The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผน ต.สามหมื่น (ฉบับสมบูรณ์) final

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wanwisa “Gammy” Wongjantee, 2023-08-18 00:17:55

แผน ต.สามหมื่น (ฉบับสมบูรณ์) final

แผน ต.สามหมื่น (ฉบับสมบูรณ์) final

แผนงานพัฒนาเกษตรกรรม อ าเภอแม่ระมาด / ต าบลสามหมื่น พ.ศ. ๒๕๖6 – ๒๕70 จัดท าโดย ส านักงานสภาเกษตรกรจังหวัดตาก เมษายน ๒๕๖6


ค าน า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 รัฐบาลให้ความส าคัญกับ ชุมชนในการนาความรู้และทรัพยากรในพื้นที่มาผลิตเป็นสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจ ฐานรากให้สามารถสร้างรายได้กระจายรายได้สู่ชุมชน สนับสนุนสินค้าชุมชนและยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้มี ความเข้มแข็ง พัฒนาช่องทางการตลาดเชื่อมโยงกับระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และสร้างพลังสังคม พลังชุมชน รวมทั้งสร้างการเรียนรู้ฝึกอาชีพกลุ่มอิสระในการร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ รัฐบาลจึงมี นโยบายด าเนินการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ชุมชน ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจชุมชนผ่าน อัตลักษณ์ของพื้นที่ สนับสนุนความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชนผ่านเทคโนโลยีสร้างโอกาสและส่งเสริมการ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย และบริการทางการเงินของวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมการลงทุนในชุมชนเพื่อสร้าง งานในชุมชน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดาเนินธุรกิจของ วิสาหกิจชุมชน สร้างความเข้มแข็งของ ชุมชน ด้วยการสร้างผู้นาชุมชน ยกระดับคุณภาพตลาดชุมชน สถาบันการเงินของชุมชน สวัสดิการชุมชน สาธารณสุขชุมชน ป่าชุมชน ไม้มีค่า ท่องเที่ยวชุมชน และส่งเสริมการขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศ แก้ไข ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ดินทากิน สร้างชุมชนที่น่าอยู่ สร้างพลังในชุมชน และสร้างเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง และ ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการช่วยพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจฐานราก สภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ท าหน้าที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรในการด าเนินกิจกรรมต่างๆ จึงเห็นความจ าเป็นในการส่งเสริมให้ สภาเกษตรกรจังหวัดต่างๆ จัดให้มีเวทีสาหรับเกษตรกรฐานราก ที่ช่วยกันคิด วิเคราะห์ค้นหาทางออกวางแผน พัฒนาแก้ปัญหาความเดือดร้อน ละความต้องการประการต่าง ๆ ของตนเอง โดยอาศัยอาศัยอ านาจตาม มาตรา ๔ พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๕๓ ประกอบกับ มาตรา 11 (6) แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร และคณะท างานขับเคลื่อนโครงการการสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร เศรษฐกิจฐานรากแบบมีส่วนร่วม ด้วย เครือข่ายชุมชน โดยการจัดท าแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับต าบลที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมจากชุมชน อย่างแท้จริง ส าหรับการจัดท าแผนพัฒนาเกษตรกรรรมระดับต าบลพื้นที่จังหวัดตาก สภาเกษตรกรจังหวัดตากและ ภาคีหน่วยงานเครือข่ายได้คัดเลือกพื้นที่ “ต าบลสามหมื่น” อ าเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เป็นพื้นที่น าร่อง ในการด าเนินงาน และได้รับความร่วมมือจากผู้แทนเกษตรกรสภาเกษตรกรจังหวัดตาก ผู้แทนเครือข่าย สภาองค์กรชุมชนจังหวัดตาก และเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนต าบลสามหมื่น สนับสนุนข้อมูลและอ านวย ความสะดวกในการส ารวจข้อมูลสภาพเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรกร นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่ต าบล สามหมื่น ได้ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง รวมทั้งยังได้รับความสนับสนุนจาก หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจึงขอขอบคุณทุกท่าน มา ณ ที่นี้


บทสรุปผู้บริหาร แผนพัฒนาเกษตรกรรมต าบลสามหมื่น พ.ศ. ๒๕๖6 – ๒๕70 ส านักงานสภาเกษตรกรจังหวัดตาก ได้จัดท าแผนพัฒนาเกษตรกรรมต าบลสามหมื่น (แผนพัฒนา อาชีพในระดับต าบล ด้านการเกษตร) ภายใต้โครงการจัดท าแผนพัฒนาอาชีพในระดับต าบล ส านักงานสภา เกษตรกรแห่งชาติ แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็น ธรรมและลดความเลื่อมล่ าในสังคม ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ ๑๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจชุมชนถิ่นสู่การจัดการตนเองด้านการเกษตร ปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเกษตรที่ เหมาะสม ตามศักยภาพของพื้นที่ และเกิดแนวทางการแก้ปัญหาเกษตรกรแบบมีส่วนร่วม ด้วยเครือข่ายชุมชน การจัดท าแผนพัฒนาเกษตรกรรมต าบลสามหมื่น ในครั้งนี้ ส านักงานสภาเกษตรกรจังหวัดตาก ได้จัดเก็บและส ารวจข้อมูลสภาพเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรกร โดยความร่วมมือของผู้แทนเกษตรกร ต าบลสามหมื่น ผู้น าชุมชน/องค์การบริหารส่วนต าบลสามหมื่น สัมภาษณ์ตัวแทนครัวเรือนเกษตรกร รวม ๒02 ครัวเรือน ในพื้นที่ต าบลสามหมื่น สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรกร ต าบลสามหมื่น อ าเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ได้ดังนี้ สภาพเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรกร สภาพทั่วไป ต าบลสามหมื่น เป็นหนึ่งในต าบลของอ าเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก อยู่ห่างจากอ าเภอเมืองตาก ประมาณ 76 กิโลเมตร ครอบคลุมทั้งต าบลมีเนื้อที่ประมาณ 417.20 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 45,823.25 ไร่ แบ่งเขตการปกครองหมู่บ้านทั้งสิ้น 5 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 7,115 คน ครัวเรือน ทั้งหมด 2,074 ครัวเรือน แยกเป็นครัวเรือนเกษตรกร 1,640 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 79.07 ของ ครัวเรือนทั้งหมด แหล่งน้ าที่ส าคัญทั้งแหล่งน้ าธรรมชาติ ประกอบด้วย ล าห้วยแสม, ล าห้วยแม่ท้อ, ล าห้วย กูเตอร์โกล, ทุกหมู่บ้านใช้ระบบน้ าประปาภูเขา ครบทั้ง 5 หมู่บ้าน แม้ว่าจะมีการจัดหาและก่อสร้างแหล่งน้ า ทดแทนในหลาย ๆ จุด แต่ข้อมูลด้านแหล่งน้ ากิน น้ าใช้ ในประเภทบ่อบาดาลสาธารณะ บ่อน้ าตื่นสาธารณะ และแหล่งน้ าธรรมชาติในพื้นที่ยังไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึงทั้ง 5 หมู่บ้าน จึงประสบปัญหาภัยแล้งซ้ าซากเป็น ประจ าทุกปี จากผลการส ารวจครัวเรือนเกษตรกรต าบลสามหมื่น ของสภาเกษตรกรจังหวัดตาก พบว่า เกษตรกร ประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ าเพื่อการเกษตรเป็นอย่างมาก มีเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง ร้อยละ 25 ขาดแคลนน้ าเพื่อการเกษตร ร้อยละ 84 และ มีน้ าใช้ไม่เพียงพอ ร้อยละ 16 โดยครัวเรือนเกษตรกร ร้อยละ ๙๙.๙๙ ใช้น้ าฝนเพื่อการเกษตร โดยมีแหล่งน้ าอื่นๆ เป็นแหล่งน้ าส ารองในช่วงฤดูแล้ง แบ่งเป็น แหล่ง น้ าธรรมชาติ(แม่น้ า/คลอง/หนอง บึง) ร้อยละ ๓๕.๕๗ สระน้ าชุมชน/สระในไร่นา ร้อยละ ๓๙.3๗ บ่อบาดาล/บ่อตอก/บ่อน้ าตื้น ร้อยละ 1๙.๒๔ และรับน้ าจากระบบน้ าประปาภูเขา/อ่าง/ฝาย ร้อยละ ๕.๘๒ อย่างไรก็ตาม แหล่งน้ าส ารองดังกล่าวโดยมากไม่สามารถกักเก็บน้ าให้เพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง


ครัวเรือนเกษตรกร ต าบลสามหมื่น มีครัวเรือนเกษตรกรทั้งสิ้น 1,640 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 79.07 ของครัวเรือน ทั้งหมด ผลการส ารวจครัวเรือนเกษตรกรในพื้นที่ต าบลสามหมื่น พบว่าในแต่ละครัวเรือนมีสมาชิกเฉลี่ย 4.26 คน/ ครัวเรือน โดยผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรรมในครัวเรือนมีอายุเฉลี่ย 43 ปี สามารถแบ่งช่วงอายุออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ - ช่วงอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 45 ปี คิดเป็นร้อยละ 64.36 - ช่วงอายุมากกว่า 45 ปี ถึง 60 ปี คิดเป็นร้อยละ 27.23 - ช่วงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 8.41 กิจกรรมภาคการเกษตรที่ส าคัญ พืชเศรษฐกิจที่ส าคัญต าบลสามหมื่น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันส าปะหลัง และข้าว คิดเป็นร้อยละ 84.37, 7.55 และ 7.๐7 ของพื้นที่เกษตร ส าหรับสัตว์เศรษฐกิจที่ส าคัญ การเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ และแพะ นอกจากนี้หลายครัวเรือนนิยมเลี้ยงสุกร ไก่ และเป็ด ส าหรับบริโภคภายในครัวเรือนและประกอบพิธีกรรม ต่างๆ ตามความเชื่อดั้งเดิม ต าบลสามหมื่นมีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากที่สุด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด รองลงมาเป็นมันส าปะหลัง และข้าว ตามล าดับ โดยผลการวิเคราะห์จากแบบส ารวจข้อมูลฯ ยังพบอีกว่าใน ปีการผลิต ๒๕๖5/๒๕๖6 พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต าบลสามหมื่น มีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 953.48 กิโลกรัม/ไร่ ผลก าไรเฉลี่ยอยู่ที่ 6,603.19 บาท/ไร่ ผลผลิตมันส าปะหลัง มีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 4,753.69 กิโลกรัม/ไร่ ผลก าไรเฉลี่ยอยู่ที่ 9,710.97 บาท/ไร่ โดยผลผลิตข้าว ร้อยละ 100 ของปริมาณผลผลิตข้าว ทั้งหมดเกษตรกรเก็บไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือน อนึ่ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ มันส าปะหลัง มีผลก าไรเฉลี่ยต่อไร่ ค่อนสูงกว่าปกติ เนื่องจากในปีการผลิต 2565/2566 ราคารับซื้อพืชเศรษฐกิจทั้งสองมีราคารับซื้อค่อนข้าง สูงโดยราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรขายได้เท่ากับ 11 บาท/กิโลกรัม และราคารับซื้อมันส าปะหลัง เท่ากับ 2.8 บาท/กิโลกรัม การถือครองที่ดิน การถือครองที่ดินของครัวเรือนเกษตรกรต าบลสามหมื่น ตามผลส ารวจของสภาเกษตรกรจังหวัดตาก พบว่ามีผู้ท าการเกษตรในต าบลสามหมื่น ร้อยละ 100 มีที่ดินเป็นของตนเอง และเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทั้งหมด เฉลี่ยเนื้อที่ถือครองครัวเรือนละ 33.57 ไร่ แบ่งข้อมูลขนาดพื้นที่ครอบครอง ได้ดังนี้ - พื้นที่ครอบครอง 1 - 25 ไร่ ร้อยละ 43.56 - พื้นที่ครอบครอง 26 - 50 ไร่ ร้อยละ 38.12 - พื้นที่ครองครอง 51 - 100 ไร่ ร้อยละ 18.32 - พื้นที่ครอบครอง มากกว่า 100 ไร่ ร้อยละ 0.00 - ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ร้อยละ 0.00 โดยมีการถือครองเอกสารสิทธิ์ประเภท ไม่มีเอกสารสิทธิ์ร้อยละ 100


รายได้ - รายจ่าย – หนี้สินเกษตรกร จากการส ารวจข้อมูลเกษตรกรกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 202 ราย พบว่าครัวเรือนเกษตรกรพื้นที่ต าบล สามหมื่นมีรายได้สุทธิภาคเกษตรก่อนหักช าระหนี้สินเฉลี่ย 200,899.92 บาท/ครัวเรือน มีครัวเรือน เกษตรกรที่มีภาระหนี้สิน จ านวน 114 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 56.44 ไม่มีหนี้สิน จ านวน 88 ราย คิดเป็น ร้อยละ 43.56 ทั้งนี้ สามารถจ าแนก รายได้รายจ่าย ครัวเรือนเกษตรกร ต าบลสามหมื่น ได้ดังนี้ - ภาคการเกษตร รายได้เฉลี่ยภาคเกษตร 319,760.04 บาท/ครัวเรือน หักรายจ่ายภาคเกษตร 118,860.12 บาท/ครัวเรือน คงเหลือรายได้สุทธิเกษตรเฉลี่ย 200,899.92 บาท/ครัวเรือน - นอกภาคการเกษตร รายได้นอกภาคการเกษตร 34,371.62 บาท/ครัวเรือน/ปี รายจ่ายนอกภาค การเกษตร 69,276.63 บาท/ครัวเรือน/ปี - รวมทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร ครัวเรือนเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 354,131.66 บาท/ครัวเรือน/ปี หักรายจ่ายรวมเฉลี่ย 188,136.76 บาท/ครัวเรือน/ปี คงเหลือรายได้สุทธิเฉลี่ย 165,994.90 บาท/ครัวเรือน/ปี ทั้งนี้ ในปีการผลิต 2565 ที่ผ่านมา ครัวเรือนเกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ได้แก่ โครงการ ประกันรายได้เกษตรกร ผู้ปลูกมันส าปะหลัง เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพผู้พิการ เงินบริจาค บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คิดเป็นเงินเฉลี่ย 9,406.27 บาท/ครัวเรือน/ปี ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรกรมีรายได้สุทธิต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น ที่มา : - ข้อมูลแผนภูมิที่ 1 รายได้ - รายจ่าย - หนี้สินเกษตรกร ต าบลสามหมื่น วิเคราะห์ และประมวลผล จากแบบส ารวจข้อมูลเกษตรกรฯ โดยสภาเกษตรกรจังหวัดตาก - ข้อมูล รายได้ - รายจ่าย - หนี้สินเกษตรกร จังหวัดตาก ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขต 2 ปี 2557 แม้ว่าค่าเฉลี่ยรายได้ภาคการเกษตรของครัวเรือนจะค่อนข้างสูงแต่จากการวิเคราะห์พบว่าเป็นผลมา จากราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของครัวเรือนขยับตัวสูงขึ้นมาก ในปีที่มีการส ารวจ ข้อมูลฯ หากราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงอยู่ในเกณฑ์ปกติที่ราคาเฉลี่ย 8.5 บาท/กิโลกรัม จะส่งผล รายได้ เฉลี่ยภาค เกษตร รายจ่าย เฉลี่ยภาค เกษตร รายได้ นอกภาค เกษตร รายจ่าย นอกภาค เกษตร รวมรายได้ เฉลี่ย รวม รายจ่าย เฉลี่ย หนี้สิน ภาคเกษตร นอกภาคเกษตร รายรับ รายจ่าย หนี้สิน ต.สามหมื่น 319,760 118,860 34,371. 69,276. 354,131 188,136 41,341. จ.ตาก (สศก.) 144,944 75,437. 51,383. 83,828. 196,327 159,265 60,000. 0.00 50,000.00 100,000.00 150,000.00 200,000.00 250,000.00 300,000.00 350,000.00 400,000.00 ต.สามหมื่น จ.ตาก (สศก.)


