The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คุณเอกรินทร์-พัดทดนํ้า 3-7-60

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:04:19

คุณเอกรินทร์-พัดทดนํ้า 3-7-60

คุณเอกรินทร์-พัดทดนํ้า 3-7-60

43พัดทดนํ้า

ประตมิ ากรรมมชี วี ติ แหงลาํ นํ้าหมัน

“ลอ งนํ้า” ทผ่ี นั น้ําจากเหมอื งลงสูผนื นาและแปลงเกษตร
เนอื่ งจากผืนนามรี ะบบหมุนเวยี นของนา้ํ ตลอดชวงการทํานา
จึงทําใหเปนแหลง ปลาท่ชี กุ ชุม ในภาพชาวบานกําลัง “สดุง ปลา”

44 พัดทดนาํ้
ประตมิ ากรรมมชี ีวติ แหงลาํ น้าํ หมัน

พอลุงบา นนาหมมู น 2 คนไดย นื่ สวิงและขา ยเกบ็ ปลาท่ีหาไดจากหนองนา

ฮางรนิ เหลา นเี้ กดิ จากคนในหมบู า น ซงึ่ สว นใหญจ ะเปน เครอื ญาติ
กนั เอง รว มลงทนุ ลงแรงชว ยกนั ทาํ ดงั นนั้ การชว ยกนั ลงทนุ รวมถงึ ลงแรง
ทําฮางรินจะชวยใหสามารถแบงน้ําเจาะลงรองนาของแตละคนได ซ่ึง
ฮางรนิ ในอดีตจะทําจากรางจากตนไมยาวเมตรถงึ สองเมตร โดยจะนาํ ไม
มาผา เปน สองซกี แลว เจาะไสใ หก ลวง กอ นจะเปลย่ี นมาเปน ไมไ ผผ า ครง่ึ ซกี
แลวใชเสียมเซาะเอาตรงขอ ออก

แตเ มอ่ื ความทนั สมยั เทคโนโลยเี รม่ิ เขา มามากขน้ึ ราว ป พ.ศ. 2518
กรมทรัพยากรนํ้าไดเขามาจัดทํานํ้าประปาโดยท่ีใชนํ้าจากตาน้ําเพ่ือ
แจกจายไปใหทุกบาน เพราะในอดีตหากบานใดไมมีกรรมสิทธ์ิในตานํ้า
กจ็ ะไมไ ดใ ชน าํ้ เมอ่ื รฐั เรม่ิ เขา มาพฒั นาไดท าํ ทอ เหลก็ ขนาดใหญเ พอ่ื สง นาํ้
ลงไปสหู มูบา นเพอื่ ใหไ ดใ ชท ัว่ กนั ทุกหลังคาเรือน ฮางรนิ จากไมห รือไมไผ

45พดั ทดนํ้า

ประตมิ ากรรมมีชวี ติ แหง ลาํ นํ้าหมนั

จึงเปล่ียนรูปรางกลายเปนทอเหล็กท่ีมีความทนทานกวา หนากวา แต
ขณะเดยี วกนั ทอ เหลก็ กม็ รี าคาทแ่ี พง ทาํ ใหต น ทนุ ในการทาํ หรอื ซอ มแซม
ฮางรนิ เม่อื ชํารดุ จะสูงขึ้นตาม

ดงั นน้ั ชาวบา นจงึ เรม่ิ หนั มาใชฮ างรนิ แบบทอ พวี ซี หี รอื ทอ พลาสตกิ
สีฟาแบบที่คนสวนใหญรูจัก เพราะทอพีวีซีน้ันมีความทนทานราวกับ
ทอ เหล็ก แตก ลับมรี าคาทถ่ี ูกกวา ราคาโดยประมาณ 4 เมตร 200 บาท
และยงิ่ ไปกวา นนั้ เมอ่ื เกดิ เหตสุ ดุ วสิ ยั เชน ทอ แตกจากการมคี นไปเตะหรอื
ถูกรถเหยยี บ จะสามารถซอมไดอ ยางรวดเร็ว โดยชาวบานจะพวงฮางริน
ผกู เขา กบั ราวไม ขงึ พาดกบั ฝง ภเู ขาและฝง พนื้ ทนี่ าของชาวบา นนาหมมู น
แตใ นปจ จบุ นั จะมกี ารตอ ทอ จากตานาํ้ เพอ่ื ใชใ นการประปา อปุ โภคบรโิ ภค
ซ่ึงเปนทอของรัฐ โดยทอใหญจะถูกตอจากตานํ้าลงมาทอเดียว เมื่อถึง
เชิงเขาจะทําทอแยกไปยังที่นาของตนเนื่องจากจะไดประหยัดคาใชจาย
และงายตอการดูแลรกั ษา

สว นเหมอื งทส่ี าํ คญั ของบา นนาหมมู น ประกอบดว ย เหมอื งแรกคอื
เหมืองตนตระกูลผูใหญญ า สว นเหมืองที่สองคอื เหมืองผใู หญค ํา ปจ จุบนั
เปน ของตนเอง สบื ทอดโดยลกู สาว คอื นางสวสั ดแ์ิ ละนางบญั ญตั ิ เครอื หงษ
เหมอื งทส่ี ามคอื เหมอื งของผใู หญก อ ง สงิ หส ถติ ย เปน คนคน หาตานาํ้ และ
ขุดเหมืองนํา้ ในอดีตใชความพยายามนานกวา 3 เดือน กลาวคอื ผเู ฒา
จะเดนิ ทางคนเดยี วไปเหมอื ง เพอ่ื ขดุ วนั ละเลก็ วนั ละนอ ยทกุ วนั จนสาํ เรจ็
สามารถนาํ นาํ้ มาใชใ นทงุ นาได จงึ ถอื กรรมสทิ ธเ์ิ ปน เจา ของ สมยั กอ นจะให
ใชน าํ้ เหมอื งในกลมุ เครอื ญาตขิ องผใู หญก อ ง ตอ มาขยายใหบ างครวั เรอื น
ทีอ่ ยใู นทงุ นามะขามไดใชสอย

46 พัดทดน้าํ
ประตมิ ากรรมมชี วี ติ แหงลาํ นาํ้ หมัน
นายกุล โยเฮือง เคยเปนผูชวยในสมัยน้ันใหความเห็นวา สาเหตุ
ที่เจาของเหมือง (นายกอง สิงหสถิตย) “หวงนํ้า” เน่ืองจากการใชนํ้า
ไมเปนไปตามขอตกลง เกิดการทะเลาะกัน เคยมีตํานานเลาขานวา
หากทะเลาะกนั นา้ํ ในหว ยภจู ะแหง ตานา้ํ ทเ่ี คยมจี ะไมไ หล ตานาํ้ ทน่ี ายกอ ง
สิงหสถิตย ขุดนาจะเปนตาน้ําเดิมเกาแกที่แหงไป มีปาบอนข้ึนมากมาย
ตอ มาผใู หญก อ งอนญุ าตใหน าํ นา้ํ มาใชอ ปุ โภคบรโิ ภคในหมบู า น ตอ ทอ เปน
นา้ํ ประปา จนถงึ บรเิ วณหลงั วดั จอมมณี อกี ทง้ั ยงั เคยทาํ ถงั เกบ็ นาํ้ ประปา
บรเิ วณหนาวัดจอมมณี ปจจุบันยงั อยูบรเิ วณทางลงไปทงุ นาของหมบู า น
ทายสุดเคยตอ ทอเขามาหมบู าน ทําเปนถังเก็บน้ําสาธารณะ
หมบู านจงึ มถี ังเก็บน้าํ 3 แหง คอื หนาวัด บา นพอนายดวน กนั ธุ
และหลงั หมบู า นบรเิ วณหลงั โรงเรยี นนาหมมู น ปจ จบุ นั เปน ประปาหมบู า น
สง นํ้าตอ เขาบานทกุ หลงั คาเรอื น
เหมืองท่ีส่ีคือเหมืองบุงมะไฟอยูติดกับเหมืองปาเปอย หากแต
ตั้งอยูดานบน มีผูใชนํ้าราว 7 คน ซึ่งเรียกวา “คณะ” เหมืองบุงมะไฟ
จึงเปน เหมอื งทห่ี ลายครวั เรอื นทม่ี ที น่ี าใกลเ หมอื งดงั กลา วไดร วมกลมุ กนั ขดุ
เปน หนุ สว นใชส อยกนั ในกลมุ โดยมนี ายจรสั พมิ พส ารี หรือพอจอ เปน
เจาของเหมือง นอกจากน้ียังมีผูรวมคณะเหมือง คือนายเด็ด วงศโสภา
นางหนหู ล่ี จนั ทศรนายลาํ พนู จนั ทศรนายรหสั สงิ หส ถติ ยนายจดั สงิ หส ถติ ย
นายสะเว้ียน แสนใจ ทําเปนเหมือง (รองน้ํา) สงนํ้าจากหวยภูแลวตอ
ทอน้ําผานน้าํ หมันไปยังรองน้าํ ช่อื วารองใหญ ไหลผานท่นี าลงท่นี ้าํ หมัน
ในรอบ 1 ป ประมาณเดือนเมษายน หลังเก็บเก่ียวขาวนาปรังเสร็จแลว
จะมกี ารขดุ ลอกโดยคณะเหมอื ง เจา ของเหมอื งจะแจง ผใู ชน า้ํ รว มไปชว ยกนั
ขุดลอกผานหอกระจายขาวหรือบอกกลาวดวยวาจาหากผูใชน้ําคนใด
ติดภารกิจก็จะชวยจายเงิน หรือซ้ือเหลา ยา อาหารไปชวยสมทบ
คณะเหมือง

47พัดทดนํ้า

ประตมิ ากรรมมชี วี ติ แหงลาํ นํ้าหมนั

เหมืองท่ีหาเปนเหมืองปาเปอย (เหมืองใหญ) เปนเหมืองที่มี
น้ําใส ไหลแรงตลอดทั้งปใชสําหรับการทําประปาของบานนาหมูมน
บา นอาฮีและบา นนาดีผดู แู ลคอื องคก ารบรหิ ารสว นตาํ บลนาดีโดยใชร ะบบ
ทอพวี ีซเี ชอื่ มตอจากเหมอื งผา นลํานา้ํ หมนั และทงุ นา ระยะทางประมาณ
2 กโิ ลเมตร สงไปยังหอพักนํา้ หว ยภูใกลดอนหอของบานนาหมมู น แลว
สบู นํ้าไปไวท ีพ่ ักนาํ้ ซึ่งเปน หอสงู บริเวณหลังโรงเรียนบานนาหมูมน กอน
ปลอ ยนาํ้ ไปยงั ครวั เรอื นทง้ั 3 หมบู า น ครวั เรอื นจา ยคา นา้ํ หนว ยละ 4 บาท

สวนการจัดการเหมืองของบานนาหมูมนไมไดมีระบบการจัดการ
แบบมี “นายเหมือง” ท่ีมีระบบการเปดปดนํ้า หากแตจะปลอยใหน้ํา
ไหลลงลาํ นาํ้ หมนั ตามธรรมชาติ ไมม รี ะบบการแบง ปน นา้ํ ทชี่ ดั เจนเหมอื น
การจดั การเหมอื งฝายของทางภาคเหนอื เนอื่ งจากผใู ชน าํ้ ในเปน เครอื ญาติ
เรียกกลมุ ผใู ชน ํ้าวา “คณะเหมือง” จะชว ยกันดูแล ซอ มบํารุง ปละคร้ัง

การจดั สรรทรพั ยากรดงั ทก่ี ลา วมาจงึ อยบู นพน้ื ฐานของเครอื ญาติ
เปนสําคัญ เครอื ญาตจิ ะเปน ผมู สี ทิ ธเ์ิ ขา มาใชน า้ํ ในเหมอื งนน้ั ๆ พรอ มกบั
ชว ยกนั ดแู ลรกั ษาตอ ไป การเขา มาขอหรอื แบง การใชน าํ้ เหลา นไี้ มต อ งเสยี
คาใชจายหรือคาเชาตานํ้าใหแกผูท่ีเปนเจาของแตอยางใด แตจะเปนไป
ในลกั ษณะของการชว ยกนั ดูแลรักษา

ดังน้ัน รูปแบบการจัดการน้ําเชนนี้จึงสะทอนใหเห็นถึงวิธีคิด
วิถีชีวิต การจัดการทางสังคมในพื้นท่ีแหงน้ี ที่มีเร่ืองราวของเครือญาติ
มาเปนสวนสําคัญในการขับเคล่ือนสังคม ระบบเครือญาติถือไดวาเปน
รากฐานสําคัญในการดําเนินชีวิตของผูคน จึงกลาวไดวา เครือญาติ
นอกจากจะเปน พน้ื ฐานในการจดั การทางสงั คมแลว หากยงั ถกู นาํ มาใชใ น
การสืบตอหรือการมอบสิทธกิ์ ารเปนเจา ของในการดแู ลตาน้าํ และเหมือง
ฝายตางๆ ตอไปในอนาคต ตานํ้าและเหมืองฝายจึงเปนมรดกตกทอด

48 พัดทดนาํ้
ประติมากรรมมชี วี ติ แหงลาํ น้ําหมัน
ใหกับรุนลูกรุนหลานของผูที่เปนเจาของตาน้ํา ใหดําเนินการดูแลตอ
ไป ตาน้ําจะไมมีการกลายเปนของเจาของคนใหมแตอยางใด แตจะถูก
สบื ทอดตามสายตระกูลเครอื ญาตขิ องตน
อยา งไรกต็ าม สาํ หรบั การจดั การนาํ้ เหมอื ง ผทู เี่ ปน ญาตหิ รอื แมแ ต
ไมใ ชญ าตกิ ต็ าม อาจจะเปน คนทม่ี ที น่ี าใกลก บั เหมอื งของเจา ของตานา้ํ นนั้ ๆ
จะมกี ารมาตกลงตดิ ตอ ขอนา้ํ ใชร ว มกนั หรอื แมแ ตก ารมสี ทิ ธใ์ิ นการใชน า้ํ
เหมอื งนนั้ ๆ เนอ่ื งจากการซอื้ ทน่ี าตอ จากคนในหมบู า นแหง นี้ ตวั อยา งเชน
จากการสมั ภาษณพบวา คณุ จารุวรรณ สงิ หส ถติ ย อายุ 52 ป ปจ จบุ นั ได
ใชน าํ้ เหมอื งทม่ี าจากการซอื้ ทน่ี าตา งๆ หมายความถงึ หากเราซอื้ ทน่ี านน้ั ๆ
สิทธ์ิในการเปนเจาของที่นาจะมาพรอมกับสิทธิ์ในการใชน้ําเหมืองนั้นๆ
เพราะนากบั นา้ํ เปน ของทจ่ี าํ ตอ งใชด ว ยกนั อยา งแยกไมข าด หรอื แมแ ตใ น
กรณีน้ําจากเหมืองไหลมาจากนามากเกนิ ทําใหเหลือใช กจ็ ะแบงใหคนท่ี
มที ่นี าอยใู กลๆ
การแบงปนน้ําดังกลาวจะใชวิธีการเจาะทางใหน้ําไหลกอนปลอย
น้ําเขานา หากไดน้าํ ในปริมาณท่ีตอ งการกจ็ ะปด ชองระบายนํ้า หรอื หาก
เกดิ นาํ้ ลน นา้ํ กจ็ ะไหลไปทหี่ นองหอย เหตนุ ี้ จงึ ทาํ ใหห นองมปี ลา กงุ หอย
และสตั วน า้ํ อุดมสมบูรณ นาํ้ ไมเคยแหง เพราะน้าํ เหมอื งจะไหลมาตลอด
ยิ่งฝนตกแลว นาํ้ ก็จะยิ่งทว ม อาจลงไปถึงนาทีอ่ ยูต ่าํ กวา ได
ดงั นน้ั หากมองในเรอื่ งของการพฒั นาและการดแู ลจดั การการเปน
เจาของตานํ้า การจัดการเหลานี้สะทอนใหเห็นถึงภาพรวมของหมูบาน
ท่ีโครงสรางการจัดการทางสังคมยังคงอิงอยูกับเครือญาติเปนสําคัญ
รูปแบบการจัดการในลักษณะน้ีไดถูกปฏิบัติมาเปนระยะเวลานาน คือ
ตั้งแตมีการคนพบหรือบุกเบิกตานํ้า การมีกรรมสิทธ์ิในการเปนเจาของ
สืบทอดตานํ้าเหลาน้ี โดยคนที่เปนเจาของสวนใหญจะเปนผูที่มีอิทธิพล

