The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารคำสอน 366412 วิชาความสัมพันธ์ ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เอกสารคำสอน 366412 วิชาความสัมพันธ์ ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน

เอกสารคำสอน 366412 วิชาความสัมพันธ์ ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน

86 10. การตรวจสอบความตรงของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เป้าหมายของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมและการตรวจสอบความตรง 1. ความตรงด้านผลลัพธ์ 2. ความตรงด้านกระบวนการ 3. ความตรงด้านประชาธิปไตย 4. ความตรงด้านการกระตุ้น 5. ความตรงด้านการวิพากษ์ ลำดับ เป้าหมาย PAR เกณฑ์ความตรง 1 การสร้างองค์ความรู้ใหม่ ความตรงด้านกระบวนการ ความตรงด้านการวิพากษ์ 2 การบรรลุผลสำเร็จของการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหา ความตรงด้านผลลัพธ์ 3 การศึกษาของนักวิจัยและผู้เข้าร่วมวิจัย ความตรงด้านการกระตุ้น 4 ผลจากการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบริบทพื้นที่วิจัย ความตรงด้านประชาธิปไตย 5 ความสมบูรณ์เหมาะสมของวิธีวิทยาการวิจัย ความตรงด้านกระบวนการ 11. จริยธรรมของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 1. กระบวนการมีส่วนร่วมแบบประชาธิปไตย 2. ความเป็นธรรมทางสังคม 3. ความเท่าเทียม 4. ความเป็นอิสระ การปลดปล่อย 12. แนวทางการประเมินการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 1. ด้านการวิจัย 2. ด้านการมีส่วนร่วม 3. ด้านการปฏิบัติ 13. เครื่องมือของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 1. ชุดความรู้ขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะ (Issue Book) 2. สุนทรียสาธก (Appreciative Inquiry: AI) 3. การถอดบทเรียน 4. การประเมินผลแบบเสริมพลัง ..............................................................................................


87 14. คำถามทบทวน 1. การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมีกระบวนการอย่างไร 2. การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมีประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนอย่างไร 3. การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนอย่างไร


88


89 1. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน สหประชาชาติได้ประกาศปฏิญญาสากลว่า ด้วยสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) โดยการศึกษาเป็นหนึ่งในสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชน ต้องเข้าถึง โดยความก้าวหน้าในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาระดับนานาชาติที่สำคัญ ได้แก่ การจัดประชุมระดับโลกเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชน (World Conference on Education for All) ที่ ประเทศไทย ในการประชุมครั้งนั้นได้มีการมติรับรองปฏิญญาโลกว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน และ กรอบการดําเนินงานด้านการศึกษาเพื่อปวงชน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการการเรียนรู้ (World Declaration on Education and the Framework for Action to Meet Basic Learning Needs) หรือปฏิญญาจอมเทียน (Jomtien Declaration) เพื่อขจัดความไม่รู้หนังสือ และทำให้ประชาชนเข้าถึง การศึกษาขั้นพื้นฐานให้สำเร็จภายในระยะเวลา 10 ปี (สรุปผลการประชุมคณะผู้บริหารระดับสูงด้าน การศึกษาเพื่อปวงชนขององคการยูเนสโก, 2551) ทั้งนี้ เนื่องจากทั่วโลกในช่วงเวลาดังกล่าวประสบเด็กนอกระบบ ซึ่งหมายถึง เด็กที่มีอายุอยู่ ในช่วงที่ต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ไม่ได้เรียนในสถานศึกษาใดๆ เลย (UNESCO Institute of Statistics, 2020) การที่เด็กและเยาวชนสูญเสียโอกาสทางการศึกษาส่งผลกระทบเชิงลบต่อ ตัวเอง รวมถึงเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ สังคม และเป็นสำเหตุของปัญหาสังคมหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ โดยมีการประมาณการว่าหากเด็ก ทั่วโลกจำนวน 250 ล้านคนไม่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะมีมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิด เป็นมูลค่าถึง 129 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (Global Partnership for Education, 2014) ในทาง ตรงกันข้าม การรู้หนังสือ และการได้รับการศึกษาส่งผลดีต่อตัวเด็ก เศรษฐกิจ และสังคม การที่ เด็กได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น 1 ปีส่งผลทำให้รายได้ของบุคคลเพิ่มขึ้นได้สูงถึง 10% และส่งผลทำให้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) โตขึ้นได้ถึง 0.37%. ใน ด้านสุขภาพ หากเด็กเกิดจากแม่ที่รู้หนังสือจะมีแนวโน้มที่จะมีชีวิตรอดหลังอายุครบ 5 ปีมากกว่า เด็กที่แม่ไม่รู้หนังสือถึง 50% (UNESCO, 2010) อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก (UIS) พบว่าใน พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) หรือ 10 ปีหลังการประกาศปฏิญญาจอมเทียน ยังมีเด็กและเยาวชนเกือบ 100 ล้านคนทั่วโลกยัง ไม่จบการศึกษาระดับปฐมศึกษา ในขณะเดียวกันทั่วโลกยังประสบกับปัญหาความยากจน ปัญหาทาง สาธารณสุขและอื่นๆ เป็นที่มาของการร่วมตั้งเป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษ 8 ข้อ (Millennium Development Goals: MDG Goals) เป้าหมายที่ 2 คือการทำให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาระดับ ประถมศึกษา (Achieve universal primary education) ซึ่งทั่วโลกต้องบรรลุภายใน พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2015)


