The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานกลุ่ม-3-ออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ภาษาจีน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Cher Bell, 2022-09-25 04:52:34

งานกลุ่ม-3-ออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ภาษาจีน

งานกลุ่ม-3-ออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ภาษาจีน

คำนำ

จีนเป็ นประเทศท่ีมคี วำมเป็ นมำยำวนำนกว่ำห้ำพนั ปี ตลอดช่วงเวลำอนั
ยำวนำนนี้ ได้ก่อเกดิ เร่ืองรำวต่ำง ๆ มำกมำยนับไม่ถ้วน หลำย ๆ เรื่องก็
กลำยเป็ นตำนำนเล่ำขำนในหมู่ชนอันไม่รู้จบ จนี เป็ นแหล่งกำเนิดหน่ึงของ
อำรยธรรมสำคญั ยุคเร่ิมแรกของโลก และมกี ำรสืบทอดต่อกนั มำจนถงึ ปัจจุบัน
ผ่ำนยคุ ท่ยี งิ่ ใหญ่ดจุ พญำมังกรมำหลำยคร้ัง ดงั ที่ปรำกฏให้เห็นในหน้ำ
ประวตั ิศำสตร์ และยุคเส่ือมโทรมซึ่งเกดิ จำกสงครำมกำรต่อสู้ ควำมขดั แย้ง
เนื่องจำกกำรเปลย่ี นแปลงรำชวงศ์ หรือกำรปกครอง จนถึงยุคศตวรรษที่ 21 นี้
ที่จีนกำลงั พลกิ ฟื้ นประเทศให้กลับมำเป็ นพญำมงั กรแห่งเอเชียอกี คร้ัง ที่จะ
ทรงอทิ ธิพล ในด้ำนเศรษฐกจิ เทคโนโลยี กำรเมือง และกำรทหำร ซ่ึงโลกกต็ ้อง
จับตำให้ควำมสำคญั กนั ต่อไป

สำรบัญ 2
3
บทที่ 1 ความรู้ทว่ั ไปเก่ียวกบั ประเทศจีน 5
ประชากรประชากรและโครงส้รางประชากร (人口) 5
ความเปล่ียนแปลงดา้ นประชากร
เช้ือชาติ 6
ศาสนา 7
ภาษา 8
ชนชาติจีน 9
ประวตั ิความเป็นมา 9
ลกั ษณะ 9
ความหมาย
เสาธงชาติจีน 10
การเชิญธงชาติ 11
การเปลี่ยนธงชาติจีน 11
12
อาหารจีนแปดตระกลู( 八大菜系) 12

อาหารกวางตุง้ 3
อาหารเฉฉวน
อาหารอาฮุย
อาหารซานตง
อาหารฝเู จ้ียน

สำรบัญ 13
14
อาหารเจียงซู
อาหารเจอ้ เจียง 17
ภูมิประเทศ(地形) 18
ความหลากหลายทางชีวภาพ 19
ส่ิงแวดลอ้ ม
อุณหภูมิ 23
คาถามทา้ ยบทเรียน 24
บทที่ 2 ชนชาติจีน 25
ชนชาติจีน 56 ชนเผา่ 26
เช้ือชาติฮน่ั 27
ชนชาติแมนจู
ชนชาติมองโกล 28
ชนชาติจว้ ง
ชนชาติทิเบต 30
ชาวจีนโพน้ ทะเล
ชาวจีนในประเทศไทย 31
การอพยบของชาวจีน
การหาท่ีฝังรากฐานของชาวจีน 3
คาถามทา้ ยบทเรียน

สำรบัญ 37
45
บทท่ี 3 การเมืองการปกครอง 46
การเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีน ค.ศ. 1911
สภาพการณ์ทว่ั ไปของจีนก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 48
สภาพการณ์ทางการเมืองปกครอง
สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ 49
สภาพการณ์ทางสงั คม 52
สภาพการณ์ที่นาไปสู่การเปล่ียนแปลงการปกครอง 54
การก่อตวั ของกลุ่มการเมืองที่มุ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองจีน
การปฏิบตั ิภายใตก้ ารนาของ ดร. ซุนยดั เซ็น 56
สาเหตุของการเปล่ียนแปลงการปกครอง ค.ศ. 1911 59
ผลกระทบที่เกิดข้ึนภายหลงั การเปล่ียนแปลงการปกครอง
พรรคคอมมิวนิตส์ 62
เขตการปกครอง 64
คาถามทา้ ยบทเรียน 66

บทท่ี 4 เทศกาลสาคญั ของประเทศจีน 4
เทศกาลตรุษจีน
ประวตั ิความเป็นมา
อาหารในวนั ตรุษจีน
ของไหวว้ นั ตรุษจีน
อาหารคาว
อาหารหวาน
ผลไม้

สำรบญั 67
67
วธิ ีการไหว้
เวลาในการไหว้ 69
70
ช่วงเชา้ 71
ช่วงสาย 72
ช่วงบ่าย 74
ช่วงดึก 75
เทศกาลโคมไฟ 77
ประวตั ิความเป็นมา 77
กิจกรรมในเทศกาลโคมไฟ 80
การเชิดสิงโต 81
เทศกาลวนั ไหวบ้ รรพบุรุษ 81
ประวตั ิความเป็นมา
พธิ ีกรรม 5
การจดั วางของไหว้
เทศกาลไหวบ้ ะ้ จ่าง
ประวตั ิความเป็นมา
บะ๊ จ่างคืออะไร
เทศกาลไหวพ้ ระจนั ทร์
ตานานกระต่ายบนดาวจนั ทร์
กิจกรรมท่ีทาในเทศกาลไหวพ้ ระจนั ทร์
ข้นั ตอนการไหวพ้ ระจนั ทร์

สำรบัญ 82

วนั ชาติจีน 87
ประวตั ิความเป็นมา 89
89
คาถามทา้ บบทเรียน 90
บทท่ี 5 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ 91
93
การทูตระหวา่ งประเทศ 98
การทูตระหวา่ งจีน-ไทย
103
การทูตระหวา่ งจีน-ไทย ดา้ นการเมือง
การทูตระหวา่ งจีน-ไทย ดา้ นเศรษฐกิจ
การทูตระหวา่ งจีน-ไทย ดา้ นวฒั นธรรม
เศรษฐกิจและการคา้ ของประเทศจีน
ยทุ ธศาสตร์เช่ือมโยงนานาประเทศจีน
คาถามทา้ ยบทเรียน
บรรณานุกรม

6

บทท่ี 1
ควำมรู้ทว่ั ไปเกยี่ วกบั ประเทศจนี

71

บทที่ 1 ควำมรู้ทวั่ ไปเกย่ี วกบั ประเทศจนี

1. ประชำกร

1.1 ประชำกร จำนวนประชำกรและโครงสร้ำงประชำกร (人口)
จีนมีประชากรมากที่สุดในโลกซ่ึง

จากการสารวจในปี 2556 พบวา่ มีจานวน
136,072 ลา้ นคน โดยมีอตั ราขยายตวั
ประชากรเพ่ิมข้ึนร้อยละ 4.92 ชาวจีนมี
อายขุ ยั ยนื ยาวเฉล่ีย 75.3 ปี และเมื่อ
พจิ ารณาดา้ นโครงสร้างประชากรของจีน
พบวา่

แบ่งตำมเพศ ในปี 2556 ประชากรเพศชาย มีจานวน 69,728 ลา้ นคน หรือคิดเป็นร้อยละ 51.25 ประชากรเพศ
หญิงมีจานวน 66,344 ลา้ นคน หรือคิดเป็นร้อยละ 48.75
แบ่งตำมอำยุ ในปี 2556 ประชากรอายุ 65 ปี ข้ึนไป คิดเป็นร้อยละ 9.70 ของประชากรท้งั หมดเพ่ิมข้ึนร้อยละ
0.31 จากปี 2555 ประชากรที่มีอายรุ ะหวา่ ง 15 – 64 ปี คิดเป็นร้อยละ 90 ของประชากรท้งั ประเทศ ลดลงร้อย
ละ 0.26 จากปี 2555 และจานวนประชากรช่วงอาย0ุ -14 ปี มีจานวน 22,316 ลา้ นคนหรือร้อยละ 16.40 ของ
ประชากรท้งั ประเทศ
แบ่งตำมถ่นิ อำศัย ในปี 2556 มีจานวนประชากรผทู้ ี่อาศยั อยใู่ นเมืองมีจานวน 73,111 ลา้ นคนหรือมีสดั ส่วน
ร้อยละ 53.10 ส่วนผทู้ ่ีอาศยั อยใู่ นชนบทมีจานวน 62,961 ลา้ นคน หรือสัดส่วนร้อยละ 46.90 หากแยกตาม
ภูมิประเทศ พบวา่ ภาคตะวนั ออกของจีนมีประชากรอาศยั หนาแน่นกวา่ ภาคตะวนั ตก ปัจจุบนั รัฐบาลจีนมี
นโยบายเร่งขยายสังคมเมือง (Urbanization) เพื่อพฒั นาความเจริญใหท้ ดั เทียมกนั ทวั่ ทุกทอ้ งที

1

1.2 ควำมเปลยี่ นแปลงด้ำนประชำกรและโครงสร้ำงประชำกร
ในช่วงทศวรรษท่ีผา่ นมาเศรษฐกิจของจีนมีการเติบโตอยา่ งมาก ส่งผลใหเ้ กิดการขยายตวั ของเมืองอยา่ ง

รวดเร็วสงั เกตจากอตั ราผอู้ ยอู่ าศยั ในเมืองมีสดั ส่วนเพิม่ ข้ึน และมีแรงงานจีนอพยพยา้ ยถิ่นฐานจานวนมาก
การขยายตวั อยา่ งรวดเร็วของเขตเมืองและอุตสาหกรรมในจีน ส่งผลใหจ้ ีนตอ้ งขยายการลงทุนท้งั

สาธารณูปโภค เขตอุตสาหกรรม และมีความตอ้ งการที่อยูอ่ าศยั เพ่ิมข้ึน ส่งผลใหอ้ ุตสาหกรรมก่อสร้างและ
อสงั หาริมทรัพยไ์ ดร้ ับประโยชน์นอกจากน้ีการเติบโตของสงั คมอยา่ งรวดเร็วและการปรับตวั ทางบวกของ
รายไดผ้ บู้ ริโภค ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผบู้ ริโภคต่อสินคา้ ประเภทฟ่ ุมเฟื อยใหไ้ ดร้ ับความนิยม
เพิม่ ข้ึนในกลุ่มสังคมเมือง ในขณะที่การเพ่มิ ข้ึนของจานวนผสู้ ูงอายชุ าวจีนเป็นช่องทางและโอกาสสาหรับ
อุตสาหกรรมเกี่ยวกบั ผสู้ ูงอายุ ในทางตรงกนั ขา้ มจานวนประชาชนวยั ทางานมีอตั ราลดลง แตย่ งั มีจานวน
แรงงานเพยี งพอและมากกวา่ ความตอ้ งการของตลาดการจา้ งงานอยจู่ านวน 150 ลา้ นคน ท้งั น้ีIMF คาดการณ์
วา่ จีนยงั คงมีจานวนแรงงานเกินความตอ้ งการของภาคธุรกิจจนถึงปี 2563 ประมาณ 30 ลา้ นคน หลงั จากปี
2563 ถึงปี 2568 จีนอาจเกิดภาวะแรงงานไมเ่ พียงพอต่อภาคธุรกิจ ซ่ึงจะส่งผลใหค้ า่ จา้ งแรงงานในจีนปรับ
สูงข้ึนและกระทบตอ่ ผลกาไรในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจใหล้ ดลง อนั จะนาไปสู่การลดลงของภาคการ
ลงทุนดว้ ยเช่นกนั

ความไม่สมดุลของโครงสร้างประชากรในหลายมิติที่เกิดข้ึนน้ี มีผลบางส่วนมาจากการใชน้ โยบายลูก
คนเดียวมากวา่ 30 ปี รัฐบาลจีนจึงไดม้ ีการทบทวนนโยบายและดาเนินการแกไ้ ขปัญหา โดยในปี 2557
กาหนดใหค้ ู่สามี-ภรรยาซ่ึงคนใดคนหน่ึงที่เป็นลูกคนเดียวของครอบครัวเดิม สามารถมีลูกไดส้ องคน และ
ในอนาคตหลงั ปี 2558 คู่สามี-ภรรยาสามารถมีลูกไดส้ องคนโดยไม่มีเงื่อนไขและไดเ้ ห็นชอบในหลกั การ
เก่ียวกบั การเพิ่มอายเุ กษียณของขา้ ราชการจีน ส่งผลใหผ้ สู้ ูงอายชุ าวจีนซ่ึงเกษียณอายเุ ฉลี่ยวนั ละ 25,000 คน
สามารถรักษาระดบั รายไดท้ ่ีสูงในช่วงเวลาที่ยาวนานข้ึน นอกจากน้ีผสู้ ูงอายขุ องจีนในปัจจุบนั ยงั ไม่
จาเป็นตอ้ งเก็บเงินไวใ้ หล้ ูกหลานเนื่องจากส่วนใหญม่ ีลูกหลานคนเดียว ซ่ึงเทา่ กบั วา่ ผสู้ ูงอายเุ หล่าน้ีนอกจาก
จะมีจานวนมากข้ึนแลว้ ยงั มีกาลงั ซ้ือท่ีเพมิ่ ข้ึนดว้ ย

2

1.3 เชื้อชำติ(种族 )

จีนเป็ นประเทศเอกภาพท่ีมี
หลายชนชาติ รัฐบาลจีนดาเนิน
นโยบายทางชนชาติท่ีให้ ชนชาติ
ตา่ ง ๆ มีความเสมอภาค สมาน
สามคั คีและช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั
เคารพและคุม้ ครองสิทธิเสรีภาพใน
การนบั ถือศาสนาและ
ขนบธรรมเนียมของชนชาติส่วน
นอ้ ยระบบปกครองตนเองในเขตชนชาติส่วนนอ้ ยเป็นระบบการเมืองอนั สาคญั อยา่ งหน่ึงของจีน คือ ให้
ทอ้ งท่ีท่ีมีชนชาติส่วนนอ้ ยต่าง ๆ อยรู่ วม ๆ กนั ใชร้ ะบบปกครองตนเอง ต้งั องคก์ รปกครองตนเองและใช้
สิทธิอานาจปกครองตนเอง ภายใตก้ ารนาท่ีเป็นเอกภาพ ของรัฐ รัฐประกนั ใหท้ อ้ งท่ีท่ีปกครองตนเองปฏิบตั ิ
ตามกฎหมายและนโยบายของรัฐตามสภาพท่ีเป็นจริงในทอ้ งถ่ินของตน ฝึกอบรมเจา้ หนา้ ท่ีระดบั ต่าง ๆ
บุคลากรทางวชิ าการและ กรรมกรทางเทคนิคชนิดต่าง ๆ ของชนชาติส่วนนอ้ ยเป็นจานวนมาก ประชาชน
ชนชาติตา่ ง ๆ ในทอ้ งท่ีที่ปกครองตนเองกบั ประชาชนทวั่ ปแระเทศรวมศูนยก์ าลงั ดาเนิน การสร้างสรรค์
สงั คมนิยมที่ทนั สมยั เร่งพฒั นาเศรษฐกิจและวฒั นธรรมในทอ้ งท่ีที่ ปกครองตนเองใหเ้ ร็วข้ึนและสร้างสรรค์
ทอ้ งท่ีท่ีปกครองตนเองของชนชาติส่วนนอ้ ยท่ีสมานสามคั คีกนั และเจริญรุ่งเรือง ภายใตก้ ารนาของพรรค
คอมมิวนิสตจ์ ีนระหวา่ งการปฏิบตั ิเป็นเวลาหลายสิบปี พรรคคอมมิวนิสตจ์ ีนซ่ึงเป็ นพรรครัฐบาล ของจีนได้
ก่อรูปข้ึนซ่ึงทรรศนะและนโยบายพ้ืนฐานเกี่ยวกบั ปัญหาทางชนชาติหลายประการที่สาคญั ไดแ้ ก่

- การกาเนิด การพฒั นาและการสูญสลายของชนชาติน้นั เป็ นกระบวนการทาง ประวตั ิศาสตร์อนั
ยาวนาน ปัญหาชนชาติจะดารงอยเู่ ป็ นเวลานาน

- ระยะสงั คมนิยมเป็นระยะท่ีชนชาติต่าง ๆ ร่วมกนั พฒั นาและเจริญรุ่งเรือง ปัจจยั ร่วมกนั ระหวา่ งชน
ชาติต่าง ๆ จะเพม่ิ มากข้ึนอยา่ งตอ่ เน่ือง แต่ลกั ษณะพิเศษและขอ้ แตกตา่ งระหวา่ งชนชาติต่าง ๆ จะ
ดารงอยูต่ ่อไป

- ปัญหาชนชาติเป็นส่วนหน่ึงของปัญหาทวั่ สังคม มีแตแ่ กป้ ัญหาทวั่ สงั คมใหล้ ุล่วง ไปเท่าน้นั ปัญหา
ทางชนชาติจึงจะไดร้ ับการแกไ้ ขอยา่ งมีข้นั ตอน มีแตใ่ นภารกิจร่วมกนั ที่สร้างสรรคส์ ังคมนิยม
เท่าน้นั ปัญหาทางชนชาติของจีนในปัจจุบนั จึงจะไดร้ ับการ แกไ้ ขอยา่ งมีข้นั ตอน

3

- การพฒั นาเศรษฐกิจอยา่ งขนานใหญเ่ ป็ นภาระหนา้ ท่ีมูลฐานแห่งสงั คมนิยม และก็ เป็นภาระหนา้ ที่
มูลฐานของงานชนชาติของจีนในข้นั ตอนปัจจุบนั ชนชาติต่าง ๆ ตอ้ งช่วย เหลือซ่ึงกนั และกนั เพื่อ
บรรลุซ่ึงความกา้ วหนา้ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกนั
การปกครองตนเองในเขตชนชาติส่วนนอ้ ยเป็นคุณูปการอนั ยง่ิ ใหญข่ องพรรคคอมมิวนิสตจ์ ีนที่มีต่อ
ทฤษฎีชนชาติของลทั ธิมาร์กซ และเป็นระบอบมูลฐานในการแกป้ ัญหาชนชาติของจีนการพยายาม
สร้างขบวนเจา้ หนา้ ท่ีชนชาติส่วนนอ้ ยขนาดใหญ่ขนาดหน่ึงที่มีท้งั คุณธรรม และขีดความสามารถ
เป็นหนา้ ที่ท่ีสาคญั ท่ีสุดในการทางานทางชนชาติใหด้ ีและแกป้ ัญหาทางชนชาติใหล้ ุล่วงไปปัญหา
ทางชนชาติกบั ปัญหาทางศาสนามกั จะผสมผสานอยดู่ ว้ ยกนั ในทอ้ งท่ีบาง แห่ง ขณะจดั การกบั
ปัญหาทางชนชาติ ยงั ตอ้ งสังเกตปฏิบตั ิตามนโยบายทางศาสนา ของรัฐอยา่ งทวั่ ดา้ นและถูกตอ้ ง
นอกจากน้ี ในขณะเดียวกนั กบั ท่ีพยายามส่งเสริมความกา้ วหนา้ ทางเศรษฐกิจ วฒั นธรรม การศึกษา
ตลอดจนภารกิจอ่ืน ๆ ของเขตชนชาติส่วนนอ้ ย ยกระดบั ชีวติ ทาง วตั ถุและวฒั นธรรมของ
ประชาชนชนชาติส่วนนอ้ ยอนั ไพศาลซ่ึงรวมท้งั ชาวศาสนาดว้ ยใหส้ ูงข้ึน รัฐบาลจีนยงั สนใจเคารพ
ความเชื่อถือทางศาสนาของชนชาติส่วนนอ้ ยและรักษา มรดกทางวฒั นธรรมของชนชาติส่วนนอ้ ย
เป็นพิเศษ สารวจ เก็บสะสม ศึกษา จดั ใหเ้ ป็น ระเบียบและจดั พิมพจ์ าหน่ายมรดกทางวฒั นธรรม
และศิลปะพ้นื เมืองของชนชาติตา่ ง ๆ ซ่ึงรวมท้งั วฒั นธรรมทางศาสนาดว้ ย รัฐบาลยงั ไดล้ งทุนเป็น
จานวนมากเพ่ือซ่อมแซม วดั วาอารามและส่ิงปลูกสร้างทางศาสนาอนั สาคญั ที่มีคุณคา่ ทาง
ประวตั ิศาสตร์และวฒั นธรรมในเขตชนชาติส่วนนอ้ ย

