The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kotchamon191, 2022-11-25 07:00:44

สื่่อการสอนหลักเศรษฐศาสตร์บทที่1-14

บทที่ 1-14 pdf

ทฤษฎีอรรถประโยชน์ อรรถประโยชน์รวม
และอรรถประโยชน์ส่วนเพ่มิ
ประเภทของอรรถประโยชน์

ในระยะแรกเม่ือผู้บริโภคบรโิ ภคสินค้า
และบริการ อรรถประโยชน์รวม (TU)
และอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (MU)
จะเปล่ียนแปลงไปในทศิ ทางตรงกันข้าม
ลักษณะความสัมพันธข์ อง_TU และ MU
จ ะ เป็ น ไป ต า ม ก ฎ ก า ร ล ด น้ อ ย ถ อ ย ล ง
ของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (Law
of Diminishing Marginal Utility)


ทฤษฎีอรรถประโยชน์ หมายถึง สภาวะท่ีผู้บรโิ ภคตัดสินใจเลือกบรโิ ภค
สินค้าชนิดต่าง ๆ ที่ทาให้ได้รับอรรถประโยชน์
ดุลยภาพของผูบ้ รโิ ภค รวมสูงสดุ แบง่ ออกเป็น 2 กรณี คือ
ตามทฤษฎีอรรถประโยชน์

1 กรณีท่ีผู้บรโิ ภคมรี ายได้ไมจ่ ํากัด 2 กรณีท่ีผบู้ รโิ ภคมรี ายได้จํากัด

ผู้บริโภคมีเหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าท่ีได้รับ ผู้บริโภคจะไม่สามารถบริโภคสินค้าได้ทุกชนิด
ความพอใจสูงสุดจากการบริโภค โดยจากการ ตามท่ีต้องการ แต่มีสิทธ์ิเลือกบรโิ ภคสินค้าได้ไม่
เรยี งตามลาดับของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย เกินรายได้หรอื งบประมาณท่ีมีอยู่ และถ้าราคา
ที่ ไ ด้ รั บ จ า ก สิ น ค้ า แ ล ะ จ ะ บ ริ โ ภ ค ต่ อ ไ ป สินค้าเท่ากัน ผู้บรโิ ภคจะเลือกบรโิ ภคสินค้าท่ีให้
จนอรรถประโยชน์รวมจากสินค้าสูงสุด และ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายมากที่สุดก่อนแล้ว
อรรถประโยชน์หน่วยสุดทา้ ยมีค่าเท่ากับศนู ย์ จึงเลือกสินค้าอื่น ๆ รองลงมา


ทฤษฎีความพอใจเท่ากัน ตามความพอใจเท่ากันมีข้อสมมติดังนี้
1 ผู้บรโิ ภคเป็นผู้ท่ีมีเหตุผลมีความสามารถ
ทฤษฎีความพอใจเท่ากัน
(Indifference Preference Theory) ใน ก า ร เป รีย บ เที ย บ แ ล ะ จั ด อั น ดั บ
ความพอใจระหว่าง การบริโภคสินค้า
การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บรโิ ภคตามทฤษฎีนี้ ในจานวนหนึ่งกับอีกจานวนหน่ึงได้
ทาได้ โดยไม่ต้องสมมติว่าอรรถประโยชน์
ส า ม า ร ถ วั ด อ อ ก ม า เป็ น ห น่ ว ย ๆ ไ ด้ แ ต่ 2 ผบู้ รโิ ภคเปน็ บุคคลทีม่ ีความคงเสน้ คงวา
ผู้บริโภคสามารถบอกได้ว่าความพอใจหรือ
อรรถประโยชน์ท่ีเขาได้รับจากสินค้าแต่ละ 3 สินค้าท่ีบรโิ ภคทุกชนิดเป็นสินค้าที่เป็นสิ่ง
ชนิดน้ันมากกว่า น้อยกว่า หรือเท่ากันเม่ือ ที่ผู้บรโิ ภคต้องการหรอื สรา้ งความพอใจ
เทียบกับความพอใจหรอื อรรถประโยชน์อีก ในการบรโิ ภคได้
ชนิดหนึ่ง
เป็ น ท ฤ ษ ฎี ท่ี น า ม า ใช้ อ ธิบ า ย พ ฤ ติ ก ร ร ม 4 การบรโิ ภคอยู่ภายใต้กฎการลดน้อยถอย
ผู้บรโิ ภคซ่งึ ใชก้ ารวิเคราะห์แบบนับลาดับทไี่ ด้ ลงของอัตราการทดแทนกันของสินค้า
หน่วยสุดท้าย (Law of Diminishing Marginal

Rate of Substitution: MRS)


ทฤษฎีความพอใจเท่ากัน คุณสมบตั ิของเสน้ ความพอใจเท่ากัน

ความหมายของเส้นความพอใจเท่ากัน 1 เส้นความพอใจเท่ากันเป็นเส้นท่ีทอดลง
จากซ้ายไปขวา หรอื มีความชนั เป็นลบ และ
มลี ักษณะโค้งเว้าเข้าหาจุดกาเนิด

เสน้ ความพอใจเท่ากัน เสน้ ความพอใจเท่ากัน
(Indifference Curve: IC)

คือ เส้นท่ีแสดงส่วนผสมของการบรโิ ภคสินค้า
สองชนิดในจานวนต่าง ๆ ซึ่งทาให้ผู้บริโภค
ได้รบั ความพอใจเท่ากัน ไมว่ ่าผู้บรโิ ภคจะเลือก
บรโิ ภค สินค้าท้ังสองชนิด ณ ส่วนผสมใดบน
เส้นความพอใจเท่ากันเส้นเดียวกันก็จะได้รับ
ความพอใจที่เท่ากันตลอด ท้งั เสน้


ทฤษฎีความพอใจเทา่ กัน คุณสมบตั ิของเสน้ ความพอใจเท่ากัน

2 เสน้ ความพอใจเทา่ กันมีได้หลายเส้น 3 เส้นความพอใจเท่ากันมีลักษณะต่อเนื่อง
หรอื ไม่ขาดช่วง

แผนภาพเสน้ ความพอใจเทา่ กัน มี ส่ ว น ผ ส ม ข อ ง สิ น ค้ า ท้ั ง ส อ ง ช นิ ด เป็ น จ า น ว น
เส้นความพอใจเส้นที่อยู่สูงกว่าหรอื อยู่ด้านขวา มาก ซ่ึงสามารถสร้างความพอใจท่ีเท่ากันได้
จะมีความพอใจที่มากกว่า ผู้บรโิ ภคคนหน่ึง ๆ โดยไม่ขาดช่วง
สามารถสรา้ งเส้นความพอใจเท่ากันจากการ
บรโิ ภคสนิ ค้าสองชนิดได้หลายเส้น


ทฤษฎีความพอใจเท่ากัน คุณสมบัติของเส้นความพอใจเท่ากัน

4 เสน้ ความพอใจเทา่ กันจะตัดกันไม่ได้ อัตราการทดแทนกัน
ของสินค้าหน่วยสดุ ทา้ ย

(Marginal Rate of Substitution: MRS)

