36 1. ความหมายของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) เกิดขึ้นครั้งแรก ในโลกช่วงปลาย พ.ศ. 2533 โดยหน่วยงานภาคเอกชนด้านการศึกษาของสหรัฐอเมริกา นักวิชาการด้าน การศึกษาปรับแนวคิดมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ในการบริหารองค์กรที่เชื่อว่าการทำงานเป็นทีมและการ ทำงานร่วมกันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ที่ดีขึ้น โดยมองว่า วัฒนธรรมการเรียนรู้ของชุมชนวิชาชีพ ครูจะมีส่วนสำคัญในการจัดการเรียนรู้ของครูและสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้แก่นักเรียน เพราะจะช่วยกระตุ้น ครูให้เกิดการติดตามว่านักเรียนมีการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างไร เกิดการประเมินผลและแบ่งปันองค์ความรู้ ระหว่างครูด้วยกันอย่างต่อเนื่อง (Chevron Enjoy Science Project, 2020) โดยคำว่า ชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) เป็นคำที่มีผู้ให้นิยามความหมายไว้ ดังนี้ Sergiovanni (1994) ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นสถานที่สำหรับ “ปฏิสัมพันธ์” ลด “ความโดดเดี่ยว” ของมวลสมาชิกวิชาชีพครูของโรงเรียนในการท างาน เพื่อปรับปรุง ผลการเรียนของนักเรียนหรืองานวิชาการโรงเรียน Hord (1997) ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นชุมชนของการค้นหา และการพัฒนาที่ต่อเนื่อง และให้ความสนใจไปที่ศักยภาพของคนภายในและภายนอกโรงเรียนในการ ร่วมกันส่งเสริมการเรียนรู้ของครูและนักเรียนตลอดจนการพัฒนาโรงเรียน Bryk, Camburn and Louis (1999) ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) หมายถึง ลักษณะของปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูทั้งหลายภายในโรงเรียนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นประจำ และเป็นวิถีปฏิบัติหรือความประพฤติของครูที่มีบรรทัดฐานร่วมกันในการมุ่งเน้นไปสู่การสอนและการ ปรับปรุงพัฒนาการสอนของครูและการเรียนรู้ของนักเรียน Othman, Jamian, Sabil, Said, & Omar (2019) ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ (PLC) เป็นกระบวนการพัฒนาระดับองค์กรที่มุ่งเน้นเกี่ยวกับการปรับตัวต่อกระแสการ เปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นการร่วมมือร่วมใจของครูและผู้บริหารโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ทางวิชาชีพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันจนเกิดเป็นวัฒนธรรมหรือชุมชนของ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโรงเรียน Bulkley and Hicks (2005) ได้ให้ความหมายว่า ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ (PLC) เป็นลักษณะของปฏิสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องระหว่างครูกับครูเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการสอน รวมทั้งการเรียนรู้ของครูและนักเรียน
37 DuFour and Others (2010) ได้ให้ความหมายว่า ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ (PLC) เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ครูและนักการศึกษาทำงานร่วมกันในวงจรของการร่วมกัน ตั้งคำถาม และการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อบรรลุผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้นของนักเรียน โดยมีความเชื่อว่า หัวใจของการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้ดีขึ้น อยู่ที่การเรียนรู้ที่ฝังอยู่ในการทำงานของครูแล นัก การศึกษา เรวดี ชัยเชาวรัตน์ (2558) ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็น กระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติงานของกลุ่มบุคคลที่มารวมตัวกันเพื่อ ทำงานร่วมกันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนร่วมกัน วางเป้าหมายการเรียนรู้ของผู้เรียน และตรวจสอบ สะท้อนผลการปฏิบัติงานทั้งในส่วนบุคคลและผลที่ เกิดขึ้นโดยรวมผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิพากษ์วิจารณ์ การทำงานร่วมกัน การร่วมมือ รวมพลัง โดยมุ่งเน้นและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม แสงรุนีย์มีพร (2563) ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นการร่วมมือ รวมพลังของครูในการทำงานเพื่อสะท้อนผลการปฏิบัติโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของ ผู้เรียน ซึ่งจะต้องพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มุ่งไปสู่ความสำเร็จภายใต้เป้าหมายเดียวกัน โดย การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันการร่วมมือรวมพลังและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของสมาชิกในชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพต้องอาศัยความซื่อสัตย์และมีมนุษยสัมพันธ์มีทางเลือกและมีความจริงใจเปิดเผยมี ความอดทนความเพียรพยายาม ความมีประสิทธิภาพและความกระตือรือร้น กระทรวงศึกษาธิการ (2560) ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นการ รวมตัว ร่วมใจ ร่วมพลัง ร่วมทำ และร่วมเรียนรู้ร่วมกันของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษา บนพื้นฐาน วัฒนธรรมความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร สู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผล ของผู้เรียนเป็นสำคัญและความสุขของการทำงานร่วมกันของสมาชิกในชุมชน PLC เป็นเครื่องมือพัฒนา ไม่ใช่ หัวเรื่องในการสอน กล่าวโดยสรุป ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นกระบวนการรวมพลังของกลุ่มนัก การศึกษาที่มีความต้องการในการพัฒนา หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการทำงานในเรื่องใด เรื่องหนึ่ง เพื่อให้เกิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้ทักษะ ประสบการณ์เชิงลึกผ่านปฏิบัติการจริงด้วยความสมัคร ใจ อันนำไปสู่การสร้างความเข้าใจ มุมมอง หรือการพัฒนาแนวปฏิบัติ/ ทักษะ/ วิธีการในการพัฒนา/ แก้ปัญหาในเรื่องนั้น ๆ และนำไปใช้ในการทำงานได้ 2. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ชุมชนการเรียนเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) มีความเชื่อพื้นฐานในความต้องการช่วยเหลือและ ส่งเสริมให้บุคลากรทางการศึกษามีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันโดยผ่านกระบวนการพัฒนาวิชาชีพ (สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์, 2551) ซึ่งในบริบทของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพนั้น การพัฒนาความสามารถ และสมรรถนะต้องครอบคลุมการพัฒนาทั้งครูและผู้บริหารโรงเรียน การใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูและการเรียนของนักเรียน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้
38 หากผู้บริหารโรงเรียนให้การสนับสนุนและเห็นคุณค่า ผลลัพธ์ตามเป้าหมายของชุมชนแห่งการเรียนรู้ วิชาชีพที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาคือ การเปิดโอกาสให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหา และตัดสินใจร่วมกันภายในโรงเรียนและพันธกิจที่สำคัญของชุมชนแห่งการ เรียนรู้วิชาชีพในโรงเรียนมุ่งเน้นพัฒนาสมรรถนะของครูและผู้บริหารเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน (Vescio and others, 2008; Hord, 2004) Sergiovanni (1994) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ว่า การเปรียบเทียบให้ โรงเรียนเป็นองค์การนั้นน่าจะไม่เหมาะสมและถูกต้องทีเดียวนัก โดยโรงเรียนควรเป็นชุมชนจะมีความ เหมาะสมมากกว่า เพราะความเป็นชุมชนจะยึดโยงภายในต่อกันด้วยค่านิยม แนวคิด และความผูกพัน ร่วมกันของ ทุกคนที่เป็นสมาชิก ซึ่งเป็นแนวคิดตรงกันข้ามกับความเป็นองค์การที่มีความสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิกในลักษณะที่ยึดตามระดับที่ลดหลั่นกันลงมามีกลไกการควบคุมและมีโครงสร้างแบบตึง ตัวที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและวัฒนธรรมของการใช้อำนาจเป็นหลัก ในขณะที่ชุมชนใช้อิทธิพลที่เกิด จากการมีค่านิยมและวัตถุประสงค์ร่วมกันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเชิงวิชาชีพ มีความเป็น กัลยาณมิตรเชิงวิชาการ หรือวิทยสัมพันธ์ต่อกันและยึดหลักต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในการ ปฏิบัติงาน นอกจากนี้องค์การยังทำให้เกิดคุณลักษณะบางอย่างขึ้น เช่น ลดความเป็นกันเองต่อกันลง มี ความเป็นราชการมากขึ้น และถูกควบคุมจากภายนอกให้ต้องรักษาสถานภาพเดิมของหน่วยงานไว้ ดังนั้น หากมองโรงเรียนในฐานะแบบองค์การดังกล่าวแล้วก็จะทำให้โรงเรียนมีความเป็นทางการ ที่สร้างความรู้สึกห่างระหว่างบุคคลมีมากขึ้น มีกลไกที่บังคับควบคุมมากมาย และมักมีจุดเน้นในเรื่องที่ เป็นงานด้านเทคนิคเป็นหลัก แต่ทางตรงข้ามหากยอมรับว่า โรงเรียนมีฐานะแบบชุมชนแล้ว บรรยากาศ ที่ตามมาก็คือ สมาชิกมีการผูกพันต่อกันด้วยวัตถุประสงค์ร่วม มีการสร้างสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดสนิทสนม และเกิดการร่วมสร้างบรรยากาศที่ทุกคนแสดงออกถึงความห่วงหาอาทรต่อกัน และช่วยดูแลสวัสดิภาพ ร่วมกัน จุดเน้นสำคัญที่ต้องการให้โรงเรียนเปลี่ยนไปเป็นชุมชนที่ชัดเจน คือ วัตถุประสงค์ที่มีคุณลักษณะ ของความเอื้ออาทร มีการเรียนรู้ มีความเป็นวิชาชีพ มีความเป็นกัลยาณมิตรเชิงวิชาการ หรือมีวิทย สัมพันธ์ต่อกัน มีจิตใจใฝ่การแสวงหาคำตอบ และมีบรรยากาศเช่นนี้ครอบคลุมทั่วถึงทั้งโรงเรียน Sergiovanni เชื่อว่า ชุมชนที่ชัดเจนในวัตถุประสงค์ จะเป็นสถานที่ซึ่งสมาชิกทุกคนยึดเหนี่ยว ผูกพันต่อกันด้วยอุดมการณ์ร่วม และมีระบบปทัสถานหรือแนวทางปฏิบัติของตนเองที่ใช้เพื่อเป็นเครื่อง สนับสนุนให้เกิดการเป็นชุมชนขึ้น ทั้งนี้การมีอุดมการณ์ร่วมกัน รวมถึงมีวิสัยทัศน์ร่วมจะช่วยผูกมัดให้ ทุกคนรวมกันเป็นชุมชนและให้การช่วยเหลือต่อกัน มีความเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นของการ ต้องดำรงชีวิตและการทำงานร่วมกันแบบชุมชน ความเชื่อของเซอร์จิโอวานนีเกี่ยวกับโรงเรียนเป็นชุมชน นั้น มีแนวคิดที่เป็นจุดเน้นคือ ยึดถือเรื่องคุณงามความดี เป็นหลักการสำคัญ กล่าวคือ คุณงามความดี มาจากพันธะผูกพันต่อค่านิยมร่วมของบุคคลแล้วพัฒนามาเป็นอุดมการณ์แห่งวิชาชีพเพื่อนำไปสู่การ ปฏิบัติต่อไป โดยมีพันธะผูกพันที่จะ 1) การปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่น 2) การประพฤติและ ปฏิบัติต้องยึดมั่นต่อค่านิยมเพื่อสังคมเป็นจุดหมายปลายทาง 3) การไม่ประพฤติและปฏิบัติเพื่อตนเอง เท่านั้นแต่ที่ทำนั้นก็เพื่อรักษาคุณงามความดีนั้นด้วย และ 4) ความผูกพันต่อจริยธรรมแห่งความเอื้อ อาทร
39 จากแนวคิดสำคัญของ Sergiovanni ข้างต้นที่ระบุว่าความเอื้ออาทรเป็นสิ่งที่มิอาจขาดได้ใน โรงเรียนแห่งการเรียนรู้และควรได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ ชีวิตของนักเรียนต้องการมากกว่าที่ ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ ดังนั้น ความสำเร็จทางวิชาการจึงไม่ควรเป็นเพียงเกณฑ์เดียวที่ใช้วัดและ ประเมินผลนักเรียน ควรมีวิธีการอื่นที่ใช้ประเมินด้านความมีคุณธรรม และควรให้ความสำคัญกับการวาง ตนอย่างผู้มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีของผู้เรียน กล่าวคือ อาจประเมินจากการปฏิบัติตนของผู้เรียนเมื่อต้อง ติดต่อกับครูนอกชั้นเรียนหรือกับบุคคลทั่วไปก็ได้ ดังนั้น โรงเรียนแห่งการเรียนรู้ก็คือโรงเรียนแห่งความเอื้ออาทรด้วย ทั้งนี้เพราะบรรยากาศที่มี ความเอื้ออาทรจะเป็นปัจจัยที่เสริมแรงต่อการเรียนรู้ดังนั้นการสร้างบรรยากาศแห่งความเอื้ออาทรขึ้น ได้นั้นต้องเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่น ๆ ของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพด้วย เช่น การต้องจัดจำนวนนักเรียน ต่อชั้นเรียนให้เหมาะสม เพราะถ้ามีจำนวนนักเรียนต่อชั้นมากเกินไปย่อมทำให้ครูไม่สามารถเอาใจใส่ ดูแลนักเรียนแต่ละคนได้อย่างใกล้ชิดทั่วถึง ผลคือเกิดความรู้สึกของนักเรียนว่าครูมีความเอื้ออาทรต่อ นักเรียนน้อยลง เป็นต้น การเปรียบเทียบโรงเรียนให้เป็นชุมชนแทนที่จะเป็นองค์การว่า สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลายที่อยากให้มีการสร้างสานสายสัมพันธ์ระหว่างกันโดยยึดหลัก ของการสร้างสรรค์สิ่งดีงามร่วมกัน ดังนั้น ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพจึงสามารถค้นพบอำนาจเชิงคุณธรรมที่เกิดจากค่านิยมร่วม ของชุมชนนั้น โดยมีค่านิยมร่วมเบื้องต้นที่ควรมุ่งเน้นก็คือ การเรียนรู้ของนักเรียนนั่นเอง ส่วนชุมชน โดยรวมก็ควรเป็นชุมชนของผู้เรียนรู้ของทุกคน โดยครูผู้สอน ผู้บริหาร ผู้ปกครองตลอดจนสมาชิกของ ชุมชนทุกคน ต้องเป็นผู้ที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องถึงวิธีการที่ตนจะให้การบริการและการดูแลบุคคลอื่นที่อยู่ ในชุมชนแห่งความเอื้ออาทรได้อย่างไร รวมทั้งสมาชิกทุกคนจะต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อพัฒนา ตนเองให้เพิ่มความเป็นครู เป็นผู้บริหาร เป็นผู้ปกครอง และเป็นสมาชิกของชุมชนที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้ อย่างไร กลุ่มคนเหล่านี้ต้องร่วมกันเสาะแสวงหาแนวทางเพื่อปรับปรุงเงื่อนไขของการเรียนรู้ การทำงาน การบริหารจัดการ และการสร้างความเอื้ออาทร DuFour (2004) ได้ให้แนวคิดว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพควรมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้ของ นักเรียนมากกว่าการสอนของครู มีหลักการพื้นฐานที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1. การสร้างความมั่นใจในการเรียนรู้ของนักเรียน ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเกิดจาก สมมติฐานที่ว่า ภารกิจหลักของการศึกษาในโรงเรียนไม่ได้เพียงสอนนักเรียนแต่เป็นการทำให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ 2. วัฒนธรรมของการทำงานร่วมกัน การสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพนั้นต้องมีโครงสร้างที่ ส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้สำหรับทุกคน 3. มุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพประเมินประสิทธิภาพได้จากผลสัมฤทธิ์ของ นักเรียน ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย การปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อให้ บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ความเชื่อของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้แก่ ยอมรับว่าการสอนและการ ปฏิบัติงานของครูมีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน การเรียนรู้ของครู คือ การเรียนรู้ของผู้เรียน ครูมีความ แตกต่างกัน การสอนบางครั้งต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจ และสัมพันธภาพแบบกัลยาณมิตร
40 กล่าวโดยสรุป ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นการสร้างความรวมตัวซึ่งจะต้องมีความรับผิดชอบ ร่วมกันต่อการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ที่ดีของตนอยู่ตลอดเวลาในการสร้างชุมชนขึ้นในโรงเรียน เป็น เรื่องของการเสาะแสวงหาค่านิยมร่วม เพื่อให้การทำงานที่เกิดมีแนวทางที่แตกต่างขึ้น มีการพัฒนา รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลขึ้นมาใหม่ที่ต่างไปจากเดิมที่เคยมีมา มีการสร้างความยึดเหนี่ยว รูปแบบใหม่ และสร้างพันธะผูกพันใหม่ให้เกิดขึ้นเพื่อให้ได้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ขึ้น 3. องค์ประกอบของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) กระทรวงศึกษาธิการ (2560) ได้กำหนดองค์ประกอบสำคัญของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ประกอบด้วย 1. ต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน หมายถึง มีเป้าหมาย ทิศทางเดียวกัน มุ่งสู่การพัฒนาการสอนสู่ คุณภาพผู้เรียน 2. ร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมมือ หมายถึง ต้องเปิดใจรับฟังเสนอวิธีการ นำสู่การปฏิบัติและ ประเมินร่วมกัน Open เปิดใจรับและให้ Care และ Share 3. ภาวะผู้นำร่วม หมายถึง การทำ PLC ต้องมีผู้นำและผู้ตามในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 4. กัลยาณมิตร หมายถึง เป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพ เติมเต็มส่วนที่ขาดของแต่ละคน 5. ต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร หมายถึง ต้องเน้นการทำงานที่เปิดโอกาสการทำงานที่ ช่วยเหลือกันมากกว่าการสั่งการ มีชั่วโมงพูดคุย 6. การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ หมายถึง การเรียนรู้การปฏิบัติงานและตรงกับภาระงานคือ การสอนสู่คุณภาพผู้เรียน เรวดี ชัยเชาวรัตน์ (2558) ได้เสนอองค์ประกอบของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC ) ในระดับ สถานศึกษา หรือ ระดับผู้ประกอบวิชาชีพ 6 องค์ประกอบ คือ 1) วิสัยทัศน์ร่วม 2) ทีมร่วมแรงร่วมใจ 3) ภาวะผู้นำร่วม 4) การเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ 5) ชุมชนกัลยาณมิตร และ 6)โครงสร้างสนับสนุน ชุมชน DuFour and Eaker (1998) ได้ให้แนวคิดว่าลักษณะและองค์ประกอบของชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ ประกอบด้วย 1) การมีค่านิยมพันธกิจและวิสัยทัศน์ร่วม 2) การสืบค้นร่วมกัน 3) การ ทำงานร่วมกัน 4) การมุ่งมั่นในการปฏิบัติงาน 5) การปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ 6) การ มุ่งเน้นผมสัมฤทธิ์ Bolam and others (2005) ได้ให้แนวคิดว่า ลักษณะของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ประกอบด้วย 1) การมีค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วม 2) ความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน 3) ความ ร่วมมือที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ 4) การเรียนรู้ของกลุ่มสำคัญเท่ากับการเรียนรายบุคคล 5) การสะท้อนผล การปฏิบัติงาน 6) เครือข่ายและความร่วมมือที่เปิดใจกว้าง 7) ครอบคลุมสมาชิกทุกคน และ 8) การ สนับสนุน ความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกัน
41 กล่าวโดยสรุป องค์ประกอบของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในบริบทสถานศึกษา ประกอบด้วย 1) วิสัยทัศน์ร่วม 2) ทีมร่วมแรงร่วมใจ 3) ภาวะผู้นำร่วม 4) การเรียนรู้และการพัฒนา วิชาชีพ 5) ชุมชนกัลยาณมิตร 6) โครงสร้างสนับสนุนชุมชน 4. ระดับของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) สามารถแบ่งระดับได้ 3 ระดับ คือ ระดับสถานศึกษา ระดับ เครือข่าย และระดับชาติ โดยแต่ละลักษณะจะแบ่งตามระดับของความเป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ย่อย ดังนี้ 1. ระดับสถานศึกษา (School level) คือ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ขับเคลื่อนในบริบท สถานศึกษา หรือโรงเรียน สามารถแบ่งได้ 3 ระดับย่อย (Sergiovanni, 1994) คือ 1.1 ระดับนักเรียน (Student Level) ซึ่งนักเรียนจะได้รับการส่งเสริมและร่วมมือให้เกิดการ เรียนรู้ขึ้นจากครูและเพื่อนนักเรียนอื่นให้ทำกิจกรรมเพื่อแสวงหาคำตอบที่สมเหตุสมผล สำหรับตน นักเรียนจะได้รับการพัฒนาทักษะที่สำคัญ คือ ทักษะการเรียนรู้ 1.2 ระดับผู้ประกอบวิชาชีพ (Professional Level) ประกอบด้วยครูผู้สอนและผู้บริหารของ โรงเรียนโดยใช้ฐานของ “ชุมชนแห่งวิชาชีพ” เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ของชุมชน จึงเรียกว่า “ชุมชน การ เรียนรู้ทางวิชาชีพ” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกคนในโรงเรียนร่วมกันพิจารณาทบทวนเรื่องนโยบาย การปฏิบัติ และกระบวนการบริหารจัดการต่าง ๆ ของโรงเรียนใหม่อีกครั้ง โดยยึดหลักในการปรับปรุง แก้ไข สิ่งเหล่านี้ เพื่อให้สามารถบริการด้านการเรียนรู้แก่นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิผล อีกทั้งเพื่อให้การ ปรับปรุง แก้ไขดังกล่าว นำมาสู่การสนับสนุนการปฏิบัติงานวิชาชีพของครูผู้สอน และผู้บริหารให้มี คุณภาพและประสิทธิผลสูงยิ่งขึ้น มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมของการทำงานที่ดีต่อกันของทุกฝ่าย 1.3 ระดับการเรียนรู้ของชุมชน (Learning Community Level) ครอบคลุมถึง ผู้ปกครอง สมาชิกชุมชนและผู้นำชุมชน โดยบุคคลกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีส่วนเข้ามาร่วมสร้าง และผลักดัน วิสัยทัศน์ ของโรงเรียนให้บรรลุผลตามเป้าหมาย กล่าวคือ ผู้ปกครองนักเรียน ผู้อาวุโสในชุมชนตลอดจนสถาบัน ต่าง ๆ ของชุมชนเหล่านี้ ต้องมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเป้าหมายการเรียนรู้ของชุมชนและโรงเรียน กล่าวคือ ผู้ปกครองมีส่วนร่วมทางการศึกษาได้โดยการให้การดูแลแนะนำการเรียนที่บ้านของนักเรียน รวมทั้งให้การสนับสนุนแก่ครูและผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้ ให้แก่บุตรหลานของตน ผู้ อาวุโสในชุมชนสามารถเป็นอาสาสมัครถ่ายทอดความรู้ ซึ่งในรายวิชานี้จะให้ความสำคัญกับชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพระดับนี้ 2. ระดับกลุ่มเครือข่าย (Network Level) คือ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ขับเคลื่อนใน ลักษณะการรวมตัวกันของกลุ่มวิชาชีพจากองค์กร หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่มุ่งมั่นร่วมกันสร้างชุมชน เครือข่าย ภายใต้วัตถุประสงค์ร่วม คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งเสริม สนับสนุน ให้กำลังใจ สร้าง ความสัมพันธ์และพัฒนาวิชาชีพร่วมกัน อาจมีเป้าหมายที่เป็นแนวคิดร่วมกันอย่างชัดเจน สามารถแบ่ง ได้ 2 ลักษณะ คือ
42 2.1 กลุ่มเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบัน คือ การตกลงร่วมมือกันในการพัฒนาวิชาชีพ ครูระหว่างสถาบัน โดยมองว่าการร่วมมือกันของสถาบันต่าง ๆ จะทำให้เกิดพลังการขับเคลื่อน การ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพ การแลกเปลี่ยนหรือร่วมลงทุนด้านทรัพยากร และการเกื้อหนุนเป็น กัลยาณมิตร คอยสะท้อนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เช่น การจัดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นกลุ่มของ โรงเรียนในประเทศสิงคโปร์เพื่อร่วมพัฒนาแลกเปลี่ยนและสะท้อนร่วมกันทางวิชาชีพ เป็นต้น 2.2 กลุ่มเครือข่ายความร่วมมือของสมาชิกวิชาชีพครูคือ การจัดพื้นที่เปิดกว้างให้สมาชิก วิชาชีพครูที่มีอุดมการณ์ร่วมกันในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเองเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิง คุณภาพของผู้เรียนเป็นหัวใจสำคัญ สมาชิกที่รวมตัวกัน ไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับสังกัด แต่จะตั้งอยู่บนความ มุ่งมั่น สมัครใจ ใช้อุดมการณ์ร่วมเป็นหลักในการรวมกันเป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เช่น ชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ “ครูเพื่อศิษย์” ของมูลนิธิสดศรี สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) ที่สร้างพื้นที่ส่วนกลางสำหรับ วิชาชีพครูให้จับมือร่วมกันเป็นภาคี ร่วมพัฒนา “ครูเพื่อศิษย์” มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย เป็นต้น 3. ระดับชาติ (The national Level) คือ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่เกิดขึ้น โดยนโยบาย ของรัฐที่มุ่งจัดเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของชาติเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ของวิชาชีพ โดยความร่วมมือของ สถานศึกษา และครู ที่ผนึกกำลังร่วมกันพัฒนาวิชาชีพภายใต้การ สนับสนุนของรัฐ เช่น นโยบายวิสัยทัศน์เพื่อความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการประเทศสิงคโปร์ (MOE) (2009) รัฐจัดให้มีชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพชาติสิงคโปร์เพื่อมุ่งหวังขับเคลื่อนแนวคิด “สอนให้ น้อย เรียนรู้ให้มาก” (Teach less, learn more) ให้เกิดผลสำเร็จ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในรายวิชา 366412 ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชน จะมุ่งเน้น ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) สามารถแบ่งระดับได้ 3 ระดับ คือ ระดับสถานศึกษา ในระดับการ เรียนรู้ของชุมชน (Learning Community Level) ที่ครอบคลุมถึง ผู้ปกครอง สมาชิกชุมชนและผู้นำ ชุมชนเป็นสำคัญ 5. ประโยชน์ของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษา Hord (1997) ได้สรุปประโยชน์ของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษามาเป็นประเด็น ย่อ ๆ ดังนี้ ประโยชน์ต่อครูผู้สอน 1. ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวในงานสอนของครูลง 2. เพิ่มความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียนมากขึ้น โดยเพิ่มความ กระตือรือร้น ที่จะปฏิบัติให้บรรลุพันธกิจอย่างแข็งขัน 3. รู้สึกว่าต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อพัฒนาการโดยรวมของนักเรียน และร่วมกันรับผิดชอบ เป็น กลุ่มต่อผลสำเร็จของนักเรียน 4. รู้สึกเกิดสิ่งที่เรียกว่า “พลังการเรียนรู้ (Powerful learning)” ซึ่งส่งผลให้การปฏิบัติการ สอนในชั้นเรียนของตนมีผลดียิ่งขึ้น กล่าวคือ มีการค้นพบความรู้และความเชื่อใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับวิธีการ สอนและตัวผู้เรียนซึ่งตนไม่เคยสังเกตหรือสนใจมาก่อน
43 5. เข้าใจในด้านเนื้อหาสาระที่ต้องสอนได้แตกฉานยิ่งขึ้น และรู้ว่าตนเองควรแสดงบทบาทและ พฤติกรรมการสอนอย่างไร จึงจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุดตามเกณฑ์ที่คาดหมาย 6. รับทราบข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อวิชาชีพได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วขึ้นส่งผล ดีต่อการปรับปรุงพัฒนางานวิชาชีพของตนได้ตลอดเวลา ครูเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างแรงบันดาลใจต่อ การเรียนรู้ให้แก่นักเรียนต่อไป 7. งานน้อยลง 8. เพิ่มความพึงพอใจเพิ่มขวัญกำลังใจต่อการปฏิบัติงานสูงขึ้น และลดอัตราการลาหยุดมี ความก้าวหน้าในการปรับเปลี่ยนวิธีสอน ให้สอดคล้องกับลักษณะผู้เรียนได้อย่างเด่นชัด และรวดเร็วกว่า ที่พบในโรงเรียนแบบเก่า 9. มีความผูกพันที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้ปรากฏอย่างเด่นชัดและยั่งยืน 10. มีความประสงค์ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบต่อปัจจัยพื้นฐานด้านต่าง ๆ ประโยชน์ต่อผู้เรียน 1. ลดอัตราการตกซ้ำชั้น และจำนวนชั้นเรียนที่ต้องเลื่อนหรือชะลอการสอนให้น้อยลง 2. อัตราการขาดเรียนลดลง 3. มีผลการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้นเด่นชัด ปรากฏให้เห็นทั่วไปโดยเฉพาะในแทบทุกโรงเรียน มัธยมศึกษาขนาดเล็ก 4. มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวิชาการอ่าน ที่สูงขึ้นอย่างเด่นชัด เมื่อเทียบกับโรงเรียนแบบเก่า 5. มีความแตกต่างด้านผลสัมฤทธิ์การเรียนระหว่างกลุ่มนักเรียนที่มีภูมิหลังไม่เหมือนกัน ลดลง ชัดเจน 6. การนำกระบวนการนำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปสู่ การปฏิบัติในสถานศึกษา ในการพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ได้นั้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ “ชุมชน แห่งวิชาชีพ หรือ Professional Community” เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับการปฏิสัมพันธ์ของมวล สมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพครูของโรงเรียน เกี่ยวกับเรื่องการให้ความดูแลและพูดถึงการปรับปรุงผลการ เรียนของนักเรียน ตลอดจนงานทางวิชาการของโรงเรียน และเนื่องจากครูส่วนใหญ่ในแทบทุกประเทศ มักเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว ในการปฏิบัติงานสอนของตน ดังนั้น การมี “ชุมชนแห่งวิชาชีพ” เกิดขึ้นใน โรงเรียนจึงช่วยคลี่คลายปัญหาดังกล่าว เพราะทำให้ครูมีโอกาสพูดคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนเป็นต้น เรวดี ชัยเชาวรัตน์ (2558) ได้กล่าวถึง แนวทางการกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปสู่ การปฏิบัติในสถานศึกษานั้นจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างของโรงเรียน ตลอดจน จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของโรงเรียน โดยกิจกรรมของชุมชนแห่งวิชาชีพในโรงเรียนควร ประกอบด้วย 1) การมีโอกาสเสวนาใคร่ครวญ (Reflective Dialogue) ระหว่างกัน 2) การเปิดกว้างให้มี การปฏิสัมพันธ์ในหมู่ครูผู้สอนมากขึ้นเพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยวในงานสอนของครู 3) การรวมกลุ่มเพื่อ เน้นเรื่องการเรียนรู้ของนักเรียน 4) การร่วมมือร่วมใจกันในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 5) การ
44 แลกเปลี่ยนในประเด็นที่เป็นค่านิยมและปทัสถานร่วม (Shared Values and Norms) ดังจะกล่าว ใน แต่ละประเด็น ดังนี้ 1. การเสวนาใคร่ครวญ (Reflective Dialogue) ระหว่างกันซึ่งเป็นการนำเอาประเด็นปัญหา ที่พบเห็น จากการปฏิบัติงานด้านการเรียนการสอนของครูขึ้นมาพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างกันช่วยให้แต่ ละคนได้วิเคราะห์และสะท้อนมุมมองของตนในประเด็นนั้นต่อกลุ่มเพื่อนร่วมงาน ทำให้ทุกคนได้มีโอกาส เกิดการเรียนรู้ และได้ข้อสรุปต่อปัญหาจากหลากหลายมุมมองยิ่งขึ้น บรรยากาศเช่นนี้ก่อให้เกิดความ ร่วมมือร่วมใจขึ้นในคณะครูผู้สอน เพื่อช่วยกันปรับปรุงด้านการเรียนการสอนให้มีผลดียิ่งขึ้น แต่กิจกรรม นี้จะสำเร็จราบรื่นได้ก็ต่อเมื่อแต่ละคนต้องยอมเปิดใจกว้าง รับฟังการประเมินจากเพื่อร่วมกลุ่มระหว่าง การสนทนาเชิงสร้างสรรค์ดังกล่าว 2. การลดความโดดเดี่ยวระหว่างปฏิบัติงานสอน ของครู (DE Privatization of Instructional Practices) เป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครู โดยที่ครูมีโอกาส แสดงบทบาททั้งเป็นผู้ให้ข้อมูลและได้แสดงบทบาทการเป็นที่ปรึกษา (Advisor) การเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) หรืออาจเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) ก็ได้ ในระหว่างที่ให้ความช่วยเหลือเพื่อนด้วยกัน ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า วิชาชีพครูแตกต่างกับวิชาชีพอื่นตรงที่ ผู้ปฏิบัติมักทำงานในลักษณะโดดเดี่ยว ตามลำพัง ซึ่งเป็นผลให้ครูไม่สามารถที่จะเรียนรู้จากผู้อื่นได้ และขาดประโยชน์ที่จะได้รับผลการ วิเคราะห์และการให้ข้อมูลป้อนกลับด้านการสอนจากผู้อื่นที่มีต่องานสอนของตน ด้วยเหตุนี้ ถ้าผู้นำ สถานศึกษาต้องการให้เกิดกิจกรรมการเสวนาใคร่ครวญระหว่างครูขึ้น ก็จำเป็นต้องพิจารณาให้มีการ เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการโดดเดี่ยวในการสอนของครูให้ได้เสียก่อน 3. รวมกลุ่มเพื่อมุ่งเน้นที่การเรียนรู้ของนักเรียน (Collective Focus on Student Learning) เป็นกิจกรรมที่ดีมากแต่ยุ่งยากตรงประเด็นให้ครูเกิด “จุดมุ่งเน้น” อย่างไรก็ตาม ถ้าถือว่า การมีชุมชนแห่งวิชาชีพคือ ลักษณะสำคัญของโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ ที่มีเจตจำนงมุ่งสร้างผลลัพธ์คือ การเรียนรู้ของนักเรียนให้สูงขึ้นแล้ว ก็ต้องให้ความสำคัญอันดับแรกกับกิจกรรมที่สร้างความงอกงามของ ผู้เรียนซึ่งค่อนข้างยากลำบากอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ การที่ชุมชนแห่งวิชาชีพมีกิจกรรมให้ครูได้มาเสวนา ใคร่ครวญ (Reflective Dialogue) เพื่ออภิปรายและวิเคราะห์ด้านหลักสูตร และกลยุทธ์ด้านการสอน ของครู ซึ่งแม้จะใช้เวลามากก็ตาม แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ผลดียิ่งขึ้น และ เพื่อที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Starting Learners) ได้ต่อไป 4. สร้างจุดเริ่มแห่งความร่วมมือร่วมใจ (Collaboration Starts) เมื่อครูหลุดพ้นจากสภาพ การต้องทำงานแบบโดดเดี่ยว และสามารถแสวงหาความเชี่ยวชาญจากเพื่อนคนอื่นที่อยู่ในชุมชนวิชาชีพ ของตนได้แล้วก็ตาม แต่ความเป็นมืออาชีพของครูก็อาจไม่สามารถบรรลุได้ถ้าครูยังขาดการปรับปรุง และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ดังนั้น ความร่วมมือร่วมใจทางวิชาชีพต่อกันของครู จะ ก่อให้เกิดพลังในการร่วมวิเคราะห์ปัญหา และความต้องการอันซับซ้อนของผู้เรียนแต่ละคนได้ บรรยากาศแห่งความร่วมมือร่วมใจกันนี้จะช่วยเสริมการปฏิบัติงานประจำวันของครูแต่ละคนได้อย่าง ถาวร