4

1.4 ศำสนำ ( 宗教)

ประชาชนจีนมีท้งั สิ้น 56 ชนเผา่ ส่วน
ใหญน่ บั ถือศาสนาพุทธ โดยนบั ถือนิกาย
มหายานและวชั รยานโดยนบั ถือปนไปกบั ลทั ธิ
ขงจ้ือและลทั ธิเต๋ากวา่ 300 ลา้ นคน นอกน้นั
นบั ถือนิกายเถรวาท มีนบั ถือศาสนาอิสลาม
กวา่ 11 ลา้ นคน และนบั ถือศาสนาคริสตอ์ ีก
5.2 ลา้ นคน

1.5 ภำษำ (语言 )

ภาษาจีนเป็นภาษาเก่าแก่และเป็นภาษาท่ีคนใชม้ ากท่ีสุดภาษาหน่ึง เป็นภาษาหลกั ท่ีคนจีนใชก้ นั อยู่
ภาษามาตาฐานของภาษาจีน คือ ภาษาจีนกลาง ซ่ึงเป็นภาษาที่ชาวฮน่ั ใชก้ นั โดยทว่ั ไปเป็นภาษากลางท่ีใชใ้ น
การสื่อสารระหวา่ งพ้นื ที่ต่าง ๆ และในชนเผา่ ต่าง ๆ ของจีน
แมช้ าวจีนทุกคนสามารถใชภ้ าษาจีนได้ แต่จากการที่ประเทศจีนมีอาณาเขตท่ีกวา้ งขวางทาใหท้ อ้ งถิ่นต่าง ๆ
มีภาษาพดู ท่ีแตกตา่ งกนั โดยภาษาพดู ท่ีใชก้ นั ในแต่ละทอ้ งถ่ืนคือ ภาษาถิ่น ซ่ึงเป็นภาษาท่ีใชต้ ิดต่อกนั เฉพาะ
ในทอ้ งถ่ืน ภาษาทอ้ งถ่ืนของจีนท่ีใชอ้ ยใู่ นปัจจุบนั น้ีมีหลายภาษา เช่น ภาษาเหนือ ภาษาอู๋ ภาษาเซียง ภาษา
กา้ น ภาษาแคะ ภาษาหมิ่น ภาษาเยว่ ์ ท้งั หมดน้ีภาษาเหนือเป็นภาษาที่มีการใชก้ นั มากท่ีสุด

5

2. ธงชำตจิ นี

2.1 ประวตั ิควำมเป็ นมำ (中国国旗的历史)

การใช้ ธง ในแผน่ ดินจีน มีมาต้งั แตย่ คุ โบราณแลว้ โดยหลกั ใหญก่ ็ใชเ้ พื่อ บญั ชาการรบใน
สงครามนน่ั เอง ในหนงั มหากาพยส์ งคราม ‘สามกก๊ ’ ท้งั 2 ภาคของ ‘จอห์น ว’ู นนั่ แหละครับ ท่ีเราไดเ้ ห็น
การใช้ ธง ในสมรภูมิของ กก๊ ตา่ ง ๆ กนั แบบคึกคกั ปลิวไสวกนั ทีเดียว ใน ‘ยคุ ราชวงศโ์ จว’ ราว 1,122 ปี
ก่อนคริสตศ์ กั ราช ธงของจีนจะเป็น สีขาว ครับ พอเขา้ สู่ ‘ยคุ ชุนชิว’ ช่วง 770 – 476 ปี ก่อน ค.ศ. ก็เริ่มมีการ
ใช้ ‘ธงจกั รพรรดิ’ หรือ ‘ธงฮ่องเต’้ ไปทว่ั ประเทศ หลงั จากน้นั ไมน่ าน สญั ลกั ษณ์ที่ทาจากไมก้ ระบองหน่ึง
ทอ่ น ผกู ติดดว้ ยผา้ หน่ึงผนื ท่ีเรารู้จกั วา่ ธง น้นั กค็ ่อย ๆ แพร่หลาย เป็นท่ีนิยมไปทวั่ เอเชีย จนทาให้ พวก
ทหารมา้ จากอาหรับ ยงั รับคา่ นิยมน้ี สืบทอดต่อไปถึง ยโุ รป อีกดว้ ย

ตดั ช่วงเวลามาสู่ ประวตั ิศาสตร์จีนยคุ ใกล้ ‘สมยั ราชวงศช์ ิง’ หลงั จากสงครามฝ่ิน จบสิ้นลง ต้งั แตป่ ี
ค.ศ. 1842 พวกชาวต่างชาติที่เขา้ ยดึ ครองจีน ก็เริ่มวางกลา้ มใชอ้ านาจบาตรใหญ่ ส่งผลให้ ทิวธงสญั ลกั ษณ์
บ่งบอกความเป็นชาติน้นั ๆ ถูกประดิษฐใ์ ชก้ นั ไปทว่ั ตามเมืองใหญ่ ๆ และดว้ ยสภาพการณ์ที่บีบบงั คบั
รัฐบาลราชวงศช์ ิง จึงตอ้ งเปิ ดประเทศคบคา้ กบั ชาวตา่ งชาติ และเอารับความเปล่ียนแปลงจากโลกตะวนั ตก
เขา้ มา นี่จึงเป็นเหตุผลใหม้ ีการกาหนดใช้ ธงชาติ ประจาประเทศข้ึนเป็นคร้ังแรกครับ

เมื่อผลจากการประชุมถกเถียงหลายต่อหลายวาระผา่ นพน้ ไป ธงชาติจีน อยา่ งเป็ นทางการผนื แรก
จึงถือกาเนิดข้ึน โดยมี ‘ภาพมงั กร’ สญั ลกั ษณ์อนั ศกั ด์ิสิทธ์ิ และเป็นมงคลของ องคจ์ กั รพรรดิ ตลอดจนเป็นท่ี
เคารพของคนทว่ั ไป ปรากฏข้ึนเป็นแบบกลางผนื ธงชาติ ซ่ึงแมว้ า่ ธงมงั กรบนผนื ผา้ สามเหล่ียมสีเหลือง ผนื
น้ีจะไมไ่ ด้ ผา่ นข้นั ตอนการรับรองใหเ้ ป็นธงประจาชาติอยา่ งสมบูรณ์ตามกฎหมายกต็ าม แตน่ ่ีก็เป็ น ธง ที่ถูก
ใชอ้ ยา่ งแพร่หลายในการติดต่อกบั ต่างประเทศ และในโอกาสสาคญั ตา่ งๆ ‘ธงมงั กรเหลือง’ จึงกลายเป็น ธง
ประจาชาติของ ราชวงศช์ ิง ต้งั แตป่ ี ค.ศ. 1862 เป็ นตน้ มา จากน้นั จึงค่อยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธง มาเป็ น
รูปผนื ผา้ สี่เหลี่ยม ตามอยา่ งสากลนานาประเทศ ใน ค.ศ. 1897 กระทงั่ เม่ือ ‘การปฏิวตั ิซินไฮ่’ที่โค่นระบอบ
กษตั ริย์ ในเดือนตุลาคม 1911 สาเร็จลง ธงมงั กรแห่งราชวงศช์ ิง จึงถูกยกเลิกตามไปดว้ ย

ธงชาติจีน ในยคุ สาธารณรัฐ เร่ิมมีการคิดคน้ ข้ึน เมื่อ ‘ดร.ซุนยดั เซ็น’ ไดก้ ่อต้งั สมาคมสนั นิบาติการ
ปฏิวตั ิแห่งประเทศจีนข้ึน ณ ประเทศญี่ป่ ุน ในปี 1905 และเพยี งปี ถดั มา สมาคมจึงจดั ประชุม อภิปราย
เกี่ยวกบั การใช้ ธงชาติ ข้ึน จนความคิดไดต้ กผลึกกลายมาเป็น รูปแบบของธงที่เป็ นเส้นขวางสีแดง น้าเงิน
และขาว 3 สีดว้ ยกนั โดย สีแดง เป็นสญั ลกั ษณ์ของเลือด ที่ใชแ้ ลกมาเพอ่ื เอกราชของประเทศ สีน้าเงิน บ่ง

6

บอกสัญลกั ษณ์ ทอ้ งฟ้าที่กวา้ งใหญ่ ส่วนสีขาว หมายถึง ความสะอาด บริสุทธ์ิ และเป็นสัญลกั ษณ์แห่ง
ภราดรภาพ อีกดว้ ย แตใ่ นปี 1911 หลงั จากชยั ชนะ ของกลุ่มปฏิวตั ิท่ีอู่ชาง คนในพรรคไดส้ ่งเสริมแนวคิดการ
อยรู่ ่วมกนั โดยสงบ ของคน 5 เผา่ คือ ชนชาติฮนั่ แมนจู มองโกล อิสลาม และ ธิเบต จึงมีการเพม่ิ สีเหลือง
และดา เขา้ ไปจากเดิมสามสี กลายเป็น ‘ธงชาติหา้ สี’ ท่ีถูกใชม้ านานร่วมสิบปี และเม่ือถึง ค.ศ.1927 รัฐบาล
ประชาชนของ ‘พรรคก๊กมินตงั๋ ’ จึงไดเ้ ปล่ียนธงชาติอีกคร้ังมาเป็น ‘ธงทอ้ งฟ้าสดใสอาทิตยส์ าดแสงแดงทวั่
แผน่ ดิน’ ซ่ึงกค็ ือ ธงชาติของไตห้ วนั ในเวลาน้ี

พฒั นาการ ธงชาติจีน ในที่สุดก็มาถึงยคุ สุดทา้ ยครับ คือเม่ือถึงเดือนเมษายน ปี 1949 ทหาร
ปลดปล่อยของประชาชนจีน ไดเ้ ดินทพั ทางไกลขา้ มแม่น้าแยงซี เขา้ มาปลดปล่อยยงั เมืองนานกิง จากน้นั จึง
มีการเรียกประชุมท้งั คณะเก่ียวกบั การปรึกษาหารือร่วมกนั ทางการเมืองอยา่ งเป็นทางการทวั่ ประเทศคร้ังท่ี
หน่ึง ซ่ึงในเดือนกนั ยายน 1949 ที่กรุงปักกิ่ง ที่ประชุมจึงตกลงเป็นเอกฉนั ท์ กาหนดธงประจาชาติ
สาธารณรัฐประชาชนจีน ใหเ้ ป็น ‘ธงแดงที่มีดาวท้งั หา้ ดวง’ เป็นสญั ลกั ษณ์ของความสมคั รสมานสามคั คี
ของประชาชนที่ร่วมกนั ปฏิวตั ิประเทศจีน และถูกประกาศใชอ้ ยา่ งเป็นทางการ ในวนั ท่ี 1 ตุลาคม 1949 อนั
เป็นวนั แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยท่านประธานเหมาเจ๋อตุง นน่ั เอง

ธงชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็ นธงที่คนทว่ั ไปคุน้ เคยกนั ดีอยแู่ ลว้ เป็ นธงรูปสี่เหลี่ยมผนื ผา้
กวา้ ง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน พ้นื สีแดง หมายถึง สัญลกั ษณ์ของการปฏิวตั ิจีน ท่ีมุมธงบนดา้ นตน้ ธงมีรูปดาวสี
เหลือง 5 ดวง โดยเป็นดาวดวงใหญ่ 1 ดวง ลอ้ มรอบดว้ ยดาวดวงเล็กอีก 4 ดวง เรียงกนั คลา้ ยกบั ลกั ษณะของ
แผนที่ประเทศจีน หมายถึง ความเป็นหน่ึงเดียวกนั ของชาวจีนท้งั ประเทศ ภายใตก้ ารนาของพรรค
คอมมิวนิสตแ์ ห่งชาติจีน นนั่ เอง

2.2 ลกั ษณะ (国旗的特点)
ธงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นธงรูปส่ีเหลี่ยมผนื ผา้
กวา้ ง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน พ้นื สีแดง ที่มุมธงบนดา้ นตน้ ธงมีรูปดาวสี
เหลือง 5 ดวง ลกั ษณะเป็นรูปดาวดวงใหญ่ 1 ดวง ลอ้ มรอบดว้ ยดาว
ดวงเล็กอีก 4 ดวง

7

2.3 ควำมหมำย(国旗的含义)
2.3.1 พ้ืนสีแดง หมายถึง สญั ลกั ษณ์

ของการปฏิวตั ิจีน
2.3.2 ดวงดาวสีเหลือง 5 ดวง ซ่ึงเรียง

กนั คลา้ ยกบั ลกั ษณะแผนท่ีประเทศจีน หมายถึง
ความเป็นหน่ึงเดียวกนั ของชาวจีนท้งั ประเทศ
ภายใตก้ ารนาของพรรคคอมมิวนิสตแ์ ห่งชาติ
จีน

2.3.3 ดาวดวงใหญ่ หมายถึง ผนู้ าแห่งกิจการงานท้งั ปวง ไดแ้ ก่ พรรคคอมมิวนิสตแ์ ห่งชาติจีน
2.3.4 ดาวดวงเลก็ 4 ดวง มีนยั สาคญั หลายประการ ดงั ที่เจิงเหลียนซง ผอู้ อกแบบธงชาติ ไดอ้ ธิบาย
ไวด้ งั น้ี
ประชาชนชาวจีนซ่ึงขณะน้นั มีราว 400 ลา้ นคน
2.3.5 ชนช้นั หลกั ท้งั 4 ในสังคม คือ ชนช้นั กรรมกร ชนช้นั เกษตรกร ชนช้นั นายทุนนอ้ ย (หรือ
เจา้ ของกิจการขนาดเล็ก) และชนช้นั นายทุนแห่งชาติ กาลงั สาคญั ของประเทศ 4 ฝ่ าย ไดแ้ ก่ พรรคการเมือง
จากมวลชน ประชาชนทุกหมู่เหล่าในสังคม บุคคลจากทุกวงการ ชาวจีนชนเผา่ ต่าง ๆ ท้งั 56 ชนเผา่ และชาว
จีนโพน้ ทะเล ประวตั ิศาสตร์ชนชาติจีนอนั ยาวนานกวา่ 4,000 ปี
2.3.6 สีเหลือง หมายถึง ชาวจีนซ่ึงเป็นหน่ึงในกลุ่มคนผวิ เหลือง และประเทศท่ีมีดินสีเหลืองเป็นผืน
แผน่ ดินส่วนใหญ่

8

2.4 เสำธงชำติจีน(中国国旗杆)
นบั ต้งั แต่เร่ิมใชง้ านมาจนถึงปัจจุบนั เสาธงชาติจีนซ่ึงต้งั อยทู่ ี่จตั ุรัสเทียนอนั เหมิน เคยถูก

เปล่ียนเพยี งแคค่ ร้ังเดียว โดยเสาที่ใชเ้ มื่อคร้ังพธิ ีสถาปนาประเทศมีความสูงเพยี ง 22 เมตร หลงั ใชง้ านอยู่ 42
ปี หลายฝ่ ายพจิ ารณาเห็นวา่ เสาธงดูทรุดโทรมไปมาก ประกอบกบั สถานที่สาคญั บริเวณน้นั ท้งั อาคาร
รัฐสภา(人民大会堂)พิพธิ ภณั ฑแ์ ห่งชาติ และอนุสรณ์สถานเหมาเจ๋อตง ลว้ นไดร้ ับการบูรณะตกแต่ง
ใหม่ จนทาใหเ้ สาเดิมดูเต้ียเกินไป จึงไดเ้ ปล่ียนเสาธงชาติจีนใหม่ที่มีความสูง 32.6 เมตร
ในวนั ที่ 1 พฤษภาคม 1991 และใชม้ าจนถึงทุกวนั น้ี

เสาธงชาติจีนท่ีเปล่ียนใหม่ ถูกออกแบบอยา่ งพิถีพิถนั มีฐาน 3 ช้นั โดยช้นั ในสุด เป็ นร้ัวหินอ่อนสี
ขาวสูง 80 เซนติเมตรลอ้ มสี่ดา้ น เวน้ เป็นช่องทางเดินแนวตะวนั ออก-ตะวนั ตก ช้นั ท่ีสองลอ้ มดว้ ยพ้นื
หินแกรนิตสีเลือดหมูกวา้ งกวา่ 2 เมตร แทนความหมายให้ ‘ประเทศชาติมน่ั คง’ ส่วนช้นั นอกสุดออกแบบ
ใหเ้ ป็นพ้นื ที่สีเขียวตลอดปี แทนสัญลกั ษณ์ให้ ‘ประเทศชาติรุ่งเรืองตลอดกาล’
รอบฐานเสายงั มีร้ัวทองเหลือง 56 ตน้ พร้อมโซ่คลอ้ งเชื่อมเป็นวงกลม แทน ‘ชาวจีน 56 ชนเผา่ ’ ที่ผสานมือ
ร้อยใจเป็ นหน่ึงเดียวกนั ใตร้ ่มธงชาติแดนมงั กร

2.5 กำรเชิญธงชำติ(国旗)
กฎหมายธงชาติจีน ฉบบั ปี 1990 กาหนดวา่ การเชิญธงชาติข้ึน ตอ้ งเชิญใหถ้ ึงยอดเสา ส่วน

การเชิญธงลง หา้ มธงชาติสมั ผสั พ้นื ดงั น้นั ทหารผเู้ ชิญธงจึงถูกฝึกใหม้ ีความชานาญในการเก็บรวบปลายธง
ชาติมาเป็นอยา่ งดี โดยภายใน 2.07 นาทีของเพลงชาติจีน ช่วงท่ีธงชาติเร่ิมต่าลงมา ทหารนายหน่ึงจะใชส้ อง
มือจบั ธงไว้ ส่วนทหารอีกนายจะเร่งจบั ธงพบั ซอ้ นกนั ใหไ้ ด้ 13-15 พบั

2.6 กำรเปลย่ี นธงชำติ(改变中国国旗)
กฎหมายธงชาติจีน ยงั ระบุวา่ หา้ มนาธงชาติที่ชารุด สกปรก สีตก หรือไม่ตรงตาม

มาตรฐานมาใชโ้ ดยเดด็ ขาด และเพอ่ื ใหธ้ งชาติจีนดูสะอาดสีสดมีสง่าราศีอยเู่ สมอ จึงกาหนดใหเ้ ปล่ียนธงท่ี
ใชท้ ุกวนั โดยธงแตล่ ะผนื มีอายกุ ารใชง้ านไม่เกิน 10 วนั นอกจากน้นั ในเทศกาลสาคญั ประจาชาติจะตอ้ งใช้
ธงใหมเ่ สมอ

