1. สะเตม็ ศึกษา (STEM Education)
เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ใช้ความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ
ผ่านการท�ำโครงงาน (Project) เพ่ือส่งเสริมให้นักเรียนสามารถสร้าง
ความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาวิชาแขนงต่าง ๆ ให้เข้ากับชีวิตประจ�ำวันและ
การปฏบิ ตั งิ านในแตล่ ะสาขาวชิ าชพี ได ้ โดยบรู ณาการความรขู้ อง 4 ศาสตรว์ ชิ า
เข้าด้วยกัน อันได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology)
วศิ วกรรม (Engineering) และคณติ ศาสตร์ (Mathematic) การจดั การเรยี นรู้
แบบสะเต็มศึกษาเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีไม่เน้นการท่องจ�ำทฤษฎีหรือกฎ
ทางวทิ ยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ แต่เปน็ การสร้างความเขา้ ใจทฤษฎีหรือ
กฎเหล่านั้นผ่านการปฏิบัติให้เห็นจริงควบคู่กับการพัฒนาทักษะการคิด
ทกั ษะการแกป้ ญั หา ทกั ษะการสอื่ สาร ทกั ษะการใชเ้ ทคโนโลย ี การหาขอ้ มลู
และวเิ คราะหข์ อ้ คน้ พบใหม่ ๆ ทสี่ ามารถนำ� ความรนู้ น้ั ไปใชแ้ กป้ ญั หาในชวี ติ จรงิ
รวมทง้ั การพฒั นากระบวนการหรอื ผลผลติ ใหมท่ เี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ การดำ� เนนิ ชวี ติ
และการประกอบอาชีพ
รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สะเต็มศึกษาของวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์จะบูรณาการกับ
การเรยี นรทู้ ใี่ ชห้ ลกั การ FAILAS Model และการเรยี นรแู้ บบโครงงานเปน็ ฐาน (Project – Based Learning) ซง่ึ การเรยี นรโู้ ดยใช้
หลักการ FAILAS Model จะเป็นข้ันตอนเร่ิมต้นท่ีกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักสังเกต และตั้งค�ำถาม เพื่อน�ำไปสู่การแก้ไขปัญหา
ส่วนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) เป็นการบ่มเพาะทักษะของการเป็นนวัตกรที่มีคุณภาพ
ใหเ้ กดิ ขน้ึ กบั ผ้เู รยี น โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปน้ี
1.1 การเรยี นรูโ้ ดยใช้หลกั การ FAILAS Model
กระบวนการเรียนรู้แบบ FAILAS Model เป็นการแลกเปล่ียนเรียนรู้ สนทนาและอภิปรายร่วมกัน ผู้เรียนสามารถ
ตงั้ โจทยค์ ิดเอง หรอื ผูส้ อนก�ำหนดโจทยม์ าใหน้ กั เรียน ท�ำการทดลอง สร้างผลงานเชงิ ส่งิ ประดษิ ฐ์ เชิงบทความ บันทึกผลงาน
และแลกเปลีย่ นเรียนรซู้ ่ึงกนั และกนั ดงั นน้ั ส่งิ ใหม่ ๆ ทน่ี กั เรียนจะได้รับคอื การสนทนา อภปิ รายรว่ มกนั เรยี นรจู้ ากการลงมือ
ปฏิบัติ การลองผิดลองถูก แฟ้มสะสมงาน การค้นคว้าจากเอกสารต�ำรา การน�ำเสนอแลกเปล่ียนแสดงความคิดร่วมกัน
ซงึ่ ถอื เปน็ ขนั้ ตอนแรกของการกระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นมคี ณุ ลกั ษณะของการเปน็ นกั นวตั กร ทจ่ี ะตอ้ งชา่ งสงั เกต รจู้ กั วธิ กี ารแกไ้ ขปญั หา
และสรา้ งสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ
โดยหลักการของ FAILAS Model ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ไดแ้ ก่
1) การก�ำหนดปญั หา (Fact, F) สงั เกต และต้งั คำ� ถาม เพ่ือระบปุ ญั หาทีแ่ ทจ้ ริง
2) การตงั้ สมมตฐิ าน (Assumption, A) ตงั้ สมมตฐิ าน เพอ่ื คน้ หาสาเหตขุ องปญั หาทเี่ กดิ ขนึ้ และนำ� ไปสกู่ ระบวนการ
แก้ไขทเ่ี หมาะสม
3) ความคิดสรา้ งสรรค์ (Ideas) คดิ หาแนวทางในการแก้ไขปญั หาท่เี ป็นไปได้
4) การศกึ ษาขอ้ มลู (Learning Issue) ศกึ ษาคน้ ควา้ ขอ้ มลู ความรเู้ พม่ิ เตมิ เพอ่ื นำ� มาใชแ้ กไ้ ขปญั หา
5) การกำ� หนดแผนงาน (Action Plans) วางแผนงาน และดำ� เนนิ งานเพือ่ แกไ้ ขปญั หาซ่งึ จะต้องมกี ารหาข้อมูล
ลงมือปฏิบัติ ท�ำการทดลอง บนั ทกึ ผล และสรุปผลการทดลอง
6) การนำ� เสนอผลงาน (Service) นำ� เสนอผลการปฏบิ ตั เิ พอ่ื พฒั นาและตอ่ ยอดองคค์ วามรตู้ อ่ ไป
วิทยาจารย์ 49
1.2 การเรยี นรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning)
การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน ถือเป็นหัวใจส�ำคัญของการพัฒนาผู้เรียนของโครงการวิทยาลัย
เทคโนโลยฐี านวทิ ยาศาสตร์ ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งมกี ารพฒั นารปู แบบการเรยี นรทู้ เี่ หมาะสม โดยประยกุ ตห์ ลกั การของการจดั การเรยี นรู้
แบบโครงงานเป็นฐานกับแนวคิดการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติเป็นนักเทคโนโลยี นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรม
มาเชอ่ื มโยงกนั ซง่ึ การสรา้ งศกั ยภาพของผเู้ รยี นใหต้ รงกบั เปา้ หมายของโครงการ ฯ จะมี 3 องคป์ ระกอบหลกั ไดแ้ ก่ 1) การกำ� หนด
ประเด็นที่จะนำ� มาใชใ้ นการศกึ ษา 2) การจดั การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน และ 3) การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ดงั นี้
1.2.1 การกำ� หนดประเดน็ ทจ่ี ะนำ� มาใชใ้ นการศกึ ษา ประเดน็ ทจี่ ะใชใ้ นการศกึ ษาเปน็ กญุ แจสำ� คญั ทจี่ ะนำ� ไปสู่
การพฒั นาผ้เู รยี นใหเ้ ป็นนกั ประดษิ ฐ์คิดคน้
1.2.2 การจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงานเปน็ ฐาน(Project-BasedLearning)เปน็ การฝกึ ใหผ้ เู้ รยี นมคี วามรเู้ ชงิ วชิ าการ
ทักษะวิชาชีพ และคุณลักษณะของการเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นโดยการจัดการเรียนการสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐานของ
วทิ ยาลัย ประกอบดว้ ย 5 ขน้ั ตอน ท่มี คี วามเช่อื มโยงกนั ได้แก่
1) การเปิดโลกแนวความคิด (Exploring the Ideas) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนใช้ความคิดเชิงสร้างสรรค์
เลือกโจทย์ท่ีน่าสนใจซึ่งเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมและสังคม โดยโจทย์จะมีลักษณะกว้าง ๆ สามารถน�ำมาสร้างเป็น
นวัตกรรมหรอื สงิ่ ประดษิ ฐท์ างดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยไี ด้ ผเู้ รยี นจะตอ้ งสำ� รวจวา่ สามารถปรบั ปรงุ หรอื พฒั นาประเดน็
อะไรไดบ้ า้ งภายใตโ้ จทยด์ งั กลา่ วในขนั้ นมี้ งุ่ หวงั วา่ ผเู้ รยี นจะสามารถคดิ ประเดน็ ทสี่ รา้ งสรรคภ์ ายใตโ้ จทยท์ ก่ี ำ� หนดไดอ้ ยา่ งหลากหลาย
2) การคน้ หาความเปน็ ไปได้ (Reviewing the Possibilities) เปน็ การฝกึ ใหผ้ เู้ รยี นรจู้ กั ศกึ ษาคน้ ควา้ หาขอ้ มลู
(Information) เชิงทฤษฎี (Theory) และหลักการ (Principle) สนับสนุนประเด็นต่าง ๆ จากโจทย์ปัญหาที่สนใจในข้ันท่ี 1
ผา่ นกระบวนการสืบค้นขอ้ มูล การอภปิ รายกลมุ่ บนสมมตฐิ านของขอ้ มลู ท่ีเพียงพอตอ่ การตัดสินใจท่เี ป็นเหตุเป็นผล
3) การก�ำหนดเร่ืองท่ีน่าสนใจ (Selecting the Topic) ข้ันนี้จะฝึกให้ผู้เรียนใช้เหตุผลเชิงทฤษฎีและ
ความเหมาะสมพจิ ารณาประเดน็ ตา่ ง ๆ ทผี่ เู้ รยี นใหค้ วามสนใจและไดส้ บื คน้ มาพจิ ารณาโดยใชก้ ารอภปิ รายรว่ มกนั เพอ่ื คดั เลอื ก
ประเดน็ ท่ีจะศึกษา 1 เรื่อง และนำ� มาก�ำหนดเปน็ หวั ขอ้ โครงงานท่จี ะดำ� เนนิ การต่อไป
50 วิทยาจารย์
4) การสร้างและทดสอบ (Producing and Testing) เป็นขั้นการฝึกให้ผู้เรียนออกแบบ
กรอบแนวคดิ ของการดำ� เนนิ งาน แผนการปฏบิ ตั งิ าน และจะตอ้ งใชท้ ฤษฎี แนวทางทไ่ี ดก้ ำ� หนดไว้ เพอ่ื ปฏบิ ตั งิ าน
ให้ส�ำเร็จ ซึ่งผู้เรียนจะต้องเรียนรู้โดยการค้นคว้า และรับค�ำช้ีแนะจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม โดยสิ่งที่ผู้เรียน
ได้เรียนรู้จากขนั้ ตอนน้ีจะตอ้ งบันทกึ ข้อมลู ไว้และปรกึ ษาหารอื กับอาจารยท์ ี่ปรึกษาโครงงานอย่างสมำ�่ เสมอ
5) การน�ำเสนอ (Presenting and Selling) ขัน้ นจ้ี ะฝกึ ให้ผู้เรยี นออกแบบวิธกี ารน�ำเสนอ
ท่ีน่าสนใจโดยเลือกใช้สื่อและวิธีการน�ำเสนอท่ีเหมาะสม สามารถดึงดูดความสนใจผู้ฟังและท�ำให้ผู้ฟัง
เห็นคุณคา่ ของสิ่งประดษิ ฐท์ ผ่ี ูเ้ รยี นน�ำเสนอ
1.2.3 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และคุณลักษณะของผู้เรียน
ในการเป็นนักประดิษฐ์ โดยการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐานให้ความส�ำคัญของการวัดผล
ใน 2 รปู แบบ คือ 1) การวัดผลระหวา่ งเรยี นรู้ (Formative Evaluation) เป็นการประเมนิ ผลในทุกขน้ั ตอนของ
การทำ� โครงงาน เพอ่ื ตดิ ตามพฒั นาการในการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี น โดยอาจใชร้ ปู แบบของการสงั เกต การสมั ภาษณ์
และการทดสอบในการประเมนิ และ 2) การวดั ผลหลงั เรยี นรู้ (Summative Evaluation) เปน็ การประเมนิ ความรู้
และทกั ษะของผเู้ รยี นวา่ เพยี งพอตอ่ การสรา้ งสรรคส์ งิ่ ประดษิ ฐห์ รอื ไม่ โดยประเมนิ ผลจากโครงงานทนี่ กั ศกึ ษา
ไดด้ ำ� เนนิ การรว่ มกับการวดั ผลระหว่างการเรียนรู้
วิทยาจารย์ 51
2. หลกั ของความตอ่ เนอื่ งในการเรยี นรู้ (Spectrum
of Learning) จะประกอบดว้ ย 3 ขนั้ ตอน ไดแ้ ก่
2.1 การสร้างแรงจูงใจ (Motivating) เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียน
มีทักษะของความคิดเชิงสร้างสรรค์ รู้จักสังเกตและตั้งค�ำถาม เพื่อน�ำไปสู่
กระบวนการคดิ (Exploring Idea) ซงึ่ ในสว่ นนจี้ ะทำ� ใหผ้ เู้ รยี นมคี ณุ ลกั ษณะ
ของการเปน็ นกั คิดเชงิ วทิ ยาศาสตร์
2.2 การฝกึ ปฏบิ ตั ิ (Doing) เปน็ การเนน้ ใหผ้ เู้ รยี นไดล้ งมอื ปฏบิ ตั ิ
ดว้ ยตนเองผ่านสถานการณ์จรงิ หรือโครงงาน (Project) ทำ� ให้ผู้เรยี นเรยี นรู้
การท�ำงานเป็นทีม และการบูรณาการความรู้เพ่ือใช้ในการแก้ไขปัญหา
ในสว่ นนีจ้ ะทำ� ใหผ้ เู้ รยี นมีคณุ ลกั ษณะของการเปน็ นักประดิษฐ์
2.3 การย�้ำท�ำให้ส�ำเร็จ (Practicing) เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียน
มีคุณลักษณะของการเป็นนักนวัตกรรรม มีความสามารถในการวิจัยและ
พฒั นา รวมถงึ สรา้ งสรรคส์ ง่ิ ประดษิ ฐท์ เี่ ปน็ รปู ธรรม ในสว่ นนจี้ ะทำ� ใหผ้ เู้ รยี น
มีคณุ ลักษณะของการเป็นนวัตกรทีม่ คี ณุ ภาพ
52 วทิ ยาจารย์
จากการเรียนรู้ท่ีมีการบูรณาการสะเต็มศึกษา การทดลองเปรยี บเทยี บอตั ราสว่ นสธี รรมชาตติ อ่ ดนิ ถำ�้ ทองหลาง
(STEM Education) กบั การเรยี นรรู้ ปู แบบโครงงานเปน็ ฐาน ทใ่ี ชใ้ นการผลติ เพอ่ื เลอื กใชอ้ ตั ราสว่ นทเี่ หมาะสม โดยพจิ ารณา
(Project – Based Learning) ท่ีมีการน�ำเอาองค์ความรู้ จากการสอบถามความพึงพอใจของผู้บริโภคการควบคุม
ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์คณติ ศาสตร์และเทคโนโลยเี ขา้ กบั ทกั ษะ คณุ ภาพวตั ถดุ บิ และระยะเวลาในการดำ� เนนิ งานรวมถงึ การใช้
วชิ าชพี ในสาขาวชิ าพาณชิ ยกรรมและบรกิ ารฐานวทิ ยาศาสตร์ องคค์ วามรจู้ ากการเรยี นทางดา้ นธรุ กจิ เพอื่ วางแผนการดำ� เนนิ
(เทคโนโลยีการท่องเที่ยว) ของวิทยาลัยเทคนิคพังงาน้ัน กจิ การอยา่ งมกี ระบวนการ มกี ารจดั จำ� หนา่ ยประชาสมั พนั ธ์
ไดม้ กี ารบรู ณาการการจดั การเรยี นการสอนวชิ าชพี ดา้ นธรุ กจิ และส่งประกวดแข่งขันด้านสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม
และการบริการ ซ่ึงในแต่ละปีจึงมีผลงานนวัตกรรมจาก คนรุ่นใหม่ มีการศึกษาความพึงพอใจและความสนใจจาก
การท�ำโครงงาน (Project) ของนักเรียนที่น�ำไปต่อยอด ผ้ใู ชง้ านจรงิ และนำ� ไปปรบั ปรุงพัฒนาผลติ ภณั ฑใ์ ห้ตรงต่อ
ในเชงิ พาณชิ ย์ สามารถสรา้ งรายไดใ้ หก้ บั นกั เรยี น ในปี 2560 ความตอ้ งการของผบู้ รโิ ภคหลงั จากกจิ การไดม้ กี ารทดสอบตลาด
และปี 2561 ได้แก่ ท่เี มืองฉงช่งิ ณ สาธารณรัฐประชาชนจนี เมื่อครง้ั ท่นี กั เรียน
1. ผลิตภณั ฑ์ผ้าย้อมดนิ อีโค แฟบรคิ เปน็ กลุ่มน้ีได้ไปฝึกอบรมด้านกราฟฟิคดีไชน์เป็นระยะเวลา
ผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากงานวิจัยดินถ้�ำทองหลางของ 3 เดือน จึงมีแนวคิดในการขยายกิจการ และขยายตลาดสู่
นักเรียนระดับชั้นปีท่ี 3 สาขาพาณิชยกรรมและบริการ ตลาดผู้บรโิ ภคจนี โดยมีการพฒั นาต่อยอดผลติ ภัณฑ์อื่น ๆ
ฐานวทิ ยาศาสตร ์ ซงึ่ ไดน้ ำ� ดนิ ของตำ� บลถำ�้ ทองหลาง อำ� เภอ เพม่ิ เตมิ โดยคงไวซ้ งึ่ เอกลกั ษณ์ ไดแ้ ก่ การใชด้ นิ ถำ�้ ทองหลาง
