๏ นวดไทย ๏ ตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ 01 ������ 63-124 ����.indd 1 3/3/20 2:59 PM
2 นวดไทย ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔ เนื่องจากมีคุณค่าและความส�าคัญในฐานะเป็นศาสตร์ และศิลป์ที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพและบ�าบัดความเจ็บป่วย ของคนไทยมานานกว่า ๖๐๐ ปี โดยนวดไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบคุณค่าดั้งเดิม ของสังคมไทย ที่ยังคงได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ปัจจุบันมีการน�านวดไทยไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง ในระบบบริการสุขภาพ และการรักษาทางเลือกทั้งในและต่างประเทศ สามารถบ�าบัด อาการปวดและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรังและพิการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ร่างกาย โดยมีค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถฝึกฝนช่วยเหลือกันเองได้ ด้วยคุณค่า และความส�าคัญดังกล่าวนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษา มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย จึงมีมติเห็นชอบประกาศให้“นวดไทย” (Nuad Thai, traditional Thai Massage) ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ของมนุษยชาติของยูเนสโก ท�าให้นวดไทยเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยกย่องเชิดชู ในระดับนานาชาติอย่างเต็มภาคภูมิ คำานำา 01 ������ 63-124 ����.indd 2 3/3/20 2:59 PM 3 หนังสือเล่มนี้ จัดท�าขึ้นเพื่อน�าเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องนวดไทย เพื่อใช้ส�าหรับ เผยแพร่ให้เยาวชนและประชาชนไทยได้ศึกษาเรียนรู้ เนื้อหาเริ่มต้นด้วยเรื่องของ การน�าเสนอนวดไทยเพื่อขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ตามด้วยความเป็นมาของการนวดไทย ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่มีการฟื้นฟูและพัฒนาขึ้นมาจนท�าให้การนวดไทยกลับมา ได้รับความยอมรับทั้งทางสังคมและกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีเรื่องราว เกี่ยวกับระบบคุณค่าดั้งเดิมของการนวดไทย รากฐานความเชื่อ จริยธรรม และความรู้ ที่เกี่ยวกับการนวดไทย รวมถึงบทบาทหน้าที่ทางสังคม ความหมาย และคุณค่าของ นวดไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลในหนังสือเล่มนี้จะช่วยเสริมสร้าง ความรู้ ความเข้าใจในปรัชญา แนวคิด ทฤษฎีองค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ ตลอดจน บทบาทหน้าที่และความหมาย ในมิติทางสังคมและวัฒนธรรมของการนวดไทยได้ดียิ่งขึ้น และกระตุ้นให้คนในสังคมไทยหันมาให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยเรื่องอื่น ๆ ให้เข้มแข็ง และคงอยู่อย่างยั่งยืน (นายชาย นครชัย) อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม 01 ������ 63-124 ����.indd 3 3/3/20 2:59 PM
2 นวดไทย ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔ เนื่องจากมีคุณค่าและความส�าคัญในฐานะเป็นศาสตร์ และศิลป์ที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพและบ�าบัดความเจ็บป่วย ของคนไทยมานานกว่า ๖๐๐ ปี โดยนวดไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบคุณค่าดั้งเดิม ของสังคมไทย ที่ยังคงได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ปัจจุบันมีการน�านวดไทยไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง ในระบบบริการสุขภาพ และการรักษาทางเลือกทั้งในและต่างประเทศ สามารถบ�าบัด อาการปวดและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรังและพิการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ร่างกาย โดยมีค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถฝึกฝนช่วยเหลือกันเองได้ ด้วยคุณค่า และความส�าคัญดังกล่าวนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษา มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย จึงมีมติเห็นชอบประกาศให้“นวดไทย” (Nuad Thai, traditional Thai Massage) ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ของมนุษยชาติของยูเนสโก ท�าให้นวดไทยเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยกย่องเชิดชู ในระดับนานาชาติอย่างเต็มภาคภูมิ คำานำา 01 ������ 63-124 ����.indd 2 3/3/20 2:59 PM 3 หนังสือเล่มนี้ จัดท�าขึ้นเพื่อน�าเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องนวดไทย เพื่อใช้ส�าหรับ เผยแพร่ให้เยาวชนและประชาชนไทยได้ศึกษาเรียนรู้ เนื้อหาเริ่มต้นด้วยเรื่องของ การน�าเสนอนวดไทยเพื่อขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ตามด้วยความเป็นมาของการนวดไทย ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่มีการฟื้นฟูและพัฒนาขึ้นมาจนท�าให้การนวดไทยกลับมา ได้รับความยอมรับทั้งทางสังคมและกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีเรื่องราว เกี่ยวกับระบบคุณค่าดั้งเดิมของการนวดไทย รากฐานความเชื่อ จริยธรรม และความรู้ ที่เกี่ยวกับการนวดไทย รวมถึงบทบาทหน้าที่ทางสังคม ความหมาย และคุณค่าของ นวดไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลในหนังสือเล่มนี้จะช่วยเสริมสร้าง ความรู้ ความเข้าใจในปรัชญา แนวคิด ทฤษฎีองค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ ตลอดจน บทบาทหน้าที่และความหมาย ในมิติทางสังคมและวัฒนธรรมของการนวดไทยได้ดียิ่งขึ้น และกระตุ้นให้คนในสังคมไทยหันมาให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยเรื่องอื่น ๆ ให้เข้มแข็ง และคงอยู่อย่างยั่งยืน (นายชาย นครชัย) อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม 01 ������ 63-124 ����.indd 3 3/3/20 2:59 PM
๒ ค�าน�า ๗ บทสรุปภารกิจ การเสนอนวดไทยต่อยูเนสโก ๑๒๐ เอกสารอ้างอิง ๑๒๒ คณะผู้จัดท�า ประวัติความเป็นมา ๑๙ ขบวนการฟื้นฟูการนวดไทย ๓๗ ๔๐ ลดการใช้ยาแก้ปวดเกินจ�าเป็นด้วยนวดไทย ๔๑ เสริมศักยภาพหมอนวดไทยและสังคายนา องค์ความรู้ ๔๒ สร้างความยอมรับในระบบบริการสุขภาพ ๔๓ สร้างความยอมรับทางกฎหมาย ๔๖ การพัฒนาในภาครัฐและภาคธุรกิจบริการ สุขภาพ ๒๑ การนวดก่อนประวัติศาสตร์ไทย ๒๔ การนวดในประวัติศาสตร์ไทย ๑ ๒ ส า ร บั ญ 01 ������ 63-124 ����.indd 4 3/3/20 2:59 PM รากฐานความเชื่อ ๕๕ จริยธรรม และความรู้ หน้าที่ทางสังคม ๙๗ ความหมาย และคุณค่า ๑๐๒ การนวดไทยบนสามเส้นทาง : ชุมชน วิชาชีพ ธุรกิจ ๑๑๙ บทสรุป ๕๗ รากฐานความเชื่อและจริยธรรม ๖๒ ประเภทของการนวดไทย ๖๖ สถานภาพขององค์ความรู้ ๙๕ ทฤษฎีการนวดไทย ๔๖ การบริการนวดไทยในระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ ๕๐ บริการนวดในธุรกิจบริการสุขภาพ ๓ ๔ 01 ������ 63-124 ����.indd 5 3/3/20 3:00 PM
๒ ค�าน�า ๗ บทสรุปภารกิจ การเสนอนวดไทยต่อยูเนสโก ๑๒๐ เอกสารอ้างอิง ๑๒๒ คณะผู้จัดท�า ประวัติความเป็นมา ๑๙ ขบวนการฟื้นฟูการนวดไทย ๓๗ ๔๐ ลดการใช้ยาแก้ปวดเกินจ�าเป็นด้วยนวดไทย ๔๑ เสริมศักยภาพหมอนวดไทยและสังคายนา องค์ความรู้ ๔๒ สร้างความยอมรับในระบบบริการสุขภาพ ๔๓ สร้างความยอมรับทางกฎหมาย ๔๖ การพัฒนาในภาครัฐและภาคธุรกิจบริการ สุขภาพ ๒๑ การนวดก่อนประวัติศาสตร์ไทย ๒๔ การนวดในประวัติศาสตร์ไทย ๑ ๒ ส า ร บั ญ 01 ������ 63-124 ����.indd 4 3/3/20 2:59 PM รากฐานความเชื่อ ๕๕ จริยธรรม และความรู้ หน้าที่ทางสังคม ๙๗ ความหมาย และคุณค่า ๑๐๒ การนวดไทยบนสามเส้นทาง : ชุมชน วิชาชีพ ธุรกิจ ๑๑๙ บทสรุป ๕๗ รากฐานความเชื่อและจริยธรรม ๖๒ ประเภทของการนวดไทย ๖๖ สถานภาพขององค์ความรู้ ๙๕ ทฤษฎีการนวดไทย ๔๖ การบริการนวดไทยในระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ ๕๐ บริการนวดในธุรกิจบริการสุขภาพ ๓ ๔ 01 ������ 63-124 ����.indd 5 3/3/20 3:00 PM
6 01 ������ 63-124 ����.indd 6 3/3/20 3:00 PM 7 บทสรุปภารกิจการเสนอนวดไทยต่อยูเนสโก ที่มาของการเสนอนวดไทย ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ศึกษาข้อมูลทางวิชาการ และแนวทางการน�าเสนอนวดไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อยูเนสโก โดยร่วมกับสมาคมเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านและสุขภาพวิถีไท นักวิชาการ และชุมชน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดท�าเอกสารตามแบบฟอร์มของยูเนสโก เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๙ ได้มีมติรับทราบผลการด�าเนินการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙ ของคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ตามมาตรา ๕) ในการเตรียมน�าเสนอนวดไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อยูเนสโก ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ได้มีมติเห็นชอบ การจัดท�าข้อมูลนวดไทย เพื่อเตรียมการเสนอเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก ในคราวประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๐ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ดังนี้ - เอกสารน�าเสนอนวดไทย (ภายใต้ชื่อ Nuad Thai, traditional Thai massage) ขึ้นทะเบียน เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก - ให้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นผู้ลงนามในเอกสารนวดไทย ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก 01 ������ 63-124 ����.indd 7 3/3/20 3:00 PM
6 01 ������ 63-124 ����.indd 6 3/3/20 3:00 PM 7 บทสรุปภารกิจการเสนอนวดไทยต่อยูเนสโก ที่มาของการเสนอนวดไทย ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ศึกษาข้อมูลทางวิชาการ และแนวทางการน�าเสนอนวดไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อยูเนสโก โดยร่วมกับสมาคมเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านและสุขภาพวิถีไท นักวิชาการ และชุมชน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดท�าเอกสารตามแบบฟอร์มของยูเนสโก เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๙ ได้มีมติรับทราบผลการด�าเนินการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙ ของคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ตามมาตรา ๕) ในการเตรียมน�าเสนอนวดไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อยูเนสโก ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ได้มีมติเห็นชอบ การจัดท�าข้อมูลนวดไทย เพื่อเตรียมการเสนอเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก ในคราวประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๐ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ดังนี้ - เอกสารน�าเสนอนวดไทย (ภายใต้ชื่อ Nuad Thai, traditional Thai massage) ขึ้นทะเบียน เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก - ให้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นผู้ลงนามในเอกสารนวดไทย ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก 01 ������ 63-124 ����.indd 7 3/3/20 3:00 PM
8 สาระส�าคัญของการน�าเสนอนวดไทย ภายใต้ชื่อ“Nuad Thai,traditional Thaimassage” คุณค่าความส�าคัญ ภูมิปัญญาการนวดไทยเป็นศาสตร์และศิลป์ทางการแพทย์ดั้งเดิมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและพระพุทธศาสนา และเป็นการรักษาทางเลือก ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพตามแบบแผนตะวันตกสมัยใหม่ ชื่อชุมชน/คณะ/กลุ่มบุคคลหรือปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้อง องค์กรที่ส่งเสริมและพัฒนาการนวดมีมากกว่า ๕๐ องค์กร อาทิ สมาคมคนตาบอด แห่งประเทศไทย รวมถึงภาควิชาชีพ ได้แก่ สภาการแพทย์แผนไทย นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเรียน การสอน สถานประกอบการเพื่อสุขภาพทั่วประเทศ พื้นที่และขอบเขตอาณาบริเวณของเรื่องที่น�าเสนอ มีการใช้นวดไทยในการดูแลสุขภาพในครัวเรือนและชุมชนทั่วทุกภาคของประเทศ มีหมอนวด พื้นบ้านทั้งประเทศประมาณ ๒๕,๒๐๕ คน มีบุคลากร สถานประกอบการเอกชนที่ให้บริการ นวดไทยเพื่อการบ�าบัดและฟื้นฟูสุขภาพทุกจังหวัด คุณสมบัติที่ตรงตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของยูเนสโกในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ข้อที่ ๑ ประเทศผู้เสนอพึงก�าหนดว่า “เรื่องที่น�าเสนอนี้สอดคล้องกับลักษณะของมรดก วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามที่นิยามไว้ในมาตรา ๒ ของอนุสัญญาฯ” นวดไทยมีลักษณะที่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ ในสาขาแนวปฏิบัติทางสังคมและพิธีกรรม และสาขาความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล โดยเป็นภูมิปัญญาที่เติบโต มาจากปฏิบัติการในระดับครอบครัวและชุมชนเกษตรกรรม และพัฒนาต่อเนื่องมาจนเป็นศาสตร์ ในการดูแลสุขภาพที่ใช้มือหรือส่วนต่างๆ ของร่างกายในการปรับพลังและโครงสร้างของร่างกาย โดยไม่ใช้ยา เพื่อบ�าบัดความเจ็บป่วยที่เกิดจากลมในเส้นติดขัด และท�าให้ธาตุทั้ง ๔ เป็นปกติ ข้อที่ ๒ ประเทศผู้เสนอพึงแสดงให้เห็นว่า “การขึ้นทะเบียนเรื่องที่น�าเสนอนี้จะเป็น คุณประโยชน์และส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อันแสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม อย่างกว้างขวางทั่วโลก ทั้งยังสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์” 01 ������ 63-124 ����.indd 8 3/3/20 3:00 PM 9 การขึ้นทะเบียนจะกระตุ้นให้นานาชาติสนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหมอนวดไทย และคนในชาติ ได้ร่วมกันปกป้องภูมิปัญญาการนวดไทยไม่ให้ถูกน�าไปใช้ในทางเสื่อมเสีย นอกจากนี้ยังส่งเสริม การพัฒนา อาทิ การคิดค้นอุปกรณ์ช่วยนวดที่เหมาะสมกับกลุ่มคน ข้อที่ ๓ ประเทศที่น�าเสนอจะต้องแสดงถึง “มาตรการส่งเสริมและรักษาอย่างละเอียด อันสามารถจะคุ้มครองและส่งเสริมเรื่องที่น�าเสนอ” ภาครัฐมีบทบาทส�าคัญในการรับรองสถานภาพทางกฎหมายของภูมิปัญญาการนวดไทย โดยได้วางระบบการคุ้มครองสิทธิในภูมิปัญญาทั้งที่เป็นของชาติและของบุคคล ก�าหนดมาตรฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับการนวดไทย ทั้งด้านหลักสูตรการเรียนการสอน ด้านผู้นวด ด้านการให้บริการ และด้านสถานที่ให้บริการ รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน ข้อที่ ๔ ประเทศผู้เสนอพึงแสดงให้เห็นว ่า “เรื่องที่น�าเสนอนั้น ชุมชน กลุ ่มคน และปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ทั้งได้รับทราบ ให้ความเห็นชอบ และยินยอมพร้อมใจ อย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ด�าเนินการใน ๔ ลักษณะ ๑) การประชุมรับฟังความคิดเห็นทั้ง ๔ ภูมิภาค จ�านวน ๖ ครั้ง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่รัฐ หมอนวดไทย นักวิชาการ ผู้แทนจากองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ๒) น�าเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการระดับชาติ ๓ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับนวด โดยที่ประชุม มีมติเห็นชอบ และประธานคณะกรรมการเป็นผู้ลงนามในใบยินยอม ๓) ลงพื้นที่ชุมชนที่ด�าเนินงานนวดไทย ๑๐ พื้นที่ ๔) เครือข่ายที่ท�างานด้านนวดไทย จัดประชุมในชุมชนของตนเอง ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุม ในทุกพื้นที่ลงนามใบยินยอมด้วยความสมัครใจ ข้อที่ ๕ ประเทศผู้เสนอพึงแสดงให้เห็นว่า “เรื่องที่น�าเสนอนั้นอยู่ในบัญชีมรดกวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของประเทศผู้เสนอ” นวดไทยได้ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ โดยกระทรวงวัฒนธรรม ในสาขาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ประเภทการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ 01 ������ 63-124 ����.indd 9 3/3/20 3:00 PM
