The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานกลุ่ม-3-ออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ภาษาจีน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Cher Bell, 2022-09-25 04:52:34

งานกลุ่ม-3-ออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ภาษาจีน

งานกลุ่ม-3-ออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ภาษาจีน

พระราชวงั อยา่ งยบั เยนิ รัฐบาลจีนจึงยอมใหส้ ัตยาบนั ในการร่างสนธิสญั ญาเทียนสินใน ค.ศ.1860
- ปัญหาความขด้ แยง้ กบั ญ่ีป่ ุนระหวา่ ง ค.ศ.1894-1895 จีนตอ้ งเขา้ สู่สงครามกบั ญี่ป่ ุน ผลปรากฏ

วา่ จีนตอ้ งยอมทาสนธิสัญญาซิโมโนเซกิ (Treaty of Shimonoseki) กบั ญ่ีป่ ุนในวนั ที่ 17 เมษายน ค.ศ.1895
ซ่ึงจีนตอ้ งยอมรับขอ้ เสนอของฝ่ ายญ่ีป่ ุนเกือบทุกประการ คือ จีนตอ้ งยอมรับอานาจของญี่ป่ ุนเหนือประเทศ
เกาหลี ซ่ึงจีนมีอานาจเหนือกวา่ มาก่อน และจีนตอ้ งชาระค่าปฏิกรรมสงคราม รวมท้งั ใหเ้ ปิ ดเมืองท่าการคา้
ใหก้ บั ประเทศญี่ป่ ุนเหมือนกบั สัญญาท่ีจีนเคยทากบั ประเทศแถบตะวนั ตกหลายคร้ังแลว้ นอกจากน้ีจีนตอ้ ง
เกาะไตห้ วนั หมู่เกาะเปสคาดอเรส และแหลมเลียวตุงใหแ้ ก่ญ่ีป่ ุน

- การทาสงครามกบั กองทพั นานาชาติใน ค.ศ.1901 ใน ค.ศ.1900 ไดเ้ กิดการจลาจลนกั มวย
(Boxer Uprising) ข้ึน ซ่ึงแตเ่ ดิมบรรดาชาวจีนท่ีมีนโยบายต่อตา้ นเจา้ หนา้ ที่ของรัฐบาลในส่วนภูมิภาคและ
ตอ่ ตา้ นราชวงศแ์ มนจูรวมท้งั ชาวตา่ งชาติ ไดพ้ ากนั จดั ต้งั สมาคมลบั โดยใชก้ ารฝึกมวยเป็ นฉากบงั หนา้ ซ่ึง
สมาคมนกั มวยเหล่าน้ีจะเกลียดชงั ผทู้ ่ีเขา้ รีตนบั ถือศาสนาคริสต์ ประกอบกบั ความเป็นอยขู่ องตนกย็ ากแคน้
จึงพากนั ก่อการจลราจล ต่อมาทางรัฐบาลปรามปรามพวกกบฏนกั มวยได้ พระนางฉือ ซี จึงชุบเล้ียงให้
บรรดานกั มวยเป็นทหารอาสาสมคั รประจาทอ้ งถิ่น พวกบรรดานกั มวยจึงเปล่ียนนโยบายมาใหก้ าร
สนบั สนุนราชวงศแ์ มนจูและกาจดั ชาวตา่ งชาติดว้ ยวธิ ีการรุนแรง มีท้งั การวางเพลิงส่ิงก่อสร้างของผเู้ ผยแผ่
ศาสนาและทาการฆาตกรรมชาวจีนที่เขา้ รีต เหตุการณ์เริ่มรุนแรงข้ึนเม่ือทูตเยอรมนั ถูกยงิ กลางถนน ทาให้
กองทหารนานาชาติขององั กฤษ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และญ่ีป่ ุน เคลื่อนเขา้ สู่กรุงปักก่ิง พระนางฉือ ซี จึง
ประกาศสงครามกบั ชาวต่างชาติ บรรดานกั มวยจึงเขา้ ลอ้ มสถานทูตต่างชาติในกรุงปักก่ิง แตใ่ นที่สุดบรรดา
นกั มวยกพ็ า่ ยแพแ้ ก่กองทหารนานาชาติ พระนางฉือ ซี และจกั รพรรดิกวางซวี หลบหนีไปได้ ในที่สุดจีน
ตอ้ งยนิ ยอมทาอนุสัญญาบ๊อกเซอร์กบั นานาชาติใน ค.ศ.1901

3) ความพยายามในการแกป้ ัญหาของราชสานกั แมนจู
ภายหลงั ที่จีนไดป้ ระสบกบั ความพา่ ยแพใ้ นการทาสงครามกบั มหาอานาจตะวนั ตกหลายคร้ัง และ
หลงั จากการเกิดกบฏไถผ้ งิ ขา้ ราชการจีนที่ห่วงอนาคตของประเทศ ไดเ้ ริ่มมีแนวคิดโนม้ เอียงไปในทาง
ยอมรับความเจริญของประเทศแถบตะวนั ตกที่จะเป็ นแบบอยา่ งในการปรับปรุงประเทศ ซ่ึงมีท้งั ผเู้ ห็นดว้ ย
และไมเ่ ห็นดว้ ยในเร่ืองทางดา้ นการทหารและการอุตสาหกรรม โดยขนุ นางชาวแมนจูและผทู้ รงคุณวฒุ ิของ
จีนที่นิยมนโยบายปฏิรูป เริ่มก่อการปฏิรูประบบการบริหารราชการหลายอยา่ ง ไม่ประสบความสาเร็จ เพราะ
ไดร้ ับการขดั ขวางจากผไู้ มเ่ ห็นดว้ ย ที่สามารถทาไดก้ ็เป็นเพยี งขา้ ราชการในส่วนภูมิภาคซ่ึงมุง่ เนน้ เฉพาะ
ทางดา้ นการทหารเทา่ น้นั
การแพส้ งครามแก่ญ่ีป่ ุนผสมกบั การขยายอิทธิพลของมหาอานาจตะวนั ตกในจีน ไดผ้ ลกั ดนั ให้
ปัญญาชนจีนต่ืนตวั ยอมรับความลา้ หลงั และความอ่อนแอของตน และเห็นความจาเป็นในการเลียนแบบชาติ
ตะวนั ตกเพ่ือความอยรู่ อดของประเทศ ปัญญาชนผสู้ นบั สนุนใหม้ ีการเปล่ียนแปลงน้นั มีท้งั ฝ่ ายที่

43

เห็นสมควรใหใ้ ชว้ ธิ ีการปฏิรูปกบั ฝ่ ายที่เห็นวา่ สมควรจะใชว้ ธิ ีการปฏิวตั ิ
กลุ่มท่ีสนบั สนุนการปฏิรูปน้นั ส่วนใหญม่ ุ่งสืบทอดราชวงศแ์ มนจูต่อไป แต่ตอ้ งปรับปรุง

เปลี่ยนแปลงประเทศใหเ้ จริญกา้ วหนา้ ตามแบบตะวนั ตก ค.ศ.1898 คงั อิ่วหวยุ (K’ang Yu-wei) ภายใตค้ วาม
อุปถมั ภข์ องจกั รพรรดิกวางซวี ไดพ้ ยายามชกั จูงใหจ้ กั รพรรดิกวางซวี ออกพระบรมราชโองการเก่ียวกบั การ
ปฏิรูปการบริหารและการศึกษาอยา่ งมากมาย แตก่ ารปฏิรูปดาเนินไปไดเ้ พยี ง 2 เดือนเศษ ถูกทาลายโดยกลุ่ม
ต่อตา้ นภายใตก้ ารนาของพระราชชนนีฉือ ซี ซ่ึงก่อการยดึ อานาจและกวาดลา้ งขบวนการปฏิรูป ในท่ีสุด
จกั รพรรดิกวางซวี กถ็ ูกจบั กมุ ส่วนคงั อ่ิวหวยุ ล้ีภยั ไปญี่ป่ ุน การปฏิรูปดงั กล่าวต่อมาภายหลงั เรียนวา่ “การ
ปฏิรูปร้อยวนั เพราะมีอายกุ ารปฏิรูปเพียง 100 วนั เทา่ น้นั

ภายหลงั ท่ีจีนถูกบงั คบั ใหท้ าอนุสัญญาบอ๊ กเซอร์กบั นานาชาติแลว้ พระนางฉือซี ไดห้ นั กลบั มา
เริ่มตน้ ใชน้ โยบายปฏิรูป เพือ่ ลดกระแสเรียกร้องใหก้ ่อการปฏิวตั ิโคน่ ลม้ ราชวงศแ์ มนจูท่ีตอ่ ตา้ นอยใู่ น
ตา่ งประเทศ ซ่ึงการปฏิรูปไดเ้ ริ่มตน้ ในปี ค.ศ.1901 โดยมีการยกเลิกการสอบแขง่ ข้นั ขา้ ราชการท่ีดาเนินมา
เป็นเวลานาน และเร่ิมส่งนกั เรียนไปเรียนต่อตา่ งประเทศ โดยส่วนใหญจ่ ะไปเรียนที่ญ่ีป่ ุนเพราะไดม้ ีการ
จดั ต้งั โรงเรียนสมยั ใหม่ข้ึน แต่ท้งั หมดน้ีก็ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมจีนเท่าใดนกั

ระหวา่ ง ค.ศ. 1904-1905 ไดเ้ กิดสงครามระหวา่ งรัสเซียกบั ญี่ป่ ุน ผลปรากฏวา่ ญ่ีป่ ุนรบชนะรัสเซีย
ทาใหร้ าชสานกั แมนจูตระหนกั วา่ ญ่ีป่ ุนซ่ึงมีรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศต้งั แต่ ค.ศ.1889 เป็นตน้ มา
สามารถะอาชนะรัสเซียซ่ึงเป็นประเทศมหาอานาจตะวนั ตกได้ ดงั น้นั ถา้ จีนเร่ิมตน้ ปรับปรุงประเทศไปสู่การ
มีรัฐธรรมนูญเป็ นหลกั ในการปกครองประเทศแลว้ จีนคงหลุดพน้ จากอิทธิพลของชาติตะวนั ตกได้

ค.ศ.1905 ราชสานกั แมนจูจึงไดร้ ิเริ่มจดั ต้งั สานกั งานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญข้ึน เพื่อเป็น
องคก์ ารสาหรับเตรียมการร่างกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซ่ึงนบั เป็นการเลียนแบบญ่ีป่ ุนท่ีร่างรัฐธรรมนูญเมอิ
จิ ทางราชสานกั แมนจูจึงไดจ้ ดั ใหม้ ีการปรับปรุงหน่วยราชการบริหารส่วนกลางใน ค.ศ.1906 และ ค.ศ.1911
ตามแบบตะวนั ตก และประกาศใชห้ ลกั การรัฐธรรมนูญใน ค.ศ.1908 โดยใหส้ ญั ญาวา่ จะประกาศใช้
รัฐธรรมนูญฉบบั ถาวรใน ค.ศ.1916 และตอ่ มาไดส้ ญั ญาวา่ ประกาศใชใ้ นปลายปี ค.ศ.1913

ค.ศ.1911 ราชสานกั แมนจูไดป้ ระกาศใชร้ ัฐธรรมนูญฉบบั ชวั่ คราวซ่ึงมี 12 มาตรา โดยกาหนดให้
จดั ต้งั รัฐบาลในระบบรัฐสภา และไดม้ ีการจดั ต้งั รัฐสภาข้ึนอยา่ งรวดเร็วระหวา่ ง ค.ศ.1908-1911 โดยมีการ
ประกาศใชก้ ฎหมายเลือกต้งั และการจดั ต้งั สภาจงั หวดั และสภาแห่งชาติหลายฉบบั ซ่ึงผทู้ ี่มีสิทธ์ิออกเสียง
เลือกต้งั สมาชิกสภาจงั หวดั จะตอ้ งเป็นผทู้ ่ีไดร้ ับการศึกษาเป็นผมู้ ีหลกั ทรัพยห์ รือเป็ นขา้ ราชการ ฯลฯ สาหรับ
สภาแห่งชาติน้นั คร่ึงหน่ึงของสมาชิกจะตอ้ งไดร้ ับเลือกต้งั จากสมาชิกสภาจงั หวดั อีกคร่ึงหน่ึงไดร้ ับเลือกต้งั
จากพระจกั รพรรดิ จากขนุ นางขา้ ราชการช้นั ผใู้ หญแ่ ละผทู้ รงคุณวฒุ ิในดา้ นความรู้เป็นพิเศษ หรือผทู้ ี่เสีย
ภาษีมากเป็นพเิ ศษ สภาแห่งชาติไดม้ ีการประชุมเป็นคร้ังแรกในเดือนตุลาคม ค.ศ.1910 โดยมีสมาชิกท้งั หมด
200 คน

44

2.2 สภำพกำรณ์ทำงเศรษฐกิจ
2.2.1 โครงสร้างทางเศรษฐกิจภายใตร้ ะบบแมนจู ก่อนท่ีจะไดร้ ับอิทธิพลจากโลกตะวนั ตก ระบบ

เศรษฐกิจหรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีน ข้ึนอยกู่ บั องคป์ ระกบท่ีสาคญั 3 ประการคือ
1) ระบบที่ดิน จีนเป็ นประเทศกสิกรรมและมีจานวนประชากรเป็นจานวนมาก ดงั น้นั การ

จดั สรรท่ีดินใหก้ บั ชาวนาให้มีที่ดินสาหรับเพาะปลูก จึงเป็นนโยบายท่ีสาคญั ของรัฐบาลจีนในยคุ ต่างๆ มา
โดยตลอด แต่ผนู้ าของจีนแทบทุกสมยั ก็ประสบปัญหาเกี่ยวกบั เร่ืองที่ดิน ซ่ึงในสมยั ราชวงศถ์ งั และราชวงศห์
มิง รัฐบาลกป็ ล่อยใหเ้ จา้ ขนุ มูลนายครอบครองที่ดินของตนเองไดต้ ามความพอใจ ที่ดินของคนยากจนจึงตก
อยใู่ นความครอบครองของพวกขนุ นางซ่ึงเป็นเจา้ ของที่ดิน และบรรดาขนุ นางเจา้ ของท่ีดินเหล่าน้ีก็หลีกเลี่ยง
การเสียภาษีท่ีดินไดอ้ ยา่ งสะดวก ดงั น้นั การเสียภาษีท่ีดินจึงตกเป็นภาระของคนจนอยา่ งหลีกเล่ียงไมไ่ ด้
ในสมยั ราชวงศแ์ มนจู รัฐบาลไดเ้ ห็นความสาคญั ของปัญหาที่ดิน เพราะปัญหาที่ดินมีความสาคญั ต่อความ
มนั่ คงของราชบลั ลงั ก์ ซ่ึงจะเห็นไดว้ า่ พระจกั รพรรดิในราชวงศแ์ มนจูไดส้ ละที่ดินส่วนหน่ึงของ
พระราชสานกั ไปจดั สรรใหก้ บั ประชาชน และออกประกาศวา่ ถา้ ผทู้ ี่ทาการเพาะปลูกในท่ีดินมาหลายชว่ั อายุ
คนแลว้ กม็ ีสิทธ์ิจะขายท่ีดินน้นั ได้ แต่เน่ืองจากวา่ จานวนประชากรมีจานวนเพม่ิ ข้ึนอยา่ งมากมาย อีกท้งั
ชาวนาผยู้ ากไร้อีกจานวนมากยงั ไม่มีท่ีดินเป็นของตนเอง ขณะเดียวกนั ท่ีดินที่มีอยกู่ ็ไม่ค่อยจะมีคุณภาพดี
พอท่ีจะทาการเพาะปลูกใหไ้ ดผ้ ลดีดว้ ย

2) ระบบภาษี ระบบภาษีของจีนท่ีสาคญั คือภาษีท่ีดิน และภาษีที่เรียกเกบ็ จากราษฎรท่ีมิได้
ถูกเกณฑแ์ รงงาน ภาระการเสียภาษีส่วนใหญ่กย็ งั ตกอยกู่ บั ชาวนาผยู้ ากจน ส่วนเจา้ ของที่ดินซ่ึงเป็นเจา้ ขนุ มูล
นายมกั จะหลบเล่ียงไมย่ อมเสียภาษี ถึงแมว้ า่ จะมีความพยายามท่ีจะปฏิรูประบบการจดั เก็บภาษีเพ่อื ใหเ้ กิด
ความยตุ ิธรรมและไดผ้ ลเตม็ เมด็ เตม็ หน่วยมาทุกยคุ ทุกสมยั กต็ าม แตผ่ ลประโยชนก์ ย็ งั คงตกอยกู่ บั เจา้ ของ
ท่ีดิน และผทู้ ี่รับภาระกค็ ือชาวนาผยู้ ากจน

3) การผกู ขาดสินคา้ ของรัฐบาลจีน สินคา้ สาคญั ๆ ที่รัฐบาลจีนจะดาเนินการผกู ขาดเสียเอง
เพือ่ ประโยชนท์ างการคา้ คือ เกลือ เหลก็ สุรา และใบชา ซ่ึงรัฐบาลจีนไดผ้ กู ขาดมาทุกยคุ ทุกสมยั

2.2.2 ปัจจยั ที่นาไปสู่ความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจของจีนในสมยั ราชวงศแ์ มนจู สมยั ราชวงศแ์ มน
จู เศรษฐกิจโดยทวั่ ไปของจีนไดป้ ระสบความเส่ือมโทรมลงจนกลายเป็นเงื่อนไขใหเ้ กิดการปฏิวตั ิใน ค.ศ.
1911 มีปัจจยั ที่สาคญั ดงั น้ีคือ

1) การถูกบงั คบั ใหท้ าสนธิสัญญาการคา้ ท่ีเสียเปรียบกบั ชาติตะวนั ตก ในสมยั ราชวงศแ์ มนจู
จีนถูกบีบบงั คบั ใหท้ าสญั ญาการคา้ ท่ีเสียเปรียบชาติตะวนั ตกมาโดยตลอด นบั ต้งั แต่สนธิสัญญานานกิง ค.ศ.
1842 อนั เป็ นผลทาใหเ้ ศรษฐกิจของจีนถูกผกู ขาดโดยชนช้นั ปกครองและชาวต่างชาติ ขณะท่ีชาวจีนส่วน
ใหญข่ องประเทศประสบกบั ความยากจนนาไปสู่การก่อปฏิกิริยาต่อตา้ นราชวงศแ์ มนจูในรูปกบฏในทอ้ งถิ่น
ตา่ งๆ อยเู่ สมอ

2) การเกิดกบฏภายในประเทศจีน จีนไดเ้ กิดกบฏภายในหลายคร้ังซ่ึงระบาดไปทว่ั เกือบทุก

45

มณฑล ท่ีสาคญั คือ กบฏไถผ้ งิ ใน ค.ศ.1850 ทาใหร้ ัฐบาลจีนตอ้ งสูญเสียทรัพยส์ ินและผคู้ นในการปราบกบฏ
เป็นจานวนมาก และหลงั จากการปราบกบฏแลว้ ดินแดนเหล่าน้นั ก็มีแต่ความเส่ือมโทรมท้งั ยงั เกิดการขาด
แคลนไปทวั่

3) ความเส่ือมโทรมของระบบราชการและระบบการจดั เก็บภาษีท่ีลา้ หลงั การท่ีระบบราชา
การของจีนเตม็ ไปดว้ ยการทุจริตและไร้ประสิทธิภาพ รวมไปถึงระบบการเกบ็ ภาษีท่ีลา้ หลงั ทาใหเ้ ป็น
อุปสรรคขดั ขวางตอ่ การขยายตวั ทางการคา้ เพราะไมว่ า่ จะส่งสินคา้ ไปท่ีไหน ระยะทางไกลเทา่ ใดกย็ งิ่ เสีย
ภาษีมากข้ึน นอกจากน้ี คนจีนท่ีเป็นนายทุนและนายหนา้ คา้ ขายกบั ชาวต่างชาติก็มีบทบาทสาคญั ในดา้ นการ
พาณิชย์ ซ่ึงภายหลงั ก็จะกลายเป็นผลู้ งทุนเสียเอง

4) ปัญหาภยั ธรรมชาติ จีนไดเ้ กิดภยั ธรรมชาติอยเู่ สมอ เช่น อุทกภยั ฝนแลง้ ทุพภิกขภยั และ
โรคระบาดซ้าเติมอยเู่ สมอ ทาใหร้ าษฎรตอ้ งประสบกบั ความยากไร้และความอดอยากมาข้ึน รัฐบาลจึงตอ้ ง
จา่ ยเงินช่วยเหลือบรรเทาทุกขเ์ ป็นจานวนไม่นอ้ ย นบั ต้งั แต่ ค.ศ. 1850 เป็นตน้ มา เงินทุนของราชสานกั แมนจู
ท่ีเก็บสะสมเอาไวไ้ ดร้ ่อยหรอลง ภาษีท่ีดินกเ็ ก็บไดน้ อ้ ยลง ภาษีเกลือท่ีผกู ขาดก็ตอ้ งหยุดชะงกั และ ค.ศ.1909
จีนไดเ้ กิดอุทกภยั อยา่ งรุนแรงในมณฑลเหอหนาน ซ่ึงทาใหก้ ารผลิตเสียหายอยา่ งมากมาย จนเกิดการจลาจล
ข้ึนใน ค.ศ.1910 เพราะประชาชนกวา่ แสนคนตอ้ งเผชิญกบั การ อดอยาก ส่วนเจา้ หนา้ ที่ของรัฐ คหบดีนกั
ธุรกิจที่มงั่ คงั่ และบริษทั การคา้ ตา่ งประเทศก็ถือโอกาสกกั ตุนขา้ วและข้ึนราคาขา้ ว เพื่อแสวงหากาไรใหม้ าก
ที่สุด แตช่ าวนา ช่างฝีมือและชาวเมืองจานวนมากไม่อาจทนต่อไปได้ ผคู้ นนบั หมื่นจึงออกมาเดินขบวนบุก
เขา้ ทาลายโรงสี ร้านขายขา้ วสาร ธนาคารเอกชน ที่ทาการสรรพกรสถานกงสุลต่างประเทศ บริษทั
ต่างประเทศ ฯลฯ ซ่ึงภาวะเศรษฐกิจดงั กล่าวเป็ นการจุดชนวนอยา่ งดีสาหรับการปฏิวตั ิใน ค.ศ.1911

2.3 สภำพกำรณ์ทำงสังคม
2.3.1 โครงสร้างทางสงั คมของจีนในสมยั ราชวงศแ์ มนจู สงั คมจีนเป็นสงคมศกั ดินาที่มนั่ คง

มีองคป์ ระกอบท่ีสาคญั คือ
- พระจกั รพรรดิ
- พระราชวงศ์
- ขนุ นาง
- พอ่ คา้
- ชาวนา

พระจกั รพรรดิทรงเป็ นเจา้ ของแผน่ ดินท้งั หมด แตก่ ท็ รงพระราชทานที่ดินใหพ้ ระราชวงศ์
และขนุ นางท้งั หลายไปครอบครองดูแล นอกจากน้ีบรรดาชาวนาที่มีอาชีพเป็กสิกรส่วนกไ็ ดร้ ับพระราชทาน
ท่ีดินสาหรับทากินดว้ ย แต่เนื่องจากท่ีจีนมีประชากรจานวนมากและอาณาเขตก็กวา้ งใหญ่ ตลอดจนระบบ
ราชการท่ีลา้ หลงั ทาใหเ้ กิดการฉอ้ ราษฎร์บงั หลวงมาก ในที่สุดท่ีดินสาหรับทากินกจ็ ะตกอยใู่ นความ

