สาระที่ 4 ประวตั ิศาสตร์
มาตรฐาน ส4.2 เขา้ ใจพัฒนาการของมนุษยชาตจิ ากอดีตจนถงึ ปัจจุบนั ในดา้ นความสมั พนั ธแ์ ละการ
เปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณ์อย่างต่อเน่ือง ตระหนักถงึ ความสาคญั และสามารถ
วิเคราะห์ผลกระทบที่เกดิ ขึ้น
ตัวช้วี ัด ความรู้ สง่ิ ที่ปฏิบัตไิ ด้ คณุ ลักษณะ สมรรถนะ
(ทักษะ/กระบวนการ) ทพ่ี งึ ประสงค์
1. อธบิ ายสภาพสงั คม - สภาพสงั คม - ความสามารถ
เศรษฐกจิ และการเมอื ง เศรษฐกจิ และ - อธบิ าย - ใฝ่เรียนรู้ ในการสื่อสาร
ของ การเมืองของ
ประเทศเพ่ือนบา้ นใน ประเทศเพื่อนบ้าน
ปจั จบุ นั ในปจั จบุ ัน
2. บอกความสัมพันธ์ของกลุ่ม - ความเป็นมาของ - บอก - ใฝ่เรยี นรู้ - ความสามารถ
อาเซียนโดยสงั เขป กลุม่ อาเซยี น , ความสัมพนั ธข์ อง ในการสอ่ื สาร
สมาชกิ กลมุ่ อาเซยี น - ความสามารถ
ในการคิด
หลักสูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์ พุทธศักราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 หนา้ 144
สาระที่ 4 ประวัตศิ าสตร์
มาตรฐาน ส4.3 เขา้ ใจความเปน็ มาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปญั ญาไทย มคี วามรกั ความภมู ิใจ
และธารงความเป็นไทย
ตัวชว้ี ดั ความรู้ สง่ิ ทีป่ ฏิบตั ไิ ด้ คณุ ลักษณะ สมรรถนะ
(ทักษะ/กระบวนการ) ที่พึงประสงค์
1. อธิบายพฒั นาการของ - การสถาปนากรงุ - ความสามารถ
สมัยรัตนโกสินทร์ รัตนโกสนิ ทร์ - อธิบาย - ใฝ่เรยี นรู้ ในการส่ือสาร
โดยสังเขป
2. อธบิ ายปจั จยั ทส่ี ่งเสรมิ - ปัจจัยท่ีสง่ เสริม - อธิบาย - ใฝเ่ รยี นรู้ - ความสามารถ
ความ ความเจรญิ รุ่งเรอื ง ในการส่อื สาร
เจรญิ รงุ่ เรืองทางเศรษฐกจิ ทางเศรษฐกจิ และ
และการปกครองของ การปกครองของ
ไทยสมัยรตั นโกสินทร์ ไทยสมยั
รัตนโกสนิ ทร์
3. ยกตัวอย่างผลงานของ - ผลงานของบคุ คล - ยกตวั อย่าง - ใฝ่เรียนรู้ - ความสามารถ
บคุ คลสาคัญดา้ นต่างๆสมยั สาคญั ในสมยั ในการส่อื สาร
รัตนโกสินทร์ รตั นโกสินทร์
4. อธบิ ายภูมิปญั ญาไทยที่ - ภูมปิ ัญญาไทยที่ - อธิบาย - ใฝ่เรยี นรู้ - ความสามารถ
สาคัญสมยั รัตนโกสนิ ทร์ สาคญั สมัย - รักความเป็น ในการสอ่ื สาร
ท่นี ่าภาคภูมใิ จและควรคา่ รัตนโกสินทร์ทน่ี ่า ไทย - ความสามารถ
แก่การอนุรักษไ์ ว้ ภาคภูมใิ จและภูมิ ในการคดิ
ปัญญาท้องถ่นิ - ความสามารถ
ในการแก้ปญั หา
- ความสามารถ
ในการใช้ทกั ษะ
ชวี ิต
หลักสตู รสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 หน้า 145
สาระท่ี 5 ภมู ศิ าสตร์
มาตรฐาน ส5.1 เขา้ ใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพนั ธข์ องสรรพสิง่ ซึ่งมีผลต่อกนั
และกนั ในระบบของธรรมชาติ ใชแ้ ผนท่ีและเครื่องมือทางภมู ิศาสตรใ์ นการคน้ หา
วิเคราะห์สรุป และใชข้ ้อมูลภูมสิ ารสนเทศอย่างมีประสทิ ธิภาพ
ตัวชีว้ ดั ความรู้ ส่งิ ท่ีปฏบิ ัตไิ ด้ คุณลักษณะ สมรรถนะ
(ทักษะ/กระบวนการ) ทพ่ี งึ ประสงค์
1. ใชเ้ ครื่องมือทางภูมิศาสตร์ - แผนที่และ - อธบิ ายและใช้ - ใฝ่เรียนรู้ - ความสามารถ
(แผนท่ี ภาพถ่ายชนิด เครอื่ งมอื ทาง ในการสอื่ สาร
ภูมิศาสตร์ - ความสามารถ
ต่างๆ) ในการใชท้ ักษะ
ระบุลกั ษณะสาคญั ทาง ชวี ิต
กายภาพและสังคมของ
ประเทศ
2. อธิบายความสัมพันธข์ อง - ความสัมพันธข์ อง - อธิบาย - ใฝ่เรียนรู้ - ความสามารถ
ลกั ษณะทางกายภาพกบั ลักษณะทาง ในการส่ือสาร
ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ กายภาพกบั
ของประเทศ ปรากฏการณท์ าง
ธรรมชาตขิ อง
ประเทศ
หลักสูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดีย์ พุทธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 หนา้ 146
สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์
มาตรฐาน ส5.2 เข้าใจปฏิสมั พันธร์ ะหว่างมนษุ ย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพท่ีก่อใหเ้ กิดการ
สรา้ งสรรคว์ ัฒนธรรม มจี ิตสานึกและมสี ่วนรว่ มในการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรและ
สิ่งแวดล้อม เพ่ือการพัฒนาที่ย่งั ยืน
ตัวชี้วัด ความรู้ ส่ิงทป่ี ฏิบตั ไิ ด้ คุณลกั ษณะ สมรรถนะ
ทพี่ ึงประสงค์
1. วิเคราะห์ความสัมพนั ธ์ - ความสัมพนั ธ์ (ทกั ษะ/กระบวนการ) - ความสามารถ
ระหวา่ งสิ่งแวดลอ้ มทาง ระหวา่ งสง่ิ แวดลอ้ ม - ใฝเ่ รียนรู้ ในการส่อื สาร
- อธิบาย
ธรรมชาติกบั ส่ิงแวดล้อม ทางธรรมชาตกิ ับ
ทางสงั คมในประเทศ สง่ิ แวดลอ้ มทาง
สงั คมในประเทศ
2. อธิบายการแปลงสภาพ - การเปล่ียนแปลง - อธบิ าย - ใฝ่เรียนรู้ - ความสามารถ
ธรรมชาตใิ นประเทศไทย สภาพธรรมชาติใน ในการสอ่ื สาร
จากอดตี ถึงปจั จุบนั และผล ประเทศทย
ที่
เกิดข้นึ จากการเปลย่ี นแปลง
น้นั
3. จัดทาแผนการใช้ทรพั ยากร - การจดั ทาแผนการ - จดั ทาแผนการใช้ - ใฝเ่ รียนรู้ - ความสามารถ
ในการส่ือสาร
ในชมุ ชน ใชท้ รพั ยากรใน ทรัพยากรในชมุ ชน - ความสามารถ
ในการคิด
ชมุ ชน
หลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ พุทธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 147
คาอธบิ ายรายวิชา
หลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 หนา้ 148
คาอธบิ ายรายวิชาพื้นฐาน
ส 11101 รายวิชา สงั คมศึกษาฯ 1 กลุม่ สาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา ศาสนาและ
วฒั นธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1 เวลา 40 ชว่ั โมง
ศึกษาและบอกพุทธประวัติหรือประวัติของศาสดาที่ตนนับถือ โดยสังเขป ชื่นชมและบอกแบบอย่างการดาเนินชีวิตและ
ข้อคดิ จากประวัตสิ าวก ชาดก เร่ืองเลา่ และศาสนกิ ชนตวั อย่างตามท่ีกาหนด บอกความหมาย ความสาคัญและเคารพพระรัตนตรัย
ปฏบิ ัติตามหลกั ธรรมโอวาท 3 ในพระพุทธศาสนาหรือหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ เห็นคุณค่าและสวดมนต์ แผ่เมตตามีสติที่
เป็นพนื้ ฐานของสมาธิในพระพุทธศาสนาหรือการพัฒนาจิตตามแนวทางของศาสนาท่ีตนนับถือ บาเพ็ญประโยชน์ต่อวัดหรือศาสน
สถานของศาสนาทต่ี นนบั ถือ แสดงตนเปน็ พุทธมามกะหรือแสดงความเป็นศาสนิกขนของศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตนในศาสนพิธี
พิธกี รรมและวนั สาคญั ทางศาสนาตามที่กาหนดได้ถกู ต้อง
ศึกษา บอกประโยชน์และปฏิบัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัวและโรงเรียน ยกตัวย่างความสามารถและความดีของ
ตนเอง ผู้อนื่ และบอกผลจากการกระทานั้น บอกโครงสร้าง บทบาทและหน้าท่ีของสมาชิกในครอบครัวและโรงเรียน ระบุบทบาท
สิทธิ หน้าที่ของตนเองในครอบครัวและโรงเรียน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและทากิจกรรมในครอบครัวและโรงเรียนตาม
กระบวนการประชาธปิ ไตย
ศึกษา ระบุสินค้าและบริการท่ีใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน ยกตัวอย่างการใช้จ่ายเงินในชีวิตประจาวันท่ีไม่เกินตัวและ
เหน็ ประโยชน์ของการออม ยกตัวอย่างการใชท้ รพั ยากรในชวี ติ ประจาวนั อยา่ งประหยดั อธิบายเหตุผลความจาเป็นท่ีคนต้องทางาน
อยา่ งสุจรติ
ศึกษา แยกแยะสง่ิ ต่าง ๆ รอบตัวท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติและทีม่ นุษยส์ รา้ งขนึ้ ระบุความสมั พันธ์ของตาแหนง่ ระยะ ทิศ
ของส่งิ ต่าง ๆ รอบตัว ระบุทิศหลักและท่ีตั้งของสิ่งต่าง ๆ ใช้แผนผังง่าย ๆ ในการแสดงตาแหน่งของสิ่งต่าง ๆ ในห้องเรียน สังเกต
และบอกการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในรอบวัน บอกส่ิงต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นตามธรรมชาติท่ีส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์
สังเกตและเปรยี บเทียบการเปลีย่ นแปลงของสภาพแวดลอ้ มที่อยู่รอบตวั มีส่วนร่วมในการจัดระเบยี บส่งิ แวดล้อมและช้นั เรยี น
ทิศหลัก (เหนอื ตะวันออก ใต้ ตะวนั ตก) และทีต่ งั้ ของสงิ่ ตา่ งๆรอบตัว
การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในรอบวนั เชน่ กลางวัน กลางคืน ความรอ้ นของอากาศ ฝน-เมฆ-ลม ระบุทิศหลักและ
ท่ีต้ังของส่ิงต่าง ๆ ใช้แผนผังง่าย ๆ ในการแสดงตาแหน่งของส่ิงต่าง ๆ ในห้องเรียน สังเกตและบอกการเปลี่ยนแปลงของสภาพ
อากาศในรอบวัน บอกสงิ่ ต่าง ๆ ท่ีเกิดขนึ้ ตามธรรมชาติท่ีสง่ ผลตอ่ ความเป็นอยู่ของมนุษย์ สังเกตและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลง
ของสภาพแวดล้อมที่อยรู่ อบตัว มีสว่ นร่วมในการจัดระเบียบส่งิ แวดลอ้ มและชัน้ เรียน
โดยเช่อื มโยงประสบการณเ์ ดิมสู่การสรา้ งประสบการณใ์ หม่ โดยการใช้ภาพ ขา่ ว หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนฝึกการ
สงั เกต ตอบคาถามเชิงวเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความรทู้ ่ีได้ กระตนุ้ ให้แสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เพื่อร่วมกันหาแนวทางปฏิบัติท่ี
ถกู ต้องเหมาะสม สง่ เสรมิ การทางานกลมุ่ เพ่อื พัฒนาทักษะทางสงั คม นาไปสกู่ ารยอมรบั และเห็นคุณคา่ ของตนเองและผู้อน่ื
เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความเขา้ ใจและตระหนักถงึ การปฏิบัตติ นในฐานะทเี่ ปน็ ส่วนหนึง่ ของสงั คมประชาธิปไตย ปฏิบัติตนตาม
หลักศาสนาที่ตนนับถือ มแี นวคิดที่เหมาะสมในการดาเนินชีวติ อยา่ งพอเพียง และมคี วามเขา้ ใจสภาพภมู ิศาสตร์รอบตวั เลอื กใช้และ
อนรุ กั ษส์ ่งิ แวดล้อมอย่างยง่ั ยืน
ทงั้ น้ีได้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถิ่น ความพอเพียง พลังงานและสิ่งแวดล้อม และวิถีพุทธ
เขา้ มามีส่วนรว่ มในการจดั กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั
รหสั ตัวช้วี ดั
ส 1.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4 ส 1.2 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3
ส 2.1 ป.1/1, ป.1/2 ส 2.2 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3
ส 3.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3 ส 3.2 ป.1/1
ส 4.1 ป.1/1, ป. 1/2 ,ป. 1/3, ส 4.2 ป 1/1 , ป1/2 ส 4.3 ป.1/1 ,ป 1/2 ,ป1/3
ส 5.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5 ส 5.2 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3
รวมท้ังหมด 32 ตัวชี้วัด
หลักสตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมุทรเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 หน้า 149
คาอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน
ส 12101 รายวิชา สงั คมศึกษาฯ 2 กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและ
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 2 เวลา 40 ชว่ั โมง
ศึกษาและบอกความสาคัญของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือ สรุปพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติจนถึง
การออกผนวชหรือประวัติศาสดาที่ตนนับถือ ชื่นชมและบอกแบบอย่างการดาเนินชีวิตและข้อคิดจากประวัติสาวก
ชาดก เรื่องเล่าและศาสนิกชนตัวอยา่ งตามท่กี าหนด บอกความหมาย ความสาคญั และเคารพพระรัตนตรยั ปฏบิ ัตติ าม
หลักธรรมโอวาท 3 ในพระพุทธศาสนาหรือหลกั ธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ ชื่นชมการทาความดขี องตนเอง บุคคลใน
ครอบครัวและในโรงเรียนตามหลักศาสนา เห็นคุณค่าและสวดมนต์ แผ่เมตตา มีสติที่เป็นพื้นฐานของสมาธิใน
พระพุทธศาสนาหรือการพัฒนาจิตตามแนวทางของศาสนาท่ีตนนับถือ บอกชื่อศาสนา ศาสดา และความสาคัญของ
คัมภีร์ของศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอ่ืน ๆ ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อสาวกของศาสนาท่ีตนนับถือได้ถูกต้อง
ปฏิบัติตนในศาสนาพิธี พธิ กี รรม และวนั สาคญั ทางศาสนาตามทกี่ าหนดใหถ้ ูกต้อง
ศึกษาหลักการแนวทางปฏิบัติ ปฏิบัติตนตามข้อตกลง กติกา กฎ ระเบียบและหน้าที่ท่ีต้องปฏิบัติใน
ชีวติ ประจาวนั ปฏิบัตติ นตามมารยาทไทย แสดงพฤตกิ รรมในการยอมรบั ความคดิ ความเชอ่ื และการปฏบิ ัติของบุคคล
อ่ืนท่ีแตกต่างกันโดยปราศจากอคติ เคารพในสิทธิ เสรีภาพของตนเอง ผู้อ่ืน อธิบายความสัมพันธ์ของตนเองและ
สมาชิกในครอบครวั ในฐานะเป็นส่วนหนง่ึ ของชุมชน ระบุผ้มู บี ทบาท อานาจในการตัดสนิ ใจในโรงเรยี นและชุมชน
ศึกษา ระบทุ รพั ยากรท่ีนามาผลติ สินคา้ และบริการที่ใช้ในชวี ติ ประจาวนั บอกทมี่ าของรายได้และรายจ่ายของ
ตนเองและครอบครัว บันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเอง สรุปผลดีของการใช้จ่ายที่เหมาะสมกับรายได้และการออม
อธบิ ายการแลกเปลี่ยนสนิ ค้าและบรกิ ารโดยวธิ ตี ่าง ๆ บอกความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซอื้ และผขู้ าย
ศึกษา ระบุส่ิงต่าง ๆ ที่เป็นธรรมชาติกับที่มนุษย์สร้างขึ้นซ่ึงปรากฏระหว่างโรงเรียนกับบ้าน ระบุตาแหน่ง
อยา่ งงา่ ยและลักษณะทางกายภาพของสิ่งต่าง ๆ ทีป่ รากฏในลกู โลก แผนที่ แผนผงั และภาพถา่ ย อธบิ ายความสมั พนั ธ์
ของปรากฏการณ์ระหว่างโลก ดวงอาทิตยแ์ ละดวงจันทร์ อธิบายความสาคัญและคุณค่าของส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติ
และทางสังคม แยกแยะและใช้ทรัพยากร ธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดไปและท่ีใช้แล้วหมดไปอย่างคุ้มค่า อธิบาย
ความสมั พนั ธข์ องฤดูกาลกบั การดาเนินชวี ิตของมนษุ ย์ มีส่วนรว่ มในการฟืน้ ฟปู รับปรงุ สงิ่ แวดลอ้ มในโรงเรยี นและชมุ ชน
โดยเช่ือมโยงประสบการณ์เดิมสู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ โดยการใช้ภาพ ข่าว หรือสถานการณ์ ต่าง ๆ
ให้ผู้เรียนฝึกการสังเกต ตอบคาถามเชิงวิเคราะห์และสรุปความรู้ท่ีได้ กระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย
เพื่อร่วมกนั หาแนวทางปฏบิ ัติทถี่ ูกต้องเหมาะสม สง่ เสรมิ การทางานกลมุ่ เพือ่ พฒั นาทกั ษะทางสังคม นาไปสู่การยอมรับ
และเห็นคณุ ค่าของตนเองและผู้อื่น
เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงการปฏิบัติตนในฐานะที่เป็นส่วนหน่ึงของสังคมประชาธิปไตย
ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ มีแนวคิดท่ีเหมาะสมในการดาเนินชีวิตอย่างพอเพียง และมีความเข้าใจสภาพ
ภูมิศาสตรร์ อบตวั เลอื กใชแ้ ละอนรุ กั ษส์ ่ิงแวดล้อมอย่างยง่ั ยืน
ทั้งนี้ได้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถ่ิน ความพอเพียง พลังงานและส่ิงแวดล้อม
และวิถพี ุทธ เขา้ มามสี ่วนรว่ มในการจัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยเน้นผเู้ รียนเป็นสาคญั
รหัสตวั ชวี้ ัด ส 1.2 ป.1/1, ป.1/2
ส 1.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4, ป.2/5, ป.2/6, ป.2/7 ส 2.2 ป.1/1, ป.1/2
ส 2.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4 ส 3.2 ป.2/1, ป.2/2
ส 3.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4 ส 5.2 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4
ส 5.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3
รวมทง้ั หมด 28 ตัวช้ีวดั
หลกั สูตรสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หนา้ 150
คาอธบิ ายรายวิชาพ้นื ฐาน
ส 13101 รายวิชา สังคมศึกษาฯ 3 กลุ่มสาระการเรยี นรูส้ ังคมศกึ ษา ศาสนาและ
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 เวลา 40 ช่ัวโมง
ศึกษา อธิบายความสาคัญของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ในฐานะที่เป็นรากฐานสาคัญของวัฒนธรรม
ไทย สรุปพทุ ธประวัติต้ังแต่การบาเพ็ญเพยี รจนถึงปรินิพพานหรือประวัติของศาสดาที่ตนนับถือ ช่ืนชมและบอกแบบอย่างการ
ดาเนินชีวิตและขอ้ คดิ จากประวัติสาวก ชาดก เรอื่ งเลา่ และศาสนิกชนตวั อย่างตามท่กี าหนด บอกความหมาย ความสาคัญของ
พระไตรปิฎก หรือคัมภรี ์ของศาสนาทต่ี นนบั ถอื แสดงความเคารพพระรัตนตรยั และปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรมโอวาท 3 ในพระพุทธ
ศาสนาหรือหลักธรรมของศาสนาท่ีตนนับถือ เห็นคุณค่าและสวดมนต์ แผ่เมตตา มีสติท่ีเป็นพื้นฐานของสมาธิใน
พระพทุ ธศาสนาหรอื พัฒนาจติ ตามแนวทางของศาสนาที่ตนนับถือ บอกชื่อ ความสาคัญและปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมต่อศา
สนวัตถุ ศาสนสถาน และศาสนบคุ คลของศาสนาอื่น ๆ ปฏบิ ตั ติ นอยา่ งเหมาะสมต่อสาวก ศาสนสถาน ศาสนวัตถุของศาสนาที่
ตนนับถือได้ถูกต้อง เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนในศาสนพิธี พิธีกรรมและวันสาคัญทางศาสนาตามที่กาหนดได้ถูกต้อง แสดงตน
เปน็ พุทธมามกะหรอื แสดงตนเป็นศาสนกิ ชนของศาสนาทต่ี นนับถือ
ศึกษาหลักการแนวทางปฏิบัติ สรุปประโยชน์และปฏิบัติตนตามประเพณีและวัฒนธรรมในครอบครัวและท้องถ่ิน
บอกพฤติกรรมการดาเนินชีวิตของตนเอง และผู้อื่นที่อยู่ในกระแสวัฒนธรรมท่ีหลากหลาย อธิบายความสาคัญของ
วันหยุดราชการท่ีสาคัญ ยกตัวอย่างบุคคล ซึ่งมีผลงานที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนและท้องถ่ินของตน ระบุบทบาทหน้าท่ีของ
สมาชกิ ของชมุ ชนในการมสี ่วนรว่ มในกิจกรรมตา่ ง ๆ ตามกระบวนการประชาธิปไตย วิเคราะห์ความแตกต่างของกระบวนการ
ตัดสินใจในช้ันเรียน โรงเรียนและชุมชน โดยวิธีการออกเสียงโดยตรงและการเลือกตัวแทนออกเสียง ยกตัวอย่างการ
เปลี่ยนแปลงในช้ันเรียน โรงเรยี นและชุมชนทเ่ี ป็นผลจากการตดั สินใจของบคุ คลและกล่มุ
ศึกษา จาแนกความต้องการและความจาเป็นในการใช้สินค้าและบริการในการดารงชีวิต วิเคราะห์การใช้จ่ายของ
ตนเอง อธบิ ายได้ว่าทรัพยากรท่ีมีอยู่จากัดมีผลต่อการผลิตและบริโภคสินค้าและบริการ บอกสินค้าและบริการท่ีรัฐจัดหาและ
ให้บริการแก่ประชาชน บอกความสาคัญของภาษีและบทบาทของประชาชนในการเสียภาษี อธิบายเหตุผลการแข่งขันทาง
การค้าท่มี ผี ลทาใหร้ าคาสินค้าลดลง
ศกึ ษา ใชแ้ ผนที่ แผนผัง และภาพถ่ายในการหาข้อมูลทางภูมศิ าสตร์ในชมุ ชนไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ เขยี นแผนผงั ง่าย
ๆ เพ่ือแสดงตาแหน่งที่ต้ังของสถานที่สาคัญในบริเวณโรงเรียนและชุมชน บอกความสัมพันธ์ของลักษณะกายภาพกับลักษณะ
ทางสังคมของชุมชน เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในชุมชนจากอดีตถึงปัจจุบัน อธิบายการพ่ึงพาสิ่งแวดล้อม
และทรพั ยากร ธรรมชาติในการสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์และการประกอบอาชีพ อธิบายเก่ียวกับมลพิษและการ
กอ่ ให้เกิดมลพิษในมนษุ ย์ อธบิ ายความแตกต่างของเมืองและชนบท ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสง่ิ แวดล้อมในชุมชน
โดยเชือ่ มโยงประสบการณเ์ ดิมสกู่ ารสร้างประสบการณใ์ หม่ โดยการใชภ้ าพ ขา่ ว หรือสถานการณ์ ต่าง ๆ ให้ผู้เรียน
ฝึกการสังเกต ตอบคาถามเชิงวิเคราะห์และสรุปความรู้ท่ีได้ กระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เพ่ือร่วมกันหา
แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม ส่งเสริมการทางานกลุ่มเพ่ือพัฒนาทักษะทางสังคม นาไปสู่การยอมรับและเห็นคุณค่าของ
ตนเองและผู้อื่น
เพ่ือใหผ้ ู้เรยี นเกดิ ความเขา้ ใจและตระหนักถึงการปฏบิ ัติตนในฐานะทีเ่ ป็นส่วนหนงึ่ ของสงั คมประชาธิปไตย ปฏิบัติตน
ตามหลักศาสนาท่ีตนนับถือ มีแนวคิดที่เหมาะสมในการดาเนินชีวิตอย่างพอเพียง และมีความเข้าใจสภาพภูมิศาสตร์รอบตัว
เลือกใช้และอนรุ กั ษส์ ิง่ แวดล้อมอย่างยงั่ ยืน
ท้งั นไี้ ด้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถ่ิน ความพอเพียง พลังงานและสิ่งแวดล้อม และวิถี
พุทธ เขา้ มามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคัญ
รหัสตัวชวี้ ดั
ส 1.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5, ป.3/6, ป.3/7
ส 1.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
ส 2.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4 ส 2.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
ส 3.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3 ส 3.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
ส 5.1 ป3/1, ป.3/2, ป.3/3 ส 5.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5
รวมทัง้ หมด 31 ตวั ชี้วัด
หลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 151
คาอธบิ ายรายวชิ าพืน้ ฐาน
ส 14101 รายวิชา สงั คมศึกษาฯ 4 กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและ
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 เวลา 80 ช่ัวโมง
อธิบายความสาคัญของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาท่ีตนนบั ถอื สรุปพทุ ธประวัติตัง้ แต่บรรลุธรรมจนถึง
ประกาศธรรม หรือประวัติของศาสดาที่ตนนับถือ ดาเนินชีวิตและข้อคิดจากประวัติสาวก ชาดก เร่ืองเล่า
และศาสนกิ ชน แสดงความเคารพพระรตั นตรัยและปฏบิ ัติตามไตรสิกขาและ หลกั ธรรม 3 สวดมนต์ แผ่เมตตา
มีสติที่เป็นพื้นฐานของสมาธิในพระพุทธศาสนา พัฒนาจิตตามแนวทางของศาสนา อธิบายประวัติศาสดาของ
ศาสนาอ่นื โดยสงั เขป มสี ่วนร่วมในการบารงุ รกั ษา ศาสนสถานของศาสนา มีมารยาทและปฏิบัติตนในศาสนพิธี
พธิ กี รรมและวันสาคัญ
การเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตย การเป็นผู้นาและผู้ตามท่ีดี สิทธิพ้ืนฐานของเด็ก อธิบายความ
แตกต่างของวัฒนธรรม อานาจอธิปไตยและความสาคัญของระบอบประชาธิปไตย บทบาทหน้าที่ของพลเมือง
ในกระบวนการเลอื กต้งั อธิบายความสาคัญของสถาบนั พระมหากษัตริย์ตามระบอบประชาธิปไตย
ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ สิทธิข้ันพื้นฐานของผู้บริโภค อธิบายหลักเศรษฐกิจ
พอเพียง ความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกจิ ของคนในชมุ ชน หน้าที่เบ้ืองต้นของเงิน
การใช้แผนที่ ภาพถ่ายทางกายภาพของจังหวัด ระบุแหล่งทรัพยากรในจังหวัดด้วยแผนที่ ใช้แผนที่
อธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ในจังหวัด ส่ิงแวดล้อมทางกายภาพของชุมชน การเปล่ียนแปลง
สภาพแวดลอ้ มในจงั หวัด และการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม อธิบายลักษณะทางกายภาพท่ีส่งผลต่อ
แหล่งทรัพยากรและสถานทส่ี าคญั ในจังหวัด
โดยเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมสู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ โดยการใช้ภาพ ข่าว หรือสถานการณ์
ต่าง ๆ ใหผ้ เู้ รยี นฝึกการสังเกต ตอบคาถามเชิงวิเคราะห์และสรุปความรู้ท่ีได้ กระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นอย่าง
หลากหลาย เพื่อร่วมกันหาแนวทางปฏิบัติท่ีถูกต้องเหมาะสม ส่งเสริมการทางานกลุ่มเพ่ือพัฒนาทักษะทาง
สังคม นาไปสกู่ ารยอมรับและเหน็ คณุ ค่าของตนเองและผู้อื่น
เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงการปฏิบัติตนในฐานะที่เป็นส่วนหน่ึงของสังคม
ประชาธปิ ไตย ปฏบิ ัติตนตามหลกั ศาสนาทตี่ นนับถือ มีแนวคิดท่ีเหมาะสมในการดาเนินชีวิตอย่างพอเพียง และ
มคี วามเข้าใจสภาพภมู ิศาสตร์รอบตัว เลอื กใชแ้ ละอนรุ กั ษ์สิง่ แวดล้อมอย่างยง่ั ยนื
ทั้งนี้ได้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถิ่น ความพอเพียง พลังงานและ
สง่ิ แวดล้อม และวิถีพุทธ เขา้ มามสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยเน้นผูเ้ รียนเปน็ สาคญั
รหสั ตวั ชี้วัด
ส 1.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5, ป.4/6, ป.4/7, ป.4/8
ส 1.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ส 2.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5 ส 2.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ส 3.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3 ส 3.2 ป.4/1, ป.4/2
ส 5.1 ป4/1, ป.4/2, ป.4/3 ส 5.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
