The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thaninrat Kritchanthat Sirivisalsuwan, 2020-02-08 00:06:52

วารสารวิทยาจารย์ ปีที่ 118 ฉบับที่ 11 เดือนกันยายน 2562

7 วิทยาจารย์ กันยายน 2562

บทบรรณาธกิ าร

สวัสดีค่ะผู้อ่านวารสารวิทยาจารย์ทุกท่าน วันและเวลาได้เดินทางมาถึง (ดร.วฒั นาพร ระงบั ทกุ ข)์
เดือนสดุ ท้ายของปงี บประมาณ พ.ศ. 2562 อกี ครงั้ ดฉิ ันเชื่อว่าผูป้ ระกอบวิชาชีพครู บรรณาธกิ าร
รวมไปถงึ ทา่ นผอู้ า่ นทเ่ี ปน็ ขา้ ราชการทกุ ทา่ นคงกำ� ลงั อยใู่ นชว่ งสรปุ งานของปงี บประมาณเดมิ
และเตรียมเริ่มต้นงานโครงการต่าง ๆ ของปีงบประมาณใหม่ท่ีจะมาถึงและที่ส�ำคัญ
มีหลายท่านเกษียณอายุงานในเดือนกันยายนน้ี ขณะเดียวกัน วารสารวิทยาจารย์
วารสารเพื่อการพัฒนาวิชาชีพครู ปีท่ี 118 ซึ่งมีส�ำนักงานเลขาธิการคุรุสภา
เป็นผู้บริหารจัดการจะต้องปรับเปล่ียนไปตามยุคสมัยและช่วงเวลาเช่นเดียวกัน
วารสารฉบบั เดอื นกนั ยายน 2562 น้ี จะเปน็ ฉบบั สดุ ทา้ ยในการบอกรบั เปน็ สมาชกิ
และจะปรบั รปู แบบเปน็ วารสารวทิ ยาจารย์ ฉบบั ผลงานวจิ ยั ออนไลน์ ทมี่ คี ณุ ภาพและ
มาตรฐานเพอ่ื กา้ วเขา้ สฐู่ านของศนู ยด์ ชั นกี ารอา้ งองิ วารสารไทย (TCI) และฉบบั รปู เลม่
จัดพมิ พ์เน่ืองในโอกาสส�ำคญั
ดฉิ นั เชอ่ื วา่ มรดกอนั ลำ้� คา่ ทเ่ี หลา่ บรู พาจารยท์ า่ นไดร้ เิ รมิ่ จดั ทำ� วารสารวทิ ยาจารย์
ต้ังแต่เร่ิมต้นและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน จวบจนเข้าปีที่ 119 จะยังคงท�ำหน้าท่ี
สมดงั เจตนารมณ์ของการจดั ทำ� วารสาร คอื เป็นสื่อกลางในการถา่ ยทอดและเผยแพร่
องค์ความรู้ข้อมูลข่าวสารของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาอย่างแท้จริง
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนวารสารวิทยาจารย์มาโดยตลอดและ
ขอใหท้ า่ นไดต้ ดิ ตามเราตอ่ ไป
ทา่ มกลางความเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ขน้ึ ดฉิ นั หวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ การเปลยี่ นแปลง
ท่ีเกิดขึ้นจะน�ำไปสู่ความเจริญงอกงาม และเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อวงวิชาชีพ
ของเรา และขออ�ำนวยพรให้ทุกท่านมีพลังกายและพลังใจที่เข้มแข็ง ในการสืบทอด
สงิ่ ดงี ามจากอดตี ของเหล่าบูรพาจารย์เพอื่ ความสำ� เรจ็ ของวนั นแ้ี ละในอนาคตคะ่

ขอเชญิ ร่วมส่ง

บทความ เร่อื งสนั้ บทกวี
เกีย่ วกับการประกอบวชิ าชพี ครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา

เพอ่ื เผยแพรใ่ นวารสารวทิ ยาจารย์ โดยสามารถสง่ ผลงาน ไดด้ ังนี้

1. e-mail : [email protected]
2. ไปรษณีย์ : กองบรรณาธิการวารสารวทิ ยาจารย์ สำ�นกั งานเลขาธกิ ารคุรสุ ภา

128/1 ถนนนครราชสมี า แขวงดุสติ เขตดุสิต กรงุ เทพ ฯ 10300
3. โทร. / โทรสาร : 0 2282 1308

ผลงานทส่ี ง่ มาน้นั ต้องมิได้ลอกเลียน ดัด แปลงงานของผ้อู น่ื
ผลงานทไี่ ด้รบั คัดเลอื กเผยแพร่ จะไดร้ บั ค่าตอบแทนตามท่ีกองบรรณาธิการกำ�หนด

วารสารเพือ่ การพฒั นาวิชาชีพครู ปที ี่ 118 ฉบับที่ 11 เดอื นกันยายน 2562

29 โรงเรยี นดี โครงการเด่น

กระบวนการ PDCAS พัฒนากระบวนการ
คดิ วเิ คราะหข์ องนกั เรยี นโดยใชก้ จิ กรรมโครงงาน
โรงเรยี นโคกโพธไิ์ ชยศึกษา

33 ยทุ ธศาสตร์การศึกษา
การแสวงหาโอกาส :
10 ส่ิงจำ� เป็นในชีวิตของผบู้ ริหาร (ตอนที่ 5)

01 บทบรรณาธกิ าร 39 Khowledge All Around
04 สกปู๊ พิเศษ
จัดอนั ดับมหาวทิ ยาลัยโลก จัดท�ำไม? อย่างไร?
16 กันยายน วนั โอโซนโลก และประเทศไทยไดอ้ ะไรจากการจัดอนั ดบั ?

10 Read Up Zone 42 มติ ิการศึกษา

สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้ กรมสมเดจ็ การศึกษานอกระบบ
พระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกุมารี
เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ทรงเปดิ พพิ ธิ ภณั ฑก์ ารศกึ ษาไทย 48 หอ้ งเรียนวชิ าการ

15 รอบรวั้ คุรสุ ภา การจัดการรู้ของโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยี
ฐานวิทยาศาสตร์ วทิ ยาลยั เทคนิคพังงา
ครุ สุ ภารว่ มกบั 16 หนว่ ยงาน จัดการประชมุ
ทางวชิ าการของครุ สุ ภา ประจ�ำปี 2562 55 การศกึ ษารอบทิศ
“ครแู หง่ อนาคตเพ่ือผเู้ รยี นแห่งอนาคต”
ดวงดาวบนทอ้ งฟา้ กบั ภมู ปิ ญั ญาของชาวกะเหรยี่ ง

19 ครูรกู้ ฎหมาย 60 ประสบการณ์
“งานทท่ี �ำดว้ ยใจยิ่งใหญเ่ สมอ”
• ผลกระทบที่เกิดจากการได้รับค�ำวินิจฉัย 64 วชิ าการบนั เทิง
ใหพ้ กั ใชห้ รอื เพกิ ถอนใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี
ทางการศึกษา ถ้าโรงเรยี นคอื บ้านของเรา
• กรณศี กึ ษาการประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณของ
วิชาชีพ กรณีอายุความในการกล่าวหาหรือ 68
กลา่ วโทษผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา

24 EDU Classroom

การเรียนการสอนด้วยการตกผลึกทางปัญญา

2 วทิ ยาจารย์

68 บริหารการศกึ ษา กองบรรณาธกิ าร

อนั กำ� เนิดเกดิ มาในหล้าโลก สขุ กับโศกมไิ ด้ส้ินอย่างสงสยั ทปี่ รกึ ษา :

73 Open Eyes คณะกรรมการคุรสุ ภา
คณะกรรมการมาตรฐานวชิ าชพี
ความเลื่อมล�้ำทางการศกึ ษา : ปัญหาที่เราแกไ้ ม่ตรงจุดซะที ดร.บรู พาทิศ พลอยสุวรรณ์
นายยทุ ธชัย อุตมา
77 ตระเวนเทย่ี ว
ผทู้ รงคณุ วุฒิ/นกั วชิ าการประจ�ำ :
บ้านเราเคียงกนั ...เวยี งจนั ทร์เคียงใจ
ศ.กิตตคิ ณุ สุมน อมรววิ ฒั น์
83 Full Frame รศ.ดร.วิชยั วงษใ์ หญ่
รศ.ดร.สนานจิตร สคุ นธทรัพย์
CODING ภาษาแหง่ อนาคต… เพอื่ “อนาคต” รศ.ดร.สมศกั ด์ิ คงเทยี่ ง
รศ.ดร.พรพพิ ฒั น์ เพ่ิมผล
88 ย�ำสามกรอบ รศ.ดร.กลา้ ทองขาว
รศ.ดร.สขุ ุม เฉลยทรัพย์
แลว้ ก็ถงึ วาระของ... วิทยาจารย์ และ “ยาํ สามกรอบ” รศ.ดร.มนสชิ สทิ ธสิ มบูรณ์
ดร.ประพฒั น์พงศ์ เสนาฤทธ์ิ
93 หน่ึงโรงเรียน หนง่ึ นวัตกรรม ดร.ปฐมพงศ์ ศุภเลิศ
ดร.จกั รพรรดิ วะทา
• บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน อังกะลงุ ไทย ict ดร.พลสัณห์ โพธ์ิศรที อง
เพือ่ พฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นรูว้ ชิ าดนตรีไทย
ของนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เร่ือง อังกะลงุ บรรณาธิการ : ดร.วฒั นาพร ระงบั ทุกข์
• การพัฒนาคุณภาพผู้เรยี นอยา่ งรอบด้าน
โดยเนน้ ผเู้ รียนเป็นสำ� คัญของครูโรงเรยี นนานอ้ ย หัวหน้ากองบรรณาธกิ าร :
โดยใช้ NANOI MODEL ดร.ราณี จนี สทุ ธิ์
รองหวั หนา้ กองบรรณาธิการ :
101 นานานา่ รู้ นายจนั ทรย์ งยุทธ บุญทอง
ประเทศไทยรว่ มเฉลมิ ฉลองวนั ท่ีระลกึ สากลแหง่ การรูห้ นงั สือ ประจ�ำ กองบรรณาธกิ าร :
นางภทั ราวรรณ ประกอบใน
ปี 2562 Theme “Literacy and Multilingualism” นางจริ ภฎา ทองขาว
นางสาววนิ ีตา รงั สิวรารักษ์
104 ทัศน์ศึกษา นางสาวธัญรตั น์ ศิริเมฆา
นางสาววรวรรณ พรพิพัฒน์
สอนภาษาไทยอย่างไรใหส้ นุกสนานพร้อมพฒั นา นายวชั รพล เหมืองจา
ทักษะการคิดวเิ คราะห์ : เทคนคิ 5T Model นายทรงชัย ชน่ื ล้วน
บูรณาการกจิ กรรม ร้อง เล่น เต้น เรยี น (ตอนที่ 2)
ประสานงานฝ่ายผลิต :
110 แวดวงการศกึ ษา
นางภัทราวรรณ ประกอบใน
วารสารวิทยาจารย์ นางจิรภฎา ทองขาว
กองบรรณาธิการ/ฝ่ายสมาชิก โทร./โทรสาร 0 2282 1308
ทีอ่ ยู่ 128/1 ถนนนครราชสมี า แขวงดสุ ติ เขตดุสิต กรงุ เทพ ฯ 10300 ศลิ ปกรรม/รปู เลม่ /จัดพิมพ์ :
e-mail : [email protected]
www.withayajarnksp.com บริษัท ออนปา้ จำ�กดั
111/1 อาคารนวสร ถนนพระรามท่ี 3
แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม
กรุงเทพ ฯ 10120
โทร. 0 2689 1056
โทรสาร 0 2689 1081
www.onpa.co.th

สกปู๊ พิเศษ

กองบรรณาธกิ าร

16 กันยายน วนั โอโซนโลก

ปัจจุบันเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมก้าวหน้าไปมาก ช้ันบรรยากาศจึงถูกปกคลุมไปด้วยก๊าซพิษเป็นจ�ำนวนมาก
ชนั้ บรรยากาศตา่ ง ๆ ถกู ทำ� ลายลง โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ โอโซน (OZONE) ทถ่ี อื เปน็ กา๊ ซทพ่ี บมากในชน้ั บรรยากาศของโลก
ทำ� หนา้ ทช่ี ว่ ยกรองรงั สตี า่ ง ๆ จากดวงอาทติ ยไ์ มใ่ หเ้ ขา้ สโู่ ลกของเรา แตเ่ มอื่ โอโซนถกู ทำ� ลาย กย็ อ่ มสง่ ผลตอ่ โลกของเรา ทำ� ให้
โลกร้อนขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่าง ๆ ตามมามากมาย ด้วยเหตุนี้ มนุษย์โลกจึงหันมาใส่ใจกับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
มากขน้ึ และไดม้ กี ารกำ� หนดใหว้ นั ที่ 16 กนั ยายน เปน็ วนั โอโซนโลก (World Ozone Day) เพอื่ เปน็ การพทิ กั ษบ์ รรยากาศชน้ั โอโซน 

4 วิทยาจารย์

ความเปน็ มาของวันโอโซนโลก
(Ozone World Day)
ทผี่ า่ นมา โรงงานอตุ สาหกรรมตา่ ง ๆ ไดใ้ ชส้ ารเคมซี เี อฟซี
หรือคลอโรฟลูออโรคารบ์ อน (CFC : Chlorofluorocarbon) เป็น
จ�ำนวนมาก พบมากในโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องท�ำความเย็น
และอุตสาหกรรมผลิตโฟม ท�ำให้สารเคมีซีเอฟซีระเหยขึ้นสู่
ช้ันบรรยากาศ และไปท�ำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน จนก๊าซโอโซน
ถูกทำ� ลาย และลดปริมาณลงอยา่ งรวดเร็ว
อกี ทงั้ สารเคมซี เี อฟซเี ปน็ สารทสี่ ลายตวั เองไดย้ ากจงึ ทำ� ให้
ตกคา้ งอยใู่ นชน้ั บรรยากาศเปน็ เวลานาน รว่ มกบั การทกี่ า๊ ซโอโซน
ถูกท�ำลายลงไปมาก จึงท�ำให้รังสีอัลตราไวโอเลตเข้าสู่พ้ืนโลก
มากข้ึน ซึ่งส่งผลให้ส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ ทั้งสัตว์และมนุษย์เกิดเป็น
โรคมะเรง็ ผวิ หนงั ดว้ ยเหตนุ เ้ี อง ทวั่ โลกจงึ เรมิ่ หนั มาใหค้ วามสำ� คญั
กบั การพทิ ักษร์ กั ษาบรรยากาศชน้ั โอโซน
นานาประเทศได้ร่วมกันจัดท�ำอนุสัญญาการป้องกัน
ชน้ั บรรยากาศโอโซนขนึ้ ในปีพ.ศ.2528เรยี กวา่ “อนสุ ญั ญาเวยี นนา
และพิธีสารว่าด้วยการเลิกใช้สารท�ำลายชั้นโอโซน” และจัดให้
ลงนามใน“พธิ สี ารมอนทรอี อล”ขนึ้ ในวนั ที่16กนั ยายนปีพ.ศ.2530
สำ� หรบั ประเทศไทยไดร้ ว่ มลงนามในพธิ สี ารนี้ เมอื่ วนั ที่ 15 กนั ยายน
2531 และใหส้ ตั ยาบัน เม่ือวนั ท่ี 7 กรกฎาคม 2532 มผี ลบงั คบั ใช้
ต่อประเทศไทยเมอื่ วันท่ี 2 ตลุ าคม 2532
โอโซนคอื อะไร
โอโซน (OZONE) เกิดจากธรรมชาติ เป็นก๊าซสีน�้ำเงิน
ทพี่ บเปน็ จำ� นวนมากในชั้นบรรยากาศของโลก มหี น้าท่สี �ำคัญ คอื
เป็นเกราะช่วยป้องกัน กรองรังสีต่าง ๆ จากดวงอาทิตย์ที่เป็น
อนั ตรายตอ่ สง่ิ มชี วี ติ บนโลก ไมใ่ หเ้ ขา้ สโู่ ลกของเรา โดยเฉพาะรงั สี
ทส่ี ามารถสรา้ งอนมุ ลู อสิ ระในทกุ ระดบั ชน้ั หนงั กำ� พรา้ ทำ� ใหผ้ วิ หนงั
เกดิ อาการแสบรอ้ น แดง และไหมเ้ กรยี ม ทง้ั นเี้ พอื่ ใหอ้ ยใู่ นปรมิ าณ
ทเี่ หมาะสม และชว่ ยลดความรอ้ นสะสมในบรรยากาศอนั เกดิ จาก
รังสียวู ี ท�ำใหล้ ดภาวะความเส่ยี งตอ่ การเปน็ มะเรง็ ผิวหนัง โรคตา
ตอ้ กระจก และปอ้ งกันระบบนเิ วศวทิ ยาไมใ่ หเ้ สียสมดลุ

วทิ ยาจารย์ 5

ทอ่ี ยขู่ องโอโซน
โลกของเรามีช้ันบรรยากาศปกคลุมอยู่ โดยแบ่งเป็นช้ัน ๆ ตามอุณหภูมิและความสูง
จากพ้ืนดิน ดังนั้น ระดับความสูงของช้ันบรรยากาศ จึงอาจมีการเปล่ียนแปลงไปบ้างตาม
การเปลีย่ นแปลงของอณุ หภมู ใิ นแตล่ ะฤดูกาล

5
4

3
2
1

6 วทิ ยาจารย์

1. ช้ันโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) เป็นช้ันบรรยากาศที่อยู่สูงจากพื้นดิน 0-15
กโิ ลเมตร โดยอุณหภูมิจะลดลงตามระดับความสงู ทีส่ ูงข้นึ ในบรรยากาศชั้นน้ีมี
โอโซนอยู่ แต่เปน็ โอโซนท่ีเกดิ จากกิจกรรมตา่ ง ๆ ของมนุษย์ ซ่งึ จะท�ำหนา้ ที่เป็น
สารออกซิแดนต์ แยกอะตอมของออกซิเจนออกจากสารประกอบอ่ืน ๆ รวมถึง
ออกซิเจนในรา่ งกายของมนษุ ย์หรือสัตวด์ ว้ ย จึงเป็นอันตรายตอ่ สุขภาพมากกว่า
จะเปน็ ประโยชน์

 
2. ชั้นสตราโทสเฟียร์ (Stratsphere) เป็นช้ันบรรยากาศที่อยู่ในระดับ 15-50

กิโลเมตรจากพืน้ ดนิ โดยอุณหภมู จิ ะเพม่ิ ขน้ึ ตามระดบั ความสงู ท่สี ูงขนึ้ เน่ืองจาก
บรรยากาศชนั้ นมี้ โี อโซนอยเู่ ชน่ เดยี วกนั และเปน็ โอโซนทที่ ำ� หนา้ ทป่ี อ้ งกนั โลกจาก
รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่มาจากดวงอาทิตย์ เมื่อโอโซนดูดซับพลังงาน
ความรอ้ นจากรงั สอี ลั ตราไวโอเลตจงึ ทำ� ใหบ้ รรยากาศในชน้ั นม้ี อี ณุ หภมู ทิ สี่ งู ขนึ้ นน่ั เอง
 
3. มีโซสเฟียร์ (Mesosphere) เป็นช้ันบรรยากาศที่อยู่ในระดับความสูง 50-80
กิโลเมตรจากพื้นดิน แต่อุณหภูมิในชั้นนี้จะลดลงตามระดับความสูงที่สูงข้ึน
เนอื่ งจากมโี อโซนอยนู่ อ้ ย และสามารถดดู ซบั รงั สอี ลั ตรา้ ไวโอเลตจากดวงอาทติ ย์
ได้เพยี งเล็กน้อยเทา่ น้นั
 