46

ครอบครองของขนุ นาง และพระราชวงศเ์ ป็ นส่วนใหญ่ ส่วนชาวนาก็จะตกอยใู่ นฐานะผเู้ ช่าที่ดินและผเู้ สีย
ภาษีท้งั หมดใหก้ บั แผน่ ดิน โดยท่ีขนุ นางและชนช้นั สูงที่เป็นเจา้ ของที่ดินจะไมต่ อ้ งรับภาระในการเสียภาษี
ใดๆ ท้งั สิ้น สาหรับพอ่ คา้ ก็เป็ นชนช้นั ท่ีค่อนขา้ งจะไดเ้ ปรียบ เพราะเป็นผูแ้ สวงหาผลประโยชนจ์ ากชาวนา
ขนุ นางและเจา้ นายอีกต่อหน่ึง ก่อนเกิดสงครามฝิ่นใน ค.ศ. 1842 ประมาณ 20 ปี บรรดาเจา้ ของท่ีดินไดข้ ยาย
กรรมสิทธ์ิครอบครองท่ีดินใหก้ บั ตนเองมากข้ึน ขณะที่ชาวไร่ชาวนาตอ้ งถูกขดู รีดภาษีท่ีดินและประสบกบั
ความยากจนยง่ิ ข้ึน

2.3.2 ผลกระทบของอิทธิพลตะวนั ตกท่ีมีต่อสังคมจีน ภายหลงั จากที่ชาติตะวนั ตกไดพ้ ยายามขยาย
อิทธิพลครองงาจีน สงครามฝิ่น ค.ศ. 1842 การทาสนธิสญั ญาเสียเปรียบกบั ชาติตะวนั ตกหลายคร้ัง ก่อใหเ้ กิด
ผลกระทบตอ่ สังคมจีน คือ

1) การขยายตวั ของระบบทุนนิยมในจีนและปัญหาหลงั สงครามฝ่ิน ค ศ. 1842 ภายหลงั ท่ีระบบทุน
นิยมไดข้ ยายตวั เขา้ สู่จีน ไดส้ ่งผลกระทบต่อสังคมจีนมาก ขา้ ราชการมีการฉอ้ ราษฎร์บงั หลวงมากข้ึน และ
ต่างกก็ อบโกยผลประโยชนจ์ ากระบบทุนนิยมใหก้ บั ตนเองอีกดว้ ย นอกจากน้ีเจา้ ของท่ีดินก็พยายามข้ึนค่า
เช่าที่ดิน พอ่ คา้ ท่ีมงั่ คง่ั และนายทุนกูก้ เ็ ก็บดอกเบ้ียเป็นรายวนั และสูงข้ึนดว้ ย ส่วนชาวนากต็ อ้ งสูญเสียท่ีดิน
แปลงเล็ก ๆ ของตนใหแ้ ก่พวกนายทุน ขณะที่กรรมสิทธ์ิในที่ดินตกอยใู่ นความครอบครองของคนส่วนนอ้ ย
เท่าน้นั

2) ความพยายามปรับตวั เขา้ กบั สังคมตะวนั ตก ภายหลงั ที่จีนตอ้ งทาสัญญาเสียเปรียบกบั ชาติ
ตะวนั ตกหลายคร้ัง จีนเร่ิมมีความคิดที่จะปรับปรุงสงั คมใหท้ นั สมยั ตามแบบตะวนั ตก นบั ต้งั แต่ ค.ศ. 1816
เป็นตน้ มา จีนไดม้ ีคความพยายามปรับปรุงสังคมจีนใหท้ นั สมยั ตามแบบตะวนั ตกท้งั ทางดา้ นการทูต การ
คลงั การศึกษา การอุตสาหกรรม และมีการจดั ต้งั โรงเรียนสอนภาษาตา่ งประเทศข้ึนในกรุงปักกิ่ง มีช่ือวา่
“ถง หวนุ -ก่วน (T’ung Wen-kuan) ในระยะแรกๆ ก็มีผสู้ นใจเพยี งเล็กนอ้ ย แต่ต่อมาใน ค.ศ.1869 ไดม้ ี
นกั ศึกษาเพม่ิ ข้ึนถึง 100 คน
วนั ที่ 5 มีนาคม ค.ศ.1867 ไดม้ ีพระบรมราชโองการวางหลกั การใหว้ ชิ าดาราศาสตร์และวชิ าคณิตศาสตร์เป็น
ส่วนหน่ึงของนกั ศึกษาจีน แต่ขณะเดียวกนั ก็เนน้ หนกั ใหน้ กั ศึกษาจีนเรียนรู้วธิ ีการต่างๆ ของตะวนั ตกโดย
ไม่ทอดทิ้งแนวทางคาสั่งสอนของขงจ้ือ การเปล่ียนแปลงสังคมจีนดว้ ยการลอกเลียนแบบตะวนั ตกมา โดย
ไม่ยอละทิง้ คาสอนของขงจ้ือ จะเห็นไดจ้ ากการท่ีรัฐบาลในระบอบแมนจูไดส้ ่งนกั เรียนจีนไปศึกษาต่อใน
สหรัฐอเมริการุ่นแรก จานวน 120 คน โดไปพานกั อยกู่ บั ครอบครัวของชาวอเมริกาเพือ่ เตรียมตวั เขา้
มหาวทิ ยาลยั ตอ่ ไป แตภ่ ายหลงั ถูกเรียกตวั กลบั เพราะขนุ นางหวั เก่าในจีนรับไมไ่ ด้ เมื่อพบวา่ พวกนกั เรียน
เหล่าน้ีใชช้ ีวติ การแต่งกาย การพูดจา และปฏิบตั ิตามแบบอยา่ งชาวอเมริกนั ดงั น้นั ความพยายามที่จะปฏิรูป

47

ประเทศใหท้ นั สมยั ตามแบบตะวนั ตกในสมยั ของจกั รพรรดิกวางซวี ภายใตก้ ารนาของคงั อิ่วหวยุ ใน ค.ศ.
1898 ซ่ึงเรียกวา่ “การปฏิรูปร้อยวนั ” น้นั ก็เป็นเพียงตวั หนงั สือบนแผน่ กระดาษท้งั สิ้น เพราะพอเริ่ม
ดาเนินงานไดเ้ พียง 100 วนั กต็ อ้ งถูกขดั ขวางจากลุ่มอนุรักษน์ ิยมดว้ ยเหตุน้ีสังคมจีนก่อนที่จะเกิดการปฏิวตั ิ
ใน ค.ศ. 1911 จึงเป็นสงั คมที่ลา้ หลงั เมื่อเทียบกบั ญี่ป่ ุนในยคุ สมยั เดียวกนั อีกท้งั ชนช้นั ปกครองที่เป็ นราชวงศ์
แมนจู ขนุ นาง นายทุนและนายหนา้ ที่ติดตอ่ คา้ ขายกบั ชาวตะวตั กเทา่ น้นั ที่มีความเป็ นอยอู่ ยา่ งสุขสบาย แต่
บรรดาชาวนาผใู้ ชแ้ รงงานของชาวจีนแลว้ ยงิ่ ประสบกบั ความทุกข์ ความยากจน และอดอยากมากข้ึน อนั
เนื่องจากปัญหาภายในของจีนและการคุกคามของชาติต่างชาติ

3. สถำนกำรณ์ทนี่ ำไปสู่กำรเปลย่ี นแปลงกำรปกครำองใน ค.ศ. 1911

3.1 กำรก่อตัวของกลุ่มกำรเมืองทม่ี ุ่งเปลยี่ นแปลงกำรปกครองของจีน
ก่อนท่ีจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีน ค.ศ. 1911 ประมาณ 10 ปี ไดมีการจดั ต้งั กลุ่มการเมืองท่ี
ตอ้ งการจะเป็นผนู้ าในการเปล่ียนแปลงประเทศและยดึ อานาจการปกครองจานวน 3 กลุ่ม

1) กลุ่มก่อการปฏิวตั ิ นาโดย ดร.ซุน ยตั เซ็น (ค.ศ.1866-1925) ไดป้ ระกาศตนเป็นศตั รูต่อราชวงศ์
แมนจูเอยา่ งเปิ ดเผย

2) กลุ่มสนบั สนุนการปฏิรูป นาโดย เหลียง ฉีเชา และ คงั อิ่วหวยุ ซ่ึงมีความประสงคเ์ พียงจากดั พระ
ราชอานาจของพระจกั รพรรด์ิใหอ้ ยภู่ ายใตร้ ัฐธรรมนูญ

3) กลุ่มฉวยโอกาส นาโดย หยวนซือไข ซ่ึงไม่ปรากฏแนวทางที่แน่ชดั
การท่ีเหลียงเชาและคงั อ่ิวหวยุ ประสบความลม้ เหลวในการปฏิรูป ค.ศ.1898 จนตอ้ งล้ีภยั ไปพานกั อยใู่ น
ประเทศญ่ีป่ ุน ตลอดจนการสวรรคตของพระราชนนีฉือซี และจกั รพรรดิกวางซวใี นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.
1908 ไดส้ ่งผลใหก้ ลุ่มของเหลียงซีเชา คงั อ่ิวหวยุ และหยวนซือไข ปราศจากฐานสนบั สนุนอีกต่อไป ดงั น้นั
กลุ่มท่ีมีนโยบายปฏิบตั ิและลม้ ราชวงศแ์ มนจูของซุนยตั เซ็น จึงสามารถดาเนินงานไปไดโ้ ดยสะดวก เพราะ
รัฐบาลขาดกาลงั สาคญั ในการต่อตา้ นการปฏิวตั ิ

48

3.2 กำรปฏบิ ตั ภิ ำยใต้กำรนำของซุนยตั เซ็น

1. การจดั ต้งั สมาคมบูรณะจีนซิงจูงหุย้ ดร. ซุนยตั เซ็น
(Ts’ing Chung-hui) ค.ศ.1894 การปฏิบตั ิภายใต้
การนาของซุนยตั เซ็น เร่ิมตน้ ข้ึนใน ค.ศ.1844
เมื่อไดเ้ สนอความคิดเห็นในการสร้างกาลงั และ
ความมงั่ คง่ั ของประเทศไปยงั ราชสานกั แมนจู แต่
เขามิไดค้ าดหวงั มากนกั ประกอบกบั การที่จีนได้
ปราชยั ตอ่ ญ่ีป่ ุนในสงครามจีน-ญี่ป่ ุน ค.ศ.1894-
1895 เขาจึงเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไป
จดั ต้งั สมคมบูรณะจีนข้ึนท่ีฮอนโนลูลูใน ค.ศ.
1894 ต่อมาสมาคมบูรณะจีนไดป้ ระณามการฉอ้
ราษฎร์บงั หลวงและความออ่ นแอของราชวงศ์
แมนจู โดยมีจุดประสงคจ์ ะฟ้ื นฟูประเทศจีนให้
พน้ จากรัฐบาลที่เส่ือมโทรมและการถูกรุกราน
จากต่างประเทศ ซ่ึงซุนยตั เซ็น ไดร้ ับการ
สนบั สนุนจากสมาคมลบั ตา่ งๆ ในจีน ในการเป็ น
แนวร่วมของการปฏิวตั ิอยา่ งกวา้ งขวาง

2.การจดั ต้งั สมาคมสนั นิบาตหรือตุงเหมิงหุย้ (T’uhg-meng Hui) ค.ศ.1905 ซุนยตั เซ็นไดจ้ ดั ต้งั
สมาคมสนั นิบาตข้ึนท่ีกรุงโตเกียว ประเทศญ่ีป่ ุน หลงั จากน้นั อุดมการณ์การปฏิวตั ิของซุนยตั เซ็น ได้
แพร่หลายไปยงั กลุ่มปัญญาชนท้งั ในและนอกประเทศจีนอยา่ งรวดเร็ว นอกจากน้ีซุนยตั เซ็น ยงั ไดเ้ ดินทาง
ไปหาเสียงสนบั สนุนในหมู่ชาวจีนโพน้ ทะเลท้งั ในเอเชีย ยโุ รป และอเมริกา ท้งั ไดมีการจดั ต้งั สมาคม
สันนิบาตในประเทศเบลเยยี ม เยอรมนี องั กฤษ และฝร่ังเศส และซุนยตั เซ็น ไดป้ ระกาศหลกั ลทั ธิไตรราษฎร์
ซ่ึงเปรียบเสมือนคมั ภีร์ของคณะปฏิวตั ิภายใตก้ ารนาของซุนยตั เซ็น หลกั ลทั ธิไตรราษฎร์ คือแนวนโยบาย
การปฏิวตั ิ 3 ประการ มีสาระสาคญั โดยสรุปดงั น้ี

1. การโค่นลม้ ราชวงศแ์ มนจูและการจดั ต้งั รัฐบาลประชาชน
2. การจดั ต้งั รัฐบาลตามระบบสาธารณรัฐ
3. การจดั สรรท่ีดินใหแ้ ก่ประชาชน

49

สมาคมสันนิบาตไดก้ าหนดแผนการปฏิบตั ิไวเ้ ป็ น 3 ข้นั ตอน คือ
ระยะแรก จดั ต้งั รัฐบาลทหารเพ่อื ทาการกวาดลา้ งความชว่ั ร้ายและความทุจริตใหห้ มดสิ้น

ไปจากประเทศจีน โดยใชเ้ วลา 3 ปี ระยะท่ีสอง คณะทหารมอบอานาจการปกครองใหแ้ ก่องคก์ ารปกครอง
ทอ้ งถิ่น โดยมีรัฐธรรมนูญชวั่ คราวเป็ นกฎหมายสูงสุด ส่วนทหารมีหนา้ ท่ีเพยี งควบคุมกิจกรรมของชาติใน
เวลา 6 ปี
ระยะที่สาม ใหท้ หารมอบภาระใหแ้ ก่รัฐบาลตามระบอบรัฐธรรมนูญปกครองประเทศสืบไป
ขบวนการปฏิวตั ิของซุนยตั เซ็น ไดล้ งมือใชก้ าลงั ก่อการกบฏอยา่ งเนืองๆ นอกจากน้ีพวกปฏิวตั ิไดแ้ ทรกซึม
เขา้ ไปในหน่วยทหารของรัฐบาลแมนจู โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในหมูน่ ายทหารที่จบจากประเทศญ่ีป่ ุน ทาให้
ทหารในกองทพั ส่วนหน่ึงให้การสนบั สนุนขบวนการปฏิวตั ิ การเริ่มขบวนการปฏิวตั ิของซุนยตั เซ็น ได้
นาไปสู่การก่อการกบฏบ่อยคร้ังในตอนใตข้ องจีน เช่น กบฏอนั จิงในมณฑลอนั ฮุย เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.
1908 การจลาจลในกองทหารท่ีเมืองกวางตุง เดือนกุมภาพนั ธ์ ค.ศ. 1910 การพยายามปลงพระชนมผ์ สู้ าเร็จ
ราชการ เดือนมีนาคม ค.ศ. 1910 และการกบฏในเมืองกวางตุง วนั ท่ี 27 เมษายน ค.ศ.1911 เป็นตน้

3. การก่อการปฏิวตั ิของคณะปฏิวตั ิในวนั ที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1911

วนั ท่ี 13 พฤษภาคม ค.ศ.1911 รัฐบาล
แมนจูไดป้ ระกาศโอนกิจการเดินรถไฟใน
เขตมณฑลซ่ือชวนและหูเป่ ยเป็นของชาติ
เนื่องจากรัฐบาลจีนมีความจาเป็นจะตอ้ งกู้
เงินจากสหธนาคารท่ีสหรัฐอเมริกา องั กฤษ
ฝร่ังเศสและเยอรมนี ซ่ึงถือหุน้ ร่วมกนั แต่
หุน้ ส่วนธนาคารดงั กล่าวมีนโยบายตอ่ ตา้ น
การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของรัสเซีย
และญ่ีป่ ุนในจีน จีนจึงตอ้ งโอนกิจการเดินรถไฟมาเป็นของชาติ เพอ่ื เป็นการป้องกนั มิใหบ้ ริษทั เอกชนขาย
กิจการเดินรถไฟใหแ้ ก่บริษทั ญ่ีป่ ุนเป็ นการตอบแทนชาติตะวนั ตก
การประกาศโอนกิจการเดินรถไฟเป็นของชาติ ก่อใหเ้ กิดปฏิกิริยาข้ึนในหมู่ประชาชนท่ีอาศยั ในมณฑลกวาง
ตุง ซื่อชวน หูเป่ ยและหูหนนั มีท้งั ส่งคาร้องเรียนไปยงั รัฐบาลท่ีปักก่ิง การเดินขบวน การก่อต้งั สมาคม
ตอ่ ตา้ นคาส่งั รัฐบาล ซ่ึงปฏิกิริยาเหล่าน้ีน่าจะไดบ้ การสนบั สนุนจากผมู้ ีหุน้ ส่วนในการเดินรถ และคณะ
ปฏิวตั ิที่มีความสงสยั เจตนาของประเทศตะวนั ตกท่ีใหจ้ ีนกูย้ มื เงินจากธนาคารที่ตนเองเป็นหุน้ ส่วน ก็
สามารถเป็นแนวร่วมกบั นกั ธุรกิจในการต่อตา้ นรัฐบาลแมนจูไดเ้ ป็ นอยา่ งดี ดงั น้นั จึงเป็ นโอกาสเหมาะท่ี

50

คณะปฏิวตั ิจะลงมือก่อการปฏิวตั ิในวนั ที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1911 คณะปฏิวตั ิมิไดก้ ่อการปฏิวตั ิที่เมืองอูช่ งั
มณฑลหูเป่ ย เพราะประชาชนในเขตน้ีมีความโกรธแคน้ รัฐบาลท่ีโอนกิจการเดินรถไฟเป็นของชาติ แต่
อยา่ งไรกต็ ามคณะปฏิวตั ิก็สามารถยดึ เมืองฮนั่ หยางและฮนั่ โปวได้ โดยมอบอานาจการบงั คบั บญั ชาทหาร
ใหก้ บั นายพลหลี หยวนหุง ซ่ึงรู้เห็นเป็นใจกบั คณะปฏิวตั ิ จนกระทงั่ ปลาย ค.ศ.1911 ประชาชนในแถบ
ดินแดนตอนใตข้ องลุ่มแม่น้าแยงซี เกือบทุกจงั หวดั ตลอดจนดินแดนตอนเหนือของแม่น้าแยงซีบางจงั หวดั
ไดร้ ่วมกบั คณะปฏิวตั ิก่อการกบฏ ทางราชสานกั แมนจูจึงมีความวติ กกงั วลต่อการขยายตวั ของการ
ปฏิวตั ิ ดงั น้นั บรรดาผบู้ ญั ชาการทหารที่จงรักภกั ดีต่อรัฐบาลไดเ้ รียกร้องใหร้ ัฐบาลปฏิรูปการปกครองโดยให้
มีรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และหลายฝ่ ายท่ีสนบั สนุนราชวงศแ์ มนจูตกลงที่จะเลือกหยวนซือไข อดีตขา้ หลวง
ตรวจการในเขตปักกิ่งซ่ึงถูกปลดจากราชการแลว้ ใหด้ ารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาเขาไดร้ ับการเลือก
จากสภานิติบญั ญตั ิตามวถิ ีทางรัฐธรรมนูญที่เพิง่ ประกาศใชซ้ ่ึงมี 19 มาตรา ใหเ้ ป็ นนายกรัฐมนตรีอยา่ งเป็น
ทางการ และไดจ้ ดั ต้งั รัฐบาลข้ึนในวนั ท่ี 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1911 ท่ีนครปักกิ่ง ขณะเดียวกนั ผกู้ ่อการปฏิวตั ิ
ไดว้ างแผนที่จะจดั ต้งั รัฐบาลชว่ั คราวข้ึนต้งั แตเ่ ดือนพฤศจิกายน โดยบรรดาผนู้ าทางทหารท่ีก่อการกบฏและ
หน่วยอิสระตา่ งๆ ที่เล่ือมใสในอุดมการณ์ของการปฏิวตั ิ ไดส้ ่งตวั แทนไปร่วมประชุมที่เมืองซงั่ ไห่และต่อมา
ไดย้ า้ ยไประชุมที่เมืองฮนั่ โปว ซ่ึงที่ประชุมตกลงจะยกใหห้ ยวนซือไขเป็นประธานาธิบดี ถา้ เขาเลิกจงรักภกั ดี
ต่อราชวงศแ์ มนจูและหนั มาสนบั สนุนสภารัฐบาลตามระบอบสาธารณรัฐ และที่ประชุมก็ตกลงใหห้ ลีหยาง
หุงดารงตาแหน่งผบู้ ญั ชาการทหารสูงสุด และหวงซิงเป็นรองผบู้ ญั ชาการทหารสูงสุด วนั ที่ 2 ธนั วาคม ค.ศ.
1911 ท่ีประชุมตกลงประกาศใชก้ ฎหมายรัฐธรรมนูญซ่ึงมี 21 มาตราเป็ นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซ่ึง
ตอ่ มาซุนยตั เซ็น ก็ไดเ้ กินทางกลบั จากต่างประเทศและมาถึงเมืองซง่ั ไหในวนั ที่ 25 ธนั วาคม ค.ศ.1911 และ
ในวนั ที่ 29 ธนั วาคม ไดร้ ับเลือกใหด้ ารงตาแหน่งประธานาธิบดีชวั่ คราว หลงั จากไดป้ ฏิญาณตนเขา้ ดารง
ตาแหน่งประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจีนในวนั ท่ี 1 มกราคม ค.ศ.1912 ณ เมืองนานกิง และไดจ้ ดั ต้งั รัฐบาล
ตามระบอบประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา โดยมีหล่ีหุงจงั เป็นรองประธานาธิบดี
รัฐบาลจีนท่ีปักก่ิงและนานกิง ไดต้ กลงเปิ ดการจราจากนั เพ่ือการรวมประเทศเพราะตา่ งก็ไม่แน่ใจวา่ ตนเอง
จะไดร้ ับชยั ชนะหรือไม่ ถา้ ใชส้ งครามเป็นเครื่องตดั สิน ซ่ึงซุนยตั เซ็นก็สามารถจูงใจใหร้ ัฐบาลองั กฤษงด
จา่ ยเงินใดๆ ท่ีมีการตกลงกนั ไวใ้ หแ้ ก่รัฐบาลปักก่ิง ส่วนหยวนซือไข กไ็ มส่ ามารถปราบปรามพวกก่อการ
ปฏิวตั ิทางใตไ้ ด้ เพราะขาดแคลนเงิน ขณะท่ีคณะปฏิวตั ิที่นานกิงไดร้ ับการสนบั สนุนจากประเทศมหาอานาจ
หยวนซือไขไดห้ นั ไปเกล้ียกล่อมใหจ้ กั รพรรดิซวนกงุ หรือปูยี ซ่ึงมีพระชนมายุ 6 พรรษา และเป็นกษตั ริย์
องคส์ ุดทา้ ยแห่งราชวงศแ์ มนจูใหส้ ละราชสมบตั ิ หลงั จากซุนยตั เซ็น ไดร้ ับการยนื ยนั การสละราชบลั ลงั ก์
ของจกั รพรรดิแมนจูและคาแถลงสนบั สนุนระบอบสาธารณรัฐของหยวนซือไขแลว้ ซุนยตั เซ็น ก็ยนื่ ใบลา
ออกจากตาแหน่งประธานาธิบดีชวั่ คราวแทน แต่มีเงื่อนไขในการจดั ต้งั รัฐบาลสาธารณรัฐ 3 ประการ คือ

1. ใหเ้ มืองหลวงต้งั อยทู่ ่ีนานกิง
2. หนา้ ท่ีของซุนยตั เซ็น ในฐานะประธานาธิบดีชว่ั คราวและหนา้ ที่ของรัฐสภาชว่ั คราว จะหมดไป ก็

51

ต่อเมื่อหยวนซือไข ยา้ ยมารับตาแหน่งใหม่ในกรุงนานกิง
3. รัฐบาลชว่ั คราวจะตอ้ งผกู พนั ตมมกฎหมายรัฐธรรมนูญท่ีจะตราข้ึนโดยรัฐสภา

แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม หยวนซือไข ก็ไดป้ ฏิเสธท่ีจะยา้ ยเมืองหลวงมาอยทู่ ่ีนานกิง ประกอบกบั ต่างประเทศต่างก็มี
ท่ีต้งั ผแู้ ทนทางการทูตอยทู่ ี่ปักกิ่ง ในท่ีสุดซุนยตั เซ็น ก็ยนิ ยอมใหห้ ยวนซือไข ปฏิญาณตนขา้ รับตาแหน่ง
ประธานาธิบดีชวั่ คราวของสาธารณรัฐจีนในวนั ท่ี 10 มีนาคม ค.ศ. 1912 และวนั ท่ี 11 มีนาคม ไดป้ ระกาศใช้

4. สำเหตุของกำรเปลยี่ นแปลงกำรปกครองของจีน ค.ศ.1911

การที่คณะปฏิวตั ิของซุนยตั เซ็น ทาการปฏิวตั ิเพื่อลม้ ราชวงศแ์ มนจู ยกเลิกขนบธรรมเนียม
ประเพณีจีนที่ลา้ สมยั และตอ้ งการเปล่ียนแปลงอยา่ งขนานใหญท่ างดา้ นการเมืองเพราะสาเหตุดงั น้ี

1. การคุกคามและบีบค้นั ของจกั รวรรดินิยมตะวนั ตกและญี่ป่ ุน เนื่องจากที่จีนตอ้ งทา
สงครามและพา่ ยแพช้ าวต่างชาติมาโดยตลอด จนตอ้ งทาสนธิสญั ญาเสียเปรียบกบั ชาติต่างๆ เช่น
กรณีสงครามจนั กบั องั กฤษ ค.ศ.1842 จนตอ้ งทาสนธิสัญญานานกิงกบั องั กฤษ ปัญหาขดั แยง้
ระหวา่ งจีนกบั องั กฤษจนตอ้ งถูกบบั บงั คบใหต้ อ้ งทาสนธิสัญญาเทียนสิน ค.ศ.1960 ทาสงครามกบั
ญี่ป่ ุน ค.ศ.1894-1895 จนตอ้ งทาสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ และตอ้ งทาอนุสัญญาบ๊อกเซอร์กบั
นานาชาติอนั เป็ ผลมาจากการจลาจลของพวกนกั มวย ตวั อยา่ งเหล่าน้ีไดแ้ สดงใหเ้ ห็นถึงสภาวะท่ีบีบ
ค้นั ใหช้ าวจีนผรู้ ักชาติเล็งเห็นถึงความออ่ นแดของระบอบการปกครองแบบเก่า ซ่ึงไมม่ ีทางที่จีนจะ
สามารถเอาชนะประเทศท่ีมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยดงั เช่นประเทศตะวนั ตกไปได้
การปฏิวตั ิเท่าน้นั ที่จะทาใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงอยา่ งขนานใหญ่ได้

2. ความอ่อนแอและความเส่ือมโทรมของระบอบแมนจู ราชวงศแ์ มนจูไดป้ กครองจีนมา
เป็นเวลานานถึง 200 ปี เศษ (ค.ศ.1636-1911) แตก่ ็ไม่สามารถจะบริหารประเทศจีนให้มีความ
เขม้ แขง็ และสามารถยนื หยดั ต่อตา้ นการคุกคามของชาติตะวนั ตก รวมถึงการรักษาอธิปไตยของจีน
เอาไวไ้ ด้ ส่วนบรรดาขา้ ราชการของระบอบแมนจูมกั จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตวั ดว้ การฉ้อ
ราษฎร์บงั หลวง จนราษฎรจีนตอ้ งประสบกบั ความเดือดร้อน ถึงแมร้ ัฐบาลในระอบแมนจูจะมีความ
พยายามท่ีจะปฏิรูปประเทศจีนใหท้ นั สมยั ในตอนปลายของราชวงศ์ แต่กป็ ระสบกบั ความลม้ เหลว
เพราะเกิดการแก่งแยง่ ชิงดีกนั ในหมู่ผนู้ าของระบอบแมนจู กย็ ง่ิ เร่งใหช้ าวจีนผรู้ ักชาติหนั ไปร่วมมือ
กบั คณะปฏิวตั ิมากข้ึน

52

3. การไดร้ ับอิทธิพลความคิดจากตะวนั ตกในเร่ืองของเสรีนิยมและ ชาตินิยม ซุนยตั เซ็น
เป็นผทู้ ่ีไดร้ ับการศึกษาตามแบบตะวนั ตก อีกท้งั บรรดาผใู้ หก้ ารสนบั สนุนอุดมการณ์ปฏิวตั ิของ
ซุนยตั เซ็น ซ่ึงรวมตวั กนั ในดินแดนตา่ งประเทศ กล็ ว้ นแต่ไดร้ ับการศึกษาจากประเทศตะวนั ตก
ท้งั น้นั ดงั จะเห็นไดจ้ ากสาขาของสมาคมสันนิบาต ซ่ึงต้งั อยใู่ นประเทศตะวนั ตก เช่น เบลเยยี ม
เยอรมนี องั กฤษ และฝร่ังเศส ซ่ึงเป็นแบบอยา่ งในเรื่องเสรีนิยมและชาตินิยม บรรดาสมาชิกกล็ ว้ น
แตเ่ ป็นปัญญาชนจีนที่ไดร้ ับการศึกษาจากประเทศตะวนั ตก ดงั น้นั จึงไดร้ ับอิทธิพลเก่ียวกบั เร่ืองเสรี
นิยมและชาตินิยม จนกลายเป็นแรงผลกั ดนั ใหเ้ กิดการปฏิวตั ิ

4. ความสามารถของญ่ีป่ ุนท่ีสามารถรบชนะรัสเซียในสงครามรัสเซีย-ญี่ป่ ุน ค.ศ.1904-
1905 การท่ีญี่ป่ ุนซ่ึงเป็ นประเทศเพือนบา้ นของจีนสามารถเอาชนะรัสเซียซ่ึงเป็นประเทศมหาอานาจ
ตะวนั กได้ ยอ่ มเป็ นตวั อยา่ งใหเ้ ห็นถึงความสาเร็จของการปรับปรุงตนเองใหท้ นั สมยั ตามแบบ
ตะวนั ตก และญ่ีป่ ุนเองก็ไดม้ ีรัฐธรรมนูญเป็ นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศต้งั แต่ ค.ศ.
1889 ในขณะท่ีจีนในระบอบแมนจูเพง่ิ คิดไดว้ า่ สมควรจะเร่ิมตน้ การปฏิรูปประเทศ ท้งั ท่ีญ่ีป่ ุนได้
พฒั นาประเทศไปแลว้ ก่อนหนา้ หลายทศวรรษ ดงั น้นั การที่ญี่ป่ ุนรบชนะรัสเซีย จึงเป็ นแรงกระตุน้
ใหน้ กั ปฏิวตั ิเห็นความแตกตา่ งระหวา่ งสถาบนั จกั รพรรดิของญ่ีป่ ุนที่พยายามที่ปรับตวั และเขา้ ใจ
ปัญหาของชาติกบั สถาบนั จกั รพรรดิของจีนท่ีลา้ หลงั และไมพ่ ยายามปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั สถานการณ์
ของโลกท่ีกาลงั เปลี่ยนไป ทาใหเ้ กิดความมุง่ มน่ั ท่ีตอ้ งปฏิวตั ิลม้ ลา้ งราชวงศ์ แมนจูใหไ้ ด้ เพือ่ จะ
สถาปนาระบอบประชาธิปไตยใหเ้ กิดข้ึนในจีนอยา่ งแทจ้ ริง

5. สภาพสงั คมท่ีเสื่อมโทรมอยา่ งหนกั ของจีน การเกิดสงครามกบั ต่างชาติและยตุ ิลงดว้ ย
ความพา่ ยแพข้ องจีน ทาใหจ้ ีนตอ้ งทาสนธิสัญญาเสียเปรียบกบั ตา่ งชาติมาโดยตลอด ซ่ึงก่อใหเ้ กิด
ผลกระทบทางดา้ นเศรษฐกิจและสงั คมของจีนอยา่ งรุนแรง และการท่ีคนจีนถูกเอารัดเอาเปรียบจาก
ชาวต่างชาติ ทาใหค้ นจีนตอ้ งสูญเสียเกียรติภูมิของตนเองดว้ ยความรู้สึกท่ีเจบ็ ปวด อีกท้งั
ผลประโยชนข์ องชาวจีนกถ็ ูกบีบบงั คบั ใหต้ กเป็นของชาวตา่ งชาติและความยากจนก็ไดแ้ ผก่ ระจาย
ไปทวั่ ดินแดนจีน โดยท่ีระบอบแมนจูแกไ้ ขอะไรไมไ่ ด้ เพราะตกเป็นเบ้ียล่างของต่างชาติมาโดย
ตลอด นอกจากน้นั การศึกษาตามแบบอยา่ งของขงจ้ือก็ยง่ิ ทาใหส้ งั คมจีนกา้ วตามไม่ทนั โลก
ภายนอกยง่ิ ข้ึนทุกวนั ส่วนสภาพสังคมน้นั ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยกู่ บั เจา้ ของที่ดินซ่ึงเป็นชน
ช้นั ปกครอง ขณะที่ชาวนาตอ้ งเป็นผรู้ ับภาระในการเสียภาษีอยา่ งหนกั ท้งั ภาษีผลผลิตและภาษีท่ีดิน
ซ่ึงปัญหาสงั คมเหล่าน้ีลว้ นแตเ่ ป็นเช้ืออยา่ งดีสาหรับการก่อเพลิงปฏิวตั ิของซุนยตั เซ็น อุดมการณ์
ของการปฏิวตั ิซ่ึงปรากฎอยใู่ นหลกั ลทั ธิไตรราษฎร์ของซุนยตั เซ็น จึงมีอยขู่ อ้ หน่ึงท่ีกาหนดแนว

53

ทางการจดั สรรท่ีดินใหก้ บั ประชาชนใหม่ ซ่ึงเหตุผลท้งั 5 ประการขา้ งตน้ ไดม้ ีส่วนสาคญั ในการ
สนบั สนุนใหเ้ กิดการปฏิวตั ิใน ค.ศ.1911

5. ผลกระทบทเี่ กดิ ขนึ้ ภำยหลงั กำรเปลยี่ นแปลงกำรปกครอง

การเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนเร่ิมตน้ ใน ค.ศ. 1911 และเป็นผลสาเร็จจนสามารถ
จดั ต้งั รัฐบาลในระบอบสาธารณรัฐไดใ้ น ค.ศ. 1912 ไดส้ ่งผลกระทบต่อประเทศทางดา้ นตา่ งๆ ดงั น้ี

1. ทางดา้ นการเมือง
การที่หยวนซือไข ไดเ้ ขา้ รับตาแหน่งประธานาธิบดีในระบอบสาธารณรัฐ โดยท่ีตวั เขาเองมิไดม้ ี
อุดมการณ์ดงั กล่าวมาต้งั แต่ตน้ น้นั ไดก้ ่อใหเ้ กิดปัญหาตามาในภายหลงั เพราะไดเ้ กิดความขดั แยง้ กบั
นายกรัฐมนตรีถงั เช่าอ้ี ซ่ึงไมย่ อมตกเป็นเครื่องมือของเขา จนทาใหเ้ ขาตอ้ งเปลี่ยนตวั นายกรัฐมนตรีถึง 2
คร้ังใน ค.ศ.1912 ภายหลงั การปฏิวตั ิไดย้ ตุ ิลง ซุนยตั เซ็น กลบั สละอานาจทางการเมือง โดยปล่อยใหเ้ ป็น
ภาระของประธานาธิบดีหยวนซือไข ซ่ึงไดท้ าใหห้ ยวนซือไข ไดเ้ ปรียบที่จะเขา้ ควบคุมอานาจทางการ
ทหารในกองทพั ท้งั กองทพั บกและกองทพั เรือ ขณะท่ีซุนยตั เซ็นและพรรคพวกหนั ไปจดั ต้งั พรรค
การเมืองชื่อกวอ่ มินตงั๋ หรือพรรคประชาชนในวนั ที่ 25 สิงหาคม ค.ศ.1912 โดยเปล่ียนชื่อสมาคม
สนั นิบาตและรวมเขา้ กบั พรรคการเมืองยอ่ ยๆอีกหลายพรรค

วนั ที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1912 รัฐบาลไดอ้ อกกฎหมายเลือกต้งั สมาชิกสภานิติบญั ญตั ิ ท้งั
ประเภทสมาชิกวฒุ ิสภาและสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร ตามขอ้ ผกู พน้ ในรัฐธรรมนูญชว่ั คราว ซ่ึงได้
ระบุไวเ้ ก่ียวกบั การเปล่ียนแปลงสภานิติบญั ญตั ิ และประกาศใหม้ ีการเลือกต้งั ในเดือนธนั วาคม ค.ศ.
1912 การบริหารประเทศของประธานาธิบดีหยวนซือไข จาเป็นตอ้ งพ่ึงเงินกูจ้ ากต่างประเทศ เพราะ
รายไดภ้ ายในประเทศอนั เกิดจากภาษีศุลกากรเป็นส่วนใหญน่ ้นั ไม่เพยี งพอ และการที่จะรักษา
อานาจไวใ้ หไ้ ดจ้ ึงตอ้ งมีเงิน หยวนซือไข จึงตอ้ งกูเ้ งินจากต่างประเทศเป็นจานวนถึง 50 ลา้ นปอนด์
ใน ค.ศ.1912 ดงั น้นั ภายหลงั การเลือกต้งั แลว้ ไดม้ ีการเปิ ดประชุมรัฐสภาในวนั ที่ 8 เมษายน ค.ศ.
1912 โดยสมาชิกพรรคกวอ่ มินตงั๋ ของซุนยตั เซ็น ในรัฐสภากบั ผสู้ นบั สนุนกค็ ดั คา้ นการกูเ้ งินจาก
ต่างประเทศของหยวนซือไขอยา่ งหนกั แตไ่ มไ่ ดผ้ ลในที่สุดปัญหาการเงินไดน้ าไปสู่การจลาจรซ่ึง
ชาวจีนนิยมเรียกวา่ การปฏิวตั ิคร้ังที่ 2 ในกลาง ค.ศ.1913 และไดเ้ กิดกบฏข้ึนอยา่ งแพร่หลายใน
บริเวณอิทธิพลของพรรคกวอ่ มินตง๋ั ซ่ึงรัฐบาลไดใ้ ชก้ าลงั ปราบปราม ในท่ีสุดซุนยตั เซ็น กต็ อ้ งล้ีภยั
ไปพานกั อยใู่ นประเทศญ่ีป่ ุน เมื่อวนั ท่ี 8 สิงหาคม ค.ศ.1913 ชยั ชนะของหยวนซือไข ไดน้ าไปสู่การ
รวมอานาจและการแกไ้ ขรัฐธรรมนูญ เพอื่ เปิ ดทางใหต้ นเองไดส้ ถาปนาข้ึนเป็นจกั รพรรดิใน ค.ศ.

54

1914 แต่กไ็ ดเ้ กิดการต่อตา้ นแผนการของหยวนซือไข จากบรรดาผนู้ าทางการทหารที่ไดร้ ับการ
สนบั สนุนจากบรรดาพรรคกวอ่ มินตงั๋ จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองระหวา่ งฝ่ ายรัฐบาลกบั ฝ่ าย
ตอ่ ตา้ น เหตุการณ์ไดย้ ตุ ิลงเม่ือหยวนซือไข ถึงแก่กรรมในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1916 โดยที่ยงั ไมม่ ี
โอกาสประกอบพิธีสถาปนาตนเองเป็นจกั รพรรดิ

2. ทางดา้ นเศรษฐกิจ
ภายหลงั การปฏิวตั ิ ค.ศ.1911 และการจดั ต้งั รัฐบาลสาธารณรัฐท่ีกรุงปักก่ิง ค.ศ.1912 แลว้ จีนตอ้ ง
ประสบกบั ปัญหาทางการคลงั อยา่ งหนกั อนั เป็นผลสืบเนื่องมาต้งั แตค่ ร้ังระบบริหารยงั อยใู่ น
ระบอบแมนจู เพราะตลอดระยะเวลาที่ผา่ นมาราชวงศแ์ มนจูกระทาไดเ้ พยี งกูเ้ งินจากต่างประเทศ
เทา่ น้นั โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ จากสหธนาคารซ่ึงประกอบดว้ ยผหู้ ุน้ คือ องั กฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี
ฝรั่งเศสและในตอนปลายราชวงศแ์ มนจู รัสเซียและญ่ีป่ ุนก็แทรกเขา้ มาถือหุ้นดว้ ย
ชาติมหาอานาจต่างๆไดเ้ ล็งเห็นวา่ ถา้ ฝ่ ายชาตินิยมของจีนยงั มีอิทธิพลอยู่ การแสวงหาผลประโยชน์
ทางดา้ นเศรษฐกิจและการเมืองจากจีนคงประสบความลาบาก สหธนาคารของชาติตะวนั ตกจึง
ยนิ ยอมใหห้ ยวนซือไข กเู้ งินมาเพ่อื รักษาอานาจการบริหารประเทศเป็นจานวนมาก โดยมีเงื่อนไข
วา่ จเาหน้ีแตล่ ะชาติในสหธนาคารมีสิทธ์ิต้งั ตวั แทนเขา้ มาเกบ็ ภาษีภายในจีน ดงั น้นั เงินภาษีที่เกบ็ ได้
ก็ลดนอ้ ยลง ขณะเดียวกนั หยวนซือไข กเ็ พ่ิมงบประมาณทางทหารมากข้ึนเพื่อเตรียมป้องกนั อานาจ
ของตนเอง ซ่ึงส่งผลใหก้ ารคลงั ของประเทศตกอยใู่ นภาวะวกิ ฤตและทาใหต้ อ้ งมีขอ้ ผกู พนั กบั เงินกู้
ตา่ งประเทศมากข้ึน

3. ทางดา้ นสงั คม
การปฏิวตั ิ ค.ศ.1911 ไดก้ ่อใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงทางสงั คมประการหน่ึง คือ การทาใหจ้ กั รพรรดิ
ตอ้ งสละราชบลั ลงั กแ์ ละระบอบกษตั ริยก์ ไ็ ดส้ ิ้นสุดลง แมว้ า่ สถาบนั จกั รพรรดิของจีนตอ้ งประสบ
กบั การสิ้นสุด แต่โครงสร้างทางสังคมของจีนยงั มิไดร้ ับผลกระทบโดยตรงจากการปฏิวตั ิ ค.ศ.1911
แต่ประการใด จีนยงั อยภู่ ายใตก้ ารกดขี่ของลทั ธิจกั รวรรดินิยมตะวนั ตก ขณะเดียวกนั ความยตุ ิธรรม
ในสังคมซ่ึงคณะปฏิวตั ิหวงั จะใหเ้ กิดข้ึนในประเทศจีนภายใตร้ ะบอบสาธารณรัฐ กย็ งั อยหู่ ่างไกล
ความเป็นจริง ส่วนชาวไร่ ชาวนาและกรรมกรก็ยงั คงถูกเอารัดเอาเปรียบจากชนช้นั ปกครองและ
นายทุนท่ีร่วมมือกบั นายทุนต่างชาติ
การปฏิวตั ิ ค.ศ. 1911 เป็ นเพยี งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง แตก่ ารปฏิวตั ิสงั คมยงั มี
อุปสรรคเป็นอยา่ งมาก เพราะหยวนซือไข ไดพ้ ยายามท่ีจะเปลี่ยนแปลงสงั คมใหห้ นั กลบั ไปสู่ยคุ
ศกั ดินา ดว้ ยการวางแผนสถาปนาตนเองเป็ นจกั รพรรดิต่อจากราชาวงศแ์ มนจู ถึงแมว้ า่ แผนการจะ
ไมป่ ระสบความสาเร็จ เพราะไดร้ ับการตอ่ ตา้ นจากผสู้ นบั สนุนระบอบสาธารณรัฐ แต่ก็มีส่วนทาให้
การปฏิวตั ิสงั คมมีอนั ตอ้ งหยดุ ชะงกั และสถานการณ์ไดเ้ ปลี่ยนแปลงไป แต่ภายหลงั เม่ือหยวนซือ

55

ไขสิ้นอานาจ สังคมจีนก็เกิดช่องวา่ งเปิ ดโอกาสใหพ้ รรคคอมมิวนิสตข์ องเหมา เจ๋อตุง (Mao Tse-
tung) แทรกตวั เขา้ มาในสงั คมไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ จนนาไปสู่การปฏิวตั ิเป็นระบอบคอมมิวนิสต์
ใน ค.ศ.1949 ห่างจากการปฏิวตั ิเป็นระบอบสาธารณรัฐ ค.ศ. 1911 เพยี ง 38 ปี
กล่าวโดยสรุป การเปล่ียนแปลงการปกครองของจีน ค.ศ.1911 ไดแ้ สดงใหเ้ ห็นถึงความสาคญั ของ
ความเจริญกา้ วหนา้ ทางดา้ นสติปัญญาของโลกตะวนั ตกวา่ มีผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ของจีนได้ เพราะการไดร้ ับการศึกษาจากโลกภายนอกของปัญญาชนจีนและการบีบค้นั จากโลก
ตะวนั ตก ไดท้ าใหก้ ระแสความคิดและภูมิปัญญาของจีน และก่อใหเ้ กิดขบวนการปฏิวตั ิในเวลา
ตอ่ มา ซ่ึงผนู้ าจีนจะตอ้ งใชห้ ลกั จริยธรรมและคุณธรรมในการแกป้ ัญหาของชาติ และอาศยั ความ
ร่วมมือซ่ึงกนั และกนั ในการพฒั นาความเจริญกา้ วหนา้ ใหก้ บั ประชาชนชาวจีนต่อไป

6. พรรคคอมมิวมิสต์จนี

ประเทศจีนมีประวตั ิศาสตร์อารยธรรมโบราณที่งดงามและยาวนานถึง 5,000 ปี แต่ประวตั ิศาสตร์
สมยั ใหมห่ ลงั ปี ค.ศ. 1840 กลบั โศกเศร้าและน่าอปั ยศ การรุกรานและกลนั่ แกลง้ ของมหาอานาจตะวนั ตก

รวมท้งั ระบบศกั ดินาท่ีเสื่อมโทรมอยา่ ง
หนกั และปิ ดประเทศ ทาใหป้ ระเทศจีน
แทบจะสิ้นชาติ ในเวลาน้นั กลุ่มอานาจ
ทางการเมืองต่าง ๆ ในจีนผลดั กนั เป็น
ผนู้ า ไดท้ ดลองการปกครองประเทศ
มาแลว้ ทุกรูปแบบ ท้งั ระบบราชาธิปไตย
ภายใตร้ ัฐธรรมนูญ ระบบประธานาธิบดี
ระบบรัฐสภา และระบบหลายพรรค
เป็นตน้ แต่ท้งั หมดลว้ นไมไ่ ดป้ ระสบ
ความสาเร็จ จนกระทง่ั พรรค
คอมมิวนิสตจ์ ีนก่อต้งั ข้ึนมา กไ็ ดค้ น้ พบ
เส้นทางแห่งการปฏิรูป การก่อสร้าง
และการพฒั นาที่ผสมผสานทฤษฎี
ทนั สมยั เขา้ กบั สภาพความเป็นจริงของ
ประเทศหลงั ผา่ นการทดลองอยา่ ง
ตอ่ เนื่อง และไดต้ ่อสู้อยา่ งไม่หยดุ หยอ่ น

