ความรูท้ ัว่ ไปเกี่ยวกับ หน่วยที่
เศรษฐศาสตร์
1
สาระการเรยี นรู้ 5 ปญั หาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ
6 ระบบเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ กับการแก้ปัญหา
1 ความหมายและประวัติของวชิ าเศรษฐศาสตร์
2 แขนงของวชิ าเศรษฐศาสตร์ และความสัมพนั ธ์ พนื้ ฐานทางเศรษฐกิจ
ระหว่างเศรษฐศาสตรก์ ับวชิ าอ่ืน ๆ 7 เครอ่ื งมือประกอบการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์
8 ประโยชน์ของวชิ าเศรษฐศาสตร์
3 วธิ ีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์
4 หน่วยเศรษฐกิจและวงจรในระบบเศรษฐกิจ
ความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ ในทางเศรษฐศาสตรไ์ ด้แบ่งสินค้าออกเป็น
(Economics) 2 ประเภท คือ
เป็ น วิ ช า ที่ ศึ ก ษ า ถึ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง ม นุ ษ ย์ 1 เศรษฐทรพั ย์ 2 สนิ ค้าไรร้ าคา
เกี่ยวกับการเลือกใช้ทรัพยากร ท่ีมีอยู่อย่าง
จํากัดในการผลิตสินค้าและบรกิ ารสนองความ สินค้าเอกชน
ต้ อ ง ก า ร ข อ ง ม นุ ษ ย์ ซึ่ ง โ ด ย ทั่ ว ไป มี อ ย่ า ง สินค้าสาธารณะ
ไมจ่ ํากัด โดยใหเ้ กิดประโยชน์และประสิทธิภาพ
(Efficiency) สูงสุด นั่นคือต้องใช้ทรัพยากร
อย่างประหยัดที่สุดและ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ
ตนเองและสังคมสูงสดุ ทรพั ยากรการผลิตหรอื
ปัจจัยการผลิตดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 ประเภท
คือ
1 ที่ดิน 3 ทุน
2 แรงงาน 4 ผปู้ ระกอบการ
ประวัติของวชิ าเศรษฐศาสตร์ เดวิด รคิ ารโ์ ด
อดัม สมธิ David Ricardo, (1772 – 1823)
Adam Smith, (1723 – 1790) เปน็ นักเศรษฐศาสตรใ์ นกลุ่ม
สาํ นักคลาสสิก (Classical
บุคคลแรกท่วี างรากฐาน School)
ของวชิ าเศรษฐศาสตร์ แนวคิดทส่ี าํ คัญของกล่มุ น้ี
เขียนตําราเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ ความเช่ือมนั่ ในระบบ
เล่มแรกของโลก ชื่อว่า เศรษฐกิจแบบเสรนี ิยม ทใี่ ห้
An Inquiry into the ความสาํ คัญกับบทบาทของ
Nature and Causes of ภาคเอกชน โดยรฐั ไมค่ วร
the Wealth of Nations เข้าไปยุง่ เก่ียวในกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจ
ประวตั ิของวชิ าเศรษฐศาสตร์ จอหน์ เมยน์ ารด์ เคนส์
อัลเฟรด มารแ์ ชลล์ John Maynard Keynes, (1883 – 1946)
Alfred Marshall, (1842 – 1924) นักเศรษฐศาสตรค์ นสําคัญ
ทเี่ ป็นผู้ปฏิรูปและวางรากฐาน
เปน็ นักเศรษฐศาสตร์ ใหก้ ับสาขาเศรษฐศาสตร์
ในกล่มุ นีโอคลาสสกิ มหภาค
(Neo-Classical School) เขยี นหนังสอื เศรษฐศาสตร์
รบั ชว่ งแนวคิดของกล่มุ มหภาคทส่ี มบูรณ์แบบเล่ม
คลาสสิกมาปรบั ปรุง โดย แรกช่ือ The General
เน้นใหเ้ หน็ ถึงการมอี ยู่อย่าง Theory of Employment,
จํากัดของทรพั ยากร และ Interest and Money
การใช้ทรพั ยากรให้ได้
ประโยชน์สูงสดุ
แขนงของวชิ าเศรษฐศาสตร์ และ ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง
เศรษฐศาสตรก์ ับวชิ าอ่ืน ๆ
แขนงของวิชาเศรษฐศาสตร์ 2 เศรษฐศาสตรม์ หภาค
(Macroeconomics)
1 เศรษฐศาสตรจ์ ุลภาค เป็นการศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ
ของสว่ นรวมหรอื ระดับประเทศ เชน่ รายได้
(Microeconomics) ประชาชาติ ระดับราคาสนิ ค้าและบรกิ าร
โดยทั่วไป การลงทนุ ภาวะเงนิ เฟ้อ การคลัง
เป็นการศึกษาพฤติกรรมทาง การเงนิ การค้าระหวา่ งประเทศ เปน็ ต้น
เศรษฐกิจของ หน่วยย่อย ๆ ในสงั คม
เช่น การผลิต การลงทุน การกําหนด
ราคาในตลาด เปน็ ต้น
ทฤษฎีผบู้ รโิ ภค ทฤษฎีผผู้ ลิตและ
ทฤษฎีการกําหนดราคาของปัจจัย
การผลิต หรอื รวมเรยี กว่า ทฤษฎี
ราคา (Price Theory)
แขนงของวชิ าเศรษฐศาสตร์ และ ความสมั พนั ธร์ ะหว่าง
เศรษฐศาสตรก์ ับวชิ าอ่ืน ๆ
ความสมั พันธร์ ะหว่าง 2 เศรษฐศาสตรก์ ับรฐั ศาสตร์
เศรษฐศาสตรก์ ับวิชาอื่น ๆ
การดําเนินการหรอื การตัดสินใจต่าง ๆ
1 เศรษฐศาสตร์ อาจไม่เปน็ ไปตามหลักการหรอื แนวคิดของ
กับการบรหิ ารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ แต่มักมปี จั จัยของการเมือง
เขา้ มาเกี่ยวขอ้ ง
ผู้ประกอบการต้องมีความรูค้ วามเขา้ ใจ ผบู้ รหิ ารประเทศต้องใชค้ วามรู้ ทาง
ในหลักการหรอื ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตรม์ าชว่ ยในการวางแผนกําหนด
ติดตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศหรอื นโยบายของเศรษฐกิจ หรอื จัดสรรทรพั ยากร
ของโลก เพอ่ื คาดการณ์ในอนาคตรวมทงั้ ใหเ้ กิดประโยชน์
สามารถนําความรูเ้ ทคนิค และเครอ่ื งมอื
ทางเศรษฐศาสตรม์ าประยุกต์ใชก้ ับธรุ กิจ 3 เศรษฐศาสตรก์ ับสงั คมแขนงอื่น