90 ด้วยมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับประเทศและระดับนานาชาติต่าง ๆ ที่ผลักดันให้ เด็กและเยาวชนที่ยากจนและด้อยโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาคส่งผลทำให้จำนวนเด็กและ เยาวชนนอกระบบการศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบแนวคิดการศึกษาเพื่อปวงชน โดยใน พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) จำนวนเด็กและเยาวชนที่เข้าไม่ถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากปี 2543 นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจำนวนของเด็กนอกระบบในระดับชั้นที่สูงขึ้นพบว่าจำนวนเด็กนอกระบบ ในช่วงชั้นอื่นๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในภาพรวมเด็กและเยาวชนมีโอกาส เข้าถึงการศึกษาและอยู่ในระบบการศึกษานานขึ้น และได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังคงมีเด็กและเยาวชนที่ยังเข้าไม่ถึงการศึกษา หรือมีความยากลำบาก ในด้านต่างๆ ทำให้หลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน เป็นที่มาของการกำหนดเป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDG Goals) ซึ่งประเทศสมาชิกขององค์การ สหประชาชาติต้องร่วมกันบรรลุให้ได้ภายใน พ.ศ. 2573 ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาด้านการศึกษามีการ ปรับเพิ่มเรื่องการพัฒนาเชิงคุณภาพในการเข้าถึงการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างองค์รวมมากขึ้น โดยเป้าหมายด้านการศึกษา เป็นเป้าที่ 4 ของ SDG การศึกษาที่เท่าเทียม (Quality Education) รับรองการศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ทุกคน (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย, 2558) โดยมีเป้าหมายการพัฒนา 10 ด้าน ครอบคลุม เรื่องโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค คุณภาพทางการศึกษา การพัฒนาทักษะที่สำคัญ และ การพัฒนาครู พ.ศ. 2563 เป็นเวลา 10 ปีสุดท้ายในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในขณะที่สถานการณ์ ด้านการศึกษาทั่วโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย เด็กและเยาวชนกว่า 262 ล้านคนทั่วโลกยังอยู่นอก ระบบการศึกษา ผู้ใหญ่ 750 ล้านคนยังมีรู้หนังสือ อยู่ในสภาพยากจนและด้อยโอกาส ในขณะที่ผู้ที่อยู่ใน ระบบการศึกษามีปัญหาเรื่องคุณภาพในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาในปี 2030 (พ.ศ.2573) จึงมีเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้เกิดการศึกษาแบบองค์รวม และความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาที่มี คุณภาพ รวมทั้งส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตสำหรับประชาชนทุกคน ในขณะเดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการศึกษาที่เท่าเทียม (SDG 4) การขับเคลื่อนของหน่วยงานภาครัฐเพียงด้านเดียว หรือแนวคิดการศึกษาเพื่อปวงชนไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนด้วย แนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษาซึ่งหมายถึงการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อบรรลุเป้าหมายการ พัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นในการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงสิทธิ ทางการศึกษาอย่างเสมอภาค ประเทศไทย และนานาชาติได้มีความพยายามในการรวบรวมองค์ความรู้ และสร้างความตกลงร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการขับเคลื่อนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการ ศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน โดยมีแนวคิดสำคัญคือการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) ซึ่งหมายถึงการทำให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน การดำเนินการสำคัญคือการร่วมเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมประชุมระดับโลกเรื่องการศึกษาเพื่อ ปวงชน (World Conference on Education for All) และร่วมผลักดันให้เกิดปฏิญญาจอมเทียน การ ออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 บัญญัติให้ประชาชนไทยมีสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาขั้น พื้นฐานเป็นเวลา 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. 2552 ให้สิทธิประชาชน เรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 15 ปีและให้การสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่ยากจนและด้อยโอกาสให้