ทบั ปุด จังหวดั พงั งา ท่มี ลี กั ษณะพิเศษทีโ่ ดดเด่นคอื มีสีสนิม เป็นสารช่วยติดสีและสีของขมิ้นชันถ้�ำทองหลางเป็นสีหลัก
แดงเข้มซ่ึงต�ำบลถ�้ำทองหลาง อ�ำเภอทับปุด จังหวัดพังงา ในการมดั ยอ้ มรวมถงึ สขี องแกว้ มงั กรแดง คราม อญั ชญั และ
ถือว่าเป็นแหล่งปลูกขม้ินที่คุณภาพดีที่สุดของประเทศ มังเคร เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค โดยผลิตภัณฑ์
เนื่องจากผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พบว่า ผา้ ยอ้ มดนิ ของนกั เรยี นไดร้ บั รางวลั ประเภทแผนธุรกจิ ดเี ด่น
ขม้ินชันของต�ำบลถ�้ำทองหลาง จังหวัดพังงา เป็นขมิ้นท่ีมี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ของโครงการอาชีวะสรา้ งสรรค์
สารเคอรค์ มู นิ อยด์ (Curcuminoid) สงู ทส่ี ดุ เมอื่ เปรยี บเทยี บ แปรฝันส่ธู ุรกจิ (RRR Award) ประจ�ำปกี ารศึกษา 2561
กับขมิ้นจากพ้ืนที่อ่ืนในประเทศไทย จึงได้น�ำดินจากต�ำบล
ถำ้� ทองหลางทเี่ ปน็ แหลง่ ปลกู ขมนิ้ ไปวเิ คราะหค์ ณุ สมบตั ขิ องดนิ
ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา
ผลการศกึ ษาพบวา่ ดนิ ถำ�้ ทองหลางมปี รมิ าณแรธ่ าตสุ งู กวา่
ดนิ ทวั่ ไปถงึ 4เทา่ และจากการคน้ ควา้ งานวจิ ยั พบวา่ แรธ่ าตเุ หลก็
มีคุณสมบัติช่วยให้เส้นใยผ้ากับสียึดติดกันแน่นยิ่งขึ้น
จงึ เกดิ เปน็ แนวคดิ ในการผลติ ผา้ มดั ยอ้ มโดยใชด้ นิ ถำ้� ทองหลาง
ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นสารช่วยติดสี เนื่องจาก
สารชว่ ยตดิ สที ใี่ ชใ้ นปจั จบุ นั เปน็ วตั ถดุ บิ เคมสี งั เคราะห์ ทอ่ี าจ
ก่อให้เกิดอันตรายหรือเกิดผลข้างเคียงกับผู้บริโภค และ
ไม่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ดังนั้นการใช้ดินถ�้ำทองหลาง
เปน็ สารชว่ ยตดิ สถี อื เปน็ การสรา้ งนวตั กรรมผลติ ภณั ฑใ์ หม่ ทม่ี ี
การใชก้ ระบวนการและความรทู้ างวทิ ยาศาสตรใ์ นการดำ� เนนิ งาน
ในด้านการผลิต คิดค้นการควบคุมคุณภาพการผลิต
วิทยาจารย์ 53
2. ผลติ ภณั ฑไ์ อศกรมี โฮมเมดจำ� ปาดะซง่ึ เปน็
อีกชิ้นงานของนักเรียนโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยี
ฐานวทิ ยาศาสตรพ์ งั งาทไี่ ดน้ ำ� เอาจำ� ปาดะซงึ่ เปน็ ผลไมพ้ นื้ เมอื ง
ของจงั หวดั พงั งาและทางภาคใตข้ องประเทศไทยทม่ี ลี กั ษณะ
รูปร่างคล้ายกับขนุน แต่เน้ือจะนุ่มและเหนียวกว่า มีกลิ่น
และรสชาตหิ วานจดั เปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะตวั ทไ่ี มเ่ หมอื นผลไม้
ทั่วไป มาแปรรูปเปน็ ผลิตภณั ฑอ์ าหารว่างประเภทไอศกรมี
โดยตอ่ ยอดมาจากการทำ� โครงงานในชนั้ เรยี นตงั้ แตป่ ีพ.ศ.2560
และพัฒนาและปรับปรุงสูตรมาอย่างต่อเนื่องเพ่ือให้
สามารถน�ำจ�ำปาดะซึ่งมีกลิ่นหอมอบอวลจัด ซึ่งจะมีราคา
ตกต�่ำในฤดูการผลิตมาสร้างมูลค่าเพ่ิมทางการตลาดและ
จำ� หนา่ ยในเชงิ พาณชิ ยไ์ ด้ จนตอ่ มาประสบความสำ� เรจ็ เปน็
ไอศกรีมโฮมเมดจ�ำปาดะท่ีมีความแปลกใหม่กว่าไอศกรีม
ในทอ้ งตลาดทว่ั ไป ภายใตช้ อ่ื แบรนด์ “Cham’ i” และถอื ไดว้ า่
ไอศกรมี โฮมเมดจ�ำปาดะของนักเรยี นวิทยาลยั เทคนคิ พงั งา
เป็นไอศกรีมโฮมเมดจ�ำปาดะเจ้าแรกของประเทศไทย
ท่ีปัจจุบันได้มีผู้ผลิตไอศกรีมรายอ่ืน ๆ ได้มีการน�ำแนวคิด
การน�ำจ�ำปาดะไปเป็นส่วนผสมของไอศกรีมอีกหลายราย
ซงึ่ เปน็ การชว่ ยเหลอื ชมุ ชนใหส้ ามารถขายผลผลติ ทางการเกษตร
ได้ในราคาท่สี ูงขึน้ อีกดว้ ย
54 วทิ ยาจารย์
การศึกษารอบทิศ
ยุพิน ค�ำหนอ้ ย
ดวงดาวบนทอ้ งฟ้า
กบั ภมู ิปญั ญาของชาวกะเหร่ียง
กะเหรยี่ งเปน็ ชนเผา่ ทจี่ ดั ไดว้ า่ มหี ลายเผา่ พนั ธ์ุ หลายภาษา มกี ารนบั ถอื ศาสนาทต่ี า่ งกนั แตก่ ะเหรย่ี ง
ดงั้ เดมิ จะนบั ถอื ผี เชอื่ เรอ่ื งตน้ ไมป้ า่ ใหญ่ ภายหลงั หนั มานบั ถอื พทุ ธ ครสิ ต์ เปน็ ตน้ กะเหรย่ี ง มถี นิ่ ฐาน
ต้ังอยู่ท่ีประเทศพม่า แต่หลังจากถูกรุกรานจากสงคราม จึงมีกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่
ประเทศไทย ซง่ึ ในอำ� เภอแมล่ านอ้ ยเปน็ อำ� เภอทมี่ ชี นเผา่ กะเหรย่ี งกระจายอยใู่ นหลายพนื้ ที่ และปจั จบุ นั นี้
ชนเผ่ากะเหร่ียงในอ�ำเภอแม่ลาน้อยได้ประสบปัญหาเหมือนกับชนเผ่าท่ัวไป คือ มีการสูญเสียทาง
วฒั นธรรม ภาษา และภมู ปิ ญั ญาของชนเผา่ เนอื่ งดว้ ยปจั จยั หลายสาเหตุ เชน่ พระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้
ศาสนา การศกึ ษา เศรษฐกจิ และเทคโนโลยี ดว้ ยเหตนุ ก้ี ารนำ� ภมู ปิ ญั ญาของแตล่ ะชนเผา่ มาสอดแทรก
หรอื บรู ณาการกบั การจดั การเรยี นการสอน จะทำ� ใหผ้ เู้ รยี นไดต้ ระหนกั ถงึ คณุ คา่ คา่ นยิ ม และวฒั นธรรม
อันดีงามของชนเผ่าตนเอง ท�ำให้ภูมิปัญญาหรือมรดกทางวัฒนธรรมเหล่าน้ันไม่สูญสลายไปตาม
กาลเวลา
การจัดการเรยี นการสอนแบบ Active Learning เป็นการจดั การเรียนรู้ท่ีเน้นกระบวนการเรยี นรู้มากกว่า
เนอ้ื หาวชิ า เพอื่ ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นสามารถเชอ่ื มโยงความรู้ หรอื สรา้ งความรใู้ หเ้ กดิ ขน้ึ ในตนเองดว้ ยการลงมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ
มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าจากส่ิงที่ได้เรียนรู้ โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้แนะน�ำ กระตุ้น หรืออ�ำนวย
ความสะดวกให้กบั ผู้เรียน ผเู้ ขยี นได้นำ� การจดั การเรียนรใู้ นรูปแบบโครงงาน (Project - Based Learning) มาใช้
ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมนุมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ เพื่อศึกษาการส�ำรวจรวบรวมความรู้เก่ียวกับ
ดาว กลมุ่ ดาว นทิ านดาว บทประพันธ์ และบทกวีทางดา้ นดาราศาสตร์ของชนเผ่ากะเหร่ยี ง โดยมีรายละเอียดของ
การศึกษา ดงั นี้
วทิ ยาจารย์ 55
จุดประสงคใ์ นการศกึ ษา
1. เพื่อให้เกดิ องคค์ วามรแู้ ก่ผู้ทีศ่ กึ ษา
2. รวบรวมเกยี่ วกบั กลมุ่ ดาว นทิ านดาว บทประพนั ธ์
และบทกวีทางด้านดาราศาสตร์ ท่เี กย่ี วข้องกับดวงดาวของ
ชนเผ่ากะเหรีย่ งในอ�ำเภอแม่ลานอ้ ย
3. เพื่อเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของ
ชนเผ่ากะเหรี่ยงในอ�ำเภอแมล่ าน้อยให้คงอยู่ตอ่ ไป
ขอบเขตของการศกึ ษา
เป็นการศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มดาว และนิทานดาว
บทประพนั ธ์ หรือบทกวีทางดา้ นดาราศาสตร์ที่เกีย่ วข้องกับ
ดวงดาวของชนเผา่ กะเหร่ยี งในอำ� เภอแมล่ านอ้ ย
วธิ ีการดำ� เนนิ งาน
1. ระดมความคิดในการเลือกหัวข้อ โดยเลือก
หวั ข้อจากส่งิ ที่นกั เรียนสนใจ และต้องการศกึ ษา
2. วางแผนการปฏิบัติงาน โดยการสำ� รวจรวบรวม
ข้อมูล แล้วน�ำมาจ�ำแนกเปน็ หมวดหมู่ และนำ� เสนอ
3. ส�ำรวจข้อมูลจากปราชญ์ชาวบ้าน ผเู้ ฒา่ ผแู้ ก่
ของชนเผา่ กะเหรย่ี งในท้องถนิ่ ท่ีนักเรียนอาศยั อยู่
4. รวบรวม วเิ คราะห์ และจดั ขอ้ มลู เป็นหมวดหมู่
5. สรุปผลการศึกษา และน�ำเสนอผลการศกึ ษา
56 วทิ ยาจารย์
ผลการศกึ ษา
จากการศึกษาได้ผลดงั นี้
ตอนที่ 1 ดาว หรือกลมุ่ ดาวของเผ่ากะเหร่ียง
ชื่อดาว/กลุม่ ดาว ขอ้ มูลทางวิทยาศาสตร์ ความเกีย่ วข้องกบั วฒั นธรรม
ภาษากะเหร่ยี ง ภาษาไทย หรอื การด�ำรงชีวิตของคนในชนเผา่
ฉา่ ตู่งอ ดาวประกายพรึก ดาวศุกร ์ (Venus) ชนเผา่ กะเหรี่ยงใช้ประโยชนจ์ าก “ฉา่ ตงู่ อ”
ฉา่ ตู่ฮา หรอื ดาวรงุ่ ในการบอกทศิ ทางในตอนเชา้ วา่ เปน็ ทศิ ตะวนั ออก
ฉ่าเดอหมอื่
ฉ่าเกอชอ ดาวประจ�ำเมอื ง ดาวศกุ ร์ (Venus) ชนเผ่ากะเหรย่ี งใช้ประโยชน์จาก “ฉ่าตู่ฮา”
ในการบอกทศิ ทางในตอนหัวค�ำ่ ว่าเปน็
แมล่ าก่า ทิศตะวันตก
ฉา่ บอื หมอ่ื
ฉ่าเลอฉอขอ่ ดาวศกุ ร์ ดาวศุกร์ (Venus) ใช้บอกเวลาวา่ พระอาทิตย์กำ� ลงั จะข้นึ
ฉา่ โยโพยอ๊ มอ ดาวชา้ ง ฉ่าเกอชอ หรือดาวชา้ ง ของชนเผา่ กะเหรย่ี ง ชนเผ่ากะเหร่ียงใชป้ ระโยชน์จาก ฉ่าเกอชอ
ประกอบดว้ ยดาวฤกษท์ ง้ั หมด 7 ดวง ดงั นี้ (ดาวช้าง) ในการหาทศิ เหนอื และบอกเวลา
ฉา่ พเิ ล - MERAK หัวค่�ำ และร่งุ เชา้ ดังนี้
- MEGREZ - เวลาหวั ค�่ำเห็นดาวชา้ งในลกั ษณะหางคว�ำ่
- MIZAR - ใกล้ร่งุ จะเหน็ ดาวชา้ งในลกั ษณะหางชขี้ ึ้น
- BENETNASCH
- PHAD
- DUBHE
- LIOTH
ดาวตาววั แมล่ ากา่ หรอื ดาวตาววั ของชนเผา่ กะเหรย่ี ง เกีย่ วข้องกับการดำ� รงชวี ิต ในการเล่าเป็น
ประกอบดว้ ยดาวฤกษ์ทั้งหมด 2 ดวง ดังนี้ นิทานเพื่อใหข้ อ้ คิดกับลูกหลานถงึ ความ
- ALDEBARAN (ตาใหญ่) ไม่เทา่ เทยี มกันของมนุษย์
- THE HYADES (ตาเล็ก)
ดาวรวงข้าว ฉา่ บอื หมอ่ื ประกอบดว้ ยดาวฤกษ์ 3 ดวงคอื ใช้บอกฤดกู าลปลกู ข้าวของชาวกะเหร่ียง
- ดาวอารค์ ทุรสั (ดาวดวงแก้ว)
ของกลุ่มดาวคนเล้ยี งสัตว์
- ดาวสไปกา้ (ดาวรวงขา้ ว) ของกลมุ่ ดาวหญงิ สาว
- ดาวเดบเนโบลา (ดาวหางสงิ ) ของกลมุ่ ดาวสงิ โต
ดาวสามเสา้ ฉา่ เลอฉอขอ่ ประกอบด้วยดาวฤกษ์ 3 ดวง คือ - ใชบ้ อกฤดกู าลเกบ็ เกยี่ วขา้ วของชาวกะเหรย่ี ง
- ดาวเดเนป ในกลุ่มดาวหงส์ - ใช้บอกฤดูกาลของการเริ่มตน้ เขา้ สู่ฤดูหนาว
- ดาวอลั แตร ์ ในกลุ่มดาวนกอินทร ี
- ดาวเวกา ในกล่มุ ดาวพิณ
เม่อื เราลากเส้นสมมุติตอ่ กันระหวา่ งดาว
ทั้ง 3 ดวง จะมีลักษณะเป็นรูปสามเหล่ียมหน้าจ่วั
ฉ่าโยโพย๊อมอ ประกอบดว้ ยดาวฤกษ์ 5 ดวง คอื ใชบ้ อกฤดกู าลเกบ็ เกยี่ วขา้ วของชาวกะเหรยี่ ง
- ดาวเดเนป ในกลมุ่ ดาวหงส์
- ดาวอลั แตร ์ ในกลมุ่ ดาวนกอินทรี
- ดาวเวกา ในกลุ่มดาวพณิ
- ดาวมารแ์ คบ (Markab) ในกลมุ่ ดาวมา้ บนิ
- Scheat ในกลมุ่ ดาวมา้ บนิ
ฉา่ พิเล คอื ดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ทใ่ี หญ่ ใช้บอกเวลา
ท่ีสุดในระบบสุริยะ เปน็ ดาวเคราะห์แก๊สยกั ษ์
วทิ ยาจารย์ 57
ช่อื ดาว/กลุม่ ดาว ขอ้ มูลทางวิทยาศาสตร์ ความเกย่ี วขอ้ งกับวฒั นธรรม
ภาษากะเหรย่ี ง ภาษาไทย หรือการด�ำรงชีวิตของคนในชนเผ่า
ฉา่ กวา่ แฉะ ประกอบด้วยดาวฤกษเ์ จ็ดดวง คือ
ฉา่ กว่าแฉะ - KAUS AUSTRALIS - บอกตำ� แหนง่ ของ “ฉ่าพเิ ล” ซง่ึ ฉ่ากว่าแฉะ
- H SGR จะเปน็ กลุม่ ดาวทอ่ี ยขู่ ้างใต้ “ฉา่ พเิ ล”
- A TEL - บอกถงึ ตำ� แหนง่ ของใจกลางทางช้างเผอื ก
- G SCO
- KAUS MEDIA
- GIRTAB
- SHAULA
ตอนท่ี 2 บทประพนั ธ์ ท่เี กยี่ วขอ้ งกบั ดวงดาว
ประเภทของเรอ่ื งทศี่ กึ ษา ความเกี่ยวข้องกับ ความเกีย่ วขอ้ งกบั ขอ้ มลู
วฒั นธรรม ในทางวิทยาศาสตร์
เรือ่ ง ความเชอื่ นทิ าน เพลง บท ความรู้
/เรือ่ งเล่า ประพันธ์ หรอื การดำ� รงชวี ิต เดอหมือ่ หรอื ดาวศุกร์
เดอหม่อื ของคนในชนเผา่ เป็นดาวท่ีข้นึ ในตอนใกลร้ งุ่ ใน
แมล่ ากา่ ทศิ ตะวันออก หรอื ที่เราเรยี ก
เปอตอ่ √ ใชร้ ้องในพธิ ศี พของ วา่ ดาวประกายพรกึ
ชนเผา่ กะเหรีย่ ง เพ่ือส่ง แม่ลาก่า หรอื ดาวตาวัว
แม่ลากา่ ดวงวญิ ญาณไปสู่สขุ คติ ประกอบด้วยดาวฤกษ์ทง้ั หมด
2 ดวง ดงั น้ี
√ ใช้ร้องในพธิ ศี พของ - ALDEBARAN (ตาใหญ่)
ชนเผ่ากะเหร่ยี งเพือ่ ส่ง - THE HYADES (ตาเล็ก)
ดวงวญิ ญาณไปสสู่ ุขคติ ระยะหา่ งระหวา่ งโลกและดาว
บนท้องฟา้ เป็นระยะท่ีมนุษย์
√ ใชร้ อ้ งในพิธีศพของ ไมส่ ามารถวดั ได้ เนื่องจาก
ชนเผา่ กะเหรยี่ ง เพอ่ื สง่ ระยะห่างระหวา่ งวัตถุใน
ดวงวิญญาณไปส่สู ุขคติ จกั รวาลคิดเปน็ ปแี สง ดงั น้ัน
ชนเผ่ากะเหรยี่ งจึงเชื่อว่า
√ ให้ขอ้ คิดในการด�ำรงชวี ิต ดวงวิญญาณทข่ี น้ึ ไปอยกู่ ับ
ดวงดาวจงึ เสมอื นกบั วา่ ได้ไปสู่
สุขติน่นั เอง
แม่ลากา่ หรอื ดาวตาวัว
ประกอบดว้ ยดาวฤกษ์ทัง้ หมด
2 ดวง ดงั น้ี
- ALDEBARAN (ตาใหญ)่
- THE HYADES (ตาเล็ก)
58 วิทยาจารย์
สรปุ ผลการศึกษา
จากผลการสำ� รวจพบวา่ กลมุ่ ดาวของชนเผา่ กะเหรยี่ งในอำ� เภอ
แม่ลาน้อยมที ัง้ หมด 10 กลมุ่ ดาว ไดแ้ ก่ ฉ่าตูง่ อ (ดาวประกายพรกึ หรือ
ดาวรุ่ง) ฉ่าตู่ฮา (ดาวประจ�ำเมือง) ฉ่าเกอชอ (ดาวช้าง) ฉ่าเดอหมื่อ
แมล่ ากา่ (ดาวตาววั ) ฉา่ บอื หมอ่ื (ดาวรวงขา้ ว) ฉา่ เลอฉอขอ่ ฉา่ โยโพยอ๊ มอ
ฉ่าพิเล และฉ่ากว่าแฉะ ซึ่งแต่ละกลุ่มดาวล้วนมีความเก่ียวข้องกับ
วถิ กี ารดำ� รงชวี ติ ของชาวกะเหรยี่ งทงั้ สนิ้ นอกจากนช้ี าวกะเหรยี่ งยงั มบี ทประพนั ธ์
ซง่ึ มคี วามเกยี่ วขอ้ งกบั ความเชอื่ เกยี่ วกบั ดวงดาว ไดแ้ ก ่ เดอหมอื่ แมลากา่
และเปวตอ่ ซง่ึ เปน็ เพลงทใ่ี ชส้ ง่ ดวงวญิ ญาณของผตู้ ายในชนเผา่ กะเหรยี่ ง
และแมล่ ากา่ ซง่ึ เปน็ นทิ านทใี่ หข้ อ้ คดิ ในการดำ� รงชวี ติ ของชนเผา่ กะเหรยี่ ง
