The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คุณเอกรินทร์-พัดทดนํ้า 3-7-60

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:04:19

คุณเอกรินทร์-พัดทดนํ้า 3-7-60

คุณเอกรินทร์-พัดทดนํ้า 3-7-60

พัดทดนา้ํ

ประติมากรรมมีชวี ติ แหงลําน้าํ หมนั

100พดั ทดนา้ํ
ประติมากรรมมีชีวิต แหง ลาํ นา้ํ หมนั

พดั ทดนํา้ : ประติมากรรมมชี วี ิตแหงลําน้ําหมัน

หนงั สอื เลม นส้ี รา งสรรคจ ากโครงการบรกิ ารวชิ าการ ภาควชิ ามานษุ ยวทิ ยา คณะโบราณคดี
มหาวทิ ยาลัยศิลปากร สนับสนนุ โดยงบประมาณแผนดิน ป 2560 มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร

ขอ มูลทางบรรณานุกรมของสํานกั หอสมดุ แหงชาติ

เอกรินทร พึ่งประชา.
พดั ทดนาํ้ : ประตมิ ากรรมมชี วี ติ แหง ลาํ นาํ้ หมนั .-- กรงุ เทพฯ : ภาควชิ ามานษุ ยวทิ ยา คณะโบราณคดี
มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร , 2560.
98 หนา .
1. การทดนํา้ --ไทย. 2. เลย--ประวตั ศิ าสตร. I. ชอ่ื เรื่อง.

627.5
ISBN 978-974-641-652-8

ประธานโครงการ : ผศ.ดร. เอกรนิ ทร พึง่ ประชา
คณะทํางาน : อาจารยธ ัญธีรา ยม้ิ อาํ นวย ผศ.ดร.ดํารงพล อินทรจ นั ทร
อาจารยศ ศธิ ร ศิลปวฒุ ยา ผศ.ชินวร ฟา ดิษฐี
อาจารยน ัฐวฒุ ิ สิงหกลุ ผศ.ปรารถนา จนั ทรพุ นั ธุ
ผศ.กุลศริ ิ อรุณภาคย ผศ.ดร.แพร ศริ ิศักด์ดิ ําเกงิ
อาจารยว ราภรณ มนตไ ตรเวศย
คณะวิจัย : นางเปรมศรี สาระทศั นานันท นางคุณารักษ มณนี ุษย
นางสมดลุ ย เชอื้ บญุ มี นายจรี พนธ จนั ทศร
ผชู ว ยนกั วจิ ัย : นายฐติ ินนั ท ใกลช ดิ นายภานวุ ิชญ ทิพยเท่ียงแท
นางสาวขวญั พฒั น ปุณณวานชิ ศิริ นางสาวฐิตมิ า สขุ จนั ทร
นางสาวณิชารีย พันธุจันทร นางสาวธนวรรณ ตมุ สุภาพ
นางสาวพิมพพ รรณ ทองเปลว นางสาวรินทรล ภัส ฉฐั เมธาสทิ ธ์ิ
นางสาวศศธิ ร ศรภี ิรมย นางสาวสุพชิ ญา ปนทอง
นางสาวจรยิ า นาคาํ ภา นางสาวขวญั ชนก อยสู าํ ราญ
นางสาวสุดารตั น แซจึง นางสาวจุฑามาศ ปย ะวงษ
พสิ ูจนอ ักษร : เภสชั กรหญิงดาริน จงึ พฒั นาวดี
ภาพประกอบ : นางสาวรัชดาภรณ เหมจนิ ดา
จัดพิมพค ร้งั ที่ 1 พ.ศ. 2560
โดย ภาควชิ ามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
โรงพิมพ บจก.รงุ แสงธุรกจิ การพมิ พ 29/24 ถ.รวมใจ ต.กุดปอง อ.เมอื ง จ.เลย

101พดั ทดนาํ้

ประตมิ ากรรมมีชวี ติ แหง ลําน้ําหมนั

คาํ นํา

“พัดทดนํ้า” หรือระหัดทดน้ําเปนภูมิปญญาทองถ่ินที่เปน
อัตลักษณของคนลุมนํ้าหมัน อําเภอดานซาย จังหวัดเลย โดยเฉพาะ
หมูบานนาหมูมน ลุมนํ้าหมันตอนปลาย ถือเปนชุมชนที่มีการสืบทอด
ภูมิปญญาดานการจัดการนํา้ ดังกลา วมาหลายชั่วอายคุ น

กลาวคือ ในอดีตตลอดความยาว 4-5 กิโลเมตรของลํานํ้าหมันท่ี
ไหลผานบานนาหมมู น ชาวบา นจะสรางพดั ทดนาํ้ เขาพืน้ ทท่ี ําการเกษตร
มากถึง 40-50 หลัง สวนปจจุบันเหลือเพียงสิบกวาหลัง แตนับวามี
พัดทดนํ้ามากกวาหมูบานอ่ืนๆ ซึ่งทําเพียงไมก่ีหลังหรือไมมีการสืบทอด
วศิ วกรรมพื้นบานดานการจดั การนํ้า

สว นเหตผุ ลสาํ คญั ทท่ี าํ ใหก ารทาํ พดั ทดนาํ้ ลดจาํ นวนลงเนอื่ งมาจาก
ในรอบ 2-3 ทศวรรษท่ผี านมา ระบบนิเวศลมุ นํ้าหมันมีการเปลี่ยนแปลง
อยา งมาก เหตผุ ลสว นหนงึ่ มาจากดนิ ตะกอนจากพนื้ ทส่ี งู (ภตู า งๆ) ซงึ่ เกดิ
จากการทาํ ไรไ หลบา ยามนา้ํ หลากจนทาํ ใหล าํ นาํ้ ตนื้ เขนิ รวมถงึ ผลพวงของ
การพัฒนาโครงการจากภาครัฐ โดยเฉพาะการขุดลอกคูคลองทําใหตลิ่ง
สงู ชนั และตดั ตนไมที่ขน้ึ อยรู มิ นา้ํ จนไมสามารถติดตงั้ พัดทดนา้ํ ได

102พดั ทดนํา้
ประติมากรรมมชี วี ิต แหงลํานา้ํ หมัน
ดวยเหตุผลดงั กลา ว จึงทําใหชาวบา นหลายหมบู า นในลุมนํา้ หมัน
ไมสามารถสรางพัดทดนํ้าไดเหมือนในอดีต ประกอบกับปจจุบันเปนยุค
ของความทนั สมยั หลายครวั เรอื นจงึ หนั ไปพงึ่ เทคโนโลยอี ยา งเครอื่ งยนต
สบู นา้ํ ทส่ี ะดวกและรวดเรว็ ซง่ึ ตา งจากบา นนาหมมู น ชาวบา นหลายครวั เรอื น
ทส่ี รา งพดั ทดนา้ํ ไดพ ยายามรวมกลมุ ตอ รองกบั ภาครฐั ใหร ะงบั การขดุ ลอก
คูคลอง เพื่อที่ชาวบานจะไดสรางพัดทดนํ้าเหมือนคนรุนกอน โดยให
เหตผุ ลวา พดั ทดนาํ้ เปน ภมู ปิ ญ ญาทอ งถนิ่ ดา นการจดั การนาํ้ ทเี่ ปน มติ รกบั
สง่ิ แวดลอ ม อกี ทง้ั คนทอ งถน่ิ ยงั ใชพ ดั ทดนา้ํ เพอ่ื ทาํ การเกษตรทาํ ใหป ระหยดั
ตนทุนดานพลังงานเช้อื เพลิงในการทําเกษตรมากถึง 2-3 หม่นื บาทตอป
นอกเหนอื จากนี้ บรเิ วณทส่ี รา งพดั มกั ตง้ั อยใู กลต น ไมใ หญแ ละกอไผร มิ นาํ้
จงึ ทาํ ใหบ รเิ วณดงั กลา วเกดิ “วงั ปลา” หรอื ทอี่ ยอู าศยั ของปลาทาํ ใหป ลา
ชกุ ชมุ กลายเปนแหลงอาหารจากธรรมชาตทิ ส่ี ําคัญของชุมชน
ทงั้ นี้ คนนาหมมู น จะสรา งพดั จากไมไ ผท ขี่ น้ึ อยา งอดุ มสมบรู ณต าม
ภูรอบหมูบาน โดยจะเลือกลําไผที่มีเสนผานศูนยกลางราว 6-10 เมตร
มาสรางเปนกงพัดในขนาดที่แตกตางกัน สวนแกนพัดหรือ “ดุม” จะ
ทําจากไมเน้ือแข็งท่ีอยูริมน้ําหมันหรือตามปา โดยชาวบานจะสรางพัด
ทกุ ๆ ป เน่ืองจากโครงสรางสวนใหญท ํามาจากไมไผ จงึ ผพุ งั ไดง าย ทง้ั น้ี
ชาวบานจะเร่ิมทําพัดราวปลายเดือนเมษายนกอนเร่ิมตนฤดูกาลเกษตร
ซ่ึงเปนชว งทร่ี ะดับนาํ้ หมนั ลงตาํ่ สดุ ทาํ ใหส ะดวกในการติดตัง้ พัด
ดว ยเหตนุ ี้ คนนาหมมู น จงึ มกี ารถา ยทอดภมู ปิ ญ ญาดา นการทาํ พดั
อยางไมขาดสาย แมกระท่ังคนรุนใหมก็มีการเรียนรูดวยวิธีครูพักลักจํา
(Tacit knowledge) ผานประสบการณชีวิตที่ไปชวยผูใหญหรือพอแก
ระหวางทําพดั ทดนา้ํ

103พัดทดนํ้า

ประติมากรรมมชี ีวติ แหงลํานํ้าหมนั

แตกระนั้นก็ตาม กลุมชาวบานที่ทําพัดทดน้ําบานนาหมูมน
ตระหนักวา ควรมีการจัดเก็บองคความรูดานภูมิปญญาทองถ่ินใหเปน
ระบบ เพราะหากไมมีการรวบรวมองคความรดู ังกลาวก็อาจสูญหายหรือ
ตกหลน ไปกบั กาลเวลา รวมถึงแกนนํากลุมพัดทดนํ้ายังมีแนวคิดท่ีจะนํา
องคค วามรดู งั กลา วไปตอ ยอดใหเ กดิ การพฒั นาทอ งถนิ่ ทงั้ ในมติ กิ ารเกษตร
ความเขมแข็งชุมชนและเพิ่มมูลคาเชิงพาณิชย ในฐานะแหลงทองเท่ียว
เชิงนิเวศ จึงมีแนวคิดท่ีจะจัดศูนยเรียนรูภูมิปญญาทองถ่ินดานการทํา
พัดทดนํ้าบานนาหมูมน

กลาวโดยสรุป งานศึกษาพัดทดนํ้าบานนาหมูมนมีจุดประสงค
หลักสําคัญคือ 1) เพื่อรวบรวมองคความรูดานการทําพัดทดนํ้า
ท้ังในแงประวัติศาสตร พัฒนาการและความเปนมาที่สัมพันธกับการ
เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศลุมน้ําหมัน รวมถึงขั้นตอนการทําพัดทดนํ้า
2) เพอ่ื นาํ องคค วามรถู า ยทอดสทู อ งถนิ่ และสาธารณะ ในรปู แบบหนงั สอื
(หลักสูตรทองถิ่นศึกษา) นิทรรศการและแผนพับ นําไปสูการเพ่ิมมูลคา
ทางสงั คม 3) เพอ่ื นาํ องคค วามรดู งั กลา วมาสรา งเปน แผนยทุ ธศาสตรใ นการ
พฒั นาทอ งถน่ิ ใหเขมแข็งทั้งในดานการเกษตรและตอยอดเชิงพาณิชยใน
ฐานะแหลงทองเทย่ี วเชิงนเิ วศ

จากความสําคัญดังกลาว ทําใหภาควิชามานุษยวิทยา
คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซ่ึงมีปรัชญาอันเปนปณิธานให
มีความรูความเขาใจในสังคมและวัฒนธรรมมนุษย ตลอดจนภูมิปญญา
จึงริเร่ิมจัดทําโครงการ “ศูนยเรียนรูภูมิปญญาทองถ่ินดานการจัดการ
“พดั ทดนา้ํ ” ลมุ นา้ํ หมนั ตอนปลาย” เพอ่ื สอดรบั กบั ความตอ งการของทอ งถน่ิ
ตามที่กลา วไวเบ้ืองตน

104พัดทดนาํ้
ประติมากรรมมีชีวติ แหงลําน้ําหมนั
จึงกลาวไดวา งานศึกษาคร้ังนี้นับเปนกิจกรรมบริการวิชาการท่ี
วางอยบู นฐานความตอ งการของคนทอ งถน่ิ ทม่ี สี ว นสาํ คญั ตอ การสบื สาน
จรรโลง และอนรุ กั ษศ ลิ ปวฒั นธรรมประเพณใี นมติ ภิ มู ปิ ญ ญาทอ งถนิ่ ดา น
การจดั การนาํ้ หรอื ทรพั ยากรทางธรรมชาตอิ ยา งสรา งสรรค ซงึ่ จะเปน การ
เพม่ิ มลู คา ทางสงั คมและเศรษฐกจิ ขณะเดยี วกนั ยงั ชว ยปลกู ฝง ทศั นคตแิ ละ
สาํ นกึ หนา ทข่ี องคณาจารยใ นสถาบนั อดุ มศกึ ษาทต่ี อ งมคี วามรคู วบคคู ณุ ธรรม
และรบั ผดิ ชอบตอ สังคม

เอกรินทร พง่ึ ประชา และคณะวิจัยทอ งถ่ิน

สารบัญ 105พัดทดนา้ํ

คาํ นํา ประติมากรรมมชี ีวิต แหง ลํานํ้าหมัน
สารบัญ
หนา

ลมุ นํ้าหมัน: ความหลากหลายของระบบนเิ วศ ..........................................1
กายภาพลําน้าํ หมัน...............................................................................2
ทรัพยากรท่ดี ินและการใชท่ีดิน..............................................................7

นาหมูมน ในบริบทลมุ ลําน้าํ หมนั ..............................................................13
ประวตั ศิ าสตรช ุมชน ...........................................................................14
“นาหมมู น ”: ชือ่ นี้มีทีม่ า .....................................................................20
วิถีคนนาหมูมน....................................................................................21
การทาํ นา ............................................................................................24
ขาวไร .................................................................................................29
ขา วนาปรงั ...........................................................................................30
พืชทางการเกษตรอ่นื ๆ .......................................................................31
สภาพสังคม ........................................................................................34