9

3. อำหำรจนี แปดตระกลู ( 八大菜系)

อาหารจีน 中国菜 เป็นหน่ึงใน
วฒั นธรรมที่สาคญั ของจีน มีวธิ ีการ, เทคนิค และรสชาติท่ี
แตกตา่ งกนั ไปในแต่ละทอ้ งถ่ิน อาหารจีนมีถ่ินกาเนิดในแถบ
ลุ่มแมน่ ้า มีประวตั ิศาสตร์ เทคนิคการปรุงอาหารอนั
หลากหลาย สิ่งต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นการตกผลึกของวชิ าการปรุง
อาหารจีน ท่ีสืบทอดกนั มานบั พนั ๆ ปี
กลุ่มท่ีมีอิทธิพลมากท่ีสุดและไดร้ ับการยอมรับใหเ้ ป็ นตวั แทน
อาหารจีน ถูกเรียกวา่ แปดตระกลู หลกั 八大菜系 ดงั น้ี

3.1 กวำงตุ้ง
อาหารกวางตุง้ ( 粤菜 ) เป็ นอาหารในภูมิภาคที่เนน้ การใชง้ านท่ีนอ้ ยท่ีสุดของซอสท่ี

ออกมารสชาติด้งั เดิมของอาหารเอง ข้ึนชื่อในเรื่องต่ิมซาซ่ึงเป็นศพั ทภ์ าษาจีนกวางตุง้ สาหรับอาหาร
จานเลก็ ๆ แสนอร่อย ซ่ึงเริ่มเป็นท่ีนิยมในฮ่องกงในช่วงตน้ ศตวรรษที่ 20 ส่วนขนาดพอดีคาเหล่าน้ี

เตรียมโดยใชว้ ธิ ีการทาอาหารแบบด้งั เดิม เช่น การทอด
น่ึง ตุ๋น และอบ ไดร้ ับการออกแบบมาเพ่อื ใหค้ นหน่ึงได้
ลิ้มรสอาหารที่หลากหลาย บางเหล่าน้ีอาจรวมถึงการมว้ น
ขา้ ว , ขา้ วใบบวั , ขนมผกั กาด , ขนมปัง, สไตลเ์ ก๊ียว, ผดั
ผกั สีเขียว, โจก๊ โจก๊ , ซุป, ฯลฯ สไตลก์ วางตุง้ อาหาร,
yum ชะอารวมความหลากหลายของผลรวมสลวั อาหาร
กบั การด่ืมของชา ยาชะอา แปลวา่ “ดื่มชา”

10

3.2 เสฉวน
อาหารเสฉวน (川菜)สะกดวา่ เสฉวนหรือเสฉ

วนในการสะกดดว้ ยอกั ษรโรมนั ท่ีใชก้ นั ทว่ั ไปทาง
ไปรษณีย์ ) เป็นอาหารจีนสไตลห์ น่ึงท่ีมีตน้ กาเนิดจาก
มณฑลเสฉวนทางตะวนั ตกเฉียงใตข้ องจีน ข้ึนชื่อในเรื่อง
รสชาติท่ีเขม้ ขน้ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ความเผด็ ร้อนและ
ความเผด็ ร้อนที่เกิดจาก การใชก้ ระเทียมและพริกอยา่ ง
เสรีตลอดจนรสชาติท่ีเป็ นเอกลกั ษณ์ของพริกไทยเสฉวน
(花椒) และพริกไทยหนั หนา้ ไปทางสวรรค์
(朝天椒 ) ถวั่ ลิสง , วางงาและขิงนอกจากน้ียงั มีส่วนผสมท่ีโดดเด่นในรูปแบบน้ี

3.3 อำนฮุย
อาหารมณฑลอานฮุย (徽菜 หรือ 徽州菜 ) มาจากรูปแบบการทาอาหารพ้ืนเมืองของภูมิภาคเทือกเขา

Huangshan ในประเทศจีนและมีความคลา้ ยคลึงกบั
อาหารของมณฑลเจียงซู แตเ่ นน้ อาหารทะเลนอ้ ยลง
และสมุนไพรทอ้ งถิ่นหลากหลายชนิด และผกั
มณฑลอานฮุย มีพืชไผแ่ ละเห็ดสด

11

3.4 ชำนตง

อาหารซานตง (鲁菜 ) เป็ นท่ีรู้จกั กนั ทว่ั ไปวา่ เป็น
อาหารหลู่ อาหารมณฑลซานตงทาหน่ึงในส่วนท่ีสาคญั
ที่สุดของอาหารจกั รพรรดิที่มีการกระจายกวา้ งทวั่ ภาคเหนือ
ของจีน อาหารประเภทหลูน้นั ข้ึนชื่อเรื่องความสด เคม็
กรอบและนุ่มละมุน พอ่ ครัวของ Lu มีประสบการณ์ในการ
ดูแลเคร่ืองปรุงของน้าซุปใสและซุปครีม มนั เป็นบนั ทึกท่ีจะ
ไดร้ ับการสนบั สนุนอยา่ งมากจากพระราชวงศใ์ นราชวงศห์
มิงและราชวงศช์ ิง อาหารซานตงมีเทคนิคการทาอาหารที่
หลากหลายและส่วนผสมของอาหารทะเล อาหารพ้ืนเมืองในเมนูทอ้ งถ่ิน ไดแ้ ก่ หอยเป๋ าฮ้ือตุ๋น ปลิงทะเลตุ๋น
ปลาคาร์พเปร้ียวหวาน ไส้หมูตุ๋น และไก่เต๋อโจว (ไก่หมกั ท่ีมีตน้ กาเนิดจากเมืองเต๋อโจว)

3.5 ฝูเจีย้ น

อาหารฝเู จ้ียน (ฮกเก้ียน) (闽菜) ไดร้ ับอิทธิพล
จากตาแหน่งชายฝั่งและภูมิประเทศท่ีเป็นภูเขาของฝเู จ้ียน
อาหาร Woodland เช่นกินเห็ดและหน่อไมถ้ ูกนามาใชย้ งั
เทคนิคการหนั่ มีคุณค่าในอาหารและใชเ้ พื่อเพ่มิ รสชาติ กล่ิน
หอม และเน้ือสัมผสั ของอาหารทะเลและอาหารอ่ืน ๆ อา
หารฝเู จ้ียนมกั จะเสิร์ฟในน้าซุปหรือซุป โดยมีเทคนิคการ
ทาอาหารรวมถึงการเคี่ยว ตุ๋น น่ึง และตม้

12

3.6 เจียงซู
อาหารมณฑลเจียงซู (淮扬菜) เป็นหน่ึงในองคป์ ระกอบ
หลกั ของอาหารจีน ซ่ึงประกอบดว้ ยอาหารฮ่วยอนั หยางโจว
หนานจิง ซูโจว และเจิ้นเจียง เป็นที่นิยมโดยเฉพาะบริเวณ
ตอนล่างของแมน่ ้าแยงซี อาหาร Huaiyang หน่ึงในสี่ประเพณี
อนั ยงิ่ ใหญ่ เป็นอาหารสไตลม์ ณฑลเจียงซู
หลกั สูตรทวั่ ไปของอาหารมณฑลเจียงซู ไดแ้ ก่ เป็ดแหง้ เค็ม
Jinling (อาหารที่มีช่ือเสียงที่สุดของหนานจิง) เน้ือคริสตลั (ส้น
หมูในซอสสีน้าตาลสดใส) ลูกชิ้นปูเปลือกใส (ลูกชิ้นหมูในผงเปลือกปู ไขมนั แต่สด) หยางโจวน่ึง เจอร์ก้ี
สตริป (เตา้ หูแ้ หง้ ไก่ แฮม และใบถวั่ ) เป็ดสามตวั คอมโบ เป็ดแหง้ Farewell My Concubine (เต่านิ่มตุ๋นกบั
ส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ไก่ เห็ด และไวน)์ และปลาแมนดารินเปร้ียวหวาน ( อาหารซูโจว)

3.7 หูหนำน
อาหารหูหนาน (湘菜) เป็นท่ีรู้จกั กนั ดีในเรื่องรสเผด็

ร้อน กลิ่นหอมสดช่ืนและสีเขม้ เทคนิคการทาอาหารทว่ั ไป
ไดแ้ ก่ การตุ๋น การผดั การยา่ งหมอ้ การเค่ียว และการสูบบุหรี่
เน่ืองจากผลผลิตทางการเกษตรสูงในภูมิภาค จึงมีส่วนผสมท่ี
หลากหลายสาหรับอาหารหูหนาน อาหารหูหนานเรียกวา่
Xiangcaiในประเทศจีนเพราะยอ่ ของมณฑลหูหนานเป็นXiang
(湘) อาหารตามแบบฉบบั ของ Hunan Cuisine ไดแ้ ก่ เน้ือ
รมควนั สตูวป์ ลา ซุปก๋วยเตี๋ยว นอกจากความเผด็ แลว้ อาหารหูหนานโดยเฉพาะอาหารตะวนั ตกของหูหนาน
ยงั เนน้ ความเปร้ียวอีกดว้ ย ดงั น้นั ผกั ดองหลายชนิดจึงเป็นที่นิยมในหูหนาน เช่น Douchi เป็นถวั่ เหลืองหมกั
และหมกั เกลือ’

13

3.8 เจ้อเจียง
อาหารเจอ้ เจียง (浙菜 หรือ 浙江菜 ) มา

จากรูปแบบการทาอาหารพ้ืนเมืองของภูมิภาคเจ้
อเจียง จานไมเ่ ยมิ้ กลบั มีรสชาติที่นุ่มละมุนและ
กลิ่นหอมกลมกล่อม
อาหารประกอบดว้ ยอยา่ งนอ้ ยสี่รูปแบบ ซ่ึงแต่ละ
แบบมาจากเมืองต่าง ๆ ในจงั หวดั

 สไตลห์ างโจว โดดเด่นดว้ ยรูปแบบที่
หลากหลายและการใชห้ น่อไม้

 สไตล์ Shaoxing เชี่ยวชาญในสตั วป์ ี กและปลาน้าจืด
 สไตล์ Ningbo เช่ียวชาญดา้ นอาหารทะเล
 สไตลเ์ ซ่ียงไฮท้ ่ีผสมผสานสไตลข์ องเจอ้ เจียงเขา้ ดว้ ยกนั น ข้ึนช่ือในเร่ืองต่ิมซา

14

4. ภูมปิ ระเทศจนี (地形)

ต้งั อยใู่ นเอเชียตะวนั ออก บนฝ่ังตะวนั ตกของมหาสมุทรแปซิฟิ ก มีพ้นื ที่ดินประมาณ 9.6 ลา้ นตาราง
กิโลเมตร เป็นประเทศที่มีพ้ืนที่บนบกมากท่ีสุดเป็นอนั ดบั ที่ 2 ของโลก และถูกพิจารณาวา่ มีพ้นื ท่ีท้งั หมด
ใหญ่ที่สุดเป็นอนั ดบั 3 หรือ 4 ของโลก ความไม่แน่นอนเกี่ยวกบั ขอ้ มูลขนาดน้ีเกี่ยวขอ้ งกบั ความถูกตอ้ งของ
การอา้ งสิทธ์ิเหนือดินแดนของจีน
อยา่ งเช่น อคั สัยจินและดินแดนทรานส์คอรา
คอรัม (ซ่ึงอินเดียอา้ งสิทธ์ิเหนือดินแดนท้งั สอง
ดว้ ยเช่นกนั ) และ วธิ ีการคานวณขนาดท้งั หมด
โดยสหรัฐอเมริกา ซ่ึงหนงั สือความจริงของ
โลกระบุไวท้ ี่ 9,826,630 กม. และสารานุกรมบ
ริตานิการะบุไวท้ ี่ 9,522,055 กม. สถิติพ้ืนท่ีน้ียงั
ไมน่ บั รวมดินแดน 1,000 ตารางกิโลเมตรซ่ึง
ผนวกเขา้ กบั สาธารณรัฐประชาชนจีนโดย
รัฐสภาทาจิกิสถานเม่ือวนั ท่ี 12 มกราคม พ.ศ.
2554 ซ่ึงยตุ ิขอ้ พพิ าทดา้ นดินแดนท่ียาวนานนบั
ศตวรรษ
ประเทศจีนมีอาณาเขตติดต่อกบั 14 ประเทศ
มากกวา่ ประเทศอ่ืนใดในโลก (เทา่ กบั รัสเซีย)
เรียงตามเขม็ นาฬิกาไดแ้ ก่ ประเทศเวยี ดนาม ลาว พมา่ อินเดีย ภูฏาน เนปาล ปากีสถาน อฟั กานิสถาน ทาจิกิ
สถาน คีร์กีซสถาน คาซคั สถาน รัสเซีย มองโกเลีย และเกาหลีเหนือ นอกเหนือจากน้ี พรมแดนระหวา่ ง
สาธารณรัฐประชาชนจีนกบั สาธารณรัฐจีนต้งั อยใู่ นน่านน้าอาณาเขต ประเทศจีนมีพรมแดนทางบกยาว
22,117 กิโลเมตร ซ่ึงยาวที่สุดในโลก

15

ดินแดนจีนต้งั อยรู่ ะหวา่ งละติจูด 18° และ 54° เหนือ และลองติจูด 73° และ 135° ตะวนั ออก
ประกอบดว้ ยลกั ษณะภูมิภาพหลายแบบ ทางตะวนั ออก ตามแนวชายฝั่งท่ีติดกบั ทะเลเหลืองและทะเลจีน
ตะวนั ออก เป็นท่ีราบลุ่มตะกอนน้าพาซ่ึงมีประชากรอาศยั อยกู่ นั อยา่ งหนาแน่นและกวา้ งขวาง ขณะที่ตาม
ชายขอบของท่ีราบสูงมองโกเลียในทางตอนเหนือน้นั เป็นทุ่งหญา้ ตอนใตข้ องจีนน้นั เป็ นดินแดนหุบเขาและ
แนวเทือกเขาระดบั ต่าเป็ นจานวนมาก ทางตอนกลาง-ตะวนั ตกน้นั เป็นสามเหล่ียมปากแม่น้าของแม่น้าสอง
สายหลกั ของจีน ไดแ้ ก่ แม่น้าหวงและแมน่ ้าแยงซี ส่วนแม่น้าอ่ืนที่สาคญั ของจีนไดแ้ ก่ แมน่ ้าซี แม่น้า
โขง แม่น้าพรหมบุตร และแม่น้าอามูร์ ทางตะวนั ตกน้นั เป็นเทือกเขาสาคญั ท่ีโดดเด่นคือ เทือกเขา

หิมาลยั ซ่ึงมีจุดสูงสุดของจีนอยทู่ างคร่ึงตะวนั ออกของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ และท่ีราบสูงอยทู่ า่ มกลางภูมิ
ภาพแหง้ แลง้ อยา่ งเช่น ทะเลทรายทากลามากนั และทะเลทรายโกบี
ประเด็นปัญหาใหญ่ประการหน่ึงคือการขยายตวั อยา่ งต่อเนื่องของทะเลทราย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ทะเลทราย
โกบี ถึงแมว้ า่ แนวตน้ ไมก้ าบ้งั ซ่ึงปลูกไวต้ ้งั แตค่ ริสตท์ ศวรรษ 1970 จะช่วยลดความถ่ีของการเกิดพายทุ ราย
ข้ึนได้ แต่ภยั แลง้ ที่ยาวนานข้ึนและวธิ ีการทางเกษตรกรรมที่เลวส่งผลทาใหเ้ กิดพายฝุ ่ นุ ข้ึนทางตอนเหนือของ
จีนทุกฤดูใบไมผ้ ลิ จากน้นั จึงแพร่กระจายต่อไปยงั ส่วนอ่ืนของเอเชียตะวนั ออก รวมท้งั เกาหลีและญ่ีป่ ุน ตาม
ขอ้ มูลของสานกั งานสิ่งแวดลอ้ มจีน (SEPA) ประเทศจีนกาลงั กลายสภาพเป็นทะเลทรายราว 4,000 กม. ต่อ
ปี น้า การกดั เซาะ และการควบคุมมลพิษไดก้ ลายมาเป็นประเด็นที่สาคญั ในความสมั พนั ธ์ของจีนกบั
ต่างประเทศ ธารน้าแขง็ ที่กาลงั ละลายในเทือกเขาหิมาลยั ยงั ไดน้ าไปสู่การขาดแคลนน้าในประชากรจีนนบั
หลายร้อยลา้ นคน

16

ประเทศจีนมีสภาพภูมิอากาศส่วนใหญเ่ ป็ นฤดูแลง้ และฤดูมรสุมช้ืน ซ่ึงทาใหเ้ กิดความแตกต่าง
ระหวา่ งอุณหภูมิในฤดูหนาวและฤดูร้อน ในฤดูหนาว ลมทางเหนือซ่ึงพดั ลงมาจากละติจูดสูงทาใหเ้ กิดความ
หนาวเยน็ และแหง้ แลง้ ขณะที่ในฤดูร้อน ลมทางใตซ้ ่ึงพดั มาจากพ้นื ท่ีชายฝ่ังทะเลท่ีละติจูดต่าจะอบอุ่นและ
ชุ่มช้ืน ลกั ษณะภูมิอากาศในจีนแตกตา่ งกนั มากในแตล่ ะพ้ืนท่ี เน่ืองจากภูมิลกั ษณ์อนั กวา้ งขวางและซบั ซอ้ น
ของประเทศ

4.1 ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ

จีนเป็นหน่ึงใน 17 ประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และต้งั อยใู่ นสองเขตชีวภาพ
สาคญั ของโลก เขตชีวภาพพาลีอาร์กติกและเขตชีวภาพอินโดมาลายา โดยการนบั จานวนชนิดของสตั วแ์ ละ
พชื มีท่อน้าเล้ียง มีมากกวา่ 34,687 สายพนั ธุ์ ทาใหจ้ ีนเป็นประเทศท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพมากเป็น
อนั ดบั สามของโลก รองจากบราซิลและโคลอมเบีย ในเขตพาลีอาร์กติกพบสัตวเ์ ล้ียงลูกดว้ ยน้านมอยา่ งเช่น
มา้ อูฐ สมเสร็จ และหนูเจอร์บวั ส่วนสปี ชีส์ท่ีพบในเขตอินโดมาลายาเช่น แมวดาว ตุ่นพงสาลี กระแต ไป
จนถึงลิงและเอปหลายสปี ชีส์ สตั วบ์ างชนิดพบในเขตชีวภาพท้งั สองเน่ืองจากการแพร่พนั ธุ์ตามธรรมชาติ
และการอพยพ และกวางหรือแอนติโลป หมี หมาป่ า สุกรและสตั วฟ์ ันแทะสามารถพบไดใ้ นทุก
สภาพแวดลอ้ มทางภูมิอากาศและภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกนั แพนดา้ ยกั ษท์ ี่มีช่ือเสียงน้นั พบไดใ้ นบริเวณจากดั
ตามแม่น้าแยงซี ประเทศจีนกาลงั ประสบปัญหาท่ีกาลงั ดาเนินอยใู่ นดา้ นการคา้ สปี ชีส์ใกลส้ ูญพนั ธุ์ ถึงแมว้ า่
ปัจจุบนั จะมีกฎหมายหา้ มกิจกรรมดงั กล่าวแลว้ กต็ าม