บทส่งท้าย
การศึกษาในเรื่อง “ดวงดาวบนท้องฟ้ากับภูมิปัญญาของ
ชาวกะเหรยี่ ง”ผา่ นการจดั การเรยี นการสอนแบบActiveLearningในรปู แบบ
โครงงาน (Project - Based Learning) เปน็ การพฒั นากระบวนการจดั การ
เรียนรู้อย่างมีคุณค่า คือ นอกจากท่ีผู้เรียนจะได้รับความรู้แล้ว ยังเกิด
จิตส�ำนึกท่ีดีและหวงแหนภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของตนเอง ส่งผลให้
วฒั นธรรมหรอื ภมู ปิ ญั ญาเหลา่ นไี้ มส่ ญู หายไปตามการเปลย่ี นแปลงของ
สง่ิ ต่าง ๆ การประยุกตค์ วามรทู้ ีเ่ ป็นภมู ปิ ญั ญาชนเผา่ ซง่ึ เป็นเอกลักษณ์
เฉพาะตวั มาสคู่ วามเปน็ สากลหรอื เปน็ วทิ ยาศาสตรม์ ากขนึ้ ทำ� ใหผ้ เู้ รยี น
ไดร้ จู้ กั รสู้ กึ รลู้ กึ รแู้ จง้ ในความเปน็ ชนเผา่ ทมี่ คี วามสมั พนั ธก์ บั ความเปน็
สากลอย่างสมดุล เกิดการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของการเรียนรู้ และ
การทผี่ เู้ รยี นสามารถเชอ่ื มโยงระหวา่ งภมู ปิ ญั ญาของชนเผา่ และวทิ ยาศาสตร์
สากลเขา้ ดว้ ยกนั ทำ� ใหเ้ กดิ กระบวนการเรยี นรู้ และองคค์ วามรทู้ เ่ี หมาะสม
กับบริบทของท้องถนิ่ ของนกั เรียนเองอีกด้วย
วิทยาจารย์ 59
ประสบการณ์
ปณิธิ ภูศรีเทศ
กระท่อมดาริกา
น้องดาวที่รัก
“งานทีท่ �ำด้วยใจย่งิ ใหญเ่ สมอ”
ดังที่พี่เคยบอกน้องดาวว่าหลังกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติที่จัดรวมกับวันสุนทรภู่
พี่จะมีผลงานมาฝาก บันทึกฉบับนี้พี่ส่ง "ภาพโมเสคจากวรรณคดี" มาให้น้องดาวชมแล้ว
การประดิษฐ์ภาพโมเสค "ท่ีไม่ได้บังคับให้ท�ำส่ง" มีเพียงค�ำเชิญชวนและตัวอย่างให้ดูพร้อม
แนะนำ� นกั เรยี นคน้ ควา้ จากหนงั สอื หรอื จากแหลง่ ความรตู้ า่ ง ๆ โดยเฉพาะอนิ เทอรเ์ นต็ มนี กั เรยี น
บางสว่ นสนใจสง่ ผลงานใหช้ นื่ ชม พช่ี น่ื ใจเพราะเชอ่ื มน่ั วา่ "นกั เรยี นมใี จกบั งานหรอื ภารกจิ ทไ่ี ดร้ บั "
พข่ี อเรยี กผลงานนวี้ า่ "งานอนั บริสุทธ"์ิ
60 วทิ ยาจารย์
กิจกรรมวันส�ำคัญทางภาษาไทยของทุกโรงเรียนในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม
ทีผ่ า่ นมาคงส�ำเรจ็ เสรจ็ สิน้ ไปแล้ว บางโรงเรยี นจัดไดต้ ามงบประมาณและปัจจัยทม่ี อี ยู่ บางโรงเรยี น
จัดอย่างย่ิงใหญ่อลังการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทางสื่อโซเชียลให้สังคมภายนอกได้รู้ได้เห็นเป็นที่
ต่ืนตาตน่ื ใจในความสามารถของนักเรียน
อันที่จริง นอกเหนือจากกิจกรรมของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยแล้ว โรงเรียนยังมี
กิจกรรมอ่ืน ๆ มากมายท้ังกิจกรรมที่อยู่ในแผนงานของโรงเรียน และ "กิจกรรมจร" ที่โรงเรียน
มิได้ทราบล่วงหนา้ แต่มีความจ�ำเป็นตอ้ งจดั เพื่อ "ให้ความรว่ มมอื " กับหน่วยงานอืน่ ๆ ซงึ่ บางครัง้
กจิ กรรมเหลา่ นไ้ี ดแ้ ยง่ เวลาการเรยี นการสอนไปมากเชน่ กนั นอ้ งดาวลองคดิ ดกู ไ็ ด้ ในระดบั ชนั้ ม.ตน้
วิชาภาษาไทยพื้นฐานมีจ�ำนวนคาบเรียนประมาณ 60 คาบ ต่อ 1 ภาคเรียน ในทางปฏิบัติจริง
มีคาบที่หายไปกับกิจกรรมดังกล่าวหลายคาบ ดังน้ันคงเป็นหน้าท่ีของครูที่ต้อง "พลิกแพลง"
หาวธิ กี าร "เรยี นรแู้ บบเรยี นลดั " ซง่ึ ใชเ้ วลาเรยี นนอ้ ยลงแตไ่ ดเ้ นอื้ หาสาระเทา่ เดมิ แตท่ งั้ นค้ี งขน้ึ อยู่
กบั ความพร้อมและความเหมาะสมทจี่ ะจดั
พค่ี ดิ วา่ วธิ กี ารเรยี นลดั ควรเกดิ จากครวู เิ คราะหผ์ เู้ รยี นวา่ "ไมร่ ู้ - ไมเ่ ขา้ ใจเรอ่ื งใด อยา่ งไร"
แลว้ หาวิธกี ารให้นักเรยี นเรยี นรู้จนเกิดความเขา้ ใจไดใ้ นเวลาอนั จำ� กดั
ยกตวั อยา่ งเรอ่ื งการแตง่ กาพยย์ านี11 โดยปกตติ อ้ งทดสอบ "ใหน้ กั เรยี นแตง่ กาพยก์ อ่ นเรยี น"
แล้วน�ำผลงานมาวิเคราะห์ว่า ในภาพรวมมีปัญหาอย่างไร ปัญหาที่มักพบบ่อย ๆ คือนักเรียนคิด
จ�ำนวนค�ำหรือพยางค์ไม่ได้ เช่น ค�ำว่า ขนม ตลาด สับปะรด จะนับก่ีค�ำ ก่ีพยางค์เมื่อน�ำไปใช้กับ
การแต่งกาพย์ที่วรรคหน้ามี 5 ค�ำ วรรคหลังมี 6 ค�ำ ส่วนเรื่องสัมผัสระหว่างวรรค - ระหว่างบท
ก็เป็นปัญหาเช่นกนั
หากฝกึ นกั เรยี นแตง่ กลอนสภุ าพหรอื กลอนแปด ปญั หาทพี่ บบอ่ ยทส่ี ดุ นอกเหนอื จากสมั ผสั
บังคับแล้ว คือ "เสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรค" บางคร้ังนักเรียนจะน�ำตัวอย่างกลอนของกวีบางคน
ทล่ี งเสยี งวรรณยกุ ตไ์ มต่ รงตามลกั ษณะบงั คบั กจ็ ำ� เปน็ อยา่ งยง่ิ ทจี่ ะตอ้ งอธบิ ายวา่ ในระดบั นนี้ กั เรยี นควร
"แตง่ ใหถ้ กู ตอ้ งตามฉนั ทลกั ษณ"์ กอ่ น การแตง่ โคลงสสี่ ภุ าพกเ็ ชน่ กนั ปญั หาใหญท่ สี่ ดุ กค็ อื คำ� เอก คำ� โท
รวมถึงเอกโทษ โทโทษด้วย หากนักเรียนไม่ทราบลักษณะค�ำตายซึ่งแทนค�ำเอกได้ (ค�ำตายที่ไม่มี
รูปวรรณยุกต์อื่นก�ำกับ) ก็มักจะ "อับจนถ้อยค�ำ" คือหาค�ำเอกค�ำโทไม่ได้ หรือใช้ค�ำเอกค�ำโทซ้�ำ ๆ
ในบทเดียวกนั
วทิ ยาจารย์ 61
วิธีการที่จะท�ำให้นักเรียนรู้และเข้าใจค�ำเป็นค�ำตาย จ�ำเป็นจะต้องรู้เรื่องสระและ
มาตราสะกด เรื่องมาตราสะกดซึ่งมีท้ังตัวสะกดตรงตามมาตราและไม่ตรงตามมาตรา ก็จ�ำเป็น
ต้องฝึกการเขียนค�ำอ่านเพื่อให้นักเรียนสังเกตว่าตรงกับมาตราใด เช่น ค�ำว่า กฎ ค�ำอ่านคือ
กด เศษ คำ� อา่ นคือ เสด
หากจะฝึกแตง่ ฉันทก์ ็ตอ้ งมคี วามร้เู ร่อื งค�ำครุ คำ� ลหุเพิม่ เตมิ เข้ามาอกี
เพยี งตวั อยา่ งทย่ี กมา นอ้ งดาวคดิ วา่ จะใชเ้ วลากค่ี าบนกั เรยี นจงึ จะแตง่ บทรอ้ ยกรองชนดิ ใด
ชนดิ หน่งึ ได้ เพราะตอ้ งไม่ลืมว่ายังมีสาระอ่ืน ๆ ทีก่ �ำหนดใหน้ กั เรียนเรยี นด้วย
ทผี่ า่ นมาเวลาพสี่ อนนกั เรยี น ชนั้ ม.1 แตง่ กาพยย์ านี 11 จะพบปญั หาเรอื่ งสมั ผสั เปน็ อนั ดบั แรก
ก็ใช้ความเช่ือแบบเดิม ๆ ว่าถ้าฝึกด้วยวิธีต่อไปน้ีนักเรียนจะแต่งได้ (แล้วจึงพัฒนาให้แต่งเป็น
ในล�ำดับต่อไป) คือต้องสอนเร่ืองสัมผัสสระ สัมผัสเสียงพยัญชนะ (สัมผัสอักษร) ซ่ึงต้องกลับไป
ทบทวนเรอ่ื งการประสมอกั ษร มาตราสะกด รปู และเสยี งสระ พยญั ชนะ วรรณยกุ ต์ กวา่ นกั เรยี นจะรเู้ รอื่ ง
กใ็ ชเ้ วลา 3 - 4 คาบ จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาแผนภมู ิ กค็ อื วงกลมตามจำ� นวนคำ� แลว้ กโ็ ยงสมั ผสั
ให้นกั เรียนแต่งตามแผนภมู นิ นั้ ซง่ึ ได้ผลบา้ งไมไ่ ดผ้ ลบา้ งก็ใชเ้ วลาไปอกี 3 - 4 คาบ สรปุ ง่าย ๆ ก็คอื
เฉพาะเรอ่ื งกาพยย์ านี 11 เพยี งเรอ่ื งเดยี วใชเ้ วลา 7 - 8 คาบ พจ่ี งึ หาวธิ ใี หมท่ จี่ ะลดเวลาเรยี นใหน้ อ้ ยลง
แต่นักเรียนสามารถแต่งกาพยย์ านี 11 ได้ถูกตอ้ งตามลักษณะบังคบั
ขั้นตอนแรกพี่ให้นักเรียนแต่งกาพย์ยานี 11 ก่อน ต่อมาให้อ่านและท่องกาพย์ยานี 11
จำ� นวน 2 บท จากนัน้ วิเคราะห์เปน็ แผนภูมิ ฝกึ เร่ืองสมั ผัส (คำ� คล้องจอง) แลว้ พกี่ บั นักเรียนชว่ ยกัน
"แตง่ กาพยย์ านี 11 ประจำ� หอ้ ง" โดยเรมิ่ ตน้ วรรคแรกวา่ "วนั นวี้ นั องั คาร" จนครบ 1 บท เมอื่ ปรบั แกแ้ ลว้
นักเรียนอ่านออกเสียง วิเคราะห์ฉันทลักษณ์ ข้ันตอนสุดท้ายให้นักเรียนเลือกแต่งกาพย์อีก 3 วัน
วนั ละ 1 บท (ยังไมเ่ นน้ สมั ผัสระหวา่ งบท) ดงั ตัวอย่าง
ตวั อยา่ งกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชน้ั ม.1
1) วันนีเ้ ปน็ วันศุกร ์ อย่าได้ทกุ ข์กันเลยหนา
บางเรอ่ื งตอ้ งพ่งึ พา คอยปรกึ ษาชว่ ยเหลือกัน
2) วนั น้ีพฤหัส ฯ สุขสวสั ดก์ิ ันท่ัวหน้า
ทกุ คนรว่ มใจพา ออกทำ� มาหากนิ เอย
3) วนั นเ้ี ปน็ วนั พธุ อยา่ ไดห้ ยดุ ทำ� ความดี
สุขใจได้บญุ ม ี รว่ มทำ� ดกี นั เถดิ เอย
4) วนั นเ้ี ป็นวนั ศุกร ์ ใกลห้ มดทุกขจ์ ะหยดุ เรยี น
สมองกเ็ ริ่มเพี้ยน พักเรอื่ งเรียนได้กลบั บ้าน
5) วนั น้ีวันอาทิตย ์ ตอ้ งเตรยี มฟติ กายใจพรอ้ ม
ไปเรียนไมต่ รมตรอม ท�ำใหเ้ ด่นเรยี นให้ดี
62 วทิ ยาจารย์
ผลงานตามตวั อยา่ งนพี้ ใ่ี หผ้ า่ นเพราะอยใู่ นเกณฑง์ านอนั บรสิ ทุ ธิ์ ผา่ นเกณฑส์ ำ� คญั คอื
"แตง่ ได้" ค�ำว่าผ่านเกณฑ์นี่แหละคือการสร้างความภาคภูมใิ จให้กบั นกั เรียน
พเี่ ชอ่ื วา่ หากครสู รา้ งความภาคภมู ใิ จใหก้ บั นกั เรยี นดว้ ยวธิ กี ารใดวธิ กี ารหนง่ึ ยอ่ มสง่ ผล
ใหน้ ักเรยี นมีทศั นคติทีด่ ีต่อการเรยี นหรือการท�ำงานได้ การคอ่ ย ๆ ให้ความรกั และการเอาใจใส่
พวี่ า่ งดงามและยงิ่ ใหญก่ วา่ การสรา้ งความรกั ความหว่ งใยดว้ ยการลงโทษไมว่ า่ ดว้ ยวธิ กี ารใด ๆ
...นอ้ งดาวคิดเหน็ เชน่ เดยี วกับพหี่ รือไม่
คอื ความงา่ ยความงามตามวถิ ี
โดยเสรใี นกรอบมีขอบคั่น
กบั วงปูนกอดตระกองคอยป้องกนั
แนน่ ตึบทบึ ตันพันธนา
แตกก่งิ ก้านใบตามใจต้น
ผา่ นหนาวรอ้ นฝนจนแกร่งกล้า
เกรงว่ากรอบรบั พิกัดเกนิ อัตรา
ถึงเพลาเพลงรกั ...จกั คร่ำ�ครวญ
รักและคิดถงึ
พี่ดนิ
วทิ ยาจารย์ 63
วชิ าการบันเทงิ
มรกต กรีน
ถา้ โรงเรยี นคอื บ้านของเรา
สมัยท่ีผมท�ำงานเป็นครูผู้สอนใหม่ ๆ มีเพลงฮิตอยู่เพลงหนึ่งชื่อว่า
“บ้านของเรา” เพลงน้เี ริ่มบทเพลงที่ไพเราะและกินใจด้วยคำ� วา่ “บา้ น... คอื
วิมานของเรา...” ตอ่ มาเม่อื ผมเปน็ ครูใหญ่ นอกจาก “วมิ าน” ที่ผมพักพงิ
อาศยั กบั พ่อแมม่ าแตเ่ ดก็ นน้ั ได้เพม่ิ มาอกี 1 หลงั นัน่ กค็ ือ “โรงเรียน”
64 วิทยาจารย์
ผมรักโรงเรียนเหมือนบ้าน ตื่นเช้าข้ึนมาทุกวัน
ผมจะรบี ทำ� ธรุ ะท่บี ้านใหเ้ สร็จไว ๆ เพอ่ื จะไดไ้ ปโรงเรยี นเชา้
กอ่ นใคร
จะไดไ้ ปเตรยี มทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งทน่ี นั่ ใหเ้ ปน็ ทเ่ี รยี บรอ้ ย
ก่อนครแู ละนกั เรยี นจะมาถงึ โรงเรียน
ท่ีโรงเรียนมีเร่ืองให้ท�ำมากมาย ผมสองคนกับ
ภารโรงหนุ่มทผี่ มคดั มากบั มอื เพราะเหน็ วา่ เปน็ คนรกั โรงเรยี น
เหมือนผม ช่วยกันเตรยี มงานทุกด้าน โดยเฉพาะดา้ นอาคาร
สถานท่ี ตง้ั แตป่ ้ายโรงเรียน ประตรู ัว้ โรงเรียน ไปจนถึงสนาม
เสาธง ห้องเรียน ห้องส้วม เรือนเพาะช�ำ แม้แต่สถานท่ี
ทจี่ ดั ไวส้ ำ� หรบั แมค่ า้ ทจ่ี ะมาขายอาหารแกน่ กั เรยี น กต็ อ้ งดแู ล
ความเรียบรอ้ ยด้วย
ภารกิจของโรงเรียนมีมากมายจนมีผู้รวบรวมและ
เรียบเรียงออกมาเป็นด้าน ๆ เป็นหมวดเป็นหมู่ บางยุค
บางสมัยก็จะมีออกมาเป็นระเบียบให้โรงเรียนปฏิบัติ
เปล่ียนกลับไปกลับมา ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วก็ไม่หนี
4 - 5 งาน งานเหล่านี้ คือ งานบริหารทั่วไป งานวิชาการ
งานงบประมาณ และงานบคุ ลากร
งานบริหารท่ัวไป ประกอบด้วย งานธุรการ
งานเลขานกุ ารคณะกรรมการสถานศึกษา งานพัฒนาระบบ
และเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ การประสานและพัฒนา
เครอื ขา่ ยการศกึ ษา การจดั ระบบการบรหิ ารและพฒั นาองคก์ ร
งานเทคโนโลยสี ารสนเทศ การสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ดา้ นวชิ าการ
งบประมาณบุคลากรและบริหารทั่วไป การจัดสถานท่ีและ
สภาพแวดล้อม การจัดทําสํามะโนผู้เรียน การรับนักเรียน
การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา งานส่งเสริมงาน กิจการ
นักเรียน การประชาสัมพันธ์งานการศึกษา การส่งเสริม
สนับสนุน และประสานงาน การศึกษาของบุคคล ชุมชน
องค์กร หน่วยงานและสถาบัน สังคมอื่นที่จัดการศึกษา
งานประสานราชการกบั เขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาและหนว่ ยงานอนื่
การจดั ระบบการควบคมุ ภายในหนว่ ยงานงานบรกิ ารสาธารณะ
และงานท่ีไมไ่ ด้ระบุไว้ในงานอน่ื
วิทยาจารย์ 65
งานวิชาการ ก็จะประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษา การวัดผล
ประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน การวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา การนิเทศ การศึกษา การพัฒนา
สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การแนะแนวการศึกษา การพัฒนาระบบ
การประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษาการสง่ เสรมิ ความรู้ดา้ นวชิ าการแกช่ มุ ชนการประสานความรว่ มมอื ในการพฒั นา
วิชาการกับสถานศกึ ษาอ่นื และการส่งเสรมิ และสนบั สนนุ งานวิชาการแก่บคุ คล ครอบครวั องค์กร หน่วยงาน และ
สถาบนั อืน่ ท่ีจัดการศึกษา
งานงบประมาณ แบ่งเป็น การจัดทําและเสนอของบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ การตรวจสอบ
ตดิ ตามประเมนิ ผลและรายงานผลการใชเ้ งนิ และผลการดาํ เนนิ งาน การระดมทรพั ยากรและการลงทนุ เพอื่ การศกึ ษา