“นาํ้ ” ในวถิ ที างการเกษตรบา นนาหมมู น ...............................................37
ลํานาํ้ หมัน พัดทดน้าํ และวิถคี นนาหมูมน ...........................................37
หนองหอย ...........................................................................................39

พัดทดนา้ํ

ประตมิ ากรรมมีชวี ติ แหงลํานา้ํ หมัน

สารบัญ (ตอ ) หนา

เหมอื งฝายแหลง นํ้าจากภูสูง................................................................41
“พัดทดน้ํา”: ประติมากรรมมชี ีวิตแหง ลํานํา้ หมนั ...............................51
กายวภิ าคพดั ทดนํ้า...................................................................................55
“โครงสราง” ของวศิ วกรรมพดั ทดน้าํ ...............................................55
การประกอบสรา งพัดทดนา้ํ ..............................................................64
สถติ แิ ละการคงอยขู อง “พัดทดนาํ้ ”........................................................71
“บทเรียน” ของ “ประติมากรรมมชี วี ิต” แหงลาํ น้าํ หมัน.......................77
บานนาหมมู นในบริบทการเปลย่ี นแปลงของลาํ นา้ํ หมนั ......................78
พัดทดนํ้า: หลากมุมมองหลายความคิด...............................................80
บทสรปุ : “ประติมากรรมมชี ีวติ ” แหง ลาํ นํ้าหมัน ................................96
เอกสารอา งอิง ..........................................................................................98

1พดั ทดน้ํา

ประตมิ ากรรมมชี วี ติ แหง ลาํ นา้ํ หมัน

“ลมุ นาํ้ หมัน”

ความหลากหลายของระบบนิเวศ

ลมุ นา้ํ หมนั มลี กั ษณะทางกายภาพเปน แทง ยาวในแนวทศิ เหนอื จรด
ใต มีลาํ นา้ํ หมันไหลในแนวเดยี วกันกับพื้นท่ีลุมนาํ้ สภาพภมู ิประเทศโดย
ทั่วไปของลุมนํ้าหมันเปนภูเขาและเทือกเขาสูงชันสลับซับซอน มีท่ีราบ
แคบๆ ระหวา งหบุ เขาตามลาํ นา้ํ หมนั และเปน ทร่ี าบสลบั ทร่ี าบสงู บรเิ วณ
อําเภอดานซายกับบริเวณปากแมน้ําหมันท่ีไหลลงแมน้ําเหือง ซึ่งมีบาน
นาหมมู น ตงั้ เปน หนง่ึ ในทร่ี าบลมุ ในหบุ เขาดงั กลา ว ดงั นนั้ เพอื่ ความเขา ใจ
ตอ วถิ คี นนาหมมู น จงึ จาํ เปน ตอ งเขา ใจภาพรวมของระบบนเิ วศลมุ นาํ้ หมนั
โดยงานศึกษาครั้งน้ีไดสังเคราะหขอมูลจากหนังสือภูมิปญญาทองถิ่นใน
การจัดระบบ “นา” และ “ไร” เพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
หมบู านในอําเภอดานซาย จังหวดั เลย (เอกรินทร พึ่งประชา และคณะ,
2555) จากปาสคู รัวไทดาน (เอกรนิ ทร พ่งึ ประชา และคณะ, 2557) และ
ลมุ นาํ้ หมนั : การจดั การโดยเครอื ขา ยทางสงั คมเพอื่ ความมนั่ คงทางอาหาร
ของชุมชน (เอกรนิ ทร พงึ่ ประชา และคณะ, 2559)

2 พดั ทดนาํ้
ประตมิ ากรรมมชี ีวิต แหง ลาํ น้ําหมนั
กายภาพลํานา้ํ หมนั
เลา ขานกันในทอ งถนิ่ วา เดมิ ลาํ น้าํ หมนั ช่อื ลาํ น้าํ “มนั ” กอนเรยี ก
นํ้าหมันในภายหลัง สายน้ําแหงนี้มีตํานานและเรื่องเลามายาวนานที่
สัมพันธกับเร่ืองของพญานาคและตํานานทางพุทธศาสนา หากแตยังไม
อาจประติดประตอ เรื่องราวดงั กลาวไดชดั เจน จดุ กาํ เนิดลาํ นาํ้ หมนั ตงั้ อยู
หางไปทางทศิ ใตของหมูบานหมากแขง อาํ เภอดา นซาย จงั หวดั เลย ราว
4-5 กโิ ลเมตร คนทอ งถน่ิ เรยี กบรเิ วณนวี้ า “ปากแบง ” เปน ทบ่ี รรจบลาํ นาํ้
สองสาย สายแรกทางดา นซา ยคอื ลาํ นา้ํ “หมนั นอ ย” ไหลมาจากภทู บั เบกิ
อําเภอหลมเกา จังหวัดเพชรบูรณ (เม่ือกอนขึ้นอยูกับอําเภอดานซาย
จังหวัดเลย) ดานขวาจะมีลําน้ํา “หมันใหญ” หรือที่คนทองถิ่นเรียกวา
“หมนั แดง”
จึงกลาวไดวา ลําน้ําหมันมีตนนํ้าเกิดจากภูลมโล (หมันใหญ)
และภูทับเบิก (หมันนอย) มีพ้ืนท่ีครอบคลุม 3 จังหวัด คือ จังหวัดเลย
จังหวัดเพชรบูรณและจังหวัดพิษณุโลก ทางนํ้าไหลยอนไปทางทิศเหนือ
ผานตําบลกกสะทอน ตําบลดานซาย ตําบลนาหอ ตําบลนาดี บรรจบ
แมน้ําเหืองท่ีตําบลปากหมัน ตําบลดังกลาวต้ังอยูในเขตอําเภอดานซาย
ทง้ั หมด มีความยาวรวมทง้ั สิน้ ราว 60 กิโลเมตรเศษ
ลํานํ้าหมันตอนตนชวงท่ีน้ําไหลผานตําบลกกสะทอน สภาพ
พ้ืนที่เปนภูเขาสูงตํ่าลดหล่ันและสูงชัน มีแกงและโขดหินติดตอกันเปน
ระยะทางไกล บางชวงนํ้าจะไหลลอดโขดหิน หนาแลงจะมองไมเห็นน้ํา
(ชาวบานเรียกวานํ้าดั้น ดั้น แปลวา ลอด) สวนฤดูฝนนํ้าไหลเชี่ยวกราด
สวนสภาพของลํานํ้าชวงท่ีไหลผานลุมนํ้าตอนกลางในตําบลดานซาย
เปน ตนมากระแสนํา้ จะไหลไมแ รงนักเน่อื งจากเปนท่รี าบ

3พดั ทดนา้ํ

ประตมิ ากรรมมชี ีวิต แหง ลาํ นํ้าหมัน

จากการบอกเลาของคนไทดานบอกตรงกันวา แมน้ําหมันสมัย
กอ นจะมคี วามลกึ เกอื บตลอดลาํ นาํ้ โดยเฉพาะพน้ื ทล่ี มุ นา้ํ ตอนกลางจรด
ตอนปลายจะมสี ว นทลี่ กึ มากเปน ชว งๆ บรเิ วณทลี่ กึ มากนเ้ี รยี กวา “วงั ” มี
กอไผขน้ึ รมิ แมนํ้าจาํ นวนมาก บางแหง มีเนนิ ทรายใหไ ดน ง่ั เลน เชน พน้ื ที่
หลังที่วาการอําเภอดานซาย ปจจุบันซึ่งคนทองถ่ินเรียกวา “ทาศาล”
จะมตี นผักกุมขึ้นเรียงราย วงั อื่นๆ บรเิ วณบานดานซา ย ไดแ ก วังบริเวณ
พระธาตุศรีสองรักหรือแกงอูจะมีกอไผแนนเชนกัน สวน “ทาโฮง”
(อยบู ริเวณสะพานขามไปบา นนอ ยในปจ จบุ ัน) นํา้ จะใสและมคี วามลกึ

สวนบริเวณลําน้าํ หมันท่ลี ึกมากของอําเภอดานซาย คือ บริเวณ
แกง สองคอน จะมีวงั หนิ และถํ้าหนิ รวมถึงบริเวณทน่ี าํ้ อนุ (สาขาหน่ึงของ
ลาํ นา้ํ หมนั ) มาตกทน่ี า้ํ หมนั จะเปน วงั ลกึ เชน กนั หากทวา วงั ของลาํ นา้ํ หมนั
เริม่ หายไปเมือ่ ประมาณ 20 ปทผี่ านมา เหตผุ ลสําคัญนา จะเกิดจากการ
ไถไรของชาวบานบนพื้นท่ีสูงตางๆ มีการตัดไม ทําใหทราย ดิน ไหลมา
ทับถมกนั แมน้ําหมนั จะต้นื ข้นึ ปละ 2-3 เซนติเมตร ดังนนั้ หากพจิ ารณา
ตามลกั ษณะนเิ วศสาํ คญั จะแบง ได 2 ระบบ แมน า้ํ หมนั ตอนตน ในพน้ื ทสี่ งู
และแมนา้ํ หมนั ตอนลา งในพ้นื ทร่ี าบ แตหากแบง ตามกลมุ การต้งั หมบู าน
สามารถแบงระบบลมุ นํา้ ออกเปน 3 สวน คอื

4 พัดทดนํ้า
ประติมากรรมมีชีวิต แหงลาํ นํา้ หมัน
ลมุ นา้ํ หมนั ตอนตน ประกอบดว ยหมบู า นบนพนื้ ทส่ี งู ทมี่ ลี าํ นา้ํ หมนั
ไหลผานคอื บา นหมันขาว บา นหมากแขง บา นน้าํ หมัน บา นนาหวา นอ ย
บานแกงครก บานนํ้าพุ และหมูบานบนพ้ืนที่สูงท่ีเปนลํานํ้าสาขาของ
ลาํ นา้ํ หมนั คอื บา นกกเหย่ี นและบา นกา งปลาทม่ี ลี าํ หว ยตบั ไหลผา น และ
บา นหว ยตาดทมี่ ลี าํ นาํ้ ศอกไหลผา น ทง้ั นลี้ าํ หว ยตบั จะไหลมาบรรจบลาํ นาํ้
ศอกกอ นจะมาบรรจบกับลํานํา้ หมันท่ีบานเดนิ่ กลางเมืองดา นซาย

ลาํ นา้ํ หมนั ตอนตน ชว งไหลผานบานหมนั ขาว หมูบานแรกของสายนํ้าแหงน้ี
ในภาพคือการทําฝายหนิ กน้ั นํ้าในชว งฤดูแลง

ลุมน้ําหมันตอนกลางประกอบดวยหมูบานในสวนเมืองในพ้ืนที่
ราบลุมในหุบเขาท่มี ีลําหมันไหลผาน คือ บานหัวนายูง บานดานซาย
บา นนาเวยี ง บา นนาเวยี งใหญ บา นหนองฟา แลบ บา นบงุ กมุ และบา นนาหอ
สว นบา นนาทมุ และบา นหนามแทง มลี าํ นา้ํ พานลาํ นา้ํ สาขาของลาํ นา้ํ หมนั
ไหลผา นมาบรรจบกบั ลาํ น้ําหมนั ทบี่ า นนาเวยี งใหญ

5พดั ทดนา้ํ

ประตมิ ากรรมมีชีวิต แหง ลําน้ําหมัน

ลาํ นา้ํ หมนั ตอนกลางชว งไหลผา นเขตเมอื งดา นซา ย ในภาพคอื บรเิ วณบา นนาเวยี งใหญ
จะแลเหน็ ริมฝงแมน ้ํามกี ารทาํ เขือ่ นหินชวงส้ันๆ เพือ่ กนั นาํ้ กดั เซาะ
ซึ่งแตเดมิ บรเิ วณนีจ้ ะสมบูรณดวยปา ไผแ ละตน ไมน อยใหญ

ลมุ นา้ํ หมนั ตอนปลายมกี ายภาพใกลเ คยี งกบั ลาํ นา้ํ หมนั ตอนกลาง
เพียงแตไมไดอยูในพ้ืนท่ีเมืองและอยูใกลกับปากลําน้ําหมันบรรจบกับ
ลาํ นา้ํ เหอื งผานหมูบานนาหมูมน นาดี หวยปลาฝา นาทอง กกแหนเกา
กกแหนใหม เครอื คแู ละปากหมนั ซง่ึ หมบู า นพน้ื ทว่ี จิ ยั ครง้ั นค้ี อื บา นนาหมมู น

ภาพลาํ น้าํ หมนั ตอนปลายชว งไหลผา นบา นนาหมมู น
บางชว งลํานาํ้ จะแคบและมตี ล่งิ คอ นขางสงู

6 พดั ทดนํ้า
ประตมิ ากรรมมชี ีวติ แหง ลาํ นา้ํ หมัน
แผนภาพท่ี 1 แผนท่ลี ําน้าํ หมนั อาํ เภอดา นซาย จงั หวดั เลย

7พัดทดนํา้

ประติมากรรมมชี วี ติ แหงลาํ นํ้าหมนั

กลาวโดยสรุป ลักษณะทางกายภาพของลุมน้ํามีรูปรางเปนแทง
ยาวเรียว ลํานํ้าสาขาที่ไหลลงน้ําหมันจึงคอนขางสั้น เนื่องจากสภาพ
ภูมิประเทศที่สูงชันและมีทิศทางการไหลไมแนนอน ลักษณะของลุมน้ํา
ดังกลาวจึงมีผลตออุทกศาสตรของลําน้าํ โดยตรง ท้งั ในดานการรับน้าํ ฝน
การไหลของน้ํา การเก็บกัก และการกัดเซาะดินโดยกระแสนํ้าทําให
เกิดความแตกตางทางกายภาพของลุมน้ํา กลาวคือ ลําน้ําสวนใหญจะมี
ลักษณะแคบและชันมาก พื้นที่เก็บกักนํ้ามีนอย การไหลของน้ําเปนไป
อยางรวดเร็ว จึงทําใหปริมาณนํ้าเก็บกักไมคอยมีและกอใหเกิดปญหา
กดั เซาะหนา ดนิ ไดง า ยและในปรมิ าณสงู พน้ื ทเ่ี พอ่ื การเกษตรมเี ฉพาะบาง
หมบู า นในรอ งเขาและแอง บรเิ วณดา นซา ย แตก จ็ ะไมใ ชพ น้ื ทร่ี าบ สว นใหญ
คอื พนื้ ทลี่ กู คลน่ื และเนนิ เขา กายภาพของลมุ นาํ้ หมนั ดงั ทก่ี ลา วมานบั เปน
ปจ จยั สําคัญในการสรางพดั ทดนา้ํ ซง่ึ จะอภปิ รายในบทตอ ไป