กระทบต่อรายได้เฉลี่ยภาคการเกษตรของครัวเรือนเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยจะมีรายได้ภาคเกษตรลดลงถึง ร้อยละ 44 ซึ่งส่งผลให้รายได้เฉลี่ยครัวเรือนจะลดลงเหลือเพียง 213,436 บาท/ครัวเรือน จากเดิมมีรายได้ เฉลี่ย 354,131.66 บาท/ครัวเรือน ภาวะหนี้สินของครัวเรือนต าบลสามหมื่น จากแผนภูมิที่ 1 พบว่าเกษตรกรมีขนาดหนี้สิน เฉลี่ย 41,341.58 บาท/ครัวเรือน อยู่ในระดับต่ ากว่าค่าเฉลี่ยทั้งของจังหวัด โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นหนี้ ของครัวเรือนภาคเกษตรต าบลสามหมื่น มีสาเหตุหลัก คือ การลงทุนท าการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจาก ภัยธรรมชาติ (น้ าท่วม/ฝนแล้ง) และภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเพิ่มขึ้น ประกอบกับการผลิตสินค้าเกษตรยัง อาศัยวิถีดั่งเดิม ไม่มีการน าเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนไม่สามารถพัฒนา แปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้เท่าที่ควร การก่อหนี้ของครัวเรือนเกษตรกรแบ่งเป็น การกู้ยืมเพื่อการเกษตร ร้อยละ 76.98 และกู้ยืมเพื่อค่าใช้จ่ายอื่นๆ ร้อยละ 23.02 ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ร้อยละ 37.50 เพื่อการศึกษา ร้อยละ 21.88 เพื่อช าระหนี้สิน ร้อยละ 6.25 สร้างบ้าน ร้อยละ 6.25 และอื่นๆ ร้อยละ 28.13 หนี้สินของเกษตรกรของต าบลสามหมื่นส่วนมาก เป็นหนี้เงินกู้กองทุนหมู่บ้าน เงินยืมจากญาติ เงินกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงหนี้สินของเกษตรกรต าบลสามหมื่น มีความลดลงเรื่อยๆ ร้อยละ 92.17 ระยะเวลาในการก่อหนี้เฉลี่ย 2.49 ปี แต่ด้วยพื้นที่การเกษตรของต าบลตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แม่ตื่น เขตอุทยานแห่งชาติเขาพะวอ และป่าสงวนแห่งชาติป่าสามหมื่น จึงไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ท าให้ เกษตรกรที่ต้องการแหล่งเงินทุนไม่สามารถใช้ที่ดินเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ จึงต้องอาศัยกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่นๆ ที่มีภาระดอกเบี้ยสูงกว่า ประเด็นปัญหาและแนวทางพัฒนาด้านการเกษตร สรุปผลการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและความต้องการพัฒนาด้านการเกษตร ต าบลสามหมื่น ๕ ประเด็นส าคัญ ที่ได้จากกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ต าบลสามหมื่น เรียงล าดับ ความส าคัญตามความต้องการ ประกอบด้วย 1. ปัญหาที่ดินท ากิน/เอกสารสิทธิ์ 2. ปัญหาแหล่งน้ าเพื่อการเกษตร 3. ปัญหาการเชื่อมโยงและพัฒนาความร่วมมือด้านการผลิตการแปรรูป และการตลาดสินค้าเกษตร 4. ปัญหาหนี้สินและแหล่งทุน 5. ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร


วิสัยทัศน์ เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีที่ดินท ากิน สร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นฐานสร้างรายได้ให้ชุมชน พันธกิจ 1) คุ้มครองสิทธิเกษตรกรให้มีสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมของตนเอง 2) ส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ าเพื่อการเกษตร 3) พัฒนาเพิ่มขีดความสามารถ การผลิต การแปรรูป และการตลาด สินค้าเกษตร ยุทธศาสตร์ที่ 1 : คุ้มครองสิทธิเกษตรกรให้มีสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมของตนเอง เป้าประสงค์ ๑) เกษตรกรได้รับการแก้ไขปัญหาที่ดินท ากินในเขตพื้นที่ป่า ทั้งในเชิงของการบริหารจัดการ และสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดิน ๒) เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินท ากิน ได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างเหมาะสม กลยุทธ์ กลยุทธ์ที่ ๑ : การประสานบูรณาการหน่วยงานภาครัฐน ามาตรการ / กลไกการแก้ไขปัญหา กรรมสิทธิ์ สิทธิในที่ดินท ากินในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ กลยุทธ์ที่ 2 : การจัดสรรที่ดินท ากินและการจัดท าโฉนดชุมชนโดยขบวนการชุมชน จัดการตนเอง กลยุทธ์ที่ 3 : สนับสนุนแนวทางสร้างป่าสร้างรายได้ ในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้และป่าชุมชน ยุทธศาสตร์ที่ 2 : พัฒนาและบริหารจัดการแหล่งน้ าเพื่อการเกษตร เป้าประสงค์ ๑) แก้ไขปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ าเพื่อการเกษตรในพื้นที่ต าบลสามหมื่น ๒) ระบบชลประทานเพื่อการเกษตรได้รับการพัฒนา ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ มีความ เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และครอบคลุมพื้นที่การเกษตรอย่างทั่วถึง กลยุทธ์ กลยุทธ์ที่ ๑ : การพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ าต้นทุนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ าเพื่อการเกษตร กลยุทธ์ที่ 2 : พัฒนาและปรับปรุงระบบชลประทานเพื่อการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและ เป็นไปอย่างทั่วถึงเหมาะสมกับสภาพพื้นที่


ยุทธศาสตร์ที่ 3 : พัฒนาเพิ่มขีดความสามารถ การผลิต การแปรรูป และการตลาด สินค้าเกษตร เป้าประสงค์ เกษตรกรมีขีดความสามารถในการแข่งขันและการจัดการสินค้าเกษตร เพื่อเสริมสร้างความ เข้มแข็ง พัฒนาศักยภาพการหารายได้ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้เหมาะสมกับ บริบทพื้นที่ และการปลูกพืชทางเลือกที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด กลยุทธ์ กลยุทธ์ที่ 1 : การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ กลยุทธ์ที่ 2 : การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิต สินค้าเกษตรกร และการปลูกพืชทางเลือกที่สามารถตอบสนองความ ต้องการของตลาด กลยุทธ์ที่ 3 : เชื่อมโยงผู้ประกอบการเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด


บทน า วัตถุประสงค์และกรอบแนวทางการด าเนินงาน พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ก าหนดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งคือ “เพื่อสนับสนุนสิทธิและการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการก าหนดนโยบายและวางแผนการพัฒนาเกษตรกรรม อย่างเป็นระบบ เพื่อให้รัฐรักษาเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม เพิ่มศักยภาพและ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างต่อเนื่องให้เป็นไปเพื่อ เกษตรกรอย่างแท้จริง” ปัจจุบันเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ มีฐานะยากจน และประสบปัญหาอุปสรรคนานัปการ อาทิ ขาดแคลนน้ าเพื่อท าการเกษตร ไม่มีที่ดินท ากิน หรือท ากินใน ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือมีที่ดินท ากินน้อย ไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ขาดพันธุ์พืชที่ดีมีคุณภาพ ขาดองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมทางการ เกษตรใหม่ๆ รวมถึงเงินทุน เพื่อการเพิ่มศักยภาพการผลิตและแปรรูปผลผลิตเพิ่มมูลค่า เมื่อมีผลผลิตออกสู่ ตลาดพร้อมกันหรือใกล้เคียงกัน ท าให้ผลผลิตล้นตลาด ผนวกกับการขาดการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง และยังผลิต และขายผลผลิตในรูปวัตถุดิบ การแปรรูปน้อย จึงท าให้ถูกกดราคารับซื้อ บางฤดูกาลยังประสบภัยธรรมชาติ ฝนแล้ง น้ าท่วม โรค - แมลง ศัตรูพืชระบาด ผลผลิตเสียหาย ท าให้ขาดรายได้ และมีหนี้สินเพิ่มพูนตามมา การ ด าเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นให้แก่เกษตรกร นอกจากจะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จ าเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและแก้ปัญหาของ เกษตรกรอย่างยั่งยืน จะต้องส่งเสริมให้เกิด กระบวนการร่วมคิด วิเคราะห์ และแสวงหาแนวทางการพัฒนา แก้ปัญหาของเกษตรกร ด้วยตัวของเกษตรกรเอง ด้วยจะเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาความต้องการของตนเองได้ดีที่สุด สภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงได้ริเริ่มให้สภาเกษตรกรจังหวัดต่างๆ จัดให้มีเวทีส าหรับเกษตรกร ที่จะได้ร่วมคิด วิเคราะห์ ปัญหาความต้องการของตนเอง พร้อมคิดหาแนวทางการพัฒนาแก้ปัญหาความ ต้องการดังกล่าว ซึ่ง ประกอบด้วยปัญหาความเดือดร้อนด้านหนี้สิน ด้านแหล่งน้ าเพื่อการเกษตร ด้านที่ดินท ากิน ด้านราคาสินค้า เกษตร ด้านสวัสดิการเกษตรกร สิทธิเกษตรกรและการไม่ได้รับความเป็นธรรม และด้านสังคมหรือคุณภาพชีวิต เกษตรกร เป็นต้น แล้วสรุปรวมจัดท าเป็นแผนพัฒนาเกษตรกรรมต าบล พร้อมโครงการ/กิจกรรม ที่จะ ด าเนินการเพื่อการพัฒนาแก้ปัญหาในพื้นที่ต าบล ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ปรับทิศทางในการจัดท าแผนพัฒนา เกษตรกรรมระดับต าบลขึ้นใหม่ มุ่งเน้นให้ความส าคัญกับชุมชนในการน าความรู้และทรัพยากรในพื้นที่ มาผลิต เป็นสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถสร้างและกระจายรายได้สู่ชุมชน สนับสนุนสินค้าชุมชนและยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สร้างชุมชนที่น่าอยู่ สร้างพลังในชุมชน และสร้างเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง และ ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการช่วยพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายของรัฐบาล มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการบูรณาการแผนพัฒนาเกษตรกรรมชุมชนเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งเกษตรกรเศรษฐกิจฐานรากแบบมีส่วนร่วม เพื่อบูรณาการระดับส่วนกลาง ประกอบด้วยบุคลากรจาก สภาเกษตรกรแห่งชาติ และหน่วยงานร่วมบูรณาการ อาทิ ส านักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ สถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแผนพัฒนาเกษตรกรรมต าบล/ชุมชนเป็นเครื่องมือในการสร้างความ


เข้มแข็งของเกษตรกรเศรษฐกิจฐานราก แบบมีส่วนร่วม ด้วยเครือข่ายชุมชน มุ่งเน้นให้การด าเนินงานเข้าถึงและ สามารถสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ระดับหมู่บ้านต าบลให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นกว่าเดิม ร่วมกับการประสานการ ด าเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐในระดับอ าเภอ จังหวัด ก าหนดแนวทางแก้ไข ปัญหาและพัฒนาด้านการเกษตรพื้นที่ต าบลเป้าหมายได้ตรงกับความต้องการ และผ่านการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วน เกี่ยวข้อง วัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นสู่การจัดการตนเองด้านการเกษตร (2) เพื่อเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเกษตรที่เหมาะสม ตามศักยภาพของพื้นที่ (3) เพื่อเกิดแนวทางการแก้ปัญหาเกษตรกรรมแบบมีส่วนร่วม กรอบแนวทางการด าเนินงาน วิธีการด าเนินงาน ระยะเวลา (1) ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาคัดเลือกต าบลเป้าหมายที่ มีความพร้อมมีศักยภาพ และพร้อมที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มีความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตุลาคม - พฤศจิกายน 2565 (2) บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันก าหนดกรอบแนวทางการจัดเก็บ ชุดข้อมูลและขั้นตอนการจัดท าแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับต าบล พื้นที่ ต าบลเป้าหมาย พฤศจิกายน - ธันวาคม 2565 (3) ลงพื้นที่ส ารวจและจัดเก็บข้อมูลพื้นที่ต าบลเป้าหมาย จัดประชุมระดมความ คิดเห็น เพื่อรวมรวมปัญหาและความต้องการของเกษตรกรพื้นที่ต าบล เป้าหมาย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ธันวาคม 2565 – มกราคม 2566 (4) ส านักงานสภาเกษตรกรจังหวัด สรุปข้อมูล จากการรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน และส ารวจจัดเก็บพื้นที่ต าบลเป้าหมาย ประมวลผล และวิเคราะห์ ประเด็น ปัญหาและแนวทางพัฒนาด้านการเกษตร เสนอ ประสานภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พิจารณา มกราคม – กุมภาพันธ์ 2566 (5) เข้าร่วมการประชุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของพื้นที่ต าบลเป้าหมายเพื่อ น าเสนอข้อมูล สภาพเศรษฐกิจครัวเรือนเกษตรกร และหารือแลกเปลี่ยน ความเห็นแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านการเกษตร ตามแนวทาง แผนพัฒนาเกษตรกรรมต าบลเป้าหมาย พฤษภาคม 2566


