Community College, Chatham Campus ซึ่งผู้เขียนได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ ประสานงานหลักสูตร Robin Kohanowich เยี่ยมชมสถานที่และศึกษาเอกสารหลักสูตรด้วยตนเองในปี 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องการศึกษาบนฐานชุมชนในประเทศไทย หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนในด้านอาหารปลอดภัย เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่นและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเกษตรกรและผู้ประกอบการในชุมชนเป็นผู้ เสนอให้วิทยาลัยเปิดหลักสูตรนี้ขึ้นมา และให้การสนับสนุนวิทยาลัยด้วยการเข้ามาเป็นวิทยากรพิเศษให้ ความรู้ในด้านเทคนิคต่างๆ ในการทำการเกษตรยั่งยืน อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในการฝึกปฏิบัติการในฟาร์ม และเปิดตลาดรับซื้อผลผลิตจากวิทยาลัย ซึ่งเป็นแนวทางให้การทำการเกษตรที่ใส่ใจในคุณภาพชีวิตของ ผู้บริโภคมากกว่ากำไรที่ได้จากการทำธุรกิจ การทำเกษตรยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่อาชีพ แต่เป็นการเลือกวิถีชีวิต การปฏิบัติการแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในอาหารเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด Central Carolina Community College ได้ให้ความรู้เรื่องการเกษตรยั่งยืนแก่เกษตรกรรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการด้าน อาหารในท้องถิ่นทั้งระบบมากว่า 15 ปี ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์และธุรกิจในหลักสูตรเป็น พื้นฐานให้ผู้เรียนเข้าใจระบบการทำธุรกิจฟาร์มอย่างยั่งยืน ภายในวิทยาลัยจะมีฟาร์มอินทรีย์ที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ จึง เปรียบเสมือน “ห้องปฏิบัติการมีชีวิต (living laboratory)” ที่ซึ่งผู้เรียนจะสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ ไปทดลองปฏิบัติเพื่อเพิ่มทักษะทางเทคนิคที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานฟาร์มที่ประสบความสำเร็จ นอกจากนั้นผู้เรียนยังสามารถบูรณาการการเรียนรู้จากภายในวิทยาลัยไปสู่ชุมชนในเมือง Pittsboro อีก
22 ด้วย โดยผู้เรียนจะปฏิบัติงานในฟาร์มทั้งปีทั้งฟาร์มที่อยู่ภายในวิทยาลัยและฟาร์มในชุมชนเพื่อให้ผู้เรียน ได้เผชิญความท้าทายในโลกแห่งความเป็นจริงของธุรกิจฟาร์ม ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ คือ ผลิตผลที่เป็น อาหารอินทรีย์ด้วยสภาพภูมิอากาศของรัฐนอร์ทคาโรไลนาทำให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารได้ทั้งปี สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่ต้องการอาหารที่ผลิตด้วยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งปี ผู้เรียน จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทางด้านทักษะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรยั่งยืน ตลอดจนทักษะการ คิดเชิงวิเคราะห์วิพากษ์ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสารและการจดบันทึกข้อมูลเพื่อการ แก้ไขปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งเนื้อหาที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้นั้นครอบคลุมทั้งระบบของ การเกษตรยั่งยืนตั้งแต่ระบบการผลิต การวางแผนธุรกิจและแผนการตลาด โครงการศึกษานี้จะ เตรียมการให้ผู้เรียนสามารถทำงานที่หลากหลายด้านอาหาร รวมทั้งการจัดการฟาร์ม การรณณรงค์และ การศึกษา การทำงานกับผู้ค้าปลีกและค้าส่งและสามารถเข้าเรียนต่อในสาขา Agroecology and Sustainability Programs ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ ผู้เรียนที่จบการศึกษาจากหลักสูตรการเกษตรยั่งยืนนี้ได้ไปประกอบอาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่ง ที่ได้เรียนรู้ เช่น ผู้จัดการฟาร์มปศุสัตว์ ผู้ประกอบการร้านอาหารชุมชน เจ้าของฟาร์ม เป็นต้น และ บางส่วนก็เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เช่น Cornell University เป็นต้น ภาพที่ 1.10 ห้องปฏิบัติการมีชีวิตของ Central Carolina Community College