รวมทง้ั หมด 30 ตวั ชี้วัด
หลักสตู รสถานศกึ ษา โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ พทุ ธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 152
คาอธบิ ายรายวิชาพ้นื ฐาน
ส 15101 รายวิชา สังคมศึกษาฯ 5 กลมุ่ สาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนาและ
ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 เวลา 80 ช่ัวโมง
ศึกษา วิเคราะห์พระพุทธศาสนาในฐานที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทย สรุปเรื่องราวเก่ียวกับ
พระพทุ ธเจา้ หรือศาสดาทีต่ นนบั ถอื อธบิ ายประวัติของสาวก ชาดก พระไตรปิฎกและคัมภีร์ของศาสนาที่ตนนับ
ถือ ปฏิบัติตนในการแสดงความเคารพพระรัตนตรัย สวดมนต์ ปฏิบัติธรรมพ้ืนฐานอย่างง่าย ๆ รวมท้ังร่วม
กิจกรรมในวนั สาคัญทางศาสนา ใชม้ ารยาทของชาวพุทธได้ถูกตอ้ ง
ศึกษาสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ เสนอแนะวิธีการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี สามารถ
ปกป้องคุ้มครองตนเองและผู้อื่นจากการละเมิดสิทธิเด็ก เสนอแนวทางการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย เผยแพร่ภูมิ
ปัญญาไทยของท้องถิ่น อธิบายโครงสร้างของการปกครองส่วนท้องถ่ิน ตลอดจนบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารใน
ทอ้ งถนิ่ วเิ คราะหป์ ระโยชนท์ จี่ ะได้รบั จากองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น
อธิบายการผลิต ลักษณะประเภทของสินค้าและการบริการ เพ่ือนามาประยุกต์ใช้เกี่ยวกับกับแนวคิด
และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิธีการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดในครอบครัว โรงเรียน ศึกษาระบบและ
ประโยชนข์ องสหกรณ์ สถาบนั การเงิน การธนาคาร ผลดีผลเสยี งของการยมื
ศึกษา ลักษณะของโลกทางกายภาพ ตาแหน่งระยะทิศทางภูมิภาคของตนเอง ลักษณะภูมิลักษณ์ท่ี
สาคัญในท้องถ่ิน อธิบายความสัมพันธ์ของลักษณะทางกายภาพกับลักษณะทางสังคมในภูมิภาคของตนเอง
วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางกายภาพที่มีต่อการตั้งถ่ินฐาน และการอพยพย้ายถ่ิน อิทธิพลของส่ิงแวดล้มทาง
ธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ในภูมิภาค นาเสนอตัวอย่างท่ีสะท้อนให้เห็นผลจากการรักษาและการ
ทาลายสภาพแวดลอ้ มในทอ้ งถน่ิ เสนอแนะแนวคดิ ในการรักษาสภาพแวดล้อมในภูมภิ าค
โดยใช้วธิ กี ารศึกษา คน้ ควา้ รวบรวมขอ้ มลู มาอธบิ าย เพื่อให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถ
สอ่ื สารสง่ิ ท่เี รยี นรู้ เสนอแนะแนวทางใหผ้ ู้อ่นื ปฏบิ ตั ไิ ด้ มีการใชท้ กั ษะในการคดิ และแกป้ ญั หา
เห็นคุณค่าของการนาความรู้และหลักธรรมไปใช้ในการดาเนินชีวิต มีจิตสาธารณะ ใฝ่รู้ อยู่อย่ าง
พอเพยี ง ซ่ือสตั ย์สจุ ริต รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ และรักความเป็นไทย
ทั้งน้ีได้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถ่ิน ความพอเพียง พลังงานและ
สิง่ แวดล้อม และวถิ ีพุทธ เข้ามามสี ่วนร่วมในการจดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยเนน้ ผูเ้ รียนเป็นสาคัญ
รหสั ตวั ชีว้ ัด
ส 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5, ป.5/6, ป.5/7
ส 1.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
ส 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4 ส 2.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
ส 3.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3 ส 3.2 ป.5/1, ป.5/2
ส 5.1 ป5/1, ป.5/2, ป.5/3 ส 5.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
รวมท้งั หมด 28 ตัวชว้ี ัด
หลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ พุทธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 หนา้ 153
คาอธบิ ายรายวิชาพืน้ ฐาน
ส 16101 รายวิชา สังคมศึกษาฯ 6 กลมุ่ สาระการเรยี นรูส้ ังคมศกึ ษา ศาสนาและ
ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 เวลา 80 ช่วั โมง
ศกึ ษา วิเคราะห์ความสาคญั ของพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาประจาชาติหรือความสาคัญศาสนาที่ตนนับถือ สรุป
พทุ ธประวัตติ ้งั แต่ปลงอายสุ งั ขารจนถงึ สงั เวชนยี สถาน หรือประวตั ิของศาสดาทตี่ นนับถอื เหน็ คุณค่าและประพฤติตนตามแบบอย่าง
การดาเนนิ ชวี ติ และข้อคดิ จากประวตั สิ าวก ชาดก เร่ืองเล่า และศาสนิกชนตัวอย่างตามที่กาหนด วิเคราะห์ความสาคัญและเคารพ
พระรตั นตรัย ปฏบิ ตั ติ ามไตรสกิ ขาและหลักธรรมโอวาท 3 ในพระพุทธ ศาสนาหรือหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ ช่ืนชมการทา
ความดีของบุคคลในประเทศตามหลักศาสนาพร้อมท้ังบอกแนวปฏิบัติในการดาเนินชีวิต เห็นคุณค่าและสวด มนต์ แผ่เมตตา และ
บรหิ ารจติ เจริญปัญญา มีสตทิ เี่ ป็นพ้ืนฐานของสมาธใิ นพระพทุ ธศาสนา หรอื พัฒนาจิตตามแนวทางของศาสนาทตี่ นนับถอื ปฏิบัติตน
ตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ เพื่อแก้ปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด อธิบายหลักธรรมสาคัญของศาสนาอ่ืน ๆ โดยสังเขป
อธิบายลักษณะสาคัญของศาสนพิธี พิธีกรรมของศาสนาอ่ืน ๆ และปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมเม่ือต้องเข้าร่วมพิธี อธิบายความรู้
เก่ียวกับสถานที่ต่าง ๆ ในศาสนสถานและปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมมีมรรยาทของความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีตามที่กาหนด
อธบิ ายประโยชน์ของการเข้าร่วมในศาสนพิธี พิธีกรรมและกิจกรรมในวันสาคัญทางศาสนาตามที่กาหนด และปฏิบัติตนได้ถูกต้อง
แสดงตนเป็นพุทธมามกะ หรอื แสดงตนเปน็ ศาสนกิ ชนของศาสนาทตี่ น นับถอื
ศึกษาหลักการแนวทางปฏิบัติ ปฏิบัติตามกฎหมายที่เก่ียวข้องกับชีวิตประจาวันของครอบครัวและชุมชน วิเคราะห์การ
เปลย่ี นแปลงวัฒนธรรมตามกาลเวลาและธารงรกั ษาวฒั นธรรมอนั ดีงาม แสดงออกถึงมารยาทไทยได้เหมาะสมถูกกาลเทศะ อธิบาย
คุณคา่ ทางวฒั นธรรมที่แตกตา่ งกันระหว่างกลุ่มคนในสังคมไทย ติดตามข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน เลือกรับ
และใช้ข้อมลู ขา่ วสารในการเรยี นรไู้ ด้เหมาะสม เปรียบเทียบบทบาทหน้าที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐบาล มีส่วนร่วม
ในกิจกรรมตา่ ง ๆ ท่สี ง่ เสริมประชาธปิ ไตยในทอ้ งถิน่ และประเทศ อภปิ รายบทบาท ความสาคญั ในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งตาม
ระบอบประชาธิปไตย
ศึกษา อธบิ ายบทบาทของผูผ้ ลิตทม่ี คี วามรับผิดชอบ อธบิ ายบทบาทของผู้บรโิ ภคทีร่ ู้เทา่ ทนั บอกวธิ ีและประโยชน์ของการ
ใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค ธนาคาร และรัฐบาล ยกตัวอย่างการร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
ภายในท้องถนิ่
ศกึ ษา ใชเ้ ครอื่ งมือทางภูมิศาสตร์ (แผนท่ี ภาพถ่ายชนิดต่าง ๆ ) ระบุลักษณะสาคัญทางกายภาพและสังคมของประเทศ
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของประเทศ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง
สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติกับส่ิงแวดล้อมทางสังคมในประเทศ อธิบายการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติในประเทศไทยจากอดีตถึง
ปจั จุบนั และผลทีเ่ กดิ ขึ้นจากการเปล่ยี นแปลงนน้ั จัดทาแผนการใชท้ รพั ยากรในชมุ ชน
โดยเช่อื มโยงประสบการณเ์ ดิมสูก่ ารสรา้ งประสบการณ์ใหม่ โดยการใช้ภาพ ข่าว หรือสถานการณ์ ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนฝึก
การสังเกต ตอบคาถามเชิงวิเคราะห์และสรุปความรู้ท่ีได้ กระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เพ่ือร่วมกันหาแนวทาง
ปฏิบัติท่ถี กู ตอ้ งเหมาะสม ส่งเสริมการทางานกล่มุ เพื่อพัฒนาทักษะทางสงั คม นาไปสู่การยอมรับและเห็นคุณคา่ ของตนเองและผ้อู นื่
เพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความเขา้ ใจและตระหนักถงึ การปฏบิ ัตติ นในฐานะทเ่ี ปน็ สว่ นหน่ึงของสงั คมประชาธิปไตย ปฏิบัติตนตาม
หลกั ศาสนาทต่ี นนบั ถือ มแี นวคิดที่เหมาะสมในการดาเนินชวี ิตอยา่ งพอเพยี ง และมคี วามเข้าใจสภาพภมู ิศาสตร์รอบตวั เลือกใช้และ
อนรุ กั ษส์ ง่ิ แวดล้อมอยา่ งยัง่ ยนื
ทัง้ นีไ้ ด้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถิ่น ความพอเพียง พลังงานและสิ่งแวดล้อม และวิถีพุทธ
เขา้ มามสี ว่ นร่วมในการจดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคญั
รหัสตัวช้วี ัด
ส 1.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9
ส 1.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4
ส 2.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5 ส 2.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
ส 3.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3 ส 3.2 ป.6/1, ป.6/2
ส 5.1 ป6/1, ป.6/2 ส 5.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
รวมทง้ั หมด 31 ตัวชว้ี ดั
หลักสูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พุทธศักราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หนา้ 154
คาอธบิ ายรายวิชาพน้ื ฐาน
ส 11102 รายวิชา ประวตั ิศาสตร์ 1 กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 เวลา 40 ชวั่ โมง
ศกึ ษาวธิ ีการหาข้อมลู ทางประวตั ศิ าสตร์เพอื่ ให้ทราบขอ้ มลู บอกวัน เดือน ปี และการนับช่วงเวลาตาม
ปฏิทินที่ใช้ในชีวิตประจาวัน เรียงลาดับเหตุการณ์ในชีวิตประจาวันตามวัน เวลาท่ีเกิดขึ้น บอกประวัติความ
เป็นมาของตนเองและครอบครัว โดยสอบถามผู้เกี่ยวข้อง บอกความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ส่ิงของ
เครื่องใช้หรือการดาเนินชีวิตของตนเองกับสมัยของพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย บอกเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนในอดีตที่มี
ผลกระทบตอ่ ตนเองในปัจจุบนั อธิบายความหมายและความสาคญั ของสัญลกั ษณส์ าคัญของชาติไทยและปฏิบัติ
ตนได้ถกู ต้อง บอกสถานทส่ี าคัญซ่งึ เปน็ แหลง่ วัฒนธรรมในชมุ ชน ระบสุ ่ิงทีต่ นรกั และภาคภูมใิ จในทอ้ งถนิ่
โดยใช้วิธีการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ วิเคราะห์หาความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์
ต่าง ๆ ใชแ้ ผนภาพเส้นเวลาในการเรยี งลาดับเหตกุ ารณ์ เพอื่ ใหเ้ กิดความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ
เห็นคุณค่าของการนาความรู้เก่ียวกับวิธีการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ไปใช้ในการค้นหาข้อมูลใน
ชีวิตประจาวัน มคี วามภาคภูมิใจในความเป็นไทย
ทั้งน้ีได้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถ่ิน ความพอเพียง พลังงานและ
ส่ิงแวดลอ้ ม และวิถีพุทธ เขา้ มามีส่วนรว่ มในการจัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยเนน้ ผู้เรียนเปน็ สาคญั
รหัสตวั ชวี้ ัด
ส 4.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3
ส 4.2 ป.1/1, ป.1/2
ส 4.3 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3
รวมทัง้ หมด 8 ตวั ชว้ี ัด
หลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ พทุ ธศักราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 หน้า 155
คาอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน
ส 12102 รายวิชา ประวตั ิศาสตร์ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 เวลา 40 ชวั่ โมง
ศึกษาวิธีการหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพื่อให้ทราบข้อมูล ใช้คาระบุเวลาท่ีแสดงเหตุการณ์ในอดีต
ปัจจุบัน และอนาคต ลาดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวหรือในชีวิตของตนเอง โดยใช้หลักฐานที่เก่ียวข้อง
สืบค้นถึงการเปลย่ี นแปลงในวถิ ีชีวิตประจาวนั ของคนในชมุ ชนของตนจากอดีตถงึ ปจั จุบัน อธิบายผลกระทบของ
การเปล่ียนแปลงท่ีมีต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน ระบุบุคคลท่ีทาประโยชน์ต่อท้องถิ่นหรือประเทศชาติ
ยกตวั อย่างวฒั นธรรมประเพณี และภูมปิ ัญญาไทยทีภ่ าคภูมิใจและควรอนุรักษ์ไว้
โดยใช้วิธีการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ วิเคราะห์หาความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์
ตา่ ง ๆ ใช้แผนภาพเส้นเวลาในการเรยี งลาดบั เหตกุ ารณ์ เพ่อื ใหเ้ กิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ
เห็นคุณค่าของการนาความรู้เก่ียวกับวิธีการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ไปใช้ในการค้นหาข้อมูลใน
ชีวิตประจาวนั มคี วามภาคภูมิใจในความเปน็ ไทย
ท้ังน้ีได้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถ่ิน ความพอเพียง พลังงานและ
ส่งิ แวดล้อม และวิถพี ทุ ธ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยเน้นผเู้ รียนเปน็ สาคญั
รหัสตวั ช้ีวดั
ส 4.1 ป.2/1, ป.2/2
ส 4.2 ป.2/1, ป.2/2
ส 4.3 ป.2/1, ป.2/2
รวมทง้ั หมด 6 ตัวช้ีวดั
หลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ พุทธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หนา้ 156
คาอธบิ ายรายวิชาพืน้ ฐาน
ส 13102 รายวิชา ประวัติศาสตร์ 3 กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 3 เวลา 40 ชั่วโมง
ศึกษาวิธีการหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพ่ือให้ทราบข้อมูล เทียบศักราชที่สาคัญตามปฏิทินท่ีใช้ใน
ชีวิตประจาวัน แสดงลาดับเหตุการณ์สาคัญของโรงเรียนและชุมชน โดยระบุหลักฐานและแหล่งข้อมูลท่ี
เกี่ยวข้อง ระบุปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการตั้งถ่ินฐานและพัฒนาการของชุมชน สรุปลักษณะที่สาคัญของ
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชน เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม
ของชมุ ชนตนเองกบั ชุมชนอืน่ ๆ ระบพุ ระนามและพระราชกรณียกิจโดยสังเขปของพระมหากษัตริย์ไทยที่เป็นผู้
สถาปนาอาณาจักรไทย อธิบายพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยสังเขป เลา่ วีรกรรมของบรรพบุรุษไทยที่มีสว่ นปกป้องประเทศชาติ
โดยใช้วิธีการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ วิเคราะห์หาความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์
ต่าง ๆ ใช้แผนภาพเสน้ เวลาในการเรยี งลาดับเหตกุ ารณ์ เพอื่ ใหเ้ กิดความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ
เห็นคุณค่าของการนาความรู้เกี่ยวกับวิธีการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ไปใช้ในการค้นหาข้อมูลใน
ชีวติ ประจาวนั มีความภาคภูมใิ จในความเป็นไทย
ทั้งนี้ได้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถิ่น ความพอเพียง พลังงานและ
ส่ิงแวดลอ้ ม และวิถพี ทุ ธ เขา้ มามีส่วนรว่ มในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผูเ้ รียนเปน็ สาคัญ
รหสั ตวั ชีว้ ดั
ส 4.1 ป.3/1, ป.3/2
ส 4.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
ส 4.3 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
รวมทง้ั หมด 8 ตวั ชว้ี ดั
หลกั สูตรสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พุทธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 หนา้ 157
คาอธิบายรายวชิ าพ้นื ฐาน
ส 14102 รายวิชา ประวัติศาสตร์ 4 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 เวลา 40 ชั่วโมง
นับช่วงเวลาเป็นทศวรรษ ศตวรรษ และสหัสวรรษ อธิบายยุคสมัยในการศึกษาประวัติของมนุษยชาติ
แยกแยะประเภทหลักฐานท่ีใช้ในการศึกษาความเป็นมาของท้องถิ่น อธิบายการต้ังหลักแหล่งและพัฒนาการ
ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์โดยสังเขป ยกตัวอย่างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ท่ีพบ
ในท้องถ่ินท่ีแสดงพัฒนาการของมนุษยชาติในดินแดนไทย อธิบายพัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัยโดยสังเขป
บอกประวัติและผลงานของบคุ คลสาคญั สมัยสุโขทยั อธบิ ายภูมปิ ญั ญาไทยทสี่ าคัญสมัยสโุ ขทยั
การนบั ช่วงเวลา อธิบาย แยกแยะ ยกตวั อยา่ ง บอกประวัตแิ ละผลงาน อธบิ ายภมู ปิ ัญญาไทยทส่ี าคัญ
เห็นความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจ และธารงความเป็น
ไทย
ท้ังนี้ได้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถ่ิน ความพอเพียง พลังงานและ
ส่งิ แวดลอ้ ม และวถิ พี ทุ ธ เขา้ มามสี ว่ นร่วมในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยเนน้ ผ้เู รยี นเป็นสาคญั
รหสั ตวั ชี้วดั
ส 4.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ส 4.2 ป.4/1, ป.4/2
ส 4.3 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
รวมท้งั หมด 8 ตวั ชี้วดั
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 158
คาอธบิ ายรายวิชาพ้ืนฐาน
ส 15102 รายวิชา ประวตั ิศาสตร์ 5 กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 เวลา 40 ชัว่ โมง
สืบค้น ความเป็นมาของท้องถิ่น รวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มาอธิบายความแตกต่างระหว่าง
ความจริงกับความเท็จ ศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ และนามาอธิบายเก่ียวกับอิทธิพลของ อารยธรรมอินเดีย
จีน ที่มีต่อประเทศไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบจากวัฒนธรรมต่างชาติท่ีมีต่อสังคมไทย
พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยาและธนบุรี ปัจจัยท่ีส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการปกครอง
ของอาณาจกั รอยุธยา ตลอดจนประวตั แิ ละผลงานของบุคคลสาคญั ในสมัยอยุธยาและธนบุรี เพ่ือให้เกิดความรัก
และหวงแหนชาตไิ ทย ภูมิปัญญาไทย และภาคภูมใิ จท่ีจะอนุรักษไ์ ว้
โดยวิธีการ สืบค้น ศึกษา รวบรวมข้อมูลและการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ
สามารถสอื่ สารสงิ่ ทเี่ รยี นรู้ มีความรัก ความภมู ใิ จและธารงไวซ้ ึ่งความเป็นไทย
เห็นคณุ ค่าของการนาความรู้ไปใชใ้ นการดาเนนิ ชีวิต มคี วามม่งุ ม่ันในการทางาน รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
รกั ความเป็นไทย และรู้รกั สามคั คี
ท้ังนี้ได้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถ่ิน ความพอเพียง พลังงานและ
สิง่ แวดล้อม และวิถพี ทุ ธ เขา้ มามีส่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมการเรียนร้โู ดยเนน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญ
รหสั ตัวชีว้ ัด
ส 4.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
ส 4.2 ป.5/1, ป.5/2
ส 4.3 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
รวมทั้งหมด 9 ตัวชี้วดั
หลักสตู รสถานศกึ ษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมุทรเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 159
คาอธิบายรายวชิ าพ้ืนฐาน
ส 16102 รายวิชา ประวตั ิศาสตร์ 6 กล่มุ สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 เวลา 40 ช่วั โมง
ศึกษาวิธีการหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพ่ือให้ทราบข้อมูล อธิบายความสาคัญของวิธีการทาง
ประวตั ศิ าสตรใ์ นการศกึ ษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างง่าย ๆ นาเสนอข้อมูลจากหลักฐานท่ีหลากหลายใน
การทาความเข้าใจเร่ืองราวสาคัญในอดีต อธิบายสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศเพ่ือนบ้านใน
ปัจจุบัน บอกความสัมพันธ์ของกลุ่มอาเซียโดยสังเขป อธิบายพัฒนาการของไทยสมัยรัตนโกสินทร์ โดยสังเขป
อธิบายปัจจยั ท่สี ง่ เสรมิ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการปกครองของไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ยกตัวอย่าง
ผลงานของบุคคลสาคัญด้านต่าง ๆ สมัยรัตนโกสินทร์ อธิบายภูมิปัญญาไทยท่ีสาคัญสมัยรัตนโกสินทร์ที่น่า
ภาคภมู ใิ จ และควรคา่ แกก่ ารอนรุ ักษ์ไว้
โดยวิธีการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ วิเคราะห์หาความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์
ตา่ ง ๆ ใช้แผนภาพเส้นเวลาในการเรยี งลาดบั เหตุการณ์ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ
เห็นคุณค่าของการนาความรู้เกี่ยวกับวิธีการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ไปใช้ในการค้นหาข้อมูลใน
ชีวิตประจาวนั มีความภาคภูมใิ จในความเป็นไทย
ทั้งน้ีได้ผสมผสานและบูรณาการแบบครบวงจรในประเด็น ท้องถิ่น ความพอเพียง พลังงานและ
ส่งิ แวดล้อม และวิถีพุทธ เข้ามามีส่วนรว่ มในการจดั กจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยเน้นผ้เู รียนเปน็ สาคญั
รหัสตัวชี้วดั
ส 4.1 ป.6/1, ป.6/2
ส 4.2 ป.6/1, ป.6/2
ส 4.3 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4
รวมทง้ั หมด 8 ตัวช้ีวดั
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พุทธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 หน้า 160
อภิธานศพั ท์
กตัญญูกตเวที ผรู้ อู้ ปุ การะที่ทา่ นทาแลว้ และตอบแทน แยกออกเป็น 2 ขอ้ 1. กตัญญู
รู้คุณท่าน 2. กตเวทีตอบแทนหรือสนองคุณท่าน ความกตัญญูกตเวทีว่าโดยขอบเขต แยกได้ เป็น 2 ระดับ
คือ2.1 กตัญญูกตเวทตี ่อบุคคลผู้มีคุณความดีหรืออุปการะต่อตนเป็นส่วนตัว 2.2 กตัญญูกตเวทีต่อบุคคลผู้ได้
บาเพ็ญคณุ ประโยชนห์ รอื มคี ณุ ความดี เกอ้ื กูลแก่ส่วนรว่ ม
กตัญญูกตเวทีต่ออาจารย์ / โรงเรียน ในฐานะที่เป็นศิษย์ พึงแสดงความเคารพนับถืออาจารย์ผู้
เปรียบเสมอื นทศิ เบือ้ งขวา ดังนี้ 1. ลกู ตอ้ นรบั แสดงความเคารพ 2. เขา้ ไปหา เพอ่ื บารุง รับใช้ ปรึกษา ซักถาม
รับคาแนะนา เป็นต้น 3. ฟังด้วยดี ฟังเป็น รู้จักฟัง ให้เกิดปัญญา 4. ปรนนิบัติ ช่วยบริการ 5. เรียน
ศลิ ปวิทยาโดยเคารพ เอาจริงเอาจังถือเป็นกิจสาคญั ดว้ ยดี
กรรม การกระทา หมายถงึ การกระทาทปี่ ระกอบด้วยเจตนา คอื ทาด้วยความจงใจ
ประกอบด้วยความจงใจหรือจงใจทาดีก็ตาม ช่ัวก็ตาม เช่น ขุดหลุมพรางดักคนหรือสัตว์ในตกลงไปตายเป็น
กรรม แต่ขุดบ่อน้าไว้กินไว้ใช้ สัตว์ตกลงไปตายเองไม่เป็นกรรม (แต่ถ้ารู้อยู่ว่าบ่อน้าที่ตนขุดไว้อยู่ในท่ีซึ่งคนจะ
พลัดตกได้ง่ายแลว้ ปลอ่ ยปละละเลย มีคนตกลงไปก็ไม่พ้นกรรม) การกระทาที่ดีเรียกว่า “กรรมดี” ท่ีช่ัวเรียกว่า
“กรรมช่วั ”
กรรม 2 กรรมจาแนกตามคุณภาพ หรือตามธรรมท่ีเป็นมูลเหตุมี 2 คือ 1. อกุศลกรรม กรรมที่
เปน็ อกุศล กรรมชัว่ คือเกดิ จากอกศุ ลมูล 2. กศุ ลกรรม กรรมทีเ่ ปน็ กศุ ล กรรมดี คือกรรมทเ่ี กิดจากกุศลมูล
กรรม 3 กรรมจาแนกตามทวารคือทางที่กรรมมี 3 คือ 1. กายกรรม การกระทาทางกาย
2. วจกี รรม การกระทาทางวาจา 3. มโนกรรม การกระทาทางใจ
กรรม 12 กรรมจาแนกตามหลักเกณฑเ์ กีย่ วกับการใหผ้ ล มี 12 อย่าง คอื
หมวดท่ี 1 ว่าด้วยปากกาล คือจาแนกตามเวลาท่ีให้ผล ได้แก่ 1. ทิฏฐิธรรมเวทนียกรรม กรรมท่ี
ให้ผลในปัจจุบัน คือในภพน้ี 2. อุปชั ชเวทนียกรรม กรรมท่ใี หผ้ ลในภาพทจ่ี ะไปเกิด คือ ในภพหน้า 3. อปราบปริ
เวทนยี กรรม กรรมที่ให้ผลในภพตอ่ ๆ ไป 4. อโหสิกรรม กรรมเลกิ ให้ผล
หมวดที่ 2 ว่าโดยกจิ คอื การใหผ้ ลตามหนา้ ที่ ได้แก่ 5. ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด หรือ
กรรมท่ีเป็นตัวนาไปเกิด 6. อุปัตถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน คือ เข้าสนับสนุนหรือซ้าเติมต่อจากชนกกรรม 7.