4. เทอรโ์ มสเฟยี ร์ หรอื ไอโอโนสเฟยี ร์ (Thermosphere or Ionosphere) เปน็ ชน้ั
บรรยากาศที่อยู่ในระดับความสูง 80-500 กิโลเมตรจากพื้นดิน โดยบรรยากาศ
ในชนั้ นจี้ ะประกอบไปดว้ ยไนโตรเจนและออกซเิ จนเปน็ สว่ นใหญ่ อณุ หภมู ใิ นชน้ั น้ี
จะรอ้ นเพราะโมเลกลุ ของไนโตรเจนและออกซเิ จนดูดซับพลังงานความรอ้ นจาก
แสงอาทติ ย์เอาไว้มาก
 
5. เอกโซสเฟยี ร์ (Exosphere) เปน็ ชั้นบรรยากาศชนั้ สุดทา้ ยท่เี ป็นสว่ นตอ่ ระหว่าง
บรรยากาศโลกและอวกาศ โดยมคี วามสูงจากพนื้ ดิน 500 กโิ ลเมตรข้นึ ไป

• โอโซนที่ดี เป็นโอโซนตามธรรมชาติที่อยู่ใน
ชนั้ บรรยากาศสงู ๆ สงู จากพนื้ ดนิ มากกวา่ 40 กโิ ลเมตร
ขึ้นไป ท�ำหน้าท่ีป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตรา
ไวโอเลต็

• โอโซนท่ไี ม่ดี เปน็ กา๊ ซทมี่ ีพษิ ในอากาศชน้ั ลา่ ง สงู
จากพน้ื ดนิ ไมเ่ กนิ 2 กโิ ลเมตร มหี ลายสงิ่ ทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ
โอโซนท่ีไม่ดีในอากาศ เช่น เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
โดยมแี สงสวา่ งเปน็ ตวั เรง่ ควนั จากทอ่ ไอเสยี รถยนต์
เคร่ืองก�ำเนิดไฟฟ้า เครื่องก�ำเนิดความร้อน จาก
กระบวนการผลติ ในแหลง่ อตุ สาหกรรม เปน็ ต้น

วทิ ยาจารย์ 7

แหล่งทีม่ าของโอโซน
1. ตามธรรมชาติ โอโซนเกิดจากกระแสไฟฟ้าแรงสูงในอากาศ หรือฟ้าผ่า ฟ้าแลบ และแสงจากดวงอาทิตย์

โอโซนนมี้ อี ยมู่ ากในบรรยากาศชน้ั สงู เหนอื พนื้ ดนิ ขนึ้ ไปกวา่ 20 กโิ ลเมตร และมบี ทบาทสำ� คญั ในการกรองเอา
รังสีอัลตราไวโอเลตออกจากรังสีแสงอาทิตย์ หลังจากดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลตแล้ว จะแตกตัวกลายเป็น
ก๊าซออกซิเจน และกลับมารวมตัวกันกลายเป็นโอโซนได้อีก จะเกิดเช่นนี้ไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีท่ีส้ินสุด
แบบปฏกิ ิริยาลกู โซ่
2. โอโซนท่ีมนุษยส์ รา้ งข้นึ : การผลิตโอโซนสามารถท�ำได้โดยการใช้รงั สอี ลั ตราไวโอเลต หรือ หลอด UV วิธนี ี้
จะสรา้ งความเข้มขน้ ของกา๊ ซโอโซนไม่สูงนัก อกี วิธีคอื การใชส้ นามแมเ่ หล็กไฟฟ้าความถสี่ ูง

8 วิทยาจารย์

“ “

เม่ือบรรยากาศในช้ันสตราโทสเฟยี ร์ไมม่ โี อโซน

ก็ท�ำให้รังสีอลั ตร้าไวโอเลตส่องลงมายงั พนื้ โลกไดม้ ากข้นึ

เปน็ อนั ตรายอย่างหนง่ึ ตอ่ มนุษย์

จุดเด่นของโอโซน คือ สามารถฆ่าเช้ือโรคได้รวดเร็ว โดยเฉพาะแบคทีเรียท่ีท�ำ
ใหเ้ กดิ โรคและกลน่ิ เหมน็ ทำ� ลายกลน่ิ สารเคมี และกา๊ ซพษิ ไดด้ เี ยย่ี ม ไมท่ งิ้ พษิ ตกคา้ ง เพราะเมอ่ื
จทึง�ำสปาฏมิกาิรริถยผาลกิตับขมน้ึ ลไพดิษ้จาเสกอร็จากทาุกศคทร่ัว้ังไจปะไแดล้อะอบกรเิ ซวิเณจนทมี่ (ีไOฟ2ฟ)า้ จใึชงเ้ ป็นการรักษาส่ิงแวดล้อมที่ดี
ปจั จบุ นั โลกยงั อยใู่ นสภาวะของการเปลยี่ นแปลงทางสภาพภมู อิ ากาศ เปน็ สง่ิ ทย่ี ำ้� เตอื น
มนุษยว์ ่าจะทำ� อย่างไร ถงึ จะอนรุ ักษช์ ้ันบรรยากาศโลกได้ นานาประเทศและองค์กรต่าง ๆ ควร
รว่ มมือกนั กอ่ นทีว่ ันโอโซนโลก จะเปน็ เพยี งการจดั ตงั้ จากมนษุ ยแ์ ละมนุษยร์ ่วมกนั ท�ำลายเอง

ท่มี า :
http://www.mnre.go.th/reo13/th/calendar/detail/571
http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/672
http://cwc.mwa.co.th/backend/activityalbum/shownewsdetail.php?news=47
https://il.mahidol.ac.th/e-media/ecology/chapter2/chapter2_airpolution8.html
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/62433/-blo-sciear-sci-
https://www.sanook.com/health/10341/
https://scoop.mthai.com/specialdays/5340.html

วิทยาจารย์ 9

Read Up Zone

วิมล มาเทียน

สมเดจ็ พระกนิษฐาธิราชเจา้
กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกุมารี

เสดจ็ พระราชด�ำเนินทรงเปิดพพิ ธิ ภัณฑก์ ารศึกษาไทย

สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้ กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี
เสดจ็ พระราชด�ำเนินทรงเปิดพิพิธภณั ฑก์ ารศึกษาไทย อาคารราชวลั ลภ วงั จันทรเกษม
กระทรวงศึกษาธิการ เม่ือวันที่ 19 สงิ หาคม 2562 เวลา 17.27 น. โดยนายณฏั ฐพล
ทปี สวุ รรณ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พรอ้ มดว้ ยคณุ หญงิ กลั ยา โสภณพนชิ
และนางกนกวรรณ วลิ าวลั ย์ รฐั มนตรชี ว่ ยวา่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร รว่ มดว้ ยผบู้ รหิ าร
และข้าราชการ ร่วมเฝ้ารับเสด็จ ฯ พระองค์ทรงทอดพระเนตร ภายในห้องจัดแสดง
ซึง่ มที ัง้ หมด 6 หอ้ ง

10 วิทยาจารย์

สำ� หรบั ความเปน็ มาของพพิ ธิ ภณั ฑก์ ารศกึ ษาไทยเกดิ ขนึ้ มาจากการบรู ณะซอ่ มแซมอาคารราชวลั ลภ
ครงั้ ใหญ่ ในปพี ทุ ธศกั ราช 2559 โดยเหน็ วา่ อาคารราชวลั ลภมสี ภาพทรดุ โทรมตามกาลเวลา โครงสรา้ งหลงั คา
ช�ำรุด วัสดุมุงหลังคา บานประตู หน้าต่าง วัสดุปูพื้น ผนังสีทั้งภายในและภายนอกอาคาร ระบบระบายน้�ำ
ภมู ทิ ศั น์ โดยรอบเสอ่ื มสภาพ จงึ ไดก้ ำ� หนดใหม้ กี ารดำ� เนนิ การขน้ึ ดว้ ยความรว่ มมอื จากหลายภาคสว่ นทงั้ ภาครฐั
และเอกชน ซึ่งภายในอาคารชั้นล่างด้านในได้ปรับปรุงซ่อมแซมจากเดิม คือสำ� นักงานบริหารการคลังและ
สนิ ทรพั ย์ สำ� นักอำ� นวยการ ส�ำนักงานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เป็นพิพธิ ภัณฑก์ ารศกึ ษาไทย ประกอบดว้ ย
พนื้ ท่จี ดั แสดง 6 หอ้ ง ดังน้ี
1. โถงต้อนรับ จากป้ายด้านหน้าพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทยเข้าไปเป็นโถงกลาง จัดแสดง
ประวัติความเป็นมาของอาคารราชวัลลภ สร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
แลว้ เสรจ็ ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ซงึ่ เปน็ ทต่ี ง้ั ของพพิ ธิ ภณั ฑก์ ารศกึ ษาไทยในปจั จบุ นั
และเปน็ อาคารทมี่ คี วามผกู พนั กบั กระทรวงศกึ ษาธกิ ารมาตง้ั แตค่ รง้ั อดตี นอกจากนน้ั ยงั จดั แสดงสอ่ื การเรยี น
การสอนในอดีต เช่น โปสเตอร์ความรู้ พระราชหัตถ์เลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงพระราชทานพระเจ้าลูกยาเธอ 4 พระองค์ ฯลฯ เพ่ือดึงดูดความสนใจส�ำหรบั ผู้เข้าชม
2. ห้องแบบเรียนไทย ถัดจากโถงต้อนรับทางด้านซ้ายมือ เป็นห้องแบบเรียนไทย จัดแสดง
แบบเรยี นไทยฉบบั แรกของไทย คอื จนิ ดามณี (จำ� ลอง) ซงึ่ เปน็ หนงั สอื สมดุ ไทยสมยั อยธุ ยา และไดม้ กี ารนำ� มา
พิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบหนังสือปัจจุบันโดยกรมศิลปากร แบบเรียนภาษาอังกฤษสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมี
ชาติตะวันตกเข้ามาติดต่อค้าขายอย่างมาก มีการจัดแสดงแบบเรียนทุกสาขาวิชา โดยได้คัดเลือกหนังสือ
จากคลงั หนงั สอื ของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารนำ� มาจดั แสดง และยงั ไดค้ ดั เลอื กเพม่ิ เตมิ ไวอ้ กี จำ� นวนหนง่ึ เพอ่ื ใช้
ในการจัดแสดงหมุนเวียน ทั้งน้ี ยังได้คัดเลือกหนังสือแบบเรียนในอดีตที่น่าสนใจจ�ำนวนเกือบ 100 เล่ม
จดั ทำ� เปน็ หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ เพื่อใหผ้ ูส้ นใจได้ศกึ ษาคน้ คว้าผา่ นระบบคอมพวิ เตอร์สืบคน้ ข้อมูล

วิทยาจารย์ 11

3. ห้องสมุดเฉพาะ จากห้องแบบเรยี นไทยทรงพระราชด�ำเนนิ เข้าไปด้านในเปน็ ห้องสมุดเฉพาะ
ทร่ี วบรวมหนงั สอื และเอกสารความรดู้ า้ นการศกึ ษา เชน่ หนงั สอื ชดุ ความรทู้ พ่ี ระราชทานใหจ้ ดั พมิ พข์ น้ึ ในโอกาส
พระราชพิธีส�ำคัญ บทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หนังสือความรู้ที่ใช้เป็น
หลกั อา้ งองิ หนงั สอื เอกสารทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั กระทรวงศกึ ษาธกิ ารโดยตรง เชน่ พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษา ระเบยี บ
และแผนการศกึ ษา หลกั สตู ร คมู่ อื ครู และแบบเรยี น ฯลฯ เพอ่ื ใหผ้ สู้ นใจไดศ้ กึ ษาคน้ ควา้ และสามารถนำ� ไปใช้
ประโยชนอ์ า้ งองิ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ซงึ่ ภายในหอ้ งจดั โตะ๊ เกา้ อโี้ คมไฟสำ� หรบั อา่ นหนงั สอื เพอื่ อำ� นวยความสะดวก
ใหก้ บั ผใู้ ชบ้ ริการ
4. หอ้ งพฒั นาการการศกึ ษาไทย สมยั สโุ ขทยั – รตั นโกสนิ ทร์ หอ้ งพฒั นาการศกึ ษาไทยเปน็ หอ้ ง
ทใ่ี หญท่ ส่ี ดุ นำ� เสนอเรอื่ งราวของพฒั นาการการศกึ ษาไทยตง้ั แตอ่ ดตี ถงึ ปจั จบุ นั และพระมหากรณุ าธคิ ณุ ของ
พระมหากษตั รยิ ไ์ ทยทกุ พระองคท์ ท่ี รงมตี อ่ การศกึ ษา ดว้ ยทรงเหน็ วา่ การศกึ ษาคอื หวั ใจสำ� คญั ในการพฒั นา
ประเทศอย่างย่ังยืน การศึกษาของไทยในอดีตมีวัด วัง บ้าน เป็นศูนย์กลางการศึกษาของคนไทยมาตั้งแต่
สมัยอดีต
นับแต่สมยั สโุ ขทยั จากศลิ าจารึกวดั ป่ามะมว่ ง ระบวุ ่า พระมหากษตั รยิ ท์ รงศึกษาพระไตรปฎิ ก และ
ศาสตรด์ า้ นการปกครองตา่ ง ๆ จากพระและพราหมณ์ ดว้ ยเปน็ สรรพวชิ าของชนชน้ั สงู ซง่ึ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจาก
อนิ เดยี สว่ นราษฎรทว่ั ไปไดศ้ กึ ษาความรจู้ ากวดั ในสว่ นนม้ี กี ารจดั แสดงมลั ตมิ เี ดยี ประกอบศลิ าจารกึ (จำ� ลอง)
เพ่ือแสดงให้เห็นถึงความส�ำคัญของศิลาจารึกของพ่อขุนรามค�ำแหงมหาราชในฐานะหลักฐานแรกของ
การทค่ี นไทยมตี วั อกั ษรไทยไวบ้ นั ทกึ ความรไู้ ทย รวมทง้ั มกี จิ กรรมประทบั ตราอกั ษรจารกึ เพอื่ เรยี นรลู้ กั ษณะของ
ตวั อกั ษรจารึกเทียบกบั อักษรไทยปจั จบุ นั
ภายในห้องน้ีได้บันทึกเรื่องราวสมัยอยุธยา มาจนถึงสมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ ให้อ่านเป็น
ความรู้เร่ืองราวการศึกษาไทยต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในส่วนของการจัดแสดงได้มีการจ�ำลองบรรยากาศ
ห้องเรียนในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมี “ครูฝร่ัง” เป็นผู้สอน บนโต๊ะนักเรียนจัดแสดงอุปกรณ์การเรียน ซ่ึงท�ำให้
ผูช้ มไดร้ ับประสบการณร์ ว่ มเปน็ นกั เรยี นในสมยั รชั กาลท่ี 5

12 วทิ ยาจารย์

วทิ ยาจารย์ 13

5. ห้องพระมหากรุณาธิคุณของราชสกุลมหิดล กับการศึกษาไทย เป็นห้องท่ีเชื่อมติด
กับห้องพัฒนาการศึกษาไทย น�ำเสนอพระมหากรุณาธิคุณของราชสกุลมหิดล ที่ทรงมีคุณูปการต่อ
การศกึ ษาไทยนบั แตส่ มเดจ็ พระมหติ ลาธเิ บศร อดลุ ยเดชวกิ รม พระบรมราชชนก ทที่ รงวางรากฐาน
ด้านการศึกษาการแพทยแ์ บบตะวันตกในประเทศ ต่อเน่อื งมาจนถงึ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เกิดเป็นองค์ความรู้ "ศาสตร์พระราชา" และนวัตกรรม
เพอื่ การพฒั นาทย่ี งั่ ยนื มพี ระราชปณธิ านใหค้ นไทยรคู้ ดิ และพง่ึ พาตนเองไดต้ ลอดชพี ฯลฯ ซงึ่ ภายในหอ้ ง
ได้จัดแสดงวดี ิทศั นท์ ีส่ ่อื ถงึ “ศาสตร์ของพระราชา” อันแ​ นวพระราชดำ� รใิ นการพัฒนาตนอย่างย่ังยนื
6. ห้องเสนาบดี จัดแสดงประวัติและพัฒนาการของกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่เมื่อแรก
ตงั้ เปน็ กรมศกึ ษาธกิ าร กระทรวงธรรมการ จนเปน็ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารในปจั จบุ นั และนำ� เสนอประวตั ิ
และผลงานของเสนาบดีกระทรวงและรัฐมนตรีของกระทรวงศึกษาธิ การที่มีบทบาทส�ำคัญในด้าน
การจดั การศกึ ษาโดยมกี ารจดั แสดงโตะ๊ ทำ� งานของเสนาบดคี นสำ� คญั คอื เจา้ พระยาพระเสดจ็ สนุ เรนทราธบิ ดี
(หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) นอกจากนั้น ยังจัดแสดงหนังสือ และเอกสารส�ำคัญเกี่ยวกับ
การจดั การศึกษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ เชน่ รายงานกระทรวงธรรมการฉบบั แรกในสมัยรัชกาลที่ 5
หลักสูตรการเรียนการสอนและคู่มือครูในยุคทศวรรษ 2500 ฯลฯ นอกจากน้ัน ยังได้มีการจัดเตรียม
เอกสารประวัติศาสตร์ท่ีเก่ียวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการไว้ ให้เพ่ิมเติมเพื่อการหมุนเวียนจัดแสดง
รวมทงั้ มคี อมพวิ เตอรเ์ ชอ่ื มตอ่ ระบบอนิ เทอรเ์ นต็ สำ� หรบั ผสู้ นใจรายละเอยี ดเกยี่ วกบั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ซึ่งปรากฏอย่ใู นเวบ็ ไซต์ของกระทรวงศกึ ษาธิการ
ส�ำหรับผู้สนใจท่ีจะมาเย่ียมชมพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทยสามารถเดินทางมาได้ต้ังแต่
วันจนั ทร์ - วนั ศกุ ร์ เวลา 08.00 - 17.00 น. โดยไม่เสยี ค่าใช้จา่ ยใด ๆ ทงั้ ส้ิน หากสถานศกึ ษาจะมา
เปน็ หมคู่ ณะใหท้ ำ� หนงั สอื จากหนว่ ยงานตน้ สงั กดั ถงึ ปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ทางพพิ ธิ ภณั ธ์ ฯ จะมเี จา้ หนา้ ท่ี
เดนิ นำ� ชม ทง้ั นส้ี อบถามเสน้ ทางการเดินทางได้ทีส่ ายด่วนการศึกษา 1579

14 วทิ ยาจารย์

รอบร้วั ครุ ุสภา

ครุ สุ ภารว่ มกบั 16 หนว่ ยงาน
จัดการประชมุ ทางวชิ าการของคุรุสภา ประจำ� ปี 2562

“ครแู ห่งอนาคตเพ่ือผู้เรยี นแหง่ อนาคต”