91 เข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 วรรค 5 บัญญัติให้ จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาและเพื่อ เสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้ ซึ่งเป็นที่มาของการ จัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในปี 2561 ในที่สุด 2. แนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education) จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าโลกได้ผ่านประสบการณ์ 30 ปีของเป้าหมายการศึกษาเพื่อ ปวงชน (Education for All: EFA) รวมทั้งเป้าหมายการพัฒ นาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals: MDGs) พบว่าความเสมอภาคทางการศึกษามีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องมา ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ในช่วงทศวรรษสุดท้ายหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกำลัง เผชิญปัญหา “กิโลเมตรสุดท้าย” (Last-mile Problem) ซึ่งต้องการวิธีที่แตกต่างในการแก้ไขปัญหา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของมาตรการ จากการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education Conference) พบว่าการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางใน การทำงาน จากเดิมซึ่งเป็นการให้คนเข้าถึงการศึกษา (Education for All) เป็นการจัดการศึกษาและ การเรียนรู้ที่เข้าถึงผู้เรียนผ่านเทคโนโลยี เครื่องมือ สื่อการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาได้ ทุกที่ ทุกเวลา ในรูปแบบที่เหมาะสมกับการเรียนรู้และข้อจำกัดหรือความจำเป็นเฉพาะบุคคล และ จำเป็นต้องมีการเชื่อมร้อยเครือข่ายหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ประชาชนทั่วไปทั้งในระดับพื้นที่ ระดับชาติ และระดับนานาชาติ (All for Education) โดยมี 5 นวัตกรรม เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่สำคัญ ต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ นำเสนอ ดังนี้(กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), 2563) 1) การจัดการศึกษาตามบริบทของพื้นที่ (Area based Education: ABE) เกิดจากแนวคิด ในการกระจายอำนาจในการบริหาร (Decentralization) เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ทรัพยากร โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ในครอบครัวและชุมชนโดยมีครอบครัวและชุมชนเป็น ศูนย์กลาง ส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน และมุ่งพัฒนาเมืองและถิ่นฐานให้มนุษย์ ได้อยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย และมีการช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกันสู่ความยั่งยืน โดยในปี 2563 มี 174 เมืองจาก 55 ประเทศเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ตัวอย่างเมืองแห่งการเรียนรู้ใน ต่างประเทศ คือ เมืองเอสปู ประเทศฟินแลนด์ เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 เน้นให้ทุกคน มีสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาที่ไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น ห้องสมุดสาธารณะ เน้นการสร้างเครือข่ายความ ร่วมมือที่เข้มแข็งจาก ทุกภาคส่วนในสังคม เน้นการพัฒนาโทรคมนาคมและสนับสนุนเครื่องมือที่มี ประโยชน์ต่อการเรียน อาทิ อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ เป็นต้น และเด็กระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สามารถเรียนร่วมกับเด็กระดับมหาวิทยาลัย เมืองแห่งการเรียนรู้ในประเทศไทย คือ เทศบาลนครเชียงราย ที่ได้รับคัดเลือกเป็น “เมืองแห่ง การเรียนรู้ (Learning City)” แห่งแรกของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2562 มีเป้าหมายในการทำงานเพื่อ สร้างให้เชียงรายเป็นนครแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน โดยมีวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการสร้างโอกาสทาง การศึกษาสำหรับประชาชนอย่างเสมอภาค เพื่อ การพัฒนาคุณภาพในการจัดการศึกษาโดยบูรณาการ การทำงานกับหน่วยงานทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถาบันการศึกษาในและนอกพื้นที่ เครือข่ายทาง


92 วิชาการกับสถานศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้เคียง พร้อมทั้ง สร้างการเรียนรู้จากวัฒนธรรมท้องถิ่น สิ่งแวดล้อมและชุมชน ตลอดจนขยายการเรียนรู้ไปยัง กลุ่มเป้าหมายอื่นๆ นอกจากเด็กและเยาวชน เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มแรงงานข้ามชาติ 2) นวัตกรรมการเงินการคลังเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา การลงทุนหรือการ ดำเนินการด้านการเงินการคลังที่ไม่ใช่กระแสหลัก เพราะคาดการณ์ว่าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืน ทั่วโลกจะต้องใช้งบประมาณถึง 2.5 ล้านล้านบาท (United Nation, Economic and Social Commission for Asia and the Pacific, 2015) จำเป็นต้องมีการทดลอง หรือค้นหาวิธีการลงทุนที่ได้ ประสิทธิผลดีขึ้น ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น การใช้พันธบัตรเพื่อสังคม (Social Impact Bond: SIB) โดยมีแนวคิด คือ การออกพันธบัตรสัญญาแก่ภาคเอกชนเพื่ออนุญาตให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนหรือ ดำเนินการเพื่อปัญหาทางสังคม พร้อมจัดทำแผนและแนวทางในการป้องกันปัญหาสังคมในประเด็น เฉพาะตามแต่ที่ภาครัฐและภาคเอกชนตกลงกัน โดยการดำเนินการดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงด้านการ ลงทุนของภาครัฐ และภาคเอกชนจะได้ผลตอบแทนจำนวนมากหากดำเนินการสำเร็จ ตัวอย่างในประเทศไทย เช่น โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ประเทศไทย โดยการให้เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขเป็นแนวทางที่ใช้ในหลายประเทศ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ ยากจนและด้อยโอกาสให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค โดยมีขั้นตอน 4 ส่วน คือ 1. การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บข้อมูล หรือแอพริเคชั่นที่ใช้เก็บข้อมูล 2. การพัฒนาเกณฑ์การคัดกรองที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ 3. การพัฒนาผู้เก็บข้อมูลโดยการอบรมครู 4. การตรวจสอบและรับรองข้อมูลโดยครูผู้เก็บข้อมูล ในปัจจุบัน ด้วยเกณฑ์คัดกรองดังกล่าว มีนักเรียนกว่า 7 แสนคนได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุน นักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข 3) การใช้ข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การมีข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนตลอดจนการออกมาตรการ หรือนโยบายในระดับ องค์กรเมือง หรือแม้แต่นโยบายระดับประเทศ ตัวอย่างในประเทศไทย เช่น “พิมพ์เขียวการศึกษา” เทศบาลนครภูเก็ต โดยเริ่มจากปัญหาที่พบคือ เทศบาลนครภูเก็ตเป็นพื้นที่ซึ่งมีปัญหาเด็กหลุดออกจาก ระบบการศึกษาสูง ขณะที่ครูและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดครื่องมือในการแจ้งเตือนการหลุดออกจาก ระบบ โดยสาเหตุของการหลุดออกจากระบบ คือ ขาดข้อมูล เทศบาลนครภูเก็ตมีแนวทางการแก้ไข ปัญหาโดยร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมหาวิทยาลัยนเรศวรจัดทำ “พิมพ์เขียวการศึกษา” ขึ้น เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ (Q-info) ใช้เก็บข้อมูลเพื่อติดตาม นักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อประเมินความเสี่ยงในการออกจากโรงเรียนกลางคัน เพื่อทำให้ครูทราบและ ติดตามเด็กได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่เด็กจะหลุดออกจากระบบ เช่น ออกเยี่ยมบ้าน หารือกับผู้ปกครอง ฯลฯ สุดท้าย ข้อมูลจาก Q-info สามารถวางแผนพัฒนานักเรียนตามศักยภาพ ความสนใจ และความ ถนัดของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งผลการดำเนินงานดังกล่าวทำให้อัตราการขาดเรียนลดลงถึงร้อยละ 30 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้นกว่าร้อยละ 50 และลดค่าใช้จ่ายด้านเอกสารได้เกือบแสนบาทต่อปีต่อ โรงเรียน