ทรพั ยากรทด่ี นิ และการใชท ี่ดิน

เนื่องจากกายภาพของลุมนํ้าหมันโดยสวนใหญเปนเทือกเขา
สลับซับซอน ลักษณะทางธรณีวิทยาจึงประกอบดวยดินเหนียว ดินรวน
ดนิ ปนกรวด ดนิ ตนื้ ดนิ ลกึ ซงึ่ มคี วามสามารถในการใหป ระโยชนแ กพ ชื ไม
เหมอื นกัน คอื มที ัง้ เหมาะสมและไมเ หมาะสมตอพชื ชนิดตา งๆ

ทรพั ยากรท่ดี ิน : ทั้งนเี้ พ่ือการจําแนกดินสาํ หรับการใชป ระโยชน
ในดา นการปลูกพชื ท่วั ๆ ไปสามารถแยกดินออกไดเ ปน กลมุ ๆ ตามสภาพ
ไดดงั น้ี

8 พัดทดน้ํา
ประตมิ ากรรมมชี ีวติ แหงลําน้าํ หมนั
1. กลุมในสภาพภูมิประเทศท่ีราบและลุมต่ํา เปนกลุมดินที่มี
เนื้อดินเปนพวกดินเหนียว ดินรวนเหนียวหรือดินเหนียวปนทรายแปง
และดินรวนปนทราย เกิดจากวัตถุตนกําเนิดพวกตะกอนลํานํ้าดินลึก
การระบายนํ้าไมดีนัก ความอุดมสมบูรณตามธรรมชาติคอนขางต่ําถึง
ปานกลาง อยใู นทรี่ าบรอ งเขาหรอื ทร่ี าบแอง กระทะตามหมบู า นตา งๆ ของ
พนื้ ทล่ี มุ นาํ้ หมนั ตอนกลางและปลาย ปกตใิ นฤดฝู นขกุ จะมนี า้ํ ไหลบา หรอื
ทวมขังได หากปรับพ้นื ท่เี ปนคันก้นั น้าํ จะมีน้าํ เพียงพอตอการปลูกขาวได
ตลอดอายกุ ารเพาะปลกู ดงั นน้ั สภาพปจ จบุ นั เกษตรกรจงึ ใชพ น้ื ทเ่ี หลา น้ี
ทํานาขาวในฤดูฝน บางพ้ืนที่อาจปลูกพืชฤดูแลงประเภทถั่วตางๆ และ
พืชผกั ไดห ากมีนาํ้ พอเพยี ง
2. กลุมดินในสภาพภูมิประเทศท่ีเปนลูกคลื่น เปนกลุมดินที่มี
เน้ือดินเปนพวกดินเหนียว ดินรวน และดินรวนปนทรายหรือดินที่มี
เศษหนิ ปะปนมาก เกดิ จากวตั ถตุ น กาํ เนดิ พวกตะกอนลาํ นาํ้ หรอื เกดิ จาก
การสลายตัวผุพังของหินหลายชนิดที่มีเน้ือละเอียด จึงมีท้ังดินลึกและ
ดินตื้น มีการระบายน้ําดี ความอุดมสมบูรณตามธรรมชาติต่ําและคอน
ขางตํ่าถึงปานกลาง เกิดในสภาพพื้นท่ีดอนท่ีเปนลูกคล่ืนจนถึงเนินเขา
ความลาดชัน 2-12 เปอรเซ็นต ปจจุบันพ้ืนที่สวนใหญจะใชต้ังถิ่นฐาน
ของชมุ ชนในกลมุ หมบู า นลมุ นาํ้ หมนั ตอนตน และพน้ื ทที่ างการเกษตรของ
ลุมน้ําหมันตอนบน ตอนกลางและตอนลางทต่ี ้ังอยูบนท่โี คก ชาวบานจะ
ทําการเพาะปลูกพืชไร พชื สวนประเภทผลไม หรอื ปลกู ไมยืนตน ตา งๆ

9พัดทดนํ้า

ประตมิ ากรรมมีชวี ติ แหงลาํ นาํ้ หมนั

3. กลุมในสภาพภูมิประเทศเปนท่ีลาดชัน/เชิงเขา เปนกลุมดิน
พืน้ ทดี่ อนทมี่ ีลกั ษณะและคุณสมบัติเชนเดยี วกันกบั กลมุ ที่ 2 แตจะอยูใน
สภาพพ้นื ที่ทีม่ ีความลาดชันมากกวา คอื 12-35 เปอรเซ็นต ซึ่งเปนพ้ืนท่ี
เชิงเขา พื้นที่เหลาน้ีหากถูกนํามาใชประโยชนในดานการเพาะปลูกจะ
ประสบปญหาการชะลางพังทลายของหนาดิน ถาไมมีระบบการอนุรักษ
ดนิ และนา้ํ ทดี่ พี อโดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในดนิ ตน้ื ทมี่ หี นา ดนิ อยนู อ ยยง่ิ จะเปน
ปญ หามาก สภาพปจ จบุ นั พนื้ ทเี่ หลา นไี้ ดใ ชใ นการปลกู พชื ไร ไมผ ล ไมย นื ตน
ในบางสว นแลว พบในทกุ หมบู า นของลมุ นา้ํ หมนั ยกเวน บา นดา นซา ย

4. กลุมดินบนพื้นท่ีสูงหรือที่ลาดชันเชิงซอน ในสภาพภูเขา
เทอื กเขาตา งๆ ซงึ่ จะมที ง้ั ทร่ี าบลกู คลนื่ และทลี่ าดชนั สงู ทม่ี คี วามลาดชนั
มากกวา 35 เปอรเซ็นต โดยปกติท่ัวไปไมเหมาะสมตอการใชประโยชน
ทางดานการปลูกพืช สิ่งปกคลุมควรเปนพืชพรรณธรรมชาติประเภท
ปา ไม พบไดในทกุ หมบู า นยกเวนบา นดา นซาย

สภาพการใชท่ดี นิ บนทสี่ งู ดวยการทําพชื ไรเ ชิงเดีย่ ว
สงผลใหปาตนน้าํ เปล่ยี นเปน เขาหวั โลน

ในภาพคอื พืน้ ที่รอยตอบานหวยมนุ กับบานนาหวา นอ ย ลุมนา้ํ หมันตอนตน

10 พดั ทดนํ้า
ประติมากรรมมีชีวิต แหงลาํ นํ้าหมนั
นอกจากนี้ การพฒั นาแหลง นาํ้ เชน การเกดิ ข้นึ ของประปาภูเขา
ในหลายหมบู า นยงั ทาํ ใหด นิ มคี วามแตกตา งกนั ในดา นปรมิ าณนา้ํ กลา วคอื
ในบางพ้ืนที่มีระบบชลประทานชวยเหลือการเพาะปลูกท้ังในฤดูฝนและ
ฤดูแลงไดตลอดท้ังป แมวาจะไมเปนระบบชลประทานที่สมบูรณแบบ
กต็ าม ปจ จยั ดา นนาํ้ ทงั้ นา้ํ ฝน ลาํ นา้ํ ชลประทานมผี ลใหด นิ มคี วามสามารถ
ในการผลิตที่แตกตางกันออกไป ดังน้ัน นํ้าจึงเปนปจจัยสําคัญท่ีทําให
สถานภาพของทรพั ยากรทด่ี นิ ในปจ จบุ นั มคี วามหลากหลายมากขน้ึ
การใชท่ีดิน : จากสภาพพ้ืนที่โดยทั่วไปของลุมนํ้าหมันท่ีเปน
เทือกเขาสลับซับซอน โดยมีที่ราบสูงบนภูเขาบางแหงโดยมีรองเขาเปน
แนวแคบๆ ระหวางหุบเขา และเปนลูกคลื่นลอนลาดในแองตางๆ
สิ่งปกคลุมสวนใหญจึงเปนพืชพรรณธรรมชาติประเภทปาไมทึบและ
ปาโปรง ตอมาเมื่อชุมชนมีการขยายตัวเพ่ิมขึ้นเน่ืองจากการเพ่ิมจํานวน
ประชากร พัฒนาเปนชุมชนและหมูบานใหญมากมาย ท่ีสําคัญคือ
บริเวณที่ตั้งอําเภอดานซาย ตลอดจนชุมชนกระจัดกระจายอยูท่ัวไป
ในพ้ืนท่ีที่ไมสูงชันมีแหลงน้ําและเสนทางคมนาคม ชาวบานสวนใหญ
ยึดอาชีพเกษตรกรรมเปนอาชีพหาเล้ียงครอบครัว การเกษตรหลักคือ
เพาะปลกู พืชท่วั ๆ ไปซงึ่ ตองใชดินเปน พน้ื ทป่ี ลกู ดังน้นั จงึ เกิดการขยาย
พื้นที่ออกไปในพื้นท่ีปาไมอยางกวางขวาง ปาไมถูกเปล่ียนไปเปนพ้ืนท่ี
เกษตรทถ่ี าวร ซง่ึ เปน ทดี่ าํ เนนิ การอยา งตอ เนอื่ งเปน ระยะเวลาอนั ยาวนาน
แลว ดงั นน้ั สภาพสง่ิ ทห่ี ลงเหลอื อยใู นปจ จบุ นั คอื พน้ื ทป่ี า ไมบ นพน้ื ทส่ี งู ชนั
หรือพืน้ ทซี่ ึ่งถูกอนรุ ักษ พน้ื ทรี่ กราง พ้นื ทีป่ ลูกพชื ตา งๆ ทั้งพืชไร พืชสวน
นาขา ว ทีอ่ ยูอ าศัย และอืน่ ๆ

11พัดทดนํ้า

ประตมิ ากรรมมีชีวิต แหงลาํ น้าํ หมัน

พืน้ ที่ราบลมุ นํ้าหมนั ตอนกลาง-ปลาย มีพื้นทแ่ี คบๆ ชาวบา นจะนิยมทําขา วนาดํา
ในภาพคือแปลงนาบา นนาหมูมน

ดังน้ัน ท่ีดินท่ีใชทําการเกษตรของพ้ืนท่ีลุมน้ําหมันจึงมีความ
หลากหลายท้ังประเภทและชนิดของพื้นท่ีปลูก คือ มีท้ังขาวและ
พืชไร เชน ขาวโพด ขาวไร มันสําปะหลัง ถั่ว ถ่ัวลิสง ไมผลและ
ไมยืนตน เชน มะมวง กลวย มะขาม สม ล้ินจี่ ลําไย ยางพารา และ
สัก เปนตน แตการเกษตรบริเวณนี้สวนใหญยังคงทําการเกษตรท่ีไม
คอ ยเหมาะสมกบั พน้ื ทด่ี นิ ทง้ั วธิ กี ารและการเลอื กพน้ื ท่ี กลา วคอื ยงั คงมี
การปลูกโดยวิธีการท่ีไมพัฒนาอยูเปนจํานวนมากและใชพ้ืนที่หรือดิน
ที่ไมสอดคลองกับสภาพที่ดิน ซึ่งเมื่อทําการแยกแยะถึงชนิดพืชที่ปลูก
กับท่ีดินกลุมตางๆ ท่ีไดทําการจําแนกเอาไว โดยยึดหลักการนําไปใช
ประโยชนเปนสําคัญจะพบวา พ้ืนที่ลุมหรือคอนขางลุมท่ีทํานาขาวมี
ไมมากนัก บางสวนตองมีการใชพ้ืนท่ีดอนและในหุบเขาทํานา ท้ังยังมี

12 พดั ทดน้ํา
ประตมิ ากรรมมชี ีวติ แหงลํานํ้าหมัน
การบุกรุกทําลายพื้นที่ปาไมบนพ้ืนที่สูงและที่ลาดชันเชิงซอนเพื่อใชปลูก
พืชไร ไมผลและไมยืนตนเปนจํานวนมาก แมวาดินบางสวนจะไมคอย
เหมาะสม เชน เปนดินต้นื มกี รวดหินปะปนในเนือ้ ดนิ มากหรือเปนดินบน
พนื้ ที่ท่มี คี วามลาดชันคอ นขางสงู
จึงเห็นไดวา การใชท่ีดินทําการเกษตรของคนในลุมนํ้าหมันขาด
ความหลากหลาย สวนใหญปลูกพืชไรประเภทขาวโพดและขาวไร สวน
ไมผลเปนสวนนอย นอกจากน้ี ยังมกี ารทํานาบางตามทล่ี ุม รมิ ลํานํา้ และ
มกี ารใชท ด่ี นิ ในพน้ื ทท่ี ส่ี ภาพพนื้ ฐานทางธรรมชาตไิ มม คี วามเหมาะสมตอ
การปลกู พชื เปน จาํ นวนมาก กลา วคอื ทด่ี นิ บนพนื้ ทลี่ าดชนั เชงิ ซอ นถกู ใช
ไปมากทสี่ ดุ ของพนื้ ทล่ี มุ นาํ้ หรอื ของพนื้ ทเ่ี กษตรในลมุ นา้ํ ทดี่ นิ จงึ มปี ญ หา
เร่อื งดนิ ตน้ื ทขี่ าดความอุดมสมบรู ณ สวนพื้นที่มคี วามลาดชนั คอ นขา งสูง
จะมีการชะลา งพงั ทลายของหนา ดนิ สูง
ดังนั้น ปจจุบัน ที่ดินทางการเกษตรจึงมีปญหาเร่ืองการปลูกพืช
ไมเหมาะสมกับระบบนิเวศ พื้นท่ีเหลานี้สวนใหญใชปลูกขาว ขาวโพด
ขา วไร และไมผ ลประเภท กลวย มะขาม และมะมวง เปนตน

13พัดทดน้ํา

ประตมิ ากรรมมีชีวติ แหงลํานํา้ หมัน

นาหมมู น ในบรบิ ท
ลมุ ลํานา้ํ หมัน

บานนาหมูมนอยูในเขตองคการบริหารสวนตําบลนาดี หมูที่ 2
ตาํ บลนาดี อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย ตง้ั อยบู นเสน ทางดา นซา ย-ปากหมนั
กโิ ลเมตรที่ 11 บนทางหลวงหมายเลข 2114 มอี าณาเขตตดิ ตอ กบั พ้นื ท่ี
ใกลเ คียงดงั น้ี