ของตน
นิติศาสตร์ สงั คมวิทยา
ประวตั ิศาสตร์ จิตวิทยา
วธิ กี ารศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ วิธีการในการศึกษาเศรษฐศาสตร์
แบ่งออกได้ 3 วธิ ี คือ
1 สงั เกตจากประวัติศาสตร์ 2 วิธหี าผลจากเหตุ
(Historical Method) (Deductive Method)
ชว่ ยให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ได้ เป็นการกําหนดข้อสมมติฐาน (Hypothesis)
เพราะประวัติศาสตรม์ ักจะซ้ารอยเดิม แต่การ เก่ียวกับความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ที่คาด
ใช้วิธีน้ีอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย เน่ืองจาก ว่าจะเป็นไว้ก่อนแล้ว แล้วจึงทําการศึกษา
สภาพแวดล้อมในอดีตและปจั จบุ นั ไมเ่ หมือนกัน พิสจู น์ขอ้ สมมติฐาน
วธิ กี ารศึกษาทางเศรษฐศาสตร์
โดยปกติการศึกษาเศรษฐศาสตรจ์ ะไม่ใช้
วิธใี ดวธิ หี นึ่ง แต่จะใช้หลาย ๆ วิธรี ว่ มกัน
3 วิธหี าเหตุจากผล
(Inductive Method)
เป็นการเก็บรวบรวมข้อมลู จากเหตุการณ์ต่าง ๆ
เฉพาะรายมาวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อสรุปเป็น
ทฤษฎี เป็นการศึกษาจากเร่ืองเฉพาะท่ีเป็น
ส่วนย่อยเพ่ือสรุป เป็นเรอ่ื งของส่วนรวมหรอื ใช้
เปน็ ทฤษฎีทัว่ ไป
หน่วยเศรษฐกิจและวงจรในระบบเศรษฐกิจ
หน่วยเศรษฐกิจ 2 ภาคครวั เรอื น
(Economic Units)
(Business Sector)
หน่วยท่ีทําหน้าที่ทางด้านการผลิต การบรโิ ภค เป็ น ผู้ ที่ ทํ า ก า ร ผ ลิ ต สิ น ค้ า
และการจําแนกแจกจ่ายสินค้าและบรกิ ารที่มี และบริการเพ่ือตอบสนอง
อยู่ในระบบเศรษฐกิจ เพ่ือให้ทุกคนอยู่ดีกินดี ความต้องการของผูบ้ รโิ ภค
หน่วยเศรษฐกิจ ของทุกประเทศไม่ว่าจะอยู่ใน
ระบบเศรษฐกิจแบบใดจะประกอบด้วยภาค 3 ภาครฐั บาล
เศรษฐกิจต่าง ๆ ได้แก่ ภาคครัวเรือน ภาค
ธุรกิจ และภาครฐั บาล แต่ละหน่วยเศรษฐกิจจะ (Government Sector)
มีหน้าท่ตี ่าง ๆ ดังต่อไปน้ี
ใน ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ที่ ต่ า ง กั น
1 ภาคครวั เรอื น รฐั บาลจะมีบทบาทที่ต่างกัน
แต่โดยทั่วไปรฐั บาลจะเข้ามา
(Household Sector) มีบทบาทในการหน้ าท่ีวาง
ระเบียบ กฎเกณฑ์
มีฐานะเป็นทั้งเจ้าของปัจจัย
การผลิตและเปน็ ผบู้ รโิ ภค
หน่วยเศรษฐกิจและวงจรในระบบเศรษฐกิจ
ตลาดปัจจัยการผลิต 1 ความสัมพันธใ์ นช่วงล่าง
ปจั จัยการผลิต ค รัว เรือ น ซ่ึ ง เป็ น เจ้ า ข อ ง ปั จ จั ย ก า ร ผ ลิ ต
ค่าตอบแทนปจั จัยการผลิต จะนําปัจจัยไปขายเพื่อให้ภาคธุรกิจและ
ภ า ค รัฐ บ า ล กํ า ห น ด อุ ป ส ง ค์ _(Demand)
ภาคครวั เรอื น ภาคการเงิน ภาคธรุ กิจ ค รัว เรือ น ส น อ ง ต อ บ ต่ อ ร า ค า ดั ง ก ล่ า ว
ภาครฐั บาล และกําหนดอุปทาน (Supply) ของปัจจัย
การผลิต
ค่าใช้จ่ายในการบรโิ ภค
สนิ ค้าและบรกิ าร 2 ความสมั พนั ธใ์ นช่วงบน
ตลาดสินค้าและบรกิ าร เ ม่ื อ ภ า ค ธุ ร กิ จ แ ล ะ ภ า ค รัฐ บ า ล ร ว บ ร ว ม
ปั จ จั ย ก า ร ผ ลิ ต ไ ด้ แ ล้ ว ก็ นํ า ม า ผ ลิ ต เป็ น
สินค้าและบรกิ าร จากนั้นนําไปขายให้แก่
ภาคครวั เรือน ในตลาดสินค้าและบรกิ าร
อุปสงค์สําหรับสินค้าและบริการชนิดใด
เป็นเท่าใด ข้ึนอยู่กับการตัดสินใจของ
ครวั เรอื น
ปัญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกิจ
1 ผลิตอะไร 2 ผลิตอย่างไร 3 ผลิตเพ่ือใคร
(What) (How) (For Whom)
จะผลิตสินค้าหรอื บรกิ ารอะไร จะผลิตสินค้าหรอื บรกิ ารอย่างไร สินค้าหรอื บรกิ ารท่ีผลิตขึ้นนั้น
(what to Produce ?) เพ่ือให้ (How to Produce ?) ผลิตด้วย จะผลิตเพ่ือใคร (For Whom to
การจัดสรรทรพั ยากรอันจํากัด ก ร ร ม วิ ธี ใ ด ท่ี จ ะ เ สี ย ต้ น ทุ น Produce ?) จึงจะเป็นการ แบ่ง
น้ันเกิดประโยชน์มากทสี่ ุด การผลิตต่าท่ีสุด และเกิดผลดี สินค้าและบรกิ ารที่ผลิตได้ด้วย
แก่ ห น่ ว ย เ ศร ษ ฐ กิ จ ทุ กห น่ ว ย ท รัพ ย า ก ร อั น จํ า กั ด นั้ น ไป ยั ง
ท่ีเก่ียวข้อง บุคคลต่าง ๆ อยา่ งเหมาะสม
ระบบเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ
กับการแก้ปัญหาพนื้ ฐานทางเศรษฐกิจ
1 ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ปัญหาผลิตอยา่ งไร
ผูผ้ ลิตต้องเลือกวิธกี ารผลิตที่เสยี ต้นทนุ ต่าสดุ
(Capitalism Economic System) เพือ่ ให้ได้กําไรมากทส่ี ดุ
ลักษณะสาคัญ ปัญหาผลิตเพ่ือใคร
ผู้บรโิ ภคท่มี รี ายได้มากจะมีอํานาจซื้อมาก
1 การมีกรรมสิทธใ์ิ นทรพั ย์สิน สินค้าจะถูกจัดสรรไปยังผบู้ รโิ ภคที่ต้องการ
2 การมีเสรภี าพในธรุ กิจ และมรี ายได้พอทีจ่ ะซ้อื สนิ ค้านั้นตาม
3 การมกี ําไรเป็นสงิ่ จงู ใจ ราคาตลาด
4 ราคา
ข้อดี ข้อเสีย
กลไกราคาในการแก้ปญั หาพน้ื ฐาน