23 ภาพที่ 1.11 แปลงสาธิตภายใน Central Carolina Community College จากกรณีศึกษาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาตั้งแต่การเสนอให้ Central Carolina Community College สร้างหลักสูตรนี้ขึ้นมา และเข้ามามีบทบาทในการเป็นแหล่ง เรียนรู้ และตลาดจำหน่ายผลผลิต ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ด้วยการบริการชุมชนตามสาขาวิชา (Discipline-Based Service-Learning Model) และรูปแบบการ จัดการเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนบนฐานของปัญหา (Problem-Based Service-Learning Model) กรณีศึกษาที่ 4 UNESCO (2016) ได้ศึกษาเรื่อง Community-Based Lifelong Learning and Adult Education Situations of Community Learning Centres in 7 Asian Countries ซึ่งเป็น การนำการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนมาใช้ในการสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยศูนย์การเรียนรู้ ชุมชนของ 7 ประเทศในเอเชีย ประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บังคลาเทศ เนปาล เวียดนาม และ ไทย สืบเนื่องมาจากการที่ UNESCO ให้เสนอแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่งเป็นแนวคิดหนึ่งที่สำคัญ ในการสร้างความรู้ในสังคมฐานความรู้ที่เป็นรูปแบบของสังคมสมัยใหม่ที่ก้าวหน้า ความต้องการของทุก คนจะได้รับความสนใจและได้รับความช่วยเหลือด้วยเครื่องมือการเรียนรู้ที่มีความหมายและ ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก 7 ประเทศดังกล่าวได้มีการอภิปราย เกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่งต่อเนื่องไปจนถึงการอภิปรายระดับชาติและระดับนานาชาติต่อไป และ ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างมีนัยสำคัญที่จะสร้างให้แนวคิดของการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นส่วน หนึ่งของการศึกษาและการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมให้เกิดความคิดในเชิงนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ ของโครงการดังกล่าวยังคงแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับบริบทด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ ประชาธิปไตย ลักษณะทางประชากรศาสตร์และสถานการณ์ด้านสังคมการเมือง
24 แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับใน 7 ประเทศที่กล่าวมาข้างต้น เพราะ ทุกประเทศต่างมีกลยุทธ์ที่พัฒนา หรือกำลังพัฒนาการบูรณาการแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเข้าไปใน ระบบการศึกษาและการฝึกอบรมซึ่งวิเคราะห์ได้จากเอกสารนโยบายระดับชาติของทั้ง 7 ประเทศ โดย ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ใหญ่ที่ทั้ง 7 ประเทศมุ่งเน้นที่จะพัฒนาประกอบด้วย 3 ทักษะ ดังนี้ ทักษะการรู้หนังสือ (Literacy Skills) ทักษะชีวิต (Life Skills) และทักษะอาชีพ (Occupational Skills) จากการรวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตใน 7 ประเทศข้างต้น พบว่าทุกประเทศกำลังมุ่งสู่การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามจาก การศึกษาครั้งนี้ก็ได้ข้อค้นพบที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้ใหญ่ของทุกประเทศ ดังนี้ 1) แนวคิดการศึกษาตลอดชีวิตบางส่วนถูกบรรจุอยู่ในนโยบายและแนวทางปฏิบัติระดับชาติ 2) ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ใหญ่ในรูปแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยได้รับความสนใจน้อย 3) ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนมีบทบาทที่สำคัญในการขยายโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความท้าทายที่สำคัญ 1) การขาดวิธีการเรียนรู้แบบองค์รวมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2) ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนยังขาดความสามารถและการเสริมพลังอำนาจในการเรียนรู้ 3) การขาดความตระหนักในความสำคัญในการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ 4) การขาดความพยายามในการสร้างกรอบมาตรฐานการประเมินคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ ของผู้ใหญ่ เช่น แนวทางการพัฒนาในสายงาน การเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้กับความก้าวหน้าใน อาชีพการงาน เป็นต้น กรณีศึกษาตัวอย่างจาก 7 ประเทศ จากรายงานของ UNESCO ที่เก็บรวบรวมข้อมูลในเรื่องการสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับผู้ใหญ่โดยใช้การจัดการศึกษาบนฐานชุมชนจาก 7 ประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก ในประเด็น ต่างๆ ประกอบด้วย นิยามของการศึกษาตลอดชีวิต สถานะในการพัฒนาการศึกษา กรอบนโยบาย การ เข้าถึง การมีส่วนร่วมและผลลัพธ์ กรอบมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติ การรับรู้และการตรวจสอบ การ รับรองวุฒิในการเรียนรู้ คุณภาพและความสัมพันธ์ การติดตามและประเมินผล การกำกับดูแลกิจการ และงบประมาณ พบกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จและสามารถนำมาใช้เป็นกรณีตัวอย่างได้ใน 2 ประเทศ คือ กรณีศึกษาในญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ดังนี้ 1) โครงการ Kyoyama ESD Environment Project (KEEP) เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Kyoyama ESD Environment Project (KEEP) for Sustainable Development (ESD)) ของญี่ปุ่น โครงการ Kyoyama Education for Sustainable Development (ESD) Environment ใน เมือง Okayama แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนในชุมชนที่สามารถพัฒนาไปได้ด้วยดีพร้อม กับระบบเครือข่ายขององค์กรต่างๆ ภายในชุมชน เช่น ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เป็นต้น เมือง Okayama มีโครงการด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย ซึ่งเป็นโอกาสของนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาใน ท้องถิ่นในการที่จะเข้าใจ คิดใหม่ และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
25 โครงการนี้เริ่มต้นจากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่เล็กๆ และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง กับแม้น้ำ ลำธาร เช่น การศึกษาระบบนิเวศในชุมชน การสำรวจคุณภาพน้ำ การทำความสะอาดแหล่ง น้ำ เป็นต้น จุดแข็งของโครงการนี้คือ การเรียนรู้ประชาธิปไตยระหว่างวัยด้วยการเชิญชวนให้คนใน ชุมชนเข้ามาทำงานร่วมกันเป็นทีม ที่เรียกว่า “องค์กรการเรียนรู้ (learning organization)” ซึ่งมาจาก คนในชุมชนที่ร่วมกันคิด อภิปราย สำรวจ และสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านทีมเรียนรู้ดังนั้นผลลัพธ์ของ ทีมเรียนรู้นี้จึงสร้างผลกระทบที่มีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ซับซ้อนในชุมชน เช่น การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในการเตรียมทรัพยากรในการจัดกิจกรรมที่ครอบคลุมถึง พื้นที่ วัสดุอุปกรณ์ และทีมงานผู้ประสานงานกิจกรรม