ทิศเหนือ ตดิ ตอ กบั หมบู า นนาดี ตาํ บลนาดี
อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย

ทศิ ใต ตดิ ตอ กบั หมบู า นนาฮี ตาํ บลนาหอ
อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย

ทิศตะวันออก ตดิ ตอกับภเู ถา
ทศิ ตะวนั ตก ติดตอ กับภเู ปาะ
ประชากรบานนาหมูมนมีจํานวนครัวเรือน 193 ครัวเรือน
ชาย 310 คน หญิง 314 คน รวมเปน 624 คน

14 พดั ทดนํา้
ประตมิ ากรรมมชี ีวติ แหงลาํ นาํ้ หมนั
ประวัติศาสตรช มุ ชน
เรอื่ งราวตน กาํ เนดิ และวถิ คี นลมุ นาํ้ หมนั บา นนาหมมู น ถกู ถา ยทอด
จากรนุ สรู ุน ผา นการเลา เรอ่ื งของคนเฒาคนแก ท่เี ปนปยู าตายาย
นายจรัญ พิมพสารี พอแกบานนาหมูมนเลาวา เดิมคนนาหมูมน
นา จะเปน คน “ไทนอ ย” หนศี กึ สงครามมาจากดา นทศิ เหนอื ทต่ี ง้ั หมบู า น
นาหมูมนในปจจุบัน อพยพขามแมน้ําเหือง (แมนํ้าก้ันพรมแดน
ประเทศไทยและลาว) มาทางภเู ปาะดา นทศิ ตะวนั ตกของหมบู า น ปจ จบุ นั
คือที่ตั้งตําบลนามาลา อําเภอนาแหว โดยมีนายพราน ช่ือ “ญา” เปน
ผูน ําทาง
นายจรญั พมิ พส ารี คอื ลกู หลานรนุ ท่ี 4 ของนายพรานญา หากนบั
ปของรนุ สมัยผูเฒา ญา คอื ประมาณ 200 ปกอน มีเร่ืองเลา ถึงภมู ิปญ ญา
ในการเตรยี มหนศี กึ สงครามของผคู นในครงั้ นน้ั วา จะมกี ารนาํ ขา วเหนยี ว
ทน่ี งึ่ แลว มาตากแดดใหแ หง เกรยี มใสถ งุ ขนาดถงุ เลก็ หรอื ใหญต ามวยั ของ
คนในบา น แขวนไวข า งฝาโดยเตรยี มเทา กบั จาํ นวนคนทม่ี ใี นครวั เรอื นและ
สวมใสเ ส้ือผา หลายชนั้ กอนเขานอน หากเกิดศกึ สงครามพรอ มหนที ันที
กอนท่ีผูคนจะยายถ่ินมายังที่ตั้งหมูบานในปจจุบัน คนครั้งน้ัน
นาจะตั้งรกรากอยูภูเขาทางทิศตะวันตกของหมูบาน เรียกขานวา
“บานเด่นิ ซําตอง” “บา นน้ําสรางกกกอก” และ “บา นตาดปูน” ปจจุบัน
ชาวบา นใชเ ปน เสนทางสญั จรเกษตรไปสลู ําน้าํ หว ยกดู
หว ยกดู ตงั้ อยบู รเิ วณภเู ขาทช่ี าวบา นเรยี กวา “ภเู ปาะ-ภใู หญ” กอ น
ยา ยถ่ินหนีสงคราม ขามลาํ น้าํ หมนั และบรเิ วณทต่ี ง้ั หมูบา นในปจจุบันไป
ยงั ภเู ขาอกี ลกู ทางทศิ ตะวนั ออกของหมบู า น เมอื่ สงครามสงบไดต งั้ รกราก
ที่ “ภเู ถา ” บรเิ วณเนนิ เขาเหนอื “หว ยภ”ู เรียกวา “บานหว ยฮานหญา ”

15พัดทดนา้ํ

ประติมากรรมมชี ีวิต แหง ลาํ น้าํ หมนั

เน่ืองจากหวยภู มีทําเลเหมาะสม มีทรัพยากรท่ีสําคัญคือนํ้าและมีท่ีลุม
บริเวณตนี เขา อีกทง้ั ยงั มลี าํ น้ําหมันไหลผานกลางที่ราบ

การตัง้ บา นเรอื นในยคุ แรก ชาวบานอาศัยรวมคุมเลก็ ๆ 2 คมุ คือ
คมุ บา นหว ยภแู ละคมุ บา นนอ ยหรอื เรยี กอกี ชอ่ื ในเวลาตอ มาวา คมุ บา นลมุ
คุมบานหวยภูต้ังบานเรือนบริเวณเนินเขาหวยภูในปจจุบัน ซ่ึงอยูฝงทิศ
ตะวนั ออกของลาํ นา้ํ หมนั สว นคมุ บา นนอ ยตง้ั บา นเรอื นบรเิ วณโคง ลมุ นา้ํ หมนั
บริเวณดานทายของวดั จอมมณีในปจ จบุ ัน

ตอมา ชาวบานคุมหวยภูยายถ่ินอีกคร้ัง เนื่องจากเกิดโรคทูด
(คคุ ทะราด) ระบาด ผคู นคมุ บา นหว ยภจู งึ ยา ยบา นเรอื นขา มลมุ นาํ้ หมนั มา
ต้ังบานเรือนบริเวณหนาโรงเรียนบานนาหมูมนในปจจุบัน สวนคุมบาน
นอย ชาวบานบางสวนยายถิ่นเชนกัน เนื่องจากเกิดเหตุการณนํ้าทวม
บรเิ วณกลางบา น กลมุ คนคมุ บา นนอ ยไดย า ยบา นเรอื นขน้ึ มาอาศยั อยคู มุ
“เหลา กกคกั ” บรเิ วณทศิ ตะวนั ตกของดงหอใหญบ า นนาหมมู น ในปจ จบุ นั
เมอื่ ผคู นเพม่ิ มากขนึ้ การตง้ั บา นเรอื นเปน คมุ เครอื ญาตจิ งึ ไดก ระจายออก
โดยชาวบา นสว นใหญม กั ตงั้ บา นเรอื นอยบู รเิ วณทเ่ี นนิ สงู สว นบรเิ วณทร่ี าบ
ลมุ นํ้าหมันถูกใชเ ปน ท่ีนาํ นา

16 พัดทดนา้ํ
ประติมากรรมมชี วี ติ แหง ลาํ น้าํ หมนั

พืน้ ที่ราบลุม นา้ํ หมันตอนกลาง-ปลาย มีพื้นท่ีแคบๆ ชาวบา นจะนยิ มทําขาวนาดาํ
ในภาพคอื แปลงนาบา นนาหมมู น

จึงเห็นไดวา คุมบานลุมหรือคุมบานนอย คือบานเรือนบริเวณ
ทายวัดจอมมณีในปจ จุบนั (เปนบา นเรือนของลูกหลานผูเฒาญา หนึ่งใน
คนบานนาหมูมน) ลูกหลานสวนหน่ึงไดแตงงานกับลูกขุน ชื่อพลไดยาย
บานเรือนมาตั้งคุมใหม คือ คุมบานปงเปย บางวาปาเปอย (สันนิษฐาน
วาคือช่อื ตนไมชนิดหน่งึ ท่ขี ้นึ บริเวณน้)ี คมุ นาสิม บริเวณหนาวัดจอมมณี
ในปจจุบัน ลูกหลานขุนพลเดิมบางสวนอยูคุมปาเปอย บางสวนเคย
ขามนาสิม ต้งั บานเรือนเรียกช่อื ใหมวาคมุ บานน้าํ สราง (น้าํ บอ) เม่อื เกิด
โรคหา (อหิวาตกโรค) มีคนลมตาย จึงยายกลับมาต้ังรกรากท่ีเดิมที่
คุมนาสมิ และเรยี กคุมบานน้าํ สรา งวา บานฮา ง คุมนาสิมปจจบุ ันเรยี กวา
คุมบานใหญ (ที่ตั้งหมูบานในปจจุบัน) ชาวบานยังคงเรียกทุงนาบริเวณ
เหนือวดั จอมมณีวา นาสมิ ( คอื มสี มิ อยูก ลางนา้ํ ในทงุ นา)

17พดั ทดน้าํ

ประตมิ ากรรมมชี วี ิต แหงลาํ น้ําหมนั

เปน ทนี่ า สงั เกตวา สมยั กอ นไมม ชี อ่ื หมบู า น เรยี กกลมุ ของบา นเรอื น
ทส่ี รา งเปน กลมุ วา คมุ และมชี อ่ื ตอ ทา ยตามลกั ษณะเฉพาะทช่ี าวบา นคนุ เคย
หรอื รจู กั เชน คมุ หว ยภู เรยี กตามลกั ษณะภมู ศิ าสตรท ตี่ งั้ คมุ บา นนอ ยคอื
จาํ นวนหลงั ครวั เรือนไมมาก คุมบานฮา ง คือบา นที่รางแลว เปน ตน

นายเรียง สกลุ เดมิ สงิ หส ถติ ย อายุ 86 ป ผูเฒาบา นนาหมูมน เปน
ลกู คนสดุ ทอ งทเ่ี หลอื เพยี งคนเดยี วของนางจาํ ปา เลา เรอ่ื งราวความเชอ่ื มโยง
ของคนบานนาหมมู นกับคนบานโคก บานหนองหวาย

บานนามาลา บานนาทุม บานหนามแทง โดยมีภูใหญ เปน
จุดศูนยกลาง เดิมคมนาคมโดยการเดินเทาขามภูเขาผูเฒาเลาวาสมัย
เม่ือครั้ง 70 ปกอน ตอนผูเฒาอายุ17 ป เคยไดรวมข้ึนไปตามหาชาง
ของตา ซ่ึงสมัยกอนใชวิธีเล้ียงปลอยในปา หากปลอยชางในปาชาง
มักหาแหลงนํ้าธรรมชาติใชด่ืม โดยจะกินหญาจนเตียนเปนเสนทาง
การตามหาชา งจงึ งา ย พอ พาเดนิ ทางไปจนพบชา งอยบู รเิ วณซากเกา ของ
“บา นเดนิ่ ซาํ ตอง” ปจ จบุ นั รจู กั กนั ในชอื่ บา นฮา ง(รา ง) บนภใู หญเ หน็ รอ ง
รอยการสรา งบา น ขณะนน้ั เหลอื แตเ สาสตี่ น ไมม ขี อื่ ไมม แี ป พบเหน็ ซาก
ประมาณ 4 หลงั มตี นจาํ ปาตน ใหญล อ มรอบเสาสต่ี น หนง่ึ หลงั จงึ สนั นษิ ฐาน
วา เปน วดั และพบบอ นา้ํ ซมึ 1 บอ เมอื่ มโี รคระบาดผคู นลม ตาย จงึ ฝง ศพไวท ่ี
บรเิ วณนน้ั และพาคนทเ่ี หลอื ยา ยถน่ิ ตง้ั รกรากทใ่ี หม เปน ทม่ี าของเรอ่ื งเลา ขาน
ถึงผีบรรพบุรุษเฝาผืนปาภูใหญ ทําใหเกิดการเคารพปา และสืบทอดกฎ
เกณฑป ระเพณแี ละพธิ กี รรมเซน ไหว หากลบหลูฟา มดื ครม้ึ พายฝุ นลมแรงทนั ที
ทนั ใด กระตบิ ขา วมไี ขแ มลงวนั เตม็ กระตบิ ไมส ามารถกนิ ได “การจม ปากจม
คาํ ” คอื การบอกกลา วขอขมาขออนญุ าต ฟา จะสวา งทนั ที “เขา ปา อยา ทกั
อยา ทว ง” คอื ไมใ หล บหลหู รอื ตะโกนเสยี งดงั ปจ จบุ นั คาดวา เดนิ่ ซาํ ตอง
ถูกชาวบานถางเปนท่ที ํากินของคนบานแกวตาว หมบู านท่อี ยตู ิดชายเขา

18 พัดทดนํ้า
ประติมากรรมมชี ีวิต แหง ลํานาํ้ หมัน
ภใู หญท างทศิ เหนอื ตดิ นาํ้ เหอื งกอ นขา มไปเมอื งลาว วฒั นธรรมการเคารพ
ผีภูใหญที่ปกปองปา วัฒนธรรมการทําพัด การขุดเหมืองรวมถึงเร่ือง
ราวของเงียก (พญานาค) ตดิ ตามไปกบั ผคู นเหลา น้ี และสามารถปรากฏ
ใหเห็นในกลุมหมูบานท่ีติดชายเขาลูกน้ี เพราะมีการติดตอกันรวมถึง
การยา ยถน่ิ ผานภใู หญ
คนนาหมูมนรุนกอนเลาวา ในสมัยกอนลุมน้ําหมันเปนที่สําหรับ
คลอ งชา งปา เขา วงั เพอื่ ทาํ การศกึ สงครามสมยั โบราณ โดยชา งจะอาศยั บน
ภเู ขาและลงมากนิ นาํ้ ทลี่ มุ นาํ้ หมนั บรเิ วณทเ่ี ปน หมบู า นในปจ จบุ นั จะเปน
ปารกชฏั เปน แหลงอาหารพวกหนอไมและของปานานาชนิด เมือ่ 80 ป
กอ นมกี ารยา ยถนิ่ เขา มาอาศยั บา นเรอื นของผคู นตงั้ กระจดั กระจาย แตล ะ
ครัวเรือนมีการถากถางทําสวนครัวและสรางบานเรือน เมื่อครอบครัว
ขยายมากข้ึน จึงมีการซ้ือขายสวนเพ่ือสรางบานเรือน ผูคนในคุมตางๆ
รอบบริเวณที่ตั้งหมูบานในปจจุบันยายบานเรือนมาอยูที่ตั้งในปจจุบัน
เหลือบริเวณที่เปนปาทึบในหมูบาน 2 แหง คือ “ดงหอใหญ” และ
“ดงหอนอ ย” ดงหอใหญอ ยทู ศิ เหนอื ของหมบู า นในปจ จบุ นั สว นดงหอนอ ย
คือพ้นื ที่ทช่ี าวบา นเรยี กกนั วา “วัดเกา” (ทตี่ งั้ โรงสชี มุ ชนในปจ จบุ นั )
นางสวน่ั วงั คาํ เปน นางเทยี มของหมบู า นหรอื ผนู าํ แหง จติ วญิ ญาณ
และในการประการกอบพิธีกรรมเช่ือมโยงสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะ
วิญญาณบรรพบุรุษกับคนภพปจ จุบนั อายุ 74 ป เลาถงึ ตาํ นานวดั เกาวา
เมอ่ื ครง้ั ทชี่ าวบา นอาศยั อยใู กลล มุ นา้ํ หมนั คอื คมุ ปา เปอ ย ตาํ นานวดั เกา
วาคุมบานนอย คิดจะต้ังวัดข้ึน โดยเลือกบริเวณดงหอนอย เปนบริเวณ
ปา ทึบท่สี ูงเหนือหมูบ า น รวบรวมพลทาํ การกอสรา งสมิ (โบสถไ มพื้นถ่นิ )
ขดุ หลุมเตรยี มเอาเครอื่ งสักการะลงหลมุ ในวันน้นั หมาหอนฟาครมึ้ ทนั ที
เลากันวา สมยั น้ันมเี ณรคนหนง่ึ ทําการขุดหลุมและหายไปในหลุมคนหา