วิธีการด าเนินงาน ระยะเวลา (6) จัดกิจกรรมขับเคลื่อนพัฒนาอาชีพและแก้ปัญหาด้านการเกษตร เพื่อขยายผล แนวทางพัฒนาเกษตรกรรมพื้นที่ต าบลเป้าหมาย - จัดท าข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านการเกษตรพื้นที่ต าบล เป้าหมาย - จัดกิจกรรมน าร่องการขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีพและแก้ไขปัญหาให้แก่ เกษตรกรต าบลเป้าหมาย - พัฒนาอาชีพและแก้ไขปัญหาของเกษตรกรตามแผนพัฒนาอาชีพในระดับ ต าบล/ชุมชน จ านวน 30 ราย ตุลาคม 2566/ พฤษภาคม 2566 การเชื่อมโยงนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐด้านการเกษตร ทิศทาง นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดท าแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับต าบล เพื่อให้การจัดท าแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับต าบลบรรลุวัตถุประสงค์ จึงก าหนดกรอบแนวคิดหลัก ในการจัดท าแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับต าบลที่มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน รวมทั้งให้มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนาในระดับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาค เกษตรกรรม ดังนี้ 1. ยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี(พ.ศ. ๒๕๖๐ – พ.ศ. ๒๕๘๐) วิสัยทัศน์ประเทศ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการ พัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป้าหมายการพัฒนาประเทศ คือ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” โดยยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ พัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชนและ ประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ การพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลาของยุทธศาสตร์ชาติ จะมุ่งเน้นการสร้างสมดุล ระหว่างการพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ” ประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ๑) ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง มีเป้าหมายการพัฒนาที่ส าคัญ คือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชน มีความสุข เน้นการบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัย เอกราช อธิปไตย และมี ความสงบเรียบร้อยในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ สังคม ชุมชน มุ่งเน้นการพัฒนาคน เครื่องมือ เทคโนโลยี และ ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้มีความพร้อมสามารถรับมือกับภัยคุกคามและภัยพิบัติได้ทุกรูปแบบ และทุก ระดับความรุนแรง ควบคู่ไปกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคต ใช้กลไกการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการทั้งกับส่วนราชการ ภาคเอกชน ประชาสังคม และ องค์กรที่ไม่ใช่รัฐ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศทั่วโลกบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล เพื่อ


เอื้ออ านวยประโยชน์ต่อการด าเนินการของยุทธศาสตร์ชาติด้านอื่น ๆ ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ตามทิศทาง และเป้าหมายที่ก าหนด ๒) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีเป้าหมายการพัฒนาที่มุ่งเน้นการ ยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ บนพื้นฐานแนวคิด ๓ ประการ ได้แก่ (1) “ต่อยอดอดีต” โดย มองกลับไปที่รากเหง้าทางเศรษฐกิจ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และจุดเด่นทาง ทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย รวมทั้งความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศในด้านอื่นๆ น ามา ประยุกต์ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้สอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกสมัยใหม่ (2) “ปรับปัจจุบัน” เพื่อปูทางสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานของประเทศในมิติต่างๆ ทั้ง โครงข่ายระบบคมนาคมและขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัล และการปรับ สภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการอนาคต และ (3) “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต” ด้วยการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมถึงปรับรูปแบบธุรกิจ เพื่อตอบสนองความ ต้องการของตลาด ผสมผสานกับยุทธศาสตร์ที่รองรับอนาคต บนพื้นฐานของการต่อยอดอดีตและปรับปัจจุบัน พร้อมทั้ง การส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐให้ประเทศไทยสามารถสร้างฐานรายได้และการจ้างงานใหม่ ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้และการกินดีอยู่ดี รวมถึงการ เพิ่มขึ้นของคนชั้นกลาง และลดความเหลื่อมล้ าของคนในประเทศในคราวเดียวกัน ๓) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์มีเป้าหมายการพัฒนาที่ ส าคัญเพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ โดยคนไทยมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะรับผิดชอบต่อสังคมและ ผู้อื ่น มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย รักษาศีลธรรม และเป็นพลเมืองดีของชาติมีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จ าเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่สามและอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สู่การเป็นคนไทยที่มีทักษะสูง เป็นนวัตกรรม นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่และอื่น ๆ โดยมีสัมมาชีพตามความถนัดของตนเอง ๔) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีเป้าหมายการพัฒนาที่ ส าคัญที่ให้ความส าคัญกับการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น มาร ่วมขับเคลื ่อน โดยการสนับสน ุนการรวมตัวของประชาชนในการร ่วมคิดร ่วมท าเพื ่อส ่วนรวม การกระจายอ านาจและความรับผิดชอบไปสู ่กลไกบริหารราชการแผ่นดินในระดับท้องถิ ่น การเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง และการเตรียมความพร้อมของประชากรไทยทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมให้เป็นประชากรที ่มีคุณภาพ สามารถพึ ่งตนเองและท าประโยชน์ แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมให้นานที่สุด โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่มีคุณภาพ อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ๕) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายการพัฒนาที่ส าคัญเพื่อน าไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างกันทั้งภายในและภายนอก


ประเทศอย่างบูรณาการ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการก าหนดกลยุทธ์และแผนงาน และการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ เข้ามามีส่วนร่วมในแบบทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเป็นการด าเนินการบนพื้นฐานการเติบโต ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคูณภาพชีวิต โดยให้ความส าคัญกับการสร้างสมดุลทั้ง 3 ด้าน อันจะน าไปสู่ความยั่งยืนเพื่อคนรุ่นต่อไปอย่างแท้จริง ๖) ย ุทธศาสต ร์ชาติด้านกา รปรับสมด ุลและพัฒน าระบบกา รบริหารจัดการภาครัฐ มีเป้าหมายการพัฒนาที่ส าคัญเพื่อปรับเปลี่ยนภาครัฐที่ยึดหลัก “ภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชนและ ประโยชน์ส่วนรวม” โดยภาครัฐต้องมีขนาดที่เหมาสมกับบทบาทภารกิจที่มีการแข่งขัน มีสมรรถนะสูง ยึดหลัก ธรรมาภิบาล ปรับวัฒนธรรมการท างานให้มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม มีความทันสมัย และพร้อมที่ จะปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการน านวัตกรรม เทคโนโลยี ข้อมูลขนาดใหญ่ ระบบการท างานที่เป็นดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่า และปฏิบัติงานเทียบได้กับ มาตรฐานสากล รวมทั้งมีลักษณะเปิดกว้าง เชื่อมโยงถึงกันและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส โดยทุกภาคส่วนในสังคมต้อง ร่วมกันปลูกฝังค่านิยม ความซื่อสัตย์สุจริต ความมัธยัสถ์ และสร้างจิตส านึกในการปฏิเสธไม่ยอมรับการทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้น กฎหมายต้องมีความชัดเจน มีเพียงเท่าที่จ าเป็น มีความทันสมัย มีความเป็นสากล มีประสิทธิภาพ และน าไปสู่การลดความเหลื่อมล้ าและเอื้อต่อการพัฒนา โดยกระบวนการ ยุติธรรมมีการบริหารที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และการอ านวยความยุติธรรมตาม หลักนิติธรรม ๒. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – พ.ศ. 2564) การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 เป็นจุดเปลี่ยนที่ส าคัญในการเชื่อมต่อกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในลักษณะการแปลงยุทธศาสตร์ระยะยาวสู่การปฏิบัติ โดยในแต่ละยุทธศาสตร์ของ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ได้ก าหนดประเด็นการพัฒนาพร้อมทั้งแผนงาน/โครงการที่ส าคัญที่ต้องด าเนินการให้ เห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วง 5 ปีแรกของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมคน สังคม และ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ให้สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ มีทั้งหมด ๑๐ ยุทธศาสตร์ โดยมี ๖ ยุทธศาสตร์ตามกรอบ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีและอีก ๔ ยุทธศาสตร์ที่เป็นปัจจัยสนับสนุน ดังนี้ ๑.) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ ๒.) ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ าในสังคม ๓.) ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ๔.) ยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ๕.) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน ๖.) ยุทธศาสตร์การบริหารการจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และ ธรรมาภิบาลในสังคมไทย ๗.) ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ๘.) ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม


๙.) ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ ๑๐.) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา ยุทธศาสตร์ส าคัญที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรม ได้แก่ ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทาง เศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน แนวทางการพัฒนาที่มีความส าคัญสูงและสามารถผลักดันสู่การปฏิบัติ ดังนี้ (1) เสริมสร้างฐานการผลิตภาคเกษตรให้เข้มแข็งและยั่งยืน โดยพัฒนาและบ ารุงรักษาแหล่งน้ าเพื่อ การเกษตรรวมทั้งจัดระบบการปลูกพืชให้สอดคล้องปริมาณน้ าที่หาได้ คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมที่มีศักยภาพ และขยายโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่ท ากินของเกษตรกรให้มากขึ้น ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ในการรวบรวม คัดเลือก และปรับปรุงพันธุกรรมพืช สัตว์ สัตว์น้ า และจุลินทรีย์ของท้องถิ่น (2) สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่นด้านการเกษตรแบบมีส่วนร่วม โดยวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและรูปแบบผลิตภัณฑ์เกษตรแปร รูปใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความหลากหลายของสินค้า พัฒนารูปแบบและกระบวนการถ่ายทอดความรู้ เพื่อปรับระบบการผลิตที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (3) ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเข้าสู่ระบบมาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดและการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ โดยพัฒนาระบบมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารให้เป็นที่ ยอมรับในระดับสากล ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้ได้คุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยและ การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ ขับเคลื่อนการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง (4) เสริมสร้างขีดความสามารถการผลิตในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตร โดยเสริมสร้างศักยภาพของ สถาบันเกษตรกรและการรวมกลุ่ม ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตพืช ปศุสัตว์ และการท าประมงให้สอดคล้องกับ ศักยภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด (Zoning) วิจัยพัฒนาและใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรสมัยใหม่ใน กระบวนการผลิต สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรชีวภาพเพื่อ ต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง บริหารจัดการผลผลิตอย่างเป็นระบบครบวงจร พัฒนากลไก จัดการความเสี่ยงที่กระทบต่อสินค้าเกษตร สร้างความร่วมมือด้านการเกษตรกับประเทศเพื่อนบ้าน (5) ส่งเสริมและเร่งขยายผลแนวคิดการท าการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดย ส่งเสริมให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการก าหนดนโยบายการเกษตร ส่งเสริมขยายผลและพัฒนาการผลิตในระบบ เกษตรกรรมยั่งยืน ควบคุมการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด (6) พัฒนาปัจจัยสนับสนุนในการบริหารจัดการภาคเกษตรและสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่โดยพัฒนา ฐานข้อมูลด้านอุปสงค์และอุปทานด้านการเกษตร สร้างบุคลากรด้านการเกษตร ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการเกษตรให้ทันสมัย ๓. นโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง (ภายใต้การน าของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2562 ประกอบด้วย นโยบายหลัก ๑๒ ด้าน ดังนี้


๑.) การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ๒.) การสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ และความสงบสุขของประเทศ ๓.) การท านุบ ารุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ๔.) การสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก ๕.) การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความสามารถในการแข่งขันของไทย ๖.) การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ๗.) การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ๘.) การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ๙.) การพัฒนาระบบสาธารณสุขและหลักประกันทางสังคม ๑๐.) การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ๑๑.) การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ ๑๒.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรภายใต้นโยบายหลัก 12 ด้าน ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๕ สรุป สาระส าคัญ ได้ดังนี้ (1) รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกรในสินค้าเกษตรส าคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา มันส าปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด โดยผ่านเครื่องมือและมาตรการที่เหมาะสมอย่างมี ประสิทธิภาพ ไม่เป็นภาระกับงบประมาณแผ่นดินเกินสมควร จัดให้มีระบบประกันภัยสินค้าเกษตร การ พัฒนาระบบตลาดที่เชื่อมโยงผลผลิตของเกษตรกรถึงผู้ประกอบการแปรรูปและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม การใช้ เทคโนโลยีและเครื่องมือในการขยายและเข้าถึงตลาดในรูปแบบต่าง ๆ การอ านวยความสะดวกทางการค้า และ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรที่มีประสิทธิภาพ (2)ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลัง ของภาครัฐ โดยจัดให้มีมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และลดต้นทุนการเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การ ปรับโครงสร้างต้นทุนการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ พื้นที่เพาะปลูก ปุ๋ย เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตร แหล่ง น้ า และระบบไฟฟ้าเพื่อการเกษตร การลดภาระหนี้สินโดยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบที่มีต้นทุน ในระบบที่มีต้นทุนต่ าการลดความเสี่ยงจากราคาพืชผลทางเกษตรเกษตร การพัฒนาทักษะอาชีพเสริมรายได้ รวมทั้งการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต และการปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับฐาน ทรัพยากรในพื้นที่และความต้องการของตลาด น าระบบข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ระบบแผนที่เกษตรเพื่อ การจัดเขตพื้นที่เกษตรกรรม (zoning) และส่งเสริมกลไกอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน รวมทั้งระบบการบริหาร จัดการเชิงรุกมาใช้ในการบริหารจัดการการผลิตสินเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ (3) พัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยเพิ่มทักษะการประกอบการและพัฒนาความ เชื่อมโยงของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด การค้าออนไลน์ ระบบบัญชี เพื่อขยายฐานการผลิตและฐานการตลาดของสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง มีความสามารถในการ แข่งขัน รวมทั้งการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ไปสู่เกษตรกรอัจฉริยะ เพื่อการพัฒนาภาคเกษตรได้อย่างมั่นคง ต่อไปในอนาคต