การประชุมทางวิชาการของคุรสุ ภา ประจำ� ปี 2562 เรอื่ ง “ครูแห่งอนาคต เพื่อผู้เรียนแห่งอนาคต” (Future Teachers
For Future Learners) ระหวา่ งวนั ท่ี 16 - 18 สงิ หาคม 2562 ณ โรงแรมเซน็ ทราศนู ยร์ าชการและคอนเวนชนั เซน็ เตอร์ แจง้ วฒั นะ
โดยวันที่ 17 สิงหาคม 2562 มีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม
กลา่ วปาฐกถาพเิ ศษและมอบรางวลั ผลงานวจิ ยั ของครุ สุ ภาประจำ� ปี2562“ระดบั ภมู ภิ าค”มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ เปน็ เวทที างวชิ าการ
ส�ำหรับการแลกเปลยี่ นเรียนรู้องคค์ วามร้ทู างวชิ าการและทางวชิ าชพี ตลอดจนการสร้าง การใช้ และการเผยแพร่ผลงานวจิ ยั
และผลงานนวตั กรรมตน้ แบบทมี่ คี ณุ คา่ ทางวชิ าการและมคี ณุ ภาพเปน็ แบบอยา่ งในการปรบั ประยกุ ตใ์ ชห้ รอื ตอ่ ยอดเพอื่ การพฒั นา
คุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพเพ่ือสนับสนุนให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และสถานศึกษาได้เกิดความรู้
ความเขา้ ใจ และกระตนุ้ ใหใ้ ชก้ ระบวนการวจิ ยั สรา้ งสรรคน์ วตั กรรมและกระบวนการเรยี นรทู้ เ่ี หมาะสมกบั บรบิ ทของสถานศกึ ษา

รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร กลา่ วปาฐกถาพเิ ศษ เรอ่ื ง “นโยบายการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา เพอ่ื อนาคต”
ตอนหนงึ่ วา่ การประชมุ ทางวชิ าการนจ้ี ะเปน็ เวทวี ชิ าการของครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาทจ่ี ะไดม้ โี อกาสมานำ� เสนอ รว่ มรบั ฟงั
ศึกษา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นส�ำคัญทางด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์
ประเทศ แนวคิดนวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือต่อยอดการด�ำเนินงาน รวมถึงแนวคิดวิธีการใหม่ท่ีท้าทายและตอบโจทย์
การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลก นโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรฐั มนตรี ไดก้ ำ� หนดเปา้ หมายการพฒั นาคนไทยใหม้ คี วามพรอ้ มในการดำ� รงชวี ติ ในศตวรรษที่ 21 เพอ่ื เปน็ พลงั ขบั เคลอื่ น
การพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีแบบแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศสู่
Thailand 4.0 นโยบายดา้ นการศกึ ษาจงึ เปน็ วาระเรง่ ดว่ นของรฐั บาล โดยนำ� รปู แบบแนวคดิ วธิ กี ารใหม่ ๆ ในการจดั การหลกั สตู ร
และกระบวนการเรียนรู้ พร้อมทั้งน�ำเทคโนโลยีสารสนเทศและเคร่ืองมือท่ีเหมาะสมมาใช้ในการพัฒนาการศึกษา จึงเป็น
ยทุ ธศาสตรส์ �ำคัญในการจัดการศกึ ษาเพื่ออนาคต

ผมในฐานะผู้เข้ามาดูแลและรับผิดชอบงานการศึกษา ได้เห็นถึงความจ�ำเป็นเร่งด่วนท่ีจะต้องด�ำเนินการส่งเสริม
สนบั สนนุ และพฒั นาครู เพอื่ ชว่ ยตอ่ ยอดความสามารถในการจดั การเรยี นการสอน ทจ่ี ะสง่ ผลตอ่ ความสามารถของเดก็ โดยตรง
รวมทง้ั ทำ� ใหค้ ณุ ภาพชวี ติ ของครไู ทยดขี น้ึ ใหค้ รมู กี ำ� ลงั ใจในการทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ แมพ่ มิ พข์ องชาติ ดว้ ยการปรบั หลกั สตู รการศกึ ษา
ให้สอดคลอ้ งและสนองตอบความก้าวหน้าของดจิ ทิ ัลมากข้นึ ทัง้ ในด้านการจดั การเรียนการสอน สื่อ และการวดั ประเมนิ ผล
สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ระบบดิจิทัล/ ส่งเสริมการเรียน วิทยาการคอมพิวเตอร์ Coding/ พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ของ
สถาบนั การศกึ ษา/ ปรบั ระบบการเรยี น วชิ าวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยดี า้ นวศิ วกรรม คณติ ศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ ภาษาตา่ งประเทศ
รวมถึงสร้างความรู้ ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ส่ือออนไลน์ และโครงสร้างสังคมออนไลน์ของไทย เพ่ือป้องกัน
และลดผลกระทบจากการใชเ้ ทคโนโลยี

วทิ ยาจารย์ 15

การเปล่ียนแปลงด้านต่าง ๆ ท่ีเกิดอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้ครูต้องเปลี่ยนบทบาทตนเองจาก “ครู”
ทีท่ �ำหนา้ ท่ีสอน เปน็ “โค้ช” ท่ีตอ้ งใหค้ ำ� ปรกึ ษา แนะนำ� และเปน็ ผสู้ ร้างแรงบนั ดาลใจใหเ้ ด็กเกิดความอยากท่ีจะเรยี นรู้ตอ่ ไป
อยา่ งไมม่ วี นั สน้ิ สดุ ครจู ะตอ้ งเปน็ “ผอู้ ำ� นวยการการเรยี นรใู้ หแ้ กเ่ ดก็ ” โดยกระตนุ้ ใหเ้ ดก็ ไดเ้ รยี นรู้ เกดิ แรงบนั ดาลใจในการเรยี นรู้
ค้นควา้ และแสวงหาคำ� ตอบจากการเรียนของตน “คร”ู เป็นจุดเรมิ่ ตน้ ของคุณภาพการศกึ ษาทัง้ หมด และผูบ้ รหิ ารโรงเรียน
จะตอ้ งมภี าวะผนู้ ำ� ทางวชิ าการอยา่ งชดั เจนทเี่ ขา้ ไปสนบั สนนุ ใหเ้ กดิ คณุ ภาพดงั กลา่ ว บทบาทของครแู ละผบู้ รหิ าร จงึ จำ� เปน็ ตอ้ ง
เปลยี่ นสมรรถนะหลกั ทค่ี รตู อ้ งมี คอื ทกั ษะในการสรา้ งแรงบนั ดาลใจใหน้ กั เรยี นเกดิ ความกระหายทจี่ ะคน้ ควา้ เรยี นรอู้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
รวมถงึ ทกั ษะการจดั การเรยี นรผู้ า่ นเทคโนโลยดี จิ ทิ ลั และการออกแบบการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นผา่ นเทคโนโลยดี จิ ทิ ลั และประเมนิ ผล
การพฒั นาครใู หม้ ีสมรรถนะใหมน่ ้จี ึงเปน็ สง่ิ สำ� คญั ดงั นัน้ ครใู นยุคนจ้ี งึ ตอ้ งมีคณุ ลกั ษณะหน่ึงทสี่ ำ� คัญทเ่ี รยี กว่า e - Teacher
คือ ต้องมีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้แบบใหม่โดยจัดการเรียนการสอนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและสื่อเทคโนโลยี
มีทกั ษะในการแสวงหาความรใู้ หม่ ๆ เพอ่ื ขยายองคค์ วามรขู้ องตนเองตลอดเวลา มีความสามารถ ในการถา่ ยทอดหรอื ขยาย
ความรูข้ องตนเองสผู่ เู้ รยี นผา่ นส่อื เทคโนโลยีได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ

การจดั งานประชมุ ทางวชิ าการในวนั นถี้ อื เปน็ การสง่ เสรมิ สนบั สนนุ และเปดิ โอกาสใหค้ รแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา
นกั วชิ าการ นกั วจิ ยั นสิ ติ /นกั ศกึ ษา และประชาชนผทู้ สี่ นใจ ไดม้ โี อกาสแสวงหาความรู้ เปดิ โลกทศั นข์ องการเปลย่ี นแปลงในโลก
แห่งยุคดิจิทัล ไดม้ ีโอกาสแลกเปล่ยี นเรียนรู้ ทางวชิ าการและวิชาชีพ ทจ่ี ะส่งผลใหผ้ ู้เขา้ ร่วมการประชุมไดน้ �ำแนวคดิ รูปแบบ
วธิ กี าร และนวัตกรรมใหม่ ๆ ท่ไี ด้รับจากกิจกรรมทเี่ ข้ารว่ มไปปรบั ประยุกตใ์ ชไ้ ด้เหมาะสมกบั งานตามบทบาทภารกจิ ของตน

ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถึง การจัดประชุมทางวิชาการครั้งน้ีว่าได้รับความร่วมมือจาก
หนว่ ยงานภาครฐั และเอกชนทง้ั ในประเทศและต่างประเทศ จำ� นวน 16 หนว่ ยงาน ไดแ้ ก่ สำ� นักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน ส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ส�ำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
สำ� นกั งานคณะกรรมการส่งเสริมการศกึ ษาเอกชน มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต สถาบันวจิ ยั และพัฒนาวชิ าชพี ครูส�ำหรับอาเซียน
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ สถาบนั การจดั การปญั ญาภวิ ฒั น์
สำ� นกั งานกองทนุ เพอื่ ความเสมอภาคทางการศกึ ษา สำ� นกั งาน สกสค. บรษิ ทั ทรู คอรป์ อเรชน่ั จำ� กดั (มหาชน) บรษิ ทั ไมโครซอฟท์
(ประเทศไทย) จำ� กดั มลู นธิ คิ นี นั แหง่ เอเชยี และสำ� นกั งาน Worlddidac Asia ทตี่ ระหนกั และเหน็ ความสำ� คญั ของพลงั ครู
เพอ่ื ขบั เคลอื่ นคณุ ภาพการศึกษาไทย

การประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจ�ำปี 2562 นี้ จัดข้ึนเพื่อให้ครูได้เรียนรู้ ปรับตัว และเห็นความส�ำคัญ
ความจ�ำเปน็ ทีจ่ ะตอ้ งมกี ารเปลี่ยนแปลงตนเองทง้ั คณุ ลักษณะ สมรรถนะ เพ่ือจดั การเรยี นรู้ที่ดี มคี วามหมาย และมคี ณุ ภาพ
สำ� หรบั ผเู้ รยี นแหง่ อนาคต ภายใตบ้ รบิ ทของสงั คมโลกทม่ี กี ารเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ แบบชนดิ ทคี่ าดเดาไดย้ าก ผเู้ ขา้ รว่ มประชมุ
ประกอบด้วย ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผู้แทนหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานทางการศึกษา คณาจารย์ นักวิชาการ
นกั วจิ ยั นสิ ติ นกั ศกึ ษา และผสู้ นใจทวั่ ไป ประมาณ 1,800 คน กจิ กรรมภายในงานประกอบดว้ ย การปาฐกถาพเิ ศษ การเสวนา
เรือ่ ง “การศึกษาแหง่ อนาคต” การอภิปราย การบรรยาย การแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ การเปดิ ช้ันเรยี น นทิ รรศการผลงานวิจัยและ
นวตั กรรมทางการศึกษา และการประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั ิการ (Workshop) มากกว่า 20 เร่อื ง กบั ไฮไลต์เด็ด ๆ ใน Sub Theme
“ทักษะชีวิตเพื่อโลกแห่งอนาคต” “การเรียนรู้ในยุคดิจิทัล” “การเรียนรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองโลก” “Coding” “ชุมชน
แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชพี (PLC)” รวมถงึ คลินกิ วจิ ยั ใหค้ �ำปรึกษาเร่ืองการทำ� งานวจิ ยั และคลินิกใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี
ทางการศึกษา

สำ� หรบั ผทู้ ไี่ มไ่ ดเ้ ขา้ รว่ มงานสามารถรบั ชมถา่ ยทอดสดผา่ นทาง เฟซบกุ๊ แฟนเพจ “ครุ สุ ภา” https://www.facebook.com/
Khurusaphaofficial และสามารถรบั ชมเทปบนั ทกึ ภาพการประชมุ วชิ าการของครุ สุ ภา ประจำ� ปี 2562 และดาวนโ์ หลดเอกสาร
ไดท้ างเวบ็ ไซตค์ รุ ุสภา www.ksp.or.th

16 วทิ ยาจารย์

วทิ ยาจารย์ 17

18 วทิ ยาจารย์

ครรู ูก้ ฎหมาย

กองบรรณาธิการ

ผลกระทบทเี่ กดิ จากการได้รับค�ำวินิจฉยั ใหพ้ กั ใชห้ รือเพกิ ถอน
ใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา

พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 5 บัญญัติให้
การประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องอยู่ภายใต้บังคับหลักเกณฑ์การมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
และมาตรา​48 บญั ญตั วิ า่ ผซู้ งึ่ ไดร้ บั ใบอนญุ าตตอ้ งประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามมาตรฐานและจรรยาบรรณ
ของวิชาชี พ ซ่ึงในมาตรา 48 บัญญัติว่าให้มีข้อบังคับว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพท่ีประกอบด้วย
(1) มาตรฐานความรู้และประสบการณว์ ชิ าชพี (2) มาตรฐานการปฏบิ ตั งิ าน (3) มาตรฐานการปฏบิ ตั ติ น
และมาตรา 50 บัญญัติว่า มาตรฐานการปฏิบัติตนให้ก�ำหนดเป็นข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของ
วชิ าชีพ ประกอบด้วย (1) จรรยาบรรณต่อตนเอง (2) จรรยาบรรณตอ่ วชิ าชีพ (3) จรรยาบรรณตอ่ ผูร้ บั
บริการ (4) จรรยาบรรณตอ่ สังคม หากผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ไมถ่ ือปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือ
ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรง คุรุสภามีอ�ำนาจสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต
ประกอบวชิ าชพี ไดต้ ามมาตรา 9 (4) แหง่ พระราชบญั ญตั สิ ภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2546

แนวทางกำ� หนดระดบั ความผดิ ทางจรรยาบรรณของวชิ าชพี กรณที ม่ี ลี กั ษณะรา้ ยแรงในระดบั
พักใชห้ รือเพกิ ถอนใบอนญุ าตประกอบวิชาชีพ สรปุ ไดด้ งั น้ี

1. ความผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ไม่ว่าจะเกิดข้ึนกับศิษย์ผู้ประกอบวิชาชีพหรือ
บคุ คลอ่ืน ตามความร้ายแรงของกรณี

2. ความผิดเก่ียวกับการเสพสุราในสถานท่ีราชการหรือชุมชน ท�ำให้เกิดความเสียหายต่อ
หน้าท่หี รอื เกียรตศิ กั ดขิ์ องตำ� แหน่งหน้าท่อี ย่างร้ายแรง

3. ความผดิ เก่ยี วกับการเล่นการพนัน ประเภทกฎหมายหา้ มขาด (ตามบัญชี ก.)
4. ความผิดเกีย่ วกบั ละท้ิงหน้าทห่ี รือทอดท้ิงหนา้ ที่ราชการ ขนึ้ อยกู่ ับความร้ายแรงของกรณี
5. ความผดิ เกยี่ วกบั การลงโทษศษิ ยห์ รอื นกั เรยี น เปน็ การลงโทษทไ่ี มเ่ ปน็ ไปตามระเบยี บของ
กระทรวงศึกษาธิการ เป็นเหตใุ ห้ไดร้ บั บาดเจ็บสาหัสหรือกระทำ� ให้อบั อายลักษณะประจาน ดหู มนิ่
6. ความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด เช่น มีไว้ในครอบครอง ครอบครองเพื่อจ�ำหน่าย หรือให้
การสนบั สนุนชว่ ยเหลือ
7. ถกู คดีอาญาถงึ ที่สุดให้จำ� คุกเกยี่ วกับทรพั ยห์ รือทจุ รติ ตอ่ หนา้ ท่ี

วิทยาจารย์ 19

เมอื่ ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษาประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณของวชิ าชพี และไดร้ บั คำ� วนิ จิ ฉยั
ใหพ้ กั ใชห้ รอื เพกิ ถอนใบอนญุ าตประกอบการวชิ าชพี ผลกระทบทเี่ กดิ ขนึ้ คอื ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา
ผู้นั้นไม่ ว่าจะเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสายผู้สอน สายบริหารสถานศึกษา
สายบริหารก ารศึกษา หรือศึกษานิเทศก์ ต้องไปปฏิบัติหน้าที่อื่นที่ไม่จ�ำเป็นต้องมีใบอนุญาต
ประกอบวิชาชพี เชน่ ตำ� แหน่งธุรการ เน่ืองจากขอ้ บังคับครุ ุสภา วา่ ดว้ ยการพจิ ารณาการประพฤตผิ ดิ
จรรยาบรรณของวชิ าชีพ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.2559 ขอ้ 51/1 กำ� หนดให้การพกั ใชใ้ บอนุญาตหรือเพกิ ถอน
ใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ใหค้ ณะกรรมการมาตรฐานวชิ าชพี วนิ จิ ฉยั สง่ั พกั ใชใ้ บอนญุ าตหรอื เพกิ ถอน
ใบอนญุ าตทุกประเภทท่ีผูป้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้รับ

กรณีถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ตามระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงิน
วทิ ยฐานะและเงนิ ประจำ� ตำ� แหนง่ ขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2550 ขอ้ 6 (8) กำ� หนดวา่
การเบิกจ่า ยเงินวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีสิทธิได้รับเงินวิทยฐานะ
ในกรณีถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพมิให้จ่ายเงินวิทยฐานะในระหว่างวันที่ถูกสั่งให้พักใช้
ใบอนญุ าตประกอบวชิ าชีพ

หากมตี ำ� แหนง่ อนื่ ทไ่ี มต่ อ้ งมใี บอนญุ าต และผบู้ งั คบั บญั ชาหนว่ ยงานการศกึ ษานน้ั พจิ ารณา
เห็นว่าผู้น้ันมีความเหมาะสมที่จะบรรจุแต่งต้ังให้ด�ำรงต�ำแหน่งดังกล่าว และไม่ขาดคุณสมบัติของ
การเปน็ ขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษาตามมาตรา 30 และมาตรา 42 แหง่ พระราชบัญญัติ
ระเบยี บขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ใหส้ ่งเรือ่ งให้ผมู้ อี �ำนาจพจิ ารณาอนุมตั ิ

หากไม่มีตำ� แหน่งว่างหรือต�ำแหน่งที่สามารถย้ายไปแต่งตั้งให้ด�ำรงต�ำแหน่งได้และผู้บังคับ
บญั ชาหน่วยงานเหน็ วา่ ผู้นนั้ เหมาะสมทจ่ี ะไดร้ ับการบรรจุ และแตง่ ต้ังใหด้ ำ� รงตำ� แหน่งอืน่ ทไี่ ม่ต้องมี
ใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ในหนว่ ยงานการศกึ ษาอนื่ ใหด้ ำ� เนนิ การภายในสามสบิ วนั นบั แตว่ นั ทหี่ นว่ ยงาน
ได้รบั หนงั สอื แจ้งการเพกิ ถอนใบอนญุ าต

20 วทิ ยาจารย์

หากทั้งสองกรณีดังกล่าวไม่สามารถด�ำเนินการได้ตามที่ก�ำหนด ให้ผู้มีอ�ำนาจส่ังให้ผู้นั้น
ออกจากราชการ ซงึ่ เปน็ ไปตามมาตรา 107 (6) แหง่ พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากร
ทางการศกึ ษา พ.ศ. 2547 คอื ขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาออกจากราชการเมอ่ื ถกู เพกิ ถอน
ใบอนุญาตประกอบวิชาชพี ทงั้ น้ีเงนิ วทิ ยฐานะตามระเบยี บ ก.ค.ศ. ว่าดว้ ยการเบกิ จา่ ยเงนิ วทิ ยฐานะ
และเงนิ ประจำ� ตำ� แหนง่ ขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2550 ขอ้ 6 (9) การเบกิ จา่ ยเงนิ
วิทยฐานะของข้ า ร าชการครูและบุคลากรทางการศึกษาท่ีถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ใหเ้ บิกจา่ ยเงินวทิ ยฐานะไดถ้ ึงก่อนวนั ที่ถกู เพกิ ถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชพี

ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษาทปี่ ระพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณของวชิ าชพี และถกู วนิ จิ ฉยั ใหพ้ กั ใช้
ใบอนญุ าตหรือเพกิ ถอนใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี จะมผี ลกระทบ 3 ประการหลักดังนี้ 1) ไม่สามารถ
ปฏบิ ตั หิ นา้ ทตี่ ามตำ� แหนง่ และอำ� นาจหนา้ ทขี่ องผปู้ ระกอบวชิ าชพี นนั้ ๆ 2) กรณถี กู เพกิ ถอนใบอนญุ าต
ประกอบวิชาชีพอาจถูกให้ออกจากราชการ 3) ไม่สามารถรับเงินวิทยฐานะหรือเงินประจ�ำต�ำแหน่ง
ไดใ้ นชว่ งของการถกู พกั ใชใ้ บอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ซงึ่ ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ถอื ไดว้ า่ เปน็
บคุ คลสำ� คญั ที่สังคมใหก้ ารยอมรบั นบั ถอื ยกยอ่ ง จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งเปน็ แบบอยา่ งทดี่ ี ตงั้ มน่ั อยใู่ นความดี
ใหส้ มกบั ทส่ี งั คมหรอื ผรู้ บั บรกิ ารใหค้ วามศรทั ธา ขอฝากคตเิ ตอื นใจไวว้ า่ “ความดคี อื เครอ่ื งประดบั ตวั
ความช่ัวเป็นเครื่องประจานตน”

ใบอนญุ าตประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา มีอายใุ ช้ได้ 5 ปี และจะตอ้ งขอตอ่ อายใุ บอนุญาต
กอ่ นวนั ท่ีใบอนุญาตจะหมดอายไุ มน่ ้อยกวา่ 180 วนั

วิทยาจารย์ 21

กรณีศึกษาการประพฤติผดิ จรรยาบรรณของวชิ าชีพ

กรณีอายุความในการกลา่ วหาหรอื กลา่ วโทษ
ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา

ในการกล่าวหาหรื อ กล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาท่ีมีพฤติกรรมเข้าข่าย
การประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมกับจรรยาบรรณของวิชาชีพ สามารถกระท�ำได้แต่ต้องค�ำนึงถึง
อายคุ วามในการกล่าวหาหรอื กล่าวโทษ ซ่งึ ขอ้ กฎหมายที่เกย่ี วกบั อายุความดังกล่าว ไดก้ ำ� หนดไว้ใน
พระราชบญั ญตั สิ ภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2546 และขอ้ บงั คบั ครุ สุ ภาวา่ ดว้ ยการพจิ ารณา
การประพฤติผดิ จรรยาบรรณของวชิ าชีพ พ.ศ. 2553

อายคุ วาม คือระยะเวลาทกี่ ฎหมายก�ำหนดใหใ้ ชส้ ิทธิเรียกรอ้ ง สิทธฟิ ้อง หรือสิทธริ อ้ งทกุ ข์
หากปล่อยเนิ่นนานไปจนล่วงระยะเวลาดังกล่าวแล้ว สิทธิดังกล่าวจะยกขึ้นอ้างอีกมิได้ ซึ่งเรียกว่า
“การขาดอายคุ วาม” เชน่ สทิ ธิเรียกร้องขาดอายคุ วาม คดีขาดอายุความ หนี้ขาดอายคุ วาม เปน็ ตน้

พระราชบัญญัติสภาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 51 กำ� หนดใหบ้ คุ คล
ซงึ่ ไดร้ บั ความเสยี หายจากการประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณของวชิ าชพี ของผไู้ ดร้ บั ใบอนญุ าต มสี ทิ ธกิ ลา่ วหา
ผไู้ ด้รบั ใบอนุญาตผนู้ ั้นโดยท�ำเร่ืองย่ืนตอ่ คุรุสภา

กรรมการครุ สุ ภา กรรมการมาตรฐานวชิ าชพี หรอื บคุ คลอน่ื มสี ทิ ธกิ ลา่ วโทษผปู้ ระกอบวชิ าชพี วา่
ผดิ จรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยแจ้งเรื่องตอ่ ครุ สุ ภา

สทิ ธกิ ารกลา่ วหา หรอื สทิ ธกิ ารกลา่ วโทษดงั กลา่ วจะสน้ิ สดุ ลงเมอ่ื พน้ หนง่ึ ปนี บั แตว่ นั ทผี่ ไู้ ดร้ บั
ความเสยี หายหรอื ผกู้ ลา่ วโทษรเู้ รอื่ งการประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณของวชิ าชพี ดงั กลา่ วและรตู้ วั ผปู้ ระพฤตผิ ดิ

การถอนเรอื่ งการกลา่ วหาหรอื การกลา่ วโทษทไี่ ดย้ นื่ ไวแ้ ลว้ นนั้ ไมเ่ ปน็ เหตใุ หร้ ะงบั การดำ� เนนิ การ
ตามพระราชบญั ญัตนิ ้ี

ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2553
ข้อ 10 กำ� หนดว่าเมอ่ื สำ� นกั งานเลขาธิการครุ สุ ภาได้รับเรือ่ งกลา่ วหาหรอื กล่าวโทษแลว้ ใหเ้ ลขาธิการ
ตรวจสอบในเบ้ือง ต้ น หากเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษเร่ืองใดพ้นหน่ึงปีนับแต่วันที่ผู้กล่าวหาหรือ
ผกู้ ลา่ วโทษรเู้ รอื่ งการประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณของวชิ าชพี และรตู้ วั ผปู้ ระพฤตผิ ดิ ใหเ้ สนอคณะกรรมการ
เพ่อื มมี ติไม่รบั เรอื่ งไวพ้ ิจารณา

22 วทิ ยาจารย์

กรณศี กึ ษาเกยี่ วกบั อายคุ วามในการกลา่ วหาหรอื กลา่ วโทษผปู้ ระกอบวชิ าชพี
ทางการศึกษา

นาง ก. ย่ืนหนังสือร้องเรียนต่อเลขาธิการคุรุสภา เม่ือวันที่ 19 เมษายน 2556 กรณีท่ี
นาง ข. ซงึ่ เป็นผู้ประกอบวชิ าชพี ครูโรงเรียน ค. ได้ก้ยู ืมเงินของนาง ก. ไปเปน็ เงิน 500,000 บาท และ
ไม่ยอมช�ำระหนี้ จนกระทั่งศาลมีค�ำพิพากษาให้นาง ข. ช�ำระหน้ี แต่นาง ข. ก็ยังไม่ยอมช�ำระหน้ี
แตป่ ระการใด ซงึ่ ขอ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏวา่ การผดิ นดั ชำ� ระหนข้ี องนาง ข. เกดิ ขนึ้ ตงั้ แตว่ นั ท่ี 28 กรกฎาคม 2551
ซ่ึงเป็นวันที่ศาลมีค�ำพิพากษาให้ช�ำระหนี้แก่นาง ก. ในมูลหน้ีแรกจ�ำนวน 90,000 บาท และต่อมา
วันท่ี 10 พฤศจกิ ายน 2552 ศาลพิพากษาให้นาง ข. ชำ� ระหน้ีจำ� นวน 410,000 บาท ในมูลหนีท้ ส่ี อง
รวมเปน็ จำ� นวนทงั้ สนิ้ 500,000 บาท แตน่ าง ก. ไดย้ นื่ หนงั สอื รอ้ งเรยี นกรณดี งั กลา่ วลงวนั ที่ 19 เมษายน
2556 ย่อมที่จะพน้ อายุความหนึง่ ปี (27 กรกฎาคม 2552)

ท้ังน้ี ในการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพได้พิจารณาแล้วและมีมติไม่รับเรื่อง
ดงั กล่าวไวพ้ จิ ารณา

ซง่ึ เหตผุ ลตามกฎหมายในอนั ทจี่ ะตอ้ งมอี ายคุ วามเปน็ นติ นิ โยบายของรฐั เ​พอ่ื ดำ� รงความสงบ
เรียบร้อยและความม่ันคงในการอ้างสิทธิของบุคคล อันเป็นการห้ามปรามมิให้มีการน�ำเร่ืองราว
ท่ีเกิดขึ้นมาเน่ินนานแล้วนั้นย่อมยุ่งยากส�ำหรับผู้เก่ียวข้องในการ หาพยานหลักฐานมาพิสูจน์แก่กัน
พยานหลกั ฐานอาจสญู หาย เสอ่ื มสภาพ บกพรอ่ ง หรอื คลาดเคลอ่ื นไป ตามกาลเวลาได้ ซงึ่ จะสง่ ผลให้
การวินิจฉัยขอ้ พิพาทนนั้ ไม่อาจเป็นธรรมไดอ้ ยา่ งแท้จรงิ

กรณีตามตัวอย่างข้างต้นก็เช่นกัน เมื่อนาง ก. ซ่ึงเป็นผู้กล่าวหาได้รู้เร่ืองการประพฤติผิด
จรรยาบรรณของวชิ าชพี และรตู้ วั ผปู้ ระพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณของวชิ าชพี มาตง้ั แต่ ปี พ.ศ. 2551 แตก่ วา่
ทจี่ ะมายน่ื หนงั สอื รอ้ งเรยี น พ.ศ. 2556 แลว้ นนั้ ยอ่ มทำ� ใหส้ ทิ ธใิ นการกลา่ วหานาง ข. สนิ้ สดุ ลง เนอ่ื งจาก
หมดอายุความตามทีไ่ ดก้ ล่าวมาขา้ งต้น

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา มีอายุใช้ได้คราวละ 5 ปี และจะต้องขอต่ออายุ
ใบอนุญาต ฯ ภายใน 180 วัน ก่อนท่ีใบอนุญาตจะหมดอายุ หากย่ืนค�ำขอต่ออายุ ฯ หลังจากวันที่
ใบอนุญาตหมดอายุแล้ว จะต้องเสียค่าด�ำเนินการกรณีขอต่ออายุใบอนุญาตล่าช้าเป็นเงินเดือนละ
200 บาท เรม่ิ นบั ตั้งแตว่ ันที่ 7 มิถุนายน 2560 เปน็ ตน้ ไป

วทิ ยาจารย์ 23

EDU Classroom

ศาสตราจารย์กติ ติคุณ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์
รองศาสตราจารย์ ดร.ทวศี ักด์ิ จินดานุรกั ษ์

การเรียนการสอน

ด้วยการ
ตกผลึก
ทางปญั ญา

24 วทิ ยาจารย์

ความหมายและความส�ำคญั
การตกผลึกทางปัญญา เป็นความสามารถของผู้เรียนที่จะประเมินค่า
งานวิชาการหรือองค์ความรู้ที่ได้ศึกษาหรือสร้างข้ึนใหม่ แล้วน�ำมาท�ำความเข้าใจ
อยา่ งลกึ ซง้ึ ครบถว้ นและรอบดา้ นรถู้ งึ เหตผุ ลเบอื้ งหลงั ทง้ั ในทางการเมอื งทางเศรษฐกจิ
สงั คม ตลอดจนนานาชาติ จนประจกั ษ์อย่างชัดแจ้งในควมร้นู น้ั พรอ้ มท้งั สามารถ
บรู ณาการเขา้ กบั สงั คมไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ เพอื่ เปน็ ฐานสำ� หรบั แนวคดิ ใหมได้ (ไพฑรู ย์
สนิ ลารตั น,์ 2547)
การเรยี นการสอนโดยการตกผลกึ ทางปญั ญา จงึ มคี วามจำ� เปน็ และสำ� คญั
ตอ่ ผเู้ รยี นในระดบั ปรญิ ญาบณั ฑติ หรอื บณั ฑติ ศกึ ษา เพราะเปน็ ผเู้ รยี นทเี่ รม่ิ เปน็ หรอื
จะเปน็ ผใู้ หญม่ ปี ระสบการณเ์ กย่ี วกบั ศาสตรท์ ศี่ กึ ษาในระดบั หนง่ึ แลว้ และเปน็ รปู แบบ
การเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนป็นส�ำคัญโดยแท้จริง เนื่องด้วยเป็นการส่งเสริม
ใหผ้ เู้ รยี นไดส้ รรคส์ รา้ ง ความรคู้ วามคดิ ดว้ ยตนเอง โดยการรวบรวม ทำ� ความเขา้ ใจ
สรปุ วเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะหจ์ ากการศกึ ษาดว้ ยตนเองแลว้ สรา้ งเปน็ ผลงานเขยี นขนึ้
เป็นส�ำคัญ
การสรา้ งผลงานทจี่ ะสะทอ้ นการตกผลกึ ทางปญั ญาไดด้ ที ส่ี ดุ คอื การเขยี น
เพราะการเขยี นเปน็ เครอ่ื งมอื ในการสอ่ื ความคดิ ประสบการณ์และสอื่ อารมณค์ วามรสู้ กึ
ของผู้รียนได้อย่างดี ผู้สอนมีบทบาทในการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดและมีมุมมอง
ที่กว้างขึ้น การเรียนการสอนโดยการสร้างผลงานการเขียนจะเกิดผลสมบูรณ์ได้
หากผู้สอนและผู้เรียนได้วิเคราะห์ผลงานร่วมกัน ผู้สอนควรสอดแทรกการสอน
การคิด คำ� นยิ ม และจริยธรรมรวมท้ังส่อื สารกับผ้เู รยี น เพอื่ ประเมินวา่ กระบวนการ
ถา่ ยทอดการคิดของผ้เู รยี นออกมาเป็นผลงานนนั้ เขยี นสอดคล้องกันหรือไม่
เหตุท่ีการสอนและผลจากการสอนอันเกิดจากการตกผลึกทางปัญญา
มคี วามสำ� คญั เพราะนอกจากผลงานจากการศกึ ษาทเ่ี กดิ จากกระบวนการทางปญั ญาแลว้
จะตอ้ งมคี วามชดั เจนวา่ เปน็ ผลผลติ (Product) ทเี่ หมาะสม แตค่ วามชดั เจนทเ่ี ราเหน็
อาจจะเปน็ ภาพลวงอยกู่ ไ็ ด้ จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารวพิ ากษ์ วจิ ารณอ์ ยา่ งเขม้ ขน้ จนกวา่
ผลงานที่เราศึกษาจากความรู้ท่ีเราพบนั้นมีความเหมาะสมจริง ปราศจากเหตุผล
หรือส่ิงซอ่ นเรน้ ในการเมือง เศรษฐกจิ หรือวัฒนธรม เน่อื งจากความรูท้ างวิชาการ
อาจจะมีเหตุผลซ่อนเร้นทางการเมือง นานาชาติ และวัฒนธรรมอยู่เสมอ (อุรวดี
รุจเิ กยี รตกิ �ำจร, 2550)

วทิ ยาจารย์ 25

การตกผลึกทางปญ ญา การคิดวิจารณญาณ การสรางความรู
(Crystallization) (Criticalization) (Creation)
การนำเสนอ
(Communication)

การบรู ณาการ การประจกั ษในคุณคา
เชือ่ มโยงความรู ของความรู
(Integration) (Valuation)

แผนภูมแิ สดงวงจรของการตกผลกึ ทางปญญา

แผนภมู แิ สดงวงจรของการตกผลึกทางปัญญา

กระบวนการและข้นั ตอน
กระบวนการเรียนรู้จากการตกผลึกทางปัญญา ประกอบไปด้วยกระบวนการพ้ืนฐานหลัก
5 ประการ คอื การคดิ วิจารณญาณ (Criticalization) หมายถึง การท�ำความเข้าใจให้แจม่ แจ้ง
ในเรอ่ื งทศ่ี กึ ษากอ่ นวา่ มเี หตผุ ลทมี่ าซอ่ นเรน้ อยบู่ า้ งหรอื ไม่ หมายถงึ ไมเ่ ชอื่ หรอื ไมย่ อมรบั อะไร
ง่าย ๆ หลังจากนั้น จงึ เปน็ การสรา้ งองค์ความรขู้ น้ึ ใหม่ (Creation) ซงึ่ อาจจะไดม้ าจากการคิด
การสอน การวิจัย การสร้างข้ึนเอง เพื่อให้มีความรู้และผลงานใหม่ข้ึนมา ข้ันตอนที่ 3 คือ
การประเมนิ ในเชงิ คณุ คา่ (Valuation) เมอื่ ไดง้ านขน้ึ มาแลว้ ตอ้ งดำ� เนนิ การวพิ ากษว์ จิ ารณก์ อ่ นวา่
เหมาะสมเพียงใด แล้วจึงให้คุณค่าว่ามีความหมายมากน้อยเพียงใด หลังจากน้ันจึงน�ำไปสู่
การบูรณาการ (Integration) ว่าสง่ิ ทีไ่ ดศ้ ึกษา และพฒั นาจนเปน็ มีผลงานนั้นสามารถเชอ่ื มโยง
เขา้ กบั บคุ คลและสงั คมไดม้ ากนอ้ ยเพยี งใด อธบิ ายความสมั พนั ธเ์ กยี่ วขอ้ งกบั สงั คมสงิ่ แวดลอ้ ม
ได้อย่างไร ขนั้ ตอนสดุ ทา้ ย คือ การสื่อสาร (Communication) กบั บคุ คลต่าง ๆ ไดโ้ ดยอัตโนมัติ
งานเขยี นจึงเป็นภาพสะทอ้ นสิ่งที่ส�ำคญั ของการตกผลกึ ทางปญั ญา (Crystallization)