ทางเศรษฐกิจ 1 คล่องตัว 1 ไมม่ ปี ระสิทธภิ าพทด่ี ีพอ
2 เสรภี าพ 2 ความไมเ่ สมอภาค
ปัญหาผลิตอะไร 3 ประสิทธภิ าพ 3 ความมีเสถียรภาพและ
ผูบ้ รโิ ภคจะมอี ิทธพิ ลต่อการตัดสินใจผลิต
สินค้าและบรกิ ารของผผู้ ลิต โดยจะทราบ ปญั หาสังคมและสิ่งแวดล้อม
ความต้องการของผูบ้ รโิ ภคจากจํานวนเงนิ
ท่ผี บู้ รโิ ภคนํามาใช้จ่าย
ระบบเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ
กับการแก้ปญั หาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ
2 ระบบเศรษฐกิจแบบสงั คมนิยม ข้อดี
(Socialist Economic System) การดําเนินงานบางอย่างมีความคล่องตัว
เมือ่ รฐั บาลเขา้ มาดําเนินกิจการบางอยา่ ง
ลักษณะสาคัญ อาจชว่ ยให้มกี ารจัดสรรทรพั ยากรและมี
การกระจายรายได้ทด่ี ี
รฐั บาลเขา้ ควบคมุ การผลิตในส่วนสําคัญและ
ในบางกรณีรฐั บาลอาจเขา้ ยึดถือกรรมสิทธิ์ ข้อเสีย
ในทรพั ย์สนิ แทนเอกชนก็ได้ เสรภี าพในการ
ผลิตของเอกชนถูกจํากัด รฐั บาลเปน็ ผูก้ ําหนด 1 ไมม่ ีประสทิ ธภิ าพและอาจผิดพลาด
ชนิดของสินค้า ท่จี ะทําการผลิต ตลอดจน ได้งา่ ย
วิธกี ารผลิตและอื่น ๆ
2 ขาดเสรภี าพ
กลไกราคาในการแก้ปญั หาพนื้ ฐาน 3 ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
ทางเศรษฐกิจ
ข้ึนอยู่กับนโยบายของรฐั บาลเป็นหลัก
รฐั ใชแ้ ผนจากรฐั เป็นเครอื่ งมอื ในการ 4 ขาดแรงจงู ใจ
แก้ปญั หาพ้นื ฐานทางเศรษฐกิจ 5 การผลิตสินค้าและบรกิ ารอาจไม่ตรง
กับความต้องการ
ระบบเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ
กับการแก้ปญั หาพน้ื ฐานทางเศรษฐกิจ
3 ระบบเศรษฐกิจแบบผสม เปน็ ระบบท่ีมคี วามยดื หยุน่ และเปิดโอกาสให้
มีการเลือกเครอื่ งมือ เพื่อใช้ในการแก้ปญั หา
(Mixed Economy System) พน้ื ฐานทางเศรษฐกิจท่เี หมาะสมกับกิจกรรม
ลักษณะสาคัญ ข้อดี
มลี ักษณะผสมผสานระหวา่ งระบบเศรษฐกิจ การดําเนินการมคี วามคล่องตัว
แบบทนุ นิยมกับระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน
จากสว่ นกลาง ข้อเสยี
เอกชนมสี ่วนรว่ มในการแก้ปญั หาพ้นื ฐานทาง เอกชนอาจขาดแรงจงู ใจในการดําเนินการ
เศรษฐกิจ รฐั บาลและเอกชนจะมีกรรมสิทธิ์ เอกชนขาดความม่นั ใจในการลงทุน
ในทรพั ย์สิน กลไกราคาจะมบี ทบาทในการ ประสทิ ธภิ าพในการผลิตของรฐั คุณภาพ
จัดสรรทรพั ยากรและจัดสรรผลผลิต จะไมเ่ ท่าเทียมกับที่เอกชนผลิตขนึ้
เครอ่ื งมอื ประกอบการศกึ ษา 4 ความชัน อัตราส่วนการเปล่ียนแปลงของค่าตัว
วชิ าเศรษฐศาสตร์ แปรบนแกนต้ังต่อการ เปล่ียนแปลง
(Slope) ของค่าตัวแปรบนแกนนอน
1 ฟังก์ชัน ความสมั พันธข์ องตัวแปรตั้งแต่ Slope = Y2 – Y1 = △Y
2 ตัวขึ้นไป X2 – X1 △X
(Function)
ฟงั ก์ชนั อุปสงค์ 5 ค่ารวม ค่าเฉล่ียและค่าหน่วยเพม่ิ
Qx = (Px , Py , Y , T) (Total Average and Marginal Value)
2 สมการ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ค่ารวม ยอดรวมทั้งหมด
ค่าเฉล่ีย อัตราส่วนของยอดรวมตัวแปร
(Equation) ทีเ่ ฉพาะเจาะจงของตัวแปร ตามกับยอดรวมของตัวแปรอิสระ
ค่าหน่วยเพ่ิม การพิจารณาว่าตัวแปรตามจะ
สมการเส้นตรง เปลี่ยนแปลงไปเท่าไร เม่อื ตัวแปร
อิสระเปลี่ยนแปลงค่าไปจากเดิม
Y = a + bX 1 หน่วย
3 กราฟ รู ป ก ร า ฟ ที่ พ บ เ ส ม อ ใน ท า ง 6 ค่าสงู สุด การหาค่าดังกล่าวทําได้โดย
เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์มั ก ใ ช้ แ ส ด ง
(Graph) ความสัมพันธ์ของตัวแปรเพียง
2 ตัวบนกราฟที่มี 2 แกนคือ
แกนต้ังและแกนนอน และตา่ สดุ วิธีแคลคูลัสและโดยอาศัย
(Maximum and รูปกราฟ
Minimum Value)
ประโยชน์ของวชิ าเศรษฐศาสตร์
1 ช่วยใหก้ ารดํารงชีวิตประจําวันเป็นไป
อย่างมีหลักเกณฑแ์ ละมเี หตมุ ผี ล
2 เป็น ค วา ม รู้ข้ัน พ้ืนฐ า น ที่จํ า เป็น แก่
ผปู้ ระกอบอาชีพธุรกิจและอาชพี อิสระ
3 หน่วยธุรกิจสามารถนําความรูไ้ ปใช้ใน
การตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น สามารถ
คาดการณ์ภาวะ เศรษฐกิจในอนาคตได้
ถกู ต้อง
4 ถ้าประชาชนมคี วามรูด้ ้านเศรษฐศาสตร์
ก็จะสามารถประกอบอาชีพที่ก่อให้เกิด
ค วา ม เจริญ ก้ า วหน้ า แก่ ตน เองแ ล ะ
สว่ นรวม
5 เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ เข้าใจ
กฎเกณฑแ์ ละสถาบันทางเศรษฐกิจ
6 ผบู้ รหิ ารประเทศจะต้องใช้ความรูค้ วาม
เข้ า ใจ ท า ง เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์ไป ว า ง แ ผ น
แก้ไขปญั หาทางเศรษฐกิจ
อุปสงค์ อุปทาน และ หน่วยท่ี
ภาวะดลุ ยภาพของตลาด
2
สาระการเรยี นรู้ 4 การเปลี่ยนแปลงปรมิ าณขาย และ
1 อุปสงค์ การเปล่ียนแปลงอุปทาน
2 การเปล่ียนแปลงปรมิ าณซอื้
5 ดุลยภาพของตลาด และ
และการเปล่ียนแปลงอุปสงค์