เส้นความพอใจเท่ากันจะตัดกันไมไ่ ด้ หมายถึง จานวนสินค้าชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภค
ห า ก เ ส้ น ค ว า ม พ อ ใจ เท กั น ตั ด กั น จ ะ ขั ด แ ย้ ง กั บ ย อ ม ท่ี จ ะ บ ริโ ภ ค ล ด ล ง เพ่ื อ แ ล ก กั บ ก า ร
ข้อสมมติที่ว่า เม่ือบริโภคสินค้ามากย่อมทาให้ ได้บรโิ ภคสินค้าอีกชนิดหน่ึงเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย
ผู้บริโภคได้รับความพอใจมากกว่าการบริโภค โดยผู้บรโิ ภคยงั คงได้รบั ความพึงพอใจเท่าเดิม
น้อย


เสน้ งบประมาณหรอื เสน้ ราคา เ ส้ น ง บ ป ร ะ ม า ณ จ ะ มี ลั ก ษ ณ ะ เป็ น เ ส้ น ต ร ง
มคี วามชันเป็นลบเสมอ
เส้นงบประมาณหรอื
เสน้ ราคา

(Budget Line or Price Line)

เป็นเส้นที่แสดงถึงส่วนผสมของสินค้าสอง
ชนิดในจานวนต่าง ๆ ซึ่งสามารถซ้ือได้ด้วย
งบประมาณหน่ึงที่เท่ากัน
ไม่ว่าผู้บรโิ ภคจะเลือก ซ้ือสินค้าทั้งสองชนิด
ณ ส่วนผสมใด ๆ บนเส้นงบประมาณเดียวกัน
ผู้ บ ริโ ภ ค จ ะ จ่ า ย เงิ น ให้ จ า น ว น ท่ี เท่ า กั น
ต ล อ ด ทั้ ง เ ส้ น พิ จ า ร ณ า ณ ร า ค า ต ล า ด
ในขณะน้ัน


เสน้ งบประมาณหรอื เสน้ ราคา การเปล่ียนแปลงของเส้นงบประมาณ
2 การเปล่ียนแปลงเส้นงบประมาณ
1 การเปลี่ยนแปลงเสน้ งบประมาณ
เมื่อรายได้ท่ีแท้จรงิ เปลี่ยนแปลงไป เมื่อราคาสนิ ค้าเปล่ียนแปลงไป

รายได้ท่ีแท้จรงิ ของผู้บรโิ ภค คือ จานวนสินค้า เกิดจากราคาสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งเปลี่ยนไป
และบรกิ ารท่ีผู้บรโิ ภคซื้อได้ซึ่งแสดงถึงอานาจ โดยที่ราคาสินค้าอีกชนิดหน่ึง และงบประมาณ
ซอ้ื ของผบู้ รโิ ภคดังนั้นรายได้ที่แทจ้ รงิ ไม่เปล่ียนแปลง


ดุลยภาพของผบู้ รโิ ภค จดุ ดลุ ยภาพของผู้บรโิ ภค

คือ สภาวะท่ีผู้บริโภคตัดสินใจ ซื้อสินค้าและ
บรกิ ารสองชนิดในส่วนผสมที่ทาให้ได้รบั ความ
พอใจสูงสดุ ด้วยงบประมาณท่มี อี ยู่

จุดดลุ ยภาพของผู้บรโิ ภค

(Consumers Equilibrium)

เม่ือนาเส้นงบประมาณไปวางลงในแผนภาพ
นี้ จ ะ ต้ อ ง มี IC เ ส้ น ใ ด เ ส้ น ห น่ึ ง สั ม ผั ส กั บ
เส้นงบประมาณพอดี ณ จุดสัมผัสนี้เองแสดง
ให้เห็นว่าจานวนของสินค้าทั้ง 2 ชนิด ซ่ึงซ้ือ
ด้วยเงนิ จานวนท่ีกาหนดให้จะทาให้ ผู้บรโิ ภค
ได้รบั ความพอใจสูงสุด


ดลุ ยภาพของผบู้ รโิ ภค การเปลี่ยนแปลงดลุ ยภาพของผู้บรโิ ภค

1 ดุลยภาพเปล่ียนแปลงเมื่อราคาสินค้า 2 ดุล ย ภา พเปล่ี ย น แปล งเมื่อรา ย ได้
และบรกิ ารชนิดหนึ่งเปล่ียนแปลง ของผบู้ รโิ ภคเปลี่ยนแปลง

การเปล่ียนแปลงดลุ ยภาพของผู้บรโิ ภค การเปล่ียนแปลงดลุ ยภาพของผบู้ รโิ ภค
เมื่อราคาสนิ ค้าชนิดหนึ่งเปลี่ยนแปลง เม่อื รายได้เปล่ียนแปลง


การผลิต หน่วยท่ี

5

สาระการเรยี นรู้ 3 การวิเคราะห์การผลิตในระยะยาว
4 ดุลยภาพของการผลิต
1 ความหมายและลักษณะของการผลิต
2 การวเิ คราะห์การผลิตในระยะส้ัน


ความหมาย ฟงั ก์ชันการผลิต
และลักษณะของการผลิต
(Production Function)
การผลิต
ฟังก์ชนั การผลิต
การผลิต (Production)
คือ การแสดงความสัมพันธร์ ะหว่างปัจจัยการ
หมายถึง กระบวนการแปลงสภาพของทรพั ยากร ผลิตต่าง ๆ กับจานวนผลผลิต ท่ีผู้ผลิตผลิตได้
หรอื ปัจจัยการผลิต ได้แก่ ที่ดิน ทุน แรงงาน และ จากการใช้ปัจจัยการผลิตจานวนหน่ึง ภายใต้
ผู้ประกอบการ ให้ออกมาเป็นสินค้าและบรกิ าร เพ่ือ เทคโนโลยกี ารผลิตท่มี อี ยู่
ตอบสนองความต้องการ ของมนุษย์ ซ่ึงผลผลิตท่ี
ได้อาจอยู่ในรูปของสินค้า (Goods) หรือ บริการ ฟงั ก์ชัน Q = (X1 , X2 , X3 ,…, Xn )
(Services) ที่จับต้องได้

จุดมงุ่ หมายที่แทจ้ รงิ ของการผลิต

คือ การแสวงหากาไรสูงสุด (Profit Maximization)
แม้ว่าผู้ผลิตจะมีจุดมุ่งหมายร่วมหรอื ยุทธวิธีทาง
ธรุ กิจหลายอย่าง


ความหมาย 2 การผลิตในระยะยาว
และลักษณะของการผลิต
(Long Run Production)
ความหมายของการผลิต
ในระยะส้นั และระยะยาว หมายถึง เป็นการผลิตในช่วงระยะเวลาท่ีผู้ผลิต
สามารถเปลี่ยนแปลง การใช้ปัจจัยการผลิตทุก
ก า ร ผ ลิ ต ใ น ท า ง เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์ จึ ง แบ่ ง ก า ร ชนิดได้ตามความต้องการ ดังน้ัน การผลิตใน
วเิ คราะห์การผลิตออกเปน็ 2 กรณี ดังน้ี ระยะยาว ปัจจัยการผลิต จะมีประเภทเดียวคือ
ปัจจัยผันแปร ปัจจัยที่เคยเป็นปัจจัยคงท่ีใน
1 การผลิตในระยะสน้ั ระยะส้ัน