การบริหารการเงนิ การบรหิ ารบัญชี และ การบริหารพัสดแุ ละสนิ ทรพั ย์
งานบริหารบุคลากร ประกอบด้วย การวางแผนอัตรากําลังและกําหนดตําแหน่ง การสรรหาและ
การบรรจแุ ตง่ ตงั้ การเสรมิ สรา้ งประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ตั ริ าชการ วนิ ยั และการรกั ษาวนิ ยั และการออกจากราชการ
บริบทของโรงเรียนเท่าท่ีดูแบบง่าย ๆ ไม่ต้องมีหลักวิชาอะไร ก็มักจะมองไปท่ีองค์ประกอบของโรงเรียน
ทงั้ หมดนน่ั เอง ซงึ่ ก็จะหนไี ม่พน้ นกั เรยี น ครู ผูป้ กครอง ชุมชน อาคารเรยี น อาคารประกอบ บริเวณโรงเรยี น สนาม
สวนหย่อม ป้ายนทิ รรศการ งานบรหิ าร งานบรกิ าร การเรยี นการสอน การวางแผน การประชาสัมพนั ธ์ ฯลฯ
66 วทิ ยาจารย์
การแบ่งงานในอกี มิตหิ นง่ึ นยิ มแบ่งออกเป็น งานวชิ าการ งานกิจการนักเรยี น งานบรกิ าร และการจดั การ
งานวางแผนและพัฒนา งานสัมพันธ์ชุมชน เป็นต้น เริ่มตั้งแต่ การรับสมัครนักเรียน เข้าเรียน การจัดห้องเรียน
การจดั ตารางเรยี นและตารางสอน การจดั ครูเขา้ สอน การวดั ผล ประเมินผลการเรียนการสอน ตลอดจนการพฒั นา
เกี่ยวกับการเรียนการสอนทุกรายวิชา งานดังกล่าว จัดว่าเป็นงานวิชาการ ซึ่งถือว่าเป็นงานหลักของโรงเรียน และ
เป็นการวางพื้นฐานในการพฒั นาผเู้ รยี น เพื่อให้ผูเ้ รยี นพัฒนาความรคู้ วามสามารถของตนน่นั เอง
นอกจากน้ัน ก็จะมีงานเกี่ยวกับการอบรมส่งเสริมให้นักเรียนมีระเบียบวินัย ประพฤติตนอยู่ในข้อบังคับ
ของโรงเรยี นและสังคม การสง่ เสริมใหเ้ รียนได้จดั กจิ กรรม หรอื เข้ารว่ มกิจกรรมตา่ ง ๆ รวมไปถึงการจัดบริการและ
สวัสดิการแก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนได้อย่างมีคุณภาพและเกิดการเรียนรู้ท่ีดีข้ึน เช่น
การบริการแนะแนว การบรกิ ารสุขภาพอนามัย การบรกิ ารอาหาร การบริการความปลอดภยั เปน็ ตน้
ถ้าดงู านโรงเรยี นแบบละเอยี ดดงั ที่ยกตวั อยา่ งมาข้างตน้ ก็จะเห็นว่าเปน็ เรื่องย่งุ ยากซบั ซอ้ น นา่ เบ่อื หน่าย
แตถ่ า้ เหน็ วา่ มนั เปน็ งานทที่ า้ ทาย เปน็ งานทม่ี องเหน็ ความหวงั รออยขู่ า้ งหนา้ ทตี่ วั เดก็ มองออกไปถงึ อนาคตของศษิ ย์
ทน่ี บั วนั จะเตบิ ใหญ่ เม่ือเขาไปผจญโลกภายนอกอยา่ งทีเ่ ราตงั้ ใจไว้ ไดอ้ ย่างงดงาม งานทแ่ี สนเหนือ่ ยก็จะกลายเป็น
ความสุขอย่างที่ไม่มีอะไรจะมาเปรียบได้ เหมือนอยู่ใน “วิมาน” และถ้าคุณครูท่านน้ันเห็นว่า “โรงเรียนคือบ้าน”
ของเขา เขากย็ ิ่งจะพบแต่ความสขุ มากย่งิ ๆ ข้นึ ไปมิใชห่ รอื
วทิ ยาจารย์ 67
บรหิ ารการศกึ ษา
วันชยั ตงั้ ทรงจิตร
อนั ก�ำเนิดเกดิ มาในหลา้ โลก
สุขกับโศกมิไดส้ ้ินอย่างสงสยั
(ตอ่ จากฉบับทแี่ ลว้ )
4. ความสขุ กบั ความทกุ ขส์ มั พนั ธก์ บั ชวี ติ ในวยั ผใู้ หญ่ ชวี ติ ในวยั ผใู้ หญน่ ที้ กุ คนมคี วามรสู้ กึ นกึ คดิ
ทเ่ี ปน็ จรงิ เปน็ จงั มคี วามสขุ กส็ ขุ มาก มคี วามทกุ ขก์ ท็ กุ ขม์ าก ชวี ติ ในวยั นส้ี ว่ นใหญจ่ ะตอ้ งประสบกบั ความสขุ
และความทุกข์ในเหตุ 2 ประการ คือ
4.1 เรอ่ื งคคู่ รอง ซงึ่ เปน็ เรอื่ งของปถุ ชุ นทเ่ี มอื่ ถงึ วยั ทจี่ ะตอ้ งมเี หยา้ มเี รอื นแลว้ กจ็ ะตอ้ ง
มตี ามธรรมชาติ ทกุ คนอยากจะได้คู่ดไี มว่ า่ หญิงหรือชาย บางคนกส็ มหวงั ในความรกั ซง่ึ นบั วา่ มคี วามสุข
แตบ่ างคนกพ็ ลาดหวังท�ำใหเ้ กดิ ความทกุ ข์
68 วทิ ยาจารย์
4.2 เรื่องการประกอบอาชีพ เพื่อที่จะสร้างฐานะของตนให้เจริญรุ่งเรือง
เปน็ ปกึ แผน่ ในภายหนา้ ทกุ คนกต็ อ้ งประกอบอาชพี ถา้ การประกอบอาชพี นน้ั ประสบความสำ� เรจ็ มง่ั มขี น้ึ
อย่างรวดเร็ว เราก็จะรู้สึกเป็นสุขท�ำให้เกิดก�ำลังใจมีมานะท่ีจะประกอบอาชีพน้ันต่อไป แต่ถ้าเรา
ประกอบอาชพี อะไรกล็ ม้ เหลว คา้ ขายกข็ าดทุน ทำ� ราชการกไ็ มไ่ ดเ้ งนิ เดือนขึน้ เรากจ็ ะรูส้ กึ เป็นทกุ ข์
5. ความสขุ กับความทุกข์สมั พันธ์กบั ชวี ติ ในวยั ชรา ชีวติ ในวัยชราสว่ นใหญ่ ถ้าเป็นผู้ท่ี
ฝกั ใฝ่ในรสพระธรรมมกั จะไม่ใครไ่ ด้พบกับความทุกข์ แตถ่ ้าหากเป็นบคุ คลทห่ี นาไปด้วยกิเลส กจ็ ะ
ตอ้ งพบกับความทกุ ขม์ ากกว่าความสขุ เพราะคอยแตจ่ ะคดิ วา่ ทำ� อย่างไรจงึ จะร�่ำรวย ท�ำอย่างไร
จงึ จะมีท่ีดนิ เปน็ พัน ๆ ไร่ ท�ำอย่างไรจงึ จะมีตำ� แหนง่ ใหญโ่ ต นอกจากน้ี คนที่อยใู่ นวยั ชรามกั จะเป็น
ผทู้ คี่ อยหวาดระแวงถงึ ความทกุ ขอ์ ยเู่ สมอ เชน่ เปน็ ทกุ ขว์ า่ ลกู หลานจะไมเ่ ลยี้ งดู เปน็ ทกุ ขว์ า่ ตายแลว้
จะไม่มีใครเผา เป็นต้น แต่ถ้าเป็นผู้ชราท่ีฝักใฝ่ในรสพระธรรมมักจะเป็นสุขอยู่เสมอ อิ่มเอิบอยู่
ในรสพระธรรม มีความสันโดษ พึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่หรือได้รับมา ก็นับได้ว่าบุคคลนั้น
มีความสงบสุข
วทิ ยาจารย์ 69
3. ความสุขและความโศกในชีวติ ประจำ� วนั
ความสุขกับความทุกข์หรือความโศกน้ันมักจะวนเวียนอยู่ในชีวิตประจ�ำวันของเราทุกคน
นบั ตงั้ แตต่ นื่ นอนในตอนเชา้ ถา้ รา่ งกายสบายดไี มเ่ จบ็ ไขม้ เี งนิ ใช้ มขี า้ วกนิ มที กุ สง่ิ ทกุ อยา่ งพรอ้ มมลู
ก็ก่อให้เกิดความสุข แต่ทุกชีวิตจะมีความสุขตลอดไปย่อมเป็นไปไม่ได้ บางคนมีความสุขที่บ้าน
แต่มีความทุกข์เมื่ออยู่ท่ีท�ำงาน บางคนต้องท�ำหน้าช่ืนอกตรมหาเช้ากินค่�ำเพราะความจน
คนหน่มุ สาวกค็ ิดถึงคนรัก คิดถงึ อนาคต กจ็ ะพบทง้ั ความผดิ หวัง และสมหวัง บางคนมคี รอบครวั
กต็ อ้ งนกึ ถงึ วา่ จะหากนิ กนั อยา่ งไร ทำ� อยา่ งไรครอบครวั จะมคี วามสขุ บางคนคดิ วา่ มอื้ นจี้ ะกนิ อะไร
ม้ือหน้า ม้ือโน้นจะหาอะไรมาใส่ท้อง เร่ืองของชีวิตประจ�ำวันมีอีกมากมาย เช่น การกิน การนอน
การครองเรอื น การแต่งกาย การสนทนา การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ฯลฯ ลว้ นแล้ว
แตก่ อ่ ใหเ้ กดิ ทกุ ขแ์ ละสขุ ทง้ั สน้ิ เปน็ ตน้ วา่ กนิ ไมไ่ ดน้ อนไมห่ ลบั มเี รอื่ งขดั แยง้ เกดิ ขน้ึ ไมม่ เี ครอ่ื งแตง่ กาย
สนทนาผิดหู ฯลฯ เหล่านก้ี ท็ �ำให้เกดิ ทุกข์
70 วทิ ยาจารย์
ความสุขเป็นยอดปรารถนาของทุกคน คนเราต้องว่ิงวุ่นท�ำโน่นท�ำน่ีจนดูขวักไขว่ สับสน
อลหมา่ นกนั อยทู่ กุ วนั นกี้ เ็ พอ่ื เหตอุ ยา่ งเดยี วคอื ตอ้ งการความสขุ ความสขุ ของคนมอี ยใู่ นทตี่ า่ ง ๆ กนั
ตามท่ีตนคิดเห็น บางคนก็เห็นว่าความสุขของตนอยู่ในโรงภาพยนตร์ ก็เข้าโรงภาพยนตร์ดูแล้ว
กเ็ ปน็ สขุ บางคนเหน็ วา่ ความสขุ อยใู่ นวงการพนนั เชน่ บอ่ นถวั่ โปไพ่ หรอื สนามมา้ เปน็ ตน้ เลน่ เสยี ได้
กเ็ ปน็ สขุ บางคนเหน็ วา่ ความสขุ ของตนอยใู่ นขวดเหลา้ รนิ ออกมาดม่ื เสยี ไดก้ เ็ ปน็ สขุ ความสขุ ของบางคน
อยู่ในท่ีไกล ๆ เช่น บางปู บางแสน เป็นต้น พากันไปเที่ยวจ่ายทรัพย์กันเสียได้ก็เป็นสุข ความสุข
ที่กล่าวมาน้ี หาใช่ความสุขที่แท้จริงไม่ เป็นเพียงปิดทุกข์เก่าไว้ชั่วคราวและขณะเดียวกันก็เปิด
ทกุ ขใ์ หมข่ ึน้ อกี เช่น เลน่ การพนนั ถ้าเลน่ ไดก้ ก็ ่อเวรทำ� ให้ฝ่ายเสียคดิ แกม้ ือและคดิ แกต้ ัวใหมร่ �่ำไป
เปน็ การกอ่ ทุกขซ์ ับซ้อนขน้ึ อกี
จะหาความสุขไดจ้ ริงนน้ั ตอ้ งท�ำงานจริงดว้ ยความขยันหมน่ั เพียร ท�ำเปน็ ลำ่� เป็นสนั ไมเ่ ปน็
คนจับจดหรือท�ำอะไรไม่จริง ท�ำบ้างไม่ท�ำบ้าง เป็นคนรวนเร ท�ำอะไรไม่แน่นอน จะท�ำอย่างไหน
กไ็ มเ่ ขา้ ทา่ ผลสดุ ทา้ ยกไ็ มไ่ ดอ้ ะไรเลยพดู สน้ั ๆ กค็ อื ตอ้ งเปน็ คนไมเ่ กยี จครา้ นความขเี้ กยี จเปน็ ตวั สำ� คญั
ของฝา่ ยชว่ั เป็นตวั การของคำ� พวกขี้น�ำหนา้ เช่น ขีเ้ หลา้ ข้ียา ขี้คุก ข้ีตาราง ในทสี่ ุด อีกประการหนึ่ง
การหาความสขุ จะตอ้ งมคี วามรดู้ พี อควรถา้ ขาดความรดู้ กี จ็ ะไมเ่ หน็ หนทางความสขุ ไดต้ ลอดหาความสขุ
ได้ยาก อาจไปคว้าเอาท่ีไม่สบายเข้าก็ได้ เช่น จะหาความสุขแต่ไพล่ไปหาทางอบายมุขเพราะ
ความเข้าใจผิดอย่างที่เรียกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เป็นต้น บางคนยังไม่ถึงคราวท่ีจะมีความสุข
ไปชิงสุกเสียก่อนก็มี เช่น ก�ำลังศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ความฉลาดใส่ตน เพ่ือจะช่วยให้ด�ำรงชีพ
ได้อยา่ งเปน็ สขุ ในภายหน้า แตย่ ังศกึ ษาไมส่ ำ� เร็จกร็ เิ ล่นรกั ทางช้สู าวเสีย ไมใ่ สใ่ จการศกึ ษาเลา่ เรยี น
อยา่ งนเี้ ปน็ การชงิ สกุ กอ่ นหา่ ม เปน็ การกอ่ ทกุ ขข์ น้ึ ในชวี ติ บางทสี ขุ สบายอยแู่ ลว้ กไ็ ปทำ� ลายเสยี เชน่
ข้าราชการได้รับเงินเดือนอยู่แล้ว แต่ไม่พอใจไปหาในทางไม่ดีไม่งามคอรัปช่ันอีก หรือการค้าขาย
ไดก้ ำ� ไรพอสขุ สบายอยแู่ ลว้ ยงั โลภ กอ่ กวนใหเ้ กดิ ความปน่ั ปว่ นในวงการเศรษฐกจิ ของชาติ เชน่ กกั ตนุ
สินคา้ หรือข้ึนราคาของจนเกดิ การเปน็ ความโลภมากในทส่ี ุดกไ็ ม่มคี วามสขุ
ความสุขทแี่ ทจ้ ริงนน้ั ไมต่ ้องไปหาทไ่ี หน หาได้ง่าย ๆ ทต่ี วั ของเรา หาทีบ่ า้ นของเรานี่แหละ
การหาความสขุ ทอี่ น่ื หรอื หาความสขุ นอกบา้ นเปน็ เรอื่ งไมแ่ น่ แทนทจี่ ะไดร้ บั ความสบายมกั กลายเปน็
ความลำ� บากเสยี แหละมาก ฉะนน้ั ผทู้ หี่ วงั ความสขุ สบายทแ่ี ทจ้ รงิ จงึ ควรหาความสขุ ในบา้ นเสยี กอ่ น
ท�ำบ้านให้เป็นสวรรค์ ท�ำท่ีอยู่ของตนให้เป็นวิมานเป็นสุขอยู่กับครอบครัว สดชื่นอยู่กับลูกเมีย
ไมไ่ ปก่อเวรกบั ใครทีไ่ หนอย่างนีก้ ็เปน็ สุขในที่สุด
วทิ ยาจารย์ 71
4. ความสขุ และความโศกในวรรณคดี
จะเห็นได้ว่าในชีวิตประจ�ำวันของคนเรามีท้ังความสุขและความโศกเข้ามาเก่ียวพัน
อยเู่ สมอ ศภุ ร บุนนาค กล่าวไว้ในหนังสือสมบตั ิกวี : ขนุ ช้างขุนแผนว่า "วรรณคดีของชาติใด
ก็ตามเป็นประเพณีบันทึกชีวิตประจ�ำวันของมนุษย์ในชาติน้ัน ๆ อีกท้ังสรรพสัตว์และ
ส่ิงท่ีปรากฏอยู่ท่ัวโลกธาตุ"(7) ก็ย่อมหมายถึงความทุกข์และความโศกจะต้องถูกบันทึกไว้
ในวรรณคดีในรูปของตัวละครแต่ละตัว อีกท้ังสะท้อนให้เห็นสภาพความยากล�ำบากและ
ความเจรญิ รงุ่ เรอื งของแตล่ ะยคุ ขอยกตวั อยา่ งความสขุ และความโศกในวรรณคดบี างเรอื่ งดงั ตอ่ ไปนี้
4.1 นริ าศสนุ ทรภู่สนุ ทรภแู่ ตง่ นริ าศไดไ้ พเราะอยา่ งยง่ิ และความไพเราะนนั้ อยตู่ รงทวี่ า่
สุนทรภู่สามารถพรรณนาอารมณ์ของตนออกมาให้ผสมผสานสอดคล้องกับธรรมชาติ
ในทีท่ กุ ทุกแห่งได้อยา่ งเด่นชดั เหน็ จรงิ เห็นจังอยา่ งชนดิ ทีใ่ คร ๆ กท็ �ำได้ไม่เหมือนไม่เทียมเทา่
พดู งา่ ย ๆ กค็ อื สนุ ทรภเู่ ขยี นออกมาจากหวั ใจจรงิ เหมอื นเอาหวั ใจออกมาตแี ผใ่ หเ้ หน็ วา่ สนุ ทรภู่
มีความสุขในใจอย่างไรถ้อยค�ำในนิราศก็หล่ังไหลออกมาตามความรู้สึกในหัวใจทุกอย่าง
เพราะฉะนนั้ เราจงึ รสู้ กึ วา่ บางครง้ั เราอา่ นดว้ ยความรสู้ กึ เศรา้ สรอ้ ยกนิ ใจเหลอื เกนิ รสู้ กึ เหมอื นนำ้� ตา
จะไหลและขณะเดียวกนั ก็รู้สึกต้ืนตนั ใจอยา่ งชนิดท่ีไมอ่ าจหาค�ำใด ๆ มาบรรยายไดถ้ ูกต้อง
(อ่านตอ่ ฉบับหน้า)
(7) ศกุ ร บนุ นาค, สมบัตกิ ว:ี ขนุ ช้าง ขนุ แผน, พระนคร: แพรพ่ ทิ ยา, 2561 คำ� นำ�
72 วิทยาจารย์
Open Eyes
วศิ วัส ปญั ญาวงศ์สภาพร
ความเลอื่ มลำ้� ทางการศึกษา :
ปัญหาทีเ่ ราแก้ไมต่ รงจดุ ซะที
หลายคนชอบพูดว่าการศึกษาไทยไม่พัฒนา การศึกษาไทยล้าหลัง แต่ในทัศนะ
ของผู้เขียนท่ีคลุกคลีในวงการศึกษามาพอสมควรกลับรู้สึกการศึกษาไทยเรา
แท้จริงพัฒนามาโดยตลอด แต่ข่าวร้ายคือพัฒนาดังว่าน้ันกระจุกตัวอยู่ใน
คนหยบิ มือเทา่ น้ัน
ดัชนีช้ีวัดแบบเด็กประถมคือแค่เปิด
หนังสือพิมพ์ออก เราจะเห็นข่าว “เด็กไทยเจ๋ง
ควา้ รางวลั ชนะเลศิ แขง่ ขนั คณติ ศาสตรน์ านาชาติ
ที่มาเลเซีย ได้คะแนนสูงสุดถึง 3 คน” หรือ
“เดก็ หญงิ ไทยควา้ แชมป์ แขง่ บนิ โดรนทเี่ สนิ่ เจน้ิ ”
เคียงข้างไปกับข่าว “เด็กไทยไม่ได้เรียนกว่า
5 แสนคน เร่งสรา้ งโอกาสทางการศึกษานำ� รอ่ ง
20 จังหวัด” ซ่ึงสะท้อนให้เห็นว่าไทยเรามีเด็ก
กลมุ่ หนงึ่ ท่ี “ยง่ิ เกง่ ยง่ิ ไดโ้ อกาส” พรอ้ มมสี ปอ็ ตไลต์
ของสงั คมคอยจบั จอ้ งชนื่ ชมขณะทเ่ี ดก็ อกี กลมุ่ หนง่ึ
“เข้าไม่ถึงแม้แต่โอกาสเรียน” และถูกผลักออก
ใหไ้ ปยืนวงนอกของสังคม
วิทยาจารย์ 73
ท�ำไมความเล่ือมล�ำ้ ทางการศกึ ษาจึงเกดิ ข้ึน
นณรฏิ พศิ ลยบตุ ร (2016) จากสถาบันวิจัยเพ่ือการพัฒนาประเทศไทย
เขยี นบทความ “ความเหลอ่ื มลำ�้ ทางการศกึ ษาของไทย: ขอ้ สรปุ จากผลการสอบปซิ า่
(PISA)” พบว่าความเลื่อมล้�ำทางการศึกษาแท้จริงแล้วเกิดข้ึนจากมาตรฐาน
การศึกษาของมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนเป็นส�ำคัญ (กว่า 47%) รองลงมาเป็น