การเปลี่ยนแปลงของดลุ ยภาพตลาด
3 อุปทาน
อุปสงค์ ปัจจัยเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อปรมิ าณซ้ือมาก
น้อยไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของ
ความหมายและชนิดของอุปสงค์ ผู้บรโิ ภคแต่ละคน ปัจจัยต่าง ๆ มดี ังต่อไปนี้
อุปสงค์ (Demand) 1 2 3
ราคา ราคาของ รายได้เฉลี่ย
หมายถึง ปรมิ าณของสินค้าและบรกิ ารชนิด ของสินค้า สินค้าอ่ืน ๆ ของผูบ้ รโิ ภค
ใดชนิดหน่ึงท่ีผู้บริโภค มีความต้องการซื้อ ที่เกี่ยวข้อง
ในระยะเวลาหน่ึง ณ ระดับราคาต่าง ๆ ของ
สินค้าและบรกิ ารน้ัน 4 5
รสนิยม จานวน
ปจั จัยท่ีเปน็ ตัวกาหนดอุปสงค์ ของผ้บู รโิ ภค ประชากร
ตวั กาหนดอุปสงค์
หมายถึง ตัวแปร (Variable) หรือปัจจัย
ต่ า ง ๆ ท่ี มี อิ ท ธิ พ ล ต่ อ ป ริ ม า ณ สิ น ค้ า
ท่ี ผู้ บ ริ โ ภ ค มี ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ที่ จ ะ ซื้ อ
(Quantity Demanded)
อุปสงค์ สมการอุปสงค์
ปจั จัยที่เปน็ ตัวกาหนดอุปสงค์ คือ การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคากับ
ปริม าณซื้อใน รูปข องสม กา ร ซึ่งอาจเป็น
สมการเส้นตรงหรอื เส้นโค้ง แต่ส่วนมากเป็น
สมการเสน้ ตรง
เช่น
Qd = 10 – 2P
6 7 อุปสงค์รายบุคคลและอุปสงค์ของตลาด
การคาดคะเน สภาพดินฟา้
ของผู้บรโิ ภค อากาศหรอื ฤดูกาล 1 อุปสงค์รายบุคคล
กฎของอุปสงค์และเส้นอุปสงค์ (individual demand)
กฎของอุปสงค์ (Law of Demand) คือ เป็นปริมาณความต้องการซ้ือสินค้า
ช นิ ด ใ ด ช นิ ด ห นึ่ ง ข อ ง ผู้ บ ริโ ภ ค ร า ย ใ ด
เม่ือราคาสินค้าสูงข้ึน ผู้บรโิ ภคจะซ้ือสินค้า รายหน่ึง ณ ระดับราคาต่าง ๆ ในช่วงเวลา
ชนิดน้ันในปริมาณน้อยลง และเม่ือราคา หน่ึง
ลดลงผู้บรโิ ภคจะซ้ือสินค้าในปริมาณมาก
ข้ึน โดยสมมติใหป้ ัจจัยอ่ืน ๆ คงที่ 2 อุปสงค์ของตลาด
(market demand)
คือ เป็นปริมาณความต้องการรวมของ
ผู้บรโิ ภคทุกรายในตลาด
อุปสงค์ อุปสงค์รายบุคคลและอุปสงค์ของตลาด
ตวั อยา่ ง ตารางแสดงอุปสงค์ของบุคคลและอุปสงค์ของตลาดนา้ ผลไม้
การหาเสน้ อุปสงค์ของตลาดจากเส้นอุปสงค์ของบุคคล
การเปลี่ยนแปลงปรมิ าณซื้อ เช่น หากรถโดยสาร การใช้บรกิ ารรถ
และการเปล่ียนแปลงอุปสงค์ ขสมก. เพมิ่ ค่า โดยสาร ขสมก.
โดยสารข้นึ จะลดลง
การเปลี่ยนแปลงปรมิ าณซอ้ื
ซง่ึ เปน็ การวิเคราะห์ภายในเสน้ อุปสงค์
การเปล่ียนแปลงปรมิ าณซอ้ื (Move Along the Demand Curve)
(Change in Quantity Demand)
การเปล่ียนแปลงปรมิ าณซือ้
เป็นการเปล่ียนแปลงปรมิ าณ อุปสงค์บนเส้น
อุปสงค์เดียวกัน หมายถึง การที่ตัวกาหนด
โ ด ย ต ร ง คื อ ร า ค า สิ น ค้ า ไ ด้ เป ล่ี ย น แป ล ง ไป
อันมีผลทาให้ปรมิ าณซื้อเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ตามกฎของอุปสงค์ส่วนตัวกาหนดโดยอ้อม
ทั้งหลายสมมติว่าอยู่คงท่ี การเปลี่ยนแปลง
ปริมาณซ้ือจึงเป็นการย้ายตาแหน่งจากจุด
หนึ่งไปยังอีกจุดหน่ึงบนเส้นอุปสงค์เดิม
การเปล่ียนแปลงปรมิ าณซอ้ื เชน่ อุปสงค์ต่อการใช้ ถ้าค่าโดยสารของ
และการเปล่ียนแปลงอุปสงค์ บรกิ ารรถโดยสาร รถแทก็ ซี่เพ่มิ ขนึ้
ขสมก. จะเพ่มิ ข้นึ
การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์
การเปล่ียนแปลงอุปสงค์
(Change in Demand)
เป็นการเปลี่ยนย้ายของเส้นอุปสงค์ไปท้ังเส้น
หมายถึง การท่ีตัวกาหนดอุปสงค์โดยอ้อม
เช่น รา ย ได้ รส นิ ย ม รา ค า ข องสิน ค้ า อื่ น
เ ป็ น ต้ น ตั ว ใ ด ตั ว ห นึ่ ง ห รื อ ห ล า ย ตั ว
เป ล่ี ย น แป ล ง ไป แ ล ะ มี ผ ล ท า ให้ ป ริม า ณ ซ้ื อ
เพิ่มข้นึ หรอื ลดลง ณ ระดับราคาเดิม
การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์
อุปทาน ปัจจัยเหล่าน้ีจะมีอิทธิพลต่อปรมิ าณขายมาก
น้อยไม่เท่ากัน ซ่ึงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้มีหลาย
ความหมายของอุปทาน อยา่ งแยกพิจารณาได้ดังน้ี
อุปทาน (Supply) 1 2 3
ราคา ราคาของ ราคาของ
คือ ปริมาณของสินค้าและบริการชนิดใด ของสนิ ค้า สินค้าอื่น ๆ ปัจจัยการผลิต
ชนิดหน่ึงที่ผู้ผลิตพร้อมท่ีจะเสนอหรือผลิต ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
ออกขาย ณ ระดับราคาต่าง ๆ กันภายใน
ระยะเวลาท่ีกาหนด 4 5
จานวนของผผู้ ลิต เป้าหมายของ
ปจั จัยที่เปน็ ตัวกาหนดอุปทาน หรอื ผ้ขู ายในตลาด ธุรกิจหรอื ผู้ผลิต
ตวั กาหนดอุปทาน
หมายถึง ตัวแปรหรือปัจจัยต่ าง ๆ ที่มี
อิทธิพลต่อจานวนสินค้าและบริการ ซ่ึง
ผู้ผลิตต้องการทีจ่ ะผลิตออกขาย
อุปทาน ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปรมิ าณเสนอ
ขายสินค้า นอกจากแสดงเป็นฟังก์ชันอุปทาน
ปจั จัยที่เปน็ ตัวกาหนดอุปทาน แล้ว ยังอาจแสดงได้ในรูปแบบ