56

โดยยดึ ประชาชนเป็นศูนยก์ ลางและมีการปฏิรูปตนเองอยา่ งต่อเน่ือง หลงั จากความพยายามมาตลอดหน่ึง
ศตวรรษ ในที่สุดประชาชาติจีนก็ประสบความสาเร็จในการกา้ วกระโดดคร้ังประวตั ิศาสตร์ จาก “ลุกข้ึน” สู่
“รวยข้ึน” ไปจนถึง “แขง็ แกร่งข้ึน”
ในช่วง 100 ปี ที่ผา่ นมา ภายใตก้ ารนาของพรรคคอมมิวนิสตจ์ ีน ประชาชาติจีนไดห้ ลุดพน้ จากชะตากรรมอนั
ตกต่าอยา่ งต่อเน่ือง ชนะจกั รวรรดินิยมญ่ีป่ ุน สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็ นชาติอธิปไตยท่ีเขม้ แขง็
ไดด้ ว้ ยตนเอง ในช่วง 100 ปี ที่ผา่ นมา ภายใตก้ ารนาของพรรคคอมมิวนิสตจ์ ีน ประชาชาติจีนไดห้ ลุดพน้ จาก
ความยากจนและออ่ นแอ เขา้ สู่เส้นทางแห่งสงั คมนิยมท่ีมีเอกลกั ษณ์เฉพาะของจีน มีการพฒั นาอยา่ งต่อเน่ือง
และรวดเร็ว จนกลายเป็นเขตเศรษฐกิจอนั ดบั สองของโลก ในช่วง 100 ปี ท่ีผา่ นมา ภายใตก้ ารนาของพรรค
คอมมิวนิสตจ์ ีน ประชาชาติจีนไดเ้ ปล่ียนจากสถานะที่แทบจะ “ถูกตดั ออกจากโลก” สู่การเขา้ ใกลศ้ ูนยก์ ลาง
ของเวทีระหวา่ งประเทศ กลายเป็นพลงั สาคญั ในการผลกั ดนั โลกหลายข้วั และเศรษฐกิจโลกาภิวตั น์
เลขาธิการใหญ่ สี จิน้ ผงิ เนน้ ย้าวา่ “ทุกส่ิงทุกอยา่ งที่เราทา กเ็ พื่อแสวงหาความผาสุขของประชาชนจีน
แสวงหาการเฟ่ื องฟูความยงิ่ ใหญ่ของประชาชาติจีน และแสวงหาความสามคั คีอนั ยง่ิ ใหญใ่ หก้ บั โลก”
ความกา้ วหนา้ ของพรรคคอมมิวนิสตจ์ ีนในหน่ึงศตวรรษที่ผา่ นมา ไมเ่ พียงแต่เปลี่ยนแปลงรากฐานของ
ทิศทางและกระบวนการแห่งการพฒั นาของประเทศจีน ยงั ไดส้ ร้างคุณูปการอยา่ งยง่ิ ใหญต่ ่ออารยธรรมและ
ความกา้ วหนา้ ของมวลมนุษยอ์ ีกดว้ ย

ในดา้ นการบริหารประเทศ พรรคคอมมิวนิสตจ์ ีนไดท้ ดลองดว้ ยตนเองเพ่ือขยายเส้นทางสาหรับ
ประเทศกาลงั พฒั นาสู่ความทนั สมยั และยงั ไดเ้ สนอทางเลือกใหมก่ บั ชนชาติและประเทศตา่ ง ๆ ในโลกท่ี
ตอ้ งการเร่งการพฒั นาชาติควบคู่กบั การรักษาอธิปไตยของตนเอง

57

ในดา้ นการพฒั นาเศรษฐกิจ ปัจจุบนั ประเทศจีนไดส้ ร้างคุณูปการใหก้ บั การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก
มากกวา่ 30% ต่อปี การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศภายใต้ “สายแถบและเส้นทาง”มีมูลค่ากวา่ 1.1 แสน
ลา้ นดอลลาร์สหรัฐ คาดวา่ การนาเขา้ สินคา้ โภคภณั ฑข์ องจีนสะสมในอีก 10 ปี ขา้ งหนา้ จะทะลุ 22 ลา้ นลา้ น
ดอลลาร์สหรัฐ จีนจะเป็นตลาดท่ีใหญท่ ี่สุดในโลกและเสนอโอกาสความร่วมมือท่ีหาไดย้ ากสาหรับประเทศ
ต่าง ๆ ทว่ั โลกดว้ ย

ในดา้ นความสมั พนั ธ์ระหวา่ งประเทศ พรรคคอมมิวนิสตจ์ ีนยดึ มนั่ ในแนวทางการพฒั นาอยา่ งสันติ
ยดึ มนั่ ในความเสมอภาคระหวา่ งประเทศขนาดใหญ่และประเทศขนาดเล็ก ปฏิบตั ิตามหลกั ความร่วมมือพหุ
ภาคีอยา่ งแทจ้ ริง ยดึ ถือกลไกระหวา่ งประเทศท่ีมีองคก์ ารสหประชาชาติเป็นแกนหลกั และระเบียบระหวา่ ง
ประเทศภายใตก้ ฎหมายระหวา่ งประเทศ จีนยนิ ดีที่จะร่วมมือกบั ประเทศไทยและประชาคมโลก สร้าง
ประชาคมร่วมอนาคตของมวลมนุษยชาติ เม่ือทวั่ โลกเผชิญกบั การแพร่ระบาดของโควิด-19 พรรค
คอมมิวนิสตจ์ ีนไดพ้ ยายามอยา่ งเตม็ ที่เพ่อื สนบั สนุนทุกๆประเทศ โดยไดม้ อบวคั ซีนมากกวา่ 350 ลา้ นโดส
แก่ประชาคมโลก มอบส่ิงของช่วยเหลือใหแ้ ก่ 150 กวา่ ประเทศและ 13 องคก์ ารระหวา่ งประเทศ จดั หา
หนา้ กากอนามยั มากกวา่ 2.8 แสนลา้ นชิ้น ชุด PPE กวา่ 3.4 พนั ลา้ นชิ้น และชุดตรวจโควดิ อีกกวา่ 4 พนั ลา้ น
กล่องใหก้ บั ทว่ั โลก ในอีก 3 ปี ขา้ งหนา้ จีนยงั จะเสนอความช่วยเหลือระหวา่ งประเทศดว้ ยงบ 3 พนั ลา้ น
ดอลลาร์สหรัฐเพ่ือช่วยเหลือประเทศกาลงั พฒั นาในการต่อสู้กบั โรคระบาดและการฟ้ื นฟูหลงั การระบาดของ
โควดิ -19
พรรคคอมมิวนิสตจ์ ีนไดใ้ หค้ ามน่ั สัญญากบั ประชาชนไวว้ า่ จะสร้างสังคมอยดู่ ีมีสุขอยา่ งรอบดา้ นเม่ือ
ครบรอบ 100 ปี ของการก่อต้งั พรรคในปี พ.ศ. 2564 และจะสร้างประเทศสงั คมนิยมสมยั ใหม่ท่ีเขม้ แขง็ อยา่ ง
รอบดา้ นเมื่อครบรอบ 100 ปี ของการสถาปนาประเทศจีนใหม่ในปี พ.ศ. 2592 ในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของ
การก่อต้งั พรรคคอมมิวนิสตจ์ ีน เป้าหมาย 100 ปี แรกของการสร้างสังคมอยดู่ ีมีสุขอยา่ งรอบดา้ นกาลงั จะ
สาเร็จตามกาหนด ประเทศจีนจะเขา้ สู่ข้นั ตอนใหม่แห่งการพฒั นา และมุง่ สู่เป้าหมาย 100 ปี ที่สองต่อไป
พรรคท่ียงิ่ ใหญอ่ ายหุ น่ึงร้อยปี กาลงั รุ่งโรจนเ์ บง่ บานอยา่ งเตม็ ที่ เม่ือยนื บนจุดเริ่มตน้ ใหม่แห่งประวตั ิศาสตร์
น้นั ภายใตก้ ารนาของคณะกรรมการกลางพรรคฯ โดยมีสหาย สี จิ้นผงิ เป็นแกนหลกั พรรคคอมมิวนิสตจ์ ีน
และประชาชนจีนมีความมน่ั ใจอยา่ งเตม็ เปี่ ยม และจะทางานต่อไปอยา่ งไม่รู้จกั เหน็ดเหน่ือยเพ่ือบรรลุความ
ฝันของประเทศจีนในการฟ้ื นฟูความยง่ิ ใหญข่ องประชาชาติจีน จะสร้างคุณูปการที่ยงิ่ ใหญ่ยง่ิ ข้ึนเพื่อส่งเสริม
ความเป็นอยทู่ ่ีดีและสร้างประชาคมร่วมอนาคตของมวลมนุษยชาติ

58

7. การแบ่งเขตการปกครองของประเทศจีน

ประเทศจีนไม่เพยี งมีพ้ืนท่ีกวา้ งใหญ่ และทรัพยากรท่ีมากมาย แต่ยงั เป็นประเทศมหาอานาจท่ี
ยง่ิ ใหญ่ โดยแบง่ เขตการปกครองส่วนกลางออกเป็น 23 มณฑล (รวมไตห้ วนั ) (省),5 เขตปกครอง
ตนเอง (自治区) ซ่ึงมีชนกลุ่มนอ้ ยอาศยั อยมู่ าก,4 มหานครใหญท่ ี่ข้ึนตรงตอ่ ส่วนกลาง (直辖
市)สาหรับเมืองที่ใหญท่ ่ีสุดในจีน และ 2 เขตบริหารพเิ ศษ (特别行政区) ที่จีนเขา้ ไปปกครอง

23 มณฑล ไดแ้ ก่

黑龙江(เฮยหลงเจียง ) 吉林(จี๋หลิน) 辽宁(เหลียวหนิง ) 河北(เหอเป่ ย)

山西(ซานซี ) 山东(ซานตง ) 江苏(เจียงซู) 安徽 (อนั ฮุย )

浙江( เจอ้ เจียง) 江西( เจียงซี ) 福建 (ฝเู จ้ียน หรือ ฮกเก้ียน)

台湾 (ไถวนั หรือไตห้ วนั ) 河南(เหอหนนั ) 湖北 (หูเป่ ย ) 湖南 หูหนนั

贵州 (กยุ้ โจว) 广东 (กวา่ งตง หรือ กวางตุง้ ) 海南 (ไห่หนนั ) 甘肃 (กานซู่)

陕西 (ส่านซี) 四川 (ซ่ือชวน หรือ เสฉวน) 青海 (ชิงไห่)

云南 หยนุ หนนั หรือ ยุนนาน

5 เขตปกครองตนเอง ไดแ้ ก่

内蒙古(เน่ยเหมิงกู่ หรือ มองโกเลียใน ) 宁夏(หนิงเซ่ีย)

新疆(ซินเจียง ) 西藏(ซีจา้ ง หรือ ทิเบต) 广西(ซี หรือ กวางสี)

59

4 มหานครใหญท่ ่ีข้ึนตรงส่วนกลาง หรือ 4 เทศบาลนคร

北京 (ปักกิ่ง) 重庆(ฉงฉิ่ง) 上海 (เซี่ยงไฮ)้ 天津 (เทียนจิน)

2 เขตบริหารพิเศษ

香港 (ฮอ่ งกง) 澳門 (มาเก๊า)

สรุป การเมืองและการปกครองของประเทศจีนมีความเป็ นเอกลกั ษณ์ในตวั เอง มีการเปล่ียนแปลงในดา้ น
ต่างๆใหเ้ ขา้ กบั สถานการณ์อยตู่ ลอดเวลา โดยเริ่มจากสภาพการณ์ทว่ั ไปของจีนก่อนการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง ไปจนถึงสภาพการณ์ท่ีนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง และสุดทา้ ยสาเหตุของการ
เปล่ียนแปลงการปกครอง ผลกระทบท่ีเกิดข้ึนภายหลงั จากการเปล่ียนแปลงการปกครอง ความเป็นมาของ
พรรคคอมมิวนิสตจ์ ีน รวมไปถึงเขตการปกครองในประเทศจีน

คำถำมท้ำบบท
1. โครงสร้ำงทำงกำรปกครองในสมยั รำชวงศ์ชิงประกอบด้วยสถำบนั กำรปกครองสำคญั
อะไรบ้ำง
2. กำรจดั ระเบยี บกำรปกครองเป็ นอย่ำงไร
3.สนธสิ ัญญำนำนกงิ ทจี่ ีนทำกบั องั กฤษมสี ำระสำคญั คือ
4.สังคมศักดินำของจนี ทสี่ ำคญั มดี งั นี้
5. 5 เขตปกครองตนเองของประเทศจนี มเี มืองใดบ

60

บทท่ี 4
เทศกำลสำคญั ของประเทศจีน

61 61

บทท่ี 4 เทศกำลของประเทศจีน

เทศกำลตรุษจนี (春节)chūn jié

ตรุษจีนน้นั คลา้ ยคลึงกบั วนั ปี ใหม่ในประเทศทางตะวนั ตก ร่องรอยของประเพณี และพิธีกรรมความ
เป็นมาของการฉลอง ตรุษจีน น้นั มีมานานกวา่ ศตวรรษ ไม่สามารถยอ้ นกลบั ไปดูวา่ เร่ิมตน้ ฉลองมาต้งั แต่
เม่ือไร เป็นท่ีรู้จกั และจาไดท้ ว่ั ไปวา่ เป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไมผ้ ลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วนั
การเตรียมงานฉลองส่วนใหญจ่ ะเริ่มหน่ึงเดือนก่อน วนั ตรุษจีน ผคู้ นเริ่มซ้ือของขวญั , สิ่งต่างๆ เพื่อประดบั
บา้ นเรือน, อาหารและเส้ือผา้ การทาความสะอาดคร้ังใหญ่ก็เร่ิมข้ึนในวนั ก่อนตรุษจีน บา้ นเรือนจะถูก ทา
ความสะอาดต้งั แตบ่ นลงล่างหนา้ บา้ นยนั
ทา้ ยบา้ น ซ่ึงหมายถึงการกวาดเอาโชค
ร้าย ออกไป ประตูหนา้ ต่างมีการขดั สี
ฉววี รรณทาสีใหมซ่ ่ึงสีแดงเป็ นสีนิยม
ประตูหนา้ ตา่ งจะถูก ประดบั ประดาดว้ ย
กระดาษท่ีมีคาอวยพรอยา่ งเช่น อยดู่ ีมีสุข
ร่ารวย และอายยุ นื เป็นตน้

วนั ก่อนวนั ตรุษจีนน้นั เป็นวนั แห่ง
การการรอคอย ถือเป็นวนั ท่ีน่าต่ืนเตน้ มากที่สุดในบรรดาการฉลองท้งั หมด ประเพณีและพิธีกรรมตา่ งๆ น้นั
ผกู ไวก้ บั ทุกส่ิงทุกอยา่ ง ต้งั แต่ อาหาร ไปจนถึงเส้ือผา้ อาหารค่าน้นั ประกอบดว้ ยอาหารทะเล และอาหารน่ึง
เส้ือผา้ ที่ใส่จะเป็นสีแดงถือเป็ นสีท่ีเป็นมงคลเป็นการไล่ปี ศาจร้าย ใหอ้ อกไป และการใส่สีดาหรือขาวเป็นสิ่ง
ตอ้ งหา้ ม ซ่ึงสีเหล่าน้ีถือวา่ เป็ นสีแห่งการไวท้ ุกข์ หลงั จากอาหารค่าทุกคนในครอบครัวนงั่ กนั จนเชา้ เพือ่ รอ
วนั ใหมโ่ ดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวที ี่เกี่ยวกบั วนั ตรุษจีน และในวนั น้ีจะตอ้ งไมโ่ กรธ ริษยา
หรือ ไมพ่ อใจ เพ่ือเป็นสิริมงคลท่ีดีสาหรับปี ท่ีกาลงั จะมาถึง

เมื่อถึงวนั ตรุษจีน ประเพณีต้งั แตโ่ บราณมาเรียกวา่ องั เปา ซ่ึงหมายถึง กระเป๋ าแดง เป็นการที่คู่
แต่งงานใหเ้ งินเด็กๆ และผใู้ หญ่ท่ียงั ไมไ่ ดแ้ ต่งงานในซองสีแดง หลงั จากน้นั ทุกคนในครอบครัว ตา่ งออกมา
เพ่ือคาอวยพรวนั ปี ใหมก่ ล่าวสวสั ดีปี ใหม่ เริ่มจากญาติๆ แลว้ ตอ่ ดว้ ยเพอื่ นบา้ น โดยส่วนใหญค่ าอวยพรวนั ปี
ใหม่จะพดู วา่ "ซินเจียยอู่ ่ี ซินน้ีฮวดไช้ ซินเจิ้งหรูอ้ี ซินเหนียนฟาไฉ" ซ่ึงมีความหมายวา่ “อะไรท่ีผา่ นไปแลว้
กใ็ หม้ นั ผา่ นไป” การฉลอง วนั ตรุษจีน สิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซ่ึงฉลองโดยการร้องเพลง เตน้ รา

62

1.1 ตำนำนควำมเป็ นมำของวันตรุษจีน

ตรุษจีน เป็ นวนั สาคญั ของจีนที่มีมาแต่โบราณท่ีเรียกวา่ 过guò 春chūn节jié “กวอ้ ชุนเจ๋ีย” หรือ 过年guò nián
“กวอ้ เหนียน” เล่ากนั วา่ ในสมยั โบราณ ในป่ าทึบแห่งหน่ึง มีสตั วป์ ่ าท่ีดุร้ายและน่ากลวั มากตวั หน่ึง เรียกวา่
年nián “เหนียน” มนั ออกอาละวาดกินคนเป็ นประจา พระเจา้ จึงลงโทษมนั อนุญาตใหม้ นั ลงมาจากเขาไดเ้ พียง
หน่ึงคร้ังใน 365 วนั ดงั น้นั เม่ือฤดูหนาวใกลจ้ ะผา่ นไป ฤดูใบไมผ้ ลิเวยี นมาใกล้ เหนียน ก็จะออกมาทาร้าย
ผคู้ น เพอื่ ป้องกนั การมาของ เหนียน ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างสะสมเสบียงอาหาร และกบั ขา้ วจานวนหน่ึงไวใ้ น
บา้ น เมื่อถึงตอนค่าของวนั ที่ 30 เดือน 12 ก็จะปิ ดประตูและหนา้ ต่างเอาไว้ ไม่หลบั ไม่นอนตลอดคืน เพอ่ื

ตอ่ สู้กบั เหนียน จนกระทงั่ ถึงรุ่งเชา้ ก็
จะเป็นวนั แรม 1 ค่า เดือน 1 เม่ือ
เหนียน กลบั ไปแลว้ ทุก ๆ ครัวเรือน
ก็จะเปิ ดประตูออกมาแสดงความ
ยนิ ดีต่อกนั ท่ีโชคดีไมไ่ ดถ้ ูก เหนียน
ทาร้าย

ตอ่ มาพบวา่ เหนียน มีจุดอ่อน
มีอยคู่ ร้ังหน่ึง เม่ือ เหนียน มาถึง
หมู่บา้ นแห่งหน่ึง มีเดก็ กลุ่มหน่ึง
กาลงั หวดแส้เล่นกนั เมื่อ เหนียน ไดย้ นิ เสียงแส้ดงั เปร้ียงปร้างกเ็ ลยตกใจเผน่ หนีไป เม่ือ เหนียน ไปถึง
หมูบ่ า้ นอีกแห่งหน่ึง เห็นมีชุดเส้ือผา้ สีแดงตากอยหู่ นา้ บา้ นของครอบครัวหน่ึง สีแดงฉูดฉาดน้นั ทาให้
เหนียน ตกใจและเผน่ หนีไปอีก เม่ือ เหนียน มาถึงหมูบ่ า้ นแห่งที่สาม ปรากฏวา่ ไปพบเห็นกองเพลิงกองหน่ึง
บนถนน แสงเพลิงท่ีเจิดจา้ ทาให้ เหนียน ตอ้ งเผน่ หนีไปอีก ต้งั แต่น้นั มา ผคู้ นต่างรู้วา่ แมว้ า่ เหนียน จะดุร้าย
แตม่ นั ก็กลวั สีแดง เสียงดงั และไฟ ทาใหผ้ คู้ นสามารถคิดหาวธิ ีกาจดั เหนียน ไดโ้ ดยไม่ยากนกั

เม่ือวนั ส่งทา้ ยตรุษจีนเวยี นมาอีกคร้ังหน่ึง ทุกๆ ครัวเรือนจึงต่างนากระดาษสีแดงมาติดไวบ้ นประตู
หนา้ บา้ น แขวนโคมไฟสีแดง พร้อมกบั จุดประทดั และตีฆอ้ งรัวกลองอยา่ งต่อเน่ือง เม่ือ เหนียน มาถึงใน
ตอนเยน็ เห็นทุก ๆ ครัวเรือนมีแสงไฟสวา่ งไสว มีเสียงประทดั ดงั สนนั่ จึงตกใจเผน่ หนีกลบั เขา้ ป่ าไป และไม่
กลา้ ออกมาอาละวาดอีก ทุก ๆ คนจึงผา่ นพน้ คืนแห่งอนั ตรายไปอยา่ งปลอดภยั เมื่อฟ้าสางแลว้ ผคู้ นจึง
ออกมาจากบา้ น กล่าวคาอวยพรซ่ึงกนั และกนั อยา่ งมีความสุข พร้อมกบั การนาอาหารออกมารับประทาน
ร่วมกนั อยา่ งสนุกสนาน

63

1.2 อำหำรในวันตรุษจีน

เร่ืองอาหารการกินประจาเทศกาล ซ่ึงเป็นอาหารท่ีชาวจีนเชื่อวา่ ทานแลว้ จะโชคดี ร่ารวยเฮงๆ โดย
ส่วนมากมกั จะเป็นอาหารที่ชื่อมีความหมายมงคล หรือลกั ษณะท่ีเป็นมงคลของอาหารน้นั ๆ ตรุษจีนน้ีเตรียม
หามาทานไดเ้ ลย โดยอาหารมงคลจีน ท่ีชาวจีนนิยมทานในเทศกาลตรุษจีน เพ่ือความเป็นมงคลตอ้ นรับปี
ใหม่ มี 7 อยา่ ง

ปลา - ความเจริญรุ่งเรือง

ในภาษาจีน “ปลา” (Yu 鱼 / Yoo /) ออกเสียงเหมือน ‘ความเหลือเฟื อ’ คนจีนชอบที่จะมีเงินเหลือ
ในช่วงปลายปี เป็นเพราะพวกเขาคิดวา่ การจดั การเพื่อจดั เก็บบางส่ิงบางอยา่ งในช่วงปลายปี จะทาใหพ้ วกเขา
สามารถทาใหม้ ีมากข้ึนไดใ้ นปี ถดั ไป โดยอาหารมงคลจีน จากปลา เราสามารถนาปลามาทาเมนูไดห้ ลาย
อยา่ งต่างๆ ท้งั ตม้ น่ึง และเคี่ยว ซ่ึงเมนูปลายอดนิยมของคนจีนท่ีนิยมรับประทานในวนั ตรุษจีน กค็ ือ ปลาน่ึง
ซีอิ๊ว และปลาตม้ กบั น้าซุปรสเผด็

สาหรับวธิ ีการรับประทานปลาในคืนวนั ส่งทา้ ยปี ชาวจีนเขาก็มีความเชื่อในการกินดว้ ยวา่ เมนูปลา
ควรจะเป็ นจานสุดทา้ ยท่ีเหลือส่วนหวั และส่วนหางไวจ้ นเวลาข้ึนปี ใหมเ่ ริ่มตน้ ซ่ึงเป็ นการแสดงออกถึง
ความหวงั วา่ ปี น้ีจะเริ่มตน้ และจบลงดว้ ย ‘ความเหลือเฟื อ’ นอกจากน้ีหวั ปลาควรหนั ไปทางแขกผมู้ ีเกียรติ
หรือผสู้ ูงอายทุ ่ีเป็นตวั แทนของความเคารพ ซ่ึงผทู้ ี่นง่ั ตรงส่วนหวั และส่วนหางของปลาควรด่ืมดว้ ยกนั และ
ไม่ควรทาการยา้ ยจานเมนูปลาใหห้ นั ไปทางอ่ืน