8 สาระส�าคัญของการน�าเสนอนวดไทย ภายใต้ชื่อ“Nuad Thai,traditional Thaimassage” คุณค่าความส�าคัญ ภูมิปัญญาการนวดไทยเป็นศาสตร์และศิลป์ทางการแพทย์ดั้งเดิมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและพระพุทธศาสนา และเป็นการรักษาทางเลือก ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพตามแบบแผนตะวันตกสมัยใหม่ ชื่อชุมชน/คณะ/กลุ่มบุคคลหรือปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้อง องค์กรที่ส่งเสริมและพัฒนาการนวดมีมากกว่า ๕๐ องค์กร อาทิ สมาคมคนตาบอด แห่งประเทศไทย รวมถึงภาควิชาชีพ ได้แก่ สภาการแพทย์แผนไทย นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเรียน การสอน สถานประกอบการเพื่อสุขภาพทั่วประเทศ พื้นที่และขอบเขตอาณาบริเวณของเรื่องที่น�าเสนอ มีการใช้นวดไทยในการดูแลสุขภาพในครัวเรือนและชุมชนทั่วทุกภาคของประเทศ มีหมอนวด พื้นบ้านทั้งประเทศประมาณ ๒๕,๒๐๕ คน มีบุคลากร สถานประกอบการเอกชนที่ให้บริการ นวดไทยเพื่อการบ�าบัดและฟื้นฟูสุขภาพทุกจังหวัด คุณสมบัติที่ตรงตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของยูเนสโกในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ข้อที่ ๑ ประเทศผู้เสนอพึงก�าหนดว่า “เรื่องที่น�าเสนอนี้สอดคล้องกับลักษณะของมรดก วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามที่นิยามไว้ในมาตรา ๒ ของอนุสัญญาฯ” นวดไทยมีลักษณะที่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ ในสาขาแนวปฏิบัติทางสังคมและพิธีกรรม และสาขาความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล โดยเป็นภูมิปัญญาที่เติบโต มาจากปฏิบัติการในระดับครอบครัวและชุมชนเกษตรกรรม และพัฒนาต่อเนื่องมาจนเป็นศาสตร์ ในการดูแลสุขภาพที่ใช้มือหรือส่วนต่างๆ ของร่างกายในการปรับพลังและโครงสร้างของร่างกาย โดยไม่ใช้ยา เพื่อบ�าบัดความเจ็บป่วยที่เกิดจากลมในเส้นติดขัด และท�าให้ธาตุทั้ง ๔ เป็นปกติ ข้อที่ ๒ ประเทศผู้เสนอพึงแสดงให้เห็นว่า “การขึ้นทะเบียนเรื่องที่น�าเสนอนี้จะเป็น คุณประโยชน์และส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อันแสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม อย่างกว้างขวางทั่วโลก ทั้งยังสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์” 01 ������ 63-124 ����.indd 8 3/3/20 3:00 PM 9 การขึ้นทะเบียนจะกระตุ้นให้นานาชาติสนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหมอนวดไทย และคนในชาติ ได้ร่วมกันปกป้องภูมิปัญญาการนวดไทยไม่ให้ถูกน�าไปใช้ในทางเสื่อมเสีย นอกจากนี้ยังส่งเสริม การพัฒนา อาทิ การคิดค้นอุปกรณ์ช่วยนวดที่เหมาะสมกับกลุ่มคน ข้อที่ ๓ ประเทศที่น�าเสนอจะต้องแสดงถึง “มาตรการส่งเสริมและรักษาอย่างละเอียด อันสามารถจะคุ้มครองและส่งเสริมเรื่องที่น�าเสนอ” ภาครัฐมีบทบาทส�าคัญในการรับรองสถานภาพทางกฎหมายของภูมิปัญญาการนวดไทย โดยได้วางระบบการคุ้มครองสิทธิในภูมิปัญญาทั้งที่เป็นของชาติและของบุคคล ก�าหนดมาตรฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับการนวดไทย ทั้งด้านหลักสูตรการเรียนการสอน ด้านผู้นวด ด้านการให้บริการ และด้านสถานที่ให้บริการ รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน ข้อที่ ๔ ประเทศผู้เสนอพึงแสดงให้เห็นว ่า “เรื่องที่น�าเสนอนั้น ชุมชน กลุ ่มคน และปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ทั้งได้รับทราบ ให้ความเห็นชอบ และยินยอมพร้อมใจ อย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ด�าเนินการใน ๔ ลักษณะ ๑) การประชุมรับฟังความคิดเห็นทั้ง ๔ ภูมิภาค จ�านวน ๖ ครั้ง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่รัฐ หมอนวดไทย นักวิชาการ ผู้แทนจากองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ๒) น�าเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการระดับชาติ ๓ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับนวด โดยที่ประชุม มีมติเห็นชอบ และประธานคณะกรรมการเป็นผู้ลงนามในใบยินยอม ๓) ลงพื้นที่ชุมชนที่ด�าเนินงานนวดไทย ๑๐ พื้นที่ ๔) เครือข่ายที่ท�างานด้านนวดไทย จัดประชุมในชุมชนของตนเอง ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุม ในทุกพื้นที่ลงนามใบยินยอมด้วยความสมัครใจ ข้อที่ ๕ ประเทศผู้เสนอพึงแสดงให้เห็นว่า “เรื่องที่น�าเสนอนั้นอยู่ในบัญชีมรดกวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของประเทศผู้เสนอ” นวดไทยได้ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ โดยกระทรวงวัฒนธรรม ในสาขาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ประเภทการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ 01 ������ 63-124 ����.indd 9 3/3/20 3:00 PM
10 การพิจารณานวดไทยเพื่อขึ้นทะเบียนยูเนสโก เดือนมีนาคม ๒๕๖๐ เอกสารนวดไทยได้ถูกส่งไปที่ฝ่ายเลขานุการอนุสัญญาว่าด้วย การสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก โดยเอกสารนวดไทยได้ถูกลงทะเบียน รับไว้ในล�าดับหมายเลข ๐๑๓๘๔ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ คณะผู้ประเมิน (Evaluation Body) ได้ประเมินผลการพิจารณาเอกสาร นวดไทยในเบื้องต้น ตามเกณฑ์การพิจารณา R. ๑ - R. ๕ ดังนี้ R.๑ เรื่องที่เสนอนี้สอดคล้องกับลักษณะของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ตามที่ นิยามไว้ในมาตรา ๒ ของอนุสัญญาฯ R.๒ การขึ้นทะเบียนเรื่องที่เสนอนี้จะเป็นคุณประโยชน์ในการช่วยย�้าให้เป็นที่ประจักษ์ และตระหนักรู้ถึงความส�าคัญของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และส่งเสริม ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อันแสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม อย่างกว้างขวางทั่วโลก ทั้งยังสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ R.๓ แสดงถึงมาตรการสงวนรักษาอย่างละเอียด อันสามารถจะคุ้มครองและส่งเสริม เรื่องที่น�าเสนอ R.๔ เรื่องที่เสนอนี้ ชุมชน กลุ่มคน และปัจเจกชนที่เกี่ยวข้อง (หากเข้าข่าย) มีส่วนร่วม ทั้งได้รับทราบ รวมถึงให้ความเห็นชอบ และยินยอมพร้อมใจอย่างกว้างขวางที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ R.๕ เรื่องที่น�าเสนอนี้อยู่ในบัญชีมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของรัฐภาคี ตามที่ระบุไว้ ในมาตรา ๑๑ และ ๑๒ ของอนุสัญญาฯ ทั้งนี้ คณะผู้ประเมินได้เสนอความเห็นว่าเอกสารนวดไทยเป็นที่พึงพอใจตามเกณฑ์ การพิจารณา จ�านวน ๔ เกณฑ์ คือ เกณฑ์ R.๑ R.๒ R.๔ และ R.๕ ส่วนเกณฑ์ R.๓ ข้อมูลยังไม่เพียงพอ และคณะผู้ประเมินได้ใช้กลไก dialogue process เพื่อขอค�าชี้แจงเพิ่มเติมจากไทย ในประเด็นค�าถามว่า “How will the proposed safeguarding measures benefit the communities concerned?” (มาตรการที่เสนอมานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนที่เกี่ยวข้องอย่างไร) 01 ������ 63-124 ����.indd 10 3/3/20 3:00 PM 11 ประเด็นค�าถามดังกล่าว ประเทศไทยได้ชี้แจงว่า “ชุมชนท้องถิ่นจะได้รับการส่งเสริม ให้เก็บรวบรวมต�าราเอกสารต้นฉบับและองค์ความรู้เรื่องนวดไทยของตน ซึ่งจะเอื้อให้เกิดการศึกษา ค้นคว้าเรื่องนวดไทยต่อไป ทั้งในระดับชุมชน ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ตลอดจน ช่วยให้หมอนวดในท้องถิ่นเป็นที่ยอมรับมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยน องค์ความรู้เรื่องนวดไทยระหว่างท้องถิ่นต่างๆ ตลอดจนการสืบทอดหลักจรรยาบรรณและศีลธรรม ในวิชาชีพหมอนวดไทยด้วย ส่วนประชาชนทั่วไปก็จะได้รับประโยชน์จากการบริการนวดไทย ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานมากขึ้น นอกจากนี้มาตรการด้านนโยบาย กฎระเบียบต่างๆ และ มาตรการด้านงบประมาณ จะท�าให้ชุมชน ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ และผู้ประกอบวิชาชีพ นวดไทย ได้เป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาและส่งเสริมเรื่องนวดไทยเอง” ค�าชี้แจงดังกล่าวนี้เป็นที่พอใจของคณะผู้ประเมิน ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นต่อค�าชี้แจงว่า “ประเทศผู้เสนอได้อธิบายว่ามาตรการที่เสนอนั้นจะท�าให้เกิดการสืบทอดมรดกเรื่องนวดไทย ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน และยังช่วยส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นให้รักษาองค์ความรู้และ ภูมิปัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย” ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ ได้มีการประชุมคณะกรรมการระหว่าง รัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ ๑๔ ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย โดยวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้มีการพิจารณารายการ นวดไทย (Nuad Thai, traditional Thai massage) ประธานคณะผู้ประเมินได้น�าเสนอรายงาน ผลการประเมินเอกสารนวดไทยต่อคณะกรรมการฯ ในลักษณะที่พึงพอใจ และคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาตัดสินให้รายการนวดไทยได้ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity, UNESCO) 01 ������ 63-124 ����.indd 11 3/3/20 3:00 PM
10 การพิจารณานวดไทยเพื่อขึ้นทะเบียนยูเนสโก เดือนมีนาคม ๒๕๖๐ เอกสารนวดไทยได้ถูกส่งไปที่ฝ่ายเลขานุการอนุสัญญาว่าด้วย การสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก โดยเอกสารนวดไทยได้ถูกลงทะเบียน รับไว้ในล�าดับหมายเลข ๐๑๓๘๔ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ คณะผู้ประเมิน (Evaluation Body) ได้ประเมินผลการพิจารณาเอกสาร นวดไทยในเบื้องต้น ตามเกณฑ์การพิจารณา R. ๑ - R. ๕ ดังนี้ R.๑ เรื่องที่เสนอนี้สอดคล้องกับลักษณะของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ตามที่ นิยามไว้ในมาตรา ๒ ของอนุสัญญาฯ R.๒ การขึ้นทะเบียนเรื่องที่เสนอนี้จะเป็นคุณประโยชน์ในการช่วยย�้าให้เป็นที่ประจักษ์ และตระหนักรู้ถึงความส�าคัญของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และส่งเสริม ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อันแสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม อย่างกว้างขวางทั่วโลก ทั้งยังสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ R.๓ แสดงถึงมาตรการสงวนรักษาอย่างละเอียด อันสามารถจะคุ้มครองและส่งเสริม เรื่องที่น�าเสนอ R.๔ เรื่องที่เสนอนี้ ชุมชน กลุ่มคน และปัจเจกชนที่เกี่ยวข้อง (หากเข้าข่าย) มีส่วนร่วม ทั้งได้รับทราบ รวมถึงให้ความเห็นชอบ และยินยอมพร้อมใจอย่างกว้างขวางที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ R.๕ เรื่องที่น�าเสนอนี้อยู่ในบัญชีมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของรัฐภาคี ตามที่ระบุไว้ ในมาตรา ๑๑ และ ๑๒ ของอนุสัญญาฯ ทั้งนี้ คณะผู้ประเมินได้เสนอความเห็นว่าเอกสารนวดไทยเป็นที่พึงพอใจตามเกณฑ์ การพิจารณา จ�านวน ๔ เกณฑ์ คือ เกณฑ์ R.๑ R.๒ R.๔ และ R.๕ ส่วนเกณฑ์ R.๓ ข้อมูลยังไม่เพียงพอ และคณะผู้ประเมินได้ใช้กลไก dialogue process เพื่อขอค�าชี้แจงเพิ่มเติมจากไทย ในประเด็นค�าถามว่า “How will the proposed safeguarding measures benefit the communities concerned?” (มาตรการที่เสนอมานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนที่เกี่ยวข้องอย่างไร) 01 ������ 63-124 ����.indd 10 3/3/20 3:00 PM 11 ประเด็นค�าถามดังกล่าว ประเทศไทยได้ชี้แจงว่า “ชุมชนท้องถิ่นจะได้รับการส่งเสริม ให้เก็บรวบรวมต�าราเอกสารต้นฉบับและองค์ความรู้เรื่องนวดไทยของตน ซึ่งจะเอื้อให้เกิดการศึกษา ค้นคว้าเรื่องนวดไทยต่อไป ทั้งในระดับชุมชน ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ตลอดจน ช่วยให้หมอนวดในท้องถิ่นเป็นที่ยอมรับมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยน องค์ความรู้เรื่องนวดไทยระหว่างท้องถิ่นต่างๆ ตลอดจนการสืบทอดหลักจรรยาบรรณและศีลธรรม ในวิชาชีพหมอนวดไทยด้วย ส่วนประชาชนทั่วไปก็จะได้รับประโยชน์จากการบริการนวดไทย ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานมากขึ้น นอกจากนี้มาตรการด้านนโยบาย กฎระเบียบต่างๆ และ มาตรการด้านงบประมาณ จะท�าให้ชุมชน ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ และผู้ประกอบวิชาชีพ นวดไทย ได้เป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาและส่งเสริมเรื่องนวดไทยเอง” ค�าชี้แจงดังกล่าวนี้เป็นที่พอใจของคณะผู้ประเมิน ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นต่อค�าชี้แจงว่า “ประเทศผู้เสนอได้อธิบายว่ามาตรการที่เสนอนั้นจะท�าให้เกิดการสืบทอดมรดกเรื่องนวดไทย ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน และยังช่วยส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นให้รักษาองค์ความรู้และ ภูมิปัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย” ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ ได้มีการประชุมคณะกรรมการระหว่าง รัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ ๑๔ ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย โดยวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้มีการพิจารณารายการ นวดไทย (Nuad Thai, traditional Thai massage) ประธานคณะผู้ประเมินได้น�าเสนอรายงาน ผลการประเมินเอกสารนวดไทยต่อคณะกรรมการฯ ในลักษณะที่พึงพอใจ และคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาตัดสินให้รายการนวดไทยได้ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity, UNESCO) 01 ������ 63-124 ����.indd 11 3/3/20 3:00 PM