เร่ืองทางครอบครัว เช่น การอยู่ร่วมกันกับบิดาและมารดา ระดับการศึกษาของ
บิดาและมารดา รวมทั้งประเภทของอาชีพของบิดาและมารดา (กลุ่มแรงงาน
กลมุ่ ลูกจา้ ง กลมุ่ แรงงานสูงกว่าลูกจา้ ง) เพียง 9% ขณะทป่ี ัจจยั เฉพาะสว่ นบุคคล
เชน่ อายุ เพศ นกั เรยี นเคยซำ้� ชน้ั มผี ลเพยี งแค่ 2% ทงั้ หมดสะทอ้ นภาพใหเ้ ราเหน็ วา่
ปัญหาความเหล่ือมล�้ำทางการศึกษาไทยด้านหน่ึงเป็นผลมาจากมาตรฐานของ
สถานศกึ ษาทด่ี ีกด็ ีมากไปเลย แตถ่ า้ แยก่ ล็ า้ หลังในทกุ มติ ิ
แต่ผลวิจัยอีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ
ความเหลื่อมล้�ำอีก 42% ท่ีเหลืออันไม่สามารถอธิบายได้
ภายใตก้ รอบการวเิ คราะหต์ ามขอ้ มลู ของPISAเพราะแมผ้ วู้ จิ ยั
จะสนั นษิ ฐานวา่ สาเหตมุ าจากปจั จยั สว่ นตวั ของแตล่ ะบคุ คล
และปัจจัยครอบครัว อาทิเช่น ความฉลาดทางสติปัญญา
(IQ) ทศั นคตขิ องเดก็ นกั เรยี นตอ่ การเรยี นรู้ รปู แบบการอบรม
ของครอบครวั หรอื วฒั นธรรมการเรยี นรใู้ นครอบครวั แตผ่ เู้ ขยี น
เห็นว่าตัวแปรส�ำคัญที่ขาดหายไปคือฐานะทางเศรษฐกิจ
เพราะเอางา่ ย ๆ วา่ ถา้ ครอบครวั ไมม่ รี ายไดแ้ มแ้ ตจ่ ะจนุ เจอื
ตัวเอง การเจียดเงินมาจ่ายค่าเทอม ค่าเส้ือผ้านักเรียน
คา่ ตำ� รบั ตำ� ราทนี่ บั วนั จะแพงขนึ้ ๆ กย็ อ่ มเปน็ ไปไมไ่ ด้ เรยี กวา่
ความเลอื่ มลำ�้ ทางการศกึ ษานน้ั แยกไมอ่ อกจากความเลอื่ มลำ�้
ทางรายได้ ย่ิงผนวกกับมาตรฐานการศึกษาที่แตกต่างกัน
สดุ ขั้วอยู่แลว้ ความเล่อื มล�้ำน้ีก็ยงิ่ ถ่างกวา้ งข้ึนไปอีก
74 วทิ ยาจารย์
สุดท้ายระบบการศึกษาไทยก็จะผลิตคนออกมาสองแบบ หน่ึงคือแรงงานไร้ฝีมือที่จบมา
เพื่อตกงานเพราะถกู แทนท่ีด้วยเทคโนโลยแี ละปัญญาประดิษฐ์ สว่ นอกี แบบคอื แรงงานมฝี มี ือท่ีเกง่
ที่สุด พูดได้สามส่ีภาษา ท�ำงานได้คล่องแคล่ว แต่สุดท้ายก็เรียนต่อเมืองนอกและถูกดูดไปท�ำงาน
ในบรษิ ัทขา้ มชาติ
แล้วเราจะแก้ปญั หายังไง
นณริฏ พิศลยบุตร เสนอทางแก้ 5 ปัจจัย (เรียงตามขนาดของผลกระทบของปัจจัยต่อ
ความเหลอ่ื มล้�ำท้งั หมด) เพื่อลดความเหลื่อมล�ำ้ ทางการศึกษาของไทย ประกอบไปด้วย
1. การสนับสนนุ ให้ความรแู้ กม่ ารดาทง้ั ในแง่การศกึ ษา และการประกอบอาชพี จะเป็นการ
ชว่ ยเหลอื เดก็ นักเรยี นทางอ้อมท่ีได้ประสทิ ธผิ ลทีส่ ูง
2. การขยายขนาดของโรงเรยี น ใหเ้ หมาะสมจะชว่ ยใหค้ วามแตกตา่ งดา้ นผลการเรยี นระหวา่ ง
โรงเรยี นลดลง ซงึ่ เปน็ การลดปญั หาความเหลอ่ื มลำ้� ทางการศกึ ษาไปดว้ ยพรอ้ ม ๆ กนั
3. หากสนับสนุนให้ทุก ๆ โรงเรียนมกี จิ กรรมเสริมทักษะเพ่ิมเติมจะชว่ ยลดความเหลอื่ มล�้ำ
ระหวา่ งโรงเรยี นไดด้ ี
วทิ ยาจารย์ 75
4. การสนบั สนนุ ใหเ้ ดก็ อาศยั อยกู่ บั พอ่ แม่ และ
การแก้ไขปัญหาการหย่าร้างเพื่อลดปัญหาครอบครัว
ซ่ึงถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมท่ีส�ำคัญ ซ่ึงจะ
ท�ำให้เด็กมีคะแนนสอบท่ีดีมากยิ่งขึ้นและเป็นการช่วย
ลดความเหลอื่ มลำ�้ ไดอ้ กี วธิ กี ารหน่งึ
5. หากเพมิ่ สัดส่วนครตู อ่ นักเรียน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในโรงเรียนที่มีสัดส่วนดังกล่าวค่อนข้างต่�ำ
จะช่วยลดความเหล่ือมล้ำ� ระหว่างโรงเรยี นได้ดียง่ิ ขนึ้
ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ ขอ้ เสนอทง้ั 5 ขอ้ เปน็ ขอ้ เสนอทดี่ ี
แตท่ ดี่ ว่ นและตอ้ งทำ� ตอนน้ี คอื การกระจายอำ� นาจและ
งบประมาณจากส่วนกลางให้สถาบันการศึกษา
แตล่ ะ่ แหง่ มอี ำ� นาจบรหิ ารการศกึ ษาตามแนวทางของตน
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารอาจเพยี งควบคมุ การอนมุ ตั หิ ลกั สตู ร
ออกนโยบายในภาพกว้างและตรวจเช็คคุณภาพ
อย่างเข้าใจ
เพราะจดุ มงุ่ หมายของการศกึ ษาไทยไมค่ วร
ใชก้ ารพฒั นาเดก็ เมอื งเกง่ ๆ เพยี งหยบิ มอื ใหเ้ กง่ ขนึ้
ไปอีก แต่คือการยกระดับเด็กด้อยโอกาสท่ัวไทย
ใหเ้ ข้าถงึ การศึกษาคุณภาพดีทัดเทยี มเดก็ ในเมอื ง
อ้างอิง:
นณรฏิ พศิ ลยบตุ ร (2016). “ความเหลอื่ มลำ้� ทางการศกึ ษาของไทย: ขอ้ สรปุ จากผลการสอบปซิ า่ (PISA)”. สถาบนั วจิ ยั
เศรษฐกจิ ปว๋ ย อึ้งภากรณ.์ เข้าถึงเมือ่ 27 สิงหาคม 2562. https://www.pier.or.th/?abridged=%E0%B8%84%E0
%B8%A๗%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B๗%E0%B9
%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9๗%E0%B8%B2
%E0%B8%8๗%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6.
76 วทิ ยาจารย์
ตระเวนเท่ียว
วรี ะพงษ์ ปัญญาธนคณุ
บ้านเราเคยี งกัน...
เวยี งจนั ทน์เคียงใจ
มบี อ่ ยครง้ั ทจี่ ู่ ๆ ผมกเ็ กดิ เบอ่ื หนา่ ยกบั ชวี ติ เพราะรสู้ กึ ซำ้� ซากจำ� เจกบั อะไรเดมิ ๆ และแลว้
ความคดิ ท่ีอยากเดินออกไปหาแรงบันดาลใจและประสบการณ์ใหม่ ๆ ในที่ที่เราไมค่ ้นุ เคย
ก็พลันแล่นเข้ามาในหัว ทว่า เมื่อส�ำรวจความพร้อมของตัวเอง ก็กลับพบข้อจ�ำกัด
มากมาย หลัก ๆ คงเป็นเร่ืองเวลา ภาระส่วนตัว และอาจจะรวมถึงงบประมาณด้วย
ในบางครงั้ ฉะนนั้ แลว้ ทรปิ สน้ั ๆ แถบประเทศเพอื่ นบา้ น จงึ เปน็ สง่ิ ทตี่ อบโจทยค์ วามตอ้ งการ
ของตัวเองในหลายวาระ
ประเทศลาวเป็นจุดหมายปลายท่ีชอบผุดขึ้นมา เมอ่ื กางแผนทป่ี ระเทศลาวออกมาผมพบวา่ นครหลวง
ในหวั เปน็ ประจำ� เพราะไปมางา่ ย ใชเ้ วลาไมม่ าก แถมประหยดั เงนิ เวยี งจนั ทนเ์ ปน็ เปา้ หมายทนี่ า่ สนใจนอกจากจะเปน็ เมอื งหลวง
ในกระเปา๋ ทงั้ ยงั มหี ลายสงิ่ หลายอยา่ ง โดยเฉพาะวฒั นธรรม มีสถานท่ีส�ำคัญหลายแห่งแล้ว ท่ีส�ำคัญผมไม่เคยเดินทาง
ท่ีใกล้เคียงกับของไทยเรา จึงไม่ต้องปรับตัวและเตรยี มใจ ไปเยอื นมากอ่ น แมจ้ ะเคยไปเหยยี บแผน่ ดนิ ลาวมาหลายครงั้
อะไรมากแตข่ ณะเดยี วกนั กย็ งั มคี วามตา่ งหลายอยา่ งใหเ้ ราได้ แล้วก็ตาม ผมจึงปักมุดมุ่งหน้าไปยังเวียงจันทน์เพ่ือให้เห็น
เรียนรูท้ ำ� ความเข้าใจ กับตาในคราวนี้
วทิ ยาจารย์ 77
การเดินทางของผมเริ่มต้นท่ีกรุงเทพ ฯ พร้อมกับ ทราบภายหลงั วา่ พระเจดยี อ์ งคน์ ช้ี อ่ื วา่ ธาตดุ ำ� เปน็
สหายอีก 1 คน โดยการน่ังเคร่ืองบินลัดฟ้ามายังจังหวัด เจดีย์ทรงกลมบนฐานแปดเหล่ียม ซ่ึงไม่ทราบว่าผู้ใดสร้าง
อดุ รธานี กอ่ นทจ่ี ะนงั่ รถทวั รป์ รบั อากาศจากสถานขี นสง่ บขส. แต่จากรูปทรงเจดีย์และฐานก็เช่ือว่าน่าจะได้รับอิทธิพล
อุดรธานี ผ่านจังหวัดหนองคายข้ามโขงไปยังเวียงจันทน์ มาจากลา้ นนาสนั นษิ ฐานวา่ สรา้ งในรชั สมยั พระเจา้ ไชยเชษฐา
อีกทอดหนง่ึ ธริ าชหลงั จากทพี่ ระองคท์ รงยา้ ยเมอื งหลวงจากหลวงพระบาง
เพียงประมาณช่ัวโมงเศษ ๆ ผมก็เดินทางมาถึง มายังเวียงจันทน์เม่ือราว 450 ปีก่อน เน่ืองจากพระเจ้า
นครหลวงเวียงจันทน์สมดังปรารถนา หลังจากก้าวเท้าลง ไชยเชษฐาฯทรงมเี ชอ้ื สายลา้ นนาทง้ั ยงั เคยเสดจ็ ไปครองเมอื ง
จากรถ ผมกับสหาย พร้อมเป้ขนาดกลาง ๆ บนบ่า ก็ออก เชียงใหมม่ าก่อน
ตะลยุ เดินไปยงั เรอื นพักท่จี องไว้ล่วงหนา้ โดยทนั ที ว่ากันว่าเจดีย์องค์นี้ แต่เดิมหุ้มด้วยแผ่นทอง
เรือนพักเป็นช่ือเรียกท่ีพักประเภทเกสต์เฮาส์ แตภ่ ายหลงั ถกู เผาลอกทองออกไปโดยฝมี อื ของกองทพั ตา่ งชาติ
ในภาษาลาว เรือนพกั ที่ผมเลอื กตง้ั อยู่ในซอยซงึ่ ไม่ไกลจาก จงึ ทำ� ให้เจดยี ก์ ลายเปน็ สดี �ำเชน่ ทุกวันน้ี
รมิ นำ้� โขง สามารถเดนิ ไปกนิ ลมชมววิ รมิ นำ้� ไดแ้ บบไมย่ ากเยน็ ไมน่ านผมกไ็ ปเจอเขา้ กบั รา้ นเฝอ ซง่ึ หา่ งจากธาตดุ ำ�
รวมทง้ั ใกลก้ บั แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วยามราตรบี นถนนเชษฐาธริ าช ไปไม่ไกล เห็นคนกินกันแน่นร้าน ผมจึงตัดสินใจเข้าไป
ซ่ึงมบี าร์ คาเฟ่ รา้ นอาหาร รา้ นกาแฟ และโรงแรมกระจุกตวั กินบ้าง ทราบภายหลัง (อีกเช่นเคย) ว่าร้านน้ีเป็นร้านเฝอ
หนาแนน่ หอ้ งพกั ของผมเปน็ แบบหอ้ งรวมซง่ึ มพี วกฝรงั่ เขา้ พกั ชอ่ื ดงั ทมี่ ถี งึ 4 สาขา ผมสง่ั เฝอขนาดจมั โบม้ า 1 ชาม มาแบง่
เป็นส่วนใหญ่ มีเพียงผมกับสหายสองคนท่ีเป็นคนไทย กันกนิ 2 คนกับสหาย อ่มิ ก�ำลังพอดี
หลังจากท่ผี มนำ� สัมภาระเขา้ ไปเกบ็ เรยี บร้อยแลว้ กไ็ ด้เวลา เสร็จการมื้อเท่ียง ผมก็เดินไปตามถนนล้านช้าง
ท่องเมอื งเวยี งจันทน์อย่างเป็นทางการ เพอ่ื ไปยังประตชู ยั ถนนลา้ นชา้ งนเ้ี ป็นถนนใหญ่สายสำ� คญั
กอ่ นอน่ื เลยผมตอ้ งหาอะไรลำ� เลยี งลงกระเพาะเสยี กอ่ น ของเวียงจันทน์ ที่มีความส�ำคัญประมาณเดียวกันกับถนน
เพราะกระเพาะเรมิ่ สง่ เสยี งประทว้ งกนั วนุ่ วาย เนอ่ื งจากตงั้ แต่ ราชด�ำเนินของกรุงเทพ ฯ แต่รถราบางตากว่าของเรามาก
เช้ามา ผมยังไม่มีอะไรหนัก ๆ ลงท้องเลย ผมตระเวนหา สง่ิ ทที่ ำ� ใหถ้ นนลา้ นชา้ งเหมอื นถนนราชดำ� เนนิ อกี อยา่ งกค็ อื
ไปเรื่อย ๆ ก็เผอิญผ่านไปเจอเจดีย์ใหญ่สีด�ำขมุกขมัว การมปี ระตชู ยั ตงั้ เดน่ เปน็ สงา่ อยกู่ ลางวงเวยี นใหญ่ คลา้ ยกบั
กลางวงเวยี น ซงึ่ มตี น้ หญา้ และตน้ ไมเ้ ลก็ ตน้ ไมน้ อ้ ยขน้ึ ปกคลมุ อนสุ าวรยี ป์ ระชาธปิ ไตยทต่ี งั้ อยกู่ ลางวงเวยี นถนนราชดำ� เนนิ
จงึ ถา่ ยภาพเปน็ ทรี่ ะลกึ เสียหน่อย
78 วิทยาจารย์
คร้ันพอถึงประตูชัย พวกเราน่ังพักขากันพักหนึ่ง ชมววิ รอบกรงุ จนอม่ิ หนำ� สำ� ราญเบกิ บานฤทยั แลว้
เห็นพ่อแม่พาลูกเด็กเล็กแดงมาเท่ียวกันหลายครอบครัว เราสองสหายกเ็ ดนิ เทา้ มงุ่ หนา้ ไปยงั พระธาตหุ ลวงซงึ่ หา่ งจาก
สว่ นทม่ี ากนั เปน็ คู่ ๆ ชายหญงิ กม็ มี าก ตรงบรเิ วณประตชู ยั นี้ ประตชู ยั รว่ ม ๆ 3 กิโลเมตร ผมคงประเมนิ ศกั ยภาพสังขาร
นอกจากจะมีประตูชัยท่ีได้รับอิทธิพลทางแนวคิดมาจาก ของตวั เองสงู เกนิ ไปเพราะกวา่ จะเดนิ ถงึ กเ็ ลน่ เอาแทบลงไปนง่ั
ปารีสแล้ว บริเวณรอบ ๆ ยังมีสวนสาธารณะให้ประชาชน กองกับพื้น เหงื่อโซกไปทั่วสรรพางค์กาย อันเน่ืองมาจาก
ใชเ้ ปน็ สถานท่ีพกั ผ่อนหยอ่ นใจ ความร้อนของเปลวแดดยามบ่าย
หลงั จากหายเมอ่ื ยผมกต็ ตี วั๋ ขน้ึ ไปชมประตชู ยั ดา้ นบน เมอ่ื ไปถงึ ผมเขา้ ไปกราบสกั การะอนสุ าวรยี พ์ ระเจา้
ซงึ่ สงู ราว ๆ ตกึ 7 ชนั้ กวา่ ถงึ ชนั้ บนสดุ ซง่ึ เปน็ จดุ ชมววิ กเ็ ลน่ เอา ไชยเชษฐา ฯ ซง่ึ ตงั้ อยกู่ ลางลานหนา้ พระธาตเุ ปน็ ลำ� ดบั แรก
แทบแย่ เพราะทนี่ ไ่ี มม่ ลี ฟิ ตใ์ หบ้ รกิ าร ผมจงึ ตอ้ งอาศยั กำ� ลงั ขา จากนนั้ กเ็ ดนิ ผา่ นซมุ้ ประตรู ะเบยี งคดเขา้ ไปสกั การะองคพ์ ระธาตุ
ของตวั เองลว้ น ๆ ทด่ี า้ นในพระธาตหุ ลวงเปน็ สงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธส์ิ ำ� คญั คบู่ า้ นคเู่ มอื งลาว
ประตชู ยั แหง่ นส้ี รา้ งขน้ึ เพอ่ื รำ� ลกึ ถงึ ทหารลาวทเ่ี สยี ชวี ติ ถงึ ขนาดถกู นำ� ภาพไปใชเ้ ปน็ ตราประจำ� แผน่ ดนิ พระธาตหุ ลวง
ในระหวา่ งสงครามเรยี กรอ้ งเอกราชจากฝรงั่ เศส เรมิ่ กอ่ สรา้ ง นั้นเป็นเจดีย์ทรงดอกบัวตูมสีทององค์ใหญ่ ล้อมรอบด้วย
ในปี พ.ศ. 2500 และแล้วเสร็จในอีก 11 ปีต่อมา ภายใต้ เจดยี อ์ งคเ์ ลก็ องคน์ อ้ ยอกี 30 องค์ โดยเชอื่ วา่ มพี ระอรุ งั คธาตุ
การผสมผสานทางสถาปัตยกรรมระหว่างของตะวันตก ของพระพทุ ธเจ้าประดิษฐานไวภ้ ายใน
กับลา้ นช้างได้อย่างสวยงามลงตัว
วทิ ยาจารย์ 79
องคพ์ ระธาตเุ ป็นสงิ่ กอ่ สร้างท่ีมีอายอุ านามนับพันปี
แต่ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐา ฯ
หลังจากท่ีพระองค์ย้ายราชธานีมายังเวียงจันทน์ได้ 6 ปี
โดยโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ งเจดยี ค์ รอบพระธาตอุ งคเ์ ดมิ ไว้ พระธาตุ
ถูกบูรณะคร้ังใหญ่อีกครั้งหน่ึง เมื่อราวร้อยกว่าปีมาน่ีเอง
หลังจากไดถ้ กู พวกโจรฮอ่ เผาทำ� ลายจนเสยี หายยับเยิน
หลงั จากเดนิ ชมพระธาตแุ ละอาคารประกอบจนครบแลว้
นั่งพักให้คลายร้อนสักครู่หนึ่ง ผมกับสหายก็ตกลงใจที่ไปยัง
อนสุ าวรยี เ์ จา้ อนวุ งศร์ มิ แมน่ ำ้� โขงกนั ตอ่ แตเ่ นอื่ งจากยงั เจบ็ ขา
ไมห่ าย งานนเี้ ลยอาศยั ตวั ชว่ ยเปน็ รถโดยสารสองแถวสาธารณะ
ซ่งึ คนท้องถน่ิ เรียกชื่อเก๋ ๆ วา่ “สกายแลป็ ” ช่วยพาไปส่ง
อนสุ าวรยี เ์ จา้ อนวุ งศ์ ซงึ่ เปน็ หนง่ึ ในพระมหากษตั รยิ ์
ทยี่ งิ่ ใหญข่ องชนชาตลิ าวตง้ั ตระหงา่ นอยรู่ มิ แมน่ ำ้� โขงโดยรปู ปน้ั
ของพระองค์อยู่ในท่ายืน หันพระพักตร์ออกสู่ล�ำน�้ำโขง
พระหตั ถด์ า้ นซา้ ยถอื ดาบ สว่ นอกี ขา้ งผายไปดา้ นหนา้ ดอู งอาจ