(4)ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับ เกษตรกร โดยใช้ประโยชน์จากฐานความหลากหลายทางชีวภาพ การลด ละ เลิกใช้ยาปราบศัตรูพืชโดยเร็ว โดยต้องจัดหาสารทดแทนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอและเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร การส่งเสริมการผลิตสินค้า เกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางเศรษฐกิจ อาทิ เกษตรอินทรีย์ เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ และเกษตรแปรรูป เพื่อต่อยอดไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอด เทคโนโลยีในการพัฒนาสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ มาตรฐานและความปลอดภัย (5) ดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ที่ดินท ากิน แหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมทั้งดูแลและลดความเสียหายจากการท าการเกษตรในพื้นที่ ประสบภัยทางธรรมชาติซ้ าซากโดยก าหนดเขตพื้นที่เกษตรกรรม (zoning) (6)ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยการสนับสนุนพันธุ์กล้าไม้ และให้ความรู้ในการ บริหารจัดการเชิงพาณิชย์อย่างเหมาะสม ทั้งในด้านการบ ารุงรักษา ดูแล และการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง (7)ส่งเสริมการท าปศุสัตว์ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยส่งเสริมการตลาด วิจัยและพัฒนาพันธุ์ สัตว์เศรษฐกิจและสัตว์พื้นบ้าน อาทิ โคเนื้อ แพะ และแกะ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนามาตรฐานการผลิตและ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้ง ภายในประเทศเละต่างประเทศรวมทั้งสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปสู่ตลาดโลก ภายใต้นโยบายรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันโอชา มีนโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ได้แก่ ๑.) การแก้ไขปัญหาในการด าชีวิตของประชาชน ๒.) การปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ๓.) มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ๔.) การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม ๕.) การยกระดับศักยภาพของแรงงาน ๖.) การวางฐานรากระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต ๗.) การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ๘.) การแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจ า ๙.) การแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ๑๐.) การพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน ๑๑.) การจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย ๑๒.) การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชนและการด าเนินการเพื่อแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ นโยบายเร่งด่วนด้านการเกษตร ปรากฏภายใต้เรื่องที่ ๔ ได้แก่ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และพัฒนานวัตกรรม โดยจัดพื้นที่การเกษตรให้สอดคล้องกับระบบการบริหารจัดการน้ าและคุณภาพของดิน ตาม Agri-Map ก าหนดเป้าหมายรายได้เกษตรกรให้สามารถมีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพใน สินค้าเกษตรส าคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา มันส าปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด ด้วยการชดเชย การประกัน


รายได้ส่งเสริมระบบประกันภัยสินค้าเกษตร หรือเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทาง วินัยการเงินการคลังของภาครัฐในระยะยาว ส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา และศึกษารูปแบบระบบแบ่งปันผล ก าไรสินค้าที่เป็นธรรมให้แก่เกษตรกร แก้ไขปัญหาข้าวครบวงจรส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ส่งเสริมการใช้ผลผลิตทางการเกษตรในอุตสาหกรรมพลังงาน สร้างนวัตกรรมและเครื่องมือทางการเกษตรในราคาที่เข้าถึงได้เพื่อลดต้นทุนการผลิต ควบคุมมาตรฐานการใช้ สารเคมีหรือปุ๋ยเคมีในการเกษตรเพื่อน าไปสู่การ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมี โดยจัดหาสิ่งทดแทนที่ มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร ต่อยอดภูมิปัญญาและความรู้ของปราชญ์ชาวบ้านในการสร้าง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป รวมทั้งเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชง และพืช สมุนไพรในทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และ การสร้างรายได้ของประชาชน โดยก าหนดกลไกการด าเนินงานที่รัดกุม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบทางสังคมตามที่ กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด 4. แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ทิศทางการพัฒนาของแผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ได้ เน้นความต่อเนื่องกับแผนที่ผ่านมาโดยให้ความส าคัญกับการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาอย่าง สมดุลมีการรวมกลุ่มเป็นสถาบันเกษตรกรในชุมชนต่างๆ เพื่อผลักดันให้สามารถด าเนินงานในรูปของธุรกิจ เกษตรที่สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยน้อมน าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ มาขยายผลและประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่องการพัฒนาการเกษตรในระยะต่อไปถือ เป็นก้าวส าคัญของการพัฒนาประเทศจากวิถีการท าเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การบริหารจัดการการเกษตรแบบ สมัยใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนในช่วง 5 ปีแรก (พ.ศ.2560–2564) ของยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561 - 2580) ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีโดยก าหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมาย ดังนี้ วิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลาดน าการผลิต ชีวิตเกษตรกรมี คุณภาพทรัพยากรการเกษตรมีความสมดุลและยั่งยืน ” เป้าหมาย ๑.) ความผาสุกของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 85 ในปี ๒๕64 ๒.) เกษตรกรมีรายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรเพิ่มขึ้นเป็น 59,460 บาทต่อครัวเรือนในปี 2564 ๓.) เศรษฐกิจภาคเกษตรเติบโตเฉลี่ยร้อยละ ๓ ต่อปี ๔.) จ านวนงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตรถูกน าไปใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น อย่างน้อยร้อยละ 5 ต่อปี ๕.) ทรัพยากรการเกษตรได้รับการฟื้นฟูและใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน การด าเนินงานตามแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560 -2564) จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยมีการด าเนินงานตามยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา ดังนี้


ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร 1.1 ขยายผลการท าการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1.2 เสริมสร้างความภาคภูมิใจและความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม 1.3 สร้างเสริมการท าเกษตรกรรมยั่งยืนให้เห็นผลในทางปฏิบัติ 1.4 พัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรสู่เกษตรกรมืออาชีพ 1.5 สร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงเครือข่ายของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน 2.1 ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานรองรับความต้องการของตลาด 2.2 ส่งเสริมการบริหารจัดการโซ่อุปทานสินค้าเกษตร 2.3 เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร 2.4 จัดตั้งศูนย์กลางและพัฒนาระบบตลาดสินค้าเกษตร 2.5 เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน 2.6 สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน 2.7 สนับสนุนการจัดการความเสี่ยงที่จะกระทบต่อพืชผลทางการเกษตร 2.8 ส่งเสริมการค้าชายแดน การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 เพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม 3.1 ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตร 3.2 พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศการเกษตรและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ 3.3 ส่งเสริมการน างานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน 4.1 ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรการเกษตร 4.2 ส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4.3 บริหารจัดการทรัพยากรน้ า 4.4 บริหารจัดการพื้นที่ท ากินทางการเกษตร 4.5 สร้างภูมิคุ้มกันการเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 5.1 พัฒนาบุคลากรการเกษตรภาครัฐ ปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ และกระบวนการท างาน 5.2 ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ๕. นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๑.) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเกษตร ดูแลเกษตรกร และช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ในพื้นที่ โดยจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในระดับชุมชนอ าเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ ภายใต้หลักคิด “เกษตรกร พัฒนาเกษตรกรด้วยกันเองจึงจะเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน” ซึ่งภาคราชการจะต้องเข้าไปร่วมด าเนินการใน ลักษณะการขับเคลื่อนและสนับสนุนให้ ศพก.สามารถปฏิบัติงานได้และมีความเข้มแข็ง รวมถึงการประสาน เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และชุมชน ตามแนวทางประชารัฐ ๒.) ระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (แปลงใหญ่) โดยเน้นให้ความส าคัญในเรื่องการ ลดต้นทุนการผลิต โดยการรวมแปลงการผลิตของเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่ เพื่อก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้นทุนการ ผลิตตามที่ก าหนด และสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม หลักการของแปลงใหญ่ คือการเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต อาทิ การลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด มีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการเชื่อมโยงกับตลาดเพื่อบริหารจัดการให้เกิด สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตร ตลอดจนแก้ปัญหาเรื่องสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้า เกษตรตกต่ า ๓.) การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (zoning by Agri-map) โครงการบริหารจัดการพื้นที่ เกษตรกรรม คือหนึ่งในนโยบายส าคัญดังกล่าวโดยมีส่วนส าคัญในการคัดกรองเกษตรกรออกเป็น ๒ กลุ่ม โดย ใช้ Agri-map เป็นเครื่องมือ ดังนี้ (3.1) เกษตรกรที่ท าการผลิตสินค้า เหมาะสมกับพื้นที่การเกษตรของตนเอง (3.2) เกษตรกรที่ผลิตสินค้าไม่เหมาะสม โดยเกษตรกรกลุ่มที่ 1) จะได้รับการสนับสนุนให้ เข้าร่วมโครงการ ศพก. เพื่อเข้ารับการอบรมถ่ายทอดความรู้น าไปสู่การผลิตร่วมกันแบบแปลงใหญ่ เกษตรกร กลุ่มที่ 2) จะได้รับการสนับสนุนให้เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อปรับเปลี่ยนสู่การผลิต สินค้าที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยง และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ๔.) เกษตรอินทรีย์ โดยการ 1) เพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ 2) เพิ่มมูลค่าของ ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการด้านเกษตรอินทรีย์ 3) เพิ่มการค้าและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ใน ประเทศ 4) ให้มาตรฐานและระบบการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งใน และต่างประเทศ ๕.) เกษตรทฤษฎีใหม่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อ าเภอ รวมทั้งสิ้น 70,000 ราย ได้น้อมน าหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับสภาพ พื้นที่ของเกษตรกรตามภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชองเกษตรกรในการ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยการสร้างอาชีพ อย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า


๖.) ธนาคารสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่สินค้าเกษตรและชะลอสินค้าเกษตรให้เข้าสู่ ตลาดตามความต้องการของตลาด เป็นเสมือนแก้มลิงของสินค้าเกษตร (ในกรณีธนาคารมีพื้นที่เก็บสินค้า เกษตร) ในฤดูการผลิตที่ผลผลิตทางการเกษตรมีมาก เกินความสามารถของผู้บริโภค จะน าไปใช้ได้ เมื่อสินค้า เกษตรมีราคาดีขึ้น เกษตรกรจึงถอนสินค้าเกษตรนั้นๆ ออกขายสู่ตลาด เกษตรกรจะได้ราคา ๗.) ยกระดับสหกรณ์ให้เข้มแข็ง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องการพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในบทบาทหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกร ๘.) แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร โดยการบูรณาการหลายหน่วยงาน ได้แก่ พณ. กษ. มท. ธกส. GISTDA สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมค้าข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมโรงสี ข้าวไทย สมาคมชาวนา สมาคมรถเกี่ยว ชาวนารุ่นใหม่ เพื่อจัดท าแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ 1) ก าหนดอุปสงค์-อุปทาน 2) ช่วงการผลิต 3) ช่วงเก็บเกี่ยว 4) การตลาดใน ประเทศ และ 5) การตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรได้ราคาขายที่เป็นธรรมและสูงขึ้น รวมทั้งลด ต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต ๙.) การจัดที่ดินท ากิน / ส.ป.ก. ยึดคืนพื้นที่ โดยพัฒนาปรับปรุงที่ดินให้มีความพร้อม เพื่อส่งมอบให้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) มาจัดที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ในรูปแบบสหกรณ์การเกษตร ต่อไป ๑๐.) ระบบส่งน้ า/กระจายน้ า โดยจัดหาพัฒนาก่อสร้าง ปรับปรุงแหล่งน้ า ขยายระบบประปาเพื่อ น้ าอุปโภคบริโภค พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ า ขยายและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน ฟื้นฟูแหล่งน้ า ธรรมชาติ ก่อสร้างแหล่งน้ าในไร่นาและชุมชน เชื่อมโยงโครงข่ายลุ่มน้ าเพื่อสร้างความมั่นคงของน้ าภาคการ ผลิต ปรับปรุงทางน้ า ทางผันน้ า พื้นที่รองรับน้ านองเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบป้องกันน้ าท่วมชุมชนและ พื้นที่เศรษฐกิจและเฝ้าระวังเตือนภัยด้านน้ า เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย เพิ่มประสิทธิภาพระบบบ าบัดน้ าเสีย ควบคุมระดับน้ าเค็มและลดน้ าเสียจากแหล่งก าเนิด จัดการคุณภาพน้ า ฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ าที่เสื่อมโทรมและ ป้องกันการพังทลายของดิน ตลอดจนสนับสนุนการบริหาร จัดการองค์กรลุ่มน้ า ระบบฐานข้อมูลและติดตาม ประเมินผล ๑๑.) Smart Farmer โดยส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรไทยให้เป็น Smart Farmer คือมีความ พร้อมมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรตลอดห่วงโซ่คุณค่าการผลิตทางการเกษตร ที่เกษตรกรด าเนินการ ให้ความส าคัญในการใช้องค์ความรู้และข้อมูลประกอบการตัดสินใจ การน าเทคโนโลยี ภูมิปัญญา และวิธีการปฏิบัติที่ดีมาใช้หรือมาพัฒนา โดยตระหนักถึงคุณภาพมาตรฐานและปริมาณความ ต้องการของตลาด มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค สามารถปรับตัว รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ ตลอดจนสามารถ เป็น Smart Farmer ต้นแบบและเกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้และช่วยพัฒนาเกษตรกร รายอื่น ๆ ต่อไป ๑๒.) Smart Officer เพื่อเป็นส่วนขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ สู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสร้างคลังสมอง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้สามารถเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับเกษตรกรที่มี ประสิทธิภาพโดยต้องพัฒนาบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็น Smart Officer ตรงตาม สมรรถนะความสามารถ 7 ลักษณะ ได้แก่ 1) ความเชี่ยวชาญ-ความรู้-ภาษา 2) ภาวะผู้น า-คุณธรรม-จริยธรรม


3) จิตอาสา-บริการ 4) ความรับผิดชอบ-ซื่อสัตย์สุจริต 5) ท างานเป็นทีม 6) เก่งคิด-เก่งปฏิบัติ และ 7) ประยุกต์ใช้ความรู้ไปสู่การปฏิบัติได้ ๑๓.) การยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยพัฒนาและยกระดับมาตรฐานสินค้า เกษตรและอาหารให้ได้มาตรฐานสากล


สารบัญ ส่วนที่ ๑ : บริบทพื้นที่...........................................................................................................................24 ๑.) ข้อมูลทั่วไป............................................................................................................................................24 ๒.) สถานการณ์ด้านการเกษตร ต าบลสามหมื่น ...........................................................................................41 ส่วนที่ ๒ : ภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร ปัญหาความต้องการ และแนวทางการพัฒนาภาคเกษตร........................................................................................................50 ๑.) สภาพเศรษฐกิจครัวเรือนเกษตรกร และปัญหาหนี้สิน ............................................................................50 ๒.) ปัญหาที่ดินท ากิน...................................................................................................................................57 ๓.) ปัญหาแหล่งน้ าเพื่อการเกษตร...............................................................................................................60 ๔.) ปัญหาความยากจน สวัสดิการ และสิทธิเกษตรกร .................................................................................62 ๕.) แนวทางการพัฒนาอาชีพและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอุตสาหกรรม.................................................65 ส่วนที่ ๓ : ทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตร ........................................................................................72 ๑.) ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรกรรมต าบลสามหมื่น.................................................................................72 ๒.) แผนงาน โครงการพัฒนาเกษตรกรรม อ าเภอแม่ระมาด / ต าบลสามหมื่น พ.ศ. 2567 - พ.ศ. 2570 .76 ภาคผนวก.............................................................................................................................................87