45 5. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านค่านิยม และปทัสถานร่วม (Shared Values and Norms) เมื่อบุคคลต่าง ๆ ในวิชาชีพทั้งครูผู้สอน ครูแนะแนว ครูนิเทศ และผู้บริหารมาร่วมกันในชุมชนแห่ง วิชาชีพแล้ว ในประเด็นนี้ จะเห็นว่า การสร้างค่านิยมและปทัสถานร่วมกันของคนในวิชาชีพที่อยู่ใน โรงเรียนแห่งการเรียนรู้ดังกล่าว ด้วยความเป็นมืออาชีพของบุคคลเหล่านี้จะพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า อำนาจ เชิงคุณธรรม (Moral Authority) ขึ้นเป็นแนวทางของการอยู่ร่วมกันแทนที่การใช้อำนาจเชิงกฎหมาย หรืออำนาจโดยตำแหน่ง (Position Authority) ซึ่งไม่เหมาะสมกับชุมชนแห่งวิชาชีพ ความจำเป็นต้อง ปรับโครงสร้างใหม่ของโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ ให้สามารถรองรับการเกิดชุมชนแห่งวิชาชีพ เนื่องจาก โรงเรียนส่วนใหญ่ถูกออกแบบโครงสร้างเป็นแบบราชการ (Bureaucratic Organization) ที่มีสายงาน บังคับบัญชาด้วยอำนาจโดยตำแหน่งที่ลดหลั่นตามลำดับลงมา กล่าวคือ มีกฎระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ มามากมายที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีลักษณะตึงตัว และใช้ได้ดีในอดีตที่เป็นโลกยุค อุตสาหกรรม แต่กลับเป็นอุปสรรคสำคัญในโลกแห่งยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ที่ต้องการมีโครงสร้าง องค์การที่ยืดหยุ่นคล่องตัวได้สูง พร้อมที่จะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความเป็นไปได้ของชุมชนแห่งวิชาชีพที่จะเกิดขึ้นในโรงเรียนได้นั้น โครงสร้างองค์การของโรงเรียนแห่งการเรียนจึงจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข (Louis et al, 1994) ได้แก่ประเด็นต่อไปนี้ 1. การกำหนดตารางเวลาว่างเพื่อการพบปะถกปัญหา (Time to meet and discuss) มีผลการวิจัยเรื่องความมีประสิทธิผลของโรงเรียนและครูผู้สอน ชี้ชัดว่า การจัดสรรเวลาพิเศษเพื่อให้ครู ได้ปรึกษาหารือระหว่างกันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะปกติของการจัดชั่วโมงสอน เมื่อหมดการ สอนแต่ละคาบเวลา ครูจะต้องเคลื่อนย้ายการสอนจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งตลอดเวลา จึงไม่มีโอกาส ที่ครูจะได้พบปะเพื่อแสวงหาความร่วมมือทางวิชาชีพซึ่งกันและกันได้ ทั้งที่ครูเหล่านี้จำเป็นต้องร่วมกัน พิจารณาหากลยุทธ์ใหม่ๆ ด้านการสอน ที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้การจัดตารางเวลาที่ว่างตรงกันเพื่อให้ครู ได้ปฏิสัมพันธ์ จึงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นถ้าต้องการให้ความร่วมมือร่วมใจของครูเกิดขึ้น 2. การกำหนดขนาดของชั้นเรียน (Class size) มีผลงานวิจัยระบุว่า ถ้าจำนวนนักเรียนในชั้นเรียน น้อยลงได้เท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิผลของการเรียนรู้ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในห้องเรียนที่มีครูเพียงหนึ่งคนนั้น ครู สามารถที่จะดูแลนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิผลได้ในจำนวนที่จำกัด แม้ว่าจะไม่สามารถกำหนดจำนวน นักเรียนที่เหมาะสมแน่นอน แต่การขยายจำนวนนักเรียนต่อชั้นมากขึ้น ย่อมเพิ่มภาระและความ ยากลำบากแก่ครูที่จะดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างทั่วถึง 3. การเพิ่มอำนาจความรับผิดชอบแก่ครู และการให้อิสระแก่โรงเรียน (Teacher empowerment and school autonomy) การเพิ่มอำนาจความรับผิดชอบแก่ครูเป็นปัจจัยที่จำเป็น เนื่องจากช่วยสร้างความรู้สึกมั่นใจต่อการปฏิบัติงานในชั้นเรียนที่ตนรับผิดชอบได้ดีขึ้น การเพิ่มอำนาจ ความรับผิดชอบแก่ครู ยังสอดคล้องกับแนวทางบริหารจัดการร่วม (Shared governance) ซึ่งเป็น คุณลักษณะหนึ่งที่จำเป็นของโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ ในขณะเดียวกันโรงเรียนแต่ละแห่งของเขตพื้นที่ การศึกษาก็ควรมีความอิสระ (Autonomy) อย่างเพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใน โรงเรียนได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้เขตพื้นที่การศึกษาจึงควรร่วมกับโรงเรียนต่าง ๆ ในการ จัดทำวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์รวมแบบกว้างของเขตพื้นที่การศึกษา จากนั้นจึงให้อิสระแต่ ละโรงเรียนไปจัดทำรายละเอียดที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน และความต้องการของครูผู้สอน และ
46 ผู้นำสถานศึกษาแต่ละแห่ง ที่จะริเริ่มสิ่งใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนของตน ใน เรื่องนี้นักการศึกษาส่วนใหญ่เชื่อว่า ไม่มีวิธีสอนใดหรือวิธีบริหารจัดการใดที่ดีที่สุด แต่พบว่า จากการใช้ เท คนิควิธีในการเสวนาใคร่ครวญ (Reflective dialogue) การท ำงานแบบ ร่วมมือร่วมใจ (Collaboration) และการสร้างปทัสถานและค่านิยมร่วม (Shared norms and values) แล้วจะช่วย ส่งเสริมความสามารถในการรับมอบอำนาจความรับผิดชอบของครูต่อการปฏิบัติงานได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับการให้อิสระแก่นักเรียนหรือที่เรียกว่า “การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานหรือ Sitebased management” เพื่อความอิสระในการตัดสินใจต่าง ๆ ของโรงเรียนได้เองนั้น เป็นมาตรการที่ ควรได้ระบุชัดเจนในกรอบนโยบายของเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งนี้มิได้หมายความว่า จะต้องให้อิสระแก่ โรงเรียนและครูโดยสิ้นเชิง แต่ควรจัดทำเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันที่อยู่ภายใต้กรอบนโยบายรวมของเขต พื้นที่การศึกษา และขึ้นอยู่ที่ขีดระดับความสามารถของครูในแต่ละโรงเรียน ที่จะสามารถสนองตอบและ รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดีเพียงไร ด้วยเงื่อนไขด้านการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์การ (Professional community culture) วัฒนธรรมองค์การเป็นระบบความเชื่อที่สมาชิกขององค์การยึดถือร่วมกัน ตัวอย่างเช่น ถ้า ครูผู้สอน ทุกคนและผู้นำของโรงเรียนมีความเชื่อว่า “มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพเพียงพอที่จะเรียนรู้ได้” ความเชื่อเช่นนี้จะทำให้สมาชิกของโรงเรียนพยายามที่จะสร้างสภาพแวดล้อมและแสวงวิธีการเรียนการ สอนใหม่ ๆ อย่างหลากหลาย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อนักเรียนแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ให้ สามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนได้สูงสุด เป็นต้น ในชุมชนแห่งวิชาชีพก็เช่นกัน สมาชิกแต่ละ คนจะยึดเหนี่ยวต่อกันด้วยระบบค่านิยม ความเชื่อและปทัสถานร่วมกัน ให้เกิดการดำรงอยู่ของชุมชน แห่งวิชาชีพของตน อย่างไรก็ตาม มีวัฒนธรรมองค์การแบบเดิมหลายประการที่ควรได้รับการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้เหมาะต่อการเป็นชุมชนแห่งวิชาชีพ ได้แก่ 1. ลดความเป็นองค์การที่ยึด “วัฒนธรรมแบบราชการ หรือ Bureaucratic culture” กฎระเบียบคำสั่งต่าง ๆ แบบตึงตัวในการปฏิบัติงาน และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกผู้ปฏิบัติงานไปสู่ การเน้น “วัฒนธรรมแบบกัลยาณมิตรทางวิชาการหรือ Collegial culture” ซึ่งเน้นวิธีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิก ที่ยึดถือค่านิยมเชิงคุณธรรมจริยธรรม (Moral and ethical cultures) เช่น การเอื้อ อาทร ห่วงใย ช่วยเหลือและร่วมมือต่อกันในการปฏิบัติงาน และการดำเนินชีวิตประจำวันของสมาชิก เป็นต้น 2. สร้างเสริมวัฒนธรรมแห่ง “ความไว้วางใจ (Trust) และความนับถือ (Respect)” ในมวล หมู่สมาชิกของชมรมแห่งวิชาชีพ กล่าวคือ ความนับถือ หมายถึง การรู้จักให้เกียรติและยอมรับในความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญของผู้อื่น ส่วนความไว้วางใจ หมายถึง ระดับคุณภาพของความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลของมวลสมาชิก ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเป็นผลที่มาจากการที่สมาชิกได้มี กิจกรรมการเสวนาอย่างใคร่ครวญ (Reflective dialogue) และการร่วมมือร่วมใจ (Collaboration) ระหว่างกัน ดังนั้น การสร้างความไว้วางใจและความนับถือต่อกันจึงเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อการ สร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างสมาชิก โดยแนวคิดดังกล่าวนี้สามารถขยายกรอบให้กว้างขวางออกไปจน ครอบถึงผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ทั้งหลาย เช่น ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ตลอดจนสมาชิก ของหน่วยงานทั้งหลายที่เป็นชุมชนแวดล้อมของโรงเรียน เป็นต้น โดยที่บุคคลเหล่านี้ให้การยอมรับว่า การศึกษาและการเรียนรู้เป็นความรับผิดชอบร่วมของทุก ๆ คนในชุมชน
47 3. การสร้างวัฒนธรรมการใช้ทักษะด้านการคิดและใช้สติปัญญาเป็นฐาน (A cognitive skill base) วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง (Profession) ที่ต้องใช้ความรู้ การคิดและการใช้สติปัญญาเป็น เครื่องมือสำคัญในการประกอบวิชาชีพ ครูผู้สอนจึงต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ต้องเป็น Life – long learners และต้องเป็นผู้เรียนรู้ร่วมไปกับนักเรียนที่ตนสอน ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรมเชิงความคิดของครูที่ ต้องปรับปรุงใหม่ ก็คือ เปลี่ยนความเชื่อที่ว่า ตนเป็นผู้สอน (Teaching) ไปเป็นผู้เรียนรู้ (Learning) แทน จึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้จัดสรรประสบการณ์การเรียนรู้ ที่หลากหลายให้กับผู้เรียน พร้อมทั้งพยายามสร้างความตระหนักให้ผู้เรียนรู้จักรับผิดชอบในการใฝ่หา ความรู้ด้วยตนเองอยู่เป็นประจำเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเรียนของตน 4. สร้างวัฒนธรรมการชอบริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (Openness to innovation) ในชุมชน แห่งวิชาชีพ สมาชิกทุกคนต้องส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันในการค้นคว้าและริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะต้องเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ใหม่ (Knowledge creation) กล่าวคือ ครูผู้สอนจะต้องได้รับการ สนับสนุนในการออกแบบการสอนใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับภาวะแวดล้อมที่ข้อมูลสารสนเทศเกิดขึ้น มากมายอย่างรวดเร็ว ต้องค้นหาว่าจะมีวิธีการเรียนรู้ได้ดีที่สุดในภาวะเช่นนี้ได้อย่างไร ข้อมูลสารสนเทศ ที่เกิดขึ้นมากมายจะส่งผลกระทบต่อหลักสูตร และความต้องการของผู้เรียนซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลาเช่นกันได้อย่างไร การที่จะทำให้สมาชิกเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้นั้น ผู้นำองค์การ จำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมการกล้าเสี่ยง (Taking risks) ชอบการทดลอง (Experiment) เพื่อหาแนวทาง ปรับปรุงการเรียนรู้ของนักเรียน ทั้งนี้สมาชิกของชุมชนแห่งวิชาชีพต้องไม่ถือว่าความผิดพลาดที่ได้จาก การทดลอง คือ ความล้มเหลว แต่ต้องถือว่าข้อผิดพลาดที่ได้ดังกล่าวเป็นโอกาสดีที่จะได้เกิดการเรียนรู้ ใหม่เพิ่มเติมและ “ถือว่าผิดเป็นครู” ไม่เป็นเรื่องที่ควรตำหนิ แต่เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนให้กำลังใจเพื่อ จะได้ค้นหาคำตอบที่เหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ควรปรับปรุงระบบเน้นการให้ความดีความชอบแก่ สมาชิกที่ชอบทดลองค้นคว้าหานวัตกรรมและริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่โรงเรียนอีกด้วย 5. ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้นำ (Supportive leadership) การที่ครูผู้สอน และผู้นนำสถานศึกษาได้ทำงานร่วมกันในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพแล้วก็มีคำถามตามมาว่า แล้วจะ เพิ่มจำนวนโรงเรียนที่มีชุมชนดังกล่าวให้มากขึ้นได้อย่างไร กระบวนทัศน์ทางการศึกษา ที่เปลี่ยนไปบ่งชี้ ว่า ทั้งบรรดาครูผู้สอนทั้งหลายและสาธารณชน จำเป็นต้องร่วมกันกำหนดบทบาทใหม่ ที่เหมาะสมของ ครู โดยต้องทบทวนที่ต้องให้ครูใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันอยู่หน้าชั้นเรียน และอยู่กับนักเรีย น ตลอดเวลานั้น ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบเรื่อง การใช้เวลาของครูผู้สอนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ปรากฏผลออกมาชัดเจนว่าในหลายประเทศ เช่น ในญี่ปุ่น พบว่า ครูมีชั่วโมงสอนน้อยลง และมีโอกาสได้ ใช้เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ไปกับการจัดทำแผนเตรียมการสอน การประชุมปรึกษาหารือกับเพื่อนร่วมงาน การให้คำปรึกษาและทำงานกับนักเรียนเป็นรายบุคคล การแวะเยี่ยมชั้นเรียนอื่นเพื่อสังเกตการณ์เรียน การสอน และการได้ใช้เวลาไปเพื่อกิจกรรมต่าง ๆ ด้านการพัฒนาวิชาชีพของครูมากขึ้น (Darling Hammond, 1994) เป็นต้น การที่จะให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นได้นั้น จำเป็นต้องสร้างความตระหนัก และให้มุมมอง ใหม่ต่อสาธารณชน และวงการวิชาชีพครูที่ต้องเน้นและเห็นคุณค่าของความจำเป็นต้องพัฒนาครูให้มี ความเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น ถ้าหากต้องการคุณภาพการศึกษาของนักเรียน ดังที่มีผู้กล่าวว่า “ครูต้องเป็น บุคคลแรกที่ต้องเป็นนักเรียน (Teacher are the first learners) โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมใน
48 ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิผลมากขึ้น และช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาของนักเรียนสูงตามไปด้วย นั่นคือความปรารถนาใฝ่ฝันของบุคคลฝ่ายที่มิอาจปฏิเสธได้ 7. กรณีศึกษาการนำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปสู่การปฏิบัติ ในสถานศึกษา กรณีศึกษาที่ 1 รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศด้วยกระบวนการสร้าง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนอนุบาลวัดคลองใหญ่ (2022) 1. ลักษณะสำคัญ เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการสร้างชุมชน แห่งการเรียนรู้ขับเคลื่อนการพัฒนาครูเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ไปยังผู้เรียน โดยใช้แนวคิด ศาสตร์พระราชา (เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา) แนวคิดระบบการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง และการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้น แนวคิด ห้องเรียนคุณภาพ และการมุ่งสู่คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ด้านผู้เรียน ด้านกระบวนการบริหาร จัดการ และการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2. จุดเด่น เป็นการบริหารจัดการสถานศึกษาเชิงระบบที่มีการพัฒนาโดยใช้วงจรคุณภาพควบคุม การทำงาน โดยกำหนดปัจจัยนำเข้าคุณภาพอันได้แก่ ครูและการสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ การ ตรวจสอบที่มีคุณภาพและการประเมินที่มีคุณภาพ ขับเคลื่อนโดย PLC และระบบการชี้แนะและการเป็น พี่เลี้ยงระหว่างนักการศึกษา ผู้บริหารและครู 3. การนำไปใช้ ใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษาเชิงระบบ และมีส่วนร่วมจากหน่วยงาน สนับสนุน หลักการ แนวคิด ทฤษฎีพื้นฐานของนวัตกรรม/องค์ความรู้ในการพัฒนาผู้เรียน แนวคิดที่ใช้ในการพัฒนานวัตกรรมประกอบด้วย 4 แนวคิดหลัก 1. วงจรคุณภาพเดมมิ่ง (PDCA) ใช้ในการควบคุมคุณภาพของกระบวนการ 2. การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ใช้ขับเคลื่อนการสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับครูในการพัฒนาคูณภาพตนเองและคุณภาพผู้เรียน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้ระบบการชี้แนะและเป็นพี่เลี้ยงสู่การจัด กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน 3. จัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงห้องเรียนให้เป็นห้องเรียนคุณภาพ 5 ด้าน คือ 1) นำการเปลี่ยนแปลงสู่ห้องเรียน จัดบรรยากาศเอื้อต่อการเรียน 2) ออกแบบการจัดการเรียนรู้อิงมาตรฐาน 3) การวิจัยในชั้นเรียน 4) การใช้ ICT เพื่อการสอนและสนับสนุนการสอน 5) การสร้างวินัยเชิงบวก ไม่ใช้ความรุนแรงและเคารพในศักดิ์ศรี 4. การพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ครูจะต้องปฏิบัติงานโดยมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพ ตามมาตรฐานการศึกษา ตามระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 3 มาตรฐาน คือ คุณภาพ