12 ประมวลเหตุการณ์การประกาศขึ้นทะเบียนนวดไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย ประธานคณะผู้ประเมินน�าเสนอรายงานผลการประเมินเอกสารนวดไทยต่อที่ประชุม 01 ������ 63-124 ����.indd 12 3/3/20 3:00 PM 13 Ms. María Claudia López Sorzano ประธานการประชุม ฝ่ายเลขานุการอนุสัญญาฯ คณะกรรมการ ระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จ�านวน ๒๔ ประเทศ คณะผู้แทน จากประเทศไทย และคณะผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ร่วมฟังผลการการประเมินเอกสารนวดไทย 01 ������ 63-124 ����.indd 13 3/3/20 3:00 PM
12 ประมวลเหตุการณ์การประกาศขึ้นทะเบียนนวดไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย ประธานคณะผู้ประเมินน�าเสนอรายงานผลการประเมินเอกสารนวดไทยต่อที่ประชุม 01 ������ 63-124 ����.indd 12 3/3/20 3:00 PM 13 Ms. María Claudia López Sorzano ประธานการประชุม ฝ่ายเลขานุการอนุสัญญาฯ คณะกรรมการ ระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จ�านวน ๒๔ ประเทศ คณะผู้แทน จากประเทศไทย และคณะผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ร่วมฟังผลการการประเมินเอกสารนวดไทย 01 ������ 63-124 ����.indd 13 3/3/20 3:00 PM
14 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย กล่าวขอบคุณคณะกรรมการ ระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ที่มีมติเห็นชอบให้นวดไทยขึ้นทะเบียน เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ การแสดงสาธิตนวดไทย ภายหลังการประกาศขึ้นทะเบียน นวดไทย โดย นายยงศักดิ์ตันติปิฎก นักวิจัย สมาคมเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านและสุขภาพวิถีไท และนายนิเวศน์บวรกุลวัฒน์แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผู้แทนประเทศต่าง ๆ ร่วมแสดงความยินดีกับคณะผู้แทนไทย ในโอกาสที่นวดไทยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียน 01 ������ 63-124 ����.indd 14 3/3/20 3:00 PM 15 คณะผู้แทนไทยทั้ง ๑๘ คน ร่วมถ่ายภาพ ภายหลังการปฏิบัติภารกิจ ในการเสนอขอขึ้นทะเบียนนวดไทยต่อยูเนสโกจนเสร็จสิ้นเป็นผลสัมฤทธิ์ 01 ������ 63-124 ����.indd 15 3/3/20 3:00 PM
14 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย กล่าวขอบคุณคณะกรรมการ ระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ที่มีมติเห็นชอบให้นวดไทยขึ้นทะเบียน เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ การแสดงสาธิตนวดไทย ภายหลังการประกาศขึ้นทะเบียน นวดไทย โดย นายยงศักดิ์ตันติปิฎก นักวิจัย สมาคมเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านและสุขภาพวิถีไท และนายนิเวศน์บวรกุลวัฒน์แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผู้แทนประเทศต่าง ๆ ร่วมแสดงความยินดีกับคณะผู้แทนไทย ในโอกาสที่นวดไทยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียน 01 ������ 63-124 ����.indd 14 3/3/20 3:00 PM 15 คณะผู้แทนไทยทั้ง ๑๘ คน ร่วมถ่ายภาพ ภายหลังการปฏิบัติภารกิจ ในการเสนอขอขึ้นทะเบียนนวดไทยต่อยูเนสโกจนเสร็จสิ้นเป็นผลสัมฤทธิ์ 01 ������ 63-124 ����.indd 15 3/3/20 3:00 PM
16 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ๑. นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ๒. นางสาวอัจฉราพร พงษ์ฉวี รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ๓. นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม ๔. นายขัตติยะ ตั้งตรงจิตร ผู้ทรงคุณวุฒิกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ๕. นายยงศักดิ์ ตันติปิฎก นักวิจัย สมาคมเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านและสุขภาพวิถีไท ๖. นายอิสระ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขานุการกรม ๗. นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ ผู้อ�านวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา ๘. นางสาวรัชดาพร ศรีภิบาล ผู้อ�านวยการกลุ่มมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ๙. นางสาวสุมาลี เจียมจังหรีด นักวิชาการวัฒนธรรมช�านาญการ กลุ่มสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑๐.นางสาวกุลธิดา พินธุทอง นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ กลุ่มมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ รายนามคณะผู้แทนประเทศไทย ซึ่งเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสนอข้อมูลนวดไทย เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทน มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย 01 ������ 63-124 ����.indd 16 3/3/20 3:00 PM 17 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ๑๑. นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ๑๒. นายนันทศักดิ์ โชติชนะเดชาวงศ์ ผู้อ�านวยการกองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย ๑๓. นายนิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ กระทรวงการต่างประเทศ ๑๔. นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอ�านาจเต็ม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และผู้แทนถาวรไทยประจ�ายูเนสโก ๑๕. นางสาวอริสา สุคนธทรัพย์ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ๑๖. นางสาวพามิลา สิริชัชนินทร์ นักการทูตปฏิบัติการ กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ ๑๗. นายปราโมทย์ ด้วงอิ่ม รองผู้แทนถาวรไทยประจ�ายูเนสโก ๑๘. นางสาวโกมุที ยมลนันทน์ นักวิเทศสัมพันธ์ช�านาญการ 01 ������ 63-124 ����.indd 17 3/3/20 3:00 PM
16 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ๑. นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ๒. นางสาวอัจฉราพร พงษ์ฉวี รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ๓. นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม ๔. นายขัตติยะ ตั้งตรงจิตร ผู้ทรงคุณวุฒิกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ๕. นายยงศักดิ์ ตันติปิฎก นักวิจัย สมาคมเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านและสุขภาพวิถีไท ๖. นายอิสระ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขานุการกรม ๗. นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ ผู้อ�านวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา ๘. นางสาวรัชดาพร ศรีภิบาล ผู้อ�านวยการกลุ่มมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ๙. นางสาวสุมาลี เจียมจังหรีด นักวิชาการวัฒนธรรมช�านาญการ กลุ่มสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑๐.นางสาวกุลธิดา พินธุทอง นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ กลุ่มมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ รายนามคณะผู้แทนประเทศไทย ซึ่งเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสนอข้อมูลนวดไทย เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทน มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย 01 ������ 63-124 ����.indd 16 3/3/20 3:00 PM 17 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ๑๑. นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ๑๒. นายนันทศักดิ์ โชติชนะเดชาวงศ์ ผู้อ�านวยการกองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย ๑๓. นายนิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ กระทรวงการต่างประเทศ ๑๔. นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอ�านาจเต็ม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และผู้แทนถาวรไทยประจ�ายูเนสโก ๑๕. นางสาวอริสา สุคนธทรัพย์ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ๑๖. นางสาวพามิลา สิริชัชนินทร์ นักการทูตปฏิบัติการ กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ ๑๗. นายปราโมทย์ ด้วงอิ่ม รองผู้แทนถาวรไทยประจ�ายูเนสโก ๑๘. นางสาวโกมุที ยมลนันทน์ นักวิเทศสัมพันธ์ช�านาญการ 01 ������ 63-124 ����.indd 17 3/3/20 3:00 PM
18 01 ������ 63-124 ����.indd 18 3/3/20 3:00 PM 19 ประวัติความเป็นมา “ การนวดไทยมีความเป็นศาสตร์และศิลป์ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว . . . เน้นไปที่การกดจุด การนวด การดัด การดึง การใช้ความร้อน - ความเย็น การใช้ตัวยาสมุนไพรเพื่อทาถูนวด อบ ประคบ รวมทั้งการใช้พลังจากสมาธิจิต ในการกระท�าต่อจุดต่างๆ บนร่างกายตามทฤษฎีเส้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการท�าให้ลมและเลือด ที่ไหลเวียนติดขัดในเส้นกลับมาเป็นปกติ 01 ������ 63-124 ����.indd 19 3/3/20 3:00 PM
18 01 ������ 63-124 ����.indd 18 3/3/20 3:00 PM 19 ประวัติความเป็นมา “ การนวดไทยมีความเป็นศาสตร์และศิลป์ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว . . . เน้นไปที่การกดจุด การนวด การดัด การดึง การใช้ความร้อน - ความเย็น การใช้ตัวยาสมุนไพรเพื่อทาถูนวด อบ ประคบ รวมทั้งการใช้พลังจากสมาธิจิต ในการกระท�าต่อจุดต่างๆ บนร่างกายตามทฤษฎีเส้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการท�าให้ลมและเลือด ที่ไหลเวียนติดขัดในเส้นกลับมาเป็นปกติ 01 ������ 63-124 ����.indd 19 3/3/20 3:00 PM
20 01 ������ 63-124 ����.indd 20 3/3/20 3:00 PM 21 ประวัติความเป็นมา การนวดก่อนประวัติศาสตร์ไทย การนวดเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์ดั้งเดิม ที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ต่อเนื่องมาเป็นเวลาช้านาน สันนิษฐานว่าเป็น การแพทย์ที่ผสมผสานระหว่างความรู้ท้องถิ่น กับการแพทย์ที่เข้ามาพร้อมกับการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยพระโสณะ แ ล ะ พ ร ะ อุ ต ร เ ถ ร ะ พ ร ะ ส ม ณ ทู ต ที่ พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมาประกาศพระธรรม ในสุวรรณภูมิเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ และที่เข้ามาสู่ดินแดนแถบนี้อีกหลายระลอก พร้อมกับพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ การหล่อหลอมให้เกิดการแพทย์ในสุวรรณภูมิ มีที่มาจากหลายทาง เช่น มาพร้อมกับนักบวช พ่อค้าวาณิช การอพยพเคลื่อนย้ายของผู้คน ชาติพันธุ์ต่างๆ และการกวาดต้อนผู้คนจากการ ศึกสงคราม เป็นต้น 01 ������ 63-124 ����.indd 21 3/3/20 3:00 PM
20 01 ������ 63-124 ����.indd 20 3/3/20 3:00 PM 21 ประวัติความเป็นมา การนวดก่อนประวัติศาสตร์ไทย การนวดเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์ดั้งเดิม ที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ต่อเนื่องมาเป็นเวลาช้านาน สันนิษฐานว่าเป็น การแพทย์ที่ผสมผสานระหว่างความรู้ท้องถิ่น กับการแพทย์ที่เข้ามาพร้อมกับการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยพระโสณะ แ ล ะ พ ร ะ อุ ต ร เ ถ ร ะ พ ร ะ ส ม ณ ทู ต ที่ พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมาประกาศพระธรรม ในสุวรรณภูมิเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ และที่เข้ามาสู่ดินแดนแถบนี้อีกหลายระลอก พร้อมกับพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ การหล่อหลอมให้เกิดการแพทย์ในสุวรรณภูมิ มีที่มาจากหลายทาง เช่น มาพร้อมกับนักบวช พ่อค้าวาณิช การอพยพเคลื่อนย้ายของผู้คน ชาติพันธุ์ต่างๆ และการกวาดต้อนผู้คนจากการ ศึกสงคราม เป็นต้น 01 ������ 63-124 ����.indd 21 3/3/20 3:00 PM
22 จากการศึกษาเปรียบเทียบองค์ความรู้ ของการนวดไทยกับการแพทย์แผนดั้งเดิมอื่น พบว่า ชื่อของเส้นประธานสิบของการนวดไทย สามเส้นแรก คือ อิทา (Ida) ปิงคลา (Pingala) และสุษุมนา (Sushumna) มีชื่อเช่นเดียวกับ ชื่อนาฑี (nadi) หลัก ซึ่งเป็นช่องที่ลมปราณ (prana) และพลังกุณฑลินี (kundalini) ไหลผ่าน ตามทฤษฎีของโยคะอินเดีย ท่าฤๅษีดัดตนบางท่า มีส่วนคล้ายคลึงกับอาสนะของโยคะ ท�าให้ สันนิษฐานว่าศาสตร์การนวดไทยน่าจะมีที่มา ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับโยคศาสตร์ แต่มีพัฒนาการ ที่แตกต่างกันไปตามบริบททางสังคมวัฒนธรรม ฤๅษีดัดตน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ◀ 01 ������ 63-124 ����.indd 22 3/3/20 3:00 PM 23 ภาพบน ภาพแกะสลักนูนตํ่าบนทับหลัง ของปราสาทสระกําแพงใหญ่ อําเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เป็นภาพแกะสลักบนทับหลัง รูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ โดยมีพระชายา คือพระลักษมี และพระภูมีเทวีถวายการนวด ที่แตกต่างกัน การนวดไทยมีความเป็นศาสตร์ และศิลป์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่าง จากโยคะ เพราะเน้นไปที่การกดจุด การนวด การดัด การดึง การใช้ความร้อน - ความเย็น การใช้ตัวยาสมุนไพรเพื่อทา ถู นวด อบ ประคบ รวมทั้งการใช้พลังจากสมาธิจิตในการกระท�า ต่อจุดต่าง ๆ บนร่างกายตามทฤษฎีเส้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการท�าให้ลมและเลือด ที่ไหลเวียนติดขัดในเส้นกลับมาเป็นปกติ (ยงศักดิ์, ๒๕๕๙ : ๓) ห ลั ก ฐ า น ที่ เ กี่ ย ว กั บ ก า ร น ว ด ก่อนประวัติศาสตร์ไทยมีจ�านวนไม่มากนัก ในยุคทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ ๕ - ๑๕) มีหลักฐานเกี่ยวกับการนวดปรากฏอยู่หลายแห่ง เช่น ที่ทับหลังของปราสาทสระก�าแพงใหญ่ อ�าเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เป็นภาพ สลักหินนารายณ์บรรทมสินธุ์ มีพระลักษมี และพระภูมีเทวีถวายการนวด และภาพสลักหิน นารายณ์บรรทมสินธุ์ข้างล�าธาร บ้านแข้ด่อน อ�าเ ภ อ น�้ายื น จั ง ห วั ด อุ บ ล ร า ช ธ า นี ที่มีพระลักษมีถวายการนวด เป็นต้น แม้หลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ในช่วงนี้จะมีไม่มากนัก แต่สันนิษฐานว่าการนวดปรากฏอยู่ในวิถีชีวิต ของผู้คนทั้งในระดับสามัญชนและผู้ปกครอง แว่นแคว้นอาณาจักรในดินแดนสุวรรณภูมิ ภาพล่าง ภาพแกะสลักนูนตํ่า บ้านแข้ด่อน อําเภอนํ้ายืน จังหวัดอุบลราชธานี ◀ ◀ 01 ������ 63-124 ����.indd 23 3/3/20 3:01 PM