๒๓ ต าบลสามหมื่น มี 5 หมู่บ้าน (ท าเนียบท้องที่ พุทธศักราช 2555 กรมการปกครอง) ต าบลสามหมื่น ที่มา : แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


๒๔ ส่วนที่ ๑ : บริบทพื้นที่ ๑.) ข้อมูลทั่วไป ประวัติความเป็นมา ต าบลสามหมื่น เป็นที่อยู่เดิมของชาวกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) โดยอาศัยบริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาที่มี ล าห้วยไหลผ่านหลายสาย เหมาะส าหรับปลูกพืชและท าการเกษตร รับจ้าง เลี้ยงสัตว์และหาของป่า ชาวบ้านแต่เดิมยังยึดประเพณีวัฒนธรรมแบบเดิม ประชาชนส่วนใหญ่อยู่กันอย่างเรียบง่าย สภาพทั่วไปของต าบล ต าบลสามหมื่น มีพื้นที่โดยประมาณ ๔๑๗.๒๐ ตารางกิโลเมตร พื้นที่และที่ตั้งเป็นแนวภูเขาสูง สลับซับซ้อน และมีความสูงกว่าระดับน้ าทะเลประมาณ ๕๐๐ เมตรขึ้นไปตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของ ที่ว่าการอ าเภอแม่ระมาด การคมนาคมใช้ ถนนทางหลวงหมายเลข ๑๑๗๕ (แม่ระมาด - บ้านตาก) พาด ผ่าน ๑ สาย ระยะทางยาว ๘๕ กิโลเมตร อยู่ในเขตการปกครองขององค์การบริหารส่วนต าบลสามหมื่น อ าเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก สภาพพื้นที่ในต าบลสามหมื่นเป็นพื้นที่ที่ทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขต อนุรักษ์สัตว์ ป่าและพันธุ์พืช จึงท าให้มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่หลากหลาย เช่น ป่าไม้ ต้นน้ า และสัตว์ป่า ประกอบด้วย ๕ หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ ๑ บ้านแพ่แฮ หมู่ที่ ๒ บ้านขุนห้วยแม่ท้อ หมู่ที่ ๓ บ้านหนองหลวง หมู่ที่ ๔ บ้านแสม หมู่ที่ ๕ บ้านต้นผึ้ง มีอาณาเขตติดต่อ ดังต่อไปนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับต ำบลแม่ตื่น อ ำเภอแม่ระมำด และต ำบลบ้ำนนำ อ ำเภอสำมเงำ จังหวัดตำก ทิศตะวันออก ติดต่อกับต ำบลท้องฟ้ำ อ ำเภอบ้ำนตำก และต ำบลบ้ำนนำ อ ำเภอสำมเงำ จังหวัดตำก ทิศใต้ ติดต่อกับต ำบลแม่ท้อ อ ำเภอเมือง จังหวัดตำก ทิศตะวันตก ติดต่อกับต ำบลพระธำตุ อ ำเภอแม่ระมำด ต ำบลพระวอ และต ำบลแม่กำษำ อ ำเภอแม่สอด จังหวัดตำก จ านวนประชากร จ ำนวนประชำกรของต ำบลสำมหมื่น ประจ ำปี พ.ศ. ๒๕๖4 มีประชำกรทั้งสิ้น 7,115 คน เป็นชำย 3,660 คน คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๔๔ เป็นหญิง 3,455 คน คิดเป็นร้อยละ ๔๘.๕๖ มี จ ำนวนครัวเรือน จ ำนวน ๒,๐๗๔ ครัวเรือน แบ่งเขตการปกครองเป็น ๕ หมู่บ้าน ดังรายละเอียด ต่อไปนี้


๒๕ ตารางแสดงจ านวนประชากร ประจ าปี พ.ศ. ๒๕๖4 หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้ำน ประชำกร (คน) จ ำนวนครัวเรือน ชำย หญิง รวม ๑ บ้ำนแพ่แฮ 859 833 1,692 ๔๙๗ ๒ บ้ำนขุนห้วยแม่ท้อ 778 655 1,433 ๔๗๒ ๓ บ้ำนหนองหลวง 452 431 883 ๓๐๕ ๔ บ้ำนแสม 1,084 1,042 2,126 ๕๒๘ ๕ บ้ำนต้นผึ้ง 487 494 981 ๒๗๒ รวม 3,660 3,455 7,115 ๒,๐๗๔ แผนภูมิแสดงจ านวนประชากรและครัวเรือนแต่ละหมู่บ้าน ประจ าปี พ.ศ. ๒564 สภาพภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขำสูงประมำณร้อยละ ๘๐ และควำมชื้นต่ำงระดับกัน ท ำให้มี สภำพป่ำที่แตกต่ำงกันหลำยประเภท เช่น ป่ำดิบชื้น ป่ำดิบแล้ง ป่ำดิบเขำ ป่ำเบญจพรรณ และป่ำเต็ง รัง และมีที่รำบส ำหรับท ำกำรเกษตรน้อย ๑ บ้านแพ่แฮ 24% ๒ บ้านขุนห้วยแม่ ท้อ 21% ๓ บ้านหนองหลวง 12% ๔ บ้านแสม 30% ๕ บ้านต้นผึ้ง 13% ประชากร (ร้อยละ) ๑ บ้ำนแพ่แฮ ๒ บ้ำนขุนห้วยแม่ท้อ ๓ บ้ำนหนองหลวง ๔ บ้ำนแสม ๕ บ้ำนต้นผึ้ง


๒๖ สภาพภูมิอากาศ สภำพอำกำศโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลำงเดือนกุมภำพันธ์เป็นต้นไป จนถึง กลำงเดือนพฤษภำคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลำงเดือนพฤษภำคมเป็นต้นไป จนถึง เดือนตุลำคม ฤดูหนำว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลำคมเป็นต้นไป จนถึง เดือนกุมภำพันธ์ อำกำศจะหนำวจัด ในช่วง เดือนธันวำคมถึงเดือนมกรำคม ลักษณะของดิน ควำมอุดมสมบูรณ์ของทรัพยำกรดินอยู่ในระดับปำนกลำงถึงต่ ำ มีกำรใช้สำรเคมี หรือสำรอันตรำย ส่งผลกระทบให้มีกำรปนเปื้อนของดิน พื้นที่ที่เป็นเนินสูงหรือภูเขำที่มีควำมลำดชัน มำก เมื่อเกิดฝนตกหนักมำกมีควำมเสี่ยงต่อกำรเกิดแผ่นดินถล่ม สภาพสังคม ประชาชนในพื้นที่ต าบลสามหมื่น มีการด ารงชีวิตแบบวิถีชาวพุทธ มีวัดเป็นศูนย์ รวมจิตใจให้ เกิดความรักใคร่ สามัคคีกลมเกลียวกัน นอกจากนี้ประชาชน ในต าบลทุกคน ก็ยังมีความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ปฏิบัติตนตามแนวพระราชด าริ เศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้อมูลเกี่ยวกับจ านวนประชากร จ ำนวนประชำกรของต ำบลสำมหมื่น ประจ ำปี พ.ศ. ๒๕๖4 มีประชำกรทั้งสิ้น 7,115 คน เป็น ชำย 3,660 คน คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๔๔ เป็นหญิง 3,455 คน คิดเป็นร้อยละ ๔๘.๕๖ และในช่วง ปี 2560 – 2564 มีจ านวนประชากรเพิ่มขึ้น ดังนี้ สถิติข้อมูลจ านวนประชากร /ครัวเรือน ย้อนหลัง ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕60 – ๒๕๖4) หมู่ที่ จ ำนวนประชำกร (คน) / จ ำนวนครัวเรือน (หลัง) ปี ๒๕60 ปี ๒๕61 ปี ๒๕๖2 ชำย หญิง หลังคำ ชำย หญิง หลังคำ ชำย หญิง หลังคำ ๑ 820 788 440 829 803 451 846 810 455 ๒ 749 624 418 759 631 422 768 638 424 ๓ 428 409 259 437 412 261 443 419 270 ๔ 1,049 987 458 1,064 1,003 464 1,057 1,013 478 ๕ 445 444 223 453 459 226 460 471 233 รวม 3,491 3,252 1,798 3,542 3,308 1,824 3,574 3,351 1,860 6,743 6,850 6,925


๒๗ หมู่ที่ จ ำนวนประชำกร (คน) / จ ำนวนครัวเรือน (หลัง) ปี ๒๕๖3 ปี ๒๕๖4 ชำย หญิง หลังคำ ชำย หญิง หลังคำ ๑ 855 822 ๔๙๕ 859 833 ๔๙๗ ๒ 774 655 ๔๖๖ 778 655 ๔๗๒ ๓ 449 427 ๓๐๒ 452 431 ๓๐๕ ๔ 1,068 1,031 ๕๑๖ 1,084 1,042 ๕๒๘ ๕ 477 479 ๒๕๘ 487 494 ๒๗๒ รวม 3,623 3,414 2,037 3,660 3,455 2,074 7,037 7,115 ที่มา งานทะเบียนราษฎร อ าเภอแม่ระมาด ณ วันที่ 3 กันยายน ๒๕๖4 แผนภูมิแสดงจ านวนประชากรและครัวเรือน (พ.ศ. ๒๕60 – ๒๕๖4) ๓.๒ ช่วงอายุและจ านวนประชากร ช่วงอายุประชากรของต าบลสามหมื่น ประจ าปี พ.ศ. ๒๕๖4 ช่วงอายุ ชาย (คน) หญิง(คน) รวม (คน) คิดเป็นร้อยละ ช่วงอายุน้อยกว่า 1 ปี 73 73 146 ๒.05 ช่วงอายุ ๑ ปี - 3 ปี 230 216 446 6.27 ช่วงอายุ 4 ปี - 6 ปี 233 228 461 6.48 ช่วงอายุ 7 ปี - 12 ปี 481 450 931 13.09 ช่วงอายุ 13 ปี - 18 ปี 433 429 862 12.12 ช่วงอายุ 19 ปี - 25 ปี 477 487 964 13.55 ช่วงอายุ 26 ปี - 40 ปี 1,005 826 1,831 25.73 ช่วงอายุ 41 ปี - 59 ปี 536 488 1,024 14.39 ช่วงอายุ 60 ปี ขึ้นไป 192 258 450 6.32 รวม 3,660 3,455 7,115 100 0 200 400 600 800 1000 1200 ชาย หญิง หลังคา ชาย หญิง หลังคา ชาย หญิง หลังคา ชาย หญิง หลังคา ชาย หญิง หลังคา 2560 2561 2562 2563 2564 หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 5


๒๘ ๔. สภาพทางสังคม ๔.๑ การศึกษา ต ำบลสำมหมื่น มีสถำนศึกษำทั้งในระบบและนอกระบบตั้งแต่ระดับอนุบำล ประถมศึกษำ และมัธยมศึกษำ ตารางแสดงจ านวนนักเรียนแยกชั้นเรียน ณ วันที่ 3 กันยายน ๒๕๖4 ที่มา : กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบต. สามหมื่น ณ วันที่ 3 กันยายน ๒๕๖4 โรงเรียน ห้องเรียน สาขา อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมต้น อ. ๑ อ. ๒ อ. ๓ รวม ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖ รวม ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ รวม ตชด.บ้านแสมใหญ่ - - 1 6 1 7 33 1 4 2 8 2 4 1 9 1 3 1 2 110 - - - - บ้านสามหมื่น บ้านสามหมื่น - 3 4 7 1 5 5 5 3 4 23 - - - - บ้านห้วยขนุน - 2 0 1 9 39 1 9 1 3 1 6 8 1 0 8 74 - - - - บ้านกูเตอร์โกล - 1 1 1 3 24 1 3 1 3 1 3 1 2 8 8 67 - - - - บ้านขุนห้วยแม่ท้อ บ้านขุนห้วย แม่ท้อ2 2 2 2 44 2 5 2 2 2 7 2 5 2 7 1 3 139 1 1 1 9 2 1 51 บ้านเช่อเซอคี - 1 2 8 20 2 1 1 0 8 - - - 39 - - - - ท่านผู้หญิงพรสม กุณฑลจินดา - - 5 2 3 6 88 6 4 5 5 4 8 4 4 3 9 4 5 295 4 8 4 6 3 2 126 ศศช.แม่ฟ้าหลวงบ้านแสม - 1 7 5 5 27 2 1 0 5 1 0 3 4 34 - - - - ศศช.แม่ฟ้าหลวงตาม พระราชด าริสมเด็จ พระเทพฯ บ้านห้วยอีก้าง - 3 4 2 9 2 6 7 5 7 1 0 37 - - - - ศศช.แม่ฟ้าหลวงตาม พระราชด าริสมเด็จ พระเทพฯ บ้านห้วย มะพร้าว - 9 6 3 18 9 5 4 4 2 2 26 - - - -


๒๙ ตารางแสดงจ านวนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และจ านวนครู/ผู้ดูแลเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่ตั้ง จ านวน เด็กนักเรียน จ านวน ครูผู้ดูแลเด็ก จ านวน ผู้ดูแลเด็ก บ้านละเผ่ใหม่ ม.๑ กลุ่มบ้านละเผ่ใหม่ 39 ๑ ๒ บ้านห้วยขนุน ม.๑ กลุ่มบ้านห้วยขนุน 25 - ๒ บ้านขุนห้วยแม่ท้อ ม.๒ กลุ่มบ้านกูเตอร์ทะ 48 ๑ ๑ บ้านหนองหลวง ม.๓ บ้านหนองหลวง 28 ๑ ๑ บ้านแสม ม.๔ กลุ่มบ้านกูเตอร์โกล 20 - ๒ บ้านต้นผึ้ง ม.๕ กลุ่มบ้านห้วยส้มป่อย 44 - ๒ รวม 204 ๓ ๑๐ ที่มา : กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบต. สามหมื่น ณ วันที่ 3 กันยายน ๒๕๖4 ๔.๒ สาธารณสุข ๑. โรงพยำบำลส่งเสริมสุขภำพต ำบลบ้ำนหนองหลวง หมู่ที่ ๓ บ้ำนหนองหลวง ๒. โรงพยำบำลส่งเสริมสุขภำพต ำบลบ้ำนแสม หมู่ที่ ๔ บ้ำนแสม ๓. ศูนย์บริกำรสำธำรณสุขชุมชนบ้ำนแพ่แฮ หมู่ที่ ๑ บ้ำนแพ่แฮ ๔. ศูนย์บริกำรสำธำรณสุขชุมชนบ้ำนขุนห้วยแม่ท้อ หมู่ที่ ๒ บ้ำนขุนห้วยแม่ท้อ ๕. ศูนย์มำลำเรียบ้ำนละเผ่ใหม่ หมู่ที่ ๑ บ้ำนแพ่แฮ ๔.๓ อาชญากรรม ในปี ๒๕62 - ๒๕๖4 ต ำบลสำมหมื่น มีคดีควำมผิดตำมกฎหมำยที่ได้รับแจ้งควำม และที่จับได้ แบ่งเป็น ๑๐ ประเภทคดี ดังนี้ ล าดับ รายการ ปี ๒๕62 ปี ๒๕๖3 ปี ๒๕๖4 ๑ พรบ.ป่ำไม้ 3 11 9 ๒ ยำเสพติด 10 5 5 ๓ พรบ. คนเข้ำเมือง (น ำพำ) 1 7 2 ๔ พรบ. อำวุธปืน 3 1 3 ๕ ไม้เถื่อน 3 - - ๖ พรบ. ลักทรัพย์ - - - ๗ พรบ. ปลอมแปลงเอกสำร - - - ๘ พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ำ - - - ๙ พรบ. ป่ำสงวน 2 5 4 ๑๐ พรบ.จรำจรทำงบกฯ 2 2 3 ที่มา : สถานีต ารวจภูธรแม่ระมาด ณ วันที่ 6 กันยายน ๒๕๖4