17

ประเทศจีนมีป่ าหลายประเภท ขอบเขต
ทางตะวนั ออกเฉียงเหนือและตะวนั ตกเฉียงเหนือ
น้นั มีภูเขาและป่ าสนเขตอากาศหนาว ซ่ึงเป็นท่ี
อยอู่ าศยั ของสตั วบ์ างสปี ชีส์ รวมไปถึง มูสและ
หมีดาเอเชีย นอกจากน้ียงั มีนกอีกราว 120 ชนิด
ป่ าสนช้ืนมีช้นั ไมพ้ ุม่ เป็นไผ่ แทนที่โดยกุหลาบ
พนั ปี กลุ่มไมจ้ าพวกสนและยวิ บนภูเขาที่สูงกวา่
ป่ าใตเ้ ขตร้อน ซ่ึงพบมากทางตอนกลางและตอนใตข้ องจีน พบพรรณพชื จานวนน่าพิศวงถึง 146,000 สปี ชีส์
ป่ าฝนเขตร้อนและป่ าดิบแลง้ ซ่ึงถึงแมว้ า่ จะมีขอบเขตเพียงมณฑลยนู นานและเกาะไหหนาน แต่มีพรรณพชื
และพนั ธุ์สัตวค์ ิดเป็นหน่ึงในส่ีของท้งั หมดท่ีพบในประเทศจีน

4.2 ส่ิงแวดล้อม
ประเทศจีนมีการวางกฎขอ้ บงั คบั ที่เกี่ยวขอ้ งกบั ธรรมชาติบางฉบบั เช่น กฎหมายป้องกนั

ส่ิงแวดลอ้ ม พ.ศ. 2522 ซ่ึงส่วนใหญ่ยดึ แบบมาจากกฎหมายสหรัฐอเมริกา แต่ส่ิงแวดลอ้ มยงั คงเสื่อมโทรม
ลงอยา่ งต่อเน่ือง ขณะท่ีขอ้ บงั คบั น้นั ค่อนขา้ งที่จะเขม้ งวด แต่การบงั คบั ใชก้ ฎหมายเหล่าน้ียงั คงไมค่ ่อยดีนกั
เนื่องจากชุมชนหรือรัฐบาลทอ้ งถ่ินมกั จะปล่อยปละละเลยอยบู่ ่อยคร้ัง ขณะที่มุ่งใหค้ วามสนใจกบั การพฒั นา
เศรษฐกิจมากกวา่ หลงั จากกฎหมายมีผลใชบ้ งั คบั มานาน 12 ปี มีนครเพียงแห่งเดียวในจีนเทา่ น้นั ที่กาลงั มี
ความพยายามท่ีจะบาบดั น้าเสีย

18

4.3 อุณหภูมิ

สภาพอากาศของประเทศจีนส่วนใหญย่ ดึ ตามสภาพอากาศในเขตภาคเหนือที่ไดร้ ับอิทธิพลจากลม
มรสุม โดยในเดือนกนั ยายนและตุลาคมไปจนถึงเดือนมีนาคมและเมษายนของปี ถดั ไป จะไดร้ ับลมมรสุม
จากที่ไซบีเรียและท่ีราบสูงมองโกเลียพดั เขา้ สู่ประเทศจีน ทาใหอ้ ากาศแหง้ และหนาวเยน็ และทาใหอ้ ุณหภูมิ
แตกตา่ งกนั ถึง 40 องศาเซลเซียส ระหวา่ งทางเหนือกบั ทางใตข้ องประเทศอุณหภูมิในฤดูหนาวจะอยทู่ ่ี
ระหวา่ ง 5 -18 องศาเซลเซียส ซ่ึงหนาวกวา่ ประเทศอ่ืน ๆ ที่อยใู่ นเส้นละติดจูดเดียวกนั ในฤดูร้อนน้นั ลม
มรสุมพดั จากมหาสมุทรเขา้ สู่แผน่ ดินจึงนาเอาความอบอุ่นและความชุ่มช้ืนมาจึงก่อใหเ้ กิดฝนตก

ภูมิอากาศในแต่ละภาคมีความแตกตา่ งกนั อยา่ งมาก อยา่ งทางเหนือของไฮหลงเจียงซ่ึงอยทู่ างภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศไม่มีฤดูร้อน ที่เกาะไห่หนานหรือไหหลาทางใตม้ ีฤดูร้อนอนั ยาวนานแตไ่ ม่
มีฤดูหนาว ท่ีลุ่มน้าฮวา่ ยเหอมีครบท้งั 4 ฤดู ส่วนในทางตะวนั ตกของประเทศแถบท่ีราบสูงชิงไห่ – ทิเบตจะ
มีหิมะปกคลุมตลอดท้งั ปี ทางตอนใตแ้ ถบท่ีราบสูงหยนุ หนานกยุ้ โจวมีอากาศเยน็ สบายเหมือนฤดูใบไมผ้ ลิต
ลอดท้งั ปี เช่นกนั ดา้ นปริมาณน้าฝนต่อปี กแ็ ตกต่างกนั ตามแต่ละภูมิภาคเช่นกนั เช่นปริมาณน้าฝนต่อปี สูงถึง
1,500 มิลลิเมตร ในแถบชายฝั่งตะวนั ออกเฉียงใต้ และลดลงเหลือแค่ 50 มิลลิเมตร ในแผน่ ดินตอนในใน
ภาคตะวนั ตกเฉียงเหนือ

19

สรุป ประเทศจีนเป็นประเทศที่ใหญม่ ีประชากรอาศยั อยมู่ าก มีการเปล่ียนแปลงทางดา้ นประชากรอยตู่ ลอด
วฒั นธรรมในแต่ละพ้นื ท่ีแตกต่างกนั มีผคู้ นหลากหลายเชื่อชาติ หลากหลายศาสนาอาศยั อยใู่ นประเทศจีน
แผน่ ดินใหญแ่ ห่งน้ี ประเทศจีนยงั เป็นประเทศท่ีมีเอกลกั ษณ์ในตวั เอง นอกจากน้ีจีนยงั มีความโดดเด่นใน
ดา้ นของอาหารแต่ละพ้ืนที่ ท่ีแตกต่างกนั นนั่ กค็ ืออาหารจีนท้งั แปดตระกลู และเนื่องจากเป็นประเทศที่มี
พ้นื ที่กวา้ งใหญ่ภูมิประเทศก็แตกต่างกนั ไป มีความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดลอ้ ม รวมไปถึงอุณหภูมิ

คำถำมท้ำยบท
1.โครงสร้ำงประชำกรจีนแบ่งตำมอะไรบ้ำง
2. นโยบำยพืน้ ฐำนเกยี่ วกบั ปัญหำทำงชนชำตทิ ส่ี ำคญั ได้แก่อะไรบ้ำง
3. ประชำกรจีนส่วนใหญ่นับถือศำสนำอะไร มนี ิกำยอะไรบ้ำง
4. 八大菜系 มอี ะไรบ้ำง
5.ภำษำท้องถน่ิ ในประเทศจีนทย่ี งั ใช้ในปัจจุบนั มอี ะไรบ้ำง

20

บทที่ 2
ชนชำติจนี

21 21

บทที่ 2 ชนชำตจิ ีน

1. ชนชำตจิ นี 56 ชนเผ่ำ

จีนเป็นประเทศที่มีหลากหลายชนเผา่ ดารงอยดู่ ว้ ยกนั กระจดั กระจายอยทู่ วั่ ประเทศเป็ นจานวนมาก
ถึง 56 ชนเผา่ รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุวา่ ชนเผา่ ตา่ ง ๆ ในจีนมีความเสมอภาคเท่า
เทียมกนั รัฐบาลจีนจะประกนั สิทธิและผลประโยชนอ์ นั ชอบธรรมของชนกลุ่มนอ้ ยทุกกลุ่ม ท้งั ยงั ปกป้อง
และพฒั นาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งชนเผา่ ตา่ ง ๆ อยา่ งเสมอภาคเท่าเทียมกนั ใหค้ วามช่วยเหลือเก้ือกูลซ่ึงกนั
และกนั โดยไมเ่ ลือกปฏิบตั ิหรือกดข่ีชนเผา่ ใด ชนเผา่ ต่าง ๆ ของจีนตอ้ งเรียนรู้เขา้ ใจกนั รู้จกั เคารพใหเ้ กียรติ
กนั คอยช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั และอยดู่ ว้ ยกนั อยา่ งสนิทสนมกลมกลืน

ในจีนเม่ือเปรียบเทียบกบั ชนเผา่ ฮนั่ แลว้ ชนเผา่ อ่ืน ๆ อีก 55 ชนเผา่ ของจีนมีประชากรจานวนค่อนขา้ ง
นอ้ ย จึงเรียกโดยรวมวา่ ชนกลุ่มนอ้ ย ท้งั น้ี จากผลสารวจประชากรทว่ั ประเทศจีนคร้ังล่าสุดพบวา่ ปัจจุบนั ชน
เผา่ ฮน่ั ในจีน มีประชากรประมาณ 1,286,310,000 คน คิดเป็น 91.11% ของประชากรท้งั หมด ส่วนประชากร
ชนกลุ่มนอ้ ยมี 125,470,000 คน คิดเป็ น 8.89% ของประชากรท้งั หมด

จีนใหค้ วามสาคญั กบั การขจดั ช่องวา่ งและความไมเ่ ขา้ ใจระหวา่ งชนเผา่ ต่าง ๆ พยายามเพิ่มพนู ความ
ไวว้ างใจ ความสามคั คี ใหช้ นเผา่ ตา่ ง ๆ ไปมาหาสู่ แลกเปล่ียนความเห็นและผสมผสานกนั ใหม้ ากยง่ิ ข้ึน ซ่ึง
ทุก 4 ปี จะมีการจดั งานแสดงนาฏศิลป์ ชนกลุ่มนอ้ ยทวั่ ประเทศ และทุก 5 ปี จะมีการจดั แข่งกีฬาด้งั เดิมของชน
กลุ่มนอ้ ยทว่ั ประเทศ เดือนพฤษภาคม กรกฎาคม และกนั ยายนของทุกปี เป็นเดือนกระชบั ความสามคั คี
ระหวา่ งชนเผา่ ของเขตซินเจียง, จงั หวดั เฉียนตงหนนั มณฑลกยุ้ โจว, เขตมองโกเลียใน กบั จงั หวดั ปกครอง
ตนเองชนเผา่ เกาหลีเหยยี นเปี ยน มณฑลจี๋หลิน ตามลาดบั โดยจะมีการคดั เลือกบุคคลหรือกลุ่มตวั อยา่ งท่ีมี
ผลงานดีเด่นดา้ นการส่งเสริมเชิดชูความสามคั คีระหวา่ งชนเผา่ ประจาปี ในเมืองโบราณหลงอู้ อาเภอถงเห
ริน จงั หวดั ปกครองตนเองชนเผา่ ทิเบตหวงหนาน มณฑลชิงไห่ มีถนนพาณิชยเ์ ก่าแก่โบราณสายหน่ึง ซ่ึง
เป็นชุมชนท่ีอยอู่ าศยั ของชนเผา่ ทิเบต ชนเผา่ ฮนั่ ชนเผา่ ถู่ ชนเผา่ มองโกเลีย และชนเผา่ ซาลา เป็นตน้ เมืองน้ี
เป็นจุดสาคญั บนเส้นทางคา้ ใบชาเม่ือทศวรรษ 1880 ซ่ึงชนเผา่ ตา่ ง ๆ ไดท้ าการคา้ ขายอยา่ งกลมกลืนมาตลอด
ต้งั แต่โบราณ

22

1.1 เชื้อชำติฮ่ัน

ชนชาติฮนั่ เป็นประชากรส่วนใหญใ่ นประเทศจีน ผลสารวจจานวนประชากรในปลาย
คริสตศ์ ตวรรษท่ี 20 พบวา่ มีชาวฮนั่ ราว 1,200 ลา้ นคนอาศยั ในประเทศจีน และนบั เป็ นกลุ่มชนชาติที่ใหญ่
ที่สุดในโลกดว้ ย มีหลกั ฐานวา่ ชาวฮน่ั ถือกาเนิดมาต้งั แตส่ มยั จกั รพรรดิหวงต้ี (黄帝) อาศยั อยใู่ นแถบ
ดินแดนจงหยวน และกระจายอยทู่ ว่ั ประเทศจีนมายาวนานกวา่ 5,000 ปี นบั ต้งั แต่สมยั เซ่ีย ซาง โจว ชุนชิว-
จ้นั กว๋ั จนมาเริ่มเป็นปึ กแผน่ ในสมยั ฉินและฮน่ั สมยั ฮนั่ นี่เองท่ีเริ่มมีคาเรียก ‘ชนชาติฮน่ั ’ ซ่ึงเป็นกลุ่มชนที่มี
ความเชื่อตามแบบลทั ธิเต๋า ชาวฮน่ั มีกิจกรรมดา้ นการเกษตรและหตั ถกรรมที่เจริญกา้ วหนา้ อีกท้งั มีการ
ประดิษฐเ์ ครื่องสาริด การทกั ทอ เคร่ืองเคลือบดินเผา สถาปัตยกรรม และศิลปะการวาดภาพ ท่ีเป็นหนา้ ตา
ของชนชาติมาต้งั แต่ยคุ โบราณ นอกจากน้ียงั รวมถึงผลงานวรรณกรรมรูปแบบต่างๆท่ีเป็นท่ียอมรับไปทว่ั
ดว้ ย และท่ีลืมไมไ่ ดก้ ็คือการเป็นชนกลุ่มแรกของโลกท่ีคน้ พบและสร้างสรรคส์ ่ิงประดิษฐ์ 4 อยา่ ง คือ
กระดาษ เทคนิคการพมิ พ์ เข็มทิศ และดินปื น บุคคลสาคญั เช้ือสายฮน่ั ในแผน่ ดินจีนไมว่ า่ จะเป็นนกั ทฤษฎี
นกั ปฏิวตั ิ นกั การเมือง กวี ศิลปิ นต่าง ๆ ที่ถูกจารึกนามในหนา้ ประวตั ิศาสตร์จีนและของโลกท่ีเรารู้จกั กนั ดี
ไดแ้ ก่ ดร.ซุนยตั เซ็น เหมาเจ๋อตง โจวเอินไหล หลิวเส้าฉี จูเต๋อ เติง้ เส่ียวผงิ หลู่ซวนิ่ ฯลฯ ลว้ นเป็นชาวฮนั่ ท่ี
สร้างคุณูปการต่อลูกหลานชนชาวฮนั่ ในวนั น้ีและยงั รวมถึง ขงจ๊ือ ปรัชญาเมธีผเู้ รืองนามของจีน เป็นเวลา
เน่ินนานหลายร้อยปี ท่ีแนวคิดของขงจื๊อซ่ึงเป็นรากฐานคุณธรรมคาสอนของชาวฮนั่ ไดแ้ ผอ่ ิทธิพลไปทว่ั
ทวปี เอเชียตะวนั ออก (East-Asia)ชาวฮนั่ มีวนั สาคญั ทางประเพณีไดแ้ ก่ เทศกาลตรุษจีน เทศกาลหยวนเซียว
เช็งเมง้ เทศกาลไหวพ้ ระจนั ทร์ (จงชิวเจ๋ีย) เป็นตน้ ชาวฮนั่ มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็ นของตนเองเรียกวา่
ภาษาฮนั่ (ฮน่ั อี่ว)์ มีตวั อกั ษรเรียกวา่ อกั ษรฮนั่ (ฮนั่ จ้ือ) ซ่ึงยงั แบ่งเป็นภาษาถ่ินอีกหลายภาษา อาทิ ภาษาถิ่น
ทางภาคเหนือ ภาษากวางตุง้ ภาษาแคะ ภาษาถ่ินแถบเซี่ยเหมิน ภาษาถ่ินฮกเก๊ียนภาษาถิ่นแถบเซ่ียงไฮ-้ เจียง
ซู-เจอ้ เจียง ภาษาถ่ินแถบหูหนนั และภาษาถ่ินแถบเจียงซี

ในสมยั ราชวงศช์ ิงตอนปลาย เป็นยคุ สมยั ที่สญั ญาขายชาติหลายฉบบั ไดร้ ับการลงนามโดย
ขา้ ราชการผูโ้ กงกินที่สงครามฝิ่นปะทุข้ึนเม่ือปี ค.ศ. 1840 และเป็นช่วงเวลาใกลเ้ คียงกบั ที่ลทั ธิจกั รวรรดินิยม
ยาตราเขา้ สู่ดินแดนจงหยวน เม่ือกองทพั ทหาร 8 ชาติบุกเขา้ ประเทศจีนในปี ค.ศ. 1900 และเป็นยคุ เขญ็ ของ
ชาวจีนที่ถูกตราหนา้ จากชาวโลกวา่ เป็น ‘ข้ีโรคแห่งเอเชีย’ บา้ ง ‘ทหารผมเปี ย’ บา้ ง หรือแมแ้ ต่ลอ้ เลียนการ
แต่งกายชุดยาวกลอมขอ้ เทา้ กบั ชุดขี่มา้ แบบชาวแมนจูการรุกรานจากมหาอานาจตะวนั ตก ความฟอนเฟะของ
ราชสานกั ชิง ประกอบกบั ความอ่อนแอของชาวจีนไดส้ ร้างความคบั แคน้ ใจใหแ้ ก่ ดร. ซุน อยา่ งใหญห่ ลวง
ท่านไดร้ วบรวมกลุ่มคนผูร้ ักชาติข้ึนเพื่อขบั ไล่ตา่ งชาติ และปรารถนาท่ีจกั เสริมสร้างความเป็นชาติข้ึนมา
ใหม่ ภายหลงั การเสียสละเลือดเน้ือของเหล่าวีรชนท้งั หลาย ชาวจีนกป็ ระสบชยั ชนะสามารถลม้ ลา้ งราช
สานกั ชิงในการปฏิวตั ิซินไฮ่ เม่ือปี ค.ศ. 1911 และก่อต้งั เป็ นสาธารณรัฐ โดยมีทา่ น ดร. ซุนยตั เซ็น ดารง
ตาแหน่งประธานาธิบดีคนแรก นบั จากน้นั ดร. ซุนไดร้ ิเริ่มระบบการปกครอง ปฏิรูปเศรษฐกิจและกฎหมาย

23

ต่าง ๆ และใหต้ ดั หางเปี ยที่ชาวจีนเคยไวอ้ อกเสียท้งั ยงั ออกแบบชุดประจาชนชาติเสียใหม่ โดยมอบหมายให้
ร้านเส้ือที่เซ่ียงไฮ้ เป็นผตู้ ดั เยบ็ และใหช้ ื่อชุดตามช่ือของท่านวา่ ‘จงซนั ’ ซ่ึงไดก้ ลายเป็นชุดท่ียอมรับใน
สมยั น้นั วา่ เป็นชุดของชนชาวฮน่ั ชุดจงซนั น้ีออกแบบโดยรับอิทธิพลมาจากชุดของตะวนั ตก เส้ือเป็นเส้ือคอ
ปกต้งั กระดุม 5-7 เมด็ มีกระเป๋ า 4 ใบ ท้งั บนล่างซา้ ยขวา กระเป๋ าล่างขยายไดส้ ามารถใส่หนงั สือหรือสิ่งของ
ไดต้ ามชอบใจ ส่วนกางเกงผา่ ดา้ นหนา้ มีกระดุมลบั ดา้ นขา้ งซา้ ยขวามีกระเป๋ าลบั และจบั จีบที่เอว ดร. ซุน
เป็นผนู้ าการสวมใส่ชุดจงซนั น้ีดว้ ยตวั ท่านเองไม่วา่ ในโอกาสไหน ๆ และไดร้ ับความนิยมจากชาวฮน่ั อยา่ ง
กวา้ งขวาง เนื่องจากมีความเป็นสากล สง่างาม เหมาะกบั ประโยชนใ์ ชส้ อย และสวมใส่สะดวกสบาย
นอกจากน้ียงั สามารถใชว้ สั ดุในการตดั เยบ็ ไดห้ ลายแบบเพ่ือโอกาสใชส้ อย ต่าง ๆ กนั ปัจจุบนั ชุดจงซนั ยงั
เป็นชุดทางการที่นิยมในหมู่สุภาพบุรุษนกั การเมือง และประชาชนจีนทุกสาขาอาชีพ (สาหรับสตรีนิยมสวม
ชุดกี่เพา้ ของชาวแมนจู)