22 จากการศึกษาเปรียบเทียบองค์ความรู้ ของการนวดไทยกับการแพทย์แผนดั้งเดิมอื่น พบว่า ชื่อของเส้นประธานสิบของการนวดไทย สามเส้นแรก คือ อิทา (Ida) ปิงคลา (Pingala) และสุษุมนา (Sushumna) มีชื่อเช่นเดียวกับ ชื่อนาฑี (nadi) หลัก ซึ่งเป็นช่องที่ลมปราณ (prana) และพลังกุณฑลินี (kundalini) ไหลผ่าน ตามทฤษฎีของโยคะอินเดีย ท่าฤๅษีดัดตนบางท่า มีส่วนคล้ายคลึงกับอาสนะของโยคะ ท�าให้ สันนิษฐานว่าศาสตร์การนวดไทยน่าจะมีที่มา ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับโยคศาสตร์ แต่มีพัฒนาการ ที่แตกต่างกันไปตามบริบททางสังคมวัฒนธรรม ฤๅษีดัดตน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ◀ 01 ������ 63-124 ����.indd 22 3/3/20 3:00 PM 23 ภาพบน ภาพแกะสลักนูนตํ่าบนทับหลัง ของปราสาทสระกําแพงใหญ่ อําเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เป็นภาพแกะสลักบนทับหลัง รูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ โดยมีพระชายา คือพระลักษมี และพระภูมีเทวีถวายการนวด ที่แตกต่างกัน การนวดไทยมีความเป็นศาสตร์ และศิลป์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่าง จากโยคะ เพราะเน้นไปที่การกดจุด การนวด การดัด การดึง การใช้ความร้อน - ความเย็น การใช้ตัวยาสมุนไพรเพื่อทา ถู นวด อบ ประคบ รวมทั้งการใช้พลังจากสมาธิจิตในการกระท�า ต่อจุดต่าง ๆ บนร่างกายตามทฤษฎีเส้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการท�าให้ลมและเลือด ที่ไหลเวียนติดขัดในเส้นกลับมาเป็นปกติ (ยงศักดิ์, ๒๕๕๙ : ๓) ห ลั ก ฐ า น ที่ เ กี่ ย ว กั บ ก า ร น ว ด ก่อนประวัติศาสตร์ไทยมีจ�านวนไม่มากนัก ในยุคทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ ๕ - ๑๕) มีหลักฐานเกี่ยวกับการนวดปรากฏอยู่หลายแห่ง เช่น ที่ทับหลังของปราสาทสระก�าแพงใหญ่ อ�าเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เป็นภาพ สลักหินนารายณ์บรรทมสินธุ์ มีพระลักษมี และพระภูมีเทวีถวายการนวด และภาพสลักหิน นารายณ์บรรทมสินธุ์ข้างล�าธาร บ้านแข้ด่อน อ�าเ ภ อ น�้ายื น จั ง ห วั ด อุ บ ล ร า ช ธ า นี ที่มีพระลักษมีถวายการนวด เป็นต้น แม้หลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ในช่วงนี้จะมีไม่มากนัก แต่สันนิษฐานว่าการนวดปรากฏอยู่ในวิถีชีวิต ของผู้คนทั้งในระดับสามัญชนและผู้ปกครอง แว่นแคว้นอาณาจักรในดินแดนสุวรรณภูมิ ภาพล่าง ภาพแกะสลักนูนตํ่า บ้านแข้ด่อน อําเภอนํ้ายืน จังหวัดอุบลราชธานี ◀ ◀ 01 ������ 63-124 ����.indd 23 3/3/20 3:01 PM
24 การนวดในประวัติศาสตร์ไทย การนวดสืบทอดอยู่ในวิถีชุมชนมายาวนาน แต่ไม่มีปรากฏบันทึกในเอกสาร นอกจาก การบอกเล่าสืบต่อกันมา หลักฐานเกี่ยวกับ การนวดในประวัติศาสตร์ได้จากบันทึก ของราชส�านัก เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นต้นมา ยุคกรุงศรีอยุธยา ๑) สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ในท�าเนียบศักดินาข้าราชการฝ่ายทหาร และพลเรือน ซึ่งตราขึ้นในรัชสมัยนี้เมื่อปี พ.ศ.๑๙๙๘ ระบุว่ามีกรมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ ในราชส�านัก คือ กรมแพทยา โรงพระโอสถ กรมหมอยา กรมหมอนวด กรมยาตา กรมหมอวรรณโรค เฉพาะกรมหมอนวดได้ระบุ ว่ามีหลวงราชรักษาเป็นเจ้ากรมหมอนวดขวา หลวงราโชเป็นเจ้ากรมหมอนวดซ้าย ขุนภักดีองค์ เป็นปลัดกรมขวา ขุนองครักษาเป็นปลัดกรมซ้าย มีหมอที่มีบรรดาศักดิ์รองลงมา ได้แก่ หมื่นแก้ววรเลิศ หมื่นวาโยวาต หมื่นวาโยนาศ หมื่นวาโยไชย และยังมีขุนในกรม หมื่นในกรม พันในกรม พันหมอ และนายพะโรง (หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๑๕ : ๒๖๒ - ๒๖๔) I u d e a ภาพวาดกรุงศรีอยุธยา โดยศิลปินชาวดัทช์ ปี พ.ศ. ๒๑๙๓ ◀ ▶ บันทึกการนวดในสยาม โดยมองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ 01 ������ 63-124 ����.indd 24 3/3/20 3:01 PM 25 ๒) สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ใ น ส มั ย นี้ มี ก า ร ร ว บ ร ว ม ต�ารั บ ย า ไว้หลายขนาน ส่วนใหญ่เป็นยาที่บรรดาหมอหลวง ใช้ถวายการรักษาและได้ผลดีมาแล้ว ซึ่งต่อมา มีการจัดพิมพ์และให้ชื่อว่า “ต�าราพระโอสถ พระนารายณ์” ซึ่งมีต�ารับยาที่ใช้ส�าหรับการนวด หลายขนาน เช่น พระอังคบพระเส้น ท�าให้ เส้นที่ตึงให้หย่อนลง ยาทาพระเส้น ทาแก้เส้น ที่ผิดปกติ แก้ลมอัมพาต ลมปัตฆาฏกล่อน ตะคริว จับโปง แก้เมื่อยขบทั้งปวง น�้ามันภาลาธิไตล แก้เส้นอันทพฤกให้หย่อน แก้ฟกบวมเป็นก้อนแข็ง น�้ามันมหาปไลยกัลป์ แก้เส้นอันทพฤก และกล่อนลม ที่ท�าให้มือเท้าตาย ง่อยเพลีย (นายเพชรปัญญาปรุงถวาย) ขี้ผึ้งบี้พระเส้น แก้เส้นอันแข็งนั้นให้หย่อน (พระสิทธิสารปรุง ถวาย) เป็นต้น (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๒๒) นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักฐานจาก การบันทึกของ มงซิเออร์ เดอลาลูแบร์ ซึ่งเข้า มาในกรุงสยามเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๓๐ - ๒๒๓๑ และเขียนบรรยายเกี่ยวกับกรุงสยามไว้ (บันทึกนี้ ต่อมาเรียกว่า จดหมายเหตุลาลูแบร์) มีข้อความ ที่กล่าวถึงการนวดสมัยนั้นไว้ด้วย ดังนี้ ในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลง ก็จะเริ่ม ให้ยืดเส้นยืดสาย โดยให้ผู้มีความชํานาญในทางนี้ ขึ้นไปแล้วใช้เท้าเหยียบ กล่าวกันว่า หญิงมีครรภ์ ก็มักใช้เด็กเหยียบเพื่อให้คลอดบุตรง่าย (มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์, ๒๕๔๘ : ๑๙๕) หลักฐานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า การยอมรับ สถานภาพของหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการนวด มีมาแต่สมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว และเมื่อ เปรียบเทียบกรมหมอนวดกับกรมแพทยา พบว่า เจ้ากรมหมอนวดมีศักดินาเท่ากับเจ้ากรม แพทยาหน้าและหลัง ซึ่งแสดงว่าหมอนวด กับหมอยาเป็นหมอคนละประเภทกัน และมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกัน การแบ่งส่วนราชการ เป็นกรมหมอแบบนี้น่าจะสืบเนื่องมาตลอด ในยุคกรุงศรีอยุธยาจนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ มายกเลิกในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งจะได้กล่าวถึง ต่อไป 01 ������ 63-124 ����.indd 25 3/3/20 3:01 PM
24 การนวดในประวัติศาสตร์ไทย การนวดสืบทอดอยู่ในวิถีชุมชนมายาวนาน แต่ไม่มีปรากฏบันทึกในเอกสาร นอกจาก การบอกเล่าสืบต่อกันมา หลักฐานเกี่ยวกับ การนวดในประวัติศาสตร์ได้จากบันทึก ของราชส�านัก เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นต้นมา ยุคกรุงศรีอยุธยา ๑) สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ในท�าเนียบศักดินาข้าราชการฝ่ายทหาร และพลเรือน ซึ่งตราขึ้นในรัชสมัยนี้เมื่อปี พ.ศ.๑๙๙๘ ระบุว่ามีกรมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ ในราชส�านัก คือ กรมแพทยา โรงพระโอสถ กรมหมอยา กรมหมอนวด กรมยาตา กรมหมอวรรณโรค เฉพาะกรมหมอนวดได้ระบุ ว่ามีหลวงราชรักษาเป็นเจ้ากรมหมอนวดขวา หลวงราโชเป็นเจ้ากรมหมอนวดซ้าย ขุนภักดีองค์ เป็นปลัดกรมขวา ขุนองครักษาเป็นปลัดกรมซ้าย มีหมอที่มีบรรดาศักดิ์รองลงมา ได้แก่ หมื่นแก้ววรเลิศ หมื่นวาโยวาต หมื่นวาโยนาศ หมื่นวาโยไชย และยังมีขุนในกรม หมื่นในกรม พันในกรม พันหมอ และนายพะโรง (หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๑๕ : ๒๖๒ - ๒๖๔) I u d e a ภาพวาดกรุงศรีอยุธยา โดยศิลปินชาวดัทช์ ปี พ.ศ. ๒๑๙๓ ◀ ▶ บันทึกการนวดในสยาม โดยมองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ 01 ������ 63-124 ����.indd 24 3/3/20 3:01 PM 25 ๒) สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ใ น ส มั ย นี้ มี ก า ร ร ว บ ร ว ม ต�ารั บ ย า ไว้หลายขนาน ส่วนใหญ่เป็นยาที่บรรดาหมอหลวง ใช้ถวายการรักษาและได้ผลดีมาแล้ว ซึ่งต่อมา มีการจัดพิมพ์และให้ชื่อว่า “ต�าราพระโอสถ พระนารายณ์” ซึ่งมีต�ารับยาที่ใช้ส�าหรับการนวด หลายขนาน เช่น พระอังคบพระเส้น ท�าให้ เส้นที่ตึงให้หย่อนลง ยาทาพระเส้น ทาแก้เส้น ที่ผิดปกติ แก้ลมอัมพาต ลมปัตฆาฏกล่อน ตะคริว จับโปง แก้เมื่อยขบทั้งปวง น�้ามันภาลาธิไตล แก้เส้นอันทพฤกให้หย่อน แก้ฟกบวมเป็นก้อนแข็ง น�้ามันมหาปไลยกัลป์ แก้เส้นอันทพฤก และกล่อนลม ที่ท�าให้มือเท้าตาย ง่อยเพลีย (นายเพชรปัญญาปรุงถวาย) ขี้ผึ้งบี้พระเส้น แก้เส้นอันแข็งนั้นให้หย่อน (พระสิทธิสารปรุง ถวาย) เป็นต้น (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๒๒) นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักฐานจาก การบันทึกของ มงซิเออร์ เดอลาลูแบร์ ซึ่งเข้า มาในกรุงสยามเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๓๐ - ๒๒๓๑ และเขียนบรรยายเกี่ยวกับกรุงสยามไว้ (บันทึกนี้ ต่อมาเรียกว่า จดหมายเหตุลาลูแบร์) มีข้อความ ที่กล่าวถึงการนวดสมัยนั้นไว้ด้วย ดังนี้ ในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลง ก็จะเริ่ม ให้ยืดเส้นยืดสาย โดยให้ผู้มีความชํานาญในทางนี้ ขึ้นไปแล้วใช้เท้าเหยียบ กล่าวกันว่า หญิงมีครรภ์ ก็มักใช้เด็กเหยียบเพื่อให้คลอดบุตรง่าย (มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์, ๒๕๔๘ : ๑๙๕) หลักฐานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า การยอมรับ สถานภาพของหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการนวด มีมาแต่สมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว และเมื่อ เปรียบเทียบกรมหมอนวดกับกรมแพทยา พบว่า เจ้ากรมหมอนวดมีศักดินาเท่ากับเจ้ากรม แพทยาหน้าและหลัง ซึ่งแสดงว่าหมอนวด กับหมอยาเป็นหมอคนละประเภทกัน และมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกัน การแบ่งส่วนราชการ เป็นกรมหมอแบบนี้น่าจะสืบเนื่องมาตลอด ในยุคกรุงศรีอยุธยาจนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ มายกเลิกในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งจะได้กล่าวถึง ต่อไป 01 ������ 63-124 ����.indd 25 3/3/20 3:01 PM
26 ๓) สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พบหลักฐานจากพระราชพงศาวดารว่า เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ. ๒๓๐๑ พระองค์ทรงพระประชวรหนัก หมอนวดได้ถวายงานนวดอย่างใกล้ชิด ดังความที่ว่า วันหนึ่งถึงเพลาเที่ยงแล้วห้าบาทบรรทม ตื่นจะเสด็จไปลงพระบังคน หลวงราชรักษา หลวงราโช หมอนวดพยุงพระองค์ให้ทรงยืนขึ้น พระวาตะปะทะ พระเนตรวิกลกลับช้อนขึ้น หายพระทัยดังดั่งเสียงกรน พระหัตถ์คว้าจับ หลักชัยมิใคร่จะถูก หมอนวดทั้งสองให้เอนองค์ บรรทม แล้วถวายอยู่งานนวดแก้พระวาตะ จากหลักฐานดังกล่าว ส.พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า หมอนวดได้อยู่ถวาย การรักษาอย่างใกล้ชิดพระมหากษัตริย์มากกว่า หมอยา (ส.พลายน้อย, ๒๕๔๔ : ๑๓๕) เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกเผาท�าลายในครั้ง เสียกรุงครั้งที่ ๒ ต�ารับต�าราต่าง ๆ น่าจะถูก เผาท�าลายไปเป็นจ�านวนมาก บางส่วนถูกน�าไปฝังดิน พร้อมกับทรัพย์สมบัติมีค่าอื่น ๆ ผู้คน มีทั้งล้มตายและถูกกวาดต้อนไปพม่า ที่เหลือ แตกกระสานซ่านเซ็นหลบหนีภัยสงคราม ท�าให้ การสืบทอดความรู้ทางการแพทย์หยุดชะงักไปด้วย ความรู้การนวดในคัมภีร์ต�าราส่วนหนึ่งสูญหาย ไปในช่วงเวลานี้ ยุคกรุงธนบุรี ในยุคนี้ผู้คนที่หลงเหลือจากศึกสงคราม เริ่มกลับไปยังกรุงเก่าเพื่อขุดหาทรัพย์สมบัติที่ฝังไว้ ซึ่งน่าจะมีต�ารับต�าราบางส่วนหลงเหลือ มาให้ฟื้นฟูในภายหลัง แต่ด้วยกรุงเก่าเสียหาย ย่อยยับ ไม่สามารถบูรณะให้เป็นบ้านเมือง ได้ดังเดิม ผู้คนจึงต้องทิ้งถิ่นฐานไปอาศัย อยู่ในที่แห่งใหม่ ในช่วงเริ่มตั้งราชธานีใหม่ จึงยังขาดแคลนหมอและต�ารับต�าราต่าง ๆ เป็นเหตุให้มีผู้เสาะหาต�ารามาศึกษาหาความรู้ เพื่อเป็นหมอรักษาตนเองและครอบครัว กรุงศรีอยุธยาถูกเผาทําลาย ครั้งเสียกรุงครั้งที่ ๒ ◀ ▶ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) 01 ������ 63-124 ����.indd 26 3/3/20 3:01 PM 27 รัชกาลที่ ๑ ภายหลังการปราบดาภิเษกขึ้นเสวย ราชสมบัติ ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นใหม่ และได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธารามหรือวัดโพธิ์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส และโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมต�ารายาและฤๅษีดัดตนเป็นครั้งแรก ไว้เป็นทานตามศาลาราย และมีอักษรจารึก ติดไว้กับรูปฤๅษีบอกวิธีการดัดและแก้โรค ของแต่ละท่า ในสมัยนี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับพระยาวิชยาธิบดี เ จ ้ า เ มื อ ง จั น ท บู ร น า ม เ ดิ ม ก ล ่ อ ม เดิมเป็นชาวพระนครศรีอยุธยา เมื่อเสียกรุง ท่านและครอบครัวพลัดพรากจากญาติพี่น้อง มาอาศัยอยู่ที่กรุงธนบุรี เมื่อลูกเมียเจ็บไข้ หาหมอรักษายาก ท่านจึงเสาะหาคัมภีร์แพทย์ มาเรียนด้วยตนเองอยู่ ๗ ปี ท่านพบว่า คัมภีร์แพทย์ยากแก่การจดจ�า จึงแต่งต�าราแพทย์ เป็นกาพย์กลอน เพื่อให้จดจ�าได้ง่ายขึ้น ต่อมา มีผู้ช�าระแก้ไขและร้อยกรองเนื้อหาเพิ่มเติม จัดตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “ต�าราโรคนิทาน ค�าฉันท์ ๑๑” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๖ หนังสือเล่มนี้ เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในปัจจุบัน เนื้อหาในต�ารา เล่มนี้ มีส่วนหนึ่งที่กล่าวถึงเส้นประธานสิบ และการนวดเพื่อแก้โรคที่เกิดจากเส้นดังกล่าว ผิดปกติ ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อล่วงเข้าสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูบูรณะประเทศ และสรรพวิทยาการต่างๆ นอกจากการสืบต่อ แบบแผนการบริหารราชการแผ่นดิน จากกรุงศรีอยุธยาโดยยังคงกรมหมอต่าง ๆ ในราชส�านักไว้แล้ว พระมหากษัตริย์ไทย ยังทรงให้ความส�าคัญกับการฟื้นฟูวิชาการนวด ด้วยเช่นกัน ดังนี้ 01 ������ 63-124 ����.indd 27 3/3/20 3:01 PM
26 ๓) สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พบหลักฐานจากพระราชพงศาวดารว่า เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ. ๒๓๐๑ พระองค์ทรงพระประชวรหนัก หมอนวดได้ถวายงานนวดอย่างใกล้ชิด ดังความที่ว่า วันหนึ่งถึงเพลาเที่ยงแล้วห้าบาทบรรทม ตื่นจะเสด็จไปลงพระบังคน หลวงราชรักษา หลวงราโช หมอนวดพยุงพระองค์ให้ทรงยืนขึ้น พระวาตะปะทะ พระเนตรวิกลกลับช้อนขึ้น หายพระทัยดังดั่งเสียงกรน พระหัตถ์คว้าจับ หลักชัยมิใคร่จะถูก หมอนวดทั้งสองให้เอนองค์ บรรทม แล้วถวายอยู่งานนวดแก้พระวาตะ จากหลักฐานดังกล่าว ส.พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า หมอนวดได้อยู่ถวาย การรักษาอย่างใกล้ชิดพระมหากษัตริย์มากกว่า หมอยา (ส.พลายน้อย, ๒๕๔๔ : ๑๓๕) เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกเผาท�าลายในครั้ง เสียกรุงครั้งที่ ๒ ต�ารับต�าราต่าง ๆ น่าจะถูก เผาท�าลายไปเป็นจ�านวนมาก บางส่วนถูกน�าไปฝังดิน พร้อมกับทรัพย์สมบัติมีค่าอื่น ๆ ผู้คน มีทั้งล้มตายและถูกกวาดต้อนไปพม่า ที่เหลือ แตกกระสานซ่านเซ็นหลบหนีภัยสงคราม ท�าให้ การสืบทอดความรู้ทางการแพทย์หยุดชะงักไปด้วย ความรู้การนวดในคัมภีร์ต�าราส่วนหนึ่งสูญหาย ไปในช่วงเวลานี้ ยุคกรุงธนบุรี ในยุคนี้ผู้คนที่หลงเหลือจากศึกสงคราม เริ่มกลับไปยังกรุงเก่าเพื่อขุดหาทรัพย์สมบัติที่ฝังไว้ ซึ่งน่าจะมีต�ารับต�าราบางส่วนหลงเหลือ มาให้ฟื้นฟูในภายหลัง แต่ด้วยกรุงเก่าเสียหาย ย่อยยับ ไม่สามารถบูรณะให้เป็นบ้านเมือง ได้ดังเดิม ผู้คนจึงต้องทิ้งถิ่นฐานไปอาศัย อยู่ในที่แห่งใหม่ ในช่วงเริ่มตั้งราชธานีใหม่ จึงยังขาดแคลนหมอและต�ารับต�าราต่าง ๆ เป็นเหตุให้มีผู้เสาะหาต�ารามาศึกษาหาความรู้ เพื่อเป็นหมอรักษาตนเองและครอบครัว กรุงศรีอยุธยาถูกเผาทําลาย ครั้งเสียกรุงครั้งที่ ๒ ◀ ▶ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) 01 ������ 63-124 ����.indd 26 3/3/20 3:01 PM 27 รัชกาลที่ ๑ ภายหลังการปราบดาภิเษกขึ้นเสวย ราชสมบัติ ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นใหม่ และได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธารามหรือวัดโพธิ์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส และโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมต�ารายาและฤๅษีดัดตนเป็นครั้งแรก ไว้เป็นทานตามศาลาราย และมีอักษรจารึก ติดไว้กับรูปฤๅษีบอกวิธีการดัดและแก้โรค ของแต่ละท่า ในสมัยนี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับพระยาวิชยาธิบดี เ จ ้ า เ มื อ ง จั น ท บู ร น า ม เ ดิ ม ก ล ่ อ ม เดิมเป็นชาวพระนครศรีอยุธยา เมื่อเสียกรุง ท่านและครอบครัวพลัดพรากจากญาติพี่น้อง มาอาศัยอยู่ที่กรุงธนบุรี เมื่อลูกเมียเจ็บไข้ หาหมอรักษายาก ท่านจึงเสาะหาคัมภีร์แพทย์ มาเรียนด้วยตนเองอยู่ ๗ ปี ท่านพบว่า คัมภีร์แพทย์ยากแก่การจดจ�า จึงแต่งต�าราแพทย์ เป็นกาพย์กลอน เพื่อให้จดจ�าได้ง่ายขึ้น ต่อมา มีผู้ช�าระแก้ไขและร้อยกรองเนื้อหาเพิ่มเติม จัดตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “ต�าราโรคนิทาน ค�าฉันท์ ๑๑” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๖ หนังสือเล่มนี้ เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในปัจจุบัน เนื้อหาในต�ารา เล่มนี้ มีส่วนหนึ่งที่กล่าวถึงเส้นประธานสิบ และการนวดเพื่อแก้โรคที่เกิดจากเส้นดังกล่าว ผิดปกติ ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อล่วงเข้าสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูบูรณะประเทศ และสรรพวิทยาการต่างๆ นอกจากการสืบต่อ แบบแผนการบริหารราชการแผ่นดิน จากกรุงศรีอยุธยาโดยยังคงกรมหมอต่าง ๆ ในราชส�านักไว้แล้ว พระมหากษัตริย์ไทย ยังทรงให้ความส�าคัญกับการฟื้นฟูวิชาการนวด ด้วยเช่นกัน ดังนี้ 01 ������ 63-124 ����.indd 27 3/3/20 3:01 PM