(Short Run Production) ปัจจัยคงที่ ปัจจัยผนั แปร

หมายถึง เป็นการผลิตในช่วงระยะเวลาท่ีผู้ผลิต (Fixed Factors) (Variable Factors)
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการใช้ ปัจจัยการผลิต
บางชนิดได้ตามความต้องการ ดังน้ันการผลิต ท่ีดิน เคร่ืองจักร แรงงาน วัตถุดิบ
ในระยะส้ันประกอบด้วยปัจจัยคงท่ีและ ปัจจัย อาคาร โรงงาน ค่ า น้ า แ ล ะค่ า ไฟ
ผันแปร เป็นต้น เปน็ ต้น


การวเิ คราะหก์ ารผลิตในระยะสนั้

เปน็ การศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างจานวน กฎว่าด้วยการใช้ปจั จัยการผลิต
ผลผลิตกับปัจจัยการผลิต ซึ่งปัจจัยการ ที่มีสดั สว่ นไม่คงท่ี
ผลิตในระยะสัน้ ประกอบด้วยปจั จัยคงท่แี ละ
ปัจจัยผันแปรถ้ากาหนดให้ปัจจัยการผลิต เมื่อปัจจัยคงที่ทางานรว่ มกับปัจจัยผันแปรท่ี
2 ชนิด คือ เพิ่มข้ึนท่ีละหน่วย โดยกาหนดให้เทคโนโลยี
กา รผลิตไม่เปลี่ย นแปล ง พบ ว่า จา นวน
ปจั จัยทนุ (K) แรงงาน (L) ผลผลิตรวม (Total Product: TP) ท่ีได้รบั
เปน็ ปจั จัยคงที่ เปน็ ปจั จัยผันแปร ในช่วงแรกจะเพ่มิ ข้ึนเรอ่ื ย ๆ จนระดับจานวน
ผลผลิตรวมสูงสุด จากนั้นผลผลิตรวมจะ
ฟงั ก์ชัน Q = (L) ลดลง
ผลผลิตประเภทต่าง ๆ ท่ีใช้ในการวิเคราะห์
เน่ืองจากในระยะสั้น ปัจจัยทุน ก า ร ผ ลิ ต ใน ร ะ ย ะ ส้ั น ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ผ ล ผ ลิ ต
( K) ไ ม่ส า ม า ร ถเป ล่ี ย น แป ล ง รวมผลผลิตเฉล่ีย
จานวนได้


การวเิ คราะหก์ ารผลิตในระยะสนั้ กฎว่าด้วยการใช้ปจั จัยการผลิต
ท่ีมสี ัดส่วนไมค่ งท่ี
ตารางการเปล่ียนแปลง
ของจานวนผลผลิตมันสาปะหลัง ตวั อยา่ ง

เสน้ ผลผลิตชนิดต่าง ๆ
และการแบ่งช่วงการผลิต


การวเิ คราะห์การผลิตในระยะส้นั 2 ผลผลิตเฉลี่ย

ความสมั พันธข์ องผลผลิตรวม (Average Product: AP)
ผลผลิตเฉล่ีย และผลผลิตหน่อยสุดท้าย
หมายถึง ผลผลิตท่ีได้รับต่อหน่ึงหน่วยของ
ปัจจัย ผันแปร ซึ่งหาได้โดยการนาจานวน
ผลผลิตรวมที่ได้รบั หารด้วยจานวนปัจจัยผัน
แปรทีใ่ ช้ ผลผลิตเฉล่ีย จะบอกว่าปัจจัยผันแปร
แต่ละหน่วยโดยเฉล่ียแล้วก่อให้เกิดผลผลิต
เท่าใด

3 ผลผลิตหน่วยสดุ ท้าย

ผลผลิตรวม (Marginal Product: MP)

1 (Total Product: TP) หมายถึง จานวนผลผลิตรวมที่เปล่ียนแปลงไป
เ ม่ื อ เพิ่ ม ก า ร ใช้ ปั จ จั ย ผั น แป ร เข้ า ไป ที่ ล ะ ห น่ึ ง
หมายถึง จานวนผลผลิตทั้งหมดที่ได้ หน่วย กล่าวคือ ผลผลิตหน่วยสุดท้ายจะบอก
จากการใช้ปัจจัย ผันแปรจานวนหนึ่ง ๆ ให้ทราบว่า เม่ือผู้ผลิตเปลี่ยนแปลงปัจจัย
ร่วมกับปัจจัยคงที่ที่มีอยู่ในขณะนั้ น ผันแปรไปจากเดิม 1 หน่วย จะทาให้จานวน
(Marginal Product) ผลผลิตเพม่ิ ข้นึ เทา่ ใด


การวเิ คราะห์การผลิตในระยะส้นั ขั้นที่ 2 (Stage Il)

ความสัมพนั ธข์ องผลผลิตรวม เปน็ ชว่ งของการเพมิ่ การใช้ปัจจัยผันแปรเข้า
ผลผลิตเฉล่ีย และผลผลิตหน่อยสดุ ท้าย ไปแล้ว ทาให้ผลผลิตเฉล่ียเริ่มลดลง และ
ส้ินสุดตรงทผี่ ลผลิตรวมสูงสุด น่ันคือค่าของ
4 ความสมั พันธร์ ะหว่างผลผลิตรวม ผลผลิตหน่วยสดุ ท้ายมคี ่าเปน็ ศูนย์ (MP= 0)
(TP) ผลผลิตเฉลี่ย (AP) และผลผลิต เห ม า ะ ส า ห รับ ผู้ ผ ลิ ต จ ะ ใช้ ปั จ จั ย ผั น แป ร
หน่วยสดุ ท้าย (MP) รว่ มกับปัจจัยคงที่

ขั้นที่ 1 (Stage I) ขั้นที่ 3 (Stage II)

เปน็ ชว่ งแรกของการใชป้ ัจจัยผันแปรในชว่ ง เปน็ ชว่ งของการเพิ่มการใช้ปัจจัยผันแปรเข้า
ท่ีผลผลิตเฉลี่ย (AP) มีค่าเพิม่ ขนึ้ เรอื่ ย ๆ ไปแล้ว ทาให้ผลผลิตหน่วย สุดท้ายลดลง
และสิ้นสุดตรงท่ีผลผลิตเฉลี่ยมีค่าสูงสดุ ใน และมีค่าติดลบ แสดงว่ามีการใช้ปัจจัย
ขน้ั น้ีผลผลิตรวม (TP) จะเพ่ิมขึน้ ในอัตราที่ ผันแปรมากเกินไปเม่ือเทียบกับปัจจัยคงที่
เพิ่มขึ้น และ เพิม่ ขึ้นในอัตราท่ีลดลง เม่ือมีการใช้ปัจจัยผันแปรเพิ่มข้ึน ผลผลิต
รวมลดลง