น่าเกรงขามมาก
คนไทยเราคุ้นพระนามของพระองค์เป็นอย่างดี
เน่ืองจากพระองค์ยกทัพมาตีสยามในช่วงรัชกาลที่ 3 ยึดได้
หวั เมอื งทางอสี านเปน็ จำ� นวนมาก แตแ่ ลว้ กต็ อ้ งมาเพลย่ี งพลำ�้ ขนมนมเนยต่าง ๆ ส่วนมากสินค้าจะน�ำเข้ามาจากฝั่งไทย
ใหแ้ กก่ องกำ� ลงั ซง่ึ นำ� โดยยา่ โมทโี่ คราช เปน็ เหตใุ หต้ อ้ งถอยทพั จึงไม่ค่อยมีอะไรแปลกตาสักเท่าไหร่ เช่นเดียวกับอาหาร
กลบั เวยี งจนั ทนเ์ สรจ็ จากเยย่ี มชมอนสุ าวรยี ์ พวกเราสองสหาย การกินทพ่ี บในตลาดน้ี
กช็ วนกนั ไปเดนิ เลน่ ทต่ี ลาดมดื หรอื ตลาดนดั กลางคนื รมิ แมน่ ำ�้ โขง ผมกบั สหายเนน้ เดนิ เลน่ เพลนิ ๆ มากกวา่ ตง้ั ใจซอื้ ของ
ซ่ึงอยู่ไม่ไกลกัน ท่ีนี่มีร้านค้ามาตั้งขายของจ�ำนวนมาก จึงได้แต่ของกินมารองท้องกัน 2 - 3 อย่าง รอม้ือค�่ำซ่ึงเป็น
ต้ังแต่บ่าย สินค้าที่จ�ำหน่ายในตลาดมืดมีสารพัดอย่าง มีท้ัง แหนมเนอื งของรา้ นดงั ซงึ่ หา่ งไปจากเรอื นพกั ราว ๆ 1 กโิ ลเมตร
ของกนิ ของใช้ เช่น เสอื้ ผา้ รองเทา้ เคร่อื งประทับ อาหารและ กนิ จนอม่ิ หนำ� สำ� ราญจนแทบทะลกั คอหอยแลว้ กก็ ลบั เขา้ ทพี่ กั
80 วิทยาจารย์
ระหว่างเดินกลับ ผมพบเห็นบ้านเมืองเวียงจันทน์ ภายในหอพระแกว้ ยงั คงพบแทน่ บษุ บกประดษิ ฐาน
ประดับประดาไปด้วยแสงไฟสีสันต่าง ๆ จากอาคารต่าง ๆ พระแก้วมรกต ซึ่งปัจจุบันทางวัดได้น�ำพระบางจ�ำลองมา
อย่างสวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานบันเทิงบนถนน ประดษิ ฐานแทนอกี ทงั้ ยงั เกบ็ รวบรวมโบราณวตั ถลุ ำ้� คา่ จำ� นวนมาก
เชษฐาธิราชเกือบท้งั สาย ส่วนด้านนอกตรงลานประทักษิณ มีพระพุทธรูปเก่า ๆ
ตนื่ เชา้ มาวันใหม่ ซ่งึ เปน็ วนั สดุ ท้ายส�ำหรบั ทน่ี ่ี วนั นี้ ต้งั เรียงรายอยู่โดยรอบ
ผมมโี ปรแกรมตอ้ งไป “เกบ็ ” วดั สำ� คญั 2 วดั ซง่ึ ถอื เปน็ วดั คบู่ า้ น เรื่องพระแก้วมรกตนี้ ถือเป็นเร่ืองละเอียดอ่อน
คู่เมืองเวียงจันทน์ท่ีจะพลาดไม่ได้ หลังจากกินอาหารเช้า ในความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งไทย - ลาวชา้ นาน คนลาวหลายคน
แบบง่าย ๆ ที่เรือนพัก ผมก็เดินมาตามถนนเชษฐาธิราช ในปัจจุบันก็ยังคงคิดว่าไทยลักพาพระแก้วมรกตของเขาไป
ผา่ นบรเิ วณสวนนำ�้ พุ ซง่ึ มรี า้ นอาหารประเภทกนิ ดมื่ อยรู่ ายรอบ แตใ่ นความเป็นจริง ถ้าสืบสาวราวเรือ่ งกันดี ๆ แลว้ จะพบวา่
แนน่ อนวา่ เชา้ ๆ แบบนี้ รา้ นเหลา่ นยี้ งั ไมเ่ ปดิ ใหบ้ รกิ าร ผมพบวา่ พระแกว้ มรกตพบครงั้ แรกในเขตประเทศไทยคอื ทจ่ี งั หวดั เชยี งราย
หลายร้านตกแต่งหน้าร้านอย่างสวยงามน่าประทับใจ และเคยประดิษฐานในจังหวัดล�ำปางและเชียงใหม่อีกกว่า
เลยอดใจไมอ่ ยู่ ตอ้ งหยบิ กลอ้ งถา่ ยรปู มาแชะภาพเปน็ ทรี่ ะลกึ 100 ปี แตไ่ ดถ้ กู เคลอ่ื นยา้ ยไปยงั หลวงพระบางและเวยี งจนั ทน์
จากสวนน�้ำพุ เดินไปอีกนิดก็จะพบกับท�ำเนียบ ตามลำ� ดบั ในสมยั พระเจา้ ไชยเชษฐา ฯ ซงึ่ มสี ายเลอื ดลา้ นชา้ ง
ประธานาธบิ ดหี รอื ประธานประเทศ ซง่ึ สรา้ งอยา่ งใหญโ่ ตโออา่ และล้านนาอย่างละครึ่ง รวมระยะเวลาที่ประดิษฐานอยู่ใน
ภายในรว้ั รอบขอบชิด ผมยืนด้อม ๆ มอง ๆ อย่นู อกประตูรัว้ แผน่ ดนิ ลาวกวา่ 200ปี จนกระทง่ั ถกู อญั เชญิ กลบั สแู่ ผน่ ดนิ ไทย
แปบ๊ หนงึ่ เดนิ ตอ่ มาอกี ไมก่ กี่ า้ วกถ็ งึ หอพระแกว้ ซง่ึ เคยเปน็ ที่ ในสมัยกรงุ ธนบุรีจวบจนปัจจบุ ัน
ประดษิ ฐานพระแกว้ มรกต กอ่ นทจ่ี ะอญั เชญิ มาประดษิ ฐาน เสรจ็ จากเยย่ี มชมหอพระแกว้ ผมกเ็ ดนิ ไปชมวดั สำ� คญั
ทธ่ี นบุรีและกรงุ เทพ ฯ ตามลำ� ดบั อีกวดั หนงึ่ ซง่ึ อยหู่ า่ งกันเพยี งถนนกน้ั วดั แห่งนี้ชอ่ื สีสะเกด
หอพระแกว้ เปน็ เสมอื นวดั ในวงั มลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ ตามประวัตินั้น กล่าวว่าเจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของ
พระอุโบสถของวัดพระแก้วที่สร้างให้มีลานประทักษิณและ ราชวงศ์ลา้ นช้างเวยี งจนั ทน์ โปรด ฯ ให้สรา้ งข้นึ เมอ่ื พิจารณา
เสาพาไลโดยรอบ จงึ สันนิษฐานวา่ หอพระแกว้ น่าจะสรา้ งขึน้ รปู แบบของอโุ บสถหรอื สมิ กพ็ บวา่ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากกรงุ เทพฯ
ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ หอพระแก้วพังทลายลงหลายครั้ง เป็นอย่างมาก พิจารณาจากเสาพาไลและกรอบซุ้มประตู
จากผลของสงคราม แตก่ ไ็ ดร้ บั การบรู ณปฏสิ งั ขรณข์ นึ้ มาใหม่ หน้าตา่ งรปู ทรงมณฑปท่เี ป็นแบบเดียวกนั กับวดั พระแกว้
ในชว่ งปลายสมยั ฝรง่ั เศส ทห่ี นา้ บนั ยงั ปรากฏสง่ิ ทน่ี า่ สนใจคอื
ตราช้างสามเศียร ซ่ึงเป็นตราประจ�ำราชอาณาจักรลาว
ก่อนเปลยี่ นแปลงการปกครอง
วิทยาจารย์ 81
จดุ เดน่ ของวดั แหง่ นี้คอื พระพทุ ธรปู องคเ์ ลก็ องคน์ อ้ ย สถานทแ่ี ห่งนี้มีชอื่ วา่ สวนพระหรือพุทธอุทยาน
จ�ำนวนมากท่ีพบเห็นทั่วท้ังวัด โดยเฉพาะอย่างย่ิงภายใน จากชอ่ื อาจฟงั ดเู หมอื นสวนปา่ สำ� หรบั พระสงฆใ์ ชน้ ง่ั วปิ สั สนา
ซุ้มจระน�ำเลก็ ๆ บนผนังพระอุโบสถและระเบยี งคด นับรวม กรรมฐานแตเ่ ปลา่ เลยทแ่ี หง่ นเี้ ปน็ ลานประตมิ ากรรมกลางแจง้
ได้เกือบหมื่นองค์ ด้วยเหตุน้ีวัดสีสะเกดจึงมีอีกชื่อหน่ึงคือ เกย่ี วกบั ศาสนาพทุ ธ ทมี่ ที ง้ั พระพทุ ธรปู เทวดา อสรู กาย สตั ว์
“ศตสหสั สาราม” ซง่ึ แปลเปน็ ไทยวา่ “วดั แสน” ซงึ่ หมายถงึ และรปู ปน้ั รปู ร่างแปลกตาอกี เป็นจำ� นวนมาก
พระพุทธรปู จ�ำนวนนบั แสนองคน์ ่ันเอง ประติมากรรมทัง้ หมดปน้ั จากปนู ซีเมนต์ ซ่ึงลว้ นมี
วา่ กนั วา่ วดั สสี ะเกดเปน็ วดั โบราณทม่ี สี ภาพสมบรู ณ์ ความนา่ สนใจ แตท่ เี่ ดน่ สะดดุ ตากวา่ ใครเพอ่ื น คอื พระพทุ ธรปู
ทสี่ ดุ ในเวียงจนั ทน์ เพราะเปน็ วดั เดยี วที่ไมถ่ กู ทำ� ลายในช่วง ไสยาสน์องค์ใหญ่ยาวถึง 45 เมตร ภายในสวนแห่งนี้
ศกึ ปราบเจา้ อนวุ งศ์ เนอื่ งจากถกู ใชเ้ ปน็ ฐานทมี่ น่ั ของกองทพั มมี มุ ชวนถา่ ยภาพขำ� ๆ เยอะมากแทบจะทกุ จดุ ทำ� ใหผ้ ม
จากสยาม ไม่รู้สึกเลยท่ีนี่คือว่าเป็นศาสนสถาน รู้สึกเหมือนก�ำลัง
เสร็จจากท่ีนั่น ผมกับสหายก็เดินมาเก็บสัมภาระ เดินเล่นอยูใ่ นธีมพาร์กสกั แห่งมากกว่า
ทเ่ี รอื นพกั และออกไปหาขา้ วแกงกนิ เปน็ มอื้ เทยี่ ง กอ่ นทจี่ ะขน้ึ ถ่ายภาพจนเหน่อื ย ก็ได้เวลาทีเ่ ราสองสหายจะนัง่
รถเมล์ไปยังสถานที่แห่งสุดท้ายของทริปนี้ ซึ่งอยู่นอกเมือง รถเมล์ไปยังด่านท่านาแล้ง เพ่ือต่อรถอีกทอดหน่ึงกลับสู่
เวยี งจันทน์ราว 30 กิโลเมตร ประเทศไทยที่จังหวัดหนองคาย ส้ินสุดทริป 2 วัน 1 คืน
แบบง่าย ๆ ทีเ่ วยี งจนั ทร์อย่างเปน็ ทางการ
แม้ช่วงเวลาแห่งการล่�ำลาจะมาถึง แต่คงไม่ใช่
จากลากันตลอดไป ไว้พบกันใหม่ เม่ือหัวใจต้องการ....
สะบายดีเวยี งจนั ทน์
82 วทิ ยาจารย์
Full Frame
นงคล์ ักษณ์ โชตวิ ิทยธานินทร์
ภัฏฆ์ชนศิ า ชัยสุขสวุ รรณ
CODING ภาษาแห่งอนาคต…
เพ่ือ “อนาคต”
มองภาพกวา้ งของการศกึ ษาไทยยคุ น้ี ทไี่ มส่ ามารถหลกี หนคี ำ� วา่ “Coding”
ไปไดแ้ ล้ว เพราะความเปน็ CODING ไดเ้ ริ่มแทรกซมึ ไปในระบบการศึกษาไทย
แลว้ ยงิ่ ไดร้ บั เสยี งสนบั สนนุ จากทง้ั จากระดบั นานาชาติ บคุ ลากรในวงการศกึ ษา
ไล่ลงมาต้ังแต่ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการชูธง
เป็นนโยบายหลัก จนถึงอธิการบดีและนักวิชาการ ก็ยิ่งท�ำให้ Coding
กลายเปน็ ศาสตร์ท่มี คี วามจ�ำเป็นต่อยุค “ไทยแลนด์ 4.0”
วทิ ยาจารย์ 83
จดุ เรมิ่ ตน้ ของ โคด้ ดง้ิ (CODING) ในไทยนนั้ เกดิ จากนโยบายทนั สมยั ทนั โลกของ ดร.คณุ หญงิ กลั ยา
รฐั มนตรชี ว่ ยวา่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ทจ่ี ะผลกั ดนั ใหเ้ ดก็ ไทยตอ้ งเรยี น 3 ภาษาเปน็ อยา่ งนอ้ ย คอื ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ และภาษาคอมพิวเตอร์ ท่ีเรียกว่า โค้ดด้ิง (CODING) ซ่ึงเป็นทักษะใหม่แห่งยุคในอนาคต
โลกดิจิทลั เปน็ ภาษาคอมพวิ เตอร์ ท่เี ราจะส่อื สารกบั เคร่อื งในอนาคต โดยจะให้เดก็ สามารถเรยี นรูไ้ ด้ตัง้ แต่
เด็กอนบุ าลชัน้ ประถม
จากการที่ โคด้ ดง้ิ (CODING) เปน็ ภาษาคอมพวิ เตอร์ ทำ� ใหห้ ลายคนอดคดิ ไมไ่ ดว้ า่ จะเปน็ เรอ่ื งยาก
หรือเร็วเกินไปหรือไม่? ที่ให้เด็กไทยเร่ิมเรียนโค้ดด้ิงตั้งแต่ยังเด็ก แล้วเม่ือพิจารณาจากความหมาย
ท่มี ีการบัญญัติไว้ว่า โค้ดดิ้ง (CODING) คือ การเขียนชุดค�ำส่ังของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย
“โคด้ (Code)” เพื่อให้โปรแกรมทำ� ตามคำ� สั่ง อธิบายใหเ้ ขา้ ใจง่ายๆ ก็คอื การส่ังงานคอมพิวเตอร์
ให้ทำ� ตามท่ีเราตอ้ งการ โดยการใช้ภาษาของคอมพวิ เตอร์ เช่น C++, PHP, Java หรือ Python กย็ ่งิ
เป็นการตอกย�้ำ และท�ำให้รู้สึกว่า การผลักดันให้เกิดการเรียนการสอน โค้ดดิ้ง (CODING) เป็นเร่ืองท่ี
ไม่ง่ายเลย ส�ำหรับสังคมไทยที่ค่อนข้างมีความเหล่ือมล�้ำเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ
(Digital Divide) ทางการศกึ ษา หรอื แมแ้ ตเ่ ร่อื งครู
.... หากมองเพยี งดา้ นการเปน็ ภาษาคอมพวิ เตอร์ กด็ เู หมอื นจะเปน็ การมองในมติ ทิ ค่ี อ่ นขา้ ง
แคบเกนิ ไป เพราะหากมองในภาพกวา้ ง “โคด้ ดงิ้ (Coding)” ระดบั สากล..ระดบั ชาตมิ นั ใหญก่ วา่ นี้
เยอะ ! เขาบอกกนั วา่ เปน็ ทกั ษะทช่ี ว่ ยใหเ้ ดก็ คดิ ทกุ เรอ่ื งอยา่ งเปน็ เหตเุ ปน็ ผล ตามตวั แบบ CODING
ดงั ตอ่ ไปนี้
C : Creative Thinking ส่งเสรมิ ความคดิ สร้างสรรค์
O : Organized Thinking คิดวเิ คราะหอ์ ย่างเป็นระบบ
D : Digital Literacy เข้าใจภาษาดิจิทัล
I : Innovation กอ่ เกดิ นวัตกรรม
N : Newness สนบั สนนุ การริเร่ิมส่ิงใหม่ ๆ
G : Globalization เขา้ สยู่ ุคโลกาภวิ ตั น์
มนิ า่ เลา่ ประเทศทเี่ จรญิ แลว้ อยา่ งองั กฤษนน้ั ไดบ้ รรจวุ ชิ า Coding ในชนั้ เรยี นประถมศกึ ษาเรยี บรอ้ ย
ตงั้ แตป่ ี2557แลว้ ขณะทญ่ี ป่ี นุ่ กไ็ ดป้ ระกาศใหว้ ชิ าการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์(ComputerProgramming)
เปน็ วชิ าบงั คบั ในระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาทว่ั ประเทศ (เรม่ิ ท่ี ป. 5) โดยจะเรมิ่ ปฏบิ ตั จิ รงิ ตง้ั แตเ่ ดอื นเมษายน
ปี 2563 เป็นต้นไป ตัวอย่างเนื้อหาท่ีจะสอนให้เด็กป. 5 เช่น สอนให้นักเรียนวาดรูปทรงเหลี่ยมต่าง ๆ
ดว้ ยระบบดจิ ทิ ลั และเขยี นคำ� สง่ั งา่ ย ๆ ใหห้ ลอดไฟ LED กระพรบิ อยา่ งไรกด็ ี เปา้ หมายของการสอนเขยี นโคด้
ยังมีมากกว่าการเข้าใจเทคโนโลยี เพราะถือเป็นการสอนเร่ืองการคิดอย่างมีตรรกะให้กับเด็ก ๆ
ผ่านการลองผิดลองถูก
น่ีคือ ภาพสะท้อนการให้ความส�ำคัญด้านการเรียนสอนในระดับสากล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า
ณ วันน้ี โค้ดด้ิง (Coding) ไม่ใช่การเรียนไปตามแฟชั่น...ตามกะแส แต่ต้องผลักดันให้เด็กไทยเข้าใจและ
รู้ซง้ึ อย่างแท้จริง ต้องยำ�้ ว่า “แทจ้ รงิ ” ถ้าเป็นแค่ “เปลอื ก Coding” คงไมไ่ ด้ ต้องไปใหถ้ งึ “แก่น Coding”
84 วทิ ยาจารย์
วิธีการที่จะก้าวไปถึง “แก่น Coding” น้ัน มีท้ังแบบ “อันปลั๊ก” (Unplugged) คือ
เป็นการรวบรวมกิจกรรมท่ีออกแบบมาให้สอน โดยปราศจากการใช้คอมพิวเตอร์ แต่จะใช้ผ่าน
การเล่นเกม ทายปริศนา ฯลฯ จะได้ไม่ยึดติดกับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ โดยกลุ่มเป้าหมาย
เน้นไปท่เี ด็กปฐมวัย ยกตวั อยา่ งโจทย์จากเว็บไซต์ coffeefueledclassroom.com
จากโจทย์ดงั กล่าว เดก็ จะต้องพาตัวเอกไปหาทองค�ำให้ได้ โดยไมใ่ หช้ นกับกอ้ นหนิ หรือ
ถกู สตั วป์ า่ กนิ สงิ่ ทเ่ี ขาจะไดจ้ ากโจทยใ์ นลกั ษณะนกี้ ค็ อื การคดิ แบบเปน็ ตรรกะวา่ จะตอ้ งทำ� อยา่ งไร
จงึ จะบรรลเุ ปา้ หมายนนั้ ๆ ทสี่ ำ� คญั วธิ กี ารทเี่ ดก็ ชาย A ไดม้ ากบั วธิ กี ารของเดก็ ชาย B อาจจะตา่ งกนั
กไ็ ด้ ไมจ่ ำ� เป็นตอ้ งตอบเหมือนกนั ตามรูปแบบเดิม ๆ ทคี่ ุ้นเคยในระบบการศกึ ษาไทย
เม่ือผู้เรียนฝึกทักษะการคิดแบบมีตรรกะน้ีจนคุ้นเคย พร้อมกับค่อย ๆ เรียนวิธีการ
“เขียนโปรแกรม” เช่น ท�ำความรู้จักกับค�ำสั่งรูปแบบต่าง ๆ และน�ำท้ังสองอย่างนี้มาใช้ร่วมกัน
ในการแก้ปัญหาได้ส�ำเร็จ ก็ถือว่าบรรลุผล ดังนั้น การเรียนเขียนโค้ดในระยะเริ่มต้นโดยไม่มี
คอมพิวเตอร์ จึงไม่ใชเ่ ร่ืองทยี่ ากเลย...จรงิ ไหม?