1.2 ชนชำติแมนจู

แมนจูหรือหมนั จู่ กระจายอยูต่ าม
ทอ้ งท่ีต่างๆของทวั่ ประเทศจีน โดยเฉพาะ
มณฑลเหลียวหนิงมีจานวนมากที่สุด ชน
ชาติแมนจูใชภ้ าษาแมนจู ซ่ึงอยใู่ นตระกลู
ภาษาAltaic เนื่องจากไดอ้ ยอู่ าศยั ปะปนกบั
ชนชาติฮนั่ เป็นเวลานาน และมีการติดต่อไป
มาหาสู่กนั อยา่ งใกลช้ ิด ปัจจุบนั ชนชาติแมน
จูนิยมจึงเคยชินกบั การใชภ้ าษาฮนั่ มีแต่
หมู่บา้ นที่อยตู่ ามเขตชายแดนจานวนนอ้ ยท่ี
ยงั คงใชภ้ าษาแมนจูอยบู่ า้ ง นอกจากน้ีกม็ ี
ผสู้ ูงอายบุ างคนท่ียงั พูดภาษาแมนจูได้ ชน
ชาติแมนจูนบั ถือศาสนาส่าหมนั ที่มีเทพเจา้
หลายองค์ ชนชาติแมนจูเป็ นชนชาติที่มี
ประวตั ิอนั ยาวนานชนชาติหน่ึง สืบ
ยอ้ นหลงั ไปไดถ้ ึง 2000 กวา่ ปี ก่อนบรรพบุรุษของชนชาติแมนจูดารงชีวติ อยใู่ นพ้นื ที่กวา้ งใหญล่ ุ่มบริเวณ
ตอนกลางและตอนตน้ ของแมน่ ้าเฮยหลุงเจียงและลุ่มแมน่ ้าอูซูหล่ีเจียงซ่ึงต้งั อยทู่ างเหนือของภูเขาฉางไป๋
ซานในภูมิภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือของจีนมาโดยตลอด ศตวรรษที่12 ชนชาติแมนจูซ่ึงสมยั น้นั ยงั เรียกวา่
ชนชาติ “ วเี่ จิน”ไดส้ ถาปนาราชวงศจ์ ินข้ึน ค.ศ1583 หนูเอ่อร์ฮาชื่อไดร้ วมชนเผา่ ตา่ งๆเป็นเอกภาพ จดั ต้งั
ระบบ “8 ธง” และสร้างภาษาแมนจูข้ึน เมื่อค.ศ.1635 ต้งั ชื่อของชนชาติตนวา่ เป็ น “แมนจู” เมื่อค.ศ.1636
หวงไท่จี๋ซ่ึงเป็นบุตรชายของนูเอ่อร์ฮาชื่อข้ึนครองราชย์ เปล่ียนช่ือประเทศเป็ น “ชิง” ค.ศ.1644 ทหาร

24

ราชวงศช์ ิงบุกเขา้ กาแพงเมืองจีน ราชวงศช์ ิงกลายเป็นราชวงศศ์ กั ดินาที่เป็นเอกภาพและมีรัฐบาลกลางครอง
อานาจราชวงศส์ ุดทา้ ยของจีน ภายหลงั การปฏิวตั ิซิงไห่ ค.ศ.1911 จึงไดต้ ้งั ช่ือของชนชาติแมนจูเป็น”หมนั จู๋”
อยา่ งเป็นทางการ ชนชาติแมนจูไดส้ ร้างคุณูปการอนั ใหญ่หลวงในการรวมจีนเป็นเอกภาพ ขยายอาณาเขต
ดินแดนของจีนใหก้ วา้ งขวางออกไปและการพฒั นาเศรษฐกิจและวฒั นธรรม

1.3 ชนชำติมองโกล

มีประชากรกวา่ 5 ลา้ น 8 แสนคน ท่ี
สาคญั อยรู่ วม ๆ กนั ที่เขตปกครองตนเอง
มองโกเลียในตลอดจนจงั หวดั และอาเภอ
ปกครองตนเองในมณฑลหรือเขตปกครอง
ตนเองต่าง ๆ เช่น เขตซินเกียง มณฑลชิงไห่ กนั ซู่
เฮยหลงเจียง จ๋ีหลินและเหลียวหนิง เป็ นตน้ ชน
ชาติมองโกลใชภ้ าษามองโกลที่สงั กดั ตระกลู
ภาษา อลั ไต คาวา่ มองโกลมีข้ึนก่อนท่ีสุดเมื่อ
สมยั ราชวงศถ์ าง เวลาน้นั เป็ นเพียงช่ือเผา่ ชนหน่ึง
ในบรรดาเผา่ ชนตา่ ง ๆ จานวนมากของชาวมอง
โกลแหล่งเกิดของเผา่ ชนน้ีอยทู่ ่ีเขตฝ่ังตะวนั ออก
แมน่ ้าเออร์กนู า ต่อมาคอ่ ย ๆ ยา้ ยไปสู่ทาง
ตะวนั ตกระหวา่ งเผา่ ชนต่าง ๆ พากนั ปลน้ สะดม
ประชากร สัตวเ์ ล้ียงและสินทรัพยจ์ นไดเ้ กิด
สงครามระหวา่ งเผา่ ชนต่าง ๆ อยา่ งไม่มีท่ีสิ้นสุด
เม่ือปี 1206 เถ่ียมูเ่ จินไดร้ ับการสนบั สนุนเป็ นมหาราชชาวมองโกล ช่ือเจงกิสข่านและไดส้ ถาปนาประเทศ
มองโกเลียข้ึน หลงั จากน้นั ท่ีภาคเหนือของจีน ก็มีชนชาติหน่ึงอนั เขม้ แขง็ เกรียงไกร มีความมนั่ คงและไดร้ ับ
การพฒั นาอยา่ งไม่หยดุ ย้งั ปรากฏข้ึนเป็นคร้ังแรกนนั่ ก็คือชนชาติมองโกล ตอ่ มาเจงกิสข่านไดร้ วมเผา่ ชน
ตา่ ง ๆ ตลอดจนทวั่ ประเทศจีนเขา้ เป็ นเอกภาพและไดส้ ถาปนาราชวงศห์ ยวนข้ึน ชาวมองโกล ส่วนมากนบั
ถือศาสนาลามะ ชนชาติมองโกลเคยสร้างคุณูปการอนั สาคญั ในดา้ นการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ
วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปฏิทินและดาราศาสตร์ แพทยศาสตร์ตลอดจนดา้ นอื่น ๆ ของจีน

25

1.4 ชนชำติจ้วง
เป็ นชนชาติหน่ึงท่ีมีประชากรมากที่สุดในบรรดาชน

ชาติส่วนนอ้ ยของจีน ที่สาคญั อยรู่ วม ๆ กนั ในเขตปกครอง
ตนเองชนชาติจว้ งแห่งกวา่ งซีในภาคใตข้ องจีนใชภ้ าษาจว้ งท่ี
สงั กดั ตระกูลภาษาฮ้นั และภาษาอินเดีย ชนชาติจว้ งเป็นชาว
พ้ืนเมืองในภาคใตข้ องจีนท่ีมีประวตั ิยาวนาน บรรพบุรุษของ
ชาวจว้ งอยใู่ นภาคใตข้ องจีนต้งั แต่หลาย หมื่นปี ก่อน เมื่อปี 1958
เขตปกครองตนเองชนชาติจว้ งแห่งกวา่ งซีไดส้ ถาปนาข้ึน ชาว
จว้ งส่วนใหญท่ าการผลิตทางการเกษตร ที่สาคญั ปลูกขา้ วจา้ ว
และขา้ วโพด ชาวจว้ ง ชอบร้องเพลง บา้ นเกิดชาวจว้ งจึงไดร้ ับ
สมญานามวา่ เป็นมหาสมุทรแห่งเพลง ผา้ ดิ้นลายปักอนั
สวยงามเป็นเคร่ืองศิลปะหตั ถกรรมที่มีมาแต่ด้งั เดิมของชาวจว้ ง
เม่ือก่อนชาวจว้ งส่วนมากบูชาธรรมชาติและศาสนาบุพกาลที่มี
หลายเจา้ หลงั สมยั ราชวงศถ์ างและราชวงศซ์ อ้ ง ศาสนาพุทธ
และศาสนาเต๋าไดแ้ พร่เขา้ สู่เขตชาวจว้ งตามลาดบั เม่ือยคุ ใกล้
ศาสนา คริสตแ์ ละศาสนาโรมนั คาทอริกกไ็ ดแ้ พร่เขา้ สู่เขตชาว
จว้ งเช่นกนั แตม่ ีอิทธิพลไมม่ าก

26

1.5 ชนชำติทเิ บต

เป็นประชาชนส่วนใหญข่ อง
ทิเบต ภาษาของชนชาติทิเบตเป็นภาษา
สาขายอ่ ยภาษาทิเบตของสายภาษาจีน-
ทิเบต ชนชาติทิเบตดาเนินชีวติ ดว้ ย
การเกษตรและการปศุสตั ว์ เป็นหลกั
ส่วนชาวเมืองส่วนใหญ่จะทาหตั ถกรรม
อุตสาหกรรมและการพาณิชยกรรม ชาว
ทิเบตนบั ถือศาสนาพทุ ธนิกายทิเบต
ชาวทิเบตมีนิสัยร่าเริงและมีความถนดั
ในการร้องเพลงและเตน้ รา เพลงทิเบต
ไพเราะมาก เวลาร้องเพลงจะเตน้ ราดว้ ย
เส่ือผา้ ชุดประจาชนชาติทิเบตคือ
ขา้ งบนใส่เส้ือแขนยาวท่ีทาดว้ ยผา้ ไหม
หรือผา้ ฝ้าย ผชู้ ายจะใส่เส้ือคลุมยาวตวั
กวา้ งไวข้ า้ งนอก ส่วนผหู้ ญิงใส่เส้ือคลุม
ยาวท่ีไม่มีแขนและใส่สายคาดเอว ใน
เอวผหู้ ญิงที่แต่งงานแลว้ จะใส่ผา้ คลุม
ผนื ยาวท่ีมีสีสันหลากหลายเพิ่มใน
ดา้ นหนา้ ไมว่ า่ ผชู้ ายหรือผหู้ ญิงชาวทิเบตต่างก็ไวห้ างเปี ยและชอบใส่เคร่ืองแต่งกายแบบต่างๆ ในพ้ืนที่ท่ี
ตา่ งกนั ของทิเบต เส้ือผา้ และเครื่องแตง่ กายกจ็ ะแตกต่างกนั ไปดว้ ย อาหารหลกั ของชาวทิเบตคือ จนั บา(
ทาดว้ ยขา้ วสาลีบนที่ราบสูงและถว่ั ลนั เตา) ชอบดมชาเนย น้าชาใส่นมและเหลา้ ที่ทาดว้ ยขา้ วสาลีบนท่ี
ราบสูง และชอบกินเน้ือววั และเน้ือแพะ ในสมยั โบราณผูท้ ่ีอาศยั อยทู่ ี่ราบสูงทิเบตเมื่อตายลงมกั นิยมฝังดว้ ย
ดิน แตป่ ัจจุบนั ชาวทิเบตนิยมฝังโดยทองฟ้าเผาศพหรือฝังศพในน้า

27

2. ชำวจนี โพนทะเล

ประเทศจีนมีเน้ือที่รวม 9.6 ลา้ นตารางกิโลเมตร โดยมีพ้ืนที่ทางบกยาวถึง 2 หมื่นกิโลเมตร และ
เส้นทางน้ายาว 1.8 หมื่นกิโลเมตร นบั ไดว้ า่ เป็ นประเทศท่ีมีอาณาเขตกวา้ งขวางที่สุดประเทศหน่ึงของโลก
ดว้ ยประเทศจีนกวา้ งใหญไ่ พศาล ประชากรที่อาศยั อยใู่ นประเทศก็มีหลากหลายกลุ่มชน มีชนกลุ่มนอ้ ยมาก
ถึง 55 ชนชาติ และรวมท้งั ชนชาติฮนั่ (คือพวกท่ีเรียกตนเองวา่ จีน) อีกเป็ น 56 ชนชาติ เน่ืองจากชาวฮน่ั มี
จานวนประชากรมากถึง 92% ของประชากรท้งั หมดในประเทศจีน จึงนบั ไดว้ า่ ชาวฮนั่ เป็นเจา้ ของประเทศ
สาหรับชนกลุ่มนอ้ ยที่มีจานวนต้งั แต่ 10 ลา้ นคนข้ึนไปกม็ ีชนชาติจว้ ง (僮) ในมณฑลกวางสี และมีจานวน
ประชากรมากกวา่ 1 ลา้ นคนข้ึนไปกม็ ีชนชาติหุย (回), ซ่ึงเป็นพวกมุสลิม พวกเหวยอู๋เอ่อร์ (维吾尔)
พวกน้ีอยทู่ างภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือของจีน พวกอี๋ (彝) พวกแมว้ (苗) ที่มณฑลยนู นาน กวางสี กุย้ โจว
พวกหมา่ น (满) หรือพวกแมนจูที่อยทู่ างเหนือ พวกจ้งั (藏)หรือพวกทิเบต ในมณฑลยนู นาน เสฉวน และ
ท่ีราบสูงทิเบต หรือพวกชนเผา่ ปู้อี ตง้ เยา้ ไป๋ ฮานี ไต (ไท) (布依, 侗,瑶,白,哈尼,
傣) ที่มณฑลยนู นาน กวางตุง้ กวางสี กยุ้ โจว เป็นตน้

2.1 ชำวจีนในประเทศไทย

ชาวจีนในประเทศไทย คือชาวจีนท่ีอพยพมาจากดินแดนทางตอนใตข้ องประเทศจีน คือ
มณฑลกวางตุง้ ฮกเก้ียน และไหหลา ชาวจีนเหล่าน้ีไดแ้ ก่ชาวจีนกวางตุง้ ชาวจีนแคะ (ฮากกา) ชาวจีนแตจ้ ิ๋ว
ชาวจีนฮกเก้ียน และชาวจีนไหหลา รวม 5 กลุ่มภาษาใหญ่ หลกั ฐานที่ช้ีใหเ้ ห็นถึงการอพยพเขา้ มาต้งั ถิ่นฐาน
ของชาวจีน 5 กลุ่มภาษาดงั กล่าวในประเทศไทย เห็นไดจ้ ากศาลเจา้ สมาคมตระกูลแซ่ สมาคมกลุ่มภาษา
สมาคมถ่ินเกิด สมาคมอาชีพ และโรงเรียนจีน อนั เป็นหลกั ฐานที่แน่ชดั ซ่ึงเราสามารถสืบหาขอ้ เทจ็ จริงได้

สำเหตุของกำรอพยพของชำวจีนเข้ำสู่ไทยกเ็ พรำะควำมไม่สงบภำยในประเทศจีน ควำมอดอยำก
กำรตดิ ต่อค้ำขำย และควำมสำมำรถในกำรเดินเรือของจีนออกสู่ทะเล จะเห็นไดว้ า่ แมใ้ นสมยั ราชวงศถ์ งั
(ค.ศ. 618-960) การเดินเรือออกสู่ประเทศต่างๆ มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ในสมยั น้นั เมืองทา่ สาคญั ทางใต้ คือ
เมืองกวางโจว (广州) เมืองเฉวยี นโจว (泉州) และเมืองหมิงโจว (明州) ซ่ึงกค็ ือเมืองท่าสาคญั ใน
มณฑลกวางตุง้ ฮกเก้ียน และเมืองเจิ้นเจียงในปัจจุบนั เมืองดงั กล่าวน้ีนอกจากจะเป็นเมืองทา่ สาคญั สามารถ
ออกสู่ทะเลไดแ้ ลว้ ยงั เป็นเมืองศูนยก์ ลางการคา้ ท้งั ภายในและภายนอกประเทศดว้ ย กล่าวคือจากเมือง
ศูนยก์ ลางทางการคา้ ทางทะเลเหล่าน้ี สินคา้ จะถูกลาเลียงจากเมืองท่าแลว้ ส่งต่อไปตามลาน้ายงั เมืองต่างๆ
ของจีน และอีกดา้ นหน่ึงเมืองทา่ เหล่าน้ียงั เป็นที่รวมสินคา้ ชนิดตา่ งๆ ของจีนเพ่ือส่งออกขายยงั ประเทศทาง
แถบเอเชียอาคเนยแ์ ละอินเดียดว้ ย เมืองท่าตา่ งๆ เหล่าน้ีไดน้ าความเจริญมาสู่ดินแดนทางใต้ ในสมยั ราชวงศ์

28

ถงั เป็นอยา่ งมาก โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ เมืองกวางโจว ทางการของจีนเห็นเป็นประโยชนต์ ่อราชสานกั จึงได้
สร้างกรมทา่ เรือท่ีกวางโจวข้ึน ต่อมาเมื่อราชสานกั ไม่ไดผ้ ลประโยชน์ตามคาดหมาย กรมดงั กล่าวถึงไดถ้ ูก
ยกเลิกไป เมืองกวางโจวน้นั นบั วา่ เป็นเมืองท่าทางใตท้ ี่เป็ นศูนยก์ ลางทางการคา้ ทางทะเลของจีนมาทุกยคุ ทุก
สมยั นบั ต้งั แตส่ มยั ราชวงศฮ์ น่ั เป็นตน้ มา ถึงในสมยั ราชวงศถ์ งั เส้นทางเดินเรือจากกวางโจวไปยงั
ตา่ งประเทศ จะมีท้งั สิ้น 6 สายดว้ ยกนั กล่าวคือ

1. กวางโจว สู่ เปอร์เซีย
2. กวางโจว สู่ เมโสโปเตเมีย (อิรัก)
3. กวางโจว สู่ อาเด็น (ดินแดนของประเทศอาหรับ)
4. กวางโจว สู่ ประเทศซือจ่ือ (เกาะซีลอน)
5. กวางโจว สู่ ทะเลใต้ (ประเทศในคาบสมุทรมลาย)ู
6. กวางโจว สู่ เมืองตูผ่ อ (ชวา)

จากท่ีกล่าวมาน้ีจะเห็นไดว้ า่ จีนในสมยั ราชวงศถ์ งั ไดม้ ีการติดต่อกบั ประเทศตา่ งๆ แถบแหลมมลายู ซ่ึง
รวมถึงดินแดนทางตอนใตข้ องไทยดว้ ย