93 4) การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม แนวทางปวงชน เพื่อการศึกษา (All for Education) คือ แนวคิดที่ว่า ทุกภาคส่วนในสังคม หน่วยงาน องค์กรทุกระดับ โดยเฉพาะภาคเอกชนและภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้างความเสมอภาคทาง การศึกษา ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น โครงการ Learning Passport ซึ่งเป็นความร่วมมือขององค์การ ยูนิเซฟ บริษัทไมโครซอฟ และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่พัฒนารูปแบบการศึกษาขั้นพื้นฐานผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยออกแบบให้เหมาะสมกับเงื่อนไขและความต้องการ เฉพาะสำหรับเด็กนอกระบบการศึกษา เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษมั่นใจได้ว่าเด็กเหล่านี้จะได้รับ โอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาค แนวทางการจัดหลักสูตร อ้างอิงจากหลักสูตรกลางของประเทศที่เด็กอาศัยอยู่รวมกับการเรียนรู้ที่จำเป็นตามบริบทของ พื้นที่ การจัดเนื้อหาและบทเรียนได้ รับการพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ การจัดการด้านเทคโนโลยี รับผิดชอบโดยบริษัทไมโครซอฟ การสร้างบรรยากาศให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ รับการจัดการโดยองค์การยูนิเซฟ เมื่อมีการระบาดของ COVID-19 ยังร่วมกันเป็นช่องทางในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19 อีกด้วย 5) การวิจัยและการประเมินผลเพื่อการพัฒ นา (Research and Developmental Evaluation) เป็นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงระบบและการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายบนหลักฐาน เชิงประจักษ์ (Evidence-based Policy Recommendation) เพราะมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษามักถูกออกแบบและนำไปสู่การปฏิบัติโดย ขาดหลักฐานทางวิชาการสนับสนุน ขาด กระบวนการประเมินที่เพียงพอ ทำให้งบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมากถูกใช้ไปกับมาตรการที่ ลงทุนมาแต่อาจจะได้ผลน้อยกว่าที่ควรจะเป็น นี่จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่รางวัลโนเบลสาขา เศรษฐศาสตร์ประจำปี2562 ถูกมอบให้คณะนักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย MIT และ Harvard ที่ ริเริ่มพัฒนากระบวนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Approach) เพื่อค้นหามาตรการและนโยบาย แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด จะเห็นได้ว่า การศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงเรียนหรือนักเรียนอีกต่อไป จากแนวคิดการจัดการศึกษาข้างต้นนำไปสู่แผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2560 – 2579 ที่ยึดหลัก สำคัญในการจัดการศึกษา ประกอบด้วย หลักการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) หลักการจัดการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมและทั่วถึง (Inclusive Education) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง (Sufficiency Economy) และหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคมในการจัด การศึกษา (All for Education) อีกทั้งยังยึดตามเป้าหมายการพัฒ นาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs 2030) ประเด็นภายในประเทศ (Local Issues) อาทิคุณภาพของคนทุก ช่วงวัยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้และ วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำยุทธศาสตร์ชาติ (National Strategy) มาเป็นกรอบความคิดสำคัญในการ จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ


94 3. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาและพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 จากแนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education) นำไปสู่แนวคิดการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา เพื่อเป็นสนามปฏิบัติการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศ โดยมีนโยบาย ปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งพัฒนาคนไทยให้เรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ ตรงตาม ความต้องการของพื้นที่ เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน กระจายอำนาจสู่สถานศึกษาตามศักยภาพ และความพร้อม ส่งเสริมสถานศึกษาเป็นนิติบุคคล สามารถบริหารจัดการได้อย่างอิสระและคล่องตัว มากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมกับภาคีเพื่อ การศึกษาไทย (Thailand Education Partnership หรือ TEP) ได้สร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจให้ผู้มี ส่วนเกี่ยวข้อง และขับเคลื่อนนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อนำนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติ จริง อันนำไปสู่การประกาศใช้พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คือ พื้นที่พิเศษในการจัดการศึกษาที่เอื้อให้คนในพื้นที่และทุกภาค ส่วนรวมพลังร่วมจัดการศึกษา เรียนรู้การสร้างและใช้ นวัตกรรมการศึกษาร่วมกันเพื่อตอบโจทย์ผู้เรียน และคุณภาพการศึกษาของพื้นที่ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จะเป็น พื้นที่เรียนรู้ ทดลอง นำร่องระบบ กลไก นวัตกรรมการบริหารจัดการ นวัตกรรมการเรียนการสอน และ นวัตกรรมเชิงนโยบาย โดยผสานจุดแข็งของการปฏิรูปการศึกษาทั้ง 2 ทิศทาง ทั้งการปฏิรูปจากบนลง ล่าง และการปฏิรูปจากล่างขึ้นบน ซึ่งมีเป้าหมายหลัก 4 ข้อคือ (1) คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา รวมทั้งขยายผลไปใช้ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอื่น (2) ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา (3) กระจายอำนาจและให้อิสระแก่สถานศึกษานำร่องและหน่วยงานทางการศึกษา (4) สร้างและพัฒนากลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาแล้วจำนวน 6 พื้นที่ ครอบคลุม 6 ภูมิภาค รวม 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ ระยอง สตูล เชียงใหม่ กาญจนบุรี และจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วย จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีสถานศึกษานำร่องทั้งสิ้น 267 แห่งลักษณะ การขับเคลื่อนงานในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จะมี – คณะกรรมการนโยบาย ที่มีนายกเป็นประธาน วางนโยบาย ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ สนับสนุน กำกับ ติดตามพื้นที่ – คณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่ มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน วางแผนยุทธศาสตร์จังหวัด ออกแนวปฏิบัติให้อิสระกับโรงเรียน – สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ภาคีเครือข่าย และสถานศึกษานำ ร่อง บริหารจัดการศึกษาพัฒนานวัตกรรม เสนอแนวทางการพัฒนา ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ เสนอต่อ คณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่ เพื่อให้การขับเคลื่อนงานในพื้นที่บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562


95 ประเด็นสำคัญ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่ถือเป็นโอกาสทองจังหวัดในการจัดการศึกษาตอบโจทย์ผู้เรียน สถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ อาทิ 1. พื้นที่สามารถเลือกใช้นวัตกรรมได้อย่างอิสระเพื่อเพิ่มคุณภาพผู้เรียน 2. สร้างและพัฒนาโครงสร้างการทำงานเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมเชิงพื้นที่ 3. ปรับใช้หลักสูตรแกนกลางฯได้ ไม่ติดตัวชี้วัด 4. มีอิสระในการเลือกซื้อสื่อหนังสือตำรา ตามกรอบหลักสูตรของพื้นที่ 5. ออกแบบการทดสอบเฉพาะพื้นที่ได้ อาจไม่ใช้ O-NET/NT 6. สถานศึกษาได้งบพัฒนาเป็นวงเงินรวม (Block Grant) 7. สถานศึกษาไม่ต้องส่งคืนเงินบริจาค สามารถใช้จ่ายเงินบริจาคได้ตามแนวทางที่คณะกรรมการ ขับเคลื่อนกำหนด 8. มีช่องทางผลักดันการบริหารงานบุคคลให้เหมาะสมกับพื้นที่ 9. สามารถ ลด ละ เลิกโครงการที่เพิ่มภาระงานครูและส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วย กลไกการทำงานของคณะกรรมการขับเคลื่อน 10. สร้างหลักเกณฑ์ในการประกันคุณภาพแนวใหม่ ไม่อิงการประเมินของ สมศ. ซึ่งพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมฉบับนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใน 5 มิติที่ปรากฏชัดได้แก่ 1. ประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในเรื่อง การ พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน 2. ประโยชน์ต่อการศึกษา ผู้เรียนได้รับการพัฒนาครบสมบูรณ์ในทุกด้านทั้งทางด้านทัศนคติ ทักษะ และความรู้ 3. ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ เกิดการเตรียมความพร้อมของคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะและคุณลักษณะทาง อาชีพที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด 4. ประโยชน์ต่อสังคม ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษาและลดช่องว่างของโอกาส ทางการศึกษาทางสังคม 5. ประโยชน์ต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการส่งเสริมการวิจัย และพัฒนา ทั้งนี้ความสำเร็จทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยความร่วมมือ ร่วมใจ และความตั้งใจของ ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่จะมาร่วมคิด ร่วมออกแบบและจัดการศึกษาเชิงพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อให้เด็ก เยาวชน คนในพื้นที่ได้รับโอกาสทางการศึกษา มีคุณภาพการเรียนรู้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ และจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”(พิทักษ์ โสตถยาคม และเก ประเสริฐสังข์, 2562) ..............................................................................................