ขณะท่ตี ัวอยา่ งท่เี ป็นรปู ธรรมของการเรยี นการสอนแบบ “ปล๊ัก อิน” (Plug In) การเรียน
การสอนผ่านโปรแกรม CodeMonkey เป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนสมัยใหม่ท่ีส่งเสริมทักษะ
ศตวรรษท่ี 21 ใหก้ บั เดก็ ไทยยคุ 4.0 ซง่ึ จะชว่ ยพฒั นาสมอง ความคดิ สรา้ งสรรค์ ความคดิ เชงิ คำ� นวณ
และตรรกะ รวมถึงการท�ำงานเปน็ ทีม โดยนำ� เสนอในรปู แบบของสือ่ การเรียนการสอนที่ออกแบบ
มาในลักษณะเกมการศึกษา โดยเป็น 1 ใน 5 เกมการศึกษาท่ีได้รับการยอมรับว่ายอดเย่ียม
ทจี่ ะท�ำให้ CODING สัมฤทธ์ผิ ลไดเ้ ป็นอยา่ งดี
วทิ ยาจารย์ 85
แล้วทำ� ไม? ตอ้ งใช้ CodeMonkey แผนภาพต่อไปน้ี นา่ จะอธิบายความเกี่ยวขอ้ งระหวา่ ง
CodeMonkey > CODING > คนในศตวรรษท่ี 21 ไดช้ ัดเจนมากขนึ้
บทสรุปของการเรียนการสอนแบบ “อันปล๊ัก” (Unplugged) และ “ปลั๊กอิน” (Plug In)
การยกระดับทรัพยากรมนษุ ย์สกู่ ารเป็น “CODING Citizen” จำ� เป็นตอ้ งอาศัย “CODING Teacher”
เท่านน้ั ที่ต้องย้ำ� เปน็ พเิ ศษกค็ อื คนท่รี ้เู ร่อื ง CODING เปน็ อยา่ งดี ใช้ CODING ก็เปน็ อยา่ เพิ่ง
มนั่ ใจเตม็ 100 เดด็ ขาดว่า “ฉันเป็น CODING Man!?!” ตอ้ งถามวา่ นสิ ยั จิตใจ เป็น CODING
ด้วยหรือเปลา่ ?
เมอ่ื เปน็ เชน่ นี้ “CODING Teacher”... จึงกลายเป็น “โจทยห์ นัก” กต็ กมาสู่ “ครู” ท่จี ะตอ้ ง
พฒั นาเปน็ “CODING Teacher” ทงั้ ตวั ตน จติ ใจ และวญิ ญาณทพี่ รอ้ มจะถา่ ยทอดชแี้ นะใหแ้ ก่
ลกู ศษิ ยล์ ูกหาใหจ้ งได้
ถา้ เป็นแบบนคี้ วรสร้าง “CODING Teacher” ด่วนเลย...จะดีไหม ?!
86 วิทยาจารย์
แตถ่ ้าคดิ ไม่ออกวา่ จะเริ่มสรา้ ง “CODING Teacher” อยา่ งไร? อยากใหล้ องสอบถามข้อมลู
มาท่ีศนู ยพ์ ฒั นาทนุ มนุษย์ มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต...เชื่อว่าจะได้รบั รูข้ อ้ มูลดีดใี นการพัฒนาตนเอง
สู่การเปน็ “CODING Teacher” หรอื “CODING Man”....ไม่มากกน็ อ้ ยแนน่ อน..!!
เอกสารอ้างอิง
“คณุ หญงิ กลั ยา” ยำ้� เรยี น Coding ไมต่ อ้ งใชค้ อมพวิ เตอร.์ วนั ทส่ี บื คน้ ขอ้ มลู 30 สงิ หาคม 2562. เขา้ ถงึ ได ้
จาก: https://news.thaipbs.or.th/content/283400
ไม่ตอ้ งเถียงกนั “Coding แบบออฟไลน์” มอี ย่จู รงิ และไม่ใชท่ ุกสงิ่ ของโลกดิจิทลั . วนั ที่สบื คน้ ข้อมูล
28 สงิ หาคม 2562. เขา้ ถงึ ได้จาก: https://www.brandbuffet.in.th/2019/0๗/coding-is-not-the-
most-important-thing-in-digital-world/
อย่าเพ่ิงโห่! เรียนโคดดิ้งไม่ใช้คอมพิวเตอร์แบบ “คุณหญิงกัลยา” เกิดข้ึนได้จริง วันที่สืบค้นข้อมูล
28 สิงหาคม 2562.
เขา้ ถึงได้จาก: https://mgronline.com/onlinesection/detail/9620000071862
ATSUKO SANO, Nikkei staff (2019). Coding will be mandatory in Japan’s primary schools
from 2020. [Online]. Available from: https://asia.nikkei.com/Economy/Coding-will-
be-mandatory-in-Japan-s-primary-schools-from-2020 [23 August 2019]
วทิ ยาจารย์ 87
ย�ำสามกรอบ
กันย์ 62
เขยี นท่ี อาศรม “ฅรุ ุชน”
แลว้ ก็ถึงวาระของ...
วิทยาจารย์ และ “ยาํ สามกรอบ”
ภาพและข้อความท่ีผมน�ำมาเปิดเร่ืองวันนี้ แปลกดี เรอ่ื งราวทผี่ า่ นมาในหว้ งหา้ ปี บางสว่ น “ฅรุ ชุ น”
นะครบั ... เสมอื นเปน็ คำ� พยากรณ์ ทผ่ี มทำ� บนั ทกึ ไวต้ ง้ั แตเ่ ดอื น ไดจ้ ารกึ รอ่ งรอยเรอ่ื งราวทางวชิ าชพี ในวารสารวทิ ยาจารย์
พฤศจกิ ายน ปี 2560 ซงึ่ เปน็ ปที วี่ ทิ ยาจารยก์ ้าวข้ึนปีที่ 117 ไว้แลว้ เปน็ ปมู ประวัตทิ างการศึกษาไทย
แลว้ กผ็ ่านไป..... ในความเปน็ จรงิ แลว้ ฅรุ ชุ น ไดต้ ราปมู เรอื่ งราว
ต่อมากระท่ังถึงปี 2562 ทั้ง คุรุสภา และ สกสค. ทางวิชาชีพไวต้ งั้ แตป่ ี 2538 แลว้ ว่าด้วยเรอ่ื งใบอนญุ าต
ต่างยังตกอยู่ในบ่วงกรรมท่ีเป็นชนักปักคาองค์กรวิชาชีพ ประกอบวิชาชีพครู ซึ่งขณะน้ัน ยังไม่มีใครกล่าวถึง
มาตั้งแต่ปี 2558 โดยคำ� สง่ั คสช. เป็นต้นมา จนกระทง่ั ป่านน้ี ความเปน็ วชิ าชพี ชน้ั สงู และตอ่ มาจงึ ไดต้ ราเปน็ กฎหมาย
รว่ มห้าปแี ล้ว... การตรวจสอบ “ความทจุ รติ ” ในสององคก์ ร สภาวิชาชีพ แยกเป็น คุรุสภา และ สกสค. ออกเป็น
วิชาชีพครูไม่ปรากฏความผิดความถูกต่อสาธารณะ และ ใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ในปี2547นนั่ คอื อกี สบิ ปตี อ่ มา
เป็น 5 ปีท่เี ต็มไปด้วยความสบั สน ทบั ซอ้ นมากข้ึน..... แต่..... เหมือนมีกรรม! เพราะอีกสิบปีต่อมา
2558 ทุกอย่างกพ็ ังครนื สลายไปกบั ตา เมอื่ คำ� สง่ั คสช.
โดยมาตรา 44 ได้สงั่ ยุบคณะกรรมการท้งั สององคก์ ร
ด้วยข้อหาทุจริต แล้วค่อยยกเลิก เปลี่ยน ปรับ ระบบ
มาตรฐานวิชาชีพ กระท่ังมาตรการก�ำกับวิชาชีพ
ทางการศกึ ษาสบั สน และอยใู่ นภาวะ “สลวั ” ตราบปจั จบุ นั !
88 วทิ ยาจารย์
เอาเถอะครบั … ผมคดิ วา่ เมอื่ เขยี นเรอื่ งนม้ี านานแลว้ แต่... สิ่งส�ำคัญในเดือนกันยายนปี 2562 น้ี
ยังไมม่ อี ะไรดขี นึ้ ก็ควร “ปล่อยวาง” ใหก้ าลเวลา และน้อง ๆ ทผ่ี มอยากบนั ทกึ ไวค้ งไมใ่ ช่วาระปกต.ิ ..
รุน่ หลงั ตั้งแตป่ ลดั กระทรวง อธบิ ดี ตลอดไปถึง เจ้าหน้าที่ ทุกครั้งเมื่อส่งต้นฉบับประจ�ำเดือนของ
รุ่นลูก - หลาน เขาได้คล่ีคลายปัญหากันเองไปบ้าง “ยำ� สามกรอบ”ในวทิ ยาจารยใ์ หก้ บั ครุ สุ ภาแลว้ ผมกส็ ญั จร
ผมไม่อยากเป็น “ผู้เฒ่า” ที่รู้มาก บ่นไปซะทุกเรื่อง เพราะ ตอ่ ไปตามแตว่ า่ จะขน้ึ เหนอื ลอ่ งใต้ ไปอสี านหรอื ทะยาน
หลายเรอ่ื งนน้ั ไดผ้ า่ นยคุ สมยั ของ “บญุ ชว่ ย ทองศร”ี ไปแลว้ รอ่ นเรแ่ ถวภาคกลาง ตามแตใ่ จ หรอื ใครเสนอวา่ ผมควร
อาจมบี างเรือ่ ง ทฅี่ รุ ชุ นสามารถน�ำมาสรา้ งเปน็ ชดุ ความคิด ไปพบปรากฏการณ์ใด เสมือนเป็นการจาริกเพื่อจารึก
เป็นแบบอย่าง ใหส้ ติเป็นประโยชน์ ตอ่ สงั คมได้ต่อไป... เร่ืองราวของเด็ก ครู สังคมท่ัวไทยและทัว่ โลก.....
แมแ้ ตร่ ฐั มนตรี ศธ. กเ็ ถอะ ผมมองไมเ่ หน็ วสิ ยั ทศั น์
และไม่คาดหวังต่อการพัฒนาการศึกษาไทยมากนัก เม่ือถึงเดือนนี้ การเมืองไทยได้ก้าวสู่ระบบ
เพยี งไมท่ ำ� ใหอ้ งคก์ รลม่ สลายในยคุ สมยั ของแตล่ ะทา่ นกน็ บั เปน็ ประชาธปิ ไตยตามทกี่ ระหายกนั ตง้ั แต่ 24 มนี าคม 2562
บญุ คุณตอ่ เด็ก ตอ่ ครู และสงั คมไทยมากพอแลว้ ..... นก่ี ย็ า่ งเข้า 6 เดอื นแลว้ แตห่ ากนับจากเรมิ่ ตน้ ปี 2475
ฉะนั้นเดือนนี้... ในสังคมไทยเรา มีบรรยากาศของ ถงึ วนั นก้ี ็87 ปแี ลว้ ผมกย็ งั เหน็ การทะเลาะกนั ในสงั คมไทย
การเปลี่ยนแปลง เป็นเดือนของการสิ้นปีงบประมาณ ไมส่ รา่ งซา... และ “การศกึ ษาไทย” กไ็ มไ่ ดพ้ ฒั นากา้ วนำ�
ตามระบบราชการ... เปน็ เดอื น “เกษยี ณ” ของผมู้ อี ายคุ รบ 60 ปี ใน Asian ด้วยซ้�ำไป
และเป็นเดือนที่ข้าราชการเตรียมขยับตัว เล่ือน เคลื่อน แต.่ .. ถงึ อยา่ งไร ผมกย็ งั รกั และศรทั ธาในระบอบ
เปลย่ี น ตำ� แหนง่ กนั ทกุ กระทรวง ทบวง กรม ซง่ึ ผมเคยทำ� เปน็ ประชาธิปไตย แม้คนท่ีแก่งแย่งกันเข้าสู่ระบบจะแย่
ภาพและข้อสรปุ ความคิดสัน้ ๆ ไว้ดงั นค้ี รับ ก็ตามท.ี ..
เฮ้อ!... เขียนมาจนผมเกือบลืมว่า เดือนน้ี
วิทยาจารย์ โดยคณะบริหารชุดใหม่ ก�ำลังปรับวาระ
การออกใหม่ อาจจะเปน็ ปลี ะสองฉบบั รปู ลกั ษณเ์ นอ้ื หา
จะเปน็ เชน่ ไร ผมไมท่ ราบ คงตอ้ งคอยดกู นั ตอ่ ไป... กย็ งั ดี
ทไ่ี มย่ ตุ ิ ยงั พอมลี มหายใจรวยรนิ อยบู่ า้ งวา่ วทิ ยาจารย์
ยงั ไมต่ าย.!!!
ฉะนนั้ ...ฉบบั สดุ ทา้ ยแบบเกา่ ทย่ี นื ยงมาถงึ 118 ปี
แล้วน้ี ผมจึงฝากชุดความคิดฅุรุชนไว้ให้ท่านผู้อ่านไว้
สามประเด็น คอื ...
วทิ ยาจารย์ 89
หนงึ่ ...ชวี ติ ยอ่ มมเี ปา้ หมาย และรายทาง.! สอง... ชีวิตต้องตัดสินใจ.!
ชดุ ความคดิ “ฅรุ ชุ น” ในฐานะนกั เดนิ ทาง ผมกวาดข้าวด้วยช้อนเคลือบสีเขียว...
ผมให้ค่าของค�ำว่า “รายทางชีวิต” ท่ีผ่านพบ... เป็นค�ำสุดท้าย ในชามโลหะขาว ที่กะเทาะล่อน...
เสมอื นเปน็ รสชาติเสนห่ แ์ ห่งชวี ติ .!! พรอ้ มคดิ ในใจว่า... จะเอาอกี หรอื อิม่ ดี?
แต่ “เปา้ หมายชวี ติ ” ยงั สำ� คญั และทรงคา่ แต่... วาบหนึ่ง ของความคิด กลับไม่ใช่
ต่อทุกคนเสมอ เรือ่ งอาหาร... ผมคดิ ว่า
เร่ิมแรก ชีวิตเราอาจถกู กำ� หนดเป้าหมาย ชีวติ ... มเี รื่องให้ตอ้ ง “ตดั สนิ ใจ” แทบจะ
โดยคนใกลต้ วั ดว้ ยรกั ดว้ ยปรารถนาดี ใหเ้ รากา้ วไป ตลอดเวลา ต้ังแต่ลืมตาตื่น... กระทั่งจบกิจกรรม
แต่... เม่ือเติบใหญ่ข้ึน อิสราแห่งชีวิต... แลว้ หลับไป… อ้อ.! ไมแ่ นน่ ะ บางทีเรา อาจต้องไป
สิทธิในความใฝ่ฝัน... และปัญญา ท�ำให้เรา ตัดสินใจ เอาในฝนั ต่ออีก กไ็ ด้ ว่าม้ยั .?
เร่ิมเข้าใจว่า... เราเกิดมาเพ่ืออะไร มีเป้าหมายใด ชีวติ ที่เคลอ่ื นคลอ้ ยไปแตล่ ะวนั เรามักลืม
ในชวี ิต ก่อนการร�ำ่ ลา.! ไปว่า “การตัดสินใจ” ได้แทรกอยู่ในทุกอณู
บางคนบอกวา่ เปา้ หมายชวี ติ คอื การบรรลุ ของการขบั เคลอื่ น… กาย สังขาร.!
ภารกิจตามที่หวงั และอีกหลาย ความใฝฝ่ นั .! ทกุ ..การตดั สนิ ใจของเรา..ไมว่ า่ เปน็ เรอ่ื งเลก็
แต่... ผมกลับมองเห็นว่า..... เป้าหมาย หรอื เรอ่ื งยง่ิ ใหญร่ ะดบั ใดกต็ าม และไมว่ า่ จะถกู ตอ้ ง
และจุดสุดท้ายของชีวิตน้ัน... ย่อมไม่ต่างกันนัก หรือผิดพลาด ย่อมจักส่งผลต่อชีวิตในอนาคต
เพราะความสำ� เรจ็ แตล่ ะชว่ งชวี ติ เปน็ เพยี ง เสมอ
ค่าตอบแทนจาก “เวลาชีวิต” ที่เราจ่ายไป.!. ลองทบทวน ชีวิตทผี่ า่ นมา ดูว่าเราพลาด
ดังนั้น หากเราลืมตาเม่ือ “ชาตะ” ฉะน้ัน มาก่ีหน ประสบผลมาก่ีครั้ง... และได้เปลี่ยนผัน
เป้าหมายสุดท้าย คือ “มตะ” ณ จุดเดียวกัน... ใหช้ วี ติ เรา “หนั เห” ไปเชน่ ไร.!!