ชาวจีนรุ่นแรกๆ ท่ีอพยพเขา้ มาในไทยจะเขา้ มากบั เรือสินคา้ และส่วนมากเป็นชาวจีนที่อาศยั ทากิน
อยใู่ นดินแดนทางใตแ้ ถบชายทะเลมาก่อน ตอ่ มาเมืองกวางโจวมีเมืองท่าใหมแ่ ถบชายทะเลทางใตย้ ง่ิ ทาให้
ดินแดนทางใตม้ ีความสาคญั เพิ่มข้ึนอีก เช่น เมืองทา่ จางหลิน ที่ซวั เถาของเมืองแตจ้ ิ๋ว จึงทาใหช้ าวจีนกลุ่ม
ภาษาตา่ ง ๆ อพยพออกนอกประเทศมากข้ึน (เกาะไหหลาเดิมอยใู่ นมณฑลกวางตุง้ ไดร้ ับการยกฐานะเป็ น
มณฑล ในปี ค.ศ. 1988 ดินแดนที่ชาวจีนทางใตน้ ิยมอพยพมาอาศยั และทาการคา้ คือแถบหนานหยางหรือ
แถบทะเลจีนใต้ ท้งั น้ีหมายรวมถึงประเทศไทยดว้ ย

ความสัมพนั ธ์ของประเทศจีนกบั ชาวจีนอพยพในประเทศในแถบหนานหยาง ก่อให้เกิดผล
ทางการคา้ และการเมืองมาก ประเทศแถบหนานหยางต่างส่งเคร่ืองราชบรรณาการต่อจีนเพ่อื ขอการคุม้ ครอง
จากจีนซ่ึงเป็นพีใ่ หญใ่ นแถบน้ี ชาวจีนเรียกการถวายเครื่องราชบรรณาการน้ีวา่ จิ้นกง้ (进贡)

ไทยเรียกกนั วา่ จิม้ กอ้ ง ความมีอานาจและบารมีของจีนต่อดินแดนแถบหนานหยาง ซ่ึง
หมายรวมถึงคาบสมุทรมลายู และดินแดนทางตอนใตข้ องไทยน้นั ไดก้ ล่าวไวอ้ ยา่ งชดั เจนในพงศาวดาร
ราชวงศห์ ยวน เป็นเน้ือความท่ีตกั เตือนไมใ่ หช้ าวมลายมู ารังแกสยาม (元史)

ในสมยั ราชวงศห์ ยวน (ค.ศ. 1279-1368) นอกจากการคา้ กบั ตา่ งประเทศที่ยงั คงปฏิบตั ิต่อ
จากรัชกาลก่อน โดยใชเ้ มืองทา่ สาคญั ท่ีกล่าวมาแลว้ ดินแดนทางเหนือของไทยนอกจากจะมีการติดต่อ
การคา้ กบั จีนแลว้ กค็ งมีชาวจีนอพยพอนั เนื่องมาจากการกรีธาทพั เขา้ ปราบปรามดินแดนทางใตข้ องจีนซ่ึงตอ่

29

แดนกบั อาณาเขตทางเหนือของไทยดว้ ย และเมื่อการทพั จบสิ้นลงกค็ งมีชาวจีนติดคา้ งต้งั ถ่ินฐานอยบู่ ริเวณ
ทางเหนือของไทย เส้นทางอพยพของชาวจีนในสมยั โบราณ นอกจากพงศาวดารแลว้ ยงั ทราบไดจ้ ากบนั ทึก
ของนกั เดินทาง นกั แสวงบุญ เช่น บนั ทึกของหลวงจีนเสวียนจ้ัง (玄奘) (ค.ศ. 602-664) หรือหลวงจีน
เห้ียนจงั หรือพระถังซำจ๋ัง ที่มีช่ือวา่ ตา้ ถงั ซีอว้จี ้ี (大唐西域记) เป็นการจดบนั ทึกถึงการเดินทางเขา้
มายงั อินเดียโดยผา่ นดินแดนทางทะเลใตใ้ นสมยั ราชวงศถ์ งั (ประเทศอินเดียในสมยั น้นั เรียกชื่อประเทศวา่
เทียนจู๋กวั๋ (天竺国) โดยเริ่มเดินทางในรัชศกเจิงกวนปี ที่ 3 แห่งรัชกาลพระเจา้ ถงั ไทจ้ ง คือ ค.ศ. 629 และ
กลบั สู่ประเทศจีนถึงเมืองหลวงฉางอานในปี รัชศกเจิงกวนปี ท่ี 19 รวมเดินทางไปกลบั 17 ปี สิ่งท่ีหลวงจีนได้
บนั ทึกไว้ ทาใหร้ ู้ไดว้ า่ ท่ีดินแดนแหลมทองมีอาณาจกั รทวารวดี อาณาจกั รศรีเกษตร และอาณาจกั รศรีวชิ ยั
และบอกเล่าถึงชีวติ ความเป็นอยขู่ องผคู้ นในแถบน้ี รวมท้งั ชาวจีนอพยพมากมาย หรือ บนั ทึกของชาวเจ้
อเจียง วงั ตา้ หยวน (汪大渊) ในหนงั สือชื่อเต่าอ๋ีจ้ือเลว้ยี (岛夷志略) ไดบ้ อกเล่าถึงเร่ืองราวที่เขาได้
เห็น ไดย้ นิ มาเกี่ยวกบั ดินแดนในแถบเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ หรือแถบทะเลใต้ หรือหนานหยางท่ีเขาได้
เดินทางมาถึง 2 คร้ัง ในระหวา่ งรัชศกจ้ือเจิ้ง (ค.ศ. 1341-68) ทาใหผ้ คู้ นที่ไดอ้ า่ นบนั ทึกของเขาเดินทางออกสู่
ดินแดนเอเชียใตม้ ากข้ึน

2.2 กำรอพยพของชำวจีน

การอพยพของชาวจีนออกสู่
ดินแดนทางเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตน้ ้นั ความ
จาเป็นทางภูมิศาสตร์อนั เป็ นถ่ินกาเนิดยอ่ ม
เป็นปัจจยั สาคญั อยา่ งหน่ึง เพราะพ้นื ท่ีใน
ประเทศจีนเตม็ ไปดว้ ยภูเขา ประชาชนแออดั
พ้นื ท่ีราบมีนอ้ ยไมเ่ พียงพอต่อการทามาหากิน
ชายเม่ือแตง่ งานแลว้ กม็ กั จะยดึ อาชีพการเดิน
ทะเลเพ่อื หารายไดเ้ ล้ียงครอบครัว เดินทางไป
กลบั ยงั แถบหนานหยางและจีนเป็นประจา

การเดินทางและพกั แรมในต่างถ่ิน
ของพวกเขาบางคร้ังใชเ้ วลานานเป็นปี บางคร้ังเม่ือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางดา้ นกฎหมาย การปกครองใน
ประเทศจีนจึงมีผลกระทบต่อการทามาหากินของพวกเขามาก และเป็นเหตุสาคญั อยา่ งหน่ึงที่ทาใหพ้ วกเขา
บางกลุ่มเร่ิมต้งั รกรากอยใู่ นต่างแดน พวกน้ีมีอาชีพเส่ียงภยั การทามาหากินไม่คงที่แน่นอน การผจญภยั จึง
เป็ นเร่ื องธรรมดาสาหรับพวกเขา

30

ดงั น้นั จึงปรากฏวา่ เมื่อเปิ ดเมืองทา่ ซวั เถา จึงมีชาวจีนจากมณฑลฮกเก้ียนและกวางตุง้ เดินทางออกผจญภยั ใน
ถ่ินที่อยใู่ หม่เป็นจานวนมากที่สุด

ในรัชสมยั พระเจา้ หมิงเฉิงจู่ หรือบางแห่งเรียกพระนามพระจกั รพรรดิ ตามปี รัชศกที่ข้ึน
ครองราชยว์ า่ พระเจา้ หยง่ เล่อ ยงั จดั วา่ อยใู่ นช่วงตน้ ของราชวงศห์ มิง (พระเจา้ หมิงไทจ้ ู่ครองราชยเ์ ป็น
พระองคแ์ รก ต่อมาคือ พระเจา้ หมิงหุ่ยต้ี และต่อมาคือพระเจา้ หมิงเฉิงจู่) พระองคเ์ ป็นพระโอรสองคท์ ี่ 4 ของ
พระเจา้ จูหยวนจาง ข้ึนครองราชยเ์ ม่ือปี ค.ศ. 1403-23 มีพระทยั มุง่ มน่ั ที่จะปรับปรุงจดั การเร่ืองภายในและ
ภายนอกประเทศใหม้ ีความเจริญดุจเดียวกบั จีนในสมยั ราชวงศฮ์ น่ั และสมยั ราชวงศถ์ งั ซ่ึงเป็นที่รู้ทว่ั กนั วา่ จีน
ใน 2 สมยั ดงั กล่าวไวใ้ นพงศาวดารราชวงศห์ มิง ตอนเอเชียกลาง พระองคโ์ ปรดใหเ้ จิง้ เหอและหม่ำหลิน (
郑和,马淋) อามาตยช์ ้นั ผใู้ หญ่ท้งั สองเดินทางออกสู่แถบหนานหยาง หรือแถบเอเชียตะวนั ออกเฉียง
ใตใ้ นปัจจุบนั เพื่อประกาศศกั ดาและแสนยานุภาพของประเทศจีน เพ่ือเรียกร้องใหป้ ระเทศต่างๆ เขา้ ไปถวาย
เคร่ืองราชบรรณาการดงั ก่อน รวมท้งั มีจุดประสงคใ์ นดา้ นการคา้ ดว้ ย เพราะการเขา้ ถวายเคร่ืองราช
บรรณาการของนานาประเทศจะเป็นรายไดท้ ่ีค้าจุนประเทศจีนไดบ้ า้ ง รวมท้งั ของแปลกที่ตอ้ งพระประสงค์
ขององคพ์ ระจกั รพรรดิ พระมเหสี พระญาติพระวงศ์ และขนุ นางช้นั ผใู้ หญ่ การขาดประเทศผเู้ ขา้ ถวายเคร่ือง
ราชบรรณาการก็เสมือนหน่ึงเป็นการขาดรายไดข้ องประเทศ และขาดส่ิงของที่ตอ้ งการเลยทีเดียว

2.3 กำรหำทฝ่ี ังรำกฐำนของชำวจีนอพยพ

ในช่วงน้ีไม่วา่ จะเป็ นการเปิ ดเกาะหมาก (ปี นงั ) กด็ ีเปิ ดช่องแคบมะละกาก็ดี หรือการเปิ ด
ประเทศของฟิ ลิปปิ นส์กด็ ี ชาวจีนตา่ งกรูกนั เขา้ ไปยดึ ครองที่ทากิน บุกเบิก และประเทศที่พวกเขาเขา้ มาอาศยั
มากสุดแห่งหน่ึงก็คือประเทศสยาม กล่าวไดว้ า่ ในช่วงคริสตศ์ ตวรรษท่ี 15 (พทุ ธศตวรรษที่ 21) น้นั ชาวจีน
ใน 3 เขต มีบทบาทมาก คือ เขตท่ี 1 สยาม จามปา และปัตตานี เขตที่ 2 คือ มะละกา อินโดนีเซีย และชวา
รวมท้งั เมืองทา่ ต่างๆ ในแถบชายทะเล เขตท่ี 3 คือ หมู่เกาะต่างๆ ของฟิ ลิปปิ นส์ โดยเขตที่ 1 และเขตท่ี 2 ได้
กลายเป็นการยดึ ครองพ้นื ท่ีของชาวจีนฮกเก้ียนและแตจ้ ิ๋ว ส่วนเขตที่ 3 เป็นเขตยดึ ครองของชาวฮากกา
โดยเฉพาะ

31

สำหรับช่วงเวลำในกำรอพยพของชำวจีนเข้ำสู่ไทยแบ่งได้เป็ นหลำยกล่มุ ดังนี้

กลุ่มท่ี 1 คือกลุ่มที่อพยพเขา้ มาต้งั แต่ก่อนสมยั อยธุ ยา ซ่ึงมกั จะเป็นพวกกะลาสีเรือ พอ่ คา้ พวกโจรสลดั (สิง
ฮุย่ หย;ู 2000 : 58) พวกน้ีเริ่มเขา้ มาอยทู่ ่ีเมืองทา่ ตา่ งๆ เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี ชาวจีน
เหล่าน้ีอาจเขา้ มาต้งั หลกั แหล่งต้งั แตส่ มยั ราชวงศถ์ งั แลว้

กล่มุ ที่ 2 คือพวกท่ีเขา้ ไทยในสมยั อยธุ ยา (พ.ศ. 1967-2310) การผลดั เปล่ียนราชวงศ์ ทาใหเ้ กิดการหยดุ ชะงกั
ชาวจีนอพยพช่วงน้ีจะเป็นพวกพอ่ คา้ และเป็นพวกท่ีประสบความสาเร็จในทางการคา้ ที่ศาสตราจารยน์ ิธิ
เอียวศรีวงศ์ เรียกวา่ จีนเก่า

กล่มุ ที่ 3 คือพวกท่ีเขา้ มาในสมยั พระเจา้ ตากสิน (พ.ศ. 2310-25) จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั (พ.ศ. 2393-2411) ชาวจีนอพยพในช่วงน้ีจะเป็นชาวจีนแตจ้ ๋ิวเป็นส่วนใหญ่ เพราะพระเจา้ ตากสิน
ทรงมีเช้ือสายจีนแตจ้ ิ๋ว

กลุ่มที่ 4 เป็ นกลุ่มท่ีอพยพเขา้ มาในสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั จนถึงปลายรัชกาล (พ.ศ.
2411-53)

กล่มุ ท่ี 5 เป็ นช่วงท่ีกระแสโลกเกิดการเปล่ียนแปลงในสมยั รัชกาลที่ 6 จนถึงปี พ.ศ. 2493 ซ่ึงเป็นปี สุดทา้ ยที่
รัฐบาลกาหนดใหม้ ีชาวจีนอพยพเขา้ มานอ้ ยที่สุด

ชาวจีนอพยพเขา้ มาในไทย อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ พวกจีนเก่ำและจีนใหม่ พวกจีนแท้ หมายถึง
พวกท่ีอพยพเขา้ สู่ไทยต้งั แต่โบราณกาลมา คือ ชาวจีนอพยพกลุ่มที่ 1, 2, 3, 4 ดงั ไดก้ ล่าวมาแลว้ และชาวจีน
กลุ่มที่ 5 คือ พวกจีนใหม่ท่ีไดอ้ พยพเขา้ มาต้งั แต่จีนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงปี ค.ศ. 1912 ซ่ึง
นบั มาถึงปัจจุบนั น้ีก็ประมาณ 90 กวา่ ปี แลว้ สาหรับพวกจีนเก่าจะไดร้ ับการยกยอ่ งจากคนไทยเป็นอยา่ งดี
เพราะพวกเขาไดแ้ ทรกซึมเขา้ สู่วงการศกั ดินาจนทาตวั เป็ นขนุ นางไทยไปแลว้ จึงมีวถิ ีชีวติ การประพฤติ
ปฏิบตั ิแบบไทย สามารถเขา้ กบั ชาวไทยไดอ้ ยา่ งแนบเนียน จนกลายเป็นตระกลู ผดู้ ีของชาวไทยไป

สาหรับจีนใหม่น้นั ยงั ไมเ่ ป็นท่ียอมรับของสังคมไทยนกั มกั ก่อความไม่สงบสุขแก่ชาวไทยดว้ ยลทั ธิ
ชาตินิยมที่แพร่กระจายมาจากจีน บา้ งก็มาเพอื่ แสวงหาผลประโยชน์แลว้ กลบั สู่ประเทศตน ไมม่ ีความ
จงรักภกั ดีเหมือนชาวจีนอพยพในรุ่นแรกๆ แต่พวกเขากย็ งั คงอาศยั ปะปนกบั ชาวไทย และทาใหเ้ กิดการ
ผสมผสานเขา้ กบั คนไทยเช่นกนั แต่พวกจีนใหม่ที่อพยพเขา้ ไทยในช่วงท่ีจีนมีการเปล่ียนแปลงทางการ
ปกครอง อีกท้งั การเมืองกแ็ ปรปรวนไม่มีทิศทางท่ีแน่นอน ฝ่ ายรัฐบาลจีนกค็ ิดเพียงผลประโยชนท์ ่ีตนจะ

32

ไดร้ ับจากชาวจีนโพน้ ทะเล ท้งั น้ีไดร้ วมท้งั ชาวจีนในไทยดว้ ย เมื่อกระแสเรียกร้องใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลง
การปกครองจากประเทศจีนไดแ้ พร่กระจายเขา้ สู่ไทย ชาวจีนอพยพใหมไ่ ดเ้ ขา้ ไปร่วมในขบวนการดว้ ย ทา
ใหด้ ูเหมือนวา่ ชาวจีนในไทยเป็นพวกท่ีชอบก่อความไม่สงบ และกลายเป็นกลุ่มชนท่ีไมพ่ งึ ปรารถนาใน
สงั คมไทย พวกจีนเก่าท่ีเขา้ มาอยใู่ นประเทศไทยเป็นเวลานานและไดก้ ลายเป็นไทยไปแลว้ น้นั มีความ
จงรักภกั ดีตอ่ องคพ์ ระมหากษตั ริยอ์ ยา่ งมาก และรักประเทศไทยอยา่ งสุดแสน ต่างเห็นวา่ พวกจีนอพยพเขา้ มา
ใหมเ่ หล่าน้ีทาไม่ถูกตอ้ ง ความเกลียดชงั ชาวจีนจึงเริ่มข้ึน ประกอบกบั รัฐบาลตระหนกั ถึงภยั จากผวิ เหลือง
มากข้ึน ความเกลียดชงั ชาวจีนจึงทวคี วามรุนแรงข้ึนอยา่ งมากในช่วงพระบำทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้ำ
เจ้ำอย่หู วั (พ.ศ. 1453-61) ดว้ ยน้าพระทยั ท่ีทรงห่วงใยประเทศชาติอยา่ งมากถึงกบั ทรงพระราชนิพนธ์เร่ือง
“ยวิ แห่งบูรพาทิศ” โดยทรงใชน้ ามปากกาวา่ อศั วพาหุ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรง
เห็นวา่ ชาวจีนจะเป็นภยั ต่อประเทศ จึงทรงประกาศนโยบายผสมกลมกลืนเพ่ือใหจ้ ีนกลายเป็นไทยอยา่ ง
สมบูรณ์ รวมท้งั ทรงพระราชทานบรรดาศกั ด์ิใหแ้ ก่ชาวจีนในไทยอยา่ งมากมาย ท้งั น้ีก็เพราะทรงหวงั วา่ ชาว
จีนในไทยจะผสมกลมกลืนเป็นไทยหมดนนั่ เอง แต่ในขณะเดียวกนั ก็ทรงเขม้ งวดกบั ชาวจีนมากเป็นพิเศษ
ท้งั ในดา้ นเศรษฐกิจและการศึกษา จึงเป็นเหตุใหช้ าวจีนบางกลุ่มเอาใจออกห่างจากไทยกลบั ไปสู่ออ้ มกอด
ของประเทศแม่ ความไมเ่ ขา้ ใจกนั ระหวา่ งรัฐบาลของพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั กบั ชาวจีนคงมี
มาก