อปุ ปีฬกกรรม กรรมบีบคั้น คือเข้ามาบีบค้ันผลแห่งชนกกรรม และอุปัตถัมภกกรรมน้ันให้แปรเปลี่ยนทุเลาเบาลง
หรือส้ันเข้า 8. อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน คือ กรรมแรงฝ่ายตรงข้ามที่เข้าตัดรอนให้ผลของกรรมสองอย่าง
นนั้ ขาดหรอื หยดุ ไปทีเดียว
หมวดท่ี 3 วา่ โดยปานทานปรยิ าย คอื จาแนกตามลาดับความแรงในการให้ผล ได้แก่
9. ครกุ รรม กรรมหนกั ให้ผลกอ่ น 10. พหลุ กรรม หรือ อาจิณกรรม กรรที่ทามากหรือกรรมชนิ ใหผ้ ล
รองลงมา 11. อาสนั นกรรม กรรมจวนเจยี น หรือกรรมใกลต้ าย ถา้ ไม่มสี องขอ้ กอ่ นก็จะใหผ้ ลก่อนอ่ืน
12. กตัตตากรรม หรือ กตัตตาวาปนกรรม กรรมสกั ว่าทา คือเจตนาอ่อน หรือมิใชเ่ จตนาอย่างนน้ั
ใหผ้ ลต่อเมื่อไม่มีกรรมอ่นื จะใหผ้ ล
กรรมฐาน ทต่ี ้ังแหง่ การงาน อารมณ์เป็นทต่ี ั้งแห่งการงานของใจ อุบายทางใจ วธิ ฝี กึ อบรม
จิต มี 2 ประเภท คือ สมถกรรมฐาน คือ อบุ ายสงบใจ วิปสั สนากรรมฐาน อุบายเรอื งปญั ญา
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์ พุทธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 หน้า 161
กลุ จริ ฏั ตธรรม 4 ธรรมสาหรับดารงความมนั่ คงของตระกูลให้ย่ังยนื เหตทุ ีท่ าให้
ตระกูลม่ังคั่งตั้งอยู่ได้นาน 1. นัฏฐคเวสนา คือ ของหายของหมด รู้จักหามาไว้ 2. ชิณณปฏิสังขรณา คือ ของเก่า
ของชารุด รู้จักบูรณะซ่อมแซม 3. ปริมิตปานโภชนา คือ รู้จักประมาณในการกินการใช้ 4. อธิปัจจสีลวันต
สถาปนา คอื ตง้ั ผมู้ ศี ลี ธรรมเป็นพ่อบา้ นแมเ่ รอื น
กศุ ล บญุ ความดี ฉลาด ส่งิ ทีด่ ี กรรมดี
กุศลกรรม กรรมดี กรรมท่ีเป็นกุศล การกระทาทีด่ ีคือเกิดจากกศุ ลมูล
กุศลกรรมบถ 10 ทางแหง่ กรรมดี ทางทาดี กรรมดอี นั เป็นทางนาไปสูส่ คุ ติมี 10 อยา่ งได้แก่
ก. กายกรรม 3 (ทางกาย) 1. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการทาลายชีวิต 2. อทินนาทานา
เวรมณี เวน้ จากถือเอาของท่เี ขามไิ ด้ให้ 3. กาเมสมุ ิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤตผิ ิดในกาม
ข. วจีกรรม 4 (ทางวาจา) ได้แก่ 4. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ 5. ปิสุณายวาจาย เวรมณี
เว้นจากพูดส่อเสียด 6. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดคาหยาบ 7. สัมผัปปลาปา เวรมณี
เว้นจากพูดเพอ้ เจ้อ
ค. มโนกรรม 3 (ทางใจ) 8. อนภิชฌา ไม่โลกคอยจ้องอยากได้ของเขา 9. อพยาบาท ไม่คิดร้าย
เบียดเบยี นเขา 10. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม
กศุ ลมูล รากเหง้าของกุศล ตน้ เหตุของกุศล ต้นเหตุของความดี 3 อย่าง 1. อโลภะ ไมโ่ ลภ
(จาคะ) 2. อโทสะ ไม่คิดประทษุ ร้าย (เมตตา) 3. อโมหะ ไม่หลง (ปัญญา)
กุศลวติ ก ความตรกึ ที่เป็นกุศล ความนึกคิดทดี่ งี าม 3 คือ 1. เนกขัมมวิตก ความตรกึ
ปลอดจากกาม 2. อพยาบาทวิตก ความตรึกปลอดจากพยาบาท 3. อวิหิสาวิตก ความตรึกปลอดจากการ
เบียดเบยี น
โกศล 3 ความฉลาด ความเชี่ยวชาญ มี 3 อยา่ ง 1. อายโกศล คอื ความฉลาดในความเจรญิ
รอบรทู้ างเจริญและเหตขุ องความเจรญิ 2. อปายโกศล คอื ความฉลาดในความเส่ือม รอบรู้
ทางเส่ือมและเหตุของความเส่ือม 3. อุปายโกศล คือ ความฉลาดในอุบาย รอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีท่ีจะ
ทาใหส้ าเร็จ ทง้ั ในการปอ้ งกนั ความเส่อื มและในการสร้างความเจรญิ
ขันธ์ กอง พวก หมวด หมู่ ลาตวั หมวดหน่ึง ๆ ของรูปธรรมและนามธรรมท้งั หมดท่ีแบ่ง
ออกเปน็ ห้ากอง ได้แก่ รูปขันธ์ คือ กองรูป เวทนาขันธ์ คือ กองเวทนา สัญญาขันธ์ คือ กองสัญญา สังขารขันธ์
คอื กองสังขาร วญิ ญาณขันธ์ คือ กองวิญญาณ เรยี กรวมว่า เบญจขนั ธ์
คารวธรรม 6 ธรรม คือ ความเคารพ การถอื เปน็ สิ่งสาคัญท่ีจะพึงใส่ใจและปฏิบัตดิ ้วย
ความเอื้อเฟื้อ หรือโดยความหนักแน่นจริงจังมี 6 ประการ คือ 1. สัตถุคารวตา ความเคารพในพระศาสดา
หรือพุทธคารวตา ความเคารพในพระพุทธเจ้า 2. ธัมมคารวตา ความเคารพในพระธรรม 3. สังฆคารวตา
ความเคารพในพระสงฆ์ 4. สิกขาคารวตา ความเคารพในการศึกษา 5. อัปปมาท คารวตา ความเคารพ
ในความไม่ประมาท 6. ปฏสิ ันถารคารวตา ความเคารพในการปฏสิ ันถาร
คหิ ิสุข (กามโภคสี ขุ 4) สขุ ของคฤหสั ถ์ สขุ ของชาวบา้ น สขุ ที่ชาวบา้ นควรพยายามเขา้ ถึง
ให้ได้สม่าเสมอ สขุ อันชอบธรรมทีผ่ ู้ครองเรือนควรมี 4 ประการ 1. อัตถิสุข สุขเกิดจากความมีทรัพย์ 2. โภคสุข
สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ 3. อนณสุข สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ 4. อนวัชชสุข สุขเกิดจากความประพฤติ
ไมม่ โี ทษ (ไม่บกพรอ่ งเสยี หายทง้ั ทางกาย วาจา และใจ)
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ พุทธศักราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 หนา้ 162
ฆราวาสธรรม 4 ธรรมสาหรับฆราวาส ธรรมสาหรับการครองเรือน หลักการครองชวี ติ
ของคฤหัสถ์ 4 ประการ ได้แก่ 1. สัจจะ คือ ความจริง ซ่ือตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทาจริง 2. ทมะ คือ
การฝึกฝน การข่มใจ ฝึกนิสัย ปรับตัว รู้จักควบคุมจิตใจ ฝึกหัด ดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่องปรับปรุงตนให้
เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา 3. ขันติ คือ ความอดทน ตั้งหน้าทาหน้าที่การงานด้วยความขยัน หมั่นเพียร
เขม้ แข็ง ทนทาน ไมห่ วน่ั ไหว มั่นในจดุ หมาย ไม่ท้อถอย 4. จาคะ คือ เสียสละ สละกิเลส สละความสุขสบาย
และผลประโยชน์ส่วนตนได้ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็นและความต้องการของผู้อื่น
พรอ้ มทจี่ ะร่วมมือชว่ ยเหลือ เออ้ื เฟือ้ เผอื่ แผไ่ ม่คบั แคบเหน็ แก่ตัวหรือเอาแต่ใจตัว
จิต ธรรมชาตทิ ่ีรู้อารมณ์ สภาพท่ีนกึ คิด ความคดิ ใจ ตามหลกั ฝ่ายอภธิ รรม จาแนกจติ
เป็น 89 แบง่ โดยชาตเิ ปน็ อกุศลจิต 12 กุศลจติ 21 วิปากจิต 36 และกริ ิยาจิต 8
เจตสิก ธรรมทป่ี ระกอบกับจติ อาการหรือคุณสมบัติตา่ ง ๆ ของจิต เชน่ ความโลภ ความ
โกรธ ความหลง ศรัทธา เมตตา สติ ปัญญาเป็นต้น มี 52 อย่าง จัดเป็นอัญญสมานาเจตสิก 13 อกุศลเจตสิก
14 โสภณเจตสิก 25
ฉนั ทะ 1. ความพอใจ ความชอบใจ ความยนิ ดี ความตอ้ งการ ความรกั ใครใ่ นสงิ่ นัน้ ๆ
2. ความยินยอม ความยอมให้ท่ีประชุมทากิจน้ัน ๆ ในเมื่อตนมไิ ดร้ ่วมอยู่ด้วย เปน็ ธรรมเนยี มของภกิ ษุท่ี
อยู่ในวัดซ่ึงมีสีมารวมกัน มีสิทธิที่จะเข้าประชุมทากิจของสงฆ์ เว้นแต่ภิกษุน้ันอาพาธ จะเข้าร่วมประชุมด้วย
ไม่ได้ กม็ อบฉันทะคอื แสดงความยินยอมใหส้ งฆท์ ากจิ นนั้ ๆ ได้
ฌาน การเพ่ง การเพง่ พนิ ิจด้วยจิตท่ีเปน็ สมาธิแน่วแน่ มี 2 ประเภท คือ 1. รูปฌาน 2. อรปู ฌาน
ฌานสมบตั ิ การบรรลุฌาน การเขา้ ฌาน
ดรุณธรรม ธรรมที่เปน็ หนทางแห่งความสาเร็จ คอื ขอ้ ปฏิบตั ิทเ่ี ป็นดุจประตูชัยอันเปิด
ออกไปส่คู วามสขุ ความเจรญิ กา้ วหน้าแห่งชีวติ 6 ประการ คอื 1. อาโรคยะ คือ รักษาสุขภาพดี มิให้มีโรคท้ังจิต
และกาย 2. ศลี คอื มีระเบยี บวนิ ัย ไม่ก่อเวรภัยแก่สังคม 3. พุทธานุมัติ คือ ได้คนดีเป็นแบบอย่างศึกษาเยี่ยง
นิยมแบบอย่างของมหาบุรุษพุทธชน 4. สุตะ คือ ต้ังเรียนรู้ให้จริง เล่าเรียนค้นคว้าให้รู้เชี่ยวชาญใฝ่สดับ
เหตุการณใ์ ห้รู้เท่าทัน 5. ธรรมานุวัติ คือ ทาแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ดารงมั่นในสุจริตท้ังชีวิตและงานดาเนินตาม
ธรรม 6. อลนี ตา คอื มีความขยนั หมัน่ เพยี ร มีกาลงั ใจแขง็ กล้าไม่ท้อแท้ เฉื่อยชา เพยี รก้าวหน้าเรื่อยไป
หมายเหตุ หลกั ธรรมข้อน้ีเรียกชอ่ื อกี ย่างหน่งึ วา่ “วัฒนมุข” ตรงคาบาลวี ่า “อตั ถทวาร” ประตูแห่ง
ประโยชน์
ตณั หา (1) ความทะยานอยาก ความด้นิ รน ความปรารถนา ความแส่หา มี 3 คอื 1.
กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม อยากได้อารมณ์อันน่ารักน่าใคร่ 2. ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ
อยากเป็นนั่นเป็นน่ี 3. วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ อยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นน่ี อยากพรากพ้นดับสูญ
ไปเสยี
ตัณหา (2) ธิดามารนางหนึง่ ใน 3 นาง ที่อาสาพระยามารผเู้ ป็นบิดา เขา้ ไปประโลม
พระพทุ ธเจา้ ด้วยอาการตา่ ง ๆ ในสมยั ท่ีพระองค์ประทับอยู่ท่ีต้นอชปาลนิโครธ ภายหลังตรัสรู้ใหม่ ๆ (อีก 2 นาง
คือ อรดกี บั ราคา)
ไตรลกั ษณ์ ลักษณะสาม คอื ความไมเ่ ที่ยง ความเปน็ ทกุ ข์ ความไมใ่ ชต่ วั ตน
1. อนจิ จตา (ความเปน็ ของไมเ่ ทีย่ ง) 2. ทกุ ขตา (ความเป็นทกุ ข)์ 3. อนัตตา (ความเปน็ ของไมใ่ ชต่ น)
ไตรสกิ ขา สกิ ขาสาม ขอ้ ปฏิบตั ทิ ต่ี ้องศึกษา 3 อย่าง คอื 1. อธิศีลสิกขา หมายถงึ สกิ ขา
คือ ศีลอนั ยิง่ 2. อธิจิตตสิกขา หมายถึง สกิ ขา คือ จิตอนั ยง่ิ 3. อธปิ ัญญาสิกขา หมายถึง สิกขา คือ ปัญญา
อันยิง่ เรียกกันงา่ ย ๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา
หลักสตู รสถานศึกษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ พุทธศักราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 หนา้ 163
ทศพิธราชธรรม 10 ธรรม สาหรับพระเจา้ แผ่นดนิ คุณสมบัตขิ องนักปกครองท่ีดี
สามารถปกครองแผ่นดินโดยธรรม และยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชน จนเกิดความชื่นชมยินดี มี 10
ประการ คือ 1. ทาน การให้ทรัพย์สินสิ่งของ 2. ศีล ประพฤติดีงาม 3. ปริจจาคะ ความเสียสละ 4.
อาชชวะ ความซื่อตรง 5. มัททวะ ความอ่อนโยน 6. ตบะ ความทรงเดช เผากิเลสตัณหา ไม่หมกมุ่นใน
ความสขุ สาราญ 7. อักโกธะความไม่กร้ิวโกรธ 8. อวหิ งิ สา ความไม่ขม่ เหงเบยี ดเบยี น
9. ขนั ติ ความอดทนเขม้ แขง็ ไม่ท้อถอย 10. อวิโรธนะ ความไมค่ ลาดธรรม
ทิฏธมั มิกัตถสังวตั ตนกิ ธรรม 4 ธรรมท่เี ปน็ ไปเพ่อื ประโยชนใ์ นปัจจุบัน คอื
ประโยชน์สุขสามัญท่ีมองเห็นกันในชาติน้ี ท่ีคนทั่วไปปรารถนา เช่น ทรัพย์ ยศ เกียรติ ไมตรี เป็นต้น มี 4
ประการ คือ 1.อฏุ ฐานสมั ปทา ถงึ พร้อมด้วยความหม่ัน 2. อารักขสมั ปทา ถงึ พร้อมด้วยการรักษา
3. กลั ยาณมติ ตตา ความมเี พอื่ นเป็นคนดี 4. สมชีวิตา การเลย้ี งชีพตามสมควรแก่กาลงั ทรัพยท์ ่ีหาได้
ทกุ ข์ 1. สภาพทท่ี นอย่ไู ด้ยาก สภาพทคี่ งทนอยไู่ มไ่ ด้ เพราะถกู บบี ค้ันด้วยความเกิดข้นึ
และดับสลาย เนื่องจากต้องไปตามเหตุปัจจัยท่ีไม่ขึ้นต่อตัวมันเอง 2. สภาพท่ีทนได้ยาก ความรู้สึกไม่สบายได้แก่
ทุกขเวทนา
ทุกรกิริยา กิริยาท่ที าไดย้ าก การทาความเพยี รอันยากท่ีใคร ๆ จะทาได้ เชน่ การบาเพญ็
เพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ ด้วยวิธีทรมานตนต่าง ๆ เช่น กลั้นลมอัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) ปัสสาสะ (ลมหายใจ
ออก) และอดอาหาร เป็นต้น
ทจุ รติ 3 ความประพฤตไิ ม่ดี ประพฤตชิ ัว่ 3 ทาง ได้แก่ 1. กายทจุ รติ ประพฤติชั่วทางกาย
2. วจีทุจริต ประพฤติชวั่ ทางวาจา 3. มโนทจุ รติ ประพฤติช่วั ทางใจ
เทวทตู 4 ทูตของยมเทพ ส่ือแจง้ ขา่ วของมฤตยู สญั ญาณท่เี ตอื นใหร้ ะลึกถงึ คติธรรมดา
ของชีวิต มีให้มีความประมาท ได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ 3 อย่างแรกเรียกเทวทูต ส่วนสมณะ
เรียกรวมเป็นเทวทูตไปด้วยโดยปริยายเพราะมาในหมวดเดียวกัน แต่ในบาลีท่านเรียกว่านิมิต 4 ไม่ได้เรียกเทว
ทูต
ธาตู 4 สิ่งท่ีทรงภาวะของมนั อยเู่ องตามธรรมดาของเหตปุ ัจจยั ได้แก่ 1. ปฐวธี าตุ หมายถึง
สภาวะท่แี ผไ่ ปหรือกินเนื้อท่ี เรียกช่ือสามัญว่า ธาตุเข้มแข็งหรือธาตุดิน 2. อาโปธาตุ หมายถึง สภาวะที่เอิบอาบ
ดดู ซึม เรยี กสามัญว่า ธาตุเหลว หรือธาตุน้า 3. เตโชธาตุ หมายถึง สภาวะท่ีทาให้ร้อน เรียกสามัญว่า ธาตุไฟ 4.
วาโยธาตุ หมายถึง สภาวะที่ทาใหเ้ คลอ่ื นไหว เรียกสามญั วา่ ธาตลุ ม
นาม ธรรมทีร่ จู้ กั กนั ดว้ ยช่ือ กาหนดรดู้ ้วยใจเป็นเรอ่ื งของจติ ใจ สง่ิ ท่ีไม่มีรปู ร่าง ไมม่ รี ูป
แตน่ ้อมมาเป็นอารมณ์ของจิตได้
นิยาม 5 กาหนดอนั แน่นอน ความเปน็ ไปอันมรี ะเบียบแน่นอนของธรรมชาติ กฎ
ธรรมชาติ 1. อุตุนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะ ดิน น้า
อากาศ และฤดูกาล อันเป็นสิ่งแวดล้อมสาหรับมนุษย์) 2. พีชนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ มี
พนั ธกุ รรมเป็นต้น) 3. จิตตนิยาม (กฎธรรมชาติเก่ยี วกับการทางานของจิต) 4. กรรมนยิ าม
(กฎธรรมชาติเกยี่ วกับพฤติกรรมของมนุษย์ คือ กระบวนการใหผ้ ลของการกระทา) 5. ธรรมนยิ าม (กฎ
ธรรมชาติเกย่ี วกบั ความสมั พันธแ์ ละอาการทเี่ ปน็ เหตุ เปน็ ผลแก่กันแหง่ สิง่ ทงั้ หลาย
นวิ รณ์ 5 สง่ิ ที่กน้ั จิตไม่ให้กา้ วหน้าในคุณธรรม ธรรมที่ก้ันจติ ไม่ให้บรรลุคณุ ความดี
อกุศลธรรมที่ทาจิตให้เศร้าหมองและทาปัญญาให้อ่อนกาลัง 1. กามฉันทะ (ความพอใจในกาม ความต้องการ
กามคุณ) 2. พยาบาท (ความคดิ ร้าย ความขัดเคอื งแค้นใจ) 3. ถีนมทิ ธะ (ความหดหู่และเซ่ืองซึม) 4. อุทธัจจกุก
กุจจะ (คามฟุ้งซ่านและรอ้ นใจ ความกระวนกระวายกลมุ้ กังวล) 5. วิจิกจิ ฉา (ความลังเลสงสัย)
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หน้า 164
นิโรธ ความดับทุกข์ คือดับตณั หาไดส้ น้ิ เชงิ ภาวะปลอดทกุ ข์ เพราะไมม่ ีทกุ ขท์ ่จี ะเกดิ ข้ึน
ได้ หมายถงึ พระนพิ พาน
บารมี คณุ ความดที ี่บาเพ็ญอย่างย่ิงยวด เพ่ือบรรลุจดุ หมายอนั สงู ยิง่ มี 10 คือ ทาน ศลี
เนกขมั มะ ปัญญา วริ ิยะ ขนั ติ สัจจะ อธษิ ฐาน เมตตา อเุ บกขา
บญุ กิรยิ าวตั ถุ 3 ทีต่ ั้งแห่งการทาบญุ เรอ่ื งทจ่ี ัดเปน็ การทาความดี หลักการทาความดี ทาง
ความดีมี 3 ประการ คือ 1. ทานมัย คือทาบุญด้วยการให้ปันส่ิงของ 2. ศีลมัย คือ ทาบุญด้วยการรักษาศีล
หรอื ประพฤตดิ มี รี ะเบยี บวินัย 3. ภาวนมยั คอื ทาบุญดว้ ยการเจรญิ ภาวนา คือฝึกอบรมจติ ใจ
บญุ กิริยาวัตถุ 10 ทต่ี ัง้ แหง่ การทาบุญ ทางความดี 1. ทานมัย คอื ทาบญุ ดว้ ยการใหป้ ัน
สิง่ ของ 2. สลี มยั คอื ทาบญุ ด้วยการรกั ษาศีล หรือประพฤตดิ ี 3. ภาวนมยั คือ ทาบุญด้วยการเจริญภาวนา คือ
ฝกึ อบรมจิตใจ 4. อปจายนมยั คือ ทาบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน 5. เวยยาวัจจมัย คือ ทาบุญด้วย
การช่วยขวนขวาย รบั ใช้ 6. ปตั ติทานมัย คอื ทาบุญดว้ ยการเฉลยี่ ส่วนแห่งความดใี ห้แก่ผู้อื่น 7. ปัตตานุโมทนา
มัย คือ ทาบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น 8. ธัมมัสสวนมัย คือ ทาบุญด้วยการฟังธรรม ศึกษาหาความรู้
9. ธัมมเทสนามยั คอื ทาบญุ ด้วยการสั่งสอนธรรมให้ความรู้ 10. ทิฏฐุชุกรรม คือ ทาบุญด้วยการทาความเห็น
ให้ตรง
บพุ นิมติ ของมชั ฌิมาปฏปิ ทา บุพนิมิต แปลวา่ สิ่งทเ่ี ป็นเครอ่ื งหมายหรือสง่ิ บ่งบอก
ล่วงหน้าพระพุทธองค์ตรัสเปรียบเทียบว่าก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นย่อมมีแสงเงินแสงทองปรากฏให้เห็นก่อนฉัน
ใด ก่อนท่ีอริยมรรคซ่ึงเป็นข้อปฏิบัติสาคัญในพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้น ก็มีธรรมบางประการปรากฏขึ้นก่อน
เหมอื นแสงเงินแสงทองฉันน้ัน องค์ประกอบของธรรมดังกล่าว หรือบุพนิมิตแห่งมัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ 1. กัลป์
ยาณมติ ตตา ความมีกัลยาณมิตร 2. สลี สัมปทา ถงึ พรอ้ มด้วยศลี มีวนิ ัย มคี วามเป็นระเบียบในชีวิตของตนและ
ในการอยู่ร่วมในสังคม 3.ฉันทสัมปทา ถึงพร้อมด้วยฉันทะพอใจใฝ่รักในปัญญา สัจธรรม ในจริยธรรม ใฝ่รู้ใน
ความจริงและใฝ่ทาความดี 4. อัตตสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยการท่ีจะฝึกฝน พัฒนาตนเอง เห็นความสาคัญ
ของการท่ีจะต้องฝึกตน 5. ทิฏฐิสัปทา ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ยึดถือ เช่ือถือในหลักการและมีความเห็นความ
เข้าใจพ้ืนฐานที่มองสิ่งท้ังหลายตามเหตุปัจจัย 6. อัปปมาทสัมปทาถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท มีความ
กระตือรือร้นอยเู่ สมอเห็นคุณค่าของกาลเวลา เห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นส่ิงกระตุ้นเตือนให้เร่งรัดการค้นหาให้
เขาถึงความจริงหรือในการทาชีวิตท่ีดีงามให้สาเร็จ 7. โยนิโสมนสิการ รู้จัดคิดพิจารณา มองส่ิงทั้งหลายให้ได้
ความรู้และไดป้ ระโยชน์ที่จะเอามาใช้พฒั นาตนเองยิ่ง ๆ ขนึ้ ไป
เบญจธรรม ธรรม 5 ประการ ความดี 5 อย่าง ทคี่ วรประพฤตคิ ู่กนั ไปกับการรักษาเบญจศีล
ตาม ลาดับขอ้ ดังนี้ 1. เมตตากรณุ า 2. สมั มาอาชีวะ 3. กามสงั วร (สารวมในกาม) 4. สจั จะ
5. สตสิ มั ปชัญญะ
เบญจศีล ศีล 5 เวน้ ฆา่ สัตว์ เวน้ ลกั ทรัพย์ เวน้ ประพฤติผิดในกาม เว้นพูดปด เวน้ ของเมา
ปฐมเทศนา เทศนาคร้งั แรก หมายถงึ ธัมมจกั รกปั ปวตั ตนสูตรท่ีพระพุทธเจา้ ทรงแสดงแก่
พระปญั จวัคคยี ์ในวันขึ้น 15 คา่ เดอื น 8 หลงั จากวันตรสั รูส้ องเดือน ทีป่ ่าอสิ ปิ ตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
ปฏจิ จสมปุ บาท สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึน้ การทสี่ ิ่งทง้ั หลายอาศยั กันจึงมีข้นึ การท่ีทกุ ข์
เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเน่ืองกันมา
ปรยิ ตั ิ พุทธพจนอ์ นั จะพึงเลา่ เรียน สง่ิ ทีค่ วรเลา่ เรียน การเล่าเรียนพระธรรมวินยั
ปธาน 4 ความเพียร 4 อย่าง ไดแ้ ก่ 1. สังวรปธาน คอื การเพยี รระวังหรือเพียรปดิ กั้น (ยับยง้ั
บาป อกุศลธรรมท่ียังไม่เกิด ไม่ให้เกิดข้ึน) 2. ปหานปธาน คือ เพียรละบาปอกุศลที่เกิดข้ึนแล้ว 3.