96 4. คำถามทบทวน 1. แนวคิดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) มีสาระสำคัญอย่างไร 2. แนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education) มีสาระสำคัญอย่างไร 3. แนวคิดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีสาระสำคัญอย่างไร 4. พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 มีสาระสำคัญอย่างไร 5. แนวคิดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) แนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education) และแนวคิดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนอย่างไร


97 1. การออกแบบโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน กระบวนการในการดำเนินโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความร่วมมือของชุมชนนั้น ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ชุมชนเพื่อพัฒนา “โจทย์ในการพัฒนาผู้เรียน” ที่สอดคล้องกับความ ต้องการของชุมชน ประกอบด้วย 9 ขั้นตอนดังนี้


98 1.การออกแบบโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 1.1 ลงพื้นที่ศึกษาชุมชนด้วยเครื่องมือการวิเคราะห์ชุมชนต่าง ๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลความ ต้องการในการพัฒนา/ปัญหาที่ต้องการแก้ไขของชุมชนเพื่อนำเสนอต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน โดย ใช้เครื่องมือศึกษาชุมชนต่าง ๆ เช่น แผนที่ชุมชน ประวัติศาสตร์ชุมชน ประวัติบุคคล เป็นต้น 1.2 นำข้อมูลความต้องการในการพัฒนา/ปัญหาที่ต้องการแก้ไขของชุมชนที่รวบรวมได้จากการ ลงพื้นที่ศึกษาชุมชนมาวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 1.3 เชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการพัฒนา/ ปัญหาที่ต้องการแก้ไขของชุมชน พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญว่าควรจะนำประเด็นใดมาพัฒนาเป็น โจทย์ในการพัฒนาผู้เรียนร่วมกัน ภาพประกอบที่ 7.1 ประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 1.4 พัฒนาโจทย์ในการพัฒนาผู้เรียนร่วมกัน พร้อมทั้งนำเสนอประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อผู้เรียน ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ และต่อชุมชน 1.5 เชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่าย 1.6 ลงมติในการเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายการพัฒนาผู้เรียนโดยความร่วมมือของชุมชนร่วมกัน 1.7 สรุปขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของภาคีเครือข่ายแต่ละภาคส่วน โดยมุ่งไปที่ภารกิจ หลักตามหน้าที่ที่ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ดำเนินอยู่เป็นสำคัญ โดยไม่ “สร้างภาระงานใหม่” ขึ้นมา โดย ชี้ให้เห็นถึงการประสานภารกิจ ทรัพยากร กำลังคนที่มีอยู่ของภาคีเครือข่ายแต่ละภาคส่วนโดยไม่ จำเป็นต้องปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มทรัพยากรใด ๆ เป็นสำคัญ 1.7 กำหนดกรอบระยะเวลาและกิจกรรมในการดำเนินโครงการ 1.8 จัดตั้งกลุ่มเพื่อการดำเนินโครงการ โดยอาจจัดตั้งกลุ่มทั้งในรูปแบบกลุ่มทางกายภาพ หรือ กลุ่มเสมือนที่ดำเนินกิจกรรมออนไลน์ก็ได้ ทั้งนี้อาจจัดตั้งในรูปแบบของกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ (CoPs) ที่มี วัตถุประสงค์และเป้าหมายในการดำเนินการชัดเจน