6 7 สมการอุปทาน เสน้ อุปทาน
สภาพเทคโนโลยี สภาพดินฟา้ ตารางอุปทาน
ที่ใช้ในการผลิต อากาศหรอื ฤดูกาล
สมการอุปทาน
กฎของอุปทานและเสน้ อุปทาน
คือ การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคากับ
กฎของอุปทาน (Law of Supply) ปริมาณขายในรูปของสมการ ซึ่งอาจเป็น
สมการเส้นตรงหรอื เส้นโค้ง แต่ส่วนมากเป็น
เม่ือราคาสินค้าสูงข้ึน ผู้ผลิตมีความเต็มใจท่ี สมการเสน้ ตรง
จะผลิตสินค้าออกขายมากข้ึน แต่ถ้าราคา
สิ น ค้ า ล ด ล ง ผู้ ผ ลิ ต จ ะ ผ ลิ ต เพ่ื อ เ ส น อ ข า ย ใน เชน่
ปรมิ าณน้อยลง ทั้งน้ีโดยสมมติให้ปัจจัยอื่น ๆ Ps = 5 + P
คงท่ี
อุปทาน กฎของอุปทานและเส้นอุปทาน
ตัวอยา่ ง ตารางแสดงอุปทานของบุคคลและอุปทานของตลาดยางพารา
การหาเสน้ อุปทานของตลาดจากเสน้ อุปทานของผผู้ ลิตแต่ละราย
การเปล่ียนแปลงปรมิ าณขาย
และการเปล่ียนแปลงอุปทาน
การเปล่ียนแปลงปรมิ าณขาย
การเปลี่ยนแปลงปรมิ าณขาย
(Change in Quantity Supply)
เกิดจากราคาสินค้าเปล่ียนแปลงไป ทาให้ การเปล่ียนแปลงปรมิ าณขาย
ปรมิ าณขายหรอื จานวนผลผลิตเปลี่ยนแปลง
ไปด้วยตามกฎของอุปทาน
เช่น เม่อื ราคา เกษตรกร
ข้าวเปลือก จะลดพื้นที่
ลดลง เพาะปลูกลง
ปรมิ าณขายขา้ วเปลือก
ท่เี สนอขายก็จะลดลง
ดลุ ยภาพของตลาดและการ
เปลี่ยนแปลงของดลุ ยภาพตลาด
ดลุ ยภาพของตลาด
(Market Equilibrium)
คือ สภาวะที่ปริมาณซ้ือเท่ากับปรมิ าณขาย
พอดี หากเมื่อใดที่อุปสงค์และอุปทานหรอื ทั้ง
อุ ป ส ง ค์ แ ล ะ อุ ป ท า น เ กิ ด ก า ร เป ล่ี ย น แ ป ล ง
จะทาใหด้ ุลยภาพตลาดเปลี่ยนแปลงไปด้วย
หากการปรบั ตัวของปรมิ าณซ้ือและปรมิ าณ ดลุ ยภาพตลาดและการปรบั ตวั เขา้ ส่ดู ุลยภาพ
ขายเท่ากันพอดี ณ ระดับราคาใดราคาหน่ึง
ซึ่งหมายความว่า ณ ระดับราคานั้นปริมาณ
สินค้าท่ีผูบ้ รโิ ภคต้องการซื้อจะเท่ากับปรมิ าณ
สิ น ค้ า ที่ ผู้ ผ ลิ ต ต้ อ ง ก า ร จ ะ ผ ลิ ต อ อ ก ข า ย ใ น
ขณะเดียวกันพอดี มีผลทาใหเ้ กิด
ราคาดุลยภาพ ปรมิ าณดุลยภาพ
(Equilibrium Price) (Equilibrium Quantity)
ดุลยภาพของตลาดและการ ตัวอยา่ ง การปรบั ตวั เขา้ สู่ดลุ ยภาพ
เปล่ียนแปลงของดลุ ยภาพตลาด 1 อุปสงค์เปล่ียนแปลงในขณะท่ีอุปทานคงที่
การเปล่ียนแปลงของดุลยภาพตลาด การเปลี่ยนแปลงภาวะดลุ ยภาพ
กรณีอุปสงค์เปล่ียนแปลงในขณะทอ่ี ุปทานคงท่ี
ก า ร เป ล่ี ย น แป ล ง ข อ ง อุ ป ส ง ค์ แ ล ะ อุ ป ท า น
เกิ ด จ า ก ตั ว ก า ห น ด อุ ป ส ง ค์ แ ล ะ อุ ป ท า น
โดยอ้อมชนิดต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงจนทาให้
ป ริ ม า ณ ซื้ อ แ ล ะ ป ริ ม า ณ ข า ย เ ป ล่ี ย น
ตาม
ไปด้วย ณ ทุกระดับราคาจะทาให้ตาแหน่ง
ดุลยภาพเปลี่ยนแปลงไป
ดุลยภาพของตลาดและการ การเปลี่ยนแปลงของดุลยภาพตลาด
เปล่ียนแปลงของดลุ ยภาพตลาด
ตัวอยา่ ง การปรบั ตัวเข้าส่ดู ลุ ยภาพ
2 อุปทานเปลี่ยนแปลงในขณะทอี่ ุปสงค์คงที่
3 อุปสงค์และอุปทานเปล่ียนแปลง
การเปล่ียนแปลงภาวะดุลยภาพ การเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพ
กรณีอุปทานเปลี่ยนแปลงในขณะที่อุปสงค์คงที่ กรณีอุปสงค์และอุปทานเปล่ียนแปลง
ความยืดหยุ่นของ หน่วยท่ี
อุปสงค์และอุปทาน
3
สาระการเรยี นรู้ 3 ความยืดหยุ่นของอุปทาน
4 ประโยชน์ของความยืดหยุ่น
1 ความหมายของความยืดหยุ่น
2 ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ ของอุปสงค์และอุปทาน
ความหมายของความยืดหยุน่
ความยดื หยุน่
(Elasticity)
หมายถึง การวัดการตอบสนองของตัวแปร
หนึ่งต่ออีกตัวแปรหน่ึง โดยความยืดหยุ่นทาง
เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์เป็ น ก า ร อ ธิ บ า ย ถึ ง สั ด ส่ ว น
ก า ร เป ลี่ ย น แป ล ง ใ น ป ริม า ณ สิ น ค้ า ที่ มี
ความสัมพันธ์กับสัดส่วนการเปลี่ยนแปลง
ของราคาสนิ ค้า หรอื สัดส่วนการเปลี่ยนแปลง
ของปัจจัยอื่นท่ีกาหนด เช่น รายได้ ราคา
สินค้าชนิดอ่ืน เป็นต้น
ความยืดหยุน่ ของอุปสงค์ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์
หมายถึง เปอรเ์ ซ็นต์หรอื อัตราการเปล่ียนแปลง (Elasticity of Demand: E)
ข อ ง ป ริม า ณ สิ น ค้ า ท่ี มี ผู้ ต้ อ ง ก า ร ซื้ อ ใน ข ณ ะ ใ ด
ขณะหนึ่ง เมื่อตัวแปรที่เป็นปัจจัยกาหนดปรมิ าณ ความยืดหยุ่นของ ความยืดหยุ่นของ
เสนอซ้ือน้ัน ๆ เปลี่ยนแปลงไปหน่ึงเปอร์เซ็นต์ อุปสงค์ต่อราคา อุปสงค์ต่อราคา
ใน ก า ร ศึ ก ษ า เร่ือ ง ค ว า ม ยื ด ห ยุ่ น ข อ ง อุ ป ส ง ค์ ความยืดหยุ่นของ สินค้าชนิดอื่น หรอื
จะแยกพจิ ารณา ตามลักษณะของอุปสงค์ อุปสงค์ต่อรายได้ ความยืดหยุน่ ไขว้
การคานวณหาค่าความยืดหยุ่น โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถสรุปความยืดหยุ่น
ของอุปสงค์ต่อราคา ของอุปสงค์ต่อราคาในรูปสมการได้ว่า
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา ( Epd ) = เปอรเ์ ซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปรมิ าณซือ้ สินค้าชนิดหนึ่ง
เปอรเ์ ซน็ ต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสนิ ค้าชนิดนั้น
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์
การคานวณหาค่าความยืดหยุ่น 2 การวัดความยืดหยุ่นแบบช่วง
ของอุปสงค์ต่อราคา
(Arc Elasticity of Demand)
ก า ร วั ด ค ว า ม ยื ด ห ยุ่ น ข อ ง อุ ป ส ง ค์ ต่ อ ร า ค า
สามารถทาได้ 2 วธิ ี คือ เป็นการวัดความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในช่วง
ใดช่วงหน่ึงบนเส้นอุปสงค์ หรอื วัดจากจุด 2
จุดบนเส้นอุปสงค์ นิยมใช้วัดในกรณีที่ราคามี
การเปล่ียนแปลงมาก จนสงั เกตเหน็ ได้
1 การวัดความยืดหยุ่นแบบจุด สตู ร Epd (แบบช่วง) = Q2 – Q1 x P1 + P2
P2 – P1 Q1 + Q2
(Point Elasticity of Demand)
เป็นการวัดความ ยืดหยุ่นข องอุปสงค์ ณ
จดุ ใดจดุ หนึ่งบนเส้นอุปสงค์ นิยมใช้ในกรณีที่
ร า ค า สิ น ค้ า มี ก า ร เป ลี่ ย น แป ล ง ไป เ ล็ ก น้ อ ย
จนแทบจะสังเกตไมเ่ หน็
สูตร Epd (แบบจุด) = △Q x P1
△P Q2
ความยดื หยุน่ ของอุปสงค์ เสน้ อุปสงค์ตอ่ ราคาทมี่ คี วามยดื หยนุ่ มาก
เส้นอุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นมาก หมายถึง
ชนิดของความยืดหยุ่น เส้ น อุ ป ส ง ค์ ท่ีมี ค วา ม ยืด ห ยุ่น ม า ก ก ว่า 1
ของอุปสงค์ต่อราคา แต่น้อยกว่าอิน ฟินิ ต้ี (∞) ส่วนใหญ่ได้แก่
สนิ ค้าประเภทฟุม่ เฟอื ย
โ ด ย ป ก ติ ค่ า ค ว า ม ยื ด ห ยุ่ น ข อ ง อุ ป ส ง ค์ ต่ อ
ราคาจะมีค่าเป็นลบ เพราะราคากับปรมิ าณ
ซ้ือจะผันแปรในทิศทางตรงกันข้ามตามกฎ
ของอุปสงค์ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อ
ราคาแบง่ ออกเป็น 5 ลักษณะ คือ
1 อุปสงค์มีความยืดหยุ่นมาก
(Relatively Elastic) |Ed| > 1
หมายความว่า เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง
ของปรมิ าณเสนอซ้ือมากกว่าเปอรเ์ ซ็นต์การ
เปล่ียนแปลงของราคาเส้นอุปสงค์ในกรณีน้ี
จะมลี ักษณะค่อนข้างลาด
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ เส้นอุปสงค์ตอ่ ราคาที่มคี วามยดื หยนุ่ น้อย
เส้นอุปสงค์ท่ีมีความยืดหยุ่นน้อย หมายถึง
ชนิดของความยืดหยุ่น อุ ปส งค์ ท่ีมีค่ า ม า กกว่า 0 แ ต่ น้ อย กว่า 1
ของอุปสงค์ต่อราคา มกั เป็นสนิ ค้าที่มีความจาเป็นต่อการครองชีพ
2 อุปสงค์มีความยืดหยุ่นน้อย เช่น อาหาร และยารกั ษาโรค เปน็ ต้น
(Relatively Inelastic) |Ed| < 1
หมายความว่า เปอรเ์ ซ็นต์การเปลี่ยนแปลง
ข อ ง ปริม า ณ ซ้ื อน้ อ ย กว่ า เป อ ร์เซ็ น ต์ ก า ร
เปลี่ยนแปลงของราคาเส้นอุปสงค์ ในกรณีน้ี
จะมีลักษณะ ค่อนขา้ งชัน
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ เส้นอุปสงค์ตอ่ ราคาท่ีมีความยดื หยนุ่ เท่ากับหนึ่ง
เส้นอุปสงค์ต่อราคาที่มคี วามยดื หยนุ่ เทา่ กับหนึ่ง
ชนิดของความยืดหยุ่น หมายถึง เส้นอุปสงค์ท่ีมีความยืดหยุ่นเท่ากับหนึ่ง
ของอุปสงค์ต่อราคา ตลอดท้ังเส้นเป็นเส้นโค้ง รายจ่ายมวลรวมของ
ผู้บริโภคและรายรับรวมของผู้ผลิตเท่าเดิมเสมอ
3 อุปสงค์มคี วามยืดหยุ่นเท่ากับหน่ึง ไมว่ ่าราคาจะลดลงหรอื สงู ขึ้นก็ตาม
(Unitary Elastic) |Ed| = 1
หมายความว่า เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง
ข อ ง ป ริม า ณ ซ้ื อ เ ท่ า กั บ เป อ ร์เซ็ น ต์ ก า ร
เปลี่ยนแปลงของเส้นราคา กรณีน้ีเส้นอุปสงค์
จะมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง ทุก ๆ จุดบนเส้น
อุปสงค์มีค่าความยืดหยุ่นเท่ากับ 1 ตลอด
ท้งั เส้น
ความยืดหยุน่ ของอุปสงค์ เสน้ อุปสงค์ตอ่ ราคาทไี่ ม่มีความยดื หยนุ่ เลย
เส้นอุปสงค์ต่อราคาท่ีไม่มคี วามยดื หยนุ่ เลย
ชนิดของความยืดหยุ่น สินค้าท่ีอุปสงค์มีความยืดหยุ่นเท่ากับศูนย์ ได้แก่
ของอุปสงค์ต่อราคา สินค้าท่ีมีความจาเป็นมากที่สุด สาหรับกรณีใด
กรณีหนึ่งโดยเฉพาะ เส้นอุปสงค์ในกรณีน้ีจะมี
4 อุปสงค์ไม่มีความยืดหยุ่นเลย ลักษณะเป็นเส้นตรงต้ังฉากกับแกนนอน
(Perfectly Inelastic) |Ed| = 0
หมายความว่า ปริมาณซื้อไม่เปลี่ยนแปลง
แม้ว่าราคาจะเปล่ียนแปลงไปก็ตาม กรณีน้ี
เส้นอุปสงค์จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงต้ังฉาก
กับแกนนอน ทุก ๆ จุดบนเส้นอุปสงค์จะมีค่า
ค ว า ม ยื ด ห ยุ่ น ต่ อ ร า ค า เท่ า กั บ ศู น ย์ ต ล อ ด
ทง้ั เสน้
ความยดื หยุ่นของอุปสงค์ เส้นอุปสงค์มคี วามยดื หยนุ่ อยา่ งสมบูรณ์
เส้นอุปสงค์มีความยดื หยนุ่ อยา่ งสมบูรณ์