ภาวนาปธาน คือ เพยี รเจรญิ หรอื ทากุศลธรรมท่ียงั ไม่เกิดให้เกิดขึ้น 4. อนุรักขนาปธาน คือ เพียรรักษากุศลธรรม
ทเี่ กิดขนึ้ แลว้ ไม่ใหเ้ สื่อมไปและทาให้เพมิ่ ไพบูลย์
หลักสูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 หนา้ 165
ปปญั จธรรม 3 กิเลสเครื่องเน่ินชา้ กเิ ลสทเ่ี ปน็ ตวั การทาให้คิดปรุงแต่งยดึ เย้ือพิสดาร ทา
ให้เขาห่างออกไปจากความเป็นจริงง่าย ๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริง หรือ
ทาให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา มี 3 อย่าง คือ 1. ตัณหา (ความทะยานอยาก ความปรารถนาที่
จะบารุงบาเรอ ปรนเปรอตน ความยากได้อยากเอา) 2. ทิฏฐิ (ความคิดเห็น ความเช่ือถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์
ต่าง ๆ ท่ียดึ ถือไวโ้ ดยงมงายหรือโดยอาการเชดิ ชูวา่ อย่างนี้เทา่ นั้นจรงิ อย่างอนื่ เทจ็
ท้งั น้นั เปน็ ต้น ทาใหป้ ิดตวั แคบ ไมย่ อมรบั ฟังใคร ตัดโอกาสที่จะเจรญิ ปัญญา หรอื คดิ เตลดิ ไปขา้ งเดียว
ตลอดจนเปน็ เหตแุ หง่ การเบียดเบยี นบีบคน้ั ผู้อน่ื ที่ไม่ถืออยา่ งตน ความยึดตดิ ในทฤษฎี ฯลฯ คือความ
คิดเหน็ เปน็ ความจรงิ ) 3. มานะ (ความถอื ตวั ความสาคญั ตนว่าเปน็ นนั่ เป็นน่ี ถือสูง ถอื ตา่ ย่ิงใหญ่
เท่าเทยี มหรือดอ้ ยกว่าผู้อื่น ความอยากเด่นอยากยกชูตนใหย้ ่ิงใหญ)่
ปฏิเวธ เขา้ ใจตลอด แทงตลอด ตรสั รู้ รู้ทะลปุ รโุ ปร่ง ลลุ ่วงด้วยการปฏิบัติ
ปฏเิ วธสัทธรรม สทั ธรรม คือ ผลอนั จะพงึ เขา้ ถึงหรือบรรลุดว้ ยการปฏบิ ัตไิ ด้แก่ มรรค ผล
และนพิ พาน
ปัญญา 3 ความรอบรู้ เข้าใจ รู้ซ้ึง มี 3 อย่าง คอื 1. สตุ มยปญั ญา (ปัญญาเกดิ แต่การสดับ
การเล่าเร่ือง) 2. จินตามนปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การคิด การพิจารณาหาเหตุผล) 3. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาเกิด
แตก่ ารฝกึ อบรมลงมอื ปฏิบตั )ิ
ปญั ญาวฒุ ิธรรม ธรรมเป็นเครอื่ งเจริญปญั ญา คุณธรรมท่กี ่อให้เกดิ ความเจริญงอกงาม
แห่งปัญญา 1. สัปปุรสิ สังเสวะ คบหาสัตบุรุษ เสวนาท่านผู้ทรง 2. สัทธัมมัสสวนะ ฟังสัทธรรม เอาใจใส่ เล่าเรียน
หาความร้จู รงิ 3. โยนิโสมนสิการ ทาในใจโดยแยบคาย คดิ หาเหตุผลโดยถูกวิธี 4. ธัมมานุธัมมปฏิบัติ ปฏิบัติธรรม
ถูกต้องตามหลัก คือ ให้สอดคล้องพอดี ขอบเขตความหมาย และวัตถุประสงค์ที่สัมพันธ์กับธรรมข้ออื่น ๆ นาส่ิงที่
ได้เล่าเรยี นและตริตรองเห็นแล้วไปใช้ปฏิบตั ใิ ห้ถูกต้องตามความมงุ่ หมายของสิ่งนั้น ๆ
ปาปณกิ ธรรม 3 หลักพ่อคา้ องค์คุณของพ่อค้ามี 3 อย่าง คือ 1. จกั ขมุ า ตาดี (ร้จู ักสนิ คา้ ) ดู
ของเป็น สามารถคานวณราคา กะทุน เก็งกาไร แม่นยา 2. วิธูโร จัดเจนธุรกิจ (รู้แหล่งซื้อขาย รู้ความเคลื่อนไหว
ความตอ้ งการของตลาด สามารถในการจัดซื้อจัดจาหน่าย รู้ใจและรู้จักเอาใจลูกค้า) 3. นิสสยสัมปันโน พร้อมด้วย
แหลง่ ทุนอาศัย (เป็นท่ีเชอ่ื ถอื ไวว้ างในในหมู่แหลง่ ทนุ ใหญ่ ๆ หาเงินมาลงทุนหรือดาเนินกจิ การโดยง่าย ๆ)
ผัสสะ หรอื สมั ผัส การถกู ต้อง การกระทบ ความประจวบกนั แห่งอายตนะภายใน
อายตนะภายนอก และวิญญาณ มี 6 คอื 1. จักขสุ ัมผสั (ความกระทบทางตา คอื ตา + รูป + จักขุ - วญิ ญาณ)
2. โสตสัมผัส (ความกระทบทางหู คอื หู + เสยี ง + โสตวิญญาณ) 3. ฆานสมั ผัส (ความกระทบทางจมูก
คอื จมกู + กลิน่ + ฆานวญิ ญาณ) 4. ชิวหาสมั ผัส (ความกระทบทางลนิ้ คอื ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ)
5. กายสมั ผัส (ความกระทบทางกาย คอื กาย + โผฏฐพั พะ + กายวญิ ญาณ) 6. มโนสัมผัส (ความกระทบ
ทางใจ คอื ใจ + ธรรมารมณ์ + มโนวิญญาณ)
ผู้วิเศษ หมายถึง ผู้สาเร็จ ผู้มีวทิ ยากร
พระธรรม คาส่งั สอนของพระพทุ ธเจ้าท้ังหลักความจรงิ และหลักความประพฤติ
พระอนุพุทธะ ผูต้ รสั รตู้ าม คอื ตรสั รูด้ ว้ ยได้สดับเลา่ เรียนและปฏิบตั ิตามท่ีพระสัมมาสมั
พุทธเจ้าทรงสอน
พระปัจเจกพทุ ธะ พระพทุ ธเจา้ ประเภทหนึ่ง ซ่งึ ตรสั ร้เู ฉพาะตวั มิไดส้ งั่ สอนผอู้ ื่น
พระพุทธคุณ 9 คณุ ของพระพทุ ธเจา้ 9 ประการ ได้แก่ 1.อรห เปน็ ผไู้ กลจากกเิ ลส
2. สมฺมาสัมฺ พุทฺโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง 3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและ
จรณะ 4. สุคโต เป็นผู้เสด็จไปแล้วด้วยดี 5.โลกวิทู เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง 6. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ
เปน็ ผู้สามารถฝึกบุรุษท่ีสมควรฝกึ ได้อย่างไม่มีใครยิ่งกวา่ 7. สตถฺ า เทวมนุสฺสาน เป็น
หลกั สูตรสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดีย์ พุทธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 หนา้ 166
ครูผู้สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 8. พุทฺโธ เป็นผู้รู้ ผู้ต่ืน ผู้เบิกบาน 9. ภควา เป็นผู้มีโชค มีความเจริญ
จาแนกธรรม ส่งั สอนสัตว์
พระพุทธเจา้ ผูต้ รัสรูโ้ ดยชอบแล้วสอนผู้อื่นใหร้ ู้ตาม ท่านผ้รู ดู้ ี รูช้ อบดว้ ยตนเองก่อนแลว้
สอนประชมุ ชนให้ประพฤตชิ อบด้วยกาย วาจา ใจ
พระภิกษุ ชายผไู้ ดอ้ ุปสมบทแล้ว ชายทบี่ วชเปน็ พระ พระผ้ชู าย แปลตามรูปศัพทว์ า่ ผู้
ขอหรือผู้มองเห็นภัยในสังขารหรือผู้ทาลายกิเลส ดูบริษัท 4 สหธรรมิก บรรพชิต อุปสัมบัน ภิกษุสาวกรูปแรก
ได้แก่ พระอัญญาโกณฑญั ญะ
พระรตั นตรัย รัตนะ 3 แก้วอันประเสริฐ หรอื สงิ่ ลา้ คา่ 3 ประการ หลกั ทีเ่ คารพบูชา
สงู สดุ ของพุทธศาสนิกชน 3 อยา่ ง คอื 1 พระพทุ ธเจา้ (พระผู้ตรัสรเู้ อง และสอนให้ผ้อู ืน่ รูต้ าม) 2.พระ
ธรรม (คาสงั่ สอนของพระพุทธเจา้ ทั้งหลักความจริงและหลักความประพฤติ) 3. พระสงฆ์ (หมู่สาวกผู้ปฏิบัติ
ตามคาส่งั สอนของพระพทุ ธเจ้า)
พระสงฆ์ หมชู่ นทฟี่ ังคาส่ังสอนของพระพทุ ธเจ้าแล้วปฏบิ ตั ชิ อบตามพระธรรมวินัย หมู่
สาวกของพระพทุ ธเจา้
พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ หมายถึง ท่านผูต้ รสั รูเ้ อง และสอนผูอ้ ่ืนให้รูต้ าม
พระอนพุ ุทธะ หมายถงึ ผตู้ รสั รู้ตาม คอื ตรัสรูด้วยไดส้ ดบั เลา่ เรยี นและปฏิบตั ิตามท่ีพระ
สมั มาสมั พุทธเจา้ ทรงสอน ไดแ้ ก่ พระอรหันต์สาวกทง้ั หลาย
พระอริยบคุ คล หมายถึง บคุ คลผ้เู ป็นอริยะ ทา่ นผูบ้ รรลุธรรมวเิ ศษ มโี สดาปตั ตผิ ล เปน็
ต้น มี 4 คอื 1.พระโสดาบนั 2.พระสกทาคามี (หรือสกิทาคามี) 3.พระอนาคามี 4. พระอรหันต์ แบ่งพิสดาร
เป็น ๘ คอื พระผ้ตู ้ังอยใู่ นโสดาปตั ตมิ รรค และพระผูต้ ้ังอยูใ่ นโสดาปตั ตผิ ลคู่ 1
พระผตู้ ้ังอยใู่ นสกทาคามิมรรค และพระผู้ตัง้ อยู่ในสกทาคามผี ลคู่ 1
พระผู้ต้งั อยใู่ นอนาคามิมรรค และพระผตู้ ้งั อยใู่ นอนาคามผิ ลคู่ 1
พระผตู้ งั้ อยูใ่ นอรหัตตมรรค และพระผูต้ ง้ั อยูใ่ นอรหตั ตผลคู่ 1
พราหมณ์ หมายถงึ คนวรรณะหนึ่งใน 4 วรรณะ คือ กษตั รยิ ์ พราหมณ์ แพศย์ ศทู ร ;
พราหมณ์เป็นวรรณะนักบวชและเป็นเจา้ พิธี ถือตนว่าเปน็ วรรณะสูงสุด เกิดจากปากพระพรหม
พละ 4 กาลัง พละ 4 คอื ธรรมอันเปน็ พลงั ทาใหด้ าเนนิ ชวี ิตดว้ ยความมั่นใจ ไมต่ อ้ ง
หวาดหวั่นภัยต่าง ๆ ได้แก่ 1. ปัญญาพละ กาลังคือปัญญา 2. วิริยพละ กาลังคือความเพียร 3. อนวัชชพละ
กาลังคือการกระทาที่ไม่มีโทษ 4. สงั คหพละ กาลงั การสงั เคราะห์ คือ เกือ้ กลู อยู่รว่ มกับผอู้ ื่นได้ดี
พละ 5 พละ กาลงั พละ 5 คอื ธรรมอันเปน็ กาลงั ซึ่งเป็นเคร่ืองเกื้อหนุนแก่อริยมรรค จดั อยู่
ในจาพวกโพธปิ กั ขิยธรรม มี 5 คอื สทั ธา วิรยิ ะ สติ สมาธิ ปัญญา
พทุ ธกิจ 5 พระพุทธองคท์ รงบาเพ็ญพทุ ธกิจ 5 ประการ คอื 1. ปพุ ฺพณเฺ ห ปณิ ฺฑปาตญจฺ
ตอนเชา้ เสดจ็ ออกบณิ ฑบาต เพอ่ื โปรดสตั ว์ โดยการสนทนาธรรมหรือการแสดงหลักธรรมให้เขา้ ใจ
2. สายณเฺ ห ธมฺมเทสน ตอนเย็น แสดงธรรมแก่ประชาชนทม่ี าเฝา้ บรเิ วณท่ปี ระทับ 3. ปโทเส ภิกขฺ โุ อ
วาท ตอนค่า แสดงโอวาทแกพ่ ระสงฆ์ 4. อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหน ตอนเที่ยงคนื ทรงตอบปัญหาแกพ่ วก
เทวดา 5. ปจฺจเู สว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วโิ ลกน ตอนเชา้ มืด จวนสวา่ ง ทรงตรวจพิจารณาสตั วโ์ ลกวา่
ผใู้ ดมอี ุปนิสยั ท่ีจะบรรลธุ รรมได้
พุทธคุณ คณุ ของพระพทุ ธเจ้า คือ 1. ปญํ ญาคณุ (พระคุณ คือ ปญั ญา) 2. วสิ ุทธิคุณ
(พระคณุ คอื ความบริสุทธิ)์ 3. กรุณาคณุ (พระคณุ คือ พระมหากรณุ า)
ภพ โลกเป็นที่อยขู่ องสตั ว์ ภาวะชีวิตของสัตว์ มี 3 คอื 1. กามภพ ภพของผู้ยงั เสวย
กามคณุ 2. รปู ภพ ภพของผเู้ ข้าถึงรูปฌาน 3. อรูปภพ ภพของผูเ้ ข้าถงึ อรูปฌาน
หลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ พทุ ธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 167
ภาวนา 4 การเจริญ การทาใหม้ ขี น้ึ การฝึกอบรม การพัฒนา แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ไดแ้ ก่
1. กายภาวนา 2. สลี ภาวนา 3. จิตตภาวนา 4. ปญั ญาภาวนา
ภมู ิ 31 1.พืน้ เพ พ้นื ชน้ั ท่ีดิน แผ่นดิน 2. ช้ันแห่งจติ ระดับจติ ใจ ระดบั ชีวติ มี 31 ภูมิ
ได้แก่ อบายภมู ิ 4 (ภมู ทิ ีป่ ราศจากความเจริญ) - นิรยะ (นรก) – ติรัจฉานโยนิ (กาเนิดดิรัจฉาน) – ปิตติวิสัย
(แดนเปรต) - อสรุ กาย (พวกอสูร) กามสคุ ติภมู ิ 7 (กามาวจรภมู ทิ เ่ี ป็นสคุ ติ ภูมิทเ่ี ปน็ สคุ ตซิ ึง่ ยงั
เกี่ยวขอ้ งกับกาม) - มนุษย์ (ชาวมนษุ ย์) – จาตมุ หาราชกิ า (สวรรคช์ ัน้ ท่ีท้าวมหาราช 4 ปกครอง) -
ดาวดึงส์ (แดนแหง่ เทพ 33 มที า้ วสกั กะเป็นใหญ่) -ยามา (แดนแห่งเทพผปู้ ราศจากความทกุ ข)์ - ดุสติ
(แดนแห่งผเู้ อิบอิ่มดว้ ยสิริสมบัติของตน) - นมิ มานรดี (แดนแห่งเทพผู้ยนิ ดีในการเนรมิต) - ปรนิม
มติ วสวตั ตี (แดนแห่งเทพผู้ยังอานาจใหเ้ ป็นไปในสมบัติทผ่ี อู้ ่นื นิรมิตให้)
โภคอาทิยะ 5 ประโยชน์ท่คี วรถือเอาจากโภคทรัพย์ ในการท่จี ะมีหรือเหตุผลในการท่ีจะมี
หรือครอบครองโภคทรัพย์ 1. เล้ียงตวั มารดา บิดา บตุ ร ภรรยา และคนในปกครองทั้งหลายใหเ้ ป็นสขุ
2. บารงุ มติ รสหายและรว่ มกิจกรรมการงานให้เป็นสขุ 3. ใช้ป้องกนั ภยนั ตราย 4. ทาพลี คือ ญาติพลี
สงเคราะห์ญาติ อติถิพลี ต้อนรับแขก ปพุ พเปตพลี ทาบญุ อทุ ศิ ใหผ้ ้ลู ว่ งลบั ราชพลี บารงุ ราชการ เสยี ภาษี
เทวตาพลี สกั การะบารุงสิง่ ทเ่ี ช่ือถือ 5. อุปถมั ภ์บารงุ สมณพราหมณ์ ผู้ประพฤตชิ อบ
มงคล สง่ิ ทีท่ าใหม้ โี ชคดีตามหลกั พระพุทธศาสนา หมายถึง ธรรมท่ีนามาซึ่งความสุข
ความเจรญิ มงคล 38 ประการ หรือ เรยี กเต็มว่า อุดมมงคล (มงคลอันสงู สุด) 38 ประการ (ดู
รายละเอยี ดมงคลสตู ร)
มิจฉาวณิชชา 5 การค้าขายทีผ่ ดิ ศีลธรรมไม่ชอบธรรม มี 5 ประการ คือ 1. สตั ถวณชิ ชา
คา้ อาวธุ 2. สัตตวณิชชา ค้ามนษุ ย์ 3. มงั สวณิชชา เล้ยี งสัตวไ์ ว้ขายเน้อื 4. มัชชวณิชชา ค้าขายน้าเมา
5. วิสวณิชชา คา้ ขายยาพษิ
มรรคมีองค์ 8 ข้อปฏิบตั ใิ ห้ถึงความดบั ทกุ ข์ เรยี กเต็มวา่ “อริยอฏั ฐังคิกมรรค”
ได้แก่ 1. สัมมาทิฎ ฐิ เห็นช อบ 2. สัมมาสังกัปปะ ดาริชอบ 3. สัมมาวาจา เจรจาช อบ
4. สัมมากัมมันตะ ทาการชอบ 5. สมั มาอาชวี ะ เลีย้ งชพี ชอบ 6. สมั มาวายามะ เพียรชอบ 7.สัมมาสติ ระลึก
ชอบ 8. สมั มาสมาธิ ตงั้ จติ มัน่ ชอบ
มิจฉัตตะ 10 ภาวะท่ผี ิด ความเป็นสง่ิ ทผ่ี ิด ไดแ้ ก่ 1. มจิ ฉทฏิ ฐิ (เหน็ ผิด ได้แก่ ความเห็นผิด
จากคลองธรรมตามหลักกุศลกรรมบถ และความเห็นที่ไม่นาไปสู่ความพ้นทุกข์) 2. มิจฉาสังกัปปะ (ดาริผิด
ได้แก่ ความดาริท่ีเป็นอกศุ ลทง้ั หลาย ตรงขา้ มจากสมั มาสงั กปั ปะ) 3. มิจฉาวาจา (วาจาผิด ได้แก่ วจีทุจริต 4)
4. มิจฉากัมมันตะ (กระทาผิด ได้แก่ กายทุจริต 3) 5. มิจฉาอาชีวะ (เล้ียงชีพผิด ได้แก่ เลี้ยงชีพในทางทุจริต)
6. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด ได้แก่ ความเพียรตรงข้ามกับสัมมาวายามะ) 7. มิจฉาสติ (ระลึกผิด
ได้แก่ ความระลึกถึงเรื่องราวท่ีล่วงแล้ว เช่น ระลึกถึงการได้ทรัพย์ การได้ยศ เป็นต้น ในทางอกุศล อันจัดเป็น
สติเทียม) เป็นเหตุชักนาใจให้เกิดกิเลส มีโลภะ มานะ อสสา มัจฉริยะ เป็นต้น 8. มิจฉาสมาธิ (ตั้งใจผิด ได้แก่
ตั้งจิตเพ่งเล็ง จดจ่อปักใจแน่วแน่ในกามราคะพยาบาท เป็นต้น หรือเจริญสมาธิแล้ว หลงเพลิน ติดหมกมุ่น
ตลอดจนนาไปใช้ผดิ ทาง ไมเ่ ปน็ ไปเพอื่ ญาณทสั สนะ และความหลุดพ้น) 9. มิจฉาญาณ (รู้ผิด ได้แก่ ความหลง
ผิดที่แสดงออกในการคิดอุบายทาความช่ัวและในการพิจารณาทบทวน ว่าความช่ัวน้ัน ๆ ตนกระทาได้อย่างดี
แลว้ เป็นตน้ ) 10. มิจฉาวมิ ุตติ (พน้ ผดิ ได้แก่ ยังไมถ่ ึงวมิ ตุ ติ สาคัญวา่ ถงึ วิมุตติ หรอื สาคัญผดิ ในส่ิงทมี่ ิใช่วิมุตติ)
มิตรปฏริ ูป คนเทียมมิตร มติ รเทียม มใิ ช่มิตรแท้ มี 4 พวก ไดแ้ ก่
1. คนปอกลอก มีลกั ษณะ 4 คอื 1.1 คิดเอาไดฝ้ า่ ยเดยี ว 1.2 ยอมเสยี แตน่ อ้ ยโดยหวัง
จะเอาใหม้ าก 1.3 ตวั เองมีภัย จงึ มาทากิจของเพอ่ื น 1.4 คบเพอ่ื นเพราะเห็นแก่ประโยชนข์ องตวั
2. คนดีแตพ่ ูด มลี ักษณะ 4 คือ 2.1 ดีแต่ยกเรือ่ งทผ่ี า่ นมาแล้วมาปราศรยั 2.2 ดีแต่อ้างส่ิง
หลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 หน้า 168
ที่ยังมีดี แต่อ้างสิ่งท่ียังไม่มีมาปราศรัย 2.3 สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่ไร้ประโยชน์ 2.4 เมื่อเพ่ือนมีกิจอ้างแต่
เหตุขดั ข้อง
3. คนหวั ประจบมลี กั ษณะ 4 คือ 3.1 จะทาช่ัวก็คลอ้ ยตาม 3.2 จะทาดีกค็ ล้อยตาม
3.3 ตอ่ หน้าสรรเสริญ 3.4 ลับหลงั นนิ ทา
4. คนชวนฉบิ หายมีลกั ษณะ 4 คือ 4.1 คอยเปน็ เพ่ือนด่มื นา้ เมา 4.2 คอยเป็นเพือ่ นเทย่ี ว
กลางคืน 4.3 คอยเป็นเพอ่ื นเที่ยวดูการเลน่ 4.4 คอยเป็นเพ่ือนไปเล่นการพนัน
มิตรน้าใจ 1. เพื่อนมีทุกข์พลอยทุกข์ดว้ ย 2. เพื่อนมสี ุขพลอยดใี จ 3. เขาตเิ ตยี นเพ่อื น
ชว่ ยยบั ยัง้ แกไ้ ขให้ 4. เขาสรรเสริญเพอื่ น ช่วยพูดเสริมสนบั สนนุ
รูป 1. ส่ิงทตี่ ้องสลายไปเพราะปจั จัยตา่ ง ๆ อันขัดแยง้ สงิ่ ท่เี ป็นรปู รา่ งพร้อมทั้งลักษณะ
อาการของมนั ส่วนร่างกาย จาแนกเปน็ 28 คอื มหาภตู รปู หรอื ธาตุ 4 และอุปาทายรูป 2. อารมณท์ ่รี ไู้ ด้
ด้วยจักษุ ส่ิงที่ปรากฏแก่ตา ข้อ 1 ในอารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอก 3. ลักษณนามใช้เรียกพระภิกษุ
สามเณร เช่น ภิกษุรูปหนงึ่
วฏั ฏะ ๓ หรอื ไตรวัฎฎ์ การวนเวยี น การเวียนเกดิ เวยี นตาย การเวยี นวา่ ยตายเกดิ ความ
เวียนเกิด หรือวนเวียนด้วยอานาจกิเลส กรรม และวิบาก เช่น กิเลสเกิดขึ้นแล้วให้ทากรรม เม่ือทากรรมแล้ว
ย่อมไดผ้ ลของกรรม เม่อื ไดร้ ับผลของกรรมแล้ว กเิ ลสกเ็ กิดอีกแล้ว ทากรรมแลว้ เสวยผลกรรมหมุนเวียนตอ่ ไป
วาสนา อาการกายวาจา ท่ีเป็นลักษณะพเิ ศษของบุคคล ซึ่งเกิดจากกเิ ลสบางอยา่ ง และได้
ส่ังสมอบรมมาเป็นเวลานานจนเคยชินติดเป็นพื้นประจาตัว แม้จะละกิเลสน้ันได้แล้ว แต่ก็อาจจะละอาการกาย
วาจาที่เคยชินไม่ได้ เชน่ คาพดู ตดิ ปาก อาการเดินทเ่ี ร็วหรือเดินต้วมเตยี้ ม เป็นต้น ท่านขยายความว่า วาสนา ที่
เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤต คือ เป็นกลาง ๆ ไม่ดีไม่ช่ัวก็มี ที่เป็นกุศลกับอัพยากฤตนั้นไม่ต้องละ
แต่ที่เป็นอกุศลซึ่งควรจะละน้ัน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่จะเป็นเหตุให้เข้าถึงอบายกับส่วนท่ีเป็นเหตุให้เกิด
อาการแสดงออกทางกายวาจาแปลก ๆ ต่าง ๆ ส่วนแรก พระอรหันต์ทุกองค์ละได้ แต่ส่วนหลังพระพุทธเจ้า
เท่าน้ันละได้ พระอรหันต์อื่นละไม่ได้ จึงมีคากล่าวว่าพระพุทธเจ้าเท่านั้นละกิเลสท้ังหมดได้ พร้อมท้ังวาสนา; ใน
ภาษาไทย คาวา่ วาสนามคี วามหมายเพี้ยนไป กลายเป็นอานาจบุญเก่า หรอื กุศลทีท่ าให้ได้รบั ลาภยศ
วติ ก ความตรกึ ตริ กายยกจิตข้ึนสอู่ ารมณ์ การคดิ ความดาริ “ไทยใช้ว่าเป็นหว่ งกงั วล” แบ่ง
ออกเปน็ กศุ ลวติ ก 3 และอกศุ ลวติ ก 3
วบิ ตั ิ 4 ความบกพร่องแห่งองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ซ่งึ ไม่อานวยแกก่ ารทีก่ รรมดีจะปรากฏผล
แตก่ ลับเปิดช่องใหก้ รรมช่วั แสดงผล พดู สัน้ ๆ ว่าส่วนประกอบบกพร่อง เปิดช่องใหก้ รรมชั่ววบิ ัติมี 4 คือ ๑ฃ1.