การวเิ คราะหก์ ารผลิตในระยะยาว

ใช้ทฤษฎีเส้นผลผลิตเท่ากัน และเส้นต้นทุน ไม่ว่าผู้ผลิตจะเลือกผลิตสินค้าโดยใช้ปัจจัยการ
เท่ากัน เน่ืองผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนแปลง ผลิตท้งั สองชนิดบนเส้นผลผลิตเท่ากัน ย่อมทาให้
ปัจจัยการผลิตทุกชนิดได้ตามต้องการ และ ผู้ผลิตผลิตสินค้าได้ในจานวนทเ่ี ท่ากันตลอด
มปี จั จัยผนั แปรเพยี งชนิดเดียว
ผูผ้ ลิตทีต่ ้องการกาไรสูงสดุ จะเลือกส่วนผสม ตวั อยา่ ง
ของปัจจัยการผลิตท่ีสามารถผลิตสินค้าได้
จานวนมากท่ีสุด ภายใต้งบประมาณหรือ ตารางส่วนผสมต่าง ๆ ของการใช้ปจั จัย L และ
ต้นทนุ ที่มอี ยู่ ปจั จัย R ในการผลิตสนิ ค้าจานวน 100 หน่อย

เส้นผลผลิตเท่ากัน

(Isoquant Curve: IQ)

หมายถึง เส้นที่แสดงส่วนผสมต่าง ๆ ของปัจจัย
การผลิต สองชนิดที่ทาให้ได้ผลผลิตในจานวนที่
เทา่ กัน


การวเิ คราะห์การผลิตในระยะยาว คุณสมบตั ิของเส้นผลผลิตเท่ากัน

เสน้ ผลผลิตเท่ากัน 1 เส้นผลผลิตเท่ากันเป็นเส้นท่ีทอดลงจาก
ซ้ายมาขวาหรือมีความชันเป็นลบ และ
(Isoquant Curve: IQ) โค้งเวา้ เขา้ หาจุดกาเนิด

ตวั อยา่ ง 2 เสน้ ผลผลิตเทา่ กันมีได้หลายเส้น

3 เสน้ ผลผลิตเทา่ กันตัดกันไมไ่ ด้

อัตราการใช้ปจั จัยการผลิตทดแทนกัน

(Marginal Rate of Technical
Substitution: MRTS)

หมายถึง จานวนปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งที่
ผู้ผลิตสามารถใช้ ลดลงเมื่อมีการใช้ปัจจัย
การผลิตอีกชนิดหน่ึงเพิ่มข้ึนหนึ่งหน่วย โดยท่ี
ผลผลิตยงั คงเทา่ เดิม

สมการ MRTSLK = -△K
△L
เสน้ ผลผลิตเท่ากัน


การวเิ คราะหก์ ารผลิตในระยะยาว

เส้นต้นทุนเท่ากัน

(Isocost Curve หรอื Isocost Line)

คือ เส้นท่ีแสดงการเลือกซ้ือปัจจัยการผลิต
2 ชนิด ในอัตราสว่ นต่าง ๆ โดยกาหนดให้ราคา
ของปัจจัยการผลิตสองชนิดท่ีสามารถซื้อได้
ด้วยเงินทุนที่เทา่ กัน
เส้นต้นทุนเท่ากัน จึงเป็นเส้นท่ีบอกให้ทราบว่า
ณ จุ ด ที่ ปั จ จั ย ก า ร ผ ลิ ต ถู ก น า เ ข้ า ม า ใ น
กระบวนการผลิต ผู้ผลิตจะเสียต้นทุนเท่าไร
สาหรบั ค่าใช้จ่ายในการซ้อื ปจั จัยการผลิตน้ัน

สมการ TC = L • PL + K • PK
ตน้ ทนุ

เสน้ ตน้ ทนุ เทา่ กัน


การวิเคราะหก์ ารผลิตในระยะยาว สมการ

เสน้ ต้นทุนเท่ากัน ความชนั ของเสน้ ต้นทนุ เทา่ กัน = PL
PK
(Isocost Curve หรอื Isocost Line)
โดยท่ี PL คือ ราคาปจั จัย L
ลักษณะของเส้นต้นทุนเท่ากัน PK คือ ราคาปัจจัย K

1 เป็นเสน้ ตรงทอดลงจากซา้ ยไปขวา
2 มีส่วนตัดแกนตั้งและแกนนอนเท่ากับ

ต้นทุนหารด้วยราคาของปัจจัยการผลิต
ในแกนต้ังและ แกนนอน ตามลาดับ
3 ความชนั (Slope) ของเส้นต้นทุนเทา่ กันมี
ค่ า เท่ า กั บ ร า ค า ข อ ง ปั จ จั ย ก า ร ผ ลิ ต ใ น
แกนนอน หารด้วยราคาของปัจจัยการ
ผลิตในแกนตั้ง


ดุลยภาพของการผลิต

ดุลยภาพของการผลิต
(Productions Equilibrium)

คือ เสน้ จุดทมี่ ีการใช้ปจั จัยการผลิตท่ีเหมาะสม
ท่ีสุด ผู้ผลิตเสียต้นทุนการผลิตต่าที่สุด ได้รบั
ผลผลิตมากที่สุด กล่าวคือ การใช้ปัจจัยการ
ผลิตที่เหมาะสมท่ีสุดโดยเสียต้นทุนการผลิต
ต่าสุดอยู่ ณ จุดท่ีเส้นผลผลิตเท่ากันสัมผัสกับ
เส้นต้นทุนเท่ากันพอดี และค่าความชันของจุด
นี้จะเทา่ กัน คือ

สมการ MRTSLK = -△K = PL
△L PK

ดุลยภาพของการผลิต


ดุลยภาพของการผลิต

กฎผลได้ต่อขนาด 3 ผลได้ต่อขนาดลดลง

คือ ผลผลิตท่ีได้รับจากการขยายขนาดของ (Decreasing Returns to Scale)
การใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มข้ึนในอัตราท่ีสูงกว่า
เท่ากัน หรอื ต่ากว่าอัตราการเพ่ิมขึ้นของปัจจัย เป็นลักษณะท่ีผู้ผลิตได้รบั ผลผลิตเพ่ิมขึ้น
การผลิต ในอัตราที่ต่ากว่าอัตราการเพ่ิมขึ้นของ
ปัจจัยการผลิตทุกชนิดท่ีใช้ ซึ่งเกิดจาก
1 ผลได้ต่อขนาดเพ่ิมข้ึน ปัญหาความยุ่งยาก อันเน่ืองมาจากการ
ผลิตท่มี ขี นาดใหญ่มากเกินไป
(Increasing Returns to Scale)

เปน็ ลักษณะท่ีผู้ผลิตได้รบั ผลผลิต เพิ่มข้ึน
ใน อั ต ร า ท่ี สู ง ก ว่ า อั ต ร า ก า ร เพ่ิ ม ข้ึ น ข อ ง
ปัจจัยการผลิตทกุ ชนิดท่ใี ช้

2 ผลได้ต่อขนาดคงท่ี

(Constant Returns to Scale)

อาจเกิดจากประสิทธิภาพที่มาจากผล
ของการแบ่งงาน กัน ทา ได้ เพ่ิมจ นถึ ง
จุ ด สู ง สุ ด แ ล้ ว แ ล ะ ไ ม่ ส า ม า ร ถ เพิ่ ม
ประสทิ ธภิ าพในการผลิตได้อีก