49พัดทดนาํ้

ประติมากรรมมชี ีวิต แหงลํานาํ้ หมัน

ทางสังคม ทําใหในปจจุบันความรูสึกนั้นยังคงอยู ชาวบานยังคงเคารพ
นับถอื กรรมสิทธิท์ ่มี องไมเห็นเหลาน้ัน ผานการเคารพอาํ นาจของผูท ่พี บ
ตาน้ําซึ่งเปนผูมีอิทธิพล การสืบทอดเชนนี้เองไดดําเนินการมาเปนระยะ
เวลาเกือบหน่งึ รอยป และทส่ี ําคัญผูค นในชมุ ชนตา งตกลงและยอมรบั

นอกจากนี้ นาํ้ เหมอื งยงั มเี รอื่ งราวเกยี่ วกบั ความเชอื่ กลา วคอื จาก
ท่ีเกร่ินไวเบ้ืองตนวา ตาน้ําเปนแหลงน้ําธรรมชาติที่ตองอาศัยแรงงาน
คนในการขุดเพ่ือใหน้ําผุดข้ึนมา ดังนั้นจึงจําเปนตองมีการจัดการหรือ
ดูแลรักษาตานํ้า ซึ่งการจัดการท่ีมีประสิทธิภาพนอกเหนือจากที่กลาว
ไปขางตนวา มีการดแู ลหรอื การจดั การน้ําโดยสมั พนั ธก บั ระบบเครอื ญาติ
เปนสําคัญ หน่ึงในรูปแบบการจัดการท่ีใชเพื่อจัดการดูแลรักษาตานํ้า
ที่นาสนใจคือ การใชเร่ืองราวของความเช่ือและเร่ืองเลาปาฏิหาริยตางๆ
รว มดวยในการจัดการดแู ลรกั ษาตาน้าํ แหงนี้

นอกจากนี้ จากการไดพ ดู คยุ กบั นายจรัญ สิงหส ถติ ย ซึ่งเปนหนง่ึ
ในผทู ส่ี บื ทอดตานา้ํ มาจากทวดหรอื นายหาํ มณี สงิ หส ถติ ย พบวา ในสมยั กอ น
ตานา้ํ เปน แหลง นา้ํ ธรรมชาตทิ อ่ี ยใู นปา รกและสงู ชนั ทาํ ใหเ ปน ทน่ี า หวาดกลวั
สาํ หรบั ชาวบา น ดงั น้ัน เมือ่ มีคนขน้ึ ไปพบตานํา้ จะแสดงใหเหน็ วาคนนน้ั
เปน คนทก่ี ลา หาญและไดร บั การนบั หนา ถอื ตาจากชาวบา นคนอน่ื ๆ สง ผล
ใหเ มอ่ื ตน ตระกลู ใครเปน ผบู กุ เบกิ ตานาํ้ นนั้ ๆ จะมกี ารสง ทอดใหล กู หลาน
รนุ สรู ุน

การจัดการนํ้าที่ใชความเช่ือมาเปนหนึ่งในวิธีการดูแลและจัดการ
ตานา้ํ เหลา นถ้ี กู เลา ขานกนั มาเปน ระยะเวลานานเกย่ี วกบั เรอ่ื งพญานาคราช
โดยชาวบานเช่ือวาที่ใดมีน้ําที่แหงน้ันมักจะเปนที่อยูของพญานาคราช
พญานาคราชที่คนนาหมูมนเช่ือน้ีจะเปนเครื่องมือปองกันไมใหผูคนเขา
มาทําลายหรือทําส่ิงไมดีในพ้ืนที่แหงน้ี เพราะเช่ือวาพญานาคจะเปน

50 พดั ทดนํ้า
ประติมากรรมมชี วี ติ แหงลาํ นํา้ หมนั
ผคู อยดูแลพื้นที่ตาน้ํา พญานาคราชจะมีทัง้ 5 ตน ตามจํานวนของตาน้าํ
ในหมบู า นและมเี งอื กเปน บรวิ าร ซงึ่ ถา ตานาํ้ ใหญก แ็ สดงวา พญานาคราช
นน้ั เปนองคใ หญสดุ ในบรรดาพญานาคองคอ น่ื ๆ
ขณะเดยี วกนั คนนาหมมู น ยงั เชอื่ วา พญานาคราชจะตน่ื ประมาณ
เท่ียงคร่ึงถึงบายโมง และจะกลับมาอีกคร้ังในชวงตีสอง และเมื่อมีการ
ทะเลาะเบาะแวงเกิดขึ้นในพ้ืนท่ีของตาน้ํา คนนาหมูมนจะมีความเชื่อวา
พญานาคราชจะดลบันดาลใหน้ําท่ีตานํ้าหมดและไมมีนํ้าในการทําการ
เกษตร ซ่ึงชาวบานยึดถือความเชื่อเร่ืองพญานาคนี้กันมาอยางยาวนาน
ทาํ ใหไ มม เี รอ่ื งทะเลาะกนั ในหมบู า นหรอื เกดิ การทะเลาะขน้ึ นอ ยครง้ั
เหตุนี้ ชาวบานจึงมีการประกอบพิธีกรรมบวงสรวง คือพิธีเล้ียง
ขุนนํ้าหวยภูข้ีเถา เพราะคนนาหมูมนเช่ือวา หวยภูข้ีเถามีเจาหรือผีปก
ปก รกั ษาหรอื เปน เจา ของ หากมนษุ ยต อ งการทจ่ี ะขอแบง ปน ใชน าํ้ จะตอ ง
ทําพธิ ขี อขมาขออนญุ าตใชน า้ํ เพอ่ื การเกษตร ใชป ระโยชนต า งๆ ชมุ ชนเชอ่ื วา
เมื่อไดเล้ียงอาหารหวานคาวแดภพภูมิเจาที่ประจําหวยภูข้ีเถาแตละ
แหงแลวจะทําใหน้ําซํามีความอุดมสมบูรณ นํ้าไหลตลอดท้ังปแมกระท่ัง
ฤดแู ลง
นอกจากน้ี บานนาหมูมน มีการประกอบพิธีกรรมโดยเจาของ
เหมอื ง ไดแกเ หมืองนานอ ย เจาของคอื นายกลุ เครือหงษ (ปจ จุบันอายุ
94 ป) และนางสวสั ด์ิ เครอื หงษ ไดส บื ทอดเหมอื งนม้ี าจากนายคาํ โยเฮอื ง
ซึ่งเปนพอตา (ขณะน้ันนายกุลอายุ 24 ป) ในชุมชนนาหมูมนเชื่อวา
เหมอื งของนายกลุ เปน เหมอื งโบราณ ซง่ึ นบั ยอ นหลงั เหมอื งนนี้ า จะมอี ายุ
มากกวา รอ ยป นายกลุ เลา วา เมอ่ื กอ นทาํ ไรอ ยตู นี หว ยภขู เ้ี ถา เดมิ เปน เหมอื ง
เล็กๆ น้ําไมเพียงพอตอการเกษตรและสําหรับใชด่ืม พอตาจึงหาวิธีการ
ที่จะทําใหนํ้ามากข้ึนโดยการบวงสรวงเซนไหวขุนนํ้าแลวขุดเพ่ิมสงผลให
น้าํ ออกแรงมาก

51พดั ทดนํา้

ประติมากรรมมีชวี ิต แหง ลาํ น้ําหมนั

การบวงสรวงขนุ หวยภูขเ้ี ถาของนายกลุ น้ี จะเล้ยี งในเดือน 6 โดย
เจา ของเหมอื งทาํ เอง เพราะเปน เหมอื งสว นตวั ไมม ใี ครมารว มพธิ นี อกจาก
คนในครอบครัว สวนเคร่อื งเล้ยี งประกอบดวยเรือเงิน เรือคํา (เรือทอง)
ไขเ ปด พาหวาน 8 พา (เอาขา วเหนยี วมาคลกุ ใสน าํ้ ตาล) แลว วางใสใ บตอง
จดุ ธปู เทยี นบอกกลา วใหม ารบั เครอื่ งเซน ขอใหน า้ํ ทา อดุ มสมบรู ณ ไมแ หง

จากขอมูลท่ีกลาวมาขางตนสรุปไดวา บานนาหมูมนมีพื้นที่
อดุ มสมบรู ณ มสี ภาพภมู อิ ากาศเยน็ ตลอดป อาชพี สว นใหญข องชาวบา น
คอื เกษตรกรรม เชน การทาํ นาขา ว ปลกู พชื หมนุ เวยี นตลอดทงั้ ป โดยการ
ทาํ การเกษตรสว นใหญข องชาวบา นตอ งอาศยั ระบบการจดั การนาํ้ ทง้ั จาก
น้าํ เหมืองและน้าํ หมัน ซ่งึ ระบบการจัดการน้าํ เหมืองมีความโดดเดนมาก
เน่ืองจากมีตาน้ําประจําหมูบานเปนของตนเอง มีบทบาทท้ังในทาง
การเกษตรกรรมและการประปาหมูบ า น อกี ท้ังยังเปน นํ้าทีม่ ีคุณภาพสูง

“พัดทดนาํ้ ”: ประติมากรรมมีชวี ิตแหง ลาํ นา้ํ หมัน

ในอดีต สําหรับคนลุมนํ้าหมันตอนกลางจรดปลายตางเห็น
ประโยชนนานัปการของพัดทดนํ้า โดยเฉพาะเกษตรกรผูทํานาไดอาศัย
พัดทดนํ้าเพื่อทํานา ปลูกพืช และเล้ียงสัตวไดอยางเพียงพอ โดยไมตอง
พ่ึงพานํ้าฝน อยางไรก็ตาม การใชพัดทางการเกษตรจะใชไดเฉพาะคนที่
มีที่นาอยใู กลล าํ นา้ํ หมนั เทา นน้ั หา งออกไปไมส ามารถใชไ ดเ นอ่ื งจากนา้ํ ท่ี
พดั ทดข้นึ มาอาจสงแรงไปไมถึง

52 พัดทดนํ้า
ประตมิ ากรรมมชี วี ติ แหง ลาํ น้าํ หมัน
แตถึงกระน้ัน พัดทดนํ้าก็ถูกนํามาใชประโยชนเพ่ือทดน้ําทํานา
มาเปนเวลาชานาน สรางคุณูปการตอคนลุมนํ้าหมันอยางมาก เพราะ
นอกจากไดใ ชน า้ํ ทาํ นาแลว ยงั ไดห าปหู าปลางา ยสะดวกสบาย เพราะเปน
แหลง ทอ่ี ยอู าศยั ของสตั วน า้ํ เมอื่ กอ นคนทม่ี พี ดั เรยี กไดว า เปน คนทมี่ ฐี านะ
ดมี าก เพราะวามนี าํ้ ทํานาตลอดทงั้ ป ไมตอ งรอนํ้าจากฝน ไดท าํ นามีขา ว
ไวก นิ และขายตลอดทง้ั ป ปจ จบุ นั มเี พยี งบางหมบู า นเทา นน้ั ทย่ี งั คงทาํ พดั ทดนา้ํ
อยู เชน บานนาเวยี งใหญ บานบุงกุม บา นนาหมูมนและบา นนาดี เปนตน
หากแตในงานศึกษาครั้งน้ีจะขอยกตัวอยางพัดทดน้ําบานนาหมูมนที่
ชาวบานยงั คงทําพดั ทดนาํ้ อยูนับสิบหลัง
จากขอมูลเร่ืองวิถีทํากินของคนนาหมูมนพบวา ชาวบานอาจจะ
ทาํ นาไดป ล ะ 1 ครง้ั กรณนี าปแ ละ 2 ครง้ั กรณนี าปรงั คอื พน้ื ทน่ี าปท ต่ี ดิ กบั
ลําน้ําหมันจะใชพัดทดนํ้า สวนพื้นท่ีท่ีติดกับนํ้าเหมืองจากหวยภูจะใช
นํ้าเหมืองหวยภูขี้เถาในการทํานา บางครัวเรือนอาจจะปลูกขาวโพดใน
ฤดูแลง ครัวเรือนท่ีทํานาปจะใชพัดทดน้ําหมันเขานา ชวงระหวางเดือน
พฤษภาคม-ตุลาคม หลังจากนนั้ นา้ํ หมันจะลดลง ทาํ ใหพัดหยุดหมนุ เปน
ชวงใกลฤดูเก็บเกี่ยวขาว ซ่ึงไมตองการนํ้าทําใหพ้ืนท่ีนาแหงและงายตอ
การเกบ็ เก่ยี ว

53พัดทดนํา้

ประตมิ ากรรมมีชีวิต แหงลาํ นา้ํ หมนั

พดั ทดนาํ้ สรางคณุ ูปการหลายดา น ทงั้ ในมติ ิเศรษฐกิจ
ทาํ ใหชาวบา นประหยดั ตนทุนในการทาํ การเกษตร