ชนิดของปลากม็ ีความหมายท่ีแตกต่างกนั ออกไป ซ่ึงปลาที่จะเลือกมาเป็นอาหารจีน ก็จะข้ึนอยกู่ บั
ช่ือและการออกเสียงท่ีมีความหมายเป็นมงคล อยา่ งเช่นปลาชนิดตา่ งๆ ดงั น้ี

ปลาตะเพียน หรือ jì yú พยางคแ์ รก พอ้ งเสียงกบั คาวา่ jí มีความหมายวา่ โชคดี ซ่ึง

鲫鱼 吉

การรับประทานปลาตะเพยี นในวนั ส่งทา้ ยปี เก่าตอ้ นรับปี ใหมน่ ้นั กจ็ ะนาความโชคดีมาให้

ปลาแกง หรือ lǐ yú พยางคแ์ รก พอ้ งเสียงกบั คาวา่ lǐ มีความหมายวา่ ของขวญั ดงั น้นั

鲤鱼 礼

คนจีนคิดวา่ การกินปลาแกงในช่วงตรุษจีนเป็ นสญั ลกั ษณ์ท่ีตอ้ งการสาหรับความโชคดี

ปลาดุก หรือ nián yú พอ้ งเสียงกบั คาวา่ nián yú ความหมายของการ เกินดุลปี ดงั น้นั การ

鲶鱼 年余

รับประทานปลาดุกเป็ นความปรารถนาสาหรับการเกินดุลในปี ท่ีกาลงั จะมาถึง

คาพดู ก่อนรับประทานปลาเพ่ือความโชคดี

64

niánnián yǒu yú : ขอใหม้ ีมากกวา่ ท่ีคุณตอ้ งการ

年 年 有余

鱼跃龙门:yú yuèlóngmén ขอใหส้ าเร็จในการสอบ! ( ‘ปลากระโดดขา้ มประตูมงั กร’ หมายถึงการประสบความสาเร็จ
ผา่ นการสอบแข่งขนั )

เก๊ียว - ความมง่ั คงั่

เกี๊ยว (饺子)jiǎo zi เป็ นเมนูอาหารที่มีประวตั ิยาวนานมากวา่ 1,800 ปี เป็ นอาหารสุดคลาสสิกท่ีนิยม
รับประทานกนั อยา่ งแพร่หลายในวนั ตรุษจีน โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศ ซ่ึงรูปลกั ษณ์ของเกี๊ยวน้นั
มีลกั ษณะคลา้ ยกบั เงินของจีนในสมยั โบราณ มีตานานเล่าวา่ การรับประทานเกี๊ยวในช่วงปี ใหม่ โดยทาเก๊ียว
ใหเ้ หลือเยอะกวา่ ที่จะรับประทาน จะช่วยใหม้ ีเงินเหลือใชม้ ากมายในปี น้นั เก๊ียวทว่ั ไปประกอบดว้ ยเน้ือสัตว์
และผกั ห่อในแป้งผวิ บางและยดื หยนุ่ นิยมทาไส้หมูสบั กงุ้ ปลา ไก่สับ เน้ือววั และผกั ตา่ งๆ โดยนาไปปรุง
สุกดว้ ยการตม้ น่ึง ทอด หรือ อบ ซ่ึงเกี๊ยวก็เป็น อาหารมงคลจีน ท่ีทาง่ายๆ ทาเมนูไหนก็อร่อย และสาหรับ
เกี๊ยวแต่ละไส้น้นั กจ็ ะมีความหมายท่ีแตกต่างกนั ออกไปดว้ ย

เคลด็ ลบั กำรทำเกยี๊ ว

เม่ือทาเก๊ียวควรจะมีจานวนของจีบเป็ นเลขมงคล ตอ้ งทาใหเ้ ก๊ียวมีลกั ษณะป่ องกาลงั ดี เพราะถา้ ทา
แบนเกินไปก็จะหมายถึงความยากจน ชาวจีนบางคนจะใส่ดา้ ยสีขาวภายในไส้เก๊ียว ซ่ึงคนที่รับประทานเก๊ียว
น้นั จะมีชีวติ ยนื ยาว

65

1.3 ของไหว้ตรุษจีน
1.3.1ของคาวไหวต้ รุษจีน
ไก่ หมายถึง ความสง่างาม ยศ และความ

ขยนั ขนั แข็ง กา้ วหนา้ ในหนา้ ท่ีการงาน ตอ้ งเป็ นไก่เต็มตวั
หมายถึง มีหวั ตวั ขา ปี ก มีความหมายถึง ความสมบูรณ์

เป็ ด หมายถึง สิ่งบริสุทธ์ิ ความสะอาด
ความสามารถอนั หลากหลาย

ปลา หมายถึง เหลือกินเหลือใช้ อุดม
สมบูรณ์

หมู หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้
หมึก หมายถึง เหลือกิน เหลือใช้ (เหมือนปลา)
บะหม่ียาว หรือมี่ส้ัว หรือฉางโซ่วเม่ียน ตามช่ือหมายถึง อายุยืนยาว

1.3.2 ผลไมไ้ หวต้ รุษจีน
กลว้ ย หมายถึง กวกั โชคลาภเขา้ มา และขอให้มีลูกหลานเต็มบา้ นเต็มเมือง
แอปเปิ้ ล หมายถึง ความสันติสุข สันติภาพ
สาล่ี หมายถึง โชคลาภมาถึง (ควรระวงั ไม่นิยมไหวบ้ รรพบุรุษและวิญญาณไร้ญาติ)
ส้มสีทอง หมายถึง ความสวสั ดีมหามงคล
องุ่น หมายถึง ความเพ่ิมพูน

66

1.3..3 ของหวานไหวต้ รุษจีน
เข่ง คือ ความหวานชื่น ราบรื่นในชีวิต ขนมเข่งท่ีใส่ในชะลอม หมายถึง ความหวานชื่น

อนั สมบูรณ์
ขนมเทียน คือ มีความหมาย หวานช่ืน ราบรื่น รูปลกั ษณ์เป็ นกรวยแหลม มีลักษณะเป็ น

มงคลเหมือนเจดีย์
ขนมไข่ คือ ความเจริญเติบโต
ขนมถว้ ยฟู คือ ความเพ่ิมพูนรุ่งเรือง เฟ่ื องฟู
ขนมสาล่ี คือ รุ่งเรือง เฟ่ื องฟู
จนั อบั (จงั๋ อบั๊ ) หมายถึง ป่ิ นโต หมายถึงความหวานท่ีเพ่ิมพูน มีความสุขตลอดไป
ถว่ั ตดั หมายถึง แท่งเงิน
สาหร่ายทะเลสีดา หมายถึง ความมง่ั คงั่ ร่ารวย

1.4 วิธีกำรไหว้
โดยพิธีการไหวต้ รุษจีนน้นั จะมีการไหว้ 3-4 ชุด เริ่มจากไหวเ้ จา้ ท่ี เทวดาท่ีดูแลคุม้ ครอง ในช่วง

เชา้ ดว้ ย ชุดซาแซ คือ หมู เป็ ด ไก่ และขนมเช่น ขนมเทียน ขนมถว้ ยฟู หรือขนมอื่นๆ เลือกใชส้ องถึงสาม
ชนิด ผลไมใ้ ชส้ ้ม สีทอง องุ่น แอปเปิ้ ล พร้อมกบั กระดาษเงินและกระดาษทอง จากน้นั ในช่วงสาย ไหว้
บรรพบุรุษ ซ่ึงเคร่ืองไหวจ้ ะประกอบดว้ ย ชุดซาแซ อาหารคาวหวาน ซ่ึงส่วนใหญ่จะเลือกอาหารตามที่
บรรพบุรุษชอบ อย่างมากจะมีประมาน 10 อยา่ ง โดยที่นิยมให้มี น้าแกง เพื่ออวยพรให้ชีวิตราบร่ืน ส่วน
กบั ขา้ วและขนมหวานต่างๆ ก็จะเลือกท่ีมีความหมายมงคล ท้งั น้ีหลงั จากการไหวบ้ รรพบุรุษ ก็จะไหวผ้ ี
ไม่มีญาติในช่วงบ่าย สุดทา้ ยช่วงกลางดึกในวนั เดียวกนั จะมีการไหว้ 'เทพเจา้ ไฉ่ซิงเอ้ีย' หรือเทพเจา้ แห่ง
โชคลาภ ก่อนเขา้ สู่วนั ตรุษจีนอยา่ งเป็ นทางการ

67

1.5 เวลำไหว้
ช่วงเชา้ : ไหวส้ ่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิ
เป็นการไหวข้ อบคุณส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิ หรือเทพเทวดาผคู้ ุม้ ครองบา้ นเรือน ท่ีมาปกปักดูแลให้

เจา้ บา้ นอยอู่ ยา่ งร่มเยน็ เป็นสุขใชธ้ ูป 3 ดอก
ช่วงสาย : ไหวบ้ รรพบุรุษ
เป็นการไหวเ้ พือ่ ระลึกถึงญาติพีน่ อ้ งที่ถึงแก่กรรมไปแลว้ ท้งั ยงั เป็นการแสดงความกตญั ญู

ตามความเชื่อของชาวจีน ดว้ ยซาแซ อาหารคาว-หวาน รวมถึงเผากระดาษเงิน-กระดาษทอง พร้อมเส้ือผา้
ใหก้ บั บรรพบุรุษ ไม่ควรเกินเวลาเที่ยง ใชธ้ ูป 3 ดอก

ช่วงบ่าย : ไหวท้ าทานแก่สมั ภเวสี
สาหรับการไหวท้ าทานแก่ผไี ม่มีญาติหรือสมั ภเวสีน้นั จะทาพธิ ีไหวต้ อนบา่ ยเป็ นตน้ ไป ไม่

ควรเกินบ่ายส่ีโมงเยน็ ใหไ้ หวท้ าทานดว้ ย ขา้ ว ของคาวหวาน ขนมตา่ งๆ พอไหวเ้ สร็จ ใหจ้ ุดประทดั เพือ่ ไล่
สิ่งชว่ั ร้ายออกไปใหห้ มด และเพอ่ื ความเป็ นสิริมงคลตอ้ นรับตรุษจีน ไหวส้ มั ภเวสี ใชธ้ ูป 1 ดอก

ช่วงดึก : ไหวเ้ ทพเจา้ ขอโชคลาภ
โดยฤกษไ์ หวไ้ ฉ่ซิงเอ้ีย เทพเจา้ แห่งโชคลาภ ใหเ้ ริ่มทาในยามแรกของปี นน่ั คือ เวลา 23.00

จนถึง 05.00 น. โดยต้งั โตะ๊ ไหวใ้ หห้ นั หาทิศตะวนั ออก อญั เชิญองคไ์ ฉ่ซิงเอ้ีย เทพเจา้ แห่งโชคลาภ เพราะเชื่อ
วา่ ปี น้ีเทพไฉ่ซิงเอ้ียจะเสดจ็ มาในทิศตะวนั ออกประทบั สู่บา้ นของเรา เพื่อความเป็ นสิริมงคล ไหวเ้ จา้ ใหใ้ ช้
ธูป 5 ดอก

68

yuánxiāojié

1. เทศกำลโคมไฟ ( 元 宵 节)

2.1 ประวตั ิควำมเป็ นมำ
เทศกาลโคมไฟ หรือวา่ วนั หยวนเซียว (元宵節) คือวนั ท่ี 15 ของเดือน 1 ตามปฏิทินจนั ทรคติ
หรือที่เรียกกนั วา่ ชูสืออู่ นน่ั เอง คาวา่ 元 หยวน มีความหมายวา่ แรก ส่วน 宵 เซียว แปลวา่ กลางคืน จึง
ใชเ้ รียกคืนที่พระจนั ทร์เตม็ ดวงคร้ังแรกในรอบปี หลงั ผา่ นพน้ ตรุษจีน หรือวนั สิ้นสุดปี ใหม่ของจีน สาหรับ
คืนสาคญั น้ี มีประเพณีวา่ ชาวจีนจะตอ้ งรับประทานบวั ลอยกนั ในครอบครัวและออกไปชมโคมไฟท่ีจะ
นามาประดบั ประดากนั อยา่ งสวยงาม ดงั น้นั จึงมีการเรียกเทศกาลน้ีอีกอยา่ งวา่ เทศกาลโคมไฟ (燈節)
ในอีกนยั หน่ึง เทศกาลโคมไฟ เป็นเครื่องหมายการกลบั มาของฤดูใบไมผ้ ลิ และเป็นสญั ลกั ษณ์การกลบั มา
รวมตวั กนั ของครอบครัว ในขณะเดียวกนั เทศกาลโคมไฟก็เปรียบเสมือนวนั วาเลนไทน์ของชาวจีน เนื่องจาก
เป็นวนั ที่คู่รักจะไดพ้ บเจอและทากิจกรรมต่างๆ ท่ีมีในเทศกาลโคมไฟดว้ ยกนั เช่น ปล่อยโคม ดูเชิดสิงโต
ชมการประดบั ไฟ เล่นดอกไมไ้ ฟ และจุดประทดั และเช่ือกนั วา่ คู่รักท่ีไดจ้ ุดโคมไฟในวนั น้ีร่วมกนั จะทาให้
ความรักจะเบง่ บานข้ึนเร่ือย ๆ อีกดว้ ย

69

2.2 กจิ กรรมในเทศกำลโคมไฟ
-การรประดบั ตกแต่งบา้ นเรือน และถนนหนทางดว้ ยโคมไฟสีแดง
-ชมดวงจนั ทร์
-ปล่อยโคมลอย
-การเชิดสิงโต
-เล่นเกมโคมไฟทายปัญหา
-กินขนมบวั ลอย หรือเรียกวา่ ขนมทงั หยวน กนั ในครอบครัว

กนิ ขนมถงั หยวนหรือหยวนเซียว

ขนม “ถงั หยวน” หรือ “หยวนเซียว” ซ่ึงท้งั 2 ชื่อออกเสียงออกเสียงใกลเ้ คียงกนั โดยคาวา่ “ถวน”
หรือ “หยวน” มีความหมายที่เป็นศิริมงคล ซ่ึงคาวา่
“ถงั หยวน” เป็นคาแทนความหมายของคาวา่
ถวนถวนหยวนหยวน ที่หมายถึง การอยพู่ ร้อม
หนา้ พร้มตากนั ของคนในครอบครัว หรืออีกนยั หน่ึง
หมายถึง หยวนหมา่ น ที่แปลวา่ อุดมสมบูรณ์ อีก
ดว้ ย ถงั หยวน หรือ หยวนเซียว จึงเป็นขนมยอดนิยม
ที่ชาวจีน ซ่ึงจะทากนั ในวนั เทศกาลโคมไฟ มีหนา้ ตา
คลา้ ยๆ กบั บวั ลอยบา้ นเรา ท้งั น้ีเชื่อกนั วา่ ถา้ ใครที่ได้
กินขนมน้ีก่อนออกไปชมโคมไฟ จะทาใหช้ ีวติ สมบูรณ์พูนสุข ชีวติ ครอบครัวมีความสุข ความสมั พนั ธ์แน่น
แฟ้น และไดอ้ ยกู่ นั พร้อมหนา้ พร้อมตานนั่ เอง

70

เกมโคมไฟทำยปัญหำ

เกมโคมไฟทายปัญหา เป็นหน่ึงในกิจกรรมที่สาคญั และเป็นท่ีนิยมที่สุดของเทศกาลโคมไฟ เจา้ ของ
ตะเกียงจะเขียนปริศนาลงบนกระดาษโนต้ และวางลงบนโคมไฟ ใหผ้ คู้ นไดค้ าดเดาปริศนา หากมีคนมน่ั ใจ
ในคาตอบวา่ ตอบไดถ้ ูกตอ้ ง สามารถไขปริศนาได้ ใหไ้ ปหาเจา้ ของตะเกียงเพ่ือตรวจสอบคาตอบ ถา้ คาตอบ
ถูกตอ้ งทางเจา้ ของตะเกียงจะมอบของขวญั เลก็ ๆ ใหเ้ ป็นรางวลั ถือเป็นการมอบความสุขใหแ้ ก่กนั อีกดว้ ย

2.3 กำรเชิดสิงโต

ชาวจีนมีความเชื่อวา่ “สิงโต” เป็นบุตรของมงั กร ซ่ึงมีอานาจและทรงพลงั มากท่ีสุด สิงโต
จึงไดร้ ับมอบหมายจากสวรรคใ์ หเ้ ป็นผพู้ ทิ กั ษ์ หรือปกป้องมนุษย์ สิงโตจึงถือเป็นสัญลกั ษณ์ของพลงั อานาจ
ความกลา้ หาญ และความจงรักภกั ดี นอกจากน้ียงั เช่ือกนั วา่ สิงโตเป็นสัตวเ์ ทพเจา้ ท่ีมีความศกั ด์ิสิทธ์ิ เพียง
เสียงคารามก็สามารถปัดเป่ าวญิ ญาณ และส่ิงชว่ั ร้ายออกไปได้

การเชิดสิงโตเป็ นหน่ึงในแสดงที่โดดเด่นท่ีสุดในประเทศจีน อีกท้งั ยงั นาพาควาสุขใหก้ ลบั
เขา้ สู่บา้ น และขบั ไล่สิ่งชว่ั ร้ายออกจากบา้ น ชาวจีนจึงนิยมเชิดสิงโตในงานรื่นเริง หรืองานอนั เป็นมงคล เพอ่ื
นามาซ่ึงโชค เร่ืองราวดี ๆ ใหเ้ ขา้ มา หรือใชเ้ ป็นการอวยพรใหแ้ ก่ผคู้ นต่าง ๆ ที่พบเห็นหรือมาชื่นชมการ
แสดงอีกดว้ ย

ประเพณีการชมโคมไฟน้ี เร่ิมตน้ ข้ึนเม่ือสองพนั กวา่ ปี ก่อนในสมยั ราชวงศฮ์ น่ั ตะวนั ตก จน
มาถึงราชวงศถ์ งั ประเพณีน้ียง่ิ มีความพถิ ีพิถนั มากข้ึน ภายในพระราชวงั หรือตามทอ้ งถนน ทุกหนทุกแห่ง
ลว้ นมีการแขวนโคมไฟ และยงั พฒั นาไปเป็นตึกโคมไฟ ตน้ ไมโ้ คมไฟ หรือวงลอ้ โคมไฟ เป็นตน้

วนั หยวนเซียวไดร้ ับการสืบทอดเร่ือยมา จนกระทง่ั ในราชวงศซ์ ่งท่ียง่ิ ใหค้ วามสาคญั กบั
เทศกาลโคมไฟน้ี และกิจกรรมต่างๆ ในเทศกาลดงั กล่าวกย็ งิ่ คึกคกั รวมท้งั มีการฉลองติดต่อกนั ถึง 5 วนั
นอกจากน้ี รูปแบบของโคมไฟท่ีประดบั ประดากย็ ง่ิ หลายหลากมากข้ึนดว้ ย สาหรับในราชวงศห์ มิง มีการ
ขยายระยะเวลาในฉลองประเพณีโคมไฟน้ีออกไป ยาวนานถึง 10 วนั และเป็นการชมโคมท่ียาวท่ีสุดของจีน
ขณะที่เม่ือมาถึงราชวงศช์ ิง ท่ีแมว้ า่ ประเพณีดงั กล่าวไดล้ ดลงเหลือเพียง 3วนั ก็ตาม แต่ความยง่ิ ใหญต่ ระการ
ตากลบั ไมไ่ ดล้ ดนอ้ ยลงตามไปดว้ ยเลย

ในวนั เทศกาลสาคญั ตา่ งๆ ของชาวจีนน้นั มกั จะมีอาหารประจาเทศกาล หรือกค็ ืออาหารสิริมงคลนนั่ เอง ซ่ึง
สิ่งท่ีขาดไม่ไดส้ าหรับเทศกาลโคมไฟน้ี กค็ ือ การรับประทานถงั หยวน หรือวา่ บวั ลอย เพียงแตว่ า่ บวั ลอย
ที่วา่ น้ีไม่มีไข่หวาน ดงั ที่คุน้ ตาและคุน้ ปากกนั

71

qīngmíngjié

2. เทศกาลไหวบ้ รรพบุรุษ ( 清 明 节)

3.1 ประวคั คิ วำมเป็ นมำ
ชิงหมิง หรือ เชงเมง้ เป็นช่ือของสารท ( 1 ปี มี 24 สารท ) "เช็ง" หมายถึง สะอาด บริสุทธ์ิ และ "เมง้ "
หมายถึง สวา่ ง รวมแลว้ หมายความถึง ช่วงเวลาแห่งความแจม่ ใส รื่นรมย์ สารท เช็งเมง้ หรือ เชงเมง้ เร่ิมตน้
ประมาณ 5 เมษา - 20 เมษา เป็นฤดูใบไมผ้ ลิ อากาศจะคลายความหนาวเยน็ เริ่มเขา้ สู่ความอบอุ่น( ของ
ประเทศจีน ) มีฝนตกปรอย ๆ มีบรรยากาศสดช่ืน ทอ้ งฟ้าใสสวา่ ง ( เป็นท่ีมาของชื่อ สารท เช็งเมง้ )
เช่งเมง้ (ไหวห้ ลุมฝังศพบรรพบุรุษ) เป็นพธิ ีกรรมท่ีแสดงถึงความกตญั ญูกตเวทีที่มีต่อบรรพบุรุษ
แสดงถึงการมีความเอ้ือเฟ้ื อเผอ่ื แผแ่ ละสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงความรักใคร่สามคั คีกนั นอกจากน้นั ยงั ทาใหเ้ หล่า
เครือญาติไดม้ าร่วมพิธีกรรมน้ีไดพ้ บปะสังสรรคก์ ินเล้ียงกนั หลงั จากเสร็จพธิ ี เป็ นการสร้างสายสัมพนั ธ์
ภายในครอบครัวและเหล่าเครือญาติ

ประเพณีท่ีสาคญั มากท่ีสุดของของชาวจีน คือ ไหวบ้ รรพบุรุษ ท่ี สุสาน

ประเพณีเดือน 3 หรือเรียกวา่ “ ซาโงย้ “ ของชาวจีน หรือ ประเพณีเชง้ เมง้ หรือท่ีภาษาฮกเก้ียน
เรียกวา่ “ เฉ่งเบ๋ง “ เป็นการไปเซ่นไหวบ้ รรพบุรุษที่สุสานฝังศพหรือที่ป่ าชา้ (ฮวงจุย้ ) ซ่ึงจะกระทากนั ในวนั
4 ค่า หรือ 5 ค่า เดือน 3 ของจีน หรือตรงกบั วนั ท่ี 5 เมษายน ของ ทุก ๆ ปี เป็นพธิ ีกรรมที่ชนรุ่นหลงั แสดงถึง
ความกตญั ญูที่มีต่อบรรพบุรุษ โดยก่อนท่ีจะถึงวนั เซ่นไหวส้ กั สองสามวนั ลูกหลานก็จะชกั ชวนกนั ไปถาง
หญา้ บริเวณหลุมฝังศพ (บ่อง) ของบรรพบุรุษ ใหส้ ะอาดเรียบร้อยปราศจากตน้ ไม้ หญา้ รกรุงรัง รวมท้งั
บริเวณเจา้ ท่ี (ไทเ้ ต่กงั ) และพนู ดินบนหลุมศพใหส้ ูงข้ึน เมื่อถึงวนั ไหวล้ ูกหลานกจ็ ะเอากระดาษสีตา่ ง ๆ มา
ตกแตง่ หลุมศพ การโดยกระดาษหลากสี อาจจะเป็นการใหเ้ ห็นไดช้ ดั วา่ วนั น้ีลูกหลานมาไหวบ้ รรพบุรุษเป็ น
การบอกใหร้ ู้วา่ หลุมศพน้ีมีลูกหลานมาเซ่นไหวแ้ สดงความระลึกถึง ความกตญั ญูแลว้ ส่วนหลุมศพท่ีไม่มี
คนมาไหวห้ ลาย ๆ ปี นานไปก็จะสูญหายจากน้นั กจ็ ะนาอาหารคาวหวานไปเซ่นไหว้ การนากระดาษหลากสี
ไปประดบั บนหลุมฝังศพ เปรียบกระดาษสี คือ เส้ือผา้ ใหม่สาหรับผตู้ าย และการนาดินมากลบบนหลุมให้
เป็นเนินสูง ชาวบา้ นเชื่อวา่ เป็ นการทาใหล้ ูกหลานทามาหากินเพม่ิ พูน หากหลุมศพใดไม่กลบดินหรือพอก
พูนดิน ลูกหลานจะทามาหากินไมบ่ งั เกิด ไม่ มีทรัพยส์ ินเงินทองเพิ่มพนู อน่ึงในระยะน้ี ถา้ ลูกหลานตอ้ งการ