19พดั ทดนํา้

ประติมากรรมมชี ีวิต แหง ลาํ นํ้าหมัน

อยางไรก็ไมพบ ชาวบานจงึ ยกเลิกการต้ังวดั ในดงหอนอย และเรียกพ้นื ที่
นว่ี า “วดั เกา ” มศี าลาเลย้ี งหอตง้ั ไวข า งบรเิ วณวดั เกา เรยี กวา “ศาลาจวั อา ย”
(สนั นษิ ฐานวาจัวอา ยหมายถงึ เณร)

กระท่ังเม่ือ 50 ปกอน เกิดมีการถางปาจับจองพื้นที่ใกลวัดเกา
ปจ จบุ นั จงึ ไมเ หลอื ปา ไมใ หเ หน็ ปา ทบึ ในหมบู า นยงั คงเหลอื ทเ่ี ดยี วคอื ดงหอ
ซึ่งชาวบานเคารพนับถือเปนปาศักด์ิสิทธิ์ การเลี้ยงหอในหมูบานทํา
ทง้ั สองที่ คอื หอใหญแ ละวัดเกาท่เี ปนหอนอ ย ในการประกอบพิธกี รรม
เลย้ี งหอของบานนาหมมู น เร่มิ เดือน 8 หลังจากพธิ เี ล้ยี งหอเดอื นหกของ
เจา พอ กวน ในเมอื งดา นซา ยเสรจ็ สน้ิ

สวนหลักในการเลือกวันคือ ใหเล้ียงหอไดในขางขึ้นของเดือน 8
วันเล้ียงหอคือวันจันทร วันอังคาร วันพฤหัสและวันเสาร หามตรงกับ
8 คา่ํ 15 คา่ํ หา มทาํ ในวนั พธุ ศกุ รแ ละอาทติ ย เมอ่ื ไดว นั เลย้ี งหอ นางเทยี ม
จะแจง วนั ใหช าวบา นทราบ ผนู าํ ดา นจติ วญิ ญาณในหมบู า นประกอบดว ย
หมอขวญั หมอธรรม (ปจ จบุ นั ไมม คี นสบื ทอด) พอ กวน 1 คน พอ แสน 1 คน
นางเทยี ม 1 คน และนางแตง 4 คน พอ แสนทาํ หนา ทช่ี ว ยพอ กวน นางแตง
ทาํ หนา ทแี่ ตง พาป (เครอ่ื งเสน ) พาปค อื เครอื่ งอาหารหวานคาว เพอ่ื ยกให
พอ กวนและนางเทยี ม การแตง พาปป ระกอบดว ยของคาวคอื “สามปไ กป 
ส่ีหม”ู หมายถึงเล้ียงไกสามป ปทสี่ ่ีตองเลย้ี งหมู 1 ตัว ยกพาปใหพอ กวน
และนางเทียม จากน้ันจะมีการเทียมเจานายมายังรางนางเทียม เทียม
เปนมาเปนชางและผูคนในอดีตที่ลงมาจากภูใหญ ลูกหลานไดถามเร่ือง
ราวความเปน ไปของหมูบ า น เชน ความเปนอยขู องคนในหมูบา นจะอยูดี
มสี ุข มีเภทภยั หรอื ไม ผิดธรรรมผดิ ประเพณอี ะไรบาง แกไขอยา งไร ตอ ง
ปฏบิ ตั ิกันอยางไร แตง พาเพ่ิมอยา งไร

20 พดั ทดน้าํ
ประติมากรรมมชี ีวติ แหงลํานํา้ หมนั
“นาหมมู น ”: ชอ่ื นม้ี ีที่มา
ชอ่ื ของบา นนาหมมู น มคี วามหมายวา หมู (หมปู า ) ทก่ี าํ ลงั เอาจมกู
ขดุ คยุ เขยี่ พนื้ ดนิ หรอื ทนี่ า โดยอากปั กริ ยิ าดงั กลา วชาวบา นเรยี กวา “ดดุ ”
หรอื “มน”
นอกจากนี้ ชื่อของบานนาหมูมนยังมีที่มาจากเรื่องเลาเกาแกเมื่อ
คร้ังสมัยที่ยังไมมีรูปแบบการปกครอบแบบกํานันและผูใหญบาน กลาว
คือ มีพรานปาจากบานโคก อําเภอนาแหว ฝงทิศตะวันตกของหมูบาน
เดินทางมาเพ่ือลาสัตวกับพรรคพวกอีก 3 คน จนกระท่ังมาพบกับ
บรเิ วณบา นนาหมมู น ซง่ึ เปน ทอ่ี ดุ มสมบรู ณ เตม็ ไปดว ยพชื พนั ธธุ ญั ญาหาร
กลมุ นายพรานจึงชักชวนใหชาวบานหวยฮานหญามากอต้งั บานหลังนอย
และปลูกขา วไรอ ยบู ริเวณทงุ นาขา งวัดจอมมณีในปจจุบนั
ตอ มาเมอื่ ถงึ ชว งเกบ็ เกย่ี วขา วไรไ ดม กี ารรวบรวมมดั ขา วมากองรวม
ไวเก็บในยุงฉาง แตปรากฏวามีหมูปาฝูงหน่ึงบุกเขามาทําลายกองขาวที่
ชาวบานไดรวมเอาไว ทําใหกองขาวไดรับความเสียหาย เพราะบริเวณ
น้ีมีสัตวปาอยางหมูปาชุกชุม และมักจะมาทําลายพืชผักที่ชาวบานปลูก
ชาวบานจึงเรียกพื้นที่บริเวณนี้วา “บานนาหมูดุด” จนกระท่ังหมูบาน
ไดถูกแบงแยกเปน 3 คุม เปนคุมบานนอย คุมปาเปอย และคุมนาสิม
(บา นนาหมูมน ในปจจบุ นั ) เพ่อื เปนดา นปอ งกนั หมปู าไมใ หเขามาทาํ ลาย
พืชผกั ขาวของ เรือ่ ยมาจนป พ.ศ. 2457 ชอ่ื “นาหมดู ดุ ” กลายเปน ชื่อ
ทไ่ี มส อดคลอ งกบั ทางราชการ ชอ่ื หมบู า นจงึ ถกู เปลย่ี นเปน “บา นนาหมมู น ”
ในท่ีสดุ

21พดั ทดนาํ้

ประตมิ ากรรมมีชวี ติ แหงลาํ นา้ํ หมัน

วถิ ีคนนาหมมู น

ขอมูลจากการสัมภาษณปราชญทองถ่ินและผูนําชุมชนในอดีต
ยอ นหลงั ไปเมอื่ ราว 50 ปก อ น พบวา คนนาหมมู น ดาํ รงชพี ดว ยการเกษตร
แตเปนยุคการทําแบบพออยูพอกิน หรือดํารงชีวิตโดยขึ้นไปทําไรขาวที่
ภเู ปาะ ชาวบา นจะลอ มรว้ั ไรข า วไวใ หเ รยี บรอ ยเพอ่ื กนั ววั ควาย ผคู นสว นใหญ
ในชมุ ชนนนั้ มอี าชพี เลยี้ งสตั วแ ละทาํ ไร สาวนอ ยทาํ ไรข า วบนภเู ปาะ และ
ถอื เปนกฎเกณฑข องชุมชนรมิ นา้ํ หมนั ทน่ี ยิ มเลี้ยงววั เลย้ี งควายไวบ นเขา

รายไดหลักของคนในหมูบานสมัยน้ันคือ การเล้ียงสัตวที่ภูเปาะ
กลา วไดว า ชาวบา นแทบทกุ หลงั คาเรอื นจะมวี วั ควาย ครอบครวั ละ 50-60 ตวั
และจะมพี อ คา หรอื “นายฮอ ย” มารบั ววั ควายไปขาย ในลกั ษณะการขายฝาก
ทอี่ าํ เภอนครไทย จงั หวดั พษิ ณโุ ลก ดว ยเหตนุ ้ี อาชพี เลยี้ งสตั วจ งึ นาํ รายได
มาสคู รอบครวั และชมุ ชนเปน หลกั วธิ กี ารเลยี้ งววั ชาวบา นจะปลอ ยเลยี้ ง
บนภูเปาะแบบอิสระ แตเจาของไรจะตองทําร้ัวกั้นพืชผลการเกษตรเอง
อาชีพเลย้ี งวัวควายไดคอยๆ หมดความสาํ คัญลงราวป พ.ศ. 2525

22 พัดทดนา้ํ
ประติมากรรมมชี วี ิต แหง ลาํ นํา้ หมัน

ในสมยั กอนการเลี้ยงควาย (และววั ) ถอื เปน อาชพี ทําเงินของคนดา นซาย
รวมถงึ คนนาหมูมน ปจจบุ นั มชี าวบานนอ ยรายที่จะดาํ รงชพี ดวยการเลยี้ งสตั ว

ในภาพคอื ควายคอกหนงึ่ ของบานนาหมมู นทเี่ ล้ยี งไวรมิ น้ําหมัน

ดว ยสภาพสังคมดงั ทีก่ ลา วมา อาจกลา วไดวา เมอ่ื ความเจริญทาง
เทคโนโลยีเริ่มเขามาในหมูบาน ผูคนเพิ่มจํานวนมากข้ึน วัวควายท่ีเคย
เลย้ี งอสิ ระจงึ มมี ากตาม สง ผลใหเ กดิ ปญ หาความไมล งตวั ระหวา งเจา ของ
ววั กับชาวบานทีท่ าํ การเกษตร ทําให “ปรบั ไหม” (คา ชดเชยหรอื คาเสีย
หายจากสตั วเ ลย้ี งทาํ ลายตน ไมแ ละพชื ผลทางการเกษตร) ยากขน้ึ เกษตรกร
ไมส ามารถลอมรวั้ ไดท ้ังหมด เพราะในชวงหลงั ไดมีรถไถเขา มา ทาํ ใหเ กดิ
การขยายพื้นท่ีในการปลูกขาวโพดมากข้ึน ราคาขาวโพดดีกวาการเล้ียง
สตั ว จึงทําใหชาวบา นเลิกอาชีพเลยี้ งสตั วไ ปโดยปรยิ าย

ขณะเดยี วกัน หากกลา วถึงลํานํา้ หมันจะพบวา ในน้าํ มปี ลา หอย
แกลบและหอยกาบมากมาย จนมีคนเปรียบเปรยวา “แคเอาเทาเขี่ย
ก็ไดของกินแลว” นอกจากนี้ในทุงนามีสัตวจําพวก ปูนา หอยขมแดง

23พัดทดนา้ํ

ประติมากรรมมชี วี ิต แหงลาํ นา้ํ หมนั

หอยถวย กุงหนวดดํา สมัยกอนชาวบานไมตองซ้ืออาหาร หาปลาใน
นาํ้ หมนั ไดป รมิ าณมากจนตอ งแจกญาตแิ ละเพอื่ นบา น หากเหลอื ชาวบา น
ใชว ธิ ตี ากแหง หมกั ทาํ ปลารา ชาวบา นมเี คลด็ ลบั ในการหาปลาในลมุ นา้ํ หมนั
โดยการเอาชา งลงเลน น้าํ ทาํ ใหนํา้ หมันขุน น้าํ ทข่ี ุน จะไหลลงทา ยนา้ํ เมือ่
นาํ้ ขนุ ไหลไปทา ยนาํ้ เปน กลวธิ หี ลอกปลาวา ฝนตก ปลาจะออกมามากมาย

อกี หนง่ึ กลวธิ คี อื การเฝา ฝนแรกของป เมอ่ื ฝนแรกตก นา้ํ ทช่ี ะลา งผง
“ขเ้ี ถา ไฟ” จากภเู ขาลงมาลาํ นา้ํ หมนั จะเกดิ ปรากฎการณ “ปลาตายดง่ั ” คอื
ปลาลอยตายทงั้ สายนาํ้ ปลาเหลา นชี้ าวบา นจะเกบ็ มาหมกั ปลารา หรอื ทาํ
ปลาแหง ปลาทตี่ ายลกั ษณะนไี้ มม พี ษิ สามารถกนิ ได คนทท่ี าํ พดั ทดนาํ้ รดู วี า
น้ําฝนแรกท่ีมาตามลํานํ้าหมัน เปนน้ําท่ีมีคุณคา การปนนํ้าฝนแรกจาก
ลาํ นาํ้ หมนั เขา ทงุ นาจะไดน า้ํ ทมี่ ปี ยุ จากธรรมชาติ ขา วเตบิ โตอดุ มสมบรู ณ

นอกจากน้ี ในแปลงเกษตรยงั มกี ารทาํ “ลอ งนาํ้ ” เปน การควบคมุ
ปรมิ าณนาํ้ ในทงุ นา เพอื่ ผนั นาํ้ ในนาทล่ี น ลงแมน า้ํ หมนั ลอ งนา้ํ คอื รอ งนา้ํ ที่
ชาวบา นรว มกนั ขดุ ขน้ึ เพอื่ ระบายนา้ํ จากทงุ นาสลู าํ นา้ํ หมนั และบางครงั้
จะเปด ใหน าํ้ หมนั เขา ทงุ นา นอกจากน้ี ลอ งนาํ้ ยงั เปน ทสี่ าํ หรบั หาปลาของ
ชาวบาน ลอ งนาํ้ เปนท่สี าธารณะ เปนแหลง ผันน้าํ ออก ขณะทผ่ี นั น้ําออก
สามารถหลอกปลาเขามาในลองนํ้าเพื่อวางไข และเติบโตในหนองหอย
ไวหาปลายามหนาแลงหนองหอยจึงเปนอูขาวอูน้ําของคนในหมูบานได
ตลอดป เม่ือมีการใชปุยเคมี ใชยาฆาแมลง พันธุสัตวนํ้าดั้งเดิมบางชนิด
ในทุงนาและหนองหอยจงึ เรม่ิ สญู พนั ธุ