เม่ือถึงรัชสมยั พระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจ้ำอย่หู ัวจึงทรงคานึงถึงเร่ืองจีนในไทยเป็ นเร่ืองสาคญั
สุดอยา่ งหน่ึง และทรงถือเป็ นพระราชภารกิจที่ตอ้ งเสด็จใหข้ วญั กาลงั ใจกบั ชาวจีน แต่เม่ือจอมพล ป. พบิ ูล
สงครำม ไดร้ ับตาแหน่งนายกรัฐมนตรี กลบั เพม่ิ ความเขม้ งวดกบั ชาวจีนมากยง่ิ ข้ึนในทุกดา้ น ท้งั น้ีเพราะ
ตอ้ งการขจดั ชาวจีนใหพ้ น้ จากการกมุ อานาจทางเศรษฐกิจ เพือ่ ที่จะใหช้ าวจีนในไทยเกิดการผสมกลมกลืน
เป็นไทยไดเ้ ร็วข้ึน รัฐบาลจึงส่งั ปิ ดโรงเรียนจีนทุกแห่ง เพราะตอ้ งการใหล้ ูกหลานจีนไปเรียนในโรงเรียน
ไทย ทาใหช้ าวจีนบางกลุ่มโกรธแคน้ รัฐบาลไทยมากยง่ิ ข้ึนจนกล่าวไดว้ า่ ในช่วงน้ีชาวจีนเป็นอริกบั รัฐบาล
ไทยเลยทีเดียวความจริงแลว้ วธิ ีการของจอมพล ป. ซ่ึงบงั คบั ใหช้ าวจีนเกิดการผสมกลมกลืนเป็นไปตาม
ขอ้ กาหนดของรัฐบาลฝ่ ายเดียวน้นั ไมใ่ ช่วธิ ีทางธรรมชาติอยา่ งแน่นอน การผสมกลมกลืนจึงเป็นไปดา้ น
เดียว คือคนจีนในไทยเป็ นเพียงดา้ นนิตินยั แตท่ างดา้ นพฤตินยั แลว้ หาไดส้ อดคลอ้ งกนั กบั นิตินยั ไม่ เราจึงได้
เห็น วดั ศาลเจา้ หรือโรงเจ ถูกสร้างข้ึนมาในทุกท่ีท่ีมีชุมชนจีน พิธีกรรมทางศาสนา และประเพณีประจาปี
ของชาวจีนกย็ งั มีการปฏิบตั ิกนั สืบตอ่ มาจนทุกวนั น้ี สมาคมกลุ่มภาษา สมาคมตระกูลแซ่ สมาคมบา้ นเกิดก็
ยงั คงมีอยทู่ ุกหนทุกแห่งในประเทศไทยที่มีชาวจีนอาศยั อยู่ จากหลกั ฐานดงั กล่าวยอ่ มแสดงใหเ้ ห็นอยา่ ง
ชดั เจนวา่ ชาวจีนอยกู่ นั เป็ นยา่ น มีขนบประเพณีความเช่ือตามแบบฉบบั ของตนเอง มีวถิ ีชีวติ เฉพาะแบบซ่ึง
หาไดถ้ ูกกลืนจนเป็นไทยไปโดยสิ้นเชิงไม่ ดงั น้นั ปัญหาการผสมกลมกลืนระหวา่ งชาวจีนและไทยยงั คงเป็น
เรื่องที่ตอ้ งศึกษา

33

ดงั ในวงวชิ าการไดต้ ้งั เป็ นขอ้ กงั ขาวา่ นโยบายการผสมกลมกลืนของไทยประสบความสาเร็จมากนอ้ ยเพยี งใด
อีกท้งั นโยบายในการผสมกลมกลืนดงั กล่าวกไ็ มไ่ ดส้ อดคลอ้ งกบั ขอ้ จากดั และกฎระเบียบวธิ ีปฏิบตั ิในการ
แปลงสญั ชาติเลย

อยา่ งไรกด็ ี ชาวจีนท่ีอพยพเขา้ มาอยใู่ นเมืองไทย อาจกล่าวไดว้ า่ เป็นพวกที่โชคดีที่สุด เพราะนโยบายของ
ประเทศไทยมิไดบ้ งั คบั หรือกีดกนั ชาวจีนเหมือนต่างชาติท่ีมาจากประเทศอ่ืน ในทางตรงกนั ขา้ มดว้ ย
สังคมไทยที่เปิ ดกวา้ ง อีกท้งั ความเช่ือและศาสนาท่ีคลา้ ยคลึงกนั ประกอบกบั การอพยพเขา้ มาอยใู่ นไทยเป็น
เวลานาน ชาวจีนจึงเขา้ ใจสงั คมไทยและทาตวั ใหเ้ ขา้ กบั เจา้ ขนุ มูลนายไดเ้ ป็นอยา่ งดี จึงนบั เป็นปัจจยั เสริมให้
ชาวจีนไดอ้ าศยั อยใู่ นเมืองไทยอยา่ งมีความสุขราวกบั เป็นประเทศของพวกเขาเอง ดว้ ยเหตุน้ีจึงทาใหช้ าวจีน
บางส่วนผสมกลมกลืนกบั ชาวไทยไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว โดยอาจกล่าวไดว้ า่ ชาวจีนอพยพรุ่นแรกๆ ท่ีเขา้ มาใน
ไทยก่อนสมยั อยธุ ยาต่อลงมาถึงช่วงตน้ รัตนโกสินทร์น้นั ไดก้ ลายเป็นไทย ต่างไดร้ ับราชการเป็นขนุ เป็น
หลวง เป็นเจา้ เป็นพระยา และบุตรหลานของท่านเหล่าน้ีไดก้ ลายเป็นไทยไปหมดแลว้ ชาวจีนกลุ่มน้ีอาจ
เรียกวา่ พวกจีนเก่า เช่น ตระกูลไกรฤกษ์ เม่ือชาวจีนอพยพเขา้ มาอยใู่ นไทย ก็ไดน้ าวฒั นธรรมความเชื่อ ชีวติ
ความเป็นอยู่ ประเพณี วฒั นธรรมติดมาดว้ ย แมว้ า่ ชาวจีนมีความยดึ มน่ั ในประเพณีจีนมาก แตเ่ ม่ือพวกเขาเขา้
มาอาศยั ในผนื แผน่ ดินไทย ไปมาหาสู่กบั ชาวไทยมาตลอด ประกอบกบั ปัจจยั ท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ การ
ผสมผสานระหวา่ งชาวจีนและไทยจึงมีอยหู่ ลายดา้ น

สรุป จีนเป็นประเทศที่มีพ้นื ที่กวา้ งใหญ่เป็นอยา่ งมาก มีผคู้ นหลากหลายชนชาติอาศยั อยู่ ไมว่ า่ จะเป็น เช้ือ
ชาติฮน่ั ชนชาติแมนจู ชนชาติมองโกล ชนชาติจว้ ง ชนชาติทิเบต เป็นตน้ แตล่ ะชนชาติก็จะมีวถิ ีชีวติ ท่ี
แตกต่างกนั ไป การแตง่ กายแตกต่างกนั สิ้นเชิง อาหารการกิน ซ่ึงอาจเนื่องมาจากภูมิประเทศท่ีแตล่ ะชนชาติ
อยอู่ าศยั น้นั แตกต่างกนั จึงทาให้ วฒั นธรรมตา่ งๆแตกตา่ งกนั ไปดว้ ย นอกจากน้ียงั มีชาวจีนโพน้ ทะเล ซ่ึงก็คือ
คือกลุ่มคนเช้ือสายจีนที่อาศยั อยภู่ ายนอกประเทศจีน

34

คำถำมท้ำยบท
1. ชนชำตฮิ ั่นเป็ นชนชำตมิ คี วำมเชื่อตำมแบบลทั ธิอะไร
2. ภำษำแมนจูอยู่ในตระกลู ภำษำใด
3. แหล่งเกดิ ของเผ่ำมองโกลอยู่ทใี่ ด
4. ชำวจ้วงส่วนใหญ่ทำอำชีพอะไร
5. ชำวจนี โพ้นทะเลคืออะไร

35

บทที่ 3
กำรเมืองกำรปกครอง

3366

บทที่ 3 กำรเมืองกำรปกครอง

1. กำรเปลย่ี นแปลงกำรปกครองของจนี ค.ศ. 1911

ประเทศจีนเป็นตวั อยา่ งท่ีช้ีใหเ้ ห็นถึงลกั ษณะของการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองของประเทศในเอเชีย
คอ่ นขา้ งมีปัญหามาก เมื่อเทียบกบั การเปล่ียนแปลงการปกครองของประเทศญี่ป่ ุน ประเทศจีนตกอยภู่ ายใต้
การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยม์ าเป็ นเวลานานถึง 2,000 ปี มาแลว้ ก่อนหนา้ ที่จะมีการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็ นระบอบสาธารณรัฐ จากการที่ประเทศจีนตอ้ งถูกคุกคามโดยอิทธิพลของลทั ธิ
จกั รวรรดินิยมตะวนั ตก ทาใหร้ าชวงศแ์ มนจู ซ่ึงมีอานาจปกครองจนในขณะน้นั เส่ือมอานาจลงทุกขณะ
เพราะไม่สามารถจะปราบปรามอิทธิพลของตา่ งชาติได้

ขณะเดียวกนั กไ็ มส่ ามารถจะปรับตวั ให้เขา้ กบั การเปล่ียนแปลงของสถานการณ์ภายนอกได้ และจาก
การที่จีนใชน้ โยบายเผชิญหน้าทางทหารกบั ชาติตะวนั ตก โดยเขา้ ใจผดิ คิดวา่ ตนเองยงิ่ ใหญแ่ ละฉลาดกวา่ ชน
ชาติอื่น ทาให้จีนตอ้ งประสบกบั ความพา่ ยแพต้ อ่ ชาติตะวนั ตกและตอ้ งทาสนธิสัญญาเสียเปรียบกบั
ชาวต่างชาติมาโดยตลอด รวมท้งั การที่จีนก็มีปัญหาภายในซ่ึงเกิดจากระบบการปกครองที่ไร้ประสิทธิภาพ
การฉอ้ ราษฎร์บงั หลวงของขุนนางขา้ ราชการ ภยั จากความแหง้ แลง้ และความอดอยากของราษฎรชาวจีน
ประกอบกบั ภยั จากชาวตา่ งชาติที่เขา้ มาบีบค้นั จีนท้งั ดา้ นการเมืองและเศรษฐกิจ ซ่ึงไดก้ ่อใหเ้ กิดปัญหาต่อจีน
อยา่ งมากมาย จนนาไปสู่การปฏิวตั ิของซุน ยตั เซ็น (Sun Yat-sen) เพื่อลม้ ราชวงศแ์ มนจูและสถาปนา
ระบอบสาธารณรัฐในที่สุด

2. สภำพกำรณ์ทั่วไปของจนี ก่อนกำรเปลยี่ นแปลงกำรปกครองใน ค.ศ.1911

2.1 สภำพกำรณ์ทำงกำรเมืองกำรปกครอง

2.1.1 โครงสร้างทางการปกครอง ในสมยั ราชวงศแ์ มนจูของจีน โครงสร้างทางการปกครอง

ประกอบดว้ ยสถาบนั การปกครองที่สาคญั 5 สถาบนั คือ 1)

สถาบนั พระจกั รพรรดิ (The Emperor) เป็นสถาบนั ทางการเมืองที่มีความสาคญั สูงสุดของจีนมาต้งั แตส่ มยั

โบราณ ซ่ึงในทางทฤษฎีถือวา่ จกั รพรรดิทรงมีพระราชอานาจอยา่ งไม่มีขอบเขตจากดั แต่ในทางปฏิบตั ิอาจมี

ขอ้ จากดั อยบู่ า้ ง เช่น ถา้ จกั รพรรดิไม่ทรงต้งั มน่ั อยใู่ นความยตุ ิธรรม ประชาชนก็มีสิทธ์ิท่ีจะโคน่ ลม้ จกั รพรรดิ

ลงไดต้ ามหลกั คาสอนของลทั ธิขงจ้ือ นอกจากน้นั พระจกั รพรรดิยงั ทรงเป็นประมุขของชาติและทรงเป็น

หวั หนา้ บริหารงานในสานกั งานพระราชวงั แต่ในทางปฏิบตั ิพระองคท์ รงมีอคั รมหาเสนาบดีปฏิบตั ิราชการ

ในฐานะหวั หนา้ รัฐบาลแทนพระองค์

37

2) สานกั งานเลขาธิการช้นั สูงและสภาช้นั สูง (The Grand Secetariate and the Grand Council)
ในองคก์ ารบริหารระดบั สูงในองคก์ ารบริหารส่วนกลาง จนกระทงั่ ใน ค.ศ.1729 จึงไดม้ ีการจดั ต้งั สภาสูง
(Gradn Council) หรือเรียกวา่ สานกั งานยทุ ธศาสตร์ทางทหารข้ึน เพ่ือทาหนา้ ท่ีรับผดิ ชอบกิจการที่สาคญั ๆ
ของรัฐและกิจการทางดา้ นการทหาร

สานกั งานเลขาธิการช้นั สูง ประกอบดว้ ยนกั ปราชญผ์ ยู้ ง่ิ ใหญซ่ ่ึงมีช่ือเรียกวา่ “เลขาธิการ
ระดบั สูง” บางคร้ังประกอบดว้ ยชาวแมนจู 2 คน ชาวจีน 2 คนและสามารถมีสมาชิกเพิ่มไดอ้ ีก ถึง 6 คน มี
หนา้ ท่ีถวายขอ้ ฎีกาและขอ้ แนะนาท่ีไดร้ ับจากขนุ นางขา้ ราชการแด่พระจกั รพรรดิ และใหก้ ารรับรองต่อราช
บลั ลงั กแ์ ละร่วมมือวางแผนยุทธศาสตร์ทางทหารดว้ ย เพ่ือใหก้ ารดาเนินงานทางดา้ นยุทธศาสตร์เป็นไป
อยา่ งไดผ้ ล จึงไดม้ ีการจดั ต้งั สภาช้นั สูง เพอ่ื ทาหนา้ ที่ดูแลกิจการทางดา้ นการทหารโดยเฉพาะ สมาชิกของ
สภาช้นั สูงส่วนใหญ่มาจากคณะเลขาธิการช้นั สูง ต่อมาอานาจของสานกั งานเลขาธิการช้นั สูงก็ถูกกลืนโดย
สภาช้นั สูง และหนา้ ท่ีของเลขาธิการช้นั สูงก็ถูกจากดั อยเู่ ฉพาะการรับและการส่งบนั ทึกรายงาน รวมท้งั การ
รับพระบรมราชโองการของพระจกั รพรรดิเทา่ น้นั

สมาชิกของสภาช้นั สูงมีจานวนไม่แน่นอน พระจกั รพรรดิจะโปรดเกลา้ ฯ แต่งต้งั จากชาว
แมนจูและชาวจีน ซ่ึงมีท้งั บุคคลในพระราชวงศ์ จากสานกั เลขาธิการช้นั สูงและจากเสนาบดี มีหนา้ ท่ี
ตดั สินใจทางการเมืองที่สาคญั ๆ แต่งต้งั ปลดขา้ ราชการช้นั สูงออกจากตาแหน่ง เลื่อนและลดตาแหน่ง
ขา้ ราชการช้นั สูง รวมท้งั ยงั ช่วยวางแผนทางการทหาร

การบริหารราชการที่มีลกั ษณะเช่นน้ีจะไม่มีหวั หนา้ คณะรัฐบาล แต่พระจกั รพรรดิจะทรงมี
อานาจสูงสุดแตเ่ พยี งองคเ์ ดียว ท้งั สานกั เลขาธิการช้นั สูงและสภาช้นั สูงกจ็ ะไมม่ ีสิทธ์ิออกคาส่งั ไปยงั
ขา้ หลวงประจามณฑลและขา้ หลวงประจาจงั หวดั ต่างๆ พระจกั รพรรดิทรงมีพระบรมราชโองการไดเ้ พียง
พระองคเ์ ดียวเท่าน้นั

3) กระทรวงท้งั 6 (The Six Ministries) ประกอบดว้ ยกระทรวงการแตง่ ต้งั ขา้ ราชการพล
เรือน กระทรวงรายไดแ้ ผน่ ดิน กระทรวงพธิ ีการ กระทรวงการสงคราม กระทรวงราชทณั ฑ์ และกระทรวง
กิจการสาธารณะ ส่วนตาแหน่งท่ีสาคญั ๆ ภายในกระทรวงต่างๆจะแบง่ ใหช้ าวแมนจูและชาวจีนทาหนา้ ท่ี
โดยเท่าเทียมกนั และแต่ละกระทรวงมีเสนาบดี 2 คนดูแลรับผดิ ชอบ ถึงแมก้ ระทรวงท้งั 6 เป็นองคก์ าร
บริหารส่วนกลาง แต่เสนาบดีกไ็ ม่มีอานาจท่ีออกคาสงั่ โดยตรงไปยงั ขา้ หลวงจงั หวดั ต่างๆ รวมท้งั รัฐบาล
ส่วนทอ้ งถ่ินอ่ืนๆ แตค่ าส่งั ต่างๆ จะมาจากพระจกั รพรรดิในรูปของพระบรมราชโองการ เมื่อเสนาบดีท้งั 2
คน ในแต่ละกระทรวงไม่เห็นดว้ ย กเ็ ป็นธรรมเนียมท่ีพวกเขาจะทูลขอร้องแตพ่ ระจกั พรรดิใหท้ รงเป็ นผชู้ ้ี
ขาด ดงั น้นั จึงไม่มีเสนาบดีคนใดมีอานาจควบคุมกระทรวงที่ตนรับผดิ ชอบไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง

38

4) สานกั งานตรวจสอบ (The Censorate) มีหนา้ ที่ดูแลตรวจตราเร่ืองทว่ั ๆไปใหก้ บั ราชวงศแ์ ทน
จู ซ่ึงมีช่ือเรียกวา่ ตู-ฉา หยวน (Tu-Ch’s yuan) โดยสมาชิกระดบั ผนู้ าของสานกั งานมีตาแหน่งเป็ นประธาน
รองประธานอาวุโส และรองประธาน มีเจา้ หนา้ ท่ีดูแลทว่ั ไปจานวน 20 คนและเจา้ หนา้ ท่ีตรวจสอบจานวน
44 คน เจา้ หนา้ ท่ีดูแลทว่ั ไปทาหนา้ ที่ดูแลสานกั งานท้งั หมดในนครหลวง ส่วนเจา้ หนา้ ที่ตรวจสอบจะทา
หนา้ ที่รับผิดชอบในการตรวจสอบพ้นื ท่ีที่แบง่ ออกเป็ นเขตๆ และจะทานา้ ที่ตรวจสอบสานกั งานของรัฐบาล
ในทอ้ งถ่ินต่างๆ

5) ขา้ หลวงประจามณฑลและขา้ หลวงประจาจงั หวดั (Governors-General and Governors)
ไดร้ ับแตง่ ต้งั ในฐานะเป็นขา้ ราชการพลเรือนระดบั สูง โดยขา้ หลวงประจามณฑลและขา้ หลวงประจาจงั หวดั
จะมีหนา้ ท่ีแตกต่างกนั โดยขา้ หลวงประจามณฑลดูแลรับผดิ ชอบบริหารราชการใน 2 จงั หวดั และในบาง
โอกาสอาจมีถึง 3 จงั หวดั ซ่ึงจะตอ้ งดูแลความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมท้งั จะตอ้ งพยายาม
ปฏิบตั ิงานใหเ้ ขา้ กนั ไดก้ บั ขา้ หลวงประจาจงั หวดั และขา้ ราชการส่วนอ่ืนๆดว้ ย ส่วนขา้ หลวงประจาจงั หวดั มี
หนา้ ที่บริหารงานในจงั หวดั ที่ตนเองรับผิดชอบ ควบคุมแลขา้ ราชการพลเรือระดบั ล่างลงไป รวมถึงดูแล
ความสงบสุขของประชาชน การขนส่งธญั ญาหารและการเก็บภาษี

2.1.2 การจดั ระเบียบการปกครอง มีลกั ษณะดงั น้ี
1) การปกครองส่วนกลาง พระจกั รพรรดิทรงเป็นประมุขของฝ่ ายบริหารโดยอาศยั องคก์ าร