อกี ทง้ั การผนั น้ําเขา นากง็ ายตอการควบคมุ
ในการนาํ นาํ้ เขาและออกจากแปลงเกษตร

การใชพัดทดนํ้าเขานา มีขอดีหลายดาน คือไมตองรอน้ําจาก
ฟาฝน อีกท้ังนํ้ายังไหลตลอดทั้งวันและคืน หากไมตองการน้ํา สามารถ
หยดุ ไดต ามตอ งการ พดั ทดนา้ํ จงึ ประหยดั คา ใชจ า ยกวา สบู นา้ํ เขา นาหลาย
พนั บาท กลา วคือ จายเพียงคา ลวดทําพดั ประมาณรอ ยกวาบาท สวนไม
ในการตอกพัดในชวงฤดูแลงประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคมสามารถ
หาไดจากภูเขาใกลชุมชน หัวไรปลายนาหรือริมน้ําหมัน พัดบางตัวผัน
นํ้าเขานาเพียงเจาเดียว บางตัวอาจใชรวมกันในกลุมญาติพี่นอง พอถึง
ฤดูกาลตอกพัดก็ชวยกัน เพราะคุณภาพของพัดแตละหลังสามารถใชได
ประมาณหนง่ึ ป หลงั จากนน้ั จะผพุ งั และเส่ือมลงตามกาลเวลา จะตองร้ือ

54 พดั ทดนํ้า
ประติมากรรมมชี ีวิต แหงลาํ น้ําหมนั
และสรางใหมใ นชวงหนา แลง โดยเวลาสรา งใหมก็จะชวยกันทาํ โดยมคี น
ทาํ ประมาณ 3-4 คน หากมากหรือนอ ยไปกวา นจ้ี ะทําไมสะดวก
อยางไรก็ตาม เมื่อประมาณป พ.ศ. 2553 องคการบริหารสวน
จังหวัดเลย (อบจ.เลย) ไดมาทําการขุดลอกน้ําหมัน ทําใหเจาของ
พัดทดนํ้าบานนาหมูมน จํานวน 36 หลังตองรื้อพัดท้ิง แตไดมีชาวบาน
นาหมมู น จาํ นวน 10 กวา คน ไดแ ก นายจดั สงิ หส ถติ ย นายสะทา น สทิ ธศิ กั ด์ิ
นายดว น กันธุ นายอุดม เหมือนศรีชยั นายบวั พาง เนตรแสงศรี นายเด็ด
วงษโ สภา นายพยงุ สงิ หส ถติ ย และนายเพชร อนุ แกว ไดร วมตวั กนั เจรจา
กบั อบจ.เลย ทบ่ี า นผใู หญบ า น ขอใหไ มร อ้ื พดั ดว ยเหตผุ ลคอื ใชพ ดั ทดนา้ํ
เพอ่ื การเกษตร การทาํ พดั ไดท าํ มาแตบ รรพบรุ ษุ เปน ภมู ปิ ญ ญาของชมุ ชน
ในการผันน้ําเขานา หากรื้อพัดแลวจะตองสูบนํ้าเขานาซ่ึงทางรัฐไมได
ชว ยเหลอื แตป ระการใด
สว นเหตุผลที่ อบจ.เลย ใหรือ้ พดั ทดน้ําดว ยเหตุผลวา การทาํ หลกั
หรวยของชุมชนนั้นสูง กลัววาจะขวางลํานํ้าสงผลใหนํ้าไหลไมสะดวก
ใหเ จา ของพดั ลดขนาดของหรว ยใหต าํ่ ลงกวา ตลง่ิ ในทส่ี ดุ จงึ มกี ารลงนาม
ยนิ ยอมใหข ดุ ลอกนา้ํ หมนั และหลงั จากขดุ ลอกนาํ้ หมนั แลว ทาํ ใหว งั ปลา
หายไป ปจจบุ ันชุมชนนาหมูมนเหลอื พัดทดนํ้าจาํ นวน 14 ตวั

55พัดทดน้าํ

ประติมากรรมมชี วี ติ แหง ลํานํา้ หมนั

กายวิภาค
พดั ทดนํ้า

วิศวกรรมพื้นบานดานการจัดการน้ําหรือท่ีเรียกโดยท่ัวไปวา
“พดั ทดนาํ้ ” แบง รปู แบบการสรา งได 2 ลกั ษณะคอื “พดั ” และ “ระหดั ”
อยา งไรกต็ าม หากแบง ตามโครงการหลกั สามารถแบง ได 4 สว น คอื คอก
และชาน หลกั หรว ย กงพดั และระบบรางสง นาํ้ ดงั นน้ั เพอื่ ทาํ ความเขา ใจ
กลไกของ “พัดทดนํ้า” เน้ือหา “กายวิภาคพัดทดน้ํา” จะวาดวยเร่ือง
สวนประกอบท่ีสําคัญตา งๆ ในการสรา งเปนพัดทดน้ําหลงั หนง่ึ ๆ

“โครงสราง” ของวศิ วกรรมพ้ืนบานพดั ทดนาํ้

การทําพัดทดน้ําตองใชการส่ังสมประสบการณในเชิงชาง เพื่อ
สรางวิศกรรมพ้ืนบานสําหรับการผันนํ้าจากลําน้ําเขาสูแปลงเกษตร โดย
แบงการสรางเปน 2 รปู แบบ คอื “พัด” และ “ระหดั ” ความแตกตา ง
อยทู ก่ี ารสรา ง “ขาธน”ู ซงึ่ เปน สว นประกอบหนง่ึ ของกงลอ สว นโครงสรา ง
อนื่ ๆ รวมถงึ การทําหนาทที่ ดนํา้ จะเหมอื นกัน ซึง่ สามารถแบงโครงสราง
หลกั ออกเปน 4 สว น คือ 1) คอกและชาน คอื โครงสรางทสี่ รา งขนึ้ ลอ ม

56 พัดทดน้ํา
ประติมากรรมมชี ีวิต แหง ลาํ น้าํ หมนั
ใหพัดทรงตัวอยูไดและสําหรับเปนชานเดิน 2) หลักหรวยคือโครงสราง
สําหรับบังคับทิศทางน้ําเพ่ือใหไหลสูพัดโดยจะสรางไวดานหนาเหนือพัด
3) กงพัดคือโครงสรา งทเี่ ปนตัวพัด และ 4) ระบบรางและทอสง น้าํ

คอกและชานจะเปน โครงสรา งทล่ี อ มใหพัด
สว นชานคอื ทางเดนิ (มุมซา ยดา นลางของภาพ)
หลักหรว ยคือโครงสรา งสําหรบั บังคบั ทิศทางนํา้ (อยูกลางลาํ นา้ํ )
กงพัดคือตวั พดั ขณะทีร่ ะบบรางและทอ สงน้าํ จะอยดู านบนตอ เนอ่ื งจากกงพัด

57พัดทดนา้ํ

ประติมากรรมมชี วี ติ แหง ลาํ นํา้ หมนั

ในภาพจะเห็นพดั และบ้งั ทเี่ ปนกลไกสําคญั คอยตกั นา้ํ ใหไหลลงสูฮางตง
ฮางตง จะคอยรับน้าํ จากบ้งั พัด

58 พัดทดนํา้
ประติมากรรมมชี ีวติ แหงลาํ น้ําหมัน
ฮางตง ของพัดทดนํ้าหลงั นจี้ ะใชสงั กะสมี าประยกุ ตใชเ พอื่ ความคงทน
เมอ่ื บงั้ ตักนา้ํ จากลาํ นํ้าหมันข้นึ ใบพัดจะหมนุ ใหบงั้ มาจุดสงู สดุ
แลว ถา ยนา้ํ ลงสูฮ างตง กอนผานสูฮางรองเพอื่ นาํ สแู ปลงเกษตร

59พดั ทดน้าํ

ประตมิ ากรรมมชี ีวติ แหง ลําน้ําหมัน

หลกั หรวยคือสวนประกอบสําคัญท่ีคอยบังคบั ทศิ ทางนํา้ ใหไหลเขา สพู ัด
ปจจุบัน ชาวบา นลดความสงู ของหลักหรว ยลงคร่ึงหนง่ึ
เพอ่ื ใหน ํ้าไหลสะดวกยามนํา้ หลาก

การแยกโครงสรา งของพดั ทดนา้ํ ดงั กลา วจะทาํ ใหเ หน็ วา พดั หลงั หนง่ึ ๆ
กวา จะทดนาํ้ จากลาํ นา้ํ หมนั เขา สแู ปลงเกษตรตอ งประกอบดว ยโครงสรา ง
หลกั ใดบา ง เนอ่ื งจากชา งหรอื เจา ของพดั ทดนาํ้ แตล ะคนจะเลอื กลาํ ดบั การ
ทําพดั นํา้ ตามความเหมาะสมจากวัสดุอปุ กรณ กําลงั คนหรืองบประมาณ
ของครัวเรือนตน อยางไรก็ตาม โครงสรางเหลาน้ียังประกอบดวยสวน
ประกอบแยกยอ ยทีส่ ําคญั คือ

บงั้ พัด: ทาํ จากไมไผลําพอประมาณ เอาสว นกลางของลาํ ไมไผต ัด
ใหม คี วามยาวมากกวา ขอ่ื พดั (โปรดดคู าํ อธบิ ายเรอ่ื ง “ขอ่ื พดั ”) ราว 10-15
เซนติเมตร เจาะลําใหทะลุตรงกลาง สว นทา ยบั้งพัดใหเหลือขอไผไวเพ่ือ
ไมใหนํ้าไหลออก สวนปลายลําที่เปนสวนขอจะเอาไวเสียบเขากับกงพัด

60 พดั ทดนํา้
ประติมากรรมมีชีวติ แหงลาํ นํ้าหมนั
ทงั้ น้ีชางจะตอ งเหลาเอาเปลอื กไผอ อกเพื่อใหไ ดน้าํ หนักเบา บ้ังพดั จะทาํ
หนา ทต่ี กั นา้ํ จากแมน า้ํ หมนั ใสฮ าง กอ นไหลลงสแู ปลงเกษตร สว นการเกบ็
รักษา หลงั ส้ินสุดฤดูทํานาหรือนาํ้ จากแมนํ้าแหง เจาของพดั จะนาํ บง้ั พัด
ลงไปแชน้ํา ใหน ํ้าอยูขา งใน เพอื่ ใหบ ัง้ พดั เกิดความชื้นและจะไมแตก
ดมุ : ดมุ คอื โครงสรา งพดั ทเ่ี ปน แกนกลาง ทาํ จากไมเ นอ้ื แขง็ เสน ผา น
ศนู ยก ลางราว 20-30 เซน็ ตเิ มตร ความยาวของดมุ จะขนึ้ อยกู บั ขนาดของ
พดั ทาํ หนา ทเ่ี ปน สว นยดึ ขาธนแู ละสว นประกอบตา งๆ ของพดั เขา ดว ยกนั
การเจาะรดู ุมพดั นยิ มทํา 2 รปู แบบ คอื
แบบแรกเปน การเจาะแบบ 3 สวน ชา งจะเจาะรอบนอก ดานซา ย
และดานขวาของดมุ สว นขนาดของรจู ะขึ้นอยูขนาดของขาธนู 1 ขาและ
ลิม่ ที่จะตอกเขา ไปเพ่อื ยึดกนั ใหแนน สว นตรงกลางรจู ะมีขนาดที่ขาธนู 2
ขาและลิ่ม 1 ลิม่ ทจ่ี ะตอกเขา ไปแลว ยดึ กนั แนน ทง้ั น้ี การเจาะรซู า ย ขวา
และตรงกลางจะตอ งเจาะใหข นานกนั
แบบท่ีสองเปนการเจาะแบบ 4 สวน รอบนอกซายและขวา รอบ
ในซายและขวา โดยชางจะตอ งเจาะรูใหมีขนาดเทา กันและขนานกันเพือ่
ใหต อกขาธนแู ละลิม่ ลงไปได
กงพัด: กงพัดทําจากไมไผทั้งตน ผาเปนซีกใหมีขนาดกวางราว
3-5 เซน็ ตเิ มตร ชา งจะเลาะเอาขอ ของไมไ ผอ อกใหผ วิ หนา เรยี บ สว นการ
ประกอบกงพัด ชา งจะนําไมไผม าประกบแลว มัดตดิ กบั ขื่อพัด โดยมัดยดึ
ดว ยลวดหรอื เชอื ก หากเปน สมยั กอ นจะใชห วายหรอื เถาวลั ยป า โดยแบง
ขื่อออกเปน 3 สวน ตรงกลางหน่ึงสวน สวนขางในแบงกึ่งกลางใหเปน
สองสวน

61พัดทดน้ํา

ประตมิ ากรรมมีชีวิต แหง ลํานํา้ หมนั

ไลพดั : ไลพดั ทาํ จากไมไผผ าเปนแทงเลก็ ๆ ใหมขี อของไมไผต ิดไว
ดว ย ชา งจะเหลาไมไผท ําเปนแทงกลมๆ ยาวราว 30 เซนติเมตรไวเ ปนที่
ยึดกับสว นขาธนพู ดั และกงไมใ หห ลดุ ออกจากกัน

ตาดพดั : ตาดพดั ทาํ จากไมไ ผผ า เปน ซกี ๆ กวา งราว 2-4 เซนตเิ มตร
ความยาวของตาดพัดจะเทากับข่ือพัด ชางจะสานลายขัดระหวางขาธนู
และดิ้วพดั ทาํ หนา ท่ีในการกักและดันนาํ้ เพือ่ ใหพัดหมนุ เปรยี บเสมือน
ใบพัดนา้ํ นน่ั เอง

“ดิ้ว” และ “ตาด” พัด สวนประกอบสําคญั ท่ียึดโยงกบั คันธนู
โดยมี “ข่ือ” พดั เปนตวั สลกั ใหเขา รูป

62 พดั ทดน้ํา
ประตมิ ากรรมมีชวี ิต แหงลํานาํ้ หมัน

การประกอบคนั ธนูเขา กบั กงพดั ถอื เปนขน้ั ตอนสาํ คัญ
เพ่อื ทาํ ใหพดั เขารปู ทรงและมีทรงท่ีสมมาตร

ข่ือพัด: ขื่อพัดทําจากไมไผสวนที่เรียกวา “ลําตนกก” ของลํา
ไมไผ จะมีเนื้อหนา ชางจะผาเปนแผนกวางประมาณ 4-5 เซ็นติเมตร
ยาวประมาณ 75-80 เซน็ ตเิ มตร เจาะรูดานขา ง ใหพอดกี บั ขาธนู เพือ่ ยดึ
ขาธนใู หมีเน้อื ทีเ่ หลอื ไวม ัดกงพดั รตู รงกลางแบงเปน 2 รไู วเพ่ือใสด ิ้วพัด

ขาธนพู ดั : ขาธนทู าํ จากไมไ ผค ายทม่ี อี ายรุ าว 2-3 ป ตดั ใหม คี วามยาว
ราว 6-8 ศอก (3-4 เมตร) หรอื ตามขนาดของรศั มีพดั ขาธนจู ัดวางเปน คู
ยดึ ตดิ ระหวา งดมุ และกงพดั มลี ม่ิ พดั เปน ตวั ยดึ สว นทย่ี ดึ ตดิ ขอื่ จะใชด ว้ิ พดั
เปนตัวสลัก ขาธนูยังมีสวนสําคัญในการกําหนดการเรียก พัดและระหัด
กลาวคือ ความแตกตางของพัดและระหัดคือโครงสรางของขาธนู ซ่ึงขึ้น
กับเจาของพัด โดยจะตองคํานึงถึงความสามารถของตนเองในการสราง
พดั และความคงทน ท้ังนี้ พดั จะมคี วามแข็งแรงกวา ระหัด เน่อื งจากมวี ธิ ี