24 พัดทดน้ํา
ประติมากรรมมีชีวิต แหงลาํ นาํ้ หมนั
การทํานา
การทํานาในสมัยกอน คนนาหมูมนจะทําเฉพาะนาป มีบางป
ขาวนาปมีไมเพียงพอตอป ครอบครัวที่มีสมาชิกมาก จะตองทําขาวไร
เพ่ิมเติม เพ่ือใหปริมาณขาวเพียงพอสําหรับเล้ียงคนในครอบครัว กลาว
กนั วา ใครทเ่ี ปน ผใู หญบ า นในสมยั กอ นจะตอ งทาํ นามาก เพอ่ื สาํ รองขา วไว
จาํ นวนมากกวา ครวั เรอื นอนื่ เพราะในสมยั กอ นบางครง้ั ลกู บา นทลี่ าํ บาก
พกั อาศยั อยดู ว ยกนั หลายคนมาขอความชว ยเหลอื เนอ่ื งจากขา วไมพ อกนิ
ทง้ั ป บางครวั เรอื นมาขอยมื ขา ว บางครวั เรอื นเอาของมาแลก บางครวั เรอื น
ลําบากมากตองใหการชวยเหลือ เหตุนี้ จึงทําใหเลาขาวของบานผูใหญ
หลงั ใหญกวา บา นอน่ื เพราะตอ งเล้ยี งคนทั้งหมบู าน

การหวานกลา ขา วนาปข องคนนาหมูมน จะเร่มิ ราวเดอื นพฤษภาคม-กรกฏาคม

25พัดทดนํ้า

ประตมิ ากรรมมชี วี ติ แหง ลํานํ้าหมัน

การถอนกลาหรือ “หลกกลา ” ชาวบานจะถอนกลา โดยการดึงตนกลาแลว มัด
กอนใชเทา ตดี นิ ออกจากรากตน กลา ตดั ปลายตนกลา ครงึ่ ใบ
หลงั จากนน้ั จะแชน ํ้าหรอื พกั ไวหน่ึงคนื กอ นดํา
ผนื นาบา นนาหมมู นหลงั การปก ดํา

26 พัดทดน้าํ
ประตมิ ากรรมมชี ีวติ แหง ลาํ นํา้ หมนั
ราว 5 เดอื น ทุงขาวจะเหลืองอรา มพรอ มเก็บเกีย่ ว
โดยบา นนาหมูมนจะเกย่ี วขา วราวเดือนพฤศจกิ ายน-ธันวาคม
หลงั เกบ็ เก่ยี วชาวบา นจะตากขา วใหแหง 2-3 แดด
กอนรวบรวมไปสีแลวเก็บในฉางขา วขางบาน

27พดั ทดนํา้

ประตมิ ากรรมมีชวี ิต แหงลําน้าํ หมัน

วิถีการทํานาปในสมัยกอน เร่ิมทํานาเดือนหก ฝนตก เร่ิมทําพัด
ทดนา้ํ ทดนา้ํ เขา นา เตรียม “ตกกลา” การไถนาทจ่ี ะเตรยี มตนกลา หลงั
ผันน้ําเขานาเพื่อเตรียมกลา ชาวบานจะปลอยน้ําในนากลาทิ้งไว 1-2
คนื หลงั จากนน้ั จงึ คราดไถนาและแชน ํา้ นาตออีก 1 คืน กอน “แปลง นํ้า
ออก” (ระบายนาํ้ ) ในอดตี ไมใ ชก ารหวา น แตใ ชก ารปลกู เปน หลมุ เรยี กวา
“สูน” คือการปลกู ตน กลา เปนหลุม โดยใชวิธีการ “สักนุง ” (นุงคอื เหลก็
หรอื ไมแ หลมทใ่ี ชท าํ หลมุ ขา ว) แลว เอาเมลด็ ขา วไปหยอดหลมุ การตกกลา
จะทาํ ไมพ รอ มกนั ครวั เรอื นทม่ี นี าบงุ หรอื ทมี่ หี นองนา้ํ ตอ งตกกลา และเรม่ิ
ดํานากอน เพอื่ ใหต นกลา แข็งแรงมีความสูงพอ รอดจากน้าํ ทว ม ตอ มาใช
การหวา นแทนการสกั นงุ โดยการเตรยี มเมลด็ พนั ธขุ า วหวา นกลา เรยี กวา
“น้าํ สองบกสอง” คือการเอาเมล็ดขาวแชนํา้ 2 คืน แลว เอาข้นึ มาพักใน
กระทอ (กระบุง) อกี 2 วนั เมล็ดขาวจะงอก จงึ เร่ิมการหวา นได หลงั จาก
ระบายนาํ้ ออกจากนากลา รอนา้ํ แหง ใหท ดลองหวา นเมลด็ หากเมลด็ ขา ว
ท่ีหวานลงพ้ืนนาจมไดคร่ึงเมล็ดถือวาดินเหมาะสม ใหหวานเมล็ดขาวได
ท้งั แปลง รอตน กลางอกโตดูแลใหน้ําเร่ือยๆ โดยไมใ หนํา้ ขังสูงเกินคร่ึง
ตนกลา ตนกลา ท่ใี ชด าํ นาในอดตี ตอ งมอี ายุ 1 เดือน

ระหวางรอตนกลาอายุ 1 เดือน ชาวนาเริ่มไถนาพรอมกับการ
หวา นกลา การไถนาในอดตี ใชแ รงควาย เรม่ิ จากนาํ ขค้ี วายหวา นในทงุ นา
แลว ไถกลบ หลงั จากนน้ั ชาวบา นบางสว นจะใชพ ดั ทดนา้ํ ผนั นา้ํ เขา นาและ
แชน า้ํ ในนาไวใหฟางเนา 1 อาทิตย กอนดํานาและไถคราดอีกรอบ การ
ไถนาในอดตี จะทาํ ไดว นั ละแปลง เพราะตอ งถนอมสขุ ภาพของควายและ
แรงในการไถค ราดราว 1 เดอื น ประกอบกบั ตน กลา มอี ายไุ ด 1 เดอื นพอดี
จึงเรมิ่ ดาํ นา

28 พดั ทดนํ้า
ประตมิ ากรรมมชี วี ิต แหง ลําน้ําหมนั
การ “หลกกลา”: ข้ันตอนการถอนกลาชาวบานเรียกวา
“หลกกลา” คือ การดึงตนกลาแลมัด ใชเทาตีดินออกจากรากตนกลา
ตัดปลายตนกลาครึ่งใบ หลังจากนั้นจะแชนํ้าหรือพักไวหน่ึงคืนกอนดํา
การทง้ิ ตน กลา ไว เพอ่ื ใหร ากงอก สมยั กอ นตน กลา แขง็ แรง ทง้ิ ไวห นง่ึ คนื ไม
ตาย ตน ทรี่ ากขาดจากการดงึ จะงอกรากใหม ตน กลา เหลา นโ้ี ตเรว็ และทน
การดํานา: การดํานาหากเปนนาหนอง ชาวบานจะดําหางราว
วาละสามตน หากเปน นาปกตหิ า งวาละส่ตี น ระยะหา งประมาณ 1 ศอก
ทั้งแนวบนและดานขาง วิธีการดําใหถอยหลังดํานา โดยจับตนกลาทีละ
หยบิ มือ กดลงดินลกึ 1-2 ขอนิว้ มอื หากลกึ มากตน กลา ไมโ ตเร็ว
การดูแลนาขาว: การดูแลนาขาวในอดีต ทํางายไดผลผลิตมาก
ไมตองใสปุย ไมมีหอยแมลงท่ีเปนศัตรู ไมมีตนทุน ดูแลดึงหญาท่ีขึ้นใน
นา และดูแลนํ้าไมใ หข าดเทานนั้
การเกบ็ เกยี่ ว: เมื่อขา วอายุได 6 เดอื น สังเกตจากใบขาวแหง จาก
ปลายใบยาวราว 1 คืบมอื หรอื เมล็ดขา วตนรวงแกแ ข็ง (ปกตขิ า วจะแก
จากปลายรวงมาตน รวง) สามารถเกย่ี วได เมอ่ื เกย่ี วขา วแตล ะกอ ใหเ หยยี บ
ตอขา วใหแ บน เพอ่ื ใชต ากขา ว ตากเปน แถว ตากเรยี งทลี ะ 4 กาํ เทา กบั 1 ฟอ น
เพ่ืองายตอการมัดและตี ตากขาวไว 3 วัน ขณะรอขาวแหง ชาวนาเริ่ม
ทาํ ลานตีขาว โดยเลือกนาท่ดี อน ปรับใหเ ตยี นแลว ใชข คี้ วายสด หากเปน
ขี้ควายแหง ใชแ ชนํ้าและเทายํ่าจนเหลว เทราดลงพื้นทเ่ี ตรียม คราดดวย
ไมค ราด รอลานแหง และใชเ ปน ลานตขี า ว ในอดตี มกี ารลงแขกทาํ นา มดั ขา ว
หอบขา ว กองขา ว ตีขาว ขนขาว ขณะท่ีรอตีขา ว ชาวบา นจะนาํ ฟางทํา
ทพ่ี กั ชวั่ คราว นอนเฝา ขา วยามกลางคนื จนกวา จะขนขา วขนึ้ เลา หมด หลงั
ลงแขกตขี า วเสรจ็ มกี าร “ว”ี ขา วโดยใชพ ดั วแี ละพนู ขา วเปน กอง

29พดั ทดน้าํ

ประติมากรรมมีชวี ิต แหง ลํานา้ํ หมัน

ชาวบานในอดีตมีภูมิปญญาในการประมาณการผลผลิตขาว โดย
การพนู กองขา วใหส งู ทสี่ ดุ รอจนกวา เมลด็ ขา วไหลลงจากยอดกองลงขอบ
กองถอื วา พอ วดั รอบฐานทส่ี งู จากพน้ื 1 เขา วดั รอบวงกองขา วทไ่ี ดเ ปน วา

หากตํา่ กวา 4 วา ไดข าวนอ ยกวา 150 ถงั
หากตา่ํ กวา 5 วา ไดข า วประมาณ 300 ถงั
หากต่าํ กวา 6 วา ไดขา วประมาณ 350 ถัง
หากตาํ่ กวา 7 วา ไดขาวประมาณ 700 ถัง
ถดั จาก 7 วา นี้ไปนับวาละ 100 ถัง
การคาดคะเนโดยวิธีนี้มีความแมนยําสูง ชาวบานสามารถ
เปรยี บเทยี บปรมิ าณขา วและความเพยี งพอในแตล ะปไ ด นาป ทาํ ปล ะ 1 ครง้ั
อาศยั นา้ํ ฟา รอฝนธรรมชาติ และการทาํ พัด พนั ธขุ า วดั้งเดมิ ทีใ่ ชด าํ คอื
ขา วบกั นา้ํ ขา วบกั ปอ ขา วดอกพดุ ขา วพนั ธทุ อ งถน่ิ มคี ณุ สมบตั ทิ เ่ี หมาะสม
กับพื้นท่ี ขาวบักนํ้าใชดํานาดอนเพราะทน ไมลม ขาวบักปอ ตนจะสูง
เหมาะกับนาลมุ ที่นา้ํ ทว มบอ ย ขาวดอกพุดใชไ ดกบั นาท้งั สองแบบ

ขา วไร

ดว ยเหตทุ กี่ ารทาํ นาปใ ชเ วลานานกวา 6 เดอื น จงึ ไมส ามารถทาํ ได
สองคร้ังในหน่ึงป ปที่น้ําทวมทุงนา เกี่ยวผลผลิตไดนอย จําเปนตองทํา
ขา วไรเ สรมิ การทาํ ขา วไร ชาวบา นนยิ มทาํ บรเิ วณภใู หญด า นทศิ ตะวนั ตก
ของหมบู า น ในปจ จบุ นั พนั ธขุ า วไรพ น้ื บา นในอดตี ชอ่ื ขา วแพร มลี กั ษณะ
เปนเม็ดเล็กสีแดง ตอมาเปลี่ยนมาใชขาวพันธุปลาซิว ลักษณะเปนขาว
สีขาวแตยงั เม็ดเล็ก ราวป พ.ศ. 2519- 2520 มกี ารเปลีย่ นมาใชพ ันธุขา ว
ไรพ นั ธปุ ลาซวิ ทอง เมลด็ ใหญแ ละไดผ ลผลติ ดกี วา วา เดมิ หลายเทา ตวั และ
ใชพ ันธุขาวชนิดนี้มาจนถึงปจ จุบัน

30 พดั ทดน้ํา
ประตมิ ากรรมมีชีวิต แหงลาํ น้ําหมัน
การทาํ ขา วไร ชาวบานจะทําพรอ มกันกับการทาํ นาป ขา งแรมตน
เดือน 5 ฝายชายจะขึ้นไรเพ่ือถางปา เผาหญาและดายหญา ใชเวลา 2
อาทติ ย พอขา งแรม ฝา ยหญงิ จะขึน้ ไรเ พือ่ “หน่าํ ขาว” คือ การเอาขาว
ลงหลมุ อายุขาวไร 6 เดอื น ตอ งขึน้ ไปดายหญาโดยใชจ อบ ชวงกลางการ
เพาะปลูกหลังฝนลงและมีหญาข้ึนเพื่อดูแลขาวตนออน เดือน 11 เก็บ
เกยี่ วขาวไร ในอดีตเรมิ่ ตน จากการทําเพ่อื ใชก นิ ในรอบป
อยา งไรกต็ าม เมอื่ มกี ารซอ้ื ขาย จงึ ทาํ เพอ่ื การคา เรมิ่ มรี ถไถเขา มา
รบั จา งไถไร ครวั เรอื นทม่ี ที ท่ี าํ กนิ บนภใู หญ รวมตวั กนั ทาํ ถนนเพอ่ื ใหร ถไถ
เขาพื้นที่ภูใหญไดและเริ่มทําขาวโพดขายแทนขาวไรเพราะไดราคาดีกวา
หลังจากนน้ั ราว 10 ป คอื ป พ.ศ. 2530 จึงเร่ิมมีครวั เรือนรายใหมๆ ถาง
ปาทิศตะวันออกของหมูบา น เหนอื หวยภู ครัวเรอื นท่ีทาํ ไรบ รเิ วณภูใหญ
บางครวั เรอื นเลกิ ทาํ ปลอ ยใหร กรา งเปน ปา เชน เดมิ เพราะคนทาํ ไรร นุ พอ
อายมุ ากขน้ึ บางครวั เรอื นคนทาํ เสยี ชวี ติ จงึ ไมม คี นสบื ทอด บางครวั เรอื น
ยา ยการทําไรม าดานทิศตะวันออก และอาจมีบางครวั เรือนขายใหคนอื่น
หรอื ถางใหม
ขา วนาปรงั
บานนาหมูมน เริ่มปลูกขาวนาปรังคร้ังแรกนาจะราวป พ.ศ.
2514 (ยายเขีย่ ม สงิ หส ถิตย ผใู หข อ มูล เปนหน่งึ ในสามครวั เรือนแรกที่
ทําขาวนาปรัง) เดิมไมมีใครรูจักหรือทํานาปรัง ปรากฏวาราชการเขามา
ในหมบู า น เพื่อมาสํารวจพนื้ ท่ที ํานา พบวา ในหมบู า นนาหมูมนมแี หลง
น้ําหนองหอยมนี ้าํ ขงั ตลอดป รวมถงึ มนี ํ้าเหมือง เหตุน้ี พฒั นากรอาํ เภอ
ดานซาย จงึ ไดสนบั สนนุ พันธขุ าวชนิดใหม ชื่อพันธุข าว กข 6 กข 8 เพื่อ
ลดระยะเวลาทาํ นาลงสามารถทาํ นาไดส องครง้ั ตอ ป เพราะพนั ธขุ า วทปี่ ลกู