26 วทิ ยาจารย์

การด�ำเนินการสอนในแนวนี้ ควรเร่ิมต้นด้วย เมอื่ จบแตล่ ะประเดน็ ของผเู้ รยี นแลว้ ผสู้ อนควรจะ
การทำ� ความเขา้ ใจกบั ผเู้ รยี นใหเ้ ขา้ ใจวตั ถปุ ระสงคข์ องการสอน ประเมนิ เชงิ ใหค้ ณุ คา่ และชแี้ นะในเชงิ เนอื้ หาและกระบวนการเขยี น
ในแนวน้ีก่อนว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไร ต้องการให้ผู้เรียน ของแตล่ ะคนใหช้ ดั เจน ใหเ้ หน็ จดุ ออ่ นจดุ แขง็ ของแตล่ ะคน
แสดงออกอยา่ งไร และจะมปี ระโยชนต์ อ่ ผเู้ รยี นในลกั ษณะใด เพอ่ื การเรยี นร้แู ละการปรบั แกไ้ ขในครงั้ ตอ่ ๆ ไป
ไดบ้ ้าง แลว้ จงึ ให้ผู้เรยี นไดฝ้ กึ ฝนและพฒั นาทกั ษะพ้นื ฐาน การเขยี นประเดน็ ตา่ ง ๆ เหลา่ นี้ อาจจะเปน็ ประเดน็
ทั้ง 5 ประการก่อน ต่อจากนั้นจึงให้เรียนเข้าสู่เนื้อหา ใหญห่ รอื เลก็ กไ็ ดแ้ ลว้ แตต่ ามความหมาะสมและการตกลงกนั
ตามลำ� ดับ ของผู้เรียนและผู้สอน แต่ควรจะต้องให้ครอบคลุมประเด็น
การด�ำเนนิ การเรยี นรู้แนวนี้ มีข้ันตอนส�ำคัญ ดังนี้ ที่เปน็ เนื้อหาของรายวิชา ๆ นน้ั อยา่ งครบถว้ นสมบรู ณ์ดว้ ย
ขั้นการพัฒนางาน (ไพฑูรย์ สินลารัตน์, 2549)
1. หลังจากบอกจดุ ประสงคแ์ ลว้ จงึ ทำ� ความเขา้ ใจ ขน้ั การปรบั แก้
ในเน้ือหาและประเด็นหลัก ๆ ของรายวิชา ว่าครอบคลุม 3.เมอ่ื วเิ คราะหว์ จิ ารณจ์ นพยี งพอแลว้ ผเู้ รยี นจะตอ้ ง
ประเดน็ ส�ำคญั อะไรบา้ ง แล้วจัดแบง่ ประเด็นหลกั ประมาณ น�ำงานชิ้นนั้นไปปรับแก้ ด้วยการทบทวนท�ำความเข้าใจ
4 - 5 ประเด็น แล้วให้ผู้เรียนไปศึกษาวิเคราะห์เอกสาร จนชัดเจน ใหม้ คี วามเขม้ ข้น มีความคมคายมากย่งิ ข้นึ และ
แนวคิดตามประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้น ให้กว้างขวางที่สุด เชอื่ มโยงกบั ส่งิ ต่าง ๆ ให้ชัดเจนยิง่ ขึน้
เทา่ ทจี่ ะกวา้ งได้โดยอาจศกึ ษาจากงานวจิ ยั ตา่ งๆประกอบดว้ ย 4 เมื่อปรับแก้แล้ว จะต้องน�ำผลงานน้ันมาเสนอ
ก็ได้ เมอ่ื ไดป้ ระเดน็ แล้ว ผเู้ รียนตอ้ งวเิ คราะห์ในแง่มุมต่าง ๆ ในช้ันเรียนอีกคร้ังหน่ึง เพื่อให้เพ่ือนและผู้สอนสะท้อน
รว่ มกบั เพ่อื น เปน็ กระบวนการวเิ คราะห์เน้ือหาอย่างเข้มข้น ความชัดเจน ความเข้มข้นและความจริงจังอีกคร้ังหน่ึง
(Criticalizing the Knowledge) โดยประเดน็ วจิ ารณจ์ ะตอ้ งระบเุ หตผุ ล ความรู้ขอ้ มลู เบอ้ื งหลงั
หลงั จากนนั้ ใหผ้ เู้ รยี นพฒั นาแนวคดิ ในประเดน็ ตา่ ง ๆ ของเรอ่ื งนนั้ อยา่ งชดั เจนและมองหน็ แนวทางของการประยกุ ตใ์ ช้
แยกทีละประเด็น แล้วให้เขียนประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้น ขน้ั การตกผลึก
ออกมาเป็นผลงานในลักษณะท่ีเป็นแนวคิดของตนเอง 5. เปน็ การปรับแก้ให้เปน็ งานทต่ี กผลึกของตนเอง
ทไ่ี ดผ้ า่ นการกลน่ั กรองวเิ คราะหเ์ จาะลกึ จนตกผลกึ ทางความคดิ ถา้ ยงั ไมแ่ นใ่ จอาจนำ� ไปสกู่ ารวเิ คราะหว์ จิ ารณใ์ นชน้ั เรยี นไดอ้ กี
ของตนเองในขน้ั แรกแล้ว

ขัน้ การทดสอบ
2. เมอื่ ผเู้ รยี นเขยี นและแกไ้ ขจนแนใ่ จวา่ เปน็ ความคดิ
ตกผลึกของผู้เรียนแล้ว ให้ผู้เรียนแต่ละคนน�ำเสนอในกลุ่ม
เพอ่ื ใหเ้ พอื่ นผเู้ รยี นในกลมุ่ ชว่ ยกนั วเิ คราะห์วจิ ารณอ์ กี ครงั้ หนง่ึ
ดำ� เนนิ การในลกั ษณะนไ้ี ปแตล่ ะประเดน็ จนครบ 4 - 5 ประเดน็
ที่วางไวแ้ ตต่ น้

วิทยาจารย์ 27

บทบาทของผสู้ อนและผ้เู รียน
การสอนในแนวน้ี ผู้สอนจะต้องก�ำหนดเป้าหมายและท�ำความเข้าใจกับผู้เรียน
ให้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์และจุดหมาย จากนั้นจึงช้ีแนะแนวทางการสร้างผลงานการเขียน
ในรปู แบบตา่ ง ๆ แลว้ ตกลงกนั กอ่ นวา่ ผเู้ รยี นตอ้ งการสรา้ งผลงานการเขยี นแนวไหน ตอ่ จากนน้ั
สิ่งท่ีเขียนมีจุดมุ่งหมายอะไร ควรมีความชัดเจนว่า มีเบื้องหลังของเนื้อหาในประเด็นใดบ้าง
เปน็ ตน้
ในสว่ นของผเู้ รยี นเอง ตอ้ งแสวงหาแนวคดิ และพฒั นาความคดิ ของตนซำ้� หลาย ๆ ครงั้
จนเป็นภาพรวมของตนเองอย่างเด่นชัด แล้วจึงถ่ายทอดความคิดน้ันออกมาให้ชัดเจน
รวมท้ังพร้อมท่จี ะรับความคิดของคนอืน่ ๆ มาเพอ่ื ปรับแก้ความคดิ ของตนเองดว้ ย
หลักใหญ่ของการสอนแนวนี้ คือ การทดสอบตนเองแล้วอธิบายความคิดของตนเอง
ดว้ ยงานเขยี นวา่ ตนเองมคี วามชดั เจนเพยี งใด (Crystalization) และมองแงม่ มุ ตา่ ง ๆ จนครบถว้ นแลว้
หรือไม่

ที่มา: สารานกุ รมการศกึ ษารว่ มสมัย เฉลมิ พระเกียรติ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาส
ฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558

28 วิทยาจารย์

โรงเรียนดี โครงการเดน่

ดร.วทิ ยา ศรชี มภู

กระบวนการ PDCAS พฒั นากระบวนการ
คิดวเิ คราะห์ของนกั เรียนโดยใช้กิจกรรมโครงงาน

โรงเรยี นโคกโพธไ์ิ ชยศึกษา

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านท่ีรัก โรงเรียนดี โครงการเด่น ฉบับน้ี เสนอนวัตกรรมเรื่อง “กระบวนการ PDCAS พัฒนา
กระบวนการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน โดยใช้กิจกรรมโครงงาน” จาก โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่
การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 25 จงั หวดั ขอนแกน่ โดยการนำ� ของผอู้ ำ� นวยการ สรุ ยิ นั ต์ เหลา่ มะลกึ และคณะครู เนอื้ หาสาระมดี งั นี้
คอื การดำ� เนนิ โครงการเสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ ในการพฒั นาทกั ษะกระบวนการคดิ วเิ คราะหข์ องนกั เรยี นโดยใชก้ จิ กรรมโครงงาน
โดยพฒั นาผา่ นกระบวนการ PDCAS โรงเรยี นโคกโพธไ์ิ ชยศกึ ษา อำ� เภอโคกโพธไ์ิ ชย จงั หวดั ขอนแกน่ เนอื่ งจากผลการประเมนิ
มาตรฐานดา้ นผเู้ รยี น มาตรฐานท่ี 4 ผเู้ รยี นมคี วามสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ คดิ สงั เคราะห์ มวี จิ ารณญาณ มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์
คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ อยู่ในระดับคุณภาพพอใช้ จากการประชุมคณะครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อหาสาเหตุ
ของปญั หาดงั กลา่ ว พบวา่ ครขู าดความรู้ ความเขา้ ใจและทกั ษะการจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงาน จงึ ดำ� เนนิ การพฒั นาบคุ ลากร
ด้านการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้กลยุทธ์ ได้แก่ การอบรมเก่ียวกับ
การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานโดยยึดหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาดูงานนอกสถานท่ี และการนิเทศ
และด�ำเนินการพัฒนาคุณภาพนักเรียน เรื่องการจัดท�ำโครงงานให้ได้ประสิทธิภาพ ได้ผลการด�ำเนินงาน ดังน้ี

วิทยาจารย์ 29

จากการสงั เกตและการบนั ทกึ การนเิ ทศพบวา่ 1.การฝกึ อบรม ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงงานเท่าท่ีควร นอกจากน้ี
เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานโดยยึดหลัก ยังพบว่าครูผู้สอน ยังขาดความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง พบวา่ ครมู คี วามรคู้ วามเขา้ ใจ ในบางขน้ั ตอนไมส่ ามารถชแ้ี นะหรอื ถา่ ยทอดสกู่ ารจดั การเรยี นรู้
เกยี่ วกบั การจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงานโดยยดึ หลกั ปรชั ญา แบบโครงงานสผู่ อู้ น่ื ได้ ไมม่ นั่ ใจในการทำ� หนา้ ทค่ี รทู ปี่ รกึ ษา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี งมากขนึ้ ทกุ คนสงั เกตไดจ้ ากครมู คี วามเขา้ ใจ โครงงานของนกั เรยี น ขาดทกั ษะในการใชค้ ำ� ถามเพอ่ื กระตนุ้
ในข้ันตอนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน และการเขียน ให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ จึงวางแผน
แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เม่ือครูได้รับการนิเทศ การดำ� เนนิ การพฒั นาการจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงานโดยยดึ หลกั
พบว่า คณะครูสามารถจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนิเทศครูที่ปรึกษา
โดยยดึ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไดใ้ นระดบั ดี จาก โครงงาน โดยทำ� การนเิ ทศการทำ� หนา้ ทค่ี รทู ป่ี รกึ ษาในแตล่ ะ
ผลการประเมนิ ดงั นี้ 1.1) ผลการประเมนิ แผนการจดั การเรยี นรู้ ข้ันตอนการท�ำโครงงานของครูท่ีปรึกษาโครงงาน พบว่า
แบบโครงงานโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครทู ป่ี รกึ ษาโครงงานมคี วามมนั่ ใจในการทำ� หนา้ ทคี่ รทู ป่ี รกึ ษา
พบวา่ ครเู ขยี นแผนการจัดการเรยี นรู้ไดค้ ะแนนเฉล่ีย 4.11 ได้ดีข้ึน สังเกตจากความมั่นใจในการต้ังค�ำถาม เพ่ือให้
มคี วามเหมาะสม ในระดบั มาก 1.2) ผลการประเมนิ การจดั นักเรียนแก้ปัญหาจากการท�ำงาน นอกจากน้ียังพบว่า
การเรยี นรแู้ บบโครงงานโดยยดึ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง บรรยากาศในหอ้ งเรยี นเปน็ บรรยากาศแหง่ การเรยี นรู้ ผเู้ รยี น
พบว่า ครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้คะแนนเฉล่ีย 4.19 สนใจและมคี วามสขุ จากการเรยี นรู้ เพราะสามารถแกป้ ญั หา
มคี วามเหมาะสมในระดบั มาก1.3)ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจ ไดด้ ว้ ยตนเอง สามารถปฏบิ ตั งิ านโครงงานไดส้ ำ� เรจ็ จากผล
ต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานโดยยึดหลักปรัชญา การประเมนิ โครงงานของนกั เรยี น พบวา่ โครงงานของนกั เรยี น
ของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ ที่ได้รับการเรียนรู้แบบโครงงานโดยยึดหลักปรัชญาของ
ในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานโดยยึดหลักปรัชญา เศรษฐกจิ พอเพยี งของครู ไดค้ า่ เฉลย่ี 3.97 ผลงานอยใู่ นระดบั
ของเศรษฐกิจพอเพียง ได้ค่าเฉล่ีย 4.10 มีความพึงพอใจ ผลการปฏบิ ตั ดิ ี และไดผ้ ลงานโครงงานทงั้ สนิ้ 103 โครงงาน
อยใู่ นระดบั มาก จากบนั ทกึ การนเิ ทศ พบวา่ ครสู ามารถจดั และเปน็ โครงงานทผ่ี า่ นการประเมนิ ในระดบั ดขี น้ึ ไป จำ� นวน
การเรยี นรแู้ บบโครงงานโดยยดึ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 87 โครงงาน คิดเป็นรอ้ ยละ 84.47 และเปน็ ผลงานในระดับ
ได้ครบตามขั้นตอน ผู้เรียนสามารถเขียนเค้าโครงของ ดีเยยี่ ม จำ� นวน 18 โครงงาน ผลการด�ำเนินงานการพัฒนา
โครงงานได้ แต่ข้ันตอนการวางแผนงานยังไม่ชัดเจนและ บุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยยึดหลัก

30 วทิ ยาจารย์

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษา และความรว่ มมอื ของคณะครู จาการวเิ คราะหผ์ ลการประเมนิ
อ�ำเภอโคกโพธ์ิไชย จังหวัดขอนแก่น ส่งผลให้บุคลากร ในรูปแบบตา่ ง ๆ พบว่า ครไู ด้ใหค้ วามร่วมมอื ในการท�ำงาน
มคี วามรู้ความเขา้ ใจในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบโครงงาน ทุกข้ันตอน ตั้งแต่ขั้นวางแผนการปฏิบัติ การสังเกต และ
โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถเขียน การสะท้อนผล มุ่งปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานโดยยึดหลัก และประสทิ ธภิ าพ สง่ ผลตอ่ คณุ ภาพของนกั เรยี นใหม้ คี ณุ ภาพ
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง สามารถจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ตามมาตรฐาน ด้านผู้เรียน มาตรฐานท่ี 4 ผู้เรียนมีความ
แบบโครงงานโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ
ไดท้ ำ� ใหเ้ กดิ การพฒั นาผเู้รยี นใหม้ คี วามสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ คดิ ไตรต่ รองและ มวี สิ ยั ทศั น์ สอดคลอ้ ง
คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์
คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ และเกิดประโยชน์การพัฒนา
ในระดบั สงู ตอ่ ไป การดำ� เนนิ โครงการเสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็
ในการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน
โดยใช้กิจกรรมโครงงาน โรงเรยี นโคกโพธไิ์ ชยศึกษา อำ� เภอ
โคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น ในยุทธศาสตร์การพัฒนา
บุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานโดยยึดหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้การวิจัยปฏิบัติการ
ด้วยกลยุทธ์ในการพัฒนา ได้แก่ การฝึกอบรม การศึกษา
ดูงานนอกสถานท่ี การนเิ ทศ และการพฒั นานกั เรียนในการ
จดั ทำ� โครงงานใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ ทำ� ใหค้ รมู คี วามรคู้ วามเขา้ ใจ
ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบโครงงานโดยยดึ หลกั ปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถเขียนแผนการจัดกิจกรรม
การเรยี นรแู้ ละจดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบโครงงานโดยยดึ หลกั
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ เกิดจากความสนใจ ตัง้ ใจ

วิทยาจารย์ 31

กับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชน
ของชาติเข้าสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียน
มคี ณุ ธรรม รกั ความเปน็ ไทย มที กั ษะการคดิ วเิ คราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์
มที ักษะดา้ นเทคโนโลยี สามารถท�ำงานร่วมกบั ผอู้ น่ื และสามารถ
อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้อย่างสันติ โดยสรุป การพัฒนา
บุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานโดยยึดหลักปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี งโรงเรยี นโคกโพธไิ์ ชยศกึ ษาอำ� เภอโคกโพธไิ์ ชย
จงั หวดั ขอนแกน่ สามารถพฒั นา บคุ ลากรใหม้ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจ
ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบโครงงานโดยยดึ หลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง สามารถเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
และจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยยึดหลกั ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงได้ ส่งผลให้นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน
ด้านผเู้ รียน มาตรฐานที่ 4 ไดเ้ ป็นอยา่ งดี

32 วทิ ยาจารย์

ยทุ ธศาสตร์การศึกษา

ศาสตราจารย์ ดร.เสริมศกั ดิ์ วิศาลาภรณ์ ราชบณั ฑิต

การแสวงหาโอกาส :

สิ่งจำ� เปน็ ในชวี ติ ของผู้บรหิ าร

(ตอนที่ 5)

(ต่อจากฉบับทแี่ ลว้ )

ระดับต่าง ๆ ของโอกาส

การที่จะพูดว่าโอกาสมีในทุกส่ิงที่เรามอง อาจมีความหมายน้อยไปหน่อยการท่ีจะบอกว่า
การแสวงหาโอกาสเปน็ ธุระหรือเป็นเรอ่ื งของคนอ่ืน ๆ ก็อาจไมถ่ ูกตอ้ งนัก โอกาสมใี นระดับต่าง ๆ กนั
โอกาสบางอย่าง เป็นธรุ ะของคนอนื่ แตบ่ างอย่างก็เป็นธรุ ะของทกุ คน

ระดับองคก์ าร

โอกาสในระดบั องคก์ ารนนั้ หรอื หนว่ ยงานนน้ั มผี ลกระทบตอ่ การดำ� เนนิ งานของหนว่ ยงานนน้ั
โอกาสระดับองค์การอาจเป็นโอกาสท่ีจะขยายยุบรวม หรือตัดสินใจท�ำสิ่งใหม่ บริษัทน้�ำทันอาจ
ขยายโอกาส ในการผลิตสารเคมีบางหรือผลิตพลังงานบางอย่าง การตัดสินใจในการก�ำหนดทิศทาง
และการแสวงหาโอกาสในทศิ ทางเหลา่ นเี้ ปน็ ธรุ ะของคณะกรรมการบรหิ ารองคก์ ารนนั้ ๆ คนอนื่ ๆ อาจเหน็ วา่
โอกาสเชน่ นไ้ี มใ่ ชธ่ รุ ะของตน

ระดบั ผูบ้ ริหาร

โอกาสระดับผู้บริหารเก่ียวขอ้ งกับการบรหิ ารองค์การนนั้ ๆ โอกาสเชน่ ว่าน้ี อาจประกอบด้วย
การปรับปรุงโครงสร้างขององค์การเสียใหม่ การแสวงหาวิธีการต่าง ๆ ท่ีจะพัฒนาองค์การ เป็นต้น
โอกาสระดับองคก์ ารกบั ระดบั ผบู้ รหิ ารอาจไมแ่ ตกตา่ งจากกนั จนเหน็ ไดช้ ดั เจน แตก่ อ็ ยใู่ นวสิ ยั ทจ่ี ะสงั เกต
เหน็ ความแตกตา่ งได้

วิทยาจารย์ 33

ระดับงาน

โอกาสระดบั งานเกดิ ข้ึนเม่อื บคุ ลลมองหาโอกาสรอบ ๆ งานทีต่ นทำ� โอกาสในลักษณะเชน่ น้ี
อาจไดแ้ ก่ การบรหิ ารเวลาในการทำ� งานการมอบหมายงาน การปรกึ ษาหารอื การปรบั ปรงุ วธิ กี ารทำ� งาน
การเปลีย่ นแปลงวสิ ัยการท�ำงาน การเรียนรูง้ านใหม่ เป็นตน้ โอกาสในระดับงาน จะมใี นสองลักษณะ
ลกั ษณะแรกคอื การแสวงหาโอกาสในการปฏบิ ตั งิ านของตนใหด้ ขี น้ึ ลกั ษณะงานทส่ี องการแสวงหาโอกาส
เพอื่ หน่วยงานของตน