49 ของผู้เรียน กระบวนการบริหารและการจัดการ และกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ กระบวนการสร้างนวัตกรรม/องค์ความรู้สำคัญในการพัฒนาผู้เรียน 1) ข้อมูลพื้นฐาน (ปัญหาผู้เรียน/บริบทผู้เรียน) โรงเรียนอนุบาลวัดคลองใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด เป็นโรงเรียน ที่อยู่ในพื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา นักเรียนของโรงเรียนร้อยละ 30 เป็นผู้อพยพติดตามผู้ปกครองชาว กัมพูชา ไม่มีสัญชาติไทย และมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำความเข้าใจระหว่างโรงเรียน ครู และ ผู้ปกครอง จึงทำให้การบริหารจัดการศึกษาในบางตัวบ่งชี้ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายและมาตรฐานการ เรียนรู้ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่ามีปัญหาที่สำคัญของการจัดการศึกษาของ โรงเรียนอนุบาลวัดคลองใหญ่ มีดังนี้ 1) คุณภาพของผู้เรียน พบว่า ผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ยังต้องเร่งพัฒนาทางด้าน การนำเสนอการอภิปรายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสมเหตุสมผล และต้องพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ตามสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ส่วนผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ยังต้องได้รับการส่งเสริม ในด้านทัศนคติที่ดีต่อความเป็นไทย ไม่หลงใหลไปกับค่านิยมต่างชาติจนเกิดการลอกเลียนแบบ ซึ่งทำให้ ลืมวัฒนธรรมอันดีงามของไทย 2) กระบวนการบริหารและการจัดการ พบว่า ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นใน การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนน้อย 3) กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พบว่า ครูยังขาดการนำภูมิปัญญา ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และควรให้ข้อมูล ย้อนกลับแก่ผู้เรียนที่นที่เพื่อให้ผู้เรียนนำข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น 2) แรงบันดาลใจในการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน สภาพปัญหาของโรงเรียนอนุบาลวัดคลองใหญ่ ทำให้เกิดการกำหนดเป้าหมายของผู้เรียนคือ 1) เพื่อการบริหารจัดการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ 2) เพื่อยกระดับคุณภาพของผู้เรียนให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานการศึกษาที่สถานศึกษากำหนดไว้ ในระดับยอดเยี่ยม 3) เพื่อพัฒนากระบวนการบริหารและ การจัดการให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาที่สถานศึกษากำหนดไว้ในระดับยอดเยี่ยม และ 4) เพื่อ พัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาที่ สถานศึกษากำหนดไว้ในระดับยอดเยี่ยม จึงคิดหาแนวทางเพื่อพัฒนาในครั้งนี้ 3) แนวทางการนำองค์ความรู้ไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน การพัฒนานวัตกรรม ANUBAN-KYS (Professional Learning Community System) MODEL : รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาสู่ ความเป็นเลิศด้วยกระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนอนุบาล วัดคลองใหญ่ ดำเนินการภายใต้การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ควบคู่กับการบริหารงานด้วยระบบคุณภาพ ใช้เทคนิคกระบวนการควบคุมคุณภาพของเดมมิ่ง (PDCA) และทฤษฎีระบบ (System Theory) ดำเนินการโดยใช้วงจรเดมมิ่ง (PDCA) ในการควบคุมคุณภาพของกระบวนการ โดยการสร้างค่านิยมใน การทำงานที่เรียกว่า ANUBAN-KYS ดังนี้
50 A: Active ความกระตือรือร้นในการพัฒนาผู้เรียน N: Networking การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ U: Unity ความสามัคคี โดยมีเป้าหมายและทิศทางเดียวกัน B: Boost การส่งเสริม จะต้องมีทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็ม ศักยภาพและรอบด้าน A: Access การเข้าถึง และความพร้อมในการทำงานอยู่ตลอดเวลาและมีการทำงานแบบเชิงรุก N: Nourish การเอาใจใส่ จะต้องมีความรับผิดชอบและความเอาใจใส่ และปฏิบัติงานทุกงานด้วย ความตั้งใจ K: Knowledge การให้ความรู้ จะต้องมีความรอบรู้ ตลอดจนมีกลยุทธ์ในการถ่ายทอดความรู้ ให้กับ นักเรียนได้อย่างครบถ้วน Y: Yield การมุ่งเน้นผลผลิตที่มีคุณภาพ S: Social Equality การคำนึงถึงความเสมอภาคทางสังคม นักเรียนทุกคนของโรงเรียนจะต้อง ได้รับโอกาส และการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรแบบ ANUBAN-KYS นั้น เกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงการปฏิบัติงาน ของครูและผู้บริหาร โดยใช้การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ในการทำงานและสร้างความเข้าใจ เมื่อกำหนดค่านิยมในการทำงานแล้ว โรงเรียนได้ดำเนินการพัฒนาผู้เรียนภายใต้ศาสตร์พระราชา คือ เน้นการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ภูมิสังคม ระเบิดจากข้างใน การมีส่วนร่วม องค์รวม ทำตามลำดับขั้น ไม่ติดตำรา ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด โดยมีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอพียง และจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้ระบบการชี้แนะและเป็นพี่เลี้ยง สู่การจัดกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การเรียนรู้ตั้งคำถาม ฝึกให้เด็กตั้งคำถามสำคัญ รวมทั้งการคาดคะเนคำตอบ ด้วย การสืบค้นความรู้จากแหล่งต่างๆ และสรุปคำตอบชั่วคราว ขั้นตอนที่ 2 การเรียนรู้แสวงหาสารสนเทศ ขั้นตอนที่ 3 การเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ ขั้นตอนที่ 4 การเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร เป็นขั้นนำเสนอความรู้ด้วยการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ขั้นตอนที่ 5 การเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม เป็นขั้นตอนการฝึกเด็กให้นำความรู้ที่เข้าใจ นำการ เรียนรู้ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม จัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงห้องเรียนให้เป็นห้องเรียนคุณภาพ 5 ด้าน คือ 1. นำการเปลี่ยนแปลงสู่ห้องเรียน จัดบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ 2. ออกแบบการจัดการเรียนรู้อิงมาตรฐาน 3. การวิจัยในชั้นเรียน 4. การใช้ ICT เพื่อการสอนและสนับสนุนการสอน 5. การสร้างวินัยเชิงบวก ไม่ใช้ความรุนแรงและเคารพในศักดิ์ศรี
51 การพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ครูจะต้องปฏิบัติงานโดยมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพตาม มาตรฐานการศึกษา ตามระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 3 มาตรฐาน คือ คุณภาพของ ผู้เรียน กระบวนการบริหารและการจัดการ และกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ การขับเคลื่อนคุณภาพสู่มาตรฐาน ออกแบบระบบจัดทำแผนโครงการเพื่อสนับสนุนการพัฒนา คุณภาพของโรงเรียนเป็น 6 กลุ่ม 1) กลุ่มบริหารวิชาการ 2) กลุ่มบริหารงานบุคคล 3) กลุ่มบริหาร งบประมาณ 4) กลุ่มบริหารทั่วไป 5) กลุ่มบริหารกิจกรรมนักเรียน 6) กลุ่มบริหารสารสนเทศและ เทคโนโลยี 4) ข้อค้นพบ/คุณค่าต่อวิชาชีพจากการนำองค์ความรู้นำไปใช้ การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานวัตกรรม ANUBAN-KYS (Professional Learning Community System) MODEL เกิดจากการรวมตัว ร่วมใจ ร่วมพลังร่วมทำ และร่วมเรียนรู้ร่วมกัน ของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษา บนพื้นฐานวัฒนธรรมแบบกัลยาณมิตร สู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่ เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผลของผู้เรียนเป็นสำคัญ และความสุขของการทำงานร่วมกัน กระบวนการจัดการเรียนรู้/จัดกิจกรรม/นำองค์ความรู้ไปใช้ ครูได้มีการนำปัญหาที่พบจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เข้าสู่วง PLC มีการวิเคราะห์ปัญหาและมี การชี้แนะ วิธีการไปสู่การแก้ปัญหา ทั้งนี้องค์ประกอบสำคัญในการ PLC คือ จะมีนักการศึกษา ครู และ ผู้บริหาร รับรู้ปัญหาร่วมกัน และหาทางออกร่วมกันในการแก้ปัญหา ผลการใช้นวัตกรรม/องค์ความรู้สำคัญ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน องค์กร ชุมชน หน่วยงานคือ ด้านผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือในด้านความประพฤติ ด้านสุขภาพอนามัย มีสุขนิสัยสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี ได้แสดงออกถึงความสามารถด้านศิลปะ ดนตรี และกีฬาตามศักยภาพของตนเอง และมีเจตคติที่ดีต่อวิชาดนตรีตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุข สามารถร้อง เต้น และรำได้ ตาม ความถนัด สามารถบรรเลงรวมวงได้ และบรรเลงดนตรีบริการชุมชนได้ บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายมีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และรู้จักนำหลักธรรมไปใช้ใน ชีวิตประจำวันส่งผลดีต่อส่วนรวม ต่อตนเอง ชุมชนและประเทศชาติมีความรู้และมีทักษะในการแสวงหา ความรู้มากขึ้นสามารถนำแนวทาง วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่าง เหมาะสมและสามารถค้นคว้าหาความรู้ จากแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียนได้อย่างหลากหลาย ทำ ให้เกิดทักษะในการแสวงหาความรู้พร้อมทั้งนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ของตนเอง
52 เด็กปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลวัดคลองใหญ่มีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลเต็มศักยภาพ เด็กได้รับ ประสบการณ์ตรง เล่นและปฏิบัติอย่างมีความสุข ผู้เรียนสามารถอ่านออกและอ่านคล่องตามมาตรฐาน การอ่านในแต่ละระดับชั้น สามารถเขียนสื่อสารได้ดี รู้จักการวางแผนก่อนการทำงาน สามารถทำงาน ร่วมกับผู้อื่นได้ดีตามหลักประชาธิปไตย กล้าแสดงออก และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ สามารถ สืบค้นข้อมูลหรือแสวงหาความรู้จากสื่อและเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง รวมทั้งสามารถวิเคราะห์ จำแนก แยกแยะได้ว่าสิ่งไหนดี สำคัญ และจำเป็น รวมทั้งรู้เท่าทันสื่อ เทคโนโลยี และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว ผู้เรียนรับรู้และตระหนักถึงโทษและพิษภัยของสิ่งเสพติดชนิดต่าง ๆ ตลอดจนสามารถ ตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารที่สะอาดและมีประโยชน์ต่อตนเอง รักการออกกำลังกาย ผู้เรียน สามารถเล่นกีฬาได้อย่างน้อยคนละ ๑ ประเภท ตลอดจนยอมรับในกฎ กติกาของกลุ่ม ของโรงเรียน และของสังคม มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต รวมถึงผู้เรียนมีความเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล และระหว่างวัย ผู้เรียนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รวมถึงมีสมรรถภาพทางกายและน้ำหนักส่วนสูงตามเกณฑ์ ตลอดจนมีระเบียบวินัย ซึ่งเป็นไปตามอัตลักษณ์ของโรงเรียน และเป็นที่ยอมรับของชุมชนโดยรอบใน เรื่องระเบียบวินัย การเคารพกฎกติกา และมารยาทของสังคม ได้แก่ การเข้าแถวตักอาหารและซื้อ อาหาร การรับประทานอาหารกลางวัน การขอบคุณข้าวก่อนรับประทานทุกครั้ง เป็นต้น ด้านสถานศึกษา โรงเรียนมีการบริหารและการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ มีการใช้เทคนิคการประชุมที่ หลากหลายวิธี เช่น การประชุมแบบมีส่วนร่วม การประชุมระดมสมอง การประชุมกลุ่ม เพื่อให้ทุกฝ่ายมี ส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ที่ชัดเจน มีการปรับแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา แผนปฏิบัติการประจำปีที่สอดคล้องกับผลการจัดการศึกษา สภาพปัญหา ความต้องการพัฒนา และ นโยบายการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ตาม หลักสูตรสถานศึกษา ครูผู้สอนทุกคนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนมีการ ดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผล การดำเนินงาน และจัดทำรายงานผลการจัดการศึกษาอย่าง ต่อเนื่อง และโรงเรียนได้ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูล เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนพัฒนา คุณภาพสถานศึกษาต่อไปด้านครู ครูมีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการพัฒนาการสอนของตนเอง โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ โดยการคิดและได้ลงมือปฏิบัติจริง มีการใช้เทคนิควิธีการและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพิ่มขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และมีการให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนนำข้อมูลดังกล่าวไป พัฒนาตนเอง ตลอดจนมีการให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้จากสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วยตนเองอย่าง ต่อเนื่อง นอกจากนี้ผู้เรียนยังมีส่วนร่วมในการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ตลอดจนผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูทุกคนได้รับการตรวจประเมินพร้อมทั้งให้คำแนะนำจากฝ่ายสื่อ และนวัตกรรมของโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง
53 จุดเด่นของนวัตกรรม/องค์ความรู้สำคัญ นวัตกรรมเป็นรูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาเชิงระบบที่มีการพัฒนาโดยใช้วงจรคุณภาพ ควบคุมการทำงาน โดยกำหนดปัจจัยนำเข้าคุณภาพอันได้แก่ ครูและการสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ การตรวจสอบที่มีคุณภาพและการประเมินที่มีคุณภาพ ขับเคลื่อนโดย PLC และระบบการชี้แนะและการ เป็นพี่เลี้ยงระหว่างนักการศึกษา ผู้บริหารและครู เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยใช้ กระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ขับเคลื่อนการพัฒนาครูเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ไปยังผู้เรียน โดยใช้ แนวคิด ศาสตร์พระราชา (เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา) แนวคิดระบบการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง และการ จัดการเรียนรู้ 5 ขั้น แนวคิดห้องเรียนคุณภาพ และการมุ่งสู่คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ด้านผู้เรียน ด้านกระบวนการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ปัจจัยความสำเร็จของการนำนวัตกรรม/องค์ความรู้ในการจัดการเรียนรู้ไปใช้ ปัจจัยความสำเร็จของการนำนวัตกรรมไปใช้ประกอบด้วย 1. ความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการงานนโยบายสู่การปฏิบัติของผู้บริหาร 2. การเข้าถึงเจตนารมย์ร่วมกันของบุคลากรทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายบริหารและผู้พัฒนานักเรียนใน การมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ คุณภาพของผู้เรียน และคุณภาพของชั้นเรียน 3. ความพร้อมรับฟังข้อบกพร่อง พร้อมที่จะปรับปรุงและพัฒนาตนเอง และมีเจตคติเชิงบวกต่อ การพัฒนา 4. ความเข้าใจในกระบวนการพัฒนาและความต่อเนื่อง บริบทการนำนวัตกรรม/องค์ความรู้ไปใช้ ในการนำนวัตกรรมไปใช้ 1. ผู้บริหารจะต้องมีความรู้และความเข้าใจในการบริหารมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในการใช้รูปแบบ และมี ศักยภาพในการประสานความร่วมมือ ตลอดจนเอื้ออำนวยความสะดวกเพื่อการทำกิจกรรม 2. สถานศึกษาต้องสร้างความรู้และความเข้าใจเพื่อให้บุคลากรมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ คุณภาพของผู้เรียน และคุณภาพของชั้นเรียน 3. ครูต้องมีความพร้อมรับฟังข้อบกพร่อง พร้อมที่จะปรับปรุงและพัฒนาตนเอง และมีเจตคติเชิง บวกต่อการพัฒนา 4. บุคลากรทุกคนต้องทำงานด้วยความตั้งใจและมีความต่อเนื่องการต่อยอดเชื่อมโยงและบูรณา การการนำองค์ความรู้ไปใช้ แนวทางการประยุกต์ใช้ สามารถนำกระบวนการและระบบไปใช้กับสถานศึกษาได้เลยโดยรูปแบบของนวัตกรรมได้ กำหนดการวางปัจจัยนำเข้าของการพัฒนาไว้อย่างชัดเจนว่า มีอะไรบ้างและมีการขับเคลื่อนอย่างไรบ้าง จึงสามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการศึกษาในสถานศึกษาเพื่อสร้างความเป็นครูมืออาชีพและสร้าง โรงเรียนคุณภาพ
54 สรุปรายละเอียดความชัดเจน ความสมบูรณ์ขององค์ความรู้ องค์ความรู้มีความชัดเจนเห็นภาพของกระบวนการบริหารงานเชิงระบบ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลาย น้ำ คือ ใช้กระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้สู่การขับเคลื่อนการพัฒนาครูเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ไปยัง ผู้เรียนโดยใช้แนวคิดที่เกี่ยวข้องได้แก่ ศาสตร์พระราชา (เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา) แนวคิดระบบการชี้แนะ และการเป็นพี่เลี้ยง และการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้น แนวคิดห้องเรียนคุณภาพ และการมุ่งสู่คุณภาพตาม มาตรฐานการศึกษา ด้านผู้เรียน ด้านกระบวนการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ 8. เอกสารประกอบการเรียนรู้ ภาพที่ 2.1 คู่มือประกอบการอบรมการขับเคลื่อนกระบวนการ PLC (Professional Learning Community) “ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” สู่สถานศึกษา https://www.thaischool1.in.th/_files_school/94010001/data/94010001_1_20210916- 124154.pdf ..............................................................................................