72

ซ่อมแซมหลุมศพ (บ่อง) ให้ สวยงามกส็ ามารถทาได้ แตส่ าหรับเดือนอื่น ๆ หา้ มทาเดด็ ขาด ถือวา่ เป็ นสิ่งอบั
ปมงคลจะทาลูกหลานมีอนั เป็นไป หรือลูกหลานจะทามาหากินไม่เจริญรุ่งเรือง ปัจจุบนั จะเห็นวา่ ชาวบา้ น
ยงั คงมีความเชื่อในดา้ นกระทากบั หลุมศพ และถือเคล็ดวา่ หากไมไ่ ดท้ าหรือทาไม่ดี ตนเองจะไดร้ ับ
ผลกระทบในการทามาหากิน และความเป็นอยู่ ซ่ึงชาวบา้ นเรียนรู้จากคนรุ่นก่อนที่ไดเ้ ล่าสืบต่อกนั มา และ
จากประสบการณ์ของตนเอง

ระยะเวลำ
ช่วงเวลา เช็งเมง้ จะทาในเดือน ๕ ระหวา่ ง วนั ที่ ๓ ถึงวนั ท่ี ๗ เมษายน ทุกปี โดยจะสะดวกไปทา

พธิ ีกรรมในวนั ใดกไ็ ด้
ไหวเ้ ช็งเมง้ วนั ไหว้ วนั ใดก็ไดใ้ นช่วง 15 วนั แรกของเดือน 3 ของจีนทุกปี จะอยทู่ ี่ประมาณปลาย

เดือนมีนาคม-ตน้ เดือนเมษายน

73

3.2 พธิ ีกรรม
การประกอบพิธีกรรมน้ี ชาวจีมีความเชื่อในเร่ือง พระภูมิเจา้ ที่ นรก สวรรค์ วญิ ญาณบรรพบุรุษ

ภูตผี วิญญาณเร่ร่อน การทามาหากิน เคล็ด ชาติภพ เช่น ชาวจีนเช่ือวา่ การนาส่ิงของไปเซ่นไหวท้ ี่หลุมศพ
การพนู ดินท่ีหลุม การโปรยกระดาษสีตา่ ง ๆ เพราะเป็ นการแสดงออกถึงความกตญั ญูรู้คุณตอ่ บรรพบุรุษ ผมู้ ี
พระคุณ เป็นการบอกเล่าแก่สังคมวา่ ตนยงั คงระลึกถึงผมู้ ีพระคุณอยเู่ สมอ และการทากงเตก็ กเ็ นื่องจากชาว
จีนเชื่อวา่ คนที่ตายไปแลว้ ไมไ่ ดไ้ ปไหน ยงั คงดาเนินชีวติ อยใู่ นอีกโลกหน่ึง และอาจจะตอ้ งการความ
ช่วยเหลือจากมนุษยเ์ หมือนกบั ที่มนุษยต์ อ้ งการความช่วยเหลือเช่นกนั
อาหารท่ีใชใ้ นการประกอบพิธีมีดงั น้ี คือ

๑. ไก่ตม้ ๑ ตวั
๒. หมูสามช้นั ตม้ ๑ ชิ้น (โดยประมาณขนาด ๑/๒ ก.ก. ข้ึนไป)
๓. เส้นบะหม่ีสด
๔. ขนม ๓ อยา่ ง คือ เต่เหล่ียว ขา้ วเหนียวกวน ขนมเต่า (ขนมก)ู้
๕. ขนมถว้ ยฟู (ฮวดโกย้ )
๖. สับปะรด ๒ ลูก (ใชท้ ้งั กา้ นและหวั จุก)
๗. น้าชา
๘. ธูปเทียน, กระดาษเงิน, กระดาษทอง, ประทดั

กำรประกอบพธิ ีกรรม มีดงั นี้ คือ
๑. นาอาหาร ขนม และผลไม้ ใส่ภาชนะเป็น ๒ ชุด (เล็ก- ใหญ)่
๒. ใหน้ าไก่ตม้ , หมูตม้ และเส้นบะหม่ีสดใส่ถาดเดียวกนั
๓. นาขนมแต่ละชนิดใส่จานแยกเป็นแต่ละชนิด
๔. สบั ปะรดใส่จานละ ๑ ลูก
๕. น้าชาที่ละ ๒ ถว้ ยชาเล็ก (ถว้ ยตะไล)
๖. อาหารชุดใหญ่ใหว้ างไวห้ นา้ หลุมฝังศพบรรพบุรุษ ชุดเลก็ ไวส้ าหรับเจา้ ที่
๗. จุดธูป-เทียนสาหรับบูชา (เทียน ๒ เล่ม, ธูป ๒ เล่ม ต้งั ใชบ้ ูชาบรรพบุรุษและเจา้ ที่)

74

๘. เมื่อธูปหมดไปประมาณ ๑/๒ เล่ม ใหเ้ ผากระดาษเงินใหแ้ ก่บรรพบุรุษและเผากระดาษทองที่
เคารพแก่เจา้ หนา้ ท่ี

๙. ใหเ้ อากระดาษเงินวางบนหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ
๑๐. ใหจ้ ุดประทดั เป็ นอนั เสร็จพธิ ีกรรมประเพณีปฏิบตั ิในวนั เช็งเมง้

3.3 กำรจัดวำงของไหว้ ( เรียงลำดับจำกป้ำย )
เทียน 1 คู่ + ธูป 5 ดอก ( อาจปักลงบนฟักได้ ) ชา 5 ถว้ ย เหลา้ 5 ถว้ ย
ของไหวต้ า่ ง ๆ เช่น ขนมอี๋ ผลไม้
*** ควรงดเน้ือหมู*** เพราะเคยมีปรากฎวา่ เจา้ ท่ีเป็นอิสลาม ***
กระดาษเงิน กระดาษทอง

พธิ ีเช็งเมง้
ผอู้ าวุโส เป็นผนู้ ากราบ ไหวจ้ นเทียนใกลห้ มดกา้ น ลูกหลานตีวงลอ้ มดว้ ยหวาย เผา กระดาษเงิน

กระดาษทอง ฯลฯ เป็นการกาหนดขอบเขตวา่ สิ่งเหล่าน้ีลูกหลานส่งให้ บรรพบุรุษของครอบครัว น้นั ๆ เป็น
การเฉพาะ ป้องกนั การแยง่ ชิง ( ผตู้ ีวงลอ้ ม ตอ้ งเป็นลูกหลานเท่าน้นั ) *** เป็นอนั เสร็จพิธี
บางครอบครัวก็จะมานง่ั ลอ้ มวงทานอาหารกนั ต่อ แสดงความสมานสามคั คีแก่ บรรพบุรุษ
ความเช่ือและขอ้ เทจ็ จริงตาม หลกั ฮวงจุย้

75

การไป “ถา้ ชิง”
คาวา่ “ถา้ ชิง” หากแปลตรง ๆ คือ เหยยี ดสีเขียว หมายความวา่ การออกไปนอกบา้ นสัมผสั กล่ินไอ

ของฤดูใบไมผ้ ลิ ช่วงเทศกาลเช็งเมง้ พ้นื ท่ีตา่ ง ๆ ลว้ นอบอุ่นข้ึนแลว้ ตน้ หญา้ งอกงามข้ึนจากพ้นื ใบไมอ้ อ่ น ๆ
เตม็ ไปดว้ ยกิ่งกา้ น ดอกไมน้ านาชนิดก็พากนั บานสะพร่ัง เป็นช่วงเวลาท่ีเหมาะสาหรับการออกนอกบา้ น
ใกลช้ ิดกบั ธรรมชาติ เน่ืองจากหลุมศพของบรรพบุรุษส่วนใหญแ่ ลว้ มกั จะอยใู่ นสถานที่ไกลจากตวั เมือง
ดงั น้นั เมื่อผคู้ นเสร็จกิจกรรมเซ่นไหวแ้ ลว้ ก็จะถือโอกาสน้ีเท่ียวชานเมือง กิจกรรมตามฤดูกาลแบบน้ีมี
ประวตั ิยาวนานในประเทศจีน โดยมีแหล่งกาเนิดจากพธิ ีกรรมการบูชาการเกษตรในสมยั โบราณ ธรรมเนียม
เหล่าน้ีมีอิทธิพลอยา่ งมากตอ่ คนรุ่นหลงั

การเล่นวา่ ว
การเล่นวา่ วเป็นอีกหน่ึงกิจกรรมที่ชาวจีนนิยมในช่วงเทศกาลเช็งเมง้ ในสมยั โบราณชาวจีนมีความ

เชื่อวา่ หากเจบ็ ไขไ้ ดป้ ่ วยกส็ ามารถเขียนอาการตา่ ง ๆ ไวบ้ นกระดาษที่ใชท้ าวา่ ว ขณะวา่ วบินข้ึนไปยงั ท่ีสูง
แลว้ ใหต้ ดั สายวา่ ว ดงั น้นั โรคภยั ไขเ้ จบ็ ในตวั ก็จะบินไปพร้อมกบั วา่ วยงั ที่ไกล ซ่ึงแฝงถึงความหวงั ที่มี
สุขภาพร่างกายแขง็ แรงของคนจีนในสมยั โบราณ ปัจจุบนั การเล่นวา่ วกลายเป็นกิจกรรมบนั เทิงในขณะท่ี
ผคู้ นออกไปเท่ียว และช่วงเทศกาลเช็งเมง้ อากาศกาลงั ดี แมจ้ ะมีลมพดั มาก็ไมไ่ ดห้ นาวเช่นฤดูหนาวอีกแลว้
ไมว่ า่ ผใู้ หญห่ รือเด็กลว้ นชอบเล่นวา่ วในช่วงน้ี ในเมืองเหวยฟาง มณฑลซานตง แต่ละปี เมื่อถึงวนั เสาร์ที่สาม
ของเดือนเมษายนจะเทศกาลวา่ วนานาชาติ ก่อนเกิดสถานการณ์โควคิ แต่ละปี จะมีผคู้ นจากประเทศต่าง ๆ
ทว่ั โลกกวา่ 30 ประเทศมาร่วมแขง่ ขนั เทศกาลวา่ วท่ีเมืองเหวยฟาง

76

duān wǔ jié

3. เทศกาลไหวบ้ ๊ะจ่าง ( 端 午节)

4.1 ประวตั ิควำมเป็ นมำ

วนั ไหวบ้ ะ๊ จ่าง หรือเทศกาลตวนอูเ่ จี๊ย เป็นประเพณีจีนโบราณที่สืบทอดต่อกนั มา ตรงกบั วนั ท่ี 5
เดือน 5 ตามปฎิทินทางจนั ทรคติของทุกปี ซ่ึงความหมายของวนั ไหวบ้ ะจ่างคือเป็ นการระลึกถึง ชูหยวน
หรือ จูหยวน ซ่ึงเป็ นกวผี รู้ ักชาติคนสาคญั ตามตานานของจีน

4.2 บ๊ะจ่ำงคืออะไร
ก่อนท่ีจะไปฟังตานาน เผอ่ื ใคร
ยงั ไมร่ ู้จกั บะ๊ จา่ ง หรือ ขนมจา้ ง บางคน
บอกเป็นขนม บางคนบอกเป็ นอาหารคาว
(อนั น้ีคงตอ้ งดูส่วนผสม) หลกั ๆคือขา้ ว
เหนียว หมู ถว่ั เมด็ บวั เคร่ืองปรุงตา่ งๆ
นามารวมผดั ๆ จนไดท้ ี่แลว้ ก็นาไปห่อดว้ ย
ใบไผ่ รูปร่างกม็ ีหลากหลาย สามเหล่ียม
บา้ ง ส่ีเหลี่ยมบา้ ง มดั ใหเ้ รียบร้อยแลว้ นาไปน่ึงใหส้ ุกอีกคร้ัง (แตล่ ะที่ก็จะมีไส้หรือเครื่องแตกตา่ งกนั ไป)
บะ๊ จา่ งกบั ตานานสุดยง่ิ ใหญ่
ตามตานานเล่าวา่ ชีหยวน ขนุ นางตงฉิน ผถู้ ือมนั่ ในคุณธรรม ซื่อสัตย์ ชอบช่วยเหลือผอู้ ื่น เขาเป็ นขนุ
นางท่ีเป็นที่รักของชาวบา้ น แน่นอนวา่ คนดีอยยู่ าก ขนุ นางอื่นเห็นคนแบบ ชีหยวน เลยอิจฉาพากนั รุมกลน่ั
แกลง้ จนถูกปลดตาแหน่ง ไมพ่ อยงั โดนเนรเทศออกจากแควน้ อีก
พอมีศึกภายในแบบน้ี รัฐอ่ืนเลยหาโอกาสเขา้ โจมตี ซีหยวนไม่สามารถทาอะไรได้ แถมโดนไล่ออกมาอีกเลย
กระโดดลงแม่น้าเพือ่ ฆา่ ตวั ตาย แลว้ ตอนน้นั เป็ นวนั ข้ึน 5 ค่าเดือน 5
พอชาวบา้ นรู้ข่าววา่ ขนุ นางสุดที่รักกระโดดน้าฆ่าตวั ตาย เลยอยากนาศพมาทาพธิ ี เลยพยายามล่องเรือ
หาศพ แต่ตอนน้นั กก็ ลวั วา่ ปลาจะกินศพของซีหยวนไปเสียก่อน เลยเตรียมขา้ วปลาโปรยไปในแม่น้า ใหป้ ลา
มากินแทน ทาแบบน้ีอยปู่ ระมาณสองปี ในท่ีสุดก็มีชาวบา้ นบอกวา่ ซีหยวนไดม้ าเขา้ ฝันแลว้ บอกวา่ อาหาร
เหล่าน้นั ถูกปลากินจนหมด เพราะมีปลาเยอะมาก เลยแนะนาใหห้ ่ออาหารดว้ ยใบไม้ ใบไผก่ ่อนโยนลงน้า

77

ชาวบา้ นเลยทาตามคาแนะนา ซีหยวนกม็ าเขา้ ฝันอีกบอกวา่ ไดก้ ินแลว้ แตก่ ็ยงั โดนแยง่ อยดู่ ี ง้นั เอาแบบ
น้ี เวลาจะนาอาหารไปโยนลงน้าใหท้ าเรือเป็ นรูปมงั กร สัตวน์ ้าเห็นไดน้ ึกวา่ เป็นเคร่ืองเซ่นพระยามงั กร จะ
ไดไ้ มก่ ลา้ กิน

จากจุดน้ีก็กลายมาเป็น ประเพณีการไหวบ้ ะ๊ จ่างพร้อมประเพณีแขง่ เรือมงั กรแบบท่ีเราเห็นในปัจจุบนั
ทาพิธีไหวบ้ ะ๊ จา่ งตอนไหน
การไหวบ้ ะ๊ จา่ งจะทาในช่วงเชา้ เท่าน้นั ท้งั ไหวเ้ จา้ ท่ี ไหวบ้ รรพบุรุษ นอกจากบะ๊ จา่ งแลว้ ยงั สามารถไหว้ กี
จ่าง ขา้ วเหนียวรูปทรงสามเหลี่ยมที่มกั ใชไ้ หวเ้ จา้ แม่กวนอิมร่วมดว้ ย นอกจากน้นั แลว้ ดยงั ประกอบดว้ ยธูป 5
ดอก สื่อถึงพอ่ แม่ ครูอาจารย์ และส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิ และเขา้ หลกั ธาตุท้งั 5 คือ ดิน น้า ทอง ไม้ ไฟ
วนั น้ีจะตอ้ งทาอะไรบา้ ง

~ดูแข่งเรือมงั กร
~กินบะ๊ จ่างเสริมมงคล
~ไหวเ้ จา้ ดว้ ยขนมบะ๊ จา่ ง
~ระลึกถึงมงั กร

78

duān wǔ jié

4. เทศกำลไหว้พระจนั ทร์ ( 端 午节)

5.1 ประวตั ิของวนั ไหว้พระจันทร์
เทศกาลวนั ไหวพ้ ระจนั ทร์ เป็ น

เทศกาลที่มีความสาคญั สาหรับคนจีน
มากเป็นอนั ดบั สองรองจากเทศกาล
ตรุษจีน ซ่ึงตรงกบั วนั ข้ึน 15 ค่าเดือน 8
ของทุกปี โดยจะตรงกบั เดือนกนั ยายน
หรือตุลาคม อยใู่ นช่วงกลางฤดูใบไม้
ร่วง ชาวจีนจึงเรียกวา่ จงชิว แปลวา่
กลางฤดูใบไมร้ ่วง เป็นประเพณีที่ชาว
จีนถือปฏิบตั ิสืบต่อกนั มานบั พนั ปี ซ่ึงมี
ตานานเล่าขานเกี่ยวกบั วนั ไหวพ้ ระจนั ทร์ตา่ งๆ มากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของ เทพธิดาฉางเอ๋อเหินสู่
ดวงจนั ทร์ และ กระตา่ ยบนดวงจนั ทร์

ตานานเทพธิดาฉางเอ๋อเหินสู่ดวงจนั ทร์ มีเร่ืองเล่าขานกนั วา่ เมื่อคร้ังสมยั ก่อนโบราณกาลน้นั โลก
ของเรามีดวงอาทิตยอ์ ยถู่ ึงสิบดวง ทาใหโ้ ลกมนุษยเ์ กิดภยั พบิ ตั ิไปทว่ั แผน่ ดินร้อนระอุ น้าเหือดแหง้ ผคู้ นไม่
มีท่ีหลบซ่อนอาศยั ต่อมาไดป้ รากฏวรี บุรุษนามวา่ โฮว่ อ้ี เป็นผทู้ ่ีมีฝีมือในการยงิ ธนูไดแ้ ม่นยาอยา่ งมาก โดย
สามารถยงิ ธนูข้ึนสู่ฟ้าเพียงดอกเดียว ถูกดวงอาทิตยถ์ ึงเกา้ ดวง ทาใหเ้ หลือดวงอาทิตยอ์ ยเู่ พยี งดวงเดียว เป็ น
การขจดั ความทุกขใ์ หก้ บั ประชาชนทว่ั ไป จึงไดร้ ับการยกยอ่ งใหเ้ ป็นกษตั ริย์ แต่เม่ือโฮ่วอ้ีไดข้ ้ึนเป็นกษตั ริย์
กล็ ุแก่อานาจ ลุ่มหลงในสุรานารี ฆา่ ฟันผคู้ นตามอาเภอใจ ทาใหร้ าษฎรโกรธแคน้ ชิงชงั เขาเป็นที่สุด เมื่อโฮว่
อ้ีรู้ตวั ดงั น้นั จึงเดินทางไปท่ีภูเขาคุนหลุน เพอ่ื ขอยาอายวุ ฒั นะจากเจา้ แม่หวงั หมูม่ ากิน แต่ ฉางเอ๋อ ผูเ้ ป็น
ภรรยากลวั วา่ ถา้ สามีของนางมีอายยุ นื นาน อาจจะนาพาเอาความเดือดร้อนมาสู่ประชาชนเป็ นแน่แท้ ดงั น้นั
นางจึงตดั สินใจแอบขโมยยาอายวุ ฒั นะน้นั มากินเสียเอง เม่ือกินเขา้ ไปแลว้ ร่างของฉางเอ๋อก็เบาหววิ และ
ลอยข้ึนไปสู่ดวงจนั ทร์ นบั แตน่ ้นั มา บนดวงจนั ทร์กป็ รากฏภาพเทพธิดา ที่เชื่อกนั วา่ เป็ นฉางเอ๋อน้ีเอง

79

5.2 ตำนำนกระต่ำยบนดวงจันทร์

ยงั มีอีกตานานเล่าขานเกี่ยวกบั วนั ไหวพ้ ระจนั ทร์ ก็
คือ ตานานกระตา่ ยบนดวงจนั ทร์ ตามตานานกล่าววา่ มีอยปู่ ี
หน่ึงในเมืองปักกิ่งเกิดโรคอหิวาระบาดหนกั เมื่อเทพธิดาฉาง
เอ๋อซ่ึงอยบู่ นดวงจนั ทร์ไดม้ องลงมาเห็น กท็ าใหร้ ู้สึกทุกขใ์ จ
เป็นอยา่ งมาก จึงไดส้ ่งกระตา่ ยหยกขา้ งกายท่ีปกติตายาอยบู่ น
ดวงจนั ทร์ ใหล้ งมารักษาโรคชาวบา้ น กระต่ายหยกแปลงกาย
เป็นหญิงสาวไปรักษาผคู้ นหายจากโรค ชาวบา้ นรู้สึกซาบซ้ึง
ใจในความช่วยเหลือ จึงไดต้ อบแทนดว้ ยการใหส้ ิ่งของ แต่
กระตา่ ยหยกก็ไมย่ อมรับส่ิงใดเลย เพยี งแค่ขอยมื ชุดชาวบา้ น
ใส่เทา่ น้นั ไปถึงไหนก็จะเปลี่ยนชุดไปเร่ือย บางทีก็เห็นแต่งกายเป็นคนขายน้ามนั บา้ งก็เป็นหมอดูดวง บา้ ง
แตง่ กายเป็นชาย บา้ งแตง่ เป็นหญิง และเพ่อื ใหส้ ามารถช่วยเหลือผคู้ นไดม้ ากข้ึน กระต่ายหยกจะข่ีมา้ บา้ ง
กวางบา้ ง สิงโตบา้ ง หลงั จากกาจดั โรคภยั ใหช้ าวเมืองเสร็จเรียบร้อย กระต่ายหยกก็กลบั ข้ึนไปยงั ดวงจนั ทร์
นบั แตน่ ้นั มาชาวบา้ นจึงไดก้ ราบไหวบ้ ูชาเทพเจา้ กระตา่ ยในวนั ไหวพ้ ระจนั ทร์ดว้ ย

เทศกาลไหวพ้ ระจนั ทร์ของทุกปี (วนั ที่ 15 เดือน 8 ตามปฏิทินจนั ทรคติของจีน) ทุกๆ ครัวเรือนจะ
ซ้ือขนมไหวพ้ ระจนั ทร์มาไหวพ้ ระจนั ทร์ พร้อมกบั การชมพระจนั ทร์จนกลายเป็นประเพณีของจีนตลอดมา
สาหรับประเพณีรับประทานขนมไหวพ้ ระจนั ทร์ในวนั ไหวพ้ ระจนั ทร์น้นั เกิดข้ึนเมื่อสมยั มองโกลเขา้ มา
ปกครองแผน่ ดินจีน เม่ือชาวมองโกลกดขี่ข่มเหงและทาร้ายชาวจีนอยา่ งโหดเห้ียม และเพื่อควบคุมดูแลชาว
จีนอยา่ งใกลช้ ิด ชาวมองโกลจึงส่งทหารของตนไปประจาอยใู่ นบา้ นของชาวจีนครอบครัวละ 1 คน
เป็นอนั วา่ ชาวจีนทุกๆ ครัวเรือนต่างตอ้ งเล้ียงดูทหารมองโกล 1 คน ทหารมองโกลเหล่าน้ียงั ก่อกรรมทาชวั่
ไปหมด

ทาใหช้ าวจีนขนุ่ เคืองใจเป็นอยา่ งยงิ่ ต่อมาทา่ นหลิวปั๋วเวนิ คิดไดว้ ธิ ีหน่ึง คือ ใหน้ ากระดาษเขียน
ขอ้ ความ แลว้ สอดไส้ไวใ้ นขนม เรียกร้องใหช้ าวจีนทุกคนลงมือสังหารทหารมองโกลที่ประจาอยใู่ นบา้ น
ของตน อยา่ งพร้อมเพรียงกนั ในวนั เพญ็ เดือนแปด ท้งั น้ีเพ่ือใหช้ าวจีนที่ไปซ้ือขนมมารับประทานกนั ต่างได้
อ่านขอ้ ความดงั กล่าวและช่วยกนั กระจายขา่ วน้ีออกไป เพื่อก่อการปฏิวตั ิโดยพร้อมเพรียงกนั ณ วนั เพญ็
เดือนแปด ทาใหส้ ามารถโค่นลม้ อานาจการปกครองของมองโกลในท่ีสุด

80

เพ่อื เป็ นการฉลอง และราลึกการกอบกูแ้ ผน่ ดินท่ีประสบความสาเร็จ ประเพณีรับประทานขนมไหว้
พระจนั ทร์ในวนั เทศกาลดงั กล่าวจึงมีการสืบทอดกนั ตลอดมาจนถึงปัจจุบนั ไมว่ า่ แห่งหนใดท่ีมีชาวจีน
เดินทางไปถึงกจ็ ะพาประเพณีรับประทานขนมไหวพ้ ระจนั ทร์ ไปดว้ ย สาหรับขนมไหวพ้ ระจนั ทร์ที่
แพร่หลายในไทยน้นั เป็ นแบบของกวางตุง้ โดยส่วนใหญ่ หลายปี ท่ีผา่ นมา ขนมไหวพ้ ระจนั ทร์ท่ีผลิตในไทย
ไมว่ า่ ดา้ นคุณภาพ รสชาติ และการบรรจุลว้ นมีระดบั ท่ีสูงข้ึน
5.3 กจิ กรรมในวันไหว้พระจันทร์ ทำอะไรบ้ำง?