ระดบั บคุ คล

โอกาสในระดับบุคคลเก่ียวข้องกับการพัฒนาตนเอง การบรรลุสิ่งที่ตนเองอยากจะเป็น
อยากจะได้โอกาสในการเลอื่ นตำ� แหนง่ โอกาสทจ่ี ะสรา้ งความกา้ วหนา้ ใหแ้ กต่ นเองและสง่ิ ทง้ั หลายทง้ั ปวง
ท่ีน�ำไปสู่ความก้าวหน้าระดับบุคคล โอกาสในระดับบุคคล เป็นเรื่องท่ีแต่ละบุคคลแสวงหาโอกาส
ระดบั บคุ คลเป็นดาบสองคม ด่งั เชน่ ผู้บรหิ ารบางคนนำ� การเปล่ียนแปลงมาสู่หน่วยงาน มใิ ช่เพอ่ื ทจี่ ะ
ให้เกดิ ความมชี ื่อเสยี งแกห่ นว่ ยงาน หากแตเ่ ป็นการสรา้ งชือ่ เสียงให้แกต่ ัวเอง

ผลประโยชน์และแรงจงู ใจ

ในขั้นสุดท้ายของการตัดสินใจทุกอย่างก็มักจะมีอารมณ์มาเก่ียวข้อง การคิดอย่างรอบคอบ
ในการตดั สนิ ใจกเ็ พอ่ื ขจดั อารมณท์ เี่ กยี่ วขอ้ งใหอ้ อกไปมากทสี่ ดุ เทา่ ทจ่ี ะทำ� ได้ เพอ่ื ทจ่ี ะใหก้ ารตดั สนิ ใจ
ถูกต้อง คงจะเช่ือได้ยากว่ามีการตัดสินใจที่ไม่เก่ียวกับอารมณ์ตัวอย่างเช่น นักธุรกิจที่มีเพ่ือนมาเป็น
ลกู จา้ ง ตนเองอยากสง่ เสรมิ เพอื่ น แตเ่ พอ่ื นไมท่ ำ� งานซำ้� รา้ ยกวา่ นน้ั ยงั ไปชกั ชวนคนอนื่ ใหไ้ มท่ ำ� งานอกี
เขาตัดสนิ ใจทีจ่ ะใหเ้ พอื่ นไปทำ� งานท่ีอืน่ การตดั สนิ ใจใหเ้ พอื่ นออกจากงานไม่ใช่การตดั สินที่เก่ยี วกับ
อารมณ์ แต่เป็นอารมณ์ที่ต้องการจะผดุงธุรกิจของตนเอง อารมณ์ที่จะสร้างความก้าวหน้ามากกว่า
อารมณท์ ่ีจะเห็นใจเพือ่ นฝูง
การแสวงหาโอกาสเก่ียวกับอารมณ์ท่ีซับซ้อน เช่น ความต้องการท่ีจะคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ความอยากรู้อยากเห็น ความต้องการท่ีจะท�ำอะไรท่ีแปลกใหม่ ความต้องการที่จะเห็นตนเองส�ำคัญ
และไดร้ บั การยกยอ่ งนบั ถอื สงิ่ เหลา่ นเี้ กยี่ วกบั การแสวงหาโอกาส แมว้ า่ จะไมค่ อ่ ยมผี ลนกั มหี ลายคน
ทไ่ี มม่ แี รงจงู ใจจะมองหาโอกาส จะมองหาโอกาสกต็ อ่ เมอื่ มองเหน็ ผลประโยชนเ์ ทา่ นน้ั การมองประโยชน์
อาจพิจารณาได้ 3 ขนั้ ดงั น้ี
ขน้ั แรก ประโยชนท์ เี่ หน็ ไดช้ ดั เจนเพอ่ื มองหาโอกาส นน้ั กค็ อื โอกาสทพี่ บจะทำ� ใหเ้ กดิ ประโยชน์
ได้อย่างชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง หากใครคิดว่าการแสวงหาโอกาสน้ัน จะได้ประโยชน์แก่
หน่วยงานระยะยาว แรงจูงใจที่จะแสวงหาโอกาสของบุคคลนั้นก็จะมีน้อย ถ้าการแสวงหาโอกาส
เปน็ ความคาดหวงั ของผบู้ รหิ ารแลว้ และสมาชกิ ของหนว่ ยงานนน้ั กพ็ ยายามทำ� ถา้ ยงั เหน็ ได้ ไมช่ ดั เจนวา่
จะไดป้ ระโยชนจ์ ากการแสวงหาโอกาส แรงจงู ใจ และกำ� ลงั ใจของบคุ คลทจ่ี ะแสวงหาโอกาสของบคุ คล
กล็ ดลง

34 วทิ ยาจารย์

บุคคลจะมีแรงจูงใจในการแสวงหาโอกาส
เมอื่ ทราบวา่ จะไดป้ ระโยชนอ์ ะไรบา้ งเมอ่ื พบโอกาสแลว้ เมอ่ื บคุ คล
พบโอกาส กจ็ ะพยายามคดิ วา่ จะไดร้ บั ประโยชนอ์ ะไรบา้ ง ถา้ บคุ คล
คิดว่าได้รับประโยชน์ ก็จะท�ำให้เกิดแรงจูงใจในการด�ำเนินการ
ในขน้ั ตอนตอ่ ไปดงั นน้ั ขน้ั ทสี่ องเมอ่ื บคุ คลคดิ วา่ เขาพบโอกาสเขาจะวเิ คราะห์
ว่าเขาจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากโอกาสน้ัน ๆ ข้อควรระวังในข้ันนี้ก็คือ
โดยมากแลว้ ประโยชนจ์ ะเกดิ ขนึ้ กต็ อ่ เมอื่ ไดด้ ำ� เนนิ การจนเสรจ็ สน้ิ แลว้ หากดำ� เนนิ การแลว้
ไมเ่ สรจ็ ยอ่ มจะสญู เปลา่ ทง้ั เวลา เงนิ กำ� ลงั งาน ดงั นนั้ ก่อนที่จะด�ำเนินการอะไร
ควรจะตอ้ งคดิ ใหร้ อบคอบ ถงึ โอกาสทจี่ ะสำ� เรจ็ และโอกาสทจ่ี ะไดร้ บั จากประโยชนจ์ าก
โอกาสนัน้ ๆ ก่อนทจี่ ะดำ� เนินการอะไร
ข้ันแรกของประโยชน์ก็คือ การให้บุคคลมองหาโอกาส ข้ันที่สองก็คือ การสร้างแรงจูงใจ
ใหแ้ กบ่ คุ คล ในการแสวงหาโอกาส ขน้ั ทส่ี ามของประโยชนก์ ค็ อื การตดั สนิ ใจเกยี่ วกบั โอกาส เปน็ ขนั้ ท่ี
เกย่ี วขอ้ งกบั การประเมนิ ผล ประเมนิ วา่ ควรจะดำ� เนนิ การตามโอกาสทเ่ี กดิ ขนึ้ หรอื ไม่ เมอื่ เราพยายาม
ลดความเสีย่ ง และความไม่แนน่ อนลงไปแลว้ มันควรจะได้ประโยชนค์ มุ้ กันไหม ซงึ่ จะตอ้ งพจิ ารณา
ทนุ ตา่ ง ๆ ทงั้ เวลา เงนิ และความพยามยามทจ่ี ะตอ้ งใชไ้ ป แลว้ จงึ ตดั สนิ ใจวา่ จะปฏบิ ตั ติ ามโอกาสนนั้ ๆ
หรือไม่
แรงจูงใจท้งั สามระดบั สามารถสรุปได้ดังน้ี
แรงจงู ใจ จะมองหาโอกาสในเบือ้ งตน้
แรงจงู ใจที่จะคิดอยา่ งทะลปุ รุโปรง่ เมอื่ พบโอกาส
แรงจูงใจท่ีจะใชห้ รอื ดำ� เนนิ การตามโอกาสทพี่ บ
ในทง้ั สามกรณนี ั้นการรบั ร้วู ่าจะได้รับประโยชน์ นับเปน็ แรงจงู ใจทส่ี �ำคญั ท่สี ดุ ดังนนั้ จงึ ต้อง
ใช้ความพยายามอย่างมาก ที่จะชนี้ �ำใหร้ บั รูว้ ่าจะได้รับประโยชนไ์ รบา้ ง

เวลาเพื่อการแสวงหาโอกาส

“จะต้องใชเ้ วลานานเท่าไหร่ในการมองหาประโยชนจ์ ากโอกาสน้ัน ๆ ?” คำ� ถามน้ี ค่อนข้าง
จะตอบยาก คงจะยากเหมือนกับการตอบค�ำถามว่า “จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ในการพยายาม
แกป้ ญั หานนั้ ?” ผแู้ สวงหาโอกาสมกั จะทง้ิ โอกาสอนั ดไี ปกอ่ นทจ่ี ะพบวา่ โอกาสนนั้ มปี ระโยชนซ์ ง่ึ แสดงวา่
หากขาดความอดทนเบ่ือหน่ายได้งา่ ย ๆ กจ็ ะท�ำให้พลาดโอกาสที่ประโยชนน์ ั้นไป
การมองหาประโยชน์จากโอกาสจะต้องพิจารณาจากทุนที่ลงไปด้วย ในบางคร้ังจะพบว่า
ไรป้ ระโยชน์ เมอ่ื พยายามจากทนุ ทตี่ อ้ งลงไปดว้ ย นกั ออกแบบบางคนคดิ วา่ หากออกแบบปากกาลกู ลน่ื
ให้สวย ๆ แมร้ าคาแพงขึ้นนดิ หนอ่ ยคงจะขายได้ดี แตก่ ารวจิ ัยการตลาดแสดงให้เห็นวา่ คนสว่ นใหญ่
เชอื่ วา่ ไสใ้ นของปากกาลกู ลน่ื เหมอื นกนั ไมว่ า่ จะเปน็ ยหี่ อ้ อะไรและคนเหน็ วา่ ปากกาลกู ลนื่ เปน็ เครอ่ื งใช้
มากกว่าจะเป็นเครื่องประดับ เทปเพลงบางบริษัทเกือบจะไปไม่รอดในระยะแรก ๆ แต่เมื่อเสี่ยงทุ่ม
โฆษณาทางโทรทศั น์ ผลปรากฏวา่ ขายดเี กนิ คาด ทงั้ นเ้ี พราะคนไดย้ นิ เพลงนน้ั ๆ แลว้ ชอบ แตไ่ มป่ รากฏวา่
อย่ใู นเทปมว้ นใด

วทิ ยาจารย์ 35

“ การพิจารณาเก่ียวกับการลงทุนน้ันจะต้องพิจารณาท้ังเวลา และแรงงาน ในบางครั้งจะพบว่า
ไรป้ ระโยชน์ เมอื่ พยายามทำ� ของเดมิ ใหด้ ีข้นึ อกี ซึ่งน่าจะถงึ เวลาท่ีต้องไปทำ� สิ่งใหม่ ซง่ึ คล้าย ๆ กับวา่ คงจะ
ไมเ่ กดิ ประโยชนอ์ ะไรในการทพ่ี ยายามขดุ หลมุ เดมิ ใหล้ กึ ขนึ้ อาจมปี ระโยชนม์ ากกวา่ เมอื่ ไปขดุ หลมุ ใหม่ ปญั หา
ทตี่ ามมากค็ อื เราจะทราบไดอ้ ยา่ งไรวา่ ถงึ เวลาเปลย่ี นไปทำ� สงิ่ ใหม่ หรอื ณ ทใี่ ดเวลาใด คดิ จดุ ทคี่ วรเปลยี่ นแปลง
หากพจิ ารณาขอ้ ความนใี้ หด้ ีอาจจะชว่ ยในการพิจารณาของเราได้
“ผมมองไม่เห็นโอกาสเลย”
“ผมมองเหน็ โอกาส แต่ไมแ่ นใ่ จวา่ จะมีประโยชนห์ รอื ไม่”
“ผมมองเห็นโอกาสที่มีคุณค่าแต่ไม่แน่ใจวา่ ทำ� ได้หรอื ไม”่
“ผมมองเหน็ โอกาสที่มีคุณคา่ และรูว้ า่ จะทำ� ไดอ้ ยา่ งไร แต่มันไม่ใช่โอกาสสำ� หรับเรา”
“ผมมองเหน็ โอกาส แตก่ ็มองเห็นปัญหามากมาย”
“ผมมองเห็นโอกาส แต่คิดว่าเราน่าจะใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่ไปท�ำอย่างอ่ืน ซึ่งน่าจะได้รับประโยชน์
มากกว่า”
“แมจ้ ะเป็นโอกาสดีก็จริง แต่ก็เหน็ วา่ มอี ตั ราเสี่ยงสงู และประโยชนม์ ีน้อย”

ขอ้ ขัดแยง้ ในการแสวงหาโอกาส

การแสวงหาโอกาสเป็นสิ่งส�ำคัญย่ิงการพัฒนาของมนุษยชาติ แต่ก็มีหลายส่ิงหลายอย่างในการ
แสวงหาโอกาสนน้ั ที่มีความขัดแยง้ กันเอง เช่น
การแสวงหาโอกาสตอ้ งใช้ความพยายามและความเสยี่ ง แตก่ ม็ คี วามจำ� เป็นทีจ่ ะต้องมองหาโอกาส
ผบู้ รหิ ารแตล่ ะคนสามารถทำ� งานไดอ้ ยา่ งดี โดยไมต่ อ้ งสนใจกบั การมองหาโอกาส แตห่ นว่ ยงานของ
ผู้บรหิ ารเหล่านี้มแี ต่ทางท่ีจะเส่ือมลง
เปน็ การดีที่จะมใี ครสักคนหน่งึ เป็นคนคอยมองหาโอกาส แตไ่ ม่มใี ครยอมเป็นคน ๆ นั้น
ในหน่วยงานมีแต่เรอื่ งดว่ นท่จี ะตอ้ งทำ� จงึ ไม่มเี วลาทำ� เรอื่ งส�ำคัญ
เราพร้อมท่จี ะรับประโยชน์จากโอกาส แต่ไมพ่ รอ้ มจะเสียอะไรหากเกิดผิดพลาดขึน้
เราเลือกคนฉลาดมาเปน็ ผ้บู ริหาร แต่เราไมช่ อบผบู้ ริหารรทู้ นั เรา



คงจะไมเ่ กดิ ประโยชน์อะไร

ในการทพ่ี ยายามขุดหลมุ เดมิ ให้ลึกขน้ึ

อาจมปี ระโยชนม์ ากกว่าเม่ือไปขุดหลุมใหม่

36 วทิ ยาจารย์

มีปัญหาอุปสรรคมากกมายในการแสวงหาโอกาส อุปสรรคส่วนใหญ่เกิดจากเจตคติของบุคคล
ของหนว่ ยงาน และของผบู้ รหิ ารทม่ี ตี อ่ โอกาส แมว้ า่ การแสวงหาโอกาสจะมปี ระโยชนแ์ ละมคี ณุ คา่ แตค่ นโดยมาก
มักจะท�ำแตเ่ ร่อื งด่วนไมม่ เี วลาทจี่ ะมองหาโอกาส

วิธีแก้ไข

การแสวงหาโอกาสไมไ่ ดเ้ กดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ ผบู้ รหิ ารควรจะตอ้ งตระหนกั ถงึ บทบาทของตนเอง
ในการแสวงหาโอกาสให้แก่หน่วยงานหรือองค์การผู้บริหารจะต้องใจและยอมรับว่าคนอื่น ๆ ต่างก็มีความ
คาดหวังว่าผู้บริหารจะแสวงโอกาสให้กับหน่วยงานหรือองค์การ ผู้บริหารจะต้องจัดหาเวลาให้ตนเอง
อยา่ งเพยี งพอเพอ่ื การแสวงหาโอกาสใหก้ บั หนว่ ยงาน อยา่ ไปคดิ วา่ การแสวงหาโอกาสใหแ้ กห่ นว่ ยงานเปน็ ภาระ
ของลกู นอ้ งของทา่ น ภาระนเ้ี ปน็ ของตวั ทา่ นเอง โปรดอยา่ ลมื หนา้ ทสี่ ำ� คญั ของผบู้ รหิ ารจำ� เปน็ ตอ้ งแบง่ เวลา
ให้เหมาะสมเพอ่ื แสวงหาโอกาสสอนอยา่ งเป็นระบบ
ผู้บริหารจ�ำเป็นต้องเปิดโอกาสหรือสร้างโอกาสให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ท้ังน้ีเพื่อเป็นการสร้างผู้น�ำ
และน�ำศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้อย่างเต็มที่ ผู้บริหารจะต้องตระหนักว่าระเบียบต่าง ๆ มีข้ันตอนยุ่งยาก
เพอ่ื กนั โกง คนชัว่ แต่เปน็ อุปสรรคในการท�ำงานของคนดี ระเบียบต่าง ๆ ออกมาเพื่อกนั คนชั่วแต่กันได้ เพราะ
มักจะหาทางหลีกเลี่ยงได้เสมอ คนดีไม่คิดจะโกงต้องล�ำบากในการปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ของระเบียบ
ซง่ึ มมี ากมายเกนิ ความจำ� เปน็ ระเบยี บกลายเปน็ เครอ่ื งมอื แสวงหาอำ� นาจและประโยชนข์ องคนโกง คนชวั่ และ
เปน็ เคร่ืองมือทำ� ร้ายคนดี ท�ำให้คนดีเสียเปรียบคนชว่ั
การแสวงหาโอกาสใหแ้ กห่ นว่ ยงาน เปน็ หนา้ ทจ่ี ำ� เปน็ ของผบู้ รหิ ารปฏบิ ตั ิ แมว้ า่ จะไมม่ แี รงดลใจ หรอื
ขาดแรงจงู ใจกต็ าม เปน็ ภาระจำ� เปน็ ของหวั หนา้ แมจ้ ะขาดทกั ษะกต็ าม ถา้ ผบู้ รหิ ารไดส้ รา้ งนสิ ยั ในการทำ� งาน
ท่ีดีให้แกต่ นและมีทศั นคติท่ดี แี ลว้ การแสวงหาโอกาสย่อมกระท�ำได้

วิทยาจารย์ 37

สรปุ

โอกาสเป็นสิ่งจ�ำเป็นส�ำหรับชีวิต การแสวงหาโอกาสเป็นส่ิงส�ำคัญส�ำหรับผู้บริหาร ผู้บริหารจ�ำเป็น
จะตอ้ งแสวงหาโอกาสเพ่ือการพฒั นาองคก์ าร และพัฒนาบคุ คลในองคก์ าร ผูบ้ ริหารจ�ำเป็นจะตอ้ งให้โอกาส
และเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในการท�ำงาน การเสนอความคิด ตลอดจนการจัดท�ำโครงการใหม่ ๆ
การเปดิ โอกาสและใหโ้ อกาสผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาในการทำ� งานเปน็ วธิ กี ารหนง่ึ ในการพฒั นาผนู้ ำ� ใหม้ สี ว่ นรว่ มในการ
บรหิ ารงาน และการนำ� ศกั ยภาพของผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาจะเปดิ โอกาสและใหโ้ อกาสแลว้ ตนเองจะตอ้ งสรา้ งโอกาส
และแสวงหาโอกาสเพื่อจะได้มีโอกาสในการท�ำงานมีโอกาสในการใช้ความรู้ และความสามารถ
เพื่อจะทำ� งาน มโี อกาสใช้ความรคู้ วามสามารถตนเองอย่างเตม็ ที่
ในการแสวงโอกาสของผู้บริหารนั้นเป็นการแสวงหาโอกาสเพ่ือจะท�ำงาน มิใช่แสวงหาโอกาส
เพ่อื การเอาเปรยี บคนอืน่ ผูบ้ ริหารจ�ำเปน็ จะต้องเขา้ ใจความแตกต่างระหวา่ งเรื่องดว่ นกับเรอ่ื งส�ำคญั เขา้ ใจ
ความแตกต่างระหว่างการแก้ปัญหากับการหาปัญหา ผู้บริหารจ�ำเป็นต้องตระหนักถึงแบบของปัญหาและ
แบบของผบู้ รหิ าร เขา้ ใจอปุ สรรคในการแสวงหาโอกาสรจู้ กั เจตคตทิ างสงั คมและเจตคตขิ องผบู้ รหิ ารทมี่ โี อกาส
เขา้ ใจทศิ ทาง จดุ หมายปลายทางและวธิ กี ารในการแสวงหาโอกาส รจู้ กั การมองหาโอกาส การแสวงหาโอกาสนน้ั
เกี่ยวขอ้ งกบั ประโยชน์และแรงจูงใจของผู้บริหาร
ผู้บริหารจ�ำเป็นต้องเป็นผู้น�ำและมีวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารเป็นเคร่ืองช่วยอย่างส�ำคัญ
ในการแสวงหาโอกาส
ลองประเมินตนเองว่าท่ีเราเป็นอยู่ในปัจจุบันน้ีเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะเรามีโอกาสใช่ไหม การที่
เรามโี อกาสเป็นเพราะผู้บังคบั บญั ชาเปดิ โอกาสและให้โอกาส เปน็ เพราะตวั เราเองสรา้ งโอกาสและแสวงหา
โอกาส เปน็ เพราะโชควาสนา เปน็ เพราะเรามคี รทู ชี่ ท้ี ศิ ทางและใหแ้ นวคดิ แกเ่ รา หรอื เปน็ เพราะอะไรทท่ี ำ� ใหเ้ รา
มีโอกาสอยา่ งเชน่ ทกุ วนั นี้

ทีม่ า: หนังสอื หลกั วชิ าชพี ทางการศึกษา

38 วทิ ยาจารย์

Knowledge All Around

ปิยกุล ภศู รี

จัดอันดับ
มหาวิทยาลัยโลก
จดั ท�ำไม?
อย่างไร?