55 9. คำถามทบทวน 1. ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพคืออะไร 2. ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพมีหลักการสำคัญอย่างไร 3. ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพมีประโยชน์อย่างไรกับการจัดการศึกษาของประเทศไทย 4. ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพระดับสถานศึกษาเป็นอย่างไร 5. ปัจจัยความสำเร็จของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) คืออะไร 6. ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเรียนรู้ระดับชุมชน
56
57 1.ความหมายของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 1.1 ความหมายของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน หมายถึง กระบวนการดําเนินงานของ โรงเรียนเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการ พัฒนาโรงเรียน เริ่มตั้งแต่การร่วมกําหนดนโยบายไปจนถึงการประเมินผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนการ ให้ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา ความสนับสนุนทางด้านทรัพยากรกําลังคน และทุน ทรัพย์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของโรงเรียน ในขณะเดียวกันก็มีความเจริญก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ทั้ง ของโรงเรียนและชุมชน 1.2 ความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 1) โรงเรียนได้รับความช่วยเหลือและความสะดวกในการดําเนินงาน 2) โรงเรียนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชน เพื่อการดําเนินงานของโรงเรียน 3) โรงเรียนได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากชุมชน ด้านการเงิน แรงงาน วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจน ความคิดเห็นหรือเสนองานในการปรับปรุงการดําเนินงานของโรงเรียน 4) โรงเรียนให้ความช่วยเหลือในด้านวิชาการและอื่น ๆ ที่เป็นการช่วยเหลือและมีส่วนร่วมในการ พัฒนาสังคม 5) ชุมชนสนับสนุนให้การดําเนินงานหลักของโรงเรียน คืองานวิชาการประสบผลสําเร็จ 6) สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีของหน่วยงาน รวมถึงการสร้างขวัญ และกําลังใจให้แก่ บุคลากรในการปฏิบัติงาน 7) ป้องกันและร่วมแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดําเนินงานของโรงเรียนที่อาจเกิดผลกระทบกับ ชุมชน 1.3 รูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชน (School – Community Relationship Models) 1) ต่างภารกิจ ต่างสังคม ต่างคน ต่างอยู่ เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่เปราะบางที่สุด ในลักษณะ ที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเอง โดยไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ไม่มีกิจกรรมใด ๆ ร่วมกัน มักจะเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชนในเมืองใหญ่ที่มีการแข่งขันสูงใน วิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเร่งรีบตลอดเวลา 2) พึ่งพาอาศัยตามภารกิจ วาระ โอกาส เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง กันเฉพาะในช่วงเวลาที่มีภารกิจร่วมกันเท่านั้น โดยฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือ และ
58 ฝ่าย อื่น ๆ ก็จะให้ความช่วยเหลือตามภารกิจ วาระ โอกาส ไม่มีความต่อเนื่องและพันธสัญญาใด ๆ ต่อ กันเมื่อ สิ้นสุดภารกิจ วาระ โอกาสต่าง ๆ เช่น โครงการผ้าป่าการศึกษาของโรงเรียนที่ต้องขอรับบริจาค เงินจากผู้ปกครอง และชุมชน โครงการโต๊ะจีนการกุศลของโรงเรียน เทศกาลประจำปีของชุมชนที่ต้อง ขอความช่วยเหลือจากโรงเรียนในด้านวัสดุ อุปกรณ์ สถานที่ แรงงาน เป็นต้น 3) ภาคีเครือข่าย พันธมิตร หุ้นส่วน เป็นความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งและยั่งยืนที่สุด เนื่องจากเป็น ความสัมพันธ์แบบประสานภารกิจของทุกภาคส่วนเป็นภารกิจเดียวกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมรับผิดชอบ ร่วมฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคในการดำเนินภารกิจต่าง ๆ ซึ่งเป็นภารกิจร่วมของโรงเรียน ผู้ปกครอง และ ชุมชน โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเป้าหมายเฉพาะภาคส่วน ของตนเอง คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่มีการ ประสานภารกิจระหว่างโรงเรียนและชุมชน เครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ คือ การวิจัย เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ซึ่งจะกล่าวถึงในบทที่ 6 ต่อไป 2. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับชุมชน คำว่า “ชุมชน (Community)” เป็นคำที่มีขอบเขตความหมายกว้างขวางและมีผู้ให้ความหมาย มากมาย ดังนี้ UNDP (2014) ได้ให้ความหมายว่า ชุมชน คือ ดินแดนแห่งการรวมตัวทางสังคมที่เป็น การสมัคร ใจก่อขึ้นเองโดยประชาชน ส่วนใหญ่แล้ว สนับสนุนตนเองเป็นเอกเทศจากรัฐและอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ กำหนดขึ้น ประกอบด้วยองค์กรต่างๆ ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ รวมถึง กลุ่มความสนใจ (ชมรม) กลุ่มวัฒนธรรม และศาสนา สมาคมอนุรักษ์หรือพัฒนาสังคม/ กลุ่ม พจนานุกรม Webster‘s New World Dictionary of the American Language (1960) ได้ให้ความหมายโดยสรุปได้ว่า “ชุมชน “ หมายถึง กลุ่มชนที่อยู่ในท้องที่หรือในเมืองเดียวกัน มีอาณา บริเวณหรือเมืองที่ มีกลุ่มคนอยู่รวมกัน และกลุ่มคนที่อยู่รวมกันนี้มีความสนใจในเรื่องต่างๆ คล้ายกัน พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2524 (2524) ให้ความหมายว่า ชุมชนหรือประชาคม คือ 1. กลุ่มย่อยที่มีลักษณะหลายประการเหมือนกันลักษณะสังคม แต่มีขนาดเล็กกว่าและมีความ สนใจร่วมทีประสานงานในวงแคบกว่า ชุมชน หมายถึง เขตพื้นที่ระดับของความคุ้นเคย และการติดต่อ ระหว่างบุคคล ตลอดจนพื้นฐานความยึดเหนี่ยว เฉพาะบางอย่างที่ทำให้ชุมชนต่างไปจากกลุ่มเพื่อนบ้าน ชุมชนมีลักษณะเศรษฐกิจเป็นแบบเลี้ยงตัวเองที่จำกัดมากว่าสังคม แต่ภายในวงจำกัดเหล่านั้นย่อมมีการ สังสรรค์ใกล้ชิดกว่า และความเห็นอกเห็นใจลึกซึ้งกว่า อาจจะมีสิ่งเฉพาะบางประการที่ผูกพันเอกภาพ เช่นเชื้อชาติ ต้นกำเนิดเดิมของชาติหรือศาสนา 2. ความรู้สึกและทัศนคติทั้งมวลที่ผูกพันปัจเจกบุคคลให้รวมเข้าเป็นกลุ่ม Maclver (1917) ให้ความหมายว่า ชุมชน คือ กลุ่มชนที่อยู่รวมกัน และสมาชิกทุกคน ได้ให้ ความสนใจ ในเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนนั้นร่วมกัน มิเพียงแต่ให้ความสนใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เฉพาะ แต่ให้ความสนใจโดยทั่วไป ซึ่งมีขอบเขตมากพอที่จะอยู่ร่วมกันในชีวิตประจ าวัน
59 นอกจากนี้แล้วชุมชนนั้นอาจหมายถึง การอยู่รวมกันอย่างง่ายๆ เช่น หมู่บ้านหนึ่ง ชนเผ่า หนึ่ง หรือการอยู่ร่วมกันขนาดใหญ่ เช่น เมืองหนึ่งๆ หรือประเทศหนึ่ง Warran (1963) ให้ความหมายว่า “ ชุมชน “ หมายถึง กลุ่มบุคคลหลาย ๆกลุ่มมารวมกันอยู่ใน อาณาเขตและภายใต้กฎหมายหรือข้อบังคับอันเดียวกัน มีการสังสรรค์กัน มีความสนใจร่วมกัน มี ผลประโยชน์คล้าย ๆ กัน มีแนวพฤติกรรมเป็นอย่างเดียวกัน เช่น ภาษาพูด ขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีวัฒนธรรมร่วมกันนั่นเอง Onussen (อ้างถึงในสมนึก ปัญญาสิงห์, 2532) อธิบายว่า “ชุมชน” ได้แก่ คนที่อยู่ร่วมกันใน ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่แน่นอน และมีความสัมพันธ์และโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องและพึ่งพา อาศัยกัน ความสัมพันธ์และโครงสร้างดังกล่าวมีวิวัฒนาการขึ้นมาจากกระบวนการกลุ่มที่ปรับตัวให้เข้า กับสถานการณ์ทางสิ่งแวดล้อมของชุมชนจึงถือได้ว่าเป็นกลุ่มทางดินแดน ทั้งนี้เพราะการพึ่งพาอาศัยกัน และการอยู่ร่วมกันเป็นปึกแผ่นภายในกลุ่มเกิดขึ้นได้เนื่องจากคนในกลุ่มสำนึกเรื่องเอกภาพ และ ความสามารถของชุมชนอันเพียงพอในการควบคุมกระบวนการทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเกิดขึ้นใน ขอบเขตทางดินแดน Dunham (1971) ให้ความหมายว่า “ ชุมชน” คือ กลุ่มมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในอาณา เขตภูมิศาสตร์ค่อนข้างที่แน่นอนและติดต่อกัน ตลอดทั้งมีส่วนสำคัญของชีวิตทั่วไปอย่างเดียวกัน เช่น มารยาท ขนบธรรมเนียมประเพณี และแบบแห่งการพูด เป็นต้น ประเวศ วะสี (2540) ให้ความหมายไว้ว่าการที่คนจำนวนหนึ่งมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน มีความเอื้อ อาทรต่อกัน มีความพยายามทำอะไรร่วมกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันในการกระทำ ซึ่งรวมถึงการ ติดต่อสื่อสารกัน (communicate) ความเป็นชุมชนอยู่ที่ความร่วมกัน ความเป็นชุมชนอาจเกิดขึ้นใน สถานที่และสถานการณ์ต่างๆ กัน เช่น 1) มีความเป็นชุมชนในครอบครัว 2) มีความเป็นชุมชนในที่ ทำงาน 3) มีความเป็นชุมชนวิชาการ (academic community) 4) มีความเป็นชุมชนสงฆ์ 5) มีความ เป็นชุมชนทางอากาศ เนื่องจากรวมตัวกันโดยใช้วิทยุติดต่อสื่อสารกัน 6) มีความเป็นชุมชนทาง อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นต้น ความเป็นกลุ่มก้อนหรือความเป็นชุมชนทำให้กลุ่มมีศักยภาพสูงมาก เพราะเป็นกลุ่มก้อนที่มีวัตถุประสงค์ร่วม มีความรัก มีการกระทำร่วมกัน และมีการเรียนรู้ร่วมกัน สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (2526) ให้ความหมายไว้ว่า “ชุมชน “หมายถึง องค์การทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่มีอาณาเขตครอบคลุมท้องถิ่นหนึ่ง และมวลสมาชิกสามารถบรรลุถึงความต้องการพื้นบานส่วนใหญ่ได้ และสามารถแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่ของชุมชนเองได้ กรมการพัฒนาชุมชน (2526) ให้ความหมายว่า “ชุมชน” หมายถึง กลุ่มคนที่มีความคิดเห็นไป ในแนวทางเดียวกัน และสามารถดำเนินงานกิจกรรมใดๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันได้ จีรพรรณ กาญจนะจิตรา (2530) ให้ความหมายว่า “ชุมชนประกอบด้วยกลุ่มชนที่มีบางสิ่ง บางอย่างคล้ายคลึงกัน รวมขึ้นเป็นชุมชนหนึ่ง มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง สมาชิก สถาบัน และกลุ่มคนที่อยู่ในท้องที่เดียวกัน อยู่ใต้กฎหมายหรือข้อบังคับเดียวกัน
60 ความหมายโดยสรุปของชุมชน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ความหมายกลุ่มที่ 1 คือ “กลุ่มคนที่มาอยู่ รวมกันในเขตหรือบริเวณเดียวกันที่แน่นอน มีวิถีการดำเนินชีวิตคล้ายกัน มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอัน เดี ย ว กั น มี ป ฎิ สั ม พั น ธ์ ต่ อ กั น แ ล ะ กั น อ ยู่ ภ า ย ใต้ ก ฎ ร ะ เบีย บ ก ฎ เก ณ ฑ์ เดี ย ว กั น ” ความหมายกลุ่มที่ 2 คือ “ชุมชน หมาย ถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือต่างพื้นที่ก็ได้ แต่กลุ่ม บุคคลเหล่านั้น จะต้องมีความสนใจร่วมกัน (Common Interest) มีความสัมพันธ์กัน (Relationship) มี การกระทำระหว่างกัน (Interaction) มีความรู้สึก (Sense) และมีพื้นฐานชีวิตอย่างเดียวกัน คำว่า “มี พื้นฐานชีวิตอย่างเดียวกัน” นั้นหมายความว่า มีสถาบันสังคมหรือมีระบบวัฒนธรรมที่ตอบสนองความ จำเป็นเพื่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ ได้แก่ สถาบันครอบครัว เครือญาติ การเมืองการปกครอง ศาสนา ศิลปะ เป็นต้น” ในที่นี้จะยึดตามความหมายกลุ่มที่ 2 ที่เป็นความหมายที่มีขอบเขตกว้างกว่าความหมายกลุ่มที่ 1 คือ ความเป็น“ชุมชน”นั้นไม่ได้อยู่ที่ลักษณะกายภาพ (ต้องอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน) หรือขึ้นอยู่กับตัว คนเท่านั้น แต่ปัจจัยชี้ขาดความเป็นชุมชนก็คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่อคนในชุมชนนั้น” ความสำคัญของชุมชน จากความหมายของชุมชนที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า “ชุมชน” มีความสำคัญต่อการดำเนิน ชีวิตของมนุษย์หลายประการ สามารถสรุปความสำคัญของชุมชนได้ดังนี้ 1) ชุมชนก่อตัวขึ้นเพื่อการให้บริการขั้นต้นแก่สมาชิกของชุมชนนั้นๆ 2) ชุมชนก่อตัวขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกเบื้องต้นสำหรับสมาชิก 3) ชุมชนก่อตัวขึ้นเพื่อจัดให้มีหน่วยการปกครองท้องถิ่น 4) ชุมชนก่อตัวขึ้นเพื่อจัดให้มีการรักษาคุ้มครองรักษาสวัสดิภาพของสมาชิก 5) ชุมชนก่อตัวขึ้นเพื่อดำรงไว้ซึ่งภาระหน้าที่ทางสรีรวิทยาของสมาชิกภายในชุมชน 6) ชุมชนก่อตัวขึ้นเพื่อจัดให้มีการบริการทางเศรษฐกิจและบริการอื่นๆ เพื่อสมาชิก 7) ชุมชนก่อตัวขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการผลิตสมาชิกใหม่ของชุมชน 8) ชุมชนก่อตัวขึ้นเพื่อให้ความสนใจเป็นพิเศษในขบวนการให้การศึกษา 9) ชุมชนก่อตัวขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในชุมชน และจัดสวัสดิการแก่สมาชิกใน ชุมชน 10) ชุมชนก่อตัวขึ้นเพื่อหน้าที่สร้างสรรค์ ปลูกฝังค่านิยมของสมาชิกในชุมชนในการยอมรับ บทบาท ลักษณะทั่วไปของชุมชน จากความหมายของชุมชนที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปลักษณะทั่วไปของชุมชนได้ ดังนี้ (สนธยา พลศรี, 2545) 1) ชุมชนเกิดขึ้นจากการรวมกันของกลุ่มคน (group of people) ในรูปของกลุ่มสังคม (social group) กล่าวคือ สมาชิกมีการปฏิบัติต่อกันทางสังคม หรือมีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อกันทางสังคม (social interaction) เอื้ออาทรต่อกันและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน 2) สมาชิกของชุมชนมีลักษณะทางประชากรศาสตร์ เช่น โครงสร้างของประชากร ประกอบด้วย เพศ อายุ อัตราการเกิด อัตราการตาย การอพยพ โยกย้ายถิ่นฐาน เป็นต้น
61 3) ชุมชนมีอาณาบริเวณ (area) สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย หรือเป็นที่ประกอบกิจกรรมต่างๆ ของ สมาชิกและกลุ่มสังคม ส่วนขนาดของชุมชนอาจมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนของ สมาชิกในกลุ่มสังคมและขนาดของอาณาบริเวณเป็นสำคัญ เช่น เผ่าชน ครอบครัว ละแวกบ้าน (neighborhood) หมู่บ้าน ตำบล ไปจนถึงประเทศ และโลก 4) ชุมชนมีการจัดระเบียบทางสังคม (social organization) เพื่อควบคุมความสัมพันธ์ของ สมาชิกในชุมชน เช่น บรรทัดฐานทางสังคม (social norms) สถาบันทางสังคม (social institution) และวัฒนธรรมที่มีอยู่ในชุมชน 5) สมาชิกของชุมชนมีความสัมพันธ์ทางสังคม (social relationship) คือ มีการติดต่อสัมพันธ์ กัน มีความสนใจทางสังคมหรือผลประโยชน์ร่วมกัน (common interest) 6) สมาชิกของชุมชนมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการดำเนินชีวิตร่วมกัน 7) สมาชิกของชุมชนได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นในชุมชนร่วมกัน 8) สมาชิกของชุมชนมีระบบการติดต่อสื่อสารและการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อทำให้มีความรู้ความ เข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน องค์ประกอบของชุมชน องค์ประกอบทั่วไปของชุมชน 1) คน (People) คนเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งของชุมชน หากปราศจากคนเสียแล้วจะเป็น ชุมชนไม่ได้ 2) ความสนใจร่วมกัน (Common Interest) คนที่อยู่ในชุมชนนั้นจะต้องมีความสนใจอย่างใด อย่างหนึ่งร่วมกัน และความสนใจดังกล่าวเป็นผลมาจากการอยู่ร่วมกันในอาณาเขตบริเวณเดียวกัน 3) อาณาบริเวณ (Area) คนและสถานที่เกือบจะแยกกันไม่ได้ ต่างก็เป็นส่วนประกอบสำคัญ และมีส่วนสัมพันธ์กันมีคนก็ต้องมีสถานที่ แต่การจะกำหนดขอบเขตและขนาดของสถานที่ของชุมชน หนึ่งๆเป็นเรื่องยาก 4) ปะทะสังสรรค์ต่อกัน (Interaction) เมื่อมีคนมาอยู่ร่วมชุมชนเดียวกันแต่ละคนต้องมีจะต้อง มีการติดต่อแลกเปลี่ยนและปฎิบัติต่อกัน 5) ความสัมพันธ์ของสมาชิก (Relationship) ความสัมพันธ์ต่อกันของสมาชิกในชุมชนเป็นสิ่งที่ ผูกพันให้สมาชิกอยู่ร่วมกันในชุมชนนั้น 6) วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี (Cultural Traditions) ตลอดจนแบบแผนของการ ดำเนินชีวิตในชุมชน (Pattern of Community Life ) ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายคลึงและเป็น รูปแบบเดียวกัน องค์ประกอบสำคัญของชุมชน แม้ว่า “ชุมชน” จะมีองค์ประกอบมากถึง 6 ประการ แต่สามารถสรุปองค์ประกอบที่สำคัญของ “ชุมชน” ได้ 3 ประการ ดังนี้ 1) มนุษย์ (Human Component) 2) สิ่งที่มนุษย์คิดค้นประดิษฐ์ขึ้น ( Manmade Component) 3) สิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ( Natural Component ) องค์ประกอบของชุมชนทั้ง 3 ประการ จะมีความสัมพันธ์และมีการปฎิบัติต่อกันจึงจะเกิดเป็น ชุมชนได้