เทศกาลวนั ไหวพ้ ระจนั ทร์ไม่ไดจ้ ดั ข้ึนแคใ่ นประเทศจีนแผน่ ดินใหญเ่ ทา่ น้นั แต่ญี่ป่ ุน ไตห้ วนั
ฮอ่ งกง สิงคโปร์ รวมท้งั คนเช้ือสายจีนในประเทศไทย ก็ยงั รับอิทธิพลดงั กล่าวมาเป็นส่วนหน่ึงของ
วฒั นธรรมท่ีปฏิบตั ิสืบต่อกนั มา
ในยามค่าคืนจะมีการจดั ไฟแสง สี เสียง พร้อมดว้ ยโคมไฟสีสันสวยงาม เพ่อื เฉลิมฉลองวนั ไหวพ้ ระจนั ทร์
พร้อมท้งั มีกิจกรรมร่ืนเริงแห่เชิดมงั กร และทุกบา้ นจะนิยมซ้ือขนมไหวพ้ ระจนั ทร์มารับประทาน จดั พิธีไหว้
พระจนั ทร์ตามความเช่ือ ถือเป็นวนั ท่ีสมาชิกในครอบครัวจะมาอยกู่ นั พร้อมหนา้ พร้อมตา และทากิจกรรม
ตา่ งๆ ร่วมกนั .
5.4 ข้นั ตอนพธิ ีกำรไหว้พระจันทร์

พธิ ีไหวพ้ ระจนั ทร์จะไหวก้ ลางแจง้ หลงั พระอาทิตยต์ กดินหรือเร่ิมตอนหวั ค่า (เม่ือเห็นพระจนั ทร์ก็
สามารถไหวไ้ ดเ้ ลย) การต้งั โตะ๊ จะจดั ใหเ้ รียบร้อยก่อนพระจนั ทร์ลอยสูงเกินขอบฟ้า และเก็บก่อนท่ี
พระจนั ทร์เลยหวั ไปหรือเมื่อเทียนดอกใหญ่ดบั ลง สถานท่ีไหวพ้ ระจนั ทร์อาจเป็นลานบา้ นหรือดาดฟ้ากไ็ ด้
เครื่องบวงสรวงที่ใชจ้ ะไหวด้ ว้ ยของเจเหมือนไหวเ้ จา้ แม่กวนอิม ซ่ึงไหวพ้ ระจนั ทร์เพ่อื ใหม้ ีคู่ คนจีนจะถวาย
อาหารเป็นเลขคู่ แต่บางคนอาจถวายอยา่ งละ 5 ก็ได้ ของไหวค้ วรเป็นของแหง้ เพราะการไหวพ้ ระจนั ทร์จะ
ทาพธิ ีในตอนกลางคืน หากไหวด้ ว้ ยของสดอาจเน่าเสียไดง้ ่าย

81

5. วนั ชำตจิ นี 国庆节

6.1 ประวตั คิ วำมเป็ นมำ
วนั ชาติมีการเฉลิม

ฉลองข้ึนทว่ั จีนแผน่ ดินใหญ่ ฮอ่ งกง
และมาเก๊า โดยมีการเฉลิมฉลองท่ี
ภาครัฐจดั ข้ึนเป็นอนั มาก รวมท้งั การ
แสดงพลุดอกไมไ้ ฟและคอนเสิร์ต
สถานท่ีสาธารณะ เช่น จตั ุรัสเทียนอนั
เหมินในกรุงปักกิ่ง ถูกตกแต่งดว้ ยธี
มร่ืนเริง รูปภาพของผนู้ าซ่ึงเป็นท่ี
เคารพนบั ถือ เช่น เหมาเจ๋อตุง มีการ
แสดงในท่ีสาธารณะ
การจดั แสดงพลุดอกไมไ้ ฟมกั จดั ข้ึนทว่ั ประเทศในนครทุกแห่ง รวมท้งั ฮอ่ งกง ท่ีซ่ึงมีการแสดงพลุ
ดอกไมไ้ ฟเพือ่ เฉลิมฉลองวนั ชาติจีนมีมาต้งั แต่ พ.ศ. 2540 ท่ีวกิ ตอเรียฮาร์เบอร์ในตอนเยน็ มีการจดั ขบวน
หลายแห่งในนครปักก่ิง และบางขบวนมีขนาดใหญม่ าก
คาวา่ “กวั๋ ชิ่ง(国庆)” ในภาษาจีนหมายถึง กิจกรรมเฉลิมฉลองการสถาปนาประเทศ ปรากฏคร้ัง
แรกในยคุ ราชวงศจ์ ิน้ ตะวนั ตก ท้งั น้ี สามารถสืบคน้ ไดจ้ ากผลงานประพนั ธ์ของลู่จี (陆机)
นกั ประพนั ธ์ท่ีมีชีวติ อยใู่ นยคุ ดงั กล่าว อยา่ งไรกด็ ี การเฉลิมฉลองวนั ชาติที่นบั วา่ เป็ นเร่ืองใหญ่ กลบั
ไม่ไดม้ ีความสลกั สาคญั เทา่ กบั วนั พระราชสมภพ (诞辰) และวนั ข้ึนครองราชยข์ องกษตั ริยแ์ ต่อยา่ ง
ใด (ในสมยั ราชวงศช์ ิงถึงกบั ขนานนามวนั พระราชสมภพวา่ เป็น “เทศกาลหมื่นปี ” 万岁节) ดงั น้นั ชาว
จีนโบราณจึงรวมเรียกวนั ที่กษตั ริยเ์ สด็จข้ึนครองราชยแ์ ละวนั พระราชสมภพวา่ เป็ น “วนั ชาติจีน” ขณะท่ี
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (中华人民共和国) กลบั ยดึ เอาวนั สถาปนาประเทศเป็ นวนั
ชาติโดยถือเอาวนั ท่ี 1 เดือนตุลาคมของทุกปี

เริ่มจากวนั ท่ี 6–8 เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1949 คณะรัฐบาลกลางร่วมประชุมกนั ท่ีเนินเขาซีป๋ อ (西
柏) ตาบลผงิ ซาน(平山县) มณฑลเหอเป่ ย (河北省) การประชุมในคร้ังน้นั มีผเู้ สนอ
ญตั ติใหม้ ีแถลงการณ์สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนข้ึนอยา่ งเป็นทางการ และมีการจดั ต้งั รัฐบาล

82

กลางเพ่ือร่วมร่างนโยบายบริหารประเทศ นาไปสู่การเปิ ดประชุมวสิ ามญั คร้ังแรกของคณะบริหารประเทศ
ณ กรุงปักกิ่งระหวา่ งวนั ที่ 21–29 เดือนกนั ยายนปี เดียวกนั จากน้นั จึงมีการกาหนดร่างกฎหมายของคณะ
รัฐบาลใหม้ ีการกาหนดเมืองหลวงของประเทศ (国都) ธงประจาชาติ (国旗)เพลงชาติ
(国歌)ตลอดจนการเร่ิมใชศ้ กั ราชจีนใหม่ (纪年) โดยที่ประชุมลงมติใหเ้ หมาเจ๋อตงเป็น
ผนู้ ารัฐบาล และมีจูเต๋อ (朱德) หลิวเซ่าฉี (刘少奇) ซ่งช่ิงหลิง (宋庆龄) หล่ีจ้ี
เซิน (李济深)จางหลนั (张澜) และเกากง่ั เหวย (高岗为) ดารงตาแหน่งเป็ นรอง
ประธานาธิบดี พร้อมกนั น้ียงั มีการเลือกคณะกรรมการบริหารประเทศจานวน 180 คน

ท้งั น้ี กวา่ ที่จะมีการกาหนดใชธ้ ง 5 ดาวบนพ้นื สีแดงดงั ในปัจจุบนั ทางคณะกรรมการไดเ้ คยประกาศให้
ประชาชนทวั่ ไปส่งผลงานการออกแบบธงชาติจีนตามความคิดของตนโดยไมม่ ีการกาหนดขอ้ จากดั ใดๆ
ท้งั สิ้น ผลปรากฏวา่ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาจากผลงานท่ีเขา้ รอบแลว้ ตา่ งลงความเห็นวา่ ธงชาติรูปท่ีมี
ดา้ มเคียวและขวานบนดาวดวงใหญ่ 1 ดวงกบั ดาวดวงเลก็ อีก 4 ดวงถือวา่ เหมาะสมท่ีสุด แต่เน่ืองจากมีความ
คลา้ ยคลึงกบั ธงชาติของประเทศสหภาพโซเวยี ต (苏联)ในยคุ น้นั ซ่ึงอาจทาใหค้ นทวั่ ไปเกิดความ
สบั สน ยง่ิ ไปกวา่ น้นั ในฐานะที่เป็นประเทศเอกราช ธงชาติจึงจาเป็นตอ้ งมีความเป็ นเอกเทศ ดว้ ยเหตุผล
เหล่าน้ีทาใหร้ ูปแบบของธงดงั กล่าวไมผ่ า่ นการเห็นชอบจากคณะผจู้ ดั ทา แต่หลงั จากท่ีเผงิ กวงหาน (彭
光涵)ผรู้ ับผดิ ชอบเร่ืองการออกแบบธงรายงานต่อประธานเหมาฯ แลว้ ท่านกลบั ไมเ่ ห็นชอบกบั
รูปแบบธงชนิดอ่ืนๆ ท่ีผา่ นเขา้ รอบ เวน้ แต่รูปแบบของธงผืนขา้ งตน้ และเสนอใหล้ บภาพเคียวและขวาน
ออก จึงเหลือเป็นธงที่มีดาว 5 ดวงบนพ้นื สีแดง จากน้นั กเ็ ปล่ียนมาเรียกเป็น “ธง 5 ดาวบนพ้ืนแดง” (五
星红旗)

ขณะท่ี “เพลงมาร์ชทหารหาญ” (义勇军进行曲) หรือเพลงชาติของจีนปรากฏคร้ังแรก
ในปี ค.ศ. 1935 โดยมีเถียนฮนั่ (田汉) เป็นผปู้ ระพนั ธ์เน้ือร้องและเนี่ยเอ่อ (聂耳) เป็น
ผปู้ ระพนั ธ์ทานองเพลง เดิมทีใชเ้ ป็นเพลงนาภาพยนตร์เรื่อง “เฟิ ง อวนิ๋ เอ๋อร์หน่ีว”์ (风云儿女)
ซ่ึงบรรยายเกี่ยวกบั เหตุการณ์หลงั วนั ที่ 18 กนั ยายน เมื่อลทั ธิจกั รวรรดินิยมญี่ป่ ุนเขา้ ยดึ ครองมณฑลเฮยหลง
เจียง (黑龙江省) มณฑลจี๋หลิน (吉林省) และมณฑลเหลียวหนิง (辽宁省)
อานาจอธิปไตยของประเทศตะวนั ตกอยใู่ นภาวะหนา้ ส่ิวหนา้ ขวาน หลงั จากที่เถียนฮนั่ เขียนบทภาพยนตร์
เรื่องน้ีเสร็จ กลบั ถูกทางรัฐบาลจบั กมุ แตเ่ น่ืองจากเน่ียเอ่อมีความมานะจึงทาทุกวถิ ีทางเพอื่ ผลกั ดนั ให้
ภาพยนตร์เร่ืองดงั กล่าวออกฉาย หลงั จากน้นั ไม่นาน เพลงปลุกใจบทน้ีไดก้ ลายเป็นสัญลกั ษณ์แห่งการ
ตอ่ ตา้ นการรุกรานจากต่างชาติหลายคร้ัง ไมว่ า่ จะเป็ นช่วงเหตุการณ์โค่นลม้ เจียงไคเช็ก (蒋介石)
และการตอ่ สู้เพ่ืออธิปไตยของกองทพั ปลดแอก (解放军建国) จนสามารถสถาปนาเป็นประเทศ
เอกราชที่ปกครองภายใตร้ ะบบสงั คมนิยมในที่สุด

83

จวบจนปัจจุบนั ตน้ เสาท่ีใชใ้ นการเชิญธงชาติจีนข้ึนสู่ยอดบริเวณจตั ุรัสเทียนอนั เหมินน้นั ผา่ นการบูรณะ
เพมิ่ เติมเพียงคร้ังเดียว กล่าวคือ เสาตน้ เดิมที่เหมาเจ๋อตงเป็ นผเู้ ชิญธงข้ึนสู่ยอดเสาเป็ นคร้ังแรกในวนั ที่ 1
ตุลาคม ค.ศ. 1949 น้นั มีความสูงเพียง 22 เมตร ต่อมาในวนั ที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1991 มีการซ่อมแซม
เพิม่ เติม โดยเพิ่มความสูงข้ึนเป็น 32.6 เมตร เหตุท่ีมีการซ่อมแซมเพ่มิ เติมน้นั เกิดจากปัจจยั หลกั 2 ประการ
คือ เสาตน้ เดิมผา่ นการใชง้ านนานนบั 42 ปี จึงเกิดการสึกกร่อน ขณะเดียวกนั ช่วงเวลาน้นั มีกลุ่มสิ่งปลูก
สร้างที่มีความโอ่อา่ และสูงตระหง่านอยา่ งหอประชุมสภานิติบญั ญตั ิแห่งชาติจีน (人民大会堂)
พิพิธภณั ฑป์ ระวตั ิศาสตร์ (历史博物馆) และหอราลึกเหมาเจ๋อตง (毛泽东纪念
堂) ท่ีสร้างข้ึนใหมบ่ ริเวณจตั ุรัสแห่งน้ี ส่งผลใหเ้ สาเชิญธงตน้ เดิมมีความสูงลดหลน่ั จากสิ่งปลูกสร้างอื่น
อยา่ งชดั เจน ไมเ่ ขา้ กบั สิ่งปลูกสร้างสมยั ใหม่เหล่าน้ี เสาตน้ ใหม่ที่ผา่ นการบูรณะสามารถแบง่ เป็น 3 ช้นั เร่ิม
จากการการปูหยกขาวที่มีความสูง 80 เซนติเมตร ลอ้ มรอบโคนเสาช้นั ใน มีทางเดินเขา้ ออกดา้ นซา้ ยและขวา
ที่มีความกวา้ งขนาด 2 เมตร ช้นั กลางปูดว้ ยหินลวดลายสีแดงลอ้ มบริเวณโคนเสาธงโดยรอบ มีความกวา้ ง 2
เมตรกวา่ การใชส้ ีแดงเพ่ือส่ือความหมายถึง “เลือดรักชาติของประชาชนชาวจีน” ช้นั นอกสุดเป็นพ้ืนสีเขียว
ท่ีมีความกวา้ ง 5 เมตร ซ่ึงเป็นสัญลกั ษณ์ของเกียรติภูมิแห่งมาตุภูมิ บริเวณท้งั ส่ีดา้ นของแท่นเสาธงจะลอ้ มร้ัว
ที่ทาดว้ ยทองเหลือง 56 อนั ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นถึงการร่วมมือร่วมใจของชาวจีนท้งั 56 ชนชาติ ภายใตธ้ งแดง 5
ดาวผนื น้ี

สรุป ประเทศจีนถือเป็นประเทศท่ีมีประวตั ิศาสตร์และวฒั นธรรมท่ียาวนาน มีเทศกาลและวนั สาคญั ต่าง ๆ
มากมาย คนจีนใหค้ วามสาคญั ต่อเทศกาลของจีนเป็นอยา่ งมาก ไม่วา่ จะเป็นเทศกาลตรุษจีน ซ่ึงเป็นเทศกาลปี
ใหม่จีน สอดแทรกไปดว้ ยความเช่ือที่เป็ นศิริมงคลของชาวจีน เทศกาลโคมไฟก็เป็นเทศกาลท่ีมาจากความ
เชื่อของคนจีนอีกหน่ึงความเช่ือ กิจกรรมในเทศกาลเป็นความเช่ือที่ศิริมงคล มีประวตั ิความเป็นมาที่ยาวนาน
เทศกาลเชง้ เมง้ เป็นเทศกาลท่ีมาจากความเชื่อหลงั ความตาย โลกหลงั ความตาย การเคารพบรรพบุรุษ มี
พธิ ีกรรมท่ีน่าท่ึง เทศกาลไหวบ้ ะ้ จา่ ง เป็นเทศกาลที่มาจากตานานการเล่าขาล เป็ นความเชื่อของชาวจีน มี
ประวตั ิความเป็นมาที่น่าสนใจ เทศกาลไหวพ้ ระจนั ทร์ก็เช่นกนั มีความเช่ือมาจากตานานฉางเออร์ลอยข้ึน
ไปอยบู่ นดวงจนั ทร์ มีการจดั ของไหว้ และสุดทา้ ยคือวนั ชาติจีน หรือ วนั ดบั เบิลเทน็ หรือ วนั สองสิบ น้นั มี
ความสาคญั ที่ตรงกบั วนั ที่ 10 เดือน 10 ปี ค.ศ. 1911 ไดม้ ีการก่อการกาเริบอูช่ างเกิดข้ึน เพ่อื ลม้ ลา้ งราชวงศช์ ิง
เป็นเหตุการณ์สาคญั ท่ีทาใหเ้ กิดการปฏิวตั ิซินไฮ่ตามมา จนนาไปสู่การสละราชสมบตั ิของจกั รพรรดิผอู่ ี๋
จกั รพรรดิองคส์ ุดทา้ ยของราชวงศช์ ิง สิ้นสุดการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชยข์ องจีนท่ีมียาวนานกวา่
5,000 ปี

84

คำถำมท้ำยบท
1. เทศกำลสำคญั ของประเทศจีนมเี ทศกำลอะไรบ้ำง
2. ทำไมในวนั เทศกำลตรุษจนี ถงึ นิยมใส่ชุดสีแดงและจุดประทดั
3. กจิ กรรมในเทศกำลโคมไฟมกี จิ กรรมอะไรบ้ำง
4. คำว่ำเช้งเม้งมคี วำมหมำยว่ำอย่ำงไร
5. บ๊ะจ่ำงคืออะไร

85

\\

บทท่ี 5
ควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงประเทศ

86 86

บทที่ 5 ควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงประเทศ

1.กำรทูตของประเทศจนี

การทูตอนั มีเอกลกั ษณ์แบบประเทศจีน มีดงั น้ี

1. สถาปนาบทใหมห่ นา้ ประวตั ิศาสตร์การทูตดว้ ย “การทูตอนั มีเอกลกั ษณ์แบบจีน”
ตามที่อา้ ยจงไดก้ ล่าวหลกั การทางการทูตท่ีจีนใชส้ ่ือสารเป็นหลกั ไปขา้ งตน้ เป็ นเหตุผลสาคญั ที่จีนใหน้ ิยาม
การดาเนินการทางการทูตเช่นน้ี เพราะจีนตอ้ งการแสดงท่าที การเป็นตวั ของตวั เอง จีนไม่เป็นแบบใคร และ
คนอื่นกไ็ ม่ตอ้ งมาเหมือนตน จีนมีเพียงแนวทางของตนเอง หน่ึงเดียว ก็เหมือนกบั ที่จีนย้าในเวทีโลกโดย
ตลอดถึง “จีนเดียว 1 ประเทศ 2 ระบบ”
การทูตอนั มีเอกลกั ษณ์แบบจีน จึงหมายถึง การทูตในแนวทางและวธิ ีการตา่ งๆ สื่อสารออกมาแบบแขง็ กร้าว
บา้ ง ออ่ นบา้ ง ผสมผสานกนั แต่มุง่ เป้าไปเพ่ือเป้าหมายที่จีนตอ้ งการ และเป็นไปตามบริบทและตามอตั
ลกั ษณ์ของจีน นนั่ คือ การเป็ นตวั ของตวั เอง
แนวทาง “อนั มีเอกลกั ษณ์แบบจีน/ลกั ษณะเฉพาะแบบจีน” ไม่ไดม้ ีแค่ การดาเนินการทางการทูต แตย่ งั ถูก
นาไปใชใ้ นการนิยมระบบการปกครองของจีนยคุ ใหม่ที่ สี จิ้นผงิ ไดก้ ่อต้งั แนวคิดการปกครอง “สงั คมนิยม
อนั มีเอกลกั ษณ์แบบจีน” โดยไดร้ ับการรับรองในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสตจ์ ีน ชุดที่
19 คร้ังที่ 6 เม่ือพฤศจิกายน 2021 ที่ผา่ นมา