ต้นทุน รายรบั หน่วยท่ี
และกาไร
6
สาระการเรยี นรู้
4 ความหมายและรายรบั
1 ความหมายของต้นทนุ ประเภท
จากการผลิตแต่ละชนิด
ต่าง ๆ ในทางเศรษฐศาสตร์
5 ความหมายของกาไร
2 ความหมายของต้นทุนการผลิต
ทางเศรษฐศาสตร์
แต่ละชนิดในระยะส้ัน

3 ความหมายและลักษณะของ

ต้นทนุ การผลิตในระยะยาว


ความหมายของต้นทนุ ประเภท ต้นทุนไม่ชัดแจ้ง (Implicit Cost)
ต่าง ๆ ในทางเศรษฐศาสตร์
คือ เป็นต้นทุนของการใช้ปัจจัยการผลิต
1 ต้นทุนค่าเสยี โอกาส ในส่วนที่ผผู้ ลิตไม่ได้จ่ายออกไปจรงิ ๆ หรอื
หมายถึง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของผู้ผลิต
(Opportunity Cost) ท่ีเกิดขนึ้

คือ มูลค่าสูงสุดของผลประโยชน์จาก ต้นทุนทางบัญชี (Accounting Cost)
ทางเลือกอื่นท่ีเสียสละไปเนื่ องจา ก
ตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้ว ประกอบด้วยต้นทนุ ชัดแจ้งเทา่ นั้น

2 ต้นทุนชัดแจ้ง ต้นทุนไมช่ ัดแจ้ง 3 ต้นทุนเอกชน
ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุน และต้นทุนทางสงั คม
ทางบัญชี
ต้นทุนเอกชน (Private Cost)
ต้นทุนชัดแจ้ง (Explicit Cost)
เป็นรายจ่ายที่เกิดจากการผลิตทั้งหมด
คือ เป็นรายจ่ายท่ีผู้ผลิตได้จ่ายออกไป และผู้ผลิตถือว่าเปน็ ต้นทุนของตนเอง
จรงิ ๆ ซ่งึ อาจจ่ายให้แก่บุคคลอ่ืน เพื่อเป็น
ค่าตอบแทนในการใช้ปจั จัยการผลิต ต้นทุนทางสังคม (Social Cost)

เป็นต้นทุนทุกชนิดท่ีเกิดข้ึนโดยตรงหรอื
สืบเน่ืองมาจากการผลิต


ความหมายของต้นทนุ การผลิต
แต่ละชนิดในระยะส้นั

1 ต้นทุนรวม 2 ต้นทุนเฉล่ีย

(Total Cost: TC) (Average Cost: AC)

หมายถึง ต้นทุนของปัจจัยการผลิตทุก หรอื ต้นทุนรวมเฉล่ีย (Average Total Cost
ชนิดทนี่ ามาใช้ ในการผลิต ประกอบด้วย ATC) คื อ ต้น ทุน รวมเฉลี่ ยต่ อหน่ วยข อง
ต้นทุนรวมและต้นทุนผนั แปรรวม ผลผลิต ซึ่งสามารถหาต้นทุนเฉลี่ยได้จาก
อัตราส่วนของต้นทุนรวมกับจานวน ผลผลิต

สมการ TC = TFC + TVC สมการ TC
AC = Q = AFC + AVC

ตน้ ทุนคงทร่ี วม ตน้ ทุนผันแปรรวม ต้นทนุ คงท่เี ฉลี่ย ต้นทนุ ผนั แปรเฉลี่ย
(Total Fixed (Total Variable (Average Fixed (Average Variable
Cost: TFC) Cost: TVC) Cost: AFC) Cost: AVC)


ความหมายของต้นทนุ การผลิต
แต่ละชนิดในระยะสั้น

3 ต้นทุนหน่วยสดุ ท้าย ตารางจานวนผลผลิตและต้นทุนประเภทต่าง ๆ

(Marginal Cost: MC)

ต้ น ทุ น ร ว ม ที่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป เ ม่ื อ
เปล่ียนแปลง ปริมาณการผลิต 1 หน่วย
ส า ม า ร ถ ห า ต้ น ทุ น ห น่ ว ย สุ ด ท้ า ย ไ ด้ จ า ก
อัตราสว่ นของสว่ นเปลี่ยนแปลงของต้นทุน
รวม กั บ ส่วน เปลี่ ย น แปล งข องจา น ว น
ผลผลิต

สมการ MC = △TC
△Q


ความหมายของต้นทุนการผลิต
แต่ละชนิดในระยะส้นั

เส้นต้นทนุ คงทีร่ วม เส้นต้นทุน เสน้ ตน้ ทนุ หน่วยสดุ ท้าย เสน้ ตน้ ทุนคงทีเ่ ฉล่ีย
ผันแปรรวม และเสน้ ตน้ ทุนรวม เส้นตน้ ทนุ ผนั แปรเฉลี่ย และเส้นต้นทุนเฉล่ีย


ความหมายของต้นทุนการผลิต จากเหตุผล 2 ประการข้างต้น MC จะ
แต่ละชนิดในระยะส้ัน เท่ากับ AVC เม่ือ AVC มีค่าต่าสุด เส้น
MC จึงตัดจุดต่าสุด ของเส้น AVC และ
ความสมั พันธร์ ะหว่างต้นทุนเฉล่ีย ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง MC แ ล ะ AC
กับต้นทุนหน่วยสดุ ท้าย ก็เชน่ เดียวกัน

ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง เ ส้ น ต้ น ทุ น เ ฉ ล่ี ย
และเสน้ ต้นทุนหน่วยสดุ ท้าย สรุปได้ดังน้ี

1 ตราบใดท่ี MC มีค่าน้อยกว่า AVC ค่า
AVC จะลดลง เม่ือการผลิตเพ่ิมข้นึ เรอื่ ย ๆ
เสน้ MC ช่วงน้ี จะอยู่ตา่ กว่าเส้น AVC

2 ตราบใดที่ MC มีค่ามากกว่า AVC ค่า
AVC จะเพ่ิมข้ึนเมื่อผลิตจานวนเพิ่มขึ้น
เส้น MC ชว่ งน้ี จะอยูเ่ หนือเส้น AVC


ความหมายและรายรบั จาก
การผลิตแต่ละชนิด

รายรบั จากการผลิต 2 รายรบั เฉล่ีย

รายได้ท่ีผู้ผลิตได้รับจากการขายผลผลิตของ (Average Revenue: AR)
ตนตามราคาตลาด รายรบั จากการผลิต
จานวนรายรบั รวมทั้งหมดเฉล่ียต่อหน่วย
1 รายรบั รวม ของ ผลผลิตท่ีขายได้ สามารถหาได้จาก
อัตรา ส่วน ข องรา ย รับ รวม กั บ จา น วน
(Total Revenue: TR) ผลผลิตท่ีขายได้