การอำนวยความสะดวกในการอภิปราย 2) โครงการมหาวิทยาลัยแห่งการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Education Universities for adults –The Republic of Korea) เกาหลีใต้ได้จัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ชื่อว่า “มหาวิทยาลัย แห่งการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Education University) ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งจัดระบบใหม่ให้ มหาวิทยาลัยที่เปิดดำเนินการอยู่เปิดระบบการศึกษาที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ โดยในมหาวิทยาลัย ที่ร่วมโครงการนี้ ผู้เรียนรู้ที่เป็นผู้ใหญ่จะสามารถพัฒนาตนเองได้และปรับปรุงความสามารถด้านการ ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยวัตถุประสงค์นี้ กระทรวงศึกษาธิการของเกาหลีใต้ได้หาวิธีการปรับ โครงสร้างของมหาวิทยาลัยในรูปแบบดั้งเดิมให้มีโครงสร้างที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกวัยมากขึ้น โครงการนี้ได้ดำเนินการใน 2 แนวทาง ดังนี้ แนวทางที่1 หลักสูตรที่เรียนเพื่อการได้รับปริญญา ซึ่งจุดเน้นหลักคือการกำจัดอุปสรรคในการเรียนของผู้ใหญ่ที่แสวงหาชีวิตการศึกษาในมหาวิทยาลัย และ สร้างหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการและวิถีชีวิตของผู้ใหญ่ด้วยการสนับสนุนด้านการเงินจาก รัฐบาล บางมหาวิทยาลัยได้กำหนดบทบาทตนเองให้เป็น “มหาวิทยาลัยแห่งการศึกษาตลอดชีวิต” และ สร้างคณะใหม่ๆ ที่มีหลักสูตรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ นอกจากนั้นยังมีการให้คำปรึกษาในด้านการ เรียนและชีวิตเพื่อลดอุปสรรคในการเรียนรู้ของผู้ใหญ่อีกด้วย แนวทางที่ 2 หลักสูตรที่เรียนแบบไม่ ต้องการปริญญา ซึ่งจัดขึ้นเพื่อการอบรมในสาขาอาชีพ และหลักสูตรพิเศษใดๆ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับ ใบอนุญาตในวิชาชีพ และได้รับโอกาสในการทำงานใหม่ๆ กลุ่มเป้าหมายหลักของหลักสูตรนี้คือผู้ใหญ่ที่มี อายุระหว่าง 40-50 ปี ซึ่งต้องการเตรียมตัวเพื่อการทำงานในอาชีพใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงการเริ่มต้นธุรกิจและ การทำงานในต่างประเทศด้วย ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตต่อไปในอนาคตของ UNESCO 1) ทุกประเทศควรตั้งวิสัยทัศน์และเป้าหมายในการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เป็นองค์รวม นโยบายที่ แยกส่วนและไม่เป็นระบบเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้น ประเทศต่างๆ ควรกำหนดนโยบายแบบองค์รวมเป็นพื้นฐานเพื่อการติดตามและประเมินผลในด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2) ควรมีกฎหมายและกรอบนโยบายที่ระบุถึงคุณภาพและความเท่าเทียมในการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยนโยบายและหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องขยายขอบเขตครอบคลุมกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทั้งหมด การสร้างความเท่าเทียมในการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติ 3) การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายและการจัดสรรงบประมาณเพื่อการดำเนินการศูนย์ การเรียนรู้ชุมชนที่มีประสิทธิภาพ เพราะศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเป็นช่องทางการเรียนรู้อันทรงพลังและ เป็นรูปแบบที่เสริมสร้างการเรียนรู้ของคนในระดับชุมชนได้ จึงควรได้รับอิสระในการบริหารจัดการและ ดำเนินการ