บริหารตา่ งๆเป็นกลไกในการบริหารดงั น้ี คือ
- สานกั งานเลขาธิการช้นั สูงและสภาช้นั สูง
- กระทรวงหลกั 6 กระทรวง
- สานกั งานตรวจสอบ

2) การปกครองส่วนทอ้ งถิ่น มีการแบง่ พ้นื ที่ออกเป็นส่วนการปกครองที่สาคญั คือ
- มณฑล ประกอบดว้ ยจงั หวดั 2 จงั หวดั หรือ 3 จงั หวดั เป็ น 1 มณฑล โดยมี

ขา้ หลวงประจามณฑลเป็นผดู้ ูแลรับผดิ ชอบ
- จงั หวดั เป็นส่วนยอ่ ยรองจากมณฑล มีขา้ หลวงประจาจงั หวดั ดูแลรับผดิ ชอบใน

จงั หวดั ของตน องคก์ ารบริหารท้งั ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะมีหนา้ ที่บริหารราชการแผน่ ดินภายใต้
พระบรมราชโองการของพระจกั รพรรดิ

39

2.1.3 ปัญหาทางการเมืองที่นาไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก่อนการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองจีนปกครองอยภู่ ายใตร้ ะบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซ่ึงดาเนินมาอยา่ งตอ่ เน่ืองนบั เป็นเวลา 2,000 ปี
โดยมีจกั รพรรดิแห่งราชวงศต์ า่ งๆ ปกครองอาณาจกั รจากราชวงศห์ น่ึงไปสู่อีกราชวงศห์ น่ึง จนกระทง่ั มาถึง
ราชวงศส์ ุดทา้ ยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ราชวงศช์ ิงหรือราชวงศแ์ มนจูราชวงศแ์ มนจูตอ้ งพบกบั
ความเสื่อมโทรมจนกระทงั่ ตอ้ งสิ้นอานาจไปในที่สุดน้นั นอกจากจะเป็ นเพราะปัญหาภายในของจีนเองแลว้
ยงั มีปัญหาจากภายนอกอนั เกิดจากการท่ีประเทศตะวนั ตกเขา้ ไปแทรกแซงดว้ ยกาลงั อาวธุ อนั ทนั สมยั ซ่ึงเร่ิม
ดว้ ยสงครามฝิ่น (ค.ศ.1840-1842) และสงครามแอร์โรว์ (ค.ศ.1857-1858) ทาใหป้ ระเทศจีนตอ้ งยอมจานน
ตอ่ การบีบบงั คบั ของมหาอานาจตะวนั ตก ตอ้ งชาระเงินค่าปฏิกรรมสงครามและตอ้ งเปิ ดเมืองทา่ ซ่ึงทาให้
เกิดผลกระทบท้งั ทางดา้ นการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของจีนในปลายสมยั ราชวงศแ์ มนจู คือ

1) ปัญหาการเมืองภายใน
- อานาจทางการเมืองและการทหารไดเ้ ปลี่ยนมือจากราชวงศแ์ มนจูมาเป็นของชาวฮน่ั ซ่ึงเป็นจีน
แทม้ ากข้ึน ซ่ึงทาใหอ้ ิทธิพลของราชวงศแ์ มนจูเสื่อมลง และในขณะเดียวกนั ชาวฮน่ั ผรู้ ักชาติกเ็ ริ่มตอ่ ตา้ น
ราชวงศแ์ มนจูมากข้ึน ท้งั น้ีสืบเน่ืองมาจากในระยะแรก ราชวงศแ์ มนจูถือวา่ พวกตนเป็นคนต่างชาติ ดงั น้นั
เม่ือเขา้ มาปกครองจีน จึงใชว้ ิธีกดขี่ชาวจีน ซ่ึงทาใหช้ าวจีนโกรธแคน้ และไม่พอใจมากข้ึนเป็นลาดบั จน
ราชวงศแ์ มนจูตอ้ งผอ่ นปรนและเปิ ดโอกาสใหช้ าวจีนไดเ้ ขา้ มามีส่วนร่วมในการปกครองบา้ นเมืองเพมิ่ ข้ึน
เป็นลาดบั จนทาให้อิทธิพลทางการเมืองและการทหารอยใู่ นความครอบครองดูแลของชาวจีนมากข้ึน
ขณะท่ีอิทธิพลทางการเมืองของราชวงศแ์ มนจูเร่ิมเส่ือมลงเป็นลาดบั
- การเกิดกบฏไถผ้ งิ (ไทเ้ ผง) ค.ศ. 1850-1864 ไดท้ าใหจ้ ีนตอ้ งประสบกบั ความยงุ่ ยากและตอ้ ง
ใชเ้ วลาปราบปรามเป็นเวลานาน สาเหตุสืบเนื่องมาจากการรุกรานของมหาอานาจตะวนั ตกซ่ึงนาโดยองั กฤษ
ท้งั เศรษฐกิจของจีนก็ประสบกบั ความเสื่อมโทรมอยา่ งหนกั ระหวา่ ค.ศ.1840-1850 ทาใหจ้ ีนเกิดกบฏภายใน
ราชอาณาจกั รอยา่ งมากมาย ท่ีสาคญั คือ กบฏไถผ้ งิ ซ่ึงนาโดยหุง ซิง-ฉาน พร้อมดว้ ยพลพรรคจานวน 10,000
คน ไดต้ ้งั ตวั เป็นกบฏอยา่ งเปิ ดเผยใน ค.ศ.1840 พร้อมกนั น้นั ไดส้ ่งกาลงั เขา้ โจมตีฝ่ ายรัฐบาลในมณฑลกวาง
สี และ ค.ศ.1851 หุง ซิว ฉาน ไดส้ ถาปนาช่ือประเทศใหม่วา่ “ไถผ้ งิ เทียนกว๋อ และระหวา่ ง ค.ศ.1850-1853
ฝ่ ายกบฏไดร้ ับชยั ชนะในการทาสงครามมาโดยตลอด จนกระท้งั ยดึ กรุงนานกิงได้ แตค่ ร้ันถึง ค.ศ.1864
ทหารท่ีจงรักภกั ดีต่อราชวงศแ์ มนจูกส็ ามารถปราบปรามฝ่ ายกบฏได้ ทาใหห้ ุง ซิว ฉาน ฆา่ ตวั ตายในท่ีสุด
ผลของกบฏไถผ้ งิ ทาใหเ้ ศรษฐกิจของจีนตกต่า ประชาชนเกิดความทุกขย์ ากและตา่ งกพั ากนั อพยพ
ออกไปแสวงหาท่ีทากินใหม่ยงั ภาคโพน้ ทะเล ท้งั ผคู้ นกล็ ม้ ตายเป็นจานวนมาก ซ่ึงส่งผลกระทบตอ่
ความรู้สึกของชาวจีนที่นบั วนั จะเป็นปฏิปักษต์ ่อราชวงศแ์ มนจูมากข้ึน

40

2) ปัญหาการเมืองภายนอก
- ปัญหาความขดั แยง้ กบั องั กฤษ ในระยะเร่ิมแรก ชาวตะวนั ตกไดเ้ ขา้ ไปมีบทบาทในจีนจะเป็ น
พวกมิชชนั นารีและพอ่ คา้ ซ่ึงมุง่ เผยแผศ่ าสนาคริสตแ์ ละทาการคา้ ขายกบั จีนเป็นสาคญั เพราะโลกตะวนั ตก
กาลงั มีความเจริญทางดา้ นอุตสาหกรรม อนั สืบเน่ืองมาจากการปฏิบตั ิอุตสาหกรรมไดเ้ กิดข้ึนในโลก
ตะวนั ตกมานานพอสมควร ซ่ึงจากปัจจยั ดงั กล่าว ก่อใหเ้ กิดผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของ
จีน มิชชนั นารีชุดแรกๆ ของประเทศตะวนั ตกท่ีเขา้ ไปติดต่อกบั จีนสามารถติดต่อกบั ราชสานกั ไดใ้ นปลาย
ราชวงศห์ มิง ขณะเดียวกนั เมืองชายฝ่ังทางภาคใตข้ องจีนก็เร่ิมแปรสภาพเป็นแหล่งการคา้ ระหวา่ งประเทศ
เมืองกวางตุง ไดก้ ลายเป็นศูนยก์ ลางการคา้ ระหวา่ งจีนกบั ประเทศตะวนั ตกในราวกลางคริสตศ์ ตวรรษที่ 18-
19 ซ่ึงในระยะแรกกม็ ีพอ่ คา้ ชาวองั กฤษ โปรตุเกส และดตั ช์ ทาการติดตอ่ คา้ ขายกบั จีน แต่ภายหลงั ค.ศ.1750
ไปแลว้ องั กฤษจึงกา้ วเขา้ มามีบทบาททางการคา้ กบั จีนเป็ นส่วนใหญ่
ผทู้ ่ีทาหนา้ ที่ติดต่อคา้ ขายกบั ชาวต่างชาติในบริเวณเมืองทา่ คือ สมาคมพอ่ คา้ (Cohong) ซ่ึงจะเป็นผู้
บริหารงานแทนรัฐบาล ดูแลความปลอดภยั ของพอ่ คา้ เป็ นผกู้ าหนดราคาสินคา้ ดูแลการเก็บภาษีศุลกากร
และเป็นตวั กลางของรัฐบาลในการติดต่อกบั พอ่ คา้ ตา่ งชาติ ซ่ึงในระยะแรกๆ ของการติดตอ่ คา้ ขาย สมาคม
พอ่ คา้ ของจีนมกั จะไดเ้ ปรียบพอ่ คา้ ตา่ งชาติเป็นส่วนใหญ่
ในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 17 ชาวจีนไดค้ ุน้ เคยกบั การสูบฝิ่นในชีวิตประจาวนั เพราะประเทศตะวนั ตก
ไดน้ าฝ่ินเขา้ ไปขายในจีน ซ่ึงการคา้ ฝ่ินจะเร่ิมตน้ จากมาเกา๊ จนขยายไปถึงเมืองกวา้ งตุง โดยองั กฤษผกู ขาด
การคาฝ่ินจากอินเดียไปสู่จีน เม่ือการคา้ ขยายตวั ออกไปอยา่ งกวา้ งขวาง พอ่ คา้ ตา่ งประเทศก็หาทางท่ีจะ
คา้ ขายกบั ชาวจีนโดยตรง โดยไมต่ อ้ งผา่ นสมาคมพอ่ คา้ ของจีน องั กฤษจึงพยายามหาทางเจรจาทาสญั ญา
การคา้ กบั จีนต้งั แต่ ค.ศ.1787-1793 และใน ค.ศ.1826 แต่ไม่ประสบความสาเร็จ
ค.ศ.1833 รัฐบาลองั กฤษไดส้ ่งลอร์ด นาเปี ยร์ (Lord Napier) มาเป็ นผตู้ รวจและควบคุมการคา้ และ
มีหนา้ ท่ีเจรจาทาสัญญาการคา้ กบั รัฐบาลจีนที่เมืองกวา้ งตุง้ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1834 แตเ่ ขาก็ปฏิเสธท่ีจะ
ปฏิบตั ิตามระเบียบแบบแผนการติดตอ่ กบั ทางการของจีน ทาใหข้ า้ หลวงตรวจการของจีนประกาศยกเลิก
สิทธิทางการคา้ ขององั กฤษ ลอร์ด นาเปี ยร์ จึงส่งเรือรบองั กฤษจานวน 2 ลา เคลื่อนเขา้ สู่เมืองกวางตุง้ เป็ นการ
ขม่ ขจู่ ีน ทางฝ่ ายจีนจึงประกาศวา่ จะใชก้ าลงั ต่อตา้ นการคุกคามขององั กฤษ ถา้ องั กฤษไม่ถอนเรือรบไปอยทู่ ่ี
เมืองมาเกา๊ แต่สถานการณ์ร้ายแรงยงั มิทนั ไดเ้ กิดข้ึน เพราะลอร์ด นาเปี ยร์ลม้ ป่ วยและถึงแก่กรรมเสียก่อน
ค.ศ.1839 จีนดาเนินนโยบายปรามปรามการคา้ ฝ่ินอยา่ งเฉียบขาด โดยหลินเจอ้ สี ขา้ หลวงพิเศษ
ส่วนพระองคข์ องจกั รพรรดิจีนท่ีมีหนา้ ที่จดั การกบั ปัญหาการคา้ ฝิ่น ไดเ้ ดินทางมาถึงเมืองกวางตุงในเดือน
มีนาคม ค.ศ.1839 และไดอ้ อกคาสัง่ ใหพ้ อ่ คา้ ตา่ งชาติท้งั หมดส่งมอบฝ่ินท่ีมีอยใู่ นครอบครองให้แก่ทางการ
จีน พร้อมกนั น้นั ก็นาฝิ่นประมาณ 20,000 หีบโยนลงน้า ทาใหอ้ งั กฤษไม่พอใจเป็นอยา่ งมาก แตย่ งั ไมพ่ ร้อม
ท่ีจะจดั การกบั จีน
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1839 มีชาวจีนคนหน่ึงถูกชาวองั กฤษฆา่ ตาย แตเ่ จา้ หนา้ ที่ของ

41

องั กฤษไมย่ อมส่งตวั คนร้ายมาข้ึนศาลจีน จึงเกิดการปะทะกนั ระหวา่ งจีนกบั องั กฤษเป็นคร้ังแรก ตอ่ มาเมื่อ
องั กฤษไดก้ าลงั ทหารหนุนจากอินเดียในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1842 ซ่ึงไดเ้ คลื่อนกาลงั ทพั เรือเขา้ โจมตีเมือง
นานกิง จีนสู้องั กฤษไมไ่ ด้ จึงตอ้ งยอมจานนดว้ ยการทาสนธิสัญญานานกิง (Treaty of Nanking) กบั องั กฤษ
ในวนั ท่ี 29 สิงหาคม ค.ศ.1842 ในสนธิสัญญานานกิงท่ีจีนทากบั องั กฤษมีสาระสาคญั คือ

1. ประเทศจีนยอมเปิ ดเมืองท่าสาคญั ใหช้ าวตา่ งชาติทาการคา้ และพกั อาศยั รวมท้งั มีสิทธ์ิแต่งต้งั
กงสุลประจาเมืองน้นั ๆ ได้ มีท้งั หมด 5 เมือง คือ กวางตุง เซียเหมิน ฟูโจว หนิงปอ และซง่ั ไห่ (เซ่ียงไฮ)้

2. กาหนดอตั ราภาษีเขา้ ออกในอตั ราท่ีต่าและแน่นอนคือ ร้อยละ 50 ของราคาสินคา้
3. ยบุ เลิกระบบผกู ขาดการคา้ โดยสมาคมพอ่ คา้ จีน และชาวองั กฤษมีสิทธ์ิคา้ กบั เอกชนได้
4. ใหจ้ ีนชาระคา่ ฝ่ินท่ีถูกทาลายและคา่ ทดแทนในการสงครามจานวน 21 ลา้ นหยวน
5. ใหย้ กเกาะฮอ่ งกงใหอ้ งั กฤษ
6. ใหอ้ งั กฤษเป็นชาติที่ไดร้ ับการอนุเคราะห์อยา่ งยงิ่ (Most-favored nation treatment)
7. ใหค้ นสัญชาติองั กฤษไดร้ ับสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในจีน
ภายหลงั ที่องั กฤษไดท้ าสนธิสญั ญานานกิงกบั จีนแลว้ สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ สวเี ดน เบลเยยี ม
ฝร่ังเศส โปรตุเกส กถ็ ือโอกาสใหจ้ ีนลงนามในสนธิสญั ญาทานองเดียวกนั น้ีกบั ตนดว้ ย สาหรับรัสเซียน้นั
สามารถบีบบงั คบั ใหจ้ ีนทาสนธิสญั ญาไอกนุ (Treaty of Aigun) ใน ค.ศ.1858 ซ่ึงทาให้รัสเซียมีอานาจเหนือ
ดินแดนฝ่ังซา้ ยของแม่น้าอามูร์ และสิทธิปกครองเหนือดินแดนชายฝ่ังทะเลต้งั แตแ่ มน่ ้าอสั ซูรี จนกระทง่ั จด
ทะเลญ่ีป่ ุนสาหรับญ่ีป่ ุนน้นั จีนไดย้ อมตกลงทาสนธิสัญญาทางการคา้ กบั ญ่ีป่ ุนในฐานะเท่าเทียมกนั ตาม
กฎหมายใน ค.ศ.1871 ตอ่ มาญ่ีป่ ุนเกิดความขดั แยง้ กบั จีนในกรณีชาวหมู่เกาะริวกิวถูกชาวพ้นื เมืองในเกาะ
ไตห้ วนั ฆ่าตายโดยที่รัฐบาลจีนปฏิเสธความรับผดิ ชอบ ญี่ป่ ุนจึงส่งกองทพั เรือเขา้ ยดึ เกาะไตห้ วนั โดยองั กฤษ
รับอาสาไกล่เกลี่ยขอ้ ขดั แยง้ ดงั กล่าว ในที่สุดจีนตอ้ งยอมรับอานาจอธิปไตยของญี่ป่ ุนเหนือหมู่เกาะริวกิวใน
ค.ศ.1879
ก่อนหนา้ การปราบปรามกบฏไถผ้ งิ ของจีนจะยตุ ิลงใน ค.ศ.1864 องั กฤษเร่ิมมีปัญหาขอ้ แยง้ กบั จีน
อีก กล่าวคือ ขา้ หลวงใหญอ่ งั กฤษประจาประเทศจีนชื่อ เซอร์ จอรห์น บาวริง ไดเ้ สนอขอแกไ้ ขสนธิสัญญา
นานกิงกบั ขา้ หลวงตรวจการของจีนประจาเมืองกวางตุง แตจ่ ีนไม่สนใจจะเจรจากบั องั กฤษ องั กฤษตอ้ ง
อดทนรอตอ่ ไป จนเกิดกรณีท่ีตารวจชายฝ่ังของจีนเขา้ จบั กมุ ผตู้ อ้ งสงสัยวา่ เป็นกบฏต่อรัฐบาลในเรือแอร์โรว์
ซ่ึงเจา้ ของเรือเป็นคนจีนแตจ่ ดทะเบียนเรือเป็ นสญั ชาติองั กฤษและใชธ้ งองั กฤษ ต่อมาใน ค.ศ.1857 องั กฤษ
กบั ฝร่ังเศส ร่วมมือกนั ใชก้ าลงั ทหารบงั คบั จีนใหล้ งนามในสนธิสัญญาเทียนสิน (Treaty of Tiensin) ซ่ึงระบุ
วา่ จีนจะตอ้ งใชส้ ิทธิประเทศคู่สัญญาต้งั ผแู้ ทนทางการทูต ณ กรุงปักก่ิง สิทธ์ิของคนต่างดา้ วที่สามารถเดิทาง
เขา้ มาในประเทศจีนไดอ้ ยา่ งเสรีโดยมีหนงั สือเดินทาง สิทธ์ิในการคา้ และตรวจตราตามเขตลาน้าแยงซีและ
เมืองทา่ ชายทะเลอีกหลายเมือง และสิทธิในการเผยแผศ่ าสนาในจีนโดยเสรี แต่จีนกลบั หน่วงเหน่ียวไม่ยอม
ใหส้ ัตยาบนั ตามร่างสนธิสญั ญาดงั กล่าว องั กฤษและฝร่ังเศสจึงส่งกาลงั ทหารเขา้ ทาลายกรุงปักกิ่งและ

42


Click to View FlipBook Version