รายได้ที่ผู้ผลิตได้รบั ท้ังหมดจากการขาย สมการ TR
ผลผลิต สามารถหาได้จากผลคูณของ AR = Q
ราคาและจานวนผลผลิตทีข่ ายได้ โดยที่ AR = รายรบั เฉลี่ย
TR = รายรบั รวม
สมการ TR = P x Q Q = จานวนผลผลิตทขี่ ายได้

โดยท่ี TR = รายรบั รวม
P = ราคา
Q = จานวนผลผลิตท่ขี ายได้


ความหมายและรายรบั จาก สมการของรายรบั เฉล่ียจะได้ข้อสรุปดังน้ี
การผลิตแต่ละชนิด

3 รายรบั หน่วยสุดท้าย สมการ AR = TR = PxQ =P
Q Q
(Marginal Revenue: MR)
ดังน้ัน AR = P
จานวนรายรบั รวมท่ีเปล่ียนแปลงไป เม่ือ กล่าวคือ รายรบั เฉลี่ยมคี ่าเท่ากับราคา
จานวนผลผลิตท่ีขายได้เปล่ียนแปลงไป
1 หน่วย สามารถหาได้จากอัตราส่วนของ
ส่วนเปล่ียนแปลงของรายรบั รวมกับส่วน
เปลี่ยนแปลงของจานวนผลผลิตท่ขี ายได้

สมการ MR = △TR
△Q

โดยท่ี TR = รายรบั หน่วยสุดท้าย
△TR = สว่ นเปลี่ยนแปลงของ
รายรบั รวม
△Q = สว่ นเปล่ียนแปลงของ
จานวนผลผลิตทีข่ ายได้


ความหมายและรายรบั จาก เส้นอุปสงค์ทผ่ี ู้ผลิตเผชญิ และเส้นรายรบั
การผลิตแต่ละชนิด จากการผลิต ในกรณีทีร่ าคาสนิ ค้าเปลี่ยนแปลง

ตาราง รายรบั รวม รายรบั เฉลี่ย และรายรบั
หน่อยสดุ ท้ายในกรณีทร่ี าคาสนิ ค้าเปลี่ยนแปลง

การเปรียบเทียบเส้นรายรับหน่วยสุดท้ายกับเส้น
รายรบั เฉล่ีย (MR กับ AR) พบว่า เส้นรายรบั หน่วย
สุดท้ายอยู่ต่ากว่าเส้นรายรบั เฉล่ีย และมีความชัน
เปน็ สองเท่าของเสน้ รายรบั เฉล่ีย


ความหมาย กาไรทางเศรษฐศาสตรท์ ีแ่ ท้จรงิ
ของกาไรทางเศรษฐศาสตร์
จะเกิดขึ้นเม่ือรายรบั รวม (TR) มากกว่า
กาไรทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนรวม (TC) กาไร ทางเศรษฐศาสตร์
ท่ีแท้จริงน้ีอาจเรยี กว่า “กาไรเกินปกติ
คือ ผลต่างระหว่างรายรับรวมกันต้นทุนรวม (Excess Profit)”
ถ้ารายรับรวม มากกว่าต้นทุนรวม ผู้ผลิตจะ
ได้รบั กาไรเกินปกติ ผลผลิตที่ทาให้ผู้ผลิตได้รบั กาไรปกติ (Normal Profit)
กาไรสูงสุดคือ ผลผลิตที่มีส่วนต่างระหว่าง
รายรบั รวมกับต้นทุนรวมมากที่สุด ส่วนต่างอาจ คือ รายรับรวมเท่ากับต้นทุนรวมแต่
เปน็ บวก (กาไร) หรอื เปน็ ลบ (ขาดทนุ ) ก็ได้ กาไรปกติ ไม่ถือเปน็ กาไรท่ีแท้จรงิ ทาง
เศรษฐศาสตร์ เพราะผู้ผลิตได้รายรบั
สมการ = TR - TC เทา่ กับต้นทุนค่าเสียโอกาสท้งั หมด

โดยที่ = กาไร ขาดทุน (Normal Profit)
TR = รายรบั รวม
TC = ต้นทนุ รวม คือ รบั รายรบั น้อยกว่าผลตอบแทนที่
ควรจะได้รบั ตามปกติ หรอื ได้รบั น้อย
กว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสทั้งหมดจาก
ทรพั ยากรท่ใี ชไ้ ปในการผลิต


ความหมาย
ของกาไรทางเศรษฐศาสตร์

กาไรสูงสุดจะมีเพียงจุดเดียว คือ
ตรงท่ี MC = MR และท่ีตาแหน่งน้ี
จะเป็นดุลยภาพ ของผู้ผลิตด้วย
น่ันคือ ผู้ผลิตจะได้รบั กาไรสูงสุด ณ
เง่อื นไขที่ MC = MR

กาไรรวมมคี ่าสูงสุด


ตลาด หน่วยท่ี
ในระบบเศรษฐกิจ
7

สาระการเรยี นรู้ 6 ตลาดผ้ขู ายน้อยราย
7 การเปรยี บเทียบผลของตลาด
1 ความหมายของตลาด
2 ประเภทของตลาด แข่งขนั สมบูรณ์และตลาดผกู ขาด
3 ตลาดแข่งขนั สมบูรณ์
4 ตลาดผกู ขาด 8 การเปรยี บเทยี บผลของตลาด
5 ตลาดกึ่งแข่งขนั กึ่งผูกขาด
ก่ึงแขง่ ขันก่ึงผกู ขาดและตลาด
ประเภทอื่น ๆ


ความหมายของตลาด

ตลาด
(Market)

ตลาดในทางเศรษฐศาสตร์ คือ การที่ผู้ซ้ือ
และผู้ขายทาการตกลงแลกเปล่ียน ซ้ือขาย
สินค้าและบรกิ ารโดยไม่จาเป็นต้องมีการพบ
กันโดยตรง ไม่จาเป็นต้องมีสถานที่ที่แน่นอน
และไม่จาเปน็ ต้องชาระเงินหรอื ส่งมอบสินค้า
แก่กันทนั ที


ประเภทของตลาด

ในทางเศรษฐศาสตรจ์ ึงแบ่งตลาดตาม
ลักษณะของตลาดได้ 4 ประเภท ดังนี้

1 ตลาดแข่งขันสมบูรณ์
2 ตลาดผูกขาด
3 ตลาดก่ึงแข่งขันกึ่งผูกขาด
4 ตลาดผ้ขู ายน้อยราย


ตลาดแขง่ ขนั สมบูรณ์ 4 สินค้าและบริการแต่ละรายมีลักษณะ
เหมือนกันทุกประการ (Homogeneous
ตลาดแขง่ ขนั สมบูรณ์ Products) สินค้าของผู้ขายแต่ละราย
จะสามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์
มีลักษณะดังน้ี
5 การเคล่ือนย้ายสินค้าและบรกิ ารเป็นไป
1 มผี ู้ซื้อและผขู้ ายเปน็ จานวนมาก ด้วยความสะดวกและรวดเรว็