2. จีนมุง่ ใช้ “การทูตวคั ซีน” ในการสร้างสมั พนั ธ์และร่วมมือกบั ประชาคมโลก
นบั ต้งั แตโ่ ควดิ -19 แพร่ระบาดไปทวั่ โลกในปี 2020 หรือเมื่อ 2 ปี ก่อนหนา้ สี จิน้ ผงิ และทีมงานการ
ตา่ งประเทศของรัฐบาลจีน ไดอ้ อกมาแสดงทา่ ที “พร้อมช่วยเหลือทุกประเทศท่ีเผชิญกบั โควดิ -19” ท้งั การ
ช่วยเหลือโดยมอบหนา้ กากอนามยั อุปกรณ์ทางการแพทยไ์ ปยงั ประเทศอ่ืนๆ ภายใต้ “การทูตหนา้ กาก”
ในช่วงแรกท่ีจีนเริ่มหายเมาหมดั และกลบั มาผลิตอาวธุ สู้กบั โควดิ ไดช้ ่วงหลงั ระบาดรอบแรก 1-2 เดือน ของ
ปี 2020 จนมาถึงการช่วยเหลือดา้ นวคั ซีนโควดิ -19 หลงั จีนสามารถพฒั นาวคั ซีนโควดิ -19 ไดแ้ ลว้ ท่ีเรา
เรียกวา่ การทูตวคั ซีน ซ่ึงเขา้ มามีบทบาทสาคญั อยา่ งมากในปี 2021 ท้งั ปี และจะสืบเนื่องไปยงั ปี 2022 ต่อไป
ตราบใดที่โลกยงั หนีไมพ่ น้ โควดิ -19
การดาเนินการท้งั การทูตหนา้ กาก การทูตวคั ซีน หรือจะเรียกโดยรวมวา่ การทูตสุขภาพกย็ อ่ มได้ ใน
ทรรศนะของจีนมองวา่ การดาเนินการเหล่าน้ี เป็นการทูตเพอ่ื แสดงความรับผดิ ชอบท่ีจีนมีตอ่ ประชาคมโลก
และจีนมุ่งมน่ั ที่จะช่วยเหลือประเทศอ่ืนจริงๆ โดยทางรัฐมนตรี หวงั อ้ี ไดย้ กประเด็นเทคโนโลยกี ารผลิต
วคั ซีนของจีนใหป้ ระเทศอื่นๆ ไดใ้ ชเ้ พ่อื ร่วมพฒั นาวคั ซีน ทาใหเ้ ป็นสินคา้ สาธารณะทุกคนทุกประเทศ
สามารถเขา้ ถึงได้ ไมว่ า่ จะประเทศพฒั นาแลว้ กาลงั พฒั นา หรือดอ้ ยพฒั นา

87

โครงการ Spring Sprout ส่งวคั ซีนโควดิ -19 ไปช่วยเหลือพลเมืองจีน-ชาวจีนโพน้ ทะเลในกวา่ 180 ประเทศ
เป็นการทูตวคั ซีนที่ทางจีนดาเนินเพื่อสื่อไปสองแง่ นนั่ คือ แง่แรก ซ้ือใจเพอ่ื นร่วมชาติ ทาใหเ้ ห็นวา่ ประเทศ
ไมท่ อดทิ้งพวกเขา และอีกแง่หน่ึง ทาใหต้ า่ งประเทศ ประชาคมโลก ไดเ้ ห็นบทบาทของจีน การทูตโดยยดึ
ประชาชนเป็นศูนยก์ ลาง ท้งั ประชาชนตนเองและประชาชนโลก

3. จีนใชก้ ารทูตเพือ่ เรียกร้อง “ประชาธิปไตยในแบบเฉพาะของแต่ละคน ไม่มีใครเป็นผกู้ าหนด”
หากสงั เกตใหด้ ี ช่วงคร่ึงปี หลงั ของปี 2021 จีนยกประเด็น “ประชาธิปไตย” มาพูดในเวทีโลกบอ่ ยมาก อยา่ ง
ในการตอบโตส้ หรัฐอเมริกาท่ีเขา้ มาแทรกในกรณีไตห้ วนั และซินเจียงอุยกรู ์ โดยจีนระบุวา่ อเมริกาหรือ
ประเทศใดกต็ ามที่อา้ งถึงระบบประชาธิปไตย ไมค่ วรไปกาหนดใหก้ บั ผอู้ ื่นวา่ ประชาธิปไตยควรเป็ นแบบ
ไหน แตท่ ุกประเทศลว้ นมีแนวทางของตนเอง จีนเองกม็ ีประชาธิปไตยแบบฉบบั ของจีนเหมือนกนั และจีน
ไมไ่ ปกาหนดใหป้ ระเทศอ่ืนตอ้ งมาทาตามแนวทางของตน

4. ความสมั พนั ธ์จีน-สหรัฐ เป็นไปในทิศทางท่ี (อาจ) ดีข้ึนกวา่ เดิม ในยคุ โจ ไบเดน
ปี 2021 เป็นปี ท่ีประธานาธิบดี สี จิ้นผงิ ประชุมเสมือนจริง (ประชุมบนโลกออนไลน์) กบั โจ ไบเดน แบบ
เห็นหนา้ ตากนั เป็นคร้ังแรก หลงั จากท่ีมีการพดู คุยกนั ทางโทรศพั ทถ์ ึง 2 คร้ัง เพือ่ ปรึกษาหารือเกี่ยวกบั
สถานการณ์สองประเทศและสถานการณ์โลก
โดยผนู้ าจีนเนน้ ย้าเสมอถึงความสาคญั ท่ี จีน-สหรัฐฯ ควรหนั หนา้ เจรจา ไม่ใช่เผชิญดว้ ยความขดั แยง้ เพราะ
จะทาใหส้ ถานการณ์โลกยงิ่ วกิ ฤติในยคุ โควดิ -19 แพร่ระบาด ซ่ึงหลกั การท่ี สี จิน้ ผงิ เคยเสนอไว้ คือ อยรู่ ่วม
อยา่ งสนั ติ ร่วมมือแบบ Win-Win ไดป้ ระโยชนท์ ุกฝ่ าย และการเคารพซ่ึงกนั และกนั
ทาใหห้ ลายฝ่ ายคาดวา่ สถานการณ์จีน-สหรัฐฯ มีแนวโนม้ ดีข้ึน ท้งั ที่ยงั มีปมขดั แยง้ อยไู่ ม่นอ้ ย ท้งั ไตห้ วนั ซิ
นเจียงอุยกรู ์ ซ่ึงประเด็นหลงั น้ีนามาสู่การประกาศบอยคอต ไม่ส่งเจา้ หนา้ ท่ีการทูต-เจา้ หนา้ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ
เขา้ ร่วมโอลิมปิ กฤดูหนาวกรุงปักกิ่ง ตน้ เดือนกุมภาพนั ธ์ ปี 2022 (ภายหลงั มีการยนื ยนั จากฝ่ังกระทรวงการ
ต่างประเทศจีนวา่ สหรัฐฯ ยื่นขอวซี ่าใหก้ บั เจา้ หนา้ ท่ีจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม
เพอ่ื เดินทางไปดูแลความเรียบร้อยใหแ้ ก่ทพั นกั กีฬาอเมริกนั )

5. รัสเซีย ประเทศในภูมิภาคแอฟริกา และประเทศอาเซียน พ้ืนท่ีหลกั ของการเนน้ ย้าความสัมพนั ธ์
การทูตและระหวา่ งประเทศในปี 2021
หวงั อ้ี รัฐมนตรีกระทรวงตา่ งประเทศจีน กล่าวถึงรัสเซียวา่ เป็นประเทศท่ีต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กบั จีน
ในช่วงการแพร่ระบาดโควดิ -19 และหวงั ใหค้ วามสมั พนั ธ์ยงิ่ แนน้ แฟ้นข้ึนไปอีก โดยระบุ “จีน-รัสเซีย เป็น
สองประเทศท่ีจะสร้างความสงบสุขและความยตุ ิธรรมแก่ภูมิภาคและโลก”
สาหรับประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ปี 2021 เป็นปี ครบรอบ 65 ปี ความสมั พนั ธ์การทูตจีนและประเทศใน
แอฟริกา จีนจึงมุง่ เนน้ การทูตสานสัมพนั ธ์ไปในประเทศภูมิภาคน้ีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการช่วยเหลือวคั ซีน

88

ท้งั ในรูปแบบของการบริจาค และการผลิตร่วมกนั ระหวา่ งบริษทั จีน-บริษทั ในภูมิภาคแอฟริกา การลงทุน
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ทางดา้ นส่ือ กเ็ ป็นอีกหน่ึงเป้าหมายหลกั ของจีนในแอฟริกา
ส่วนประเทศยา่ นอาเซียน นบั เป็นภูมิภาคหลกั ที่จีนใหค้ วามสาคญั เช่นกนั เพราะถือวา่ มีความใกลช้ ิดไมน่ อ้ ย
ท้งั พ้ืนที่ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศด้งั เดิม การลงทุน และที่สาคญั คือ ขอ้ ตกลงความตกลงหุน้ ส่วนทาง
เศรษฐกิจระดบั ภูมิภาค (RCEP) ซ่ึงมีผลต้งั แต่ 1 มกราคม 2022 เป็นตน้ มา

2.กำรทูตระหว่ำงจนี -ไทย

ไทยและจีนสถาปนาความสมั พนั ธ์ทางการทูตระหวา่ งกนั เม่ือวนั ท่ี 1 กรกฎาคม 2518 ความสัมพนั ธ์
ระหวา่ งสองประเทศมีความใกลช้ ิด มีการแลกเปลี่ยนการเยอื นในทุกระดบั อยา่ งสม่าเสมอ และมีการขยาย
ความร่วมมือเชิงลึกในทุกมิติ โดยในปี 2563 จะครบรอบ 45 ปี ของการสถาปนาความสัมพนั ธ์ทางการทูต
ระหวา่ งไทยกบั จีน
การเสด็จฯ เยอื นจีนของพระบรมวงศานุวงศข์ องไทยมีส่วนสาคญั อยา่ งยงิ่ ต่อการเสริมสร้างและ กระชบั
ความสมั พนั ธ์และความร่วมมือระหวา่ งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยง่ิ ข้ึน รวมท้งั การส่งเสริมมิตรภาพและ
ความเขา้ ใจระหวา่ งประชาชนของสองประเทศอีกดว้ ย โดยเฉพาะสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา้ กรมสมเดจ็
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีท่ีไดเ้ สด็จฯ เยือนจีนมากกวา่ 40 คร้ังในทุกมณฑล และล่าสุด
เมื่อวนั ท่ี 29 กนั ยายน 2562 ประธานาธิบดีสี จิ้นผงิ ไดท้ ูลเกลา้ ทูลกระหม่อมถวายเครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตรา
ภรณ์แด่สมเดจ็ พระกนิษฐาธิราชเจา้ กรมสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เน่ืองในโอกาส
การฉลองครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (1 ตุลาคม 2562) ซ่ึงเป็นเคร่ือง
อิสริยาภรณ์ช้นั สูงสุดท่ีฝ่ ายจีนมอบใหช้ าวต่างประเทศที่สร้างคุณูปการสาคญั ในการส่งเสริมมิตรภาพและ
ความร่วมมือกบั จีน
ไทยมีสถานเอกอคั รราชทูตต้งั อยทู่ ี่กรุงปักก่ิงและสถานกงสุลใหญ่ 9 แห่ง ไดแ้ ก่ นครกวา่ งโจว นครคุนหมิง
นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู นครหนานหนิง นครซีอาน เมืองเซี่ยเหมิน เมืองฮอ่ งกง และ เมืองชิงต่าว ในส่วน
ของจีน มีสถานเอกอคั รราชทูตต้งั อยทู่ ี่กรุงเทพมหานคร และสถานกงสุลใหญใ่ นไทย 3 แห่ง ไดแ้ ก่
(1) สถานกงสุลใหญ่ ณ จงั หวดั เชียงใหม่
(2) สถานกงสุลใหญ่ ณ จงั หวดั สงขลา
(3) สถานกงสุลใหญ่ ณ จงั หวดั ขอนแก่น และสานกั งานการกงสุล ณ จงั หวดั ภูเก็ต

2.1 กำรทตู จีน-ไทยด้ำนกำรเมือง

89

ไทยกบั จีนมีความสมั พนั ธ์เชิงหุน้ ส่วนทางยทุ ธศาสตร์ที่มีความใกลช้ ิดในรอบดา้ น และต้งั อยบู่ นพ้นื ฐานของ
หลกั การการเคารพซ่ึงกนั และกนั ความไวเ้ น้ือเช่ือใจและการไม่แทรกแซงในกิจการภายใน ไทยกบั จีนได้
ยกระดบั ความสมั พนั ธ์เป็น “หุน้ ส่วนความร่วมมือเชิงยทุ ธศาสตร์อยา่ งรอบดา้ น” (Comprehensive Strategic
Partnership) เมื่อเดือนเมษายน 2555 เพ่ือกระชบั ความสมั พนั ธ์และขยายความร่วมมือใหม้ ีความใกลช้ ิดและ
รอบดา้ นมากยงิ่ ข้ึน ท้งั สองประเทศมีความเชื่อมโยงทางเช้ือชาติและวฒั นธรรมอยา่ งแนบแน่น รวมท้งั ไมเ่ คย
มีปัญหาขดั แยง้ กนั ทางประวตั ิศาสตร์ พรมแดน หรือน่านน้าระหวา่ งกนั นอกจากน้ี ไทยและจีนยงั มีความ
ร่วมมือ ที่ใกลช้ ิดในกรอบอาเซียน – จีน กรอบความร่วมมือแมโ่ ขง – ลา้ นชา้ ง และจีนเป็นประเทศ
หุน้ ส่วนเพ่ือการพฒั นาของยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจา้ พระยา – แมโ่ ขง (Ayeyawady-
Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS)
นอกจากน้ี ไทยใหค้ วามสาคญั กบั การส่งเสริมความสัมพนั ธ์อนั ดีกบั รัฐบาลในระดบั มณฑลของจีน
โดยเฉพาะมณฑลที่มีความสาคญั ทางยทุ ธศาสตร์กบั ไทย โดยไทยและจีนมีการจดั ต้งั คณะทางานในระดบั
ส่วนกลางของไทยกบั มณฑลของจีน 3 คณะ ไดแ้ ก่ คณะทางานไทย – ยนู นาน คณะทางานไทย – กวางตุง้
และคณะทางานไทย – กวา่ งซี

2.2 กำรทูตจีน-ไทยด้ำนเศรษฐกจิ
ความร่วมมือดา้ นเศรษฐกิจเป็ นหวั ใจของความสมั พนั ธ์ไทย – จีน โดยความสมั พนั ธ์ดงั กล่าวมีความ
เขม้ ขน้ ข้ึนจากการบงั คบั ใชค้ วามตกลงการคา้ เสรีอาเซียน – จีนเม่ือเดือนมกราคม 2553 และการยกระดบั
ความตกลงดงั กล่าวในปี 2562 ตลอดจนการเปิ ดใชเ้ ส้นทาง R3A เส้นทาง R8 R9 และ R12 ซ่ึงเชื่อมต่อ
ระหวา่ งภาคเหนือ/ตะวนั ออกเฉียงเหนือของไทยกบั จีนตอนใตผ้ า่ นลาวและเวยี ดนาม การก่อสร้างเส้นทาง
รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทย-ลาว-จีน และการมีความร่วมมือ 3 ฝ่ ายไทย-จีน-ญ่ีป่ ุนในการก่อสร้างเส้นทาง
รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินและการพฒั นาเมืองอจั ฉริยะในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวนั ออกของ
ไทย (EEC) รวมท้งั การมีกลไกคณะกรรมการร่วมวา่ ดว้ ยการคา้ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
ระหวา่ งไทย – จีน ระดบั
รองนายกรัฐมนตรี ซ่ึงไทยเป็ นเจา้ ภาพจดั การประชุม คร้ังที่ 6 เมื่อวนั ที่ 24 สิงหาคม 2561 การหารือเชิง
ยทุ ธศาสตร์ไทย – จีน ซ่ึงจีนเป็นเจา้ ภาพจดั การประชุม คร้ังที่ 4 เม่ือวนั ที่ 8 กรกฎาคม 2562 ณ กรุงปักก่ิง
และความร่วมมือทางวทิ ยาศาสตร์และวชิ าการ (คกร.) ไทย-จีน ระดบั รัฐมนตรี ซ่ึงไทยเป็นเจา้ ภาพจดั การ
ประชุม คร้ังท่ี 22 เมื่อวนั ท่ี 11 ธนั วาคม 2561 ณ กรุงเทพฯ

90

2.2.1 กำรค้ำของไทยกบั จีน
ปี 2562 จีนเป็นคู่คา้ อนั ดบั 1 ของไทย (จีนเป็นตลาดส่งออกอนั ดบั ท่ี 2 ของไทย และจีนเป็นแหล่ง

นาเขา้ อนั ดบั 1 ของไทย) ขณะท่ีไทยเป็นคู่คา้ อนั ดบั 13 (อนั ดบั ท่ี 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน) เป็นแหล่งนาเขา้
อนั ดบั 13 และเป็นตลาดส่งออกอนั ดบั 17 ของจีน เม่ือปี 2562 มูลค่าการคา้ ทวภิ าคีอยทู่ ี่ 79,500 ลา้ นดอลลาร์
สหรัฐ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 0.90 ในจานวนดงั กล่าว ไทยส่งออกไปจีนมีมูลค่า 29,172 ลา้ นดอลลาร์
สหรัฐ ลดลงร้อยละ 3.78 จากปี 2561 ส่วนไทยนาเขา้ จากจีนมีมูลคา่ 50,327 ลา้ นดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มข้ึนร้อย
ละ 0.85 จากปี 2561 จีนไดด้ ุลการคา้ 21,155 ลา้ นดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มข้ึนร้อยละ 8.01 จากปี 2561

2.2.2สินค้ำสำคัญทจ่ี ีนนำเข้ำจำกไทย
ฮาร์ดไดรฟ์ ยางพารา แผงวงจรรวม ไม้ ชิ้นส่วนจอ LCD ทุเรียนสด มนั สาปะหลงั แหง้ และแป้งมนั

สาปะหลงั เคมีภณั ฑ์ ชิ้นส่วนโทรศพั ทม์ ือถือ ชิ้นส่วนคอมพวิ เตอร์
2.2.3สินค้ำสำคญั ทจี่ ีนส่งออกมำไทย

โทรศพั ทม์ ือถือ ชิ้นส่วนโทรศพั ทม์ ือถือ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เหล็กกลา้ คาร์บอนแบล็ค อุปกรณ์
ควบคุมและจา่ ยไฟฟ้า จอ LCD คอมเพรสเซอร์ของเคร่ืองปรับอากาศ เห็ดหอมแหง้ สารกาจดั วชั พืช
2.2.4กำรลงทุนของไทยกบั จีน

จีนมีมูลค่าการลงทุนสะสมในไทยจนถึงปลายปี 2561 ประมาณ 6,000 ลา้ นดอลลาร์สหรัฐ โดยจีน
สนใจลงทุนในภาคธุรกิจท่ีใชน้ วตั กรรมและเทคโนโลยสี มยั ใหม่ ภาคอุตสาหกรรมใหม่ โลจิสติกส์ และ
พาณิชยอ์ ิเล็กทรอนิกส์ ส่วนมูลคา่ การลงทุนสะสมของไทยในจีนจนถึงปลายปี 2561 มีประมาณ 4,270 ลา้ น
ดอลลาร์สหรัฐ อุตสาหกรรมหลกั ที่ไทยลงทุนในจีนคือ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ธญั พืช ฟาร์มสัตว์
มอเตอร์ไซค์ โรงแรม ร้านอาหาร การนวดแผนไทย
ณ สิ้นเดือน สิงหาคม 2562 จีนมีมูลคา่ การลงทุนสะสมในไทย 6,440 ลา้ นดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าการ
ลงทุนสะสมของไทยในจีนอยทู่ ี่ 4,330 ลา้ นดอลลาร์สหรัฐ
2.2.5กำรท่องเท่ียว

รัฐบาลไทยและจีนไดท้ าความตกลงวา่ ดว้ ยความร่วมมือดา้ นการท่องเที่ยวเมื่อเดือนสิงหาคม 2536
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือดา้ นการตลาดและการส่งเสริมการท่องเท่ียวระหวา่ งประเทศ อยา่ งไรก็ตาม รัฐบาล
จีนไดอ้ นุญาตใหช้ าวจีนเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศโดยใหอ้ ยภู่ ายใตก้ ารควบคุมของรัฐบาลเทา่ น้นั
ประเทศไทยเป็นกลุ่มแรกร่วมกบั สิงคโปร์และมาเลเซียท่ีไดร้ ับอนุญาตใหช้ าวจีนเดินทางออกไปท่องเท่ียว
และจานวนนกั ท่องเท่ียวจีนที่เดินทางมาประเทศไทยเฉล่ียเพม่ิ สูงข้ึนทุกปี
จีนเป็นตลาดนกั ท่องเที่ยวอนั ดบั 1 ของไทย ในปี 2562 มีนกั ท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทย 10.98 ลา้ นคน คิด
เป็นร้อยละ 28 ของนกั ท่องเท่ียวตา่ งชาติท้งั หมด (เพิม่ ข้ึนร้อยละ 4.2 จากปี 2561) ท้งั น้ี จีนไดจ้ ดั ต้งั สานกั งาน

91

การทอ่ งเท่ียวแห่งชาติจีน (China National Tourism Office: CNTO) ที่กรุงเทพฯ เม่ือปี 2560 เพือ่ ส่งเสริม
ความร่วมมือดา้ นการทอ่ งเที่ยวระหวา่ งไทยกบั จีน

2.3กำรทตู จีน-ไทยด้ำนวฒั นธรรม
ไทยและจีนมีสัมพนั ธไมตรีและติดตอ่ คา้ ขายระหวา่ งกนั มาชา้ นานกวา่ 700 ปี ส่งผลใหว้ ฒั นธรรม

และประเพณีของจีนผสมผสานกบั ของไทยจนกลายเป็นส่วนหน่ึงของวถิ ีชีวติ ของคนไทยในปัจจุบนั
นอกจากน้ี ประเทศไทยยงั เป็ นประเทศที่มีคนเช้ือสายจีนอยเู่ ป็นจานวนมาก จึงทาใหค้ นไทยและคนจีนมี
ความใกลช้ ิดคุน้ เคยกนั ดง่ั เครือญาติ จนมีคากล่าววา่ “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พ่ีนอ้ งกนั ”
ในระดบั รัฐบาล รัฐบาลจีนไดเ้ ปิ ดศูนยว์ ฒั นธรรมจีนท่ีกรุงเทพฯ อยา่ งเป็ นทางการเม่ือวนั ที่ 21 พฤศจิกายน
2555 ซ่ึงเป็นศูนยว์ ฒั นธรรมแห่งแรกของจีนในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ขณะท่ีสถานเอกอคั รราชทูตและ
สถานกงสุลใหญข่ องไทยในจีนไดจ้ ดั กิจกรรมเพื่อเผยแพร่วฒั นธรรมและส่งเสริมภาพลกั ษณ์ไทยในเขต
อาณาเป็นประจาทุกปี โดยร่วมกบั ส่วนราชการไทยและภาคเอกชนไทยในจีน
นอกจากน้ี ท้งั สองฝ่ ายยงั ร่วมกนั จดั งานสายสัมพนั ธ์สองแผน่ ดิน โดยสมเด็จพระเจา้ นอ้ งนางเธอ
เจา้ ฟ้าจุฬาภรณวลยั ลกั ษณ์ อคั รราชกมุ ารี กรมพระศรีสวางควฒั น วรขตั ติยราชนารี ทรงบรรเลงเครื่องดนตรี
จีน กู่เจิงดว้ ยพระองคเ์ องทุกคร้ัง โดยคร้ังล่าสุดจดั ข้ึนที่กรุงปักกิ่ง นครเซ่ียงไฮ้ และนครหางโจว เม่ือเดือน
ธนั วาคม 2556 และเม่ือวนั ที่ 29 กนั ยายน 2562 ประธานาธิบดีสี จิน้ ผงิ ไดท้ ูลเกลา้ ทูลกระหมอ่ มถวายเคร่ือง
อิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์แด่สมเดจ็ พระกนิษฐาธิราชเจา้ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราช
กมุ ารี เนื่องในโอกาสการฉลองครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (1 ตุลาคม 2562)
ซ่ึงเป็นเคร่ืองอิสริยาภรณ์ช้นั สูงสุดที่ฝ่ ายจีนมอบใหช้ าวตา่ งประเทศท่ีสร้างคุณูปการสาคญั ในการส่งเสริม
มิตรภาพและความร่วมมืออนั ดีกบั จีน

92


Click to View FlipBook Version