62 องค์ประกอบเชิงระบบของชุมชน นอกจากองค์ประกอบต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นของชุมชนแล้ว การก่อตัวของชุมชนจำเป็นต้องมี องค์ประกอบเชิงระบบซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้ 1) ระบบการปกครอง 2) ระบบเศรษฐกิจ 3) ระบบการศึกษา 4) ระบบศาสนา 5) ระบบอื่นๆ จากองค์ประกอบเชิงระบบต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ระบบการศึกษาเป็นระบบหนึ่ง ที่เป็นองค์ปะกอบเชิงระบบของชุมชน โครงสร้างของชุมชน นอกจากองค์ประกอบต่างๆ ของชุมชนที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ชุมชนยังมีโครงสร้างต่างๆ จาก โครงสร้างระดับย่อยที่สุด คือ ระดับบุคคลไปจนถึงโครงสร้างระดับสถาบันทางสังคม ดังนี้ 1) บุคคล เป็นโครงสร้างระดับย่อยที่สุดของชุมชน 2) กลุ่มคน เป็นโครงสสร้างระดับต่อมาจากบุคคล โดยกลุ่มคนเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลจนรวมตัวกันเป็นกลุ่มคน 3) สถานภาพและบทบาท เป็นโครงสร้างระดับถัดมา ที่เกิดขึ้นมาภายหลังจากการรวมตัวกัน เป็นกลุ่มคน และเกิดการกำหนดสถานภาพและบทบาทของกลุ่มคนแต่ละกลุ่มในชุมชนให้มีความ แตกต่างกันออกไป เพื่อคงไว้ซึ่งความสมดุลของชุมชน 4) ระบบสังคม เป็นโครงสร้างระดับถัดมาจากการกำหนดสถานภาพและบทบาทของกลุ่มคนแต่ ละกลุ่มในชุมชน จนเกิดเป็นระบบสังคม 5) สถาบันทางสังคม เป็นโครงสร้างใหญ่ของชุมชน เกิดขึ้นหลัจากเกิดระบบสังคม 6) การแบ่งชนชั้นทางสังคม เกิดขึ้นภายหลังการเกิดสถาบันทางสังคม ประกอบด้วย การแบ่งชั้นในสังคมเมือง คือ ตระกูล เจ้านาย ขุนนาง ขุนหลวง พระ พระยา ความสำเร็จทางราชการ อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง ชนิดของอาชีพ การแบ่งชนชั้นในสังคมชนบท คือ ชนชั้นผู้นำท้องถิ่นกับชนชั้นชาวบ้านทั่วไป แนวคิดรากฐานของชุมชน แนวคิดที่เป็นรากฐานในการสร้างความเข้าใจชุมชน ประกอบด้วย 2 แนวคิดหลักที่สำคัญ ดังนี้ (ธีราพร ทวีธรรมเจริญ, 2553) 1) แนวคิดโครงสร้างทางสังคมของชุมชน องค์การทางสังคม (social organization) สถาบันทางสังคม (social institution) 2) แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับชุมชน แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับชุมชนที่สำคัญ ประกอบด้วย 4 ทฤษฎี ดังนี้ (1) ทฤษฎีระบบสังคมกับแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน (2) ทฤษฎีโครงสร้างและการหน้าที่
63 (3) ทฤษฎีความขัดแย้ง (4) ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ “ชุมชน” หมาย ถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือต่างพื้นที่ก็ได้ แต่กลุ่มบุคคลเหล่านั้น จะต้องมีความสนใจร่วมกัน (Common Interest) มีความสัมพันธ์กัน (Relationship) มีการกระทำ ระหว่างกัน (Interaction) มีความรู้สึก (Sense) และมีพื้นฐานชีวิตอย่างเดียวกัน คำว่า “มีพื้นฐานชีวิต อย่างเดียวกัน” องค์ประกอบที่สำคัญของ “ชุมชน” ได้ 3 ประการ คือ มนุษย์ (Human Component) สิ่งที่ มนุษย์คิดค้นประดิษฐ์ขึ้น ( Manmade Component) และสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น (Natural Component) นอกจากองค์ประกอบต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นของชุมชนแล้ว การก่อตัวของชุมชนจำเป็นต้องมี องค์ปะกอบเชิงระบบซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ ได้แก่ ระบบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ระบบศาสนา และระบบอื่นๆ ในด้านโครงสร้างต่างๆ ของชุมชน พบว่า ชุมชนประกอบด้วยโครงสร้างระดับต่างๆ ดังนี้ บุคคล กลุ่มคน สถานภาพและบทบาท ระบบสังคม สถาบันทางสังคม และการแบ่งชนชั้นทางสังคม 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนสัมพันธ์ (Community Relationship) ชุมชนสัมพันธ์หมายถึง การสร้างสัมพันธ์อันดีในชุมชนที่โรงเรียนนั้น ๆตั้งอยู่ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างมากสำหรับโรงเรียนที่ต้องเป็นที่ยอมรับจากชุมชน จึงต้องสร้างกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์เป็นเครื่องมือ ในการประชาสัมพันธ์ เนื่องจากปัจจุบันชุมชนมีการพัฒนาจากเดิมที่เป็นชุมชนนิ่งเฉยไม่มีปฏิกิริยาใด ๆต่ อสิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชน (Passive Community) เปลี่ยนเป็นชุมชนมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชน (Active Community) และมีปฏิกิริยาต่อการที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งเข้าไปดำเนินกิจการใด ๆในชุมชน ดังนั้นทุกองค์กรจึงควรมีการสนใจชุมชนมากยิ่งขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน โดยคำนึงถึง ความต้องการของชุมชนเป็นหลัก โดยทั่วไปแล้ว ประชาชนในชุมชนจะสนใจองค์กรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ว่าได้ช่วยเหลือ พัฒนาชุมชน หรือไม่ อย่างไร มีกิจกรรมใดบ้าง เช่น การช่วยเหลือการกุศล (Charity Activity) ภายในชุมชน มอบ ทุนการศึกษา สร้างโรงเรียน ตั้งห้องสมุดประชาชน สร้างโรงพยาบาล และซื้ออุปกรณ์การแพทย์ การ ทำนุบำรุงศาสนา เช่น ทำบุญ ซ่อมแซมวัดวาอาราม และสร้างวัดวาอารามในบริเวณชุมชน การเข้า ร่วมงานหรือสนับสนุนกิจกรรมที่ชุมชนจัดขึ้น เช่น งานบุญประจำปี และงานประเพณีท้องถิ่น การ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในชุมชนจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น สร้าง สวนสาธารณะ สนามนั่งเล่นเพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน การจัดกิจกรรมงานเหตุการณ์ พิเศษต่าง ๆ เช่น จัดงานนิทรรศการ จัดงานวันพิเศษต่างๆ งานวันเด็ก งานวันแม่ งานสัปดาห์ผลไม้ของ จังหวัด การพบปะผู้นำชุมชนความคิดเห็น (Opinion Leader) ติดต่อสร้างสัมพันธ์กับชุมชนและผู้นำ ท้องถิ่น และการประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่ข่าวสาร ใช้สื่อดิจิทัล สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือวารสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ใบปลิว และโปสเตอร์ เป็นต้น ซึ่งองค์กรใดที่จะประสบ
64 ความสำเร็จในด้านการตอบสนองผลประโยชน์และความต้องการเหล่านี้ให้เป็นที่พึงพอใจของประชาชน ได้ องค์กรนั้นย่อมได้รับความเข้าใจอันดีและได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากประชาชนกลุ่มต่างๆ การดำเนินงานชุมชนสัมพันธ์นั้น ต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อให้ทั้งองค์กรและชุมชนได้รับ ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย โดยทั่วไปการดำเนินงานชุมชนสัมพันธ์มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2535) 1) เพื่อชี้แจงเรื่องราวข่าวสารต่างๆขององค์กรให้ชุมชนได้ทราบ เช่น นโยบาย การดำเนินงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ และการช่วยเหลือชุมชนขององค์กร 2) เพื่อชี้แจงและตอบโต้ต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆภายในชุมชน 3) เพื่อแสดงความสำคัญขององค์กรที่มีต่อชุมชน ในฐานะเป็นผู้สร้างความเจริญให้แก่ชุมชน 4) เพื่อให้ทราบว่าชุมชนมีความคิดเห็นหรือพูดคุยถึงนโยบายและการดำเนินงานขององค์กร อย่างไร 5) เพื่อส่งเสริมสวัสดิการชุมชน และสร้างความเจริญก้าวหน้าของชุมชน 6) เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้นำท้องถิ่น มีการเชิญผู้นำเหล่านั้นมา พบปะพูดคุยกับฝ่ายบริหารขององค์กร เข้าเยี่ยมชมกิจการขององค์กร 7) เพื่อให้ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ได้แก่ โรงเรียน วิทยาลัย เป็นต้น 8) เพื่อแสดงบทบาทผู้นำในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของชุมชน 9) เพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยแก่ชุมชน เช่น สนับสนุนโครงการสุขภาพอนามัยของชุมชน 10) เพื่อส่งเสริมด้านกีฬา นันทนาการ เพื่อความพักผ่อนหย่อนใจแก่ชุมชน เช่น การจัดแข่ง กีฬา เกมส์การบันเทิงต่างๆ เป็นต้น 11) เพื่อความร่วมมือกับสถาบันต่าง ๆ ในชุมชน เพื่อความเข้าใจอันดีต่อกัน และพึ่งพาอาศัยซึ่ง กันและกัน 12) เพื่อแสดงบทบาทการเป็นพลเมืองที่ดี (Good Citizen) ช่วยเหลือด้านกิจการต่าง ๆ ต่อ ชุมชนและสังคมส่วนรวม หลักการดำเนินงานชุมชนสัมพันธ์ องค์กรที่ต้องการเป็นที่ยอมรับจากชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงนั้น ต้องมีการดำเนินงานชุมชน สัมพันธ์ ซึ่งควรยึดหลักการดำเนินงานดังนี้ (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2535) 1) องค์กรต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน (Participation) 2) เมื่อองค์กรเข้าไปตั้งในชุมชน ควรจ้างคนในชุมชนทำงานในองค์กร 3) องค์กรควรเสริมสร้างให้เกิดบรรยากาศที่สวยงามให้แก่ชุมชน (Beatify the Community) 4) องค์กรต้องไม่ทำให้ชุมชนรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือรู้สึกว่าการมีองค์กรอยู่เป็นอันตรายต่อชีวิต และสุขภาพของพวกเขา (Safety and Security) 5) องค์กรต้องสำรวจความต้องการของชุมชนที่แท้จริง เพื่อหาแนวทางการพัฒนาด้านต่าง ๆ แก่ชุมชน เช่น ด้านศาสนา การศึกษา กีฬา อาชีพ ศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ เป็นต้น 6) องค์กรต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมของชุมชน (Environment) 7) องค์กรต้องเป็นผู้อุปถัมภ์ (Sponsorship) ในการจัดงานกิจกรรมต่างๆของชุมชน เช่น งานลอยกระทง งานสงกรานต์ งานประเพณีประจำปีของชุมชน เป็นต้น 8) องค์กรต้องมีงบประมาณเพื่อการกุศลทำนุบำรุงชุมชน 9) ผู้บริหารองค์กรควรมีบทบาทเป็นผู้นำความคิดในการพัฒนาชุมชน
65 10) ผู้บริหารองค์กรต้องสามารถเข้ากับผู้นำชุมชนท้องถิ่นได้ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าอาวาส ครูใหญ่ เป็นต้น ขั้นตอนการดำเนินงานชุมชนสัมพันธ์ การดำเนินงานชุมชนสัมพันธ์ องค์กรต้องมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้การ ดำเนินงานชุมชนสัมพันธ์มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากที่สุดต่อทั้งองค์กรและชุมชน โดยมี ขั้นตอนการดำเนินงานชุมชนสัมพันธ์ดังนี้ (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2535) 1) ศึกษาหาความต้องการของชุมชนที่แท้จริง (Need) 2) เมื่อศึกษาหาความต้องการของชุมชนเรียบร้อยแล้ว องค์กรจึงควรเข้าพบผู้นำชุมชน เพื่อขอ คำปรึกษา และหารือถึงแนวทางการตอบสนองความต้องการของชุมชน และการดำเนินงานชุมชน สัมพันธ์ 3) เสนอโครงการที่องค์กรต้องการจะพัฒนาให้แก่ชุมชน (Development Project) 4) กำหนดแนวทางในการที่องค์กรและผู้บริหารจะร่วมกันส่งเสริมชุมชนนั้น ๆ ตามโครงการ ที่ตั้งไว้ 5) เผยแพร่กิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ที่องค์กรดำเนินงานให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ ทั้งนี้ การดำเนินงานชุมชนสัมพันธ์นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดรวมถึงความต้องการของชุมชน ตลอดจน ขึ้นอยู่กับทรัพยากร และเป้าหมายการดำเนินงานชุมชนสัมพันธ์ขององค์กร นอกจากนี้ งานชุมชน สัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารขององค์กรเป็น การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชนกับองค์กร โดยข้อมูลที่เผยแพร่แก่ชุมชนต้องเป็นข้อมูล ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีของชุมชนต่อองค์กร ลดความเข้าใจผิด ลดความ ขัดแย้งต่างๆ และเพื่อให้ชุมชนมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร 3. วิธีการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน วรพล สังขะวิไล (2550) ได้กล่าวถึงวิธีการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และ ชุมชนไว้ดังนี้ 1) ศึกษาชุมชนโดยละเอียด เช่น โครงสร้าง วัฒนธรรม ประเพณีอาชีพ สถานภาพทาง เศรษฐกิจ ทรัพยากรและความต้องการ เป็นต้น 2) จัดทำรายการประชาสัมพันธ์แก่ชุมชน โดยเผยแพร่กิจกรรมทางสื่อสารมวลชน หรือจัดทำ วารสาร หนังสือพิมพ์โรงเรียน 3) ออกเยี่ยมเยียนชุมชน โดยทำอย่างปกติสม่ำเสมอและทั่วถึง 4) สร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มีส่วนรับผิดชอบและเป็นเจ้าของโรงเรียนร่วมกัน 5) จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรยนกับชุมชน ได้แก่กิจกรรมประเภทที่นำ ชุมชนเขาสู่โรงเรยน นำโรงเรียนออกสู่ชุมชน และกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานอื่น 6) ให้บริการแก่ชุมชน ได้แก่อาคารสถานที่ เครื่องใช้บุคลากรของโรงเรียนและความรู้ วิภาลินี ไชยเดช (2550) ได้กำหนดหลักและวิธีการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชนไว้ 5 ประการ ดังนี้ 1) โรงเรียนเผยแพร่วัตถุประสงค์สภาพการณ์และความต้องการให้ชุมชนเข้าใจ
66 2) โรงเรียนต้องเข้าใจทัศนคติและความมุ่งหวัง การตอบสนองชุมชนได้ดี 3) โรงเรียนต้องแจ้งจำนวนเงินที่ต้องการสนับสนุน เพื่อการปฏิบัติให้ชุมชนทราบ 4) ต้องสัมพันธ์กันใกล้ชิดทั้งสองฝ่าย เพี่อช่วยกันพัฒนาโรงเรียนให้เจริญก้าวหน้า 5) ต้องยอมรับนับถือ และมีศรัทธาต่อกันในอันที่จะทำให้การศึกษาแก่นักเรียนในท้องถิ่น สรุปได้ว่า วิธีการบริหารความสัมพันธ์ชุมชน คือ การบริหารงานที่เป็นขั้นตอนเพื่อให้เป็นการ สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างชุมชนกับโรงเรียน สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อเป็นการดึงให้คนในชุมชนเข้ามา มีบทบาทในการให้คำแนะนำ ข้อคิด ข้อเสนอแนะในการบริหารงานโรงเรียน เทคนิคการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ประกอบด้วย 1) การพูดคุยด้วยภาษาเดียวกับคนในชุมชน 2) การพยายามเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชน 3) การพบปะ เยี่ยมเยียนคนในชุมชน 4) การเข้าร่วมงานพิธีต่างๆ ของคนในชุมชน 5) การเข้าร่วมพิธีทางศาสนา 6) การเคารพให้เกียรติคนในชุมชน 7) การจัดโครงการบริการวิชาการในชุมชน 8) การวางตนสุจริต 9) การไม่เอารัดเอาเปรียบคนในชุมชน 10) การแสดงออกความจริงใจในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชน แนวทางการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน แนวทางที่ 1 การนำโรงเรียนออกสู่ชุมชน คือ การนำผู้เรียนออกไปเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชน (Service Learning) ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การนำผู้เรียนออกไปเป็นอาสาสมัครยุวชนนักสื่อความหมาย ในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ของชุมชน การนำผู้เรียนออกไปปลูกป่าในพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน การนำ ผู้เรียนออกไปจัดการแสดงดนตรี นาฎศิลป์ในงานเทศกาลต่าง ๆ ของชุมชน เป็นต้น แนวทางที่ 2 การนำชุมชนเข้ามาสู่โรงเรียน คือ การเชิญวิทยากรชุมชนเข้ามาให้ความรู้ใน โรงเรียน ซึ่งวิทยากรชุมชนในที่นี้หมายถึง “บุคคลในชุมชนผู้มีองค์ความรู้และประสบการณ์จากการ ปฏิบัติจริง (ความรู้มือ 1) ที่สามารถเป็นวิทยากรบรรยายในเนื้อหาด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมชุมชน และ ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้” เช่น ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในชุมชน ผู้ก่อตั้ง/ประธานกลุ่ม/สมาชิก กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มอาชีพ กลุ่มกองทุน กลุ่มสหกรณ์ หรือ กลุ่มอื่นๆ ที่ดำเนินกิจกรรมทาง เศรษฐกิจในชุมชน วิทยากรสัมมาชีพในชุมชน ผู้รู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ครูภูมิปัญญาแขนงต่างๆ บุคคลที่ เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม/ภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งในที่นี้ ครอบคลุมวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย แนวทางที่ 3 ภาคีเครือข่าย/พันธมิตร/หุ้นส่วนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิต ของคนในชุมชนไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเป็นแนวทางที่มั่นคง ยั่งยืนที่สุด สามารถพัฒนาได้ด้วยการประสาน
67 โจทย์ทางการศึกษากับโจทย์ทางการพัฒนาชุมชนในเป็นโจทย์เดียวกัน ทั้งนี้ในการดำเนินโครงการใด ๆ ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ จะต้องได้รับประโยชน์ร่วมกันทุกภาคส่วน 4. ภาวะผู้นำในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพจากฐาน ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ภาวะผู้นำในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพจากฐานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน คือ ครูผู้แนวคิดอิสระวิสัย (Autonomous Teacher) ผู้มีคุณลักษณะ ดังนี้ 1) มีความกล้าที่เปลี่ยนแปลงและพร้อมเผชิญปัญหาทุกรูปแบบ 2) มีทักษะความเข้าอกเข้าใจและใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้อื่น 3) มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน 4) มีความเป็นผู้นำแบบประชาธิปไตย เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความแตกต่าง หลากหลายของผู้อื่น 5) ศรัทธาต่อตนเองและความดีงามของสรรพสิ่งในโลก ครูผู้แนวคิดอิสระวิสัยจะสามารถสร้างสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพจากฐาน ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนด้วยปฏิบัติการ ปลุก ปลด ปล่อย ปฏิบัติการที่ 1: ปลุก 1) ปลุกไฟแห่งการเป็น “ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา” ให้ลุกโชนในใจ ด้วยการเปิดรับ ความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านช่องทางการเรียนรู้ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต 2) ปลุกความสนใจของผู้เรียน ด้วยการพัฒนาโจทย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับโลกแห่งความจริง และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้เรียนตลอดเวลา 3) ปลุกจิตวิญญาณอิสระ ด้วยการให้อิสระทางความคิดแก่ผู้เรียน ปฏิบัติการที่ 2: ปลด 1) ปลด กฎ กติกา กรอบ ครอบปัญญาของตนเองและผู้เรียน 2) ปลดพันธนาการปัญหาต่าง ๆ ด้วยการสร้างวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์หลุดพ้นจากการมองที่ปัญหา เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง โดยไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงในเรื่องใด ๆ เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดปัญหาในภาย ภาคหน้า ทำให้เสียโอกาสในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา และกลายเป็นผู้ล้าหลังทาง การศึกษาไปในที่สุด 3) ปลดการด้อยค่ารากสรรพวิทยาการศึกษาของสรรพชน ด้วยการให้ความสำคัญกับความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่เกิดจากการปฏิบัติการจนสั่งสมเป็นประสบการณ์ และการหยั่งรู้ของคนในชุมชน ซึ่งเป็นความรู้มือหนึ่งมากกว่าความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ที่เกิดจากการท่องจำ บรรยายโดย ปราศจากการพิสูจน์ด้วยประสบการณ์ตรงของผู้ที่ถ่ายทอดความรู้นั้น ๆ ตลอดจนมุ่งยกระดับความรู้ฝัง ลึกที่มาจากการปฏิบัติการให้เป็นความรู้เชิงวิชาการ และเผยแพร่เป็นความรู้ชัดแจ้งในรูปแบบต่าง ๆ