63พัดทดนํ้า

ประตมิ ากรรมมีชวี ติ แหงลํานํ้าหมัน

การขัด “ขาธนู” แตกตางกัน กลาวคือ พัดจะขัดขาธนูในลักษณะไขว
หากเปน ระหดั ขาธนจู ะไมข ดั ไขวก นั การไขวข าธนตู อ งอาศยั ความชาํ นาญ
ในเชงิ ชา งสงู กวา ขาธนแู บบตรง ซง่ึ การไขวข าธนจู ะสง ผลใหพ ดั มคี วามแขง็ แรง
กวา ระหดั เนอ่ื งจากโครงสรา งขาธนูที่ขดั กนั ไปภายในกงพดั นน่ั เอง

ลิ่มพัด: ลิ่มพัดทําจากไมไผท่ีเปนสวนของลําตนท่ีมีเน้ือหนา
ผา เปน แทง สเ่ี หลย่ี มเทา ขาธนแู ละสามารถตอกใหเ ขา รทู ดี่ มุ เพอื่ ยดึ ดมุ และ
ขาธนูใหต ิดกัน

ฮางรนิ ตง : (ฮา งตง ) ฮา งรนิ ตง สมยั กอ นทาํ จากลาํ ตน มะพรา ว ชา ง
จะขุดรอ งตามความยาวของลําตน เพ่ือรองรบั น้ํา

ฮางรอง: ฮางรองทาํ จากไมไ ผบ า นทง้ั ลาํ ขดุ รอ งตามความยาวของ
ไมไผ ไวเ พ่ือรองรบั น้าํ จากฮางรนิ ตงไหลสพู น้ื ท่ีเกษตร

ร้วั หนาพัด: รัว้ หนา พดั ทาํ จากไมไ ผ ปกลงไปในนาํ้ มัดเปนชอ งๆ
เพอื่ ปอ งกันไมใหท อนไมทล่ี อยมาตามน้ําชนกับพดั

หรว ยพดั หรอื รวั้ นา้ํ : ทาํ จากเศษไมท เ่ี หลอื จากการทาํ พดั เศษหญา
หรอื ฟางขา วนาํ มากน้ั นา้ํ เปน การทาํ ฝายนาํ้ กนั นาํ้ ใหไ หลไปลงชอ งพดั นาํ้
เพอื่ ใหน ํ้าไหลแรงขึน้

ไมรองดุมพัด: ไมรองดุมจะใชไมเน้ือออนเพื่อปองกันการเสียดสี
ของดุมพดั

ตาดพ้ืนพดั : ตาดทาํ จากไมไผสบั ใหเ ปน แผน ปแู ผน ไมไ ผลงไปใน
พืน้ แพพัดเพ่ือไมใ หนาํ้ ดนั ลงไปพื้นดิน

หลกั พดั : หลกั พดั ตอ งใชไ มเ นอื้ แขง็ ปก ลงไปในรอ งพดั ใหม คี วามสงู
พอทีจ่ ะวางฮางตง เพอ่ื ใหนาํ้ ไหลเขาพ้ืนทน่ี า

แพพัด: แพพัดใชไมไผเปนลํา นํามาเจาะรูแตละขอ วางลงไป
ชนั้ แรกปอ งกันดนิ ทีไ่ หลมาทบั ถมพดั

64 พัดทดน้าํ
ประตมิ ากรรมมชี ีวิต แหงลํานา้ํ หมนั
การประกอบสรางพดั ทดนา้ํ
จุดมุงหมายหลักของการทําพัดทดน้ําคือการผันนํ้าจากลํานํ้าเขา
แปลงเกษตร ดังน้ัน ปจจัยแรกท่ีเจาของพัดจะตองคํานึงถึงคือ พ้ืนที่ริม
ตลิ่งจะตองอยูติดหรือใกลกับพ้ืนท่ีทางการเกษตรของตน ทั้งนี้ ชวงของ
ลาํ นาํ้ ทตี่ ดิ แปลงเกษตรจะตอ งเปน ทก่ี วา งมากพอใหส ามารถเบยี่ งทางนา้ํ
เขาหาใบพัดหรือมีความสูงของตลิ่งท่ีพอเหมาะและตองมีระดับความลึก
ของลํานํ้าพอทีจ่ ะทาํ จะสรางใหพัดต้ังข้นึ ได เพื่อสง น้าํ จากทส่ี งู ลงสูท ่ีต่ํา

การสรา งพดั ทดน้ําตองใชแ รงงานอยางนอ ย 3-4 คนในการสรางพัดหลังหนงึ่ ๆ
ในภาพเปน การประกอบคันธนูของครวั เรอื นหนึ่งของบา นนาหมูมน

โดยมชี าวบา นนัง่ ครอ มอยบู น “ดุม” หรือเพลาท่ีเปนกลไกทาํ ใหพ ดั ทดนํา้ ได

65พดั ทดนํา้

ประติมากรรมมชี วี ติ แหง ลํานํ้าหมนั

การสรางพัดทดนํ้าจะตอ งคาํ นึงถงึ ปจจัยตางๆ ดงั นี้
1. ความกวางและลึกของลําน้ําถือเปนเงื่อนไขสําคัญที่ชาวบาน

จะตอ งพิจารณาในการกาํ หนดตาํ แหนงทีต่ ้งั ของพดั ทดน้าํ
2. กระแสนาํ้ ชว งทล่ี าํ นาํ้ ไหลเปน เสน ตรงและยาว กบั ชว งโคง ของ

ลาํ นา้ํ ทาํ ใหก ระแสนา้ํ พดั ตา งกนั กลา วคอื ชว งโคง ของลาํ นา้ํ กระแสนา้ํ จะไม
สมํ่าเสมอ เน่ืองจากกายภาพของลํานํ้าที่คดโคง กระแสน้ําจะลดความ
เชี่ยวลง กอ นที่จะสงกระแสความแรงเม่อื ผา นโคง เหตุนี้ จงึ ทําใหโคง นํ้า
มักจะเกิด “นํ้าวน” จึงไมสะดวกในการติดต้ังพัดทดน้ํา อยางไรก็ตาม
ชาวบานสามารถสรางพัดทดน้ําในบริเวณน้ันได แตผูสรางตองกะระยะ
ของหลักหรวย เพ่ือบังคับทิศทางนํ้ามากกวากับชวงตรงของลําน้ํา ชวง
ลําน้าํ ท่กี ระแสนาํ้ ไหลตรง ระยะทที่ อดยาวเปนเสนตรงของสายนา้ํ จะทํา
ใหน ้าํ ไหลเช่ยี วจนสามารถกะระยะการปก หลกั หรว ยและคอกไดโดยงาย

3. ความกวาง ความลึกของตล่ิง และความสูงของที่นาเปนส่ิงท่ี
ตอ งพจิ ารณาตาํ แหนง ในการตงั้ พดั และใชห ลกั ความรเู รอ่ื งของกระแสนา้ํ
มาประกอบการสรา งพดั

คอกและชานพดั : เมอ่ื เจา ของพดั ประเมนิ ระดบั นา้ํ และสภาพของ
ตลงิ่ ทจี่ ะตงั้ พดั ทดนา้ํ ไดแ ลว ขน้ั ตอนตอ มาคอื จะตอ งทาํ การปก หลกั ดว ย
ไมเ น้ือแข็งหรืออาจใชไ มไ ผปา เพือ่ ยึดโครงสรางทง้ั หมด โดยปก ยาวเปน
กาํ แพง 4-5 เมตร ตั้งเปน 2 แนวขนานกับลํานํา้ ใหติดตล่งิ ท่สี ุด โดยเวน
ระยะไวใหชองวางหางราว 2 เมตร ต้ังอยูระหวางสองแนวกําแพงอยูใน
รอ งนาํ้ ลกึ ทแ่ี รงนา้ํ สามารถพดั ใบพดั ได เสรจ็ แลว จงึ “ตแี ป” หรอื มดั /ตอก
ตะปยู ึดคอกไวเ ปนรูปตาราง

66 พดั ทดนาํ้
ประตมิ ากรรมมีชวี ิต แหงลํานํา้ หมัน
หลงั จากนั้น จงึ ทาํ สวน “กงพดั ” ซึ่งเปน กลไกสาํ คัญอกี อยางหนึ่ง
ของพัดทดน้ํา ทําหนาท่ีเปนตัวแปลงพลังงานน้ําเปนพลังงานกลทําให
พดั หมุนได สวน “ดมุ ” หรอื แกนหมุนจะใชไ มเนอื้ แข็งยาว 2-2.5 เมตร
ใชล มิ่ เจาะรู 18 รไู ว 2 ขา ง ใหหา งราว 75 เซนติเมตร รวมทง้ั หมด 32 รู
โครงสรางสวนนี้จะอยูก่ึงกลางของไมแกนพอดี ซ่ึงรูท่ีเจาะจะมีสองแบบ
เพื่อกาํ หนดวาขาธนจู ะเปนขาตรงหรือขาไขว
ลาํ ดบั ตอ มาคอื การทาํ “ขาธน”ู สาํ หรบั เสยี บเขา ไปในรทู เี่ จาะ โดย
การตัดไมไผบานขนาดเล็กใหยาวเทากับความลึกของลําน้ําและคํานวณ
ความสงู ของตลง่ิ และพน้ื ทเ่ี กษตร สว นมากจะยาว 6-12 ศอก ตรงปลาย
ไมเ หลาใหสามารถสลกั ไมที่เสียบเขามา และเจาะรูที่ปลายไมด านทจี่ ะใช
จุมลงแมน้ํา แลวนําไปเสียบเขากับดุมพัดท่ีเจาะรูไวไมวาจะเปนขาตรง
หรือขาไขว
หลังจากน้ัน จึงผาไมไผปา กอนเหลาเปนแผนยาว 75-80
เซนตเิ มตร เจาะรทู ี่ปลายไมส องรู เพือ่ ใชเสยี บเขา ไปในขาธนูจากโคนถงึ
ปลายท่เี หลาไวย ดึ ตอกนั เสร็จแลว จึงเหลาไมเ ลก็ ๆ หรอื ทเ่ี รียกวา “ไล”
ตอกขดั เขา ไปเขา ยดึ ขาธนกู บั แผน ไมน ้ี แลว เจาะรรู ะหวา งกลางไมอ กี สองรู
เพื่อสานใบตาดโดยการนําแทงไมไผเสียบรูสองรูท่ีเจาะไวน้ันตั้งข้ึน แลว
สานแผน ไผข ดั กันเปน แพ โครงสรางสว นนจี้ ะเปน ตวั รับพลังนา้ํ ทพี่ ัดผลกั
ใหพ ดั หมนุ และทาํ เชน นจ้ี นกวา จะเสยี บกบั ขาธนแู ละใบตาดครบ 18 คู
ตอ มา จะรดั กงดว ยแผน ไมไ ผบ า นเปน วงแหวน 3 ชน้ั ซง่ึ เปน เสมอื น
ข่ือวงกลม คอื ตรงปลายท้งั สองทส่ี าน “ใบตาด” และตรงกลางเพือ่ เสรมิ
ความแขง็ แรงสามารถตดิ “บั้ง” ไปบนแนววงแหวน บั้งจะมหี นา ท่ตี ักนา้ํ
ขึ้นไปบนฮางรอง โดยชา งจะใชล าํ ไมไผบ า น เพราะมีพ้ืนท่ีของรูตรงกลาง

67พัดทดนํ้า

ประติมากรรมมีชีวิต แหงลาํ น้าํ หมนั

มากกวาไผป า ตดั ใหม คี วามยาวราว 80-90 เซน็ ตเิ มตร หรือกะใหม คี วาม
ยาวกวาวงแหวนพัดเล็กนอ ย เพอ่ื ใหปลายบั้งตกั น้าํ และมีท่ีมดั ยึดไว แลว
จึงตัดปลายใหแหลมเฉียง มัดไวในลักษณะเอียงลงเพ่ือวาเม่ือพัดหมุนไป
ตําแหนงสูงสุดน้ําในบั้งจะไหลลงฮางรองน้ําพอดี ทั้งนี้ การทาํ คนั ธนจู ะ
ทาํ ได 2 แบบ คอื แบบพดั และระหดั ดง่ั ทก่ี ลา วไวข า งตน ในขน้ั ตอนน้ี เจาของ
พัดทดน้ําอาจทําจัดเตรียมไวกอนหรือหลังขึ้นอยูกับความเหมาะสมของ
ระดบั นา้ํ และความพรอ ม

ทั้งน้ี พัดทดนํ้าท่ีใชขนาดขาธนูยาว 3-6 เมตรในชวงฤดูฝนหรือ
ชว งเดอื นแปด สามารถสง น้ําเขา นาไดนาทลี ะ 4 ถังสี (บรรจสุ ี) หรอื ราว
30-40 ลิตร นํ้าที่สงไปตามฮางรองจะถูกสงเขาแปลงเกษตร เมื่อน้ําใน
แปลงเกษตรแหงและไหลลงไปท่ีนํา้ หมัน พัดทดนา้ํ จะผันน้าํ ใหมๆ เขาไป
แทนทไ่ี มมีการหยดุ จนกวา ระดับน้ําหมนั จะลดลงหรอื พดั ทดนาํ้ ชาํ รุด

สวนการลง “หลักหรวย” จะนําเอาไมไผปาที่มีความแข็งแรงมา
ลงหลักปกเปนฟนปลาลงกลางลํานํ้าหมันเปนแนวเฉียงกับลํานํ้าเพื่อ
บังคับทิศทางนํ้า แลวนําเศษไม ใบมะพราวและกิ่งไผมาใสไวเหมือน
ฝายธรรมชาติ จากฝง หนง่ึ มายงั ฝง หนง่ึ หากตอ งการทาํ พดั ใหร อ้ื หรว ยฝง
ตรงขา มพัดและปก หรวยฝงเดยี วกบั พดั เพ่ือใหน ้ําไหลไปอีกดาน เมือ่ ฝน
มาจะปก ลงฝง ตรงขา มพดั และรอ้ื ฝง พดั ออก เพอื่ บงั คบั ใหก ระแสนาํ้ จะไหล
เขา พดั ดงั นน้ั หากชว งใดทน่ี า้ํ ไหลเขา พดั มากเกนิ ไป ชา งจะปก หลกั หรว ย
ลงฝง พัด แลว รอื้ ฝง ตรงขามออกเพือ่ ลดความแรงของกระแสนํ้า