28 รัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๖๔ โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นผู้ควบคุม การปฏิสังขรณ์วัดจอมทอง ในการนี้ทรงให้ จารึกต� ารายา ต� ารานวด และต� าราวางปลิง บนแผ่นศิลา แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามว่า วัดราชโอรสาราม รัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๗๕ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมล มังคลาราม (วัดโพธิ์) อีกครั้ง โดยมีพระราชประสงค์ พิเศษอย่างหนึ่งคือ จะให้เป็นแหล่งเล่าเรียน วิชาความรู้ของมหาชน ไม่เลือกชั้นบรรดาศักดิ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมเลือกสรร ต� ารับต� าราต่างๆ แล้วจารึกบนแผ่นศิลาประดับ ไว้ในบริเวณวัดพระเชตุพนฯ เฉพาะความรู้ ด้านการแพทย์ โปรดเกล้าฯ ให้สืบเสาะหา ต� ารายา ต� าราแพทย์จากพระราชาคณะ ข้าราชการ ตลอดจนราษฎร มาจารึกบนแผ่นศิลา จารึกดังกล่าว มี ๔ หมวดใหญ่ๆ ได้แก่ วิชา ฤๅษีดัดตน เวชศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ แผนนวด เฉพาะแผนนวดมีจ� านวน ๖๐ ภาพ (โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนฯ, ๒๕๓๗) แผนนวดจารึกวัดพระเชตุพนฯ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักฐานองค์ความรู้ การนวดไทยที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วนมากที่สุด ในปัจจุบัน ◀ตํารายาวัดโพธิ์ ▶ แผ่นจารึก และรูปปั้นฤๅษีดัดตน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) พ.ศ. ๒๕๖๑ รูปฤๅษีดัดตนบอกวิธีแก้โรค ของแต่ละท่า ◀ 01 ������ 63-124 ����.indd 28 3/3/20 3:01 PM 29 01 ������ 63-124 ����.indd 29 3/3/20 3:01 PM
28 รัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๖๔ โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นผู้ควบคุม การปฏิสังขรณ์วัดจอมทอง ในการนี้ทรงให้ จารึกต�ารายา ต�ารานวด และต�าราวางปลิง บนแผ่นศิลา แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามว่า วัดราชโอรสาราม รัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๗๕ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมล มังคลาราม (วัดโพธิ์) อีกครั้ง โดยมีพระราชประสงค์ พิเศษอย่างหนึ่งคือ จะให้เป็นแหล่งเล่าเรียน วิชาความรู้ของมหาชน ไม่เลือกชั้นบรรดาศักดิ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมเลือกสรร ต�ารับต�าราต่างๆ แล้วจารึกบนแผ่นศิลาประดับ ไว้ในบริเวณวัดพระเชตุพนฯ เฉพาะความรู้ ด้านการแพทย์ โปรดเกล้าฯ ให้สืบเสาะหา ต�ารายา ต�าราแพทย์จากพระราชาคณะ ข้าราชการ ตลอดจนราษฎร มาจารึกบนแผ่นศิลา จารึกดังกล่าว มี ๔ หมวดใหญ่ๆ ได้แก่ วิชา ฤๅษีดัดตน เวชศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ แผนนวด เฉพาะแผนนวดมีจ�านวน ๖๐ ภาพ (โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนฯ, ๒๕๓๗) แผนนวดจารึกวัดพระเชตุพนฯ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักฐานองค์ความรู้ การนวดไทยที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วนมากที่สุด ในปัจจุบัน ◀ ตํารายาวัดโพธิ์ ▶ แผ่นจารึก และรูปปั้นฤๅษีดัดตน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) พ.ศ. ๒๕๖๑ รูปฤๅษีดัดตนบอกวิธีแก้โรค ของแต่ละท่า ◀ 01 ������ 63-124 ����.indd 28 3/3/20 3:01 PM 29 01 ������ 63-124 ����.indd 29 3/3/20 3:01 PM
30 รัชกาลที่ ๔ หลักฐานทางเอกสารในสมัยนี้ พบว่า มีข้าราชการในฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคล ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือข้าราชการฝ่ายวังหน้าที่เกี่ยวกับการแพทย์ไทย ได้แก่ ข้าราชการในกรมหมอ กรมหมอยา กรมหมอนวด กรมหมอกุมาร กรมหมอยาตา หมอฝรั่ง เฉพาะกรมหมอนวด ได้ระบุว่า พระวรวงศ์รักษาเป็นจางวาง หลวงสัมพาหแพทย์ เป็นปลัดจางวาง หลวงสัมพาหภักดีเป็นปลัด จางวาง หลวงประสาทวิจิตร เป็นเจ้ากรมซ้าย หลวงประสิทธิหัตถา เป็นเจ้ากรมขวา ขุนวาตาพินาศเป็นปลัดกรมขวา ขุนศรีสัมพาห เป็นปลัดกรมซ้าย (ทําเนียบนามภาคที่ ๒ ตํารา ตําแหน่งข้าราชการฝ่ายพระราชวังบวรสถาน มงคล, ๒๔๖๒: ๑๕-๑๗) นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานในประชุม ประกาศรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นประกาศว่าด้วย ละครผู้หญิงแลเรื่องหมอเรื่องช่าง มีข้อความ ตอนหนึ่งว่า ข้อหนึ่ง หมอยาหมอนวดมีคนจะต้องการ ไว้ใช้อยู่ด้วยกันทุกแห่ง แต่หมอหลวงนั้น ถ้าท่านผู้ใดจะต้องการไว้ใช้ที่วังที่บ้าน ก็อย่าให้ เอาบังไว้เงียบๆ ราชการหลวงก็ไม่มารับราชการ ถึงคราวเบี้ยหวัดก็มารับเอาไปเปล่าๆ การหลวง ก็ไม่ได้ใช้ มิใช่ว่าในหลวงจะทรงหวงแหน หมอนวดหมอยาก็หามิได้ ก็ใช้อยู่ด้วยกันต่อไป ถ้าท่านผู้ใดจะต้องการหมอนวดหมอยาไปไว้ใช้ สําหรับวังสําหรับบ้านทีเดียว ก็กราบบังคมทูล พระกรุณาจะพระราชทานให้จะได้ทรงทราบว่า อยู่ที่นั้น ๆ (ชาญวิทย์, ๒๕๔๗ : ๗๘) จากประกาศนี้แสดงว่า มีความต้องการ ใช้งานหมอนวดหมอยาเป็นจ�านวนมาก และ มีผู้เบียดบังเวลาของหมอนวดหมอยาซึ่งเป็น หมอหลวงไปใช้ที่วังหรือบ้านเพื่อการส่วนตัว พระองค์จึงทรงประกาศให้ผู้ที่ต้องการใช้ งานหมอนวดหมอยา กราบบังคมทูลเพื่อให้ ทรงพระกรุณาพระราชทานให้ จะได้รู้ว่าหมอไปอยู่ ท�าการ ณ ที่ใด 01 ������ 63-124 ����.indd 30 3/3/20 3:01 PM 31 รัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๓ โปรดเกล้าฯ ให้ช�าระ สอบสวนคัมภีร์แพทย์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น ให้ถูกต้อง แล้วให้จารลงสมุดไทย ต่อมารวม เรียกว่า “ต�าราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕” ประกอบด้วย ๑๕ คัมภีร์ ซึ่งมีคัมภีร์แผนนวด อยู่ด้วย เวชศาสตร์ฉบับหลวงเป็นที่มาของ ต�าราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ที่เป็นต�าราหลัก ในการศึกษาเล่าเรียนของแพทย์แผนไทยในยุค ปัจจุบัน ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๘ มีการเรียนการสอนวิชาแพทย์ไทยที่ราชแพทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศ มีการสอนวิชาหมอนวดเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร การเรียนการสอนของโรงเรียนแพทย์ด้วย แต่ไม่ประสบความส�าเร็จมากนัก และอาจมีการ เลิกสอนไปกลางคัน ปรากฏหลักฐานภาพถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗ เป็นภาพถ่ายการนวด ชนชั้นสูงของสยาม (ภาพบนซ้าย) และภาพถ่าย เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสต้น เมืองนครสวรรค์ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ มีพระภิกษุ วัดพระปรางค์เหลือง เมืองพยุหคีรี ถวายการนวด เหยียบเหล็กแดงแก่พระองค์ (ภาพบนขวา) ทั้งสองภาพนี้แสดงให้เห็นว่ามีการใช้การนวดไทย ทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและในชุมชนท้องถิ่นของ สยามประเทศในสมัยนั้น ซ้าย การนวดของชนชั้นสูง ในสยาม พ.ศ. ๒๔๓๗ ขวา พระภิกษุ วัดพระปรางค์เหลือง เมืองพยุหคีรี ถวายการนวด เหยียบเหล็กแดง แก่รัชกาลที่ ๕ ◀ ตําราเวชศาสตร์ ฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ ◀ 01 ������ 63-124 ����.indd 31 3/3/20 3:01 PM
30 รัชกาลที่ ๔ หลักฐานทางเอกสารในสมัยนี้ พบว่า มีข้าราชการในฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคล ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือข้าราชการฝ่ายวังหน้าที่เกี่ยวกับการแพทย์ไทย ได้แก่ ข้าราชการในกรมหมอ กรมหมอยา กรมหมอนวด กรมหมอกุมาร กรมหมอยาตา หมอฝรั่ง เฉพาะกรมหมอนวด ได้ระบุว่า พระวรวงศ์รักษาเป็นจางวาง หลวงสัมพาหแพทย์ เป็นปลัดจางวาง หลวงสัมพาหภักดีเป็นปลัด จางวาง หลวงประสาทวิจิตร เป็นเจ้ากรมซ้าย หลวงประสิทธิหัตถา เป็นเจ้ากรมขวา ขุนวาตาพินาศเป็นปลัดกรมขวา ขุนศรีสัมพาห เป็นปลัดกรมซ้าย (ทําเนียบนามภาคที่ ๒ ตํารา ตําแหน่งข้าราชการฝ่ายพระราชวังบวรสถาน มงคล, ๒๔๖๒: ๑๕-๑๗) นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานในประชุม ประกาศรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นประกาศว่าด้วย ละครผู้หญิงแลเรื่องหมอเรื่องช่าง มีข้อความ ตอนหนึ่งว่า ข้อหนึ่ง หมอยาหมอนวดมีคนจะต้องการ ไว้ใช้อยู่ด้วยกันทุกแห่ง แต่หมอหลวงนั้น ถ้าท่านผู้ใดจะต้องการไว้ใช้ที่วังที่บ้าน ก็อย่าให้ เอาบังไว้เงียบๆ ราชการหลวงก็ไม่มารับราชการ ถึงคราวเบี้ยหวัดก็มารับเอาไปเปล่าๆ การหลวง ก็ไม่ได้ใช้ มิใช่ว่าในหลวงจะทรงหวงแหน หมอนวดหมอยาก็หามิได้ ก็ใช้อยู่ด้วยกันต่อไป ถ้าท่านผู้ใดจะต้องการหมอนวดหมอยาไปไว้ใช้ สําหรับวังสําหรับบ้านทีเดียว ก็กราบบังคมทูล พระกรุณาจะพระราชทานให้จะได้ทรงทราบว่า อยู่ที่นั้น ๆ (ชาญวิทย์, ๒๕๔๗ : ๗๘) จากประกาศนี้แสดงว่า มีความต้องการ ใช้งานหมอนวดหมอยาเป็นจ�านวนมาก และ มีผู้เบียดบังเวลาของหมอนวดหมอยาซึ่งเป็น หมอหลวงไปใช้ที่วังหรือบ้านเพื่อการส่วนตัว พระองค์จึงทรงประกาศให้ผู้ที่ต้องการใช้ งานหมอนวดหมอยา กราบบังคมทูลเพื่อให้ ทรงพระกรุณาพระราชทานให้ จะได้รู้ว่าหมอไปอยู่ ท�าการ ณ ที่ใด 01 ������ 63-124 ����.indd 30 3/3/20 3:01 PM 31 รัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๓ โปรดเกล้าฯ ให้ช�าระ สอบสวนคัมภีร์แพทย์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น ให้ถูกต้อง แล้วให้จารลงสมุดไทย ต่อมารวม เรียกว่า “ต�าราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕” ประกอบด้วย ๑๕ คัมภีร์ ซึ่งมีคัมภีร์แผนนวด อยู่ด้วย เวชศาสตร์ฉบับหลวงเป็นที่มาของ ต�าราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ที่เป็นต�าราหลัก ในการศึกษาเล่าเรียนของแพทย์แผนไทยในยุค ปัจจุบัน ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๘ มีการเรียนการสอนวิชาแพทย์ไทยที่ราชแพทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศ มีการสอนวิชาหมอนวดเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร การเรียนการสอนของโรงเรียนแพทย์ด้วย แต่ไม่ประสบความส�าเร็จมากนัก และอาจมีการ เลิกสอนไปกลางคัน ปรากฏหลักฐานภาพถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗ เป็นภาพถ่ายการนวด ชนชั้นสูงของสยาม (ภาพบนซ้าย) และภาพถ่าย เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสต้น เมืองนครสวรรค์ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ มีพระภิกษุ วัดพระปรางค์เหลือง เมืองพยุหคีรี ถวายการนวด เหยียบเหล็กแดงแก่พระองค์ (ภาพบนขวา) ทั้งสองภาพนี้แสดงให้เห็นว่ามีการใช้การนวดไทย ทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและในชุมชนท้องถิ่นของ สยามประเทศในสมัยนั้น ซ้าย การนวดของชนชั้นสูง ในสยาม พ.ศ. ๒๔๓๗ ขวา พระภิกษุ วัดพระปรางค์เหลือง เมืองพยุหคีรี ถวายการนวด เหยียบเหล็กแดง แก่รัชกาลที่ ๕ ◀ ตําราเวชศาสตร์ ฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ ◀ 01 ������ 63-124 ����.indd 31 3/3/20 3:01 PM
32 รัชกาลที่ ๖ มีการยกเลิกกรมแพทย์หลวงในราชส�านัก ในต้นรัชกาล หมอหลวงต้องออกจากราชการ มาประกอบอาชีพส่วนตัว (สยามแพทย์ศาสตร์ นุเคราะห์, ๒๔๘๘: ข) ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ มีการยกเลิกการเรียนวิชาแพทย์ไทย ในโรงเรียนแพทยาลัย และในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติการแพทย์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๖ ซึ่งเป็นกฎหมาย ควบคุมการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ ของสยามฉบับแรก กฎหมายฉบับนี้นิยาม การนวดเป็นส่วนหนึ่งของโรคศิลปะไว้ด้วย (ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๖๖) การเปลี่ยนแปลง ส�าคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เป็นผลกระทบ จากการพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยการ รับเอาระบบการแพทย์ของประเทศตะวันตก มาใช้แทนที่ระบบการแพทย์แผนดั้งเดิม ที่สืบทอดมาหลายร้อยปี รัชกาลที่ ๗ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ มีการออกกฎเสนาบดี แบ่งประเภทผู้ประกอบโรคศิลปะเป็นแผน ปัจจุบันและแผนโบราณ โดยระบุว่า “ประเภท แผนโบราณคือ ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัย ความสังเกตความช�านาญอันได้บอกเล่า สืบต่อกันมาเป็นที่ตั้งหรืออาศัยต�าราอันมีมา แต่โบราณ มิได้ด�าเนินไปในทางวิทยาศาสตร์” และให้การนวดเป็นสาขาหนึ่งของผู้ประกอบ โรคศิลปะแผนโบราณ กฎเสนาบดีฉบับนี้ ยังก�าหนดข้อจ�ากัดของการประกอบโรคศิลปะ แผนโบราณสาขาการนวดไว้ว่า ห้ามนวดคนป่วย เว้นแต่จะกระท�าโดยความยินยอมของแพทย์ แผนปัจจุบันชั้น ๑ (ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๗๒) จากกฎเสนาบดีดังกล่าว ท�าให้มีการ ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ปรากฏหลักฐานจากสถิติ ผู้ประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๗ พบว่า มีผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาหมอนวด จ�านวน ๒๙๕ คน (พิชาญ, ๒๕๐๙: ๓๔) ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ มีการก่อตั้ง “สมาคม แพทย์แผนโบราณแห่งประเทศไทย” เพื่อเป็นสถานที่พบปะแลกเปลี่ยนความรู้กัน ในหมู่สมาชิก มีหมอใหญ่ สีตะวาทิน เป็นนายกสมาคมฯ คนแรก กิจกรรมหลัก ของสมาคมคือการจัดให้มีการสอนวิชาเวชกรรม แผนโบราณ เภสัชกรรมแผนโบราณ และ ก า ร น ว ด แ ผ น โ บ ร า ณ ขึ้ น เ พื่ อ ส อ บ เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ในการสอน วิชาการนวดแผนโบราณของสมาคมใช้เวลา เรียนชั้นต้น ๖ เดือน ชั้นปลาย ๑ ปี ๖ เดือน (สมาคมแพทย์แผนโบราณแห่งประเทศไทย, ๒๕๑๐) 01 ������ 63-124 ����.indd 32 3/3/20 3:01 PM 33 01 ������ 63-124 ����.indd 33 3/3/20 3:01 PM