๓๐ ๔.๔ ยาเสพติด ต ำบลสำมหมื่น มีคดียำเสพติดในปี ๒๕64 ทั้งหมด 5 คดี ๔.๕ การสังคมสงเคราะห์ องค์กำรบริหำรส่วนต ำบลสำมหมื่นได้จัดสวัสดิกำรส ำหรับผู้สูงอำยุ ผู้พิกำรและผู้ป่วยเอดส์ ดังนี้ ตารางแสดงความจ านวนผู้ได้รับเบี้ยยังชีพ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖4 ปีงบประมำณ จ ำนวนผู้สูงอำยุ (คน) จ ำนวนผู้พิกำร (คน) จ ำนวนผู้ป่วยเอดส์ (คน) ปี ๒๕๖3 376 91 4 ปี ๒๕๖4 390 97 4 ที่มา : กองสวัสดิการสังคม อบต. สามหมื่น ณ วันที่ 3 กันยายน ๒๕๖4 ๕. ระบบบริการพื้นฐาน ๕.๑ การคมนาคมขนส่ง องค์กำรบริหำรส่วนต ำบลสำมหมื่น มีถนนและสะพำน ในควำมรับผิดชอบ ดังนี้ จ ำนวนถนนลูกรัง ๑๕ สำย ระยะทำง ๔๔ กิโลเมตร จ ำนวนถนนคอนกรีต ๑๒ สำย ระยะทำง ๓๐ กิโลเมตร จ ำนวนสะพำนคอนกรีต ๑๑ แห่ง จ ำนวนสะพำนไม้ ๑ แห่ง ๕.๒ การไฟฟ้า ต ำบลสำมหมื่นมีผู้ใช้ไฟฟ้ำไม่ครบทุกหมู่บ้ำน ทั้งที่ใช้ไฟฟ้ำที่ผลิตโดยกำรไฟฟ้ำ ส่วนภูมิภำค และไฟฟ้ำโซล่ำเซลล์ ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้ำของกำรไฟฟ้ำส่วนภูมิภำค จ ำนวน ๒๓๐ ครัวเรือน บำงส่วน ใช้ไฟฟ้ำระบบโซล่ำเซลล์ และมีหลำยครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้ำใช้ ๕.๓ การประปา ทุกกลุ่มบ้าน ใช้ระบบน้ าประปาภูเขา ครบทั้ง ๕ หมู่บ้าน ๕.๔ โทรศัพท์ - ใช้เครือข่ายสัญญาณมือถือระบบทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จ ากัด - ใช้เครือข่ายสัญญาณมือถือบริษัท กสท โทรคมนาคม จ ากัด (มหาชน) ๕.๕ ไปรษณีย์หรือการสื่อสารหรือการขนส่งและวัสดุ ครุภัณฑ์ ในพื้นที่ต ำบลสำมหมื่นไม่มีที่ท ำกำรไปรษณีย์ มีเพียงบุรุษไปรษณีย์บริกำรส่ง จดหมำยจ ำนวน ๑ คน


๓๑ ๖. ระบบเศรษฐกิจ ๖.๑ การเกษตร การเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่ส าคัญ สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต าบล สามหมื่นเป็นหลัก แต่ผลผลิตที่ได้ของประชากรยังอยู่ในเกณฑ์ต่ า เนื่องจากขาดความรู้ในการใช้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในภาคการเกษตร อีกทั้งสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงส่งผลให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินได้ไม่ เต็มที่ขาดแคลนทรัพยากรน้ า ประชาชนส่วนใหญ่จึงมีระยะเวลาท าการเกษตรในช่วงฤดูฝนเท่านั้น พืชเศรษฐกิจที่ส าคัญ ๑. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่ส าคัญอันดับ ๑ ของต าบลสามหมื่น ๒. ข้าวนาปี เกษตรกรจะปลูกข้าวเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน ๓. มันส าปะหลัง 4. ไม้ผลและพืชผัก 5. ไม้ยืนต้น ตารางแสดงผลผลิตทางการเกษตร ปี พ.ศ. ๒๕๖4 ล ำดับที่ ชนิดพืช พื้นที่ปลูก (ไร่) พื้นที่เก็บเกี่ยว (ไร่) จ ำนวนครัวเรือนที่ปลูก ๑ ข้ำวโพดเลี้ยงสัตว์ 38,662 38,662 1,414 ๒ ข้ำวนำปี 3,242 3,242 344 ๓ มันส ำปะหลัง 3,463 3,463 243 4 ไม้ผลและพืชผัก 212.25 212.25 30 5 ไม้ยืนต้น 244 244 17 รวมทั้งสิ้น 45,823.25 45,823.25 2,048 ที่มา : ส านักงานเกษตรอ าเภอแม่ระมาด ณ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖4 ตารางแสดงเนื้อที่ถือครองทางการเกษตร ปี ๒๕๖4 ต ำบล พื้นที่ (ไร่) พื้นที่ ถือครองทำง กำรเกษตร (ไร่) เนื้อที่นำ (ไร่) เนื้อที่พืชไร่ (ไร่) เนื้อที่ไม้ ผล (ไร่) เนื้อที่ไม้ยืน ต้น (ไร่) สามหมื่น 45,823.25 45,823.25 3,242 42,239.25 98 244 ที่มา : ส านักงานเกษตรอ าเภอแม่ระมาด ณ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖4 ๖.๒ การประมง ประชาชนในเขตต าบลสามหมื่นไม่ท าประมงเป็นอาชีพ การท าประมงในพื้นที่เป็นไป เพื่อการใช้ประกอบอาหารในครัวเรือน โดยมีล าห้วยในพื้นที่เป็นแหล่งหาปลาและสัตว์น้ าชนิดอื่นๆ ๖.๓ การปศุสัตว์ ต าบลสามหมื่นมีการปศุสัตว์ที่ส าคัญ คือ การเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ และแพะ ประชาชนเลี้ยงสุกร ไก่ และเป็ดส าหรับบริโภคภายในครัวเรือนและส าหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อดั้งเดิม


๓๒ ปัญหาและอุปสรรค เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์บางรายอาจยังไม่ทราบรายละเอียดและให้ความส าคัญในการ ขึ้นทะเบียนสัตว์ ตารางแสดงจ านวนสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ต าบลสามหมื่น ปี พ.ศ. โคเนื้อ (ตัว) กระบือ (ตัว) สุกร (ตัว) ไก่ (ตัว) เป็ด (ตัว) แพะ (ตัว) สัตว์เลี้ยงอื่นๆ เช่น สุนัข แมว (ตัว) ๒๕๖4 2,680 1,284 1,564 4,558 138 62 721 ที่มา : ส านักงานปศุสัตว์อ าเภอแม่ระมาด , กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ข้อมูล ณ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖4 ๖.๔ การบริการ ไม่มีสถานบริการในพื้นที่ต าบลสามหมื่น ๖.๕ การท่องเที่ยว องค์การบริหารส่วนต าบลสามหมื่นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ส าคัญ ดังนี้ ๑. อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ มีแหล่งท่องเที่ยว ดังนี้ - น้ าตกขุนพะวอ หรือน้ าตกห้วยโป่ง เป็นน้ าตกที่มีน้ าไหลตลอดปีมีความ สวยงามมากสูงประมาณ ๙๐ เมตร อยู่ห่างจากที่ท าการอุทยานแห่งชาติโดยการเดินเท้าประมาณ ๑,๘๐๐ เมตร - น้ าตกผึ้งหลวง เป็นน้ าตกขนาดเล็กสูงประมาณ ๑๕ เมตร อยู่ริมทางหลวง จังหวัดหมายเลข ๑๑๗๕ (แม่ระมาด-บ้านตาก) มีน้ าไหลตลอดปีห่างจากที่ท าการประมาณ ๑๐ กิโลเมตร - ผาชมปรงและจุดชมวิวทัศน์ เป็นหน้าผาอยู่บริเวณเส้นทางไปน้ าตกขุนพะ วอ ห่างจากที่ท าการอุทยานแห่งชาติประมาณ ๑ กิโลเมตร มีต้นปรงดึกด าบรรพ์ขึ้นอยู่เป็นจ านวนมาก ตามหน้าผา มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มองเห็นทัศนียภาพของอ าเภอแม่ระมาด อ าเภอแม่สอด และสหภาพ พม่า เหมาะแก่การชมความงามของดวงอาทิตย์ตกในยามเย็น และชมทะเลหมอกในยามเช้า ๒. น้ าตกกูเตอร์โกล ตั้งอยู่ในเขตหมู่ ๔ กลุ่มบ้านกูเตอร์โกล เป็นน้ าตกที่มีน้ า ไหล ตลอดปีมีจ านวน ๑๒ ชั้น มีความสวยงามและธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ๖.๖ อุตสาหกรรม ในพื้นที่ต ำบลสำมหมื่นไม่มีโรงงำนอุตสำหกรรม ๖.๗ การพาณิชย์และกลุ่มอาชีพ กำรพำณิชย์ มีสถำนบริกำร ดังนี้ ๑. ร้ำนค้ำ จ ำนวน ๙๑ แห่ง ๒. ปั้มน้ ำมันหลอด จ ำนวน ๕๒ แห่ง ๓. ร้ำนซ่อมรถจักรยำนยนต์ จ ำนวน ๗ แห่ง ๔. ร้ำนค้ำของเก่ำ จ ำนวน ๓ แห่ง


๓๓ ๕. ร้ำนล้ำง อัด ฉีด จ ำนวน ๑ แห่ง ๖. สถำนพยำบำลเอกชน จ ำนวน ๑ แห่ง กลุ่มอำชีพ ในพื้นที่ต ำบลสำมหมื่น ๑. กลุ่มทอผ้ำ (กลุ่มสตรี) บ้ำนละเผ่ใหม่ ๒. กลุ่มต้มหน่อไม้ (หน่อไม้อัดปี๊บ) บ้ำนเดจิดอ ๓. กลุ่มกล้วยอบ,กล้วยฉำบ บ้ำนละเผ่ใหม่ ๔. กลุ่มผ้ำปำกะญอ บ้ำนละเผ่ใหม่ (OTOP ประจ ำต ำบลสำมหมื่น) ๕. กลุ่มเกษตรผสมผสำนรักษ์ดิน น้ ำ ป่ำ (บ้ำนต้นผึ้ง) ๖.๘ แรงงาน ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรม ได้แก่ ท าไร่ข้าวโพด ท านา มันปะหลัง ปลูกผัก ที่เหลือประกอบอาชีพส่วนตัว เลี้ยงสัตว์และรับจ้าง ๗. ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ๗.๑ สถาบันและองค์กรศาสนา ประชำชนส่วนใหญ่นับถือศำสนำคริสต์ รองลงมำ คือ ศำสนำพุทธ o ศาสนาคริสต์ จ านวน 8 แห่ง โบสถ์คริสต์บ้านแพ่แฮ (โปรเตสแตนต์) หมู่ ๑ บ้านแพ่แฮ โบสถ์คริสต์บ้านละเผ่ใหม่ (โปรเตสแตนต์) หมู่ ๑ บ้านละเผ่ใหม่ โบสถ์คริสต์บ้านกูเตอร์ทะ (คาทอลิก) หมู่ ๒ บ้านกูเตอร์ทะ โบสถ์คริสต์บ้านเดจิคอ (โปรเตสแตนต์) หมู่ ๕ บ้านเดจิคอ โบสถ์คริสต์บ้านพะวา (คาทอลิก) หมู่ ๑ บ้านพะวา โบสถ์คลิสต์บ้านเลอะทุทะ หมู่ ๒ บ้านเลอะทุทะ โบสถ์คลิสต์บ้านหนองหลวง หมู่ 3 บ้านหนองหลวง วัดพระแม่ประจักษ์เมืองลูร์ด หมู่ 2 บ้านกูเตอร์ทะ o ศาสนาพุทธ จ านวน 10 แห่ง วัดนาแฮ (กุเตอร์โกล) หมู่ ๔ บ้านกูเตอร์โกล ส านักสงฆ์บ้านขุนห้วยแม่ท้อ หมู่ ๒ บ้านขุนห้วยแม่ท้อ ส านักสงฆ์บ้านหนองหลวง หมู่ ๓ บ้านหนองหลวง ส านักสงฆ์บ้านห้วยยาว หมู่ ๓ บ้านหนองหลวง ส านักสงฆ์บ้านแสมใหญ่ หมู่ ๔ บ้านแสมใหญ่ ส านักสงฆ์บ้านแสม (กองคอง) หมู่ ๓ บ้านแสม ส านักสงฆ์บ้านต้นผึ้ง หมู่ ๕ บ้านต้นผึ้ง ส านักสงฆ์บ้านห้วยขนุน หมู่ ๑ บ้านห้วยขนุน ส านักสงฆ์บ้านส้มป่อย หมู่ ๕ บ้านส้มป่อย ส านักสงฆ์บ้านเลอะทุทะ หมู่ 2 บ้านเลอะทุทะ