31พัดทดนํา้

ประตมิ ากรรมมีชีวติ แหง ลาํ นา้ํ หมนั

มีอายุสัน้ เก็บเกีย่ วไดทนั เวลา สามารถทาํ นาไดต ลอดทงั้ ป กลาวคือ พอ
เกี่ยวขาวนาป ชาวบานสามารถหวานกลาเตรียมทํานาปรังตอ แรกเริ่ม
ชาวบานท่ีมีพื้นท่ีทุงนาใกลแหลงนํ้าดังกลาวไดทดลองปลูกขาวพันธุ กข
ตามคาํ แนะนาํ สามครอบครวั แรกทที่ ดลองทาํ นาปรงั ใชน าํ้ ทคี่ า งในหนอง
หอยทาํ นาปรงั ทาํ กนั เพยี งเลก็ นอ ยคนละ 3 ไร (แปลง) แตก ลบั ไดผ ลผลติ
มาก ปต อ มาครวั เรอื นอน่ื ๆ ทม่ี ที งุ นาบรเิ วณหนองหอย เหน็ ตวั อยา งจงึ ทาํ
นาปรงั เพม่ิ มากขน้ึ นอกจากนี้ ยงั มกี ารสนั นษิ ฐานวา ชาวบา นนา จะมกี าร
ขดุ หาตานํ้าทําเหมอื งเพิม่ ข้นึ ในชวงนี้

ปจ จบุ นั พนั ธขุ า วดง้ั เดมิ จงึ สญู หายไมม ใี ครปลกู เวลาทว่ี า งจากนาป
จงึ ไมม กี ารเลย้ี งไกเ ลย้ี งสตั วก ารปลกู ผกั รมิ นา้ํ หมนั เปน อาชพี เสรมิ จงึ หายไป
ถกู แทนท่ีดวยการทาํ นาปรงั และนาขาวโพด

ในสมยั กอ นเมอ่ื วา งจากการทาํ นาหลงั ฤดเู กบ็ เกย่ี วขา ว ชาวบา นจะ
ทาํ สวนผักริมนํา้ หมัน เปน วิถีชวี ิตของคนลมุ นํ้าหมนั ทที่ ํากนั มานาน และ
ปจจุบันยังคงเหลือใหเห็นอยูบาง สมัยโบราณ ทุกครัวเรือนทําสวนผัก
ปลกู ผักบ่ัว (ตน หอมแดง) ตอ งปลูกกันทกุ ครัวเรอื น ปลกู เปนจํานวนมาก
เมอื่ แกจ ะเกบ็ ตากแหง เปน หอมแดงไวป ระกอบอาหารทงั้ ป ปลกู กนั จนสดุ
สายน้ํา โดยจะทาํ แปลงผกั ทีห่ นาแปลงนา ของตนเอง ปจจุบันซือ้ งาย จึง
กลายเปน การปลกู ผกั สวนครัวไวบ ริโภคเล็กนอ ย

พืชทางการเกษตรอ่ืนๆ

เดิม 80 ปกอ น ทุกครัวเรือนปลกู พชื ทําสวนและเลย้ี งสตั ว เพอ่ื
ไวอยูไวกินหรือสํารองไวเลี้ยงชีพสําหรับคนในครัวเรือน ปตอปเทาน้ัน
นิยมปลูกพืชสวนเพื่อการยังชีพ การปลูกพืชสวน นิยมปลูกผลไมไวใน
สวนหรอื ใกลบา นเชน มะมวง กลว ยนาํ้ วา พชื ไรนิยมปลกู ถั่วลสิ ง ถว่ั ดํา

32 พัดทดนา้ํ
ประติมากรรมมชี ีวติ แหงลาํ น้ําหมัน
ถว่ั แดง ฝา ย ขา วโพด ปลกู เพอื่ การอปุ โภคบรโิ ภค ใชใ นงานบญุ ตา งๆ ไมไ ด
ทาํ การเกษตรเพอ่ื คา ขายเชน ในปจ จบุ นั คนสมยั กอ นใหข อ สงั เกตปจ จยั ที่
ทาํ ใหไ มม กี ารคา ขาย เพราะการเดนิ ทางลาํ บากและไมส ะดวก จงึ ใหค วาม
สาํ คญั ตอ การเลยี้ งสตั วท จ่ี าํ เปน ตอ การบรโิ ภคในครวั เรอื นและการใชง าน
ดา นการเกษตร ใชเ ดนิ ทาง เชน เลยี้ งไก ไวก นิ เนอ้ื ไข และเกบ็ ขไี้ กไ วเ ปน ปยุ
พืชผักสวนครัว โดยทําเลาไกเล็กๆ ไวใตถุนบานเรือน เลี้ยงควาย เพื่อ
ไถนาเปนหลัก ครัวเรือนท่ีมีควายเล็กนอยและมีใตถุนสูงมักเล้ียงไว
ใตถุนบาน หากครัวเรือนไหนมีมากจะทําคอกไวใกลบาน เลี้ยงวัวเพื่อ
ขายบางสวน บางสวนสําหรับเทียมเกวียน เล้ียงหมูเปนอาชีพบางและ
ไวบริโภคบาง การเลี้ยงหมูในอดีต เปนการเล้ียงปลอย ใหหากินตาม
ทุงนาตามบาน กระท่ังเมื่อ 50 ปกอน มีการถางปาจับจองทําสวนฝาย
สลับกับการปลูกถั่วดิน (ถั่วลิสง) เพ่ือเก็บไวบริโภคในครัวเรือน และ
สาํ หรบั ประกอบอาหารในงานบญุ ตางๆ จงึ ไมสามารถเลีย้ งปลอยได
สว นฝา ยมกี ารปลกู มากทกุ ครวั เรอื น สว นใหญเ พอ่ื ไวท อผา สาํ หรบั
ตดั เสอ้ื ผา และ “ทาํ ผา หม นวม” เพราะอากาศหนาว ทาํ เชน นท้ี กุ หลงั คาเรอื น
สงั เกตจากมี “ตา่ํ ฮกู ”(กก่ี ระตกุ ) ไวใ ตถ นุ บา นทกุ บา น ลกู สาวคนโตสวนใหญ
ตองทําหนาที่ดูแลคนในครอบครัว พอแมมักไมไหลูกสาวคนโตเรียน
หนังสือ และมอบหมายหนาที่ใหเ ปน คนดแู ลนอ งชว ยพอ แม สมยั กอ นใช
เครอ่ื งมอื ทท่ี าํ ขน้ึ เองและใชแ รงงานคน “อ้ิวมือ” (ดึงฝายเปนเสนใยดวย
กงอ้วิ ) ทอผา และใชไ มย อมผา “สาแค” ยอมผา สเี ขียว “หมากกระจาย”
ยอมผาสีดํา “คราม”ยอมผาสีนํ้าเงิน การเย็บเส้ือเครื่องแบบในสมัยนั้น
ตัดเย็บเองดว ยมือ เชน ชดุ นักเรยี น ชดุ ทหาร ชดุ ครู มีคนตา งถนิ่ ที่เรียก
กันวา “ญวน” มาเรขายผาบางครั้ง แตราคาแพง คนมีฐานะเทานั้นจึง
สามารถซอ้ื ได สว นใหญซ ือ้ เก็บไวใสงานบุญ

33พัดทดน้าํ

ประติมากรรมมชี วี ิต แหงลาํ นาํ้ หมนั

การปลกู ขา วโพด แตเ ดมิ ปลกู ในสวนเพยี งเลก็ นอ ย สาํ หรบั ไวบ รโิ ภค
ในครวั เรอื น พันธุขาวโพดพ้ืนบาน คือขาวโพดสาลี ฝกเล็ก เน้ือสีขาว
เปนพันธุสําหรับบริโภคไมใชขาวโพดเลี้ยงสัตวเชนปจจุบัน ทําไรในพื้นท่ี
เลก็ นอย ไมใ ชพน้ื ทีม่ ากเหมอื นสมยั นี้

จนกระท่ังเม่ือ 40 ปกอนนาจะประมาณป พ.ศ. 2519-2520
มีพอคามาเรรับซ้ือ ถั่ว ขาวโพด และคนในทองถิ่นเปนพอคาคนกลาง
รบั ซอ้ื เอง จงึ มกี ารถางไรบ กุ รกุ ปา มากขน้ึ ตอ มาไมก ปี่ ม รี ถไถเขา มารบั จา ง
ไถไร สุดทายกลายเปน อาชีพหลกั ในปจจบุ นั

คนนาหมมู น สงั เกตเหน็ การเปลยี่ นแปลงตา งๆทเี่ กดิ ขน้ึ ในหมบู า น
วา มกั มาจากคนหลม เพราะเดมิ มแี ตเลยี้ งควายไวใชงาน คนหลม เอาวัว
มาใหเ ล้ยี งและรบั ซอื้ ทําใหมีคนเลยี้ งมากขนึ้ คนหลมบางคนมาแตงงาน
กบั คนดา นซา ยยา ยมาตง้ั ถนิ่ ฐานทนี่ ี่ กม็ ารบั ซอ้ื พชื ผลทางการเกษตรหรอื
ชวนใหปลูกพืชมากขึ้น แรกๆปลูกถ่ัวลิสงไวกิน ตอมาเม่ือขายไดก็ปลูก
เปนอาชีพ และคนหลมเองที่เอาหมูพันธุขาวมาใหเลี้ยง จําไดวาคนหลม
มาชวนพอเปนหุนสวนทําโรงสี ถูกหลอกถูกเอาเปรียบหลายอยาง จนมี
คาํ พูดติดปากกนั วา “ไทหลม ตมไทดาน”

จงึ กลา วไดว า ในอดตี ผคู นบา นนาหมมู น ดาํ รงชพี ดว ยการทาํ ไรข า ว
และเล้ียงสัตวบนภูเปาะ มีวิถีชีวิตสัมพันธกับธรรมชาติ หาปลาและผัก
จากลํานํ้าหมัน หวยกูด หวยคอ หัวไรปลายนา สัตวปา ผัก เห็ด จาก
ภูเปาะซึ่งมีความอุดมสมบูรณของอาหารธรรมชาติ ที่เปนท่ีมาของชื่อ
หมูบาน “บานนาหมูมน” ซึ่งสะทอนใหเห็นความอุดมสมบูรณของ
ลํานํ้าหมัน น้ําซับจากหวยภู ทําใหบรรพบุรุษของชาวบานนาหมูมนได
เลอื กท่แี หง น้เี ปน ทต่ี ้งั ของหมูบา น

34 พัดทดนาํ้
ประติมากรรมมีชีวิต แหงลาํ นํา้ หมัน
ปจจุบัน ชาวบานนาหมูมนประกอบอาชีพหลัก คือ การเกษตร
โดยเฉพาะการทาํ นาป นาปรงั และการปลกู ขา วโพด เลย้ี งสตั วใ นหนา แลง
เน่ืองจากสภาพของบานนาหมูมนทางดานทิศตะวันออก มีแมนํ้าหมัน
ไหลผานทุงนา และมีภูขี้เถาที่ยังคงความอุดมสมบูรณของผืนปา ทําให
มนี าํ้ ซบั หรอื นา้ํ หว ยภขู เ้ี ถา ไหลตลอดทงั้ ป ประกอบกบั ชาวบา นนาหมมู น
มีภูมิปญญาที่สืบทอดมาตั้งแตบรรพบุรุษ สามารถนํานํ้าซับในลักษณะ
เหมืองเล็กๆ มาทําการเกษตรสําหรับผืนนาท่ีไมติดกับลําน้ําหมัน และ
สําหรับปลูกขาวโพดและทํานาปรังในฤดูแลง สวนผูท่ีมีผืนนาติดกับ
ลํานํ้าหมันจะมีภูมิปญญาในการทําพัดทดน้ําเขานา โดยไมตองรอน้ําฝน
ตามฤดกู าล
สภาพสังคม
ลกั ษณะทางสงั คมของผคู นในชมุ ชน เปน สงั คมเครอื ญาติ อยแู บบ
พ่ึงพาอาศัย แบงปนและชวยเหลือเก้ือกูลซ่ึงกันและกัน เคารพผูอาวุโส
ในชุมชนโดยมีตระกูลใหญคือ “สิงหสถิตย” และถือวาสกุลสิงหสถิตยมี
กําเนิดจากหมูบานนี้ หากมีเหตุทะเลาะวิวาทเล็กๆ นอยๆ จะไกลเกล่ีย
กันเอง กอนที่จะสงถึงเจาหนาที่บานเมืองผูอาวุโส คือตาเรียง โยเฮือง
เปน ผไู กลเ กลย่ี และมกี รรมการทเ่ี คยเปน อดตี ผใู หญบ า นมาไกลเ กลย่ี รว มกนั
นอกจากน้ี บา นนาหมมู น ยงั แบง หมบู า นออกไดเ ปน 4 คมุ ไดแ ก คมุ หมหู มนั
คุมหมใู หญ คมุ หมลู อย และคมุ หมผู ัก
เดิมผูนําของชาวบานมียศเรียกวา ทาว แสนและขุน ตามลําดับ
ผูนําดังกลาวถูกคัดเลือกจากบุคคลท่ีมีความสามารถในการปกครองและ
สามารถดแู ลผคู นในคมุ บา นได จงึ ถกู มอบหมายใหเ ปน ผนู าํ สมยั รชั กาลท่ี 5
บา นนาหมมู น ไดน ามสกลุ สงิ หส ถติ ย สมยั ผใู หญค นแรกชอ่ื ญา และมกี าร