32 รัชกาลที่ ๖ มีการยกเลิกกรมแพทย์หลวงในราชส�านัก ในต้นรัชกาล หมอหลวงต้องออกจากราชการ มาประกอบอาชีพส่วนตัว (สยามแพทย์ศาสตร์ นุเคราะห์, ๒๔๘๘: ข) ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ มีการยกเลิกการเรียนวิชาแพทย์ไทย ในโรงเรียนแพทยาลัย และในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติการแพทย์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๖ ซึ่งเป็นกฎหมาย ควบคุมการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ ของสยามฉบับแรก กฎหมายฉบับนี้นิยาม การนวดเป็นส่วนหนึ่งของโรคศิลปะไว้ด้วย (ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๖๖) การเปลี่ยนแปลง ส�าคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เป็นผลกระทบ จากการพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยการ รับเอาระบบการแพทย์ของประเทศตะวันตก มาใช้แทนที่ระบบการแพทย์แผนดั้งเดิม ที่สืบทอดมาหลายร้อยปี รัชกาลที่ ๗ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ มีการออกกฎเสนาบดี แบ่งประเภทผู้ประกอบโรคศิลปะเป็นแผน ปัจจุบันและแผนโบราณ โดยระบุว่า “ประเภท แผนโบราณคือ ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัย ความสังเกตความช�านาญอันได้บอกเล่า สืบต่อกันมาเป็นที่ตั้งหรืออาศัยต�าราอันมีมา แต่โบราณ มิได้ด�าเนินไปในทางวิทยาศาสตร์” และให้การนวดเป็นสาขาหนึ่งของผู้ประกอบ โรคศิลปะแผนโบราณ กฎเสนาบดีฉบับนี้ ยังก�าหนดข้อจ�ากัดของการประกอบโรคศิลปะ แผนโบราณสาขาการนวดไว้ว่า ห้ามนวดคนป่วย เว้นแต่จะกระท�าโดยความยินยอมของแพทย์ แผนปัจจุบันชั้น ๑ (ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๗๒) จากกฎเสนาบดีดังกล่าว ท�าให้มีการ ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ปรากฏหลักฐานจากสถิติ ผู้ประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๗ พบว่า มีผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาหมอนวด จ�านวน ๒๙๕ คน (พิชาญ, ๒๕๐๙: ๓๔) ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ มีการก่อตั้ง “สมาคม แพทย์แผนโบราณแห่งประเทศไทย” เพื่อเป็นสถานที่พบปะแลกเปลี่ยนความรู้กัน ในหมู่สมาชิก มีหมอใหญ่ สีตะวาทิน เป็นนายกสมาคมฯ คนแรก กิจกรรมหลัก ของสมาคมคือการจัดให้มีการสอนวิชาเวชกรรม แผนโบราณ เภสัชกรรมแผนโบราณ และ ก า ร น ว ด แ ผ น โ บ ร า ณ ขึ้ น เ พื่ อ ส อ บ เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ในการสอน วิชาการนวดแผนโบราณของสมาคมใช้เวลา เรียนชั้นต้น ๖ เดือน ชั้นปลาย ๑ ปี ๖ เดือน (สมาคมแพทย์แผนโบราณแห่งประเทศไทย, ๒๕๑๐) 01 ������ 63-124 ����.indd 32 3/3/20 3:01 PM 33 01 ������ 63-124 ����.indd 33 3/3/20 3:01 PM
34 01 ������ 63-124 ����.indd 34 3/3/20 3:01 PM 35 รัชกาลที่ ๘ มีการตราพระราชบัญญัติควบคุม การประกอบโรคศิลปะ พุทธศักราช ๒๔๗๙ กฎหมายฉบับนี้ก�าหนดให้การประกอบโรค ศิลปะแผนโบราณมีเพียงสาขาเวชกรรม เภสัชกรรม และการผดุงครรภ์เท่านั้น (ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๘๐) ไม่มีสาขาการนวด ดังเช่นกฎหมายเดิม เท่ากับว่าการนวด ได้สูญเสียสถานภาพทางกฎหมายนับตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา ท�าให้หมอนวดไทยจ�านวนมาก กลายเป็นหมอเถื่อน เพราะไม่มีใบอนุญาต ประกอบโรคศิลปะ รัชกาลที่ ๙ - ๑๐ การก�าหนดให้การแพทย์ดั้งเดิม เป็นการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ ที่ไม่สามารถน�าความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ พัฒนาได้ ท�าให้เกิดผลกระทบหลายประการ โดยเฉพาะการนวดไทยซึ่งได้รับผลกระทบมาก ที่สุด เพราะไม่มีสถานภาพทางกฎหมายใดๆ หลงเหลืออยู่เลย หมอนวดไทยในยุคนั้นมีสภาพ เป็นหมอเถื่อนที่ต้องปฏิบัติงานหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพื่อให้รอดพ้นจากการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ บ้านเมือง ความเสื่อมโทรมยิ่งปรากฏรุนแรงขึ้น ในช่วงสงครามเวียดนาม (ค.ศ. ๑๙๕๕ - ๑๙๗๕) เมื่อมีการตั้งฐานทัพของชาติตะวันตก ในเมืองใหญ่ของประเทศ ซึ่งท�าให้ธุรกิจ บริการต่างๆ เฟื่องฟูเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะ แหล่งธุรกิจบันเทิงและสถานอาบอบนวด ซึ่งเปิดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเริงรมย์ส�าหรับทหาร ในช่วงพักผ่อนจากสนามรบ มีการน�าการนวด แผนโบราณไปใช้ในสถานบริการ หมอนวด เป็นอาชีพของหญิงสาวผู้ให้บริการนวด ซึ่งมักมี บริการทางเพศแอบแฝงอยู่ด้วย ภาพลักษณ์ ของการนวดในสังคมไทยผูกพันกับบริการ ทางเพศนับแต่นั้นเป็นต้นมา 01 ������ 63-124 ����.indd 35 3/3/20 3:01 PM
34 01 ������ 63-124 ����.indd 34 3/3/20 3:01 PM 35 รัชกาลที่ ๘ มีการตราพระราชบัญญัติควบคุม การประกอบโรคศิลปะ พุทธศักราช ๒๔๗๙ กฎหมายฉบับนี้ก�าหนดให้การประกอบโรค ศิลปะแผนโบราณมีเพียงสาขาเวชกรรม เภสัชกรรม และการผดุงครรภ์เท่านั้น (ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๘๐) ไม่มีสาขาการนวด ดังเช่นกฎหมายเดิม เท่ากับว่าการนวด ได้สูญเสียสถานภาพทางกฎหมายนับตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา ท�าให้หมอนวดไทยจ�านวนมาก กลายเป็นหมอเถื่อน เพราะไม่มีใบอนุญาต ประกอบโรคศิลปะ รัชกาลที่ ๙ - ๑๐ การก�าหนดให้การแพทย์ดั้งเดิม เป็นการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ ที่ไม่สามารถน�าความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ พัฒนาได้ ท�าให้เกิดผลกระทบหลายประการ โดยเฉพาะการนวดไทยซึ่งได้รับผลกระทบมาก ที่สุด เพราะไม่มีสถานภาพทางกฎหมายใดๆ หลงเหลืออยู่เลย หมอนวดไทยในยุคนั้นมีสภาพ เป็นหมอเถื่อนที่ต้องปฏิบัติงานหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพื่อให้รอดพ้นจากการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ บ้านเมือง ความเสื่อมโทรมยิ่งปรากฏรุนแรงขึ้น ในช่วงสงครามเวียดนาม (ค.ศ. ๑๙๕๕ - ๑๙๗๕) เมื่อมีการตั้งฐานทัพของชาติตะวันตก ในเมืองใหญ่ของประเทศ ซึ่งท�าให้ธุรกิจ บริการต่างๆ เฟื่องฟูเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะ แหล่งธุรกิจบันเทิงและสถานอาบอบนวด ซึ่งเปิดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเริงรมย์ส�าหรับทหาร ในช่วงพักผ่อนจากสนามรบ มีการน�าการนวด แผนโบราณไปใช้ในสถานบริการ หมอนวด เป็นอาชีพของหญิงสาวผู้ให้บริการนวด ซึ่งมักมี บริการทางเพศแอบแฝงอยู่ด้วย ภาพลักษณ์ ของการนวดในสังคมไทยผูกพันกับบริการ ทางเพศนับแต่นั้นเป็นต้นมา 01 ������ 63-124 ����.indd 35 3/3/20 3:01 PM
36 01 ������ 63-124 ����.indd 36 3/3/20 3:01 PM 37 ขบวนการฟื้นฟูการนวดไทย “ ปัจจุบันการนวดไทยได้กลายเป็นส่วนหนึ่ง ของการดูแลสุขภาพตนเอง ในการสาธารณสุขมูลฐานของประเทศ ภายใต้ระบบบริการสุขภาพและระบบหลักประกันสุขภาพ มีการประยุกต์การนวดไทยไปใช้ในสถานประกอบการ เพื่อสุขภาพ ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ จากธุรกิจบริการในทุกระดับ เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ 01 ������ 63-124 ����.indd 37 3/3/20 3:01 PM
36 01 ������ 63-124 ����.indd 36 3/3/20 3:01 PM 37 ขบวนการฟื้นฟูการนวดไทย “ ปัจจุบันการนวดไทยได้กลายเป็นส่วนหนึ่ง ของการดูแลสุขภาพตนเอง ในการสาธารณสุขมูลฐานของประเทศ ภายใต้ระบบบริการสุขภาพและระบบหลักประกันสุขภาพ มีการประยุกต์การนวดไทยไปใช้ในสถานประกอบการ เพื่อสุขภาพ ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ จากธุรกิจบริการในทุกระดับ เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ 01 ������ 63-124 ����.indd 37 3/3/20 3:01 PM
38 01 ������ 63-124 ����.indd 38 3/3/20 3:02 PM 39 ขบวนการฟื้นฟูการนวดไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ องค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งน�าโดยกลุ่มศึกษาปัญหายา มูลนิธิสาธารณสุข กับการพัฒนา มูลนิธิหมอชาวบ้าน และสมาคม แพทย์แผนโบราณต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงาน ราชการที่เกี่ยวข้องได้ก่อตั้ง “โครงการฟื้นฟู การนวดไทย” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เผยแพร่ให้ประชาชนใช้การนวดไทย เพื่อบ�าบัดอาการปวดเมื่อยและส่งเสริมสุขภาพ ให้กับตนเองและคนใกล้ชิด ลดการใช้ยา แก้ปวดแผนปัจจุบันที่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพ ๒) เสริมศักยภาพ จริยธรรม และบทบาท ของ “หมอนวดไทย” และ “หมอนวดพื้นบ้าน” ให้มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ รวมกลุ่มก่อตั้ง องค์กรรับผิดชอบในการพัฒนาการนวดไทย ให้เป็นที่ยอมรับทั้งทางด้านสังคมและกฎหมาย ๓) พัฒนาวิชาการนวดไทย (ในระดับวิชาชีพ) ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและมีระเบียบ แบบแผน สามารถร่วมกับฝ่ายการแพทย์ แผนปัจจุบันในการพัฒนาระบบสาธารณสุข ของชาติได้ ผลส�าเร็จที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ สรุปได้ดังต่อไปนี้ 01 ������ 63-124 ����.indd 39 3/3/20 3:02 PM
38 01 ������ 63-124 ����.indd 38 3/3/20 3:02 PM 39 ขบวนการฟื้นฟูการนวดไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ องค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งน�าโดยกลุ่มศึกษาปัญหายา มูลนิธิสาธารณสุข กับการพัฒนา มูลนิธิหมอชาวบ้าน และสมาคม แพทย์แผนโบราณต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงาน ราชการที่เกี่ยวข้องได้ก่อตั้ง “โครงการฟื้นฟู การนวดไทย” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เผยแพร่ให้ประชาชนใช้การนวดไทย เพื่อบ�าบัดอาการปวดเมื่อยและส่งเสริมสุขภาพ ให้กับตนเองและคนใกล้ชิด ลดการใช้ยา แก้ปวดแผนปัจจุบันที่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพ ๒) เสริมศักยภาพ จริยธรรม และบทบาท ของ “หมอนวดไทย” และ “หมอนวดพื้นบ้าน” ให้มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ รวมกลุ่มก่อตั้ง องค์กรรับผิดชอบในการพัฒนาการนวดไทย ให้เป็นที่ยอมรับทั้งทางด้านสังคมและกฎหมาย ๓) พัฒนาวิชาการนวดไทย (ในระดับวิชาชีพ) ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและมีระเบียบ แบบแผน สามารถร่วมกับฝ่ายการแพทย์ แผนปัจจุบันในการพัฒนาระบบสาธารณสุข ของชาติได้ ผลส�าเร็จที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ สรุปได้ดังต่อไปนี้ 01 ������ 63-124 ����.indd 39 3/3/20 3:02 PM
40 ลดการใช้ยาแก้ปวดเกินจ�าเป็นด้วยนวดไทย การด�าเนินงานในช่วงแรกของโครงการนี้ มุ่งไปที่การจัดการความรู้ด้านการนวดไทย ให้สามารถน�าไปใช้ในการบ�าบัดอาการปวดเมื่อย แทนการใช้ยาแก้ปวดเกินจ�าเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุ ท�าให้เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานจ�านวนมาก ได้รับผลข้างเคียงจากยาจนเกิดโรคกระเพาะเป็นแผล บางรายถึงขั้นกระเพาะทะลุจากการที่ต้องใช้ ยาแก้ปวดเป็นประจ�า มีการรณรงค์เผยแพร่ และฝึกอบรมการนวดไทยแก่ประชาชนอย่าง กว้างขวางทั่วประเทศ โดยมีการฝึกอบรม หมอนวดไทยอาสาสมัครเพื่อให้เป็นวิทยากร ที่มีความสามารถในการฝึกสอนการนวดไทย ขั้นพื้นฐาน (หลักสูตร ๒ - ๓ วัน) แก่ประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับการใช้สื่อต่างๆ ทั้งหนังสือคู่มือและวิดีโอเทป และการเผยแพร่ ทางสื่อมวลชน ท�าให้การนวดไทยได้รับ การยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของงานสาธารณสุข มูลฐานของประเทศไทย ในทศวรรษ ๒๕๓๐ - ๒๕๔๐ มีผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการนวดไทย ในระดับสาธารณสุขมูลฐานรวมทั้งสิ้นประมาณ ๘,๐๐๐ คน ในระดับชุมชน มีชุมชน มีกลุ่ม ผู้สนใจจัดบริการนวดเพื่อการพึ่งตนเอง ของชุมชนเป็นจ�านวนมากเช่นกัน 01 ������ 63-124 ����.indd 40 3/3/20 3:02 PM 41 เป็นครั้งแรกของประเทศ มีการประมวลแบบแผน วิธีการปฏิบัติตามองค์ความรู้ดั้งเดิม เพื่อใช้ ในการสอนแก่หมอนวดไทยรุ่นใหม่ มีการจัดท�า ต�าราการนวดไทย ซึ่งแสดงจุดนวด แนวนวด และวิธีการนวดที่ชัดเจน โดยหมอนวดไทยผู้มี ประสบการณ์ รวมทั้งจัดท�าข้อตกลงจริยธรรม แห่งวิชาชีพการนวดไทย มีการจัดพิธีไหว้ครู เพื่อทบทวนจริยธรรมและให้ค�าสัตย์ปฏิญาณ เป็นประจ�าทุกปี ต่อมาหมอนวดไทยเหล่านี้ ได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายในสมาพันธ์แพทย์ แผนไทยแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กร ประสานงานด้านการแพทย์แผนไทยที่ก่อตั้ง โดยภาคประชาสังคม และมีบทบาท ในการเรียกร้องและผลักดันให้มีการแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทย ในเวลาต่อมา ความตื่นตัวในการฟื้นฟูการนวดไทย ในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ ส่งผลต่อการนวดไทย ในภูมิภาคและท้องถิ่นเช่นกัน ในภาคเหนือ และภาคอีสาน มีการรวบรวมหมอพื้นบ้าน เพื่อจัดการและสังคายนาองค์ความรู้การนวดไทย ล้านนาและการนวดไทยอีสาน โดยผู้ปฏิบัติงาน ในองค์กรภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ในท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐ ความตื่นตัวที่เกิดขึ้นทั่วประเทศนี้ ท�าให้ มีการส่งเสริมการใช้การนวดไทยในท้องถิ่นต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เสริมศักยภาพหมอนวดไทยและสังคายนา องค์ความรู้ โ ค ร ง ก า ร ฟ ื ้ น ฟู ก า ร น ว ด ไ ท ย ยังให้ความส�าคัญกับการพัฒนาความรู้ความสามารถ ของหมอนวดไทย โดยจัดการฝึกอบรมเสริมความรู้ ด้านกายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา และการตรวจ ประเมิน ซึ่งไม่มีอยู่ในหลักสูตรการเรียน แบบดั้งเดิม เพื่อให้รู้ข้อควรระวังและข้อห้าม ในการนวด และรู้จักใช้การนวดที่มีความปลอดภัย ต่อผู้ป่วย มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสังคายนาความรู้ในหมู่หมอผู้มีประสบการณ์ จากส�านักต่าง ๆ โดยเฉพาะการสังคายนา ทฤษฎีเส้นประธานสิบตามคัมภีร์ต�าราดั้งเดิม 01 ������ 63-124 ����.indd 41 3/3/20 3:02 PM