68 ปฎิบัติการที่ 3: ปล่อย “ปล่อย” ผู้เรียนสู่โลกแห่งจินตนาการ ความทะเยอทะยาน ความหวัง ความมุ่งมั่นพัฒนาตนสู่ ชีวิตที่มีความหมายในโลกแห่งความจริง 1) ผู้เรียนได้เรียนรู้สิ่งที่มีความหมายด้วยโจทย์การเรียนรู้ในโลกแห่งความจริง 2) ผู้เรียนได้ออกแบบวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3) ผู้เรียนสะท้อนผลการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง 5. กรณีศึกษาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 1) ค่ายวิชาการตามรอยพ่อบูรณาการองค์ความรู้ 8 กลุ่มสาระฯ สร้างสรรค์สื่อเทคโนโลยี ตอนปฏิบัติการลูกไทรย้อยรักษ์สิ่งแวดล้อม ณ โรงเรียนไทรย้อยพิทยาคม อ.เนินมะปราง จ. พิษณุโลก https://www.facebook.com/PLKReview/videos/473554880142211/UzpfSTI1OTY2NTIyMT Q5MjM5OTo0ODA4NTQ1MTYwNDAxMzQ/
69 2) การจัดการเรียนรู้และนิเทศการสอนภายใน “ไทรย้อยนิเทศวิถี” ไทรย้อยนิเทศวิถี ของโรงเรียนไทรย้อยพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก สังกัด สพม.เขต 39 (พิษณุโลก-อุตรดิตถ์) https://www.youtube.com/watch?v=rxdkXQKsYSk ฃ ภาพที่ 3.1 ความสัมพันธ์กับโรงเรียน และชุมชนในบทบาทที่ปรึกษาด้านการศึกษา .............................................................................................. คำแนะนำ : โหลด Artivive app แล้วใช้Scan ภาพเพื่อรับชมวิดีทัศน์แบบ AR
70 6. คำถามทบทวน 1. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนมี อะไรบ้าง 2. รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนมีกี่รูปแบบ แต่ละรูปแบบมีความ แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร 3. แนวทางการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนมีกี่แนวทาง แต่ละ แนวทางมีวิธีการดำเนินการอย่างไร
71
72 1. แนวคิดในการศึกษาบริบทชุมชนบนพื้นฐานความแตกต่างทางสิ่งแวดล้อมและ วัฒนธรรม การศึกษา “ชุมชน” คือการศึกษาระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคม มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการ ยกระดับและขับเคลื่อนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะการเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่าง เข้าใจและมีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ซึ่งจะช่วยใช้ครูและสถานศึกษาสามารถทำความเข้าใจ ชุมชนในมิติที่กว้างออกไปจากเดิม และทำให้เราเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าของผู้คนและวิถีชุมชนที่เข้าไป เรียนรู้ และยังทำให้ครูผู้ยังใหม่ต่อชุมชนมีความสนุกในการใช้เครื่องมือได้อีกด้วย ชุมชนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่กลุ่มคนที่รวมตัวในพื้นที่ทางกายภาพ เช่น หมู่บ้าน ที่เราคุ้นเคยใน งานพัฒนาชนบทเท่านั้น หากแต่ยังครอบคลุมการรวมตัวกันโดยมีอัตลักษณ์ร่วมบางอย่าง มีความผูกพัน มีแบบแผนหรือวิถีปฏิบัติร่วมกัน มีค่านิยมร่วม มีระบบโครงสร้างความสัมพันธ์ ตลอดจนประวัติศาสตร์ที่ ผู้คนมีประสบการณ์ชีวิตร่วมกัน ชุมชนเข้มแข็งเป็นฐานรากของสังคมที่ดี เป็นพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงของมนุษย์และระบบ สวัสดิการสังคม การทำงานกับชุมชนโดยองค์กรต่างๆ มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ความยั่งยืนและ มุ่งไปสู่ ความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ดังนั้น ศิลปะในการทำงานในชุมชนให้บรรลุผลนั้น จึงเป็น การกระตุ้น เร่งเร้า และปลดปล่อยศักยภาพชุมชนเพื่อสร้างสรรค์ความเป็นอยู่ที่ดีและวิถีชีวิตที่เอื้อต่อ การมีการศึกษาที่ดีนั่นเอง 2. ระบบนิเวศการเรียนรู้ของชุมชน แหล่งเรียนรู้ในชุมชนคือสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่แวดล้อมตัวบุคคลในชุมชน ทั้งที่มีอยู่เองในธรรมชาติหรือ มนุษย์สร้างขึ้น บุคคล ภูมิปัญญา วิถีชีวิต อาชีพ และวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้บทบาทใหม่ของ “แหล่งเรียนรู้ชุมชน” คือ การเป็น “ระบบนิเวศการเรียนรู้ของชุมชน (Community Learning Ecosystem)” ที่เป็นระบบที่จะเกื้อหนุนให้เกิดบรรยากาศแห่งการเรียนรู้เพื่อให้ทุกภาคส่วนในชุมชนได้ พัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพร่วมกัน ทั้งนี้ ระบบนิเวศการเรียนรู้ของชุมชน ประกอบด้วย 1) ผู้เรียน 2) ครอบครัว 3) โรงเรียน 4) ครู/อาจารย์ และ 5) แหล่งเรียนรู้ในชุมชน รายละเอียด ดังนี้ ทรัพยากรบุคคล วิทยากรชุมชน วิทยากรชุมชน คือ “บุคคลในชุมชนผู้มีองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง (ความรู้ มือ 1) ที่สามารถเป็นวิทยากรบรรยายในเนื้อหาด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้” ซึ่งวิทยากรชุมชนจะเป็นผู้รู้ด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบด้วย วิทยากรชุมชนด้านเศรษฐกิจ 1) ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในชุมชน 2) ผู้ก่อตั้ง/ประธานกลุ่ม/สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพ กลุ่มกองทุน กลุ่มสหกรณ์ หรือ กลุ่มอื่นๆที่ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชน
73 3) วิทยากรสัมมาชีพในชุมชน 4) บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชนอื่นๆ วิทยากรชุมชนด้านวัฒนธรรมชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น 1) ผู้รู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ผู้ประกอบพิธีกรรม ผู้รู้ประวัติศาสตร์บอกเล่าใน ชุมชน ผู้รู้ในด้านการผลิตสินค้า หรือ บริการที่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน เป็นต้น 2) ครูภูมิปัญญาแขนงต่างๆ 3) บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางวัฒนธรรม/ภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่น ๆ ซึ่งในที่นี้ ครอบคลุม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย ปราชญ์ชาวบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน คือ บุคคลผู้เป็นเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน และนำภูมิปัญญามาใช้ประโยชน์ใน การดำรงชีวิตจนประสบผลสำเร็จสามารถถ่ายทอดเชื่อมโยงคุณค่าของอดีตกับปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม บุคคลผู้เป็นเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน และนำภูมิปัญญามาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตจนประสบ ผลสำเร็จสามารถถ่ายทอดเชื่อมโยงคุณค่าของอดีตกับปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม สิ่งที่จะศึกษาจากวิทยากรชุมชน และปราชญ์ชาวบ้านด้านต่าง ๆ 1) ประวัติบุคคล โดยมุ่งเน้นประวัติในการเรียนรู้องค์ความรู้จนเกิดความเชี่ยวชาญในปัจจุบัน 2) องค์ความรู้/ผลงาน/ความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งสืบเนื่องมาจากองค์ความรู้ที่มีอยู่ในตน 3) กระบวนการถ่ายทอดความรู้ 4) ความคาดหวังในการอนุรักษ์และต่อยอดองค์ความรู้ 5) แนวทางที่เป็นรูปธรรมในการนำองค์ความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาที่ รับผิดชอบ ประเภทของแหล่งเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 1) สถานประกอบการในชุมชน/แหล่งท่องเที่ยวในชุมชน 2) กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 3) แหล่งเงินทุน/สถาบันการเงินในชุมชน 4) สถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชน แหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบด้วย 1) พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ 2) ศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ 3) สถานที่ทางศาสนา 4) สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา 5) สถานที่อื่นๆ ที่จัดบรรยาย/จัดแสดงวัตถุ/จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ภูมิปัญญา
74 แหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีประกอบด้วย 1) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา การแพทย์ 2) ท้องฟ้าจำลอง 3) สถาบันวิจัย 4) สถานที่อื่นๆ ที่จัดบรรยาย/จัดแสดงวัตถุ/จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี Soft Power ทางการเรียนรู้ “Soft Power ทางการเรียนรู้” คือ การใช้อิทธิพลทางวัฒนธรรม เช่น การกิน การดื่ม การละเล่น ดนตรี วิถีชีวิต ความเชื่อ ศาสนา เป็นต้น นำเสนอผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ หรือ สื่อในการเรียนรู้รูปแบบ ต่างๆ เพื่อโน้มน้าวใจ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด หรือพฤติกรรมความชอบให้หันมา สนใจสิ่งเหล่านี้กันมากขึ้น ซึ่งในที่นี้คือ “การนำอิทธิพลทางวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และแหล่ง เรียนรู้ในชุมชนมาสร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดให้ผู้เรียนสนใจในเนื้อหาที่ได้เรียนรู้มากขึ้น” สิ่งที่จะศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ชุมชนประเภทต่างต่าง ๆ 1) ชื่อแหล่งเรียนรู้ 2) ที่ตั้ง 3) กิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดแสดง/นำเสนอในแหล่งเรียนรู้ 4) องค์ความรู้ที่จัดแสดง/นำเสนอในแหล่งเรียนรู้ 5) แนวทางที่เป็นรูปธรรมในการนำองค์ความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาที่ รับผิดชอบ 6) Soft Power ทางการเรียนรู้ที่วิเคราะห์ได้จากแหล่งเรียนรู้ชุมชน วิธีการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น 1) การรื้อฟื้น ในกรณีที่วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นเริ่มจะหายไป 2) การสืบสาน ในกรณีที่ยังคงมีผู้สืบทอดวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในปัจจุบัน 3) การประยุกต์ในกรณีที่ยังคงมีผู้สืบทอดวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในปัจจุบัน แต่อยู่ใน รูปแบบที่ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในบริบทสังคมปัจจุบัน 4) การสร้างสรรค์ใหม่ ในกรณีที่ชุมชนมีทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่มาก แต่ยังขาด การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางวัฒนธรรม ทั้งในรูปแบบที่จับต้องได้ และไม่ได้ จึงจำเป็นต้องสร้างสรรค์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในบริบทสังคมปัจจุบัน แต่ยังคงมีรากฐานจากทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของชุมชน
75 ภาพที่ 4.1 การนำรากฐานทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์เป็นสินค้าทางวัฒนธรรม 3. เครื่องมือในการศึกษาบริบทชุมชน การศึกษาชุมชนให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง จำเป็นต้องมีเครื่องมือในการศึกษาชุมชนที่ทำให้การศึกษา ชุมชนเป็นระบบและได้ข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษาชุมชนที่ได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ประกอบด้วย (โกมาตร จึงเสถียร ทรัพย์, 2556) 1) แผนที่เดินดิน ซึ่งเป็นเครื่องมือชิ้นแรกที่สำคัญและเหมาะที่จะเป็นบันไดขั้นแรกของ การศึกษาชุมชน เพราะทำให้เห็นภาพรวมของชุมชนได้อย่างครบถ้วน ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด เพราะได้มาจากการสังเกตด้วยตนเอง ทำให้เห็นกลุ่มเป้าหมายที่จะทำงานต่อได้อย่างครอบคลุมและ ทั่วถึง 2) ผังเครือญาติเป็นการใช้สัญลักษณ์แสดงตัวบุคคลและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลใน ระบบเครือญาติ มีประโยชน์สำคัญคือ ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงเครือญาติที่แม้จะมีความ ซับซ้อน หลายตระกูลก็ยังสามารถสืบสาวเชื่อมโยงกันได้ด้วยแผนผังที่เข้าใจง่าย 3) โครงสร้างองค์กรชุมชน การรู้จักและเข้าใจโครงสร้างองค์กรชุมชนทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการจะช่วยให้เห็นได้ชัดเจนถึงมิติความสัมพันธ์ในชุมชนว่าคนกลุ่มไหนมีบทบาทต่อชุมชน เชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรหรือขัดแย้งกับกลุ่มไหนบ้างเป็นข้อมูลที่จะ ช่วยให้จัดการความสัมพันธ์ของผู้เรียนกับชุมชนได้ศักยภาพของชุมชนอยู่ที่การรวมตัวเป็นกลุ่มหรือ เครือข่าย องค์กรชุมชนจึงเป็น “ทุนทางสังคม” ที่สำคัญในการแก้ปัญหาและการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง 4) ระบบสุขภาพชุมชน ทำให้เห็น “โลกสุขภาพ” ของคนในชุมชนในภาพรวมของระบบ สุขภาพที่สามารถเชื่อมโยงกับมิติต่างๆ ของชุมชน เห็นความหลากหลายของวัฒนธรรมสุขภาพที่ดำรงอยู่ ในชุมชน เข้าใจถึงวัฒนธรรมความเชื่อ วิธีปฏิบัติ และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของท้องถิ่น
76 5) ปฏิทินชุมชน ทำให้เข้าใจวิถีชุมชนซึ่งหมายถึงแบบแผนกิจกรรมเหตุการณ์รวมทั้ง ประเพณีปฏิบัติของชุมชนที่เกิดขึ้นในรอบปี หรือแต่ละฤดูกาล ทำให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กิจกรรมหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน ทำให้สามารถวางแผนการประสานการจัดการเรียนรู้กับ ชุมชนได้ดีขึ้น เพราะจะทำให้จัดตารางการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนได้สามารถปฏิบัติงานได้ อย่างเหมาะสมและถูกจังหวะเวลา 6) ประวัติศาสตร์ชุมชน การทำความเข้าใจมิติทางประวัติศาสตร์ของชุมชนสำคัญต่อการ จัดการศึกษาบนฐานชีวิตและชุมชน ในด้านการสร้างความเข้าใจเรื่องราวความเป็นมาของสิ่งต่างๆ ใน ชุมชน ทำให้สามารถเลือกวิธีการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนให้สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวังและ ศักยภาพของชุมชนได้ดีขึ้น 7) ประวัติชีวิต หรือเรื่องราวประสบการณ์ของคนในชุมชนช่วยให้เห็นถึงค่านิยมและ วัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งเคยเป็นเรื่องนามธรรมนั้นมีรูปธรรมการแสดงออกอย่างไร ค่านิยมหรือวัฒนธรรม เรื่องใดมีความสำคัญและมีผลเชิงรูปธรรมต่อชีวิตของผู้คนอย่างไร ประวัติชีวิตของคนแต่ละรุ่นในชุมชน สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของชุมชนได้เป็นอย่างดีการศึกษาประวัติ ชีวิตทำให้เห็นถึงศักยภาพและทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่มีอยู่ในชุมชน การเรียนรู้เรื่องราวประวัติ ชีวิตช่วยเติมมิติความเป็นมนุษย์ให้กับการเรียนรู้บนฐานชีวิตและชุมชนและช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี ความหมาย 4. การศึกษาบริบทชุมชนบนพื้นฐานความแตกต่างทางสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม การศึกษาบริบทชุมชนเพื่อนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนที่ทุก ภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาบริบทชุมชนโดยใช้เครื่องมือการศึกษาชุมชนที่กล่าวมาข้างต้น ศึกษาระบบ นิเวศการเรียนรู้ต่าง ๆ ของชุมชนที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในขั้นตอนต่อไป ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลชุมชนเพื่อนำมาสร้างเนื้อหาในการเรียนรู้บนฐานชีวิตและชุมชน โดยขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่นำข้อมูลจากขั้นตอนที่ 1 มาวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อจัดการเรียนรู้ สร้างแนวทาง ในการจัดการเรียนรู้และวิธีการจัดการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้ 1) เนื้อหาการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น ประวัติศาสตร์ชุมชน พลเมืองศึกษา สิ่งแวดล้อมศึกษา เศรษฐกิจชุมชน ระบบสุขภาพชุมชน วัฒนธรรมชุมชน เป็นต้น 2)แนวทางการจัดการเรียนรู้จะใช้วิธีการที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการศึกษาบนฐาน ชีวิตและชุมชน คือ การบริการวิชาการโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน การเรียนรู้แบบรับใช้ชุมชน การเรียนรู้จาก การทำงาน 3) วิธีการจัดการเรียนรู้ เรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เช่น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่ม การจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ การจัดการเรียนรู้แบบรับใช้สังคม การจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ความรู้ เป็นต้น