๓๔ ๗.๒ ประเพณีและงานประจ าปี งำนประเพณีและงำนประจ ำปีในพื้นที่ต ำบลสำมหมื่น เช่น ประเพณีรดน้ ำด ำหัว ผู้สูงอำยุ (ประเพณีสงกรำนต์งำนผูกข้อมือประจ ำปี) งำนปีใหม่ปก่ำเก่อญอ งำนปีใหม่ม้ง งำนคริสต์มำส งำนผูกข้อมือกี้กือลำ ๗.๓ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาษาถิ่น ภูมิปัญญำท้องถิ่นที่ส ำคัญ คือ กำรทอผ้ำพื้นเมือง กำรจักสำน และกำรรักษำโรคด้วย สมุนไพรของหมอยำพื้นบ้ำน ภำษำถิ่น คือ ภำษำกะเหรี่ยง (ภำษำปก่ำเก่อญอ) ภำษำม้ง ๗.๔ สินค้าท้องถิ่นและของที่ระลึก 1. ผ้าทอมือพื้นเมือง เช่น ย่าม เสื้อ ผ้าถุง โสร่ง เป็นต้น 2. เครื่องจักสาน เช่น กระบุง กระด้ง ตะกร้า สุ่มไก่ เป็นต้น ๘. ทรัพยากรธรรมชาติ ๘.๑ น า ๑. ล ำห้วยแสม ต้นน้ ำอยู่ที่บ้ำนแสมใหญ่ หมู่ที่ ๔ ต ำบลสำมหมื่น ไหลลงสู่ ล ำห้วยแม่ตื่นที่บ้ำนแสมใหญ่ หมู่ที่ ๓ ต ำบลแม่ตื่น ๒. ล ำห้วยแม่ท้อ ต้นน้ ำอยู่ที่บ้ำนขุนห้วยแม่ท้อ หมู่ที่ ๒ ต ำบลสำมหมื่น ไหล ผ่ำนต ำบลแม่ท้อ อ ำเภอเมือง จังหวัดตำก และไหลลงสู่แม่น้ ำปิง 3. ล าห้วยกูเตอร์โกล ต้นน้ าอยู่ที่บ้านกูเตอร์โกล หมู่ที่ 4 ต าบลสามหมื่น ไหล ลงสู่ล าห้วยขุนห้วยแม่ท้อที่บ้านกูเตอะทะ หมู่ที่ 2 ต าบลสามหมื่น ๘.๒ ป่าไม้ ต าบลสามหมื่นอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ ดังนี้ ๑. ป่าสงวนแห่งชาติป่าสามหมื่น มีพื้นที่ทั้งหมด จ านวน ๑๗๐,๔๖๘ ไร่ ทั้งนี้ ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ ๔ (ตาก) ป่าไม้จังหวัดตาก ได้ส่งเสริม การจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในต าบลสามหมื่นมี ๔ แห่ง คือ - ป่าชุมชนบ้านกูเตอร์โกล แปลงที่ ๑ - ๒ จัดตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เนื้อที่ จ านวน ๔,๘๙๗ ไร่ ๑ งาน ๔๗ ตารางวา - ป่าชุมชนบ้านขุนห้วยแม่ท้อ จัดตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เนื้อที่จ านวน ๑๖๐ ไร่ - ป่าชุมชนบ้านแพ่แฮ แปลงที่ ๑ ๙๙๒-๒-๙๕ ป่าสงวนแห่งชาติแม่ระมาด และแปลงที่ ๒ ๙๘๐-๑-๙๘ ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ท้อและป่าห้วยตากฝั่งขวา จัดตั้งในปีพ.ศ. ๒๕๖๒ เนื้อที่จ านวน 1,973 ไร่ 93 ตารางวา - ป่าชุมชนบ้านหนองหลวง แปลงที่ ๑ ๑๖๙-๑-๒๐ แปลงที่ ๒ ๗๘-๒-๓๗ ป่าสงวนแห่งชาติแม่ระมาด จัดตั้งในปี พ.ศ. 2562 เนื้อที่จ านวน 247 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา - ป่าชุมชนบ้านสามหมื่นต้นผึ้ง จัดตั้งในปี พ.ศ. 2560 เนื้อที่จ านวน 128 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา ๒. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น มีพื้นที่ทั้งหมดจ านวน ๗๓๓,๑๒๕ ไร่ ๓. อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ มีพื้นที่ทั้งหมดจ านวน ๑๓๗,๕๐๐ ไร่


๓๕ 8.๓ ภูเขา พื้นที่ต าบลสามหมื่น จะมีลักษณะเป็นภูเขาสูง มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ 8.๔ ทรัพยากรธรรมชาติธรรมที่ส าคัญของต าบลสามหมื่น เนื่องจำกพื้นที่ป่ำมีควำมอุดมสมบูรณ์และมีสภำพป่ำหลำยชนิดปะปนกันทั้งป่ำดิบชื้น ป่ำดิบแล้ง ป่ำดิบเขำ ป่ำเบญจพรรณ และป่ำเต็งรัง จึงมีพืชพรรณมำกมำยหลำยชนิดและหำยำก เช่น สัก ยำง ยมหอม พลวง ก่อ ตะแบก สมอ มะค่ำโมง แดง มะเกลือ ขะเจ๊ำะ รกฟ้ำ และสมุนไพรหำยำก หลำยชนิด ฯลฯ โดยเฉพำะไม้สักและไม้ยำงมีควำมหนำแน่นอุดมสมบูรณ์มำก สัตว์ป่ำที่อำศัยอยู่ในเขตอุทยำนแห่งชำติประกอบด้วย ช้ำงป่ำ เลียงผำ เก้ง เสือไฟ หมูป่ำ หมีลิง ชะนีบ่ำง กระรอก กระแต กระต่ำยป่ำ ไก่ป่ำ งูเห่ำ งูจงอำง นกกก นกเขำ ไก่ฟ้ำ ฯลฯ อาชีพประชากร พืชเศรษฐกิจที่ส าคัญ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่ส าคัญอับดับ 1 ของต าบลสามหมื่น ข้าว ต าบลสามหมื่นไม่มีพื้นที่เอื้ออ านวยต่อการเพาะปลูก เกษตรกรจะปลูกข้าวเพื่อการบริโภคใน ครัวเรือน และมันส าปะหลังโรงงาน ตารางแสดงผลผลิตทางการเกษตร ปี พ.ศ. ๒๕๖4 ล ำดับที่ ชนิดพืช พื้นที่ปลูก (ไร่) พื้นที่เก็บเกี่ยว (ไร่) จ ำนวนครัวเรือนที่ปลูก ๑ ข้ำวโพดเลี้ยงสัตว์ 38,662 38,662 1,414 ๒ ข้ำวนำปี 3,242 3,242 344 ๓ มันส ำปะหลัง 3,463 3,463 243 4 ไม้ผลและพืชผัก 212.25 212.25 30 5 ไม้ยืนต้น 244 244 17 รวมทั้งสิ้น 45,823.25 45,823.25 2,048 ที่มา : ส านักงานเกษตรอ าเภอแม่ระมาด ณ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖4 ตารางแสดงเนื้อที่ถือครองทางการเกษตร ปี ๒๕๖4 ต ำบล พื้นที่ (ไร่) พื้นที่ ถือครองทำง กำรเกษตร (ไร่) เนื้อที่นำ (ไร่) เนื้อที่พืชไร่ (ไร่) เนื้อที่ไม้ ผล (ไร่) เนื้อที่ไม้ยืน ต้น (ไร่) สามหมื่น 45,823.25 45,823.25 3,242 42,239.25 98 244 ที่มำ : ส ำนักงำนเกษตรอ ำเภอแม่ระมำด ณ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖4 การประมง ประชาชนในเขตต าบลสามหมื่นไม่ท าประมงเป็นอาชีพ การท าประมงในพื้นที่เป็นไป เพื่อ การใช้ประกอบอาหารในครัวเรือน โดยมีล าห้วยในพื้นที่เป็นแหล่งหาปลาและสัตว์น้ าชนิดอื่นๆ การปศุสัตว์ ต าบลสามหมื่นมีการปศุสัตว์ที่ส าคัญ คือ การเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ และแพะ ประชาชนเลี้ยง สุกร ไก่ และเป็ดส าหรับบริโภคภายในครัวเรือนและส าหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อ ดั้งเดิม


๓๖ ปัญหาและอุปสรรค เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์บางรายอาจยังไม่ทราบรายละเอียดและให้ความส าคัญในการขึ้นทะเบียนสัตว์ ตารางแสดงจ านวนสัตว์เลี ยงในพื นที่ต าบลสามหมื่น ปี พ.ศ. โคเนื้อ (ตัว) กระบือ (ตัว) สุกร (ตัว) ไก่ (ตัว) เป็ด (ตัว) แพะ (ตัว) สัตว์เลี้ยงอื่นๆ เช่น สุนัข แมว (ตัว) ๒๕๖4 2,680 1,284 1,564 4,558 138 62 721 ที่มา : ส านักงานปศุสัตว์อ าเภอแม่ระมาด , กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ข้อมูล ณ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖4 การเกษตรและแหล่งน้ าในท้องถิ่น ข้อมูลด้านการเกษตร หมู่ที่ ท าการเกษตร จ านวน ผลผลิตเฉลี่ย (กก./ไร่) ต้นทุนการ ผลิตเฉลี่ย (บาท/ไร่) ราคาขายโดย เฉลี่ย (บาท/ไร่) 1 ท านานอกเขตชลประทาน 77 ครัวเรือน 918 ไร่ 420 3,380 4,630 ท าไร่ข้าวโพด 188 ครัวเรือน 5,430 ไร่ 620 2,500 3,900 ท าข้าวไร่ 86 ครัวเรือน 1,208 ไร่ 290 2,600 3,560 2 ท านานอกเขตชลประทาน 43 ครัวเรือน 308 ไร่ 410 3,380 4,490 ท าไร่ข้าวโพด 116 ครัวเรือน 2,982 ไร่ 620 2,500 3,950 ท าข้าวไร่ 21 ครัวเรือน 153 ไร่ 300 2,600 3,450 3 ท านานอกเขตชลประทาน 112 ครัวเรือน 2,006 ไร่ 420 3,380 4,830 ท าไร่ข้าวโพด 102 ครัวเรือน 3,162 ไร่ 620 2,800 4,030 ท าข้าวไร่ 9 ครัวเรือน 144 ไร่ 460 3,350 5,175 4 ท านานอกเขตชลประทาน 58 ครัวเรือน 589 ไร่ 460 3,350 350 5,175 ท าไร่ข้าวโพด 118 ครัวเรือน 2,656 ไร่ 620 2,500 3,965 ท าข้าวไร่ 55 ครัวเรือน 656 ไร่ 320 1,900 3,120 5 ท านานอกเขตชลประทาน 110 ครัวเรือน 3,213 ไร่ 420 3,380 4,725 ท าไร่ข้าวโพด 102 ครัวเรือน 2,999 ไร่ 620 2,480 3,960 ท าข้าวไร่ 44 ครัวเรือน 781 ไร่ 305 2,600 3,660 ที่มา : ส านักงานเกษตรอ าเภอแม่ระมาด กุมภาพันธ์, 2564


๓๗ ข้อมูลด้ำนแหล่งน้ ำทำงกำรเกษตร หมู่ที่ แหล่งน้ าทางการเกษตร ล าดับ ความ ส าคัญ ความเพียงพอของน้ าเพื่อ ท าการเกษตรตลอดทั้งปี การเข้าถึงแหล่งน้ าการเกษตร เพียงพอ ไม่เพียงพอ ทั่วถึง ไม่ ทั่วถึง ร้อยละของ ครัวเรือนที่ เข้าถึงฯ 1 ปริมาณน้ าฝน แหล่งน้ าธรรมชาติ / 1. ห้วย/ล าธาร 1 / / 20 2. น้ าตก 2 / / 18 3. หนองน้ า/บึง 2 ปริมาณน้ าฝน แหล่งน้ าธรรมชาติ / 1. ห้วย/ล าธาร 1 / 2. น้ าตก 2 / / 12 3. หนองน้ า/บึง 3 ปริมาณน้ าฝน แหล่งน้ าธรรมชาติ / 1. ห้วย/ล าธาร 1 / / 12 2. น้ าตก แหล่งน้ าที่คนสร้าง 3. หนองน้ า/บึง 4 ปริมาณน้ าฝน แหล่งน้ าธรรมชาติ / 1. ห้วย/ล าธาร 1 / / 25 2. น้ าตก / / 25 3. หนองน้ า/บึง 5 ปริมาณน้ าฝน แหล่งน้ าธรรมชาติ / 1. ห้วย/ล าธาร 1 / / 80 2. น้ าตก 2 / / 10 3. หนองน้ า/บึง 3 / / 1 ณ เดือนกุมภาพันธ์, 2564


๓๘ ข้อมูลด้ำนแหล่งน้ ำกิน น้ ำใช้ (หรือน้ ำเพื่อกำรอุปโภค บริโภค) หมู่ที่ แหล่งน้ า ไม่มี มี ทั่วถึงหรือไม่ เพียงพอ ไม่เพียงพอ ทั่วถึง ไม่ ทั่วถึง ร้อยละของ ครัวเรือนที่ เข้าถึงฯ 1 บ่อน้ าสาธารณะ / บ่อน้ าตื้นสาธารณะ / ประปาหมู่บ้าน (ของ อปท.) / ระบบประปา (การประปาส่วนภูมิภาค) / แหล่งน้ าธรรมชาติ / / 100 สระเก็บน้ า 2 บ่อน้ าสาธารณะ / บ่อน้ าตื้นสาธารณะ / ประปาหมู่บ้าน (ของ อปท.) / ระบบประปา (การประปาส่วนภูมิภาค) / แหล่งน้ าธรรมชาติ / / 50 สระเก็บน้ า 3 บ่อน้ าสาธารณะ / บ่อน้ าตื้นสาธารณะ / ประปาหมู่บ้าน (ของ อปท.) / ระบบประปา (การประปาส่วนภูมิภาค) / แหล่งน้ าธรรมชาติ / / 70 สระเก็บน้ า 4 บ่อน้ าสาธารณะ / บ่อน้ าตื้นสาธารณะ / ประปาหมู่บ้าน (ของ อปท.) / ระบบประปา (การประปาส่วนภูมิภาค) / แหล่งน้ าธรรมชาติ / / 100 สระเก็บน้ า 5 บ่อน้ าสาธารณะ / บ่อน้ าตื้นสาธารณะ / ประปาหมู่บ้าน (ของ อปท.) / ระบบประปา (การประปาส่วนภูมิภาค) / แหล่งน้ าธรรมชาติ / / 25 สระเก็บน้ า / / 25 ณ เดือนกุมภาพันธ์, 2565