26 4) การวางนโยบายและการแทรกแซงทางการศึกษาที่เหมาะสมจะสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ระหว่างการศึกษากับสังคม และการศึกษากับการพัฒนาทักษะต่างๆ ได้ระบบการจัดการศึกษาตลอด ชีวิตจะลดช่องว่างระหว่างการจัดการศึกษาและการจ้างงานได้ 5) ความร่วมมือระดับนานาชาติ การวิจัยเปรียบเทียบระหว่างชาติ และความร่วมมือในการ จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะเป็นโอกาสในการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนได้ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายของประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกสามารถนำมาพัฒนาสังคมแห่ง การเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ กรณีศึกษาที่ 5 Informal Community-Based Learning ที่ George Washington' s Mount Vernon รัฐ Virginia ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่เกิดจากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย ตนเองของผู้เขียนในปี 2017 จอร์จ วอชิงตัน เมานต์เวอร์นอน (George Washington 's Mount Vernon) หรือ บ้านของ จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกาผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น หนึ่งใน "บิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา" เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์มีชีวิตที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ภายใน George Washington 's Mount Vernon ประกอบด้วยสถานที่น่าสนใจมากมาย เช่น อาคาร ที่พักของ George Washington พิพิธภัณฑ์ ฟาร์ม อู่ต่อเรือ สุสาน เป็นต้น อาคารที่พักของจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ที่เรียกว่า The Mansion เป็นบ้านพัก ประกอบด้วยห้องต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน ห้องรับประทานอาหาร ห้องพักผู้มาเยือน เป็นต้น ภายในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปจึงไม่สามารถนำเสนอให้เห็นการตกแต่งภายในได้ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ภายในบ้านพักของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้ก่อตั้งประเทศมหาอำนาจของโลกผู้นี้มีการตกแต่งและสภาพความ เป็นอยู่เรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าบ้านพักหลังนี้จะตั้งอยู่ในที่ตั้งที่สวยงามแต่ในส่วนของอาคารที่ปลูก สร้างเพื่อ "การใช้ชีวิต" ของมหาบุรุษแห่งสหรัฐอเมริกาผู้นี้กลับมีความเรียบง่าย ไม่ได้มีขนาดใหญ่โต หรูหราแต่อย่างใด ภาพที่ 1.12 อาคารที่พักของ George Washington ใน George Washington' s Mount Vernon
27 สุสาน (The Tombs) ที่สุดท้ายอันสงบเรียบง่ายที่ร่างของ George และ Martha Washington ภรรยาทอดกายเคียงข้างกันตราบชั่วนิรันดร์ ภาพที่ 1.13 สุสานของ George และ Martha Washington ภาพที่ 1.14 หลุมศพของ George และ Martha Washington ตั้งเคียงกัน
28 กระบวนการจัดการศึกษาที่น่าสนใจสำหรับสถานที่แห่งนี้คือ การจัดการศึกษาบนฐานชุมชน โดยให้ผู้เรียนเข้ามาเรียนรู้ในสถานที่จริงซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เช่นในวันนี้มีนักเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มหนึ่งได้เข้ามาเรียนรู้ในสถานที่แห่งนี้และได้รับความรู้จากการบรรยายของวิทยากรประจำสถานที่ แห่งนี้ ณ สถานที่จริง ดังนั้นความรู้ที่ได้รับจึงเป็นความรู้ที่สัมผัสได้จากประสาทสัมผัสทั้งห้า ก่อให้เกิด กระบวนการซึมซับความรู้เหล่านั้นให้กลายเป็นความรู้บนฐานประสบการณ์ อันเป็นความรู้ที่ฝังแน่นใน ความทางจำของผู้เรียนรู้มากกว่าความรู้ที่ได้รับจากการบรรยายในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้อง กับแนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Experiential Learning Activity) ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวาที่ผู้เรียนจะสามารถซึมซับความรู้ได้ ดีกว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภายในสถานศึกษาเพียงอย่างเดียว เพราะกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบนี้มี องค์ประกอบในการเรียนรู้เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน 4 ประการ ประกอบด้วย เนื้อหาความรู้ซึ่งในที่นี้คือ ประวัติของ George Washington และประวัติศาสตร์อเมริกาใน ยุคนั้น การเคลื่อนไหว ในที่นี้คือ การที่ผู้เรียนรู้ต้องเดินตามเส้นทางเพื่อเรียนรู้ในสถานที่ต่างๆ ภายใน George Washington' s Mount Vernon การมีส่วนร่วม ในที่นี้คือ การที่ผู้เรียนรู้ได้เรียนรู้เนื้อหาความรู้ในสถานที่จริง บรรยากาศจริง ซึ่ง เปรียบเสมือนการที่ผู้เรียนรู้ได้มีประสบการณ์ตรงในสถานที่แห่งนี้ ความมีชีวิตชีวา เนื่องจากผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า ตาดู หูฟัง ได้สัมผัส ได้รับรู้ ได้รู้สึกย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่มากขึ้นกว่าการรับฟังการบรรยายในชั้นเรียนแต่เพียงอย่าง เดียว โดยทั้ง 4 องค์ประกอบนำไปสู่การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่เป็นการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดความรู้ที่ฝัง แน่นในตัวผู้เรียนมากกว่าการเรียนรู้รูปแบบอื่นๆ ภาพที่ 1.15 ผู้เรียนกำลังฟังบรรยายเรื่องทาสผิวสี ณ สุสานทาส (The Slave Memorial)
29 กรณีศึกษาที่ 6 Informal Community-Based Learning ที่ Carnegie Science Centre เมือง Pittsburgh รัฐ Pennsylvania เป็นกรณีศึกษาที่เกิดจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้เขียนในปี 2017 ที่ ผ่านมา Carnegie Science Center เป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจมากสำหรับเด็กและเยาวชน เนื่องจากมี กลวิธีการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผ่านกระบวนการเล่นอย่างแยบยลมากมาย ผู้เขียนจะนำเสนอ เฉพาะจุดเรียนรู้ที่น่าสนใจ ดังนี้ จุดที่1 การเรียนรู้เรื่องอวกาศโดยจำลองการท่องอวกาศ แรงดันในอวกาศให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่าน กระบวนการเล่นบนเครื่องเล่นที่จำลองจากสภาพจริงบนอวกาศ สอดแทรกด้วยประวัตินักบินอวกาศที่ น่าสนใจ จุดที่ 2 การเรียนรู้เรื่องน้ำผ่านการเล่นเครื่องเล่นที่สามารถอธิบายเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับน้ำ เช่น ความดันน้ำ การเกิดคลื่น การทำงานของน้ำในชักโครก เป็นต้น ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยระหว่างที่เด็กๆ เล่นเครื่องเล่นต่างๆ อยู่นั้น เด็กๆ และผู้ปกครองสามารถอ่านคำอธิบายความรู้ต่างๆ ประกอบไปด้วยได้ จุดที่ 3 การเรียนรู้เรื่องสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก จุดที่ 4 การเรียนรู้เรื่องหุ่นยนต์ ซึ่งจุดนี้ได้รับความสนใจจากเด็กๆ จำนวนมากเพราะมีเครื่องเล่น ที่น่าสนใจมากมาย เช่น หุ่นยนต์พูดได้ หุ่นยนต์เล่นบาสเกตบอล หุ่นยนต์เต้น หุ่นยนต์จำลองจาก ภาพยนตร์เป็นต้น โดยมีเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับหุ่นยนต์ให้อ่านเพิ่มเติมอีกด้วย ภาพที่1.16 เด็กกำลังเรียนรู้เรื่องหุ่นยนต์
30 จุดที่ 5 การเรียนรู้เรื่องร่างกายมนุษย์ จุดนี้ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากเด็กๆ เพราะ อธิบายส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ไว้อย่างน่าสนใจ รวมถึง อาการต่างๆ เช่น การผายลม การเต้นของ หัวใจ ความดันเลือด เป็นต้น ผ่านเครื่องเล่นต่างๆ ซึ่งเครื่องเล่นบางชนิดจะจำลองมาจากเครื่องมือ แพทย์ เช่น เครื่องเอกซเรย์ เครื่องอัลตราซาวด์ เป็นต้น ภาพที่1.17 เด็กกำลังเรียนรู้เรื่องร่างกายมนุษย์ จุดที่ 6 การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่สามารถอธิบายผ่านเครื่องเล่นต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ เข้าใจง่าย จุดที่ 7 การเรียนรู้เรื่องแผ่นดินไหวผ่านเครื่องเล่นที่จำลองมาจากร้านกาแฟ เมื่อขึ้นไปนั่งแล้ว สามารถกดปุ่มเลือกความแรงของแผ่นดินไหวระดับต่างๆ ที่ต้องการสัมผัสได้ จุดนี้ได้รับความสนใจจาก วัยรุ่นจำนวนมาก ภาพที่1.18 วัยรุ่นกำลังเรียนรู้เรื่องแผ่นดินไหวผ่านสื่อการเรียนรู้