77 ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนโครงการจัดการเรียนรู้ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่นำข้อมูลจากขั้นตอนที่ 2 มาวิเคราะห์ร่วมกับการวิเคราะห์ความต้องการของชุมชน ข้อมูลโครงสร้างองค์กรชุมชน และปฏิทิน ชุมชน โครงการด้านการพัฒนาและโครงการบริการต่างๆ ของชุมชน โดยนำข้อมูลข้างต้นทั้งหมดมา วิเคราะห์ร่วมกันด้วยการจัดประชุม การประชาคม การระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กรชุมชนต่างๆ ผู้เรียน ผู้สอน สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐในชุมชน หน่วยงานภาคเอกชนในชุมชน เป็นต้น เพื่อหาข้อสรุปและข้อตกลงความร่วมมือในการวางแผนโครงการ จัดการเรียนรู้ที่มีองค์ประกอบดังนี้ 1) ชื่อโครงการจัดการเรียนรู้ 2) ความเป็นมา 3) วัตถุประสงค์ 4) เนื้อหาการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน 5) แนวทางการจัดการเรียนรู้ 6) วิธีการจัดการเรียนรู้ 7) บุคคล/องค์กรที่เป็นภาคีเครือข่ายในการจัดการเรียนรู้ 8) วัน เวลา สถานที่ในการจัดการเรียนรู้ 9) ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดโครงการจัดการเรียนรู้นี้ 10) วิธีการประเมินการเรียนรู้ซึ่งจะประเมินอย่างน้อย 3 มิติหลักๆ คือ มิติด้านความรู้และ ทักษะทางวิชาการ มิติด้านการบริการชุมชนสังคม และมิติด้านการพัฒนาตนเองของผู้เรียนรู้ ซึ่งเป็นการ ประเมินแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เป็นภาคีเครือข่ายในการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 4 การจัดการเรียนรู้ตามแผนโครงการจัดการเรียนรู้ที่ได้มาจากขั้นตอนที่ 3 ซึ่งการ จัดการเรียนรู้นี้จะมีการประเมินระหว่างการดำเนินการด้วย เพื่อนำผลการประเมินที่ได้นั้นมาปรับ แผนการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผลการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ด้วยการจัดประชุม การประชาคม การระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และถอดบทเรียนจากการดำเนินโครงการจัดการ เรียนรู้อีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุป ปรับปรุง แก้ไข พัฒนาการดำเนินโครงการในครั้งต่อไป จากนั้นนำเสนอผล การประเมินโครงการจัดการเรียนรู้สู่ชุมชนในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดนิทรรศการ การจัดทำเอกสาร เผยแพร่ การผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่ต่างๆ เป็นต้น ขั้นตอนที่ 6 การขับเคลื่อนการศึกษาบนฐานชุมชนด้วยการประยุกต์จากการปฏิบัติ การวิจัยสู่ นโยบายระดับชาติด้วย PPP Model ประกอบด้วย การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการบนฐานชุมชนซึ่งเป็นการ ขับเคลื่อนระดับชุมชน (Practical Learning at Community Level: Practice) การวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: Research) ขั้นตอนการมีส่วนร่วมประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การออกแบบหลักสูตรแบบมีส่วนร่วม (Participatory Curriculum Design) การเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning Process) การประเมินผลแบบมีส่วนร่วม (Participatory Evaluation) และการประสบความสำเร็จร่วมกัน (Participatory Success) ปัจจัยความสำเร็จ คือ ความรัก (Love) ความหวัง (Hope) พลัง (Power) และศรัทธา (Faith)
78 ภาพที่ 4.2 PPP Model ภาพที่ 4.3 ปัจจัยความสำเร็จของการขับเคลื่อนการศึกษาบนฐานชุมชนด้วยการประยุกต์จากการ ปฏิบัติ การวิจัยสู่นโยบายระดับชาติ ..............................................................................................
79 5. คำถามทบทวน 1. การศึกษาบริบทชุมชนบนพื้นฐานความแตกต่างทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมมีประโยชน์ใน การจัดการศึกษาของประเทศไทยอย่างไร 2. ระบบนิเวศการเรียนรู้ของชุมชนคืออะไร 3. Soft Power ทางการเรียนรู้คืออะไร 4. การขับเคลื่อนการศึกษาบนฐานชุมชนด้วยการประยุกต์จากการปฏิบัติ การวิจัยสู่นโยบาย ระดับชาติทำได้อย่างไร
80
81 1. การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) เป็นการวิจัยที่ สำคัญในการสร้างความความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน อันนำไปสู่การสร้างภาคี เครือข่ายจัดการศึกษาบนฐานชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วน ร่วมมีรากฐานมาจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research: AR) การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เป็นการวิจัยด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์เสนอ โดย Kurt Lewin ซึ่งเป็นผู้ใช้คำว่า Action Research เป็นครั้งแรกในปี 1934 โดยใช้วิธีการสร้างและ จัดการความรู้ในลักษณะของการสอบถาม (Inquiry) ประกอบด้วยเส้นเวียนก้นหอย (Spiral) ของวงจร PAOR 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Acting) การสังเกตผล (Observing) และ การประเมินสะท้อนกลับ (Reflecting) โดยจะมีการกระทำซ้ำกิจกรรมในเส้นเวียนก้นหอยทั้งหมด จนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่นั้น ดังภาพที่ 5.1 ภาพที่5.1 วงจร PAOR ที่มา: https://informationr.net/ir/1-1/paper2.html การวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นการนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติโดยมีเจตจำนงที่จะปรับปรุงหรือ เปลี่ยนแปลงสภาพสังคมด้วยการเพิ่มองค์ความรู้สู่สังคมนั้น ทั้งนี้จะเป็นการใช้งานองค์ความรู้ภายใต้ บริบทที่เป็นจริง มีการศึกษาสถานการณ์ในสังคมโดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้นเพื่อเพิ่มความ เข้าใจในปรากฏการณ์ อันจะนำไปสู่การปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงตนเองได้ Kemmis and McTagart (1990) ได้ให้ความหมายของวิจัยเชิงปฏิบัติการไว้ว่า “การรวบรวม ปัญหา หรือคำถามจากการสะท้อนการปฏิบัติการของผู้ที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติการในสังคมใดสังคม หนึ่ง เพื่อต้องการพัฒนาหาหลักการ เหตุผล และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้รูปแบบหรือแนวทางที่จะ นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานนั้น และในขณะเดียวกันก็เป็นการพัฒนาความเข้าใจ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานให้มีความสอดคล้องกับภาวะของสังคมและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง
82 กล่าวโดยสรุป การวิจัยเชิงปฏิบัติการ หมายถึงกระบวนการแสวงหาความรู้จากสถานการณ์จริง อย่างเป็นระบบด้วยกระบวนการการวางแผน การรวบรวมข้อมูล และการประเมินผล เพื่อจะนำข้อมูล มาแก้ปัญหา ปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Kemmis and McTagart (1990) ได้สรุปลักษณะสำคัญของการวิจัยเชิงปฏิบัติการไว้ดังต่อไปนี้ 1) เป็นวิธีปรับปรุงการปฏิบัติงาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้จาก การเปลี่ยนแปลงนั้น . 2) เป็นการดำเนินงานของผู้ปฏิบัติงานเองเพื่อการพัฒนางานของตนเองและกลุ่มอาชีพของตนเอง 3) เป็นกระบวนการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเป็นวงจรโดยเริ่มจากการวางแผน การปฏิบัติ ตามแผน การสังเกต และการสะท้อนผล เป็นวงจรเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่างานนั้นจะได้รับการปรับปรุง ตามที่ต้องการ 4) ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง เน้นกระบวนการกลุ่ม 5) เกิดจากความเต็มใจ และเห็นความสำคัญของการปรับปรุงพัฒนางานของตนเอง 6) การอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงานหรือ กลุ่มวิชาชีพของผู้ปฏิบัติงานเอง ภายใต้เงื่อนไข และสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงมากกว่าจะเชื่อตามหรือ อ้างอิงทฤษฎีจากภายนอกเพียงอย่างเดียว 7) เป็นกระบวนการที่มีความยืดหยุ่นสูงมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานได้ ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับข้อมูลและสถานการณ์ในขณะนั้น 8) เน้นการสังเกตและบันทึกข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา เพื่อนำมาวิเคราะห์และสรุปผล ที่ถูกต้อง 9) เน้นทั้งผลที่เกิดขึ้นและกระบวนการปฏิบัติงาน 10) เน้นวิธีการเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) คือ การวิจัยที่ นำแนวคิด 2 ประการมาผสมผสานกันคือการปฏิบัติการ (Action) ซึ่งหมายถึงกิจกรรมที่โครงการวิจัย จะต้องดำเนินการ และคำว่า การมีส่วนร่วม (Participation) โดยการวิจัยประเภทนี้เกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ.1970 โดยพัฒนาต่อยอดมาจากแนวคิดของการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เกิดขึ้นในด้านการศึกษาโดยการ ผสมผสานระหว่างการวิจัยและการปฏิบัติจริงเพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาชื่ออื่น ๆ ของ PAR คือ Collaborative Action Research, Critical Action Research 2. ลักษณะเฉพาะของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 1) คนในชุมชนเป็นผู้สร้างความรู้ในการแก้ไขปัญหา 2) วิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่ในการแก้ไขปัญหาเป็นการผสมผสานระหว่างความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge)ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) จากภายนอก 3) การแก้ไขปัญหาต้องมาจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 4) ผู้คนที่เกี่ยวข้องต้องเกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและการปฏิบัติ 5) การแก้ไขปัญหาต้องลดทอนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และเสริมความสัมพันธ์แนวราบ 6) วิจัยเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ
83 3. แนวทางของวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) 1) แนวทางประสานทางวิชาการ (Technical Collaborative Approach) 2) แนวทางประสานแบบหุ้นส่วน (Mutual Collaborative Approach) 3) แนวทางการส่งเสริมศักยภาพ (Enhancement Approach) 4. ประเภทของ PAR 1) ประเภทที่เน้นการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหา (Practical Action Research) 2) ประเภทที่เน้นการมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) 5. ฐานคิดของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ฐานคิดที่ 1 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเชื่อว่ากระบวนการวิจัยที่เน้นการมีส่วนร่วม อย่างแท้จริงและเท่าเทียมกันในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเกิดการพัฒนาจิตสำนึกอย่างมีวิจารณญาณ ของประชาชนในการปรับปรุงสภาวะความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง พื้นฐานและความสัมพันธ์ในสังคม กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะได้เป็นเจ้าขององค์ความรู้ที่ผลิตขึ้นเอง จาก การเปลี่ยนจากผู้ถูกวิจัยเป็นผู้วิจัย เกิดการปลดปล่อย การเสริมพลัง เกิดการเรียนรู้ และนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างยั่งยืน ฐานคิดที่ 2 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเชื่อในศักยภาพที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล โดยจะ เน้นการพัฒนาศักยภาพเหล่านั้นให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาหรือปรับปรุงสภาพ ความเป็นอยู่ของตนเอง ใช้การฝึกฝนปฏิบัติจริงเป็นฐานในการพัฒนาศักยภาพ สร้างให้เกิดการเรียนรู้ ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ถาวรกว่าการสั่งให้ทำ 6. องค์ประกอบของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 1) การวิจัยที่มีปัญหาการวิจัยที่ชัดเจนและมีการดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัย 2) การปฏิบัติ จะต้องมีการลงมือปฏิบัติ แก้ไขปัญหาจริง ตามวิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้มาจาก กระบวนการวิจัย 3) การมีส่วนร่วมโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายจะต้องมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของ กระบวนการวิจัย
84 ภาพที่ 5.2 องค์ประกอบของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Participatory_action_research 7. ลักษณะสำคัญของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 1) การปฏิบัติในการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นการปฏิบัติที่ได้มาจากการค้นหาความรู้ ร่วมกันในกลุ่มนักวิจัยแกนนำ ประชาชนเป็นการผสมผสานทั้งความรู้ภายในท้องถิ่นและความรู้ภายนอก 2) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมีความเป็นองค์รวม บูรณาการ ไม่แยกส่วน 3) กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเหมือนสิ่งมีชีวิตเป็นระบบเปิด มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ 4) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมให้ความสำคัญกับกระบวนการวิจัย 5) องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เป็นผลที่ได้ร่วมกันระหว่างนักวิจัย และผู้ปฏิบัติ และมีลักษณะเป็นสหวิทยาการ 6) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมสร้างจิตสำนึกสาธารณะและวัฒนธรรมการทำงานเป็น ทีม 7) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมให้ความสำคัญกับการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม 8. กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 1. วางแผน (Plan) 1.1 การศึกษาชุมชนโดยใช้เครื่องมือการศึกษาชุมชนต่างๆ 1.2 การวิเคราะห์สภาพปัญหาของชุมชนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน 1.3 การตั้งโจทย์วิจัยร่วมกับชุมชน 1.4 การร่วมกันในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหา 1.5 การจัดทำแผนงาน/โครงการเพื่อแก้ไขปัญหา
85 2. ปฏิบัติตามแผน (Act) 3. สังเกตการณ์ (Observe) 3.1 ด้านกระบวนการทำงาน 3.2 ด้านผลการปฏิบัติตามแผนงาน 3.3 ด้านบริบท สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง 3.4 ด้านข้อจำกัดของการปฏิบัติ 4. สะท้อนการปฏิบัติ (Reflect) 4.1 สะท้อนถึงบรรยากาศ สภาพการณ์ ข้อค้นพบที่เกิดขึ้น 4.2 สะท้อนในลักษณะการประเมิน วิพากษ์สิ่งที่ดำเนินการ ข้อค้นพบ 4.3 สะท้อนในลักษณะการให้คำอธิบายถึงข้อค้นพบ 4.4 สะท้อนในการค้นหาข้อเสนอเพื่อการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติต่อไป เป็นการนำผลที่ ค้นพบไปประยุกต์ใช้ 9. ขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 1. การเตรียมความพร้อม การศึกษาชุมชน มีการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การสร้าง ความสัมพันธ์ สร้างเครือข่าย เพื่อนำไปสู่การศึกษาปัญหา การเห็นความสำคัญของปัญหาและกำหนด โจทย์วิจัยร่วมกัน ขั้นการเตรียมความพร้อมนี้มีความสำคัญมากต่อความสำเร็จของการวิจัย 2. การทำข้อตกลงร่วม เป้าหมายร่วมในการแก้ไขปัญหา พัฒนาชุมชนโดยการทำโครงการวิจัย ร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เข้าร่วมการวิจัย ร่วมกันออกแบบกระบวนการวิจัยในทุกขั้นตอน 4. การร่วมกันวางแผนการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาและดำเนินการตามแผน 5. การเก็บข้อมูลร่วมกัน โดยแบ่งบทบาทหน้าที่ตามลักษณะของข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูลและการตีความข้อมูลเป็นการวิเคราะห์และอภิปรายร่วมกันของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย สอดแทรกไปในกระบวนการวิจัยทุกขั้นตอน 7. การประเมินผล โดยมีการประชุม หารือความก้าวหน้าในการทำวิจัย การแก้ไขปัญหาร่วมกัน ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นระยะๆ ตลอดกระบวนการวิจัย 8. การทบทวน และปรับเปลี่ยน พัฒนาแผนงานในการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ 9. การนำแผนงานที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาปฏิบัติ ยกระดับไปสู่วงจรการดำเนินงานรอบต่อไป เพื่อแก้ไขปัญหาสืบเนื่อง หรือพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น 10.จัดให้มีกระบวนการในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยอาจจัดเวทีสาธารณะให้เกิดพื้นที่เรียนรู้ทั้งใน กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และกลุ่มอื่นๆ เพื่อเผยแพร่และวิพากษ์ผลการวิจัย องค์ความรู้ที่ได้ ซึ่งจะเป็น การยกระดับองค์ความรู้ และขยายผลการดำเนินงานให้กว้างขวางขึ้น 11. การจัดทำรายงานการวิจัย จะเน้นกระบวนการได้มาซึ่งรายงานผลการวิจัยมากกว่าการได้ เพียงตัวรายงาน