ชนิดของความยืดหยุ่น สนิ ค้าทอี่ ุปสงค์มคี วามยดื หยุ่นอย่างสมบูรณ์หรอื มี
ของอุปสงค์ต่อราคา ความยืดหยุ่นเท่ากับอินฟินิตี้ ได้แก่ สินค้าท่ีมีการ
แข่งขัน อย่างสมบูรณ์ เช่น พืชผลทางการเกษตร
5 อุปสงค์มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ เป็นต้น เส้นอุปสงค์ในกรณีนี้จะมีลักษณะเป็น
เส้นตรงขนานกับแกนนอน
(Perfectly Elastic) |Ed| = ∞
หมายความว่า ปริมาณระดับราคาน้ัน ๆ
ผู้บรโิ ภคจะซื้อสินค้าไม่จากัดจานวน แต่ถ้า
ราคาสนิ ค้าสงู ขึน้ เพียงเล็กน้อยจะไม่ซ้ือสินค้า
นั้นเลย เส้นอุปสงค์จะมีลักษณะเป็นเส้นตรง
ตั้งฉากกับแกนตั้ง ทุก ๆ จุดบนเส้นอุปสงค์
จะมีความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับ 0 ตลอด
ท้งั เส้น
ความยืดหยุน่ ของอุปทาน
ความยืดหยุ่นของอุปทาน ปัจจัยทีท่ าใหอ้ ุปทานมีความยดื หยนุ่
ตอ่ ราคาแตกต่างกัน คือ
(Elasticity of Supply: Es)
ระยะเวลา
หมายถึง การวัดการตอบสนองของปรมิ าณขาย ความเปน็ ไปได้ในการผลิต
ต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า เม่ือกาหนดให้ ความเป็นไปได้ในการเก็บรกั ษาผลผลิต
ปจั จัยอื่น ๆ ท่กี าหนดอุปทานคงท่ี ต้นทนุ การผลิต
สตู รการคานวณหาค่าความยืดหยุ่น
ของอุปทานต่อราคา
ความยดื หยุน่ ของอุปทาน ( Es ) = เปอรเ์ ซน็ ต์การเปล่ียนแปลงของปรมิ าณเสนอขายสินค้าชนิดหนึ่ง
เปอรเ์ ซ็นต์การเปล่ียนแปลงของราคาสินค้าชนิดนั้น
ความยืดหยุ่นของอุปทาน 2 การวัดความยืดหยุ่นแบบช่วง
การคานวณหาค่าความยืดหยุ่น (Arc Elasticity of Demand)
ของอุปทาน
เป็นการวัดความยืดหยุ่นของอุปทานในช่วง
การคานวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน ใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปทาน การวัดความ
มีวิธกี ารคานวณ 2 แบบ ดังต่อไปน้ี ยืดหยุ่นแบบช่วงนี้นิยมใช้วัดในกรณีท่ีราคา
มกี ารเปลี่ยนแปลงมากจนสงั เกตเห็นได้
สูตร Es (แบบชว่ ง) = Q2 – Q1 x P1 + P2
P2 – P1 Q1 + Q2
1 การวัดความยืดหยุ่นแบบจุด
(Point Elasticity of Supply)
เป็นการวัดความยืดหยุ่น ของอุปทาน ณ
จุด ใด จุด หนึ่ งบ น เ ส้น อุ ป ทา น ซ่ึง นิ ย ม ใช้
ใน กรณีท่ีราค าสินค้ า มีการเปล่ี ยน แปล ง
น้อยมากจนแทบจะสงั เกตไมเ่ ห็น
สูตร Es (แบบจุด) = △Q x P1
△P Q1
ความยืดหยุน่ ของอุปทาน ถ้าราคาเปล่ียนแปลงหนึ่งเปอรเ์ ซ็นต์ จะมีผล
ทา ให้ป ริม า ณเ ส น อข า ย เปลี่ ย น แปล งไป
ชนิดความยืดหยุ่นของอุปทาน มากกว่าหนึ่งเปอรเ์ ซ็นต์
จ า ก ก ฎ ข อ ง อุ ป ท า น ค่ า ค ว า ม ยื ด ห ยุ่ น ข อ ง เส้นอุปทานท่ีมคี วามยดื หยนุ่ มาก
อุปทานที่คานวณได้จะเป็นเส้นท่ีทอดขึ้นจาก ตวั อยา่ งสินค้า สนิ ค้าอุตสาหกรรม
ซ้ายไปขวา มีความชันเป็นบวก ซ่ึงแสดง
ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปรมิ าณเสนอ
ข า ย สิ น ค้ า แ ล ะ บ ริก า ร เป็ น ไป ใน ทิ ศ ท า ง
เดียวกัน ดังน้ัน ค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน
จะมคี ่าเปน็ บวก แบง่ ออกเปน็ 5 ลักษณะ
1 อุปสงค์มคี วามยืดหยุ่นมาก
(Relatively Elastic) |Es| > 1
หมายความว่า เปอรเ์ ซ็นต์การเปลี่ยนแปลง
ของปรมิ าณเสนอขายมากกว่าเปอรเ์ ซ็นต์การ
เปลี่ยนแปลงของราคา
ความยืดหยุ่นของอุปทาน ชนิดความยืดหยุ่นของอุปทาน
3 อุปทานท่ีมีความยืดหยุ่นเท่ากับหน่ึง
2 อุปทานมีความยืดหยุ่นน้อย
(Unitary Elastic) |Es| = 1
(Relatively Inelastic) |Es| < 1 ถ้าราคาเปล่ียนแปลงหน่ึงเปอรเ์ ซ็นต์จะมีผลทา
ถ้าราคา เปล่ียนแปลงหน่ึงเปอรเ์ ซ็นต์ จะมีผลทา ให้ปรมิ าณเสนอขายเปลี่ยนแปลงไปเท่ากับหนึ่ง
ให้ปริมาณเสนอขายเปลี่ยนแปลงไปน้อยกว่า เปอรเ์ ซ็นต์ ในกรณีนี้เส้นอุปทานจะเรมิ่ ต้นจาก
หนึ่งเปอรเ์ ซ็นต์ จดุ กาเนิด (origin)
เส้นอุปทานท่ีมีความยดื หยนุ่ น้อย เสน้ อุปทานทม่ี คี วามยดื หยนุ่ เทา่ กับหน่ึง
ความยดื หยุน่ ของอุปทาน
ชนิดความยืดหยุ่นของอุปทาน
4 อุปทานไมม่ คี วามยืดหยุ่นเลย
(Perfectly Inelastic) |Es| = 0
ห ม า ย ค ว า ม ว่ า ป ริ ม า ณ เ ส น อ ข า ย
ไม่เปลี่ยนแปลง แมว้ ่าราคาจะเปล่ียนแปลงไป
ก็ตาม กล่าวคือ ไม่ว่าราคาจะเปล่ียนแปลง
สูงขึ้นหรือลดลง ปริมาณเสนอขายสินค้า
จะไมเ่ ปลี่ยนแปลง
ตวั อยา่ งสนิ ค้า วัตถุโบราณ
กรณีนี้เส้นอุปทานจะมี ลักษณะเป็นเส้นตรง
ต้ังฉากกับแกนนอน
เสน้ อุปทานท่ไี ม่มคี วามยดื หยนุ่ เลย
ความยืดหยุ่นของอุปทาน
ชนิดความยืดหยุ่นของอุปทาน
5 อุปทานที่มคี วามยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์
(Perfectly Elastic) |Es| = ∞
หมายความว่า ณ ระดับราคานั้น ๆ ผู้ขาย
ยินดีเสนอขายสินค้าอย่างไม่จากัดจานวน