68 พดั ทดน้าํ
ประตมิ ากรรมมีชีวติ แหงลํานา้ํ หมนั
ระบบรางและทอ สง นา้ํ : สวนสุดทา ย คือ การทาํ ระบบสง นา้ํ เม่อื
บ้ังพัดหมุดไปอยูจุดสูงสุด น้ําจะไหลลงมายัง “ฮางรินตง” เพื่อสงนํ้า
ตอ มา “ฮางรอง” (รางรอง) กอนไหลลงสูแปลงเกษตร
ในอดตี ฮางรนิ ตง ใชไ มไ ผข นาดใหญห รอื ใชต น มะพรา วหรอื ไมเ นอ้ื แขง็
นํามาเซาะรองตรงกลาง นํามาพาดวางไวจุดสูงสุดของพัดท่ีบั้งพัดทดน้ํา
สามารถเทนํ้าลงมาได โดยวางเอียงเล็กนอยเพ่ือใหน้ําไหลลงมายัง
ฮางรองเพอ่ื สง นาํ้ ปจ จบุ นั นยิ มใชท อ พวี ซี ตี อ ทอ ยาวลงมา โดยชา งตอ งคาํ นงึ
ถึงระดบั น้ําจากทสี่ งู ลงที่ต่าํ ทอทว่ี างยาวไปยังที่ดอนของแปลงเกษตรจะ
ใชไมไผสองลําไขวกันเปนการคา้ํ ยนั แบบ “รดั คอง”ู เพอ่ื ประคองนา้ํ ไป
หลอ เลย้ี งทอ งทงุ ปจจุบนั ฮางรนิ ตง สวนใหญใชไมปกหรือไมแปนหรือ
เศษไมเ กา ๆ จากบา นหรอื ตบู มาทาํ โดยชา งจะตเี ปน แผน คลา ยรางอาหารหมู
มชี า งบางรายใชส งั กะสมี าประยกุ ตท าํ ตามความสะดวกและวสั ดทุ ตี่ นเองมี
จากท่ีกลาวมาท้ังหมดจะทําใหเห็นวา การทําพัดหลังหน่ึงตองใช
แรงคนอยา งนอ ย 3-4 คน เพอ่ื ประกอบแตล ะโครงสรา ง การหาวสั ดุ และ
การคํานวณ ผานการฝกฝนจากประสบการณ มีการปรับเปลี่ยนวัสดุท่ี
หาไดในปจจุบันใหสอดคลองกับยุคสมัย เชน การใชตะปูหรือลวดแทน
การใช “ตอก” หรือเครือเถาวลั ย เชน ท่เี คยทาํ ในอดตี อนึ่งการแยกสว น
ประกอบมาเชน นสี้ ะทอ นใหเ หน็ วา หากมแี รงงานมากสามารถแยกสว นกนั
ทาํ ได เชน สว นหนงึ่ ทาํ คอกตแี ป สว นหนง่ึ ทาํ กง แลว จงึ ยกมาประกอบกนั

69พัดทดนา้ํ

ประตมิ ากรรมมชี วี ติ แหง ลําน้าํ หมนั

ขณะที่การดูแลพัดหลังหนึ่งๆ พบวาแตละปจะมีการผุพังและ
ตองซอมแซมในชวงฤดูแลงตั้งแตเดือนมกราคม–พฤษภาคม น้ําที่ผันเขา
แปลงเกษตรจะแตกตางจากการใชเคร่ืองสูบน้ําท่ีทําใหไดนํ้ามากและเร็ว
แตน้ําจะลดหายไปอยางรวดเร็ว แตพัดทดน้ําเปนเคร่ืองมือท่ีสรางข้ึนมา
เพื่อทดแทนนา้ํ ที่หายไปอยา งคอยเปนคอยไป ชาวบา นหลายคนกลาววา
พัดทดน้ํา ทดน้ําไมมีวันหมด ใชจนกวาจะถึงรอบฤดูกาลที่นํ้าแหงเหือด
และขา วเรม่ิ ออกรวงเหลืองอราม

70 พัดทดน้ํา
ประตมิ ากรรมมชี ีวติ แหงลาํ นํ้าหมนั

71พดั ทดน้ํา

ประตมิ ากรรมมีชีวติ แหง ลํานํา้ หมนั

สถติ ิการลดลงและ
การคงอยขู อง
“พดั ทดนาํ้ ”

จากการสอบถามคนรุนกอนของบานนาหมูมนเกี่ยวกับจุดกําเนิด
การทําพัดทดนํ้า แมจะยังไมไดคําตอบแนชัดวามีพัฒนาการเปนเชนไร
หากทวา สาํ หรบั บา นนาหมมู น การทาํ พดั ทดนา้ํ หลงั แรกนา จะเปน ครอบครวั
ลกู หลาน “ผใู หญญ า” ซง่ึ เปน ผใู หญบ า นคนแรกของบา นนาหมมู น สว นตน
กําเนิดการทําพัดทดน้ํา ชาวบานจะบอกเลาในลักษณะของตํานานวา
มีคนนุงขาวหมขาว ต้งั แตสมัยกอสรา งพระธาตศุ รสี องรกั เปน ผนู าํ พาใน
การทําพัดทดน้ําหลังแรกของดานซาย สวนพัดทดนํ้าหลังแรกของบาน
นาหมูมน คอื พดั ทดนํ้าของผูใ หญญา ตอมาจึงมกี ารสรา งเพมิ่ เร่ือยมาใน
ภายหลงั เชน พัดทดน้าํ นายกอง สงิ หสถติ ยและของนายเสย สิงหสถิตย

72 พัดทดน้าํ
ประตมิ ากรรมมีชีวติ แหง ลาํ นํ้าหมนั
ปจจุบันตําแหนงพัดทดน้ําของผูใหญญา ชาวบานรูจักกันในชื่อ
พัดทดน้ําของ “ทิดแดง” ซ่ึงเลิกทําเม่ือหลายปกอน สวนพัดทดนํ้า
นายกอง สิงหสถิตย มีการสืบทอดใหลูกเขย คือ นายสะทาน สิทธิศักดิ์
สวนพัดทดนํ้านายเสย สิงหสถิตย มีการสืบทอดเปนของลูกเขย คือ
นายอุดม เหมือนศรชี ัย
เปนท่ีนาสังเกตวา การเพิ่มจํานวนพัดทดน้ําในสมัยกอนนาจะ
เกิดจากคนในหมบู านเห็นตัวอยางท่ดี ี ท่พี ัดทดน้าํ สามารถนําน้าํ ข้นึ จาก
ลาํ นา้ํ หมนั ได จงึ มกี ารสอนและหดั ทาํ เพม่ิ จาํ นวนเปน 14 หลงั และตอ มา
มจี าํ นวนสงู สดุ ราว 40 หลงั ทงั้ น้ี จากคาํ บอกเลา ของคนรนุ กอ นพบวา คน
นาหมูมนมกี ารสรา งพัดเรียงรายตามขอบน้ําหมันท้งั สองฝง
อยางไรกต็ าม การทําพัดทํานํ้าไมใชเรอ่ื งงาย จากการสอบถามคน
ทาํ พดั ทดนา้ํ บา นนาหมมู น กลา วเปน ทาํ นองเดยี วกนั วา “พดั ทดนา้ํ ทาํ ยาก
พอพอกบั สรา งบานเปนหลัง”
คาํ กลา วดงั กลา วนา จะสะทอ นใหเ หน็ วา การสรา งพดั ทดนาํ้ นน้ั ตอ ง
มีการออกแบบโดยมี “พิมพเขียว” วางอยูในใจ ไมไดเขียนลงบนแผน
กระดาษเหมอื นสถาปนกิ สมยั ใหม มคี วามละเอยี ดและมอี งคค วามรมู ากมาย
เปา หมายสําคัญของคนทําพดั ทดน้ําคือ ทําอยา งไรใหพัดหมนุ และทดนํ้า
เขาแปลงเกษตรได หลังจากทําเสร็จตองคอยดูแล คอยเก็บเศษไมที่ไหล
มาตามนํ้าไมใหกระทบพัดนํ้า ปองกันความเสียหายที่จะเกิดข้ึน การปก
หลา วกนั้ ลาํ นา้ํ ทเี่ รยี กวา “หลกั หรว ย” หรอื “หรว ยพดั ” เปน การควบคมุ
ทิศทางของนํ้าและการยกระดับนํ้า เพ่ือใหเกิดแรงน้ําไหลเปนกลไกให
พดั หมนุ เกดิ หนา ดนิ บรเิ วณหนา หรว ยพดั และแรงของนา้ํ ทา ยพดั หลงั เกดิ
นํ้าวนทําใหเกิดเปนแกมลิงในลําน้ําหมัน เรียกวา “วัง” มีปลากุงอาศัย
ตามรูไมต างๆ มากมาย

73พัดทดน้าํ

ประติมากรรมมชี วี ิต แหง ลาํ น้าํ หมนั

จึงไมประหลาดใจที่การทําพัดทดนํ้าสะทอนใหเห็นภาพของการ
รวมกลุมในเครือญาติท่ีตางมาลงแรงกันชวยสรางพัด โดยสวนใหญคน
นาหมูมนจะยึดตาม “หนานา” (พ้ืนที่) ที่ติดลุมนํ้าหมันและยึดตามทาง
น้ําไหลจากพัดนํ้าสูทุงนา มีการลดระดับของพ้ืนที่นาเปนลักษณะคลาย
ขั้นบันได เพื่อใหเกิดการไหลของน้ํา และมีการแบงปนนํ้า ใครมีนาแถว
เดยี วกนั ทาํ พดั ทดนา้ํ ชว ยกนั ดงั ทก่ี ลา วไวเ บอ้ื งตน อยา งไรกต็ าม ในบทนเ้ี ปน
ความพยายามในการรวบรวมขอ มลู เชงิ สถติ ขิ องการสรา งและการคงอยขู อง
พัดทดนา้ํ บา นนาหมมู น

ตารางรายชื่อพัดทดนา้ํ บานนาหมมู น จากอดีตถงึ ป พ.ศ. 2560

เจาของพดั ทดนา้ํ ความยาวของ เหตผุ ลของการคงอยู
1. นายลบ วังครี ี (คนบา นนาฮ)ี คันธนู(ศอก)
2. นายสดุ รองจิก
3. นายสุวตั ร อุนแกว อดตี ปจ จบุ นั กาอรยคู ง ประหยัด สบื ทอด เหมาะสม
4. นายเพชร ศรบี ตุ รตา คุมคา อนุรกั ษ จาํ เปน

(คนบา นนาฮี) เลกิ ทํา
5. นายแชม แสนประสิทธิ์ 8 เลิกทํา
12 8 เลกิ ทํา
(คนบา นนาฮี)
6. นายสวาสดิ์ อนุ แกว (คนบานนาฮ)ี เลกิ ทํา
7. นายบุญถงึ สิงหส ถติ ย (เสยี ชีวติ )
8. นายสมทรง ฤทธิศกั ด์ิ เลกิ ทํา
9. นายมาก สิงหส ถติ ย
10. นายพยงุ สิงหสถิตย เลิกทาํ 2 1 3
11. นายมาก สิงหส ถิตย 8 เลกิ ทํา
12. นายอดุ ม สิงหสถติ ย
13. นายแดง อุนแกว เลกิ ทาํ
เลิกทํา
12 8 คงอยู
เลิกทํา
9 5 1/2 เลกิ ทาํ
12 8 เลิกทํา

74 พัดทดนํ้า
ประติมากรรมมชี ีวิต แหง ลาํ น้าํ หมนั

เจา ของพัดทดนํ้า ความยาวของ เหตผุ ลของการคงอยู
คนั ธนู(ศอก)
14. นายเนช็ วงษโ สภา
สบื ทอดโดยนายสารี ภูสถาน อดีต ปจ จบุ นั กาอรยคู ง ปคระมุ หคยา ัด สอืบนทุรักอษด เหจมาํ าเปะสนม

15. นายชาํ นาญ สงิ หสถติ ย คงอยู
16. นายบวั พลาง เนตรแสงศรี
17. นายไพทรูย ทรงพุฒิ คงอยู
7 5 คงอยู
และลูกเขย-นายลาํ ยงค พทุ ธงั ชยั ยา 12 เลกิ ทาํ
18. นายสุนทอง แสนประสิทธ์ิ
19. นายทองดี วังคีรี เลิกทํา
8 6 คงอยู 1 3 2
สบื ทอดโดย นายสรุ ินทร รอ งจกิ
และนายฟศู กั ดิ์ สิงหส ถิตย เลกิ ทํา
20. นายลิ ไมท ราบนามสกุล คงอยู
21. นายเล็น สงิ หส ถติ ย 12 6 คงอยู 3 1 2
และนายทองเครอื่ ง พรศรี
22. นายกอง สงิ หส ถิตย คงอยู 2 1 3
สืบทอดโดยลูกเขย-นายสะทาน สิทธศิ กั ดิ์ 12 8 คงอยู 1 3 2
ปจ จุบนั นายสุขศริ ิ นนทะโคตร
เปนผูชว ยทํานาและทําพัด เลกิ ทาํ
23. นายดว น กนั ธุ เลิกทาํ
24. นายเหล่ียม เครอื หงษ เลิกทาํ
สืบทอดโดยลกู เขย นายอุดม เหมอื นศรีชัย เลิกทาํ
25. นายกุล หมุ อาจ เสยี ชวี ติ และขายทน่ี า 10 8 เลิกทาํ
26. นายชุม สงิ หสถิตย
27. นายเตน่ิ อนุ แกว
สบื ทอดโดยลกู ชาย-นายกําไร อุนแกว
28. นายบุญมา สงิ หส ถิตย
29. นายสงบ สิงหส ถติ ย

75พดั ทดนาํ้

ประตมิ ากรรมมชี วี ิต แหง ลาํ นา้ํ หมัน

เจา ของพดั ทดนํา้ ความยาวของ เหตุผลของการคงอยู
30. นายสงคราม สงิ หสถติ ย คันธนู(ศอก)
31. นายหลน อุนแกว
32. นายตาลนิ (ไมท ราบนามสกลุ ) อดีต ปจจุบนั การคง ปคระมุ หคยาดั สอืบนทรุ กัอษด เหจมําาเปะสน ม
อยู
สืบทอดโดยนายแทน จนั ทศร
ปจ จบุ ันเสยี ชีวติ เลกิ ทํา
33. นายเสอื จันทศร บานเลขที่ 46 เลกิ ทํา
สืบทอดโดยลูกสาวและลูกเขย เลกิ ทาํ
นางโสภี - นายนพิ จน ลาดเงนิ
34. นายสกลุ สงิ หส ถติ ย 7 5 คงอยู 2 1 3
สบื ทอดโดยลูกสาวและลูกเขย
นางประดุล-นายสงวน เหมอื นศรชี ยั 8 5 คงอยู 2 1 3
35. นายตา น สงิ หส ถิตย (เสยี ชวี ิต)
36. นายอ่ิม (บา นนาดี) เลิกทํา 1 3
37. นายเปา สงิ หส ถติ ย คงอยู 1 3
38. นายวอน สงิ หส ถติ ย เลิกทาํ
สืบทอดโดยลูกเขย-นาย เพลนิ วังคาํ เลกิ ทํา
39. นายกองเพชร อนุ แกว คงอยู 2
40. นายประมาณ แสนประสทิ ธ์ิ คงอยู 2