และประเทศไทยได้อะไร

จากการจดั อนั ดับ?

เมอ่ื ไมน่ านมานี้ หลายทา่ นอาจจะเหน็ ประเด็นท่นี า่ สนใจก็คอื สงั คมไทยมกั จะฮือฮากบั การจดั
ข่าวนักวิชาการบางท่านน�ำการจัดอันดับ อันดับมหาวิทยาลัยโลก และมีมหาวิทยาลัยของไทยข้ึนแท่น
มหาวทิ ยาลยั โดย Webometrics มาใชเ้ ปน็ ตดิ อนั ดบั กบั เขาดว้ ย ไมว่ า่ จะเปน็ ศษิ ยเ์ กา่ ศษิ ยป์ จั จบุ นั หรอื หนว่ ยงาน
เครอื่ งมอื โจมตบี คุ คลทมี่ คี วามคดิ ทางการเมอื ง ประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยน้ัน ๆ เอง ท่ีออกมาแสดง
อยู่ฝั่งตรงข้ามว่าส�ำเร็จการศึกษาระดับ ความภาคภูมิใจนัยว่าสถาบันของตนเป็นมหาวิทยาลัยท่ีติด
ปรญิ ญาเอกมาจากมหาวทิ ยาลยั “ปลายแถว” อนั ดบั โลกทีเดียวเชยี วนะ
อนั ดบั พนั ของโลก ซงึ่ มหาวทิ ยาลยั ของไทย
หลายแหง่ ยงั มอี นั ดบั สูงกวา่

วิทยาจารย์ 39

แล้วการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลก เกณฑ์การจดั อันดบั ของ Times Higher Education
เขาเอาอะไรมาเปน็ เกณฑช์ วี้ ดั วา่ ทไ่ี หนเจง๋ ทไ่ี หนเกง่ ? ประจ�ำปี 2019 ประกอบดว้ ย
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับประเทศ 1. Teaching: The learning environment (30%) คุณภาพ
มีการด�ำเนินการมาแล้วหลายสิบปี มหาวิทยาลัย
ในกลมุ่ ประเทศยโุ รปและอเมรกิ าเหนอื มกี ารจดั อนั ดบั การสอน สภาพแวดลอ้ มในการเรียนรูข้ องผเู้ รียน
มหาวิทยาลัยในประเทศตนเองเพ่ือใช้เป็นฐานข้อมูล 2. Research: Volume, income, reputation (30%) คณุ ภาพ
ส�ำหรับอาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษาประกอบการ
ตดั สนิ ใจทจ่ี ะเลอื กมหาวทิ ยาลยั ตา่ ง ๆ และเปน็ ขอ้ มลู งานวิจยั ปริมาณ รายได้ และชอ่ื เสียงของงานวิจยั
ให้ภาครัฐ และเอกชนใช้ในการตัดสินใจจัดสรรทุน 3. Citations: Research influence (30%) การอา้ งองิ ในงานวจิ ยั
และสนบั สนุนด้านงบประมาณ
ปัจจุบัน สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัย การนำ� งานวจิ ยั ของสถาบนั ไปใช้อา้ งองิ
ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมีอยู่จ�ำนวนหน่ึง 4. International Outlook: Staff, Students, Research (7.5%)
ซง่ึ ในบทความนจ้ี ะกลา่ วถงึ 2 สถาบนั หลกั ไดแ้ ก่ Times
Higher Education (THE) และ QS University ความเปน็ นานาชาตจิ ากสายตาภายนอก เจา้ หนา้ ที่ นกั ศกึ ษา
Rankings ซ่ึงเป็นสถาบันจัดอันดับสถานศึกษาจาก และงานวจิ ัยนานาชาติ
ประเทศองั กฤษท้ังสองแหง่ 5. Industry Income: knowledge transfer (2.5%) รายไดท้ าง
อตุ สาหกรรมนวตั กรรมทเ่ี ปน็ สง่ิ ใหมใ่ นวงวชิ าการทม่ี หาวทิ ยาลยั
ได้คิดค้นขน้ึ

“ “

การจดั อนั ดับมหาวทิ ยาลัยโลก
ถือเป็นตัวชี้วดั มาตรฐาน

ทางการศึกษาของสถาบันการศกึ ษา
ระดบั อดุ มศึกษา

40 วทิ ยาจารย์

ข ณะทต่ี วั ชวี้ ดั (Indicators) และ คา่ นำ้� หนกั (Weightings) กล่าวโดยสรปุ แล้ว การจดั อนั ดับมหาวิทยาลัยโลก
ในการจดั อนั ดบั มหาวทิ ยาลยั ของ QS University Rankings ถอื เปน็ ตวั ชว้ี ดั มาตรฐานทางการศกึ ษาของสถาบนั การศกึ ษา
ประจ�ำปี 2019 ประกอบดว้ ย ระดับอุดมศึกษาได้ดีในระดับหน่ึง โดยเป็นการสรุป
1. ชอ่ื เสยี งทางดา้ นวชิ าการ 30% (Academic Reputation) ทงั้ ความคดิ เหน็ ทบ่ี คุ คลภายนอกมตี อ่ สถาบนั การศกึ ษา และ
2. ทัศนคติของนายจ้างที่มีต่อบัณฑิต 20% (Employer ตัวชี้วัดด้านผลงานทางวิชาการ เช่น จ�ำนวนและคุณภาพ
ของงานวิจัย ตลอดจนสัดส่วนของบุคลากรทางการศึกษา
Reputation) กับจ�ำนวนนกั ศึกษา
3. สัดส่วนอาจารย์/บุคลากรต่อนักศึกษา 10% (Faculty อย่างไรก็ตาม งานวิชาการที่น�ำมาเป็นตัวชี้วัด
ในการจดั อนั ดบั นนั้ เปน็ งานทเ่ี ผยแพรด่ ว้ ยภาษาองั กฤษ ดงั นน้ั
Student Ratio) มหาวทิ ยาลยั ทไี่ มไ่ ดอ้ ยใู่ นอนั ดบั ทอ็ ปในการจดั อนั ดบั กไ็ มไ่ ด้
4. เครือข่ายผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ 10% หมายความวา่ เปน็ มหาวทิ ยาลยั ทดี่ อ้ ยคณุ ภาพทางการศกึ ษา
แตอ่ าจจะเปน็ มหาวทิ ยาลยั ทม่ี ผี ลงานทางวชิ าการเปน็ ภาษา
(International Research Network) อังกฤษน้อย หรือมีการแปลผลงานเป็นภาษาอังกฤษน้อย
5. สัดส่วนงานวิจัยท่ีถูกน�ำไปใช้อ้างอิง 10% (Citations ท�ำให้สถาบันจัดอันดับไม่สามารถตรวจสอบผลงานทาง
วิชาการที่เผยแพร่เป็นภาษาอ่ืนท่ีไม่ใช่ภาษาอังกฤษได้
per Paper) ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากมหาวทิ ยาลยั อนั ดบั 1 - 10 จากการจดั อนั ดบั
6. สดั สว่ นงานวจิ ยั ทไ่ี ดต้ พี มิ พ์ 5% (Papers per Faculty) ของ Times Higher Education ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ มหาวทิ ยาลยั
7. บคุ ลากรทม่ี วี ฒุ กิ ารศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาเอก 5% (Staff ในสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ แม้แต่มหาวิทยาลัยชั้นน�ำ
ของเอเชียอย่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National
with PhD) University of Singapore) ก็ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียน
8. สัดส่วนอาจารย์ชาวต่างชาติ 2.5% (Proportion of การสอน สว่ นมหาวทิ ยาลยั เกา่ แกใ่ นยโุ รป อยา่ งมหาวทิ ยาลยั
ซอร์บอน์น (Sorbonne Université) ในกรุงปารีส แม้ว่า
International Faculty) จะเปน็ มหาวทิ ยาลยั ทเี่ กา่ แก่และเปน็ มหาวทิ ยาลยั อนั ดบั หนง่ึ
9. สัดส่วนนักศึกษาชาวต่างชาติ 2.5% (Proportion of ของประเทศฝร่ังเศส แต่ก็ถูกจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัย
อนั ดบั ท่ี 51 - 60 ของโลก เนอ่ื งดว้ ยผลงานวชิ าการจำ� นวนมาก
International Students) ตพี ิมพ์เปน็ ภาษาฝร่ังเศส
10. สัดส่วนนักศึกษาต่างชาติท่ีมาแลกเปลี่ยน 2.5% ขอ้ เทจ็ จริงท่ีเราไม่อาจปฏเิ สธไดก้ ค็ ือ โลกวิชาการ
เกือบทุกสาขาขับเคล่ือนด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก ภาษา
(Proportion of Inbound Exchange Students) อังกฤษจึงเป็นกุญแจส�ำคัญในการเปิดประตูสู่โลกความรู้
11. สัดส่วนนักศึกษาท่ีไปแลกเปล่ียนต่างประเทศ 2.5% ระดบั สงู แบบตะวนั ตก การขาดความรภู้ าษาองั กฤษทเี่ พยี งพอ
จึงเป็นอุปสรรคในการศึกษาระดับสูง หรือแม้แต่ในการ
(Proportion of Outbound Exchange Students) ติดต่อสือ่ สารขา้ มวัฒนธรรมก็ตาม เพราะภาษาอังกฤษเป็น
ภาษาท่ีมีผู้ใช้งานแพร่หลายมากท่ีสุดในโลก (แม้ว่าในเชิง
อ้างอิง: ปรมิ าณ ภาษาจนี จะเปน็ ภาษาทมี่ ีจ�ำนวนผ้ใู ชง้ านมากทสี่ ุด
https://www.admissionpremium.com/content/4028 ในโลกกต็ าม)
https://www.admissionpremium.com/content/4108 ลำ� ดบั ทใี่ นการจดั อนั ดบั มหาวทิ ยาลยั โลกจงึ อาจจะ
https://siamrath.co.th/n/44072 ไม่ได้ส่องสะท้อนให้เห็นคุณภาพทางการศึกษาของไทย
https://www.timeshighereducation.com/ โดยตรง แต่อาจจะแสดงใหเ้ หน็ ถึงนัยยะดา้ นคุณภาพ และ
https://www.topuniversities.com/university-rankings ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษา และ
นกั วชิ าการไทยวา่ มตี ำ� แหนง่ แหง่ ทอ่ี ยตู่ รงไหนในโลกการศกึ ษา
ระดับนานาชาติเสยี มากกวา่ ลำ� ดับของมหาวทิ ยาลัย

วทิ ยาจารย์ 41

มิตกิ ารศึกษา

ดร.ชัยยศ อมิ่ สวุ รรณ์

การศกึ ษา
นอกระบบ

เมอื่ ครง้ั ท่ี Unesco น�ำเสนอรายงานเร่ือง LEARNING TO BE ซ่งึ เสนอ
โดย Edgar Faure และคณะ ซง่ึ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารแปลเมอื่ ประมาณปี พ.ศ. 2516
และใชช้ อ่ื วา่ การศกึ ษาเพอื่ ชวี ติ อาจจะนบั ไดว้ า่ เปน็ ครงั้ แรก ๆ ทมี่ กี ารกลา่ วถงึ
การศกึ ษาตลอดชวี ติ โดยใหค้ วามเหน็ วา่ มนษุ ยเ์ รยี นรแู้ ละฝกึ ฝนตนเองไปตลอดชวี ติ
เพ่ือปรับตัวให้เข้ากับส่ิงแวดล้อม ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
ทำ� ให้การเรยี นรู้เปล่ยี นแปลงไป ในรายงานฉบับนี้ ใหค้ วามสำ� คญั กบั การศกึ ษา
ผใู้ หญ่ ทจี่ ดั ทงั้ ในระบบโรงเรยี น และนอกระบบโรงเรยี น ซงึ่ จะสง่ ผลตอ่ การเรยี น
ของเดก็ และเยาวชนในโรงเรยี น

ตอ่ มาเมือ่ Philip H. Coombs และคณะ ไดเ้ สนองานวิจยั ของเขาตอ่ Unesco เขาได้
แบ่งการศึกษาออกเป็น Forma Education ซ่ึงหมายถึง การศึกษาท่ีจัดในระบบโรงเรียนท่ัวไป
Non - Formal Education ซ่ึงหมายถึง การศึกษาแบบก่ึงระบบ ที่จัดนอกเหนือจากการศึกษา
ทจี่ ดั ในระบบโรงเรยี น โดยมงุ่ หมายถงึ การศกึ ษาผใู้ หญ่ การฝกึ อบรมตา่ ง ๆ และ Informal Learning
ซ่ึงตอ่ มากลายเปน็ Informal Education

42 วิทยาจารย์

ในประเทศไทยเองกไ็ ดร้ บั อทิ ธพิ ลของแนวความคดิ น้ี และมกี ารแปลคำ� วา่
Non - Formal Education ออกมาหลายคำ� จุฬาลงกรณมหาวิทยลยั โดยคณะของ
ศาสตราจารย์ ดร.ประชุมสุข อาชวอ�ำรุง แห่งคณะครุศาสตร์ ได้บัญญัติศัพท์ว่า
การศกึ ษาอรปู นยั ซง่ึ หมายถงึ การศกึ ษาทมี่ ี “นยั ” ของ “อรปู ” คอื ไมเ่ ปน็ รปู แบบทวั่ ไป

กระทรวงศึกษาธิการในยุคนั้นบัญญัติว่า การศึกษานอกโรงเรียน และ
ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษานอกระบบโรงเรียน
โดยสภาการศกึ ษาขน้ึ มาศกึ ษาเรอื่ งนดี้ ว้ ย ในแวดวงวชิ าการกเ็ รยี กปะปนกนั ระหวา่ ง
การศึกษานอกโรงเรยี น การศึกษานอกระบบโรงเรยี น
จนกระทงั่ เมอื่ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารสถาปนา กรมการศกึ ษานอกโรงเรยี นขน้ึ
ค�ำว่า การศึกษานอกโรงเรียนเป็นศัพท์บัญญัติของ Non - Formal Education
มาระยะหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติกรมการศึกษานอกโรงเรียนก็ท�ำกิจกรรมท่ีเป็น
Non – Formal Education และ Informal Education ควบค่กู ันไปดว้ ย
การศึกษานอกระบบเร่ิมปรากฏอย่างเป็นจริงเป็นจัง เม่ือมีการออก
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีการก�ำหนดรูปแบบการศึกษา
เปน็ การศึกษาในระบบ การศกึ ษานอกระบบ และการศกึ ษาตามอธั ยาศยั

วิทยาจารย์ 43

การศกึ ษาในระบบเปน็ ทเ่ี ขา้ ใจกนั โดยงา่ ยวา่ หมายถงึ การศกึ ษาทจี่ ดั ใหโ้ รงเรยี นทว่ั ไป มหี ลกั สตู ร การเรยี นการสอน
การวัดประเมินผล มีครู มสี อื่ ต�ำรา อาคารสถานที่ ฯลฯ ชัดเจน
สำ� หรบั การศกึ ษานอกระบบ จะหมายเอางา่ ย ๆ วา่ เปน็ การศกึ ษาใด ๆ ทจ่ี ดั อยนู่ อกโรงเรยี นกด็ จู ะงา่ ยไป ในวงวชิ าการ
ก็กลับไปพ่ึงฝรั่งที่เป็นคนริเร่ิมความคิดคือ Philip Coombs ซึ่งได้ให้ค�ำนิยามที่ศาสตราจารย์อุ่นตา นพคุณ แปลไว้ว่า
“เปน็ กจิ กรรมทางการศกึ ษาทจ่ี ดั ไวน้ อกระบบโรงเรยี น อาจจะดำ� เนนิ การโดยแยกหรอื เปน็ สว่ นประกอบทสี่ ำ� คญั ของกจิ กรรมใหญ่
ของสถาบนั หรอื หนว่ ยงานจดั กจิ กรรมนนั้ ๆขน้ึ ทง้ั น้ีโดยมวี ตั ถปุ ระสงศท์ จ่ี ะตอบสนองความตอ้ งการและความสนใจทางการศกึ ษา
ของผู้เรยี น” คำ� นยิ ามชุดน้ถี อื เป็นคำ� นิยามแรก ๆ ทีบ่ รรดานักวชิ าการท้ังในและต่างประเทศใช้อ้างอิง
แต่อย่างไรก็ดี มีผู้ท่ีพยายามจะอธิบายความหมายของค�ำว่า Non - Formal Education ไว้หลายหลากมากมาย
ท้ังความหมายทแ่ี คบและความหมายทก่ี ว้าง แตม่ นี ยั หลกั ๆ อยคู่ อื
1. เปน็ กิจกรมทางการศึกษาท่อี ยูน่ อกเหนอื การจดั การเรยี นการสอนโดยทวั่ ไปในโรงเรยี น
2. การจดั กจิ กรรมมคี วามยดื หยนุ่ ปรบั เปลยี่ นไดต้ ามสภาพความตอ้ งการ ขอ้ จำ� กดั ของกลมุ่ เปา้ หมาย ความยดื หยนุ่ นี้
สามารถปรับได้ทั้งตัวหลักสูตร รูปแบบวิธีการเรียนการสอน สื่อ ต�ำราเรียน ผู้สอน สถานที่เรียน การวัดผลประเมินผล
แต่กย็ งั มขี อบเขตมมี าตรฐานอยภู่ ายในระบบการจัดการศึกษาของการศกึ ษานอกระบบ
3. เป็นกิจกรรมซ่ึงอาจจัดโดยล�ำพัง หรือเป็นส่วนหน่ึงของกิจกรรมหลักอย่างอ่ืนก็ได้ ซ่ึงอาจจะมีสถานศึกษาท่ีจัด
การศึกษานอกระบบโดยเฉพาะโรงเรียนก็อาจจะจัดการศึกษานอกระบบเป็นส่วนหน่ึงของกิจกรมในโรงรียนก็ได้ นอกจากนี้
หนว่ ยงานอื่น ๆ ทไ่ี ม่ใช่สถานศกึ ษาหรือโรงเรยี นก็สามารถใชก้ ารศกึ ษานอกระบบเป็นวิธีการในการพฒั นาคนของหนว่ ยงาน
ของตนเอง หรอื จดั กิจกรรมทางการศกึ ษาเพอื่ ใหบ้ รกิ ารทางสังคมแกค่ นทัว่ ไปก็ได้
การศกึ ษานอกระบบโดยตวั ของมนั เองไมม่ เี นอ้ื หาสาระโดยตรง หากแตม่ จี ดุ เดน่ ทกี่ ระบวนการจดั การศกึ ษาทยี่ ดื หยนุ่
ปรับไดต้ ามสถานการณจ์ งึ สามารถน�ำเนือ้ หาต่าง ๆ เขา้ มาใชก้ ระบวนการของการศึกษานอกระบบได้ ดงั น้ันในกระบวนการ
ของการพัฒนาต่าง ๆ ทตี่ ้องการจะพฒั นาคน ซ่ึงถอื วา่ คนเปน็ ศูนยก์ ลางของการพฒั นา จงึ ใช้การศึกษานอกระบบเป็นวธิ กี าร
พฒั นาคน ดงั นน้ั เราจงึ มกั จะเหน็ กจิ กรรมพฒั นาตา่ ง ๆ โดยเฉพาะการพฒั นาชนบทใชร้ ปู แบบและวธิ กี ารของการศกึ ษานอกระบบ
เปน็ หลัก