35พดั ทดนา้ํ

ประติมากรรมมชี ีวิต แหง ลาํ น้าํ หมัน

ใชย ศ ทาว ขุนและหลวง เขา ใจวาเปน ทหารขุนช่ือ “พล” ไมม ีนามสกลุ
เปน หลานพระครทู มี่ วี ชิ าแกรง กลา เปน ชาวบา นหนามแทง (หมบู า นหนงึ่
ในอําเภอดานซาย) ยายมาอยูบานนาหมูมนเพราะแตงงานกับนางแสน
มลี กู 11 คน โดยมีนายหํามณี เปน ลูกชายคนที่ 5 ของขุนพล แตง งานกับ
นอ งสาวผใู หญญ าชอ่ื นางต๊ดี

ขนุ พลเปน ตาํ แหนง ของผนู าํ หมบู า นในทอ งถนิ่ บา นนาหมมู น กอ น
ท่ีจะมีการเปล่ียนการปกครองมาเปนระบบผูใหญบาน โดยมีนายญา
เปนผูใหญบานคนแรกของหมบู า น เดมิ มคี มุ บา นลมุ และคมุ บา นนาสมิ คอื
คมุ บา นขนุ พล และมวี ดั เกา

ปจ จบุ นั สภาพทางสงั คมในหมบู า นเปลยี่ นแปลงไป คนหนมุ คนสาว
สวนมากมักจะเขาไปทํางานในเมืองหลวง และสงเงินมาใหบิดา มารดา
และญาตผิ ูใหญ พรอ มกบั เอาลกู หลานมาใหเ ลีย้ ง หากในวันสาํ คัญๆ เชน
วันปใหม วนั สงกรานต หรอื วนั หยดุ ยาว จงึ จะกลับมาเยยี่ มท่ีบาน สงั คม
ของหมูบานในปจจุบันเปนสังคมซ้ือขาย ไมไดหากินเหมือนเมื่อกอน
ดังนั้น การแบงปนแบบด้ังเดิมจึงเร่ิมหายไป แตวัฒนธรรมการลงแขก
เก่ยี วขา วยังมีเหลอื อยบู าง พรอมๆกับเกิดการจางงานภาคเกษตร วันละ
250-300 บาทตามยคุ สมยั เนอ่ื งจากเปน สงิ่ ทปี่ ระหยดั เวลาและหารบั จา ง
ไดท่วั ไปจากภายในหมูบา น

36 พัดทดน้ํา
ประตมิ ากรรมมชี ีวติ แหงลาํ นํ้าหมนั

37พดั ทดน้าํ

ประติมากรรมมีชีวติ แหง ลํานํา้ หมัน

“น้ํา”

ในวถิ ีทางการเกษตรบานนาหมมู น

เนอื่ งจากลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของบา นนาหมมู น เปน ทร่ี าบระหวา ง
ภเู ขา ดา นทศิ ตะวนั ตกตดิ กบั ภเู ปาะ สว นทศิ ตะวนั ออกเปน ทรี่ าบลมุ พนื้ ที่
สว นใหญเ ปน หนองนา้ํ และพน้ื ทน่ี า โดยมลี าํ นา้ํ หมนั ไหลผา นและขนาบขา ง
ดวยภูขเ้ี ถาทีเ่ ปน แหลง นา้ํ สาํ คญั ของชุมชน กายภาพดงั กลา วสง ผลทาํ ให
คนนาหมูมนมีวิธีจัดการนํ้าที่แตกตางกัน ท้ังน้ําจากลํานํ้าหมันและจาก
ภูเขา

ลาํ นา้ํ หมนั พัดทดนํา้ และวถิ ีคนนาหมมู น

เรอ่ื งราวของลาํ นา้ํ หมนั คณะวจิ ยั ไดส อบถามจากคนรนุ ปยู าตายาย
บานนาหมูมน ไดเ ลา วา สภาพของลํานา้ํ หมนั ในอดีตจะมรี องนา้ํ ทีล่ กึ กวา
ปจจุบันมาก มีความลึกเทียบเทากับความสูงของคนหน่ึงคน บางชวง
จะมีความลกึ ระดบั เอาววั ควายลงนา้ํ แลว มองไมเ หน็ หลงั สว นสองฟากฝง แมน า้ํ
และตามโคง นํ้าจะมีกอไผม ากมาย รวมถงึ มี “วงั ” หลายวงั สว นบรเิ วณ
นํ้าลึกดานทายพัดทดน้ําและมีกอไผขึ้นริมตลิ่ง ที่สําคัญยังมีพัดทดนํ้า
เรยี งรายสุดลูกหูลกู ตา

38 พดั ทดนาํ้
ประติมากรรมมีชวี ติ แหง ลาํ นํ้าหมนั

ลาํ นา้ํ หมนั และพดั ทดน้ําชว งท่ีไหลผา นบานนาหมมู น

ชาวบา นยงั เลา ยอ นความทรงจาํ เกย่ี วกบั พดั ทดนาํ้ วา พดั แตล ะหลงั
จะมเี สยี งดงั ทแ่ี ตกตา ง บา งฟง คลา ยนา้ํ เซาะ บา งฟง คลา ยนา้ํ ตก บา งฟง ดู
คลา ยเสยี งเครอ่ื งจกั รกลเบาๆ ฯลฯ มองแลว เพลนิ ตา จนมคี าํ กลา วตดิ ปาก
วา “อยา เปน ญวนขายผา ดพู ดั เพลนิ จนลมื ถงุ ผา ” ซง่ึ สอ่ื ถงึ ลกู หลานทไี่ ม
ตัง้ ใจทาํ งาน เวลาทาํ อะไรเพลินเพลิน ก็จะถกู ตาํ หนดิ ว ยประโยคนเ้ี สมอ

39พัดทดนาํ้

ประตมิ ากรรมมชี วี ติ แหง ลาํ นา้ํ หมนั

อยา งไรกต็ าม คนรนุ กอ นไดก ลา วเนน ยา้ํ วา แมส มยั กอ นลาํ นา้ํ หมนั
จะลึกและมีปริมาณน้ํามากหากแตน้ํากลับไมคอยทวมยามนํ้าหลากและ
ไมแ หง ขาดเมอื่ ยามเขา หนา แลง กลา วคอื ถา นาํ้ หมนั มามาก นา้ํ จะลน เขา
“ลอ ง” มลี กั ษณะเปน รอ งทที่ าํ ไวเ พอื่ เปน แกม ลงิ นาํ้ จงึ ไหลเขา ไปในหนอง
ในลอ งทําใหไ มทว มนา พอนา้ํ หมนั แหงจะปลอ ยนาํ้ หนองลงน้ําหมนั ดวย
วธิ กี ารจดั การนา้ํ ดงั กลา ว ชาวบา นจะหลอกปลาใหข น้ึ ลอ งแลว จบั ปลาได
เต็มของ

แมแ กคนหน่ึงแหง บา นนาหมมู น ไดถ า ยทอดใหฟงวา ในอดีต เคย
มีน้าํ ทว มใหญ ราวป พ.ศ. 2505 เกิดนา้ํ หลากเขา มาหนองหอย จนทําให
หนองนํ้ามีความลึกมากข้ึน ทวมนานกวาคร่ึงเดือน ทําใหน้ําในนาและ
หนองหอย (จะกลา วรายละเอยี ดในหวั ขอ ตอ ไป) ไหลออกทป่ี ากลอ งตา งๆ
เน่ืองจากพน้ื ทปี่ ากลอ งสูงกวา นํ้าหมันมาก ตรงขา มกับปจจบุ ัน บางคร้งั
ระดับน้ําหมันสูงกวาปากลอง ทําใหนา้ํ ไหลเขา นาทางปากลอ ง แตไ มไ หล
ยอ นกลบั จากหนองหอยลงสนู า้ํ หมนั เฉกเชน อดตี

จงึ กลา วไดว า แมน า้ํ หมนั ไดห ลอ เลยี้ งชวี ติ คนนาหมมู น ทกุ รนุ ตง้ั แต
เด็กจนแกเฒา และเปนปจจัยหลักในกําหนดการดําเนินวิถีชีวิต โดยมี
พดั ทดน้ําอยคู ูกบั ลํานา้ํ หมันสบื เนอ่ื งมาหลายชว่ั อายคุ น

หนองหอย

หนองหอยต้งั อยกู ลางท่รี าบแองกระทะลมุ น้าํ หมัน บานนาหมูมน
ในอดตี หนองหอยเปน เหมอื นแกม ลงิ กลา วคอื เมอ่ื เกดิ นา้ํ หลากในหนา ฝน
นา้ํ จะถกู กกั เกบ็ ในหนองหอย และนา้ํ บางสว นทเ่ี หลอื จากการใชพ ดั ทดนาํ้
และลํานํ้าหมันจะไหลลงสูหนองหอยเชนกัน เม่ือถึงฤดูการทํานาปรัง

40 พดั ทดนาํ้
ประตมิ ากรรมมชี ีวิต แหงลาํ น้ําหมัน
ชาวบา นทม่ี แี ปลงเกษตรตดิ หนองหอยจะใชน า้ํ จากแหลง นพี้ บวา ไดผ ลผลติ
ทางการเกษตรดี จงึ ทาํ ใหช าวบา นอกี หลายครวั เรอื นทม่ี ที ด่ี นิ ตดิ หนองหอย
ทําการเกษตรโดยใชน ํ้าจากหนองหอยตาม ทําใหมกี ารทํานาปรังมากข้ึน
รวมถงึ บางครัวเรอื นยังทาํ นาขา วโพด (ขาวโพดแลง ) มากข้ึนตาม
ในสมยั กอ น หนองหอยมตี น ผอื ขน้ึ มากมาย ชาวบา นเลา วา เคยเอา
ชา งไปลงน้ําทหี่ นองหอย จนมองไมเ หน็ ตัวชาง และหากพวกตนวา งจาก
การทาํ นา แทบทกุ ครวั เรอื นจะนยิ มตดั ตน ผอื ทข่ี น้ึ อยมู ากทห่ี นองหอยนาํ
มาตาก ตกค่ําพากนั “ต่าํ สาด” (ทอเสือ่ ) ไวใชใ นบา น ถวายใหวดั เพื่อไว
ใชง านบญุ และแบง ปน พนี่ อ งบา นไกล สว นโรงเรยี นบา นนาหมมู น รายวชิ า
งานบาน มีการสอนเด็กนักเรียนทําเสื่อ สมัยกอนชาวบานไมตองซ้ือเส่ือ
เฉกเชน คนสมัยนี้ ท่หี าคนทอเส่ือกกไดน อยราย

ภาพหนองหอยมุมสูงจะรายลอ มดวยผนื นาแปลงใหญของหมูบ าน

41พัดทดนาํ้

ประติมากรรมมชี ีวติ แหงลาํ นาํ้ หมัน

เหมอื งฝายแหลงน้ําจากภูสูง

ในวัฒนธรรมคนดานซายอาจไมคุนเคยกับคําวาเหมืองฝายมาก
เทาคนลานนา ทางภาคเหนือของประเทศไทย ดังนั้น ในเบื้องตนจึง
ขอทาํ ความเขา ใจความหมายของเหมอื งฝาย กลา วคอื “เหมอื ง” หมายถงึ
ทางนํ้าท่ีถูกขุดเปนทางยาวจากบริเวณที่เปนตาน้ําบนภูเขา เพื่อเปน
ทางใหน้ําไหลลงมาสูพ้ืนที่ทําการเกษตรของชาวบาน ชาวบานมักจะขุด
เหมอื งเปน ทางลากยาวมาจนมาถงึ เชงิ เขา ซง่ึ เปน พน้ื ทท่ี ช่ี าวบา นทาํ ฮางรนิ
ตดั ผา นฝง ภเู ขาขา มลาํ แมน า้ํ หมนั เชอ่ื มเขา กบั พน้ื ทท่ี าํ การเกษตรของชาวบา น
ฮางรนิ เปน คาํ เรยี กของทางนา้ํ ไหลของชาวบา น มหี นา ทร่ี บั นาํ้ จากเหมอื ง
ท่ีไหลมาสูเชิงเขากอนเขา สูพนื้ ที่ทาํ การเกษตรของชาวบาน

สวนคาํ วา “ฝาย” มลี ักษณะเปนที่กน้ั ขวางอยูร ะหวา งเหมอื ง โดย
ตัวฝายจะทําดว ยวัสดุทแ่ี ตกตา งกันออกไป ทัง้ นี้ ฝายจะทําหนาท่ชี วยกนั้
เอาสิ่งแปลกปลอม เชน เศษใบไมใบหญา ไมใ หไหลตามนา้ํ เขาไปในพืน้ ที่
ทําการเกษตรของชาวบาน นอกจากทําการเกษตรแลว น้ําจากเหมือง
ฝายยังหลอเล้ียงชีวิตชาวบานนาหมูมน ท้ังทางดานอุปโภคและบริโภค
อกี ดว ย ดงั นน้ั ลกั ษณะของตานา้ํ และเหมอื งฝายทบ่ี า นนาหมมู น ในอดตี และ
ปจ จบุ นั จะมลี กั ษณะทแ่ี ตกตา งกนั ออกไป รวมถงึ ลกั ษณะของฝายกน้ั นา้ํ จะมี
ความแตกตา งเชน เดยี วกนั บางเหมอื งอาจจะทาํ ดว ยดนิ เหนยี ว บางเหมอื งอาจ
จะทําดวยหนิ ไม ฯลฯ แตส าํ หรับบา นนาหมมู น สว นใหญฝายท่ใี ชก ้นั มัก
จะทาํ จากเศษไมจ ากธรรมชาติ

42 พดั ทดนํ้า
ประตมิ ากรรมมีชีวิต แหง ลํานํ้าหมนั
เหมอื งฝายบานนาหมูมน มลี กั ษณะตางจากเหมืองฝายของวฒั นธรรมลา นนา
ทีไ่ มมี “นายเหมือง” และมลี ักษณะการครอบครองแบบเครือญาติ


Click to View FlipBook Version