สรุป รวมทง้ั หมดท่ีเคยมี 40 หลัง 9.8 6.6 รวมคง จํานวน 7จาํคนนวในห ไมเหม ใีตคผุ รลให
บางหลังหาตําแหนง ทแ่ี นน อนไมไ ด (คา เฉลยี่ ) (คาเฉลีย่ ) อยู 14 2 คน ให เหตุผล เพราะ
เนื่องจากเลิกทํานานแลว หลงั เหตผุ ล กแารรกยใงั นคง เหคมวาาะมสม
เจาของพัดเสยี ชีวิตไมมคี นสืบทอด แรกใน อยขู อง จาํ เปน ใน
หรอื ยายถิ่น เปน คนบา นนาฮี 5 หลงั การยังคง พเดั พทรดานะา้ํ กขาอรคงพงอดั ยู
นาดี 1 หลัง บานนาหมมู น 34 หลัง อยูข อง ตอ งการ ทดนา้ํ แตใ ห
พดั ทดน้ํา สอบืนทุรกัอษด เปน รเอหงตผุ ล
เพราะ
คมุ คา
ประหยัด

76 พัดทดนาํ้
ประติมากรรมมชี ีวติ แหงลํานํา้ หมัน
หมายเหตุ: เหตผุ ลของการคงอยู
1 คือ ใหความสําคัญเปน อนั ดับตน
2 คอื ใหค วามสาํ คัญเปน อนั ดบั รอง
3 คือ ใหความสาํ คญั เปน อนั ดับที่สาม
สรุป รวมทงั้ หมดท่เี คยมี 40 หลัง บางหลงั หาตําแหนงที่แนนอน
ไมไดเนื่องจากเลิกทํานานแลว เจาของพัดเสียชีวิตไมมีคนสืบทอดหรือ
ยายถิ่น เปน คนบานนาฮี 5 หลงั นาดี 1 หลงั ของคนบา นนาหมูมนเคย
มี 34 หลงั คงอยใู นป 2559 จํานวน 13 หลัง และของคนบา นนาดีที่มี
ทน่ี าในเขตบา นนาหมมู น อกี 1 หลงั รวมคงอยเู ฉพาะในเขตบา นนาหมมู น
14 หลัง ในอดีตคนบานนาหมูมนเคยมีการทาํ พดั วงใหญส ดุ คนั ธนยู าว
12 ศอก และลดลงมาเร่อื ยๆ ปจ จุบนั พัดทดนา้ํ บางหลัง เหลอื ความยาว
ของคันธนเู พียง 4 ศอก ปจ จยั หลกั ที่ทําใหตองลดความยาว คือ กายภาพ
ของลาํ นา้ํ หมนั เปลยี่ นแปลง ตลง่ิ ลดระดบั ความสงู ปจ จยั ทร่ี องคอื ประหยดั
วสั ดุ ในขณะทเี่ หตผุ ลในการสรา งนน้ั มแี ตกตา งกนั ไป คอื เหน็ ทง้ั คณุ คา ใน
งานชา งและภมู ปิ ญ ญาทอ งถนิ่ การประหยดั คา ใชจ า ย รวมทงั้ มลี กั ษณะทาง
กายภาพทเี่ หมาะตอ การทาํ พดั นา้ํ ประเดน็ ตา งๆ เหลา นจี้ ะนาํ เสนอในเชงิ
“ถกเถยี ง” อยางละเอยี ดในบทตอ ไป

77พดั ทดนาํ้

ประติมากรรมมีชวี ิต แหงลาํ นาํ้ หมนั

“บทเรียน”ของ
“ประติมากรรมมชี ีวติ ”

แหงลําน้ําหมนั

ในอดตี ลาํ นาํ้ หมนั เปรยี บเสมอื นเสน เลอื ดใหญท ห่ี ลอ เลย้ี งชวี ติ คน
บานนาหมูมน ดังเห็นจากวิถีชีวิตที่ตองพ่ึงพาอาศัยในแงของการอุปโภค
และบรโิ ภค ตลอดจนการประกอบอาชพี ของผคู นในชมุ ชน รวมถงึ การใช
พดั ทดนาํ้ ในการเกษตร เมอื่ เวลาผา นไป ลาํ นา้ํ หมนั เกดิ การเปลย่ี นแปลงใน
เชงิ กายภาพและระบบนเิ วศตามพลวตั ทางเศรษฐกจิ สงั คมและวฒั นธรรม
สงผลทําใหพัดทดน้ําลดจํานวนลง ควบคูไปกับการรับเทคโนโลยีเคร่ือง
ทุนแรงอยางเคร่ืองสูบนํ้าเขาแปลงเกษตรมาแทนที่ อยางไรก็ตาม ยังมี
บางครัวเรือนใหความสําคัญกับวิศวกรรมการจัดการน้ําพื้นบานดังกลาว
ทําใหเ กิดการสืบทอดการทําพดั ทดนํ้ามาจนกระทั่งปจจบุ ัน

78 พัดทดนา้ํ
ประตมิ ากรรมมีชีวติ แหงลํานํา้ หมนั
บา นนาหมูมน ในบรบิ ทการเปลยี่ นแปลงของลมุ นํา้ หมนั
บา นนาหมมู น มพี ฒั นาการคลา ยคลงึ กบั หมบู า นอน่ื ๆ ทต่ี ง้ั อยรู มิ นา้ํ หมนั
ในอดตี คนนาหมมู น ประกอบอาชพี เลย้ี งสตั ว ทาํ ไรข า ว ปลกู ขา วโพด แตง
ถว่ั ฯลฯ บนภเู ปาะ โดยมวี ถิ กี ารเกษตรเพอ่ื ยงั ชพี คอื การทาํ ไรเ ลอ่ื นลอย
ชาวบา นจะเปลย่ี นพนื้ ทเ่ี พาะปลกู ไปเรอ่ื ยๆ แลว ปลอ ยใหพ นื้ ทเ่ี ดมิ รกรา ง
แลว วนกลบั มาทาํ ทเี่ ดมิ อกี ครง้ั โดยไมม กี ารไถ อปุ กรณท ใ่ี ชท าํ การเกษตร
จะเปน เคร่ืองมอื ทาํ การเกษตรพื้นบาน อาทิ แวก จอบและเสียม เปนตน
ชาวบา นไดเ ลา ถงึ สภาพแมน า้ํ หมนั ในชว งเวลานวี้ า นาํ้ จะใสสะอาด
สามารถดม่ื และอาบได มีวังปลา วงั น้าํ ศักดส์ิ ทิ ธ์ิ เชน วงั หวยภู (เชือ่ วา มี
เงอื กหนิ ) และวงั ขอนแดง เปน ตน รมิ นาํ้ หมนั จะมพี ดั ทดนา้ํ มากถงึ 36 ตวั
มผี ักรมิ นํา้ มากมาย เม่ือฝนตก นา้ํ จะขุนมสี ขี องเถา (ขีเ้ ถาจากการเผาไร
ของชาวบานบนภูเขา) เพยี งแคว ันสองวนั แลวจะกลับมาใสเชนเดิม
กระทั่งมีรถไถเขามาในชมุ ชนเมื่อหลายสบิ ปก อน เกษตรกรจึงเรมิ่
หนั มาปลกู พืชเชงิ เดี่ยว ความเปล่ยี นแปลงของลาํ นํา้ หมันจงึ เหน็ ไดชดั ใน
ชวงนี้ เพราะการใชรถไถแทนเคร่ืองมือทําการเกษตรพื้นบาน ทําใหเกิด
การไถไรปลูกขาวและขาวโพดไดสะดวก อีกท้ังเม่ือมีจํานวนคนมากข้ึน
ชาวบา นจงึ เกดิ การขยายพนื้ ทกี่ ารเพาะปลกู และลดการเลยี้ งสตั ว จนเหลอื
นอยรายในทส่ี ุด ดังนน้ั เมอื่ ถึงฤดฝู น น้าํ หมันจึงขนุ แดงจากดินตะกอนท่ี
เกิดจากการไถไร

79พดั ทดนํา้

ประติมากรรมมชี วี ิต แหง ลํานํ้าหมัน

พัดทดนาํ้ ในลาํ น้ําหมนั กําลงั เผชิญกับการเปลย่ี นแปลง
หลายหมูบานไดละท้งิ ภูมปิ ญญาดานการจดั การน้ําพืน้ บา น
หากแตบ า นนาหมมู น ยงั คงมีชาวบา นหลายครวั เรือนสรางพัดทดนํ้าอยหู ลายหลัง

แมจะลดจํานวนลงมากเมือ่ เทยี บกบั อดตี ก็ตาม
ในภาพจะเหน็ การสรา งพดั ทดนา้ํ คกู บั “ตูบ” (ท่ีพกั ชั่วคราว) เสมอ

จวบจนป พ.ศ. 2552 องคก ารบรหิ ารสว นจังหวัดเลย มีโครงการ
ขุดลอกนํ้าหมัน เมื่อขุดลอกผานบานนาหมูมน ชาวบานท่ีมีพัดสวนหน่ึง
ตัดสินใจร้ือพัด อีกสวนหน่ึงขอเจรจาตอรองกับรัฐขอใหพัดยังคงอยู จน
สามารถสืบทอดภูมิปญญาการทําพัดเพื่อการเกษตรไดสําเร็จ เพียงแต
ชาวบานกลุมดังกลาวยอมลดขนาดของหรวยพัดใหต่ําลง เพื่อใหน้ํา
หมันไหลไดสะดวกตามขอเสนอของรัฐ อยางไรก็ตาม ชาวบานจะตอง
ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของลํานํ้าหมันคือ เม่ือขุดลอกน้ําหมันแลว
นาํ้ หมนั ไหลเรว็ ขนึ้ และมขี นาดของลาํ นา้ํ ทแ่ี คบลง วงั ปลาซง่ึ ทเี่ ปน ทหี่ ากนิ
ของสัตวน้าํ ไดหายไป สง ผลใหผ ูค นหาอยหู ากนิ กบั ลํานา้ํ หมันลดลง พืน้ ท่ี

80 พดั ทดนาํ้
ประตมิ ากรรมมีชีวติ แหง ลาํ นํา้ หมัน
ทเ่ี คยปลูกผักหรอื ผักทข่ี น้ึ ตามธรรมชาติจึงลดลงตาม ประกอบกบั การใช
สารเคมจี ากการทาํ การเกษตรเชงิ เดยี่ วเพม่ิ มากขน้ึ ชมุ ชนจงึ ไมใ ชน าํ้ หมนั
เพอ่ื บรโิ ภคเชน เมอ่ื กอ น โดยหนั ไปใชก ารจดั การนา้ํ หว ยภู จากหว ยปา เปอ ย
เปน แหลง นา้ํ เพือ่ อปุ โภคและบริโภคในครวั เรอื นแทน
พัดทดนา้ํ : หลากมุมมองหลายความคดิ
พัดทดน้ําบานนาหมูมนถือเปนภูมิปญญาทองถิ่นที่ถูกสืบทอดมา
อยา งยาวนาน นบั ตง้ั แตบ รรพบรุ ษุ หากถามถงึ ความเปน มาจากชาวบา น
ตางบอกเปนเสียงเดียวกันวา “พัดนี้ทํามาตั้งแตสมัยรุนพอรุนแมแลว”
แมจะไมสามารถทราบขอมูลท่ีแนชัดของตนกําเนิดพัดทดนํ้าได แตคง
คาดเดาไดไ มย ากนกั วา พดั ทดนาํ้ มคี วามสาํ คญั และผกู พนั กบั วถิ ชี วี ติ ของ
ผคู นในชมุ ชนมาชา นาน เมือ่ เวลาผานไป ปจจัยตางๆ ทั้งจากภายในและ
ภายนอกลวนเขามามีบทบาทตอสภาพแวดลอมภายในบานนาหมูมน
มากขึ้น ส่ิงตางๆ ถูกปรับเปลี่ยนใหเขากับความตองการและบริบททาง
สภาพแวดลอมมากย่ิงขนึ้ ทั้งน้คี นนาหมูมน บางสว นสามารถปรับตัวและ
เลอื กสรรส่งิ ทเ่ี หมาะสมกับตนเองไดอยา งลงตัว

81พดั ทดน้ํา

ประตมิ ากรรมมีชวี ติ แหง ลํานา้ํ หมัน

ชาวบานมหี ลายมมุ มองตอการสรา งพัดทดนา้ํ
บา งเหน็ ชอบ บางไมเ หน็ ชอบ ดว ยฐานคดิ ทต่ี างกนั

อยางที่เกร่ินไวเบื้องตนวา คนนาหมูมนสวนใหญประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม ทํานา และปลูกพืชไรตางๆ การใชน้ําของชาวบานจึงมีจุด
มงุ หมายเพอ่ื การเกษตรเปน หลกั เมอ่ื มองไปตามลาํ นาํ้ หมนั สายนา้ํ สาํ คญั
ของหมูบานแหงนี้จะพบวา ในอดีตตามโคงลําน้ําจะมีพัดทดนํ้ารูปราง
คลา ยกงั หนั อยบู รเิ วณตรงขา มกบั ผนื นาของชาวบา นราว 40 หลงั เรยี งราย
ตลอดลํานํ้าหมัน เน่ืองจากพัดทดน้ํามักต้ังอยูบริเวณทางโคงของลําน้ํา
พื้นท่ีบริเวณน้ันมักจะเปนวังปลาท่ีอุดมไปดวยปลานานาชนิด ชวงฤดู
นํ้าหลากสายนํ้าเชย่ี วแรงจะทําใหพดั หมุนและทํางานตลอดท้ังวัน