คติวิบัติ วิบัติแห่งคติ หรือคติเสีย คือเกิดอยู่ในภพ ภูมิ ถ่ิน ประเทศ สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะ ไม่เกื้อกูล ทาง
ดาเนินชีวิต ถิ่นที่ไปไม่อานวย 2. อุปธิวิบัติ วิบัติแห่งร่างกาย หรือ รูปกายเสีย เช่น ร่างกายพิกลพิการ อ่อนแอ
ไมส่ วยงาม กริ ิยาทา่ ทางน่าเกลียด ไม่ชวนชมตลอดจนสุขภาพที่ไม่ดี เจ็บป่วย มีโรคมาก 3. กาลวิบัติ วิบัติแห่งกาล
หรือหรือกาลเสีย คือเกิดอยู่ในยุคสมัยที่บ้านเมืองมีภัยพิบัติไม่สงบเรียบร้อย ผู้ปกครองไม่ดี สังคมเส่ือมจาก
ศีลธรรม มากด้วยการเบียดเบียน ยกย่องคนช่ัว บีบค้ันคนดี ตลอดจนทาอะไรไม่ถูกาลเวลา ไม่ถูกจังหวะ 4.
ปโยควิบัติ วิบัติแห่งการประกอบ หรือกิจการเสีย เช่น ฝักใฝ่ในกิจการหรือเร่ืองราวท่ีผิด ทาการไม่ตรงตาม
ความถนัด ความสามารถ ใชค้ วามเพยี รไม่ถกู ตอ้ ง ทาการครึ่ง ๆ กลาง ๆ เปน็ ต้น
หลักสตู รสถานศึกษา โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 หน้า 169
วปิ สั สนาญาณ 9 ญาณในวปิ สั สนา ญาณทนี่ ับเขา้ ในวปิ ัสสนา เป็นความรทู้ ี่ทาใหเ้ กิด
ความเห็นแจ้ง เข้าใจสภาวะของส่ิงท้ังหลายตามเป็นจริง ได้แก่ 1. อุทยัพพยานุปัสสนาณาณ คือ ญาณอันตาม
เห็นความเกดิ และดบั ของเบญจขนั ธ์ 2. ภงั คานุปัสสนาญาณ คอื ญาณอันตามเหน็ ความสลาย
เม่ือเกดิ ดบั ก็คานงึ เดน่ ชดั ในสว่ นดับของสังขารท้ังหลาย ต้องแตกสลายท้งั หมด 3. ภยตูปฏั ฐานญาณ
คือ ณาณอนั มองเหน็ สังขาร ปรากฏเปน็ ของน่ากลัว 4. อาทีนวานุปัสสนาญาณ คือ ญาณอันคานึงเห็นโทษของ
สังขารทั้งหลาย ว่าเป็นโทษบกพร่องเป็นทุกข์ 5. นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือ ญาณอันคานึงเห็นความหน่าย
ของสังขาร ไม่เพลินเพลิน ติดใจ 6. มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ ญาณอันคานึงด้วย ใคร่พ้นไปเสีย คือ
หนา่ ยสงั ขารทง้ั หลาย ปรารถนาที่จะพ้นไปเสีย 7. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ คือ ญาณอันคานึงพิจารณาหาทาง
เม่อื ตอ้ งการจะพ้นไปเสยี เพอ่ื มองหาอบุ ายจะปลดเปลอ้ื งออกไป 8. สังขารเุ ปกขาณาณ คือ ญาณอันเป็นไปโดย
ความเป็นกลางต่อสังขาร คือ พิจารณาสังขารไม่ยินดียินร้ายในสังขารท้ังหลาย 9. สัจจานุโลมิกญาณ หรือ
อนโุ ลมญาณ คือ ณาณอนั เปน็ ไปโดยอนโุ ลกแก่การหย่ังรู้อริยสัจ แล้วแล้วมรรคญาณให้สาเร็จความเป็นอริยบุคคล
ต่อไป
วมิ ุตติ 5 ความหลดุ พ้น ภาวะไรก้ เิ ลส และไม่มที กุ ข์ มี 5 ประการ คอื 1. วิกขมั ภนวิมตุ ติ
ดับโดยข่มไว้ คือ ดับกิเลส 2. ตทังควิมุตติ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับธรรมท่ีตรงกันข้าม 3.
สมุจเฉทวิมุตติ ดับด้วยตัดขาด ดับกิเลสเสร็จส้ินเด็ดขาด 4. ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ ดับด้วยสงบระงับ โดยอาศัย
โลกุตตรมรรคดับกิเลส 5. นสิ รณวมิ ตุ ติ ดบั ด้วยสงบระงับ คอื อาศยั โลกุตตรธรรมดับกเิ ลสเดด็ ขาดเสร็จสิน้
โลกบาลธรรม ธรรมคมุ้ ครองโลก ไดแ้ ก่ ปกครองควบคมุ ใจมนษุ ยไ์ ว้ใหอ้ ย่ใู นความดี มิ
ให้ละเมดิ ศลี ธรรม และให้อยู่กันด้วยความเรียบร้อยสงบสุข ไม่เดือดร้อนสับสนวุ่นวาย มี 2 อย่างได้แก่ 1. หิริ
ความอายบาป ละอายใจต่อการทาความชั่ว 2. โอตตัปปะ ความกลัวบาปเกรงกลัวต่อความชั่ว และผลของ
กรรมช่วั
ฤาษี หมายถงึ ผ้แู สวงธรรม ได้แก่ นักบวชนอกพระศาสนาซึ่งอยใู่ นปา่ ชีไพร ผแู้ ตง่
คัมภีรพ์ ระเวท
สติปัฏฐาน 4 ที่ต้งั ของสติ การตัง้ สติกาหนดพิจารณาสง่ิ ท้ังหลายใหร้ เู้ ห็นตามความเป็นจริง
คือ ตามสิง่ น้นั ๆ มนั เปน็ ของมนั เอง มี 4 ประการ คือ
1. กายานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน (การต้ังสติกาหนดพจิ ารณากายใหร้ ้เู ห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย
ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา) ท่านจาแนกวิธีปฏิบัติได้หลายอย่าง คือ อานาปานสติ กาหนดลมหายใจ 1
อิริยาบถ กาหนดรู้ทันอิริยาบถ 1) สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการกระทาความเคล่ือนไหวทุกอย่าง 1)
ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายท่ีประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ 1) ธาตุมนสิการ
พจิ ารณาเหน็ ร่างกายของตน โดยสกั วา่ เปน็ ธาตุแตล่ ะอยา่ ง ๆ
2. เวทนานุปสั สาสติปฏั ฐาน (การตง้ั สติกาหนดพิจารณาเวทนาให้รเู้ ห็นตามเป็นจริงวา่ เป็นแต่
เพยี งเวทนา ไม่ใชส่ ตั วบ์ ุคคลตวั ตนเราเขา) คอื มีสติร้ชู ดั เวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทกุ ขก์ ด็ ี เฉย ๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส
และเปน็ นิรามสิ ตามท่ีเป็นไปอยู่ขณะนั้น ๆ
3. จิตตานุปสั สนาสตปิ ฏั ฐาน (การตั้งสติกาหนดพิจารณาจติ ให้ร้เู หน็ ตามเป็นจรงิ ว่าเปน็ แต่
เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา) คือ มีสติรู้ชัดจิตของตนท่ีมีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ
มีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไร ๆ ตามที่เป็นไปอยู่ใน
ขณะนนั้ ๆ
4. ธมั มานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน (การตง้ั สติกาหนดพิจารณาธรรม ใหร้ ู้เหน็ ตามเป็นจริงว่า เป็น
หลักสูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดยี ์ พุทธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 หนา้ 170
แต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนของเรา) คือ มีสติรู้ชัดธรรมท้ังหลาย ได้แก่ นิวรณ์ 5 ขันธ์ 5
อายตนะ 12 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดข้ึน เจริญบริบูรณ์และดับ
ไดอ้ ย่างไร เปน็ ตน้ ตามท่ีเป็นจริงของมนั อย่างนน้ั ๆ
สมณะ หมายถงึ ผู้สงบ หมายถึงนักบวชท่ัวไป แตใ่ นพระพุทธศาสนา ทา่ นให้ความหมาย
จาเพาะ หมายถึง ผู้ระดับบาป ได้แก่ พระอริยบุคคล และผู้ปฏิบัติเพ่ือระงับบาป ได้แก่ ผู้ปฏิบัติธรรมเพ่ือเป็น
พระอริยบุคคล
สมบัติ 4 คือ ความเพียบพร้อมสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบตา่ ง ๆ ซ่งึ ช่วยเสรมิ ส่งอานวย
โอกาสใหก้ รรมดปี รากฏผล และไมเ่ ปดิ ชอ่ งให้กรรมชั่วแสดงผล มี 4 อย่าง คือ 1. คติสมบัติ สมบัติแห่งคติ ถึง
พรอ้ มด้วยคติ หรอื คตใิ ห้ คือ เกิดอยู่ในภพ ภูมิ ถิ่น ประเทศที่เจริญ เหมาะหรือเก้ือกูล ตลอดจนในระยะส้ันคือ
ดาเนินชีวิตหรือไปในถิ่นที่อานวย 2. อุปธิสมบัติ สมบัติแห่งร่างกาย ถึงพร้อมด้วยร่างกาย คือมีรูปร่างสวย
ร่างกายสง่างาม หน้าตาท่าทางดี น่ารัก น่านิยมเล่ือมใส สุขภาพดี แข็งแรง 3. กาลสมบัติ สมบัติแห่งกาล ถึง
พร้อมดว้ ยกาลหรือกาลให้ คอื เกิดอยใู่ นสมยั ทบ่ี า้ นเมืองมคี วามสงบสขุ ผ้ปู กครองดี ผคู้ นมีคุณธรรมยกย่องคนดี
ไม่ส่งเสรมิ คนช่วั ตลอดจนในระยะเวลาสั้น คอื ทาอะไรถกู กาลเวลา ถูกจังหวะ 4. ปโยคสมบัติ สมบัติแห่งการ
ประกอบ ถึงพร้อมด้วยการประกอบกิจ หรือกิจการให้ เช่น ทาเร่ืองตรงกับท่ีเขาต้องการ ทากิจตรงกับความ
ถนัดความสามารถของตน ทาการถึงขนาดถูกหลักครบถ้วน ตามเกณฑ์หรือเต็มอัตรา ไม่ใช่ทาคร่ึง ๆ กลาง ๆ
หรอื เหยาะแหยะ หรอื ไม่ถูกเร่ืองกัน รู้จกั จดั ทา รู้จกั ดาเนนิ การ
สมาบัติ ภาวะสงบประณตี ซึ่งพง่ึ เข้าถึง; สมาบตั มิ ีหลายอย่าง เชน่ ณานสมบัติ ผลสมาบัติ
อนุปุพพวหิ ารสมาบตั ิ
สติ ความระลึกได้ นึกได้ ความไมเ่ ผลอ การคุมใจได้กบั กจิ หรือคุมจิตใจไวก้ บั สิง่ ท่ี
เก่ยี วข้อง จาการทีทาและคาพดู แม้นานได้
สังฆคณุ 9 คณุ ของพระสงฆ์ 1. พระสงฆ์สาวกของพระผมู้ พี ระภาคเปน็ ผปู้ ฏบิ ัติดี
2. เป็นผู้ปฏิบัติตรง 3. เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง 4. เป็นผู้ปฏิบัติสมควร 5. เป็นผู้ควรแก่การคานับ คือ ควรกับ
ของที่เขานามาถวาย 6. เป็นผคู้ วรแกก่ ารตอนรับ 7. เปน็ ผ้คู วรแกท่ กั ษณิ า ควรแก่ของทาบญุ 8. เป็นผู้
ควรแก่การกระทาอัญชลี ควรแก่การกราบไหว้ 9. เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก เป็นแหล่งปลูกฝังและ
เผยแพรค่ วามดีที่ยอดเยี่ยมของโลก
สงั เวชนียสถาน สถานท่ีต้งั แหง่ ความสงั เวช ทที่ ่ีใหเ้ กดิ ความสังเวช มี 4 คอื 1. พระ
พุทธเจ้าประสูติ คือ อุทยานลุมพินี ปัจจุบันเรียกลุมพินีหรือรุมมินเด (Lumbini หรือ Rummindei) 2. ท่ี
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ควงโพธิ์ ที่ตาบลพุทธคยา (Buddha Gaya หรือ Bodh – Gaya) 3. ที่พระ พุทธเจ้า
แสดงปฐมเทศนา คือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปัจจุบันเรียกสารนาถ 4. ที่พระ พุทธเจ้า
ปรนิ ิพพาน คอื ทีส่ าลวโนทยาน เมืองกุสนิ ารา หรอื กสุ ินคร บัดนเ้ี รยี กกาเซยี (Kasia หรือ Kusinagara)
สนั โดษ ความยินดี ความพอใจ ยินดดี ว้ ยปจั จัย 4 คือ ผ้านุ่งหม่ อาหารทน่ี อนท่นี ่งั และยา
ตามมีตามได้ ยินดีของของตน การมีความสุข ความพอใจด้วยเครื่องเลี้ยงชีพที่หามาได้ด้วยเพียรพยายามอัน
ชอบธรรมของตน ไมโ่ ลภ ไม่รษิ ยาใคร
สนั โดษ 3 1. ยถาลาภสันโดษ ยินดตี ามที่ได้ คอื ไดส้ ง่ิ ใดมาด้วยความเพียรของตน
กพ็ อใจด้วยสง่ิ น้นั ไม่ได้เดอื ดรอ้ นเพราะของที่ไม่ได้ ไม่เพ่งเลง็ อยากไดข้ องคนอนื่ ไมร่ ิษยาเขา
2. ยถาพลสันโดษ คือ ยินดีตามกาลัง คือ พอใจเพียงแค่พอแก่กาลังร่างกาย สุขภาพ และขอบเขตการใช้สอย
ของตน ของท่ีเกินกาลังก็ไม่หวงแหนเสียดายไม่เก็บไว้ให้เสียเปล่า หรือฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ตน 3. ยถาสารุปป
สันโดษ ยนิ ดีตามสมควร คือ พอใจตามทสี่ มควร คือ พอใจตามทส่ี มควรแก่ภาวะฐานะแนวทางชีวติ และ
หลักสตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ พุทธศักราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 หนา้ 171
จุดหมายแห่งการบาเพ็ญกิจของตน เช่น ภิกษุพอใจแต่องอันเหมาะกับสมณภาวะ หรือได้ของใช้ที่ไม่เหมาะสม
กับตนแตจ่ ะมีประโยชน์แก่ผูอ้ ่นื กน็ าไปมอบให้แก่เขา เป็นต้น
สัทธรรม 3 ธรรมอันดี ธรรมท่แี ท้ ธรรมของสตั บุรุษ หลักหรือแกน่ ศาสนา มี ๓ ประการ
ได้แก่ 1. ปริยัติสัทธรรม (สัทธรรมคือคาสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียน ได้แก่ พุทธพจน์) 2. ปฏิบัติสัทธรรม
(สัทธรรมคือสิ่งพึงปฏิบัติ ได้แก่ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา) 3.ปฏิเวธสัทธรรม (สัทธรรมคือผลอันจะพึง
เขา้ ถงึ หรอื บรรลุดว้ ยการปฏบิ ัติ ไดแ้ ก่ มรรค ผล และนิพพาน
สปั ปุรสิ ธรรม 7 ธรรมของสตั บุรษุ ธรรมทที่ าให้เปน็ สตั บุรุษ คณุ สมบตั ขิ องคนดี
ธรรมของผู้ดี 1. ธัมมัญญุตา คือ ความรู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง 2. อัตถัญญุตา คือ ความรู้จักผล คือรู้
ความมุ่งหมาย 3. อัตตัญญุตา คือ ความรู้จักตน คือ รู้ว่าเรานั้นว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กาลังความรู้
ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น 4. มัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณ คือ ความพอดี 5.
กาลัญญุตา คือ ความรู้จักกาล คือ รู้จักกาลเวลาอันเหมาะสม 6. ปริสัญญุตา คือ ความรู้จักบริษัทคือรู้จัก
ชมุ ชนและร้จู ักทป่ี ระชมุ 7. ปุคคลญั ญุตา หรอื ปุคคลปโรปรญั ญุตา คือ ความรจู้ ักบคุ คล คือความแตกต่างแห่ง
บคุ คล
สัมปชัญญะ ความรูต้ วั ทว่ั พรอ้ ม ความรู้ตระหนกั ความรชู้ ัดเขา้ ใจชดั ซง่ึ สง่ิ นึกได้ มกั มาคู่กบั สติ
สาราณยี ธรรม 6 ธรรมเปน็ ทต่ี งั้ แหง่ ความใหร้ ะลึกถึง ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกนั
หลักการอยรู่ ว่ มกนั เรยี กอีกอย่างว่า “สาราณียธรรม” 1. เมตตากายกรรม มีเมตตากายกรรมท้ังต่อหน้าและ
ลบั หลัง 2. เมตตาวจีกรรม มีเมตตาวจีกรรมท้ังต่อหน้าและลับหลัง 3. เมตตา มโนกรรม มีเมตตามโนกรรม
ท้ังต่อหน้าและลับหลัง 4. สาธารณโภคี แบ่งปันส่ิงของที่ได้มาไม่หวง แหน ใช้ผู้เดียว 5. สีลสามัญญตา
มีความประพฤติร่วมกันในข้อท่ีเป็นหลักการสาคัญท่ีจะนาไปสู่ความหลุดพ้นส้ินทุกข์หรือขจัดปัญหา 6.ทิฏฐิ
สามัญญตา มคี วามเห็นชอบดีงาม เชน่ เดียวกับหมู่คณะ
สขุ 2 ความสบาย ความสาราญ มี 2 อยา่ ง ได้แก่ 1. กายิกสุข สขุ ทางกาย 2. เจตสิกสขุ สุข
ทางใจ อกี หมวดหน่งึ มี 2 คอื 1. สามิสสุข สขุ องิ อามิส คือ อาศยั กามคณุ 2. นริ ามิสสุข สุขไม่อิงอามิส คือ
อิงเนกขัมมะ
ศรทั ธา ความเช่ือ ความเชือ่ ถอื ความเชอื่ มน่ั ในส่งิ ทด่ี งี าม
ศรัทธา 4 ความเชื่อทปี่ ระกอบดว้ ยเหตผุ ล 4 ประการคอื 1. กัมมสทั ธา (เชอื่ กรรม เชือ่ ว่า
กรรมมอี ยูจ่ รงิ คือ เช่อื วา่ เมื่อทาอะไรโดยมเี จตนา คอื จงใจทาท้ังท่รี ู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความชั่ว ความดี มี
ขึ้นในตน เปน็ เหตปุ ัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเน่ืองต่อไป การกระทาไม่ว่างเปล่า และเช่ือว่าผลที่ต้องการจะ
สาเร็จได้ด้วยการกระทา มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น 2. วิปากสัทธา (เช่ือวิบาก เชื่อผลของ
กรรม เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เช่ือว่ากรรมท่ีสาเร็จต้องมีผล และผลต้อง มีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี และ
ผลช่ัวเกิดจากกรรมชั่ว 3. กัมมัสสกตาสัทธา (ความเช่ือท่ีสัตว์มีกรรมเป็นของตน เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ
จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน 4. ตถาคตโพธิสัทธา (เช่ือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
มั่นใจในองค์พระตถาคตว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณท้ัง 9 ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้
ดว้ ยดี ทรงเป็นผู้นาทางท่ีแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ คือเราทุกคนน้ี หากฝึกตนด้วยดีก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุด
บรสิ ุทธ์ิหลดุ พ้นไดด้ งั ทพ่ี ระองคไ์ ด้ทรงบาเพญ็ ไว้
สงเคราะห์ การช่วยเหลอื การเอือ้ เฟ้อื เกือ้ กูล
สังคหวัตถุ 4 เรอ่ื งสงเคราะห์กัน คณุ ธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจของผูอ้ ่นื ไว้ได้หลักการ
สงเคราะห์ คอื ช่วยเหลือกันยึดเหนี่ยวใจกันไว้ และเป็นเคร่ืองเกาะกมุ ประสานโลก ได้แก่ สงั คมแห่งหมู่สัตว์ไว้
ดจุ สลักเกาะยึดรถทกี่ าลงั แล่นไปให้คงเปน็ รถ และว่งิ แล่นไปได้มี 4 อย่างคือ 1. ทาน การแบ่งปัน
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดีย์ พุทธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 หน้า 172
เอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่กัน 2. ปิยวาจา พูดจาน่ารัก น่านิยมนับถือ 3. อัตถจริยา บาเพ็ญประโย ชน์
๔.สมานัตตนา ความมีตนเสมอ คอื ทาตวั ใหเ้ ขา้ กนั ได้ เช่น ไม่ถือตวั รว่ มสขุ ร่วมทุกขก์ ัน เป็นตน้
สมั มัตตะ ความเปน็ ถูก ภาวะท่ถี กู มี 10 อย่าง 8 ข้อตน้ ตรงกับองค์มรรคท้งั 8 ข้อ เพิ่ม
2 ข้อท้าย คือ 9. สัมมาญาณ รู้ชอบได้แก่ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณ 10. สัมมาวิมุตติ พ้นชอบได้แก่
อรหตั ตผลวิมุตติ; เรยี กอกี อยา่ ง อเสขธรรม 10
สจุ รติ 3 ความประพฤติดี ประพฤตชิ อบตามคลองธรรม มี 3 คือ 1. กายสจุ รติ ประพฤติ
ชอบทางกาย 2. วจีสุจริต ประพฤตชิ อบทางวาจา 3. มโนสุจรติ ประพฤตชิ อบทางใจ
หิริ ความละอายตอ่ การทาช่ัว
อกุศลกรรมบถ 10 ทางแห่งอกศุ ลกรรม ทางความช่ัว กรรมช่ัวอันเปน็ ทางนาไปสคู่ วาม
เส่อื ม ความทุกข์ หรอื ทคุ ติ 1. ปาณาติบาต การทาชีวติ ให้ตกล่วง 2. อทินนาทาน การถือเอาของที่เขามิได้ให้
โดยอาการขโมย ลักทรัพย์ 3. กาเมสุมิจฉาจาร ความประพฤติผิดทางกาม 4. มุสาวาท การพูดเท็จ 5. ปิสุณ
วาจา วาจาสอ่ เสยี ด 6. ผรุสวาจา วาจาหยาบ 7. สัมผปั ปลาปะ พดู เพ้อเจอ้ 8. อภชิ ฌา เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
9. พยาบาท คิดรา้ ยผอู้ ่ืน 10. มจิ ฉาทิฏฐิ เหน็ ผดิ จากคลองธรรม
อกศุ ลมูล 3 รากเหง้าของอกุศล ตน้ ตอของความชวั่ มี 3 คือ 1. โลภะ (ความอยากได)้
2. โทสะ (ความคิดประทษุ ร้าย) 3. โมหะ (ความหลง) 8
อคติ 4 ฐานะอันไมพ่ ึงถงึ ทางความประพฤติที่ผิด ความไมเ่ ทีย่ งธรรม ความลาเอยี ง มี
4 อย่างคอื 1. ฉันทาคติ (ลาเอียงเพราะชอบ) 2. โทสาคติ (ลาเอียงเพราะชัง) 3. โมหาคติ (ลาเอียงเพราะ
หลง พลาดผดิ เพราะเขลา) 4. ภยาคติ (ลาเอยี งเพราะกลวั )
อนตั ตา ไมใ่ ชอ่ ัตตา ไมใ่ ช่ตัวตน
อบายมขุ ชอ่ งทางของความเส่อื ม เหตุเคร่อื งฉิบหาย เหตุย่อยยบั แหง่ โภคทรพั ย์ ทางแหง่
ความพินาศ
อบายมุข 4 1. อิตถีธตุ ตะ (เปน็ นักเลงหญิง นกั เท่ยี วผู้หญิง) 2. สุราธตุ ตะ (เปน็ นักเลง
สุรา นักดื่ม) 3. อกั ขธุตตะ (เป็นนักการพนัน) 4. ปาปมติ ตะ (คบคนช่ัว)
อบายมุข 6 1. ตดิ สรุ าและของมนึ เมา 1.1 ทรัพย์หมดไป ๆ เหน็ ชัด ๆ 1.2 กอ่ การทะเลาะ
วิวาท 1.3 เป็นบ่อเกิดแห่งโรค 1.4 เสียเกียรติ เสียช่ือเสียง 1.5 ทาให้ไม่รู้อาย 1.6 ทอนกาลังปัญญา
2. ชอบเทีย่ วกลางคนื มีโทษ 6 อย่างคอื 2.1 ช่อื วา่ ไมร่ ักษาตน 2.2 ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย 2.3 ชื่อว่าไม่รักษา
ทรัพย์สมบัติ 2.4 เป็นที่ระแวงสงสัย 2.5 เป็นเป้าให้เขาใส่ความหรือข่าวลือ 2.6 เป็นที่มาของเร่ือง
เดือดร้อนเป็นอันมาก 3. ชอบเที่ยวดูการละเล่น มีโทษ โดยการงานเส่ือมเสียเพราะมีใจกังวลคอยคิดจ้อง กับ
เสียเวลาเมอ่ื ไปดูสิ่งนัน้ ๆ ทัง้ 6 กรณี คือ 3.1 ราทีไ่ หนไปที่นน่ั 3.2 – 3.3 ขับร้องดนตรีเสภา เพลงเถิดเทิงท่ี
ไหนไปท่นี ั่น 4. ตดิ การพนนั มโี ทษ 6 คือ 4.1 เม่ือชนะย่อมก่อเวร 4.2 เม่ือแพ้ก็เสียดายทรัพย์ท่ีเสียไป 4.3
ทรัพยห์ มดไป ๆ เหน็ ชดั ๆ 4.4 เขา้ ที่ประชมุ เขาไม่เชอ่ื ถือถ้อยคา 4.5 เป็นท่ีหมิ่นประมาทของเพ่ือนฝูง 4.6
ไม่เป็นท่ีพึงประสงค์ของผู้ที่จะหาคู่ครองให้ลูกของเขา เพราะเห็นว่าจะเลี้ยงลูกเมียไม่ได้ 5. คบคนชั่ว มีโทษ
โดยนาให้กลายเปน็ คนชั่วอย่างที่ตนคบท้งั 6 ประเภท คือ ได้เพอื่ นทจี่ ะนาให้กลายเป็น 5.1 นักการพนัน 5.2
นักเลงหญงิ 5.3 นักเลงเหล้า 5.4 นักลวงของปลอม 5.5 นักหลอกลวง 5.6 นักเลงหัวไม้ 6.