44 วทิ ยาจารย์

“ ความที่การศึกษานอกระบบมีความยืดหยุ่น พริ้วไหว ปรับตัวได้หลากหลาย จึงท�ำให้การศึกษานอกระบบมีความ
เกี่ยวข้องคล้ายคลึง หรืออาจป็นเรื่องเดียวกัน ค�ำทางการศึกษาและแนวทางของการศึกษาต่าง ๆ เช่น การศึกษาผู้ใหญ่
การศกึ ษาตอ่ เนอื่ ง การศกึ ษาชมุ ชน มลู สารศกึ ษา การพฒั นาชมุ ชน และยงั มคี ำ� ในภาษาตา่ งประเทศทใี่ กลเ้ คยี งกนั อกี เชน่ Further
Education Extension Education Social Education แม้กระทั่งยังมีการใช้ค�ำว่า Non - Formal Education ผสมปนเป
ไปกบั คำ� วา่ Informal Education ซง่ึ บางโอกาสตอ้ งจบั ประเดน็ ใหด้ ี ๆ วา่ มฝี รง่ั พดู ถงึ Informal Education เพราะเขาใชแ้ ตเ่ พยี ง
Formal กับ Informal เทา่ น้นั
เหตุท่จี ะต้องมกี ารศกึ ษานอกระบบขึน้ ในโลกน้มี สี าเหตมุ ากมาย เช่น
1. มผี คู้ นจำ� นวนไมน่ อ้ ยทไี่ มเ่ ขา้ เรยี นในโรงเรยี น หรอื ขาดโอกาสทจี่ ะเรยี นหรอื ตกหลน่ จากระบบการเรยี นในโรงเรยี น
และไม่สามารถเรยี นจากการศึกษาในระบบปกตไิ ด้ จึงตอ้ งจัดการศึกษานอกระบบขึ้นเพ่ือชดเชยโอกาส หรอื เก็บตกใหผ้ ้คู น
ได้เข้าเรียนด้วยระบบการศึกษาท่ียืดหยุ่นกว่า เพราะการศึกษาในระบบมีระบบระเบียบที่แข็งตัว ท�ำให้มีคนจ�ำนวนไม่น้อย
เข้าไมถ่ ึงการศึกษา
2. แม้จะพ้นจากระบบการเรียนปกติในโรงเรียนแล้วก็ตามก็ยังมีความจ�ำเป็นที่จะต้องได้รับการศึกษาเพ่ิมเติมอีก
ตามความตอ้ งการของแต่ละคน แต่ตอ้ งการเรยี นรูเ้ พียงระยะส้ัน ๆ ไม่ติดตอ่ ยาวนานเหมอื นกบั ทเ่ี รยี นในโรงเรียน
3. โดยระบบของโรงเรียนเองที่มีหลักเกณฑ์ กฎระเบียบกติกาต่าง ๆ ท่ีกลายมาเป็นอุปสรคต่อการเรียนท�ำให้มีคน
จ�ำนวนไม่นอ้ ยไมต่ อ้ งการเข้าเรียนในระบบโรงเรยี น นักการศกึ ษานอกระบบ คนส�ำคญั คอื อวี าน อิลิช ผซู้ ่งึ เขยี นหนังสอื คอื
Deschooling Society ก็กล่าวถึงบทบาทของโรงเรียนว่าท�ำให้คนลดศักดิ์ศรีของความเป็นคนลงไป ต้องสยบยอมกับระบบ
ของโรงเรยี น เป็นสถานท่ที ่สี ง่ เสริมการใช้อำ� นาจของผ้ทู ี่สูงกวา่ เชน่ ครู เพื่อท่ีจะกดหรือท�ำใหผ้ ้เู รียนตอ้ งยอมตาม ฯลฯ ถึงกบั
เสนอใหย้ กเลกิ ระบบโรงเรียนและเสนอรปู แบบและวธิ กี ารเรียนรู้ใหม่ ซ่งึ กำ� ลงั เกิดข้นึ จริงในปัจจบุ นั
ยังมี เปาโล แฟร์ อีกคนหน่ึงท่ีต่อต้านระบบการเรียนของโรงเรียนที่มีความคิดในท�ำนองเดียวกันกับ อีวาน อิลิช
เขาเหน็ วา่ การศกึ ษาทเี่ ปน็ อยนู่ อี้ อกแบบมาเพอื่ ผมู้ อี ำ� นาจใชก้ ดขผี่ ทู้ ดี่ อ้ ยกวา่ ซง่ึ หมายถงึ ประชาชนจะตอ้ งคลอ้ ยตาม เขาเชอ่ื วา่
มนุษย์ทุกคนมีชีวิตจิตใจ มีศักด์ิศรีของความเป็นมนุษย์จะต้องมีระบบการศึกษาท่ีปลดปล่อยให้มนุษย์เรียนรู้ด้วยจิตส�ำนึก
ท่ีต้องการเรียนรู้จริง ๆ ไม่ใช่การกดข่ีบังคับให้เรียนรู้ ระบบการเรียนการสอนไม่ใช่การถ่ายโอนความรู้จากครูมาสู่ผู้เรียน
เขาเช่ือว่าไม่มีใครสอนใครได้ และไมม่ ีใครยอม ถกู สอนแต่ฝา่ ยเดียว หากแต่ต้องเรียนรไู้ ปด้วยกัน
การศึกษานอกระบบนัน้ มขี ้ึนเพ่ือแกไ้ ขจดุ ดอ้ ยของการศกึ ษาในระบบซึง่ ต้องถือว่าตา่ งเกื้อกลู กัน



การศึกษานอกระบบนัน้
มขี นึ้ เพ่อื แก้ไขจดุ ด้อย
ของการศึกษาในระบบ
ซง่ึ ตอ้ งถอื ว่าตา่ งเก้ือกูลกัน

วิทยาจารย์ 45

ส�ำหรับประเทศไทยการศึกษานอกระบบที่ส�ำนักงาน กศน. จัดอยู่นั้นแม้จะยังเช่ือถือในหลักการ หลักวิชา และ
วิธีการของการศึกษานอกระบบ แต่ก็เทน�้ำหนักไปท่ีบทบาทของการชดเชยโอกาสให้แก่ผู้ท่ีขาดหรือพลาดโอกาสท่ีจะได้รับ
การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานเพราะประเทศไทยยงั เผชญิ หนา้ อยกู่ บั ปญั หาเรอื่ งประชากรวยั แรงงานกวา่ ครง่ึ ทม่ี กี ารศกึ ษาตำ�่ กวา่ การศกึ ษา
ข้นั พนื้ ฐาน และมกี ารศกึ ษาเฉลย่ี ของคนไทย อยเู่ พยี งแค่ 9.28 ปี ท้ัง ๆ ทก่ี ารศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานคือ 12 ปี เป็นปมทก่ี ลายเป็น
ข้อกล่าวอ้างในระดับนานาชาติถึงศักยภาพคนไทยในเวทีการแข่งขันระดับสากล ปัญหาน้ีถูกเทมาท่ีส�ำนักงาน กศน.
ที่ต้องทำ� หน้าท่ีเก็บตกกลมุ่ เป้าหมายทีอ่ ยู่นอกโรงเรยี นเหลา่ นใี้ หม้ ีวฒุ กิ ารศกึ ษาระดบั การศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน
ความคาดหวงั ในลกั ษณะนส้ี วนทางกบั การสนบั สนนุ อยา่ งเขม้ ขน้ จากรฐั ทงั้ คน(ครแู ละผทู้ ำ� หนา้ ทส่ี อน)และงบประมาณ
เพอื่ การด�ำเนินการทนี่ ้อยกว่การจัดให้กับการศกึ ษาในระบบ คน กศน. คงจะสบั สนอย่ไู มน่ อ้ ยกบั สง่ิ ท่พี วกเขาถูกสอนถกู ฝึก
ใหจ้ ดั การศกึ ษานอกระบบตามหลกั การและปรชั ญาของพวกเขากบั ภาระหนา้ ทตี่ อ้ งรบั ผดิ ชอบในการจดั ใหค้ นทอี่ ยนู่ อกโรงเรยี น
ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานภายใต้มาตรฐานเดียวกันกับการศึกษาท่ีจัดให้โรงเรียนทั่วไปสภาวะเต้ียอุ้มค่อมเช่นน้ี สุดท้าย
จะไม่สำ� เรจ็ ผลเลย หรืออาจจะได้ผลกเ็ พยี งสว่ นนอ้ ย
สาเหตุหลักเป็นเพราะเราใช้วิธีการผลิตคนด้วยแนวคิดอุตสาหกรรมนิยม ป้อนนักเรียนเข้าสู่สายพานการผลิต
ด้วยระบบและมาตรฐานเดียว ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนมัธยมศึกษา ใครที่ตกมาตรฐานหรือป้อนเข้าสู่สายพานการผลิต
ไม่ทันเวลาก็จะถูกคัดออกและสร้างระบบการผลิตอีกคร้ังท่ีเรียกว่า ระบบ กศน. เพ่ือให้ได้ผลผลิตที่พอจะเทียบเคียงกันได้
ระบบการศกึ ษาดว้ ยหลกั การผลติ แบบอตุ สาหกรรมนยิ มควรจะไดท้ บทวนกนั ใหมอ่ ยา่ ใหม้ กี ารคดั ออกเพราะตกเกณฑม์ าตรฐาน
หากแต่ตอ้ งเปน็ การผลติ รายชน้ิ สรา้ งคนเปน็ รายคน
ถา้ เราเชอ่ื วา่ คนทกุ คนมชี วี ติ จติ ใจ มคี ณุ คา่ มคี วามสามารถ มคี วามเกง่ เฉพาะ คนเปน็ ครตู อ้ งตาแหลมดอู อกวา่ นกั เรยี น
ของตนมีดีอะไรแล้วเจียรไนเป็นรายคน ฝึกให้เขาเรียนรู้ ไม่ใช่สอนแบบถ่ายทอดความรู้ เราจะได้เพชรพลอยเป็นรายเม็ด
ทม่ี คี ณุ คา่ เฉพาะตวั ไมใ่ ชผ่ ลผลติ ในเชงิ อตุ สาหกรรม นคี่ อื เปน็ ความทา้ ทายของนกั การศกึ ษาทง้ั มวล ทจี่ ะตอ้ งกา้ วออกจากวธิ คี ดิ
วิธีท�ำแบบเดิมถ้าท�ำได้อย่างน้ีจะไม่มีใครถูกคัดออก และส�ำนักงาน กศน. จะไม่ต้องมีภาระหน้าท่ีเก็บตกอีกต่อไป หากแต่
จะพฒั นาตวั เองเปน็ ผจู้ ดั การศกึ ษาอกี ระบบหนง่ึ สำ� หรบั คนทอี่ ยนู่ อกโรงเรยี นจรงิ ๆและไปตามวถิ ขี องการศกึ ษานอกระบบแทจ้ รงิ

46 วทิ ยาจารย์

“ “

เจียรไนเปน็ รายคน ฝกึ ให้เขาเรียนรู้ ไมใ่ ช่สอนแบบถ่ายทอดความรู้
เราจะได้เพชรพลอยเป็นรายเมด็ ท่มี คี ุณคา่ เฉพาะตวั

ไม่ใช่ผลผลติ ในเชิงอตุ สาหกรรม นี่คอื เป็นความท้าทาย
ของนกั การศึกษาทง้ั มวล ทีจ่ ะตอ้ งกา้ วออกจากวธิ คี ิดวธิ ีทำ� แบบเดมิ

สงั คมไทยเรายงั ตอ้ งการการศกึ ษานอกระบบอยา่ งตอ่ เนอ่ื งไมร่ จู้ บ และเปน็ การศกึ ษานอกระบบทม่ี ขี อบเขตทก่ี วา้ งขวาง
กว่าการจดั โดยส�ำนักงาน กศน. ในโลกปัจจุบนั มคี วามตอ้ งการการเรียนรมู้ อี ย่มู ากมาย หลากหลาย คงจะไมม่ หี น่วยงานใด
หน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบจัดการแต่เพียงหน่วยงานเดียว ดังน้ัน หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคชุมชน
ยอ่ มสามารถจดั การศกึ ษานอกระบบไดท้ งั้ สน้ิ โดยควรจะไดร้ บั การสนบั สนนุ อยา่ งเตม็ ทจ่ี ากรฐั และรฐั เองกไ็ มค่ วรจะตอ้ งวางกฎ
กติกา ระเบียบ ข้อบังคับ อะไรท่ีกลายเป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษานอกระบบ หากแต่จะต้องส่งเสริมสนับสนุนให้มี
การจดั การศึกษานอกระบบทหี่ ลากหลายมากย่ิงข้ึนเพือ่ ตอบสนองความตอ้ งการเรียนรขู้ องผคู้ น
หลักการสำ� คญั ของการศึกษานอกระบบคอื การจัดการศกึ ษาเพ่ือตอบสนองความกระหายใครร่ ู้ ใครเ่ รยี น ของผคู้ น
การออกแบบหลกั สตู รจงึ ตอ้ งสมั พนั ธก์ บั ความตอ้ งการการเรยี นรู้ อาจจะเปน็ ความตอ้ งการทจ่ี ะเรยี นรเู้ กย่ี วกบั ทกั ษะการดำ� รงชวี ติ
ด้านอาหาร ด้านสุขภาพอนามัย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการป้องกันอุบัติภัย การใช้ชีวิตในกลุ่มผู้สูงอายุ การเตรียมตัว
สำ� หรบั การแตง่ งาน การมลี กู การเลยี้ งลกู ฯลฯ หรอื เปน็ ความรเู้ กยี่ วกบั การทำ� มาหากนิ การสรา้ งอาชพี ใหม่ การพฒั นาอาชพี เดมิ
ทง้ั งานในเมอื ง งานในชนบท การใชเ้ ทคโนโลยใี หม่ ๆ ตา่ ง ๆ รวมทงั้ ความรเู้ พอื่ ความสมบรู ณข์ องชวี ติ งานอดเิ รก หรอื นนั ทนาการ ฯลฯ
หลักสตู รในท�ำนองน้ี จัดข้นึ เพื่อตอบสนองความต้องการเรยี นรู้ โดยมีความยืดหยุ่นเร่อื งเวลาเรยี น รูปแบบการเรียนรอู้ าจอยู่
ในรูปหลักสูตรระยะส้ัน หรือการฝึกอบรม ครูผู้สอนอาจจะไม่ถึงกับต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแต่เป็นผู้ท่ีมีความรู้
และยนิ ดสี อนก็สามารถเป็นครูส�ำหรับการศึกษานอกระบบได้
เม่ือเทคโนโลยีการสื่อสารมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น การเรียนรู้ผ่านส่ือเทคโนโลยีการส่ือสารและสารสนเทศก็อาจ
นับเนอื งเป็นการศกึ ษานอกระบบได้ดว้ ย
การจัดการศึกษานอกระบบอาจจัดได้ในสถานที่ต่าง ๆ ท่ีหน่วยงานผู้ท่ีจะจัดการศึกษานอกระบบจัดข้ึน แต่ใน
หลายประเทศที่การศึกษานอกระบบอยู่ในความดูแลของรัฐจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม มักจัดในศูนย์การเรียน หรือ
Community Center ซง่ึ เปน็ สถานทกี่ ลางสำ� หรบั คนในชมุ ชนจะไดม้ าพบกนั ทำ� กจิ กรรมรว่ มกนั อาจกลา่ วไดว้ า่ ศนู ยก์ ารเรยี น
เป็นทเี่ รียนของคนนอกโรงเรียนก็ดจู ะไม่ขดั เขนิ อะไร ในเมอ่ื เรามโี รงเรยี นสำ� หรับเด็กและเยาวชนอยแู่ ล้ว
กลา่ วสำ� หรบั ศนู ยก์ ารเรยี น ตอ้ งนบั วา่ ประเทศไทยเปน็ ประเทศทไี่ ดร้ บั การยอมรบั ในเวทนี านาชาตวิ า่ จดั กจิ กรรมของ
ศูนย์การเรียนได้ดี เป็นแบบอย่างให้กับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในบรรดาสมาชิก Unesco ศูนย์การเรียนท�ำหน้าที่
เปน็ ศนู ยก์ ลางทห่ี นว่ ยงานตา่ ง ๆ สง่ ขอ้ มลู ขา่ วสาร หรอื มาจดั กจิ กรรมใหก้ บั ประชาชน นบั เปน็ โครงสรา้ งของการเรยี นรทู้ ส่ี นใจ
และใหค้ วามสำ� คัญ ซง่ึ หากมีการจัดการท่ีดี ศนู ยก์ ารเรียนนี้จะเปน็ พ้ืนฐานส�ำคัญของการเรียนรู้ตลอดชวี ติ ได้อย่างดี

วทิ ยาจารย์ 47

ห้องเรียนวิชาการ

ประทิน เลยี่ นจ�ำรูญ

การจดั การร้ขู อง
โครงการวทิ ยาลยั เทคโนโลยฐี านวทิ ยาศาสตร์
วิทยาลยั เทคนคิ พังงา

การจัดต้ังวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ของส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบุคลากรท่ีมีคุณลักษณะของการเป็นนวัตกร ซ่ึงจะต้องมีความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ
ทง้ั วทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และความรทู้ างวิชาชพี รวมทง้ั ทกั ษะการสรา้ งสรรค์สิ่งประดษิ ฐ์และ
นวัตกรรม จึงต้องจัดกระบวนการเรียนรู้โดยฝึกให้ผู้เรียนมีกระบวนการคิด การวางแผน และการแก้ปัญหา
ต่าง ๆ รวมถึงการทำ� งานร่วมกบั ผู้อืน่ โดยมีการบรู ณาการสะเต็มศกึ ษา (STEM Education) กบั การเรยี นรู้
ทใ่ี ชห้ ลกั การ FAILAS Model และการเรยี นรแู้ บบโครงงานเปน็ ฐาน (Project – Based Learning) รวมทง้ั การใช้
หลกั ของความตอ่ เนอ่ื งในการเรยี นรู้ (Spectrum of Learning) เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การบรู ณาการระหวา่ งวชิ าการ
กับทกั ษะวิชาชีพ ท่ีมกี ารแสดงออกมาผ่านการจัดทำ� โครงงาน (Project) ดังน้ี

48 วทิ ยาจารย์


Click to View FlipBook Version