๓๙ ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ สภาพพื้นที่ในเขตความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนต าบลสามหมื่น เป็นพื้นที่ที่ทับซ้อน กับเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จึงท าให้เขตพื้นที่ในความรับผิดชอบ ของ องค์การบริหารส่วนต าบลสามหมื่นมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่หลากหลาย เช่น ป่าไม้ ต้นน้ า และสัตว์ป่า ลักษณะของดิน ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ า มีการใช้สารเคมี หรือสาร อันตราย ส่งผลกระทบให้มีการปนเปื้อนของดิน พื้นที่ที่เป็นเนินสูงหรือภูเขาที่มีความลาดชันมาก เมื่อ เกิดฝนตกหนักมากมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินถล่ม ลักษณะของแหล่งน้ า ต าบลสามหมื่นมีแม่น้ าส าคัญ คือ - ล าห้วยแสม ต้นน้ าอยู่ที่บ้านแสมใหญ่ หมู่ที่ 4 ต าบลสามหมื่น ไหลลงสู่ล าห้วยแม่ตื่นที่ บ้านแสมใหญ่ หมู่ที่ 3 ต าบลแม่ตื่น - ล าห้วยแม่ท้อ มีต้นน้ าอยู่ที่บ้านขุนห้วย หมู่ที่ 2 ต าบลสามหมื่น ไหล่ผ่านต าบลแม่ท้อ อ าเภอเมือง จังหวัดตาก และไหลลงสู่แม่น้ าปิง ลักษณะของไม้และป่าไม้ต าบลสามหมื่นอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ คือ - ป่าไม้สงวนแห่งชาติ ป่าสามหมื่น มีพื้นที่ทั้งหมดจ านวน 170,468 ไร่ - เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น มีพื้นที่ทั้งหมดจ านวน 733,125 ไร่ - อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ มีพื้นที่ทั้งหมดจ านวน 137,500 ไร่ ป่าชุมชน ส านักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 (ตาก) ป่าไม้จังหวัดตาก ได้ส่งเสริมการจัดตั้งป่าชุมชน ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในต าบลสามหมื่นมี 2 แห่งคือ - ป่าชุมชนบ้านกูเตอร์โกล หมู่ 4 แปลง 1 - 2 จัดตั้งในปี 2544 เนื้อที่จ านวน 4,879 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา - ป่าชุมชนบ้านขุนห้วยแม่ท้อ หมู่ 2 จัดตั้งในปี 2544 เนื้อที่จ านวน 160 ไร่ คุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากพื้นที่ป่ามีความอุดมสมบูรณ์และมีสภาพป่าหลายชนิดปะปนกันทั้งป่าดิบชื้น ป่าดิบ แล้ง ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง จึงมีพืชพรรณมากมายหลายชนิดและหายาก เช่น สัก ยาง ยมหอม พลวง ก่อ ตะแบก สมอ มะค่าโมง แดง มะเกลือ ขะเจ๊าะ รกฟ้า และสมุนไพรหายาก หลายชนิด ฯลฯ โดยเฉพาะไม้สักและไม้ยางมีความหนาแน่นอุดมสมบูรณ์สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติ ประกอบด้วย เลียงผา เก้ง เสือไฟ หมู่ป่า หมี ลิง ชะนี บ่าง กระรอก กระแต กระต่าย ป่า ไก่ป่า งูเห่า งูจงอาง กระต่าย กระรอก กระแต ฯลฯ


๔๐ การท่องเที่ยว มีแหล่งท่องเที่ยวที่ส าคัญ ดังนี้ 1. อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ มีแหล่งท่องเที่ยว ดังนี้ - น้ าตกขุนพะวอ หรือน้ าตกห้วยโป่ง เป็นน้ าตกที่มีน้ าไหลตลอดปี มีความสวยงามมาก สูง ประมาณ 90 เมตร อยู่ห่างจากที่ท าการอุทยานแห่งชาติโดนการเดินเท้าประมาณ 1,800 เมตร - น้ าตกผึ้งหลวง เป็นน้ าตกขนาดเล็กสูงประมาณ 15 เมตร อยู่ริมทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1175 (แม่ระมาด-บ้านตาก) มีน้ าไหลตลอดปี ห่างจากที่ท าการประมาณ 10 กิโลเมตร - ผาชมปรงและจุดชมทัศน์ เป็นหน้าผาอยู่บริเวณเส้นทางไปน้ าตกขุนพะวอ ห่างจากที่ท าการ อุทยานประมาณ 1 กิโลเมตร มีต้นปรงดึกด าบรรพ์ขึ้นอยู่เป็นจ านวนมากตามหน้าผา มี ทิวทัศน์ที่สวยงาม มองเห็นทัศนียภาพของอ าเภอแม่ระมาด อ าเภอแม่สอด และสหภาพพม่า จึงเหมาะที่จะชมความงามยามดวงอาทิตย์ตกในยามเย็น และชมทะเลหมอกในยามเช้า 2. น้ าตกกูเตอร์โกล ตั้งอยู่ในเขตหมู่ 4 กลุ่มบ้านกูเตอร์โกล เป็นน้ าตกที่มีน้ าไหลตลอดปี มีจ านวน 12 ชั้น มีความสวยงามและธรรมชาติสมบูรณ์มาก ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาษาถิ่น สินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ส าคัญคือ การทอผ้าพื้นเมือง และการรักษาโรคด้วยสมุนไพรของหมอยาบ้าน ภาษาถิ่นคือ ภาษากระเหรี่ยง ภาษาม้ง สินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกของต าบลสามหมื่น คือ สินค้าที่ ประยุกต์จากผ้าทอพื้นเมืองซึ่งทอด้วยมือ เช่น ย่าม เสื้อ ผ้าถุงโสร่ง เป็นต้น การพาณิชย์และกลุ่มอาชีพ การพาณิชย์ ดังนี้ - ร้านค้า 70 ร้าน - ปั้มน้ ามันหลอด 23 แห่ง - ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ 7 แห่ง - ร้านค้าของเก่า 1 แห่ง - ร้านล้างอัดฉีด 1 แห่ง กลุ่มอาชีพ ดังนี้ - กลุ่มทอผ้า - กลุ่มเลี้ยงหมู - กลุ่มต้มหน่อไม้ - กลุ่มเครื่องอัดอิฐบล็อก


๔๑ ๒.)สถานการณ์ด้านการเกษตร ต าบลสามหมื่น ที่มา : แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก Agri-Map - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ * ข้อมูลการใช้ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน (2558 - 2559) พื้นที่เกษตร 66,391.29 ไร่ 25.66 % พื้นที่น้ า 256 ไร่ 0.10 % พื้นที่อื่นๆ 1,587.77 ไร่ 0.61 % พื้นที่ป่า 190,479.00 ไร่ 73.63 % การใช้ที่ดิน พื้นที่เกษตร การใช้ที่ดิน พื้นที่น้ า การใช้ที่ดิน พื้นที่อื่นๆ การใช้ที่ดิน พื้นที่ป่า พื้นที่ต าบลสามหมื่น 258,714.06 ไร่ พื้นที่ต าบลสามหมื่น


๔๒ ที่มา : แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก Agri-Map - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ * ข้อมูลการใช้ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน (2558 - 2559) พื้นที่เพาะปลูก 66,391.29 ไร่ 100 % พื้นที่ปศุสัตว์ - ไร่ 0 % พื้นที่ประมง - ไร่ 0 % พื้นที่การเกษตร พื้นที่เพาะปลูก พื้นที่การเกษตร พื้นที่ปศุสัตว์ พื้นที่การเกษตร พื้นที่ประมง พื้นที่การเกษตรต าบลสามหมื่น พื้นที่การเกษตร 66,391.29 ไร่


๔๓ ที่มา : ส านักงานเกษตรอ าเภอแม่ระมาด ณ วันที่ 3 กันยายน 2564 ข้าว 3,242 ไร่ 7.08 % มันส าปะหลัง 3,463 ไร่ 7.56 % ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6,240 ไร่ 53 % ไม้ผลและพืชผัก 212.25 ไร่ 0.46 % ไม้ยืนต้น 244 ไร่ 0.53 % พื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ข้าว พื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ มันส าปะหลัง พื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ไม้ผลและพืชผัก พื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ไม้ยืนต้น พื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ พื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ 45,823.25 ไร่


๔๔ สถานการณ์ด้านการเกษตร ต าบลสามหมื่น ตารางแสดงจ านวนครัวเรือนเกษตรกร ต าบลสามหมื่น อ าเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้าน จ านวนประชากร (คน) จ านวนครัวเรือน (ครัวเรือน) รวม ชาย หญิง ครัวเรือน ทั้งหมด ครัวเรือน เกษตรกร ร้อยละ 1 แพ่แฮ 1,692 895 833 497 403 91.09 2 ขุนห้วยแม่ท้อ 1,433 778 655 472 366 77.54 3 หนองหลวง 883 452 431 305 210 68.85 4 แสมใหญ่ 2,126 1,084 1,042 528 421 79.73 5 ต้นผึ้ง 981 487 494 272 240 88.23 รวม 5 หมู่ 7,115 3,660 3,455 2,074 1,640 79.07 ที่มา : ข้อมูลครัวเรือนเกษตรกร - ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจ าต าบล ข้อมูลก าหนดเขตความเหมาะสมการปลูกพืชเศรษฐกิจที่ส าคัญ ต าบลสามหมื่น อ าเภอแม่ระมาด


๔๕


๔๖


๔๗ ที่มา : ส านักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตาก


๔๘ การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร ต าบลสามหมื่น 1. ด้านเกษตรกรรม การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 5 รวม บ้านแพ่แฮ่ บ้านขุน ห้วยแม่ท้อ บ้านหนอง หลวง บ้านแสม บ้านต้นผึ้ง พื้นที่ท านา ข้าวเจ้า ครัวเรือน 74 21 44 48 29 216 ไร่ 832.00 148.25 442.00 405.50 378.00 2,205.75 ข้าวไร่ ครัวเรือน 54 3 64 7 91 219 ไร่ 710.00 40.00 738.00 74.00 1,139.25 2,701.25 รวมพื้นที่(ไร่) 1,542.00 188.25 1,180.00 479.50 1,517.25 4,907.00 พื้นที่ท าไร่ ข้าวโพดเลี้ยง สัตว์ ครัวเรือน 274 205 123 221 141 964 ไร่ 8,774.00 8,212.34 3,753.00 6,098.75 4,244.75 31,082.84 มันส าปะหลัง ครัวเรือน 3 0 46 0 8 57 ไร่ 64.00 0.00 650.00 0.00 78.25 792.25 รวมพื้นที่(ไร่) 8,838.00 8,212.34 4,403.00 6,098.75 4,323.00 31,875.09 ไม้ผล กล้วยน้ าว้า ครัวเรือน 0 1 1 0 6 8 ไร่ 0.00 1.00 10.00 0.00 27.00 38.00 ไม้ยืนต้น อโวกาโด ครัวเรือน 0 0 2 0 9 11 ไร่ 0.00 0.00 5.00 0.00 65.00 70.00 ไผ่ ครัวเรือน 0 0 1 0 0 1 ไร่ 0.00 0.00 2.00 0.00 0.00 2.00 รวมพื้นที่(ไร่) 0.00 0.00 7.00 0.00 65.00 72.00 สมุนไพร(อายุ สั้น) บุก ครัวเรือน 0 0 9 0 10 19 ไร่ 0.00 0.00 23.00 0.00 33.00 56.00 รวมพื้นที่ทั้งหมด(ไร่) 10,380.00 8,401.59 5,623.00 6,578.25 5,965.25 36,948.09 ที่มา : ส านักงานเกษตรอ าเภอแม่ระมาด * อ้างอิงข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกรปี2564 มีเฉพาะข้อมูลเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น


๔๙ 2. ด้านปศุสัตว์ ข้อมูลด้านปศุสัตว์ หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้าน ชนิดสัตว์ที่ท าการปศุสัตว์ โคเนื้อ 1 แพ่แฮ 537 2 ขุนห้วยแม่ท้อ 694 3 หนองหลวง 338 4 แสมใหญ่ 767 5 ต้นผึ้ง 344 รวม 2,680 ที่มา : ส านักงานปศุสัตว์จังหวัดตาก หมายเหตุ : สภาเกษตรกรจังหวัดตากเก็บข้อมูลเพิ่มเติม 2565 3. ด้านประมง ข้อมูลด้านการประมง ต าบลสามหมื่น อ าเภอแม่ระมาด ที่มา : ส านักงานประมงจังหวัดตาก จ านวนเกษตรกรผู้เลี้ยง - ราย พื้นที่ด้านการประมง - ไร่ เลี้ยงในบ่อ - บ่อ - ไร่


๕๐ ส่วนที่ ๒ : ภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร ปัญหาความต้องการ และแนวทางการพัฒนาภาคเกษตร 1) สภาพเศรษฐกิจครัวเรือนเกษตรกร และปัญหาหนี้สิน สภาเกษตรกรจังหวัดตากได้ประมวลผลข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตรและสภาพเศรษฐกิจ ครัวเรือนสังคมครัวเรือนเกษตรกร ต าบลสามหมื่น ซึ่งได้จากแบบส ารวจ จ านวน 202 ชุด สามารถวิเคราะห์ ประเด็นปัญหาปัญหาความต้องการของครัวเรือนเกษตรกร และแนวทางการพัฒนาด้านเกษตร ต าบลสามหมื่น อ าเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ได้ดังนี้ ต าบลสามหมื่น มีครัวเรือนเกษตรกรทั้งสิ้น 1,640 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 79.07 ของ ครัวเรือนทั้งหมด ผลการส ารวจครัวเรือนเกษตรกรในพื้นที่ต าบลสามหมื่นพบว่าในแต่ละครัวเรือนมีสมาชิกเฉลี่ย 4.26 คน/ครัวเรือน โดยผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรรมในครัวเรือนมีอายุเฉลี่ย 43 ปี สามารถแบ่งช่วงอายุ ออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ - ช่วงอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 45 ปี คิดเป็นร้อยละ 64.36 - ช่วงอายุมากกว่า 45 ปี ถึง 60 ปี คิดเป็นร้อยละ 27.23 - ช่วงอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 84.1 แผนภูมิที่ 1 ร้อยละช่วงอายุของเกษตรกร ต าบลสามหมื่น ที่มา : ข้อมูลแผนภูมิที่ 1 ร้อยละช่วงอายุของเกษตรกร ต าบลสามหมื่น วิเคราะห์และประมวลผลจากแบบ ส ารวจข้อมูลเกษตรฯ โดยสภาเกษตรกรจังหวัดตาก ปี 2566 0 20 40 60 80 <= 45 ปี > 45 ปี<= 60 ปี > 60 ปี 64.36 27.23 8.41 ช่วงอายุเกษตรกร ร้อยละ ช่วงอายุเกษตรกร


Click to View FlipBook Version