แต่ถ้าราคาสินค้าสูงข้ึนเพียงเล็กน้ อยจะ
ไม่ขายสินค้าน้ันเลย กล่าวคือ ปรมิ าณเสนอ
ขายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ราคา
สินค้าจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย เส้นอุปทานจะมี
ลักษณะเปน็ เสน้ ตรงต้ังฉากกับแกนต้ัง
เส้นอุปทานที่มคี วามยดื หยนุ่ อยา่ งสมบูรณ์
ประโยชน์ของความยดื หยุ่น
ของอุปสงค์และอุปทาน
1 ทาให้ทราบถึงปริมาณซ้ือและปริมาณ
เสนอขายท่ีเปล่ียนแปลงไป
2 ทาให้ผู้ขายสามารถทราบถึงรายรบั รวม
ทีเ่ ปลี่ยนแปลงไป
3 ทาให้ทราบถึงความจาเป็นของสินค้า
ต่าง ๆ ท่ีมีต่อผู้บริโภค สินค้าที่มีความ
จ า เป็ น ใน ชี วิ ต ป ร ะ จ า วั น จ ะ มี ค่ า ค ว า ม
ยืดหยุน่ ตา่
4 สามารถนาความรู้เรื่องน้ีไปประยุกต์
ใช้ในการวิเคราะห์เร่ืองอื่น ๆ ได้ เช่น
ผ ล ก ร ะ ท บ ข อ ง ก า ร เก็ บ ภ า ษี อ า ก ร จ า ก
การขายสินค้าและภาระภาษี ของท้ัง
ผู้ขายและผู้บรโิ ภค เป็นต้น
พฤติกรรมผบู้ รโิ ภค หน่วยที่
4
สาระการเรยี นรู้ 3 ทฤษฎีความพอใจเทา่ กัน
4 เส้นงบประมาณหรอื เส้นราคา
1 ความหมายและลักษณะท่ัวไป 5 ดุลยภาพของผู้บรโิ ภค
ของผู้บรโิ ภค
2 ทฤษฎีอรรถประโยชน์
ความหมายและลักษณะทัว่ ไป ลักษณะทั่วไปของผบู้ รโิ ภค
ของผบู้ รโิ ภค
ข้อสมมติฐานในทาง เศรษฐศาสตรเ์ ก่ียวกับ
ความหมายของผบู้ รโิ ภค ลักษณะทัว่ ไปของผ้บู รโิ ภค มีดังน้ี
ผู้บรโิ ภค 1
(Consumer)
การเลือกซือ้ สินค้าและบรกิ าร
เป็นหน่วยเศรษฐกิจ (Economic Unit) หน่วยหน่ึง
ซึ่งเป็นที่มาของอุปสงค์ในสินค้าและบรกิ ารชนิด ผู้บรโิ ภคจะเลือกซ้ือสินค้าและบรกิ าร
ต่าง ๆ และมีผลต่อเนื่องทาให้เกิดการผลิตสินค้า ที่ ท า ให้ ไ ด้ รั บ ค ว า ม พ อ ใจ ม า ก ที่ สุ ด
และบริการประเภทต่าง ๆ นักเศรษฐศาสตร์จึง ภายใต้งบประมาณทีม่ อี ยู่
ใ ห้ ค ว า ม ส น ใ จ ต่ อ พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง ผู้ บ ริ โ ภ ค
(Consumer Behavior) และทาการศึกษาจนเกิด
เปน็ ทฤษฎีพฤติกรรมผบู้ รโิ ภคขนึ้
ความหมายและลักษณะท่ัวไป ลักษณะท่ัวไปของผู้บรโิ ภค
ของผบู้ รโิ ภค
2 3 4
งบประมาณของผู้บรโิ ภค อรรถประโยชน์สว่ นเพ่ิม สนิ ค้าต่างชนิดกัน
จาเป็นต้องคานึงถึงความสัมพันธ์ “ส่วนเพ่ิม” ของการบริโภคสินค้าที่ ผู้บรโิ ภคย่อมมีความพอใจท่ีจะได้
ร ะ ห ว่ า ง ร า ค า แ ล ะ ป ริม า ณ ข อ ง บ ริโ ภ ค เพิ่ ม ข้ึ น ที่ ล ะ ห น่ ว ย จ ะ มี ค่ า บรโิ ภคสนิ ค้าหลายชนิดแตกต่างกัน
สินค้าและบรกิ ารระหว่างผบู้ รโิ ภค ลดลง เมื่อผู้บรโิ ภคบรโิ ภคสินค้าชนิด ตามจานวนที่สามารถจะบรโิ ภคได้
ท่ีมีรายได้ต่า และผู้บริโภคท่ีมี นั้นเพม่ิ ขนึ้ เรอ่ื ย ๆ อรรถประโยชน์สว่ น เป็นการแบ่งรายได้ใช้จ่ายในสินค้า
งบประมาณอยา่ งไมจ่ ากัด เพิ่มที่ผู้บรโิ ภคได้รบั จาก การบรโิ ภค หลาย ๆ รายการเพอ่ื การดารงชีวติ
สนิ ค้าหน่วยแรก ๆ จะมากกว่าที่ได้รบั
จากสินค้าหน่วยหลัง ๆ
ทฤษฎีอรรถประโยชน์ เป็ น ท ฤ ษ ฎี ท่ี น า ม า ใช้ อ ธิ บ า ย พ ฤ ติ ก ร ร ม
ผู้ บ ริโ ภ ค ซึ่ ง ใช้ ใน ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ แบ บ
ความหมายและลักษณะ นับจานวนได้
ของอรรถประโยชน์
ตามทฤษฎีอรรถประโยชน์มขี ้อสมมติดังนี้
อรรถประโยชน์
(Utility) 1 ผูบ้ รโิ ภคเปน็ ผู้ท่ีมเี หตุผลในการเลือก
บรโิ ภคสินค้า
หมายถึง ความพอใจที่ผู้บรโิ ภคได้รบั จาก
การบริโภคสินค้าและบริการ ชนิดใดชนิด (Rationality)
หน่ึง ณ เวลาใดเวลาหน่ึง อรรถประโยชน์
จะขน้ึ อยูก่ ับความชอบ ความพอใจ หรอื การ 2 ความพอใจท่ีผูบ้ รโิ ภคได้รบั จากการ
ตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งน้ันของผู้บรโิ ภค บรโิ ภคสินค้าและบรกิ าร
แต่ละคน ดังนั้น สินค้าชนิดเดียวกันอาจ
สร้างความพอใจให้กับผู้บริโภคแต่ละคน (Cardinal Utility)
ไม่เท่ากัน
3 อรรถประโยชน์ส่วนเพิม่
(Marginal Utility)
การลดน้อยถอยลง
(Diminishing)
ทฤษฎีอรรถประโยชน์
ความหมายและลักษณะ ประเภทของอรรถประโยชน์
ของอรรถประโยชน์
1 อรรถประโยชน์รวม
4 อรรถประโยชน์ส่วนเพ่ิมของเงนิ
มีค่าคงที่ (Total Utility: TU)
(Constant margind Utility of Money) หมายถึง จานวนความพอใจท้ังหมด
ที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้า
5 ความพอใจท่ีผูบ้ รโิ ภคได้รบั จากการ ในปริมาณหน่ึง ๆ ซ่ึงหาได้จากการนา
บรโิ ภคสนิ ค้าแต่ละชนิดเป็นอิสระ อ ร ร ถ ป ร ะ โ ย ช น์ ที่ ไ ด้ รั บ จ า ก สิ น ค้ า
ต่อกัน ทกุ หน่วยทบี่ รโิ ภคมารวมกัน
2 อรรถประโยชน์หน่วยสดุ ท้าย
หรอื อรรถประโยชน์ส่วนเพ่มิ
(Marginal Utility: MU)
หมายถึง ความพอใจท่ีเปล่ียนแปลงไป
เม่ือจานวนสินค้าท่ีบรโิ ภคเปลี่ยนแปลง
ไป 1 หน่วย