เกียจคร้านการงาน มโี ทษโดยทาใหย้ กเหตุตา่ ง ๆ เปน็ ขอ้ อ้างผิด เพยี้ นไม่ทาการงานโภคะใหม่ก็ไม่เกิด โภคะท่ีมี
อยู่กห็ มดสน้ิ ไป คือ ให้อ้างไปท้ัง 6 กรณีว่า 6.1 – 6.6 หนาวนัก ร้อนนัก เย็นไปแล้ว ยังเช้านัก หิวนัก อิ่มนัก
แล้วไม่ทาการงาน
อปรหิ านยิ ธรรม 7 ธรรมอันไม่เปน็ ท่ีตงั้ แห่งความเสื่อม เป็นไปเพือ่ ความเจรญิ ฝา่ ยเดียว
หลักสตู รสถานศึกษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ พุทธศักราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 หน้า 173
มี 7 ประการ ไดแ้ ก่ 1. หมนั่ ประชุมกันเนอื งนิตย์ 2. พรอ้ มเพรยี งกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อม
เพรียงกันทากิจกรรมที่พึงทา 3. ไม่บัญญัติส่ิงที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักการเดิม) 4. ท่านเหล่าใดเป็น
ผู้ใหญ่ ควรเคารพนับถือท่านเหล่าน้ัน 5. บรรดากุลสตรี กุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง หรือฉุดคร่า
ขืนใจ 6. เคารพสักการบูชา เจดีย์หรืออนุสาวรีย์ประจาชาติ 7. จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกันอันชอบ
ธรรมแกพ่ ระอรหันตท์ งั้ หลาย (รวมถึงพระภิกษุ ผปู้ ฏิบตั ดิ ี ปฏิบตั ชิ อบด้วย)
อธิปไตย 3 ความเปน็ ใหญ่ มี 3 อยา่ ง คือ 1. อัตตาธปิ ไตย ความมีตนเป็นใหญ่ ถือตน
เป็นใหญ่ กระทาการด้วยปรารภตนเป็นประมาณ 2. โลกาธิปไตย ความมีโลกเป็นใหญ่ ถือโลกเป็นใหญ่
กระทาการด้วยปรารภนิยมของโลกเป็นประมาณ 3. ธัมมาธิปไตย ความมีธรรมเป็นใหญ่ ถือธรรมเป็นใหญ่,
กระทาการด้วยปรารภความถกู ต้อง เปน็ จริง สมควรตามธรรมเปน็ ประมาณ
อริยสจั 4 ความจรงิ อันประเสรฐิ ความจรงิ ของพระอริยะ ความจริงท่ที าใหผ้ ูเ้ ข้าถึง
กลายเปน็ อริยะมี 4 คอื
1. ทกุ ข์ (ความทุกข์ สภาพทีท่ นได้ยาก สภาวะท่ีบีบค้ัน ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเท่ียง
แท้ ไมใ่ หค้ วามพึงพอใจแท้จริง ไดแ้ ก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับส่ิงอันไม่เป็นท่ีรัก การพลัดพรากจาก
ส่งิ ท่ีรัก ความปรารถนาไมส่ มหวงั โดยยอ่ ว่า อปุ าทานขันธ์ 5 เปน็ ทุกข์
2. ทุกขสมุทยั (เหตุเกิดแห่งทกุ ข์ สาเหตุให้ทกุ ข์เกิด ได้แก่ ตัณหา 3 คอื กามตัณหา ภวตณั หา
และ วิภวตัณหา) กาจัดอวิชชา สารอกตัณหา สิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดขัด หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็น
อิสระ คือ นิพพาน)
3. ทกุ ขนิโรธ (ความดบั ทกุ ข์ ไดแ้ ก่ ภาวะทตี่ ัณหาดับสน้ิ ไป ภาวะทเี่ ขา้ ถงึ เม่อื กาจดั อวิชชา
สารอกตณั หาสิ้นแลว้ ไม่ถูกยอ้ ม ไมต่ ิดข้อง หลดุ พ้น สงบ เปน็ อสิ ระ คอื นพิ พาน)
4. ทุกขนโิ รธคามินปี ฏิปทา (ปฏปิ ทาที่นาไปส่คู วามดบั แห่งทกุ ข์ ข้อปฏิบตั ใิ ห้ถึงความดบั
ทุกข์ ได้แก่ อรยิ อฏั ฐังคกิ มรรค หรอื เรียกอีกอย่างหนึง่ ว่า มชั ฌมิ ปฏปิ ทา แปลว่า ทางสายกลาง มรรคมีองค์
8 นี้ สรุปลงในไตรสกิ ขา คอื ศลี สมาธิ ปัญญา)
อรยิ อฏั ฐคกิ มรรค ทางสายกลาง มรรคมีองค์ 8 (ศลี สมาธิ ปญั ญา)
อัญญาณเุ บกขา เป็นอุเบกขาฝ่ายวบิ ัติ หมายถงึ ความไม่รเู้ รื่อง เฉยไม่รู้เรือ่ ง เฉยโง่ เฉยเมย
อัตตา ตวั ตน อาตมนั ปถุ ุชนย่อมยึดมนั่ มองเห็นขันธ์ 5 อยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง หรือทง้ั หมด
เปน็ อตั ตา หรือยึดถือว่ามอี ตั ตา เนือ่ งดว้ ยขนั ธ์
อตั ถะ เรอื่ งราว ความหมาย ความมุ่งหมาย ประโยชน์ มี 2 ระดับ คอื 1. ทิฏฐธิ ัมมกิ ัตถะ
ประโยชน์ในชีวิตน้ีหรือประโยชน์ในปัจจุบัน เป็นท่ีมุ่งหมายกันในโลกน้ี ได้แก่ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ รวมถึง
การแสวงหาสงิ่ เหล่านีม้ าโดยทางท่ชี อบธรรม 2. สมั ปรายิกัตถะ ประโยชน์เบอ้ื งหน้า หรือประโยชนท์ ี่ลา้ ลึกกว่า
ท่ีจะมองเห็นกันเฉพาะหน้า เป็นจุดหมายขั้นสูงข้ึนไป เป็นหลักประกันชีวิตเมื่อละจากโลกนี้ไป 3. ปรมัตถะ
ประโยชน์สูงสุด หรือประโยชน์ที่เป็นสาระแท้จริงของชีวิตเป็นจุดหมายสูงสุดหรือท่ีหมายขั้นสุดท้าย คือ พระ
นิพพาน อีกประการหน่ึง หมายถึง 1. อัตตัตถะ ประโยชน์ตน 2. ปรัตถะ ประโยชน์ผู้อ่ืน 3. อุภยัตถะ
ประโยชน์ท้งั สองฝา่ ย
อายตนะ ทต่ี ่อ เครอื่ งตดิ ต่อ แดนตอ่ ความรู้ เครือ่ งรู้ และสิง่ ทถ่ี ูกรู้ เชน่ ตาเป็นเครือ่ งรู้ รปู
เป็นสง่ิ ท่ีรู้ หูเปน็ เคร่ืองรู้ เสียงเป็นสง่ ท่รี ู้ เปน็ ตน้ จัดเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. อาตนะภายใน 6 อายตนะภายนอก 6
2. อายตนะภายนอก หมายถงึ เครอื่ งตอ่ ภายนอก สิ่งท่ถี ูกรู้ มี 6 คือ 2.1 รปู คือ รปู 2.2 สัททะ
หลักสูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ พุทธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 174
คื อ เ สี ย ง 2 . 3 คั น ธ ะ คื อ ก ลิ่ น 2 . 4 ร ส คื อ ร ส 2 . 5 โ ผ ฏ ฐั พ พ ะ คื อ สิ่ ง ต้ อ ง ก า ย
2.6 ธัมมะ หมายถึง ธรรมารมย์ คือ อารมณท์ ีเ่ กิดกับใจ หรือส่ิงที่ใจรู้ อารมณ์ 6 กเ็ รยี ก
อายตนะภายใน เคร่อื งตอ่ ภายใน เคร่ืองรบั รู้ มี 6 คอื 1. จกั ขุ คอื ตา 2. โสตะ คอื หู 3. ฆา
นะ คือ จมูก 4. ชวิ หา คอื ลิน้ 5. กาย คือ กาย 6. มโน คอื อินทรยี ์ 6 กเ็ รียก
อรยิ วัฑฒิ 5 ความเจรญิ อย่างประเสรฐิ หลกั ความเจรญิ ของอารยชน มี 5 คอื 1. ศรทั ธา
ความเช่ือ ความมน่ั ใจในพระรตั นตรยั ในหลักแหง่ ความจริง ความดีอนั มเี หตุผล 2. ศลี ความประพฤติดี มีวินัย
เล้ียงชีพสุจริต 3. สุตะ การเล่าเรียน สดับฟัง ศึกษาหาความรู้ 4. จาคะ การเผ่ือแผ่เสียสละ เอ้ือเฟ้ือ มี
น้าใจช่วยเหลือ ใจกว้าง พร้อมท่ีจะรับฟังและร่วมมือ ไม่คับแคบ เอาแต่ตัว 5. ปัญญา ความรอบรู้ รู้คิด รู้
พจิ ารณา เข้าใจเหตผุ ล รจู้ กั โลกและชวี ติ ตามความเป็นจริง
อทิ ธิบาท 4 คุณเครอ่ื งใหถ้ ึงความสาเรจ็ คุณธรรมท่ีนาไปสูค่ วามสาเร็จแห่งผลทมี่ ุ่งหมาย มี
4 ประการ คอื
1. ฉันทะ ความพอใจ คือ ความต้องการท่ีจะทาใฝ่ใจรักจะทาส่ิงน้ันอยู่เสมอแล้วปรารถนาจะทา
ใหไ้ ดผ้ ลดีย่ิง ๆ ข้นึ ไป
2. วิริยะ ความเพยี ร คอื ขยันหมั่นประกอบสงิ่ น้นั ด้วยความพยายาม เขม้ แข็ง อดทน เอาธรุ ะ
ไมท่ อ้ ถอย
3. จิตตะ ความคิด คือ ตงั้ จิตรบั รูใ้ นส่งิ ทีท่ าและทาสง่ิ นั้นดว้ ยความคดิ เอาจิตฝกั ใฝ่ไมป่ ลอ่ ย
ใจใหฟ้ ุง้ ซ่านเลือ่ นลอย
4. วิมังสา ความไตร่ตรอง หรอื ทดลอง คือ หม่ันใชป้ ญั ญาพจิ ารณา ใคร่ครวญ ตรวจตราหา
เหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทาน้ัน มีการวางแผน วัดผลคิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง ตัวอย่างเช่น ผู้
ทางานทวั่ ๆ ไปอาจจาส้นั ๆ วา่ รักงาน สู้งาน ใส่ใจงาน และทางานด้วยปญั ญา เป็นตน้
อบุ าสกธรรม 7 ธรรมท่ีเปน็ ไปเพอื่ ความเจริญของอุบาสก 1. ไมข่ าดการเยย่ี มเยือน
พบปะพระภิกษุ 2. ไม่ละเลยการฟังธรรม 3. ศึกษาในอธิศีล 4. มีความเลื่อมใสอย่างมากในพระภิกษุทุก
ระดับ 5. ไม่ฟังธรรมด้วยตั้งใจจะคอยเพ่งโทษติเตียน 6. ไม่แสวงหาบุญนอกหลักคาสอนในพระพุทธศาสนา
7. กระทาการสนบั สนนุ คือ ขวนขวายในการอุปถมั ภบ์ ารงุ พระพทุ ธศาสนา
อุบาสกธรรม 5 สมบัตขิ องอบุ าสก 5 คือ 1. มีศรัทธรา 2. มศี ีลบริสทุ ธิ์ 3. ไมถ่ อื มงคล
ต่ืนข่าว เช่ือกรรม ไม่เชื่อมงคลคือมุ่งหวังผลจากการกระทา และการงานมิใช่จากโชคลาภ และส่ิงท่ีตื่นกันว่า
ขลังศักดิ์สิทธ์ิ 4. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลักพระพุทธศาสนา 5. ขวนขวายในการอุปถัมภ์บารุง
พระพทุ ธศาสนา
อุบาสกธรรม 7 ผู้ใกลช้ ิดพระศาสนาอย่างแท้จริง ควรตัง้ ตนอยูใ่ นธรรมทเ่ี ปน็ ไปเพอื่
ความเจริญของอุบาสก มี 7 ประการ ได้แก่ 1. ไม่ขาดการเย่ียมเยือนพบปะพระภิกษุ 2. ไม่ละเลยการฟัง
ธรรม 3. ศึกษาในอธิศีล คือ ฝึกอบรมตนให้ก้าวหน้าในการปฏิบัติรักษาศีลขั้นสูงข้ึนไป 4. พร่ังพร้อมด้วย
ความเล่ือมใส ในพระภิกษุทั้งหลายท้ังท่ีเป็นเถระ นวกะ และปูนกลาง 5. ฟังธรรมโดยความตั้งใจ มิใช่ มา
จับผิด 6. ไมแ่ สวงหาทกั ขิไณยภายนอก หลกั คาสอนน้ี คอื ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลกั
พระพุทธศาสนา 7. กระทาความสนบั สนุนในพระพุทธศาสนาน้ี คือ เอาใจใสท่ านุบารงุ และชว่ ย
กิจกรรม
อุเบกขา มี 2 ความหมายคอื 1. ความวางใจเปน็ กลาง ไม่เองเอยี งดว้ ยชอบหรือชัง ความ
หลกั สูตรสถานศึกษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์ พทุ ธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 หน้า 175
วางใจเฉยได้ ไมย่ นิ ดียนิ ร้าย เมื่อใชป้ ญั ญาพจิ ารณาเห็นผลอันเกิดขึ้นโดยสมควรแก่เหตุและรู้ว่าพึงปฏิบัติต่อไป
ตามธรรม หรือตามควรแกเ่ หตุนน้ั 2. ความร้สู กึ เฉย ๆ ไมส่ ุข ไมท่ ุกข์ เรียกเตม็ วา่ อเุ บกขาเวทนา (อทุกขมสขุ )
อปุ าทาน 4 ความยดึ มน่ั ความถือมนั่ ด้วยอานาจกิเลส ความยึดติดอนั เนื่องมาแตต่ ัณหา
ผูกพันเอาตัวตนเป็นท่ีต้ัง 1. กามุปาทาน ความยึดม่ันในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะท่ีน่าใคร่ น่า
พอใจ 2. ทฏิ ฐุปาทาน ความยึดมั่นในทิฏฐิหรอื ทฤษฎี คือ ความเหน็ ลัทธิ หรือหลักคาสอนต่าง ๆ 3. สีลัพพตุ
ปาทาน ความยึดมน่ั ในศลี และพรต คือ หลักความประพฤติ ขอ้ ปฏิบตั ิ แบบแผน ระเบียบวิธี
ขนบธรรมเนยี มประเพณี ลทั ธพิ ิธีต่าง ๆ กนั ไปอยา่ งงมงายหรือโดยนิยมว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธ์ิ มิได้
เปน็ ไปด้วยความรู้ ความเข้าใจตามหลักความสัมพนั ธแ์ ห่งเหตแุ ละผล 4. อัตตาวาทปุ าทาน ความยึด
ม่นั ในวาทะว่าตัวตน คอื ความถอื หรอื สาคัญ หมายอย่ใู นภายในว่ามตี วั ตน ท่จี ะได้ จะมี จะเป็น จะสูญ
สลาย ถูกบบี คน้ั ทาลายหรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคบั บัญชาสงิ่ ตา่ ง ๆ ได้ไม่มองเห็นสภาวะของส่ิงทง้ั
ปวง อนั รวมท้ังตัวตนว่าเป็นแต่เพยี งส่ิงท่ีประชุมประกอบกนั เข้า เป็นไปตามเหตุปัจจยั ทั้งหลายท่มี า
สัมพันธก์ ันล้วน ๆ
อปุ นสิ ัย 4 ธรรมท่พี ่งึ พงิ หรอื ธรรมชว่ ยอดุ หนนุ 1. สงฺขาเยก ปฏเิ สวติ พจิ ารณาแลว้ จึง
ใช้สอยปัจจัย 4 คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช เป็นต้น ที่จาเป็นจะต้องเก่ียวข้องและมีประโยชน์
2. สงฺขาเยก อธิวาเสติ พิจารณาแล้วอดกลั้นได้แก่ อนิฏฐารมณ์ ต่าง ๆ มีหนาวร้อน และทุกขเวทนา เป็นต้น
3. สงฺขาเยก ปริวชฺเชติ พิจารณาส่ิงท่ีเป็นโทษ ก่ออันตรายแก่ร่างกาย และจิตใจแล้ว หลีกเว้น 4. สงฺขาเยก
ปฏิวิโนเทติ พิจารณาส่ิงที่เป็นโทษ ก่ออันตรายเกิดขึ้นแล้ว เช่น อกุศลวิตก มีกามวิตก พยาบาทวิตก และ
วิหงิ สาวติ ก และความชวั่ ร้ายทัง้ หลายแล้วพิจารณาแก้ไข บาบดั หรือขจดั ใหส้ น้ิ ไป
โอตตัปปะ ความเกรงกลวั ตอ่ ความช่ัว
โอวาท คากล่าวสอน คาแนะนา คาตักเตอื น โอวาทของพระพทุ ธเจา้ 3 คอื 1. เว้นจาก
ทุจริต คือ ประพฤติช่ัวด้วยกาย วาจา ใจ (ไม่ทาช่ัวทั้งปวง) 2.ประกอบสุจริต คือ ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา
ใจ (ทาแตค่ วามดี) 3. ทาใจของตนให้หมดจดจากเคร่ืองเศรา้ หมอง โลภ โกรธ หลง เป็นต้น (ทาจิตของตนให้
สะอาดบริสุทธิ)์
สังคมศาสตร์ การศึกษาความสัมพันธ์ของมนษุ ย์ โดยใช้กระบวนการวทิ ยาศาสตร์
สงั คมศกึ ษา การเรียนรูเ้ พือ่ พัฒนาตนให้อย่รู ว่ มในสังคมไดอ้ ย่างมีคณุ ภาพ
คุณธรรม(virtue) และจริยธรรรม(moral or morality or ethics) คณุ ธรรม
หมายถงึ สภาพคณุ งามความดี
จรยิ ธรรมมคี วามหมายเช่นเดยี วกบั ศลี ธรรม หมายถึง ธรรมท่ีเป็นข้อประพฤติกรรมปฏิบตั ิ
ความประพฤตหิ รอื หนา้ ทที่ ชี่ อบ ท่คี วรปฏิบตั ใิ นการครองชวี ติ ดังน้ันคุณธรรมจริยธรรม จึงหมายถึง สภาพคุณ
งามความดีที่ประพฤติปฏิบัติหรือหน้าท่ีท่ีควรปฏิบัติในการครองชีวิต หรือคุณธรรมตามกรอบจริยธรรม ส่วน
ศีลธรรมและจริยธรรม มีความหมายใกลเ้ คยี งกนั คณุ ธรรมจะมีความหมายท่ีเน้นสภาพ ลักษณะ หรือคุณสมบัติ
ที่แสดงออกถึงความดีงาม ส่วนจริยธรรม มีความหมายเน้นที่ ความประพฤติหรือการปฏิบัติที่ดีงาม เป็นที่
ยอมรับของสังคม นักวชิ าการมกั ใช้คาทั้งสองคาน้ใี นความหมายนยั เดียวกนั และมกั ใช้คาสองคาดังกล่าวควบคู่กัน
ไป เป็นคาว่า คณุ ธรรมจริยธรรม ซงึ่ รวมความหมายของคุณธรรมและจริยธรรม น่ันคือมีความหมายเน้น
ท้งั สภาพ ลกั ษณะหรอื คณุ สมบัติ และความประพฤตอิ นั ดีงาม เป็นท่ียอมรับของสงั คม
การเมอื ง ความรเู้ ก่ยี วกบั ความสมั พันธ์ระหวา่ งอานาจในการจดั ระเบียบสังคมเพอ่ื
ประโยชน์และความสงบสุขของสังคม มีความสัมพันธ์ต่อกันโดยรวมท้ังหมดในส่วนหน่ึงของชีวิตในพื้นท่ีหน่ึงท่ี
เก่ยี วขอ้ งกับอานาจ อานาจชอบธรรมหรืออิทธิพลและมีความสามารถในการดาเนนิ การได้
หลักสตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดยี ์ พทุ ธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 หนา้ 176
ข้อมูล ส่ิงทไ่ี ด้รับรู้และยังไมม่ กี ารจดั ประมวลใหเ้ ป็นระบบ เมื่อจัดระบบแลว้ เรยี กว่า
สารสนเทศ
คา่ นยิ ม การกาหนดคณุ คา่ และพฒั นาจนเป็นบคุ ลิกภาพประจาตัว
คุณคา่ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์ เชน่ ความดี ความงาม ความดเี ปน็ คุณคา่ ของจรยิ ธรรม
ความงามเป็นคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ สิ่งที่ตอบสนองความต้องการได้เป็นส่ิงที่มีคุณค่า คุณค่าเป็น สิ่ง
เปล่ยี นแปลงได้ คุณค่าเปลี่ยนไปไดต้ ามเวลา และคุณค่ามักเปล่ยี นแปลงไปตามวิวฒั นาการของความเจรญิ
บทบาท การกระทาทีส่ งั คมคาดหวังตามสถานภาพทีบ่ ุคคลครองอยู่
หน้าท่ี เปน็ ความรับผิดชอบทางศลี ธรรมของปัจเจกชนซึ่งสังคมยอมรับ
สถานภาพ ตาแหนง่ ทแี่ ตล่ ะคนครองอยู่ในสถานทห่ี นึ่ง ในชว่ งเวลาหนึ่ง
บรรทัดฐาน ขอ้ ตกลงของสงั คมทก่ี าหนดให้สมาชิกประพฤติ ปฏิบัติ บางทเี รียกปทัสถาน
สามารถใช้บรรทัดฐานของสังคม (social norms) เป็นมาตรฐานความประพฤติในทางจริยธรรมได้ ซ่ึงแยก
ออกเปน็
ก. วิถปี ระชา (folkways) ไดแ้ ก่ แบบแผนพฤติกรรมในชวี ิตประจาวนั ท่ีสังคมยอมรบั
และได้ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมา มักเก่ียวข้องกับเรื่องการดาเนินชีวิต และในส่วนท่ีเกี่ยวข้องกับจริยธรรมจะ
ไม่มกี ฎเกณฑ์เครง่ ครดั แน่นอนตายตัว
ข. กฎศีลธรรมหรอื จารีต (mores) เป็นมาตรฐานความประพฤติของสังคมทมี่ ีการ
กาหนดเก่ียวกับจริยธรรมที่เข้มข้ึน ในกรณีมีผู้ฝ่าฝืนอาจมีการลงโทษ แม้ว่าในบางครั้งจะไม่มีการเขียนไว้เป็น
ลายลกั ษณอ์ ักษรกต็ าม เชน่ การลวนลามสตรีในชนบท ต้องลงโทษดว้ ยการเสียผี
ค. กฎหมาย (law) เปน็ มาตรฐานความประพฤตทิ รี่ ฐั กาหนดใหส้ มาชกิ ของรฐั พึงปฏบิ ัติ
หรือละเวน้ การปฏบิ ัติ และกาหนดวิธกี ารปฏิบตั กิ ารลงโทษสาหรับผฝู้ า่ ฝืน
สิทธิ ข้อเรียกร้องของปจั เจกชนซง่ึ สังคมยอมรับ
สิทธิทางศลี ธรรม เปน็ ข้อเรียกร้องทางศลี ธรรมของปจั เจกชนซงึ่ สงั คมยอมรับ
ประเพณี เป็นความประพฤติของคนหม่หู น่งึ อยใู่ นท่แี หง่ หน่ึง ถอื เปน็ แบบแผนกนั มา
อย่างเดียวกันและสืบกันมานาน ประเพณี คือ กิจกรรมท่ีมีรูปแบบของชุมชนหรือสังคมหนึ่งท่ีจัดข้ึนมาด้วย
จุดประสงค์ใด จุดประสงค์หนึ่ง และกาหนดการจัดกิจกรรมในช่วงเวลาแน่นอนสม่าเสมอ กิจกรรมท่ีเป็น
ประเพณอี าจมองไดอ้ ีกประการหนึ่งว่าเปน็ แบบแผนการปฏิบัติของกลุ่มเฉพาะหรอื ทางศาสนา
ปฏญิ ญาสากลวา่ ด้วยสทิ ธมิ นุษยชน (Universal Declaration of Human Rights sinv
UDHR) คอื การประกาศเจตนารมณ์ ในการรว่ มมอื ระหว่างประเทศท่มี คี วามสาคญั ในการวางกรอบ
เบ้ืองต้นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและเป็นเอกสารหลักด้านสิทธิมนุษยชนฉบับแรก ซึ่งท่ีประชุมสมัชชาใหญ่แห่ง
สหประชาชาติ ให้การรับรองตามข้อมติท่ี 217 A (III) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2491 โดยประเทศไทยออก
เสียงสนันสนุน
วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย เป็นการศึกษา วเิ คราะห์เก่ียวกบั วฒั นธรรมและภูมิ
ปัญญาในเรือ่ งเกย่ี วกบั ความเป็นมา ปัจจัยพื้นฐานและผลกระทบจากภายนอกที่มอี ทิ ธิพลต่อการ
สรา้ งสรรคว์ ฒั นธรรมไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น ภมู ิปญั ญาไทย รวมท้งั วัฒนธรรมและภูมปิ ญั ญาของมนุษยชาติโลก
ความสาคัญ และผลกระทบท่มี อี ิทธิพลตอ่ การดาเนนิ ชวี ิตของคนไทยและมนษุ ยชาติ ตง้ั แตอ่ ดีตถึงปัจจุบนั
สมั มาชีพ การประกอบอาชีพสจุ รติ และเหมาะสมในสงั คม
ประสิทธภิ าพ ความสามารถในการทางานจนสาเรจ็ หรอื ผลการกระทาท่ีได้ผลออกมาดี
กว่าเดิม รวมทงั้ การใช้ทรพั ยากรตา่ งๆ อยา่ งคุม้ คา่ โดยไมใ่ ห้เกิดความสญู เปล่าหรือความสญู เสยี
ทรพั ยาการต่างๆ พจิ ารณาได้จากเวลา แรงงาน วัตถดุ ิบ เคร่อื งจกั ร ปรมิ าณและคุณภาพ ฯลฯ
หลักสูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ พทุ ธศักราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 177
ประสิทธผิ ล ระดบั ความสาเรจ็ ของวัตถุประสงค์ หรือ ผลสาเรจ็ ของงาน