99 1.9 สรุปข้อมูลที่ได้จากการการวิเคราะห์ชุมชนเพื่อพัฒนา “โจทย์ในการพัฒนาผู้เรียน” ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนด้วยกระบวนการต่างๆ ข้างต้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้ (1) ชื่อชุมชน (2) บริบทและ อัตลักษณ์ของชุมชนด้านประวัติชุมชน วัฒนธรรม ประเพณี ภาษา เป็นต้น (3) ประเด็นการพัฒนา/ปัญหาที่ต้องการแก้ไขของชุมชน (4) วัตถุประสงค์ของการศึกษาชุมชน (5) วิธีการศึกษาชุมชน - วิธีการประสานงานกับชุมชน - กิจกรรมการเรียนรู้และเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาชุมชน - เนื้อหาที่ต้องการเรียนรู้จากชุมชน (6) บุคคล/องค์กรที่เป็นภาคีเครือข่ายในชุมชน (7) นวัตกรรมการศึกษาเพื่อการพัฒนาผู้เรียนที่ได้จากการนำความรู้ที่ได้จากชุมชนมา ประยุกต์ใช้ (8) ปัญหา อุปสรรคที่พบ และวิธีการแก้ไข (9) ปัจจัยความสำเร็จของโครงการฯ (10) ปัจจัยเสี่ยงของโครงการฯ 2. การออกแบบโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน จากข้อมูลในการการวิเคราะห์ชุมชนเพื่อพัฒนา “โจทย์ในการพัฒนาผู้เรียน” ที่สอดคล้องกับ ความต้องการของชุมชนข้างต้น สามารถนำมาออกแบบโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความร่วมมือของ ชุมชนที่ประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้ 2.1 ชื่อโครงการ (ควรสะท้อนให้เห็นกิจกรรมที่จะดำเนินการ) 2.2 ความเป็นมาของโครงการ (นำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ชุมชนเพื่อพัฒนา “โจทย์ในการ พัฒนาผู้เรียน” ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนมาเขียน (รายละเอียดในข้อ 1.10) ในประเด็น ต่างๆ ดังนี้ - ชื่อชุมชน - บริบทและอัตลักษณ์ของชุมชน - ประเด็นการพัฒนา/ปัญหาที่ต้องการแก้ไขของชุมชน - บุคคล/องค์กรที่เป็นภาคีเครือข่ายในชุมชน - โจทย์การพัฒนาผู้เรียนร่วมกับชุมชน เช่น การพัฒนาผู้เรียนด้านวิชาการ การพัฒนา ผู้เรียนด้านคุณลักษณะความเป็นพลเมืองเข้มแข็ง การพัฒนาผู้เรียนในด้านวิธีคิด การพัฒนาผู้เรียนให้ เกิดสมรรถนะแห่งอนาคตต่างๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน เป็นต้น 2.3 วัตถุประสงค์ของโครงการ 2.4 ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรมในโครงการ 2.5 ประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ - ประโยชน์ต่อผู้เรียน


100 - ประโยชน์ต่อสถานศึกษา - ประโยชน์ต่อชุมชน (จำแนกตามภารกิจและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายต่างๆ) 2.6 นวัตกรรมการศึกษาเพื่อการพัฒนาผู้เรียนที่ได้จากการนำความรู้ที่ได้จากชุมชนมา ประยุกต์ใช้ 2.7 การบูรณาการรายวิชา/ภาระงานอื่นๆ ที่ครูใหม่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในโรงเรียนกับ ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรมในโครงการ 2.8 แนวทางการขยายผลจากการพัฒนาผู้เรียนสู่ชุมชน 2.9 ภาคผนวก เช่น ภาพนิ่ง คลิปวิดีโอ สื่อดิจิทัล สื่อทำมือ ผลงานของผู้เรียน เป็นต้น 3. ตัวอย่างนวัตกรรมที่ได้จากโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์ โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 3.1 นวัตกรรมทางการศึกษา ภาพที่ 7.2 คู่มือกิจกรรมค่ายวิชาการ


101 ภาพที่ 7.3 หลักสูตรท้องถิ่น ภาพที่ 7.4 วิดิทัศน์กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน https://www.youtube.com/watch?v=3opXl0o7nHk คำแนะนำ : โหลด Artivive app แล้วใช้Scan ภาพเพื่อรับชมสื่อแบบ AR


102 ภาพ 7.5 ห้องเรียนเสมือนจริง (Metaverse) https://www.facebook.com/watch/?v=385712650845725 คำแนะนำ : โหลด Artivive app แล้วใช้Scan ภาพเพื่อรับชมสื่อแบบ AR 3.2 นวัตกรรมด้านการพัฒนาชุมชน ภาพที่ 7.6 แหล่งเรียนรู้นาข้าวขั้นบันไดบ้านน้ำจวง


103 ภาพที่ 7.7 นาข้าวขั้นบันไดหลังเก็บเกี่ยวที่นำมาจัดเป็นเวทีงาน Music Festival ภาพที่ 7.8 ที่พักในวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำจวงจากแนวคิดของนักเรียน


104 4. ตัวอย่างโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ภาพที่ 7.9 ตัวอย่างโครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ..............................................................................................


105 5. คำถามทบทวน 1. โครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนมีประโยชน์ อย่างไรต่อการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน 2. โครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนมีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างไรกับแนวคิดการศึกษาบนฐานชุมชน 3. ปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยแห่งความล้มเหลวของโครงการพัฒนาผู้เรียนโดย ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนคืออะไร 4. โครงการพัฒนาผู้เรียนโดยความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนนำไปสู่การ พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาได้อย่างไร