82 พดั ทดน้ํา
ประติมากรรมมีชีวติ แหงลํานา้ํ หมัน
ดังนั้น เพื่อปองกันไมใหเศษไมที่ไหลมาตามแรงน้ําไหลเขาไปรวม
กับน้ําที่จะนําไปใชทางการเกษตร อีกท้ังยังปองกันไมใหพัดทดน้ําไดรับ
ความเสียหาย จึงมีการทําหลักหรวย เพื่อก้ันทางน้ํา ขณะเดียวกัน เม่ือ
เศษไมท ไ่ี หลมาตดิ หลกั หรว ยจะทาํ ใหบ รเิ วณดงั กลา วกลายสภาพเปน ฝาย
ธรรมชาตทิ ชี่ ว ยชะลอและลดความแรงของนํ้า ดงั นั้น พดั ทดน้ําจึงเปนสงิ่
สาํ คญั ตอ วถิ ชี วี ติ และวถิ กี ารเกษตรของคนในชมุ ชนแหง นมี้ าอยา งยาวนาน
นอกจากน้ี หากเดินเลียบไปตามคันนาจะพบกระทอมหรือเพิงท่ี
ทาํ จากไมห รอื สงั กะสอี ยตู ามตาํ แหนง ผนื นานน้ั ซงึ่ คอื สง่ิ สาํ คญั ทม่ี บี ทบาท
ตอ คนในชมุ ชนมาตงั้ แตอ ดตี จนถงึ ปจ จบุ นั สถาปต ยกรรมพนื้ บา นดงั กลา ว
เรยี กขานวา “ตบู ” หรอื เถยี งนา สาเหตทุ ต่ี บู จาํ เปน ตอ งอยคู กู บั พดั ทดนา้ํ
เพราะมีหนาที่เปนดั่งที่พักผอนหยอนใจ ยามพักจากการทําการเกษตร
รวมถึงเปนสถานที่รับประทานอาหารหรือเปนสถานท่ีใหลูกหลานที่ตาม
มาทาํ นาไดน อนรอพกั ผอ นระหวา งพอ แมท าํ งาน จะเหน็ ไดว า ตบู หลงั เลก็ ๆ
หลงั หนง่ึ มคี วามสาํ คญั ตอ วถิ ชี วี ติ ของชาวบา นในบรเิ วณนแ้ี ละยงั คงความ
สําคญั คงอยจู นถึงปจ จบุ ัน
ปจจุบันถือเปนยุคแหงการเปล่ียนแปลงของภูมิปญญาในการ
จัดการน้ําอยางพัดทดนํ้า ซึ่งพบเห็นการเปล่ียนแปลงท่ีสําคัญ คือ
การเปล่ียนแปลงขนาดกับวัสดุท่ีใชในการทําพัด การลดจํานวนลงของ
พัดทดนํ้า และการเปล่ียนแปลงในเรื่องวิธีคิดและมุมมองตอพัดทดน้ํา
สวนปจจัยท่ีสงผลกระทบตอการเปล่ียนแปลงในการทําพัดดังกลาวมีได
หลายสาเหตุ เชน การผนั ผวนของกระแสนาํ้ และระบบนเิ วศในลาํ นา้ํ หมนั
การขดุ ลอกลาํ นํา้ ความคุมคาของวสั ดุ เทคโนโลยใี หมๆ เปน ตน

83พดั ทดนา้ํ

ประตมิ ากรรมมชี ีวิต แหงลําน้ําหมัน

สรปุ ประเด็นของการเปลี่ยนแปลงดังน้ี
ประเด็นแรก คือ ระบบนิเวศของลําน้ําหมันสงผลอยางย่ิงตอ

ภูมิปญญาการทําพัดทดนํ้า ทั้งน้ีเน่ืองจากบานนาหมูมนตั้งอยูในหุบเขา
ตอนปลายของลาํ นา้ํ หมนั สว นตน นาํ้ นนั้ อยบู นทสี่ งู ซง่ึ ทาํ เกษตรกรรมแบบ
เชิงเดย่ี วในชว งตนทศวรรษที่ 2520 เปนตน มา เกดิ การตัดถนน ถางปา
และทําไรบริเวณตนนํ้าหมันอยางกวางขวาง ทําใหดินและเศษกิ่งไมไหล
ลงมาตามลํานํ้าทับถมเปนสันทราย สงผลใหกระแสน้ําต้ืนเขิน ในอดีต
พดั ทดนา้ํ เคยมรี ศั มกี วา 8-12 ศอก ในปจ จบุ นั รศั มขี องพดั ลดลงเหลอื เพยี ง
6 ศอก ตามความลกึ ของลํานา้ํ ท่ีเปล่ยี นไป ขนาดของพดั จงึ เปนส่ิงแรกท่ี
เปลี่ยนแปลงอยางเห็นไดช ัด

ปจ จุบนั จะเห็นชาวบานนอ ยรายที่ใชเ ถาวัลยในการมดั โครงสรา งพดั
สวนใหญจ ะใชล วดและเชอื กพลาสติกชนิดเหนียว

84 พดั ทดนาํ้
ประตมิ ากรรมมีชวี ิต แหงลาํ นาํ้ หมัน

การดูแลพัดระหวางฤดกู ารเพาะปลูกถอื เปนส่งิ สาํ คญั
ในภาพชาวบานกาํ ลังเก็บเศษไมที่ขวางใบพดั ในชวงนํ้าหลาก

ประเด็นท่ีสอง คือ วัสดุในการทําพัด เน่ืองจากไมตามปาลด
จํานวนลงจากการขยายพ้ืนที่ทําไร เปนเหตุใหชาวบานจําเปนตองเก็บ
รักษาปาไมไว หามตัดไม จึงตองใชวัสดุท่ีหาไดงายมาทดแทน โดยการ
ใชเงินซ้ือ เชน ทอสงน้ําพีวีซีใชแทนทอไมไผแบบเกา การใชตะปูยึดไม
การใชไ มแ ปน ทซ่ี อื้ มาตอ เปน ฮางตง (รางตรง)หรอื ตอ ชานทาํ คอกดงั นนั้ วสั ดุ
ทเ่ี คยหาไดจ ากปาและรมิ นํา้ จาํ เปน ตอ งเปล่ียนมาซือ้ แทน ซึง่ จากขอ มูล
ภาคสนามพบวา บางครงั้ วสั ดทุ ซี่ อื้ กค็ มุ คา และมปี ระสทิ ธภิ าพกวา ของเดมิ
ทห่ี าไดยากและราคาแพง

ขนาดพัดและวัสดุยังไมเห็นชัดเทา “หลักหรวย” ซ่ึงทําหนาท่ี
เบยี่ งเสน ทางเดนิ นาํ้ และเปน ฝายกน้ั นาํ้ ขนาดยอ มๆ ในอดตี ทพ่ี ดั มจี าํ นวน
กวา 30 ลูก เกิดปญหาน้ําทวมบอยคร้ัง จนชาวบานหลายฝายมองวา

85พัดทดนา้ํ

ประติมากรรมมีชีวติ แหงลาํ นาํ้ หมนั

หลักหรวยเปนตัวปญหาท่ีสรางภาวะน้ําเออนองในพื้นที่เกษตร สงผล
ทําใหห ลักหรว ยในปจจบุ นั ลดขนาดความสงู ลงกวา 2-3 เมตร สรางเปน
เพยี งฝายตํา่ ๆ ทีท่ าํ หนาทก่ี ั้นเศษไมแ ละเบนเสนทางน้ํา ซึง่ ภาวะนา้ํ ทวม
บอ ยครง้ั นเี้ องทเี่ ปน ปจ จยั สนบั สนนุ ใหเ กดิ การขดุ ลอกลาํ นา้ํ หมนั ในป พ.ศ.
2552 นํามาซง่ึ การขดุ รอ้ื พดั ทดนาํ้ ไปเปนจาํ นวนมากอกี ดว ย

ประเด็นท่ีสาม คือ จํานวนของพัดทดน้ํา การขุดลอกลํานํ้าหมัน
ในป 2552 เปนปจ จัยสําคญั กลา วคือ กอนป พ.ศ. 2552 คนนาหมมู น
มีพัดทดนํ้าเรียงรายอยูราว 40 หลัง เมื่อมีการขุดลอกลําน้ําหมัน โดย
โครงการขององคการบริหารสวนจังหวัดเลย ทําการขุดลอกยาวไกล
จากหมูบานในลํานํ้าหมันตอนกลางจนถึงลําน้ําหมันตอนปลาย บรรดา
พัดทดนํ้าท่ีอยูริมนํ้าของเจาของท่ีไมไดขอละเวนการร้ือถอนพัด
(ชาวบา นหลายคนกลา ววา ไมท ราบวา ขออนญุ าตไมใ หร อ้ื ถอนพดั ได จงึ มี
แคบ างสว นทไ่ี มใ หร อื้ ) กลา วคอื การขดุ ลอกลาํ นาํ้ หมนั จะขดุ ลอกสองฝง นาํ้
แตบางครัวเรือนขอใหขุดลอกเพียงแคฝงเดียวเพ่ือละเวนบริเวณที่มี
พดั ทดน้ําไว เชน พัดของนายเลน็ สิงหสถติ ย นายสะทาน สิทธิศักดแ์ิ ละ
นายเพชร อนุ แกว เปน ตน จงึ ยงั คงเหลอื อยใู นปจ จบุ นั ทงั้ นมี้ บี างครวั เรอื น
เมอื่ ขดุ ลอกลาํ นาํ้ หมนั แลว เสรจ็ จงึ สรา งพดั ทดนา้ํ ขนึ้ มาใหมอ กี ครง้ั ไดแ ก
พัดของนายอุดม สงิ หสถิตย นางพยงุ สงิ หส ถิตยและนายสรุ นิ ทร รองจิก
ทาํ ใหปจ จบุ ันมจี าํ นวนพัดทดนํา้ อยู 14 หลัง

ดังน้ัน จะเห็นไดวา พัดทดน้ําจะมีขนาดของกงพัดและวัสดุท่ี
เปลย่ี นไป โดยมเี งอ่ื นไขมาจากระบบนเิ วศลาํ นา้ํ หมนั ทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป กลา ว
คอื เมอ่ื ชาวบา นเรมิ่ ทาํ การเกษตรเปน อาชพี หลกั จงึ มกี ารใชเ ทคโนโลยหี รอื
รถแทรกเตอรเขามาเปนเครื่องทนุ แรง โดยเฉพาะการทาํ ไรบ นภสู ูงสงผล
ใหห นา ดนิ ตามทล่ี าดชนั ดงั กลา วถกู ชะลา งยามฝนตก แลว ไหลลงมาทบั ถม

86 พดั ทดนาํ้
ประตมิ ากรรมมชี ีวิต แหงลาํ นา้ํ หมนั
บริเวณลุมนํ้าหมัน ทําใหน้ําลําน้ําหมันตื้นเขินและวังปลาลดจํานวนลง
เมอ่ื ลาํ นา้ํ หมนั ตน้ื ขน้ึ จงึ ทาํ ใหข นาดของกงพดั ทดนา้ํ ลดลงตามความเหมาะสม
ของปรมิ าณนา้ํ ที่เปล่ยี นแปลง
ขณะทป่ี จ จยั ดา นคา ใชจ า ยในการซอื้ หาวสั ดใุ นการทาํ พดั ทดนาํ้ จะ
พบวา ชาวบานสวนใหญจะใหความสําคัญกับความทนทานของอุปกรณ
แบบสมัยใหมท่ีมีความทนทานและสะดวกมากกวาที่จะเขาไปหาวัสดุ
ในปาเหมือนอดีต เชน ฮางรินสมัยกอนทําจากไมไผ แตปจจุบันนิยมใช
ทอ ประปาพวี ซี ใี นการสงน้ําเขา แปลงเกษตร เนอ่ื งจากทอน้าํ พวี ซี ีมีความ
แข็งแรงและอายุการใชง านทีย่ าวนานกวา ไมไ ผ
ปจจัยตอมาคือ การลดลงของพัดทดน้ําเปนผลพวงมาจากการ
ขดุ ลอกลาํ นาํ้ หมนั ทาํ ใหร ะบบนเิ วศของฟากฝง ลาํ นา้ํ เกดิ การเปลย่ี นแปลง
ไมส ามารถสรา งพดั ทดนา้ํ ได สว นพดั ทดนาํ้ ทคี่ งเหลอื อยเู ปน เพราะเจา ของ
พัดทดนํ้าขอเจรจากับเจาหนาท่ใี หเวนไมใหรถแบคโฮขุดร้อื พ้นื ท่รี ิมตล่งิ
นา้ํ หมนั บรเิ วณทส่ี รา งพดั ของตน
ปจ จยั ทา ยสดุ คอื มมุ มองหรอื ทศั นคตทิ ม่ี ตี อ พดั ทดนา้ํ ของชาวบา น
ทม่ี องวา เทคโนโลยสี มยั ใหมอ ยา งเครอ่ื งสบู นา้ํ ซงึ่ เขา มามบี ทบาทในพน้ื ท่ี
พรอมๆ กับเคร่ืองยนตไถนาคูโบตา ประกอบกับทางกรมชลประทานได
ตดิ ตง้ั เครอ่ื งสบู นา้ํ มาหลายป จงึ ทาํ ใหเ กดิ ความสะดวกสบายในการผนั นา้ํ
เขาแปลงเกษตร เพียงแตมีขอเสีย คือ ชาวบานตองคอยเฝาเครื่องยนต
และหม่ันคอยสังเกตระดับน้ําในนาไมใหมากเกินไป ขณะเดียวกันการใช
เครอ่ื งยนตย งั เปน การสนิ้ เปลอื งนาํ้ มนั อยา งไรกต็ ามเครอ่ื งสบู นา้ํ กถ็ อื เปน
เทคโนโลยีที่สะทอนใหเห็นรูปแบบการทําการเกษตรของคนนาหมูมนที่
เปล่ียนแปลงไป

87พดั ทดนํา้

ประติมากรรมมีชวี ติ แหง ลํานํ้าหมนั

คนนาหมูมน มีมมุ มองตอ พัดทดนา้ํ ที่แตกตา งกัน กลา วคอื มมุ มอง
แรกประสงคจะใชพัดทดน้ําตอไปเน่ืองจากความคุมคา มุมมองท่ีสอง
ประสงคจะเลกิ ใชพ ดั ทดน้าํ เพราะไมคุม คา ในการทํา และมมุ มองสุดทา ย
กําลงั หันกลบั มาสรางพัดทดนํ้าเพ่ือใชอ ีกคร้ังหลังจากถกู ร้อื

นายพยุง สิงหสถิตย เปนผูมีความรูเร่ืองพัดทดน้ําและใชชีวิตอยู
ที่บานนาหมูมนมาอยางยาวนาน เร่ิมจากในอดีต นายพยุงเคยประกอบ
อาชีพเปนชางไม ทักษะงานชางดังกลา วมสี ว นทาํ ใหนายพยุงไดนําความ
รจู ากวิชาชีพมาประยกุ ตใ ชกบั การทาํ พดั ทดน้ํา

ปราชญชาวบานดานการทําพัดทดน้ํามองวา พัดทดน้ําเปน
ภูมิปญญาที่คุมคา เพราะเปนกลไกท่สี ามารถนําน้ําข้ึนมาจากลํานํ้าหมัน
ไดตลอดเวลาหากปริมาณนํ้าในลําน้ําหมันมีเพียงพอ พัดทดน้ําจึงใหคุณ
ประโยชนต อ ชาวบา นในการทาํ การเกษตร โดย ไมต อ งสน้ิ เปลอื งพลงั งาน
เหมอื นการใชเครือ่ งสบู นา้ํ

เชนเดียวกบั แนวคิด นายจดั สิงหสถติ ย ยนื ยันหนกั แนนวาจะยงั
ใชพ ดั ทดนา้ํ ในการเกษตรตอ ไป โดยเหตผุ ลทย่ี งั ใชพ ดั ทดนา้ํ อยเู พราะเหน็ วา

“อยากอนุรักษไว เพราะประหยัดพลังงาน ถาใชเคร่ืองสูบน้ําจะ
เปลอื งเงินคานํ้ามัน ยิ่งตอนนเ้ี คร่อื งสูบน้ําราคาก็ไมใชถ ูกๆ”