นั่นเอง.๚๛ และ.. ไม่ว่าจะอย่างไร.. เราปฏิเสธ
การตดั สนิ ใจไมไ่ ด้ อกี ทง้ั ตอ้ งรบั ผล “ชะตา” นนั้ เสมอ
“ฅรุ ชุ น” พร้อมกับการกลืนข้าวเปล่าก้อนสุดท้าย
ทีส่ ากคอ.. ผมก็ “ตัดสนิ ใจ” ได้ว่าเตมิ ขา้ วอกี ไหม!
เม่ือเหลือบตาประสานกับตาระโหยของ
90 วทิ ยาจารย์ “แม่ลกู ออ่ น” ที่นอนตะแคงเตา้ ใหล้ ูก “ดูดนม”๚๛
“ฅรุ ชุ น”
สาม...ชีวติ ถึงเวลาตอ้ งปลดปลอ่ ย ! คงถงึ เวลาทผ่ี มกบั ทา่ นผอู้ า่ นวทิ ยาจารย์ อาจตอ้ ง
๏ ผมเชื่อว่า.. จักรวาล โลก ธรรมชาติ หา่ งเหนิ กนั ในบรรดาพภิ พสอื่ สง่ิ พมิ พ์ ตามทผี่ มเคยพยากรณ์
สรรพสตั ว์สรรพสงิ่ มเี กดิ ขนึ้ ตง้ั อยู่สลายไปเปน็ ปกติ ไว้แลว้ ... วังเวงมัย้ ?
แต่.. พักหลัง เม่ือเกิดวิกฤติต่อธรรมชาติ
ทงั้ ดิน น�ำ้ ลม ไฟ บนโลก จะกระทบมนุษยม์ ากขนึ้
ผมจึงรู้สึกถึงความส�ำคัญของค�ำว่า
“ปลดปล่อย” น้ัน นา่ คดิ นกั
สังเกตไหมครับว่า โลกเมื่อสะสมพลัง
ถงึ พกิ ดั หนง่ึ ก็ต้องปลอ่ ย “พลังงาน” ออกมาเชน่
แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดพายุ
เขอ่ื นลน้ นำ้� ปา่ หลาก หากบางทแี่ ลง้ ไฟปา่ ผลาญ ฯ
แม้ในร่างกายเรา.. ก็มีฤทธิ์ ร้อน - เย็น
หากไม่สมดุล ก็ต้องปรับกาย หรือปลดปล่อย
ให้สู่ภาวะปกติ..ชีวิตจึงจะเป็นสุข
ฉะนนั้ ทกุ ปรากฏการณข์ องวนั น.้ี . ไมว่ า่ คน
หรอื ธรรมชาตติ อ้ งมกี ารปลด - ปล่อย เพอ่ื ปรบั
ดุลยภาพเสมอ.!๚๛
“ฅุรชุ น”
วทิ ยาจารย์ 91
แต่... อย่ากังวลนะครับ เพราะผม
ในฐานะ “ฅุรชุ น” ไมค่ ดิ วา่ นคี่ ือบทสดุ ท้าย
เพราะ
ผมไดเ้ ปดิ เวทโี ลกใน Social Media
ไวแ้ ลว้ นน่ั คอื Facebook ในนาม และ Page
ในนาม
เราคงได้พบกันอีก เพราะเส้นทาง
อนาคตของเราไม่ได้อับจน ตีบตัน แต่กลับ
ย่ิงกว้างไกลท่ีไร้ขีดจ�ำกัดในโลก DIGITAL
ตอ่ ไป
HOTLINE – สายตรง
92 วิทยาจารย์
หนงึ่ โรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม
กองบรรณาธิการ
บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน อังกะลงุ ไทย ict
เพอ่ื พัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นร้วู ชิ าดนตรไี ทย
ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง องั กะลุง
โรงเรียนโพธิสัมพันธพ์ ทิ ยาคาร
เลขท่ี 419 หมู่ 5 ถนนพทั ยา นาเกลอื ต�ำ บลนาเกลอื อ�ำ เภอบางละมงุ จงั หวดั ชลบรุ ี 20150
ปรากฏการณ์ทีส่ ำ�คัญ
โรงเรยี นโพธสิ มั พนั ธพ์ ทิ ยาคารเปน็ โรงเรยี นขนาดใหญม่ คี วามพรอ้ มทางดา้ น ict และเปน็ โรงเรยี น
ทร่ี ่วมอยู่ในกลุ่มโรงเรียนผู้น�ำ 46 ict มีระบบสารสนเทศเพื่อใช้ในการเรียนการสอน ตอบสนองครู
และนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกพ้ืนท่ี มีการเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษา
เขา้ อบรมทางด้าน ict เพอ่ื นำ� ความรไู้ ปพัฒนาปรบั ปรงุ การเรยี นการสอนอย่อู ยา่ งสมำ่� เสมอ จากการสอน
วิชาดนตรีไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ พบปัญหาที่ส�ำคัญคือ นักเรียนขาดความสนใจ และมีค่านิยม
ในทางที่ผิด จึงท�ำให้ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการอ่านโน้ตดนตรีไทย จึงท�ำให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ค่อนข้างต�่ำ จากการที่ครูผู้สอนได้รับการอบรมในด้าน ict จึงคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยการสร้าง
บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนเพอื่ สรา้ งแรงจูงใจในการเรียนรู้ โดยนำ� เทคโนโลยดี า้ น ict มาเปน็ สอื่ กลาง
ไดแ้ ก่ โทรศพั ทม์ อื ถอื แทบ็ เลต็ และ อนิ เทอรเ์ นต็ เนอ่ื งจากบทเรยี นองั กะลงุ ไทย ict ทใี่ ชโ้ ปรแกรมเพาเวอรพ์ อยท์
ยังไม่ครบองค์ประกอบของสื่อการสอนท่ีดี จึงท�ำให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาดนตรีไทยเร่ืองอังกะลุง
ยงั ไม่ดีข้ึน
พลกิ ผันมาสรรค์สรา้ ง
จากสภาพปญั หาและความตอ้ งการดงั กลา่ ว จงึ นำ� มากำ� หนดเปน็ แนวทางในการออกแบบนวตั กรรม
“บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน อังกะลุงไทย ict เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาดนตรีไทย
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เร่ือง อังกะลุง” โดยใช้กระบวนการ PDCA ในการด�ำเนินการ และ
การมีสว่ นรว่ มของทุกฝา่ ยกรอบแนวคิดในการพฒั นานวตั กรรมเป็นลำ� ดบั ขนั้ ดังน้ี
1. น�ำเร่ืองปัญหาการเรียนดนตรีไทย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นักเรียนขาดความรู้ความเข้าใจ
ในการอ่านโน้ตเพลงไทย ก�ำหนดเป็นประเด็นส�ำคญั ในการออกแบบนวัตกรรม
2. สำ� รวจสภาพปญั หาและความตอ้ งการของนกั เรยี นและครผู สู้ อนในเรอื่ ง การอา่ นโนต้ เพลงไทย
แลว้ น�ำมาจดั ล�ำดับความส�ำคญั และปรับใหเ้ หมาะสมกบั ระดบั ความรู้ ความสามารถของนกั เรียน
3. ขน้ั PLAN เปน็ การวางแผนและออกแบบนวั ตกรรมโดยนำ� หลกั ปรชั ญา เศรษฐกจิ แบบพอเพยี ง
มาเป็นแนวทางในการสร้างนวตั กรรม ศกึ ษา หลกั สตู ร ความหมาย ประโยชน์ แนวคดิ ในการจัดการเรียน
การสอน และขั้นตอนในการพัฒนา โปรแกรมทีใ่ ชใ้ นการพฒั นาของบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
วิทยาจารย์ 93
4. ขนั้ DO เป็นการดำ� เนินการตามทีไ่ ดว้ างแผนและออกแบบนวตั กรรมไว้ในการสร้างนวัตกรรม
ในครั้งน้ี มีการท�ำวจิ ยั 2 ระยะด้วยกนั คือ
ระยะท่ี 1 วจิ ยั เรอื่ งการสรา้ งบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน องั กะลุงไทย ict
ระยะที่ 2 วิจัยเร่ืองการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน อังกะลุงไทย ict ด้วยระบบ
e-Learning โดยนอ้ มนำ� แนวปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ 9 มาเปน็
กลยทุ ธ์ ในการสรา้ ง 3 ประการ ดงั น้ี 1) ดนตรไี ทยแนวใหม่ 2) อนรุ กั ษค์ วามเปน็ ไทย 3) นำ� ไปใชอ้ ยา่ งพอเพยี ง
5. ขั้น CHECK เป็นการประเมินผลการด�ำเนินการใช้นวัตกรรมโดยการสร้างแบบประเมิน
ความพงึ พอใจของการใช้งานนวตั กรรม
6. ขน้ั ACTION เป็นการน�ำผลการประเมนิ ความพึงพอใจในการใช้นวตั กรรม มาพิจารณาและ
วิเคราะห์วา่ ควรมกี ารปรับปรุงหรอื ไม่ ถา้ มี จะตอ้ งนำ� ไปปรบั ปรงุ ในการออกแบบนวตั กรรมอีกครง้ั
7. พฒั นานวัตกรรมทผี่ ่านการประเมินอยา่ งต่อเน่อื ง
8. ผลจากการพฒั นานวตั กรรม นำ� ไปสู่ นกั เรยี นมผี ลสมั ฤทธท์ิ ดี่ ขี น้ึ บนพนื้ ฐานของปรชั ญาเศรษฐกจิ
พอเพยี ง “เขา้ ใจ เขา้ ถงึ พฒั นา” ตามพระราชดำ� รสั ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ และนำ� องคค์ วามรู้
ทไี่ ด้รบั ไปพัฒนาเป็นองค์ความรใู้ หม่ต่อยอด ในเคร่ืองดนตรีชนดิ อนื่ ๆ ท่ีมคี วามซับซ้อนมากย่งิ ข้ึน
ดงั แผนภมู ติ ่อไปน้ี
บทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอน ฮงั กะลงุ ไทย ict เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรวู ชิ าดนตรีไทย
ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี 3 เร่ือง ฮงั กะลงุ
โลกยุคดจิ ติ อล
สภาพปญหาการเรียนรูเ รื่อง ดนตรไี ทยนกั เรยี นขาดความสนใจดนตรีไทย
( Plan ) วางแผนและออกแบบนวัตกรรม และดำเนินกจิ กรรม
(Do) องั กะลงุ ไทย ICT นำไปใชอยางพอเพยี ง
อนุรกั ษค วามเปน ไทย
ดนตรไี ทยแนวใหม
( Cheek ) ประเมินผลการดำเนินกิจกรรมและการใชน วัตกรรม
( Action ) ควรปรบั ปรุงหรอื ไม ควรปรบั ปรุง
พัฒนาอยางตอ เนือ่ ง
นกั เรยี นมีผลสัมฤทธ์ทิ ด่ี ขี ้นึ อยางยง่ั ยนื
บนพน้ื ฐานของปรชั ญาเศรษฐกจิ แบบพอเพียง “เขา ใจ เขาถงึ พัฒนา”
94 วิทยาจารย์
แบบอย่างทภี่ าคภมู ิ
นวัตกรรมน้สี ามารถน�ำมาเป็นต้นแบบส่ือในการเรยี นรู้ เพือ่ พัฒนาผลสมั ฤทธกิ์ ารเรยี นดนตรีไทย
ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ มกี ารใชง้ านทหี่ ลากหลาย เชน่ ในคอมพวิ เตอร์ มอื ถอื แทบ็ แลต็ และบทเรยี นออนไลน์
สามารถเรียนรู้ได้ทุกท่ี ทุกเวลา สามารถน�ำไปประยุกต์ใช้ได้ในวงกว้างไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
ทบ่ี า้ น จากบทเรียนออนไลน์ ท่ีนกั เรียนเกดิ การเรยี นรูร้ ว่ มกันกับบุคคลในครอบครัว พีส่ อนนอ้ ง น้องสอนพ่ี
สอนญาติ พน่ี อ้ ง ทำ� ใหค้ รอบครวั อบอนุ่ รจู้ กั การใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ปน็ ประโยชน์ โรงเรยี นทขี่ าดครสู อนดนตรไี ทย
กส็ ามารถนำ� นวตั กรรมไปใชส้ อนใหเ้ กดิ ผลสมั ฤทธไิ์ ดเ้ ชน่ กนั และยงั สามารถประยกุ ตใ์ ชก้ บั เครอื่ งดนตรอี น่ื ๆ
ได้ เช่น ขลยุ่ ระนาดเอก ซออู้ ซอด้วง
นอกจากน้ี ผลท่เี กิดกบั ครูจากการพฒั นานวัตกรรมอยา่ งตอ่ เนอื่ ง สง่ ผลให้ได้รับรางวลั ดังน้ี
1. รางวัลระดับเหรีญทอง อันดับ 1 ครูผู้สอนยอดเย่ียมระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ศิลปะ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนการสอนยอดเย่ียมการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ
(Best Practice) ประจ�ำปี 2558
2. รางวลั ระดบั เหรยี ญทอง ชนะเลศิ กจิ กรรมการประกวดการนำ� เสนอนวตั กรรมการจดั การเรยี นรู้
และรปู แบบการพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี น กลมุ่ สาระการเรยี นรศู้ ลิ ปะ มหกรรมวชิ าการ 46 ICT ประจำ� ปี 2559
3. รางวลั เหรยี ญทอง ระดบั ชาติ รางวลั อนั ทรงคณุ คา่ สพฐ. (OBEC AWARDS) ครผู สู้ อนยอดเยยี่ ม
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนการสอน
ประจ�ำปี 2559
วทิ ยาจารย์ 95
การพฒั นาคุณภาพผูเ้ รยี นอย่างรอบด้าน
โดยเน้นผูเ้ รยี นเปน็ สำ�คญั ของครูโรงเรยี นนานอ้ ย
โดยใช้ NANOI MODEL
โรงเรยี นนาน้อย
201 ถนนเจ้าฟา้ ตำ�บลนานอ้ ย อำ�เภอนานอ้ ย จงั หวัดนา่ น 55150
ปรากฏการณ์ท่สี ำ�คัญ
ผลการจดั กจิ กรรมพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี นดา้ นความรโู้ ดยวเิ คราะหจ์ าก ผลการทดสอบ
ระดบั ชาติ (O-NET) ปกี ารศกึ ษา 2557 พบวา่ นกั เรยี นมผี ลการทดสอบของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
ท่ีมีคะแนนต�่ำกว่าระดับชาติ ดังน้ี ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาองั กฤษ คดิ เปน็ ร้อยละ 26.19 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ คิดเปน็ รอ้ ยละ 30.04
และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และนักเรียนร้อยละ 10.60
ยังมีผลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลกั สตู รสถานศกึ ษาอยใู่ นระดบั พอใชเ้ ทา่ นน้ั
ไมเ่ ป็นไปตามคา่ เป้าหมายตามตวั บง่ ชขี้ องงานประกันคุณภาพการศกึ ษาที่ไดก้ ำ� หนดไว้
พลกิ ผนั มาสรรคส์ ร้าง
การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างรอบด้านโดยเน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญของครู
โรงเรียนนาน้อยโดยใช้ NANOI MODEL ตามรปู แบบดังนี้
96 วทิ ยาจารย์
สำรวจสภาพความตอ งการ วเิ คราะหปญ หา
วิเคราะหค วามตอ งการในการสงเสริมคุณภาพของนกั เรียน
ลำดบั ความสำคัญ ความตองการในการพัฒนาคณุ ภาพนกั เรียน
วางแผนเพื่อออกแบบนวัตกรรมในการพัฒนาคณุ ภาพนักเรยี น!
การปรบั ปรุง YES
NO
คุณภาพผเู รยี น ดานความรู ทกั ษะชีวิต และคณุ ลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค
การพัฒนาผูเรยี นอยา งรอบดาน
การพฒั นาตอเนอ่ื ง!
การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างรอบด้านโดยเน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญของโรงเรียนนาน้อย
โดยใช้ NANOI MODEL เป็นรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ให้เป็นไปตามเกณฑ์
การประเมนิ ความรู้ ทกั ษะและคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นนานอ้ ย
ซึ่งเป็นรูปแบบท่ีสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ และเอกลักษณ์ของโรงเรียน โดยใช้
กระบวนการวงจรคุณภาพเดมมิง่ (P D C A) ดงั น้ี
วทิ ยาจารย์ 97
ข้ันตอนท่ี 1 ส�ำรวจและวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยการสอบถาม Focus Group จากการวเิ คราะหต์ ามวสิ ยั ทศั น์ พนั ธกจิ เปา้ ประสงค์ และเอกลกั ษณ์
ของโรงเรียน เพ่ือจัดล�ำดับความส�ำคัญและก�ำหนดกรอบในการพัฒนารูปแบบนวัตกรรม
โดยวเิ คราะห์นกั เรยี นออกเป็นดา้ นตา่ ง ๆ ดังน้ี
1. ดา้ นความรู้ (Knowledge) วิเคราะหจ์ ากผลการทดสอบ O-NET ปีการศึกษา 2557
ในรายวิชาต่าง ๆ พบว่า นักเรียนมีผลการทดสอบของกลุ่มสาระการเรียนรู้ท่ีมีคะแนนต�่ำกว่า
ระดบั ชาติ
2. ด้านทักษะชีวิต (Skill) วิเคราะห์จากการประเมินทักษะโดยการสอบถามจากครู
ผปู้ กครอง และนกั เรยี นปกี ารศกึ ษา 2557 พบวา่ นกั เรยี นมที กั ษะชวี ติ ซง่ึ ไดแ้ ก่ ทกั ษะการตดั สนิ ใจ
ทกั ษะการแกป้ ญั หา และทกั ษะการคดิ สรา้ งสรรค์ ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 51.80 ตำ�่ กวา่ เกณฑท์ ก่ี ำ� หนดไว้
ร้อยละ 75
3. ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (Affective) วเิ คราะหจ์ ากผลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะ
อันพึงประสงค์ของสถานศึกษา พบว่าปีการศึกษา 2557 นักเรียนร้อยละ 10.60 ยังมี
ผลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลกั สตู รสถานศกึ ษาอยใู่ นระดบั พอใช้ ซงึ่ ไมเ่ ปน็
ไปตามค่าเป้าหมาย
ขั้นตอนที่ 2 ขั้นการวางแผน (Plan) เป็นการออกแบบนวัตกรรมการพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียนอย่างรอบด้านโดยเน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญของครูโรงเรียนนาน้อยโดยใช้ NANOI MODEL
ดงั น้ี
N = Need Assessment (การวิเคราะห์ความตอ้ งการเบ้อื งต้น) การวเิ คราะหข์ ้อมลู
ความตอ้ งการพนื้ ฐานของผเู้ รยี น โรงเรยี น ชมุ ชน ดำ� เนนิ การโดยสอบถามผทู้ เ่ี กยี่ วขอ้ ง Focus Group
นำ� มาวเิ คราะหแ์ ละสรปุ เป็นข้อมูลพนื้ ฐาน
A = Agreement (การมคี วามเหน็ ตรงกนั )การสรา้ งความเขา้ ใจทต่ี รงกนั เพอื่ การดำ� เนนิ การ
ใหบ้ รรลุเปา้ หมายตามท่ีตง้ั ไวร้ ่วมกัน
N = Network and Communication (การเปน็ เครอื ขา่ ยและมปี ฏสิ มั พนั ธท์ ดี่ ตี อ่ กนั )
เป็นการแลกเปล่ียนความรู้ ความคิด ข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ และการเรียนรู้ระหว่างบุคคล
องค์กร ชุมชน และแหล่งความรู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง จนเป็นระบบ
ทีเ่ ช่อื มโยงกนั
O = On the Trap Training (การพฒั นาคร)ู เป็นการพัฒนาครเู พ่ือเพมิ่ ประสิทธภิ าพ
การท�ำงาน
I = Integrity (ครู นักเรียนดีมีคุณธรรมจริยธรรม) เป้าหมาย อัตลักษณ์ของ
สถานศกึ ษา คือ ครู นกั เรียนมีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
98 วิทยาจารย์