2 ผูผ้ ลิตมีอิสระในการเข้าออกจากตลาด
โดยเสรี

3 ผู้ ซ้ื อ แ ล ะ ผู้ ข า ย มี ค ว า ม ร อ บ รู้ ใ ห ม่
ในหน่วยธุรกิจท้ังคุณภาพและปรมิ าณ
ข อ ง สิ น ค้ า แ ล ะ บ ริก า ร ร ว ม ทั้ ง ก า ร
เคลื่อนไหวในราคาสินค้าที่เปลี่ยนแปลง
ไปด้วย


ตลาดแขง่ ขันสมบูรณ์

อุปสงค์และอุปทาน ราคาดลุ ยภาพของตลาดจะอยู่ท่ีจุดตัดระหว่าง
ของหน่วยผลิตในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทาน จุดดังกล่าวผู้ผลิต
ต้องขายสินค้าในราคาตลาดจึงจะขายสินค้า
ของตนได้หมดเส้นอุปสงค์ท่ีผู้ซ้ือมีต่อสินค้า
ของหน่วยผลิตแต่ละรายจึงเป็นเส้นตรงขนาน
แกนนอน

ความสมั พันธข์ องอุปสงค์และอุปทานในตลาดแขง่ ขนั สมบูรณ์


ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ดลุ ยภาพระยะยาว
ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์
ดลุ ยภาพระยะสัน้
ของผู้ผลิตในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ก า ร ผ ลิ ต ใ น ร ะ ย ะ ย า ว จ ะ ไ ม่ มี ปั จ จั ย ค ง ที่
ในระยะยาวผู้ขายในตลาดจะไม่มีกาไรเกิน
ถ้าผผู้ ลิตต้องการให้ได้กาไรสูงสุดจะต้องทา ปกติจะมีเพียงกาไรปกติเทา่ นั้น
การผลิต ณ ปรมิ าณ MC = MR ซึ่งถือว่าเป็น
จดุ ดลุ ยภาพของผู้ผลิต


ตลาดผกู ขาด ลักษณะเสน้ อุปสงค์ในตลาดผกู ขาด

ตลาดผกู ขาด

คือ ตลาดที่ไม่มีคู่แข่งขันในตลาดเลย
เพราะมหี น่วยธรุ กิจหรอื ผ้ขู ายรายเดียว
ในตลาด ไม่มีสินค้าทดแทนกันได้หรอื
ทดแทนกันได้ยาก และไม่สามารถเข้า
มาแขง่ ขนั ได้
ผู้ขายจึงมีอานาจ ในการกาหนดราคา
สิ น ค้ า ห รือ ป ริม า ณ ผ ล ผ ลิ ต ไ ด้ ต า ม
ต้องการ หรอื เรยี กวา่ “Price Maker”
เ ส้ น อุ ป ส ง ค์ ท่ี ผู้ ผู ก ข า ด เ ผ ชิ ญ เป็ น เ ส้ น
เดี ย วกั บ เส้น อุ ปส งค์ ข องตล า ดซ่ึงมี
ลักษณะเป็นเส้นทอดลงจากซ้ายลงมา
ขวาและมคี วามชนั เปน็ ลบ


ตลาดผกู ขาด กรณีมีกาไร
กรณีขาดทนุ
ดลุ ยภาพในระยะสัน้ ของตลาดผกู ขาด

ผผู้ ูกขาดเข้าสู่ดุลยภาพในระยะส้ันโดยเลือกผลิต
ท่ี MC = MR ในตลาดผูกขาดแม้ว่าผู้ผูกขาดจะมี
อานาจในการกาหนดราคาหรือปริมาณสินค้า
แต่ก็จะไม่ได้กาไรเกินปกติเสมอไป ซ่ึงผู้ผูกขาด
อาจจะได้รับเพียง กาไรปกติ หรือขาดทุนก็ได้
ข้นึ อยูก่ ับต้นทนุ การผลิต


ตลาดผกู ขาด

ดุลยภาพในระยะยาวของตลาดผูกขาด

ผูผ้ ูกขาดสามารถเปลี่ยนแปลงปจั จัยการผลิตและ
เปลี่ย นแปล งข น าดกา รผลิตได้ ถ้า ผู้ผูกข า ด
ประสบกับการขาดทุน เขาจะเลิกกิจการทนั ที
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ผูกขาดจะยังคงมีกาไรเกิน
ป ก ติ ใ น ร ะ ย ะ ย า ว เ พ ร า ะ ผู้ ผ ลิ ต ร า ย ใ ห ม่ ๆ
ไ ม่ ส า ม า ร ถ เข้ า ม า ท า ก า ร แข่ ง ขั น กั บ ผู้ ผู ก ข า ด
รายเดิมได้

ดลุ ยภาพในระยะยาวของผู้ผูกขาด


ตลาดกึ่งแขง่ ขนั กึ่งผกู ขาด เส้นอุปสงค์ทผ่ี ู้ขายแต่ละราย
ในตลาดกิ่งแขง่ ขนั ก่ึงผูกขาดเผชญิ
ตลาดกึ่งแขง่ ขนั
ก่ึงผูกขาด

คือ ตล าดท่ีมีผู้ข าย เป็น จาน วนม า ก
จึ ง ท า ให้ ผู้ ข า ย แ ต่ ล ะ ร า ย มี อิ ท ธิ พ ล ต่ อ
ราคาสินค้าในตลาดน้อยมาก และทาให้
การดาเนินนโยบายของผู้ขายรายหนึ่ง ๆ
ไม่กระทบต่อผู้ขายรายอ่ืน ๆ ในตลาด
สินค้าในตลาดน้ีมีลักษณะแตกต่างกัน
แต่สามารถใชท้ ดแทนกันได้
เส้นอุปสงค์ท่ีผู้ขายเผชิญมีลักษณะเป็น
เส้นท่ีทอดลงจากซ้ายไปขวา มีความ
ลาดชันมาก เพราะ ผู้ขายแต่ละรายต้อง
เผชิญกับการแข่งขันจากผู้ขายจานวน
มากทีข่ ายสินค้าคล้ายกัน


ตลาดก่ึงแข่งขนั กึ่งผกู ขาด ดลุ ยภาพในระยะยาว
ของตลาดก่ึงแข่งขันก่ึงผกู ขาด
ดลุ ยภาพในระยะสั้น
ของตลาดก่ึงแข่งขันกึ่งผูกขาด ผู้ขายจะมีการปรบั ตัวทั้งเข้าและออกจาก
ตลาด จนในที่สุด ผู้ขายทุกรายในตลาด
ผู้ ข า ย แ ต่ ล ะ ร า ย ใ น ต ล า ด จ ะ ตั ด สิ น ใ จ จะได้รับเพียงกาไรปกติเท่าน้ัน และเกิด
ผลิตสินค้า ณ MC = MR ซ่ึงผู้ขายอาจได้รบั ดุลยภาพในระยะยาวในทีส่ ุด
กาไรเกินปกติ กาไรปกติ หรือขาดทุนก็ได้
ผูข้ ายจะยังคงขายสนิ ค้าต่อไป