ไมเ พยี งเหตผุ ลดังกลา ว นายจัด สิงหสถิตย ยงั มแี นวคิดวา จะสอน
วิธีการทําพัดทดน้ําใหรุนลูกรุนหลานทําตอไปเชนกัน โดยใหเหตุผลวา
ไมอยากใหห ายไปและอยากอนรุ กั ษพดั ทดนา้ํ ใหค งอยตู อ ไป

88 พัดทดน้าํ
ประตมิ ากรรมมีชีวติ แหงลําน้ําหมนั
นายสมสา สิงหสถิตย เม่ือถามถึงจุดเริ่มตนของการใชพัดทดน้ํา
นายสมสาเลา วา เมอื่ ตอนเดก็ ๆ ตนจะตามพอ กบั แมไ ปทาํ งานทนี่ าทกุ วนั
จงึ มโี อกาสชว ยพอ แมท าํ พดั ทดนา้ํ ตง้ั แตต อนนน้ั มา เพยี งแตป จ จบุ นั ตนเอง
ไมไ ดท าํ และไมไ ดใ ชพ ดั ทดนา้ํ มาประมาณ 20 ปแ ลว (เลกิ ทาํ พดั ทดนา้ํ กอ น
ขดุ ลอกลาํ นา้ํ หมนั ) และหนั มาใชเ ครอ่ื งสบู นา้ํ แทน

ใชว าทกุ ครวั เรอื นจะสามารถทาํ พัดได คนทีจ่ ะสรางพัดจะตองมที แ่ี ปลงเกษตร
ติดกับสวนหนาของลาํ น้าํ หมนั เพือ่ ใชพนื้ ท่หี นาลํานาํ้ ในการสรางพดั

อยางไรก็ตาม ในกรณีท่ีไมม ที ่ตี ิดลาํ น้ําอาจใชวิธขี อปนน้ําผา น “ลอ ง” สง นํ้า
ทง้ั น้ี เม่อื ถงึ ฤดสู รา งพัดกจ็ ะตองมาชว ยลงแรงสรางพดั

นายสมสา สงิ หสถติ ยใหเหตผุ ลวา การใชเ คร่ืองสูบนํา้ สะดวกกวา
ไมต อ งไปหาวัสดุมาทาํ ซงึ่ ปจ จบุ ันไมเริ่มหายาก อกี ทงั้ นา้ํ ในลาํ น้าํ ตน้ื เขิน
การใชเ ครอื่ งสบู นา้ํ จงึ สะดวกกบั วถิ กี ารเกษตรของตน เหตนุ ต้ี นเองจงึ เลกิ
ทําพดั ทดนํ้า

89พัดทดนํ้า

ประตมิ ากรรมมชี วี ิต แหงลาํ น้ําหมนั

สวนการถายทอดองคความรูใหลูกหลาน นายสมสา สิงหสถิตย
มองวา ไมอยากถายทอดวิธีการทําพัดทดน้ําใหกับลูก เพราะลูกหลาน
ของตนเองไมอยากทํา เน่ืองจากเขามองวาเปนงานที่ทํายากและลําบาก
การเริ่มตนทําพัดทดนํ้าหลังใหม หลังการร้ือแบบถาวรนับเปนเรื่องยาก
เน่ืองจากตองปกเสาหลักของพัดใหมท้ังหมด การเตรียมสวนประกอบ
จาํ พวกไมใ นการเรมิ่ ทาํ ตองใชต นทุนมากกวา การซอ มแซม ประกอบกบั
กอไผร มิ นา้ํ หมนั ไดถ กู รอ้ื ถอน ไมส ะดวกในการหาสว นประกอบ เชน คนั ธนู
คนทาํ พดั ทดน้ําตอ งเดนิ ทางไกลเพอ่ื หาตน ไผ จากชานภเู ขาทีต่ ิดหมูบาน
หรือภเู ขาไกลออกไป เปนตน

ในปจจุบัน นายสมสา สิงหสถิตย ไดปลดเกษียณจากอาชีพ
เกษตรกรจงึ สง ตอ งานสายนใี้ หล กู โดยใชเ ครอื่ งสบู นาํ้ แทนการใชพ ดั ทดนา้ํ
อีกทั้งยังมีเหตุผลเรื่องการแบงพื้นท่ีทํานาของคนรุนพอสูรุนลูก ทําให
จํานวนพ้ืนที่ในการทํานาของแตละคนลดลง ดังน้ัน การตัดสินใจใชทาง
เลือกตางๆ ในการจดั การนา้ํ เขา แปลงเกษตรจึงแตกตางกนั ไป

สว นมมุ มอง การใชพ ดั ทดนา้ํ และเครอ่ื งสบู นา้ํ นายสมสา สงิ หส ถติ ย
ใหค วามเห็นวา พัดทดนํา้ จะใหป รมิ าณนาํ้ ท่มี ากกวา เครอื่ งสบู นาํ้ เพราะ
พัดหมุนตลอดเวลาตามแรงของกระแสนํ้า อีกท้ังการทําพัด 1 ครั้งน้ันมี
ระยะเวลาการใชงานท่ียาวนานเปนป แตถ งึ อยา งไร ตนเองยงั คงยนื ยนั ท่ี
จะไมก ลบั ไปใชพ ดั ทดนา้ํ ดว ยเหตผุ ลดงั ทก่ี ลา วไวข า งตน

90 พัดทดนา้ํ
ประตมิ ากรรมมชี วี ติ แหงลํานา้ํ หมนั
ดงั นน้ั อาจสรปุ เหตผุ ลสาํ คญั ทที่ าํ ใหค นนาหมมู น บางสว นยงั คงทาํ
พดั ทดนํา้ ในปจ จบุ นั คอื
1. ตอ งการอนรุ กั ษภ มู ปิ ญ ญาทบ่ี รรพบรุ ษุ ใหม าไมใ หส ญู หาย เพอื่
ใหลูกหลานไดเรียนรู
2. พนื้ ทน่ี าในบา นนาหมมู น เปน ดนิ ปนทราย ไมอ มุ นาํ้ จาํ เปน ตอ ง
ใชนํ้าหลอเลี้ยงขาวตลอดเวลา การทําพัดทดน้ําจึงเหมาะสม เพราะพดั
ทดนา้ํ สามารถหมนุ และทดนา้ํ ไดต ลอดเวลา ขา วในทงุ นาจึงมีนํ้าเล้ียงตน
ขาวตลอดเวลา หรือหากชวงใดที่ขาวไมตองการน้ํา ชาวบา นกจ็ ะดงึ ฮาง
สง นา้ํ ออกหรอื ใชไ มข ดั ทก่ี งพดั ไมใ หพ ดั ทดนา้ํ หมนุ
3. ประหยัดเงินและประหยัดเวลาในการดูแล สรางพัดทดนํ้าใช
เวลาประมาณไมเ กนิ 2 สปั ดาห ไมต อ งใชเวลาเฝา เชนการใชเ คร่อื งสบู นํา้
เขา นา เหนื่อยครัง้ เดียวแตค ุมคา ตลอดฤดทู ํานา อยา งไรกต็ าม ชาวบาน
จะตองหม่ันดูแลหลักหรว ยในการควบคมุ ทางน้าํ เพ่ือใหพัดทดนา้ํ หมุน
สวนการสอบถาม คนนาหมูมนหลายคนที่เลิกทําพัดทดนํ้าได
ใหความเห็นไปในทิศทางเดียวกันวา จริงๆ พวกตนมองเห็นคุณคาของ
พัดทดน้ํา อยากอนุรักษไวตอไป หากมีปจจัยที่สนับสนุน เชน ตนทุน
ในการหาไมท่ีเปนสวนประกอบหลัก การลอกลําน้ําหมันเฉพาะบางสวน
ท่ีไมสงผลกระทบตอระบบนิเวศลํานํ้าและการสรางพัดทดนํ้า โดยเวน
การขดุ ลอกลาํ นา้ํ หมนั บรเิ วณทมี่ พี ดั ทดนา้ํ และกอไผเ พอื่ รกั ษาโครงสรา ง
เดมิ ไวใ หส ามารถซอ มแซมพดั ทดนาํ้ ได ดงั นน้ั การเลกิ ทาํ พดั และหนั มาใช
เคร่ืองสูบน้ําเขาทุงนาสําหรับคนที่เลิกทําพัดทดนํ้ามองวาเปนเพียงทาง
เลือกหน่ึง หากมีโอกาสและปจจัยท่ีเอ้ืออํานวยก็จะกลับมาทําพัดทดนํ้า
อีกคร้งั

91พัดทดนํา้

ประติมากรรมมีชีวติ แหง ลาํ นํา้ หมัน

การกาํ หนดตาํ แหนง ของพดั ทดนา้ํ บา นนาหมมู น คณะวจิ ยั ใชเ วลา
ราว 2 เดือน และตองใชเวลาเดินสํารวจหลายครั้ง เพื่อความถูกตองใน
การกําหนดตําแหนงพัดทดนํ้า เพราะแผนท่ีที่มีกับกายภาพลําน้ําหมัน
ในปจจุบันแตกตางกัน เหตุผลสวนหน่ึงเปนเพราะลํานํ้าหมันไดเปล่ียน
เสนทางเดินไปมาก ตรงที่เคยโคงกลับมีเนินทรายย่ืนออกมา บริเวณท่ี
เคยเปนเนินทรายกลับกลายเปนสายน้ํา โคงนํ้าในแผนที่บางแหงหายไป
กลายเปน เสน ตรง เปน ตน ทง้ั นก้ี ารเปลย่ี นแปลงของระบบนเิ วศลาํ นา้ํ หมนั
ที่เกิดขึ้นปรากฏชัดชวงหลังเกิดจากน้ําหลากหลังการขุดลอกลํานํ้าหมัน
เมอื่ ป พ.ศ. 2552

ทั้งนี้ นายประดิษฐ สิงหสถิตย นายอุดม เหมือนศรีชัยและ
นายสรุ นิ ทร รอ งจกิ เกษตรกรบา นนาหมมู น ทม่ี พี นื้ ทท่ี าํ นาตดิ ลาํ นาํ้ หมนั
บอกถงึ สาเหตขุ องการเปล่ยี นแปลงของลํานาํ้ หมนั วา เกดิ จาก 2 สาเหตุ
หลกั คอื

ประการแรก เกิดจากชว งน้าํ หลากและการขดุ ลอกลํานํ้าหมันโดย
เครอ่ื งจกั รทไ่ี มไ ดม กี ารวางแผน รถแบลคโฮทเ่ี ขา มาขดุ ลอกคลองคนั ใหญ
จงึ เดินทางเขา ลําบาก การเหมาจางจากงบรัฐ ไมมีใครดูแลจริงจังหรอื ทาํ
ขอ ตกลง ดงั นน้ั หากรถแบลคโฮเขา ไดง า ยบรเิ วณใดจงึ มกั ทาํ การขดุ ขยาย
ลําน้ําหมันฝงน้ันออก ท่ีดินริมน้ําหมันของชาวบานหลายคนจึงเกิดการ
เปล่ยี นแปลง บางคนไดทดี่ นิ เพม่ิ บางคนท่ดี ินหายไป บางคนที่ดนิ เหลือ
นอ ยกวาเดิม

ขณะที่นายสวาท อุนแกว คนบานนาฮี หมูบานที่อยูติดกับ
บา นนาหมมู น ดา นทศิ เหนอื ของลาํ นา้ํ แตม ที ท่ี าํ การเกษตรในบา นนาหมมู น
เคยเปนเจาของพัดทดน้ําหลังท่ีหน่ึง นับจากตําแหนงตนน้ําหมันของ

92 พดั ทดน้ํา
ประตมิ ากรรมมชี ีวติ แหงลาํ นาํ้ หมัน
หมูบานนาหมูมน ซึ่งตั้งอยูโคงลํานํ้าหมันใตสะพานแรกของหมูบาน
นายสวาทบอกวา ตนเองเลิกทําพัดทดน้ํา หลังจากท่ีมีการลงประชามติ
ของคนในหมบู า นนาฮเี มอ่ื 4-5 ปก อ น เสยี งสว นมากของคนหมบู า นนาฮี
ลงมติวาจะขุดลอกลํานํ้าหมันและหามคนบานนาฮีทําพัดทดน้ํา เพราะ
เชื่อวาการทําพัดทดน้ําทําใหลําน้ําหมันต้ืนเขิน สงผลใหน้ําเออลนตะล่ิง
และนํา้ ไหลเขา ทวมทงุ นา
นายสวาทยงั ใหค วามเหน็ เพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั ขอ ดขี อ เสยี ของการเลกิ
ทาํ พดั ทดนา้ํ วา พดั ทดนาํ้ และการขดุ ลอกลาํ นา้ํ หมนั ตา งมขี อ ดแี ตกตา งกนั
พัดทดนํ้าดี เพราะคุมคาและมีวังเกิดขึ้นในลําน้ําหมันสามารถหาปลาได
ตลอด นา้ํ หมนั อดุ มสมบรู ณ สว นการขดุ ลอกลาํ นา้ํ หมนั จะสง ผลดที าํ ใหน า้ํ ไม
ทว มนา แตค มุ คา แค 4 ป เทา นน้ั หลงั จากนน้ั จะตอ งขดุ ลอกใหม ไมเ ชน นน้ั
นา้ํ จะทวมทงุ นาเชน เมื่อกอน
นายสวาท อุนแกว ยังไดสังเกตเห็นการเปล่ียนแปลงลุมน้ําหมัน
หลังการขุดลอกลาํ นํา้ วา รมิ ตล่งิ แมน้ําหมันจะไมม ตี นไผ ขอบดนิ ทขี่ ดุ ขน้ึ
มาจากการขดุ ลอกพงั นา้ํ ทะลกั เขานา ความกวางของลาํ นํา้ หมันแคบลง
มาก กวา งเทา กับครง่ึ หน่ึงของเมื่อกอน หาดทรายทีเ่ คยมจี ึงหายไป
สวนนางคําหมั่น อุนแกว ภรรยาของนายสวาทกลาวเสริมวา
“ไมด หี รอก การทาํ พดั ทดนา้ํ ทาํ ใหม เี นนิ หนา พดั ปน น้ี า้ํ หมนั กท็ ว มนาอกี แลว
กบ็ า นนาหมมู น ยงั มคี นทาํ พดั ทดนา้ํ อยู นา้ํ มนั ตน้ื ขน้ึ นา้ํ ไหลไมท นั กท็ ว มนา
คนบานนาฮี”
ถัดจากท่นี าของนายสวาท อนุ แกว เปนทนี่ าของนางธานี ตันโยสิ
คนบา นนาฮี กาํ ลังเก่ียวขา วทีล่ ม ไดใ หค วามเหน็ คลา ยกบั นายสวาทวาไม
ทําพัด เพราะตกลงกันวาจะไมทํากันทั้งหมูบาน คนสวนใหญใหเหตุผล
วา เพราะหลักหรวยก้ันน้ําและเปนที่ทับถมของทราย ทําใหมีเนินทราย


Click to View FlipBook Version