31 จุดที่ 8 การเรียนรู้ในสนามการเรียนรู้สำหรับเด็กเล็กไม่เกิน 6 ปีที่ต้องมีผู้ปกครองดูแลอย่าง ใกล้ชิด จุดที่ 9 การเรียนรู้เรื่องเรือดำน้ำเป็นการเรียนรู้จากวัตถุจริงด้วยการเข้าไปเรียนรู้ในเรือดำน้ำจริง ซึ่งทำให้ได้เห็นชีวิตและการทำงานของทหารเรือที่ต้องใช้ชีวิตในเรือดำน้ำ ภาพที่ 1.20 เรือดำน้ำที่เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กๆ ภาพที่ 1.21 เด็กกำลังเรียนรู้โครงสร้างภายในเรือดำน้ำ จุดที่ 10 การเรียนรู้ใน Sport Works เป็นสถานที่เล่นกีฬาผาดโผนเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง ของกล้ามเนื้อต่างๆ ได้รับความสนใจจากเด็กจำนวนมากเพราะสนุก ท้าทาย และพัฒนาความแข็งแกร่ง ของร่างกายได้ดี
32 จุดที่ 11 เมืองจำลองและยานพาหนะต่างๆ จุดเรียนรู้นี้น่ารักมากเพราะเป็นเมืองจำลองขนาด เล็กมียานพาหนะต่างๆ แล่นผ่าน โดยเมืองต่างๆ เหล่านี้จำลองสถานที่ต่างๆ และยานพาหนะที่สวยงาม ทั้งในอดีตและปัจจุบันของเมือง Pittsburgh พร้อมทั้งให้ความรู้ในเรื่องประวัติต่างๆ ของสถานที่และ ยานพาหนะเหล่านั้น ภาพที่ 1.22 เมือง Pittsburgh จำลองในอดีต ภาพที่ 1.23 การคมนาคมเมือง Pittsburgh ในอดีต
33 กรณีศึกษาที่ 7 Wright Brothers National Memorial, Kill Devil Hill, รัฐ North Carolina แหล่งเรียนรู้ประวัติและสถานที่ซึ่งพี่น้องตระกูลไรท์ (Wright Brothers) ผู้มุ่งมั่นในการสร้างความ เปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้แก่โลกในบ้านหลักเล็กๆ เรียบง่าย สมถะ และมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ต่อความล้มเหลว ใดๆ พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสร้างเครื่องบิน ประดิษฐกรรมชิ้นเอกของโลกมาจนปัจจุบันโดย มีตัวอย่างความทุ่มเทมากมายที่พวกเขาทำ เช่น การทดลองบิน 250 ครั้งภายในสองวันโดยที่ทุกครั้งยัง ไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่พวกเขาก็ยังคงเดินหน้าทำงานหนักต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ในปี 1902 ก่อนที่จะ ทำสำเร็จในปี 1903 ภาพที่ 1.24 อนุสรณ์สถานแห่งชาติพี่น้องตระกูลไรท์ จากกรณีศึกษาการศึกษาบนฐานชีวิตที่เสนอข้างต้นครอบคลุมการจัดการศึกษาทั้ง 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่าง ชัดเจนว่า “การศึกษาที่แท้จริงคือการศึกษาที่บูรณาการกันทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อโลกและชีวิต” ซึ่งเป็นการศึกษาที่สร้างผู้เรียน ที่เป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learners)” ซึ่งเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศและโลกผู้ ซึ่งยืนหยัด พร้อมรับ ปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ..............................................................................................
34 9. คำถามทบทวน 1. การศึกษาบนฐานชุมชนมีหลักการสำคัญอย่างไร 2. การศึกษาบนฐานชุมชนมีรูปแบบใดบ้าง 3. กรณีศึกษาการศึกษาบนฐานชุมชนที่นิสิตสนใจคืออะไร 4. แนวคิดการศึกษาบนฐานชุมชนมีประโยชน์อย่างไรกับการจัดการศึกษาของประเทศไทย 5. ปัจจัยความสำเร็จในการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนคืออะไร
35