สินคา้ หมายความว่าสงิ่ ของที่สามารถซ้อื ขาย แลกเปล่ยี น หรือโอนกันได้ ไม่วา่ จะเกดิ
โดยธรรมชาติหรือเป็นผลติ ผลทางการเกษตร รวมตลอดถึงผลิตภัณฑ์ทางหตั ถกรรมและอุตสาหกรรม
ภูมปิ ัญญา สว่ นหนง่ึ ของประเพณี หรือเปน็ กจิ กรรมเฉพาะตัวก็ได้ เช่น พิธีถวายสังฆทาน
พธิ ีบวชนาค พธิ บี วชลูกแก้ว พิธีขอฝน พธิ ไี หว้ครู พธิ แี ต่งงาน
มนุษยชาติ การเกิดเปน็ มนุษย์มาจาก มนุษย์ = ผ้มู ีจิตใจสงู กับชาติ = เกิด โดยปกตหิ มายถงึ
มนุษยท์ ั่ว ๆ ไป
มรรยาท พฤตกิ รรมที่สงั คมกาหนดว่าควรประพฤติเปน็ วัฒนธรรม วัดจากความ
เหมาะสมและไม่เหมาะสม
ระบบ การนาสว่ นต่าง ๆ มาปรับเรียงต่อใหท้ างานประสานตอ่ เน่ืองกันจนดเู ป็นส่งิ เดยี วกัน
กระบวนการ กรรมวธิ ีหรือลาดับการกระทาซึง่ ดาเนนิ การตอ่ เนื่องกนั ไปจนสาเร็จลง ณ ระดับหน่งึ
วิเคราะห์ การแยกแยะให้เหน็ คณุ ลกั ษณะของแตล่ ะองค์ประกอบ
เศรษฐกจิ ความรู้เก่ยี วกบั การกิน การอยู่ของมนุษยใ์ นสังคม ว่าด้วยทรัพยากรท่มี ีจากดั
การผลิต การกระจายผลผลติ และการบริโภค
สหกรณ์ แปลว่าการทางานร่วมกนั การทางานร่วมกันนล้ี กึ ซึง้ มาก เพราะว่าต้องรว่ มมือกันใน
ทกุ ดา้ น ท้ังในด้านงานทที่ าด้วยร่างกาย ทง้ั ในด้านงานที่ทาดว้ ยสมอง และงานการทท่ี าด้วยใจ ทกุ อย่าง
น้ีขาดไม่ได้ต้องพร้อม
ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการประดษิ ฐ์คดิ ค้น หรือสรา้ งสรรคข์ อง
มนษุ ย์ ซึง่ เนน้ ทผี่ ลผลิตของสติปัญญาและความชานาญ โดยไม่คานึงถึงชนิด ของการสร้างสรรค์หรือวิธีในการ
แสดงออก ทรัพย์สินทางปัญญา อาจเป็นสิ่งท่ีจับต้องได้ เช่นสินค้า ต่าง ๆ หรือ เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น
บริการ แนวความคิด กรรมวิธีและทฤษฎีต่าง ๆ เป็นต้น ทรัพย์สินทางปัญญามี 2 ประเภท ทรัพย์สินทาง
อุ ต ส า ห ก ร ร ม ( Industrial property) แ ล ะ ลิ ข สิ ท ธ์ิ ( Copyright)
1. ทรพั ยส์ ินทางอุตสาหกรรม มสี ิทธบิ ตั ร แบบผงั ภูมิของวงจรรวม เคร่ืองหมายการค้า
ความลบั ทางการค้า ชือ่ ทางการคา้ สิ่งบง่ ชท้ี างภมู ศิ าสตร์
ส่งิ บง่ ชีท้ างภูมิศาสตร์ หมายความวา่ ชอื่ สัญลกั ษณ์ หรอื ส่งิ อนื่ ใดท่ีใช้เรยี กหรือใช้แทนแหล่ง
ภูมิศาสตร์ และทีสามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์น้ันเป็น สินค้าที่มีคุณภาพ ช่ือเสียง หรือ
คุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตรด์ ังกลา่ ว
2. ลิขสทิ ธิ์ คอื งานหรือความคิดสรา้ งสรรคใ์ นสาขาวรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรกี รรม
งานภาพยนตร์ หรืองานอ่ืนใดในแผนกวรณคดี หรือแผนกศิลปะ แผนกวิทยาศาสตร์ ลิขสิทธ์ิยังรวมทั้งสิทธิ
ขา้ งเคยี ง (Neighbouring Right)
เหตุ ภาวะเงื่อนไขท่จี าเปน็ ที่ทาใหส้ ง่ิ หนง่ึ เกิดข้นึ ตามมา เรียกวา่ ผล
เหตกุ ารณ์ ปรากฏการณ์ที่เกดิ ข้นึ
อานาจ ความสามารถในการบีบบังคบั ให้สง่ิ หนึง่ (คนหนง่ึ ...) กระทาตามทีป่ รารถนา
อทิ ธพิ ล อานาจบังคบั ท่กี อ่ ใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ ในสงิ่ ใดส่ิงหน่ึง
เอกลกั ษณ์ ลักษณะทีม่ ีความเปน็ หนง่ึ เดยี ว ไมม่ ที ่ีใดเหมอื น
ตานาน เป็นเรื่องเลา่ ตอ่ กนั มาและถกู บันทึกข้ึนภายหลัง
พงศาวดาร คือ การบนั ทึกเหตุการณ์ท่ีเกิดขน้ึ ตามลาดบั เวลา ซึ่งสว่ นใหญ่จะเป็น
เร่ืองราวทกี่ ับพระมหากษตั รยิ ์ และราชสานกั
อดตี คอื เวลาทีล่ ว่ งมาแลว้ ความสาคญั ของอดตี คอื อดีตจะครอบงาความคดิ และความรู้
หลักสตู รสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 178
ของเราอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง อดีตท่ีเก่ียวข้องกับกลุ่มคน/ความสาคัญที่มีต่อเหตุการณ์และกลุ่มคนจะถูกนามา
เชื่อมโยงเข้าดว้ ยกนั
นักประวตั ศิ าสตร์ เปน็ ผบู้ ันทึกเหตกุ ารณท์ เ่ี กิดข้นึ ผสู้ ร้างประวตั ิศาสตร์ข้ึนจาก
หลักฐานประเภทตา่ ง ๆ ตามจุดมุ่งหมายและวธิ ีการคิด ซ่ึงงานเขียนอาจนาไปสู่การเป็นวิชาประวัติศาสตร์ได้ใน
ทส่ี ดุ
ความมุ่งหมายในการเขยี นประวตั ิศาสตร์
- นกั ประวัติศาสตร์รุ่นเก่า มุง่ สกู่ ารรวมชาต/ิ รบั ใชก้ ารเมือง
- นักประวัตศิ าสตรร์ นุ่ ใหม่ ม่งุ ทีจ่ ะหาความจริง (truth) จากอดตี และตคี วามโดยปราศจากอคติ
(bias)
หลกั ฐานประเภท ต่าง ๆ จะให้ข้อเท็จจริงบางประการ ซึง่ จะนาไปสคู่ วามจริงในทสี่ ดุ
โดยมีวิธีการแบ่งประเภทของหลักฐานหลายแบบ เช่น หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์และหลักฐานสมัย
ประวัติศาสตร์แบบหน่ึง หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษรและหลักฐานที่ไม่ใช่ลายลักษณ์แบบหนึ่ง หรือ
หลักฐานช้ันต้นและหลกั ฐานชนั้ รอง (หรอื หลักฐานชนั้ ท่หี น่งึ ช้นั ทส่ี อง ช้นั ท่สี าม) อีกแบบหน่ึง หลักฐานท่ีจะถูก
ประเมินว่าน่าเช่ือถือที่สุด คือ หลักฐานท่ีเกิดร่วมสมัยหรือเกิดโดยผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์นั้น ๆ แต่กระนั้นนัก
ประวัติศาสตร์ก็จะต้องวิเคราะห์ทั้งภายในและภายนอกก่อนด้วยเช่นกัน เน่ืองจากผู้ท่ีอยู่ร่วมสมัยก็ย่อมมี
จดุ มุ่งหมายสว่ นตัวในการบันทกึ ซึ่งอาจทาให้เลอื กบันทึกเฉพาะเรื่องบางเร่ืองเท่าน้นั
อคติ คอื ความลาเอียง ไมต่ รงตามความเป็นจริง เปน็ ธรรมชาตขิ องมนุษยท์ กุ คน ซึ่งผทู้ ี่
เป็นนกั ประวัตศิ าสตรจ์ ะต้องตระหนักและควบคมุ ให้ได้
ความเปน็ กลาง คอื การมองด้วยปราศจากความรูส้ ึกอคติจะเกดิ ขึน้ ไดห้ ากเข้าใจ
ธรรมชาติของหลกั ฐานแต่ละประเภท เข้าใจปรชั ญาและวิธีการทางประวัติศาสตร์ เข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้เรียน
ผบู้ นั ทกึ ประวตั ิศาสตร์ (นน่ั คือ เขา้ ใจว่าบนั ทึกเพื่ออะไร เพราะเหตุใด)
ความจรงิ แท้ (real truth) คือ ความจรงิ ท่คี งอยแู่ นน่ อนนริ นั ดร์ เป็นจุดหมายสูงสดุ ท่นี กั
ประวัตศิ าสตร์ม่งุ แสวงหาซง่ึ จะต้องอาศยั ความเข้าใจและความจรงิ ท่ีอยู่เบ้ืองหลังการเกิดพฤติกรรมและ
เหตุการณ์ตา่ ง ๆ (ทม่ี นษุ ย์เปน็ ผ้สู ร้าง) ซงึ่ การแสวงหาความจริงแท้ ต้องอาศยั ความสมบรู ณข์ อง
หลกั ฐานและกระบวนการทางประวัติศาสตร์ทล่ี ะเอียด ถถี่ ว้ น กนิ เวลายาวนาน แต่น้คี ือ ภาระหน้าทีข่ อง
นักประวัติศาสตร์
ผ้สู อนวชิ าประวตั ศิ าสตร์ คือ ผู้นาความรทู้ างประวตั ิศาสตรม์ าพฒั นาให้ผ้เู รียนเกิด
ความรู้ เจตคติและทักษะในการใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความจริงและความจริงแท้จะต้อง
ศึกษาผลงานของนักประวัติศาสตร์และเลือกเน้ือหาประวัติศาสตร์ท่ีเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน โดยต้องเป็นไป
ตามจดุ ประสงค์ของหลักสูตรและสอดคลอ้ งธรรมชาติของประวตั ศิ าสตร์
เวลาและยุคสมัยทางประวตั ิศาสตร์ เปน็ การศึกษาเรือ่ งการนบั เวลา และการแบง่
ช่วงเวลาตามระบบตา่ ง ๆ ท้ังแบบไทย สากล ศกั ราชทส่ี าคัญ ๆ ในภูมภิ าคต่าง ๆ ของโลก และการแบ่ง
ยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร์ ท้งั น้เี พือ่ ให้ผู้เรยี นมที กั ษะพืน้ ฐานสาหรับการศึกษาหลักฐานทาง
ประวตั ิศาสตร์ สามารถเข้าเหตกุ ารณ์ทางประวตั ศิ าสตรท์ ่ีสมั พนั ธ์กบั อดีต ปจั จบุ ัน และอนาคต
ตระหนกั ถงึ ความสาคัญในความตอ่ เนื่องของเวลา อิทธิพลและความสาคัญของเวลาที่มตี ่อวิถกี าร
ดาเนนิ ชีวติ ของมนุษย์
วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ หมายถึงกระบวนการในการแสวงหาขอ้ เท็จจริงทาง
หลักสตู รสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 หน้า 179
ประวตั ิศาสตร์ ซึง่ เกิดจากวิธีวิจัยเอกสารและหลกั ฐานประกอบอน่ื ๆ เพอ่ื ให้ไดม้ าซงึ่ องค์ความรู้ใหม่
ทางประวตั ิศาสตรบ์ นพืน้ ฐานของความเปน็ เหตุเปน็ ผล และการวิเคราะห์เหตุการณต์ า่ ง ๆ อย่างเป็น
ระบบ ประกอบด้วยขัน้ ตอนต่อไปนี้
หนึง่ การกาหนดเป้าหมายหรือประเดน็ คาถามที่ตอ้ งการศึกษา แสวงหาคาตอบดว้ ยเหตุ และ
ผล (ศกึ ษาอะไร ชว่ งเวลาไหน สมัยใด และเพราะเหตใุ ด)
สอง การค้นหาและรวบรวมหลักฐานประเภทต่าง ๆ ทั้งท่เี ปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษร และไม่เป็น
ลายลักษณอ์ ักษร ซ่งึ ไดแ้ ก่ วตั ถุโบราณ ร่องรอยถิ่นทีอ่ ยอู่ าศัยหรอื การดาเนนิ ชีวติ
สาม การวิเคราะหห์ ลกั ฐาน (การตรวจสอบ การประเมนิ ความนา่ เชอื่ ถือ การประเมนิ คณุ ค่า
ของหลักฐาน) การตีความหลักฐานอย่างเป็นเหตเุ ป็นผล มีความเป็นกลาง และปราศจากอคติ
ส่ี การสรุปขอ้ เทจ็ จรงิ เพือ่ ตอบคาถาม ด้วยการเลอื กสรรข้อเทจ็ จรงิ จากหลักฐานอยา่ ง
เครง่ ครัดโดยไมใ่ ช้คา่ นยิ มของตนเองไปตัดสินพฤตกิ รรมของคนในอดตี โดยพยายามเข้าใจความคิดของคนในยุค
น้นั หรือนาตัวเขา้ ไปอยู่ในยุคสมยั ทตี่ นศึกษา
หา้ การนาเสนอเรอื่ งทีศ่ ึกษาและอธิบายไดอ้ ย่างสมเหตุสมผล โดยใชภ้ าษาทเี่ ขา้ ใจง่าย มี
ความต่อเน่ือง น่าสนใจ ตลอดจนมีการอ้างอิงข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้งานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าและมี
ความหมาย
พฒั นาการของมนษุ ยชาติจากอดตี ถงึ ปัจจบุ นั เป็นการศกึ ษาเร่ืองราวของสงั คม
มนุษย์ในบริบทของเวลาและสถานที่ โดยทั่วไปจะแยกเรื่องศึกษาออกเป็นด้านต่าง ๆ ได้แก่ การเมืองการ
ปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม เทคโนโลยี และความสมั พันธ์ระหวา่ งประเทศ โดยกาหนด
ขอบเขตการศึกษาในกลุ่มสงั คม มนุษยก์ ลุ่มใดกลุ่มหน่ึง เชน่ ในท้องถ่นิ /ประเทศ/ภูมิภาค/โลก โดยมงุ่
ศึกษาว่าสังคมนั้น ๆ ไดเ้ ปล่ยี นแปลงหรือพฒั นาตามลาดับเวลาไดอ้ ยา่ งไร เพราะเหตุใด จึงเกดิ ความ
เปลี่ยนแปลงมีปัจจัยใดบ้าง ทงั้ ทางด้านภูมิศาสตร์และปจั จัยแวดลอ้ มทางสังคม ที่มผี ลตอ่ พัฒนาการ
หรอื การสรา้ งสรรค์วฒั นธรรม และผลกระทบของการสรา้ งสรรคข์ องมนุษย์ในดา้ นต่าง ๆ เปน็ อย่างไร
ท้ังน้เี พอ่ื ใหเ้ ข้าใจอดตี ของสงั คมมนษุ ย์ในมติ ิของเวลาและความต่อเนอื่ ง
ภมู ศิ าสตร์ เป็นคาทมี่ าจากภาษากรีก (Geography) หมายถงึ การพรรณนาลักษณะของ
โลกเปน็ ศาสตรท์ างพนื้ ที่ เปน็ ความรู้ท่วี ่าดว้ ยปฏิสัมพันธข์ องสงิ่ ตา่ ง ๆ ในขอบเขตหนงึ่
ลกั ษณะทางกายภาพ ของภูมิศาสตร์ หมายถงึ ลกั ษณะทีม่ องเห็นเป็นรปู รา่ ง รูปทรง
โดยสามารถมองเห็นและวิเคราะห์ไปถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่ง
เกี่ยวข้องกบั ลักษณะของธรณีสณั ฐานวทิ ยาภมู ิอากาศวทิ ยา ภมู ิศาสตร์ดนิ ชีวภมู ศิ าสตรพ์ ชื
ภมู ิศาสตร์สัตว์ ภมู ิศาสตรส์ ง่ิ แวดลอ้ มตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
ปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่างกัน หมายถึงวิธีการศึกษา หรอื วิธีการวิเคราะห์ พจิ ารณาสาหรบั
ศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ได้ใช้สาหรับการศึกษาพิจารณา คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ถึงส่ิงต่าง ๆ ที่มีผลต่อกัน
ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับมนุษย์ (Environment) ทางกายภาพ ด้วยวิธีการศึกษา พิจารณาถึงความแตกต่าง
ความเหมอื นระหวา่ งพืน้ ทห่ี น่ึงๆ กับอีกพื้นท่ีหน่ึง หรอื ระหว่างภูมิภาคหนง่ึ กับภูมภิ าคหน่ึง โดยพยายามอธิบาย
ถึงความแตกต่าง ความเหมือน รูปแบบของภูมิภาค และพยายามขีดเส้นสมมุติ แบ่งภูมิภาคเพ่ือพิจารณา
วเิ คราะห์ ดูสัมพนั ธภาพของภูมภิ าคเหล่านนั้ วา่ เปน็ อยา่ งไร
ภมู ศิ าสตร์ คือ ภาพปฏสิ มั พนั ธข์ องธรรมชาติ มนุษยแ์ ละวัฒนธรรม รูปแบบตา่ ง ๆ ถา้
พิจารณาเฉพาะปัจจัยทางธรรมชาติ จะเป็นภูมิศาสตร์กายภาพ (Physical Geography) ถ้าพิจารณาเฉพาะ
ปจั จัยทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั มนุษย์ เช่น ประชากร วถิ ีชีวติ ศาสนา ความเชอื่ การเดินทาง การอพยพจะเป็นภมู ิศาสตร์
มนษุ ย์ (Human Geography)ถา้ พิจารณาเฉพาะปัจจยั ที่เป็นส่ิงที่มนุษยส์ รา้ งข้นึ เช่น การต้งั ถนิ่ ฐาน การ
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 180
คมนามคม การค้า การเมอื ง จะเป็นภมู ศิ าสตรว์ ัฒนธรรม (Cultural Geography)
ภมู อิ ากาศ คอื ภาพปฏิสมั พนั ธ์ขององคป์ ระกอบอตุ ุนิยมวทิ ยา รปู แบบตา่ ง ๆ เช่น
ภมู ิอากาศ แบบร้อนชื้น ภมู ิอากาศแบบอบอุ่นชนื้ ภมู ิอากาศแบบร้อนแห้งแล้ง ฯลฯ
ภูมปิ ระเทศ คือ ภาพปฏสิ มั พันธข์ ององค์ประกอบแผน่ ดิน เชน่ หิน ดิน ความต่างระดบั
ทาให้เกิดภาพลักษณะรูปแบบต่าง ๆ เชน่ พืน้ ทแี่ บบภเู ขา พืน้ ทีร่ ะบบลาด เชิงเขา พืน้ ท่รี าบ พ้นื ทลี่ ุม่ ฯลฯ
ภมู ิพฤกษ์ คอื ภาพปฏิสมั พนั ธข์ องพืชพรรณ อากาศ ภมู ปิ ระเทศ ดนิ สตั วป์ ่า ในรูปแบบ
ต่าง ๆ เช่น ป่าดบิ ป่าเต็งรงั ปา่ เบญจพรรณ ปา่ ทงุ่ หญ้า ฯลฯ
ภมู ิธรณี คือ ภาพปฏิสมั พันธข์ องแร่ หนิ โครงสร้างทางธรณี ทาให้เกดิ รูปแบบทางธรณี
ชนดิ ตา่ ง ๆ เชน่ ภูเขาแบบทบตัว ภูเขาแบบยกตัว ทร่ี าบนา้ ท่วมถงึ ชายฝ่ังแบบยบุ ตัว ฯลฯ
ภูมิปฐพี คือ ภาพปฏิสมั พันธ์ของแร่ หนิ ภูมิประเทศลกั ษณะอากาศ พืชพรรณ ทาให้เกดิ
ดินรปู แบบต่าง ๆ เช่น แดนดนิ ดา มอดินแดง ดินทรายจัด ดนิ กรด ดนิ เค็ม ดินพรุ ฯลฯ
ภูมิอทุ ก คือ ภาพปฏิสมั พันธข์ องแผน่ ดนิ ภมู ปิ ระเทศ ภมู อิ ากาศ ภูมิธรณี พืชพรรณ ทา
ให้เกิดรูปแบบแหล่งน้าชนิดต่าง ๆ เช่น แม่น้า ลาคลอง ห้วย หนอง บึง ทะเล ทะเลสาบ มหาสมุทร น้าใต้ดิน
น้าบาดาล ฯลฯ
ภมู ิดารา คอื ภาพปฏสิ ัมพันธข์ องดวงดาว กลุม่ ดาว เวลา การเคลอ่ื นการโคจรของ
ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ทาให้เกิดรูปแบบปรากฏการณ์ต่าง ๆ เช่น การเกิดกลางวันกลางคืน ข้างขึ้น-ข้างแรม
สุรยิ ปุ ราคา ตะวนั ออ้ มเหนอื ตะวนั อ้อมใต้ ฯลฯ
ภยั พบิ ตั ิ เหตุการณ์ทก่ี ่อใหเ้ กิดความเสียหายและสูญเสยี อยา่ งรุนแรง เกิดขึน้ จากภยั
ธรรมชาติและกระทาของมนุษย์ จนชุมชนหรือสังคมท่ีเผชิญปัญหาไม่อาจรับมือ เช่นดินถล่ม สึนามิ ไฟป่า
ฯลฯ
แหล่งภมู ิศาสตร์ หมายความว่า พนื้ ท่ขี องประเทศ เขต ภมู ภิ าคและทอ้ งถน่ิ และให้
หมายความรวมถงึ ทะเล ทะเลสาบ แม่น้า ลาน้า เกาะ ภูเขา หรอื พน้ื ท่ีอน่ื ทานองเดยี วกันด้วย
เทคนิคทางภมู ศิ าสตร์ หมายถงึ แผนท่ี แผนภูมิ แผนภาพ และกราฟ ภายถ่ายทางอากาศ และ
ภาพถา่ ยจากดาวเทยี ม เทคโนโลยภี มู ิสารสนเทศ สื่อทีส่ ามารถคน้ ข้อมลู ทางภมู ศิ าสตรไ์ ด้
มติ ทิ างพ้ืนที่ หมายถงึ การวิเคราะห์ พิจารณาในเรอ่ื งขององคป์ ระกอบทางภูมิศาสตร์ที่
เก่ียวข้องกับเวลา สถานที่ ปัจจัยแวดล้อม และการกระจายของพ้ืนที่ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งความกว้าง ยาว สูง
ตามขอบเขตที่กาหนด หรอื สมมุตพิ น้ื ทข่ี ึน้ มาพจิ ารณา
การศกึ ษารปู แบบทางพน้ื ท่ี หมายถึง การศึกษาเรือ่ งราวเกย่ี วกบั พน้ื ทห่ี รอื มติ ทิ างพืน้ ท่ี
ของ สังคมมนษุ ย์ ท่ีต้งั ถน่ิ ฐานอยู่ มีการใช้และกาหนดหน่วยเชิงพื้นที่ ที่ชัดเจน มีการอาศัยเส้นที่เราสมมุติขึ้น
อาศัยหน่วยต่าง ๆ ขึ้นมากาหนดขอบเขต ซ่ึงมีองค์ประกอบลักษณะทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม การเมือง และลักษณะทางพัฒนาการของมนุษย์ท่ีเด่นชัด สอดคล้องกันเป็นพื้นฐานในการศึกษา
แสวงหาขอ้ มลู
ภมู ิศาสตร์กายภาพ หมายถงึ ศาสตรท์ ่ศี กึ ษาเรือ่ งเกยี่ วกบั ระบบธรรมชาติ ถงึ ความ
หลักสตู รสถานศึกษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดีย์ พุทธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 หน้า 181
เป็นมา ความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการไปตามยุคสมัย โดยมีขอบเขตที่กล่าวถึง ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิอากาศ ภูมิปฐพี (ดิน) ภมู อิ ากาศ (ลมฟา้ อากาศ บรรยากาศ) และภูมิพฤกษ์ (พืชพรรณ ป่าไม้
ธรรมชาติ) รวมท้ังทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมตามธรรมชาติ การเปล่ียนแปลงของธรรมชาติท่ีมีผลต่อ
ชวี ติ และความเปน็ อยู่ของมนุษย์
ส่ิงแวดลอ้ ม สิ่งท่อี ยู่รอบ ๆ สิง่ ใดสงิ่ หนึง่ และมีอิทธพิ ลต่อส่งิ น้นั อาทิ อากาศ น้า ดนิ
ตน้ ไม้ สตั ว์ ซึ่งสามารถถูกทาลายได้โดยการขาดความระมัดระวัง
ส่ิงแวดลอ้ มทางภายภาพ หมายถึง ทกุ สิ่งทกุ อย่าง ยกเวน้ ตัวมนษุ ยแ์ ละผลงาน และ
มนษุ ย์ สิง่ แวดล้อมทางกายภาพ ไดแ้ ก่ ภูมอิ ากาศ ดนิ พืชพรรณ สตั ว์ปา่ ธรณสี ัณฐาน (ภูเขาและทร่ี าบ)
บรรยากาศ มหาสมุทร แร่ธาตุ และน้า
อนุรกั ษ์ การรักษา จัดการ ดแู ลทรัพยากรธรรมชาตแิ ละวัฒนธรรม หรอื การรักษา
ป้องกนั บางสิง่ ไมใ่ หเ้ ปล่ียนแปลง สูญหายหรือถูกทาลาย
ภูมศิ าสตร์มนุษย์ และสิง่ แวดลอ้ ม หมายถงึ ศาสตรท์ ศ่ี กึ ษาเรือ่ งราวเกีย่ วกับมนษุ ย์ วิถี
ชีวิตและความเป็นอยู่ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ และสังคม ส่ิงแวดล้อมด้านสังคมท้ังในเมอื งและทอ้ งถิ่น
การเปล่ียนแปลงทางสง่ิ แวดล้อม สาเหตุและผลกระทบท่มี ีตอ่ มนุษย์ ปญั หาและแนวทางแก้ปัญหาทาง