40 ลดการใช้ยาแก้ปวดเกินจ�าเป็นด้วยนวดไทย การด�าเนินงานในช่วงแรกของโครงการนี้ มุ่งไปที่การจัดการความรู้ด้านการนวดไทย ให้สามารถน�าไปใช้ในการบ�าบัดอาการปวดเมื่อย แทนการใช้ยาแก้ปวดเกินจ�าเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุ ท�าให้เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานจ�านวนมาก ได้รับผลข้างเคียงจากยาจนเกิดโรคกระเพาะเป็นแผล บางรายถึงขั้นกระเพาะทะลุจากการที่ต้องใช้ ยาแก้ปวดเป็นประจ�า มีการรณรงค์เผยแพร่ และฝึกอบรมการนวดไทยแก่ประชาชนอย่าง กว้างขวางทั่วประเทศ โดยมีการฝึกอบรม หมอนวดไทยอาสาสมัครเพื่อให้เป็นวิทยากร ที่มีความสามารถในการฝึกสอนการนวดไทย ขั้นพื้นฐาน (หลักสูตร ๒ - ๓ วัน) แก่ประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับการใช้สื่อต่างๆ ทั้งหนังสือคู่มือและวิดีโอเทป และการเผยแพร่ ทางสื่อมวลชน ท�าให้การนวดไทยได้รับ การยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของงานสาธารณสุข มูลฐานของประเทศไทย ในทศวรรษ ๒๕๓๐ - ๒๕๔๐ มีผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการนวดไทย ในระดับสาธารณสุขมูลฐานรวมทั้งสิ้นประมาณ ๘,๐๐๐ คน ในระดับชุมชน มีชุมชน มีกลุ่ม ผู้สนใจจัดบริการนวดเพื่อการพึ่งตนเอง ของชุมชนเป็นจ�านวนมากเช่นกัน 01 ������ 63-124 ����.indd 40 3/3/20 3:02 PM 41 เป็นครั้งแรกของประเทศ มีการประมวลแบบแผน วิธีการปฏิบัติตามองค์ความรู้ดั้งเดิม เพื่อใช้ ในการสอนแก่หมอนวดไทยรุ่นใหม่ มีการจัดท�า ต�าราการนวดไทย ซึ่งแสดงจุดนวด แนวนวด และวิธีการนวดที่ชัดเจน โดยหมอนวดไทยผู้มี ประสบการณ์ รวมทั้งจัดท�าข้อตกลงจริยธรรม แห่งวิชาชีพการนวดไทย มีการจัดพิธีไหว้ครู เพื่อทบทวนจริยธรรมและให้ค�าสัตย์ปฏิญาณ เป็นประจ�าทุกปี ต่อมาหมอนวดไทยเหล่านี้ ได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายในสมาพันธ์แพทย์ แผนไทยแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กร ประสานงานด้านการแพทย์แผนไทยที่ก่อตั้ง โดยภาคประชาสังคม และมีบทบาท ในการเรียกร้องและผลักดันให้มีการแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทย ในเวลาต่อมา ความตื่นตัวในการฟื้นฟูการนวดไทย ในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ ส่งผลต่อการนวดไทย ในภูมิภาคและท้องถิ่นเช่นกัน ในภาคเหนือ และภาคอีสาน มีการรวบรวมหมอพื้นบ้าน เพื่อจัดการและสังคายนาองค์ความรู้การนวดไทย ล้านนาและการนวดไทยอีสาน โดยผู้ปฏิบัติงาน ในองค์กรภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ในท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐ ความตื่นตัวที่เกิดขึ้นทั่วประเทศนี้ ท�าให้ มีการส่งเสริมการใช้การนวดไทยในท้องถิ่นต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เสริมศักยภาพหมอนวดไทยและสังคายนา องค์ความรู้ โ ค ร ง ก า ร ฟ ื ้ น ฟู ก า ร น ว ด ไ ท ย ยังให้ความส�าคัญกับการพัฒนาความรู้ความสามารถ ของหมอนวดไทย โดยจัดการฝึกอบรมเสริมความรู้ ด้านกายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา และการตรวจ ประเมิน ซึ่งไม่มีอยู่ในหลักสูตรการเรียน แบบดั้งเดิม เพื่อให้รู้ข้อควรระวังและข้อห้าม ในการนวด และรู้จักใช้การนวดที่มีความปลอดภัย ต่อผู้ป่วย มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสังคายนาความรู้ในหมู่หมอผู้มีประสบการณ์ จากส�านักต่าง ๆ โดยเฉพาะการสังคายนา ทฤษฎีเส้นประธานสิบตามคัมภีร์ต�าราดั้งเดิม 01 ������ 63-124 ����.indd 41 3/3/20 3:02 PM
42 สร้างความยอมรับในระบบบริการสุขภาพ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โครงการฟื้นฟูการนวดไทย ได้ริเริ่มขยายบทบาทของการนวดไทยในระบบ บริการสุขภาพภาครัฐ เริ่มจากการศึกษาวิจัย ประสิทธิผลของการนวดไทยในการบ�าบัด อาการปวดในโรงพยาบาลของรัฐ และการวิจัย เชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการนวดไทยเข้าสู่ระบบ สุขภาพในระดับอ�าเภอ มีการพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรมครูฝึกการนวดไทยในท้องถิ่นร่วมกับ โรงพยาบาลชุมชนหลายแห่ง ต่อมาครูฝึกเหล่านี้ เป็นก�าลังส�าคัญในการฝึกสอนการนวด ให้แก่ชาวบ้านและเป็นหมอนวดในท้องถิ่น บางคนได้ท�าหน้าที่เป็นผู้ให้บริการนวด ในโรงพยาบาลชุมชน ความส�าเร็จเหล่านี้ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผู้ให้บริการนวดไทย ในระบบบริการสาธารณสุขของรัฐอย่างกว้างขวาง มากขึ้น ซึ่งต่อมาโครงการฟื้นฟูการนวดไทย ได้พัฒนาหลักสูตรการนวดไทยขั้นกลาง (หลักสูตร ๓ เดือน) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ผู้ให้บริการนวดไทยในโรงพยาบาล ต่อมา หลักสูตรนี้ได้รับการพัฒนาไปเป็นหลักสูตร ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย (๓๓๐ ชั่วโมง) ซึ่งรับรอง โดยคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ และสภาการแพทย์แผนไทยตามกฎหมาย ว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทยในปัจจุบัน 01 ������ 63-124 ����.indd 42 3/3/20 3:02 PM 43 สร้างความยอมรับทางกฎหมาย การท�างานใกล้ชิดกับหมอนวดไทย ท�าให้โครงการฟื้นฟูการนวดไทยรับรู้ปัญหา ในทางกฎหมายว่า การนวดไทยไม่มีสถานภาพ ทางกฎหมาย เพราะถูกยกเลิกไม่มีการกล่าวถึงอีก ในพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๙ มีการตีความข้อกฎหมาย ในขณะนั้นว่า การนวดไทยเป็นการนวดแผนโบราณ ผู้ที่จะสามารถปฏิบัติการนวดแผนโบราณได้ โดยถูกกฎหมายต้องเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ แผนโบราณ สาขาเวชกรรมเท่านั้น ท�าให้ หมอนวดไทยที่ปฏิบัติงานอยู่ตามส�านักต่าง ๆ มีสภาพเป็นหมอเถื่อน เพราะส่วนใหญ่ไม่มี ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาเวชกรรม ปัญหาสถานภาพทางกฎหมายนี้ ท�าให้ในปีพ.ศ.๒๕๓๐ โครงการฟื้นฟูการนวดไทย 01 ������ 63-124 ����.indd 43 3/3/20 3:02 PM
42 สร้างความยอมรับในระบบบริการสุขภาพ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โครงการฟื้นฟูการนวดไทย ได้ริเริ่มขยายบทบาทของการนวดไทยในระบบ บริการสุขภาพภาครัฐ เริ่มจากการศึกษาวิจัย ประสิทธิผลของการนวดไทยในการบ�าบัด อาการปวดในโรงพยาบาลของรัฐ และการวิจัย เชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการนวดไทยเข้าสู่ระบบ สุขภาพในระดับอ�าเภอ มีการพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรมครูฝึกการนวดไทยในท้องถิ่นร่วมกับ โรงพยาบาลชุมชนหลายแห่ง ต่อมาครูฝึกเหล่านี้ เป็นก�าลังส�าคัญในการฝึกสอนการนวด ให้แก่ชาวบ้านและเป็นหมอนวดในท้องถิ่น บางคนได้ท�าหน้าที่เป็นผู้ให้บริการนวด ในโรงพยาบาลชุมชน ความส�าเร็จเหล่านี้ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผู้ให้บริการนวดไทย ในระบบบริการสาธารณสุขของรัฐอย่างกว้างขวาง มากขึ้น ซึ่งต่อมาโครงการฟื้นฟูการนวดไทย ได้พัฒนาหลักสูตรการนวดไทยขั้นกลาง (หลักสูตร ๓ เดือน) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ผู้ให้บริการนวดไทยในโรงพยาบาล ต่อมา หลักสูตรนี้ได้รับการพัฒนาไปเป็นหลักสูตร ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย (๓๓๐ ชั่วโมง) ซึ่งรับรอง โดยคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ และสภาการแพทย์แผนไทยตามกฎหมาย ว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทยในปัจจุบัน 01 ������ 63-124 ����.indd 42 3/3/20 3:02 PM 43 สร้างความยอมรับทางกฎหมาย การท�างานใกล้ชิดกับหมอนวดไทย ท�าให้โครงการฟื้นฟูการนวดไทยรับรู้ปัญหา ในทางกฎหมายว่า การนวดไทยไม่มีสถานภาพ ทางกฎหมาย เพราะถูกยกเลิกไม่มีการกล่าวถึงอีก ในพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๙ มีการตีความข้อกฎหมาย ในขณะนั้นว่า การนวดไทยเป็นการนวดแผนโบราณ ผู้ที่จะสามารถปฏิบัติการนวดแผนโบราณได้ โดยถูกกฎหมายต้องเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ แผนโบราณ สาขาเวชกรรมเท่านั้น ท�าให้ หมอนวดไทยที่ปฏิบัติงานอยู่ตามส�านักต่าง ๆ มีสภาพเป็นหมอเถื่อน เพราะส่วนใหญ่ไม่มี ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาเวชกรรม ปัญหาสถานภาพทางกฎหมายนี้ ท�าให้ในปีพ.ศ.๒๕๓๐ โครงการฟื้นฟูการนวดไทย 01 ������ 63-124 ����.indd 43 3/3/20 3:02 PM
44 ท� าหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขแก้ไข กฎหมายควบคุมการประกอบโรคศิลปะ โดยเพิ่ม การนวดไทยให้เป็นสาขาหนึ่งของการประกอบ โรคศิลปะแผนไทย แต่ไม่ประสบความส� าเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๖ โครงการฟื้นฟูการนวดไทย ร่วมกับสมาพันธ์แพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย ได้ท� าหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เสนอให้ แก้ไขร่างพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งอยู่ในขั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ โดยเสนอให้เปลี่ยนค� าว่า “แผนโบราณ” เป็น “แผนไทย” และแก้ไขนิยามของการประกอบ โรคศิลปะแผนไทยให้สามารถน� าความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบได้ รวมทั้งเสนอ ให้เพิ่มสาขาการนวดไทยในการประกอบโรคศิลปะ แผนไทย ในครั้งนั้นสมาพันธ์แพทย์แผนไทย แห่งประเทศไทยได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรจัดการสัมมนา การแพทย์แผนไทยขึ้นที่รัฐสภา มีการระดม แพทย์แผนไทยและหมอนวดไทยเข้าร่วม การสัมมนา ๕๒๐ คน มีการตั้งคณะท� างาน เพื่อแก้ไขร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ในหลายประเด็นตามข้อเรียกร้องจากการสัมมนา แต่ความพยายามในครั้งนั้นก็ยังไม่ประสบ ความส� าเร็จ เพราะกระทรวงสาธารณสุข ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ของคณะกรรมาธิการฯ 01 ������ 63-124 ����.indd 44 3/3/20 3:02 PM 45 การเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้การนวดไทยเป็นการประกอบโรคศิลปะ สาขาหนึ่งของการแพทย์แผนไทยประสบ ความส� าเร็จ หลังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเปิด โอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สามารถออกประกาศเพิ่มเติมประเภทของ การแพทย์แผนไทยได้ตามค� าแนะน� าของ คณะกรรมการ ภายหลังการผลักดันของ คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย ชุดแรก ซึ่งมีเลขาธิการสมาพันธ์แพทย์แผนไทย แห่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในกรรมการวิชาชีพ ที่มาจากการเลือกตั้ง ท� าให้ในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายกร ทัพพะรังสี) ลงนามในประกาศกระทรวง สาธารณสุข เรื่องเพิ่มประเภทการนวดไทย ในสาขาการแพทย์แผนไทย มีผลบังคับใช้ วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๔ โดยให้นิยามว่า “การนวดไทย หมายความว่าการตรวจประเมิน การวินิจฉัย การบ� าบัด การป้องกันโรค การส่งเสริม และการฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยวิธี การกด การคลึง การบีบ การจับ การดัด การดึง การประคบ การอบ หรือวิธีการอื่นตามศิลปะ การนวดไทย หรือการใช้ยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ทั้งนี้ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย” ภายหลังมีประกาศดังกล่าว คณะกรรมการ วิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยได้ด� าเนินการ ประเมินความรู้หมอนวดไทยผู้มีประสบการณ์ เพื่อขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็น ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทย โดยด� าเนินการรุ่นแรก ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้ประกอบโรคศิลปะ ประเภทการนวดไทยที่มาจากหมอนวดไทย ผู้มีประสบการณ์เหล่านี้ ต่อมาได้รับการรับรอง ให้เป็นครูผู้รับมอบศิษย์ ซึ่งมีสิทธิในการถ่ายทอด ความรู้แก่ผู้ที่ประสงค์จะขอสอบขึ้นทะเบียน เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะประเภทการนวดไทย รุ่นใหม่ต่อไป การด� าเนินการเรียกร้อง ผลักดัน และขับเคลื่อนให้การนวดไทยมีสถานภาพ ทางกฎหมายและเกิดผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทย ดังที่กล่าวมาเป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนาน ถึง ๑๕ ปี ความส� าเร็จนี้เกิดขึ้นได้เพราะมี การท� างานจัดการความรู้เพื่อให้สามารถน� ามาใช้ ประโยชน์ได้จริงในระบบสุขภาพของประเทศ มีการพัฒนาก� าลังคนเพื่อรองรับบทบาทในระบบ บริการสาธารณสุข มีการพิสูจน์ประสิทธิผล ของการนวดไทยในเชิงประจักษ์ มีการท� างาน เคลื่อนไหวให้เกิดความยอมรับทางสังคมผ่าน สื่อสารมวลชนและการท� างานร่วมกับชุมชน และโรงพยาบาลในระดับท้องถิ่น และการมี เครือข่ายที่ท� างานขับเคลื่อนทางการเมือง อย่างมียุทธศาสตร์และมีความต่อเนื่อง 01 ������ 63-124 ����.indd 45 3/3/20 3:02 PM
44 ท�าหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขแก้ไข กฎหมายควบคุมการประกอบโรคศิลปะ โดยเพิ่ม การนวดไทยให้เป็นสาขาหนึ่งของการประกอบ โรคศิลปะแผนไทย แต่ไม่ประสบความส�าเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๖ โครงการฟื้นฟูการนวดไทย ร่วมกับสมาพันธ์แพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย ได้ท�าหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เสนอให้ แก้ไขร่างพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งอยู่ในขั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ โดยเสนอให้เปลี่ยนค�าว่า “แผนโบราณ” เป็น “แผนไทย” และแก้ไขนิยามของการประกอบ โรคศิลปะแผนไทยให้สามารถน�าความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบได้ รวมทั้งเสนอ ให้เพิ่มสาขาการนวดไทยในการประกอบโรคศิลปะ แผนไทย ในครั้งนั้นสมาพันธ์แพทย์แผนไทย แห่งประเทศไทยได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรจัดการสัมมนา การแพทย์แผนไทยขึ้นที่รัฐสภา มีการระดม แพทย์แผนไทยและหมอนวดไทยเข้าร่วม การสัมมนา ๕๒๐ คน มีการตั้งคณะท�างาน เพื่อแก้ไขร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ในหลายประเด็นตามข้อเรียกร้องจากการสัมมนา แต่ความพยายามในครั้งนั้นก็ยังไม่ประสบ ความส�าเร็จ เพราะกระทรวงสาธารณสุข ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ของคณะกรรมาธิการฯ 01 ������ 63-124 ����.indd 44 3/3/20 3:02 PM 45 การเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้การนวดไทยเป็นการประกอบโรคศิลปะ สาขาหนึ่งของการแพทย์แผนไทยประสบ ความส�าเร็จ หลังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเปิด โอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สามารถออกประกาศเพิ่มเติมประเภทของ การแพทย์แผนไทยได้ตามค�าแนะน�าของ คณะกรรมการ ภายหลังการผลักดันของ คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย ชุดแรก ซึ่งมีเลขาธิการสมาพันธ์แพทย์แผนไทย แห่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในกรรมการวิชาชีพ ที่มาจากการเลือกตั้ง ท�าให้ในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายกร ทัพพะรังสี) ลงนามในประกาศกระทรวง สาธารณสุข เรื่องเพิ่มประเภทการนวดไทย ในสาขาการแพทย์แผนไทย มีผลบังคับใช้ วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๔ โดยให้นิยามว่า “การนวดไทย หมายความว่าการตรวจประเมิน การวินิจฉัย การบ�าบัด การป้องกันโรค การส่งเสริม และการฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยวิธี การกด การคลึง การบีบ การจับ การดัด การดึง การประคบ การอบ หรือวิธีการอื่นตามศิลปะ การนวดไทย หรือการใช้ยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ทั้งนี้ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย” ภายหลังมีประกาศดังกล่าว คณะกรรมการ วิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยได้ด�าเนินการ ประเมินความรู้หมอนวดไทยผู้มีประสบการณ์ เพื่อขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็น ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทย โดยด�าเนินการรุ่นแรก ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้ประกอบโรคศิลปะ ประเภทการนวดไทยที่มาจากหมอนวดไทย ผู้มีประสบการณ์เหล่านี้ ต่อมาได้รับการรับรอง ให้เป็นครูผู้รับมอบศิษย์ ซึ่งมีสิทธิในการถ่ายทอด ความรู้แก่ผู้ที่ประสงค์จะขอสอบขึ้นทะเบียน เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะประเภทการนวดไทย รุ่นใหม่ต่อไป การด�าเนินการเรียกร้อง ผลักดัน และขับเคลื่อนให้การนวดไทยมีสถานภาพ ทางกฎหมายและเกิดผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทย ดังที่กล่าวมาเป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนาน ถึง ๑๕ ปี ความส�าเร็จนี้เกิดขึ้นได้เพราะมี การท�างานจัดการความรู้เพื่อให้สามารถน�ามาใช้ ประโยชน์ได้จริงในระบบสุขภาพของประเทศ มีการพัฒนาก�าลังคนเพื่อรองรับบทบาทในระบบ บริการสาธารณสุข มีการพิสูจน์ประสิทธิผล ของการนวดไทยในเชิงประจักษ์ มีการท�างาน เคลื่อนไหวให้เกิดความยอมรับทางสังคมผ่าน สื่อสารมวลชนและการท�างานร่วมกับชุมชน และโรงพยาบาลในระดับท้องถิ่น และการมี เครือข่ายที่ท�างานขับเคลื่อนทางการเมือง อย่างมียุทธศาสตร์และมีความต่อเนื่อง 01 ������ 63-124 ����.indd 45 3/3/20 3:02 PM