106


107 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2563). 5 นวัตกรรม ที่จะมาทำให้ความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาหายไป ภายใต้แนวคิด All for Education. https://www.eef.or.th/knowledge-19-10-20/ กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). คู่มือประกอบการอบรมการขับเคลื่อนกระบวนการ PLC (Professional Learning Community) “ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” สู่สถานศึกษา. กระทรวงศึกษาธิการ. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. (2548). วิถีชุมชน: คู่มือการเรียนรู้ที่ทำให้งานชุมชนง่าย ได้ผล และสนุก. สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ. ธีราพร ทวีธรรมเจริญ. (2553).การเรียนรู้วิถีชุมชนจากแนวคิดในทฤษฎีโครงสร้างทางสังคมและ ทฤษฎีชุมชน (A Study of Community Lifestyle Based on the Concepts of the Social Structure Theory and Community Theories) . วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. 30 (1). 104-116. เรวณี ชัยเชาวรัตน์. (2558). แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู. วารสารครุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์. 10(1), 34-46. วรพล สังขะวิไล. (2550). การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนของโรงเรียนในอำเภอบางปะกง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1.(วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา). วิรัช ลภิรัตนกุล. (2535). การประชาสัมพันธ์. สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณมหาวทยาลัย. สุเทพ พงศศรีวัฒน. (2556). ผู้นำสถานศึกษากับการสร้างโรงเรียนแห่งการเรียนรู้. (วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่). สุพจน์แสงเงิน และคณะ. (2541). การมีส่วนร่วมของโรงเรียนและชุมชนในกระบวนการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น : ศึกษากรณีชุมชนแผ่นดินทองคอยรุตตั๊กวา. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). แสงรุนีย์ มีพร. (2563). ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ :เส้นทางสู่การพัฒนาวิชาชีพครู. วารสารศึกษา ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.14(12). อัจฉรา ศรีพันธ์. (2561). การศึกษาบนฐานชีวิตและชุมชน: เมื่อประชาชนลุกขึ้นมาปฏิรูปการศึกษา. แดแน็กซ์อินเตอร์คอร์เปอร์เรชั่น. Barrett, Michelle, S. (2012). An Introduction to Community-Based Learning. https://www.holycross.edu/sites/default/files/files/cbl/introduction_to_commun ity-based_learning_17.pdf. Bolam, R. and Others. (2005). Creating and Sustaining Effective Professional Learning Communities. DfES and University of Bristol.


108 Bryk, A. Camburn, E. and Louis, K. (1999). Professional Community in Chicago Elementary Schools: Facilitating Factors and Organizational Consequences. Educational Administration Quarterly.35(December),751-781. Bulkley, K.E. and Hicks, J. (2005) Managing Community: Professional Community in Charter Schools Operated by Educational Management Organizations. Educational Administration Quarterly, 41, 306-348. http://dx.doi.org/10.1177/0013161X04269594 Collins, J., & O'Brien, N. (2003). Greenwood Dictionary of Education. Greenwood. Center for Teaching & Learning, Marshall University. (2018). Community-Based Learning (CBL) Program. https://www.marshall.edu/ctl/communityengagement/cbl. Darling-Hammond, L., (1994), Performance-Based Assessment and Educational Equity. Harvard Educational Review. 64(1), 1-27. DuFour, R., DuFour, R., Eaker, R., & Many, T. (2010). Learning by doing: A handbook for PLCs at work. Solution Tree Press. DuFour, R. (2004). What Is a “Professional Learning Community”? Educational Leadership. 61, 6-11. DuFour, R., & Eaker, R. (1998). Professional Learning Communities at Work: Best Practices for Enhancing Student Achievement. National Educational Service. El, G. (2018). Case Study on Community-Based Learning: Toy Design Project for Children in Egyptian Squatter. European Journal of Engineering Education, 879-894. Retrieved fromhttps://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/03043797.2018. 1451492?scroll=top&needAccess=true. The Glossary of Education Reform. (2014). Community-Based Learning. https://www.edglossary.org/community-based-learning/. Heffernan, K. (2001). Service-Learning in Higher Education. Brown University. Hord, S. (1997). Professional Learning Communities: Communities of Continuous Inquiry and Improvement. Southwest Educational Development Laboratory. Howard, J. (2001). Principles of Good Practice for Service-Learning Pedagogy. University of Michigan. Kemmis, S; & Mc Taggart, R. (1990). The Action Research Planner. 3rd ed. Deakin University press Louis, K.S., Kruse, S.D. & Associates. (1995). Professionalism and Community: Perspectives on Reforming Urban Schools. Corwin Press Inc. Melaville, Atelia, Berg, Amy C. and Blank, Martin J. (2006). Community-Based Learning: Engaging Students for Success and Citizenship. Coalition for Community Schools.


109 Othman, S. Jamian, A. Sabil, A. Said, R. & Omar, R. (2019). Professional Learning Community (PLC): Approach to Enhance Students' Achievement in Language Learning at Public University, Malaysia. Universal Journal of Educational Research. 8(1A), 8-15. Sergiovanni, T. J. (1994). Building community in schools. Jossey-Bass. UNESCO. (2016). Community-Based Lifelong Learning Lifelong Learning and Adult Education: and Adult Education: Situations of Community Situations of Community Learning Centres in Learning Centres in 7 Asian Countries. UNESCO. Vescio, V., Ross, D., & Adams, A. (2008). A Review of Research on the Impact of Professional Learning Communities on Teaching Practices and Student Learning. Teaching and Teacher Education, 24, 80-91. http://dx.doi.org/10.1016/j.tate.2007.01.004 Villani, Christine J. and Atkins, Douglas. (2000). The Community of The School. School Community Journal. 10(1).Spring/Summer. Yale University. (2018). Community-Based Learning. https://cbl.sites.yale.edu/.


Click to View FlipBook Version