ตลาดผขู้ ายน้อยราย 1 คารเ์ ทลรวมอานาจไว้ท่ีองค์กร
ส่วนกลาง
ตลาดผขู้ ายน้อยราย
เป็นการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการ องค์กร
คื อ ต ล า ดที่ มี ผู้ ข า ย ตั้ ง แ ต่ ส อ งร า ย ขึ้ น ไป ส่วนกลาง มีอานาจในการตัดสินนโยบาย
ปรมิ าณสินค้าของผู้ขายแต่ละรายมีสัดส่วนท่ี ทางด้านการกาหนดราคา ปริมาณสินค้า
ค่ อ น ข้ า ง ม า ก ส่ ว น สิ น ค้ า ใน ต ล า ด อ า จ มี รวมของกลุ่ม และการจัดสรรโควตาให้กับ
ลักษณะคล้ายกันหรอื ต่างกัน แต่สามารถใช้ ผขู้ ายท่ีเป็นสมาชิก
ทดแทนกันได้
ตวั อยา่ งของตลาดผขู้ ายน้อยราย เช่น บรษิ ัท การกาหนดราคาโดยองค์กรส่วนกลาง
ปูนซีเมนต์ บรษิ ัทผลิตรถยนต์ บรษิ ัทผลิตยาง จากการรวมกล่มุ แบบคารเ์ ทล
รถยนต์ เหล็กกล้า เหมืองแร่ น้าอัดลม เปน็ ต้น

การรวมกล่มุ แบบทางการ

คือ การที่ผู้ขายที่มีอยู่น้อยรายมารวมตัวกัน
เพ่ือกาจัดความไม่แน่นอน ท่ีเกิดขึ้นในตลาด
แ ล ะ เพ่ื อ แ ส ว ง ห า ก า ไร เพิ่ ม ม า ก ขึ้ น จ า ก ก า ร
ก า ห น ด ร า ค า สิ น ค้ า ซ่ึ ง แบ บ จ า ล อ ง ก า ร
รวมกล่มุ แบบคารเ์ ทล แบ่งออกเปน็ 2 แบบ คือ


ตลาดผขู้ ายน้อยราย ดลุ ยภาพในระยะยาวของผู้ขายในตลาด

1 คารเ์ ทลแบง่ ส่วนแบ่งตลาด

เป็นการรวมกลุ่มของผู้ขายและมีการตกลง
ท่ีจะแบ่งส่วนแบ่งตลาดระหว่างกันภายใต้
เงื่ อ น ไข บ า ง อ ย่า ง ที่ ต ก ล ง กั น โ ด ย ผู้ ข า ย
แต่ละรายยังคงมีอิสระในการดาเนินนโยบาย
ทีต่ ้องการ

ดลุ ยภาพในระยะสนั้ และระยะยาว
ของตลาดผขู้ ายน้อยราย

เนื่องจากเส้นอุปสงค์ของผู้ขายจะคล้ายกับ
เ ส้ น อุ ป ส ง ค์ ใ น ต ล า ด ผู ก ข า ด แ ล ะ ต ล า ด ก่ึ ง
แข่งขันก่ึงผูกขาด การพิจารณาดุลยภาพ
ในระยะสั้นของตลาดนี้จึงไม่แตกต่างไปจาก
ผขู้ ายในตลาดท้งั สอง


การเปรยี บเทยี บผลของตลาด
แข่งขนั สมบูรณ์และตลาดผกู ขาด

1 การจัดสรรทรพั ยากรในการผลิต 2 ผลประโยชน์ของสงั คม

ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ตลาดผูกขาด ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ตลาดผูกขาด

ผู้ ข า ย เ ลื อ ก ผ ลิ ต ใ น ผู้ ข า ย จ ะ เ ลื อ ก ผ ลิ ต รา ค า สิน ค้ า ใน ตล า ด ร า ค า สิ น ค้ า ใน ต ล า ด
ระดับ ที่ทา ให้ได้ กาไร ในระดับที่ราคาสูงกว่า แข่ ง ขั น ส ม บู ร ณ์ มี ค่ า ผูก ข า ด มี ค่ า สู ง ก ว่ า
สูงสดุ ณ P = MC สงั คม ต้น ทุนหน่ วย สุดท้า ย เท่ า กั บ ต้ น ทุ น ห น่ ว ย ต้นทุน หน่วยสุดท้าย
จ ะ ไ ด้ รับ ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ (P > MC) ทาให้ราคา สุดท้าย (P = MC) ซ่ึง (P > MC) ทาให้สังคม
สงู สุด ในตลาดผูกขาดสูงกวา่ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ ไม่ได้รบั ผลประโยชน์
สงู สุดแก่สังคม สงู สดุ

ปรมิ าณสินค้ามากกวา่ ปรมิ าณสินค้าน้อยกวา่


การเปรยี บเทยี บผลของตลาดก่ึงแข่งขนั
ก่ึงผกู ขาดและตลาดประเภทอื่น ๆ

ในตลาดก่ิงแขง่ ขันกึ่งผกู ขาดผ้ขู ายจะตั้งราคาสูง การเปรยี บเทยี บผลของตลาด
กว่า รา ย รับ หน่ วย สุด ท้า ย แ ล ะต้ น ทุน หน่ ว ย ผ้ขู ายน้อยรายกับตลาดประเภทอ่ืน ๆ
สุดท้าย (P > MR และ MC) ซ่ึงแตกต่างจาก
ตลาดแข่งขนั สมบูรณ์แต่คล้ายกับตลาดผกู ขาด 1 ถ้ า ผู้ ข า ย ใน ต ล า ด ผู้ ข า ย น้ อ ย ร า ย มี ข น า ด
ดังนั้น การจัดสรรทรัพยากรในการผลิตของ ใก ล้ เ คี ย ง กั น ก า ร ก า ห น ด ร า ค า มั ก นิ ย ม ใช้
ตลาดก่ึงงแข่งขันก่ึงผูกขาดจึงไม่มีประสิทธิภาพ วิธีการรวมหัวกันตกลงราคาหรอื การรวม
หรือมีประสิทธิภา พน้ อยกว่า ตลาดแข่งขัน หวั กันผกู ขาดทัง้ โดยเปดิ เผยและไม่เปดิ เผย
สมบูรณ์
ปริมา ณสิน ค้า ผู้ผลิ ตจะข า ยน้ อย กว่า ขน า ด 2 ถ้าผู้ขายบางรายในตลาดมีขนาดใหญ่กว่า
การผลิตที่มปี ระสิทธภิ าพ ห รือ มี ส่ ว น แบ่ ง ต ล า ด ม า ก ก ว่ า ร า ย อ่ื น
การกาหนดราคาตลาดมักเป็นการต้ังราคา
ตามผู้นา โดยท่ีผู้ขายรายย่อยจะถือเอา
ราคาท่ีผู้ผลิตรายใหญ่กาหนดมาเป็นราคา
ขายของตน


รายได้ประชาชาติ หน่วยที่

8

สาระการเรยี นรู้ 4 รายได้ประชาชาติท่แี ท้จรงิ

1 ความหมายของรายได้ประชาชาติ และรายได้เฉลี่ยต่อบุคคล
2 การคานวณรายได้ประชาชาติ
3 ความสัมพันธ์ระหวา่ งกันของ 5 ประโยชน์และขอ้ ควรระวงั

รายได้ประชาชาติ ในการใช้บญั ชรี ายได้ประชาชาติ


Click to View FlipBook Version