46 การพัฒนาในภาครัฐและภาคธุรกิจบริการ สุขภาพ ภายหลังที่มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องเพิ่มประเภทการนวดไทยในสาขาการแพทย์ แผนไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ภาครัฐมีความตื่นตัว ที่จะส่งเสริมการนวดไทยในสองทิศทางคือ การส่งเสริมการบริการนวดไทยในโรงพยาบาล ของรัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการส่งเสริมการนวดในธุรกิจบริการสุขภาพ ดังนี้ การบริการนวดไทย ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมา การบริการนวดไทยได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุม ร้อยละ ๗๕ ของประชากรในประเทศ โดยมี พัฒนาการที่น่าสนใจ ดังนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ สานักงานหลักประกัน � สุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เริ่มพัฒนาการให้ บริการการแพทย์แผนไทยในระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า เนื่องจากเห็นว่าจะท�าให้ ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นในการบ�าบัดรักษา และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะฟื้นฟู พัฒนาการแพทย์แผนไทยให้มีบทบาทในระบบ บริการสาธารณสุขของประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติมีมติเห็นชอบในหลักการในการจัด 01 ������ 63-124 ����.indd 46 3/3/20 3:02 PM 47 บริการการแพทย์แผนไทยในระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า โดยเน้นการนวดไทย เพื่อการรักษาและฟื้นฟูสภาพ จากมติดังกล่าว ส�านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไ ด ้ ด�าเ นิ น ก า ร ป รั บ ร า ค า ก า ร บ ริ ก า ร ด้านการนวดไทยให้สอดคล้องกับต้นทุน การบริการ และพัฒนามาตรฐานการให้บริการ และมาตรฐานหน่วยบริการการแพทย์แผนไทย รวมถึงระบบประกันคุณภาพบริการ โดยพัฒนา “แนวเวชปฏิบัติด้านการนวดไทยเพื่อฟื้นฟู ผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต” และ “แนวเวชปฏิบัติ ด้านการนวดไทยเพื่อลดอาการปวด” รวมทั้ง พัฒนามาตรฐานสถานบริการการแพทย์แผนไทย ที่เข้าร่วมในการบริการ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มีหน่วยบริการที่ให้ บริการการนวดไทยในโรงพยาบาลทุกระดับ 01 ������ 63-124 ����.indd 47 3/3/20 3:02 PM
46 การพัฒนาในภาครัฐและภาคธุรกิจบริการ สุขภาพ ภายหลังที่มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องเพิ่มประเภทการนวดไทยในสาขาการแพทย์ แผนไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ภาครัฐมีความตื่นตัว ที่จะส่งเสริมการนวดไทยในสองทิศทางคือ การส่งเสริมการบริการนวดไทยในโรงพยาบาล ของรัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการส่งเสริมการนวดในธุรกิจบริการสุขภาพ ดังนี้ การบริการนวดไทย ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมา การบริการนวดไทยได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุม ร้อยละ ๗๕ ของประชากรในประเทศ โดยมี พัฒนาการที่น่าสนใจ ดังนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ สานักงานหลักประกัน � สุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เริ่มพัฒนาการให้ บริการการแพทย์แผนไทยในระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า เนื่องจากเห็นว่าจะท�าให้ ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นในการบ�าบัดรักษา และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะฟื้นฟู พัฒนาการแพทย์แผนไทยให้มีบทบาทในระบบ บริการสาธารณสุขของประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติมีมติเห็นชอบในหลักการในการจัด 01 ������ 63-124 ����.indd 46 3/3/20 3:02 PM 47 บริการการแพทย์แผนไทยในระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า โดยเน้นการนวดไทย เพื่อการรักษาและฟื้นฟูสภาพ จากมติดังกล่าว ส�านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไ ด ้ ด�าเ นิ น ก า ร ป รั บ ร า ค า ก า ร บ ริ ก า ร ด้านการนวดไทยให้สอดคล้องกับต้นทุน การบริการ และพัฒนามาตรฐานการให้บริการ และมาตรฐานหน่วยบริการการแพทย์แผนไทย รวมถึงระบบประกันคุณภาพบริการ โดยพัฒนา “แนวเวชปฏิบัติด้านการนวดไทยเพื่อฟื้นฟู ผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต” และ “แนวเวชปฏิบัติ ด้านการนวดไทยเพื่อลดอาการปวด” รวมทั้ง พัฒนามาตรฐานสถานบริการการแพทย์แผนไทย ที่เข้าร่วมในการบริการ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มีหน่วยบริการที่ให้ บริการการนวดไทยในโรงพยาบาลทุกระดับ 01 ������ 63-124 ����.indd 47 3/3/20 3:02 PM
48 ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต�าบล รวมทั้งสิ้นประมาณ ๑,๒๐๐ แห่ง โดยมีผู้ให้บริการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์ แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ประยุกต์ หรือเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนไทยซึ่งผ่าน การอบรมหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทยจาก สถาบันหรือสถานพยาบาลที่คณะกรรมการ วิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยให้การรับรอง โดยอยู่ในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพ การแพทย์แผนไทยหรือผู้ประกอบวิชาชีพ การแพทย์แผนไทยประยุกต์ ต่อมา สปสช. ได้พัฒนาแนวทาง การสนับสนุนโดยจัดตั้งเป็น “กองทุนพัฒนา 01 ������ 63-124 ����.indd 48 3/3/20 3:02 PM 49 หน่วยบริการและบริการเชิงรุกในชุมชน บริการ ฟื้นฟูสุขภาพมารดาหลังคลอดด้วยการแพทย์ แผนไทย (นวด อบ ประคบ ทับหม้อเกลือ แนะน�าการดูแลหลังคลอด) และการสั่งจ่ายยา จากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ การจัดบริการการแพทย์แผนไทยในระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีการขยายตัว อย่างมาก ผู้รับบริการการนวดไทยมีจ�านวน เพิ่มขึ้นจาก ๓๑๓,๓๕๒ คน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็น ๑,๒๘๒,๑๗๐ คน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ ๔ เท่า รายงาน ของส�านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปี พ.ศ.๒๕๕๙ พบว่ามีหน่วยบริการสาธารณสุข ของรัฐให้บริการด้านการนวดไทยและประคบ สมุนไพร จ�านวน ๖,๒๗๒ แห่ง มีประชาชน มาใช้บริการ จ�านวน ๑,๘๕๗,๔๓๐ คน คิดเป็น จ�านวนครั้งที่ใช้บริการ ๔,๖๔๘,๙๔๔ ครั้ง (ยงศักดิ์, ๒๕๕๙) ความส�าเร็จในการส่งเสริมการบริการ นวดไทยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ที่มีส่วนส�าคัญในการ ผลักดันโครงการนี้คือผู้บริหารของสปสช. ซึ่งเป็น ผู้ที่เคยเข้าร่วมในโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาการนวดไทยเข้าสู่ระบบสุขภาพ ในระดับอ�าเภอซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง โครงการฟื้นฟูการนวดไทยกับโรงพยาบาลชุมชน บางแห่งในยุคทศวรรษ ๒๕๓๐ ระบบการแพทย์แผนไทย” ขึ้น กองทุนนี้มีวงเงิน งบประมาณ ๒๘๗ ล้านบาท ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ และเพิ่มเป็น ๕๒๕ ล้านบาท ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยสิทธิประโยชน์ในการรับบริการการแพทย์ แผนไทยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครอบคลุมถึงบริการนวด ประคบ อบสมุนไพร เพื่อการรักษาและฟื้นฟูสภาพแก่ผู้ป่วยใน 01 ������ 63-124 ����.indd 49 3/3/20 3:02 PM
48 ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต�าบล รวมทั้งสิ้นประมาณ ๑,๒๐๐ แห่ง โดยมีผู้ให้บริการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์ แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ประยุกต์ หรือเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนไทยซึ่งผ่าน การอบรมหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทยจาก สถาบันหรือสถานพยาบาลที่คณะกรรมการ วิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยให้การรับรอง โดยอยู่ในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพ การแพทย์แผนไทยหรือผู้ประกอบวิชาชีพ การแพทย์แผนไทยประยุกต์ ต่อมา สปสช. ได้พัฒนาแนวทาง การสนับสนุนโดยจัดตั้งเป็น “กองทุนพัฒนา 01 ������ 63-124 ����.indd 48 3/3/20 3:02 PM 49 หน่วยบริการและบริการเชิงรุกในชุมชน บริการ ฟื้นฟูสุขภาพมารดาหลังคลอดด้วยการแพทย์ แผนไทย (นวด อบ ประคบ ทับหม้อเกลือ แนะน�าการดูแลหลังคลอด) และการสั่งจ่ายยา จากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ การจัดบริการการแพทย์แผนไทยในระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีการขยายตัว อย่างมาก ผู้รับบริการการนวดไทยมีจ�านวน เพิ่มขึ้นจาก ๓๑๓,๓๕๒ คน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็น ๑,๒๘๒,๑๗๐ คน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ ๔ เท่า รายงาน ของส�านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปี พ.ศ.๒๕๕๙ พบว่ามีหน่วยบริการสาธารณสุข ของรัฐให้บริการด้านการนวดไทยและประคบ สมุนไพร จ�านวน ๖,๒๗๒ แห่ง มีประชาชน มาใช้บริการ จ�านวน ๑,๘๕๗,๔๓๐ คน คิดเป็น จ�านวนครั้งที่ใช้บริการ ๔,๖๔๘,๙๔๔ ครั้ง (ยงศักดิ์, ๒๕๕๙) ความส�าเร็จในการส่งเสริมการบริการ นวดไทยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ที่มีส่วนส�าคัญในการ ผลักดันโครงการนี้คือผู้บริหารของสปสช. ซึ่งเป็น ผู้ที่เคยเข้าร่วมในโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาการนวดไทยเข้าสู่ระบบสุขภาพ ในระดับอ�าเภอซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง โครงการฟื้นฟูการนวดไทยกับโรงพยาบาลชุมชน บางแห่งในยุคทศวรรษ ๒๕๓๐ ระบบการแพทย์แผนไทย” ขึ้น กองทุนนี้มีวงเงิน งบประมาณ ๒๘๗ ล้านบาท ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ และเพิ่มเป็น ๕๒๕ ล้านบาท ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยสิทธิประโยชน์ในการรับบริการการแพทย์ แผนไทยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครอบคลุมถึงบริการนวด ประคบ อบสมุนไพร เพื่อการรักษาและฟื้นฟูสภาพแก่ผู้ป่วยใน 01 ������ 63-124 ����.indd 49 3/3/20 3:02 PM
50 บริการนวดในธุรกิจบริการสุขภาพ จากการที่ธุรกิจนวดแผนโบราณไทยได้รับ การประเมินว่าเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีศักยภาพ และได้รับความนิยมจากชาวต่างประเทศ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้มีการเร่งรัดการส่งออกธุรกิจ บริการที่มีศักยภาพเพื่อน�ารายได้เข้าสู่ประเทศ โดยกรมส่งเสริมการส่งออกได้ตั้งคณะท�างาน ธุรกิจนวดแผนไทยขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อแก้ไขปัญหา อุปสรรคต่างๆ และส่งเสริมพัฒนาการส่งออก ธุรกิจนวดแผนไทย ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้มีประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เรื่องก�าหนดสถานที่เพื่อ สุขภาพหรือเพื่อเสริมสวย มาตรฐานของสถานที่ การบริการ ผู้ให้บริการ หลักเกณฑ์และวิธีการ ตรวจสอบ เพื่อการรับรองให้เป็นไปตามมาตรฐาน ส�าหรับสถานที่เพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมสวย ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ 01 ������ 63-124 ����.indd 50 3/3/20 3:02 PM 51 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๖) ซึ่งต่อมา มีการยกเลิกและออกประกาศฉบับใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกาศฉบับนี้ก�าหนดให้มี “กิจการ นวดเพื่อสุขภาพ” ซึ่งหมายความถึง การประกอบ กิจการนวด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ความเมื่อยล้า ความเครียด ด้วยวิธีการกด การคลึง การบีบ การจับ การดัด การดึง การประคบ การอบ หรือโดยวิธีการอื่นใด ตามศาสตร์และศิลปะของการนวดเพื่อสุขภาพ ทั้งนี้ต้องไม่มีสถานที่อาบน�้าโดยมีผู้ให้บริการ การปรากฏขึ้นของการนวดเพื่อสุขภาพ เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน สาขาอาชีพพนักงานนวดไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุข มีรูปธรรมที่เกิดขึ้นคือ มีประกาศคณะกรรมการ ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่องมาตรฐาน ฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพพนักงานนวดไทย พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งก�าหนดมาตรฐานเป็น ๓ ระดับ คือ ระดับ ๑ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ในการนวดไทยเพื่อผ่อนคลาย ระดับ ๒ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการนวดไทย เพื่อผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวดเมื่อยทั่วไป ได้อย่างน้อย ๑๐ อาการ ระดับ ๓ เป็นผู้ มีความรู้ความสามารถในการนวดไทย เพื่อผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวดเมื่อยทั่วไป สามารถวินิจฉัย บ�าบัดรักษาโรคตามทฤษฎี การแพทย์แผนไทย (ราชกิจจานุเบกษา, ๒๕๕๒) 01 ������ 63-124 ����.indd 51 3/3/20 3:02 PM