สงั คม
กรอบทางพ้นื ที่ (Spatial Framework) หมายถึง การวางข้อกาหนดหรือขอบเขตของพนื้ ที่ใน
การศกึ ษาเรอ่ื งใดเรอื่ งหนงึ่ หรอื แบบรูปแบบกระจายของส่ิงต่าง ๆ บนผิวโลกส่วนใดส่วนหน่ึง เพ่ือให้เราเข้าใจลักษณะ
โลกของมนษุ ย์ดีขึน้ เช่น การกาหนดให้มนุษย์ และวฒั นธรรมของมนษุ ยด์ ขี ้นึ เช่น การกาหนดให้มนุษย์และวัฒนธรรม
ของมนษุ ย์กรอบพน้ื ที่ของโลกท่มี ีลกั ษณะเป็นภมู ิภาค ประเทศ จังหวัด เมือง ชุมชน ท้องถิ่น ฯลฯ สาหรับการวิเคราะห์
หรือศกึ ษาองคป์ ระกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง เฉพาะเร่อื ง
รปู แบบทางพ้ืนที่ (Spatial Form) หมายถงึ ขอ้ เท็จจรงิ เครื่องมือ หรือวิธกี าร
โดยเฉพาะกลุ่มของข้อมูลที่ได้มา เป็นต้นว่า ความสัมพันธ์ทางพ้ืนที่แบบรูปแบบของการกระจาย การกระทา
ระหวา่ งกนั เครือ่ งมือทีใ่ ช้ ได้แก่ แผนท่ี ภาพถ่าย ฯลฯ
พื้นทหี่ รอื ระวางที่(Space) หมายถึง ขอบเขตทางพน้ื ทีใ่ นการวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์
เป็นการศึกษาพ้ืนท่ีในมิติต่าง ๆ ตามระวางท่ี (Spatiak study) ที่กาหนดขึ้นมีขอบเขตชัดเจน อาจจะมีการ
กาหนดเปน็ เขตบริเวณ สถานที่ นามิติของความกว้าง ความลึก ความสูง ความยาว รวมท้ังมิติทางเวลา ในเขต
พ้นื ที่ตา่ ง ๆ ตามท่เี รากาหนด ขอบเขตระหว่างท่ี ด้วยเครอ่ื งมือ เส้นสมมติและเทคนิคทาง
ภมู ิศาสตร์ตา่ ง ๆ เช่น แผนที่ ภาพถ่าย ฯลฯ อาจจะจาแนกเปน็ เขต ภูมิภาค ประเทศ จังหวัด เมือง
ชุมชน ท้องถ่นิ ฯลฯ ทีเ่ ฉพาะเจาะจงไป มกี ารพจิ ารณา วเิ คราะห์ถึงการกระจายและสมั พนั ธภาพของ
มนุษย์บนผวิ โลก และลักษณะทางพื้นทข่ี องการตั้งถ่นิ ฐานของมนษุ ย์ และการทีใ่ ช้ประโยชน์จากพ้นื
โลก สมั พันธ์จากถ่ินฐานของมนุษย์ และการทใ่ี ชป้ ระโยชนจ์ ากพ้ืนโลก สัมพันธภาพระหวา่ งสงั คม
มนษุ ยก์ ับส่ิงแวดลอ้ มทางกายภาพ ซง่ึ ถอื วา่ เป็นสว่ นหนง่ึ ในการศึกษาความแตกตา่ งเชิงพ้นื ที่ (Area
difference)
มติ สิ ัมพันธเ์ ชิงทาเลทีต่ ้ัง หมายถึง การศกึ ษาความแตกต่างหรือความเหมือนกนั ของ
สังคมมนุษย์ในแต่ละสถานที่ ในฐานะท่ีความแตกต่างและเหมือนกันน้ันอาจมีความเก่ียวเนื่องกับความแตกต่าง
และความเหมือนกันในสง่ิ แวดล้อมทางกายภาพ ทางเศรษฐกจิ ทางสงั คม ทางวฒั นธรรม
ทางการเมือง และการศึกษาภูมิทศั น์ท่ีแตกต่างกนั ในเร่ืององค์ประกอบ ปจั จยั ตลอดจนแบบรูปการ
กระจายของมนุษยบ์ นพื้นโลก และการทีม่ นษุ ย์ใชป้ ระโยชน์จากพืน้ โลก เหตไุ รมนุษย์จึงใชป้ ระโยชน์
จากพน้ื โลก แตกต่างกันในสถานทีต่ า่ งกนั และในเวลาทีต่ า่ งกนั มีผลกระทบอย่างไร
หลักสูตรสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 หน้า 182
ภาวะประชากร รายละเอียดข้อเท็จจรงิ เก่ยี วกบั ประชากรในเรอ่ื งสาคัญ 3 ด้าน คอื ขนาด
ประชากร การกระจายตัวเชิงพ้ืนท่ี และองคป์ ระกอบของประชากร
ขนาดของประชากร จานวนประชากรทง้ั หมดของเขตพนื้ ท่ีหนง่ึ พ้นื ที่ ณ เวลาท่ี
กลา่ วถึง
การกระจายตวั เชิงพน้ื ที่ การทป่ี ระชากรกระจายตัวกันอย่ใู นสว่ นต่างๆ ของพืน้ ทห่ี นง่ึ
พ้ืนที่ ณ เวลาท่ีกลา่ วถึง
องค์ประกอบของประชากร ลกั ษณะตา่ ง ๆ ทม่ี สี ว่ นผลกั ดนั ใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลง
ขนาดหรือจานวนประชากร องค์ประกอบของประชากรเป็นดัชนีอย่างหน่ึงท่ีชี้ให้เห็นถึงคุณภาพของประชากร
องคป์ ระกอบประชากรที่สาคัญ ได้แก่ เพศ อายุ การศกึ ษา อาชพี การสมรส
การเปล่ยี นแปลงประชากร องค์ประกอบสาคัญทที่ าใหเ้ กิดกรเปลี่ยนแปลงประชากร
คอื การเกิด การตาย และการย้ายถนิ่
หลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 183
หนว่ ยการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา
ศาสนาและวฒั นธรรม
หลกั สูตรสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หนา้ 184
หนว่ ยการเรียนรู้ ป.1
รหสั วชิ า ส 11101 รายวิชา สังคมฯ 1 กลมุ่ สาระการเรียนร้สู งั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1 เวลาเรยี น 40 ชั่วโมง
หนว่ ย ชือ่ หน่วย / เรอื่ ง มฐ./ ตัวชี้วัด เวลา คะแนน หมายเหตุ
ที่ (ชม.)
ส 1.1 ป 1/2
1 พทุ ธประวตั ิ ส 1.1 ป 1/2 65
- พทุ ธสาวก ส 1.1 ป 1/2
- ชาวพทุ ธตวั อยา่ ง
- ชาดก
2 หลกั ธรรมคาสอน
- พระรัตนตรยั ส 1.1 ป 1/3,ส 1.2 ป 4 10
- โอวาท 3 1/3
ส 1.1 ป 1/3
3 วันสาคัญทางพระพุทธศาสนา,
หน้าทช่ี าวพุทธ และการบริหาร
จติ เจริญปัญญา ภาคเรียนที่ 1
- วนั สาคญั ทาง
ส 1.2 ป1/1,ส 1.2 ป 4 10
พระพุทธศาสนา 1/2, ส 1.2 ป 1/3
- การฝกึ สวดมนต์
- การฝกึ สติ ส 1.1 ป 1/4
ส 1.1 ป 1/4
4 พลเมอื งดขี องสงั คม
- สมาชิกที่ดีในครอบครัว ส 2.1 ป 1/1 ส 2.2 ป 6 5
- ความดีเริม่ จากตน 1/3,
ส 2.1 ป 1/2
หลักสตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดยี ์ พุทธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 หน้า 185
หน่วย ชอ่ื หน่วย / เร่ือง มฐ./ ตวั ชว้ี ัด เวลา คะแนน หมายเหตุ
ที่ (ชม.) 10
5 บทบาทและสิทธิหน้าที่ ส 2.1 ป 1/1,ส 2.2 ป
ของตน 1/1, ส 2.2 ป 1/2,ส 5 5
- ครอบครัว 2.1 ป 1/3
- โรงเรยี น ส 2.1 ป 1/1, ส 2.2ป 5
1/1, ส 2.2 ป 1/2, ส
6 สินคา้ และบริการ 2.1 ป 1/3
- การใชจ้ ่ายเงนิ ใน
ชวี ิตประจาวนั ส 3.1 ป 1/1,ส 3.1ป
- ระบุสินคา้ และบรกิ าร 1/2, ส3.1ป1/3,ส3.2ป
ทีใ่ ชป้ ระโยชน์ใน 1/1
ชีวิตประจาวนั
ส 3.1 ป 1/1,ส 3.1ป
1/2,
7 สงิ่ ทอี่ ยูร่ อบตวั เรา ภาคเรยี นท่ี 2
10
(บูรณาการแบบครบวงจร)
5
- การเปลี่ยนแปลง ส 5.1 ป 1/1,ส 5.1ป 5
ของส่ิงแวดล้อม 1/5 ส5.2ป1/2, ส5.2ป 5
- กลางวนั - กลางคนื 1/3
, ความรอ้ นของ ส 5.1ป 1/5
อากาศ
- ลักษณะภมู อิ ากาศ ส 5.1ป 1/5,ส 5.2 ป
ฝน เมฆ ลม 1/1
8 ทศิ ทางและแผนผงั
- ทิศหลกั ส 5.1 ป 1/2 ,ส 5.1 ป
- แผนผงั ตา่ ง ๆ ใน 1/3
ส 5.1 ป 1/4
ห้องเรียน
หลกั สูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 186
หน่วยการเรียนรู้ ป.2
รหสั วิชา ส 12101 รายวิชา สังคมฯ 2 กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 2 เวลาเรยี น 40 ชว่ั โมง
หน่วยท่ี ช่อื หนว่ ย/เรอ่ื ง เวลา (ชม.) หมายเหตุ
1
2 ประวตั แิ ละความสาคญั ของพระพุทธศาสนา 2 ………………………
-พระพทุ ธศาสนาเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ………
3 -พุทธประวตั ิ ……………………....
4
หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา 5 ...........
5 -เรยี นร้หู ลกั ธรรม ………………………
-ทาอย่างไรให้คนชอบ ………
-ความดที ่นี ่ายกยอ่ ง ………………………
-มงคลชวี ติ ท่คี วรทราบ ………
-พระไตรปฏิ กและเรื่องน่ารู้ ………………………
-พทุ ธศาสนสภุ าษติ และศัทพท์ ี่ควรทราบ ………
ประวัติพทุ ธสาวกและชาดก 3 ………………………
-ประวัตพิ ุทธสาวก (สามเณรราหุล) ………
-ชาดก วรณุ ชาดก (ชายหนุ่มจอมขี้เกยี จ) วานรนิ ทชาดก ………………………
………
(พญาวานรเข้าปัญญา)
หนา้ ที่ มรรยาท ชาวพทุ ธและชาวพทุ ธตวั อย่าง 4 ………………………
………
-การปฏบิ ตั ติ ามทีเ่ หมาะสมตอ่ พระรตั นตรยั ……………………....
-การรจู้ ักสนทนาและการปฏบิ ัติตนต่อพระภิกษุ ...........
-การทาบุญให้ทาน ………………………
-การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ………
-มรรยาทชาวพุทธ ………………………
-ชาวพุทธตัวอยา่ ง สมเด็จพระญาณสงั วร สุข ไก่เถื่อน ………
และ เจรญิ สุวฑฺฒโต
การบรหิ ารจิตและการเจรญิ ปัญญา 2 ………………………
-ฝึกไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตา ……….
-ความหมายและประโยชน์ของสตแิ ละสมาธิ
หลักสตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ พุทธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หนา้ 187
หนว่ ยท่ี ชอ่ื หนว่ ย/เรอ่ื ง เวลา (ชม.) หมายเหตุ
6 2
7 -การฝึกสมาธิเบ้ืองต้น 2 ……………………
8 -การเคลื่อนไหวอย่างมสี ติ 3 ……………………
9 -ฝกึ ใหม้ ีสมาธิจากการฟงั อ่าน คดิ ถาม เขียน 1 ……………………
10 วนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนาและศาสนพิธี 1 ……………………
-พธิ ีเวยี นเทยี นในวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา ……………………
-การปฏิบตั ติ นต่อศาสนสถานและศาสนวตั ถุ ……………………
-ระเบียบพิธีการบชู าพระรัตนตรัย ……………………
-การประเคนของพระและการตักบาตรตอนเชา้ ………………………………
การปฏิบตั ติ นตามข้อตกลง กติกา กฎ ระเบียบ …………
หน้าท่ีในชวี ติ ประจาวนั ……………………
-การปฏิบัติตนในครอบครวั ………………………………
-การปฏบิ ัติตนในโรงเรียน …………
-การปฏิบัตติ นในสถานทส่ี าธารณะ ………………………………
มารยาทไทย …………
-มารยาทในการแสดงความเคารพและการทักทาย ………………………………
-มารยาทในการพดู การยืน การเดนิ การน่ัง และ …………
การแต่งกาย ………………………………
การอยู่รว่ มกนั ในสังคมอย่างสนั ติสขุ …………
-การยอมรบั ความคดิ ความเชอ่ื ความสามารถ ………………………………
และการปฏิบตั ิของบุคคลท่ีแตกต่างกัน …………
-การเคารพในสิทธแิ ละเสรีภาพของบุคคลอืน่ ………………………………
ความสมั พันธข์ องตนเองและครอบครวั ในฐานะเปน็ …………
ส่วนหนึ่งของชมุ ชน ……………………
-การปฏบิ ตั ิตามกฎ ระเบยี บของชมุ ชน ………………………………
-การชว่ ยเหลือกจิ กรรมของชมุ ชน …………
-การดแู ลรักษาสาธารณสมบัตขิ องชุมชน ………………………………
…………
หลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดีย์ พุทธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 หนา้ 188
หนว่ ยท่ี ชื่อ หนว่ ย/เรอ่ื ง เวลา (ชม.) หมายเหตุ
11 2
บทบาทและอานาจในการตัดสนิ ใจในโรงเรียนและชุมชน ……………………
12 -ผู้มีบทบาทและอานาจในการตัดสนิ ใจในโรงเรียน 1 ……………………
13 -ผมู้ ีบทบาทและอานาจในการตัดสินใจในชุมชน 1 ……………………
……………………
14 สินค้าแสละบริการในชวี ติ ประจาวัน 2 ……………………
15 -ทรพั ยากรท่ีนามาใชใ้ นการผลิตสนิ ค้าและบรกิ าร 1 ……………………
-ผลของการใชท้ รัพยากรผลิตทีห่ ลากหลาย ……………………
16 3 ……………………
รายได้ รายจ่าย และการออม ………………......
-รายได้และรายจา่ ยของตนเองและครอบครวั ……………………
-การบันทึกรายรับ รายจา่ ยของตนเอง ……………………
-การใช้จา่ ยท่เี หมาะสมกบั รายไดแ้ ละการออมเงิน ……………………
……………………
การซือ้ ขาย แลกเปล่ียนสินค้าและบรกิ าร ……………………
-การแลกเปลี่ยนสนิ ค้าและบรกิ าร ……………………
-ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผซู้ ื้อและผขู้ าย ……………………
……………………
สงิ่ ต่าง ๆ ระหวา่ งโรงเรยี นและบ้าน ……………………
-สิ่งทเ่ี กิดข้นึ เองในธรรมชาติ …………………..
-สิง่ ทมี่ นุษย์สรา้ งขนึ้ ……………………
-ความสมั พันธ์ระหวา่ งธรรมชาติ มนษุ ย์ และสงิ่ ท่ี ……………………
……………………
มนุษยส์ รา้ งข้ึน ……………………
เครอ่ื งมือทางภมู ศิ าสตร์ ……………………………
……………
-การระบุตาแหนง่ อยา่ งงา่ ยในแผนผัง …………………..
-การระบุตาแหน่งอย่างงา่ ยและลักษณะทางกาย ……………………
ภายในแผนท่ี
-การระบุตาแหน่งอยา่ งงา่ ยและลกั ษณะทางกายภาพ
ทางอากาศ
-การระบุตาแหน่งอย่างง่ายและลักษณะทางกายภาพ
ในภาพจากดาวเทียม
หลกั สูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พุทธศักราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หนา้ 189
หน่วยท่ี ชื่อ หนว่ ย/เรอ่ื ง เวลา (ชม.) หมายเหตุ
17 -การระบตุ าแหนง่ อย่างงา่ ยและลกั ษณะทางกายภาพ
ในลูกโลก ……………………
18 -การรู้ตาแหน่งอยา่ งงา่ ยและรู้ลกั ษณะทางกายภาพมี ……………………
19 ความหมายและความสาคัญ ……………………
ความสมั พนั ธร์ ะกว่างดวงอาทิตย์ โลกและดวงจันทรก์ บั ……………………
มนุษย์ 2 ……………………
-กลางวนั กลางคืน -น้าขึน้ น้าลง ……………………
-ข้างขน้ึ ขา้ งแรม -ฤดูกาล ……………………
-ความสมั พนั ธ์ของฤดกู าลกับการดาเนนิ ชวี ติ ของ ……………………
มนษุ ย์ ………………......
สิ่งแวดลอ้ มทางธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อมทางสังคม ……………………
-ความสาคญั และคุณค่าของส่งิ แวดล้อมทางธรรมชาติ 1 ……………………
-ความสาคญั และคุณคา่ ของสง่ิ แวดล้อมทางสงั คม ……………………
……………………
ทรพั ยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ……………………
(บูรณาการแบบครบวงจร) 2 ……………………
……………………
-ทรัพยากรธรรมชาติ ……………………
-สงิ่ แวดล้อม ……………………
…………………..
……………………
……………………
……………………
……………………
……………………………
……………
…………………..
……………………
หลกั สูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 190
หน่วยการเรยี นรู้ ป.3
รหสั วชิ า ส 13101 รายวิชา สังคมฯ 3 กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3 เวลาเรยี น 40 ช่ัวโมง
หนว่ ยที่ ช่ือ หน่วย/เร่ือง เวลา (ชม.) หมายเหตุ
1
พทุ ธศาสนน์ าชวี ีวถิ พี ุทธ 10 ………………………
1.1 ความสาคญั ของพระพุทธศาสนา และพุทธประวตั ิ ………………………
………………………
-ความสาคญั ของพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็น ………………………
รากฐานสาคญั ของวฒั ธรรมไทย ………………………
-พระพทุ ธประวัติ ………………………
1.2 พุทธสาวก ชาดก และพุทธศาสนิกชนตัวอยา่ ง ………………………
-พุทธสาวก ………………………
-ชาดก ………………………
-พุทธศาสนกิ ชนตัวอย่าง ………………………
1.3 พระไตรปฎิ ก และหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ………………………
-พระไตรปิฎก ………………………
-หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา ………………………
-พุทธศาสนสุภาษติ ………………………
1.4 หน้าท่ชี าวพทุ ธและมารยาทของชาวพทุ ธ ………………………
-หนา้ ท่ีชาวพุทธ ………………………
-มารยาทของชาวพุทธ ………………………
1.5 การบรหิ ารจิต และเจริญปญั ญา ………………………
-การสวดมนต์ไหว้เพระ สรรเสริญคณุ พระรัตนตรัย ………………………
และแผ่เมตตา ………………………
-การฝกึ ให้มสี ติและสมาธิ ………………………
1.6 ศาสนพิธี ………………………
-ศาสนพธิ ี ………………………
1.7 ศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย …………………..…
-ศาสนาตา่ ง ๆ ทค่ี นไทยนบั ถอื
หลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 หน้า 191
หน่วยท่ี ช่ือ หน่วย/เรือ่ ง เวลา (ชม.) หมายเหตุ
2
-การปฏิบตั ิตนท่เี หมาะสมต่อศาสนาวตั ถุ ศาสนสถาน ………………………
3 และศาสนบคุ คล ………………………
4 พฒั นาประชาธปิ ไตยในสงั คมท้องถ่ิน 5 ………………………
2.1 ประเพณีและวัฒนธรรมไทย ………………………
2.2 วนั สาคญั ของไทย ………………………
2.3 บุคคลสาคัญของท้องถิ่น ………………………
-บคุ คลท่ีมผี ลงานเปน็ ประโยชนแ์ กท่ ้องถน่ิ และชมุ ชน ………………………
2.4 ประชาธิปไตยในช้ันเรียน โรงเรียน และชุมชน ………………………
-การมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมตามกระบวนการ ………………………
ประชาธปิ ไตย ………………………
-การออกเสยี งโดยตรงและการเลือกตัวแทนออกเสียง ………………………
2.5 การเปลีย่ นแปลงในช้ันเรียน โรงเรยี น และชมุ ชน ………………………
2.6 ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ………………………
-การดาเนินชวี ติ ของตนและผูอ้ น่ื ในกระแสวัฒนธรรม ………………………
ท่หี ลากหลาย ………………………
คา่ นิยมความประหยัด การคา้ และภาษี 5 ………………………
3.1 สินคา้ และบรกิ ารในชวี ติ ประจาวนั ………………………
3.2 การวางแผนใช้จ่ายเงิน ………………………
3.3 การบริหารจัดการทรพั ยากร ………………………
3.4 ภาษีและการแขง่ ขันทางการคา้ ………………………
-ภาษที เี่ ก่ยี วข้องกับชวี ติ ประจาวนั ………………………
-การแขง่ ขนั ทางการค้าท่ีมผี ลทาให้ราคาสนิ ค้าลดลง ………………………
ประวตั ศิ าสตรช์ าติไทย บคุ คลสาคัญและบรรพบรุ ษุ 10 ………………………
4.1 การใช้ศักราชตามปฏิทินไทยและปฏิทินสากล …………………..…
4.2 เหตุการณส์ าคัญของโรงเรียนและชุมชน
หลกั สูตรสถานศกึ ษา โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ พุทธศกั ราช 2561 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 หนา้ 192
หน่วยที่ ชอื่ หนว่ ย/เรอื่ ง เวลา (ชม.) หมายเหตุ
5
4.3 การตัง้ ถิ่น การดาเนินชีวติ และวฒั นธรรมของชมุ ชน ………………………
-ปัจจัยที่มีอิทธพิ ลต่อการตงั้ ถิน่ ฐานและพัฒนาการ ………………………
ชมุ ชน ………………………
-ขนบธรรมเนยี ม ประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชน ………………………
………………………
4.4 การสถาปนาอาณาจักรไทย ………………………
4.5 บคุ คลสาคญั ………………………
………………………
-พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของ ………………………
พระมหากษตั ริยไ์ ทยในรชั กาลปจั จุบัน 10 ………………………
-วรี กรรมของบรรพบุรษุ ไทยท่ีปกป้องประเทศชาติ ………………………
รว่ มสร้างความดี พฒั นาชมุ ชนและส่งิ แวดลอ้ ม ………………………
(บูรณาการแบบครบวงจร) ………………………
5.1 แผนผงั แผนที่ และภาพถ่ายในชมุ ชน ………………………
5.2 ภูมปิ ระเทศและภูมิอากาศทีม่ ผี ลต่อสภาพสงั คมใน ………………………
ชมุ ชน ………………………
5.3 สภาพแวดลอ้ มในชมุ ชน ………………………
5.4 มนษุ ย์กบั สง่ิ แวดลอ้ ม และทรพั ยากรธรรมชาติ ………………………
-การพงึ่ พาส่ิงแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาตกิ ับ ………………………
มนุษย์ ………………………
-การก่อมลพิษ และผลของมลพิษ ………………………
5.5 เมอื งและชนบท ………………………
………………………
…………………..…
หลกั สูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดีย์ พทุ ธศกั ราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หน้า 193